Category: เศรษฐกิจ

  • กระทรวงอุตฯ จัดงานอุตสาหกรรมแฟร์ 2025 ‘ช้อปเพลิน เดินฟิน เช็คอินลำปาง’ หวังบูมเศรษฐกิจปลายปีกว่า 200 ล้านบาท

    กระทรวงอุตฯ จัดงานอุตสาหกรรมแฟร์ 2025 ‘ช้อปเพลิน เดินฟิน เช็คอินลำปาง’ หวังบูมเศรษฐกิจปลายปีกว่า 200 ล้านบาท

    กระทรวงอุตสาหกรรม ผนึกกำลังครั้งสำคัญกับ ภาคเอกชน แถลงข่าวเตรียมจัดงานบิ๊กอีเวนท์ อุตสาหกรรมแฟร์ 2025 “ช้อปเพลิน เดินฟิน เช็คอินลำปาง” ระหว่างวันที่ 2 – 6 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าอุตสาหกรรมภาคเหนือ พบกับมหกรรมสินค้าคุณภาพ ราคาประหยัด ลดค่าครองชีพ กระตุ้นมูลค่าเศรษฐกิจปลายปีได้กว่า 200 ล้านบาท

    24 ก.ย. 2568 – นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ในเครือสหพัฒน์ สมาคมยานยนต์แห่งประเทศไทย ในการจัดงาน อุตสาหกรรมแฟร์ 2025 “ช้อปเพลิน เดินฟิน เช็คอินลำปาง” ระหว่างวันที่ 2 – 6 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าอุตสาหกรรมภาคเหนือ เพื่อเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ในการทดสอบตลาดและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการ SME ไทย และวิสาหกิจชุมชน อีกทั้งผู้ประกอบการโรงงานยังได้มีพื้นที่ในการกระจายสินค้าถึงกลุ่มผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสินค้าอุตสาหกรรมไทยที่มีคุณภาพและราคาเป็นธรรมเพื่อให้ผู้บริโภค ได้เข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในราคาเหมาะสม อันจะเป็นการช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในช่วงกลางปีได้กว่า 200 ล้านบาท มีผู้เข้าชมงานกว่า 10,000 คน

    ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ดำเนินงานร่วมกับภาคเอกชนในการจัดงานครั้งนี้ โดยภายในงาน อุตสาหกรรมแฟร์ 2025 “ช้อปเพลิน เดินฟิน เช็คอินลำปาง” จะมีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้ามากมายให้ช้อปกันอย่างจุใจ พื้นที่กว่า 4,000 ตารางเมตร ซึ่งแบ่งเป็นโซนต่าง ๆ ได้แก่

    1. โซนมหกรรมสินค้าอุปโภค – บริโภคราคาประหยัดจากเครือสหพัฒน์ จำนวน 52 บูธ พบกับสินค้าคุณภาพราคาประหยัดที่จะยกขบวนมาลดราคา อาทิ ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน – ผงซักฟอก น้ำยาล้างจานโปร ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก – ผลิตภัณฑ์โคโดโม ผลิตภัณฑ์เซนต์แอนดรูว ผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคล – ยาสีฟันซิสเท็มมา ผลิตภัณฑ์อาหาร – มาม่า ผลิตภัณฑ์เสื้อผ้า – วาโก้ แอร์โรว์ และ เครื่องสำอาง BSC MTI 

    2. โซน “รถที่ใช่ดีลที่ชอบ” จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ รถจักรยานยนต์คุณภาพดีและข้อเสนอพิเศษสุดในงานจากค่ายรถยนต์ต่าง ๆ อาทิ โตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ ยามาฮ่า เป็นต้น เป็นต้น

    3. โซนมหกรรมจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการ SME ไทย ลำปาง และวิสาหกกิจชุมชนทั่วประเทศ จำนวน 36 บูธ เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ของใช้ของตกแต่งบ้าน งานคราฟต์ สินค้าสายมู อาหารพร้อมทาน เครื่องดื่มชงสด อาหารแปรรูป และเครื่องดื่มแปรรูป เป็นต้น

    4. โซนกิจกรรม Innovative Thai Material การจัดแสดงผลงานวัสดุไทยสร้างสรรค์

    นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวต่อว่า “อุตสาหกรรมแฟร์2025 : ช้อปเพลิน เดินฟิน เช็คอินลำปาง” เป็นเวทีโชว์ผลงานที่รวมพลังของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและอุตสาหกรรมยานยนต์  เพื่อพัฒนาศักยภาพและยกระดับจาก ดีพร้อม ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการตามนโยบาย ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้ ผ่านกลยุทธ์ “4 ให้ 1 ปฏิรูป  โดย ดีพร้อม มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพสินค้า และสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ไทยคุณภาพ พร้อมทั้งเป็นสร้างโอกาสทางการค้าอย่างต่อเนื่องทั้งในรูปแบบของยอดขายภายในงาน ข้อตกลงทางธุรกิจ และการต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งเน้นการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อุตสาหกรรมเป้าหมาย และปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมไทย ด้วยการเสริมความแข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาทักษะคนและชุมชน ให้พร้อมสู่อนาคต และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน ให้กับ SMEs ไทย 

    ทั้งนี้ ดีพร้อม มีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดงานอุตสาหกรรมแฟร์ 2025 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าอุตสาหกรรมภาคเหนือในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับให้ไทยเป็นศูนย์กลางพัฒนาวัสดุอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ ให้สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/867200/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Weg3CPmfqkxPkyJwKdToh

  • ส.อ.ท. ผนึก ส.ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ชงรัฐออกมาตรการป้องสินค้าทะลักเข้าไทย 

    ส.อ.ท. ผนึก ส.ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ชงรัฐออกมาตรการป้องสินค้าทะลักเข้าไทย 

    วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.58 น.

    ส.อ.ท. ผนึก ส.ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ชงรัฐออกมาตรการป้องสินค้าทะลักเข้าไทย 

    ส.อ.ท. จับมือสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ  ร่วมถกเวทีเสวนา “อุตสาหกรรมพลาสติกไทย – ปิโตรเคมี ได้หรือเสีย…จากภาษีทรัมป์” จับตาผลกระทบภาษีสหรัฐฯ  หวั่นปัญหาสินค้าและวัตถุดิบทุ่มตลาดไหลเข้าไทย พร้อมเสนอรัฐออกมาตรการเสริมแกร่ง  รับมือการแข่งขันทุกปัจจัยเสี่ยง  เร่งปรับตัว หาตลาดใหม่  ส่งเสริมใช้พลาสติกรีไซเคิล ดันสู่การเป็น New S-Curve ย้ำภาครัฐกระตุ้นการลงทุนอุตสาหกรรมต่อเนื่องเพื่อรักษาฐานการผลิตของภูมิภาคไว้ในไทย 

     กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกและกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดโครงการ Econmass Talk  Ep.1 #2025  ในหัวข้อ “อุตสาหกรรมพลาสติกไทย – ปิโตรเคมี ได้หรือเสีย…จากภาษีทรัมป์” โดยมี นายฐิติธัม พงศ์พนางาม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกฯ นางภรณี กองอมรภิญโญ รองประธาน กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกฯ นายเดชาธร ฐิสิฐสกร คณะทำงานสายงานเศรษฐกิจและการค้า กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีฯ และนายวีระ ขวัญเลิศจิตต์  ผู้อำนวยการสำนักงานสมาคม PPP Plastics ร่วมเวทีเสวนานี้เพื่อสะท้อนปัญหาและความท้าทายของผู้ประกอบการไทยจากผลกระทบมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าแบบต่างตอบแทนของสหรัฐฯ ที่สูงถึง 19%  และร่วมกันหาแนวทางในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก โดยมีนางสาวดวงพร อุดมทิพย์ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ และคณะกรรมการสมาคม ร่วมให้การต้อนรับ

    สำหรับสถานการณ์ของอุตสาหกรรมต้นน้ำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย เพราะเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายประเภท ตั้งแต่ในผลิตภัณฑ์พลาสติกขั้นพื้นฐาน ไปจนถึง ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เวชภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายในยุทธศาสตร์ S-Curve ของประเทศ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบและเชื้อเพลิงธรรมชาติได้มากถึง 10–25 เท่า ตลอดทั้งห่วงโซ่ (Value Chain) จนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกหลากหลายรูปแบบ สร้างมูลค่ารวม 2.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 13% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทย (สถิติปี 2566) มีมูลค่าการส่งออกกว่า 5 แสนล้านบาท หรือ 5% ของการส่งออกทั้งหมด และสร้างงานมากกว่า 400,000 ตำแหน่ง สนับสนุน SME มากกว่า 3,000 ราย  

    ดังนั้น ด้วยสถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จากมาตรการกีดกันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลต่อต้นทุนการผลิต ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรักษาความสมดุลให้เกิดขึ้นในภาคการผลิตปิโตรเคมี เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดยเฉพาะการจัดหาวัตถุดิบที่ยั่งยืน ทั้งในรูปของปิโตรเลียม และการนำขยะพลาสติก กลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการรีไซเคิล ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมทันสมัยมาพัฒนากระบวนการผลิต ให้สามารถผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพดีสำหรับรูปแบบการใช้งานต่าง ๆ  ในบางการใช้งานที่ต้องการความสะอาด คุณภาพสามารถเทียบเท่ากับเม็ดพลาสติกใหม่ (Virgin Plastic) ได้ ซึ่งมีการใช้งานแล้วหลายประเทศ โดยการส่งเสริมให้เกิดการใช้วัตถุดิบชนิดใหม่นี้ นอกจากเป็นการสร้างวงจรเศรษฐกิจใหม่แล้ว ยังเป็นการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อีกด้วย อย่างไรก็ดี ความสำเร็จต้องอาศัยภาครัฐช่วยส่งเสริมการสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติก  และผลักดันการปรับปรุงกฎระเบียบให้เกิดการผลิตและใช้พลาสติกอย่างเข้าใจทั้งระบบ 

    นายฐิติธัม พงศ์พนางาม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ส.อ.ท. กล่าวว่า ในส่วนของอุตสาหกรรมพลาสติกไทยกำลังเผชิญทั้งความท้าทายและโอกาสจากภาษีสหรัฐฯ  ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเชิงรุก  ซึ่งการสนับสนุนเชิงนโยบายจากรัฐจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมทั้งผลักดันให้ “อุตสาหกรรมรีไซเคิล” กลายเป็น New S-Curve ของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    “ผลิตภัณฑ์พลาสติกไม่ใช่แค่ อุตสาหกรรมปลายทาง แต่คือโซลูชันที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตในทุกมิติ หากปิโตรเคมีและพลาสติกของไทยไม่แข็งแรง การพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve ของประเทศก็จะเดินต่อได้ยาก” นายฐิติธัม กล่าว

    นายฐิติธัม  กล่าวว่า  มาตรการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบด้านราคา   สูญเสียส่วนแบ่งตลาด และต้นทุนการผลิตสูงขึ้น นอกจากนี้ยังเกิด Trade Diversion จากประเทศอื่นที่หันมาระบายสินค้าในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงไทย ทำให้การแข่งขันด้านราคารุนแรงยิ่งขึ้น แม้ว่าจะมีข้อดีบางด้าน เช่น การนำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้าบางรายการจากสหรัฐฯ ในราคาที่ต่ำลง แต่ผลเชิงบวกยังไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับผลกระทบที่เกิดขึ้น  

    “ภาษีทรัมป์ที่สูงถึง 19% กระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย ทั้งในแง่ยอดขายที่ลดลง กำไรหดตัว และความสามารถในการแข่งขันที่ด้อยกว่าประเทศคู่แข่งอย่างเม็กซิโก เวียดนาม และจีน ทั้งนี้ภาคอุตสาหกรรมไทยจึงต้องเร่งปรับตัว ทั้งการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิต การกระจายตลาดไปยังภูมิภาคอื่น การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยการใช้วัตถุดิบรีไซเคิล เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว”  นายฐิติธัมกล่าว 

    กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ส.อ.ท. ยังได้เตรียมเสนอภาครัฐเร่งออกมาตรการที่รองรับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐ ได้แก่ การเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ให้ชัดเจน และกับประเทศคู่ค้าใหม่เพื่อลดอุปสรรคภาษีและสร้างตลาดส่งออกเพิ่มเติม การสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีรีไซเคิลที่ได้มาตรฐานและการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนเต็มรูปแบบ ในขณะเดียวกัน พิจารณาออกกฎหมายภาคบังคับเพื่อผลักดันการใช้พลาสติกรีไซเคิลที่ผลิตได้จากทรัพยากรหมุนเวียน  ควบคู่กับการใช้มาตรการป้องกันการทุ่มตลาดและคุ้มครองผู้ผลิตภายในประเทศ  ซึ่งการดำเนินการตามข้อเสนอเหล่านี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ภาคอุตสาหกรรมไทย เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ และสร้างความยั่งยืนให้ Supply Chain ตลอดจนเสริมความมั่นคงให้เศรษฐกิจประเทศ

    ด้านนางภรณี กองอมรภิญโญ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ส.อ.ท. กล่าวว่า อีกหนึ่งความท้าทายที่สำคัญของอุตสาหกรรมพลาสติกไทยคือ แรงกดดันจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ทั้งจากความตกลงระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคีและความต้องการภายในประเทศ เช่น เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในสินค้าและองค์กร ซึ่งทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงกระบวนการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์  โดยอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมพลาสติก กำลังผลักดันการผลิตและใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิล (PCR) ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานในผลิตภัณฑ์พลาสติกต่าง ๆ  เพื่อให้การใช้งานพลาสติกเข้าสู่วงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างแท้จริง หากทำได้สำเร็จ จะเป็น New S-Curve ของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต 

    “การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมที่ยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น ภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภค เพื่อสร้างแรงจูงใจให้การใช้พลาสติกรีไซเคิลเกิดขึ้น ซึ่งเม็ดพลาสติกรีไซเคิลยังมีต้นทุนสูง จึงจำเป็นต้องอาศัยมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี และแรงจูงใจแก่ผู้ผลิตและผู้บริโภคด้วย สำหรับภาคเอกชนได้เริ่มการพัฒนาทั้งเชิงโครงสร้างพื้นฐานและการทดลองโมเดลการบริหารจัดการต่าง ๆ ภายใต้สมาคม PPP Plastics เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนของพลาสติกตามโรดแมปการจัดการขยะพลาสติกของประเทศแล้ว” นางภรณีกล่าว 

    ความท้าทายจากภาษีทรัมป์    

    สำหรับความท้าทายจาก US Tariff ทั้งสองกลุ่มอุตสาหกรรมเห็นตรงกันว่า ผู้ประกอบการไทย เสียเปรียบด้านราคา มีแนวโน้มสูญเสียตลาด ภาคเอกชนไทยต้องเร่งปรับตัว ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีจุดเด่น (Product Differentiation) เน้นคุณภาพและบริการที่เหนือกว่า เพิ่มนวัตกรรมด้านความยั่งยืนเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ (Brand Image) ที่ดีในตลาดโลก รวมถึงการมองหาพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น การร่วมทุนหรือการร่วมมือทางเทคโนโลยี

    ทั้งนี้ ทั้งสองกลุ่มอุตสาหกรรมได้ยื่นข้อเสนอให้ภาครัฐพิจารณาสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านมาตรการสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1. ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) เพื่อสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน  2. ปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านภาษี ช่วยลดต้นทุนการแข่งขันในตลาดโลก 3.ปกป้องตลาดจากการทุ่มตลาดเพื่อรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขัน และ 4. สร้างเครื่องจักรทางเศรษฐกิจใหม่ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียนของพลาสติกครบวงจร แม้ว่าไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และการแข่งขันที่เข้มข้น แต่ยังคงเป็นฐานการผลิตปิโตรเคมีที่สำคัญของภูมิภาค ด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงโลจิสติกส์ ต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม และคุณภาพสินค้าที่เชื่อถือได้ ทำให้ไทยยังมีศักยภาพในการแข่งขันและดึงดูดความเชื่อมั่นจากตลาดโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/447750&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tgfK8I_gbC_ihLakNxFjJ

  • คะแนนนิยม “ทรัมป์” ขยับลงเล็กน้อย ชาวมะกันกังวลปัญหาเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    คะแนนนิยม “ทรัมป์” ขยับลงเล็กน้อย ชาวมะกันกังวลปัญหาเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ผลสำรวจล่าสุดของรอยเตอร์/อิปซอสส์ (Reuters/Ipsos) เผยว่า คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังชาวอเมริกันแสดงความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจและความสามารถของรัฐบาลในการควบคุมราคาสินค้าที่สูงขึ้น

    ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นเป็นเวลาสามวันและสิ้นสุดในวันอาทิตย์ (21 ก.ย.) โดยพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจ 41% ยอมรับผลงานการบริหารประเทศของทรัมป์ ขยับลงจาก 42% ในการสำรวจครั้งก่อนเมื่อช่วงต้นเดือน

    ขณะเดียวกัน มีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 35% ที่เห็นด้วยกับการบริหารเศรษฐกิจของทรัมป์ และมีเพียง 28% ที่เห็นด้วยกับการจัดการปัญหาค่าครองชีพ ซึ่งทั้งสองตัวเลขลดลงเล็กน้อยจากผลสำรวจครั้งก่อน

    นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจ 54% มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังดำเนินไปในทิศทางที่ผิด เพิ่มขึ้นจาก 53% ในผลสำรวจเดือนส.ค. และ 52% ในผลสำรวจเดือนก.ค.

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หนึ่งในคำมั่นสัญญาสำคัญที่ทรัมป์เคยให้ไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีคือ การลดราคาสินค้าและฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่จนถึงขณะนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับชะลอตัวลง และเงินเฟ้อยังคงอยู่ใระดับสูงในบางภาคส่วน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากนานาประเทศ รวมถึงมีการบังคับใช้นโยบายควบคุมการเข้าเมืองที่เข้มงวด

    นอกจากนี้ ตลาดแรงงานยังส่งสัญญาณอ่อนแอในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

    ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 22,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. ซึ่งชะลอตัวลงอย่างมากจากเดือนก.ค.ที่เพิ่มขึ้น 79,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานในเดือนส.ค. เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.3% ซึ่งสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531856&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fJb4ahQZl1gsM2_925Nd1

  • เปิดชื่อ 2 กลุ่มธุรกิจ เซ่นพิษเศรษฐกิจ! 8 เดือนปิดตัวทะลุ 9,729 ราย จ่อฟันเฉียดหมื่นกิจการ ‘ล่องหน’ ไม่ส่งงบเกิน 3 ปี

    เปิดชื่อ 2 กลุ่มธุรกิจ เซ่นพิษเศรษฐกิจ! 8 เดือนปิดตัวทะลุ 9,729 ราย จ่อฟันเฉียดหมื่นกิจการ ‘ล่องหน’ ไม่ส่งงบเกิน 3 ปี

    8 เดือนแรกปี 68 ยอดจดทะเบียนธุรกิจใหม่ทะลุ 5.9 หมื่นราย แตะ 1.94 แสนล้าน แม้เพิ่มขึ้นกว่า 4% แต่ยอดจดทะเบียนเลิกช่วง 8 เดือน ยังคงทะลุ 9,729 ราย อธิบดี ‘อรมน‘ สรุปผลงาน 2 ปี รุก 3 ภารกิจ ยกระดับธุรกิจไทย ลุยปราบนอมินี ฟันนิติบุคคลไม่ส่งงบการเงิน ก่อนรับบทบาทใหม่อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

    วันที่ 24 ก.ย. อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้วิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนสิงหาคม 2568 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 7,641 ราย เพิ่มขึ้น 42 ราย (0.55%) 

    โดยช่วง 8 เดือนของปี 2568 (มกราคม-สิงหาคม 2568) มีจำนวน 59,189 ราย ลดลง 2,630 ราย (4.25%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (61,819 ราย) ในขณะที่ทุนจดทะเบียน 194,347 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,914 ล้านบาท (4.24%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (186,433 ล้านบาท)

    ด้านธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 4,699 ราย 2. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 3,619 ราย และ 3. ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 2,411 ราย คิดเป็นสัดส่วน 7.94%, 6.11% และ 4.07% จากจำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในช่วง 8 เดือนของปี 2568 ตามลำดับ 

    ขณะที่ การจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนสิงหาคม 2568 มีจำนวน 1,660 ราย ลดลง 403 ราย (19.53%) โดยมี บริษัทที่มีมูลค่าทุนจดทะเบียนสูงเลิกประกอบกิจการ 1 ราย คือ บริษัททรู มัลติมีเดีย จำกัด ทุนจดทะเบียน 6,562.00 ล้านบาท ประกอบกิจการค่าบริการใช้โครงข่ายมัลติมีเดีย และค่าบริการทางเทคนิค


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


    ส่งผลให้การจดทะเบียนเลิกช่วง 8 เดือนของปี 2568 (มกราคม-สิงหาคม 2568) มีจำนวน 9,729 ราย ลดลง 263 ราย (2.63%) เมื่อเทียบกับช่วง 8 เดือนของปี 2567 (9,992 ราย) ทุนจดทะเบียนเลิกสะสมอยู่ที่ 63,033 ล้านบาท ลดลง 36,360 ล้านบาท (36.58%) เมื่อเทียบกับช่วง 8 เดือนของปี 2567 (99,393 ล้านบาท) 

    โดยธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 828 ราย 2. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 503 ราย และ 3. ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 418 ราย คิดเป็นสัดส่วน 8.51%, 5.17% และ 4.30% จากจำนวนการจดทะเบียนเลิกธุรกิจในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 ตามลำดับ 

    สำหรับสัดส่วนของการจัดตั้งธุรกิจและจดเลิกในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 6:1 กล่าวคือ จัดตั้ง 6 ราย เลิก 1 ราย โดยสัดส่วนนี้เท่ากับค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) 

    ทั้งนี้ ในปี 2568 มีจำนวนจัดตั้งใหม่ 59,189 ราย ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ย้อนหลังที่มีจำนวน 54,746 ราย และยังคงเป็นไปตามวัฏจักรของการจดทะเบียนธุรกิจ

    ส่อง 3 ธุรกิจโต-ชะลอการจัดตั้ง 

    สำหรับประเภทธุรกิจที่มีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นในช่วง 8 เดือนของปี 2568 ใน 3 อันดับแรก เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 คือ 1. ธุรกิจขายส่งสินค้าทั่วไปโดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง เพิ่มขึ้น 368 รายคิดเป็น 51.18% 2. ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ทและห้องชุด เพิ่มขึ้น 305 ราย คิดเป็น 44.79% และ 3. ธุรกิจขนส่ง ขนถ่ายสินค้า และคนโดยสาร เพิ่มขึ้น 288 ราย คิดเป็น 26.18% 

    ส่วนธุรกิจที่ชะลอการจัดตั้ง ได้แก่ 

    1. ธุรกิจตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ลดลง 343 ราย คิดเป็น 27.77%
    2. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ลดลง 1,079 ราย คิดเป็น 22.97% 
    3. ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร ลดลง 427 ราย คิดเป็น 15.05% 

    8 เดือน ทุนต่างชาติลงทุนเพิ่มกว่า 125%

    ด้านการลงทุนจากต่างชาติในไทยช่วง 8 เดือนแรกปี 2568 พุ่งแตะ 225,536 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 125% จากปีก่อน 

    โดยมีนักลงทุนต่างชาติ 687 ราย เข้ามาจัดตั้งธุรกิจในไทย ญี่ปุ่น อเมริกา และสิงคโปร์ครองอันดับต้น ขณะที่พื้นที่ EEC ดึงดูดเงินลงทุนกว่า 74,792 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเม็ดเงินลงทุนรวม สะท้อนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยบนเวทีโลก 

    อรมน สรุปผลงานตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ก่อนที่ในเดือนหน้าจะไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา อีกว่า การทำงานช่วงที่ผ่านมา ได้ยกระดับการบริการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เสริมแกร่ง SME ไทยกว่า 9.8 หมื่นราย พร้อมเดินหน้ากำกับดูแลธรรมาภิบาล ปราบปรามนอมินี และสร้างความน่าเชื่อถือแก่นิติบุคคล 

    จ่อฟันนิติบุคคล 9,343 ราย ให้มีสถานะ ‘ร้าง’ เหตุไม่ส่งงบการเงิน 3 ปี 

    อรมน ระบุว่า นิติบุคคลที่มีรายชื่อตามประกาศสามารถยื่นคำร้องชี้แจงต่อนายทะเบียนได้ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ออกประกาศ หากพ้นระยะเวลาที่กำหนด จะถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนและสิ้นสภาพนิติบุคคลทันที เว้นแต่จะแสดงเหตุให้เห็นเป็นอย่างอื่น เมื่อนิติบุคคลถูกเปลี่ยนเป็นสถานะร้างแล้ว จะไม่สามารถทำนิติกรรมใดๆ ได้อีกต่อไป 

    แต่ความรับผิดของหุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้เป็นหุ้นส่วน กรรมการ ผู้จัดการ และผู้ถือหุ้นยังคงมีอยู่และพึงเรียกบังคับได้ อย่างไรก็ตาม นิติบุคคลอาจคืนสู่ทะเบียนได้โดยการร้องขอต่อศาลภายใน 10 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียน

    “สาเหตุหลักไม่นำส่งงบการเงินติดต่อกันนาน 3 ปี มียอดสูงถึง 7,032 ราย เป็นเหตุให้เชื่อได้ว่าไม่ทำการค้าขายหรือประกอบการงานแล้ว และสาเหตุรองลงมาคือจดทะเบียนเลิกแล้วแต่ไม่มีตัวผู้ชำระบัญชีทำการอยู่อีก 2,311 ราย นายทะเบียนจะต้องดำเนินการตามกฎหมายเพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลนิติบุคคลให้เป็นปัจจุบัน และปิดกั้นมิจฉาชีพนำข้อมูลเท็จไปหลอกลวงหรือหาประโยชน์จากประชาชน” อรมนกล่าว ทิ้งท้าย 

    ภาพ: Najlah Feanny / Getty images

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-business-closures-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jUvzwnWsQ6QkbSbI59mqQ

  • ‘ศุภวุฒิ’ จี้แบงก์ชาติดูแลค่าเงินบาท หลังแข็งค่ากว่า 17% กระทบเศรษฐกิจไทยหนัก

    ‘ศุภวุฒิ’ จี้แบงก์ชาติดูแลค่าเงินบาท หลังแข็งค่ากว่า 17% กระทบเศรษฐกิจไทยหนัก

    เศรษฐกิจ

    24 ก.ย. 2025 เวลา 13:49 น.

    ‘ศุภวุฒิ’ จี้แบงก์ชาติดูแลค่าเงินบาท หลังแข็งค่ากว่า 17% กระทบเศรษฐกิจไทยหนัก

    “ศุภวุฒิ” ส่งสัญญาณเตือนค่าเงินบาทแข็งรุนแรง และต่อเนื่อง จี้แบงก์ชาติเร่งออกมาตรการดูแล เผยในช่วง 17 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 17% เมื่อเทียบกับดอลลาร์

    • “ศุภวุฒิ” เรียกร้องแบงก์ชาติเข้ามาดูแลปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นถึง 17% ในรอบ 17 เดือน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจ
    • ชี้ว่าปัญหา “เงินปริศนา” ไม่ใช่สาเหตุหลักของการแข็งค่าของเงินบาท 
    • ระบุ 3 ปัจจัยพื้นฐาน ต้นตอของปัญหา อัตราเงินเฟ้อต่ำ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง และรูปแบบการเข้าแทรกแซงค่าเงินของ ธปท. ที่ทำให้ตลาดคาดการณ์ได้

    ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่ายังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากอัตราแลกเปลี่ยนเทียบกับดอลลาร์ นั้น บาทเคยอ่อนค่าสุดที่ 37 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ เมื่อเดือนเม.ย.ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 32 บาท ซึ่งหมายความว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 17% ในช่วง 17 เดือนที่ผ่านมา

    ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า การแข็งค่าดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงผลจากดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาจากอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงเทียบกับเงินสกุลหลักที่ไทยค้าขายด้วย (Nominal Effective Exchange Rate: NEER) เงินบาทก็แข็งค่าขึ้นไปแล้วถึง 10% ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งส่วนต่าง 7% มาจากดอลลาร์ที่อ่อนค่า

    โดยส่วนที่ไทยแข็งค่ากับสกุลเงินอื่น 10% นั้น คือ ปัญหาหลัก ที่ทุกฝ่ายกำลังบ่น และได้รับผลกระทบ และยืนยันว่าเป็นความรับผิดชอบของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องเข้ามาดูแลเรื่องค่าเงิน

    เงินปริศนาไม่ใช่ตัวการหลัก

    สำหรับกระแสความกังวลเรื่อง “เงินปริศนา” หรือ Net Error and Omission (NEO) จากดุลการชำระเงิน (Balance of Payments: BOP) ที่เคยถูกระบุว่ามีผลต่อการแข็งค่าของเงินบาทนั้น ดร.ศุภวุฒิ ยอมรับว่า ข้อมูลใหม่จาก ธปท. ที่มีการปรับปรุงตัวเลขเงินปริศนาในบัญชีดุลการชำระเงินสำหรับปี 2567 จากเดิมรายงานไว้ที่ 530,000 ล้านบาท ได้ถูกปรับลดลงเหลือเพียง 230,000 ล้านบาท นั้นเป็นไปตามความจริง

    ทั้งนี้ ตามที่แบงก์ชาติชี้แจง คือ เงินจำนวนมากสามารถหาที่มาที่ไปได้จากหน่วยงานอื่นๆ ได้แก่

    มาจาก 3 ส่วนหลัก ดังนี้

    1. การปรับปรุงตัวเลขราคานำเข้าจากกรมศุลกากร กรมศุลกากรแจ้งว่า ราคาจริงของน้ำมันที่เรานำเข้านั้นน้อยกว่าที่กรมศุลกากรรายงานไปก่อนหน้า ทำให้ส่วนที่เคยถูกมองว่าเกิน หรือปริมาณเงินที่ควรไหลออกน้อยกว่าที่คาด ซึ่งส่วนนี้คิดเป็น 2,100 ล้านดอลลาร์

    2. การลงทุนโดยตรง (FDI) จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีการชี้แจงว่ามีเงินทุนจากการลงทุนโดยตรงเข้ามามากกว่า ที่เคยพูดถึงไว้เดิมอีก 2,700 ล้านดอลลาร์

    3. สินเชื่อการค้า (Trade Credit) กลายเป็นว่ามีผู้นำเข้าสินค้า แต่พวกเขาได้กู้เงินมาและยังไม่ได้จ่ายเงินออกไปในปีนั้นกล่าวคือ ได้สินเชื่อมาทำให้สินค้าเข้าจริง แต่เงินไม่ได้ถูกจ่ายออกไป ซึ่งส่วนนี้คิดเป็น 4,200 ล้านดอลลาร์

    โดยยังมีส่วนที่ยังอธิบายไม่ได้เหลืออยู่ ประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี อย่างไรก็ตาม ส่วนที่ยังหาที่มาไม่ได้นี้ ไม่น่าจะใช่สาเหตุหลัก ที่ทำให้บาทแข็งค่าขึ้นอย่างมากถึง 17% ในช่วงที่ผ่านมา

    ชี้ 3 ปัจจัยพื้นฐานที่กดดันค่าเงินบาท

    ดร.ศุภวุฒิ ระบุว่า 3 ปัจจัยหลักที่เป็นรากฐานของปัญหาการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่ง ธปท. ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่

    1. อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าประเทศอื่น เงินบาทมีการเสื่อมค่าเฉลี่ยเพียง 1.1% ต่อปี ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เทียบกับเงินดอลลาร์ที่เสื่อมค่าประมาณ 2.85% ต่อปี ความแตกต่างของอัตราเงินเฟ้อนี้ทำให้ เงินบาทแข็งค่าขึ้นในระยะยาว ตามหลักการอำนาจซื้อที่เท่าเทียมกัน (purchasing power parity)

    2. ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลต่อเนื่อง ประเทศไทยมีเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีบัญชีเดินสะพัดเกินดุลมาโดยตลอด ส่วนหนึ่งของปัญหานี้มาจากการที่กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอ ทำให้ต้องพึ่งพาการขายสินค้าไปต่างประเทศ (ส่งออก)

    3. รูปแบบการเข้าแทรกแซงของ ธปท. ซึ่งมักเข้าแทรกแซงแบบ ค่อยเป็นค่อยไป และเป็นแบบ reactive เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินแข็งเร็ว แต่การแทรกแซงในรูปแบบนี้ทำให้คนในตลาดทราบดีว่า ผู้ที่ถือเงินบาทจะสามารถทำกำไรได้ตลอดทาง ในระยะยาว เนื่องจากเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นปีละ 1-2%

    ดร.ศุภวุฒิ เน้นย้ำว่า การแข็งค่าของเงินบาทที่ 17% ใน 17 เดือนนี้ ยังไม่ตอบโจทย์ของหลายฝ่ายที่เป็นผู้ที่กังวลเรื่องบาทแข็ง และเห็นว่าปัญหาพื้นฐานทั้งสามข้อนี้ เป็นเรื่องที่ใหญ่กว่าปัญหาเรื่องเงินปริศนามาก

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1200182&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CgYZkazUpwMPj9Gw30Gnn

  • ทิสโก้ คาดเศรษฐกิจไทยปี 68 อยู่ที่ 1.9% จากปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน

    ทิสโก้ คาดเศรษฐกิจไทยปี 68 อยู่ที่ 1.9% จากปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    วันนี้ (24 ก.ย.) นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ สำนักเศรษฐกิจทิสโก้ คาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 จะอยู่ที่ 1.9 เปอร์เซ็นต์ และในปี 2569 อยู่ที่ 1.6 เปอร์เซ็นต์ แม้การเมืองจะมีความคลี่คลายลงบ้าง แต่มีความเสี่ยงอีกหลายด้าน ซึ่งจีดีพีในปี 2569 โตต่ำกว่าปี 2568 เพราะผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่ได้เร่งการส่งออกสินค้าไปในช่วงครึ่งปีแรก ส่งผลกระทบต่อการส่งออก ที่คาดว่า จะโต 5.8 เปอร์เซ็นต์ แต่ในปี 2569 จะติดลบ 6 เปอร์เซ็นต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000091524&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wmadnIUva8uLLxnyclyPj

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 24 กันยายน 2568

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 24 กันยายน 2568

    24 กันยายน 2568 16:25 น. สยามรัฐออนไลน์ เศรษฐกิจ

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 24 กันยายน 2568

    – ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในช่วงการบริหารของรัฐบาลเพื่อไทย (นายกฯ แพทองธาร-เศรษฐา) ในระยะเวลาเพียง 2 ปี รัฐบาลได้ออกมาตราการด้านการแก้หนี้-พักหนี้-เติมสินเชื่อ ผ่านกลไกของกระทรวงการคลัง นอกเหนือจากการปล่อยสินเชื่อปกติของสถาบันการเงิน เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนกว่า 15 มาตรการ สามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนกว่า 6 ล้านราย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการเหล่านี้จะได้รับการสานต่อจากรัฐบาลอนุทิน ไม่ควรถูกพับทิ้งกลางทาง

    – ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินเศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย จากนโยบายการเงินสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนทางการคลังในยุโรป และระดับราคาสินทรัพย์ที่สูงเกินพื้นฐาน แนะนักลงทุนปรับพอร์ตลดเสี่ยง เน้นกลุ่มสาธารณูปโภคและโลหะมีค่า “ทองคำ-เงิน” ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงในครึ่งปีหลัง แม้รัฐบาลใหม่เร่งมาตรการกระตุ้น แต่อาจยังไม่เพียงพอต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง คาด GDP ไทยปีนี้โตเพียง 1.9%

    – วันนี้เมื่อช่วงเช้า ได้เกิดเหตุพื้นถนนทรุดตัว บริเวณหน้าทางเข้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ถนนสามเสน ใกล้เคียงกับจุดก่อสร้างทางขึ้น-ลงที่ 4 สถานีวชิรพยาบาล ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) ทั้งนี้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้แจ้งให้ นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ ร่วมกับนายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อกำกับดูแลการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด เบื้องต้นได้สั่งการให้หยุดการก่อสร้างบริเวณพื้นที่เกิดเหตุในทันที เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุ พร้อมทั้งปิดกั้นพื้นที่ก่อสร้างบางส่วน และอพยพประชาชนโดยรอบออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/653362&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07biLHJri9pbVRo4T0yMVO

  • รัสเซียโต้ทรัมป์ หลังถูกหยามเป็น “เสือกระดาษ” ยันเศรษฐกิจแกร่ง-รุกคืบยูเครนต่อเนื่อง : อินโฟเควสท์

    รัสเซียโต้ทรัมป์ หลังถูกหยามเป็น “เสือกระดาษ” ยันเศรษฐกิจแกร่ง-รุกคืบยูเครนต่อเนื่อง : อินโฟเควสท์

    ทำเนียบเครมลินออกมาตอบโต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในวันนี้ (24 ก.ย.) โดยยืนยันว่าเศรษฐกิจของประเทศยังมีเสถียรภาพและกองทัพกำลังรุกคืบในสมรภูมิยูเครน สวนทางกับความเห็นของทรัมป์ที่ปรามาสว่ารัสเซียเป็นเพียง “เสือกระดาษ” และเรียกร้องให้ยูเครนฉวยโอกาสจากความอ่อนแอทางเศรษฐกิจเพื่อยึดดินแดนคืนทั้งหมด

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ปธน.ทรัมป์เปลี่ยนท่าทีอย่างน่าจับตาเมื่อวันอังคาร (23 ก.ย.) โดยระบุว่าตนเชื่อว่ายูเครนสามารถยึดคืนดินแดนทั้งหมดที่ถูกรัสเซียยึดครองได้ ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 ของประเทศ

    “ปูตินและรัสเซียกำลังประสบปัญหาใหญ่ทางเศรษฐกิจ และนี่คือเวลาที่ยูเครนต้องลงมือ” ปธน.ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล (Truth Social)

    ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน ชี้แจงผ่านสถานีวิทยุ RBC ว่า ความเห็นของทรัมป์น่าจะเกิดจากการที่เขาเพิ่งได้พบปะกับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นิวยอร์ก

    “เป็นที่แน่ชัดว่าปธน.ทรัมป์ได้รับฟังข้อมูลจากฝั่งของเซเลนสกี และดูเหมือนว่าข้อมูลชุดนั้นคือที่มาของการประเมินที่เราได้ยินกัน” เปสคอฟกล่าว

    เปสคอฟยืนยันว่า กองทัพรัสเซียกำลังรุกคืบในยูเครนอย่างต่อเนื่อง โดยย้ำว่าเป็นปฏิบัติการที่ดำเนินไปอย่างรอบคอบและมีเป้าหมายชัดเจน “ท่านประธานาธิบดีได้ย้ำหลายครั้งว่า เรากำลังเคลื่อนทัพไปข้างหน้าอย่างระมัดระวังที่สุดเพื่อลดการสูญเสีย และเพื่อไม่ให้ศักยภาพในการบุกของเราถดถอย นี่คือการกระทำที่ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดี”

    อย่างไรก็ดี มุมมองดังกล่าวสวนทางกับนักวิเคราะห์การทหารชาติตะวันตกที่ประเมินว่า การที่รัสเซียไม่สามารถรุกคืบได้อย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลัง เป็นผลมาจากการตั้งรับที่แข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพของยูเครน ท่ามกลางภาวะที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ่อนล้าจากสงครามที่ยืดเยื้อกว่า 3 ปีครึ่ง

    โฆษกเครมลินยังได้กล่าวเตือนด้วยว่า “สถานการณ์ในปัจจุบันชี้ชัดว่า สำหรับฝ่ายที่ไม่ยอมเจรจาในตอนนี้ สถานะของพวกเขาในวันพรุ่งนี้และวันต่อ ๆ ไปจะย่ำแย่ลงกว่าเดิมมาก”

    เปสคอฟยังได้กล่าวถึงคำสบประมาท “เสือกระดาษ” ที่ทรัมป์ใช้เรียกด้วยว่า รัสเซียนั้นเปรียบเสมือนหมี ไม่ใช่เสือ และไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “หมีกระดาษ” อยู่จริง

    ในประเด็นเศรษฐกิจ เปสคอฟย้ำว่า “รัสเซียยังคงรักษาความแข็งแกร่งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคไว้ได้” อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า “รัสเซียกำลังเผชิญกับความตึงเครียดและปัญหาในภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลพวงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดทางเศรษฐกิจนับไม่ถ้วน รวมถึงความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลก ไม่ใช่แค่จากมาตรการคว่ำบาตรเพียงอย่างเดียว”

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531935&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tz43SvC0TcQGnYGtqNjeK

  • ส.อ.ท. ร่วม ส.ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ถกผลกระทบภาษีทรัมป์ ชงรัฐออกมาตรการป้องสินค้าทะลักเข้าไทย พร้อมเสริมแกร่งดันอุตฯ สู่ New S-Curve

    ส.อ.ท. ร่วม ส.ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ถกผลกระทบภาษีทรัมป์ ชงรัฐออกมาตรการป้องสินค้าทะลักเข้าไทย พร้อมเสริมแกร่งดันอุตฯ สู่ New S-Curve

    กรุงเทพฯ, วันที่ 24 กันยายน – กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกและกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดโครงการ Econmass Talk  Ep.1 #2025  ในหัวข้อ “อุตสาหกรรมพลาสติกไทย – ปิโตรเคมี ได้หรือเสีย…จากภาษีทรัมป์” โดยมี นายฐิติธัม พงศ์พนางาม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกฯ นางภรณี กองอมรภิญโญ รองประธาน กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกฯ นายเดชาธร ฐิสิฐสกร คณะทำงานสายงานเศรษฐกิจและการค้า กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีฯ และนายวีระ ขวัญเลิศจิตต์  ผู้อำนวยการสำนักงานสมาคม PPP Plastics ร่วมเวทีเสวนานี้เพื่อสะท้อนปัญหาและความท้าทายของผู้ประกอบการไทยจากผลกระทบมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าแบบต่างตอบแทนของสหรัฐฯ ที่สูงถึง 19%  และร่วมกันหาแนวทางในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก โดยมีนางสาวดวงพร อุดมทิพย์ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ และคณะกรรมการสมาคม ร่วมให้การต้อนรับ

    นายฐิติธัม กล่าวว่า อุตสาหกรรมต้นน้ำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย เพราะเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายประเภท ตั้งแต่ในผลิตภัณฑ์พลาสติกขั้นพื้นฐาน ไปจนถึง ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เวชภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายในยุทธศาสตร์ S-Curve ของประเทศ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบและเชื้อเพลิงธรรมชาติได้มากถึง 10–25 เท่า ตลอดทั้งห่วงโซ่ (Value Chain) จนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกหลากหลายรูปแบบ สร้างมูลค่ารวม 2.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 13% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทย (สถิติปี 2566) มีมูลค่าการส่งออกกว่า 5 แสนล้านบาท หรือ 5% ของการส่งออกทั้งหมด และสร้างงานมากกว่า 400,000 ตำแหน่ง สนับสนุน SME มากกว่า 3,000 ราย  

    ด้วยปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากมาตรการกีดกันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลต่อต้นทุนการผลิต ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรักษาความสมดุลให้เกิดขึ้นในภาคการผลิตปิโตรเคมี เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดยเฉพาะการจัดหาวัตถุดิบที่ยั่งยืน ทั้งในรูปของปิโตรเลียม และการนำขยะพลาสติก กลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการรีไซเคิล ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมทันสมัยมาพัฒนากระบวนการผลิต ให้สามารถผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพดีสำหรับรูปแบบการใช้งานต่าง ๆ  ในบางการใช้งานที่ต้องการความสะอาด คุณภาพสามารถเทียบเท่ากับเม็ดพลาสติกใหม่ได้ ซึ่งมีการใช้งานแล้วหลายประเทศ โดยการส่งเสริมให้เกิดการใช้วัตถุดิบชนิดใหม่นี้ นอกจากเป็นการสร้างวงจรเศรษฐกิจใหม่แล้ว ยังเป็นการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนอีกด้วย อย่างไรก็ดี ความสำเร็จต้องอาศัยภาครัฐช่วยส่งเสริมการสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติก  และผลักดันการปรับปรุงกฎระเบียบให้เกิดการผลิตและใช้พลาสติกอย่างเข้าใจทั้งระบบ

    ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ส.อ.ท. กล่าวว่า ในส่วนของอุตสาหกรรมพลาสติกไทยกำลังเผชิญทั้งความท้าทายและโอกาสจากภาษีสหรัฐฯ  ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเชิงรุก  ซึ่งการสนับสนุนเชิงนโยบายจากรัฐจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมทั้งผลักดันให้ “อุตสาหกรรมรีไซเคิล” กลายเป็น New S-Curve ของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    “ผลิตภัณฑ์พลาสติกไม่ใช่แค่ อุตสาหกรรมปลายทาง แต่คือโซลูชันที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตในทุกมิติ หากปิโตรเคมีและพลาสติกของไทยไม่แข็งแรง การพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve ของประเทศก็จะเดินต่อได้ยาก” นายฐิติธัม กล่าว

    นายฐิติธัม  กล่าวว่า  มาตรการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบด้านราคา   สูญเสียส่วนแบ่งตลาด และต้นทุนการผลิตสูงขึ้น นอกจากนี้ยังเกิด Trade Diversion จากประเทศอื่นที่หันมาระบายสินค้าในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงไทย ทำให้การแข่งขันด้านราคารุนแรงยิ่งขึ้น แม้ว่าจะมีข้อดีบางด้าน เช่น การนำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้าบางรายการจากสหรัฐฯ ในราคาที่ต่ำลง แต่ผลเชิงบวกยังไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับผลกระทบที่เกิดขึ้น 

    “ภาษีทรัมป์ที่สูงถึง 19% กระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย ทั้งในแง่ยอดขายที่ลดลง กำไรหดตัว และความสามารถในการแข่งขันที่ด้อยกว่าประเทศคู่แข่งอย่างเม็กซิโก เวียดนาม และจีน ทั้งนี้ภาคอุตสาหกรรมไทยจึงต้องเร่งปรับตัว ทั้งการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิต การกระจายตลาดไปยังภูมิภาคอื่น การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยการใช้วัตถุดิบรีไซเคิล เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว”  นายฐิติธัมกล่าว

    กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ส.อ.ท. ยังได้เตรียมเสนอภาครัฐเร่งออกมาตรการที่รองรับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐ ได้แก่ การเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ให้ชัดเจน และกับประเทศคู่ค้าใหม่เพื่อลดอุปสรรคภาษีและสร้างตลาดส่งออกเพิ่มเติม การสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีรีไซเคิลที่ได้มาตรฐานและการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนเต็มรูปแบบ ในขณะเดียวกัน พิจารณาออกกฎหมายภาคบังคับเพื่อผลักดันการใช้พลาสติกรีไซเคิลที่ผลิตได้จากทรัพยากรหมุนเวียน  ควบคู่กับการใช้มาตรการป้องกันการทุ่มตลาดและคุ้มครองผู้ผลิตภายในประเทศ  ซึ่งการดำเนินการตามข้อเสนอเหล่านี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ภาคอุตสาหกรรมไทย เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ และสร้างความยั่งยืนให้ Supply Chain ตลอดจนเสริมความมั่นคงให้เศรษฐกิจประเทศ

    ด้านนางภรณี กล่าวว่า อีกหนึ่งความท้าทายที่สำคัญของอุตสาหกรรมพลาสติกไทยคือ แรงกดดันจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ทั้งจากความตกลงระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคีและความต้องการภายในประเทศ เช่น เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในสินค้าและองค์กร ซึ่งทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงกระบวนการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์  โดยอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมพลาสติก กำลังผลักดันการผลิตและใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิล (PCR) ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานในผลิตภัณฑ์พลาสติกต่าง ๆ  เพื่อให้การใช้งานพลาสติกเข้าสู่วงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างแท้จริง หากทำได้สำเร็จ จะเป็น New S-Curve ของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

    “การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมที่ยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น ภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภค เพื่อสร้างแรงจูงใจให้การใช้พลาสติกรีไซเคิลเกิดขึ้น ซึ่งเม็ดพลาสติกรีไซเคิลยังมีต้นทุนสูง จึงจำเป็นต้องอาศัยมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี และแรงจูงใจแก่ผู้ผลิตและผู้บริโภคด้วย สำหรับภาคเอกชนได้เริ่มการพัฒนาทั้งเชิงโครงสร้างพื้นฐานและการทดลองโมเดลการบริหารจัดการต่าง ๆ ภายใต้สมาคม PPP Plastics เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนของพลาสติกตามโรดแมปการจัดการขยะพลาสติกของประเทศแล้ว” นางภรณีกล่าว

    สำหรับความท้าทายจาก US Tariff ทั้งสองกลุ่มอุตสาหกรรมเห็นตรงกันว่า ผู้ประกอบการไทย เสียเปรียบด้านราคา มีแนวโน้มสูญเสียตลาด ภาคเอกชนไทยต้องเร่งปรับตัว ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีจุดเด่น (Product Differentiation) เน้นคุณภาพและบริการที่เหนือกว่า เพิ่มนวัตกรรมด้านความยั่งยืนเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ (Brand Image) ที่ดีในตลาดโลก รวมถึงการมองหาพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น การร่วมทุนหรือการร่วมมือทางเทคโนโลยี

    ทั้งนี้ ทั้งสองกลุ่มอุตสาหกรรมได้ยื่นข้อเสนอให้ภาครัฐพิจารณาสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านมาตรการสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1. ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) เพื่อสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน  2. ปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านภาษี ช่วยลดต้นทุนการแข่งขันในตลาดโลก 3.ปกป้องตลาดจากการทุ่มตลาดเพื่อรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขัน และ 4. สร้างเครื่องจักรทางเศรษฐกิจใหม่ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียนของพลาสติกครบวงจร แม้ว่าไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และการแข่งขันที่เข้มข้น แต่ยังคงเป็นฐานการผลิตปิโตรเคมีที่สำคัญของภูมิภาค ด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงโลจิสติกส์ ต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม และคุณภาพสินค้าที่เชื่อถือได้ ทำให้ไทยยังมีศักยภาพในการแข่งขันและดึงดูดความเชื่อมั่นจากตลาดโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/244354&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SIhDDDiVZA0EwUJuOMkC4

  • การสร้างเขตเศรษฐกิจชายแดนเวียดนาม-จีน

    การสร้างเขตเศรษฐกิจชายแดนเวียดนาม-จีน

    การสร้างเขตเศรษฐกิจชายแดนเวียดนาม-จีน

    image.png

    ในวันที่ 19 กันยายน 2568 นาย Nguyen Sinh Nhat Tan รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า และนาย Nguyen Thanh Sinh รองประธานคณะกรรมการประชาชนจังหวัด หล่าวกาย (Lao Cai) เป็นประธานร่วมในการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการเขตเศรษฐกิจชายแดนหล่าวกาย(เวียดนาม) – ยูนนาน (จีน) 

    นาย Nguyen Sinh Nhat Tan รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ากล่าวว่า เวียดนามมีประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุด 3 ประเทศ ได้แก่ สปป.ลาว กัมพูชา และจีน ซึ่งเวียดนามมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนมากที่สุด และยังมีศักยภาพอย่างมากที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนา เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้า

    โครงการเขตเศรษฐกิจชายแดนหล่าวกาย (เวียดนาม) – ยูนนาน (จีน) เชื่อมโยงกับนโยบายและแนวทางปฏิบัติของพรรคและรัฐบาล โดยเฉพาะ มี 3 ประเด็นที่สำคัญดังนี้ 

    ประการแรก ทำเลที่ตั้งของจังหวัดหล่าวกาย (Lao Cai) มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เปรียบเสมือนประตูสู่           การเชื่อมโยงเวียดนามกับจีน

    ประการที่สอง เงื่อนไขสำหรับโครงสร้างพื้นฐานการค้าชายแดนระหว่าง 2 ฝ่ายได้รับการสร้างขึ้นอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกันจนถึงปัจจุบัน โครงการรถไฟความเร็วสูงหล่าวกาย (Lao Cai) – นครไฮฟอง (Hai Phong) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างภายในปี 2568 จะช่วยเปิดเส้นทางเชื่อมโยงที่สำคัญยิ่งขึ้น ซึ่งเหมาะสมต่อการวางแนวทางการสร้างเขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจชายแดน

    ประการที่สาม ด้วยการปรับโครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดหล่าวกาย(Lao Cai) จะมีโอกาส           อย่างมากมายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ

    สถาบันวิจัยกลยุทธ์และนโยบายอุตสาหกรรมและการค้า ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปรึกษาของโครงการระบุว่า เขตเศรษฐกิจชายแดนหล่าวกาย- ยูนนาน มุ่งเป้าไปที่รูปแบบความร่วมมือที่เท่าเทียม             การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน การแบ่งส่วนงาน และการบริหารจัดการที่ประสานกัน รายงานภาพรวมโครงการระบุว่า หลักการดำเนินงานตั้งอยู่บนพื้นฐานที่แต่ละฝ่ายบริหารจัดการพื้นที่ตามกฎหมาย ควบคู่ไปกับการสร้างกลไก                การประสานงานร่วมกัน เพื่อสร้างพื้นที่เศรษฐกิจที่ราบรื่น โดยรูปแบบการดำเนินงานประกอบด้วยสองแกนหลัก ได้แก่    (๑) จัดตั้งคณะกรรมการร่วมเวียดนาม – จีน ซึ่งรับผิดชอบทางยุทธศาสตร์ แก้ไขปัญหา และรักษาสมดุลผลประโยชน์        (๒) จัดตั้งคณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจภายใต้คณะกรรมการประชาชนจังหวัดหล่าวกายเป็นหน่วยงานประจำ รับผิดชอบการบริหารจัดการโครงการ ส่งเสริมการลงทุน และประสานงานธุรกิจ โครงสร้างดังกล่าวมุ่งลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความโปร่งใส 

    แผนงานโครงการดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 ระยะ (๑) ระยะที่ 1 ระหว่างปี 2568-2569 ดำเนินโครงการให้เสร็จ และดำเนินการลงนามในเอกสารทวิภาคี ทดสอบการชำระเงินด่ง (VND) – หยวน (CNY) และจัดตั้งคณะกรรมการร่วม          (๒) ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2569-2570 ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ได้แก่ ด่านชายแดน คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า (Inland Container DepotICD) เชื่อมต่อทางหลวงและทางรถไฟ จัดตั้งคณะกรรมการบริหารเขต และนำร่อง   เขตเศรษฐกิจชายแดนและโลจิสติกส์ (๓) ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2571-2573 ขยายเขต จัดทำกรอบนโยบาย รายงานต่อรัฐบาล และเสนอมติระดับชาติ เพื่อการดำเนินการในวงกว้าง โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะบรรลุเป้าหมายมูลค่าการนำเข้า – ส่งออกอยู่ที่ 12,000 – 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2573 และสร้างงานกว่า 50,000 ตำแหน่ง โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะเพิ่มมูลค่าการส่งออกเป็น 25,000 – 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2588

    การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจชายแดนดังกล่าวจะเป็นก้าวสำคัญ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากศักยภาพสูงสุดของระเบียงเศรษฐกิจคุนหมิง– หล่าวกาย– กรุงฮานอย – นครไฮฟอง โดยเฉพาะเมื่อโครงการรถไฟความเร็วสูงเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการบรรลุบทบาท “เสาหลักแห่งการเติบโต ศูนย์กลางการเชื่อมโยง” ที่กำหนดไว้สำหรับหล่าวกาย

    นาย Nguyen Sinh Nhat Tan รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ากล่าวว่า เขตเศรษฐกิจชายแดนจะเป็นแกนหลักในการดึงดูดโครงการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงขนาดใหญ่ ไม่เพียงแต่สำหรับหล่าวกายเท่านั้น แต่ยังขยายไปยังจังหวัดทางตะวันตกเฉียงเหนือ สร้างความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งในภูมิภาค สร้างห่วงโซ่คุณค่าที่สมบูรณ์ตั้งแต่การผลิต การแปรรูปเชิงลึก ไปจนถึงการขนส่งและการส่งออก และเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและแร่ธาตุ                  ในขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบที่ได้รับการปรับปรุงจะเสริมสร้างสถานะของหล่าวกาย ให้เป็นประตูที่สั้นที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการเชื่อมต่อภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนกับอาเซียนผ่านท่าเรือ        นครไฮฟองและเมืองกว๋างนิญโดยการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนระหว่าง 2 ประเทศเป็นนโยบายร่วมกัน นายกรัฐมนตรีฯ ยังได้มีมติให้จังหวัดหล่าวกายเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจ ดังนั้น การก่อสร้างเขตเศรษฐกิจชายแดนจึงจำเป็นต้องมี  แนวทางแก้ไขที่ก้าวล้ำ เพื่อให้นโยบายบรรลุผล

    (จาก https://vneconomy.vn/)

    ข้อคิดเห็น สคต

    ในช่วงที่ผ่านมา นับตั้งแต่เวียดนามและจีนได้เป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ความสัมพันธ์เวียดนาม-จีนยังคงรักษาการพัฒนาที่มั่นคงพร้อมความก้าวหน้ามากขึ้น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ายังคงเป็นจุดสำคัญในความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ มูลค่าการค้าทวีภาคีระหว่างเวียดนามและจีนในปี 2567 มีมูลค่า 260,650 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน จีนยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ในขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีนในอาเซียน สินค้าหลักที่เวียดนามส่งออกไปยังจีน ได้แก่ โทรศัพท์และส่วนประกอบ คอมพิวเตอร์ สินค้าเกษตรกรรม ป่าไม้และการประมง เครื่องจักรและอุปกรณ์ เป็นต้น และสินค้าหลักที่เวียดนามนำเข้าจากจีน ได้แก่ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน เป็นต้น โดยการก่อสร้างโครงการเขตเศรษฐกิจชายแดนเวียดนาม-จีนเป็นนโยบายที่สำคัญ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการระหว่างประเทศ และกระชับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่ครอบคลุมระหว่างเวียดนามและจีน ถือเป็นจุดสำคัญที่สะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างจีนและเวียดนาม โดยเฉพาะความสัมพันธ์การค้าของสองประเทศส่งผลให้เกิดข้อตกลงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในหลากหลายด้าน เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง การค้า และเทคโนโลยี นับเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับความร่วมมือให้ลึกซึ้งและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ทั้งสองประเทศยังแสดงความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ร่วมกัน ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางรถไฟ ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจภูมิภาคโดยรวม โดยความร่วมมือระหว่างเวียดนามและจีนในการส่งเสริมการเชื่อมโยงทางรถไฟและทางบก เพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ยั่งยืนในด้านการค้าและการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศ รวมถึงการตั้งใจของทั้งสองฝ่ายในการอำนวยความสะดวกในการส่งเสริมการค้า 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/hdfjk8yqvjgxxdq037nyevhm&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EPOIrxunGJ48gKyvStIDb