Category: เศรษฐกิจ

  • ทองคำทําจุดสูงสุดรอบกว่า 3 สัปดาห์ หนุนโดยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ | Investing.com

    ทองคำทําจุดสูงสุดรอบกว่า 3 สัปดาห์ หนุนโดยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ | Investing.com

    ราคาวันนี้ (13 พ.ย.) ปรับขึ้นเหนือ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทําจุดสูงสุดรอบกว่า 3 สัปดาห์ หนุนโดยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความคาดหวังว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือน หน่ํา หลังประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามเปิดรัฐบาล ยุติชัตดาวน์ที่ยาวนานที่สุด แม้ตัวเลขจ้างงาน-เงินเฟ้อ เดือนตุลาคมอาจล่าช้า อย่างไรก็ตาม ทองคําตอบรับในเชิงบวก เนื่องจากหากมีการกลับมารายงาน ตัวเลขเศรษฐกิจ จะทําให้เห็นความอ่อนแอของภาคแรงงานสหรัฐอีกครั้ง ขณะที่ Reuters ระบุว่า ทองคําได้แรงหนุนจากดอลลาร์อ่อน ความคาดหวังการลดดอกเบี้ย และแรงซื้อจากธนาคารกลาง นัก วิเคราะห์จาก Reliance Securities คาดว่าราคายังมีแนวโน้มเชิงบวก และอาจขึ้นเหนือ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปี หากอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงยังต่ําและนโยบายการเงินยังผ่อนคลาย ขณะที่ผลสํารวจของ Reuters ชี้ว่า 80% ของนักเศรษฐศาสตร์คาดเฟดจะลดดอกเบี้ยอีก 0.25% เพื่อ ตอบรับตลาดแรงงานที่อ่อนตัว ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคํา ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามถ้อยแถลงของ FOMC Member Musalem และ Hammack รวมถึง ดุลงบประมาณสหรัฐฯ เดือนต.ค. ซึ่งอาจส่ง สัญญาณทิศทางดอกเบี้ยและราคาทองคําระยะถัดไป.

    คําแนะนํา

    • สําหรับกลยุทธ์การลงทุน ขายทํากําไรไม้ซื้อถ้าไม่ผ่าน 4,252-4,229 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    • หากผ่านได้ชะลอขาย พร้อมขยับ Trailing Stop มาที่ 4,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    • เสี่ยงเข้าซื้อหากไม่หลุด 4,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    • ตัดขาดทุนหากหลุด 4,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อดูทิศทางอีกครั้ง

    บทความนี้จัดทำขึ้นโดย YLG Bullion International

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ 02-687-9888 กด 1 หรือเว็บไซต์ ylgbullion.co.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://th.investing.com/analysis/article-200455307&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16wCGwm8SF6nh18j1HL6N3

  • เคาะแล้ว! ขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระตุ้นเศรษฐกิจ

    เคาะแล้ว! ขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระตุ้นเศรษฐกิจ

    (13พ.ย.68) เวลา 13.00 น. ที่ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ในการนี้ นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายพิฆเนศ ต๊ะปวง หัวหน้าผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้แทนสำนักนายกรัฐมนตรี

    การประชุมครั้งนี้มีการพิจารณาวาระสำคัญ ได้แก่ การรับรองรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2568 การรับทราบผลการดำเนินงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และรายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการฯ รวมถึงการพิจารณาแนวทางการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลปีใหม่ – สงกรานต์ พ.ศ.2569 เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน พร้อมทั้งหารือมาตรการควบคุมการใช้ตราเสมือนของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันการโฆษณาแฝง และการกำหนดมาตรการควบคุมรอบสถานศึกษา เพื่อคุ้มครองเยาวชนและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยจากแอลกอฮอล์

    ทั้งนี้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาอนุญาตจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จากเดิมที่อนุญาตให้จำหน่ายได้เฉพาะเวลา 11.00 – 14.00 น. และ 17.00 – 24.00 น. เป็นเวลา 11.00 น. – 24.00 น. โดยเพิ่มช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. เพื่อให้สามารถจำหน่ายได้อย่างต่อเนื่อง

    การขยายเวลาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลปีใหม่ ตามนโยบายของรัฐบาล โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้แสดงความห่วงกังวลว่า หากมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด อาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่เดินทางเข้ามาในประเทศ หรือนักท่องเที่ยวในประเทศลดการจับจ่ายใช้สอยเพื่อเฉลิมฉลอง รัฐบาลจึงเห็นชอบมาตรการดังกล่าวเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมและการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

    #ข่าวเวิร์คพอยท์23

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NA6vjCXUi&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EFy5wswo5eoPOiOPxXxJM

  • คณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ สรุปผลการประเมินภาวะเศรษฐกิจไทย ประจำปี 2568

    คณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ สรุปผลการประเมินภาวะเศรษฐกิจไทย ประจำปี 2568

    ในโอกาสที่คณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) เดินทางมาเยือนประเทศไทยเพื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจ ประจำปี 2568 (Article IV Consultation 2025) ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 13 พฤศจิกายน 2568 นั้น Mr. Peter Breuer หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินฯ ได้สรุปผลการประเมินเบื้องต้น มีประเด็นสำคัญ ดังนี้

    rn

      rn

    • ในครึ่งแรกของปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 3 ซึ่งดีกว่าที่ IMF ประเมินไว้ อย่างไรก็ดี คาดว่าในภาพรวมทั้งปี เศรษฐกิจจะขยายตัวชะลอลงเหลือร้อยละ 2.1 ในปี 2568 และร้อยละ 1.6 ในปี 2569 ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น สำหรับอัตราเงินเฟ้อ IMF คาดว่าจะทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่องและทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ร้อยละ 1 – 3 ได้ภายในปี 2570 ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงด้านลบอยู่
    • rn

    rn

      rn

    • ภายใต้ความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นและขีดความสามารถของนโยบายที่จำกัด IMF แนะนำให้ทางการไทย ดำเนินนโยบายแบบผสมผสานอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด ซึ่งในช่วงที่หนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับสูง ทางการไทยควรใช้นโยบายการคลังแบบเฉพาะจุดและระมัดระวัง พร้อมกับมีแผนการเข้าสู่สมดุลการคลังระยะปานกลาง (medium-term consolidation strategy) ที่น่าเชื่อถือ ส่วนนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในปัจจุบันยังเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ และอาจผ่อนคลายได้เพิ่มเติมเพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปสงค์และเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน ด้วยหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทางการไทยควรเร่งสนับสนุนการเติบโตของสินเชื่อ เช่น มาตรการล่าสุดในการช่วยเหลือลูกหนี้เฉพาะกิจของภาครัฐ เพื่อให้การส่งผ่านนโยบายการเงินมีประสิทธิผลต่อเนื่อง ในการนี้ ทางการไทยชี้แจงว่าได้มีการดำเนินมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมาอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงวินัยทางการคลังและความยั่งยืนของการดำเนินนโยบาย
    • rn

    • ที่ผ่านมา ทางการไทยได้ออกมาตรการและมีโครงการใหม่ ๆ เพื่อช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในหลายมิติ ซึ่ง IMF มองว่าควรต้องเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่ไทยจะเติบโตในอัตราที่ต่ำลง และต้องทำควบคู่ไปกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้วย
    • rn

    • ทั้งนี้ ทางการไทยได้รับฟังและให้ความเห็นต่อผลการประเมินเบื้องต้นของ IMF แล้ว โดยเห็นสอดคล้องกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะความท้าทายในการดำเนินนโยบายที่ต้องรอบคอบและรัดกุม ภายใต้ขีดความสามารถทางนโยบายที่มีอยู่ และความท้าทายจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ รวมทั้งความจำเป็นในการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน
    • rn

    rn”}}” id=”anchor1″>

    ในโอกาสที่คณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) เดินทางมาเยือนประเทศไทยเพื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจ ประจำปี 2568 (Article IV Consultation 2025) ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 13 พฤศจิกายน 2568 นั้น Mr. Peter Breuer หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินฯ ได้สรุปผลการประเมินเบื้องต้น มีประเด็นสำคัญ ดังนี้

    • ในครึ่งแรกของปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 3 ซึ่งดีกว่าที่ IMF ประเมินไว้ อย่างไรก็ดี คาดว่าในภาพรวมทั้งปี เศรษฐกิจจะขยายตัวชะลอลงเหลือร้อยละ 2.1 ในปี 2568 และร้อยละ 1.6 ในปี 2569 ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น สำหรับอัตราเงินเฟ้อ IMF คาดว่าจะทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่องและทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ร้อยละ 1 – 3 ได้ภายในปี 2570 ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงด้านลบอยู่
    • ภายใต้ความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นและขีดความสามารถของนโยบายที่จำกัด IMF แนะนำให้ทางการไทย ดำเนินนโยบายแบบผสมผสานอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด ซึ่งในช่วงที่หนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับสูง ทางการไทยควรใช้นโยบายการคลังแบบเฉพาะจุดและระมัดระวัง พร้อมกับมีแผนการเข้าสู่สมดุลการคลังระยะปานกลาง (medium-term consolidation strategy) ที่น่าเชื่อถือ ส่วนนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในปัจจุบันยังเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ และอาจผ่อนคลายได้เพิ่มเติมเพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปสงค์และเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน ด้วยหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทางการไทยควรเร่งสนับสนุนการเติบโตของสินเชื่อ เช่น มาตรการล่าสุดในการช่วยเหลือลูกหนี้เฉพาะกิจของภาครัฐ เพื่อให้การส่งผ่านนโยบายการเงินมีประสิทธิผลต่อเนื่อง ในการนี้ ทางการไทยชี้แจงว่าได้มีการดำเนินมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมาอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงวินัยทางการคลังและความยั่งยืนของการดำเนินนโยบาย
    • ที่ผ่านมา ทางการไทยได้ออกมาตรการและมีโครงการใหม่ ๆ เพื่อช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในหลายมิติ ซึ่ง IMF มองว่าควรต้องเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่ไทยจะเติบโตในอัตราที่ต่ำลง และต้องทำควบคู่ไปกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้วย
    • ทั้งนี้ ทางการไทยได้รับฟังและให้ความเห็นต่อผลการประเมินเบื้องต้นของ IMF แล้ว โดยเห็นสอดคล้องกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะความท้าทายในการดำเนินนโยบายที่ต้องรอบคอบและรัดกุม ภายใต้ขีดความสามารถทางนโยบายที่มีอยู่ และความท้าทายจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ รวมทั้งความจำเป็นในการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20251113-2.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XYHko93Y3wj5bqPt6p8ms

  • ปลดล็อกเวลาขายสุรา ดริ้งต่อหลังเที่ยงคืน เริ่ม ธ.ค.นี้

    ปลดล็อกเวลาขายสุรา ดริ้งต่อหลังเที่ยงคืน เริ่ม ธ.ค.นี้

    พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มี อรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ใช้เวลาหารือกว่า 3 ชั่วโมง ก่อนจะได้ข้อสรุป “ปลดล็อกชั่วคราว” ให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น.

    รมว.พัฒนา เผยหลังประชุมว่า มติครั้งนี้เป็นไปตามข้อเสนอของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยอนุญาตให้จำหน่ายสุราในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นระยะเวลา 6 เดือน ก่อนจะมีการประเมินผลทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ และผลกระทบทางสังคมอีกครั้ง หากผลออกมาดีอาจขยายระยะเวลามาตรการต่อไป

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังมีมติ ‘ผ่อนปรน’ ให้ลูกค้าสามารถ นั่งดื่มต่อได้ 1 ชั่วโมงหลังเที่ยงคืน แต่ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มเติม โดยไม่มีการกำหนดกรอบเวลาสิ้นสุดของมาตรการนี้ สำหรับสาเหตุที่ไม่ขยายเวลาขายเกิน 24.00 น. นั้น เป็นเพราะตามข้อมูลพบว่า อุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ มักเกิดสูงสุดในช่วงเวลา 00.00-02.00 น.

    ขั้นตอนต่อไป กระทรวงสาธารณสุขจะมอบหมายให้คณะกรรมการควบคุมระดับจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ศึกษาผลกระทบในพื้นที่ และเปิดรับฟังความคิดเห็นภายใน 15 วัน ก่อนเสนอประกาศลงราชกิจจานุเบกษา คาดเริ่มบังคับใช้ได้ต้นเดือนธันวาคมนี้

    รมว.สาธารณสุข ย้ำว่า การตัดสินใจครั้งนี้อยู่บนพื้นฐานของ ‘สมดุล’ระหว่าง การกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการดูแลสุขภาพประชาชน โดยทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการ พร้อมระบุว่า แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้เปิดสถานบริการถึง 04.00 น. แต่ข้อมูลการศึกษาชี้ชัดว่า การขยายเวลาปิดร้านถึงตี 4 จะเพิ่มอุบัติเหตุจากเมาแล้วขับอย่างมีนัยสำคัญ

    “เราต้องมองทั้งมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมให้รอบด้าน ไม่ได้มุ่งแต่เปิดเพิ่มชั่วโมงขาย แต่ต้องดูความปลอดภัยของประชาชนควบคู่กัน”

    — รมว.พัฒนา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/moph-government-unlocks-time-selling-alcohol-drinks&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw191m5181fYatwlZiXhBBCD

  • LCB1 Group ฉลองครบรอบ 30 ปี ภายใต้แนวคิด “พันธมิตรที่เชื่อถือได้ ท่าเรือที่ไว้วางใจ” ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต | TOPNEWS

    LCB1 Group ฉลองครบรอบ 30 ปี ภายใต้แนวคิด “พันธมิตรที่เชื่อถือได้ ท่าเรือที่ไว้วางใจ” ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต | TOPNEWS

    นายคอร์ สแปงจ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท LCB1 กล่าวว่า “ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เราภาคภูมิใจไม่ใช่เพียงความสำเร็จอย่างยั่งยืนของธุรกิจ แต่คือความเชื่อมั่นและความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากทุกภาคส่วน เราดำเนินงานด้วยความโปร่งใส เคารพซึ่งกันและกัน และยึดมั่นในความไว้วางใจซึ่งเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร เราโชคดีที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นระดับโลกอย่าง PSA และ APM Terminals ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพของท่าเทียบเรือเราให้มีมาตรฐานสากลระดับโลก ขณะเดียวกัน ด้วยการนำของ Bangkok Modern Terminal Ltd. เรายังคงรักษารากเหง้าความเป็นองค์กรของคนไทยไว้ได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันเรามีพนักงานชาวไทยกว่า 98% หลายคนร่วมงานกับเรามานานกว่า 20 ปี ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมั่นคงและความผูกพันของบุคลากรต่อองค์กร”

    “ผมเชื่อว่าบุคลากรคือหัวใจขององค์กร ความภักดีและความทุ่มเทของทีมงานคือพลังที่ทำให้เรามาถึงวันนี้ เราภูมิใจในความเป็นหนึ่งเดียวของทีม LCB1 Group ที่อยู่กับเรามานานและพวกเขาสามารถสืบทอดความเชี่ยวชาญจากรุ่นสู่รุ่น สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมองค์กรที่มั่นคง อบอุ่น และเปี่ยมด้วยพลัง” นายคอร์ สแปงจ์ กล่าวเสริม

    ในด้านการดำเนินงาน LCB1 Group ให้บริการอย่างยืดหยุ่นและตอบโจทย์ลูกค้าที่มีความต้องการแตกต่างทั้ง 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสายการเดินเรือหลัก (Main Line Operators) ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความสม่ำเสมอ และกลุ่มสายการเดินเรือในภูมิภาค (Intra-Asia) ที่ต้องการความคล่องตัว พร้อมนำนวัตกรรมมาปรับใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน และเพิ่มความรวดเร็วในการขนส่งสินค้า ทั้งยังมุ่งมั่นให้การสนับสนุนลูกค้าในการรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทายต่างๆ เพื่อให้การขนส่งตู้สินค้าของลูกค้าดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

    นอกจากความสำเร็จทางธุรกิจแล้ว LCB1 Group ยังยึดมั่นในแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยลงทุนในเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การนำเครนล้อยางทั้งระบบไฟฟ้าและระบบไฮบริดมาใช้ ซึ่งสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 70% ต่อเครื่อง การเปลี่ยนอุปกรณ์ยกขนตู้สินค้าที่พึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลมาเป็นพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันยังดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) อย่างต่อเนื่อง อาทิ การร่วมบริจาคสิ่งของร่วมกับการท่าเรือฯ การสนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่ และการสร้างโอกาสการจ้างงานให้กับคนในชุมชนโดยรอบท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

    “กลุ่มบริษัท LCB1 มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยสอดคล้องกับนโยบายของการท่าเรือแห่งประเทศไทยและรัฐบาลไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง คือปัจจัยสำคัญในการสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว” นายคอร์ สแปงจ์ กล่าวสรุป

    ในโอกาสครบรอบ 30 ปีนี้ LCB1 Group ยังคงมุ่งมั่นก้าวสู่อนาคตด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลและพลังงานสะอาด รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสถานะความเป็น “พันธมิตรที่ไว้วางใจได้” และร่วมสร้างคุณค่าให้เศรษฐกิจและการค้าของประเทศไทยเติบโตต่อไปในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1390014&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xRMz8NEHFwhkhMyf92ku-

  • ราคาทองคำพุ่งขึ้นเหนือ 4,200 ดอลลาร์/ออนซ์  รอรับสหรัฐเปิดทำการ

    ราคาทองคำพุ่งขึ้นเหนือ 4,200 ดอลลาร์/ออนซ์ รอรับสหรัฐเปิดทำการ

    ราคาทองคำโลกพุ่งขึ้น 2% วันพุธ จากความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการเปิดประเทศของรัฐบาลสหรัฐ ดันให้ราคายืนเหนือ 4,200 ดอลลาร์/ออนซ์ โลหะมีค่าอื่นๆ ขึ้นยกแผง บอนด์ยีลด์ร่วง

    รอยเตอร์  รายงานราคาทองคำพุ่งขึ้น 2% ในวันพุธ (12 พ.ย.68)  หรือเมื่อคืนที่ผ่านมาตามเวลาประเทศไทย ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ลดลงก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติเปิดประเทศอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นการกระตุ้นการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจ และหนุนการคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในเดือนธันวาคม

    ราคาทองคำตลาดสปอต (Spot Gold) พุ่งขึ้น 2% มาอยู่ที่ 4,208.98 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม ณ เวลา 13:46 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐ (18:46 GMT)

    ราคาทองคำล่วงหน้าของสหรัฐ สำหรับการส่งมอบเดือนธันวาคม (US Gold Futures) ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 2.4% มาอยู่ที่ 4,213.60 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานร่วงลง 1% สู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568

    “รัฐบาลสหรัฐกำลังเปิดประเทศ และตลาดคาดการณ์ว่าจะมีการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจ ซึ่งมีแนวโน้มสูงที่จะบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐ อ่อนแอลง” บาร์ต เมเลก หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ของ TD Securities กล่าว พร้อมเสริมว่าผู้ค้าอาจเพิ่มสถานะซื้อ (Long Position) และปิดสถานะขาย (Short Position) บางส่วน

    สภาผู้แทนราษฎรซึ่งพรรครีพับลิกันควบคุมอยู่ มีกำหนดลงมติในช่วงบ่ายวันนี้เกี่ยวกับข้อตกลงยุติการปิดหน่วยงานรัฐบาลที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ

    การปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือภาวะชัตดาวน์นาน 42 วันส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และส่งผลให้ข้อมูลของรัฐบาลถูกระงับ ทำให้ผู้กำหนดนโยบาย และตลาดต้องพึ่งพาตัวชี้วัดจากภาคเอกชนเพื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจ

    ด้านราคาโลหะเงินตลาดสปอตพุ่งขึ้นแรง 4.6% มาอยู่ที่ 53.58 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2568

    “ขณะนี้มีความกังวลอย่างมาก โดยเฉพาะในโลหะเงินว่าปริมาณอุปทานอยู่ในระดับต่ำมาก สิ่งที่คุณเห็นในขณะนี้ในตลาดทองคำคือ ผลกระทบจากตลาดโลหะเงินในเช้าวันนี้” บ็อบ ฮาเบอร์คอร์น นักกลยุทธ์ตลาดฟิวเจอร์สของ RJO กล่าว

    ขณะเดียวกัน ข้อมูลการจ้างงานรายสัปดาห์ของ ADP เมื่อวันอังคารแสดงให้เห็นว่านายจ้างภาคเอกชนลดตำแหน่งงานเฉลี่ย 11,250 ตำแหน่งต่อสัปดาห์ในช่วงสี่สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 25 ตุลาคม ซึ่งส่งสัญญาณถึงความอ่อนแออย่างต่อเนื่องในตลาดแรงงาน

    ขณะนี้ ผู้ค้ามองว่ามีโอกาส 65% ที่จะลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมเฟดในเดือนธันวาคม ตามเครื่องมือติดตามเฟด Fed Watch ของ CME Group

    ทองคำที่ไม่ให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยมีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีในสภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ และในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

    โลหะมีค่าอื่นๆ ปรับขึ้นเช่นกัน โดยราคาแพลทินัม เพิ่มขึ้น 2% อยู่ที่ 1,616.80 ดอลลาร์ และแพลเลเดียมเพิ่มขึ้น 2.5% อยู่ที่ 1,480.58 ดอลลาร์

    • อัปเดตราคาเช้านี้ (13 พ.ย.68)

    บลูมเบิร์ก รายงานราคาทองคำตลาดสปอตลดลง 0.1% มาอยู่ที่ 4,192.82 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 7:56 น. ตามเวลาสิงคโปร์ ดัชนีบลูมเบิร์กดอลลาร์สปอตทรงตัว ราคาโลหะเงินทรงตัวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ราคาแพลทินัมลดลง และแพลเลเดียมแทบไม่เปลี่ยนแปลง

    ราคาทองคำทรงตัวหลังจากเพิ่มขึ้นเกือบ 2% ในการซื้อขายก่อนหน้า เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ไม่แน่นอน ซึ่งประกอบกับการขาดข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

    ราคาทองคำแท่งซื้อขายต่ำกว่า 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เล็กน้อยในวันพฤหัสบดี หลังฟื้นตัวต่อเนื่องมาสี่วัน ซึ่งเป็นการฟื้นตัวที่ยาวนานที่สุดในรอบเดือน แม้ว่าสมาชิกสภานิติบัญญัติสหรัฐ คาดว่าจะยุติการปิดทำการของรัฐบาลที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ทำเนียบขาวได้เตือนว่ารายงานการจ้างงาน และอัตราเงินเฟ้ออย่างเป็นทางการประจำเดือนตุลาคม อาจจะไม่ถูกเผยแพร่

    ข้อมูลที่ขาดหายไปตลอดช่วงการปิดทำการทำให้นักลงทุนลังเลหรือพึ่งพาสถิติจากภาคเอกชนเพื่อตรวจสอบภาวะเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 5% ในสัปดาห์นี้ ส่วนหนึ่งมาจากการคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมหลังจากที่วอชิงตันกลับมาทำงาน ซึ่งถือเป็นผลดีต่อทองคำ 

    อย่างไรก็ตาม ผู้กำหนดนโยบายมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับความจำเป็นในการลดต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มเติม ราฟาเอล บอสทิค ประธานธนาคารกลางสหรัฐ สาขาแอตแลนตา และซูซาน คอลลินส์ ประธานธนาคารกลางบอสตัน ต่างกล่าวว่าพวกเขาสนับสนุนให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้เพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1207411&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw171Cs6QkazQWC2ipckEKpJ

  • บอร์ดคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไฟเขียวขยายเวลาขายเหล้า-เบียร์ ช่วง 14.00-17.00 น.ได้

    บอร์ดคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไฟเขียวขยายเวลาขายเหล้า-เบียร์ ช่วง 14.00-17.00 น.ได้

    เศรษฐกิจ

    13 พ.ย. 2025 เวลา 15:25 น.

    บอร์ดคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไฟเขียวขยายเวลาขายเหล้า-เบียร์ ช่วง 14.00-17.00 น.ได้

    คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไฟเขียวปลดล็อกขายเหล้า-เบียร์ ช่วงเวลา 14.00-17.00 น.ได้ ชี้ช่วยหนุนท่องเที่ยวช่วงเทศกาล รอประกาศสำนักนายกฯใน 15 วัน ส่วนเรื่องการขยายเวลานั่งดื่มนั้นให้ท่องเที่ยวกับสาธารณสุขหาข้อสรุปเรื่องข้อกังวลเรื่องอุบัติเหตุก่อน

    วันนี้ (13 พ.ย.68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ว่าตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการแก้ไขปัญหาการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบในการขยายเวลาในการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากเดิมที่กำหนดอนุญาตให้ขายได้เฉพาะเวลา 11.00–14.00 น. และ 17.00–24.00 น.

    โดยในวันนี้ เห็นชอบให้มีการขยายระยะเวลาขายในช่วง 14.00-17.00 น. ได้

    โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ การส่งเสริมการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งในช่วงเทศกาลปีใหม่ ทางกระทรวงท่องเที่ยว มีความกังวลว่าความตื่นตระหนกในการบังคับใช้กฎหมายจะทำให้นักท่องเที่ยวไม่มายังประเทศ หรือนักท่องเที่ยวในประเทศไม่เดินทางจับจ่ายใช้สอยเพื่อเฉลิมฉลอง ดังนั้นรัฐบาลจึงมีนโยบายขยายระยะเวลเพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจ ทั้งนี้ หลังจากมีการสรุปผลการประชุมในวันนี้จะมีการรับฟังความคิดเห็นใน 15 วัน และจากนั้นจะมีการออกเป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี โดยไม่ต้องนำเข้า ครม.

    อย่างไรก็ตามในส่วนของประเด็นการขยายเวลานั่งดื่มจากหลังเวลา 24.00 น.ออกไปนั้น ยังคงมีการหารือกันอย่างเคร่งเครียด โดยทางฝ่ายกระทรวงท่องเที่ยวและเอกชน มีความต้องการให้ขยายเวลาถึง 4:00 น. แต่ฝ่ายสาธารณสุขและแพทย์ไม่เห็นด้วย เนื่องจากสถิติการเกิดอุบัติเหตุจะสูงสุดมาก ในช่วง 2:00 น. ถึง 3:00 น. โดยสถิติชี้ว่า คนที่ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมาแล้วขับสูงมาก ในช่วง 2:00 น.

    ทั้งนี้ ตนได้เสนอให้คณะกรรมการควบคุมไปพูดคุยกันเพื่อหา จุดกลางโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ โดยมีการมองถึงโมเดล 1:00 น. หากขยายถึง 2:00 น. จะทำให้เกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผู้คนเริ่มเดินทางมาทำงาน เช่น 5:00 น. ถึง 7:00 น.เป็นต้น

    “การแก้ไขมาตรการนี้เพราะเคยระบุในอดีตว่า ไม่อยากให้ข้าราชการ ไปดื่มเหล้า ในช่วงบ่าย 14:00-17:00 น. ซึ่งเคยมีการระบุ ห้ามดื่มโดยฝ่ายนโยบายเห็นว่ามาตรการนี้มันหมดยุคแล้ว และควรยกเลิกซะ เนื่องจากข้าราชการยุคนี้จะไม่ไปดื่มเหล้าในช่วงบ่ายแน่นอน โดยมาตรการที่นำไปสู่การปฏิบัติจริงไม่ได้ โดยระบุว่ามาตรการใดที่ส่งเสริมให้งด การ ดื่ม เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลนั้น สามารถส่งเสริมได้ แต่รัฐไม่ควรดำเนินการหากมาตรการนั้นนำไปสู่ภาคปฏิบัติไม่ได้หากจะให้งดดื่มจะต้องมีแรงจูงใจ”นายโสภณ กล่าว

    สำหรับ การให้นโยบายเพิ่มเติมในเรื่องโซนนิ่งของการขาย และการจำหน่ายใกล้ สถานศึกษา โดยให้มีการกำหนดให้ชัดเจนว่าจะนับระยะห่าง จากรั้วหรือนับจากอาคาร เพื่อให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติจริง

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1207522&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pYV4ZIUtwf7rtrPAqpDuf

  • ‘ศุภจี’ เดินหน้าเจรจาสหรัฐฯ แม้ไทย-กัมพูชา ตึงเครียด ย้ำไม่กระทบความสัมพันธ์เศรษฐกิจ

    ‘ศุภจี’ เดินหน้าเจรจาสหรัฐฯ แม้ไทย-กัมพูชา ตึงเครียด ย้ำไม่กระทบความสัมพันธ์เศรษฐกิจ

    กระทรวงพาณิชย์ยืนยันเดินหน้าการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ แม้สถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ไม่กระทบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

    วันนี้ 13 พฤศจิกายน ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่มีข้อกังวลว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ว่า การหารือทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศ

    ศุภจี ระบุว่า ประเด็นแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ กัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงร่วม (Joint Declaration) ก่อน และเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีความสูญเสียต่อฝ่ายไทย ซึ่งรัฐบาลไทยไม่สามารถยอมรับได้ และเชื่อว่ารัฐบาลของทุกประเทศย่อมไม่สามารถยอมรับการกระทำในลักษณะนี้ได้เช่นเดียวกัน

    ฝ่ายสหรัฐฯ จึงควรเข้าใจข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ และไม่ควรนำสถานการณ์ดังกล่าวมาเป็นเหตุผลในการชะลอหรือหยุดการเจรจาการค้ากับไทย ซึ่งจากการพบปะหารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในการประชุมเอเปคที่ผ่านมา ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนว่า

    “สหรัฐฯ แยกประเด็นทางการเมืองออกจากการค้า และยังคงมีเจตนารมณ์ที่จะผลักดันให้การเจรจาสำเร็จภายในปลายปีนี้ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สอดคล้องกับท่าทีของไทย และความต้องการของภาคเอกชนทั้งสองประเทศที่ต้องการเห็นความชัดเจนในการค้าและการลงทุน”

    ทั้งนี้ เมื่อสองวันก่อน (11 พ.ย.68) นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ให้การต้อนรับ Mr. Ted Osius ตำแหน่ง Senior Vice President and Regional Managing Director และคณะนักธุรกิจจากสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน (US-ASEAN Business Council: USABC) ในโอกาสเยือนประเทศไทย ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ ภายใต้ USABC โดยทุกฝ่ายมีมุมมองตรงกันว่า

    “ไทยเป็นประเทศสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก และเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง นักธุรกิจสหรัฐฯ ชื่นชมบทบาทเชิงรุกของไทยในการขยายตลาดการค้า ผ่านการเจรจาเปิดตลาดและข้อตกลงการค้าเสรี FTA”

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงประเด็น นโยบายภาษีของสหรัฐฯ (US Tariff) ซึ่งภาคเอกชนสหรัฐฯ มองว่าเป็นประเด็นที่มีทั้ง “โอกาสและความท้าทาย” ต่อบริษัทอเมริกันเอง โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีฐานการผลิตหรือห่วงโซ่อุปทานในประเทศไทย ไทยยังคงเป็นฐานการผลิตสำคัญและเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ

    ศุภจี ระบุเพิ่มเติมว่า สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าหลักของไทย และรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลและความสัมพันธ์อันดีกับประเทศคู่ค้าที่เป็นมิตร พร้อมเดินหน้าสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

    “กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายเร่งขยายตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง โดยใช้กลยุทธ์เชิงรุก ทั้งการเจรจาเปิดตลาด การจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ และการส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยใช้ประโยชน์จากผลการเจรจาและกิจกรรมส่งเสริมการค้า”

    ทั้งนี้ รัฐบาลไทยและกระทรวงพาณิชย์จะยังคงเดินหน้าการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อรักษาและปกป้องผลประโยชน์ของภาคการส่งออกของไทย ควบคู่กับการแสวงหาตลาดใหม่ และส่งเสริมสินค้าไทยในประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/supajee-talks-us-amid-tension/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UYjCZn7XApTNnSI5imHUy

  • สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญ “เพนนี” 1 เซนต์ หลังใช้มานาน 230 ปี เหตุต้นทุนพุ่ง-ไร้ค่าทางเศรษฐกิจ

    สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญ “เพนนี” 1 เซนต์ หลังใช้มานาน 230 ปี เหตุต้นทุนพุ่ง-ไร้ค่าทางเศรษฐกิจ

    สหรัฐอเมริกาประกาศยุติการผลิตเหรียญเพนนีอย่างเป็นทางการ ปิดฉากเหรียญ 1 เซนต์ ที่อยู่คู่สังคมอเมริกันมากว่า 230 ปี หลังต้นทุนการผลิตสูงกว่ามูลค่าจริงหลายเท่า และแทบจะไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอีกต่อไป

    เหรียญเพนนีเริ่มผลิตครั้งแรกในปี 1793 โดยในยุคนั้นเหรียญหนึ่งสามารถซื้อบิสกิต เทียน หรือขนมได้หนึ่งชิ้น ทว่าปัจจุบันแทบไม่มีค่าในทางปฏิบัติ หลายคนเก็บรวมไว้ในโหลหรือกล่องขยะในบ้าน ขณะที่ต้นทุนการผลิตเหรียญแต่ละเหรียญสูงถึงเกือบ 4 เซนต์

    แบรนดอน บีช รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวระหว่างพิธีที่โรงกษาปณ์ฟิลาเดลเฟียว่า “พระเจ้าคุ้มครองอเมริกา และเราสามารถประหยัดเงินภาษีของประชาชนได้ถึง 56 ล้านดอลลาร์” ก่อนกดปุ่มปั๊มเหรียญเพนนีสุดท้าย ซึ่งถูกจัดวางอย่างระมัดระวังให้สื่อมวลชนชม โดยเหรียญชุดสุดท้ายบางส่วนจะถูกนำออกประมูล

    แม้จะยุติการผลิต แต่เหรียญเพนนีหลายพันล้านเหรียญที่ยังหมุนเวียนอยู่จะยังคงสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เช่นเดียวกับเหรียญครึ่งเซนต์ที่ถูกยกเลิกไปในปี 1857 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่สหรัฐฯ เลิกใช้เหรียญอย่างเป็นทางการ

    เจ้าหน้าที่เผยว่า โรงกษาปณ์ส่วนใหญ่ได้หยุดผลิตเหรียญเพนนีตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ในวันสุดท้ายของการปั๊ม เหล่าพนักงานต่างยืนสงบอยู่หน้าเครื่องจักร ราวกับกล่าวอำลาเพื่อนเก่าที่อยู่ด้วยกันมานาน ก่อนจะปรบมือและส่งเสียงเชียร์เมื่อเหรียญสุดท้ายถูกผลิตออกมา

    การตัดสินใจเลิกผลิตเหรียญเพนนีเกิดขึ้นจากคำสั่งของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังต้นทุนการผลิตพุ่งสูงจนไม่คุ้มค่า “สหรัฐฯ ผลิตเหรียญเพนนีที่มีต้นทุนเกินมูลค่ามานานเกินไปแล้ว เป็นเรื่องสิ้นเปลือง!” ทรัมป์ระบุในโพสต์ออนไลน์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตาม คนอเมริกันจำนวนมากยังรู้สึกผูกพันกับเหรียญเพนนี บางคนมองว่าเป็นเหรียญนำโชคหรือของสะสม ขณะที่ร้านค้าปลีกหลายแห่งเริ่มกังวลในช่วงก่อนเลิกผลิต เนื่องจากเหรียญเริ่มขาดตลาดโดยไม่มีแนวทางจากรัฐบาลว่าจะจัดการการทอนเงินอย่างไร บางร้านเลือกปัดเศษราคาลงเพื่อไม่ให้ลูกค้าเสียประโยชน์ ขณะที่บางแห่งขอให้ลูกค้านำเหรียญเพนนีมาใช้จ่ายหรือแลกเป็นของรางวัล เช่น เครื่องดื่มฟรี

    ฝ่ายสนับสนุนการยกเลิกเหรียญเพนนีให้เหตุผลว่า จะช่วยลดต้นทุนของรัฐ ทำให้การชำระเงินรวดเร็วขึ้น และสอดคล้องกับประเทศอื่น เช่น แคนาดา ที่ยุติการผลิตเพนนีตั้งแต่ปี 2012

    ธนาคารบางแห่งเริ่มจำกัดการจ่ายเหรียญเพนนี เนื่องจากปริมาณมหาศาลที่สะสมอยู่ในระบบ ปัจจุบันเหรียญเพนนีคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของเหรียญทั้งหมดที่ผลิตในโรงกษาปณ์ฟิลาเดลเฟียและเดนเวอร์ในรอบศตวรรษที่ผ่านมา แม้เหรียญเพนนีจะมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าเหรียญนิกเกิล (5 เซนต์) ที่ใช้เงินถึงเกือบ 14 เซนต์ต่อเหรียญ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเหรียญไดม์ (10 เซนต์) ที่ใช้ต้นทุนเพียง 6 เซนต์ และเหรียญควอเตอร์ (25 เซนต์) ที่ใช้ต้นทุนเกือบ 15 เซนต์ การผลิตเหรียญเพนนีจึงไม่คุ้มค่าอีกต่อไป

    แฟรงก์ โฮลท์ ศาสตราจารย์กิตติคุณแห่งมหาวิทยาลัยฮิวสตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เหรียญ กล่าวว่า การเลิกผลิตเพนนีถือเป็นการสูญเสียทางวัฒนธรรม “เหรียญเหล่านี้สะท้อนตัวตนของเรา เราเลือกสลักคำขวัญและภาพบุคคลสำคัญลงบนมัน มันคือหลักฐานของประวัติศาสตร์ การเมือง ศิลปะ และอุดมคติของประเทศ”.

    ที่มา AP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2895348&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oOLzUqP1FoOPC1I3WvLXn

  • มท.4 ลงพื้นที่หนองบัวลำภู หนุน “ผ้าทอพื้นถิ่น” ยกระดับศักยภาพสตรี สร้างเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง

    มท.4 ลงพื้นที่หนองบัวลำภู หนุน “ผ้าทอพื้นถิ่น” ยกระดับศักยภาพสตรี สร้างเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง

    มท.4 ลงพื้นที่หนองบัวลำภู หนุน “ผ้าทอพื้นถิ่น” ยกระดับศักยภาพสตรี สร้างเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง


    13/11/2568 | 102 |

    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. – นางสาว ศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) ลงพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อตรวจเยี่ยม วิชชาลัยผ้าทอหนองบัวลำภู (ศูนย์การเรียนรู้รักษ์ผ้าทอโนนสัง) ตำบลกุดดู่ อำเภอโนนสัง พร้อมมอบนโยบายสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอาชีพของสตรีในชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจฐานราก โดยผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู, หัวหน้าส่วนราชการ, ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และกลุ่มสตรีทอผ้าในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับและนำเสนอผลการดำเนินงานของศูนย์ฯ โดยวิชชาลัยผ้าทอโนนสังนับเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่สำคัญในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นถิ่น ซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนรุ่นใหม่และต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ให้กับชุมชน

    โดย นางสาวศศิธร ได้ร่วมกิจกรรม เวิร์กช็อปการทำผ้าพิมพ์ลายและการทอผ้าลายพื้นเมือง กับกลุ่มสตรีผู้ประกอบการผ้าทออย่างใกล้ชิด พร้อมแลกเปลี่ยนแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความร่วมสมัย สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น เช่น การสร้างแบรนด์ผ้าท้องถิ่น การออกแบบลวดลายร่วมสมัย และการใช้ช่องทางออนไลน์ในการจำหน่ายสินค้า เพื่อขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    รมช.มหาดไทยกล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านการเสริมสร้างศักยภาพสตรี ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวและชุมชน โดยเน้นให้ทุกพื้นที่มีการรวมกลุ่มอาชีพที่เข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง และพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยจะสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้และเครือข่ายอาชีพในทุกจังหวัด เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยยังมีแผนบูรณาการการพัฒนาอาชีพสตรีเข้ากับโครงการ “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)” และนโยบายเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ผ่านการสร้างเครือข่ายอาชีพและยกระดับผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/442152&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lGm12-GRzzjUjM42Lz87u