เจาะกลยุทธ์สถาบัน vs แรงซื้อเชิงโครงสร้าง (ยกฐานไม่ทำ New Low)
เกมสลับสถานะของกองทุน แรงขายทองคำก่อนหน้านี้เกิดจากกองทุนอาศัยจังหวะ Yield พุ่งสูง เข้าซื้อพันธบัตรควบคู่ไปกับการเปิดสถานะ Short ทองคำเพื่อกินค่า Swap เมื่อ Yield เริ่มชะลอตัว กองทุนพร้อมสลับกลับมา Buy Back ทองคำคืนอย่างรวดเร็ว
ธนาคารกลางทั่วโลกช้อนสะสม สิ่งสำคัญคือแม้ดอกเบี้ยสหรัฐฯจะทำ New High แต่ราคาทองคำกลับไม่ทำ New Low และยกฐานขึ้นตลอดเวลา เนื่องจากธนาคารกลางจีน ยุโรป และอังกฤษ เร่งลดการถือครองดอลลาร์ แล้วโยกเงินจากการค้าเกินดุลมาสะสมทองคำแท่งแทนพันธบัตรสหรัฐฯ
ปัจจัยชี้ชะตาสัปดาห์นี้ การรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯและถ้อยแถลงของ Kevin Warsh ในการเดินทางมาปาฐกถาที่กรุงเทพฯ ช่วงปลายสัปดาห์
นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงน้ำชาเพื่อเป็นเกียรติแก่นายทาร์มัน ชันมูการัตนัม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของรัฐบาล และเข้าร่วมการประชุมระดับสูงว่าด้วยการจ้างงานของกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Groups High-Level Advisory Council on Jobs Meeting) ระหว่างวันที่ 1112 ตุลาคม 2569 รวมถึงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMFWorld Bank Group Annual Meetings)
รายงาน WEO เดือนเมษายน 2026 ภายใต้ชื่อ “Global Economy in the Shadow of War” ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอลงเหลือ 3.1% ในปี 2026 และ 3.2% ในปี 2027 บนสมมติฐานว่าสงครามในตะวันออกกลางจำกัดทั้งระยะเวลาและขอบเขต พร้อมเตือนว่าการชะลอตัวและเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะรุนแรงเป็นพิเศษในกลุ่มตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา
ต่อมารายงานฉบับปรับปรุงเดือนกรกฎาคม 2026 ชื่อ “Global Economy in Crosscurrents of War and Technology” ปรับตัวเลขปี 2026 ลงเหลือ 3.0% แต่ปรับปี 2027 ขึ้นเป็น 3.4% ซึ่งเมื่อรวมสองปีแล้วแทบไม่เปลี่ยนจากเดือนเมษายน สะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกที่ “ไม่เท่ากัน” ชัดเจน
IMF อธิบายว่า 4k;tช็อกจากสงครามกดดันประเทศผู้นำเข้าพลังงานและประเทศเปราะบาง ขณะที่อุปสงค์จาก AI กลับยกเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่มูลค่าเทคโนโลยีโลก อีกทั้งยอมรับว่ากระบวนการลดเงินเฟ้อของโลก “หยุดชะงัก”
3. AI เครื่องยนต์ที่แรงแต่กระจุกตัว สินค้ากลุ่มฮาร์ดแวร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI มีสัดส่วนเกิน 10% ของการค้าสินค้าโลกแล้ว และงานวิจัย IMF ประเมินว่า หากบริหารจัดการได้ดี AI อาจเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้ราว 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี เทียบเท่าการเพิ่มเศรษฐกิจขนาดอาเซียนเข้าไปในโลก แต่ IMF เตือนว่าผลประโยชน์กระจุกตัวสูงและอาจซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ
อันดับดังกล่าวสะท้อนขนาดเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร ไม่ได้หมายความว่าประชาชนทุกคนจะมีรายได้ตามตัวเลข GDP ต่อหัว โดยประเทศขนาดเล็กในยุโรปและศูนย์กลางการเงินยังคงครองอันดับต้น ๆ อย่างโดดเด่น
20 ประเทศร่ำรวยที่สุดในโลก ปี 2026
ข้อมูลจาก Visual Capitalist ซึ่งอ้างอิงประมาณการจาก IMF World Economic Outlook จัดอันดับประเทศตาม GDP per capita แบบ Purchasing Power Parity (PPP) โดยอันดับปี 2026 มีดังนี้
ไอร์แลนด์ อยู่ในอันดับ 3 ด้วย GDP ต่อหัว 159,129 ดอลลาร์สหรัฐ โดยการเติบโตของเศรษฐกิจมีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาตั้งฐานและนำสินทรัพย์ รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญามาจดทะเบียนในประเทศ
ปัจจัยดังกล่าวทำให้ GDP ของไอร์แลนด์อาจดูสูงกว่ารายได้ที่ตกถึงประชาชนจริง รัฐบาลไอร์แลนด์จึงมีการใช้ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อสะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น
2.ความเปราะบางของการลงทุน AI แม้ครึ่งแรกของปีนี้จะมีคำขอรับส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 1.47 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้น 37%) โดยส่วนใหญ่เป็น Data Center และเทคโนโลยี AI รวมถึงยอดอนุมัติแล้ว 1.31 ล้านล้านบาท แต่กลับสร้างงานให้คนไทยเพียง 82,000 ตำแหน่ง เนื่องจากอุปกรณ์หลักต้องนำเข้าจากต่างประเทศ หากกระแส AI ของโลกสะดุด การลงทุนและการส่งออกของไทยจะได้รับผลกระทบรุนแรงพร้อมกัน