Blog

  • ทองคำย่อแล้ว ไม่รีบซื้อ ระวังตกรถ!! – InterGold

    ทองคำย่อแล้ว ไม่รีบซื้อ ระวังตกรถ!! – InterGold

    ดอกเบี้ยสหรัฐฯทะลุ 5.3% สูงแซงวิกฤตซับไพรม์! ส่องสัญญาณ “ทองคำ” ดึงกลับแรง ฐานยกสูงท้าทายเงินดอลลาร์

    .

    สวัสดีวันจันทร์ครับทุกคน! ดอกเบี้ยสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 5.3% แซงวิกฤตซับไพรม์ปี 2008! แต่ราคาทองคำกลับแสดงความแกร่ง ย่อทดสอบ $4,070 แล้วดึงกลับทันทีโดยไม่ทำ New Low! ค่ำนี้มาเจาะลึกเบื้องหลังเกมการเงิน และส่อง ‘โซนของถูก’ สำหรับทองคำแท่งไทยไปพร้อมกันครับ!

    .

    1. วิกฤตตึงตัว ดอกเบี้ยสหรัฐฯ 5.3% & ภาพรวมระบบการเงินโลก

    ดอกเบี้ยสหรัฐฯ พุ่งแซงวิกฤตปี 2008 ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับ 5.3% – 5.35% ซึ่งเป็นระดับตึงตัวสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤต Subprime ดูดซับสภาพคล่องออกจากตลาดอย่างหนัก

    เศรษฐกิจโลกแบกรับขีดจำกัด สหรัฐฯ พยายามพยุงเศรษฐกิจผ่านเม็ดเงินลงทุนในเทคโนโลยี AI ขณะที่ฝั่งยุโรปเผชิญแผลเรื้อรังจากสงครามจนส่วนต่าง Yield ฝรั่งเศส–เยอรมนีกว้างที่สุดนับตั้งแต่ปี 2012 สะท้อนว่าระบบเศรษฐกิจโลกไม่สามารถแบกรับภาระดอกเบี้ยระดับนี้ได้ในระยะยาว

    ภาระหนี้สหรัฐฯ บีบทางตัน ต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอย่างมหาศาลกำลังบีบให้ภาระหนี้สาธารณะสหรัฐฯ เข้าใกล้ขีดจำกัดสูงสุด ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดการแทรกแซงนโยบายการเงินในอนาคต   

    .

    1. เจาะกลยุทธ์สถาบัน vs แรงซื้อเชิงโครงสร้าง (ยกฐานไม่ทำ New Low)

    เกมสลับสถานะของกองทุน แรงขายทองคำก่อนหน้านี้เกิดจากกองทุนอาศัยจังหวะ Yield พุ่งสูง เข้าซื้อพันธบัตรควบคู่ไปกับการเปิดสถานะ Short ทองคำเพื่อกินค่า Swap เมื่อ Yield เริ่มชะลอตัว กองทุนพร้อมสลับกลับมา Buy Back ทองคำคืนอย่างรวดเร็ว

    ธนาคารกลางทั่วโลกช้อนสะสม สิ่งสำคัญคือแม้ดอกเบี้ยสหรัฐฯจะทำ New High แต่ราคาทองคำกลับไม่ทำ New Low และยกฐานขึ้นตลอดเวลา เนื่องจากธนาคารกลางจีน ยุโรป และอังกฤษ เร่งลดการถือครองดอลลาร์ แล้วโยกเงินจากการค้าเกินดุลมาสะสมทองคำแท่งแทนพันธบัตรสหรัฐฯ

    ปัจจัยชี้ชะตาสัปดาห์นี้ การรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯและถ้อยแถลงของ Kevin Warsh ในการเดินทางมาปาฐกถาที่กรุงเทพฯ ช่วงปลายสัปดาห์   

    .

    1. วิเคราะห์เทคนิคัล & แต้มต่อของทองคำแท่งไทย

    โซนตั้งรับสะสม โซน $4,070 – $4,100 ถือเป็นโซนต้นทุน Discount ที่ได้เปรียบสูงมาก นักลงทุนที่มีสถานะอยู่แล้วไม่จำเป็นต้อง panic เทขายหนีความผันผวน เพราะโครงสร้างใหญ่แข็งแกร่งและมีโอกาสทุบลงลึกได้ยาก 

    แต้มต่อทองคำแท่งในประเทศ การถือครองทองคำแท่งไทยได้เปรียบตลาด Spot ระยะยาว เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจเอเชียและไทยเผชิญภาวะเงินฝืดจนไม่เอื้อต่อการขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าคอยช่วยพยุงและเพิ่มผลตอบแทนให้ทองคำไทยอย่างมั่นคง

    .

    สรุปภาพรวมค่ำนี้นะครับ การย่อตัวของราคาทองคำเป็นเพียงแรงสวิงระยะสั้นจากกลยุทธ์ของกองทุน แต่ฐานราคาที่ยกสูงขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนแรงซื้อสะสมมหาศาลจากธนาคารกลางทั่วโลก โซน $4,070 – $4,100 จึงเป็นโซนของถูกที่น่าสนใจสำหรับสายสะสมทองคำแท่งไทยที่มีเกราะคุ้มกันจากค่าเงินบาทอ่อนค่า พักผ่อนยามเย็นให้อย่างมีความสุข แล้วพบกันใหม่รอบหน้า สวัสดีครับ!

    .

    เขียนโดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD  

    รับชมเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/YiUabyEbn7c
    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold 

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-12-10-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rx6VacBraBdcKyurOw9W5

  • เปิดฉากประชุม IMF ไทย ต้อนรับผู้นำทุกมุมโลก 18 รมต. ภท. | เนชั่นวิเคราะห์ข่าว | 12 ต.ค. 69

    เปิดฉากประชุม IMF ไทย ต้อนรับผู้นำทุกมุมโลก 18 รมต. ภท. | เนชั่นวิเคราะห์ข่าว | 12 ต.ค. 69

    เปิดฉากประชุม IMF ไทย ต้อนรับผู้นำทุกมุมโลก 18 รมต. ภท. | เนชั่นวิเคราะห์ข่าว | 12 ต.ค. 69

    การประชุม  IMF-World Bank  ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม เริ่มต้นขึ้นแล้ว ไทยจะใช้โอกาสครั้งนี้โชว์ศักยภาพให้ทั่วโลกได้เห็นจุดแข็งของประเทศไทยผ่าน 3 ด้านหลัก ได้แก่ เอกลักษณ์ประเทศไทย ผ่านการนำเสนอผ้าไทย การตกแต่งสถานที่ด้วยผลิตภัณฑ์ชุมชน อาหารไทยระดับสากล ตลอดจนการนำเยาวชนไทย มาเข้าร่วมต้อนรับผู้นำการเงินโลก เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชน เพื่อก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลกในอนาคต

    #เนชั่นวิเคราะห์
    #เอกนิติ #IMF #เจ้าภาพประเทศไทย #ประชุมธนาคารโลก #เศรษฐกิจ #การเงิน #ปลานิล #คลิปรายการ 
    #NationTV #เนชั่นทีวี #ช่อง22
    .
    อัปเดตข่าว-ชมรายการสด-รายการย้อนหลัง NationTV ได้ที่ www.nationtv.tv

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/video-gallery/tv-program/36299&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02KT0ZCh5o18OI4OAgryeF

  • ไทย-สิงคโปร์ ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น เดินหน้าเศรษฐกิจดิจิทัล-อาหาร-พลังงานสะอาด

    ไทย-สิงคโปร์ ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น เดินหน้าเศรษฐกิจดิจิทัล-อาหาร-พลังงานสะอาด

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงน้ำชาเพื่อเป็นเกียรติแก่นายทาร์มัน ชันมูการัตนัม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของรัฐบาล และเข้าร่วมการประชุมระดับสูงว่าด้วยการจ้างงานของกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Groups High-Level Advisory Council on Jobs Meeting) ระหว่างวันที่ 1112 ตุลาคม 2569 รวมถึงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMFWorld Bank Group Annual Meetings)

    สำหรับการเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนไทยครั้งแรกในฐานะประธานาธิบดีสิงคโปร์ โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นในการสานต่อความร่วมมือภายใต้กรอบความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้า (ThailandSingapore Forward-Looking Strategic Partnership) โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ฟินเทคและการเชื่อมโยงตลาดทุน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและขบวนการหลอกลวงออนไลน์ พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์การเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงการประสานความร่วมมือในโอกาสที่สิงคโปร์และไทยจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2570 และ 2571 ตามลำดับ เพื่อเสริมสร้างความเป็นเอกภาพและบทบาทของอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายระดับภูมิภาคและระดับโลก

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12849751&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Oz6w5ZpO9Q3sDmjJnRfMm

  • ไทย-สิงคโปร์ ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น เดินหน้าร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด

    ไทย-สิงคโปร์ ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น เดินหน้าร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด

    ไทย–สิงคโปร์ ย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงทางอาหาร พลังงานสะอาด พร้อมประสานบทบาทประธานอาเซียนปี 2570–2571

    12 ตุลาคม 2569 – เวลา 15.30 น. ณ ห้องโดม ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงน้ำชาเพื่อเป็นเกียรติแก่นายทาร์มัน ชันมูการัตนัม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของรัฐบาล และเข้าร่วมการประชุมระดับสูงว่าด้วยการจ้างงานของกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group’s High-Level Advisory Council on Jobs Meeting) ระหว่างวันที่ 11–12 ตุลาคม 2569 รวมถึงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

    การเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนไทยครั้งแรกในฐานะประธานาธิบดีสิงคโปร์ โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นในการสานต่อความร่วมมือภายใต้กรอบความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้า (Thailand–Singapore Forward-Looking Strategic Partnership) โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ฟินเทคและการเชื่อมโยงตลาดทุน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและขบวนการหลอกลวงออนไลน์ พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์การเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงการประสานความร่วมมือในโอกาสที่สิงคโปร์และไทยจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2570 และ 2571 ตามลำดับ เพื่อเสริมสร้างความเป็นเอกภาพและบทบาทของอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายระดับภูมิภาคและระดับโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1087137/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BNMaFWxkAC5wIa-VNdcvl

  • IMF ชี้ เอเชียแบก 68% เศรษฐกิจโลก วันนี้เสี่ยงสะดุดเพราะ ‘สูงวัย’

    IMF ชี้ เอเชียแบก 68% เศรษฐกิจโลก วันนี้เสี่ยงสะดุดเพราะ ‘สูงวัย’

    เศรษฐกิจเอเชียกำลังเดินมาถึง “จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ” หลังหลายทศวรรษแห่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดดที่ทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจโลก แต่ความสำเร็จในอดีต อาจไม่ใช่หลักประกันของอนาคต ท่ามกลางแรงกดดันจากสังคมสูงวัย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการปฏิวัติปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่แม้จะช่วยเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ แต่ก็อาจกลายเป็นตัวเร่งความเหลื่อมล้ำและการสูญเสียงานครั้งใหญ่ หากรัฐบาลไม่สามารถกระจายประโยชน์จากเทคโนโลยีไปสู่ประชาชนได้อย่างทั่วถึง

    “กรุงเทพธุรกิจ” ประมวลมุมมองประเด็นดังกล่าวจากเวทีเสวนาหัวข้อ “Shaping the Future of Asia” ซึ่งจัดขึ้นในการประชุมของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดย “ประเทศไทย” กลับมาเป็นเจ้าภาพในรอบ 35 ปี

    ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วยผู้แทนจาก IMF อย่าง ไนเจล คลาร์ก (Nigel Clarke) รองกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ, อี ชางยง (Rhee Chang-yong) อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้, ดร.วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอนันถะ นาเกศวรัน (Anantha Nageswaran) ที่ปรึกษาเศรษฐกิจหลักของรัฐบาลอินเดีย

    IMF ชี้ เอเชียแบก 68% เศรษฐกิจโลก วันนี้เสี่ยงสะดุดเพราะ ‘สูงวัย’

    หนึ่งในประเด็นสำคัญของการเสวนาคือ การตั้งคำถามว่า “เศรษฐกิจเอเชียจะสามารถรักษาความสำเร็จในอดีตได้อย่างไร” ในวันที่ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตแบบเดิม ทั้งแรงงานราคาถูก การขยายตัวของประชากรวัยทำงาน และการเปิดเสรีทางการค้า กำลังเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น

    ‘สังคมสูงวัย’ ภัยเงียบทางโครงสร้าง

    ไนเจล คลาร์ก ผู้ร่วมเสวนาจาก IMF กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของเอเชียตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จด้านการพัฒนาที่สำคัญที่สุดของโลก

    IMF ชี้ เอเชียแบก 68% เศรษฐกิจโลก วันนี้เสี่ยงสะดุดเพราะ ‘สูงวัย’ – ไนเจล คลาร์ก (ขวา) –

    ในปี 1990 “เอเชีย” มีส่วนสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกประมาณ 25% ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 68% ในปัจจุบัน ขณะที่สัดส่วนประชากรที่อยู่ในภาวะยากจนขั้นรุนแรงลดลงจาก 25% เหลือเพียง 5%

    นอกจากนี้ รายได้ต่อหัวของประชากรเอเชียยังเติบโตรวดเร็วกว่ากลุ่มประเทศ G7 เมื่อไม่นับญี่ปุ่นถึงสองเท่า สะท้อนความสามารถในการยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

    ไนเจลอธิบายว่า ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากการตัดสินใจเชิงนโยบายสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรมและบริการ การเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานโลก การลงทุนอย่างต่อเนื่องในทุนมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการได้รับประโยชน์จากประชากรวัยทำงานจำนวนมหาศาล

    ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว มีประชากรกว่า 1,000 ล้านคนเข้าสู่ตลาดแรงงานเอเชีย ขณะที่การลงทุนเฉลี่ยของภูมิภาคอยู่ที่ประมาณ 27% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สูงกว่าระดับการลงทุนในยุโรปและอเมริกาเหนือ

    อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า ปัจจัยสนับสนุนเหล่านี้กำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะ “โครงสร้างประชากร” ซึ่งในอดีตเคยเป็นแรงส่งสำคัญ แต่กำลังกลายเป็นแรงฉุดต่อการเติบโตในอนาคต

    IMF ประเมินว่า ภายในปี 2050 ประชากรเอเชียประมาณ 20% จะมีอายุมากกว่า 65 ปี เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากปัจจุบัน ขณะที่จำนวนประชากรวัยทำงานในจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น อาจลดลงเกือบ 25%

    แม้ประเทศอย่างอินเดียและอินโดนีเซียจะยังมีจำนวนประชากรวัยทำงานเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนประชากรวัยทำงานเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดก็มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน

    ไนเจลมองว่า รัฐบาลเอเชียจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปตลาดแรงงาน โดยเฉพาะการเพิ่มโอกาสให้ผู้หญิงเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งอาจช่วยเพิ่มจำนวนแรงงานในภูมิภาคได้อีกประมาณ 112 ล้านคน

    เขายกตัวอย่างญี่ปุ่น ซึ่งสามารถเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานของผู้หญิงจาก 66% ในปี 2014 เป็น 76% ในปี 2024 ผ่านการปรับปรุงนโยบายดูแลเด็กและสิทธิการลาคลอด

    นอกจากนี้ AI ยังอาจช่วยเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ จนสามารถชดเชยผลกระทบจากจำนวนแรงงานที่ลดลงได้ แต่รัฐบาลต้องลงทุนพัฒนาทักษะประชาชน ส่งเสริมการแข่งขัน และวางมาตรการกำกับดูแลเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม

    เตือน AI เสี่ยงฟองสบู่ แม้เป็นโอกาสทองศก.

    อี ชางยง ผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้กล่าวว่า “AI” เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงสำหรับเศรษฐกิจเกาหลีใต้ โดยเฉพาะเมื่อประเทศกำลังเผชิญปัญหาสังคมสูงวัยและอัตราการเกิดต่ำ

    เขาระบุว่า หลายฝ่ายคาดหวังว่า AI และหุ่นยนต์จะสามารถทดแทนแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงช่วยดูแลผู้สูงอายุได้ แต่เทคโนโลยีก็อาจสร้างผลกระทบทางสังคมในรูปแบบที่คาดไม่ถึง

    ขณะเดียวกัน เกาหลีใต้กำลังได้รับประโยชน์มหาศาลจากความต้องการชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มขึ้นตามกระแส AI โดยเฉพาะบริษัท Samsung Electronics และ SK Hynix

    อีระบุว่า ในอดีตบริษัททั้งสองมีสัดส่วนรวมกันประมาณ 19% ของมูลค่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้ แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น “ประมาณ 50%” สะท้อนการกระจุกตัวของตลาดทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI

    แม้การเติบโตของอุตสาหกรรมดังกล่าวจะสร้างรายได้และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจำนวนมาก แต่เขากังวลว่าความคาดหวังต่อเทคโนโลยี อาจสูงเกินกว่าผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงในระยะสั้น

    อีเปรียบเทียบสถานการณ์ดังกล่าวกับฟองสบู่ดอตคอมในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ซึ่งนักลงทุนคาดหวังว่าอินเทอร์เน็ตจะปฏิวัติเศรษฐกิจโลก ก่อนที่ตลาดหุ้นเทคโนโลยีจะเผชิญการปรับฐานอย่างรุนแรง

    เขามองว่า แม้ AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพในระยะยาว แต่ประโยชน์ที่ชัดเจนอาจต้องใช้เวลาถึง 10 ปี ขณะที่ความเสี่ยงจากการปรับฐานของตลาดการเงินสามารถเกิดขึ้นได้ก่อนหน้านั้น

    โดยเฉพาะหากตลาดหุ้นสหรัฐเผชิญแรงเทขายหุ้นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ก็อาจส่งผลกระทบต่อเกาหลีใต้ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม AI สูงมาก

    นอกจากนี้ อียังเสนอให้รัฐบาลเกาหลีใต้นำรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไปแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง แทนการนำเงินกลับไปสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว

    เขาชี้ว่า ปัญหาอัตราการเกิดต่ำของเกาหลีใต้มีความเชื่อมโยงกับค่าที่อยู่อาศัย ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา และโอกาสในการทำงาน โดยเฉพาะการกระจุกตัวของประชากรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในกรุงโซล

    ปัจจุบันประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศอาศัยอยู่ในเขตมหานครโซลและพื้นที่โดยรอบ ส่งผลให้ต้นทุนการดำรงชีวิตสูง และเป็นอุปสรรคต่อการสร้างครอบครัวของคนรุ่นใหม่

    ดังนั้น หากรัฐบาลสามารถใช้ประโยชน์จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นในยุค AI เพื่อพัฒนาเมืองเศรษฐกิจแห่งใหม่ และกระจายโอกาสการจ้างงานออกจากกรุงโซล ก็อาจช่วยบรรเทาปัญหาโครงสร้างประชากรในระยะยาวได้

    ถอดบทเรียนไทยเปลี่ยนผ่าน

    นายวิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 จนกลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลกและยืนหยัดผ่านวิกฤติการเงินระดับโลกปี 2007 มาได้ มีรากฐานมาจาก 4 ปัจจัยขับเคลื่อนภายในประเทศ ได้แก่ การปรับนโยบายรัฐสู่การพึ่งพากลไกตลาด การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือที่เรียกว่าโครงการ Eastern Seaboard เสถียรภาพของกลุ่มเทคโนแครต และการปฏิรูปโครงสร้างการเงินครั้งใหญ่หลังวิกฤติต้มยำกุ้งปี 1997

    “ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 รัฐบาลเปลี่ยนทิศทางมาเน้นส่งเสริมการลงทุนโดยใช้กลไกตลาดนำ รัฐไม่ได้เข้าไปแทรกแซงตลาดโดยตรง แต่ทำหน้าที่สร้างแรงจูงใจ ควบคู่ไปกับการมีกลุ่มเทคโนแครตและสถาบันเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ปัจจัยเหล่านี้ช่วยรักษาความต่อเนื่องของนโยบายระยะยาว และแยกการบริหารเศรษฐกิจออกจากความผันผวนทางการเมืองได้” นายวิรไทกล่าว

    นอกจากนี้ ไทยยังมีแรงส่งสำคัญจาก 2 ปัจจัยภายนอก คือ

    1.คลื่นลงทุนผลพวงข้อตกลงพลาซา (Plaza Accord) ในปี 1985 ที่ทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าจนเกิดการย้ายฐานการผลิตจากญี่ปุ่น รวมไปถึงประเทศอื่นๆ อย่างเกาหลีใต้ และไต้หวันมายังไทย และ

    2.การเปิดเสรีทางการค้า โดยเริ่มต้นจากเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ในปี 1992 และข้อตกลงทางการค้ากับประเทศต่างๆ ที่ตามมา ทั้งออสเตรเลีย จีน ได้ดึงไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

    ขณะเดียวกัน ภาครัฐได้เข้ามาเสริมทัพด้วยการลงทุนระบบชลประทานและถนนในชนบท พร้อมวางโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม ทั้งนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการขยายโอกาสทางการศึกษาไปสู่มัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา ซึ่งช่วยยกระดับทักษะและคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง

    IMF ชี้ เอเชียแบก 68% เศรษฐกิจโลก วันนี้เสี่ยงสะดุดเพราะ ‘สูงวัย’

    โจทย์ใหญ่กับดักความเหลื่อมล้ำ

    อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในยุคปัจจุบันและในอนาคต นายวิรไทกล่าวว่า ความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคถัดไปของไทย คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำของ “ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นจาก AI” จะมีการกระจายไปยังทุกภาคส่วนได้อย่างไร เพราะเทคโนโลยีระลอกนี้มีแนวโน้มขยายความเหลื่อมล้ำให้รุนแรงขึ้น ทั้งระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) และระหว่างผู้ที่เข้าถึงกับผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี

    นายวิรไท ได้เสนอ 3 แนวทางเชิงนโยบายเร่งด่วน สำหรับภาครัฐ ได้แก่

    1. ดึง AI ปฏิรูป 3 ภาคส่วนที่ผูกพันกับคนส่วนใหญ่ โดยรัฐต้องโฟกัสการนำ AI และดิจิทัลโซลูชันไปยกระดับภาคส่วนที่ยังมีผลิตภาพต่ำแต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนวงกว้าง ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม การศึกษา และบริการสาธารณสุข เพื่อให้ดอกผลของการพัฒนาตกถึงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

    2. เสริมสภาพคล่องและขีดความสามารถของ SMEs ปัจจุบัน SMEs กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากการทะลักของสินค้านำเข้าราคาถูก และการแข่งขันกับรายใหญ่ที่นำ AI มาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ในเมื่อ SMEs เป็นแหล่งจ้างงานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ รัฐต้องมีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะจุดเพื่ออัปเกรดเทคโนโลยี ควบคู่กับมาตรการคุ้มครองและให้สิทธิประโยชน์ชั่วคราวเพื่อเปิดโอกาสให้ปรับตัว

    3. กำหนดให้ “การสร้างงานที่ดี” เป็นแกนหลักของทุกนโยบาย เนื่องจากโครงสร้างอุตสาหกรรมในอนาคตจะไม่ใช่ภาคการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นอีกต่อไป แต่จะขยับสู่ภาคบริการและอุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่ไม่ก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมาก

    ยิ่งไปกว่านั้น องค์กรขนาดใหญ่กำลังนำ AI มาลดจำนวนบุคลากร ทำให้เกิดวิกฤติการหางานของเด็กจบใหม่

    ขณะที่แรงงานวัย 45-60 ปี ก็เสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างและปรับตัวยาก ภาครัฐจึงต้องยึดการสร้างงานที่มีคุณภาพ มั่นคง และมีผลิตภาพในวงกว้างเป็นเป้าหมายหลักในทุกนโยบายเศรษฐกิจนับจากนี้

    ‘ทักษะอาชีพ-ลดกฎระเบียบ’ กุญแจสร้างงานยุคเทคโนโลยี

    ในส่วนกรณีศึกษาจากอินเดีย อนันถะ นาเกศวรัน ที่ปรึกษาเศรษฐกิจหลักของรัฐบาลอินเดียกล่าวว่า อินเดียมีข้อได้เปรียบด้านโครงสร้างประชากรเมื่อเทียบกับหลายประเทศในเอเชีย แต่การเปลี่ยนข้อได้เปรียบดังกล่าวให้กลายเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจ จำเป็นต้องอาศัยนโยบายที่เหมาะสมกับระดับการพัฒนาของแต่ละพื้นที่

    เขาอธิบายว่า อินเดียประกอบด้วย 28 รัฐ และ 8 ดินแดนสหภาพ ซึ่งมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างมาก จึงไม่ควรใช้นโยบายด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมรูปแบบเดียวกันทั่วประเทศ

    รัฐที่มีเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ควรมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ส่วนรัฐที่เศรษฐกิจยังพัฒนาไม่มาก ควรใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมที่จ้างแรงงานจำนวนมากและขยายธุรกิจบริการ

    นอกจากนี้ เขายังเน้นความสำคัญของการพัฒนาทักษะอาชีพ โดยยกตัวอย่างสิงคโปร์ที่สามารถยกระดับภาพลักษณ์ของ “การศึกษาสายอาชีพ” ให้เป็นเส้นทางความก้าวหน้าในชีวิตที่ได้รับการยอมรับในสังคม

    นาเกศวรันมองว่า การพัฒนาทักษะไม่ได้หมายถึงการปรับหลักสูตรการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนทัศนคติของสังคมที่มองว่าการเรียนมหาวิทยาลัยมีคุณค่ามากกว่าการศึกษาสายอาชีพ

    อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ การลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะสำหรับ SMEs ซึ่งมักเผชิญต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบสูงกว่าบริษัทขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับทรัพยากรที่มีอยู่

    เขาระบุว่า การลดกฎระเบียบไม่ใช่เพียงนโยบายเพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ แต่ยังเป็นนโยบายส่งเสริมการจ้างงาน เพราะช่วยให้ SMEs สามารถนำทรัพยากรไปลงทุนด้านเทคโนโลยีและจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นได้

    โลกเข้าสู่ ‘ยุคแข่งขันแย่งทรัพยากร’

    นาเกศวรันยังเตือนว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21

    เขามองว่า การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจและการแย่งชิงทรัพยากรสำคัญ จะทำให้ประเทศเอเชียเผชิญความท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อหลายประเทศในภูมิภาคยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบและทรัพยากรจากภายนอก

    ขณะที่ไนเจลจาก IMF ระบุว่า จำนวนมาตรการจำกัดทางการค้าใหม่ทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึงสามเท่านับตั้งแต่ปี 2019 สะท้อนแนวโน้มการแบ่งแยกทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น

    อย่างไรก็ตาม เอเชียยังสามารถรักษาความสามารถในการเติบโตได้จากการขยายความร่วมมือทางการค้า การส่งออกบริการ และการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในภูมิภาค

    ไนเจลกล่าวว่า ปัจจุบันการค้าสินค้าขั้นสุดท้ายระหว่างประเทศในเอเชียมีสัดส่วนประมาณ 30% ของการค้าทั้งหมด เทียบกับยุโรปที่มีสัดส่วนประมาณ 60% สะท้อนว่าเอเชียยังมีโอกาสขยายการค้าภายในภูมิภาคได้อีกมาก

    เขาประเมินว่า การบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งขึ้นอาจช่วยเพิ่มขนาดเศรษฐกิจเอเชียได้ประมาณ 1.8% ขณะที่อาเซียนอาจได้รับประโยชน์สูงถึง 4%

    ‘วิรไท’ ทิ้งท้าย เอเชียต้องเร่งปรับตัวรับโลกร้อน คนจนเสี่ยงกระทบหนักที่สุด

    ในช่วงท้ายของการเสวนา วิรไทกล่าวว่า อีกหนึ่งประเด็นที่รัฐบาลเอเชียควรให้ความสำคัญมากขึ้นคือ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดยเฉพาะการปรับตัวเพื่อรับมือกับผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้น

    เขาเสนอว่า ประเทศในภูมิภาคควรเพิ่มความสำคัญกับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากหลายประเทศในเอเชียมีความเปราะบางต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอย่างผันผวน ซับซ้อน และรุนแรงมากขึ้น

    วิรไทจึงเสนอให้รัฐบาลลงทุนเพิ่มเติมในระบบข้อมูล เทคโนโลยีการพยากรณ์ และระบบเตือนภัย เพื่อเพิ่มความสามารถในการเตรียมพร้อมและป้องกันความเสียหายจากภัยธรรมชาติ

    ขณะที่นาเกศวรันกล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ทำให้เขายังมีความหวังต่ออนาคตของเอเชีย คือความทะเยอทะยานและความสามารถในการเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีที่สุดจากทั่วโลก แต่สิ่งที่ทำให้กังวลคือการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และการแย่งชิงทรัพยากร ซึ่งอาจสร้างข้อจำกัดต่อการเติบโตของภูมิภาค

    ด้านไนเจลย้ำว่า เอเชียได้รับประโยชน์มหาศาลจากระบบการค้าโลกที่เปิดกว้างและอยู่บนพื้นฐานของ “กติกาพหุภาคี” จึงควรมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและปรับปรุงระบบดังกล่าว เพื่อรักษาโอกาสการเติบโตของทั้งภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก

    การเสวนาครั้งนี้สะท้อนว่า แม้เอเชียจะประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่การรักษาความมั่งคั่งในอนาคตจำเป็นต้องอาศัยแนวทางที่แตกต่างจากอดีต โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มผลิตภาพ ควบคู่กับการสร้างงานที่มีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากสังคมสูงวัย ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    ความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจเอเชียในยุคต่อไป อาจไม่ใช่เพียงคำถามว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้มากเพียงใด แต่รวมถึงคำถามว่า ใครจะได้รับประโยชน์จากการเติบโตครั้งใหม่นี้ และใครอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1256048&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cxLbMRVfhlH5h19WWm9qS

  • จับตา IMF แถลงแนวโน้มเศรษฐกิจโลก 13 ต.ค.  กลางเวทีประชุมประจำปีที่กรุงเทพฯ

    จับตา IMF แถลงแนวโน้มเศรษฐกิจโลก 13 ต.ค.  กลางเวทีประชุมประจำปีที่กรุงเทพฯ

    วันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00 น. ตามเวลาประเทศไทย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จะเปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ฉบับเต็มประจำเดือนตุลาคม 2026 ภายใต้ชื่อ “Resilience under Strain, Urgent Choices” หรือ “ความยืดหยุ่นภายใต้แรงกดดัน ทางเลือกเร่งด่วน” พร้อมบทที่ 1 ว่าด้วยแนวโน้มและนโยบายระดับโลก (Global Prospects and Policies)

    นับเป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปี ที่รายงานเรือธงฉบับนี้ถูกแถลงจากกรุงเทพมหานคร ในฐานะเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

    สิ่งที่ตลาดการเงินและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกรออยู่คือ ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ 3.0% ในปี 2026 และ 3.4% ในปี 2027 จะถูกปรับขึ้น ปรับลง หรือคงไว้ ท่ามกลางแรงดึง 2 ทิศทางระหว่างช็อกด้านอุปทานพลังงานจากสงคราม กับแรงส่งด้านอุปสงค์จากการลงทุนปัญญาประดิษฐ์

    IMF ยกรายงานเรือธงมาแถลงที่กรุงเทพฯ ครั้งแรกรอบ 35 ปี

    IMF ระบุกำหนดการชัดเจนว่า รายงาน WEO ฉบับเต็มและบทที่ 1 จะเผยแพร่วันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2026 เวลา 09.00 น. ตามเวลากรุงเทพฯ ซึ่งตรงกับวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม เวลา 22.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐ โดย ซิลวานา เทนเรย์โร ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย IMF และทีมงาน จะมีการแถลงข่าวคู่ขนานในช่วงการประชุมประจำปี

    ภาพประกอบข่าว กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จะเปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ฉบับเต็มประจำเดือนตุลาคม 2026

    การประชุมประจำปี IMF-World Bank Group ปี 2026 จัดระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิดหลักของเจ้าภาพ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” เป็นครั้งที่ 2 ที่ไทยรับหน้าที่เจ้าภาพ ต่อจากปี 2534 ซึ่งเป็นปีเปิดใช้ศูนย์ฯ สิริกิติ์พอดี

    ข้อมูลจากฝ่ายเจ้าภาพระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีการประชุมและสัมมนาอย่างเป็นทางการมากกว่า 1,000 รายการ และมีผู้เข้าร่วมราว 15,000 คน ทั้งรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลางจากประเทศสมาชิก IMF 191 ประเทศ ภาคเอกชน นักวิชาการ และสื่อมวลชนทั่วโลก ทำให้ไทยเป็น 1 ใน 3 ประเทศที่เคยเป็นเจ้าภาพถึง 2 ครั้ง ร่วมกับตุรกีและญี่ปุ่น

    ประเด็นที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ รายงานรอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับตัวเลข แต่เป็นการประเมินว่า เศรษฐกิจโลกที่ “ทนทาน” มาตลอดปี 2026 ยังเหลือกันชนอีกมากน้อยเพียงใด ก่อนเข้าสู่ปีงบประมาณใหม่ของหลายประเทศ

    ย้อนรอยตัวเลข 2 รอบล่าสุด ก่อนรู้ผลวันที่ 13 ต.ค.

    รายงาน WEO เดือนเมษายน 2026 ภายใต้ชื่อ “Global Economy in the Shadow of War” ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอลงเหลือ 3.1% ในปี 2026 และ 3.2% ในปี 2027 บนสมมติฐานว่าสงครามในตะวันออกกลางจำกัดทั้งระยะเวลาและขอบเขต พร้อมเตือนว่าการชะลอตัวและเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะรุนแรงเป็นพิเศษในกลุ่มตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา

    ต่อมารายงานฉบับปรับปรุงเดือนกรกฎาคม 2026 ชื่อ “Global Economy in Crosscurrents of War and Technology” ปรับตัวเลขปี 2026 ลงเหลือ 3.0% แต่ปรับปี 2027 ขึ้นเป็น 3.4% ซึ่งเมื่อรวมสองปีแล้วแทบไม่เปลี่ยนจากเดือนเมษายน สะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกที่ “ไม่เท่ากัน” ชัดเจน

    IMF อธิบายว่า 4k;tช็อกจากสงครามกดดันประเทศผู้นำเข้าพลังงานและประเทศเปราะบาง ขณะที่อุปสงค์จาก AI กลับยกเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่มูลค่าเทคโนโลยีโลก อีกทั้งยอมรับว่ากระบวนการลดเงินเฟ้อของโลก “หยุดชะงัก”

    ที่มา: IMF World Economic Outlook, April 2026 และรายงานฉบับปรับปรุงเดือนกรกฎาคม 2026

    6 ประเด็นจับตาในบทที่ 1 แนวโน้มและนโยบายระดับโลก

    เค้าโครงของสิ่งที่จะอยู่ในบทที่ 1 ปรากฏชัดแล้วจากคำแถลง Curtain Raiser ของ คริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการ IMF ที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งเป็นธรรมเนียมการปูประเด็นก่อนการประชุมประจำปี

    1. ตัวเลขเติบโตจะขยับทางไหน จอร์เจียวาเปรียบว่าเศรษฐกิจโลกกำลังถูกดึงไปคนละทาง ระหว่างช็อกอุปทานพลังงานด้านลบ กับช็อกอุปสงค์ด้านบวกจาก AI ก่อนหน้านี้ปลายเดือนสิงหาคม IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกรับมือช็อกพลังงานได้ดีกว่าที่กลัวกัน และยังขยายตัวราว 3% ในปี 2026 แต่ความเสี่ยงยังสูง

    2. ราคาพลังงานที่ยังไม่ลง IMF ชี้ว่าราคาน้ำมันดิบยังอยู่ราว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และข้อจำกัดของกำลังการกลั่นทั่วโลกทำให้ค่าการกลั่นของผลิตภัณฑ์สำคัญอย่างดีเซลบวกเพิ่มอีกราว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่อุปทาน LNG ถูกกระทบจากความเสี่ยงการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเอเชียและยุโรปรับผลโดยตรง

    3. AI เครื่องยนต์ที่แรงแต่กระจุกตัว สินค้ากลุ่มฮาร์ดแวร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI มีสัดส่วนเกิน 10% ของการค้าสินค้าโลกแล้ว และงานวิจัย IMF ประเมินว่า หากบริหารจัดการได้ดี AI อาจเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้ราว 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี เทียบเท่าการเพิ่มเศรษฐกิจขนาดอาเซียนเข้าไปในโลก แต่ IMF เตือนว่าผลประโยชน์กระจุกตัวสูงและอาจซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ

    4. หนี้สาธารณะโลกจ่อทะลุ 100% ของจีดีพี อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของสหรัฐ เยอรมนี และญี่ปุ่น พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007, 2009 และ 1996 ตามลำดับ ขณะที่หนี้สาธารณะโลกใกล้ระดับที่ไม่เคยเห็นนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และคาดว่าจะเกิน 100% ของจีดีพีโลกก่อนปี 2030

    5. ทิศทางดอกเบี้ย “เข้มงวดอย่างระมัดระวัง” IMF ส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางหลายแห่งอาจต้องคงท่าทีเข้มงวดอย่างระมัดระวังต่อไป เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อไม่ได้มาจากพลังงานและอาหารเท่านั้น แต่มาจากการลงทุน AI ภาษีนำเข้า งบกลาโหม และหนี้สาธารณะที่สูงด้วย พร้อมเตือนผู้กำกับดูแลให้จับตามูลค่าสินทรัพย์เทคโนโลยีที่สูงและการก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้น

    6. ข้อเสนอนโยบายที่เป็นที่มาของคำว่า “ทางเลือกเร่งด่วน” จอร์เจียวาเรียกร้องให้ประเทศที่มีหนี้สูงวางแผนปรับลดการขาดดุลระยะกลางที่น่าเชื่อถือ ควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างด้านทักษะแรงงาน ความยืดหยุ่นของตลาดแรงงาน การเข้าถึงทุนระยะยาว ความมั่นคงทางพลังงาน และการลดกฎระเบียบที่ล้าสมัย โดยสรุปสารถึงผู้กำหนดนโยบายที่จะมารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ ว่า “เรารอช้าต่อไปไม่ได้แล้ว”

    ที่มา: IMF chief warns of debt, energy and AI risks before Bangkok talks – The Nation

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/671269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DZCeYLJRjN7S_Jc3hdc7B

  • เปิด 20 ประเทศร่ำรวยที่สุดในโลกปี 2026 อันดับ 1 ไม่ใช่สหรัฐฯ หรือมหาอำนาจ

    เปิด 20 ประเทศร่ำรวยที่สุดในโลกปี 2026 อันดับ 1 ไม่ใช่สหรัฐฯ หรือมหาอำนาจ

    ประเทศไหน “ร่ำรวยที่สุดในโลก” ปี 2026? การจัดอันดับล่าสุดจากข้อมูลประมาณการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF พบว่า ลิกเตนสไตน์ ยังคงครองอันดับ 1 ด้วย GDP ต่อหัวแบบปรับกำลังซื้อ หรือ PPP สูงกว่า 195,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สิงคโปร์ขึ้นมาอยู่ในอันดับ 2

    อันดับดังกล่าวสะท้อนขนาดเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร ไม่ได้หมายความว่าประชาชนทุกคนจะมีรายได้ตามตัวเลข GDP ต่อหัว โดยประเทศขนาดเล็กในยุโรปและศูนย์กลางการเงินยังคงครองอันดับต้น ๆ อย่างโดดเด่น

    20 ประเทศร่ำรวยที่สุดในโลก ปี 2026

    ข้อมูลจาก Visual Capitalist ซึ่งอ้างอิงประมาณการจาก IMF World Economic Outlook จัดอันดับประเทศตาม GDP per capita แบบ Purchasing Power Parity (PPP) โดยอันดับปี 2026 มีดังนี้

    1. ลิกเตนสไตน์ 195,372 ดอลลาร์สหรัฐ
    2. สิงคโปร์ 173,708 ดอลลาร์สหรัฐ
    3. ไอร์แลนด์ 159,129 ดอลลาร์สหรัฐ
    4. ลักเซมเบิร์ก 156,719 ดอลลาร์สหรัฐ
    5. มาเก๊า 140,423 ดอลลาร์สหรัฐ
    6. นอร์เวย์ 115,548 ดอลลาร์สหรัฐ
    7. กาตาร์ 112,312 ดอลลาร์สหรัฐ
    8. สวิตเซอร์แลนด์ 105,680 ดอลลาร์สหรัฐ
    9. ไต้หวัน 98,051 ดอลลาร์สหรัฐ
    10. บรูไน 97,858 ดอลลาร์สหรัฐ
    11. กายอานา 95,477 ดอลลาร์สหรัฐ
    12. สหรัฐอเมริกา 94,430 ดอลลาร์สหรัฐ
    13. เดนมาร์ก 89,667 ดอลลาร์สหรัฐ
    14. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 87,774 ดอลลาร์สหรัฐ
    15. เนเธอร์แลนด์ 87,773 ดอลลาร์สหรัฐ
    16. ซานมารีโน 87,141 ดอลลาร์สหรัฐ
    17. ฮ่องกง 84,212 ดอลลาร์สหรัฐ
    18. ไอซ์แลนด์ 82,730 ดอลลาร์สหรัฐ
    19. มอลตา 82,421 ดอลลาร์สหรัฐ
    20. ซาอุดีอาระเบีย 78,815 ดอลลาร์สหรัฐ

    ลิกเตนสไตน์ ครองอันดับ 1 มานานหลายสิบปี

    ลิกเตนสไตน์เป็นประเทศขนาดเล็กในยุโรปที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลกมาอย่างยาวนาน โดยในปี 2006 มี GDP ต่อหัวแบบ PPP อยู่ที่ 112,499 ดอลลาร์สหรัฐ และเป็นประเทศเดียวในเวลานั้นที่ตัวเลขทะลุ 100,000 ดอลลาร์

    เมื่อมาถึงปี 2026 ตัวเลขถูกคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 195,372 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน หรือเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 20 ปี ขณะที่ประเทศยุโรปขนาดเล็กอื่น ๆ เช่น ลักเซมเบิร์กและสวิตเซอร์แลนด์ก็ยังติดอันดับสูงเช่นกัน

    สิงคโปร์พุ่งขึ้นอันดับ 2 ของโลก

    หนึ่งในประเทศที่อันดับขยับขึ้นอย่างโดดเด่นคือ สิงคโปร์ ซึ่งในปี 2006 มี GDP ต่อหัวอยู่ที่ 59,942 ดอลลาร์สหรัฐ และอยู่ในอันดับ 9 ของโลก

    ภายในปี 2026 ตัวเลขคาดว่าจะเพิ่มเป็น 173,708 ดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยการเติบโตส่วนหนึ่งมาจากอุตสาหกรรมที่มีความสามารถแข่งขันสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์และเภสัชกรรม

    ไอร์แลนด์ขึ้นอันดับ 3 แต่ตัวเลข GDP มีข้อควรระวัง

    ไอร์แลนด์ อยู่ในอันดับ 3 ด้วย GDP ต่อหัว 159,129 ดอลลาร์สหรัฐ โดยการเติบโตของเศรษฐกิจมีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาตั้งฐานและนำสินทรัพย์ รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญามาจดทะเบียนในประเทศ

    ปัจจัยดังกล่าวทำให้ GDP ของไอร์แลนด์อาจดูสูงกว่ารายได้ที่ตกถึงประชาชนจริง รัฐบาลไอร์แลนด์จึงมีการใช้ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อสะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น

    กายอานา ดาวรุ่งจากน้ำมัน แซงสหรัฐฯ ใน GDP ต่อหัว

    อีกประเทศที่น่าจับตาคือ กายอานา ประเทศเล็กในอเมริกาใต้ ซึ่งเริ่มผลิตน้ำมันเชิงพาณิชย์ในเดือนธันวาคม 2019 หลังค้นพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ในทะเล

    การผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ GDP ต่อหัวของกายอานาพุ่งขึ้นอย่างมาก โดยปี 2026 คาดว่าจะอยู่ที่ 95,477 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าสหรัฐอเมริกาที่ 94,430 ดอลลาร์ และกลายเป็นระดับสูงที่สุดในซีกโลกตะวันตกตามการจัดอันดับชุดนี้

    อย่างไรก็ตาม รายได้เฉลี่ยระดับประเทศที่สูงขึ้นไม่ได้หมายความว่าประชาชนทุกครัวเรือนจะได้รับประโยชน์เท่ากัน ความท้าทายสำคัญของกายอานาคือการบริหารรายได้จากน้ำมันให้เกิดประโยชน์ในระยะยาว รวมถึงรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงาน

    iStockphoto

    ย้อนกลับไปปี 2006 ใครเคยติด Top 10?

    เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน ประเทศที่มี GDP ต่อหัวสูงที่สุดยังคงเป็นลิกเตนสไตน์ ตามด้วยลักเซมเบิร์ก กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    1. ลิกเตนสไตน์ 112,499 ดอลลาร์สหรัฐ
    2. ลักเซมเบิร์ก 96,014 ดอลลาร์สหรัฐ
    3. กาตาร์ 86,252 ดอลลาร์สหรัฐ
    4. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 74,230 ดอลลาร์สหรัฐ
    5. มาเก๊า 69,437 ดอลลาร์สหรัฐ
    6. บรูไน 67,149 ดอลลาร์สหรัฐ
    7. ซานมารีโน 63,401 ดอลลาร์สหรัฐ
    8. คูเวต 60,477 ดอลลาร์สหรัฐ
    9. สิงคโปร์ 59,942 ดอลลาร์สหรัฐ
    10. สวิตเซอร์แลนด์ 54,488 ดอลลาร์สหรัฐ

    ทำไมประเทศเล็กถึงติดอันดับรวยที่สุดจำนวนมาก?

    ประเทศที่มี GDP ต่อหัวสูงจำนวนมากเป็นประเทศขนาดเล็ก มีประชากรไม่มาก แต่มีภาคเศรษฐกิจมูลค่าสูง เช่น การเงิน เทคโนโลยี พลังงาน หรือเป็นที่ตั้งของบริษัทข้ามชาติ เมื่อมูลค่าเศรษฐกิจถูกหารด้วยจำนวนประชากรที่ไม่มาก ตัวเลขต่อหัวจึงสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

    สรุป ประเทศร่ำรวยที่สุดในโลกปี 2026

    ลิกเตนสไตน์ ครองอันดับ 1 ประเทศที่มี GDP ต่อหัวแบบ PPP สูงที่สุดในโลกปี 2026 ที่ 195,372 ดอลลาร์สหรัฐ ตามด้วยสิงคโปร์ 173,708 ดอลลาร์ และไอร์แลนด์ 159,129 ดอลลาร์

    ขณะเดียวกัน กายอานากลายเป็นประเทศที่น่าจับตาที่สุดแห่งหนึ่ง หลังรายได้จากน้ำมันผลักดัน GDP ต่อหัวขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 11 และสูงกว่าสหรัฐอเมริกาเล็กน้อย สะท้อนให้เห็นว่าทรัพยากร เทคโนโลยี การเงิน และโครงสร้างเศรษฐกิจ สามารถเปลี่ยนอันดับความมั่งคั่งของประเทศได้อย่างมากในเวลาไม่กี่สิบปี

    แหล่งอ้างอิง

    1. Visual Capitalist

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/959235/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hHoQYyS_clX30qle3cSLa

  • สภาพัฒน์ จ่อปรับทบทวนเศรษฐกิจใหม่ หลังดัชนี MPI มีข้อมูลอัปเดต | เดลินิวส์

    สภาพัฒน์ จ่อปรับทบทวนเศรษฐกิจใหม่ หลังดัชนี MPI มีข้อมูลอัปเดต | เดลินิวส์

    วันที่ 12 ต.ค. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงประเด็นการคำนวณตัวเลขทางเศรษฐกิจ หลังได้มีการปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ว่า สศช.อยู่ระหว่างทบทวนตัวเลขอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2569 ใหม่ โดยครอบคลุมตั้งแต่ไตรมาส 1-2 ให้ครอบคลุมกิจกรรมการผลิตที่เกิดขึ้นใหม่ เพื่อสะท้อนโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมไทยในปัจจุบันได้แม่นยำยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ สศช.จะใช้ข้อมูลดัชนี MPI จากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ในการคำนวณ GDP ส่วนอีก 40% นำมาจากข้อมูลจริงของภาคส่วนอื่น เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มาประกอบ พร้อมยืนยันว่า สศช.ไม่ได้มีการปรับตัวเลขล่วงหน้าหรือปรับเผื่อแต่อย่างใด

    สาเหตุของการปรับปรุงดัชนี MPI เกิดจากการพบความผิดปกติมาตั้งแต่ปี 2566 ที่ภาคอุตสาหกรรมเริ่มขยายตัวแต่ตัวเลข MPI กลับไม่ปรับตัวขึ้นตาม ประกอบกับระดับสินค้าคงคลังสูงผิดปกติ 

    ซึ่งในทางปฏิบัติไม่สามารถพึ่งพาการส่งออกด้วยสินค้าคงคลังเป็นระยะเวลานานเป็นปีได้เมื่อตรวจสอบจึงพบว่าโครงสร้างการคำนวณ MPI แบบเดิมไม่รองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมใหม่ๆ จึงได้มีการปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณใหม่ทั้งระบบ

    “การปรับปรุงดังกล่าวส่งผลให้ตัวเลข MPI เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยเดือน ส.ค. 2569 ดัชนีขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 4.44% มาอยู่ที่ระดับ 103.43 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลภาคอุตสาหกรรมย่อมมีผลต่อการประเมินภาพรวมเศรษฐกิจ และทำให้สภาพัฒน์ต้องนำข้อมูลใหม่มาทบทวนตัวเลขจีดีพีให้สอดคล้องกัน”

    นายดนุชา ระบุว่า การทบทวนข้อมูลยังไม่ทันนำไปใช้กับการประกาศตัวเลขไตรมาส 3 ปี 2569 รอบเดือน พ.ย. นี้ โดย สศช.จะเร่งปรับปรุงตัวเลขย้อนหลังในช่วง 2 ไตรมาสแรก ส่วนข้อมูลไตรมาส 4 ปี 2569 จะต้องติดตามการประเมินอีกครั้ง และคาดว่าจะเห็นตัวเลขที่ชัดเจนในช่วงต้นปี 2570

    “การปรับตัวเลขดังกล่าวเป็นการทบทวนข้อมูลให้สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงมากขึ้น ยังไม่สามารถสรุปได้ล่วงหน้าว่าจะทำให้อัตราการขยายตัวของจีดีพีทั้งปีเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด จนกว่าการคำนวณใหม่จะแล้วเสร็จ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6269035/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KRzI9aUZru_GI2ztxgysP

  • ภาคีวิจัยโลกชูปฏิรูประบบเกษตร รับความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

    ภาคีวิจัยโลกชูปฏิรูประบบเกษตร รับความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

    Loading…

    ภาคีวิจัยโลกชูปฏิรูประบบเกษตร รับความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/agriculture-73&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw047SDbRlbW8ZyOZQQ7hGk4

  • “กรณ์” เตือนเศรษฐกิจไทย จากยุคทองสู่ “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย” ชี้ดอกเบี้ยต่ำบดบังความเสี่ยง – สยามรัฐ

    “กรณ์” เตือนเศรษฐกิจไทย จากยุคทองสู่ “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย” ชี้ดอกเบี้ยต่ำบดบังความเสี่ยง – สยามรัฐ

    วันที่ 12 ตุลาคม 2569 นายกรณ์ จาติกวานิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว สะท้อนมุมมองพร้อมวิเคราะห์สภาวะเศรษฐกิจไทยในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF–World Bank Group Annual Meetings) ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการจัดครั้งที่ 2 ต่อจากปี 2534 (ค.ศ. 1991)

    นายกรณ์ ระบุว่า ในฐานะคนไทยและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอส่งกำลังใจให้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพ อย่างไรก็ดี บรรยากาศทางเศรษฐกิจของไทยในการเป็นเจ้าภาพทั้งสองครั้งนี้ มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในรอบ 35 ปี

    นายกรณ์ ย้อนความทรงจำในปี 2534 ซึ่งขณะนั้นเพิ่งเริ่มทำธุรกิจการเงินว่า เศรษฐกิจไทยในยุคนั้นขยายตัวเฉลี่ยราว 8% ต่อปี หลังจากที่เติบโตด้วยเลขสองหลักติดต่อกัน 3 ปี ส่งผลให้เกิด “Animal Spirit” หรือพลังความเชื่อมั่นในการลงทุนและความกล้าเสี่ยง จนดึงดูดให้คนไทยที่ศึกษาและทำงานต่างประเทศต่างเดินทางกลับมาสร้างอนาคตในบ้านเกิด

    ในสายตาโลก ไทยได้รับอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ที่ระดับ A (สูงกว่าปัจจุบัน 2 ขั้น) การเป็นเจ้าภาพในครั้งนั้นจึงเปรียบเสมือนรางวัลความสำเร็จและการเปิดตัวสู่เวทีการลงทุนโลก
    อย่างไรก็ตาม นายกรณ์ชี้ว่าเศรษฐกิจยุคนั้นซ่อนความเปราะบาง ที่ถูกมองข้าม นั่นคือ

     -การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 7.7% ของ GDP
     -หนี้ต่างประเทศพุ่งสูง จาก 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเกือบ 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในเวลาเพียงปีเดียว
     -การตรึงค่าเงินบาท ทำให้ภาคธุรกิจกู้เงินต่างประเทศโดยไม่ระวังความเสี่ยง

    นายกรณ์ ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งในอีก 6 ปีต่อมา (ปี 2540)

    อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวต่อว่า เมื่อตัดภาพมาที่การเป็นเจ้าภาพในปี 2569 บรรยากาศกลับพลิกผันจากความตื่นตาตื่นใจ กลายเป็นคำถามจากต่างชาติต่อสถานะ “คนป่วยแห่งเอเชีย” (Sick Man of Asia) เนื่องจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยช้ากว่ากลุ่มประเทศ ASEAN เกือบทั้งหมด

    นายกรณ์ ยังได้สะท้อนปัญหาโครงสร้างที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน คือ
     
    1.โครงสร้างประชากรและหนี้สิน ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์โดยมีประชากรวัยทำงานลดลงเรื่อย ๆ ขณะที่หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

     2.ความเปราะบางของการลงทุน AI แม้ครึ่งแรกของปีนี้จะมีคำขอรับส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 1.47 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้น 37%) โดยส่วนใหญ่เป็น Data Center และเทคโนโลยี AI รวมถึงยอดอนุมัติแล้ว 1.31 ล้านล้านบาท แต่กลับสร้างงานให้คนไทยเพียง 82,000 ตำแหน่ง เนื่องจากอุปกรณ์หลักต้องนำเข้าจากต่างประเทศ หากกระแส AI ของโลกสะดุด การลงทุนและการส่งออกของไทยจะได้รับผลกระทบรุนแรงพร้อมกัน

     3. กับดักดอกเบี้ยต่ำ ดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% ทำให้ภาครัฐและเอกชนรู้สึกว่าแบกรับหนี้ไหว ซึ่งเปรียบเสมือนกรณี “ค่าเงินบาทนิ่ง” ในปี 2534 ที่สร้างความรู้สึกปลอดภัยแบบลวงตา ทั้งที่ดอกเบี้ยไม่ได้อยู่ในระดับต่ำตลอดไป

     4.ปัญหางบประมาณขาดดุล งบประมาณรายจ่ายเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่การจัดเก็บรายได้โตตามไม่ทัน

    นายกรณ์ กล่าวเสริมว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ได้อยู่ในตัวเลขเศรษฐกิจ แต่อยู่ที่ “Animal Spirit” ที่หายไปจากสังคมไทย ความรู้สึกว่าโอกาสอยู่ที่นี่ ที่เคยดึงดูดคนไทยกลับบ้านเมื่อ 35 ปีก่อน ได้เปลี่ยนเป็นสภาวะที่เยาวชนไทยและคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูง พยายามหาช่องทางย้ายไปตั้งถิ่นฐานในต่างประเทศ

    “ปี 2534 ความเสี่ยงของเราคือล้มแรง แต่วันนี้ความเสี่ยงคือค่อย ๆ ถอย โดยไม่มีวันไหนที่สัญญาณเตือนดัง แบบหลังนี้แก้ยากกว่า เพราะไม่มีวิกฤตมาบังคับให้เราต้องลงมือ”อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าว และทิ้งท้ายว่า แม้แขกผู้มีเกียรติจากทั่วโลกจะมองเห็นประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีเสถียรภาพ แต่นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่คนไทยต้องตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนที่เคยพลาดการตั้งคำถามในปี 2534 ว่า “หากเรายังเดินต่อไปแบบนี้ ในอีก 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร?”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/328206&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EwHdv_uMB6oWOj4AYcKWL