Blog

  • สารทจีนปีนี้เงียบ ศาลเจ้าดังเมืองพิษณุโลก คนบางตา เศรษฐกิจซบเซา-ของไหว้แพง

    สารทจีนปีนี้เงียบ ศาลเจ้าดังเมืองพิษณุโลก คนบางตา เศรษฐกิจซบเซา-ของไหว้แพง

    บรรยากาศวันไหว้เทศกาลสารทจีนปี 2569 ที่ศาลเจ้าปุนเถ่ากง-ม่า และศาลเจ้าพ่อเสือ ตลาดใต้เมืองพิษณุโลก ค่อนข้างเงียบเหงากว่าทุกปี ชาวไทยเชื้อสายจีนทยอยนำเครื่องเซ่นไหว้มากราบไหว้ตั้งแต่ช่วงเช้า แต่จำนวนผู้คนและปริมาณของไหว้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจซบเซาและราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น

    27 สิงหาคม 2569 – ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศวันสารทจีนในปีนี้ ประชาชนส่วนใหญ่เลือกซื้อเครื่องเซ่นไหว้เท่าที่จำเป็น โดยเน้นไหว้เจ้าที่และบรรพบุรุษภายในครอบครัว เพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย ต่างจากหลายปีที่ผ่านมาที่นิยมซื้อของไหว้นำไปสักการะตามศาลเจ้าต่าง ๆด้วย ขณะที่คนรุ่นใหม่บางส่วนเลือกใช้เวลาไปทำงานหารายได้มากกว่าการเดินทางมาไหว้เจ้าและเผากระดาษเงินกระดาษทอง ส่งผลให้จำนวนผู้กราบไหว้ตามศาลเจ้าลดน้อยลง

    นางเฟื่องฟ้า วงศ์เจริญ กล่าวว่า เดินทางมาไหว้เจ้าช่วงเทศกาลสารทจีนเป็นประจำทุกปี เพื่อขอพรให้ค้าขายร่ำรวย เงินทองไหลมาเทมา โดยปกติสารทจีนจะมีคนมาร่วมไหว้น้อยกว่าช่วงตรุษจีนอยู่แล้ว แต่ปีนี้สังเกตว่าจำนวนคนลดลงมาก ซึ่งอาจเป็นเพราะความสะดวกและภาระของแต่ละคน

    ด้านนางกิมเหลียง แซ่เตีย อายุ 90 ปี กล่าวว่า ตนเองไหว้เจ้าทุกปี เพราะพ่อแม่เคยพามาไหว้ตั้งแต่เด็ก จึงถือปฏิบัติตามธรรมเนียมมาโดยตลอด โดยไหว้เจ้าที่เจ้าทางและเทวดาฟ้าดิน ขอพรให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข ลูกหลานมีความสุขและเป็นที่รักของผู้คน แต่ปีนี้ลูกหลานไม่ได้เดินทางมาร่วมไหว้ด้วย เนื่องจากต้องออกไปทำงานกันหมด

    นางนัดดา สันติอาคม กรรมการศาลเจ้าปุนเถ่ากง-ม่า และศาลเจ้าพ่อเสือ จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ตามประเพณีการไหว้สารทจีน จะเริ่มจากการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในบ้าน จากนั้นจึงเดินทางมาไหว้ตามศาลเจ้า และกลับไปไหว้บรรพชนที่บ้านอีกครั้ง ถือเป็นการแสดงความกตัญญูและรำลึกถึงบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว

    “ปีนี้บรรยากาศเงียบเหงากว่าทุกปี คาดว่าสาเหตุหนึ่งมาจากภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่โดยปกติเทศกาลสารทจีนก็มีผู้มาร่วมไหว้น้อยกว่าช่วงตรุษจีนอยู่แล้ว” นางนัดดากล่าว

    สำหรับเทศกาลสารทจีน หรือเทศกาลไหว้บรรพบุรุษ เป็นประเพณีสำคัญของชาวจีนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ลูกหลานจะจัดเตรียมอาหารคาวหวาน กระดาษเงินกระดาษทอง ตลอดจนเสื้อผ้าและเครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อเซ่นไหว้และแสดงความระลึกถึงบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ทั้งที่บ้านและสุสาน ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนรูปแบบการปฏิบัติตามสภาพเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/1058161/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GpUhjiEQ7-4ArMKB2_qEm

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 8 ประจำปี 2569 จาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 8 ประจำปี 2569 จาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

    ภาพรวมเศรษฐกิจ 

    เศรษฐกิจของประเทศชิลีประจำเดือนมิถุนายน 2569 GDP ปรับเพิ่มขึ้น 2.0เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่เพิ่มขึ้นถึง 8.2มากที่สุดในรอบ 13 เดือน ซึ่งได้ปัจจัยสนับสนุนจากราคาทองแดงในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้านอัตราเงินเฟ้อของชิลีปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.3% การบริโภคภาคเอกชนลดลง -3.3% ในขณะที่อัตราว่างงานยังคงอยู่ที่ระดับ 9.4สองเดือนติดต่อกัน การนำเข้าโดยรวมของชิลีเพิ่มขึ้น 5.5% ในขณะที่การส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 20.2% โดยสินค้ากลุ่มสินแร่และทองแดงซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักขยายตัวจากปีก่อนหน้าถึง 30.5รวมมูลค่า 3.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน 2569 ชิลีมีมูลค่าการค้ารวมกับไทยกว่า 521.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ชิลีนำเข้าสินค้าจากไทยลดลง -6.2จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า รวมมูลค่า 328.5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าที่ 135.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ในส่วนของรายละเอียดในแต่ละด้านประจำเดือนมิถุนายน 2569 สคต. ณ กรุงซันติอาโกขอสรุปรายละเอียด ดังนี้ 

    1. การบริโภคภาคเอกชน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี )

    การบริโภคภาคเอกชนของชิลีประจำเดือนมิถุนายน 2569 ในภาพรวมปรับตัวลดลง -3.3% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

    การบริโภคภาคเอกชนของชาวชิลีในภาพรวมปรับตัวลดลง โดยชาวชิลีใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เนื่องจากความกังวลด้านค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้หมวดน้ำมันเชื้อเพลิงมีการบริโภคลดลงต่ำที่สุดในรอบปีนี้ที่ -10.9ตามมาด้วยและหมวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบลดลง -5.5อย่างไรก็ดี การบริโภคในหมวดสินค้าอาหาร และหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่มขึ้น 0.6 และ 7.0% ตามลำดับ 

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนมิถุนายน 2569 ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าจากระดับ 42. มาอยู่ที่ 41.ลดลง -3.5%

    2.การลงทุน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://www.bcentral.cl/)

    บรรยากาศการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชนในชิลีประจำเดือนมิถุนายน 2569 ในภาพรวมปรับตัวลดลง -9.1เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนจากตัวเลขการขออนุญาตก่อสร้าง (คิดเป็นตารางเมตร) ลดลงจาก 6.8 แสนตารางเมตร มาอยู่ที่ 6.2 แสนตารางเมตร สอดคล้องกับตัวเลขการนำเข้าเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ลดลง -21.1%

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจโดยรวมประจำเดือนมิถุนายน 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.3จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า          จากระดับ 44.0 มาอยู่ที่ 45.9 ทั้งนี้ หากพิจารณาภาคธุรกิจที่มีดัชนีความเชื่อมั่นสูงที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ (1) ภาคธุรกิจเหมืองแร่ (2) ภาคการค้า และ (3) ภาคการผลิต โดยอยู่ที่ 52.551.3 และ 44.7 ตามลำดับ 

    3. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://si3.bcentral.cl และสำนักงานสถิติแห่งชาติของชิลี https://www.ine.gob.cl)

    อัตราการว่างงานของประเทศชิลีในเดือนมิถุนายน 2569 ยังคงอยู่ที่ระดับ 9.4สูงที่สุดในรอบ 6 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของจำนวนแรงงานที่เพิ่มขึ้นถึง 1.5 % ในขณะที่ตำแหน่งงานใหม่เพิ่มขึ้นเพียง 0.9โดยแคว้นที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดคือ แคว้น Ñuble ที่ 10.5% 

    image.png

    อัตราเงินเฟ้อของประเทศชิลีในเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ระดับ 4.3หมวดที่ปรับราคาเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 12 เดือนได้แก่ (1) หมวดค่าเดินทาง/ค่าขนส่ง (2) หมวดร้านอาหารและโรงแรม และ (3) หมวดการศึกษา โดยเพิ่มขึ้นที่ 8.6%, 6.5% และ 5.9% ตามลำดับ 

    image.png

    4. การส่งออก-นำเข้า (ข้อมูลจากกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศของชิลี SUBREI – www.subrei.gob.cl)

    การส่งออกสินค้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน 2569 มีมูลค่ารวมที่ 63,505 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.2% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่

    สินค้า

    ม.ค.-มิ.ย. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (68/69)

    ปี 2568

    ปี 2569

    สินแร่

    30,627

    39,964

    30.5%

    ผลไม้

    4,706

    4,276

    9.1%

    เคมีภัณฑ์

    3,755

    5,199

    38.5%

    ปลาแซลมอน

    3,074

    3,297

    7.3%

    เยื่อกระดาษ

    2,022

    1,787

    -11.6%

    ไม้และเฟอร์นิเจอร์ไม้

    1,106

    958

    -13.4%

    เครื่องจักรและส่วนประกอบ

    1,266

    1,414

    11.7%

    การนำเข้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน 2569  มีมูลค่ารวมที่ 43,510 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.5เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่

    สินค้า

    ม.ค.-มิ.ย. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (68/69)

    ปี 2568

    ปี 2569

    สินค้าอุปโภคบริโภค

    12,221

    12,519

    2.4%

    สินค้าหมวดพลังงาน

    6,537

    8,025

    22.8%

    สินค้าทุน

    9,371

     9,813

    4.7%

     รถยนต์เชิงพาณิชย์

    1,364

    1,467

    7.6%

     เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมก่อสร้าง

    1,030

    813

    21.1%

        จากตัวเลขการส่งออกของชิลีที่สูงกว่าตัวเลขการนำเข้า        ทำให้ชิลีได้ดุลการค้าจำนวน 19,995 ล้านเหรียญสหรัฐ

    5. การค้าของชิลีกับไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน (ข้อมูลสถิติทางการค้าจาก Global Trade Atlas)

    ชิลีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยระหว่างเดือน มกราคมมิถุนายน 2569 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 328.56 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -6.23% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า)   ซึ่งสินค้าที่นำเข้าจากไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 

    • รถยนต์และส่วนประกอบ (147.33 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -6.29%) 

    • เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (54.15 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -23.46%

    • ปลากระป๋อง (29.37 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -15.56%)

    • เครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า (25.45 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 89.48%)

    • อัญมณีและไข่มุก (11.97 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.08%)

    สำหรับตัวเลขการนำเข้าของชิลีจากกลุ่มประเทศอาเซียนใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีนำเข้าจากเวียดนาม 711.12 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -6.13%)

    • ชิลีนำเข้าจากไทย 328.56 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -6.23%)

    • ชิลีนำเข้าจากอินโดนีเซีย 243.14 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 2.84%)

    • ชิลีนำเข้าจากมาเลเซีย 116.39 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -21.59%)

    • ชิลีนำเข้าจากสิงคโปร์ 43.29 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง 23.75%)

    ชิลีส่งออกสินค้าไปยังประเทศไทยระหว่างเดือน มกราคม – มิถุนายน 2569 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 192.85 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -34.81% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า)  ซึ่งสินค้าที่ส่งออกไปยังไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

    • แซลมอนและอาหารทะเล (46.06 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -26.98%)

    • ทองแดง (42.69 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -60.97%) 

    • เยื่อกระดาษ (36.78 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -35.14%)

    • สินแร่อื่น ๆ (27.26 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.43%)

    • ผลไม้และผลิตภัณฑ์ธัญพืช (11.19 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง –13.39%

    สำหรับตัวเลขการส่งออกของชิลีไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีส่งออกไปยังไทย 192.85 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง34.81%)

    • ชิลีส่งออกไปยังเวียดนาม 190.12 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 14.32%)

    • ชิลีส่งออกไปยังมาเลเซีย 136.76 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -13.04%)

    • ชิลีส่งออกไปยังอินโดนีเซีย 63.86 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 99.47%)

    • ชิลีส่งออกไปยังสิงคโปร์ 51.79 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 17.97%)

    มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทย-ชิลี ระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 521.41 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -19.32%) โดยชิลีนำเข้าสินค้าจากไทย มากกว่าส่งออกสินค้ามายังไทย ทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าที่ 135.71 ล้านเหรียญสหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/g0taoc2sskrukwikmd0wtni6&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2afkaCHQGNMu57_vfVwiBY

  • “ธปท.” ชี้ ‘ลงทุน‘ หัวใจปลดล็อกเศรษฐกิจโตต่ำ ดันศักยภาพไทยพ้น 2.7%

    “ธปท.” ชี้ ‘ลงทุน‘ หัวใจปลดล็อกเศรษฐกิจโตต่ำ ดันศักยภาพไทยพ้น 2.7%

    “ธปท.” ชี้ ‘ลงทุน‘ หัวใจปลดล็อกเศรษฐกิจโตต่ำ ดันศักยภาพไทยพ้น 2.7% ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน กรุงเทพธุรกิจ ผ่านเวที KT Dialogue หัวข้อ New Horizon :Thailand Investment Playbook ดึงรัฐ-เอกชนด้านเศรษฐกิจการลงทุนร่วมถกอนาคตและโอกาสเศรษฐกิจประเทศไทยว่า การลงทุนเป็นหัวใจสำคัญ ที่ทำให้ประเทศไทยการหลุดพ้นจาก“กับดักเศรษฐกิจโตต่ำ” เพราะประเทศไทยอยู่ในกับดักหนี้มานาน ดังนั้นการลงทุนจะเป็นเครื่องยนต์ที่ช่วยสร้างทั้งการเติบโตในระยะสั้นและเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว
       
    โดยที่ผ่านมาไทยมักพูดถึง “ปีแห่งการลงทุน” อยู่เป็นระยะๆหรือแทบจะทุก 5 ปี แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน การสร้างรอบการลงทุนใหม่ หรือ Investment Cycle ไม่ควรเป็นเพียงคำพูดหรือเป้าหมายระยะสั้น แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง หากประเทศไทยต้องการก้าวข้ามข้อจำกัดด้านการเติบโตที่กำลังเผชิญอยู่ และต้องการสร้างความสามารถในการแข่งขันขึ้นมาใหม่

    ทั้งนี้ การทำความเข้าใจกับคำว่า “กับดักเศรษฐกิจโตต่ำ”จำเป็นต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน

    ส่วนแรกคือศักยภาพของเศรษฐกิจ หรือ Potential Growth ซึ่งหมายถึงอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในภาวะที่ระบบเศรษฐกิจมีความแข็งแรงและสามารถทำงานได้ตามปกติ ส่วนที่สองคืออัตราการเติบโตจริงของเศรษฐกิจเมื่อเปรียบเทียบกับศักยภาพดังกล่าว

    โดยปัญหาของประเทศไทยในปัจจุบันคือกำลังเผชิญกับปัญหาทั้ง 2 ด้านพร้อมกัน กล่าวคือ ไม่เพียงแต่อัตราการเติบโตจริงจะอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเท่านั้น

    แต่ศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเองก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้โจทย์การฟื้นเศรษฐกิจมีความยากมากขึ้น เพราะการผลักดันให้เศรษฐกิจกลับมาโตเร็วขึ้นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่ได้เพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจควบคู่กันไป

    ในด้านศักยภาพการเติบโต เมื่อประมาณ 10 ปีก่อนช่วงที่จะเกิดโควิด-19 ธปท.เคยประเมินศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไว้ที่ประมาณ 3.5% แต่ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 2.7% สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    ตัวเลขศักยภาพที่ระดับ 2.7% ไม่ใช่ตัวเลขที่น่าพอใจสำหรับประเทศไทย เพราะระดับดังกล่าวเป็นอัตราการเติบโตที่ใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น หรือประเทศในยุโรป ขณะที่ไทยยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้น หากต้องการให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้อย่างแท้จริง ไทยควรมีศักยภาพการเติบโตในระดับประมาณ 3-4%”

    นอกจากปัญหาศักยภาพการเติบโตที่ลดลงแล้ว เศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ โดยธปท.ประเมินอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 2.3% ขณะที่สภาพัฒน์ประเมินไว้ที่ประมาณ 2.2% เมื่อเทียบกับศักยภาพที่ระดับ 2.7% จึงถือว่าเศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าความสามารถที่ควรจะเป็น

    สาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไม่ถึงศักยภาพในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คือการเผชิญกับแรงกระแทกจากภายนอก หรือ Shocks อย่างต่อเนื่องและรุนแรง จนภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนไม่มีเวลามากพอที่จะปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

    แรงกระแทกสำคัญที่เกิดขึ้นมีทั้งวิกฤตโควิด-19 นโยบายกีดกันทางการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์ และวิกฤตพลังงานโลก โดยเฉพาะโควิด-19 ที่สร้างผลกระทบรุนแรงต่อภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย และทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักไปนานถึง 2-3 ปี

    สิ่งที่น่ากังวลคือภาคธุรกิจและครัวเรือนไม่ได้มีเวลามากพอที่จะปรับตัว เพราะในจังหวะที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากแรงกระแทกหนึ่ง ก็มีแรงกระแทกใหม่เข้ามาอีกครั้ง ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับโจทย์ 2 ชั้นพร้อมกัน คือการทำให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตใกล้เคียงกับศักยภาพ และการยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจให้สูงขึ้นกว่าเดิม โดยมองว่าอย่างหลังมีความสำคัญมากกว่าในระยะยาว

    ซึ่ง“การลงทุน” จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะสามารถช่วยเศรษฐกิจได้ทั้งสองมิติ มิติแรกคือช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจและทำให้การเติบโตกลับขึ้นมาใกล้เคียงกับศักยภาพเดิม ขณะที่มิติที่สองคือการเพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ ซึ่งเป็นหัวใจของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโตต่ำในระยะยาว

    หากประเทศไทยต้องการเพิ่มศักยภาพการเติบโต จำเป็นต้องเพิ่ม “ผลิตภาพการผลิต” หรือ Productivity โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่กำลังแรงงานของไทยกำลังหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อจำนวนแรงงานลดลง การที่จะทำให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้มากขึ้นจึงต้องอาศัยการทำให้แรงงานและทรัพยากรที่มีอยู่สามารถสร้างผลผลิตได้มากขึ้น

    เช่นการลงทุนในอุปกรณ์ เทคโนโลยี และเครื่องมือใหม่ๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังแรงงาน

    สำหรับบทบาทของธปท.สามารถมีส่วนสนับสนุนการแก้ปัญหาผ่าน 2 ช่องทางหลัก ช่องทางแรกคือ “นโยบายการเงิน” ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการรักษาเสถียรภาพ หรือ Stability เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุนก่อนที่จะตัดสินใจนำเงินมาลงทุนในระยะยาว

    แม้นโยบายการเงินตามทฤษฎีจะไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการเพิ่มศักยภาพการผลิตของเศรษฐกิจในระยะยาว แต่การสร้างและรักษาเสถียรภาพถือเป็นพื้นฐานสำคัญ เพราะนักลงทุนที่ต้องนำเงินไปลงทุนในระยะยาวจำเป็นต้องมีความมั่นใจว่าสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมีความมั่นคง

    ดร.ดอนมองว่า ในปัจจุบันการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ แม้เป้าหมายหลักจะเป็นการประคับประคองเศรษฐกิจ แต่ยังสามารถมองได้ว่าเป็น “โบนัส” ที่ช่วยเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน หรือ Transition ไปสู่เศรษฐกิจใหม่ได้ง่ายขึ้น เพราะต้นทุนทางการเงินที่ลดลงสามารถช่วยให้ภาคธุรกิจมีโอกาสลงทุนในสิ่งใหม่ๆ ได้มากขึ้น

    อีกบทบาทสำคัญของ ธปท. คือการช่วยให้เงินทุนถูกจัดสรรไปยังภาคส่วนที่สามารถสร้างประโยชน์และศักยภาพให้กับเศรษฐกิจได้มากที่สุด โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ที่มีศักยภาพ แต่ยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

    โดยธปท.ให้ความสำคัญกับการลดช่องว่างและอุปสรรคในการเข้าถึงเงินทุนของ SME เพื่อให้ธุรกิจที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น และสามารถนำเงินทุนไปใช้ในการลงทุนและพัฒนาธุรกิจ
        

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1249411&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1b0ETg_sMOBBEEK5bypQ8M

  • ผบ.ฉก.ปัตตานี ลงพื้นที่เมืองเศรษฐกิจ เข้มความปลอดภัยประชาชน | TOPNEWS

    ผบ.ฉก.ปัตตานี ลงพื้นที่เมืองเศรษฐกิจ เข้มความปลอดภัยประชาชน | TOPNEWS

    ผบ.ฉก.ปัตตานี ลงพื้นที่เมืองเศรษฐกิจ เข้มความปลอดภัยประชาชน

    • เผยแพร่ : 27/08/2026 22:29

    วันที่ 27 ส.ค. 2569 พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี พร้อมด้วย รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี และรองเสนาธิการหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเครือข่ายภาคประชาชน (ทสปช.เมืองปัตตานี) ในเขตพื้นที่เมืองเศรษฐกิจ เพื่อดูแลความปลอดภัย พร้อมพบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการร้านค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยบริเวณตลาดโต้รุ่ง โดยมีผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานี และผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจตำรวจปัตตานี 92 ร่วมให้การต้อนรับ ณ บริเวณตลาดโต้รุ่ง อ.เมือง จ.ปัตตานี

    ต่อมาเวลา 19.30 น. พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร เดินทางไปยังสนามกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี เพื่อตรวจความพร้อมของพื้นที่ในการจัดงานนาวากาชาดจังหวัดปัตตานี และงานแสดงสินค้า วัฒนธรรม และของดีเมืองตานี ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 29 ส.ค.-9 ก.ย. 69 ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจตำรวจปัตตานี 92 โดยเน้นย้ำและกำชับการปฏิบัติงานให้สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ทั้งมาตรการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มาร่วมกิจกรรม ให้สามารถร่วมงานได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย

    02

    13

    แม่ทัพภาค 4 กำชับทุกหน่วย ผนึกกำลังสกัดเหตุรุนแรง-แก้จุดบกพร่อง

    สว.ลุยชายแดนสระแก้ว! ลง “บ้านหนองจาน” รับฟังปัญหาน้ำ-ที่ดิน เติมกำลังใจทหารแนวหน้า

    วัดแสงแรงจัดพิธีเทวาภิเษก–พุทธาภิเษก “หัวนะโม รุ่น ๒” สืบสานตำนานวัตถุมงคลคู่เมืองคอน

    เปิดสมัยประชุมสภา “ส.ส.หนึ่ง” เดินหน้าทำหน้าที่ ลุยงานสภาฯ ผลักดันประเด็นเพื่อพี่น้องประชาชน

    ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองบุกจับ “บอล หัวโต” เอเย่นต์ยาคารีสอร์ท ขยายผลรวบเพิ่มอีก 2 ราย

    นอนคุกต่อไป!! “ศาล” ยกคำร้องขอประกันตัว “ครูใหญ่ อรรพล – แอมป์ ณวรรษ” ยังไม่วินิจฉัยเข้าข่ายพ.ร.บ.สันติสุขฯ-ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1675417&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1O-M-K78Z2_sKGPZEZ8Oh6

  • เรื่องเล่า วิกฤตสาขาธนาคาร จุดจบโมเดลเศรษฐกิจไทยที่สร้างเมืองมา 50 ปี สะเทือน “ตึกแถว” ทั่วประเทศ

    เรื่องเล่า วิกฤตสาขาธนาคาร จุดจบโมเดลเศรษฐกิจไทยที่สร้างเมืองมา 50 ปี สะเทือน “ตึกแถว” ทั่วประเทศ

    ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 30-40 ปีก่อน ลองนึกภาพถนนสายหลักของอำเภอหรือย่านการค้าในต่างจังหวัด ภาพที่คุ้นตาคือ ตึกแถวเรียงราย และสาขาธนาคารที่ตั้งอยู่แทบทุกหัวมุม

    ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ไทยพาณิชย์ และธนาคารอีกหลายแห่ง แข่งขันกันปักหมุดสาขาในทำเลดีที่สุด บางแห่งกินพื้นที่ 2-4 คูหา บางแห่งสร้างอาคารของตัวเองขึ้นมาโดยเฉพาะ

    จากเหตุผลที่ไม่ได้ซับซ้อน เพราะในยุคนั้น “คนต้องไปหาธนาคาร” ไม่ว่าจะฝากเงิน ถอนเงิน โอนเงิน ขอสินเชื่อ เปิดบัญชี จ่ายค่าสาธารณูปโภค ทุกอย่างต้องเดินเข้าไปที่สาขาเท่านั้น 

    ทำให้ “ธนาคาร” มีบทบาทไม่ต่างจากแม่เหล็กของชุมชน บางย่านธนาคารมาก่อน ห้างร้าน- ตลาด เมื่อมีธนาคาร คนก็เดินทางเข้ามา เมื่อคนเข้ามา ร้านอาหาร ร้านค้า ตลาด และธุรกิจบริการก็ทยอยตามมา เศรษฐกิจของถนนจึงเติบโตขึ้นรอบสาขาธนาคารไปด้วย แต่โมเดลนั้นกำลังเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด

    จาก 6,735 สาขา เหลือ 4,532 แห่ง

    ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นภาพการเปลี่ยนผ่านนี้ชัดเจน ปี 2561 ประเทศไทยมีสาขาธนาคารพาณิชย์ 6,735 แห่งผ่านไป 8 ปี เหลือเพียง 4,532 แห่ง ณ เดือนมิถุนายน 2569 หายไปกว่า 2,200 แห่ง หรือประมาณ 33% และแนวโน้มไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะธนาคารบางแห่ง

    ธนาคารขนาดใหญ่ที่เคยมีสาขามากกว่า 1,000 แห่ง ต่างลดจำนวนลงอย่างมีนัยสำคัญ โดย ไทยพาณิชย์ลดลงประมาณ 49% ธนาคารกรุงเทพลดลง 41% และกรุงไทยลดลง 17% ในช่วงเวลาเดียวกัน

    ตัวเลขนี้กำลังบอกว่า สิ่งที่กำลังหายไปไม่ใช่เพียง “เคาน์เตอร์บริการ” แต่คือ พื้นที่ทางกายภาพของระบบธนาคารที่เคยฝังตัวอยู่ในเมืองไทยด้วย

    เมื่อธนาคารไม่ต้องอยู่ริมถนนอีกต่อไป

    “สุรเชษฐ กองชีพ” กูรูด้านอสังหาริมทรัพย์ ฐานะหัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงที่ผ่านมา รูปแบบการให้บริการของธนาคารเปลี่ยนไปอย่างมาก สาขาริมถนนที่เคยเป็นหัวใจของการทำธุรกรรมค่อยๆ หมดความจำเป็น ขณะที่ธนาคารหันไปใช้พื้นที่ในศูนย์การค้าและคอมมูนิตี้มอลล์มากขึ้น

    ในอดีต พื้นที่ธนาคารในศูนย์การค้ามักถูกวางไว้ในจุดที่คนต้องเดินผ่าน หรืออยู่ชั้นบนเพื่อดึงทราฟฟิกเข้าสู่พื้นที่ส่วนอื่นของโครงการแต่เมื่อแม้แต่ธุรกรรมเหล่านี้ก็ย้ายขึ้นมือถือ ความต้องการพื้นที่ก็ลดลงอีกขั้น

    เมื่อคนไม่ต้องเดินเข้าธนาคาร ธนาคารก็ไม่จำเป็นต้องซื้อหรือเช่าพื้นที่ให้คนเดินเข้าอีกต่อไป ต้นทุนการดำเนินงานและภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยิ่งทำให้การถือครองสาขาจำนวนมากมีต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสาขาที่ตั้งอยู่ใกล้กันหรืออยู่ในพื้นที่ที่มีจำนวนสาขามากเกินความจำเป็น

    การปิดสาขาจึงกลายเป็นทั้งเรื่องของ Digital Transformation + Cost Cutting + Asset Optimization

    และนี่เองที่กำลังส่งแรงกระเพื่อมออกไปถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ 

    เพราะสิ่งที่ธนาคารกำลังทิ้ง คือ “ทำเลทอง”

    สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องนี้อยู่ตรงนี้ ธนาคารกำลังลดความต้องการพื้นที่ แต่พื้นที่ที่ธนาคารเคยเลือกกลับไม่ได้หมดความสำคัญตามไปด้วย สาขาธนาคารส่วนใหญ่ไม่ได้ไปอยู่บนที่ดินเหล่านั้นโดยบังเอิญ หลายแห่งเป็นทำเลที่ดีที่สุดของชุมชน ตั้งอยู่ริมถนนสายหลัก ใกล้ตลาด ใกล้สถานีขนส่ง อยู่ใจกลางย่านการค้า หรืออยู่ในพื้นที่ที่พัฒนาเมืองมานานหลายสิบปี

    พูดง่ายๆ คือ เทคโนโลยีทำให้ “สาขา” หมดความจำเป็น แต่ไม่ได้ทำให้ “ทำเล” หมดคุณค่า นี่จึงเป็นเหตุผลที่การปิดสาขาธนาคารอาจสร้างโอกาสใหม่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์

    สุรเชษฐ์ระบุว่า อาคารสาขาที่ปิดตัวลงจำนวนมากไม่ได้ถูกนำไปปล่อยเช่าต่อ เพราะธนาคารต้องการเงินก้อนจากการขายสินทรัพย์มากกว่ารายได้จากค่าเช่า หากเป็นแปลงที่มีขนาดเหมาะสม อยู่ในทำเลดี และมีศักยภาพในการพัฒนา ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์อาจเข้ามารับช่วงต่อ โดยเฉพาะการนำไปรวมกับที่ดินข้างเคียงเพื่อเพิ่มขนาดแปลง จาก “สาขาธนาคาร” จึงอาจกลายเป็น “Land Bank” สำหรับการพัฒนาโครงการในอนาคต

    “ทรงวาด-ตลาดน้อย-เยาวราช”  ธนาคารหาย แต่ทำเลกลับมีชีวิตใหม่

    ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดในย่านเมืองเก่า อย่าง ทรงวาด ตลาดน้อย เยาวราช ตลาดพลู เคยเป็นพื้นที่การค้าและการเงินของชุมชน อาคารเก่าและตึกแถวจำนวนมากผูกพันกับเศรษฐกิจการค้าแบบดั้งเดิม เมื่อสาขาธนาคารลดลง บทบาทของอาคารเหล่านี้ในฐานะ “ศูนย์กลางการเงิน” ก็ลดลงตาม

    แต่ไม่ได้หมายความว่าอาคารเหล่านั้นหมดคุณค่า ตรงกันข้าม ความเก่า เรื่องราว สถาปัตยกรรม และทำเลกลับกลายเป็นสินค้าใหม่ อาคารที่เคยเป็นสำนักงานหรือสาขาธนาคารถูกปรับปรุงเป็น คาเฟ่ ร้านอาหาร แกลเลอรี บูติกโฮเทล และพื้นที่สร้างสรรค์ รองรับนักท่องเที่ยวและคนรุ่นใหม่

    นี่คือการเปลี่ยนมือของเศรษฐกิจเมืองอย่างหนึ่ง จากยุคที่ “คนในชุมชนเป็นลูกค้าธนาคาร” สู่ยุคที่ “นักท่องเที่ยวและคนรุ่นใหม่เป็นลูกค้าของทำเล”

    สุขุมวิท สีลม สาทร จากสาขาสู่การรวมแปลง

    หรือ ถ้าเป็นย่านศูนย์กลางธุรกิจ ภาพจะต่างออกไป สุขุมวิท สีลม และสาทร เป็นพื้นที่ที่ราคาที่ดินสูงและการแข่งขันด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินเข้มข้นกว่าเดิม เมื่อสาขาธนาคารไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่เหมือนอดีต อาคารหรือที่ดินเดิมจึงมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการ ขายและรวมแปลง พื้นที่ที่เคยรองรับสาขา 1 แห่ง อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี อาคารสำนักงาน หรือมิกซ์ยูสนี่คือการเปลี่ยนจาก “พื้นที่ทำธุรกรรม” เป็น “พื้นที่สร้างมูลค่าอสังหาริมทรัพย์”

    อย่างไรก็ดี ผลกระทบไม่ได้เกิดเฉพาะกับที่ดินของธนาคาร แต่ลามไปถึง ตึกแถวทั่วประเทศ ตึกแถวจำนวนมากถูกออกแบบบนโมเดลเศรษฐกิจเมื่อ 40-50 ปีก่อน ชั้นล่างเป็นร้านค้า หรือปล่อยเช่าให้ธุรกิจที่ต้องการทำเลริมถนน

    ชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย เจ้าของสามารถทำมาหากินและสะสมทรัพย์สินไปพร้อมกัน ก่อนส่งต่อให้ลูกหลาน ธนาคารเคยเป็นหนึ่งในผู้เช่าที่ดีที่สุดของโมเดลนี้ เพราะมีความมั่นคงและต้องการพื้นที่ในทำเลดี

    แต่เมื่อธนาคารถอนตัวออกไป โครงสร้างเดิมก็เริ่มสั่นคลอน ปัญหาเดิมของตึกแถวถูกขับให้ชัดขึ้น ทั้งไม่มีที่จอดรถ ทางเข้าออกแคบ อาคารเก่า การปรับปรุงทำได้จำกัด และความต้องการของผู้เช่ารุ่นใหม่เปลี่ยนไป เมื่อผู้เช่ารายใหญ่หายไป ตึกแถวบางแห่งจึงเหลือเพียงทางเลือก ปรับปรุงครั้งใหญ่ หรือขาย

    จาก “ตึกแถว” ถึง “เมือง” กำลังเปลี่ยนโมเดล

    นี่จึงอาจเป็นภาพที่ใหญ่กว่าการลดสาขาธนาคาร เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ธนาคารเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยสร้าง “เมืองแบบเดิม” ธนาคารตั้งอยู่ริมถนน คนเดินทางเข้าไปใช้บริการ ร้านค้าเกิดตามมา ตึกแถวถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการค้า ที่อยู่อาศัย และสำนักงาน

    แต่วันนี้ระบบการเงินกำลังย้ายจาก Physical Location ไปสู่ Digital Infrastructure คนทำธุรกรรมผ่านแอป ธนาคารลดสาขา ลดพื้นที่ ลดพนักงานหน้าสาขา และลดต้นทุนสินทรัพย์ เมื่อ “คนไม่ต้องเดินทางไปทำธุรกรรม” เมืองก็ไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่ธนาคารมากเท่าเดิม

    ผลที่ตามมาคือที่ดินและอาคารจำนวนมหาศาลกำลังถูกส่งกลับเข้าสู่ตลาด เพื่อหาหน้าที่ใหม่ นี่คือจุดที่น่าสนใจที่สุดของวิกฤตสาขาธนาคารไทย เพราะสิ่งที่กำลังหายไปอาจไม่ใช่แค่ป้ายชื่อธนาคารบนอาคาร แต่มันคือ โมเดลการใช้ชีวิต การค้าขาย และการถือครองอสังหาริมทรัพย์แบบตึกแถวที่อยู่คู่ประเทศไทยมานานหลายสิบปีด้วย.

    อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ 

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2955553&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GOsGpeYx8URgHvQT4Scu6

  • “บอนด์ไทยระยะยาว” เนื้อหอม เงินเฟ้อต่ำ-เศรษฐกิจชะลอ หนุน Yield Curve จ่อแบนลง

    “บอนด์ไทยระยะยาว” เนื้อหอม เงินเฟ้อต่ำ-เศรษฐกิจชะลอ หนุน Yield Curve จ่อแบนลง

    นักวิเคราะห์คาดส่วนต่าง Yield บอนด์ไทยอายุ 2 และ 10 ปี ลดเหลือ 74 Basis Points สิ้นปี จาก 98 จุด หลังเงินเฟ้อชะลอกว่าคาดและเศรษฐกิจอ่อนแรง หนุนแรงซื้อพันธบัตรระยะยาว

    วันที่ 27 สิงหาคม 2569 เวลา 06.43 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หรือ Yield Curve มีแนวโน้มแบนลง (Flattening) หลังเงินเฟ้อชะลอตัวกว่าคาดและเศรษฐกิจส่งสัญญาณอ่อนแรง กระตุ้นให้นักลงทุนเพิ่มความต้องการพันธบัตรระยะยาว ขณะที่ตลาดมองว่าอัตราดอกเบี้ยของไทยมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อไป

    ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของ Bloomberg คาดว่าส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปีและ 10 ปี จะลดลงเหลือประมาณ 74 Basis Points ภายในสิ้นปีนี้ จากระดับ 98 Basis Points เมื่อวันพุธ โดยคาดว่าการปรับตัวจะเกิดขึ้นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่ลดลงเป็นหลัก

    ความคาดหวังว่า Yield Curve ของไทยจะแบนลงเพิ่มสูงขึ้น หลังอัตราเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคมชะลอตัวเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน สวนทางกับความกังวลก่อนหน้านี้ที่ว่า ราคาพลังงานสูงจากสงครามอิหร่านอาจเร่งแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในไทย ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ

    เงินเฟ้อไทยเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 1.95% เมื่อเทียบกับปีก่อน ลดลงจาก 2.42% ในเดือนมิถุนายน และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดประมาณ 0.45 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นการต่ำกว่าคาดมากที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ของเอเชีย

    หลังตัวเลขเงินเฟ้อประกาศเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม อัตราดอกเบี้ยสวอประยะ 6 เดือนของไทยปรับลดลงถึง 5 Basis Points ภายในวันเดียว สะท้อนการปรับมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย

    ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงอย่างมากในไตรมาส 2 ยิ่งเพิ่มความต้องการลงทุนในพันธบัตรระยะยาว เนื่องจากตลาดประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยของไทยมีโอกาสอยู่ในระดับต่ำต่อไป

    Philip McNicholas นักกลยุทธ์ด้านพันธบัตรรัฐบาลเอเชียของ Robeco ระบุว่า Yield Curve ของไทยมีความชันสูงผิดปกติ ทำให้การลงทุนในพันธบัตรอายุยาวมีความน่าสนใจเมื่อเทียบเชิงมูลค่า และสนับสนุนแนวโน้มที่เส้นอัตราผลตอบแทนจะแบนลง โดยเฉพาะหากเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ต่อไป

    แนวโน้ม Yield Curve ไทยแบนลงอาจได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติม หากเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน หลัง Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ประกาศโครงการซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ซึ่งอาจช่วยกดอัตราผลตอบแทนระยะยาวของสหรัฐฯ

    นักกลยุทธ์ของ Citigroup ระบุว่า ปัจจุบัน Yield Curve ของไทยมีความชันมากกว่าสหรัฐฯ จึงยังมีพื้นที่ให้แบนลงได้อีก หาก Yield Curve ของสหรัฐแบนลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่าการประมูลพันธบัตรไทยระยะยาวเริ่มได้รับแรงสนับสนุนมากขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม

    ปัจจุบันส่วนต่าง Yield พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปีและ 10 ปี สูงกว่าส่วนต่างของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มากกว่า 2 เท่า และถือว่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย

    ก่อนหน้านี้ Citigroup แนะนำกลยุทธ์ลงทุนที่คาดว่าส่วนต่างระหว่างอัตราสวอปไทยอายุ 2 ปีและ 10 ปีจะลดลงเหลือ 60 Basis Points จากปัจจุบันประมาณ 85 Basis Points สะท้อนมุมมองว่าแรงซื้อพันธบัตรระยะยาวของไทยยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นในช่วงต่อจากนี้

    อ้างอิง : www.bloomberg.com

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://moneyandbanking.co.th/2026/265839/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09XW5RlAWSiDqQpTeL5Mdo

  • ‘ณรงค์ชัย’ ชี้ปี 69 ไทยต้องประคองเศรษฐกิจ ดัน “ลงทุน-เสถียรภาพ” กู้ความเชื่อมั่น

    ‘ณรงค์ชัย’ ชี้ปี 69 ไทยต้องประคองเศรษฐกิจ ดัน “ลงทุน-เสถียรภาพ” กู้ความเชื่อมั่น

    ‘ณรงค์ชัย’ ชี้ปี 69 ไทยต้องประคองเศรษฐกิจ ดัน “ลงทุน-เสถียรภาพ” กู้ความเชื่อมั่น ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและประธานคณะกรรมการและกรรมการอิสระ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด(มหาชน) กล่าวในงานกรุงเทพธุรกิจ เปิดเวที KT Dialogue หัวข้อ New Horizon : Thailand Investment Playbook ดึงรัฐ-เอกชนด้านเศรษฐกิจการลงทุนร่วมถกอนาคตและโอกาสเศรษฐกิจประเทศไทย ว่า ปี 2569 ประเทศไทยเป็นช่วงที่ต้องประคองสถานการณ์ให้ได้ โดยเรื่องที่สำคัญคือการดูแลเรื่องอาหารและพลังงาน เพราะราคาพลังงานมีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นอีกมาก

    ขณะเดียวกันไทยต้องเร่งรัดการลงทุนและเปิดเสรีทางการค้าตามข้อตกลง FTA และ OECD โดยเฉพาะภาคบริการและการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

    ทั้งนี้มองว่าหัวใจสำคัญที่สุดของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือ“การลงทุน” ขณะที่การลงทุนระยะยาวของภาคเอกชนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความเชื่อมั่นเพราะเป็นเงินทุนที่ต้องอยู่กับประเทศเป็นเวลานาน หากประเทศไม่มีเสถียรภาพ เงินทุนเหล่านี้ก็สามารถเคลื่อนย้ายไปยังประเทศอื่นได้

    ซึ่ง“เสถียรภาพ” เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นเงินทุนระยะยาว หากไม่มีความมั่นใจในความมั่นคงของประเทศ นักลงทุนก็จะเลือกไปลงทุนที่อื่น

    “นักลงทุนไทยจำนวนมากเลือกไปลงทุนในเวียดนาม ไม่ใช่เพราะรักเวียดนามมากกว่าไทย แต่เป็นเพราะต้องการรักษาความปลอดภัยของเงินทุน และมองเห็นเสถียรภาพในประเทศดังกล่าวมากกว่า”

    ในมุมของการบริหารเศรษฐกิจเชื่อว่าประเทศไทยมี“กัปตันเศรษฐกิจ”ในรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ดี ทั้งการมีทีมเศรษฐกิจที่ชัดเจนและพร้อมทำงาน เศรษฐกิจก็สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ และสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้เป็นอย่างดี โดยเห็นได้จากประเทศไทยยังไม่ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ Rating แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะยังไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่ก็ตาม

    โดยมองว่าสิ่งที่รัฐบาลทำได้ดีคือการกลับมาให้ความสำคัญกับ EEC อีกครั้ง ซึ่งมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูการลงทุนของประเทศ ซึ่ง EEC มีความสอดคล้องกับโมเดล “Corridor Economy” ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยเข้ากับต่างประเทศ จากการลดระดับความสำคัญของโครงการ Landbridge และหันมาเน้น EEC มากขึ้น ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสม

    นอกจากนี้มองว่า ภายใต้โลกที่กำลังแบ่งขั้วเศรษฐกิจถือว่า “โอกาสทอง” ของประเทศไทยในการทำ FTA กับสหภาพยุโรป หรือ EU เพราะยุโรปเริ่มมีความคิดเห็นและผลประโยชน์ที่แตกต่างจากสหรัฐฯ ในบางประเด็น

    การทำ FTA กับ EU ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการเปิดตลาดสินค้า แต่จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ผลักดันให้ประเทศไทยต้องปรับปรุงกฎระเบียบภายใน การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการเปิดเสรีภาคบริการให้มีมาตรฐานระดับสากลมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยควรดำเนินการมานานแล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มต้นอย่างจริงจัง

    โดยประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียได้มี FTA กับยุโรปไปก่อนแล้ว ดังนั้นไทยจึงควรเร่งเจรจา FTA กับ EU ควบคู่กับการเข้าร่วม OECD เพราะจะเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain ใหม่ จากการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบต่างๆ

    ทั้งนี้ การตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงเป็นสิ่งที่ไทยพยายามดำเนินการมาตลอด 20 ปี แต่ที่ผ่านมาเป้าหมายดังกล่าวมักสะดุดจากปัญหาทางการเมืองและการขาดกัปตันเศรษฐกิจที่สามารถสร้างความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนนโยบายทั้งนี้ การมองหาอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจ โดยเฉพาะ “อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์” ซึ่งมองว่าเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพสูง และสามารถช่วยให้ประเทศไทยสร้างมูลค่าเพิ่มได้ด้วยตัวเอง

    ในมุมของการลงทุนภาครัฐ มองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ภาคเอกชนจะเข้ามาลงทุนระยะยาวได้เมื่อมีความเชื่อมั่นต่อทิศทางประเทศ ดังนั้นการสร้างเสถียรภาพและความต่อเนื่องของนโยบายจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการดึง Industrial Capital เข้ามา

    สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนการลงทุน รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับโครงการรูปแบบ PPP หรือ Public-Private Partnership เพื่อเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพย์สินและโครงการของรัฐ โดยยกตัวอย่างโครงการมอเตอร์เวย์ที่เปิดพื้นที่ให้เอกชนเข้ามาดำเนินการ ซึ่งมองว่าเป็นแนวทางที่ดี

    ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งโจทย์ที่ต้องให้ความสำคัญคือการจัดการปัญหาคอร์รัปชันให้มีความชัดเจน แม้จะยอมรับว่าอาจไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมดจากปัจจัยทางวัฒนธรรม แต่หากสามารถแก้ไขปัญหาได้บางส่วนก็จะส่งผลดีต่อประเทศอย่างมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1249409&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MYex4yCzjHCDHCDqNRg8u

  • สถานการณ์การเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน และการระงับธุรกรรมทางการค้าระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    สถานการณ์การเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน และการระงับธุรกรรมทางการค้าระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    สำนักข่าวท้องถิ่น IRNA รายงานว่า สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเงินต่ออิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณเตือนประเทศและบริษัทต่างชาติที่ยังคงดำเนินธุรกิจหรือให้บริการแก่อิหร่าน ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่ค้าสำคัญของอิหร่าน ได้ประกาศระงับธุรกรรมทางการค้าและการเงินกับอิหร่านจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

    สหรัฐฯ ได้เดินหน้าใช้นโยบายคว่ำบาตรขั้นทุติยภูมิ หรือ Secondary Sanctions เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน โดยมาตรการดังกล่าวไม่ได้มุ่งเป้าเฉพาะบุคคล บริษัท หรือหน่วยงานของอิหร่านเท่านั้น แต่ยังสามารถครอบคลุมบริษัท สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการในประเทศที่สาม ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของอิหร่าน

    สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า วอชิงตันกำลังดำเนินมาตรการต่อเครือข่ายทางการเงินและเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านในหลายประเทศ พร้อมเตือนประเทศและบริษัทที่ยังคงดำเนินความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับอิหร่านว่าอาจต้องเผชิญกับมาตรการของสหรัฐฯ

    มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางของรัฐบาลทรัมป์ในการเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจอิหร่าน โดยมุ่งจำกัดช่องทางที่อิหร่านใช้ในการเข้าถึงระบบการเงิน การค้า และเครือข่ายธุรกิจระหว่างประเทศ ทั้งนี้สำนักข่าวท้องถิ่น IRNA ระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรขั้นทุติยภูมิเปิดทางให้สหรัฐฯ สามารถดำเนินมาตรการต่อสถาบันการเงินหรือบริษัทของประเทศอื่นได้ หากพบว่ามีส่วนสนับสนุนหรือดำเนินธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของอิหร่าน

    สำนักข่าวท้องถิ่น Asriran รายงานเพิ่มเติมว่า มาตรการรอบใหม่ของสหรัฐฯ ครอบคลุมหลายภาคส่วน ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยี ทองคำ การบิน และการขนส่งทางทะเล โดยสหรัฐฯ ระบุว่าภาคส่วนเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายทางเศรษฐกิจของอิหร่าน

    ในกรณีของทองคำ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า อิหร่านใช้ทองคำเป็นหนึ่งในช่องทางในการรับมือกับแรงกดดันต่อค่าเงินของประเทศ ขณะที่ภาคการบินและการขนส่งทางทะเลถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายบุคลากร สินค้า เทคโนโลยี ทองคำ และเงิน

    นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญของมาตรการดังกล่าวคือการที่สหรัฐฯ ส่งสัญญาณเตือนไปยังประเทศและบริษัทต่างชาติที่ยังคงดำเนินธุรกิจกับอิหร่าน โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคส่วนซึ่งอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร

    สำนักข่าว Iran International รายงานเพิ่มเติมว่า การประกาศมาตรการครั้งล่าสุดของสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ หรือ OFAC มีการเพิ่มบุคคล บริษัทและหน่วยงาน รวมถึงเรือหลายลำเข้าสู่บัญชีคว่ำบาตร โดยมีทั้งผู้ที่อยู่ในอิหร่านและบุคคลหรือบริษัทในประเทศอื่น เช่น จีน อินเดีย ตุรกี สิงคโปร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    ด้านอิหร่านได้แสดงท่าทีต่อมาตรการดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่า รัฐบาลมีเครื่องมือในการรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ และพร้อมดำเนินมาตรการตอบสนองต่อสถานการณ์

    ในช่วงเวลาเดียวกัน เกิดความเคลื่อนไหวสำคัญจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจ กับอิหร่านมาอย่างต่อเนื่อง

    สำนักข่าวท้องถิ่น  Donya-e-Eqtesad  รายงานว่า UAE ได้ประกาศระงับกิจกรรมและธุรกรรมทางการค้าและการเงินกับอิหร่านจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง โดยมาตรการดังกล่าวครอบคลุมการแลกเปลี่ยนทางการค้าและธุรกรรมทางการเงินระหว่างทั้งสองฝ่าย การประกาศดังกล่าวมีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างทั้งสองประเทศ เนื่องจาก UAE เป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักของอิหร่าน และมีบทบาทด้านการนำเข้าสินค้า การส่งออก และการส่งออกต่อ (Re-export) ของอิหร่าน

    สำนักข่าว EuroNews Persian รายงานว่า UAE เป็นหนึ่งในแหล่งนำเข้าสินค้าสำคัญของอิหร่าน และเป็นช่องทางสำคัญสำหรับสินค้าที่นำเข้าสู่อิหร่านผ่านการส่งออกต่อ ขณะเดียวกัน UAE ยังเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญของอิหร่าน โดยสินค้าที่มีการค้าระหว่างกันครอบคลุมหลายประเภท ตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ ไปจนถึงสินค้าอาหารและวัตถุดิบต่าง ๆ

    สำหรับสาเหตุของการตัดสินใจดังกล่าว สื่อภาษาเปอร์เซียรายงานความคิดเห็นที่แตกต่างกัน โดยสำนักข่าว  EuroNews Persian รายงานความเห็นของนักวิจัยบางรายว่า การตัดสินใจของ UAE เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค รวมถึงแรงกดดันจากสหรัฐฯ ต่อประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน

    อย่างไรก็ตาม นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากฝ่าย UAE ให้ความเห็นอีกด้านว่า การตัดสินใจดังกล่าวควรพิจารณาจากบริบทของความสัมพันธ์ระหว่าง UAE กับอิหร่าน รวมถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคงในภูมิภาค และไม่ควรสรุปว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นผลโดยตรงจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

    สรุป การเพิ่มมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และการประกาศระงับธุรกรรมทางการค้าและการเงินของ UAE เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของอิหร่านกับต่างประเทศ โดยสหรัฐฯ เดินหน้าใช้มาตรการคว่ำบาตรขั้นทุติยภูมิ พร้อมเตือนประเทศ บริษัท และสถาบันการเงินในประเทศที่สามที่ดำเนินธุรกิจกับอิหร่าน ขณะที่มาตรการใหม่ครอบคลุมภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ ทองคำ เทคโนโลยี สินทรัพย์ดิจิทัล การบิน และการขนส่งทางทะเล ขณะเดียวกัน UAE ได้ประกาศระงับธุรกรรมทางการค้าและการเงินกับอิหร่านจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ UAE ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการค้าและการนำเข้าของอิหร่าน ทั้งนี้ แหล่งข่าวภาษาเปอร์เซียมีการนำเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับสาเหตุและบริบทของการตัดสินใจของ UAE จึงควรแยกข้อเท็จจริงจากความคิดเห็นของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ และยังไม่ควรสรุปว่าการดำเนินการของ UAE มีสาเหตุโดยตรงจากแรงกดดันของสหรัฐฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/rbxbf5pak2ob6zc6ywsbkuuc&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31ILr8jduclrjyEKObpIVg

  • เศรษฐกิจไทยติดกับดักโตต่ำ ย้ำการลงทุนคือหัวใจ ชี้ทุนสำรองสูงเป็นหลังพิงยามเกิดวิกฤติ | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจไทยติดกับดักโตต่ำ ย้ำการลงทุนคือหัวใจ ชี้ทุนสำรองสูงเป็นหลังพิงยามเกิดวิกฤติ | เดลินิวส์

    นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานเสวนา KT Dialogue NEW HORIZON THAILAND INVESTMENT PLAYBOOK จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งสำคัญของ กับดักเศรษฐกิจโตต่ำ (Low Growth Trap) ซึ่งเป็นปัญหายืดเยื้อมานาน โดยโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีศักยภาพการเติบโตที่ลดลงอย่างน่ากังวล

    [ เศรษฐกิจไทยโตต่ำ ]

    จากการประเมินล่าสุดของ ธปท. พบว่า ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Potential GDP Growth) ของไทยลดลงมาอยู่ที่ 2.7% ซึ่งหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19 ที่ ธปท. เคยประเมินศักยภาพของเศรษฐกิจไทยไว้สูงถึง 3.5% 

    การลดลงนี้สะท้อนถึงการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากไม่มีการแก้ไข ศักยภาพการเติบโตของประเทศอาจลดต่ำลงไปกว่านี้อีก

    นายดอน ชี้แจงว่า สาเหตุที่เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา โดย ธปท. ประเมินว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เพียง 2.3% ใกล้เคียงกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ประเมินไว้ 2.2% 

    ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพที่ 2.7% ค่อนข้างมาก เป็นผลมาจากการที่ประเทศไทยเผชิญกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจภายนอกประเทศ (Shocks) ที่รุนแรงและเกิดขึ้นถี่มาก ตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 การประกาศใช้นโยบายการค้าที่ตึงเครียดของสหรัฐ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งในวาระแรกและวาระที่สอง ตลอดจนวิกฤติราคาพลังงานในปีนี้

    “โควิด-19 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย ทำให้เราทรุดยาวนานถึง 2-3 ปี และเมื่อเศรษฐกิจเริ่มจะทยอยฟื้นตัวขึ้นมาได้ ก็ต้องมาเจอกับแรงกระแทกอื่นๆ ซ้ำเติมทันที ส่งผลให้ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนไม่มีเวลาเพียงพอในการปรับตัวและฟื้นฟูเสถียรภาพ” นายดอน ระบุ

    [ การลงทุนคือหัวใจ ]

    นายดอน เน้นย้ำว่า การลงทุน คือหัวใจสำคัญเพียงหนึ่งเดียว ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากกับดักนี้ได้ โดยการลงทุนที่เพียงพอจะช่วยตอบโจทย์สองด้านพร้อมกัน คือ ช่วยหนุนให้การเติบโตของ GDP ในระยะสั้นกลับเข้าใกล้ระดับศักยภาพ 

    และในระยะยาวจะช่วยยกแผง หรือดึงระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจ (Potential GDP) ให้สูงขึ้นกว่า 2.7% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่น่าพอใจสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่ควรเติบโตได้ 3-4%

    [ ดอกเบี้ยต่ำประคองเศรษฐกิจ ]

    นายดอน ระบุว่า ธปท. ดำเนินงานใน 2 ด้านหลัก คือ นโยบายการเงิน และ มาตรการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจ โดยนโยบายดอกเบี้ยต่ำเอื้อการเปลี่ยนผ่าน

    ยกตัวอย่างแนวคิดของอดีตกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อย่าง ดร.สันติธาร เสถียรไทย ที่เคยมุ่งเน้นการใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจใหม่ ด้วยต้นทุนทางการเงินที่ถูกลง ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสอดรับกับนโยบายปัจจุบันของ ธปท. ที่คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1% เพื่อประคองเศรษฐกิจ และมองว่าการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจเป็นเสมือนผลพลอยได้ที่เป็นโบนัส

    [ ทุนสำรองสูงพึ่งพายามยาก ]

    นายดอน กล่าวถึงกระแสข้อเสนอจากบางภาคส่วนที่ต้องการให้ ธปท. นำเงินสำรองระหว่างประเทศ (International Reserves) ที่มีอยู่สูงออกไปจัดตั้งเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) เพื่อใช้ลงทุนพัฒนาประเทศนั้น 

    สมัยเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารเงินสำรองของ ธปท. และเป็นผู้ดูแลพอร์ตเงินสำรองมูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (300 Billion USD) เพิ่มขึ้นจาก 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ แม้ตัวเลขเงินสำรองของไทยจะอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานสากลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เช่น อัตราส่วนต่อมูลค่าการนำเข้า หรือต่อหนี้ต่างประเทศระยะสั้น จนเป็นเหตุให้ถูกตั้งคำถามว่ามีมากเกินไปหรือไม่ แต่หลักการที่แท้จริงของการมีทุนสำรองคือ “การเป็นที่พึ่งพายามยาก และเป็นหลังพิงในยามที่ประเทศเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ”

    ขณะเดียวกัน สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ในระดับที่มั่นคง ไม่ใช่เพียงเพราะคำมั่นสัญญาด้านวินัยการคลังของรัฐบาลเท่านั้น แต่ปัจจัยหลักที่ช่วยเรตติ้งของประเทศไทยไว้คือ เสถียรภาพภายนอกประเทศ (External Stability) ซึ่งมีเงินสำรองระหว่างประเทศเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด

    “ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ตัวเลขการเติบโตค่อนข้างต่ำที่ 2.2-2.3% เงินเฟ้อต่ำ และยังมีจุดเปราะบางในระบบเศรษฐกิจหลายจุด การรักษาเงินสำรองไว้ในระดับสูงถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อเป็นเครื่องมือในการปกป้องและดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจในยามวิกฤติ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6144224/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3n6BPXBFx9sZkrZ9bsV3R9

  • ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเยอรมนีกระเตื้องรับเดือนก.ย. อานิสงส์ความหวังรายได้-เศรษฐกิจฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเยอรมนีกระเตื้องรับเดือนก.ย. อานิสงส์ความหวังรายได้-เศรษฐกิจฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    สถาบันเพื่อการตัดสินใจทางการตลาดแห่งนูเรมเบิร์ก (NIM) และสถาบันวิจัยตลาด GfK เปิดเผยผลสำรวจในวันนี้ (27 ส.ค.) ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเยอรมนีมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นสู่ระดับ -26.6 จุดสำหรับเดือนก.ย. ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ จากระดับ -29.4 จุดในเดือนส.ค. (ปรับทบทวนแล้ว) และสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ -29.6 จุด

    การปรับตัวขึ้นดังกล่าวมีปัจจัยหนุนจากความคาดหวังด้านรายได้ที่พลิกกลับมาเป็นบวก และความคาดหวังต่อภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยความระมัดระวังในการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ดี ดัชนีโดยรวมยังคงอยู่ในระดับต่ำท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงยืดเยื้อ

    ทั้งนี้ ข้อมูลจากการสำรวจระหว่างวันที่ 30 ก.ค. – 10 ส.ค. 2569 พบว่าดัชนีย่อยมีความเคลื่อนไหวดังนี้

    • ดัชนีความคาดหวังด้านเศรษฐกิจ (Economic expectations) อยู่ที่ -3.9 จุดในเดือนส.ค. ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ -6.3 จุดในเดือนก.ค. แต่ลดลงเมื่อเทียบกับ 2.7 จุดในเดือนส.ค.ปีที่แล้ว โดยดัชนีดังกล่าวสะท้อนถึงการประเมินสภาพเศรษฐกิจโดยทั่วไปในอีก 12 เดือนข้างหน้า
    • ดัชนีความคาดหวังด้านรายได้ (Income expectations) พลิกกลับมาอยู่ที่ 1.7 จุดในเดือนส.ค. พุ่งขึ้นจากระดับ -14.5 จุดในเดือนก.ค. แต่ยังคงต่ำกว่าระดับ 4.1 จุดในเดือนส.ค.ปีที่แล้ว โดยดัชนีดังกล่าวสะท้อนถึงความคาดหวังเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสถานะทางการเงินของครัวเรือนในอีก 12 เดือนข้างหน้า
    • ตัวชี้วัดความเต็มใจในการซื้อ (Willingness to buy) อยู่ที่ -9.8 จุดในเดือนส.ค. ขยับขึ้นเล็กน้อยจากระดับ -9.9 จุดในเดือนก.ค. และดีขึ้นจากระดับ -10.1 จุดในเดือนส.ค.ปีที่แล้ว โดยดัชนีดังกล่าวแสดงถึงความแตกต่างระหว่างคำตอบเชิงบวกกับเชิงลบต่อคำถามที่ว่า “คุณคิดว่าตอนนี้เป็นเวลาที่ดีในการซื้อของชิ้นใหญ่หรือไม่”
    • ตัวชี้วัดความเต็มใจในการออม (Willingness to save) ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 15.5 จุดในเดือนส.ค. จากระดับ 17.0 จุดในเดือนก.ค. และลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระดับ 15.8 จุดในเดือนส.ค. ปีที่แล้ว

    ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะคาดการณ์แนวโน้มการบริโภคที่แท้จริงของภาคเอกชนในเดือนถัดไป โดยค่าที่สูงกว่า 0 บ่งชี้ถึงการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่ค่าต่ำกว่า 0 สะท้อนถึงการบริโภคที่หดตัวลง

    สถาบัน NIM ระบุเสริมว่า การเปลี่ยนแปลงของดัชนีทุก ๆ 1 จุด สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของการบริโภคภาคเอกชน 0.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/638858&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cvWbd2AbctWxqn0HoBaMh