Blog

  • บึงกาฬเปิดอบรมอาสาสมัครนำเที่ยวท้องถิ่นรุ่นที่ 1 หวังยกระดับการท่องเที่ยวชุมชน

    บึงกาฬเปิดอบรมอาสาสมัครนำเที่ยวท้องถิ่นรุ่นที่ 1 หวังยกระดับการท่องเที่ยวชุมชน

    วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.14 น.

    บึงกาฬเปิดอบรมอาสาสมัครนำเที่ยวท้องถิ่นรุ่นที่ 1 หวังยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนและธรรมชาติสู่มาตรฐานสากล

    วันที่ 8 กันยายน 2568 ณ บึงงามรีสอร์ท อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ มีการจัดพิธีเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรภาคการท่องเที่ยวและบริการ อาสาสมัครนำเที่ยวท้องถิ่น รุ่นที่ 1 โดยได้รับเกียรติจาก นายสมหวัง อารีย์เอื้อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานในพิธี

    นายสมหวังกล่าวว่า การจัดอบรมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวของจังหวัด เพื่อให้มีความรู้และทักษะที่จำเป็นในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี สามารถดูแลนักท่องเที่ยวได้อย่างมีมาตรฐาน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับจังหวัด ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ นายจุมพฎ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ที่ต้องการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬได้จัดโครงการนี้ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ข้อ ได้แก่ 1) พัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความรู้ด้านการบริหารจัดการและการบริการตามมาตรฐาน 2) เสริมสร้างทักษะในการออกแบบกิจกรรมท่องเที่ยว และ 3) ส่งเสริมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนเพื่อสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว

    การอบรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 กันยายน 2568 มีผู้เข้าร่วมจำนวน 60 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้ประกอบการและผู้เกี่ยวข้องในภาคการท่องเที่ยวของพื้นที่ โดยผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ อาทิ ความปลอดภัยในการท่องเที่ยว, การปฐมพยาบาลเบื้องต้น, การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร, การตลาดเพื่อการท่องเที่ยว และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวของบึงกาฬให้พร้อมสำหรับการแข่งขันในระดับประเทศ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/912834&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tVCLpN42fkxdG1eS92clH

  • นโยบายรัฐบาลใหม่-เลือกตั้งปี 69 หนุนหุ้นไทยคึกคัก

    นโยบายรัฐบาลใหม่-เลือกตั้งปี 69 หนุนหุ้นไทยคึกคัก

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-32&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ja5w_0nPn9Q2his7ZK6BV

  • โฮมโปร ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนแห่งอนาคต

    โฮมโปร ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนแห่งอนาคต

    โฮมโปร ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนแห่งอนาคต

    วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.23 น.

    โฮมโปร (HomePro) ร่วมเวทีเสวนา “KTC FIT Talk ครั้งที่ 19” ภายใต้หัวข้อ “Power from Home, Power for the Future” จัดโดยความร่วมมือระหว่างเคทีซี กระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยพันธมิตรชั้นนำอย่าง SCG และ GULF เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการใช้พลังงานสะอาดในครัวเรือนและการบริหารทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)ที่มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร สังคม และสิ่งแวดล้อม

    นายรักพงศ์ อรุณวัฒนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มนักลงทุนสัมพันธ์ กลยุทธ์และความยั่งยืนองค์กร บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า ความยั่งยืนไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่เป็นกลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจสินค้าและบริการเรื่องบ้านแบบครบวงจร โฮมโปรได้นำแนวคิด ESG และ SD บูรณาการไว้ในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การพัฒนาบุคลากร การร่วมมือกับคู่ค้าเพื่อยกระดับห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการพัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” เชื่อมโยงผู้ผลิต คู่ค้า และผู้บริโภค เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนไปในทิศทางเดียวกัน

    อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ผู้บริโภคที่มีความชัดเจน ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญให้โฮมโปรมุ่งขับเคลื่อนองค์กรบนเส้นทางความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และพร้อมสนับสนุนแบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและนำเสนอสินค้ารักษ์โลก พฤติกรรมนี้สะท้อนว่าผู้บริโภคไทยกำลังเปลี่ยนจาก “การรับรู้” สู่ “การเลือกซื้ออย่างมีจิตสำนึก” ที่ไม่เพียงให้ความสนใจในเรื่องราคา แต่ยังคำนึงถึงคุณค่า ความคุ้มค่า และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมมากขึ้น

    นายรักพงศ์ กล่าวเสริมว่า โฮมโปรมีสมาชิกกว่า 7 ล้านราย และมียอดซื้อกว่า 20 ล้านครั้งต่อปี ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง จนนำไปสู่การพัฒนากลยุทธ์ที่ผสาน ESG และ SD เข้ากับธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งต่อยอดแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงง่าย ผ่านกิจกรรมยืดอายุสินค้า เช่น กิจกรรมซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า ใน ‘วันช่างโฮมโปร’ เพื่อสร้างระบบนิเวศเรื่องบ้านที่ยั่งยืนครบวงจร ตั้งแต่การเลือกซื้อ การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังการใช้

    อีกหนึ่งกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนที่โฮมโปรใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างจริงจัง คือ โครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่ (Trade-In)” ซึ่งเปิดโอกาสให้ลูกค้านำของเก่าหรือสินค้าที่ไม่ใช้แล้ว มาแลกรับส่วนลดในการซื้อสินค้าใหม่ โดยที่โฮมโปรทำหน้าที่เป็น ‘สะพาน’ เชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตที่ต้องการพัฒนาสินค้าใหม่ และผู้บริโภคที่ต้องการเปลี่ยนของเก่าอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โฮมโปรจะช่วยนำของเก่าไปจัดการให้อย่างถูกวิธี สินค้าที่รับคืนจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการคัดแยก รีไซเคิล และผลิตเป็นสินค้าใหม่ ที่เราเรียกว่า “สินค้ารักษ์โลก หรือ Circular Products” ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการมากกว่า 70 ประเภท พร้อมขยายรายการที่สามารถนำมาแลกได้เพิ่มมากกว่า 8,000 รายการในปีนี้

    ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา โครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่” ได้รับการตอบรับอย่างดี มีสินค้านำมาแลกมากกว่า 300,000 ชิ้น หรือคิดเป็นน้ำหนักกว่า 3,000 ตัน โดยมากกว่า 80% เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกนำไปจัดการอย่างถูกวิธีผ่านผู้ดำเนินการที่มีใบรับรองมาตรฐานตามกฎหมาย ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความร่วมมือของผู้บริโภคที่ต้องการมีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมร่วมกับโฮมโปร

    นายรักพงศ์ กล่าวว่า Circular Products ไม่ได้หมายถึง ‘สินค้ารักษ์โลก’ แค่เพราะ ‘มาจากการรีไซเคิล’ เท่านั้น แต่สินค้าทุกชิ้นต้องมีคุณภาพตามมาตรฐานอุตสาหกรรม และมีความทนทานเทียบเท่าวัสดุใหม่ “เราอยากให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าวัสดุรีไซเคิลที่มาจากโครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่” มีคุณภาพดีไม่แพ้วัสดุใหม่ เพราะหลายครั้ง ผู้บริโภคเองก็กำลังใช้สินค้าที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลที่มีคุณภาพดีมากๆ จนแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน

    ในอนาคต โฮมโปรตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนยอดขายสินค้ารักษ์โลกจากวัสดุหมุนเวียนให้ถึง 20% ภายในปี 2030 และมุ่งสู่การเป็นองค์กร Net Zero ภายในปี 2050 ผ่านการขับเคลื่อน Lifetime Eco-System ที่ครอบคลุมตั้งแต่การเลือกซื้อ ออกแบบ ติดตั้ง ซ่อมแซม รีโนเวท จนถึงบริการหลังการขาย โดยร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
    สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด และจัดการขยะอย่างถูกวิธี

    -031

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/912698&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Hv42yQ5M7rvbsiKAcUBPu

  • “ภราดร” เผย​ “ครม.อนุทิน” เร่งออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    “ภราดร” เผย​ “ครม.อนุทิน” เร่งออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    “ภราดร” เผย​ “ครม.อนุทิน” เร่งออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนนโยบายกัญชาทางการแพทย์ไม่ทัน เหตุต้องแก้กฎหมายควบคุม​ หวังปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา​ดีขึ้น

    วันนี้ (8 ก.ย.2568) นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่ชื่อติดโผรัฐมนตรีป้ายแดง เตรียมนั่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าที่ทำการพรรค พร้อมซองเอกสารสีน้ำตาล

    ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า ซองดังกล่าวเป็นเอกสารประวัติที่เตรียมยื่นให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตรวจสอบใช่หรือไม่ ซึ่งนายภราดร ตอบว่า​ ไม่ใช่ ยืนยันว่ายังไม่ได้มีการส่งประวัติ ส่วนกรณีที่มีการทาบทามให้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น นายภราดร ระบุว่า ยังไม่ทราบ ต้องแล้วแต่กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

    นายภราดร ยังเปิดเผยว่า ได้เริ่มจัดทำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจตามกรอบ 120 วัน ส่วนใหญ่เป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า ซึ่งมีหลายโครงการ เช่น โครงการพักหนี้เกษตรกรทั้งต้นและดอก โครงการลดราคาปุ๋ย โครงการเยียวยาอย่างสมเหตุสมผลให้กับผู้ประกอบการและประชาชนพื้นที่แนวชายแดน 7 จังหวัด

    ส่วนนโยบายกัญชาเพื่อการแพทย์ที่หลายฝ่ายจับตา นายภราดร ยอมรับว่า ไม่สามารถผลักดันได้ทัน เนื่องจากต้องแก้ไขกฎหมายออกมาควบคุมการจำหน่ายกัญชาเสรี รวมไปถึงโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ เนื่องจากกฎหมายยังค้างอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร

    นายภราดร ยังกล่าวถึงกรณีที่นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แสดงความยินดีต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศไทย มองว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งตนเองหวังว่าจะมีการเจรจาที่เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งเมื่อวานนี้ (7 ก.ย.) นายกรัฐมนตรี ได้ยืนยันว่าจะใช้สันติวิธีในการแก้ไขปัญหา

    อ่านข่าว : “สุชาติ-ธนกร” ไขก๊อก สส.รวมไทยสร้างชาติ 

    ร้อง “วันนอร์” สอบคุณสมบัติ “อนุทิน” ปมที่ดินเขากระโดง-คดีฮั้ว สว. 

    “ภูมิใจไทย” เร่งทาบทามคนนอก ปรากฏชื่อ “บวรศักดิ์” นั่งรองนายกฯ ฝ่าย กม. 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356295&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yPuSISDdWrAajTpJaWriw

  • พริกไทยปะเหลียน จ.ตรัง ยกระดับสู่พืชเศรษฐกิจ GI

    พริกไทยปะเหลียน จ.ตรัง ยกระดับสู่พืชเศรษฐกิจ GI

    ชุมชนบ้านละมอ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง เป็นพื้นที่ที่อยู่คู่กับการปลูกพริกไทยปะเหลียนมาอย่างยาวนาน เกษตรกรเกือบทุกหลังคาเรือนมีการเพาะปลูกพริกไทยปะเหลียนเพื่อนำมาใช้ในบริโภคในชีวิตประจำวัน แต่เนื่องด้วยรสชาติของพริกไทยปะเหลียนในพื้นที่ อันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยพริกไทย ผลสุกจะมีรสอมหวาน มีกลิ่นหอม และมีความเผ็ดในระดับปานกลาง เหมาะแก่การนำไปประกอบอาหาร ทำให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยมา

    ครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเล็งเห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ จึงได้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน และยกระดับสู่การเป็นแปลงใหญ่พริกไทย ในปี 2565 ซึ่งประกอบไปด้วยเกษตรกร จำนวน 30 ราย พื้นที่ปลูกประมาณ 12 ไร่ โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรเพิ่มขีดความสามารถใน 5 ด้าน

    ·     ลดต้นทุนการผลิต

    ·     เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

    ·     พัฒนาคุณภาพ

    ·     เพิ่มช่องทางการตลาด

    ·     การบริหารจัดการ

    economic-business-thai-pepper-palian-trang-gi-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ในปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรยังคงยกระดับแปลงใหญ่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกพริกไทยพื้นบ้านละมอ ตำบลละมอ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง อย่างต่อเนื่องด้วยการจัดทำโครงการส่งเสริมและพัฒนาเพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง ปี 2568 โดยได้มีการวิเคราะห์ Pain Point/Gain Point ร่วมกับกลุ่มเกษตรกรเพื่อให้ทราบถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อรายได้รวมถึงหาแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน พร้อมขับเคลื่อนให้กลุ่มเกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นตามเป้าหมาย 3 เท่าใน 4 ปี

    โดยประกอบไปด้วยกิจกรรม

     1. การจัดทำแปลงทดสอบกระบวนการปลูกพริกไทย โดยได้มีการศึกษาเปรียบเทียบการปลูกพริกไทยระหว่างเสาค้างจากต้นไม้ธรรมชาติกับการใช้เสาค้างปูนเพื่อให้ต้นพริกไทยยึดเกาะ มีการปรับปรุงบำรุงดินด้วยการใช้สารชีวภัณฑ์ ถ่านไบโอชาร์ พร้อมทั้งการวางระบบน้ำที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของต้นพริกไทย เพื่อให้เกิดการศึกษา เรียนรู้ ปรับปรุงวิธีการปลูก การดูแลรักษาต้นพริกไทย ร่วมกันภายในชุมชน  

    2. สนับสนุนให้เกษตรกรอนุรักษ์พันธุ์พริกไทยพื้นบ้าน และขยายพื้นที่ปลูกเพื่อซ่อมแซมในส่วนที่เสียหายจากภัยธรรมชาติ อีกทั้งยังมีการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

    economic-business-thai-pepper-palian-trang-gi-SPACEBAR-Photo01.jpg

    3. สนับสนุนการแปรรูปเป็นพริกไทยแห้งด้วยการสร้างจุดตากพริกไทย เพื่อให้เกษตรกรสามารถลดระยะเวลาในการตาก/แปรรูปให้น้อยลง

    4. สนับสนุนการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญ โลหะหนัก และคุณค่าทางโภชนาการ พบว่า ผลผลิตพริกไทยมีปริมาณสาร Pipeline อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่พบการปนเปื้อนของโลหะหนักในผลผลิต อีกทั้งยังพบกรดไลโนเลอิกที่มีส่วนช่วยในการป้องกันไม่ให้คอเลสเตอรอลสะสมในผนังหลอดเลือด เพิ่มการเผาผลาญไขมันอิ่มตัว กระตุ้นการทำงานของต่อมต่าง ๆ ภายในร่างกาย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเป็นส่วนช่วยในการพัฒนาพริกไทยเป็นผลิตภัณฑ์ต่อไปในอนาคต 

    economic-business-thai-pepper-palian-trang-gi-SPACEBAR-Photo02.jpg

    จากการดำเนินงานในปี 2568 กลุ่มเกษตรกรได้เห็นถึงแนวโน้มความต้องการผลผลิตพริกไทยที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งแต่เดิมผลผลิตพริกไทย (แห้ง) มีราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 350 บาท เพิ่มสูงขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 500 บาท จึงได้มีการขยายพื้นที่ปลูกเพื่อให้มีปริมาณผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังมีรายได้เสริมจากการจำหน่ายต้นพันธุ์พริกไทย และผลิตภัณฑ์แปรรูป เช่น ยาดม น้ำมันนวด ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปี 2567 มากกว่า 2 เท่า ทั้งนี้ เกษตรกรยังคงพัฒนาต่อยอดด้วยการสร้างแบรนด์ ขยายพื้นที่การรับรองการเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และการคัดเกรดพริกไทย ดำ – ขาว – แดง ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-pepper-palian-trang-gi&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LF-ij7fg8rL5iOkQebmY5

  • ภูเก็ตมูลนิธิคุณพุ่ม มอบทุนการศึกษาแก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการ

    ภูเก็ตมูลนิธิคุณพุ่ม มอบทุนการศึกษาแก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการ

    ภูมิภาค

    ภูเก็ตมูลนิธิคุณพุ่ม มอบทุนการศึกษาแก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการ

    วันจันทร์ ที่ 08 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.26 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ภูเก็ตมูลนิธิคุณพุ่ม มอบทุนการศึกษาแก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการ ประจำปีการศึกษา 2568 รวม 119 ทุน เป็นเงิน 595,000 บาท

    วันนี้ (8 กันยายน 2568) ที่ห้องประชุมโรงเรียนพิบูลสวัสดี อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานกรรมการมูลนิธิคุณพุ่ม ทรงมีพระกรุณาธิคุณพระราชทานทุนการศึกษาแก่เด็กออทิสติกและเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษในโครงการมูลนิธิคุณพุ่ม ประจำปีการศึกษา 2568 เพื่อให้ผู้ปกครองนำไปใช้พัฒนาศักยภาพและการศึกษาที่สอดคล้องกับความจำเป็นเฉพาะของเด็กโดยมีนายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาฯ และมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครอง และนักเรียนผู้ได้รับทุนเข้าร่วมในพิธี

    โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้อัญเชิญพระราชดำรัสของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ความตอนหนึ่งว่า“ขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับทุนการศึกษาในครั้งนี้ และขอให้ใช้เงินทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพบุตรหลานที่มีความต้องการพิเศษ ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณค่าและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข”
     

    การมอบทุนในครั้งนี้ จังหวัดภูเก็ตได้รับพระราชทานทุนการศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 119 ทุนๆ ละ 5,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 595,000 บาท เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง และสนับสนุนการพัฒนาเด็กพิการและเด็กที่มีความต้องการพิเศษให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/445633&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1C0Bei7eXz-xiLKsGAJqHq

  • โรงเรียนอนุบาลวังม่วงสระบุรี นำร่องงานวิจัย “มจร” เสริมสุขภาวะเยาวชนด้วยพุทธจิตวิทยา

    โรงเรียนอนุบาลวังม่วงสระบุรี นำร่องงานวิจัย “มจร” เสริมสุขภาวะเยาวชนด้วยพุทธจิตวิทยา

    การศึกษา

    โรงเรียนอนุบาลวังม่วงสระบุรี นำร่องงานวิจัย “มจร” เสริมสุขภาวะเยาวชนด้วยพุทธจิตวิทยา

    วันจันทร์ ที่ 08 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.22 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) โดยสาขาวิชาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว คณะครุศาสตร์ เปิดตัวงานวิจัย “การบูรณาการพุทธจิตวิทยากับการแนะแนวเพื่อเสริมสร้างความสุขของนักเรียนมัธยมศึกษา” โดยเลือก โรงเรียนอนุบาลวังม่วง จังหวัดสระบุรี เป็นพื้นที่นำร่อง

    งานวิจัยนำโดย พระปลัดสรวิชญ์ อภิปญฺโญ, ผศ.ดร. และ พระวชิรรัตนาภรณ์, ดร. มุ่งสำรวจระดับความสุขของนักเรียน พัฒนาชุดกิจกรรมแนะแนวเชิงพุทธ และประเมินผลทั้งก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรม โครงการใช้เวลา 8 สัปดาห์ ๆ ละ 1 ชั่วโมง โดยเน้นการฝึกจัดการอารมณ์ การสื่อสารเชิงบวก การมีสติรู้เท่าทันความคิด และการนำหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

    พระปลัดสรวิชญ์ อภิปญฺโญ เปิดเผยว่า นักเรียนปัจจุบันต้องเผชิญแรงกดดันจากการเรียนและสังคม งานวิจัยนี้จึงมุ่งสร้างต้นแบบการแนะแนวที่บูรณาการพุทธจิตวิทยาเข้ากับระบบการศึกษาไทย เพื่อเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตเยาวชน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/445605&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-3Wp83hbYdUe3cCEigaA1

  • กัมพูชา-ฟิลิปปินส์ลงนามข้อตกลง 3 ฉบับ กระชับความร่วมมือหลายด้าน : อินโฟเควสท์

    กัมพูชา-ฟิลิปปินส์ลงนามข้อตกลง 3 ฉบับ กระชับความร่วมมือหลายด้าน : อินโฟเควสท์

    กัมพูชาและฟิลิปปินส์ลงนามในข้อตกลง 3 ฉบับในวันนี้ (8 ก.ย.) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีด้านการเชื่อมโยงการเดินทางทางอากาศ การศึกษาระดับอุดมศึกษา และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดน

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามเอกสารดังกล่าวภายหลังการประชุมทวิภาคี ณ วิมานสันติภาพ ในกรุงพนมเปญ

    ฮุน มาเนต เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามว่า ทั้งสองฝ่ายได้ให้คำมั่นว่าจะส่งเสริมความร่วมมือในภาคส่วนต่าง ๆ ครอบคลุมทั้งการค้าและการลงทุน ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน

    “กัมพูชาพร้อมเป็นพันธมิตรที่พึ่งพาได้ในการสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของฟิลิปปินส์” ฮุน มาเนต กล่าว

    ทั้งนี้ ปธน.มาร์กอสมีกำหนดการเดินทางเยือนกัมพูชาเป็นเวลาสามวัน ระหว่างวัน 7-9 ก.ย.

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/527864&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1R_o7kzVnt8PlOH66PYWvW

  • ปิดฉาก 2 ปี รัฐบาลเพื่อไทย นโยบายเยอะ-สำเร็จน้อย

    ปิดฉาก 2 ปี รัฐบาลเพื่อไทย นโยบายเยอะ-สำเร็จน้อย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-204&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SLLK9sEPH6O4FhyobTB6r

  • “รมว.นฤมล”ปฐมนิเทศนักศึกษาทุนจีน”ชี้ นศ.ทุกคนคือเมล็ดพันธุ์พัฒนาประเทศ ขอให้เรียนรู้เทคโนโลยีนวัตกรรม เพื่อนำกลับมาพัฒนาประเทศ

    “รมว.นฤมล”ปฐมนิเทศนักศึกษาทุนจีน”ชี้ นศ.ทุกคนคือเมล็ดพันธุ์พัฒนาประเทศ ขอให้เรียนรู้เทคโนโลยีนวัตกรรม เพื่อนำกลับมาพัฒนาประเทศ

    เมื่อวันที่ 8 ก.ย.ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการปฐมนิเทศนักศึกษาทุนสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี Ms. Xu Lan อุปทูตที่ปรึกษาฝ่ายการศึกษา สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ตลอดจนผู้บริหารจาก Nanjing Vocational College of Information Technology และ Liuzhou Polytechnic University ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครูอาจารย์และนักเรียนนักศึกษา เข้าร่วม ณ โรงแรมปริ๊นซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพฯ

    ศ.ดร.นฤมล ได้กล่าวแสดงความยินดีกับนักศึกษาไทยที่ได้รับทุนศึกษาต่อในประเทศจีนทั้ง 165 คน และมีคณะครูอาชีวะอีก 25 คน ร่วมเดินทางไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือด้านการศึกษาและอาชีวะระหว่างไทยกับจีน พร้อมกล่าวว่า โอกาสที่ได้รับครั้งนี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและไม่ใช่ทุกคนจะได้มา ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ล้วนผ่านการคัดเลือกเพราะมีศักยภาพและความพร้อม จึงอยากให้ใช้โอกาสนี้อย่างเต็มที่

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ความสัมพันธ์ไทย–จีน แม้จะมีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการครบ 50 ปีในปีนี้ แต่ในมิติของประชาชนและวัฒนธรรม ความผูกพันมีมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี หลายครอบครัวชาวไทยมีเชื้อสายจีน และยังคงสืบทอดภาษาและประเพณีมาจนถึงปัจจุบัน แสดงถึงสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ ซึ่งจีนในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงโรงงานของโลก แต่เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก ดังนั้น นักศึกษาที่เดินทางไปศึกษาจะได้มีโอกาสเห็นความก้าวหน้าอย่างใกล้ชิด และควรใช้โอกาสนี้เรียนรู้ความก้าวหน้าทางวิทยาการ อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การผลิตแบตเตอรี่ และการวิจัยพัฒนา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศไทยในอนาคต โดยเฉพาะการสร้างนวัตกรรมและยกระดับอุตสาหกรรมไทย

    “นักศึกษาทุกคนคือเมล็ดพันธุ์สำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคต จึงอยากให้ตั้งเป้าหมายใหญ่ ฝันให้ไกล และใช้โอกาสนี้เป็นแรงบันดาลใจเพื่อนำมาสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับสังคมไทย โครงการนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ไทยได้บุคลากรที่มีศักยภาพ ขณะที่จีนก็ได้ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน และเมื่อทุกคนกลับมา เราจะเห็นการพัฒนาประเทศไทยด้วยพลังของคนรุ่นใหม่ที่ได้รับประสบการณ์ตรงจากประเทศที่เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของโลก”ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/858068/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3B821RDNA57xZot0KN4Uas