“ธปท.” ชี้ ‘ลงทุน‘ หัวใจปลดล็อกเศรษฐกิจโตต่ำ ดันศักยภาพไทยพ้น 2.7%

“ธปท”-ชี้-‘ลงทุน‘-หัวใจปลดล็อกเศรษฐกิจโตต่ำ-ดันศักยภาพไทยพ้น-2.7%

“ธปท.” ชี้ ‘ลงทุน‘ หัวใจปลดล็อกเศรษฐกิจโตต่ำ ดันศักยภาพไทยพ้น 2.7% ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน กรุงเทพธุรกิจ ผ่านเวที KT Dialogue หัวข้อ New Horizon :Thailand Investment Playbook ดึงรัฐ-เอกชนด้านเศรษฐกิจการลงทุนร่วมถกอนาคตและโอกาสเศรษฐกิจประเทศไทยว่า การลงทุนเป็นหัวใจสำคัญ ที่ทำให้ประเทศไทยการหลุดพ้นจาก“กับดักเศรษฐกิจโตต่ำ” เพราะประเทศไทยอยู่ในกับดักหนี้มานาน ดังนั้นการลงทุนจะเป็นเครื่องยนต์ที่ช่วยสร้างทั้งการเติบโตในระยะสั้นและเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว
   
โดยที่ผ่านมาไทยมักพูดถึง “ปีแห่งการลงทุน” อยู่เป็นระยะๆหรือแทบจะทุก 5 ปี แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน การสร้างรอบการลงทุนใหม่ หรือ Investment Cycle ไม่ควรเป็นเพียงคำพูดหรือเป้าหมายระยะสั้น แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง หากประเทศไทยต้องการก้าวข้ามข้อจำกัดด้านการเติบโตที่กำลังเผชิญอยู่ และต้องการสร้างความสามารถในการแข่งขันขึ้นมาใหม่

ทั้งนี้ การทำความเข้าใจกับคำว่า “กับดักเศรษฐกิจโตต่ำ”จำเป็นต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน

ส่วนแรกคือศักยภาพของเศรษฐกิจ หรือ Potential Growth ซึ่งหมายถึงอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในภาวะที่ระบบเศรษฐกิจมีความแข็งแรงและสามารถทำงานได้ตามปกติ ส่วนที่สองคืออัตราการเติบโตจริงของเศรษฐกิจเมื่อเปรียบเทียบกับศักยภาพดังกล่าว

โดยปัญหาของประเทศไทยในปัจจุบันคือกำลังเผชิญกับปัญหาทั้ง 2 ด้านพร้อมกัน กล่าวคือ ไม่เพียงแต่อัตราการเติบโตจริงจะอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเท่านั้น

แต่ศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเองก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้โจทย์การฟื้นเศรษฐกิจมีความยากมากขึ้น เพราะการผลักดันให้เศรษฐกิจกลับมาโตเร็วขึ้นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่ได้เพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจควบคู่กันไป

ในด้านศักยภาพการเติบโต เมื่อประมาณ 10 ปีก่อนช่วงที่จะเกิดโควิด-19 ธปท.เคยประเมินศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไว้ที่ประมาณ 3.5% แต่ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 2.7% สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวเลขศักยภาพที่ระดับ 2.7% ไม่ใช่ตัวเลขที่น่าพอใจสำหรับประเทศไทย เพราะระดับดังกล่าวเป็นอัตราการเติบโตที่ใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น หรือประเทศในยุโรป ขณะที่ไทยยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้น หากต้องการให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้อย่างแท้จริง ไทยควรมีศักยภาพการเติบโตในระดับประมาณ 3-4%”

นอกจากปัญหาศักยภาพการเติบโตที่ลดลงแล้ว เศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ โดยธปท.ประเมินอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 2.3% ขณะที่สภาพัฒน์ประเมินไว้ที่ประมาณ 2.2% เมื่อเทียบกับศักยภาพที่ระดับ 2.7% จึงถือว่าเศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าความสามารถที่ควรจะเป็น

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไม่ถึงศักยภาพในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คือการเผชิญกับแรงกระแทกจากภายนอก หรือ Shocks อย่างต่อเนื่องและรุนแรง จนภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนไม่มีเวลามากพอที่จะปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

แรงกระแทกสำคัญที่เกิดขึ้นมีทั้งวิกฤตโควิด-19 นโยบายกีดกันทางการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์ และวิกฤตพลังงานโลก โดยเฉพาะโควิด-19 ที่สร้างผลกระทบรุนแรงต่อภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย และทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักไปนานถึง 2-3 ปี

สิ่งที่น่ากังวลคือภาคธุรกิจและครัวเรือนไม่ได้มีเวลามากพอที่จะปรับตัว เพราะในจังหวะที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากแรงกระแทกหนึ่ง ก็มีแรงกระแทกใหม่เข้ามาอีกครั้ง ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับโจทย์ 2 ชั้นพร้อมกัน คือการทำให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตใกล้เคียงกับศักยภาพ และการยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจให้สูงขึ้นกว่าเดิม โดยมองว่าอย่างหลังมีความสำคัญมากกว่าในระยะยาว

ซึ่ง“การลงทุน” จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะสามารถช่วยเศรษฐกิจได้ทั้งสองมิติ มิติแรกคือช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจและทำให้การเติบโตกลับขึ้นมาใกล้เคียงกับศักยภาพเดิม ขณะที่มิติที่สองคือการเพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ ซึ่งเป็นหัวใจของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโตต่ำในระยะยาว

หากประเทศไทยต้องการเพิ่มศักยภาพการเติบโต จำเป็นต้องเพิ่ม “ผลิตภาพการผลิต” หรือ Productivity โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่กำลังแรงงานของไทยกำลังหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อจำนวนแรงงานลดลง การที่จะทำให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้มากขึ้นจึงต้องอาศัยการทำให้แรงงานและทรัพยากรที่มีอยู่สามารถสร้างผลผลิตได้มากขึ้น

เช่นการลงทุนในอุปกรณ์ เทคโนโลยี และเครื่องมือใหม่ๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังแรงงาน

สำหรับบทบาทของธปท.สามารถมีส่วนสนับสนุนการแก้ปัญหาผ่าน 2 ช่องทางหลัก ช่องทางแรกคือ “นโยบายการเงิน” ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการรักษาเสถียรภาพ หรือ Stability เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุนก่อนที่จะตัดสินใจนำเงินมาลงทุนในระยะยาว

แม้นโยบายการเงินตามทฤษฎีจะไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการเพิ่มศักยภาพการผลิตของเศรษฐกิจในระยะยาว แต่การสร้างและรักษาเสถียรภาพถือเป็นพื้นฐานสำคัญ เพราะนักลงทุนที่ต้องนำเงินไปลงทุนในระยะยาวจำเป็นต้องมีความมั่นใจว่าสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมีความมั่นคง

ดร.ดอนมองว่า ในปัจจุบันการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ แม้เป้าหมายหลักจะเป็นการประคับประคองเศรษฐกิจ แต่ยังสามารถมองได้ว่าเป็น “โบนัส” ที่ช่วยเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน หรือ Transition ไปสู่เศรษฐกิจใหม่ได้ง่ายขึ้น เพราะต้นทุนทางการเงินที่ลดลงสามารถช่วยให้ภาคธุรกิจมีโอกาสลงทุนในสิ่งใหม่ๆ ได้มากขึ้น

อีกบทบาทสำคัญของ ธปท. คือการช่วยให้เงินทุนถูกจัดสรรไปยังภาคส่วนที่สามารถสร้างประโยชน์และศักยภาพให้กับเศรษฐกิจได้มากที่สุด โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ที่มีศักยภาพ แต่ยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

โดยธปท.ให้ความสำคัญกับการลดช่องว่างและอุปสรรคในการเข้าถึงเงินทุนของ SME เพื่อให้ธุรกิจที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น และสามารถนำเงินทุนไปใช้ในการลงทุนและพัฒนาธุรกิจ
    

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1249411&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1b0ETg_sMOBBEEK5bypQ8M