กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ฉบับเดือนตุลาคม 2026 ภายใต้ธีม Resilience Under Strain, Urgent Choices หรือ ‘ความสามารถในการรับมือวิกฤตที่กำลังถูกทดสอบ กับทางเลือกเชิงนโยบายที่ไม่อาจรอได้’ ระหว่างการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ โดยคาดเศรษฐกิจโลกปี 2026 จะขยายตัว 3.1% ชะลอลงจาก 3.5% ในปี 2025 ก่อนเร่งตัวเป็น 3.4% ในปี 2027
ตัวเลขคาดการณ์ปี 2026 เพิ่มขึ้น 0.1% จากรายงานเดือนกรกฎาคม และเท่ากับเดือนเมษายน ดูเหมือนแข็งแกร่ง แต่ IMF เตือนว่าความแข็งแกร่งนี้ซ่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สองเรื่อง
เรื่องแรกคือการเติบโตกำลังกระจุกตัวในไม่กี่ประเทศ ตามสองแรงที่ดึงกันอยู่ คือสงครามในตะวันออกกลางที่ดันราคาพลังงาน และคลื่นลงทุน AI ที่ดันการเติบโต IMF เรียกสภาพนี้ว่า เศรษฐกิจโลกที่แตกออกเป็นสองขั้ว (Split Global Economy) เรื่องที่สองคือความสามารถในการรับมือวิกฤตของโลกกำลังเหลือน้อยลงทุกที
95% ของการเติบโตโลก มาจากเพียง 32 ประเทศ
IMF ระบุว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกกระจุกตัวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้มีเพียง 32 ประเทศที่รวมกันคิดเป็น 95% ของการเติบโตทั้งโลก จากเดิม 54 ประเทศในรายงานเดือนเมษายน ขณะเดียวกัน การปรับลดคาดการณ์ก็กระจายวงกว้างขึ้น เกือบครึ่งของประเทศทั่วโลก หรือราว 47% ถูกหั่นคาดการณ์ลง
ตัวเลขปี 2026 สะท้อนภาพนี้ชัดเจน ไต้หวันคาดว่าจะโตถึง 10.7% และเกาหลีใต้ 3.3% ขณะที่ตะวันออกกลางและเอเชียกลางคาดว่าจะหดตัว 0.3% และซาอุดีอาระเบียหดตัว 3.3%
IMF แบ่งกลุ่มการเติบโตของประเทศต่างๆ ออกเป็น 4 กลุ่ม จากสองปัจจัยหลัก คือพึ่งพาการนำเข้าพลังงานแค่ไหน และอยู่ในห่วงโซ่เทคโนโลยีมากแค่ไหน
- อยู่ในห่วงโซ่ AI และโดนสงครามน้อย เศรษฐกิจทรงตัวหรือแข็งแรงขึ้น ไต้หวันคาดว่าจะโต 10.7% เกาหลีใต้ 3.3% รวมถึงมาเลเซีย สหรัฐฯ และอินเดีย
- ผู้ส่งออกพลังงานที่อยู่นอกพื้นที่สงคราม ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น
- ผู้นำเข้าพลังงานที่ไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่ AI ลำบากที่สุด ทั้งค่านำเข้าพลังงานแพง ค่าเงินถูกกดดัน และรายได้จริงของประชาชนลดลง ประเทศรายได้ต่ำจำนวนมากอยู่ในกลุ่มนี้
- ผู้ผลิตพลังงานในพื้นที่สงคราม ตะวันออกกลางและเอเชียกลางคาดว่าจะหดตัว 0.3% ซาอุดีอาระเบียหดตัว 3.3% ส่วนบาห์เรน อิรัก คูเวต และกาตาร์ หดตัวสองหลัก ก่อนดีดกลับในปี 2027
IMF เตือนว่าความแตกต่างนี้อาจทำให้ช่องว่างระหว่างประเทศรวยกับประเทศจนกว้างขึ้น ทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศ
Tenreyro ระบุเพิ่มเติมว่า “การลงทุนด้านเทคโนโลยี แม้จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการรับมือวิกฤตพลังงาน แต่กำลังทำให้ความเสี่ยงกระจุกตัว” ปัจจุบันจีนและสหรัฐฯ นำเข้าฮาร์ดแวร์ AI รวมกันเกิน 75% ของโลก และครองสัดส่วน Data Center ที่สร้างใหม่ 57% ในสถานการณ์จำลองกรณีตลาดประเมินผลตอบแทนจาก AI ใหม่จนตลาดปรับฐาน หุ้นสหรัฐฯ ร่วง 20% และ GDP เอเชียหายไปราว 0.5% ภายในปี 2029
ทำไมเศรษฐกิจโลกยังไม่ล้ม แม้เจอวิกฤตต่อเนื่อง
Silvana Tenreyro หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย IMF กล่าวว่า ในเวลาไม่ถึง 7 ปี เศรษฐกิจโลกเจอเหตุการณ์พิเศษต่อเนื่องกัน ตั้งแต่โควิด-19 ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก สงครามยูเครนและตะวันออกกลาง ไปจนถึงกำแพงภาษีที่เปลี่ยนไป แต่เศรษฐกิจโลกยังประคองตัวได้ ตลาดแรงงานแข็งแกร่งกว่าคาด ระบบการเงินผ่านการขึ้นดอกเบี้ยที่แรงที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษมาได้ และเงินเฟ้อในหลายประเทศลดลงจากจุดสูงสุด
Tenreyro อธิบายว่ามีแรงขับเคลื่อนสำคัญ 2 ประการที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมา
ประการแรก คือความสามารถในการปรับตัวของระบบพลังงานโลก
แม้สงครามตะวันออกกลางสร้างแรงกระแทกต่ออุปทานพลังงาน แต่ประเทศต่างๆ สามารถเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง เพิ่มการผลิตจากแหล่งอื่น นำพลังงานสำรองออกมาใช้ และหันไปใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น ขณะที่ประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ดีขึ้นช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
ประการที่สอง คือการลงทุนใน AI ช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ
บริษัทต่างๆ ยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะคาดหวังว่า AI จะสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น เพิ่มรายได้ที่แท้จริง และยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต
แต่ Tenreyro เตือนว่าภูมิต้านทานนี้กำลังตึงตัว หากไม่เสริมกำลังการผลิตและเติมกระสุนทางนโยบาย เศรษฐกิจโลกอาจไปถึงขีดจำกัดในไม่ช้า น้ำมันสำรองที่เคยช่วยพยุงตลาดกำลังร่อยหรอ ทำให้แรงกระแทกทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งต่อไปส่งผ่านไปถึงราคาได้เร็วกว่าเดิม
เงินเฟ้อยังไม่จบ หนี้สูง กระสุนเหลือน้อย
IMF คาดเงินเฟ้อโลกจะเร่งจาก 4.1% เป็น 4.7% ในปี 2026 ก่อนลดลงเหลือ 4.1% ในปี 2027 ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 3.9% และ 3.7% ตัวขับหลักคือราคาน้ำมันที่คาดว่าจะสูงขึ้น 41.3% หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ขณะที่ราคาดีเซลและเบนซินยังแพงกว่าก่อนสงคราม 70-95% Tenreyro เตือนว่าหากการลงทุนด้านเทคโนโลยีซ้ำเติมแรงกดดันเงินเฟ้อ ธนาคารกลางอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม
ด้านการคลัง หนี้สาธารณะของประเทศพัฒนาแล้วคาดว่าจะเพิ่มจาก 108% ของ GDP เป็น 115% ภายในปี 2031 และประเทศตลาดเกิดใหม่จาก 74% เป็น 84% IMF จำลองว่าหากสงครามยืดเยื้อจนน้ำมันแตะ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และนักลงทุนกังวลเรื่องหนี้ IMF จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทำแผนปรับฐานะการคลังที่น่าเชื่อถือ และให้มาตรการช่วยค่าครองชีพเป็นแบบชั่วคราวและตรงกลุ่ม แทนการอุดหนุนราคาทั้งระบบ
ในระยะกลาง Tenreyro เสนอ 3 เสาหลัก คือ กระจายความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและแหล่งพลังงาน กระจายคู่ค้า และเสริมกันชนด้านพลังงาน น้ำ และอาหาร พร้อมระบุว่าการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ (Reshoring) ไม่ใช่ทางออกสำหรับประเทศส่วนใหญ่
“ภารกิจข้างหน้าคือการเปลี่ยนจากการประคองตัว ไปสู่การสร้างใหม่ ทั้งความแข็งแกร่งด้านอุปทาน พื้นที่ทางการคลัง และศักยภาพการเติบโต” Tenreyro ระบุ
IMF ปรับ GDP ไทยขึ้นเป็น 2.1% แต่ยังต่ำสุดใน ASEAN-5
สำหรับไทย IMF คาดเศรษฐกิจปี 2026 ขยายตัว 2.1% ชะลอจาก 2.4% ในปี 2025 และคงที่ 2.1% ในปี 2027 ตัวเลขปี 2026 ถูกปรับขึ้นสองรอบติด จาก 1.5% ในรอบเมษายน เป็น 1.9% ในรอบกรกฎาคม
IMF ให้เหตุผลว่ามาจากมาตรการการคลังฉุกเฉินและการส่งออกเทคโนโลยี พร้อมระบุว่าไทยเป็น 1 ใน 4 ผู้ส่งออกสุทธิฮาร์ดแวร์ AI รายใหญ่ที่สุดของโลก
แม้ถูกปรับตัวเลขคาดการณ์ขึ้น แต่ไทยยังเติบโตต่ำสุดในกลุ่ม ASEAN-5 ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 4.4% โดยมาเลเซียโต 5.2% อินโดนีเซีย 5.1% สิงคโปร์ 5.0% และฟิลิปปินส์ 3.4% นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบกับประเทศอย่างเวียดนามที่อยู่นอก ASEAN-5 ก็เติบโตโตถึง 8.4%
ตัวเลขที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญจากรอบเมษายน ได้แก่ เงินเฟ้อปี 2026 ที่เพิ่มเป็น 2.1% จาก 0.9% และดุลบัญชีเดินสะพัดที่พลิกเป็นขาดดุล 1.2% ของ GDP จากที่เคยคาดว่าจะเกินดุล 0.7%
ภาพ: IMF เตือนเศรษฐกิจโลก
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/imf-world-economy-growth-limited/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0k2QPSd_NNEP6TxkFNz-uD











ไทย–สิงคโปร์ ย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงทางอาหาร พลังงานสะอาด พร้อมประสานบทบาทประธานอาเซียนปี 2570–2571


