Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เปิด 20 ประเทศร่ำรวยที่สุดในโลกปี 2026 อันดับ 1 ไม่ใช่สหรัฐฯ หรือมหาอำนาจ

    เปิด 20 ประเทศร่ำรวยที่สุดในโลกปี 2026 อันดับ 1 ไม่ใช่สหรัฐฯ หรือมหาอำนาจ

    ประเทศไหน “ร่ำรวยที่สุดในโลก” ปี 2026? การจัดอันดับล่าสุดจากข้อมูลประมาณการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF พบว่า ลิกเตนสไตน์ ยังคงครองอันดับ 1 ด้วย GDP ต่อหัวแบบปรับกำลังซื้อ หรือ PPP สูงกว่า 195,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สิงคโปร์ขึ้นมาอยู่ในอันดับ 2

    อันดับดังกล่าวสะท้อนขนาดเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร ไม่ได้หมายความว่าประชาชนทุกคนจะมีรายได้ตามตัวเลข GDP ต่อหัว โดยประเทศขนาดเล็กในยุโรปและศูนย์กลางการเงินยังคงครองอันดับต้น ๆ อย่างโดดเด่น

    20 ประเทศร่ำรวยที่สุดในโลก ปี 2026

    ข้อมูลจาก Visual Capitalist ซึ่งอ้างอิงประมาณการจาก IMF World Economic Outlook จัดอันดับประเทศตาม GDP per capita แบบ Purchasing Power Parity (PPP) โดยอันดับปี 2026 มีดังนี้

    1. ลิกเตนสไตน์ 195,372 ดอลลาร์สหรัฐ
    2. สิงคโปร์ 173,708 ดอลลาร์สหรัฐ
    3. ไอร์แลนด์ 159,129 ดอลลาร์สหรัฐ
    4. ลักเซมเบิร์ก 156,719 ดอลลาร์สหรัฐ
    5. มาเก๊า 140,423 ดอลลาร์สหรัฐ
    6. นอร์เวย์ 115,548 ดอลลาร์สหรัฐ
    7. กาตาร์ 112,312 ดอลลาร์สหรัฐ
    8. สวิตเซอร์แลนด์ 105,680 ดอลลาร์สหรัฐ
    9. ไต้หวัน 98,051 ดอลลาร์สหรัฐ
    10. บรูไน 97,858 ดอลลาร์สหรัฐ
    11. กายอานา 95,477 ดอลลาร์สหรัฐ
    12. สหรัฐอเมริกา 94,430 ดอลลาร์สหรัฐ
    13. เดนมาร์ก 89,667 ดอลลาร์สหรัฐ
    14. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 87,774 ดอลลาร์สหรัฐ
    15. เนเธอร์แลนด์ 87,773 ดอลลาร์สหรัฐ
    16. ซานมารีโน 87,141 ดอลลาร์สหรัฐ
    17. ฮ่องกง 84,212 ดอลลาร์สหรัฐ
    18. ไอซ์แลนด์ 82,730 ดอลลาร์สหรัฐ
    19. มอลตา 82,421 ดอลลาร์สหรัฐ
    20. ซาอุดีอาระเบีย 78,815 ดอลลาร์สหรัฐ

    ลิกเตนสไตน์ ครองอันดับ 1 มานานหลายสิบปี

    ลิกเตนสไตน์เป็นประเทศขนาดเล็กในยุโรปที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลกมาอย่างยาวนาน โดยในปี 2006 มี GDP ต่อหัวแบบ PPP อยู่ที่ 112,499 ดอลลาร์สหรัฐ และเป็นประเทศเดียวในเวลานั้นที่ตัวเลขทะลุ 100,000 ดอลลาร์

    เมื่อมาถึงปี 2026 ตัวเลขถูกคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 195,372 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน หรือเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 20 ปี ขณะที่ประเทศยุโรปขนาดเล็กอื่น ๆ เช่น ลักเซมเบิร์กและสวิตเซอร์แลนด์ก็ยังติดอันดับสูงเช่นกัน

    สิงคโปร์พุ่งขึ้นอันดับ 2 ของโลก

    หนึ่งในประเทศที่อันดับขยับขึ้นอย่างโดดเด่นคือ สิงคโปร์ ซึ่งในปี 2006 มี GDP ต่อหัวอยู่ที่ 59,942 ดอลลาร์สหรัฐ และอยู่ในอันดับ 9 ของโลก

    ภายในปี 2026 ตัวเลขคาดว่าจะเพิ่มเป็น 173,708 ดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยการเติบโตส่วนหนึ่งมาจากอุตสาหกรรมที่มีความสามารถแข่งขันสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์และเภสัชกรรม

    ไอร์แลนด์ขึ้นอันดับ 3 แต่ตัวเลข GDP มีข้อควรระวัง

    ไอร์แลนด์ อยู่ในอันดับ 3 ด้วย GDP ต่อหัว 159,129 ดอลลาร์สหรัฐ โดยการเติบโตของเศรษฐกิจมีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาตั้งฐานและนำสินทรัพย์ รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญามาจดทะเบียนในประเทศ

    ปัจจัยดังกล่าวทำให้ GDP ของไอร์แลนด์อาจดูสูงกว่ารายได้ที่ตกถึงประชาชนจริง รัฐบาลไอร์แลนด์จึงมีการใช้ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อสะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น

    กายอานา ดาวรุ่งจากน้ำมัน แซงสหรัฐฯ ใน GDP ต่อหัว

    อีกประเทศที่น่าจับตาคือ กายอานา ประเทศเล็กในอเมริกาใต้ ซึ่งเริ่มผลิตน้ำมันเชิงพาณิชย์ในเดือนธันวาคม 2019 หลังค้นพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ในทะเล

    การผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ GDP ต่อหัวของกายอานาพุ่งขึ้นอย่างมาก โดยปี 2026 คาดว่าจะอยู่ที่ 95,477 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าสหรัฐอเมริกาที่ 94,430 ดอลลาร์ และกลายเป็นระดับสูงที่สุดในซีกโลกตะวันตกตามการจัดอันดับชุดนี้

    อย่างไรก็ตาม รายได้เฉลี่ยระดับประเทศที่สูงขึ้นไม่ได้หมายความว่าประชาชนทุกครัวเรือนจะได้รับประโยชน์เท่ากัน ความท้าทายสำคัญของกายอานาคือการบริหารรายได้จากน้ำมันให้เกิดประโยชน์ในระยะยาว รวมถึงรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงาน

    iStockphoto

    ย้อนกลับไปปี 2006 ใครเคยติด Top 10?

    เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน ประเทศที่มี GDP ต่อหัวสูงที่สุดยังคงเป็นลิกเตนสไตน์ ตามด้วยลักเซมเบิร์ก กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    1. ลิกเตนสไตน์ 112,499 ดอลลาร์สหรัฐ
    2. ลักเซมเบิร์ก 96,014 ดอลลาร์สหรัฐ
    3. กาตาร์ 86,252 ดอลลาร์สหรัฐ
    4. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 74,230 ดอลลาร์สหรัฐ
    5. มาเก๊า 69,437 ดอลลาร์สหรัฐ
    6. บรูไน 67,149 ดอลลาร์สหรัฐ
    7. ซานมารีโน 63,401 ดอลลาร์สหรัฐ
    8. คูเวต 60,477 ดอลลาร์สหรัฐ
    9. สิงคโปร์ 59,942 ดอลลาร์สหรัฐ
    10. สวิตเซอร์แลนด์ 54,488 ดอลลาร์สหรัฐ

    ทำไมประเทศเล็กถึงติดอันดับรวยที่สุดจำนวนมาก?

    ประเทศที่มี GDP ต่อหัวสูงจำนวนมากเป็นประเทศขนาดเล็ก มีประชากรไม่มาก แต่มีภาคเศรษฐกิจมูลค่าสูง เช่น การเงิน เทคโนโลยี พลังงาน หรือเป็นที่ตั้งของบริษัทข้ามชาติ เมื่อมูลค่าเศรษฐกิจถูกหารด้วยจำนวนประชากรที่ไม่มาก ตัวเลขต่อหัวจึงสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

    สรุป ประเทศร่ำรวยที่สุดในโลกปี 2026

    ลิกเตนสไตน์ ครองอันดับ 1 ประเทศที่มี GDP ต่อหัวแบบ PPP สูงที่สุดในโลกปี 2026 ที่ 195,372 ดอลลาร์สหรัฐ ตามด้วยสิงคโปร์ 173,708 ดอลลาร์ และไอร์แลนด์ 159,129 ดอลลาร์

    ขณะเดียวกัน กายอานากลายเป็นประเทศที่น่าจับตาที่สุดแห่งหนึ่ง หลังรายได้จากน้ำมันผลักดัน GDP ต่อหัวขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 11 และสูงกว่าสหรัฐอเมริกาเล็กน้อย สะท้อนให้เห็นว่าทรัพยากร เทคโนโลยี การเงิน และโครงสร้างเศรษฐกิจ สามารถเปลี่ยนอันดับความมั่งคั่งของประเทศได้อย่างมากในเวลาไม่กี่สิบปี

    แหล่งอ้างอิง

    1. Visual Capitalist

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/959235/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hHoQYyS_clX30qle3cSLa

  • สภาพัฒน์ จ่อปรับทบทวนเศรษฐกิจใหม่ หลังดัชนี MPI มีข้อมูลอัปเดต | เดลินิวส์

    สภาพัฒน์ จ่อปรับทบทวนเศรษฐกิจใหม่ หลังดัชนี MPI มีข้อมูลอัปเดต | เดลินิวส์

    วันที่ 12 ต.ค. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงประเด็นการคำนวณตัวเลขทางเศรษฐกิจ หลังได้มีการปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ว่า สศช.อยู่ระหว่างทบทวนตัวเลขอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2569 ใหม่ โดยครอบคลุมตั้งแต่ไตรมาส 1-2 ให้ครอบคลุมกิจกรรมการผลิตที่เกิดขึ้นใหม่ เพื่อสะท้อนโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมไทยในปัจจุบันได้แม่นยำยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ สศช.จะใช้ข้อมูลดัชนี MPI จากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ในการคำนวณ GDP ส่วนอีก 40% นำมาจากข้อมูลจริงของภาคส่วนอื่น เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มาประกอบ พร้อมยืนยันว่า สศช.ไม่ได้มีการปรับตัวเลขล่วงหน้าหรือปรับเผื่อแต่อย่างใด

    สาเหตุของการปรับปรุงดัชนี MPI เกิดจากการพบความผิดปกติมาตั้งแต่ปี 2566 ที่ภาคอุตสาหกรรมเริ่มขยายตัวแต่ตัวเลข MPI กลับไม่ปรับตัวขึ้นตาม ประกอบกับระดับสินค้าคงคลังสูงผิดปกติ 

    ซึ่งในทางปฏิบัติไม่สามารถพึ่งพาการส่งออกด้วยสินค้าคงคลังเป็นระยะเวลานานเป็นปีได้เมื่อตรวจสอบจึงพบว่าโครงสร้างการคำนวณ MPI แบบเดิมไม่รองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมใหม่ๆ จึงได้มีการปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณใหม่ทั้งระบบ

    “การปรับปรุงดังกล่าวส่งผลให้ตัวเลข MPI เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยเดือน ส.ค. 2569 ดัชนีขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 4.44% มาอยู่ที่ระดับ 103.43 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลภาคอุตสาหกรรมย่อมมีผลต่อการประเมินภาพรวมเศรษฐกิจ และทำให้สภาพัฒน์ต้องนำข้อมูลใหม่มาทบทวนตัวเลขจีดีพีให้สอดคล้องกัน”

    นายดนุชา ระบุว่า การทบทวนข้อมูลยังไม่ทันนำไปใช้กับการประกาศตัวเลขไตรมาส 3 ปี 2569 รอบเดือน พ.ย. นี้ โดย สศช.จะเร่งปรับปรุงตัวเลขย้อนหลังในช่วง 2 ไตรมาสแรก ส่วนข้อมูลไตรมาส 4 ปี 2569 จะต้องติดตามการประเมินอีกครั้ง และคาดว่าจะเห็นตัวเลขที่ชัดเจนในช่วงต้นปี 2570

    “การปรับตัวเลขดังกล่าวเป็นการทบทวนข้อมูลให้สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงมากขึ้น ยังไม่สามารถสรุปได้ล่วงหน้าว่าจะทำให้อัตราการขยายตัวของจีดีพีทั้งปีเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด จนกว่าการคำนวณใหม่จะแล้วเสร็จ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6269035/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KRzI9aUZru_GI2ztxgysP

  • ภาคีวิจัยโลกชูปฏิรูประบบเกษตร รับความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

    ภาคีวิจัยโลกชูปฏิรูประบบเกษตร รับความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

    Loading…

    ภาคีวิจัยโลกชูปฏิรูประบบเกษตร รับความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/agriculture-73&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw047SDbRlbW8ZyOZQQ7hGk4

  • “กรณ์” เตือนเศรษฐกิจไทย จากยุคทองสู่ “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย” ชี้ดอกเบี้ยต่ำบดบังความเสี่ยง – สยามรัฐ

    “กรณ์” เตือนเศรษฐกิจไทย จากยุคทองสู่ “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย” ชี้ดอกเบี้ยต่ำบดบังความเสี่ยง – สยามรัฐ

    วันที่ 12 ตุลาคม 2569 นายกรณ์ จาติกวานิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว สะท้อนมุมมองพร้อมวิเคราะห์สภาวะเศรษฐกิจไทยในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF–World Bank Group Annual Meetings) ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการจัดครั้งที่ 2 ต่อจากปี 2534 (ค.ศ. 1991)

    นายกรณ์ ระบุว่า ในฐานะคนไทยและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอส่งกำลังใจให้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพ อย่างไรก็ดี บรรยากาศทางเศรษฐกิจของไทยในการเป็นเจ้าภาพทั้งสองครั้งนี้ มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในรอบ 35 ปี

    นายกรณ์ ย้อนความทรงจำในปี 2534 ซึ่งขณะนั้นเพิ่งเริ่มทำธุรกิจการเงินว่า เศรษฐกิจไทยในยุคนั้นขยายตัวเฉลี่ยราว 8% ต่อปี หลังจากที่เติบโตด้วยเลขสองหลักติดต่อกัน 3 ปี ส่งผลให้เกิด “Animal Spirit” หรือพลังความเชื่อมั่นในการลงทุนและความกล้าเสี่ยง จนดึงดูดให้คนไทยที่ศึกษาและทำงานต่างประเทศต่างเดินทางกลับมาสร้างอนาคตในบ้านเกิด

    ในสายตาโลก ไทยได้รับอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ที่ระดับ A (สูงกว่าปัจจุบัน 2 ขั้น) การเป็นเจ้าภาพในครั้งนั้นจึงเปรียบเสมือนรางวัลความสำเร็จและการเปิดตัวสู่เวทีการลงทุนโลก
    อย่างไรก็ตาม นายกรณ์ชี้ว่าเศรษฐกิจยุคนั้นซ่อนความเปราะบาง ที่ถูกมองข้าม นั่นคือ

     -การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 7.7% ของ GDP
     -หนี้ต่างประเทศพุ่งสูง จาก 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเกือบ 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในเวลาเพียงปีเดียว
     -การตรึงค่าเงินบาท ทำให้ภาคธุรกิจกู้เงินต่างประเทศโดยไม่ระวังความเสี่ยง

    นายกรณ์ ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งในอีก 6 ปีต่อมา (ปี 2540)

    อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวต่อว่า เมื่อตัดภาพมาที่การเป็นเจ้าภาพในปี 2569 บรรยากาศกลับพลิกผันจากความตื่นตาตื่นใจ กลายเป็นคำถามจากต่างชาติต่อสถานะ “คนป่วยแห่งเอเชีย” (Sick Man of Asia) เนื่องจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยช้ากว่ากลุ่มประเทศ ASEAN เกือบทั้งหมด

    นายกรณ์ ยังได้สะท้อนปัญหาโครงสร้างที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน คือ
     
    1.โครงสร้างประชากรและหนี้สิน ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์โดยมีประชากรวัยทำงานลดลงเรื่อย ๆ ขณะที่หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

     2.ความเปราะบางของการลงทุน AI แม้ครึ่งแรกของปีนี้จะมีคำขอรับส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 1.47 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้น 37%) โดยส่วนใหญ่เป็น Data Center และเทคโนโลยี AI รวมถึงยอดอนุมัติแล้ว 1.31 ล้านล้านบาท แต่กลับสร้างงานให้คนไทยเพียง 82,000 ตำแหน่ง เนื่องจากอุปกรณ์หลักต้องนำเข้าจากต่างประเทศ หากกระแส AI ของโลกสะดุด การลงทุนและการส่งออกของไทยจะได้รับผลกระทบรุนแรงพร้อมกัน

     3. กับดักดอกเบี้ยต่ำ ดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% ทำให้ภาครัฐและเอกชนรู้สึกว่าแบกรับหนี้ไหว ซึ่งเปรียบเสมือนกรณี “ค่าเงินบาทนิ่ง” ในปี 2534 ที่สร้างความรู้สึกปลอดภัยแบบลวงตา ทั้งที่ดอกเบี้ยไม่ได้อยู่ในระดับต่ำตลอดไป

     4.ปัญหางบประมาณขาดดุล งบประมาณรายจ่ายเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่การจัดเก็บรายได้โตตามไม่ทัน

    นายกรณ์ กล่าวเสริมว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ได้อยู่ในตัวเลขเศรษฐกิจ แต่อยู่ที่ “Animal Spirit” ที่หายไปจากสังคมไทย ความรู้สึกว่าโอกาสอยู่ที่นี่ ที่เคยดึงดูดคนไทยกลับบ้านเมื่อ 35 ปีก่อน ได้เปลี่ยนเป็นสภาวะที่เยาวชนไทยและคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูง พยายามหาช่องทางย้ายไปตั้งถิ่นฐานในต่างประเทศ

    “ปี 2534 ความเสี่ยงของเราคือล้มแรง แต่วันนี้ความเสี่ยงคือค่อย ๆ ถอย โดยไม่มีวันไหนที่สัญญาณเตือนดัง แบบหลังนี้แก้ยากกว่า เพราะไม่มีวิกฤตมาบังคับให้เราต้องลงมือ”อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าว และทิ้งท้ายว่า แม้แขกผู้มีเกียรติจากทั่วโลกจะมองเห็นประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีเสถียรภาพ แต่นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่คนไทยต้องตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนที่เคยพลาดการตั้งคำถามในปี 2534 ว่า “หากเรายังเดินต่อไปแบบนี้ ในอีก 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร?”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/328206&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EwHdv_uMB6oWOj4AYcKWL

  • ไทย-สิงคโปร์ ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น เดินหน้าเศรษฐกิจดิจิทัล-อาหาร-พลังงานสะอาด ผนึกบทบาทประธานอาเซียน : อินโฟเควสท์

    ไทย-สิงคโปร์ ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น เดินหน้าเศรษฐกิจดิจิทัล-อาหาร-พลังงานสะอาด ผนึกบทบาทประธานอาเซียน : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงน้ำชาเพื่อเป็นเกียรติแก่นายทาร์มัน ชันมูการัตนัม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของรัฐบาล และเข้าร่วมการประชุมระดับสูงว่าด้วยการจ้างงานของกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group’s High-Level Advisory Council on Jobs Meeting) ระหว่างวันที่ 11–12 ตุลาคม 2569 รวมถึงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings)

    สำหรับการเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนไทยครั้งแรกในฐานะประธานาธิบดีสิงคโปร์ โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นในการสานต่อความร่วมมือภายใต้กรอบความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้า (Thailand–Singapore Forward-Looking Strategic Partnership) โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ฟินเทคและการเชื่อมโยงตลาดทุน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและขบวนการหลอกลวงออนไลน์ พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์การเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงการประสานความร่วมมือในโอกาสที่สิงคโปร์และไทยจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2570 และ 2571 ตามลำดับ เพื่อเสริมสร้างความเป็นเอกภาพและบทบาทของอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายระดับภูมิภาคและระดับโลก

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/662801&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YKCgx_2bRKmOTdl_Scy87

  • รัฐมนตรีช่วยฯ ก.มหาดไทย ติดตามการเตรียมรับมืออุทกภัยเขตเศรษฐกิจเมืองภูเก็ต พร้อมสั่งการ “กรมโยธาฯ” ศึกษาการเพิ่มประตูระบายน้ำเขตเศรษฐกิจเมืองภูเก็ต

    รัฐมนตรีช่วยฯ ก.มหาดไทย ติดตามการเตรียมรับมืออุทกภัยเขตเศรษฐกิจเมืองภูเก็ต พร้อมสั่งการ “กรมโยธาฯ” ศึกษาการเพิ่มประตูระบายน้ำเขตเศรษฐกิจเมืองภูเก็ต

    วันนี้ (12 ต.ค. 69) นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจติดตามการคาดการณ์สภาวะอากาศและการบริหารจัดการรับมือสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดภูเก็ต ณ ศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ (Intelligent Operation Center หรือ IOC) ซึ่งเป็นศูนย์ติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ (Real-time monitoring) และรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล (Data Integration & Analytics) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาประมวลผลร่วมกัน โดยมี นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายศุภโชค ละอองเพชร นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต ร่วมด้วย

    จากนั้น นายวรศิษฎ์ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจติดตามความพร้อมสถานีสูบน้ำคลองบางใหญ่ (PS1) บริเวณถนนรัตนโกสินทร์ 200 ปี และสถานีสูบน้ำตะกั่วป่า ถนนตะกั่วป่า ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเทศบาลนครภูเก็ต โดยเป็นสถานีระบายน้ำหลักที่รับน้ำจากพื้นที่ต่าง ๆ ในตัวเมืองภูเก็ต ทั้งเป็นจุดป้องกันน้ำท่วมขังและน้ำรอระบายในพื้นที่ชุมชนเมืองและย่านเศรษฐกิจสำคัญเพื่อออกสู่ทะเล ไม่ให้น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชน และยังมีศักยภาพในการรับมือภาวะน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงที่ฝนตกหนักร่วมกับภาวะน้ำทะเลหนุนสูง และผลักดันน้ำจากคลองออกสู่ทะเล ป้องกันไม่ให้น้ำทะเลไหลย้อนกลับเข้ามาท่วมเมือง

    นายวรศิษฎ์ เผยว่า ในการลงพื้นที่ติดตามประตูระบายน้ําและสถานีสูบน้ําทั้งสองจุดของเทศบาลนครภูเก็ตในวันนี้ ทำให้เห็นศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการน้ำไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเขตเศรษฐกิจชั้นในของตัวเมืองภูเก็ต โดยนายกเทศมนตรีนครภูเก็ต ได้ขอรับการสนับสนุนการเพิ่มประตูระบายน้ำในพื้นที่เขตเทศบาลนครภูเก็ต ซึ่งตนในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคใต้ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแลพื้นที่ภาคใต้ ได้สั่งการให้โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดภูเก็ตนำเรื่องดังกล่าวเสนอส่วนกลางเพื่อขอรับการสนับสนุนต่อไป

    นายวรศิษฎ์ กล่าวอีกว่า สำหรับในภาพรวมจังหวัดภูเก็ตและเทศบาลนครภูเก็ตมีแผนรับมือสถานการณ์อุทกภัยหากเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ ทั้งเครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ เครื่องจักรกล และกำลังพล โดยเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง รวมไปถึงเตรียมการอพยพพี่น้องประชาชนที่เป็นกลุ่มเปราะบาง กลุ่มผู้ป่วยติดเตียง

    นอกจากนี้ ในการสนับสนุนจากส่วนกลาง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้ทำบัญชีและประสานระดมสรรพกำลังเครื่องไม้เครื่องมือ เครื่องจักร รถยกสูง รถสุขา เครื่องสูบน้ำต่าง ๆ โดยเมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรืออำเภอ หรือจังหวัด มีความต้องการในการสนับสนุน ก็พร้อมที่จะสนับสนุนมาทันที ร่วมกับกระทรวงคมนาคม และกระทรวงกลาโหม เช่น กองทัพเรือก็มีเรือผลักดันน้ำ ซึ่งช่วยในการระบายน้ำออกสู่ทะเลได้เร็วขึ้นนะครับ

    และภายหลังจากเกิดภัย เรื่องของ “การเยียวยา” องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นด่านหน้าอยู่แล้วในการสำรวจข้อมูลแบบ Manual และขณะเดียวกันประชาชนก็สามารถแจ้งผ่านแอปทางรัฐไป ซึ่งตนได้เน้นย้ำว่า “ต้องอำนวยความสะดวกพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด” ขั้นตอนเอกสารไหนที่ไม่จำเป็นก็ต้องอำนวยความสะดวก มีจัดชุดปฏิบัติการลงไปอํานวยความสะดวกประชาชนเพื่อสํารวจความเสียหายของบ้านเรือน ทำให้เร็วที่สุด และง่ายที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/80333&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2y-eJJGOCc0YPhHIGJWEvp

  • คลังชวนติดตาม 2 เวทีเสวนา รับมือความท้าทายเศรษฐกิจโลก-ระดมทุนเหนุนเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสีเขียว

    คลังชวนติดตาม 2 เวทีเสวนา รับมือความท้าทายเศรษฐกิจโลก-ระดมทุนเหนุนเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสีเขียว

    คลังชวนติดตาม 2 เวทีเสวนา รับมือความท้าทายเศรษฐกิจโลก-ระดมทุนเหนุนเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสีเขียว

    กระทรวงการคลังเชิญชวนติดตามเวทีเสวนาระดับสูงของประเทศไทย (Thailand Host-Country Events) ภายใต้การประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ในหัวข้อ Building Resilience in a Fragmented World และ Financing a Resilient Green Economy”

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ขอเชิญชวนประชาชนและผู้สนใจร่วมติดตาม การเสวนาระดับสูงของประเทศไทยในฐานะประเทศเจ้าภาพ (Thailand Host-Country Events) จำนวน 2 กิจกรรมสำคัญ ภายใต้การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 (2026 IMF–World Bank Annual Meetings) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

    วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

    ซึ่งประกอบด้วยการประชุมและกิจกรรมสำคัญระดับนานาชาติหลากหลายเวที กระทรวงการคลังได้จัดการเสวนาระดับสูงของประเทศไทยในฐานะประเทศเจ้าภาพ (Thailand Host-Country Events) จำนวน 2 กิจกรรมสำคัญ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมภายใต้การประชุมดังกล่าว โดยได้รับเกียรติจากผู้นำทางเศรษฐกิจและการเงินระดับโลกเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการรับมือกับความท้าทายของเศรษฐกิจโลก การเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และการระดมเงินทุนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย
     

    กิจกรรมที่ 1: การเสวนาระดับสูงในหัวข้อ “Building Resilience in a Fragmented World” ในวันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2569 เวลา 13.30–14.30 น. ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายที่เกิดขึ้นจากการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น และแนวทางที่ประเทศต่าง ๆ จะเสริมสร้างความเข้มแข็งและความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ควบคู่กับการรักษาความเปิดกว้างและความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ รวมถึงการแสวงหาแนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศที่เป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันสร้างเศรษฐกิจโลกที่มีความเข้มแข็งและเติบโตอย่างทั่วถึง

    โดยได้รับเกียรติจากผู้ร่วมเสวนาระดับสูง ได้แก่ 1) ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย 2) ดร. Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) 3) นาย Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) และ4) นาง Riikka Purra รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฟินแลนด์ 
        
    กิจกรรมที่ 2: การเสวนาระดับสูงในหัวข้อ “Financing a Resilient Green Economy” ในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 เวลา 15.00–16.00 น. ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของภาคการเงินในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว การเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจและชุมชนในระดับท้องถิ่น รวมถึงแนวทางส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการเงิน ธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อระดมเงินทุนและการลงทุนที่สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน 

    คลังชวนติดตาม 2 เวทีเสวนา รับมือความท้าทายเศรษฐกิจโลก-ระดมทุนเหนุนเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสีเขียว  

    โดยได้รับเกียรติจากผู้ร่วมเสวนาระดับสูง ได้แก่ 1) นาย Paschal Donohoe กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่ด้านองค์ความรู้ (Managing Director and Chief Knowledge Officer) กลุ่มธนาคารโลก 2) ดร. Ma Jun ประธานสถาบันการเงินและความยั่งยืน (Institute of Finance and Sustainability) และประธานเครือข่ายความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านการลงทุนอย่างยั่งยืน (Capacity-building Alliance of Sustainable Investment) 3) นาย Jean-Paul Servais ประธานคณะกรรมการองค์การคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ระหว่างประเทศ (International Organization of Securities Commissions) และประธานหน่วยงานกำกับดูแลบริการและตลาดการเงินของเบลเยียม (Financial Services and Markets Authority) และ 4) ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลังของไทย โดยมี ศาสตราจารย์ Annie Koh ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านการเงิน (ภาคปฏิบัติ) ของ Singapore Management University เป็นผู้ดำเนินรายการ

    กระทรวงการคลังขอเชิญชวนประชาชน ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน นักวิชาการ นักศึกษา และผู้สนใจทุกภาคส่วน ร่วมติดตามการเสวนาระดับสูงของประเทศไทยในฐานะประเทศเจ้าภาพ (Thailand Host-Country Events) ทั้ง 2 กิจกรรมสำคัญ พร้อมทั้งขอเชิญชวนร่วมติดตามกิจกรรมสำคัญอื่น ๆ ภายใต้การประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ซึ่ง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีกำหนดเข้าร่วมเวทีเสวนาระดับสูงและการหารือทวิภาคีกับผู้นำทางเศรษฐกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจากต่างประเทศ และผู้แทนสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายและทิศทางเศรษฐกิจโลก เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนของไทย โดยสามารถติดตามรายละเอียดและช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดได้ทางเว็บไซต์การประชุมอย่างเป็นทางการ www.am2026thailand.go.th
     

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378984722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kDZaHBsaSHxQ2rhXdj4nR

  • เกือบ 30 ปีหลังได้รับความช่วยเหลือจาก IMF ไทยกำลังเผชิญบททดสอบทางเศรษฐกิจครั้งใหม่

    เกือบ 30 ปีหลังได้รับความช่วยเหลือจาก IMF ไทยกำลังเผชิญบททดสอบทางเศรษฐกิจครั้งใหม่

    ปี 1997 ประเทศไทยลดค่าเงินบาท ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย

    เงินกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจอีกหลายประการช่วยให้ประเทศไทยหาทางออกจากภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจได้

    วันนี้ผ่านมาเกือบ 30 ปีแล้ว ประเทศไทยกำลังทำหน้าที่เจ้าภาพการประชุมไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์ในกรุงเทพฯ และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย กำลังมุ่งมั่นที่จะนำพาเศรษฐกิจฝ่าฟันความท้าทายครั้งใหม่ นั่นคือการหาทางออกจากภาวะการเติบโตที่ซบเซามาอย่างยาวนาน

    เอกนิติให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Reuters ว่า “หลังวิกฤติการเงิน สัดส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของเราลดลงเหลือราว 22-23% ในปัจจุบัน ซึ่งนั่นคือสาเหตุที่ทำให้แรงส่งในการเติบโตทางเศรษฐกิจของเราเป็นไปอย่างเชื่องช้า”

    “หลังจากผมเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมกำหนดให้การผลักดันนโยบายสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยอาศัยการลงทุนเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก เป็นภารกิจสำคัญอันดับแรก”

    — เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย

    ก่อนการประชุมไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์ที่กรุงเทพฯ คริสตาลินา จอร์จิวา ผู้อำนวยการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศเตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง หนี้สาธารณะที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และความเสี่ยงที่มาพร้อมกับกระแสการลงทุนใน AI ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อประเทศไทยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของประเทศกำลังขยับเข้าใกล้เพดานที่กำหนดไว้ที่ระดับ 70%

    รับมือได้ดีกว่า

    ไทยซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียงปีละ 2.34% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคที่สามารถฟื้นตัวจากการระบาดใหญ่ได้รวดเร็วกว่า

    เมื่อเดือนที่แล้ว เอกนิตินำเสนอแผนงานเพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตแตะระดับ 3% ภายในเวลา 3 ปี โดยมุ่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมสำคัญต่างๆ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า

    ในฐานะประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานสุทธิ ไทยกำลังลงทุนในพลังงานหมุนเวียนควบคู่ไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ทรัพยากรสูง

    อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทยมีมุมมองที่ระมัดระวังกว่า โดยประเมินอัตราการเติบโตตามศักยภาพของเศรษฐกิจไว้ที่ 2.7% ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า เป็นระดับที่อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 ปีจึงจะไปถึงจุดนั้นได้

    แม้จะเผชิญกับปัจจัยลบต่างๆ อาทิ ปัญหาหนี้ครัวเรือนเรื้อรัง จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง และข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ แต่เศรษฐกิจไทยก็ยังแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสภาวะเศรษฐกิจในช่วงปี 1997

    “เศรษฐกิจไทยยืนหยัดได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ท่ามกลางภาวะวิกฤตด้านพลังงานทั่วโลก แรงกดดันจากภาวะเงินฝืดได้บรรเทาลง และความสามารถในการคาดการณ์ทิศทางนโยบายก็ปรับตัวดีขึ้นหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026”

    — ฟิทช์ เรตติงส์ระบุเมื่อเดือนที่แล้ว

    ฟิทช์ เรตติงส์ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจากระดับ “ลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ”

    ความเป็นเจ้าของทางการเมือง

    อนุพ ซิงห์ ที่เคยนำคณะทำงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศเข้ามาดูแลภารกิจในประเทศไทยช่วงวิกฤตปี 1997 เผยว่า ในช่วงวิกฤตการณ์ปี 1997 ที่ตลาดหุ้นและค่าเงินในเอเชียต่างดิ่งลงอย่างหนัก การกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ ชวน หลีกภัย คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยพลิกสถานการณ์ให้ดีขึ้น

    “ทันทีที่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น ก็เริ่มมีความเป็นเจ้าของทางการเมือง การยอมรับในระดับการเมือง และการปฏิรูปต่างๆ ตามมา” ซิงห์ ซึ่งปัจจุบันเกษียณอายุแล้ว กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Reuters “สิ่งที่ IMF พยายามทำก็คือ การทำความเข้าใจปัญหาและเสนอแนะแนวทางปฏิบัติแก่รัฐบาล แต่ท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลนั่นเองที่จะต้องเป็นผู้ลงมือทำ ดังนั้น ความเป็นเจ้าของทางการเมืองจึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”

    Reuters ระบุว่า ในช่วงหลายสิบปีนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ประเทศไทยเคยเผชิญกับการถอดถอนนายกรัฐมนตรีโดยศาลหรือรัฐประหาร รวมถึงการประท้วงบนท้องถนนที่รุนแรงจนมีผู้เสียชีวิต แต่ด้วยการเลือกตั้งใหม่ของ อนุทิน ชาญวีรกุล ในเดือนกุมภาพันธ์ ประเทศไทยจึงเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความสงบทางการเมือง ซึ่งช่วยบรรเทาความกดดันทางเศรษฐกิจได้บ้าง

    จุดหมายปลายทางด้านการลงทุนที่เป็นกลาง

    ในช่วงหลายสัปดาห์หลังจากชัยชนะที่เหนือความคาดหมาย บรรดานักวิเคราะห์ต่างชื่นชมการจัดตั้งรัฐบาลผสมจากหลายพรรคที่อนุทินสามารถรวบรวมขึ้นได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการที่เขาสนับสนุนกลุ่มนักเทคโนแครตอย่างเอกนิติ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังตั้งคำถามถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลชุดใหม่ในการยกเครื่องระบบเศรษฐกิจ

    เมื่อถูกถามถึงการปฏิรูปโครงสร้างที่สำคัญที่สุดที่เขาพิจารณา เอกนิติเน้นย้ำอีกครั้งถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนและการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของระบบส่งไฟฟ้า การพัฒนาภาคส่วนต่างๆ เช่น เซมิคอนดักเตอร์และดาต้าเซ็นเตอร์ และการปรับปรุงบุคลากรที่มีความสามารถสำหรับอุตสาหกรรมไฮเทค

    ในขณะที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความตึงเครียดทางการค้าทวีความรุนแรงขึ้น เอกนิติยังส่งเสริมประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการลงทุนที่เป็นกลางและปลอดภัย ซึ่งเป็นข้อเสนอที่เขาวางแผนจะนำเสนอในการประชุม IMF-World Bank

    “จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก เรามีโลกที่แตกแยก เราต้องการบางประเทศที่จะเชื่อมโยงเศรษฐกิจที่แตกแยกเหล่านี้เข้าด้วยกัน และประเทศไทยสามารถเป็นตวเชื่อมที่น่าเชื่อถือได้” เอกนิติกล่าว

    Photo by ANTHONY WALLACE / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/nearly-30-years-imf-rescue-thailand-faces-new-economic-test&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Uipe58_gjuo1c51HsmoKJ

  • เขตพัฒนาเศรษฐกิจอวี่หาง ชูนิคมอุตสาหกรรมครบวงจร ขับเคลื่อนอนาคตการผลิตอัจฉริยะ

    เขตพัฒนาเศรษฐกิจอวี่หาง ชูนิคมอุตสาหกรรมครบวงจร ขับเคลื่อนอนาคตการผลิตอัจฉริยะ

    เขตพัฒนาเศรษฐกิจอวี่หาง ชูนิคมอุตสาหกรรมครบวงจร ขับเคลื่อนอนาคตการผลิตอัจฉริยะ

    เขตพัฒนาเศรษฐกิจอวี่หาง มณฑลเจ้อเจียง

    มหกรรมการค้าดิจิทัลโลก (Global Digital Trade Expo) ครั้งที่ 5 ซึ่งจัดขึ้น ณ นครหางโจว มณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของประเทศจีน เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ปิดฉากลงด้วยความสำเร็จ โดยมีบริษัทมากกว่า 2,000 แห่งจากทั่วโลก เข้าร่วมงานเพื่อจัดแสดงการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ล้ำสมัยในภาคการค้าดิจิทัล

    หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการจัดแสดงผลงานของสองบริษัทจากแปดบริษัทเทคโนโลยีดาวรุ่งของหางโจว ได้แก่ Hangzhou Xynova Technology Co., Ltd. (Xynova) ซึ่งนำมือหุ่นยนต์อัจฉริยะเคลื่อนไหวอิสระมาโชว์ในงาน และ Bibo (Hangzhou) Automotive Electronics Co., Ltd. ที่นำเสนอโซลูชันแชสซีรถยนต์อัจฉริยะ โดยทั้งสองบริษัทได้ร่วมกันสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าล่าสุดในอุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะของจีน

    เขตพัฒนาเศรษฐกิจอวี่หาง ชูนิคมอุตสาหกรรมครบวงจร ขับเคลื่อนอนาคตการผลิตอัจฉริยะ

    จุดที่น่าสนใจคือ บริษัททั้งสองแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน นั่นคือ เขตพัฒนาเศรษฐกิจอวี่หาง (Yuhang Economic Development Zone) มณฑลเจ้อเจียง

    เขตพัฒนาเศรษฐกิจอวี่หาง ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของนครหางโจว เลียบแม่น้ำตงเถียวซี ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลมณฑลเจ้อเจียงให้เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจระดับมณฑล และทำหน้าที่เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหลักของเขตอวี่หาง โดยเป็นคลัสเตอร์อุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางการบริหารของนครหางโจวมากที่สุด อีกทั้งยังเป็นประตูบานสำคัญสำหรับหางโจวในการเปิดกว้างสู่นานาประเทศ

    ด้วยทำเลที่ตั้งอันเป็นจุดตัดของระเบียงเศรษฐกิจและการนวัตกรรมสามแห่ง ได้แก่ ระเบียงนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี G60 บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี, ระเบียงการผลิตอัจฉริยะหางโจวตะวันออก และระเบียงนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหางโจวตะวันตก เขตพัฒนาเศรษฐกิจอวี่หางจึงไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดทรัพยากรด้านนวัตกรรมจากทั่วโลก ด้วยการวางโครงสร้างอุตสาหกรรมภายใต้แนวคิด “หนึ่งอัจฉริยะ สามใหม่” (One Smart, Three New) ประกอบด้วย การผลิตอัจฉริยะ, อุปกรณ์ใหม่, วัสดุใหม่ และพลังงานใหม่ ส่งผลให้เขตพัฒนาเศรษฐกิจแห่งนี้กำลังพัฒนาต่อยอดไปสู่เซกเตอร์เฉพาะทาง อาทิ ชิป, หุ่นยนต์ และพลังงานดิจิทัล พร้อมยกระดับภาคการผลิตไปสู่ความทันสมัย ความเป็นดิจิทัล และความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการขับเคลื่อนพลังการผลิตคุณภาพใหม่ (New Quality Productive Forces)

    เพื่อก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมโลก เขตพัฒนาเศรษฐกิจอวี่หางได้พัฒนาพื้นที่บ่มเพาะธุรกิจคุณภาพสูงที่หลากหลาย พร้อมนำเสนอโซลูชันดูแลแบบครบวงจรตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา (R&D) ไปจนถึงกระบวนการผลิตจริง

    Renheli Hangshi Intelligent Manufacturing Center ศูนย์การผลิตอัจฉริยะที่เกิดจากการลงทุนร่วมกันระหว่าง Hangzhou Industrial Investment Group กับกลุ่มรัฐวิสาหกิจของเขตพัฒนาเศรษฐกิจอวี่หาง มีพื้นที่อุตสาหกรรมแบบผสมผสาน ขนาด 210,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยโรงงานชั้นเดียว, โรงงานแบบสแตนด์อโลน และอาคารสำนักงานวิจัยและพัฒนา โดยมีความสูงของชั้นอาคารและผังพื้นที่ให้เลือกหลากหลาย ตอบโจทย์การเช่าและการซื้อพื้นที่ รวมถึงการเช่าเพื่อซื้อได้อย่างยืดหยุ่น ศูนย์แห่งนี้บริหารงานภายใต้รูปแบบ “กองทุน + ฐานอุตสาหกรรม + การบริการ” มุ่งเน้นดึงดูดบริษัทในกลุ่มวัสดุใหม่, ชิ้นส่วนหลักสำหรับการผลิตอัจฉริยะ, วงจรรวม และเซมิคอนดักเตอร์ นอกจากนี้ยังมีอพาร์ตเมนต์สำหรับบุคลากร ห้องประชุม และสิ่งอำนวยความสะดวกเชิงพาณิชย์ เพื่อสนับสนุนธุรกิจในทุกระยะ ตั้งแต่ขั้นตอน R&D ไปจนถึงการขยายกำลังการผลิต

    ขณะที่ Xinchuang Space – Yuhang Semiconductor Industrial Park เป็นนิคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์บนพื้นที่ 98,000 ตารางเมตร ออกแบบมาเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ต้องการความแม่นยำสูงโดยเฉพาะ ภายในมีห้องคลีนรูม Class 10,000 และ Class 100,000 พร้อมระยะความสูงที่เหมาะสมกับกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ครบครันด้วยพื้นที่ R&D, พื้นที่บ่มเพาะและเร่งการเติบโต, โรงงานผลิต ตลอดจนห้องประชุมระดับมืออาชีพ พื้นที่ธุรกิจและพื้นที่พักผ่อน ซึ่งช่วยดึงดูดบริษัทชั้นนำทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศให้มาร่วมมือกันในห่วงโซ่คุณค่าเซมิคอนดักเตอร์อย่างใกล้ชิด นิคมแห่งนี้จึงทำหน้าที่เป็นทั้งตัวเร่งการวิจัยและพัฒนา และเป็นพื้นที่จัดแสดงการเติบโตของพลังการผลิตคุณภาพใหม่

    ภายในเขตพัฒนาเศรษฐกิจอวี่หางยังมีศูนย์ SRDI Complex ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับบริษัทในกลุ่ม SRDI (Specialized, Refined, Differential, and Innovative) โดยเฉพาะ ให้บริการผังพื้นที่ที่ยืดหยุ่นและสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางแบบครบวงจร เหมาะสำหรับตั้งเป็นสำนักงานใหญ่และศูนย์ R&D นอกจากนี้ พื้นที่ขนาด 20,000 ตารางเมตร ยังประกอบไปด้วยห้องประชุมร่วม, พื้นที่ส่งเสริมนวัตกรหรือเมกเกอร์สเปซ และคาเฟ่ แต่ละชั้นสามารถแบ่งสัดส่วนพื้นที่ได้อย่างอิสระ รองรับอุตสาหกรรมการผลิตเบา ควบคู่ไปกับการสร้างบรรยากาศการทำงานแบบเปิดที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน

    ด้าน Zichuang Future Smart Manufacturing Valley มอบพื้นที่อุตสาหกรรมขนาด 56,000 ตารางเมตร เน้นรองรับบริษัทในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศ, เครื่องมือวัด และอุปกรณ์และเครื่องจักรกล ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากที่นี่ส่งออกไปแล้วหลายประเทศ และหลายบริษัทในนิคมแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ด้วยบริการแบบ One-stop Service ครอบคลุมการลงทุนและการจัดหาเงินทุน, การยื่นขอทุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากภาครัฐ ตลอดจนการบริหารทรัพยากรบุคคล สถานที่แห่งนี้จึงได้รับการรับรองเป็นนิคมอุตสาหกรรมระดับสามดาวสำหรับวิสาหกิจขนาดย่อมและรายย่อยระดับท็อปของหางโจว รวมทั้งเป็นศูนย์บ่มเพาะธุรกิจระดับเทศบาล

    ขณะเดียวกัน เขตพัฒนาเศรษฐกิจอวี่หางยังคงเดินหน้าขยายพื้นที่อุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการผลิตอุปกรณ์ทั่วไปบนแปลงที่ดิน Yuzheng Gongchu [2026] No. 4 มีกำหนดจะเริ่มก่อสร้างในเดือนธันวาคม 2569 แปลงที่ดินดังกล่าวล้อมรอบด้วยถนนเรินเหลียงทางทิศตะวันออก, ถนนเฟิ่งอวิ๋นทางทิศตะวันตก และถนนจางว่านทางทิศเหนือ มีพื้นที่อาคารรวม 103,012.55 ตารางเมตร แผนการก่อสร้างประกอบด้วย อาคารโรงงาน 11 หลัง (ความสูงตั้งแต่ 4-12 ชั้น), อาคารจอดรถ 4 ชั้น และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น โครงการนี้จะประกอบด้วยเวิร์กช็อปสำหรับ R&D และโรงงานเอนกประสงค์ มุ่งเน้นอุตสาหกรรมสีเขียว เช่น พลังงานใหม่, วัสดุใหม่ และเครื่องมืออุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังสามารถปรับแต่งพื้นที่ได้อย่างยืดหยุ่น จึงคุ้มค่าต่อการลงทุน

    ภายใต้ยุทธศาสตร์ “Mega-Incubator” เขตพัฒนาเศรษฐกิจอวี่หางมอบความได้เปรียบที่เหนือกว่าแค่ตัวพื้นที่ แต่ยังรวมไปถึงการสนับสนุนที่ครอบคลุมทุกช่วงวงจรธุรกิจ ทั้งการยื่นขอรับนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ, ทรัพย์สินทางปัญญา, การลงทุนและการจัดหาเงินทุน, การสรรหาและพัฒนาบุคลากร ตลอดจนการจับคู่ทางธุรกิจในห่วงโซ่อุตสาหกรรม เกิดเป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์ในการดึงดูด บ่มเพาะ และช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโต สำหรับบริษัทที่มั่นคงแล้ว สามารถขยายการผลิตและตั้งสำนักงานใหญ่ได้ที่นี่ ขณะที่บริษัทสตาร์ตอัปสามารถเปลี่ยนเทคโนโลยีเป็นธุรกิจด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ส่วนบริษัทต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจในจีนจะสามารถเชื่อมต่อกับพันธมิตรในท้องถิ่นได้อย่างรวดเร็ว

    ณ ที่แห่งนี้ การทำงานในพื้นที่อุตสาหกรรมและการใช้ชีวิตในเมืองสอดประสานกันอย่างใกล้ชิดและลงตัว ด้วยเส้นทางเดินเท้าเลียบแม่น้ำความยาว 12 กิโลเมตร เชื่อมโยงพื้นที่สีเขียวเข้าด้วยกัน พร้อมด้วยอพาร์ตเมนต์สำหรับบุคลากร, ศูนย์การค้า, โรงเรียน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่รองรับแนวคิด “วงเวียนชีวิต 15 นาที”

    เขตพัฒนาเศรษฐกิจอวี่หางคือสถานที่ที่วัฒนธรรมและนวัตกรรมมาบรรจบกัน ที่ซึ่งโอกาสใหม่ ๆ กำลังหยั่งราก ด้วยการเปิดรับนวัตกรจากทั่วโลกมาทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างพื้นที่ทางธุรกิจที่แข็งแกร่งในหางโจว พร้อมก้าวสู่ตลาดโลก และร่วมแบ่งปันโอกาสการเติบโตที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะในประเทศจีน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/anpi/12849678&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kNcGwm5gVCD9Ro4ZSAgNk

  • “กรณ์” เทียบไทย 2534 กับ 2569 เตือนเศรษฐกิจเสี่ยงถดถอย ชี้วิกฤตวันนี้คือคนไทยหมดหวัง โอกาสอยู่ที่ไหน? – สยามรัฐ

    “กรณ์” เทียบไทย 2534 กับ 2569 เตือนเศรษฐกิจเสี่ยงถดถอย ชี้วิกฤตวันนี้คือคนไทยหมดหวัง โอกาสอยู่ที่ไหน? – สยามรัฐ

    วันที่ 12 ต.ค.69 นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij ระบุว่า…

    1991 vs. 2026 ประเทศไทยวันนั้นกับวันนี้?

    35 ปีที่แล้ว เราก็เคยเป็นเจ้าภาพประชุมธนาคารโลก แต่ไทยวันนั้น กับไทยวันนี้ต่างกันมาก

    สัปดาห์นี้ รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากทั่วโลกจะมาประชุมประจำปี IMF–WorldBank ที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งที่2 ที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพ ครั้งแรกคือปี 2534

    ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง และในฐานะอดีตรัฐมนตรีคลัง ผมขอเป็นกำลังใจให้กระทรวงคลังและแบงค์ชาติประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้

    ปี 2534 ผมเป็นคนหนุ่มคนหนึ่งที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจการเงิน และยังจำบรรยากาศได้ดี

    เศรษฐกิจไทยโตราว 8% หลังจากโตเลขสองหลักมาสามปีติด คนไทยที่เรียนและทำงานอยู่ต่างประเทศล้วนอยากกลับบ้านกันทั้งนั้น เพราะเชื่อว่าโอกาสอยู่ที่นี่ บางส่วนเป็นโอกาสจริง บางส่วนเป็นแค่ความเชื่อ แต่ความเชื่อนั้นเองที่ทำให้คนกล้าลงทุน กล้าเสี่ยง นักเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า ‘animal spirit’

    โลกก็มองเราแบบเดียวกัน ไทยได้อันดับความน่าเชื่อถือระดับ A (ซึ่งสูงกว่าปัจจุบัน 2 ขั้น) การได้เป็นเจ้าภาพครั้งนั้นถือเป็นรางวัลของความสำเร็จ และเป็นการ ‘เปิดตัว’ กับนักลงทุนทั่วโลก

    แต่แม้ทุกอย่างดูดี แต่จริงแล้วเรามีความเปราะบางที่ในเวลานั้นถูกมองข้าม

    ปี 2534 เราขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 7.7% ของ GDP หนี้ต่างประเทศเพิ่มจาก 28,000 ล้านดอลลาร์ เป็นเกือบ 38,000 ล้านดอลลาร์ภายในปีเดียว ค่าเงินบาทถูกตรึงไว้ ทุกคนจึงกู้เงินนอกได้โดยไม่รู้สึกว่าเสี่ยง

    สองปัจจัยนี้มีส่วนสำคัญในการทำให้ภายใน 6 ปีจากการเป็นเจ้าภาพครั้งนั้น ไทยเราต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจที่หนักที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

    แต่เทียบกับ 2534 แล้วปีนี้ 2569 บรรยากาศต่างกันมาก

    เมื่อครั้งนั้น ต่างชาติมาไทยด้วยความตื่นตาตื่นใจในความสำเร็จทางเศรษฐกิจจองเรา แต่วันนี้เราถูกตั้งคำถามเป็น ‘sick man of Asia’ เพราะเศรษฐกิจโตช้ากว่าทุกประเทศ ASEAN

    เรากลายเป็นสังคมสูงวัยที่ประชากรในวัยทำงานลดลงทุกปี

    หนี้ครัวเรือนเราสูงเป็นลำดับต้นๆในโลก

    นอกจากนั้น ยังมีความเปราะบางที่มองไม่เห็น เช่นตัวเลขการลงทุนที่ต้องดูให้ครบ ครึ่งแรกของปีนี้มีคำขอรับส่งเสริมการลงทุน 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% ส่วนใหญ่คือ Data Center และ AI

    ผมยินดีกับการลงทุนนี้ แต่โครงการที่อนุมัติแล้ว 1.31 ล้านล้านบาท สร้างงานให้คนไทยอย่างมากเพียงแค่ 82,000 ตำแหน่ง ส่วนอุปกรณ์จำนวนมากต้องนำเข้า และปีนี้ทั้งการลงทุนทั้งการส่งออกของเราพึ่งกระแส AI ของโลกกระแสเดียว ถ้ากระแสนั้นสะดุด เราจะสะดุดสองขาพร้อมกัน

    นอกจากนั้น ความเปราะบางที่ผมเห็นคือระดับดอกเบี้ยต่ำที่ทำให้หนี้ดูเบา ดอกเบี้ยนโยบาย 1% ทำให้ทั้งรัฐยังแบกหนี้ไหว แต่ดอกเบี้ยไม่ได้ต่ำตลอดไป ปี 2534 ค่าเงินที่นิ่งทำให้เรารู้สึกปลอดภัย วันนี้ดอกเบี้ยที่ต่ำกำลังทำหน้าที่เดียวกัน

    แล้วเรายังมีปัญหางบประมาณ ที่ขาดดุลต่อเนื่องเพราะรายจ่ายโตไม่หยุด แต่รายได้โตไม่ทัน

    แต่เรื่องที่ผมห่วงที่สุดไม่ได้อยู่ในตัวเลขไหนเลย

    คือ animal spirit ที่หายไป ความรู้สึกว่าโอกาสอยู่ที่นี่ ที่เคยดึงคนไทยกลับบ้านเมื่อ 35 ปีก่อน วันนี้ผมไม่เห็นสิ่งนั้น ในทางกลับกัน เยาวชนไทยที่เรียนจบสูงๆกลับหาทางไปที่ต่างประเทศ

    ปี 2534 ความเสี่ยงของเราคือล้มแรง วันนี้ความเสี่ยงคือค่อย ๆ ถอย โดยไม่มีวันไหนที่สัญญาณเตือนดัง แบบหลังนี้แก้ยากกว่า เพราะไม่มีวิกฤตมาบังคับให้เราต้องลงมือ

    แขกจากทั่วโลกจะได้เห็นประเทศที่มีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นความจริง แต่ผมหวังว่าเราจะใช้สัปดาห์นี้ถามตัวเองด้วยคำถามที่ปี 2534 เราไม่ได้ถาม ว่า…

    หากเรายังเดินต่อไปแบบนี้ ในอีก 5 ปีเราจะเป็นอย่างไร?!

    #กรณ์ #เศรษฐกิจไทย #IMFWorldBank #เศรษฐกิจ2569 #การลงทุน #DataCenter #AI #หนี้ครัวเรือน #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/328256&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VIfSUFlpWwQQSL7HeyC3f