Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (12 ต.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (12 ต.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (12 ต.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (12 ต.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 75 สตางค์ต่อลิตร 

    ขณะที่เบนซิน แก๊สโซฮอล์ E85 ,E20 และเบนซิน B20 ราคาไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 50.43 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 31.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 41.44 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 41.07 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 35.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 42.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 37.19 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 50.05 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 42.94 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 37.19 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (12 ต.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/671179&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2P0cZGOhb6rc8_jN675PWC

  • แบงก์ชาติเกาหลีใต้มั่นใจเศรษฐกิจในปท.โตแกร่งต่อเนื่อง อานิสงส์ส่งออกชิปสดใส : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติเกาหลีใต้มั่นใจเศรษฐกิจในปท.โตแกร่งต่อเนื่อง อานิสงส์ส่งออกชิปสดใส : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของเกาหลีใต้มีแนวโน้มขยายตัวอย่างแข็งแกร่งต่อไปในระยะนี้ เนื่องจากการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งนั้น กำลังส่งผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง

    BOK ระบุในรายงานที่เสนอต่อรัฐสภาเกาหลีใต้ในวันนี้ (12 ต.ค.) ว่า “เศรษฐกิจภายในประเทศมีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่ง และจะยังคงรักษาการเติบโตอย่างมั่นคงเช่นนี้ต่อไปในปีหน้าเช่นกัน”

    “ในขณะที่ภาคเซมิคอนดักเตอร์ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบเชิงบวกจากการปรับตัวดีขึ้นของรายได้นั้น คาดว่าจะกระจายไปสู่อุปสงค์ภายในประเทศโดยรวม ซึ่งรวมถึงการใช้จ่ายของผู้บริโภค อันจะนำไปสู่ทิศทางการเติบโตที่สดใส” BOK ระบุ

    นอกจากนี้ BOK ระบุว่า “เราวางแผนที่จะเฝ้าติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ตลอดจนเสถียรภาพทางการเงินอย่างใกล้ชิด และจะพิจารณากรอบเวลาและจังหวะในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมต่อไป”

    ทั้งนี้ BOK ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจเกาหลีใต้เป็น 3.3% สำหรับปี 2569 และ 2.9% สำหรับปี 2570 โดยระบุว่า วัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ยังคงดำเนินต่อไป และผลประโยชน์ของวัฏจักรขาขึ้นนี้กำลังส่งผ่านไปยังระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง

    ส่วนรายได้มวลรวมในประเทศ (GDI) ของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นมาตรวัดรายได้รวมที่เกิดขึ้นและต้นทุนที่เกิดขึ้นโดยทุกภาคส่วนภายในระบบเศรษฐกิจ ขยายตัว 13.2% ในไตรมาส 1/2569 และ 15.7% ในไตรมาส 2/2569 เมื่อเทียบกับระดับ 3.5% ในไตรมาส 4/2568

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง BOK ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 3% ในการประชุมสองครั้งติดต่อกันในเดือนก.ค.และส.ค. โดยระบุว่าเป็นมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันไม่ให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอีก

    ทั้งนี้ BOK จะจัดประชุมเพื่อกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งต่อไปในวันที่ 22 ต.ค.นี้

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/662600&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xbfgPcTjA-a0Qbes1kHdw

  • ไอเอ็มเอฟ ชี้ ลงทุนเอไอ ทำเศรษฐกิจโลกโต 3% ไทยติดโผชาติได้อานิสงส์ | one31.co.th

    ไอเอ็มเอฟ ชี้ ลงทุนเอไอ ทำเศรษฐกิจโลกโต 3% ไทยติดโผชาติได้อานิสงส์ | one31.co.th

    บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด
    อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส 50 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก)
    แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

    บริษัทในเครือ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)
    www.theoneenterprise.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.one31.net/news/detail/80471&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Yj88C6UeAIYluDozq_71s

  • เสนาฯ ชี้ 4 โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย   รับศึกโลก-แก้หนี้-รับมือน้ำท่วม

    เสนาฯ ชี้ 4 โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย รับศึกโลก-แก้หนี้-รับมือน้ำท่วม

    เสนาฯ ชี้ประเทศไทยมีโอกาสทองจากการเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank เปิดเวทีโชว์ศักยภาพประเทศและเสน่ห์บริการไทย ขณะเดียวกันเศรษฐกิจยังเผชิญโจทย์หนี้ SM ที่ต้องเร่งสะสาง ผลกระทบน้ำท่วมที่บั่นทอนกำลังซื้อ และวิกฤตประชากรเกิดน้อยที่อาจกลายเป็นระเบิดเวลาฉุดขีดความสามารถแข่งขันในระยะยาว

    • ใช้เวทีประชุมระดับโลก เช่น IMF-World Bank เป็นโอกาสสร้างความเชื่อมั่นและแสดงศักยภาพของประเทศต่อนักลงทุนนานาชาติ
    • ปัญหาหนี้เสียกลุ่ม SM โดยเฉพาะใน SME มีความซับซ้อน ต้องเริ่มจากการตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อนปรับโครงสร้างหนี้
    • ผลกระทบจากน้ำท่วมไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่ยังลดทอนกำลังซื้อของภาคครัวเรือนและทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว
    • วิกฤติเด็กเกิดน้อยเป็นปัญหาระยะยาวที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประชากร กำลังแรงงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต

    ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) มองว่า การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก ไม่ได้เป็นเพียงภารกิจด้านการจัดงาน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการประกาศศักยภาพของประเทศต่อสายตานานาชาติ โดยเฉพาะการประชุม IMF-World Bank ซึ่งเปรียบเสมือน “โอลิมปิกทางเศรษฐกิจและการเงิน” ที่รวบรวมผู้นำ ผู้กำหนดนโยบาย และบุคคลสำคัญจากแวดวงเศรษฐกิจทั่วโลก

     การเตรียมความพร้อมสำหรับงานระดับนี้ต้องครอบคลุมมากกว่าวาระการประชุมหรือเนื้อหาทางเศรษฐกิจ เพราะสถานที่ การอำนวยความสะดวก และคุณภาพการให้บริการ ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมงานนับหมื่นคนสิ่งที่ประเทศไทยมีโอกาสนำเสนอคือเสน่ห์เฉพาะตัวของความเป็นไทย ตั้งแต่การต้อนรับที่อบอุ่น รอยยิ้ม ไปจนถึงวัฒนธรรมการบริการที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ไม่อาจถ่ายทอดได้อย่างเต็มที่ หากผู้มาเยือนไม่ได้เดินทางมาสัมผัสด้วยตนเอง

    “โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยนเวทีระดับโลกให้เป็นโอกาสสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ทั้งในมิติของความพร้อมในการจัดงาน ศักยภาพการให้บริการ และภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายระดับนานาชาติ”
     

    หนี้ SM จุดเปราะบาง SME แก้ไม่ตรงจุดยิ่งยืดเยื้อ 

    ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ อีกหนึ่งปัญหาที่ต้องเร่งหาทางออกคือหนี้กลุ่ม SM (Special Mention) หรือหนี้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งมีความซับซ้อนในการตรวจสอบและจัดการข้อมูลหนี้

    ผศ.ดร.เกษรามองว่า อุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขหนี้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องความยุ่งยากในการรวบรวมข้อมูลของลูกหนี้ที่อาจมีหลายบุคคล หลายบัญชี และมีรายละเอียดทางการเงินที่ต้องตรวจสอบจากหลายแหล่ง ทำให้การประเมินสถานะหนี้และกำหนดแนวทางช่วยเหลือเป็นไปได้ยาก หากยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนตรงกัน

    “การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถอาศัยทางลัดหรือเร่งปรับโครงสร้างหนี้โดยขาดข้อเท็จจริงรองรับ แต่ต้องเริ่มจากการที่สถาบันการเงินและลูกหนี้กลับมาทบทวนข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้เข้าใจสถานะทางการเงินและภาระหนี้ที่แท้จริง”
     

    กระบวนการตรวจสอบและยืนยันข้อมูล (Data Verification) อาจต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี เพื่อจัดระเบียบข้อมูลให้ครบถ้วนและสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน ก่อนเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้อย่างเหมาะสม สะท้อนว่า การแก้หนี้ SME ไม่ใช่เพียงการลดภาระชำระหนี้ในระยะสั้น แต่ต้องแก้ปัญหาที่ต้นทาง โดยมีข้อมูลที่ถูกต้องเป็นฐานสำคัญ เพื่อให้การช่วยเหลือตรงกับสถานะจริงของลูกหนี้ และเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจกลับมาดำเนินกิจการได้อย่างมีเสถียรภาพ

    น้ำท่วมทุบกำลังซื้อ บ้านขายยากขึ้น

    ภัยธรรมชาติไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะพื้นที่ประสบภัย แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับกำลังซื้อของประชาชนและสภาพคล่องของผู้ประกอบการ

    ผศ.ดร.เกษราระบุว่า ผลกระทบจากน้ำท่วมต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ด้าน ได้แก่ ผลกระทบโดยตรงต่อโครงการและตัวบ้าน และผลกระทบทางอ้อมต่อฐานะการเงินของครัวเรือนและผู้ประกอบการ SMEในด้านแรก โครงการที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอาจเผชิญความยากลำบากในการขายที่อยู่อาศัยในช่วงเวลานั้น

    ขณะเดียวกัน ตัวบ้านและสิ่งอำนวยความสะดวกอาจได้รับความเสียหาย ตั้งแต่สีอาคารที่เสื่อมสภาพไปจนถึงความชำรุดที่ต้องซ่อมแซมเพิ่มเติม ซึ่งล้วนเพิ่มต้นทุนและกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อแต่ผลกระทบที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือภาระค่าใช้จ่ายแฝงที่เกิดขึ้นกับประชาชนและ SME ไม่ว่าจะเป็นค่าซ่อมบ้าน ฟื้นฟูทรัพย์สิน หรือค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในแผนการเงินเดิม

    เงินที่ควรนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือซื้อสินค้าและบริการจึงต้องถูกดึงไปใช้ในการซ่อมแซมความเสียหาย ส่งผลให้สภาพคล่องของครัวเรือนลดลง และอาจกระทบต่อความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัย ขณะที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องเผชิญตลาดที่ขายได้ยากขึ้นตามกำลังซื้อที่อ่อนแรงผลกระทบจากน้ำท่วมจึงไม่ได้จบลงเมื่อระดับน้ำลดลง แต่ยังอาจส่งต่อไปยังงบการเงินของประชาชนและธุรกิจ รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะถัดไป

     เด็กเกิดน้อย ระเบิดเวลาระยะยาว

    แม้การฟื้นฟูเศรษฐกิจมักมุ่งไปที่การกระตุ้นการลงทุน การบริโภค และการแก้ปัญหาหนี้สิน แต่เกษรามองว่า ประเทศไทยยังมีโจทย์เชิงโครงสร้างที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการรับมือกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงต่อเนื่อง ท่ามกลางการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์

    ปัญหาประชากรไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขได้ในระยะสั้น เพราะการตัดสินใจมีบุตรของคนรุ่นใหม่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งความมั่นคงทางรายได้ ค่าครองชีพ ภาระการเลี้ยงดู และความพร้อมในการสร้างครอบครัว การกระตุ้นอัตราการเกิดจึงจำเป็นต้องอาศัยนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีลูกหากประเทศไทยยังไม่มีมาตรการรองรับอย่างจริงจัง ผลกระทบจากจำนวนประชากรวัยเด็กที่ลดลงอาจยิ่งชัดเจนขึ้นในอีก 5-10 ปีข้างหน้า และกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว

    ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจำนวนแรงงานที่ลดลง แต่ยังเกี่ยวพันกับฐานภาษี รายได้จากการบริโภค ศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เมื่อประชากรวัยทำงานมีสัดส่วนลดลง ขณะที่ภาระดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น โครงสร้างเศรษฐกิจก็ยิ่งต้องเผชิญแรงกดดันมากขึ้นดังนั้น การวางนโยบายประชากรจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ไม่ใช่ประเด็นที่รอให้ปัญหารุนแรงแล้วจึงค่อยแก้ เพราะการสร้างประชากรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพต้องอาศัยเวลาและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

    โจทย์เศรษฐกิจไทย ต้องแก้ทั้งวันนี้และวางรากฐานสำหรับวันหน้า

    มุมมองของผศ.ดรเกษรา สะท้อนว่า ความท้าทายของประเทศไทยมีหลายมิติ ตั้งแต่การใช้เวทีระดับโลกสร้างโอกาสและความเชื่อมั่น การแก้หนี้ที่ต้องเริ่มจากข้อมูลที่ถูกต้อง การลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภัยธรรมชาติ ไปจนถึงการรับมือวิกฤติประชากรที่ต้องวางแผนล่วงหน้าแต่ละประเด็นมีกรอบเวลาและแนวทางรับมือแตกต่างกัน บางเรื่องต้องเร่งดำเนินการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ขณะที่บางเรื่องต้องอาศัยนโยบายต่อเนื่องและความร่วมมือจากหลายภาคส่วน
     
    ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว แต่คือการมองให้เห็นความเสี่ยงที่กำลังก่อตัว และเตรียมวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/property/1255902&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Uby7k-RmhJdOEn30ZvVcQ

  • เพชรบุรี ฝนถล่ม 8 ชั่วโมง น้ำท่วมหลายอำเภอ เขตเทศบาล-ถนนสายเศรษฐกิจอ่วม  – ข่าวสด

    เพชรบุรี ฝนถล่ม 8 ชั่วโมง น้ำท่วมหลายอำเภอ เขตเทศบาล-ถนนสายเศรษฐกิจอ่วม – ข่าวสด

    เพชรบุรี ฝนถล่ม 8 ชั่วโมง จนน้ำเอ่อเข้าท่วมในพื้นที่หลายอำเภอ ขณะเดียวกัน เขตเทศบาล-ถนนสายเศรษฐกิจ ได้รับความเสียหายยับ

    11 ต.ค. 69 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่ จ.เพชรบุรี ตั้งแต่เวลา 04.00 – 12.00 น. ส่งผลให้ปริมาณน้ำสะสมเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดน้ำท่วมขังบนถนนหลายสายและน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน

    โดยพื้นที่ อ.หนองหญ้าปล้อง เกิดน้ำป่าไหลหลากข้ามถนนบริเวณเส้นทางบายพาสเชื่อม อ.หนองหญ้าปล้อง กับ ต.ยางชุม อ.ท่ายาง โดยเฉพาะช่วงหมู่ 2 บ้านดงตากิด และบ้านสระสี่มุม กระแสน้ำไหลผ่านผิวจราจรจนรถยนต์ขนาดเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านได้ในบางช่วง

    ส่วนพื้นที่ อ.เขาย้อย มีรายงานน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบริเวณหลังโครงการเรียบบ้านคีรีวงศ์ ต.หนองชุมพลเหนือ ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนประชาชน และถนนสายหลักทางเข้า-ออกหมู่บ้าน โดยกระแสน้ำไหลเชี่ยวและมีระดับสูงถึงเอว

    นอกจากนี้ น้ำยังเอ่อท่วมช่องทางคู่ขนานถนนเพชรเกษม บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 134 ฝั่งขาขึ้นกรุงเทพฯ ตรงข้ามโรงเรียนโยธินบูรณะ เขาย้อย เป็นระยะทางยาว ส่งผลให้รถยนต์ชะลอตัวและการจราจรติดขัด

    สำหรับ อ.เมืองเพชรบุรี โดยเฉพาะเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี ได้รับผลกระทบจากน้ำฝนที่สะสมและระบายไม่ทัน ทำให้เกิดน้ำท่วมขังบนถนนหลายสาย อาทิ ถนนราชวิถี ถนนคีรีรัฐยา ถนนบันไดอิฐ ถนนชีสระอินทร์ และถนนราชดำเนิน รวมถึงถนนรอบตลาดและตลาดสด 18 เมตร ซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญของเมือง บางจุดมีระดับน้ำบนผิวจราจรประมาณ 30–40 เซนติเมตร

    ส่งผลให้การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก รถยนต์ขนาดเล็กไม่สามารถผ่านได้ ขณะเดียวกันมีรายงานน้ำเอ่อเข้าบ้านเรือนประชาชน ทำให้ทรัพย์สินภายในบ้านได้รับความเสียหาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_10433712&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MW-syV61V3W5GK_65gBZa

  • บันทึกหน้า 4

    บันทึกหน้า 4

    เวทีเสวนาในวันแรกของการประชุม วันที่ 13 ตุลาคม 2569 เวลา 13.30–14.30 น. นายเอกนิติจะเข้าร่วมเวที “Thai MOF Flagship Event: Building Resilience in a Fragmented World” ซึ่งเป็นเวทีหลักของกระทรวงการคลังไทย โดยมีผู้ร่วมเสวนาระดับบิ๊กเนมของโลก ได้แก่ คริสตาลินา จอร์จีวา ผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF), อาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก (World Bank Group) และรีคกา ปูร์รา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประเทศฟินแลนด์

    ช่วงบ่ายขึ้นเสวนาต่อในเวที “IMF APD: Thailand Special Seminar Bangkok 1991–2026” ร่วมกับ เคนจิ โอกามูระ รองกรรมการผู้จัดการ IMF, กฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก IMF, วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานมูลนิธิสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ และสุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ศาสตราจารย์กิตติคุณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เวทีนี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการย้อนมองเส้นทางเศรษฐกิจไทยนับตั้งแต่ที่เคยเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank ครั้งแรกเมื่อปี 2534 จนถึงปี 2569 พร้อมทั้งระดมความคิดเห็นจากนักเศรษฐศาสตร์เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้พุ่งทะยานและพร้อมรับมือกับอุตสาหกรรมยุคใหม่

    เวทีนี้ประชาชนทั่วไปสามารถรับชมกิจกรรมที่เปิดถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ World Bank Live ได้ฟรี โดยไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนรับชม และไม่ต้องเดินทางมายังสถานที่จัดประชุม …๐

    เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดสถานที่ตามนัยมาตรา 8 (5) แห่งพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 และเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2569 โดยกำหนดสถานที่สำคัญ รวมถึงถนนและอาณาบริเวณโดยรอบ เพื่อดูแลการชุมนุมสาธารณะในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569

    ประกาศกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10–20 ตุลาคม 2569 โดยระบุสถานที่ตามบัญชีแนบท้าย รวม 24 แห่ง แบ่งเป็นสถานที่จัดการประชุม 1 แห่ง โรงแรมที่พักผู้แทนต่างประเทศ 22 แห่ง และสถานที่จัดงานเลี้ยงรับรอง 1 แห่ง รวมถึงถนนและอาณาบริเวณโดยรอบสถานที่เหล่านี้ เช่น ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพ, โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์, โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ (ราชประสงค์), โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ กรุงเทพฯ, โรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ, โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ สุขุมวิท, โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท, โรงแรมเดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพฯ, โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ และโรงแรมคอร์ทยาร์ด บาย แมริออท กรุงเทพฯ เป็นต้น

    ปม ThaiPBS สื่อสาธารณะ ดูจะบานปลาย มีการขุดคุ้ยข้อมูลที่ไม่เคยเป็นสาธารณะ เช่น ค่าจ้างผลิตรายการ รวมทั้งตัวบุคคล ที่ขณะนี้สาธารณชนได้รับรู้และถกเถียงถึงความเป็นสาธารณะหรือไม่

    “ประวิตร โรจนพฤกษ์” เจ้าของฉายา “นักข่าวเทวดา” ให้ความเห็นอย่างเจ็บแสบว่า “ค่าจ้างแบบเจาะจงตัว ที่มีรายงานว่าผลิตข่าวต่างประเทศตอนละ 2.3 แสนบาทนั้น คำถามสำคัญคือ ข่าวต่างประเทศเหล่านั้นให้อะไรที่แตกต่าง ใหม่ หรือมีคุณภาพกว่าข่าวต่างประเทศจากหลายสำนักข่าวระดับโลก อย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ เมื่อเทียบกับของนอก ที่เราสามารถแปลเป็นไทย ถ้าไม่ แล้วจะทำไปเพื่อสนองอะไร? เอาเงินจำนวนมิน้อยเหล่านี้มาเสริมความเข้มแข็งของโต๊ะข่าวต่างประเทศ Thai PBS หรือแม้กระทั่งส่งนักข่าวไปประจำต่างประเทศสัก 2-3 เมืองในเมืองสำคัญในโลก จะคุ้มค่าเงินภาษีบาปกว่าไหม? …๐

     “การล็อกชื่อล็อกสเปกไม่ต่างจากการคอร์รัปชัน และหากใครเชื่อว่าการล็อกสเปกหรือล็อกชื่อเป็นสิ่งดีงามและยุติธรรม ก็ควรเรียกร้องให้ต่อไปนี้ หน่วยงานรัฐทุกหน่วยงาน ล็อกสเปกล็อกชื่อไปเลย! อย่าเอากรณี 0.0001% ผลการประมูลการก่อสร้างตึก สตง. มาเป็นข้ออ้างปกป้องการให้งบจากภาษีประชาชน แบบล็อกชื่อ กรุณา บัวคำศรี ไปรวมกว่า 12 ล้านบาท เฉพาะในปีนี้ (ข่าวแนวหน้ารายงานว่า รวมงบประมาณการผลิตรายการดังกล่าวในรอบปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 12,058,900 บาท) …๐

    นายชื่น ประชา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1086514/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Gud-7PJl-UBXWY69b1Wg6

  • ดัชนี PMI โลกพุ่งสูงสุดรอบ 4 ปีครึ่ง จับตา “ส่งออก-ลงทุน” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ดัชนี PMI โลกพุ่งสูงสุดรอบ 4 ปีครึ่ง จับตา “ส่งออก-ลงทุน” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    วิจัยกรุงศรีเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจประจำสัปดาห์ ชี้ภาคการผลิตโลกฟื้นตัวเด่นชัดโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี ส่วนไทยมีปัจจัยหนุนจากยอดส่งออกและการลงทุนที่เร่งตัว อย่างไรก็ตาม ความท้าทายจากอุทกภัย หนี้ครัวเรือน และนโยบายการค้าต่างประเทศยังเป็นแรงกดดันสำคัญ

    ‘เทคโนโลยีและนวัตกรรม’ ดันภาคการผลิตโลกฟื้นตัว

    รายงานนี้ระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตโลกประจำเดือนกันยายนปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง การขยายตัวดังกล่าวนับเป็นสัญญาณการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยในส่วนของสหรัฐอเมริกา ดัชนี PMI ปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 ด้านกลุ่มประเทศยูโรโซน พบการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาคการผลิตมากที่สุดในรอบกว่า 4 ปี สำหรับประเทศญี่ปุ่น แม้ว่าดัชนี PMI จะมีการชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ภาพรวมยังคงอยู่ในเกณฑ์ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

    ดัชนี PMI ภาคการผลิตโลกเดือนกันยายนพุ่งสูงสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง

    ปัจจัยหลักที่เข้ามาเป็นแรงหนุนสำคัญต่อภาคการผลิตในระดับสากล ได้แก่ การเร่งตัวของการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ดี รายงานระบุว่าการเติบโตดังกล่าวมีลักษณะกระจุกตัวอยู่เพียงบางกลุ่มภาคการผลิตเท่านั้น นอกจากนี้ ภาคการผลิตโลกยังต้องเผชิญกับปัจจัยความเสี่ยงภายนอก ได้แก่ ต้นทุนพลังงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ตลอดจนความไม่แน่นอนที่เกิดจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา

    ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ชะลอตัว

    ในส่วนของสภาวะเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา แม้ว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์รวมภายในประเทศ (GDP) ในช่วงไตรมาสที่ 2 และดัชนี PMI จะยังคงสะท้อนการเติบโตของภาคการผลิตอย่างต่อเนื่อง แต่สัญญาณจากตลาดแรงงานกลับเริ่มมีการชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนกันยายนปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่ง ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่เพิ่มขึ้นถึง 133,000 ตำแหน่ง

    ด้านเศรษฐกิจจีน ภาคการผลิตสามารถพลิกกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง

    ในขณะเดียวกัน อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.2% และการเติบโตของค่าจ้างเฉลี่ยรายชั่วโมงมีการปรับตัวชะลอลงมากที่สุดในรอบ 64 เดือน จากแนวโน้มการชะลอตัวของตลาดแรงงานดังกล่าว ส่งผลให้โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคมลดลง ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรียังคงคาดการณ์ว่า เฟดมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 27–28 ตุลาคม

    จีนออกมาตรการกระตุ้น พยุงเป้าหมายการเติบโต

    ด้านเศรษฐกิจจีน ภาคการผลิตสามารถพลิกกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง แต่ภาพรวมยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันทางด้านต้นทุนผลิตและอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เพื่อเป็นการรับมือกับภาวะดังกล่าว รัฐบาลจีนได้ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหลายประการ ได้แก่ การให้เงินอุดหนุนสินเชื่อเพื่อการอยู่อาศัย, การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน, การเพิ่มโควต้าสินเชื่อ Re-lending และ การอนุญาตให้รัฐบาลท้องถิ่นสามารถนำโควต้าพันธบัตรที่คงเหลือจากปีที่ผ่านมากลับมาใช้ได้

    แม้ประเมินว่าผลบวกจากมาตรการเหล่านี้อาจมีอยู่อย่างจำกัด แต่คาดว่าจะสามารถช่วยประคับประคองให้เศรษฐกิจจีนในปีนี้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ระดับ 4.5-5.0%

    ‘ส่งออก-ลงทุน’ เครื่องชี้เศรษฐกิจไทย

    ‘ส่งออก-ลงทุน’ เครื่องชี้เศรษฐกิจไทย

    สำหรับสภาวะเศรษฐกิจไทย รายงานวิจัยกรุงศรีระบุว่า มีแรงส่งสำคัญมาจากภาคการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน แต่สถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดอาจกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจราว 0.1-0.2% ของ GDP โดยในเดือนสิงหาคม ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน (PCI) ขยายตัวเพิ่มขึ้น +3.7% YoY (จาก +3.0% เดือนกรกฎาคม) ในหมวดสินค้าคงทนจากยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล

    สำหรับดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (PII) ยังเติบโตเร่งขึ้น +21.8% (จาก+12.3%) ตามยอดจำหน่ายเครื่องจักรและการนำเข้าสินค้าทุนหมวดคอมพิวเตอร์ ขณะที่การส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำขยายตัวต่อเนื่อง (+21.7% จาก +25.0%) และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทรงตัวที่ 2.5 ล้านคน

    ข้อจำกัด-ความเสี่ยงรอบด้านของไทย

    แม้เศรษฐกิจไทยจะมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการส่งออกและการลงทุน แต่การเติบโตในภาพรวมยังคงมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่

    1. การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลง: ผลกระทบจากภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ประกอบกับกำลังซื้อของประชาชนที่ยังมีความเปราะบาง

    2. มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ: แรงกดดันจากการไต่สวนตามมาตรา 301 ในประเด็นเกี่ยวกับการใช้กำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity)

    3. สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง: ความเสี่ยงที่อาจทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นและกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

    4. สถานการณ์อุทกภัยในประเทศผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและทรัพย์สิน

    ทั้งนี้สถานการณ์น้ำท่วม วิจัยกรุงศรี ประเมินว่าอาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 0.1-0.2% ของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) โดยในกรณีที่สถานการณ์ไม่ปรับตัวรุนแรงขึ้นกว่าระดับปัจจุบัน การหยุดชะงักของภาคธุรกิจและการสูญเสียผลผลิตจากเหตุน้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

    ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา อาจคิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 1.7-3.9 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ในส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสินทรัพย์ทางกายภาพ (Physical Assets) คาดว่าจะคิดเป็นมูลค่าราว 0.6-0.8% ของสต็อกทุนรวมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งเป็นระดับความเสียหายที่สูงกว่าผลกระทบที่มีต่อ GDP อย่างมีนัยสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/671103&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kA70Qevw7_FO4nI6QL0rg

  • ประกันภัยเกราะกันกระแทกเศรษฐกิจใหม่

    ประกันภัยเกราะกันกระแทกเศรษฐกิจใหม่

    “อนาคตประกันภัยไทย: เมื่อความเสี่ยงใหม่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดของผู้บริโภค” ภายในงาน Insurance Communication Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Insurance for All: Building Trust through Communication in a Changing World” จัดโดยสมาคมประกันวินาศภัยไทย

    โดยระบุว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงสำคัญ 6 ด้าน หรือ 6 Mega-Risks ซึ่งมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน ส่งผลต่อความต้องการของผู้เอาประกันภัยและการดำเนินธุรกิจประกันภัย ได้แก่ 1.ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและการเงิน จากภาวะเศรษฐกิจเติบโตช้าควบคู่กับเงินเฟ้อ หนี้ครัวเรือน และความผันผวนของตลาดการเงินและอัตราดอกเบี้ย ทำให้ประชาชนอาจต้องเลือกระหว่างการชำระหนี้กับการรักษาความคุ้มครองประกันภัย ขณะที่บริษัทประกันภัยเผชิญความผันผวนของผลตอบแทนการลงทุนและต้นทุนสินไหมทดแทน

    2.ความเสี่ยงด้านสังคมและประชากร จากการเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยคาดว่าภายในปี 2583 ผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนเกือบ 28% ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้ค่ารักษาพยาบาลและความต้องการประกันบำนาญเพิ่มขึ้น ขณะที่ฐานลูกค้าวัยทำงานลดลง 3.ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศและภัยพิบัติจากน้ำท่วม พายุ ไฟป่า และแผ่นดินไหวที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เช่น น้ำท่วมหาดใหญ่ปี 2568 และแผ่นดินไหวในเมียนมา ส่งผลให้ภาระค่าสินไหมทดแทนและต้นทุนประกันภัยต่อเพิ่มขึ้น ขณะที่ประชาชนต้องการความคุ้มครองที่ช่วยให้ฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้รวดเร็ว

    4.ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและไซเบอร์ จากการรั่วไหลของข้อมูล การโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ การปลอมแปลงภาพและเสียง และการฉ้อโกงโดยใช้ AI ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญต่อบริษัทประกันภัยที่จัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลสุขภาพจำนวนมาก 5.ความเสี่ยงด้านการฉ้อฉล จากการใช้ AI สร้างภาพ เสียง และวิดีโอปลอมที่ตรวจสอบได้ยากขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจต้องพัฒนาระบบตรวจจับและคาดการณ์การฉ้อฉล  พร้อมยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลและธุรกรรมประกันภัย

    และ 6.ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ จากสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กระทบต้นทุนพลังงาน การขนส่ง ห่วงโซ่อุปทาน และธุรกิจประกันภัยทางทะเลและการบิน ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทำให้บริษัทประกันภัยจำเป็นต้องมีฐานะการเงินและเงินกองทุนที่มั่นคง มีระบบบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับความเสียหายในวงกว้างได้ โดยไม่กระทบต่อการชำระค่าสินไหมทดแทนและภาระผูกพันต่อผู้เอาประกันภัย

    ดังนั้น การเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของบริษัทประกันภัยเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากหากบริษัทประสบปัญหาด้านฐานะการเงิน อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน บริษัทคู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียในวงกว้าง

    นายชูฉัตร ระบุว่า สำนักงาน คปภ. เดินหน้าปรับปรุงพระราชบัญญัติประกันชีวิตและพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย โดยเฉพาะกฎหมายกลุ่มที่ 2 ว่าด้วยการเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของบริษัทประกันภัย เพื่อยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและมาตรฐานสากล ครอบคลุมคุณสมบัติของผู้บริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ความเป็นอิสระของบุคลากรวิชาชีพสำคัญ เช่น นักคณิตศาสตร์ประกันภัย การดำรงเงินกองทุนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยง การจัดเก็บและเปิดเผยข้อมูล ตลอดจนมาตรการแทรกแซงเมื่อบริษัทเริ่มประสบปัญหา โดยมีเป้าหมายให้สามารถ “เห็นความเสี่ยงก่อนและเข้าแก้ไขได้ก่อนเกิดความเสียหาย” เพื่อลดผลกระทบต่อ ผู้เอาประกันภัยและเสถียรภาพของระบบประกันภัยโดยรวม

    นอกจากนี้ยังมุ่งยกระดับการบริหารความเสี่ยงแบบองค์รวม และการประเมินความเสี่ยงและความมั่นคงทางการเงินของบริษัท รวมถึงความพร้อมของมาตรการรองรับภาวะวิกฤต เพื่อให้บริษัทประกันภัยสามารถรักษาเสถียรภาพและปฏิบัติตามภาระผูกพันต่อผู้เอาประกันภัยได้แม้เผชิญสถานการณ์ที่รุนแรง เพราะระบบประกันภัยทำหน้าที่เป็น National Risk Buffer หรือกลไกรองรับแรงกระแทกจากความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ นอกจากจะช่วยบรรเทาผลกระทบ และสนับสนุนการฟื้นตัวของประชาชนและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่องแล้ว ระบบประกันภัยไทยยังเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการความเสี่ยงของประเทศได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน.

    บุญช่วย ค้ายาดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1086513/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hmQjRkWr2PB06PtmQR5ew

  • อีสานโพลเผย ผลสำรวจเศรษฐกิจไตรมาส 3 ยังชะลอตัว คาดไตรมาส 4 ฟื้นตัวยาก ประชาชนให้คะแนน ครม.เศรษฐกิจ 4.85 | เดลินิวส์

    อีสานโพลเผย ผลสำรวจเศรษฐกิจไตรมาส 3 ยังชะลอตัว คาดไตรมาส 4 ฟื้นตัวยาก ประชาชนให้คะแนน ครม.เศรษฐกิจ 4.85 | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 11 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าอีสานโพล (E-Saan Poll) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เปิดเผยผลสำรวจเรื่องภาวะเศรษฐกิจครัวเรือนอีสาน ไตรมาส 3 ปี 2569 และคาดการณ์ไตรมาส 4 พบว่า เศรษฐกิจครัวเรือนอีสานยังคงเปราะบาง ประชาชนต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูง ขณะที่รายได้และกำลังซื้อยังไม่กระเตื้อง โดยให้คะแนนภาวะเศรษฐกิจและฐานะการเงินของครัวเรือนในไตรมาส 3 เพียง 4.78 จาก 10 และคาดว่าไตรมาส 4 จะอยู่ที่ 4.80 คะแนน แทบไม่ต่างจากเดิม สะท้อนว่าประชาชนยังไม่คาดหวังว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของครัวเรือนจะดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงที่เหลือของปี

    รศ.ดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มข.และหัวหน้าโครงการสำรวจอีสานโพล กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพในระยะสั้น แต่ยังต้องการเห็นรายได้และกำลังซื้อที่ฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งให้ความสำคัญในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งในการสำรวจครั้งนี้ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4 – 6 ต.ค.ที่ผ่านมา จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,082 ราย ในเขตพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด โดยจากการสอบถามในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ครัวเรือนได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในเรื่องใดมากที่สุด อันดับหนึ่งคือค่าครองชีพและรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้น ร้อยละ 26.7 รองลงมาคือรายได้จากการทำงานหรือการค้าขายลดลง ร้อยละ 15.8 ต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้นหรือราคาผลลิตไม่ดี ร้อยละ 15.3 เงินไม่พอใช้หรือต้องนำเงินออมมาใช้ ร้อยละ 12.5 หนี้สินเพิ่มขึ้นหรือผ่อนชำระหนี้ลำบาก ร้อยละ 9.8 ตกงานหรือไม่มีงานทำ ร้อยละ 6.8 และภัยธรรมชาติส่งผลต่อรายได้หรือทรัพย์สิน ร้อยละ 3.5 ขณะที่ร้อยละ 9.6 ระบุว่ายังไม่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ภาพรวมชี้ว่าแรงกดดันด้านค่าครองชีพเกิดควบคู่กับข้อจำกัดด้านรายได้และสภาพคล่องของครัวเรือน และหากรายได้ครัวเรือนยังไม่เพียงพอกับรายจ่ายในช่วง 2–3 เดือนข้างหน้า กลุ่มผู้ตอบที่มีสัดส่วนมากที่สุด ร้อยละ 36.9 ระบุว่าจะลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น รองลงมาคือใช้เงินออมหรือขายทรัพย์สิน ร้อยละ 18.5 หารายได้เสริมหรือทำงานเพิ่ม ร้อยละ 16.6 กู้เงินในระบบ เช่น ธนาคารหรือสหกรณ์ ร้อยละ 11.1 กู้ยืมจากญาติหรือคนรู้จัก ร้อยละ 8.2 เลื่อนหรือหยุดชำระหนี้บางส่วน ร้อยละ 4.9 และกู้เงินนอกระบบ ร้อยละ 3.8 แม้คนส่วนใหญ่ยังเลือกปรับรายจ่ายก่อน แต่สัดส่วนที่ต้องใช้เงินออม ขายทรัพย์สิน หรือพึ่งการกู้ยืมยังสะท้อนความเปราะบางด้านสภาพคล่องของครัวเรือน

    “เมื่อถามถึงความกังวลในช่วง 3 เดือนข้างหน้า พบว่าอันดับหนึ่งยังคงเป็นค่าครองชีพและรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.5 รองลงมาคือต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้นหรือราคาผลผลิตไม่ดี ร้อยละ 15.9 เงินไม่พอใช้หรือต้องนำเงินออมมาใช้ ร้อยละ 15.6 รายได้จากการทำงานหรือการค้าขายลดลง ร้อยละ 13.2 หนี้สินเพิ่มขึ้นหรือผ่อนชำระหนี้ลำบาก ร้อยละ 9.5 และตกงานหรือไม่มีงานทำ ร้อยละ 8.4 และภัยธรรมชาติส่งผลต่อรายได้หรือทรัพย์สิน ร้อยละ 4.2 ขณะที่ร้อยละ 7.5 ระบุว่าไม่กังวลว่าจะได้รับผลกระทบ สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านค่าครองชีพ รายได้ และภาคเกษตรยังเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลแก่ครัวเรือน เมื่อสอบถามถึงภาวะเศรษฐกิจและฐานะการเงินโดยรวมของครัวเรือนในช่วงไตรมาส 3 (1 ก.ค. – 30 ก.ย.) พบว่า คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.78 จาก 10 สะท้อนว่าครัวเรือนโดยรวมประเมินภาวะเศรษฐกิจของตนอยู่บริเวณระดับพอใช้ค่อนไปทางแย่สำหรับการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจและฐานะการเงินของครัวเรือนในไตรมาส 4 (1 ต.ค. – 31 ธ.ค.) พบว่า คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.80 จาก 10 โดยสูงกว่าไตรมาส 3 เพียง 0.02 สะท้อนว่าผู้ตอบแบบสำรวจยังไม่คาดหวังการฟื้นตัวของฐานะเศรษฐกิจครัวเรือนอย่างชัดเจน”

    รศ.ดร.สุทิน กล่าวต่อว่าเมื่อถามว่าปัญหาเศรษฐกิจใดที่อยากให้รัฐบาลแก้ให้เร็วที่สุด อันดับหนึ่งคือของแพงและค่าครองชีพสูง ร้อยละ 30.6 รองลงมาคือเศรษฐกิจซบเซาหรือกำลังซื้อและยอดขายลดลงร้อยละ 14.1 ปุ๋ยแพงหรือต้นทุนเกษตรสูง ร้อยละ 12.3 ค่าแรงต่ำหรือรายได้ไม่พอ ร้อยละ 11.0 ราคาพลังงานแพง ร้อยละ 11.0 ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ร้อยละ 6.7 หนี้สินครัวเรือนหรือหนี้นอกระบบ ร้อยละ 5.9 ผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ร้อยละ 3.3 หางานยากและงานไม่มั่นคง ร้อยละ 3.0 และดอกเบี้ยสูงและเข้าถึงสินเชื่อยาก ร้อยละ 2.0 ผลสำรวจจึงชี้ว่ามาตรการเร่งด่วนควรให้ความสำคัญทั้งด้านค่าครองชีพ เศรษฐกิจซบเซา ต้นทุนการผลิต และรายได้ของครัวเรือนด้านความพึงพอใจต่อการใช้งบประมาณของรัฐบาลเพื่อดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ร้อยละ 35.7 ค่อนข้างพอใจ และร้อยละ 8.2 พอใจมาก ขณะที่ร้อยละ 13.5 ค่อนข้างไม่พอใจ และร้อยละ 4.4 ไม่พอใจมาก กล่าวได้ว่ากลุ่มที่พอใจรวมกันมีร้อยละ 43.9 สูงกว่ากลุ่มที่ไม่พอใจร้อยละ 17.9 แต่ยังมีกลุ่มที่ตอบว่าเฉย ๆ ในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 38.2 จึงยังมีพื้นที่ให้รัฐบาลทำให้ผลของมาตรการชัดเจนและตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น ขณะที่คะแนนผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงไตรมาส 3 (1 ก.ค. – 30 ก.ย.) เฉลี่ยอยู่ที่ 4.85 จาก 10 โดยผู้ให้คะแนน 0 (แย่มาก) มีร้อยละ 5.3 ภาพรวมสะท้อนว่าประชาชนยังประเมินผลงานด้านเศรษฐกิจบริเวณระดับพอใช้ค่อนไปทางแย่

    “เมื่อถามว่ากระทรวงหลักด้านเศรษฐกิจใดมีผลงานโดดเด่นที่สุดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 34.7 ระบุว่ายังไม่เห็นหน่วยงานใดโดดเด่น รองลงมาคือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร้อยละ 15.4 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยละ 11.5 กระทรวงพาณิชย์ ร้อยละ 11.3 และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร้อยละ 7.4 ส่วนกระทรวงแรงงาน การคลัง อุตสาหกรรม พลังงาน และคมนาคมได้รับการระบุน้อยกว่าร้อยละ 5.0 ผลดังกล่าวชี้ว่าการรับรู้ผลงานของหน่วยงานเศรษฐกิจยังไม่เด่นชัดในสายตาประชาชนจำนวนมาก อย่างไรก็ด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6266471/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zdvH9-2ejjx_DWg0yW1tW

  • เกาะติดผลนับคะแนนเลือก “บอร์ดประกันสังคม” ล่าสุด “ประกันสังคมก้าวหน้า” คะแนนนำโด่ง

    เกาะติดผลนับคะแนนเลือก “บอร์ดประกันสังคม” ล่าสุด “ประกันสังคมก้าวหน้า” คะแนนนำโด่ง

    วันนี้ (11 ต.ค.2569) ปิดหีบเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมวันนี้ มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง กว่า 679,000 คน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการนับคะแนน โดยมีบางหน่วยนับคะแนนแล้วเสร็จครบ 100 % และมี 3 จุดเลือกตั้ง ที่มีผู้ไปใช้สิทธิเกิน 200,000 คน ทั้งนี้ การไปใช้สิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือบอร์ดประกันสังคมวันนี้ มีผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งสูงกว่า 4 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มีผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งประมาณกว่า 150,000 คน

    โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวนมากในวันนี้ ผู้ประกันตนหลายคนสะท้อนปัญหาว่า การเลือกตั้งครั้งนี้การประชาสัมพันธ์น้อยมาก ทำให้ไม่ทราบข้อมูลหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งกว่าจะทราบว่าเลือกตั้งหน่วยไหน ก็ถึงวันเลือกตั้งแล้ว และเมื่อมีขั้นตอนการกรอกหมายเลข ก็สร้างความกังวลให้ผู้ใช้สิทธิ์ เพราะกลัวว่าจะกรอกหมายเลขผิด

    ขณะที่ฝ่ายนายจ้างเปิดเผยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญต่อนายจ้างด้วย เนื่องจากนายจ้างก็ถือเป็นผู้ที่ส่งเงินสมทบเข้าประกันสังคม จึงอยากได้ตัวแทนฝ่ายนายจ้างที่จะเข้าไปทำงานและปรับปรุงสิทธิประโยชน์อย่างแท้จริง เพื่อให้สวัสดิการของลูกจ้างดีขึ้น

    พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า มีผู้ประกันตนใช้สิทธิเลือกตั้งกว่า 6.7 แสนคน นายจ้างกว่า 9,000 คน เกินกว่าปี 2566 กว่า 4 เท่าตัว ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้น ที่ถูกร้องเรียนมากที่สุดเป็นการไปผิดหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งยืนยันว่าทุกปัญหาเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการแก้ไขครบทุกราย

    ยืนยัน ทำทุกอย่างตามระบบ ส่วนจุดที่มีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งมากที่สุด คือ สีลมคอมเพล็ก, เจเจมอลล์ และ จ.สมุทรปราการ มีผู้ใช้สิทธิมากที่สุดกว่าจุดละ 2 แสนคนโดยมองว่า ปัจจัยที่ทำให้มีผู้ประกันตนและนายจ้างใช้สิทธิเพิ่มขึ้น เกิดจากเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 2 และเปิดให้มาใช้สิทธิได้โดยไม่ต้องลงทะเบียน ส่วนผลการนับคะแนนยังคาดเดาไม่ได้ว่าจะแล้วเสร็จเมื่อไร

    ด้าน น.ส.จีระภา บุญรัตน์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ระบุว่า หลังจากนี้ จะเร่งรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยคาดว่าจะไม่เกินกว่าปี 2566 ที่ใช้เวลาประมาณ 70 วัน เนื่องจากบอร์ดประกันสังคมชุดปัจจุบันหมดวาระไปตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา โดยคาดว่าขั้นตอนทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในปีนี้

    เกาะติด ผลเลือกตั้ง

    เกาะติด ผลเลือกตั้ง “บอร์ดประกันสังคม” ล่าสุด “ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” คะแนนนำ

    ล่าสุดเมื่อเวลา 22.00 น.นับคะแนนไปแล้ว 523,470 คะแนน ทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้คะแนนนำห่าง โดยมีรายชื่อดังนี้

    ผู้แทนฝ่ายนายจ้างได้แก่ 1.สุโขทัย หัตถะรัชต์ ได้ 1,139 คะแนน 2.กฤตวิทย์ หริมเทพาธิป ได้ 1,143 คะแนน 3.รัตนสิทธิ สุภาภรณ์ ได้ 1,153 คะแนน 4.กฤษฎา อาทิตย์ จินตกานนท์ ได้ 1,164 คะแนน 5.ศราริน เรืองปัญญาวุฒิ ได้ 1,171 คะแนน 6.ภัทรานิษฐ์ ศรีจันทร์ดร ได้ 1,105 คะแนน 7.อดิศร เกิดมงคล ได้ 1,154 คะแนน

    ผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ได้แก่ 1.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ได้ 67,152 คะแนน 2.พรทิพย์ โม่งใหญ่ได้ 64,882 คะแนน 3.ลักษมี สุวรณภักดี ได้62,941 คะแนน 4.นาริฐา โภไคยอนันต์ ได้ 67,665 คะแนน 5.เริงฤทธิ์ ละออกิจ ได้ 67,366 คะแนน 6.ปรารานา โพธิ์ดี ได้ 65,867 คะแนน 7.ธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน ได้ 67,939 คะแนน

    ติดตามการนับคะแนนแบบเรียลไทม์

    อ่านข่าว

    ภาพรวมเลือกบอร์ดประกันสังคม ผู้ประกันตนใช้สิทธิ 6.7 แสนคน เพิ่มขึ้น 330 % จากปี 66

    กทม.ตื่นตัวเลือกบอร์ดประกันสังคม พบหน่วยเลือกตั้งไม่ตรง

    11 ต.ค.เปิดหีบเลือกตั้ง “บอร์ดประกันสังคม” ประชาชนเริ่มทยอยใช้สิทธิ

    เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 11 ต.ค. “จุลพันธ์” ยันจดเบอร์ผู้สมัครเข้าคูหาได้

    เช็กก่อนใช้สิทธิ 11 ต.ค. ปรับสถานที่เลือกตั้ง “บอร์ดประกันสังคม” 32 แห่ง เหตุน้ำท่วม

    สปส. เปิดทางเพิ่มชื่อ-ถอนชื่อ เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ถึง 30 ก.ย.นี้

    เลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เป็น 11 ต.ค.69 เหตุฝนตกหนัก-น้ำท่วม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/570839&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OUbY2vXJaIxfuGdnvTDxI