Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ชนวนเดือด เออร์ลีรีไทร์ | เดลินิวส์

    ชนวนเดือด เออร์ลีรีไทร์ | เดลินิวส์

    มีไม่กี่รัฐบาลที่กล้าปฏิรูประบบราชการ แต่รัฐบาลที่ปฏิรูปสำเร็จ มีน้อยยิ่งกว่า ประโยคนี้น่าจะสะท้อนภาพรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” ในเวลานี้ได้ดีที่สุดว่าต้องเผชิญกับ ชนวนเดือด หลายริกเตอร์

    หลัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดแนวคิด เดินหน้าโครงการเออร์ลีรีไทร์ ลดขนาดกำลังคนภาครัฐ เปลี่ยนระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการใหม่ไปสู่ระบบสุขภาพดีถ้วนหน้า+ประกันสุขภาพ กลายเป็นการ กวักมือเรียกรถทัวร์ ลงหลายคัน

    ดาวฤกษ์มองว่า สิ่งสำคัญของผู้ที่เลือกเส้นทางรับราชการคือ ความมั่นคง และสวัสดิการ เมื่อโดนแตะในจุดสำคัญ บัลลังก์การเมืองย่อมสะเทือน แต่หากสแกนถึงปัญหางบประมาณของประเทศ ต้องยอมรับว่าตัวเลขงบประมาณบีบให้ต้องตัดสินใจ

    มีคำเตือนจากหลายฝ่ายว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 กำลังเผชิญโจทย์แห่งความเปราะบาง รายจ่ายประจำของรัฐบวม ทั้งเงินเดือน ค่าตอบแทน บำเหน็จบำนาญ และภาระผูกพันต่าง ๆ ขยับขึ้นจนเกือบเท่ารายได้ของรัฐบาลทั้งก้อน

    รายได้ที่จัดเก็บได้แทบทั้งหมด ถูกใช้ไปกับค่าใช้จ่ายประจำ เหลืองบลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศน้อยลงทุกปี ประเทศจะเข้าสู่ภาวะที่ต้องกู้เงินเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายประจำ ซึ่งกระทบต่อวินัยการคลังอย่างมีนัยสำคัญ

    รัฐบาลเลือกปฏิรูปราชการ โดยเริ่มจากแนวทางสมัครใจ ผ่านระบบเออร์ลีรีไทร์ จะไม่มีการบังคับ และจะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนงานที่ไม่จำเป็น เช่น งานพิมพ์ และงานธุรการบางส่วน

    แต่ในทางการเมืองถือเป็นแรงกระแทกสำคัญ เพราะคำว่า ลดคน ลดสิทธิ คือการปลุกแรงต้านจากรัฐข้าราชการ เป็นความท้าทายของการเมืองไทย เมื่อใดที่รัฐบาลแตะเรื่องสวัสดิการ เท่ากับปลุกความรู้สึกของผู้ได้รับผลกระทบ

    ทางออกที่ดีที่สุดคือ รัฐบาลจำเป็นต้องอธิบายให้เห็นว่า การปฏิรูปครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทำให้ระบบราชการมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่เพียงลดรายจ่าย หรือผลักภาระไปให้บุคลากรภาครัฐ

    และรัฐบาลก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า นอกจากการลดรายจ่ายประจำแล้ว ยังมีการเสริมแนวทางการแก้ปัญหาอื่นเพื่อสร้างรายได้ใหม่ด้วยเพราะ การที่รัฐลดคน แต่ไม่สร้างรายได้ใหม่ ประเทศก็จะกลับมาเผชิญปัญหาเดิมในอีกไม่กี่ปี

    การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เป็นอีกคำตอบหนึ่ง สิ่งที่รัฐบาลพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ เศรษฐกิจดิจิทัล การยกระดับแรงงานผ่านการอัปสกิลและรีสกิล หรือการผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางด้านการแพทย์ ต้องไม่ใช่แค่คำพูดที่สวยหรู แต่ต้องผลักดันให้เป็นรูปธรรม สร้างเงินสร้างทองจับต้องได้

    โจทย์สำคัญคือ ลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ไปพร้อม กัน

    เพราะการ ประหยัดไม่ได้ทำให้ประเทศเติบโตได้ หากเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ยังไม่สร้างรายได้เป็นรูปธรรม การตัดลดรายจ่ายเพียงอย่างเดียวก็แค่การ ซื้อเวลา สะสมแต่ความเคียดแค้น

    การปฏิรูประบบราชการไม่ใช่เรื่องของข้าราชการเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของคนทั้งประเทศ ผู้เสียภาษีย่อมคาดหวังให้ภาษีที่จ่ายไป ต้องส่งเสริมให้ระบบราชการคล่องตัว โปร่งใส แก้ปัญหารวดเร็ว ส่วนข้าราชการก็ต้องการความมั่นคงและความเป็นธรรมในอาชีพ

    การปฏิรูปที่ประชาชนรอคอย ไม่ใช่การลดจำนวนข้าราชการให้ได้มากที่สุด แต่คือการทำให้ทุกบาทของงบประมาณ สร้างคุณค่ากลับคืนสู่ประเทศได้มากที่สุด

    และนี่คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ไม่ใช่เฉพาะต่อข้าราชการ แต่ต่อผู้เสียภาษีทั้งประเทศ.

    “ดาวฤกษ์”

    คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/6021680/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35-G7sbBI_qTdkVS9OPCHQ

  • จีนเผยข้อมูล สะท้อนเศรษฐกิจครึ่งปีแรก 2026 โตต่อเนื่อง

    จีนเผยข้อมูล สะท้อนเศรษฐกิจครึ่งปีแรก 2026 โตต่อเนื่อง

    ปักกิ่ง, 13 ก.ค. (ซินหัว) — ศูนย์ข้อมูลแห่งชาติจีน (SIC) ซึ่งเป็นหน่วยงานวางแผนเศรษฐกิจระดับสูงสุดภายใต้คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) ระบุว่า เศรษฐกิจของจีนยังคงเติบโตอย่างมั่นคงในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดยการบริโภคยังคงฟื้นตัวและอุตสาหกรรมไฮเทคกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

    ศูนย์ข้อมูลฯ ระบุว่า กิจกรรมของผู้บริโภคฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง 6 เดือนแรก (มกราคม-มิถุนายน) โดยดัชนีที่ติดตามการชำระเงินเพื่อการบริโภคแบบออฟไลน์เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 เมื่อเทียบปีต่อปี ขณะที่ปริมาณผู้ใช้บริการในย่านชอปปิงแบบมีหน้าร้านเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7
    การใช้จ่ายด้านผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ของจีนในช่วงเวลาดังกล่าว เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.5 ขณะที่การใช้จ่ายด้านการคมนาขนส่งและการจัดเลี้ยงที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 และร้อยละ 4.9 ตามลำดับ

    สิงอวี้กวน นักวิจัยจากศูนย์ข้อมูลฯ ระบุว่า การฟื้นตัวดังกล่าวเป็นผลมาจากชุดนโยบายกระตุ้นอุปสงค์และการบริโภคภายในประเทศ ควบคู่ไปกับสภาวะอุปทานและอุปสงค์ที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งช่วยสนับสนุนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในการบริโภคเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการบริโภคอัจฉริยะ

    ข้อมูลดังกล่าว ยังตอกย้ำถึงแรงขับเคลื่อนที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในภาคส่วนไฮเทค โดยการลงทุนในสาขาเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ พุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 118.4 เมื่อเทียบปีต่อปีในช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่มูลค่าการชนะประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งรวมถึงกำลังการประมวลผล ก็เพิ่มขึ้นร้อยละ 23

    กิจกรรมทางอุตสาหกรรมและการสร้างสรรค์นวัตกรรมยังคงมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดี โดยดัชนีกิจกรรมการผลิตของนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.9 เมื่อเทียบปีต่อปี ขณะที่การอนุมัติสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงยุทธศาสตร์เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.6 ในช่วงครึ่งแรกของปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/around-the-world/3967309/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zk5Dgt_7z25XQGkGSU4Cs

  • เศรษฐกิจไทยที่ซึมลึกกับการใช้เงินกู้มาตำน้ำพริกละลายแม่น้ำของรัฐบาล

    เศรษฐกิจไทยที่ซึมลึกกับการใช้เงินกู้มาตำน้ำพริกละลายแม่น้ำของรัฐบาล

    ในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวที่น่ายินดีในด้านการเมืองของประเทศอย่างน้อย 2 เรื่อง คือเรื่องผู้ว่าชัชชาติ และเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท

    เรื่องแรกคือการที่ผู้ว่าชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับเลือกตั้งเข้ามาบริหารกรุงเทพมหานครอีกเทอม ซึ่งได้แสดงให้เห็นชัดมากว่าในประเทศไทยเรา พื้นที่ไหนที่ประชาชนมีการศึกษาดี ประชาชนเขาก็สามารถเลือกคนดี คนที่ได้ทำงานเพื่อบ้านเมืองดีอย่างจริงจังและประจักษ์ชัด ให้มีโอกาสทำงานรับใช้บ้านเมืองได้อีกต่อไป

    ส่วนเรื่องที่น่ายินดีอีกอย่าง คือการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเห็นชอบการออกพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ของรัฐบาลมาแก้ปัญหาผลกระทบของวิกฤติน้ำมันอันเนื่องจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่ารัฐบาลสามารถแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมันจากสงครามตะวันออกกลางได้

    แต่ก็ยังปรากฏว่าเศรษฐกิจของประเทศยังอยู่ในอาการซึมลึก การแจกจ่ายเงินตามโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วงแรกเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม ประเทศก็ยังอยู่ในภาวะที่ต้องดูแลแก้ไขปัญหาโครงสร้างที่ยังน่าเป็นห่วงอีก

    อยากขอให้ดูประเด็นดังต่อไปนี้

    1. ภาพลวงตาของการเคลื่อนย้ายของตลาดทุนและตลาดเงินของไทยที่ยังดูดี แต่สภาพเศรษฐกิจไทยแท้จริงที่มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมบิดเบี้ยวมานานยังไม่ได้รับการแก้ไข

    ค่าของเงินบาท อัตราดอกเบี้ยทางการ การไหวตัวของดัชนีตลาดหุ้น และแนวโน้มของผลตอบแทนของหลักทรัพย์คือพันธบัตร และหุ้นกู้ในตลาดตราสารหนี้ยังเป็นไปด้วยดีสำหรับประเทศไทย

    ที่เป็นดังนี้ก็เพราะภาวะทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยที่ดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทยยังอยู่ในสภาพที่หนักแน่นแม้จะเกิดวิกฤติน้ำมันจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่าน

    กล่าวได้ว่าตราบใดที่กองทุนต่างๆของต่างชาติยังหากินกับตลาดเงินและตลาดทุนของสกุลเงินบาทได้อย่างราบรื่น ตราบเท่าที่การค้ำจุนของบริษัทที่ดูแลอันดับเครดิตใหญ่ๆในโลก (Credit Rating Agency) ยังเป็นเชิงบวก

    ตอนนี้พอเห็นว่าเศรษฐกิจของไทยยังเดินหน้าตามประเทศที่พัฒนาแล้วได้อยู่ เช่น เกาหลี ไต้หวัน และประเทศที่อยู่ในระดับรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงในกลุ่มอาเซียน เช่น มาเลเซีย และเวียดนาม

    แต่ถ้าจะดูว่ารัฐบาลใดบริหารด้านการเงินการคลังผิดพลาด ก็ให้ดูรัฐบาลอินโดนีเซียที่ขณะนี้กำลังถูกเล่นงานจากบรรดากองทุนทั่วโลกจนตลาดทุนและตลาดเงินกำลังตกต่ำและเอียงสั่นระทึกโดยขณะนี้กองทุนนานาชาติต่างย้ายเงินทุนออก ทำให้ตลาดหุ้นและค่าเงินรูเปียห์ตกต่ำอย่างหนักตลอดช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา

    สำหรับประเทศไทยเราดูเหมือนว่าดูดีกว่าอินโดนีเซียแต่ในส่วนลึกของระบบเศรษฐกิจไทย ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ 95% ไม่ได้รู้สึกรู้สากับตลาดทุนและตลาดเงินแต่อย่างใด

    พวกเขาที่เป็นผู้คนหาเช้ากินค่ำ พวกเขาที่เป็นรากหญ้า รู้จักแต่เรื่องหนี้สินก้อนโตที่ห่อหุ้มตัวเขาแบบขยับตัวยากที่เรียกว่า หนี้ครัวเรือน พวกเขารู้จักแต่การใช้ชีวิตแบบยากไร้

    ผู้คนส่วนหนึ่งจำเป็นต้องหันไปทำงานที่ผิดกฎหมาย ทำอาชีพสีเทา และรวมถึงการประพฤติมิชอบในการเข้าร่วมวงกับสังคมคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมานาน และยิ่งเพิ่มความเข้มข้นจนยากที่จะทำให้ลดน้อยถอยลงได้

    นี่คือภาพลักษณ์ที่แท้จริงของภาวะเศรษฐกิจและสังคมไทยที่เห็นกันอย่างชัดแจ้งในขณะนี้

    2. มีความพยายามในการเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจและเข้าไปชี้นำการเดินหน้าด้วยวิธีการต่างๆ ของรัฐบาล แต่ไม่สามารถบรรลุการยกระดับให้ประเทศโตยั่งยืนได้ใกล้เคียงจีนและเกาหลี

    ที่ยกการนำประเทศให้ก้าวหน้าแบบจีนและเกาหลี เพราะตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ 60 ปีที่ผ่านมา สองประเทศนี้ยังมีสภาพทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งประเทศไม่ได้ดีกว่าประเทศไทยเลย แต่ในวันนี้ไทยเรากลับยิ่งห่างกับเขาแบบคนละชั้นอย่างฟ้ากับดิน

    ไม่จำเป็นต้องไปฟื้นฝอยหาตะเข็บกับการละเลยของนักการเมืองทุกสมัยที่ปล่อยให้ข้าราชการและคนไทยเข้าไปคลุกเคล้ากับการบริหารสีเทามากขึ้นๆ เรื่อยมา โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ตกเป็นข่าวใหญ่รายวันเรื่องแล้วเรื่องเล่า จนบดบังภาพที่รัฐบาลกำลังเหนื่อยยากทุ่มเทเพื่อทำให้ประเทศดีขึ้นในขณะนี้

    เห็นได้ชัดเจนว่า ขณะนี้ยิ่งรัฐบาลทุ่มเทจัดสวัสดิการช่วยคนรากหญ้าและการกู้เงินด้วยพระราชกำหนดไปแจกประชาชนกลุ่มเปราะบางและประชาชนทั่วไป 43 ล้านคน เมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา ด้วยโครงการไทยช่วยไทย พลัส ใช้เงินไปประมาณ 43,218 ล้านบาท

    แต่ดูเหมือนว่าภาวะเศรษฐกิจของไทยกลับยิ่งซึมลึกและมืดมัวมากขึ้นไปอีก เหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แม้ว่าแม่ค้าและประชาชนจะด่าว่ายังไงก็ตาม ผมเห็นว่าโครงการนี้ควรพอแล้ว จะแจกก็เฉพาะกลุ่มเปราะบาง แล้วนำเงินกู้ส่วนที่เหลือไปทำอย่างอื่นเถอะ

    3. ยิ่งรัฐบาลเข้าไปก่อหนี้ด้วยการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์มาหว่านแจกให้ประชาชน แต่ธนาคารพาณิชย์กลับนั่งอมยิ้มกระดิกเท้ารอรับปันผลปีละ 2 ครั้ง อย่างรื่นเริงบันเทิงใจ

    ที่เห็นได้ชัดกว่านั้นยิ่งรัฐบาลเน้นส่งเสริมเพิ่มเม็ดเงินผ่านงบประมาณและสถาบันการเงินภาครัฐให้ธุรกิจขนาดเล็กตั้งแต่ระดับผู้ทำมาหากินระดับครัวเรือน ไปจนถึงระดับกิจการที่ต้องลงทุนขนาด SMEs ทั้งหลายอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่เห็นภาวะกระปรี้กระเปร่าและการผงกหัวของผู้ที่ทำธุรกิจเหล่านั้นเลย

    เมื่อเข้าไปดูข้อมูลอย่างจริงจัง ปรากฏชัดว่าเรื่องนี้ภาครัฐบาลก็ทำไปด้วยเจตนาที่ดีแต่ดูเหมือนเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำไปหมด มันเป็นเพราะอะไรรู้ไหมครับ

    ผมขอบอกกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยว่า ขณะที่ภาครัฐกำลังทุ่มตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ทางสถาบันการเงินภาคเอกชนเขากลับเอาน้ำพริกอร่อยๆ ที่มีล้นหลามเก็บเข้าตู้เย็นแทน

    เห็นๆ กันอยู่ว่าช่วงที่ผ่านมาของปีนี้ธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็น​แหล่งเงินใหญ่ที่ปล่อยเงินสินเชื่อสู่ระบบเศรษฐกิจมูลค่าพอๆกับ GDP เขาระมัดระวังมากในการปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจต่างๆ ที่ยังซบเซาและที่เห็นว่าจะไม่สามารถคืนเงินกู้ให้เขาได้

    เขาจะกล้าปล่อยเงินกู้ให้แก่ธุรกิจใหญ่ๆหรือ SMEs ที่แข็งแกร่งด้านการเงินเท่านั้น หรือไม่ก็ต้องเป็นธุรกิจที่แบงก์ชาติและสถาบันการเงินของรัฐจะช่วยเข้ามารับความเสี่ยงเหมือนครั้งที่โควิดกำลังระบาดเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว เห็นไหมครับว่าทำไมเศรษฐกิจไทยจึงยังซึมลึกอยู่อีก

    ผมไม่อยากจะคิดหรือชวนผู้รู้ทั้งหลายมาช่วยคิดว่า รัฐบาลควรจะเปลี่ยนแนวทางการพลิกฟื้นประเทศชาติที่อยู่ในสภาพนี้ให้ได้ดีอย่างไร

    ในเมื่อกระทรวงการคลังยังหลับหูหลับตายึดมั่นอยู่กับวินัยการคลัง ภายใต้กฎเกณฑ์แบบเก่าที่พ้นสมัยเหมือนนมบูด (เรื่องนี้ผมจะชี้แจงให้ท่านผู้อ่านทราบในบทความถัดไป) ซึ่งกระแสของผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นว่าได้เกิดวิกฤติศรัทธาของผู้คนต่อรัฐบาลแผ่กว้างขึ้น

    นอกเหนือจากการซึมลึกของเศรษฐกิจไทยและวิกฤติศรัทธาของประชาชนต่อรัฐบาลที่มีมากขึ้นดังกล่าวข้างต้น ผมอยากบอกรัฐบาลว่าจากข่าวของภาวะวิปริตของธรรมชาติที่จะเกิดในอนาคตอันใกล้ คือ ภัยจากน้ำท่วมในช่วงกันยายนและตุลาคมนี้ ภัยจากเอลนีโญขั้นรุนแรงที่จะกระทบต่อการเกษตรทั่วไปในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกหน้าตั้งแต่พฤศจิกายน

    บวกกับการเขม็งเกลียวและการสร้างความปั่นป่วนของประเทศมหาอำนาจอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดภาวะวิกฤติทางการเงินขึ้นในโลกใบนี้ได้ง่ายๆ เรื่องร้ายๆ เหล่านี้ล้วนเป็นความเสี่ยงที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวกันทั้งนั้น แล้วรัฐบาลจะทำให้คนไทยไม่หดหู่ได้ไหม

    ถ้าท่านผู้อ่านจะถามผมว่า แล้วจะให้แก้ไขกันอย่างไร ผมก็อยากจะบอกว่า ให้รัฐบาลนำเงินกู้พิเศษที่เหลือไปจัดทำ 2 เรื่อง ดังต่อไปนี้.-

    1) นำเงินกู้พิเศษที่เหลือไปใช้เพิ่มในการลงทุนโครงการปรับโครงสร้างของสาธารณูปการที่จำเป็นและที่หน่วยงานต่างๆ เฝ้ารอให้รัฐบาลหาเงินมาทำเสียที

    โครงการประเภทนี้มีมาก ถ้ารัฐบาลสามารถจัดเงินกู้พิเศษที่ยังไม่ได้ใช้ซึ่งไหนๆ ก็ได้ผ่านความเห็นชอบจากศาลรัฐธรรมนูญมาแล้วมาเพิ่มสัก 100,000 ล้านบาท ในงบลงทุนที่น่าสมเพชในปี 2570 นี้ ที่จัดสรรให้เพียง 496,062.5 ล้านบาท เป็น 596,062.5 ล้านบาท หรือให้งบลงทุนเพิ่มขึ้นอีก 20% ของวงเงินที่ได้จัดสรร ถ้าหาวิธีทำได้ก็คงไม่มีใครมาประท้วงรัฐบาลแน่

    2) นำเงินกู้พิเศษที่เหลือไปใช้ในโครงการสมัครใจลาออกก่อนเกษียณของข้าราชการและลูกจ้างของส่วนราชการ (Early Retire) ที่ท่านรองนายก ปกรณ์ นิลประพันธ์ ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าของเรื่องอยู่

    ขอให้ประกาศเลยภายในก่อนสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ ให้ข้าราชการและลูกจ้างอายุตั้งแต่ 54 ปีขึ้นไป ยื่นเจตจำนงเลย โดยรัฐบาลจะให้ออกโดยจ่ายเงินที่น่าจูงใจหน่อย ใช้งบจากเงินกู้พิเศษเช่นกันคงไม่เกิน 160,000 ล้านบาท

    หากทางการพิจารณาแล้วจะยับยั้งผู้ใดก็ได้ แต่ถ้าจะไม่ให้ผู้ใดออกรัฐบาลต้องเสนอเพิ่มเงินเดือนให้เขาอย่างน้อยปีละ 2 ขั้นตลอด ทั้งนี้ ถ้าให้ใช้ AI คิดให้ 2 วันก็เสร็จ

    รีบทำโครงการนี้เถอะ รัฐบาลจะได้ใช้กระสุนนัดเดียวยิงนก 2 ตัว ตัวแรกจะได้ลดภาระต้องตั้งงบบุคลากรภาครัฐลงมากในอนาคต ตัวที่ 2 ถ้าสามารถทำก่อนสิ้นปีงบประมาณนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นทันทีดีกว่าไทยช่วยไทยพลัสแน่

    ถ้ารีบทำ 2 โครงการนี้จะทำให้รัฐบาลได้คะแนนเสียงมากกว่าการเอาเงินไปหว่านแน่ครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/1242810&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07lbXEPzuie6LdxlbXPqf1

  • ‘พ่อทิพย์’ ต้นทุนเศรษฐกิจไทย หากขบวนการสวมสิทธิบุคคลไม่ถูกปิดช่องโหว่

    ‘พ่อทิพย์’ ต้นทุนเศรษฐกิจไทย หากขบวนการสวมสิทธิบุคคลไม่ถูกปิดช่องโหว่

    ‘พ่อทิพย์’ มากกว่าคดีอาญา
    ต้นทุนที่ประเทศไทยต้องจ่าย หากขบวนการสวมสิทธิบุคคลไม่ถูกปิดช่องโหว่

    “เด็กคนหนึ่งเกิดในประเทศไทย มีสูติบัตร มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เข้าโรงเรียน ใช้สิทธิรักษาพยาบาลของรัฐ และเมื่ออายุครบ 18 ปี มีสิทธิเลือกตั้งเช่นเดียวกับคนไทยทุกคน”

    ทั้งหมดนี้คือสิทธิพื้นฐานของพลเมืองไทย

    แต่หากจุดเริ่มต้นของสถานะดังกล่าวเกิดจาก การรับรองบุตรอันเป็นเท็จ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘ใครกระทำผิด’ แต่คือ ประเทศไทยกำลังแบกรับต้นทุนอะไร หากช่องโหว่นี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

    ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐในการขยายผลคดีเครือข่ายฟอกเงินและแก๊งสแกมเมอร์ นำไปสู่การเปิดโปงสิ่งที่สังคมเรียกว่า ‘ขบวนการพ่อทิพย์’ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้ชายไทยรับรองบุตรแทนบิดาที่แท้จริง เพื่อให้เด็กต่างด้าวได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ

    ข้อมูลจากการสืบสวนพบเด็กที่อยู่ในข่ายตรวจสอบแล้วกว่าร้อยราย และรัฐกำลังเดินหน้าดำเนินคดี รวมถึงพิจารณาเพิกถอนสัญชาติในรายที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย

    แม้คดีจะอยู่ในกระบวนการยุติธรรม แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ หากรูปแบบดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยอาจไม่ได้สูญเสียเพียงเงินงบประมาณ แต่กำลังเผชิญความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจ ความมั่นคง และธรรมาภิบาลในระยะยาว

    จาก ‘คนต่างด้าว’ สู่ ‘คนไทย’

    เหตุใดขบวนการนี้จึงถูกจับตามองอย่างมาก คำตอบอยู่ที่ ‘สถานะบุคคล’ เพราะเมื่อบุคคลหนึ่งได้รับสัญชาติไทยอย่างสมบูรณ์ สิทธิที่ตามมาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการอาศัยในประเทศ แต่ยังครอบคลุมสิทธิทางเศรษฐกิจและกฎหมายอีกจำนวนมาก

    ตั้งแต่ การถือครองอสังหาริมทรัพย์ การทำธุรกรรมทางการเงิน การจัดตั้งบริษัท การได้รับสวัสดิการของรัฐ ไปจนถึงสิทธิทางการเมืองเมื่อบรรลุนิติภาวะ

    กล่าวอีกนัยหนึ่ง สัญชาติไทยคือ ‘กุญแจ’ ที่เชื่อมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและกฎหมายทั้งหมดของประเทศ หากกุญแจดอกนี้ได้มาจากการทุจริต ผลกระทบย่อมไม่ได้หยุดอยู่แค่การแจ้งเกิดเท่านั้น โดยยังมีต้นทุนอีกมหาศาลที่ไทยต้องแบกรับ

    ต้นทุนที่หนึ่ง
    ความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎร

    ระบบทะเบียนราษฎรถือเป็นฐานข้อมูลหลักของรัฐ โดยข้อมูลเพียงชุดเดียวถูกนำไปใช้เชื่อมโยงกับ
    • บัตรประชาชน
    • หนังสือเดินทาง
    • สิทธิเลือกตั้ง
    • ระบบภาษี
    • ระบบสาธารณสุข
    • การศึกษา
    • การถือครองทรัพย์สิน
    • การเปิดบัญชีธนาคาร
    • การจดทะเบียนนิติบุคคล

    หากเกิดการสวมสิทธิได้โดยไม่ถูกตรวจพบ ความเสียหายจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของฐานข้อมูลภาครัฐทั้งหมด

    ต้นทุนที่สอง
    เม็ดเงินสกปรกอาจถูก ‘ทำให้สะอาด’

    ประเด็นสำคัญที่เจ้าหน้าที่กำลังขยายผล คือ ความเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายพ่อทิพย์กับคดีฟอกเงินและแก๊งสแกมเมอร์

    การสวมสิทธิบุคคลอาจกลายเป็นกลไกหนึ่งในการอำพรางความเป็นเจ้าของทรัพย์สิน และสร้างตัวตนที่ดูถูกต้องตามกฎหมายสำหรับการถือครองสินทรัพย์ในประเทศไทย โดยแม้รายละเอียดของแต่ละคดียังอยู่ระหว่างกระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริง แต่หากข้อกล่าวหาดังกล่าวได้รับการพิสูจน์ในชั้นศาล ย่อมสะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ใช่การปลอมเอกสารธรรมดา หากแต่เชื่อมโยงกับการฟอกเงินและอาชญากรรมข้ามชาติในระดับโครงสร้าง

    ต้นทุนที่สาม
    อสังหาริมทรัพย์ไทยอาจกลายเป็นปลายทางของเงินผิดกฎหมาย

    ภายใต้กฎหมายไทย คนต่างชาติยังมีข้อจำกัดในการถือครองที่ดิน…แต่หากบุคคลได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ ข้อจำกัดดังกล่าวอาจหมดไป ซึ่งนั่นหมายถึง
    • บ้าน
    • ที่ดิน
    • อาคารพาณิชย์
    • หรือทรัพย์สินมูลค่าสูง
    สามารถถูกถือครองในนาม ‘คนไทย’ ได้อย่างถูกต้องตามรูปแบบทางกฎหมาย แม้ที่มาของสถานะบุคคลจะอยู่ระหว่างข้อพิพาทหรือเกิดจากการทุจริต

    ผลกระทบไม่ได้อยู่เพียงการเปลี่ยนมือของทรัพย์สิน แต่ยังอาจบิดเบือนตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มแรงซื้อที่ไม่ได้สะท้อนอุปสงค์ที่แท้จริง และสร้างแรงกดดันต่อราคาที่ดินในหลายพื้นที่

    ต้นทุนที่สี่
    ระบบเศรษฐกิจไทยอาจเผชิญ ‘นอมินีข้ามรุ่น’

    ที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญปัญหาการใช้นอมินีถือหุ้นแทนคนต่างชาติ…แต่หากการสวมสิทธิบุคคลเกิดขึ้นจริงในวงกว้าง ปัญหาอาจพัฒนาไปอีกระดับ 

    จาก ‘นอมินีบริษัท’ สู่ ‘นอมินีที่มีสัญชาติไทย’

    และเมื่อบุคคลเหล่านี้เติบโตจนบรรลุนิติภาวะ ก็อาจมีสิทธิ “ถือหุ้น จดทะเบียนบริษัท หรือประกอบธุรกิจในกิจการที่กฎหมายกำหนดให้เป็นของคนไทย” หากไม่มีการตรวจสอบหรือแก้ไขสถานะที่ได้มาโดยมิชอบ…ซึ่งนี่คือความเสี่ยงที่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเรียกว่า ‘การสวมสิทธิข้ามรุ่น’

    ต้นทุนที่ห้า
    งบประมาณของรัฐที่ประชาชนทุกคนร่วมกันจ่าย

    เด็กทุกคนที่มีสัญชาติไทยย่อมได้รับสิทธิตามกฎหมาย ทั้ง…
    • การศึกษา
    • สาธารณสุข
    • วัคซีน
    • สวัสดิการต่าง ๆ 

    สิทธิเหล่านี้เป็นหลักการของรัฐสวัสดิการที่พึงมี อย่างไรก็ตาม หากบุคคลได้รับสถานะดังกล่าวจากการกระทำที่ผิดกฎหมาย รัฐอาจต้องแบกรับภาระงบประมาณโดยไม่ควรเกิดขึ้น ซึ่งเป็นต้นทุนที่ประชาชนผู้เสียภาษีเป็นผู้ร่วมรับภาระ

    ต้นทุนที่ใหญ่ที่สุด
    ความเชื่อมั่นของประเทศ

    ในโลกที่การลงทุนข้ามพรมแดนขึ้นอยู่กับมาตรฐานการกำกับดูแล
    • การป้องกันการฟอกเงิน
    • การตรวจสอบตัวตน
    • และความโปร่งใสของระบบกฎหมาย

    ล้วนเป็นปัจจัยที่นักลงทุนทั่วโลกใช้ประเมินความน่าเชื่อถือของแต่ละประเทศ หากระบบทะเบียนราษฎรและการพิสูจน์สถานะบุคคลมีช่องโหว่จนถูกใช้เป็นเครื่องมือของอาชญากรรมข้ามชาติ ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทยในระยะยาว

    บทเรียนที่คดี ‘พ่อทิพย์’ ทิ้งไว้

    แม้การดำเนินคดีจะยังไม่สิ้นสุด และผู้ถูกกล่าวหายังคงได้รับสิทธิในกระบวนการยุติธรรม แต่คดีนี้ได้สะท้อนคำถามสำคัญที่ใหญ่กว่าตัวคดีเอง
    ประเทศไทยมีระบบป้องกันการสวมสิทธิบุคคลที่รัดกุมเพียงพอหรือไม่
    หน่วยงานรัฐสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อตรวจจับความผิดปกติได้มากน้อยเพียงใด
    และจะปิดช่องโหว่ก่อนที่ปัญหาจะขยายจาก ‘คดีอาญา’ ไปเป็น “ต้นทุนทางเศรษฐกิจของประเทศ” ได้หรือไม่

    เพราะหากปล่อยให้ขบวนการลักษณะนี้ดำเนินต่อไป ความเสียหายที่แท้จริงอาจไม่ใช่จำนวนเด็กที่ได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ แต่คือ การที่ระบบกฎหมาย เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของประเทศ ถูกกัดกร่อนอย่างช้าๆ จากช่องโหว่ที่อาชญากรรมข้ามชาติสามารถใช้ประโยชน์ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/father-fake-thai-citizenship-economic-cost&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_TqUyX9UufmHxz7gj51_z

  • เตือน4วิกฤตกดดัน กางแผนปรับอุตฯไทยรับมือ

    เตือน4วิกฤตกดดัน กางแผนปรับอุตฯไทยรับมือ

    วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.30 น.

    เตือน4วิกฤตกดดัน กางแผนปรับอุตฯไทยรับมือ

    นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ ไม่เพียงเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่รองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นหนึ่งในภาคการผลิตที่มีบทบาทสำคัญต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย โดยกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจสีเขียว ภายใต้เป้าหมาย Net Zero ปี 2050 โดยมองว่าความสามารถการแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้วัดจากต้นทุนการผลิตอย่างเดียว แต่จะวัดจากความสามารถในการลดคาร์บอน การบริหารทรัพยากร และการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ซึ่งกำลังเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลก

    ทั้งนี้ อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ถือเป็นภาคการผลิตที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง หรือ Industrial Process and Product Use (IPPU) จึงต้องเป็นหัวหอกของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ผลักดันมาตรการสนับสนุนทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่โครงการ Smart and Green Mining การลดสัดส่วนการใช้ปูนเม็ด การพัฒนาปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำรุ่นใหม่ อย่าง LC3 (Limestone Calcined Clay Cement) รวมถึงทดลองใช้เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (Carbon Capture) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้สอดรับมาตรฐานโลก

    นายวราวุธ กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญ “Poly Crisis” หรือวิกฤตเชิงซ้อน 4 ด้าน ที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจที่กระทบราคาพลังงานและวัตถุดิบ วิกฤตสภาพภูมิอากาศและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มแรงกดดันต่อภาคการผลิต มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) และวิกฤตโครงสร้างประชากรที่กำลังลดจำนวนแรงงานคุณภาพของประเทศ

    “ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ของไทยภายในไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า โดยปี 2568 ไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียงกว่า 400,000 คน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 500,000 คน ส่งผลให้อัตราการเจริญพันธุ์รวมเหลือเพียง 0.8 นับว่าต่ำที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก อาจกระทบต่อกำลังแรงงานและผลิตภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว” นายวราวุธ กล่าว

    นายวราวุธ กล่าวว่า  ทิศทางอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยอีก 20 ปีข้างหน้า จะเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนจากปูนซีเมนต์แบบดั้งเดิมสู่ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำและปูนซีเมนต์ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ การพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนเต็มรูปแบบ โดยโรงงานปูนซีเมนต์จะกลายเป็นศูนย์กลางกำจัดและแปรรูปขยะชุมชนและกากอุตสาหกรรมเป็นพลังงานและวัตถุดิบทดแทน และการยกระดับสู่โรงงานอัจฉริยะที่ใช้ AI หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรับมือกับปัญหาขาดแคลนแรงงาน

    “ESG ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อสังคม แต่เป็น License to Operate หรือใบเบิกทางของการดำเนินธุรกิจในอนาคต หากปรับตัวไม่ทันต่อมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและคาร์บอน อาจสูญเสียความสามารถการแข่งขันในตลาดโลกได้” นายวราวุธ กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/976723&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07zKGea0ulVWWTKsXILPMC

  • 4 ตัวบ่งชี้ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่านขาดไม่พลาดทุกขบวนการลงทุน

    4 ตัวบ่งชี้ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่านขาดไม่พลาดทุกขบวนการลงทุน

    ยามที่สหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อ ภาวะการจ้างงาน หรือดัชนีค้าปลีก หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขนั้นจะออกมา “สูงหรือต่ำ” กว่าคาด แต่คือการคาดการณ์ว่า Fed จะปรับเปลี่ยนทิศทางดอกเบี้ยอย่างไร ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการเคลื่อนไหวของ Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งข่าวเหล่านี้ยังส่งผลกระทบลูกโซ่มาถึงตลาดหุ้น ทองคำ พันธบัตร และกระแสเงินทุนทั่วโลก รวมถึงพอร์ตการลงทุนของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ดูภาพ Info ▼ 

    ตัวเลขอะไรที่ควรจับตา?

    เงินเฟ้อ

    CPI และ Core PCE บอกว่าแรงกดดันด้านราคากำลังชะลอลงหรือยัง หากเงินเฟ้อสูงกว่าคาด ตลาดอาจมองว่า Fed ต้องคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น

    การจ้างงาน

    Nonfarm Payrolls อัตราว่างงาน และค่าจ้างเฉลี่ย สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังร้อนแรง หรือเริ่มเย็นลง หากแรงงานแข็งเกินไป เงินเฟ้ออาจลดได้ช้า

    การบริโภคและการเติบโต

    Retail Sales และ GDP ช่วยตอบว่า ผู้บริโภคยังใช้จ่ายหรือไม่ เศรษฐกิจยังมีแรงส่งแค่ไหน แต่เศรษฐกิจที่แข็งแรงเกินไป อาจทำให้ Fed ลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้นเช่นกัน

    แล้วตลาดจะตอบสนองอย่างไร?

    เมื่อข้อมูลเศรษฐกิจเปลี่ยนการคาดการณ์ต่อ Fed มักส่งผลให้ Bond Yield พุ่งและดอลลาร์แข็งค่า ซึ่งกดดันหุ้นกลุ่มเติบโต ทองคำ และตลาดเกิดใหม่เนื่องจากต้นทุนการเงินโลกตึงตัว ในทางกลับกัน หากเงินเฟ้อชะลอตัวแต่เศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง สัญญาณการผ่อนคลายนโยบายจาก Fed จะช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนให้สดใสขึ้น

    ดังนั้นนักลงทุนต้องมองให้ขาดว่าข้อมูลนั้นเปลี่ยนมุมมองตลาดต่อ Fed, Yield และดอลลาร์อย่างไร เพราะการอ่านข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้แตกฉาน คือการมองทิศทางต้นทุนเงินและกระแสเงินทุนโลกให้ชัดเจน ก่อนที่แรงกระเพื่อมนั้นจะส่งผลกระทบถึงพอร์ตลงทุนของคุณ

    This information is not investment advice. Investment decisions should be considered based on the investor’s understanding and risk level.


    us-economic-data-investment-impact

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    XM

    ผู้สนับสนุนและส่งเสริมความรู้ด้านการลงทุน ด้วยความเชี่ยวชาญในเรื่องการเงินระดับสากลมากว่า 15 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/us-economic-data-investment-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OlQStlqPicpi0kIo6GTgS

  • ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล 13/07/69

    ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล 13/07/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/160160&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RI3AbESyMHZfJIp5jqout

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 13/07/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 13/07/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/160137&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Z_67HwkjfAVq87Xw18Mpf

  • แนวโน้มตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดตลาด 13/07/69 จับตาผลประกอบการไตรมาส 2 หุ้นชิปหนุนความเชื่อมั่น

    แนวโน้มตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดตลาด 13/07/69 จับตาผลประกอบการไตรมาส 2 หุ้นชิปหนุนความเชื่อมั่น

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/160117&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1efhM6EsO9OYPBR2d5kEfV

  • วิเคราะห์แนวโน้มราคาน้ำมันดิบก่อนเปิดตลาด 13/07/69

    วิเคราะห์แนวโน้มราคาน้ำมันดิบก่อนเปิดตลาด 13/07/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/160121&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JV3PR98CALhZ3LUP2VdfL