Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเยอรมนีกระเตื้องรับเดือนก.ย. อานิสงส์ความหวังรายได้-เศรษฐกิจฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเยอรมนีกระเตื้องรับเดือนก.ย. อานิสงส์ความหวังรายได้-เศรษฐกิจฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    สถาบันเพื่อการตัดสินใจทางการตลาดแห่งนูเรมเบิร์ก (NIM) และสถาบันวิจัยตลาด GfK เปิดเผยผลสำรวจในวันนี้ (27 ส.ค.) ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเยอรมนีมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นสู่ระดับ -26.6 จุดสำหรับเดือนก.ย. ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ จากระดับ -29.4 จุดในเดือนส.ค. (ปรับทบทวนแล้ว) และสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ -29.6 จุด

    การปรับตัวขึ้นดังกล่าวมีปัจจัยหนุนจากความคาดหวังด้านรายได้ที่พลิกกลับมาเป็นบวก และความคาดหวังต่อภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยความระมัดระวังในการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ดี ดัชนีโดยรวมยังคงอยู่ในระดับต่ำท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงยืดเยื้อ

    ทั้งนี้ ข้อมูลจากการสำรวจระหว่างวันที่ 30 ก.ค. – 10 ส.ค. 2569 พบว่าดัชนีย่อยมีความเคลื่อนไหวดังนี้

    • ดัชนีความคาดหวังด้านเศรษฐกิจ (Economic expectations) อยู่ที่ -3.9 จุดในเดือนส.ค. ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ -6.3 จุดในเดือนก.ค. แต่ลดลงเมื่อเทียบกับ 2.7 จุดในเดือนส.ค.ปีที่แล้ว โดยดัชนีดังกล่าวสะท้อนถึงการประเมินสภาพเศรษฐกิจโดยทั่วไปในอีก 12 เดือนข้างหน้า
    • ดัชนีความคาดหวังด้านรายได้ (Income expectations) พลิกกลับมาอยู่ที่ 1.7 จุดในเดือนส.ค. พุ่งขึ้นจากระดับ -14.5 จุดในเดือนก.ค. แต่ยังคงต่ำกว่าระดับ 4.1 จุดในเดือนส.ค.ปีที่แล้ว โดยดัชนีดังกล่าวสะท้อนถึงความคาดหวังเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสถานะทางการเงินของครัวเรือนในอีก 12 เดือนข้างหน้า
    • ตัวชี้วัดความเต็มใจในการซื้อ (Willingness to buy) อยู่ที่ -9.8 จุดในเดือนส.ค. ขยับขึ้นเล็กน้อยจากระดับ -9.9 จุดในเดือนก.ค. และดีขึ้นจากระดับ -10.1 จุดในเดือนส.ค.ปีที่แล้ว โดยดัชนีดังกล่าวแสดงถึงความแตกต่างระหว่างคำตอบเชิงบวกกับเชิงลบต่อคำถามที่ว่า “คุณคิดว่าตอนนี้เป็นเวลาที่ดีในการซื้อของชิ้นใหญ่หรือไม่”
    • ตัวชี้วัดความเต็มใจในการออม (Willingness to save) ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 15.5 จุดในเดือนส.ค. จากระดับ 17.0 จุดในเดือนก.ค. และลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระดับ 15.8 จุดในเดือนส.ค. ปีที่แล้ว

    ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะคาดการณ์แนวโน้มการบริโภคที่แท้จริงของภาคเอกชนในเดือนถัดไป โดยค่าที่สูงกว่า 0 บ่งชี้ถึงการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่ค่าต่ำกว่า 0 สะท้อนถึงการบริโภคที่หดตัวลง

    สถาบัน NIM ระบุเสริมว่า การเปลี่ยนแปลงของดัชนีทุก ๆ 1 จุด สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของการบริโภคภาคเอกชน 0.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/638858&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cvWbd2AbctWxqn0HoBaMh

  • แม่ฟ้าหลวงฯ ชู ‘เศรษฐกิจอิงธรรมชาติ’ เข็มทิศธุรกิจยุคใหม่ | เดลินิวส์

    แม่ฟ้าหลวงฯ ชู ‘เศรษฐกิจอิงธรรมชาติ’ เข็มทิศธุรกิจยุคใหม่ | เดลินิวส์

    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นพร้อมกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมหาศาล ขณะที่ต้นทุนของดิน น้ำ และอากาศแทบไม่ได้ถูกนำมาคิดรวมในระบบธุรกิจ ธรรมชาติจึงถูกใช้ราวกับเป็นทรัพยากรที่มีให้ไม่จำกัด จนความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศเริ่มส่งผลกลับมาถึงเศรษฐกิจ การลงทุน และการดำเนินธุรกิจ

    ประเด็นดังกล่าวคือโจทย์หลักในงาน ‘MFLF Sustainability Forum 2026’ ภายใต้หัวข้อ ‘Nature Positive’ จัดโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเวทีให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน นักวิชาการ และชุมชน ร่วมพูดถึงวิกฤตธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งกำลังกลายเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและการลงทุน

     นับต้นทุนธรรมชาติ

    ‘หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล’ เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเวทีด้านความยั่งยืนมักพูดถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือคาร์บอน รวมถึงการยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชน ขณะที่ธรรมชาติและระบบนิเวศยังถูกพูดถึงในวงจำกัด ทั้งที่เป็นฐานของทุกอย่างที่เกิดขึ้น

    การฟื้นฟูธรรมชาติให้เกิดขึ้นจริงจึงต้องเริ่มจากภาคธุรกิจ เพราะเป็นผู้ใช้ทรัพยากรจำนวนมากและมีบทบาทโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ แนวคิด ‘Nature Positive’ จึงต้องการให้ธุรกิจนำเรื่องธรรมชาติเข้ามาอยู่ในโมเดลการทำธุรกิจ การประเมินผลตอบแทน และการตัดสินใจ

    โดยจุดเริ่มต้นคือการ ‘ให้มูลค่ากับธรรมชาติ’ หรือการประเมินมูลค่าธรรมชาติ (Valuation of Nature) เพื่อให้เห็นว่าทรัพยากรที่ธุรกิจนำมาใช้มีต้นทุนเท่าใด ตัวอย่างเช่น ธุรกิจการเกษตรต้องคำนึงถึงต้นทุนของน้ำและดินที่จำเป็นต่อการผลิต และเมื่อใช้ทรัพยากรเหล่านี้ไปแล้ว ธุรกิจก็ควรลงทุนฟื้นฟูและเติมทรัพยากรกลับคืนสู่ระบบนิเวศ เพื่อให้มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับการผลิตในอนาคต

    ม.ล.ดิศปนัดดา ยังเสนอว่า การประเมินต้นทุนธรรมชาติควรถูกนำมาใช้ในการตัดสินใจขององค์กรด้วย ไม่ควรเป็นเพียงข้อมูลที่จัดทำไว้ในรายงานความยั่งยืน เพราะการมองเห็นต้นทุนของธรรมชาติจะช่วยให้ธุรกิจประเมินได้ว่าการใช้ทรัพยากรแต่ละประเภทมีต้นทุนเท่าใด และต้องจัดสรรเงินเพื่อดูแลหรือฟื้นฟูทรัพยากรเหล่านั้นอย่างไร พร้อมเปิดเผยข้อมูลให้ผู้บริโภคและสาธารณชนรับรู้ว่า ธุรกิจใช้ทรัพยากรส่วนรวมอย่างไรบ้าง

    “เราต้องการให้ทุกฝ่ายเห็นว่า ธรรมชาติไม่สามารถเป็นของฟรีที่เราตักตวงได้ไม่มีที่สิ้นสุดอีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่ภาคธุรกิจจะต้องดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นหนึ่งในเครื่องมือตัดสินใจหลัก การวัดผลตอบแทนหลังจากนี้จะต้องไม่มองเพียงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ต้องรวมผลตอบแทนของชุมชนและธรรมชาติเข้ามาสะท้อนอยู่ในงบดุลและทุกๆ การก้าวเดินด้วย”

    ให้ธรรมชาติมีสิทธิ

    อีกประเด็นที่ ม.ล.ดิศปนัดดา กล่าวคือแนวคิด ‘สิทธิของธรรมชาติ’ (Rights of Nature) โดยตั้งคำถามว่า มนุษย์สามารถพูดและเรียกร้องสิทธิของตนเองได้ ขณะที่ธรรมชาติซึ่งเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตกลับไม่สามารถส่งเสียงเพื่อปกป้องตนเองได้ โดยแนวคิดดังกล่าวต้องการให้ธรรมชาติได้รับการยอมรับว่ามีสิทธิที่จะดำรงอยู่ ได้รับการปกป้อง อนุรักษ์ และฟื้นฟู เพื่อให้ระบบนิเวศยังคงอยู่และทำหน้าที่หล่อเลี้ยงผู้คนต่อไป

    “มนุษย์พูดได้และเรียกสิทธิมนุษยชนได้ แต่ธรรมชาติพูดไม่ได้ ทั้งที่เขาสำคัญมากต่อชีวิตเรา แนวคิด Rights of Nature คือการให้สิทธิ์แก่เขาที่จะอยู่คู่กับเราในคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับการดูแลฟื้นฟู ซึ่งท้ายที่สุดผลประโยชน์ระยะยาวจะย้อนกลับมาหาพวกเราทุกคนอย่างไม่มีข้อสงสัย”

    เมื่อมองธรรมชาติในฐานะส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ แนวคิด ‘เศรษฐกิจอิงธรรมชาติ’ (Nature-Based Economy) จึงเข้ามามีบทบาท โดยธุรกิจต้องคำนึงถึงผลที่เกิดขึ้นกับดิน น้ำ ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพควบคู่กับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ รวมถึงมองผลที่เกิดขึ้นกับชุมชนไปพร้อมกัน

    ติดกระดุมเม็ดแรก

    งาน ‘MFLF Sustainability Forum 2026’ แบ่งการพูดคุยออกเป็น 4 มิติ ได้แก่ ธุรกิจ สังคม การเงิน และชุมชน เพื่อมองการฟื้นฟูธรรมชาติจากหลายด้าน ภาคธุรกิจต้องปรับวิธีดำเนินงาน ภาคการเงินต้องมีเครื่องมือเข้ามาสนับสนุน ขณะที่สังคมและชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการใช้และดูแลทรัพยากร

    ม.ล.ดิศปนัดดา กล่าวต่อไปว่า ธรรมชาติเป็นเรื่องใกล้ตัวและทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ ปัจจุบันมีแนวทางสำหรับฟื้นฟูธรรมชาติและใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อคือเพิ่มการเข้าถึงข้อมูล แลกเปลี่ยนความรู้ และนำแนวคิดเหล่านี้ไปใช้จริง ‘การติดกระดุมเม็ดแรก’ จึงหมายถึงการเริ่มต้นให้ถูกทาง ทั้งในระดับธุรกิจและระดับชีวิตประจำวัน เพื่อให้การดูแลธรรมชาติค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจของผู้คนและองค์กร

    ดั้งนั้นการเปลี่ยนผ่านสู่ New Normal จึงต้องเริ่มจากการที่ทุกภาคส่วนขยับไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งธุรกิจ ภาครัฐ ภาคการเงิน ชุมชน และประชาชน เพื่อให้การดูแลและฟื้นฟูธรรมชาติกลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจในชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6144188/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MgY_foR4U8GXRJmvZWHdN

  • “ทองคำ” เช้านี้ +350 บาท  “รูปพรรณ” ขายออก 72,750 บาท   

    “ทองคำ” เช้านี้ +350 บาท “รูปพรรณ” ขายออก 72,750 บาท  

    วันนี้ (27 ส.ค.2569) เว็บไซต์ฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์ทองโลกปรับตัวลง จากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 และ 30 ปี ฟื้นตัวขึ้นระยะสั้น ประกอบกับดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นยืนเหนือ 99.0 หน่วย อีกครั้ง เนื่องจากสหรัฐอเมริกา เผยดัชนีการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน / ทั่วไป เทียบรายเดือนออกมาสูงกว่าครั้งก่อน และตัวเลขดัชนี GDP สหรัฐฯ ประกาศออกมาทรงตัว ซึ่งปัจจัยข้างต้นอาจหนุนให้เฟดต้องคงดอกเบี้ย หรือมีความเสี่ยงขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ เป็นลบกับทองคำ

    อย่างไรก็ตาม ปากีสถานรายงานว่า มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในการเจรจาที่มีเป้าหมาย เพื่อลดความตึงเครียดและฟื้นฟูการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านและโอมานกำลังหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งเส้นทางเดินเรือร่วมชั่วคราว ซึ่งอาจทำให้ปริมาณการขนส่งน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น หนุนให้เงินเฟ้อภาพพลังงานปรับตัวลง เป็นปัจจัยบวกต่อทองคำในภายหลังได้ หากการเจรจามีการคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ทางด้านกองทุน SPDR ขายทองคำ 2.85 ตัน

    ประเด็นที่ต้องติดตามคืนนี้เวลา 19.30 น. สหรัฐฯ เผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ วิเคราะห์ราคาทองโลกยังสามารถยืนเหนือแนวรับที่ 4,580 ดอลลาร์ ภาพรวมยังคงอยู่ในระยะ Sideways ประเมินว่าทองโลกมีโอกาสปรับตัวลง หลังทดสอบแนวต้านที่ 4,635 ดอลลาร์ และอาจยังคงแกว่งตัวในกรอบแนวรับ / ต้านดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากทองโลกหลุดแนวรับถัดไปที่ 4,565 ดอลลาร์ ทองโลกอาจเริ่มเข้าสู่ระยะพักฐานขาขึ้น

    ราคาทองคำวันนี้ เปิดตลาด บวก 350 บาท (ครั้งที่ 7 บวก 50 บาท) ส่งผลให้ราคาทองคำแท่ง ขายออกบาทละ 71,950 บาท และราคาทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 71,750 บาท ราคาทองรูปพรรณ ขายออกบาทละ 72,750 บาท และราคาทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 70,312.08 บาท ราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) อยู่ที่ 4,633 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ อัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 32.83 บาทต่อดอลลาร์

    ราคาทองรูปพรรณ รวมค่ากำเหน็จ 800 บาท มีราคาดังนี้ ทองครึ่งสลึง ราคาขาย 9,788 บาท ทอง 1 สลึง ราคาขาย 18,775 บาท ทอง 2 สลึง/50 สตางค์ ราคาขาย 36,750 บาท และทอง 1 บาท ราคาขาย 72,700 บาท ทองคำหนัก 2 บาท ขายออก 145,400 บาท ทองคำหนัก 5 บาท ขาย 363,500 บาท

    ภาพรวมราคาทองปี 2569 บวก 7,000 บาท เดือน ม.ค. ทองคำบวก 12,700 บาท เดือน ก.พ. บวก 3,400 บาท เดือน มี.ค. ลบ 6,400 บาท เดือน เม.ย. บวก 250 บาท เดือน เม.ย. ลบ 250 บาทเดือน พ.ค. ลบ 1,450 บาท เดือน มิ.ย. ลบ 6,700 บาท เดือน ก.ค.บวก 850 บาท เดือน ส.ค. บวก 7,750 บาท

    อ่านข่าว:

    สรุปราคาทองคำ 26 ส.ค.2569 ปิดตลาด -150 ผันผวน 20 ครั้ง

    “ทองคำ” เช้านี้ +200 บาท “รูปพรรณ” ขายออก 72,850 บาท

    สรุปราคาทองคำ 25 ส.ค.2569 ปิดตลาด ไม่เปลี่ยนแปลง ผันผวน 35 ครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509964&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13rKUo61RArN20OZ63Yf6t

  • Bitcoin พุ่งทะลุ 80,000 ดอลลาร์อย่างรุนแรง เมินตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    Bitcoin พุ่งทะลุ 80,000 ดอลลาร์อย่างรุนแรง เมินตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    Bitcoin พุ่งทะลุ 80,000 ดอลลาร์อย่างรุนแรง เมินตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    สรุปข่าว
    • แม้ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ จะออกมาสูงกว่าคาดจนกดราคาลงไปแตะ $77,670 แต่วอลุ่มซื้อจากฝั่งเอเชียและยุโรปก็ช่วยผลักดันราคารีบาวด์กลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
    • ราคาถูกปฏิเสธทันทีหลังชนแนวต้าน $80,000 สะท้อนถึงกำแพงขายของเจ้ามือ อย่างไรก็ดี หากสามารถยืนเหนือ $83,000 ได้ จะเป็นจุดยืนยันการกลับตัวเป็นขาขึ้น
    • ราคาถูกปฏิเสธทันทีหลังชนแนวต้าน $80,000 สะท้อนถึงกำแพงขาย อย่างไรก็ดี หากราคาสามารถทะลุและยืนเหนือ $83,000 ได้ จะเป็นจุดยืนยันการกลับตัวเป็นขาขึ้น

    แนวโน้มผลกระทบ : Bullish

    ราคา Bitcoin เกิดการฟื้นตัวอย่างฉับพลันในช่วงบ่ายด้วยการพุ่งกลับขึ้นไปแตะระดับ $80,000 หลังจากย่อตัวลงไปที่ $77,670 จากแรงกดดันของตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาด ซึ่งการรีบาวด์รอบนี้เกิดขึ้นในฝั่งตลาดเอเชียและยุโรป โดยไม่ได้มีแรงหลักมาจากฝั่งของฟิวเจอร์สทำให้ต้องมาลุ้นกันต่อในช่วงกลางคืนว่าจะเป็นอย่างไรต่อ หรือจะขยับเลยตั้งแต่ช่วงเย็นในตอนนี้

    บ่ายวันนี้ราคา Bitcoin ได้เกิดการฟื้นตัวอย่างปาฏิหาริย์อันน่าตกใจ โดยราคาได้พุ่งทะยานกลับไปยืนเหนือ $80,000 สำเร็จอีกครั้ง แม้ว่าเมื่อคืนนี้ตัวเลขเศรษฐกิจที่มีการประกาศออกมาจะไม่ได้เอื้ออำนวยก็ตาม

    อ้างอิงข้อมูลจากกราฟ BTC/USD ราคา Bitcoin ได้ย่อตัวลงไปแตะจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ $77,670 โดยประมาณ ก่อนที่จะค่อยๆ ฟื้นตัวมาตั้งแต่ช่วงกลางดึกจนมาถึงช่วงบ่ายวันนี้ก่อนที่ราคาจะพุ่งอย่างรุนแรงอย่างเห็นได้ชัดในกราฟรายชั่วโมง

    การปรับตัวขึ้นในวันนี้เป็นที่น่าแปลกใจมากว่าทำไมจู่ๆ ราคาถึงกลับขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะช่วงเวลาดังกล่าวมีเพียงแค่ตลาดเอเชีย และตลาดยุโรปเท่านั้นทีมีการเคลื่อนไหว ไม่ได้เป็นผลมาจากฝั่งตลาดสหรัฐฯ

    ด้านข้อมูลจาก Coinglass เองบ่งชี้ว่าการฟื้นตัวเมื่อสักครู่ไม่น่าจะมาจากการบังคับซื้อ-ขาย ผ่านเลเวอเรจเห็นได้จากมูลค่าความเสียหายที่ไม่สูงแม้จะมีบ้างเล็กน้อย ทำให้สามารถคาดเดาได้ว่าแรงซื้อบางส่วนน่าจะมาจากตลาดสปอตจริง หรือวิธีการอื่นๆ เช่นซื้อผ่าน ETFs

    ขณะเดียวกัน ในช่วงค่ำคืนที่ผ่านมาตัวเลขเศรษฐกิจบางตัวยังออกมานอกเหนือจากที่คาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขด้านเงินเฟ้อ เช่น PCE และ core PCE ทั้งแบบรายเดือนและเทียบรายปี

    หลังจากที่กลับขึ้นมาเหนือ $80,000 ได้ชั่วคราว Bitcoin ก็ถูกแรงต้านกดลงมาให้ต่ำลงและยังไม่สามารถฝ่าทะลุขึ้นไปได้แสดงให้เห็นว่าที่ระดับดังกล่าวมีการตั้งกำแพงขายไว้โดยเหล่าเจ้ามือและนักลงทุน แต่ถ้าฟื้นตัวกลับขึ้นไปได้ ราคามีโอกาสที่จะทดสอบแนวต้านที่ $83,000 อีกครั้ง ซึ่งกูรูหลายสำนักต่างมองว่า หากราคาผ่านแนวต้านนี้ไปได้นี่จะเป็นจุดสัญญาณที่ใช้ยืนยันการกลับมาของขาขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ในวันพรุ่งนี้ Bitcoin อาจจะต้องเผชิญกับความผันผวนอีกระลอกเพราะนอกจากจะเป็นวันที่สัญญาออปชันสิ้นเดือนขนาดใหญ่หมดอายุแล้ว ยังตรงกับงานประชุม Jackson Hole ที่คาดว่าตัวของประธานเฟดอย่าง Kevin Warsh จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์เป็นครั้งแรกในฐานะประธานใหม่ของเฟด

    หาก Warsh มีแนวโน้มต่อนโยบายในเชิงเข้มงวด เราก็อาจเห็นราคา Bitcoin ปรับตัวลดลงตามความเสี่ยงของแนวโน้มการขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ถ้าเหตุการณ์พลิกเป็นอีกทางเราก็อาจได้เห็นการพุ่งทะยานครั้งใหญ่ที่อาจยืนยันแล้วว่า จุดต่ำสุดของ Bitcoin ได้ผ่านพ้นไปแล้ว

    ปัจจุบัน Bitcoin ยังคงพยายามที่จะทดสอบแนวต้านที่ $80,000 ทำให้ต้องมาติดตามกันต่อว่าจะเกิดอะไรขึ้นในช่วงเย็นที่ตลาดสหรัฐฯ เปิดทำการ 


    Bitcoin พุ่งทะลุ 80,000 ดอลลาร์อย่างรุนแรง เมินตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    Patiphan Santivarotai

    นักข่าวคริปโตมากประสบการณ์ทั้งในและต่างประเทศ เริ่มรู้จัก Bitcoin มาตั้งแต่สมัยของ bitcoin faucet ในช่วงปี 2011 แต่ไม่ได้สนใจมากจนเริ่มมาให้ความสนใจกับวงการคริปโตอย่างจริงจังในยุค NFT ปี 2021 จนถึงปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/08/27/bitcoin-sudden-surge-back-above-80k/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1b2p6AI9ksyRBUjAWbssHF

  • “เอกนิติ” ปิดอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน ชูแผน “ซ่อมหลังคา” เศรษฐกิจ

    “เอกนิติ” ปิดอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน ชูแผน “ซ่อมหลังคา” เศรษฐกิจ

    “เอกนิติ” ปิดอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน ชูแผน “ซ่อมหลังคา” เศรษฐกิจ

    “เอกนิติ” ปิดอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน ชูแผน “ซ่อมหลังคา” เศรษฐกิจ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปิดการอภิปรายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ยืนยันรัฐบาลจะทยอยกู้เงินตามความจำเป็น ไม่กู้เงินมารอไว้ พร้อมเปรียบแนวทางดังกล่าวว่าเป็นการ “ซ่อมหลังคา” เศรษฐกิจไทย เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและลดความเสี่ยงในระยะยาว

    นายเอกนิติระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากวิกฤตพลังงานต่อเนื่องเป็น 3 ระลอก เริ่มจากราคาพลังงานโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งต่อไปยังต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพ ก่อนกระทบกำลังซื้อของประชาชน หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและการจ้างงาน

    รัฐบาลจึงกำหนดเป้าหมายของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ไว้ 2 ด้าน ได้แก่ การเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบอาชีพที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้ประกอบอาชีพขนส่ง ไรเดอร์ และผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง รวมถึงการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศในระยะยาว

    นายเอกนิติกล่าวว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลใช้ทั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและมาตรการลดภาษีสรรพสามิตเพื่อพยุงราคาพลังงาน แต่เปรียบเสมือนการ “นำถังมารองน้ำ” ในบ้านที่หลังคารั่ว เพราะช่วยลดผลกระทบได้เพียงชั่วคราว และอาจนำไปสู่ภาระทางการคลังซ้ำอีก

    รัฐบาลจึงต้องการเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การ “ซ่อมหลังคา” ด้วยการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างพลังงาน โดยยืนยันว่าจะทยอยกู้เงินตามความจำเป็นและการใช้จ่ายจริง เพื่อควบคุมภาระดอกเบี้ย รักษาวินัยการคลัง และเปิดให้ตรวจสอบการใช้เงินได้

    สำหรับแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน รัฐบาลมุ่งลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ หลังราคาน้ำมันและก๊าซที่เพิ่มขึ้นสร้างแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย โดยนายเอกนิติระบุว่า ในไตรมาส 2 ไทยขาดดุลเกือบ 600,000 ล้านบาท จากผลของการนำเข้าพลังงานราคาแพง

    อีกแนวทางสำคัญคือการส่งเสริมพลังงานที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศ หรือที่นายเอกนิติเรียกว่า “น้ำมันบนดิน” เช่น ไบโอดีเซลจากปาล์มน้ำมัน และเอทานอลจากอ้อยหรือมันสำปะหลัง เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่เกษตรกรและระบบเศรษฐกิจไทย แทนการไหลออกไปกับการนำเข้าพลังงาน

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังวางเป้าหมายให้การลงทุนด้านพลังงานควบคู่กับการพัฒนาทักษะใหม่ของแรงงานไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี พลังงาน และเศรษฐกิจโลกในอนาคต

    นายเอกนิติย้ำในช่วงท้ายว่า เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการประคองประชาชนให้ผ่านวิกฤตพลังงานในระยะสั้น แต่ต้องสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้น ลดความเปราะบางจากการนำเข้าพลังงาน และทำให้ประเทศไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนหลังผ่านพ้นวิกฤต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/747648&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UuhyF5blirgJZ706kXQ4Q

  • รมว.ดีอี ร่วมประชุม คกก.บริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 3/2569

    รมว.ดีอี ร่วมประชุม คกก.บริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 3/2569

    รมว.ดีอี ร่วมประชุม คกก.บริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 3/2569


    27/08/2569 | 44 |

    วันที่ 27 สิงหาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี และนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) หรือ BDE เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 3/2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ณ ห้องประชุมชั้น 20 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง

    สำหรับการประชุมดังกล่าวมีวาระสำคัญเพื่อรับทราบผลการดำเนินงานของกองทุนฯ รวมถึงการพิจารณาข้อเสนอโครงการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยยึดกรอบยุทธศาสตร์ 4 ด้านหลัก คือ ด้านเศรษฐกิจสังคมและความเชื่อมั่น, ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม, เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), และการบริหารภาครัฐดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/168187


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/536157&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WmVB-MppvF5wZHpjfnNR7

  •  แนะทางรอดเศรษฐกิจไทย! ‘ศ.สุชาติ’ ชี้ต้องมุ่งเพิ่ม ‘ผลิตภาพ-ลงทุน’ มากกว่าแค่ดันประชาชนใช้เงิน

     แนะทางรอดเศรษฐกิจไทย! ‘ศ.สุชาติ’ ชี้ต้องมุ่งเพิ่ม ‘ผลิตภาพ-ลงทุน’ มากกว่าแค่ดันประชาชนใช้เงิน

    การเมือง

     แนะทางรอดเศรษฐกิจไทย! ‘ศ.สุชาติ’ ชี้ต้องมุ่งเพิ่ม ‘ผลิตภาพ-ลงทุน’ มากกว่าแค่ดันประชาชนใช้เงิน

    วันพฤหัสบดี ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.57 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569   ศ.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การทำให้เศรษฐกิจและประเทศเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน ไม่อาจเกิดจากการทำให้ประชาชน “ใช้เงินมากขึ้น” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ประชาชนทำงานมากขึ้น มีผลิตภาพสูงขึ้น มีรายได้สูงขึ้น มีเงินออม และนำเงินออมไปสู่การลงทุนที่สร้างผลผลิตในอนาคต เพราะเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนฐานของการสร้างผลผลิตและการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ศ.สุชาติ กล่าวว่า หลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานได้แยกคำว่า “การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น” ออกจาก “การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว” อย่างชัดเจน รัฐบาลสามารถกู้เงินมาแจกหรืออุดหนุนการกิน การท่องเที่ยว และการซื้อสินค้า ซึ่งอาจทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและ GDP เพิ่มขึ้นได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่คำถามสำคัญกว่าคือ เมื่อเงินที่กู้มาถูกใช้หมดไปแล้ว ประเทศมีโรงงานหรือกิจการที่สร้างผลผลิตเพิ่มขึ้นหรือไม่ คนไทยมีความรู้และผลิตภาพสูงขึ้นหรือไม่ เทคโนโลยีของประเทศดีขึ้นหรือไม่ ต้นทุนการผลิตลดลงหรือไม่ และประชาชนมีรายได้ที่เกิดจากการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างถาวรหรือไม่

    “หากคำตอบส่วนใหญ่คือไม่ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงการย้ายการบริโภคจากอนาคตมาใช้ในวันนี้ โดยทิ้งภาระหนี้ไว้ให้รัฐบาลและประชาชนต้องชำระในวันข้างหน้า” ศ.สุชาติ กล่าว

    ศ.สุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้นโยบายเศรษฐกิจจึงควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต การพัฒนาคน การลงทุนด้านเทคโนโลยี การลดต้นทุนของภาคธุรกิจ และการสร้างโอกาสให้ประชาชนมีรายได้จากการทำงานและการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะสิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน มากกว่าการพึ่งพาการกู้เงินเพื่อกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้น
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/488249&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OR1bXSadIPbJ61JT2VXBD

  • อัปเดตดัชนี้เศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI ปิดลบ ดาวโจนส์ร่วง เงินเฟ้อสูงกว่าคาด จับตาราคาน้ำมันไทย  – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนี้เศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI ปิดลบ ดาวโจนส์ร่วง เงินเฟ้อสูงกว่าคาด จับตาราคาน้ำมันไทย – สยามรัฐ

    ตลาดโลกจับตาทิศทางราคาน้ำมันและตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลัง WTI ปิดลบ ขณะที่ดาวโจนส์ปรับตัวลงจากแรงกดดันเงินเฟ้อสหรัฐฯส่วนราคาน้ำมันขายปลีกในไทยวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ยังเป็นอีกประเด็นที่ผู้บริโภคต้องติดตาม ท่ามกลางความเคลื่อนไหวของตลาดพลังงานโลก

    น้ำมัน WTI 26/08/69 ปิดลบ 13 เซนต์ หลังอิหร่าน-โอมานคืบหน้าข้อตกลงเปิดเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซ

    ตลาดน้ำมันและตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจและสถานการณ์พลังงาน โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดลบเล็กน้อย หลังนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านอุปทานจากตะวันออกกลาง ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลง หลังสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อสูงกว่าคาด และนักลงทุนชะลอการซื้อขายเพื่อรอติดตามผลประกอบการของ Nvidia

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนตุลาคม ลดลง 13 เซนต์ หรือ 0.16% ปิดที่ 82.23 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนตุลาคม ลดลง 74 เซนต์ หรือ 0.84% ปิดที่ 87.84 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    แรงกดดันต่อราคาน้ำมันเกิดขึ้นหลังตลาดมีสัญญาณเชิงบวกเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างอิหร่านและโอมาน เพื่อจัดทำเส้นทางเดินเรือที่ปลอดภัยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งพลังงานของโลก โดยหากการเดินเรือกลับมามีความปลอดภัยมากขึ้น ความเสี่ยงที่การขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางจะหยุดชะงักก็มีแนวโน้มลดลง

    อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันลดช่วงลบลงในช่วงท้ายตลาด หลังสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่าสต็อกน้ำมันดิบในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 21 สิงหาคม เพิ่มขึ้นเพียง 95,000 บาร์เรล สู่ระดับ 428.9 ล้านบาร์เรล ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 597,000 บาร์เรล สะท้อนว่าภาวะน้ำมันล้นตลาดอาจไม่ได้รุนแรงอย่างที่กังวล

    ดาวโจนส์ 26/08/69 ปิดลบ 113.52 จุด เงินเฟ้อสหรัฐฯ สูงเกินคาด นักลงทุนจับตาผลประกอบการ Nvidia

    ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 53,463.88 จุด ลดลง 113.52 จุด หรือ 0.21% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,675.70 จุด ลดลง 1.58 จุด หรือ 0.02% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,130.20 จุด ลดลง 21.10 จุด หรือ 0.08%

    ตลาดหุ้นได้รับแรงกดดันหลังสหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล หรือ PCE ในเดือนกรกฎาคม เพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 3.6% ขณะที่ดัชนี PCE พื้นฐาน ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 3.3% สอดคล้องกับคาดการณ์

    ตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงทำให้นักลงทุนจับตาทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการกล่าวสุนทรพจน์ของ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ในการประชุมประจำปีที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อการประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินก่อนการประชุมเฟดในวันที่ 15-16 กันยายน

    นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามผลประกอบการของ Nvidia บริษัทผู้ผลิตชิปปัญญาประดิษฐ์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งมีอิทธิพลต่อทิศทางหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและตลาดหุ้นโดยรวม

    ราคาน้ำมันประจำวันที่ 27/08/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    สำหรับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยประจำวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และเป็นราคากรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น พบว่าราคาน้ำมันของผู้ให้บริการ 4 รายอยู่ในระดับดังนี้

    ปั๊ม ปตท. แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 37.69 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 32.69 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 28.63 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 37.32 บาทต่อลิตร, ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 38.39 บาทต่อลิตร และเบนซิน 95 ราคา 46.68 บาทต่อลิตร

    ปั๊มบางจาก แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 37.69 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 32.69 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 28.63 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 37.32 บาทต่อลิตร, ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 38.39 บาทต่อลิตร และดีเซลพรีเมียม ราคา 49.25 บาทต่อลิตร

    ปั๊ม PT ดีเซล ราคา 38.39 บาทต่อลิตร, ดีเซล B20 ราคา 38.39 บาทต่อลิตร, เบนซิน ราคา 47.18 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 37.69 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 37.32 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 32.69 บาทต่อลิตร

    ส่วนปั๊มเชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 32.89 บาทต่อลิตร, ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 37.82 บาทต่อลิตร, ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 38.19 บาทต่อลิตร, วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 49.84 บาทต่อลิตร, ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 38.39 บาทต่อลิตร, ดีเซล B20 ราคา 33.39 บาทต่อลิตร และวี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 49.84 บาทต่อลิตร

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันขายปลีกอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศของแต่ละสถานีบริการ โดยข้อมูลราคาน้ำมันมีการอัปเดตเมื่อมีการประกาศปรับราคา และราคาที่ระบุเป็นราคาขายในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ผู้บริโภคควรตรวจสอบราคาที่หน้าสถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/317632&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a9FAzzWYRYHuNmMw-5qnc

  • “เอกนิติ” ชูลงทุนเครื่องยนต์ใหม่ ดันเศรษฐกิจไทยโตเกิน 3%

    “เอกนิติ” ชูลงทุนเครื่องยนต์ใหม่ ดันเศรษฐกิจไทยโตเกิน 3%

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand ว่า ประเทศไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยการลงทุนกำลังกลับมาเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หลังขยายตัวในระดับ 2 หลักต่อเนื่อง 2 ไตรมาส และไตรมาส 2 ปีนี้ขยายตัวถึง 64% สูงสุดในรอบกว่า 10 ปี

    การฟื้นตัวของการลงทุนกำลังเปลี่ยนโครงสร้างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย จากเดิมที่พึ่งพาการส่งออกและการบริโภคในประเทศเป็นหลัก ให้มีการลงทุนเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

    นายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนจากปัจจุบันราว 20% เป็น 30% ของจีดีพี ผ่านการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการ Thailand Fast Pass เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยเห็นสัญญาณจากยอดคำขอรับส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ครึ่งปีแรกที่เพิ่มขึ้น 37% มูลค่า 1.47 ล้านล้านบาท

    พร้อมกันนี้ รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตมากกว่า 3% และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศเข้าสู่ 20 อันดับแรกของโลก โดยเน้นการลงทุนใน 3 ด้าน ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การดึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และการพัฒนาทักษะแรงงานในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น AI รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีชีวภาพ

    หุ้นไทยฟื้น ต่างชาติซื้อ 6.7 หมื่นล้าน

    ขณะที่ตลาดทุนไทยเริ่มเห็นแรงส่งจากเงินลงทุนต่างชาติ โดยนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า SET Index ปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 30% ตั้งแต่ต้นปี สูงเป็นอันดับ 4 ของโลก ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิประมาณ 67,000 ล้านบาท สะท้อนความสนใจที่กลับมาในตลาดหุ้นไทย

    บรรยากาศดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการจัดงาน Thailand Focus 2026 ซึ่งมีนักลงทุนสถาบันเข้าร่วม 220 ราย จาก 74 สถาบันทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนจากสวิตเซอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ และอิสราเอลที่เข้าร่วมงานเป็นครั้งแรก โดยนักลงทุนได้พบผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน 77 บริษัทในตลาด SET และ mai ซึ่งมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม 16 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 80% ของตลาด

    การพบปะนักลงทุนเกิดขึ้นผ่านการประชุมแบบ one-on-one และ group meeting รวม 1,552 ครั้ง โดยกลุ่มธุรกิจที่เป็นจุดแข็งของไทย รวมถึง 15 บริษัทในโครงการ JUMP+ ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นพิเศษ ขณะที่ยังมีบริษัทจดทะเบียนจากสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามเข้าร่วม เพื่อเชื่อมโยงโอกาสการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน

    นายอัสสเดชกล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจกับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุนของไทย โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานและการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ขณะที่ปัจจัยหนุนตลาดหุ้นยังมาจากเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้า การปรับมุมมองด้านความน่าเชื่อถือของประเทศ และนโยบายภาครัฐที่เอื้อต่อการลงทุน

    ด้านนายเอกนิติกล่าวถึงความคาดหวังต่อตลาดทุนไทยว่า ได้เข้าชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาผลกระทบเศรษฐกิจและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ก่อนมาร่วมพูดคุยกับนักลงทุนในงาน Thailand Focus โดยหวังว่า ตลาดหุ้นไทยจะขึ้นไปถึง 2,000 จุดภายในปีนี้

    เร่งรับ 3 คลื่นเปลี่ยนโลก

    สำหรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย รัฐบาลมองว่าประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ จึงต้องเร่งสร้างทั้งเสถียรภาพและความสามารถในการแข่งขันควบคู่กัน

    ในด้านการลงทุน นายเอกนิติมองว่าบริบทภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบันมีความคล้ายกับช่วงปี 2528-2529 ซึ่งไทยเคยได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่และนำไปสู่การเกิดอุตสาหกรรมใหม่จำนวนมาก โดยรอบนี้ไทยมีโอกาสเป็นฐานการผลิตของนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงและย้ายฐานการผลิต

    รัฐบาลจึงเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนการลงทุน โดยให้ตลาดทุนเป็นกลไกส่งผ่านเงินทุนไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริง พร้อมผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้างการลงทุนระยะยาว

    นายเอกนิติกล่าวว่า การยกระดับเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะการร่วมลงทุน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างฐานการเติบโตใหม่ให้กับประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2955505&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gp58RqQAEf-lV0d25U9ti

  • สศอ.หั่นเป้า MPI ปี 69 เหลือ 0-0.5% เศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยเจอ 4 แรงกดดัน

    สศอ.หั่นเป้า MPI ปี 69 เหลือ 0-0.5% เศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยเจอ 4 แรงกดดัน

    สศอ.หั่นเป้า MPI ปี 69 เหลือ 0-0.5% เศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยเจอ 4 แรงกดดัน

    นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยถึงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนกรกฎาคม 2569 ว่า อยู่ที่ระดับ 94.80 ขยายตัว 0.46% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่สอดรับกับเทรนด์เทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค 

    โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตตามกระแส AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ส่งผลต่อเนื่องไปยังการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูปยังเติบโตตามกระแส Pet Humanization และอาหารสำเร็จรูปได้รับอานิสงส์จากพฤติกรรมผู้บริโภคในสังคมเมือง นอกจากนี้ มาตรการภาครัฐในการกระตุ้นกำลังซื้อและบรรเทาต้นทุนพลังงาน รวมถึงเงินบาทที่อ่อนค่าลง ยังช่วยสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทย

    สศอ.หั่นเป้า MPI ปี 69 เหลือ 0-0.5% เศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยเจอ 4 แรงกดดัน

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม ซึ่งส่งผลต่อความผันผวนของราคาพลังงาน ทำให้ต้นทุนการผลิตและต้นทุนโลจิสติกส์ของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ประกอบกับความเสี่ยงด้านการจัดหาวัตถุดิบ ความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน และความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อบรรยากาศการส่งออกและการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ 

    รวมถึงการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานและการค้า นอกจากนี้ การท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ชะลอลงอาจส่งผลต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม แต่อย่างไรก็ตามภาคอุตสาหกรรมไทยยังสามารถปรับตัว การบริหารจัดการต้นทุน และการรักษาระดับการผลิตได้อย่างเหมาะสม

    ระบบเตือนภัยเศรษฐกิจอุตฯส.ค.ปกติ

    ด้านระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนสิงหาคม 2569 ส่งสัญญาณปกติเบื้องต้น โดยได้รับผลดีจากการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว แต่ยังมีแรงกดดันจากกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิตในประเทศ ด้านปัจจัยต่างประเทศ ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง จากความกังวลต่อมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิตในบางประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังมีผลดีจากความต้องการสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตได้ต่อเนื่อง

    สศอ.หั่นเป้า MPI ปี 69 เหลือ 0-0.5% เศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยเจอ 4 แรงกดดัน

    สำหรับแนวโน้มปี 2569 สศอ. ได้ปรับประมาณการภาคอุตสาหกรรมจากประมาณการเดิม โดยคาดว่าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) จะขยายตัวที่ในช่วงระหว่าง 0.0 – 0.5% ขณะที่ GDP ภาคอุตสาหกรรมคาดว่าจะขยายตัวในช่วงระหว่าง 0.75 – 1.75% จากเดิมที่เคยประเมิน MPI และ GDP ภาคอุตสาหกรรมไว้ในช่วง 1.0 – 2.0% 

    ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยกดดันสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว รวมถึงการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการค้าระหว่างประเทศกับคู่ค้าหลักที่ยังมีทิศทางเติบโต มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน และความต้องการสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป

    อุตสาหกรรมส่งผลบวก-ลบ

    สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนกรกฎาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบด้วย

    • ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ขยายตัว 9.125 จากน้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา น้ำมันก๊าด และน้ำมันเบนซิน 95 เป็นหลัก เนื่องจากในปีก่อนผู้ผลิตบางรายหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นครั้งใหญ่ ส่งผลให้ปีก่อนมีฐานต่ำ
    • คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ขยายตัว 28.23% จาก Hard Disk Drive เป็นหลัก เนื่องจากการเติบโตของ Data center และ AI จึงส่งผลให้มีความต้องการใช้อุปกรณ์จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 
    • น้ำตาล ขยายตัว 28.30% จากน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ เป็นหลัก เนื่องจากการเร่งแปรรูปน้ำตาลทรายดิบเป็นน้ำตาลประเภทต่าง ๆ เพื่อส่งมอบตามสัญญา

    ด้านอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตเดือนกรกฎาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบด้วย

    • น้ำมันปาล์ม หดตัว 22.88% จากน้ำมันปาล์มดิบ และน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ เนื่องจากปริมาณผลปาล์มที่ออกสู่ตลาดลดลง
    • ปุ๋ยเคมีและสารประกอบไนโตรเจน หดตัว 41.31% จากปุ๋ยเคมี เนื่องจากกำลังซื้อของเกษตรกรในประเทศหดตัว ประกอบกับต้นทุนแม่ปุ๋ยมีราคาสูง
    • พลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นต้น หดตัว 12.99% จาก Polyethylene และ Ethylene เป็นหลัก เนื่องจากมีคำสั่งซื้อลดลง ประกอบกับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/667528&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jFUr8Ge_PcY7riU1HqcTw