Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เอกฉันท์! กนง. มีมติคงดอกเบี้ยนโยบาย 1% เศรษฐกิจโตต่ำ-ไม่ทั่วถึง

    เอกฉันท์! กนง. มีมติคงดอกเบี้ยนโยบาย 1% เศรษฐกิจโตต่ำ-ไม่ทั่วถึง

    เอกฉันท์! กนง. มีมติคงดอกเบี้ยนโยบาย 1% เศรษฐกิจโตต่ำ-ไม่ทั่วถึง

    การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันนี้ (26 ส.ค.2569) เป็นครั้งที่ 4 ของปี 2569 คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี 

    หลังจากการประชุม กนง. ครั้งที่ 1 ของปี 2569 เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569 คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี 

    ขณะที่การประชุม กนง. ครั้งที่ 2 ของปี 2569 เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 คณะกรรมการฯ มติเป็นเอกฉันท์ (6 ต่อ 0 เสียง) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี

    นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี

    โดยคณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจในปี 2569 และ ปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ โดยการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีกว่าคาดตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่ำกว่าคาดจากการระมัดระวังการใช้จ่ายในช่วงที่ค่าครองชีพปรับสูงขึ้น

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง โดยการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวกับวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ปรับดีขึ้นแต่พึ่งพาการนำเข้าสูง และยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในวงจำกัด ขณะที่ SMEs ยังเผชิญอุปสรรคในการปรับตัวและปัญหาด้านการแข่งขันที่รุนแรง

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 และ ปี 2570 ต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิม ตามราคาพลังงานโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับลดลงจากที่ประเมินไว้เล็กน้อย ตามการส่งผ่านต้นทุนที่น้อยกว่าคาด 

    อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นจนถึงไตรมาส 1/2570 จากผลของปรากฏการณ์เอลนีโญและการทยอยส่งผ่านต้นทุน ก่อนที่จะกลับไปอยู่ในระดับต่ำจากผลของฐานและอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ 

    สำหรับอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ ต้องติดตามสงครามในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการ รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง

    ดอน นาครทรรพ

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และมุมมองของตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยทรงตัว แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเทศเศรษฐกิจหลักปรับสูงขึ้น 

    ด้านสินเชื่อรวมขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ โดยบางส่วนสอดรับกับกระแสการลงทุนระลอกใหม่ แต่ส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัว โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง 

    สำหรับคุณภาพสินเชื่อโดยรวมทรงตัว แต่ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางในระยะข้างหน้า รวมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินเพิ่มการดูแลลูกหนี้กลุ่มเปราะบางและ SMEs ที่มีศักยภาพผ่านมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด

    “เศรษฐกิจไทยได้รับแรงส่งต่อเนื่องจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ แต่อัตราการเติบโตยังอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมแม้ยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปีจนถึงต้นปีหน้า ด้านสินเชื่อรวมขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่สินเชื่อ SMEs ยังคงหดตัว โดยต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง”

    คณะกรรมการฯ เห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ แต่ต้องติดตามพัฒนาการสงครามในตะวันออกกลางและมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยต้องติดตามแนวโน้มและความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

    เล็งออกมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพิ่มเติม

    อย่างไรก็ตาม ภาพรวมภายใต้บริบทแบบนี้ คณะกรรมการฯ มองว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินต้องควบคู่ไปกับนโยบายการคลังและมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจในระยะสั้นและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    โดยในส่วนของนโยบายการเงิน คณะกรรมการฯ มองว่านโยบายอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ แต่ต้องติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้อ

    ขณะที่นโยบายการคลัง แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ในระยะสั้น คือ การลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เช่น มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ และโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งรัฐบาลทำได้ดีในจุดนี้ แต่ในระยะปานกลางถึงยาว คือ การเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน และการให้ความสาคัญกับการเพิ่ม productivity ในระยะยาว รวมถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งในส่วนนี้ยังไม่ได้มีโครงการที่ชัดเจนมากนัก 

    สำหรับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด ช่วยแก้ปัญหาหนี้กลุ่มเปราะบาง เช่น ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ และเสริมสภาพคล่องและยกศักยภาพให้กับ SMEs เช่น SMEs Credit Boost และ SMEs Secure Plus ซึ่ง ธปท.ได้ดำเนินการไปแล้ว 

    นอกจากนี้ ธปท.เตรียมออกมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพิ่มเติมในระยะต่อไป ซึ่งสามารถทำได้หลายรูปแบบ ไม่เฉพาะแค่การเติมเงิน แต่มีเรื่องของการลด Credit Risk หรือการลด Acquisition Cost ของสินเชื่อด้วย 

    เอกฉันท์! กนง. มีมติคงดอกเบี้ยนโยบาย 1% เศรษฐกิจโตต่ำ-ไม่ทั่วถึง  

    ยังไม่มีความจำเป็นต้องลดหรือขึ้นดอกเบี้ย

    นายดอน ตอบคำถามมีโอกาสลดดอกเบี้ยเพิ่มสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจหรือไม่ว่า ในอดีตเคยลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำสุดที่ 0.5% ในช่วงโควิด เพียงแต่ในวันนี้มีการประเมินว่าภายใต้บริบทของเศรษฐกิจปัจจุบัน ไม่มีความจำเป็นต้องลดดอกเบี้ย ถ้าลดดอกเบี้ยในบริบทอย่างนี้ ลดไปได้ไม่คุ้มเสีย เพราะการส่งผ่านก็มีข้อจำกัด 

    อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าลดดอกเบี้ยไม่ได้ ยังลดดอกเบี้ยได้ ถ้าเกิดภาวะวิกฤต แต่ถ้าภาพเศรษฐกิจเป็นไปตามคาดการณ์ อย่างที่ประเมิน ค่อย ๆ ฟื้น และรอมาตรการการเงินเฉพาะจุด และมาตรการการคลัง ก็จะเป็น Policy Mix ที่เหมาะสมกว่า

    “ในไตรมาส 4/2569 และไตรมาส 1/2570 มีโอกาสเห็นเงินเฟ้อเกินกรอบเป้าหมายอยู่บ้าง แต่เป็นการขึ้นชั่วคราว ดังนั้นไม่มีความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย แต่ต้องเฝ้าติดตาม เราต้องเตรียมพร้อมไว้ ไม่ชะล่าใจ แม้ว่าความเสี่ยงมันจะลดลงมากเทียบกับการประชุมครั้งก่อน”

    ติดตามปัจจัยเสี่ยงใกล้ชิด

    ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1. พัฒนาการสงครามในตะวันออกกลางและมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ 2. การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการ และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง และ 3. ความสามารถในการชาระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง

    บอนด์ยีลด์ไทยแกร่ง ต้นทุนการเงินยังไม่ขยับตามสหรัฐฯ

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในประเทศเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรปด้วย ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นใจของนักลงทุนที่มีต่อฐานะทางการคลังของกลุ่มประเทศมหาอำนาจเหล่านี้

    อย่างไรก็ดี ในส่วนของผลกระทบต่อประเทศไทยนั้น เบื้องต้นพบว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ไม่ได้ดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของไทยพุ่งสูงขึ้นตามแต่อย่างใด เนื่องจากบอนด์ยีลด์ของไทยยังคงถูกกำหนดโดยปัจจัยอุปทาน (Supply) ภายในประเทศเป็นหลัก ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินในระยะยาวของไทยยังไม่ได้ปรับตัวสูงตามไปในขณะนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/747615&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lVUl-p37VG8Snk7fWq79u

  • เปิดรายชื่อ ‘60 บริษัท’ คู่ค้าอิหร่าน ถูกสหรัฐคว่ำบาตรใน ‘สงครามเศรษฐกิจ’

    เปิดรายชื่อ ‘60 บริษัท’ คู่ค้าอิหร่าน ถูกสหรัฐคว่ำบาตรใน ‘สงครามเศรษฐกิจ’

    สหรัฐเริ่มเชือดไก่ให้ลิงดู! เปิดรายชื่อ 60 บริษัท/บุคคล ที่ถูกสหรัฐคว่ำบาตรใน “สงครามเศรษฐกิจ” เนื่องจากมีความเชื่อมโยงในการทำธุรกิจและค้าขายกับอิหร่าน ซึ่งมีตั้งแต่บริษัทในตะวันออกกลางไปจนถึงจีน สิงคโปร์ และยุโรป

    สหรัฐประกาศคว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่ รวมถึงประเทศคู่ค้าอิหร่าน เพื่อสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและโดดเดี่ยวอิหร่านจากเศรษฐกิจโลก ขณะที่ความพยายามทางการทูตหยุดชะงัก

    กระทรวงการคลังสหรัฐ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่เมื่อวันจันทร์ (24 ส.ค.) ต่อบุคคลและองค์กรเกือบ 60 ราย โดยมุ่งเป้าไปที่เครือข่ายที่วอชิงตันกล่าวหาว่าช่วยเหลืออิหร่านในการสร้างรายได้จากน้ำมัน จัดหาอาวุธ และดำเนินการทางไซเบอร์

    อิหร่านปฏิเสธการคว่ำบาตรล่าสุดของสหรัฐ โดยอาลี มาดานีซาเดห์ รัฐมนตรีพาณิชย์อิหร่าน กล่าวว่า มาตรการใหม่จะล้มเหลว

    “มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐต่อเราไม่ใช่เรื่องใหม่ เรามีโครงการตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของอเมริกา และวอชิงตันไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ด้วยการตัดเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจเรา” มาดานีซาเดห์ กล่าว

    กระทรวงการคลังสหรัฐกล่าวว่า มาตรการล่าสุดนี้มุ่งเป้าไปที่บริษัทและเรือที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสนับสนุนโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ การปฏิบัติการทางไซเบอร์ และการสร้างรายได้จากน้ำมันของอิหร่าน

    การคว่ำบาตรในวงกว้างนี้มุ่งเน้นไปที่ 5 ภาคส่วนที่วอชิงตันกล่าวว่าเป็นภาคส่วนที่ค้ำจุนเศรษฐกิจของอิหร่าน ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยี ทองคำ การบิน และการขนส่งทางเรือ

    ทั้งนี้ หน่วยงานและบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมายการคว่ำบาตรล่าสุด มีตั้งแต่บริษัทในตะวันออกกลางไปจนถึงจีน สิงคโปร์ และยุโรป

    ตามข้อมูลจากกระทรวงการคลัง เป้าหมายสำคัญรายหนึ่งคือเครือข่ายจัดซื้อจัดจ้างที่มีสมาชิกมากกว่า 20 ราย และหน่วยงานทั่วตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออกที่ถูกกล่าวหาว่าให้ความช่วยเหลืออิหร่านในการจัดหาเทคโนโลยีที่สำคัญสำหรับการวิจัยนิวเคลียร์และการพัฒนาขีปนาวุธ

    อัลจาซีรารวบรวมรายชื่อหน่วยงานที่ตั้งอยู่ในอิหร่านและประเทศอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรไว้ดังนี้

    อิหร่าน

    กระทรวงต่างๆ ของรัฐบาลอิหร่านเป็นเป้าหมายหลัก รวมถึงกระทรวงข่าวกรองและความมั่นคง (MOIS) และกระทรวงกลาโหมและโลจิสติกส์ทหาร (MODAFL)

    องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาก็รวมในรายชื่อคว่ำบาตร ทั้งบริษัทโลจิสติกส์ในอิหร่านอย่าง Noavaran Axis Private Joint Stock Company (BRE Line) ที่สหรัฐกล่าวหาว่าอำนวยความสะดวกการขนส่งให้กับองค์การวิจัยเชิงป้องกันและนวัตกรรมที่ถูกคว่ำบาตรไปแล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ MODAFL

    สหรัฐยังได้คว่ำบาตรบุคคลอีกหลายรายที่เกี่ยวข้องกับ MOIS รวมถึงโมฮัมหมัด ฮอสเซน อัสลานี, เรซา คัดโคดาย และอาร์มาน คาห์ซาเดียน ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางไซเบอร์

    ฮ่องกง

    บริษัท Sweet Ocean Industrial Ltd ก็เป็นหนึ่งในบริษัทราวสิบกว่าแห่งในฮ่องกงที่ถูกคว่ำบาตร กระทรวงการคลังสหรัฐกล่าวหาว่าบริษัทดังกล่าวทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการขนส่งอุปกรณ์สำคัญไปยังมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมาเลก อัชตาร์ ในอิหร่าน ที่ถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐ สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ

    บริษัทหลายแห่งที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าว รวมถึง RPT Technology Ltd และ Shenzhen Sweet Ocean Technology Ltd ก็ตกเป็นเป้าหมายเช่นกัน

    นอกจากนี้ บริษัท Feili Co Ltd, Minvur Ltd, Feisu Ltd และ Guska Co Ltd ก็ถูกคว่ำบาตรด้วย เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายจัดซื้อจัดจ้างที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้ใช้ปลายทางชาวอิหร่านหลายราย โดย3 บริษัทดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าอำนวยความสะดวกในการชำระเงินให้กับ “เครือข่ายธนาคารเงาที่ผิดกฎหมาย” ของอิหร่าน รวมถึงตลาดหลักทรัพย์อิหร่าน 

    บริษัท Seyyed Mohammad Mosannai Najibi and Partners Co ซึ่งอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐอยู่แล้ว ก็ตกเป็นเป้าหมายของมาตรการใหม่นี้ด้วย

    นอกจากนี้ บริษัทเดินเรือ Shipoil Ltd ที่จดทะเบียนในฮ่องกง ยังถูกกล่าวหาว่าประสานงานการจัดหาเชื้อเพลิงและบริการอื่นๆ สำหรับเรือที่ขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของอิหร่านให้กับหน่วยงานที่ถูกคว่ำบาตร เช่น Persian Gulf Petrochemical Industries Corp, Triliance Petrochemical, National Iranian Tanker Company และเครือข่ายของโมฮัมหมัด ฮอสเซน ชามคานี มหาเศรษฐีน้ำมันชาวอิหร่าน 

    บริษัทอื่นๆ ในฮ่องกงที่ถูกคว่ำบาตรอีก ได้แก่ Sky Oil and Gas Asia, Vienna Shipping Co และ Riqueza Group Ltd.

    จีน

    หน่วยงานของจีนที่ถูกคว่ำบาตรที่ปรากฏอยู่ในรายชื่อของสหรัฐส่วนใหญ่ เป็นหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือด้านการจัดหา การขนส่ง และการสนับสนุนด้านการจัดส่งสำหรับเครือข่ายนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และรายได้จากน้ำมันของอิหร่าน

    เสาหลักของเครือข่ายจัดหาดังกล่าวคือ บริษัท Shenzhen Sweet Ocean Technology Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทในประเทศจีนที่เชี่ยวชาญด้านเครื่องมือทดสอบ อุปกรณ์ห้องปฏิบัติการ ผลิตภัณฑ์ทางแสงและอิเล็กทรอนิกส์ และทำหน้าที่เป็นตัวแทนจัดหาและจัดซื้อให้กับลูกค้าชาวอิหร่าน นายเทียน เจียนไป๋ ผู้อำนวยการของบริษัทนี้ ก็ถูกคว่ำบาตรเช่นกัน

    บริษัท Shenzhen Huamei Lianyun International Logistics Co Ltd ถูกคว่ำบาตรด้วย เนื่องจากทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการขนส่งสินค้าในจีนให้กับบริษัท BRE Line ของอิหร่าน โดยอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าไปยังองค์การวิจัยและนวัตกรรมด้านการป้องกันประเทศของอิหร่านที่สหรัฐกล่าวหาว่าเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการวิจัยอาวุธนิวเคลียร์

    นอกจากนี้ บริษัทโลจิสติกส์ Shenzhen Bositong Logistics Co Ltd, Bositong Supply Chain Shenzhen Co Ltd และบริษัทเดินเรือ Lilimoon Navigation Inc ก็ถูกคว่ำบาตรเช่นกัน

    สิงคโปร์

    นิติบุคคลที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐหลายราย เนื่องจากบริษัทเหล่านั้นดำเนินงานในภาคปิโตรเลียมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจอิหร่าน หรือเป็นเจ้าของหรือควบคุมโดยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตรอยู่แล้ว

    บริษัท Azure Shipping Pte Ltd ถูกคว่ำบาตรเพราะทำงานร่วมกับบริษัท National Iranian Tanker Company และอดีตเจ้าของอย่างนายมันซูร์ ทายับไบ คานธี ก็ถูกคว่ำบาตรเช่นกัน พร้อมกับบริษัทเดินเรืออีกสองแห่งที่เขาเป็นเจ้าของ ได้แก่ Trans Arctic Global Marine Services และ Arc Chartering

    บริษัท Wellbred Capital Pte Ltd ในสิงคโปร์ และบริษัทย่อยในสวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่เชี่ยวชาญด้านปิโตรเคมี ถูกตั้งข้อสงสัยเนื่องจากดำเนินการในนามของนายชามคานี มหาเศรษฐีน้ำมันชาวอิหร่าน

    มาเลเซีย

    บริษัท Vast Mart Sdn Bhd ถูกกล่าวหาว่าโอนเงินไปยังบริษัท Sweet Ocean ที่ตั้งอยู่ในฮ่องกง “หลายครั้ง”

    สหราชอาณาจักร

    บริษัทเดินเรือ Estanica Trading Ltd ถูกรวมอยู่ในรายชื่อมาตรการคว่ำบาตรเนื่องจากกำกับดูแลเรือที่ติดธงแกมเบีย ซึ่งถูกกล่าวหาว่าขนส่งน้ำมันอิหร่านหลายแสนบาร์เรล

    ฝรั่งเศส

    บริษัท La Nivernaise de Raffinage SAS ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันปรุงอาหาร ถูกคว่ำบาตรเนื่องจากเป็นบริษัทในเครือของ Wellbred Trading สาขาสวิตเซอร์แลนด์

    ซีเรีย

    โมฮัมหมัด อาห์เหม็ด ซูฮิล ฟัตตูห์ นักธุรกิจชาวซีเรียที่พำนักอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถูกกล่าวหาว่าเป็นนายหน้าให้กับกองเรือลับของอิหร่าน รวมถึงบริษัทน้ำมันแห่งชาติอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตรไปก่อนหน้านี้ และหน่วยงานขายน้ำมันของกองบัญชาการทหารสูงสุดของอิหร่าน

    ยูเครน

    อีวาน โอบูคอฟ นักธุรกิจที่พำนักอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถูกกล่าวหาว่าเป็นนายหน้าให้กับกองเรือลับของอิหร่าน รวมถึงกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC)

    หมู่เกาะมาร์แชลล์

    บริษัท Sifra Shipping Co ถูกคว่ำบาตรเนื่องจากดำเนินการเรือ SIFRA ซึ่งจดทะเบียนในบอตสวานา และถูกกล่าวหาว่าขนส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลวและเอทิลีนจากอิหร่านหลายแสนบาร์เรล

    กรีซ

    อัลม์เพอร์ทอส โซริส พลเมืองชาวกรีก และ Georgios Tsoris ถูกเชื่อมโยงกับเครือข่าย Shipoil และถูกกล่าวหาว่าประสานงานกับหน่วยงานของอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตร และให้บริการเติมเชื้อเพลิงเรือ

    สหรัฐให้เวลาจัดการ

    ส่วนสถาบันการเงินของจีนที่ต้องสงสัยว่าอำนวยความสะดวกในการค้าขายน้ำมันของอิหร่าน เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่ถูกตัดออกจากรายชื่อมาตรการคว่ำบาตรที่สหรัฐประกาศเมื่อวันจันทร์ ด้านวิเคราะห์คาดทางเลือกนี้อาจกระทบความสัมพันธ์สหรัฐ-จีนหนักขึ้น

    เบสเซนต์ปฏิเสธที่จะระบุชื่อประเทศที่อาจเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมในอนาคต และยังไม่ได้บอกว่ามาตรการเหล่านั้นจะมีผลบังคับใช้เมื่อใด แต่เขากล่าวว่าวอชิงตันจะให้เวลาแก่ประเทศและบริษัทต่างๆ ในการตัดความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับอิหร่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1249161&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QawH3pW0JUGh0XAjBGVC-

  • ธนาคารโลก ชี้ไทยฐานเศรษฐกิจแกร่งอาเซียน GNI ปี 2568 พุ่งเกือบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ รัฐบาลเร่งเครื่อง กรอ. ดันเศรษฐกิจโต – สยามรัฐ

    ธนาคารโลก ชี้ไทยฐานเศรษฐกิจแกร่งอาเซียน GNI ปี 2568 พุ่งเกือบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ รัฐบาลเร่งเครื่อง กรอ. ดันเศรษฐกิจโต – สยามรัฐ

    เศรษฐกิจ8 ก.ค. 2569 • 08:40 น.

    ข้อมูลธนาคารโลกชี้ไทย ยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน GNI ปี 2568 เพิ่มเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์ รัฐบาลเร่งกลไก กรอ. เติมแรงส่งใหม่

    วันที่ 8 ก.ค.69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ล่าสุดธนาคารโลกได้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับรายได้มวลรวมประชาชาติ (Gross National Income : GNI) ของประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในภูมิภาค

    สำหรับ GNI คือมูลค่ารายได้ทั้งหมดที่ประชาชนและธุรกิจของประเทศได้รับ ไม่ว่าจะเกิดจากการทำงาน การผลิต การประกอบธุรกิจ หรือการลงทุนทั้งภายในประเทศและในต่างประเทศ จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่นิยมใช้ประกอบการประเมินระดับการพัฒนาประเทศ และสะท้อนขนาดรายได้ของระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    ข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่าปี 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมี GNI อยู่ที่ 562,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ประมาณ 49,606 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นหนึ่งในขนาดรายได้ประชาชาติที่อยู่ในกลุ่มสูงของอาเซียน โดยข้อมูล 11 ประเทศอาเซียนเรียงตามมูลค่า GNI ปี 2568 ได้แก่ อินโดนีเซีย 1,407,196 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ ไทย 562,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ 559,930 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ  สิงคโปร์ 501,837 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ เวียดนาม 500,206 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ มาเลเซีย 455,977 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  เมียนมา 79,988 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  กัมพูชา 50,363 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ  ลาว 17,278 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ  บรูไน 15,518 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ  และติมอร์-เลสเต 2,026 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าไทยยังมีฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงในภูมิภาค ทั้งด้านการผลิต บริการ การท่องเที่ยว เกษตรอาหาร โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ สุขภาพ และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจอาเซียน

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจกับโจทย์การเติบโตที่ต้องเร่งให้สูงขึ้น นโยบายเศรษฐกิจภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มุ่งจะขับเคลื่อนให้ประเทศไทยผ่านทุนทางเศรษฐกิจมีอยู่เปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใหม่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ การค้า บริการ Wellness และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนการยกระดับเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชนผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. อย่างใกล้ชิด ซึ่งมีการประชุมนัดแรกไปเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2569 และมีกำหนดประชุมนัดที่ 2 ในวันที่ 8 ก.ค. นี้ ซึ่งมีวาระสำคัญที่จะติดตามความคืบหน้าข้อเสนอภาคเอกชน แก้คอขวดทางเศรษฐกิจ และเร่งเปลี่ยนศักยภาพของไทยให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้
    สำหรับการประชุม กรอ. ครั้งแรกนั้น เห็นชอบในหลักการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ ได้แก่ ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี ด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลแต่ละด้านเป็นประธานคณะอนุกรรมการ พร้อมมอบหมายให้จัดทำประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และจัดลำดับความสำคัญของประเด็นการขับเคลื่อน เพื่อเร่งผลักดันการดำเนินงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นระบบ   ซึ่งคาดว่า คณะอนุกรรมการในแต่ละคณะจะได้มีการรายงานความคืบหน้าให้ที่ประชุมในวันพรุ่งนี้ ทราบด้วย

    “เป้าหมายของรัฐบาลคือทำให้เศรษฐกิจไทยโตเร็วขึ้น ทั่วถึงขึ้น และมีมูลค่าสูงขึ้น โดยใช้จุดแข็งของประเทศเป็นฐานต่อยอดไปสู่การลงทุน งาน รายได้ และโอกาสใหม่สำหรับประชาชน” น.ส.รัชดา กล่าว

    #ธนาคารโลก #เศรษฐกิจไทย #GNI #เศรษฐกิจอาเซียน #รัฐบาล #กรอ #ลงทุนไทย #เศรษฐกิจ2568 #ข่าวเศรษฐกิจ #ThailandEconomy #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/159119&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23xcuJaN1sptF7VcAfNe4m

  • ‘เอกนิติ’ ยืนกราน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มีความจำเป็น หวังแก้วิกฤตเศรษฐกิจ ย้ำไม่ได้กู้มากอง

    ‘เอกนิติ’ ยืนกราน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มีความจำเป็น หวังแก้วิกฤตเศรษฐกิจ ย้ำไม่ได้กู้มากอง

    ‘เอกนิติ’ ยืนกราน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มีความจำเป็น หวังแก้วิกฤตเศรษฐกิจ ยกตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ฟ้อง ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเกือบ 6 แสนล้าน ย้ำแนวทางใช้เงินไม่กู้มากอง-ไม่มีตีเช็คเปล่า โวหากเปลี่ยนผ่านพลังงานสำเร็จ ประเทศไทยดีกว่าเดิม

    เมื่อเวลา 10.35 น. วันที่ 26 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวชี้แจงว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ครั้งนี้เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจจริงๆ เข้าใจดีว่า ส.ส.ไปเอาความเห็นของคนเห็นค้านมาอภิปราย หลังจากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินแล้ว คงไม่เป็นธรรม แต่เคารพความเห็นต่าง ขณะนี้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ชะลอตัว เงินเฟ้อมากขึ้น น้ำมันแพงขึ้น ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเกือบ 6 แสนล้านบาท ปัจจัยเหล่านี้เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่เคยบอกประเทศไทยจะเจอวิกฤตหลายรอบ ระลอกหนึ่ง คือ ราคาน้ำมันแพงขึ้นจากปัจจัยภายนอกประเทศ

    ระลอกสองคือ วิกฤตค่าครองชีพแพงขึ้น เงินเฟ้อสูงขึ้นสูงขึ้นเกือบ 3% ระลอกสามคือกำลังซื้อลดลง แต่สินค้าแพงขึ้น วิกฤตเหล่านี้ยังไม่จบ หากปล่อยให้ลุกลามหนักขึ้นเรื่อยๆ ถ้าของแพงขึ้นหยุดไม่ได้ อาจต้องปลดคนงาน ธุรกิจเจ๊ง หากยังหยุดไม่ได้จะนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์ทั่วโลกบอกประเทศไทยนำเข้าพลังงานสูงมาก ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แต่ปัญหาตะวันออกกลาง ไม่รู้จบเมื่อไร หากสงครามไม่จบ ความเปราะบางก็มากขึ้น วันนี้จึงต้องเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เพื่อออก พ.ร.ก.กู้เงิน

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

    นายเอกนิติกล่าวว่า วัตถุประสงค์ พ.ร.ก.กู้เงิน มี 2 อย่างคือ 1.ช่วยประชาชน เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน มีโครงการไทยช่วยไทยพลัส ลดค่าครองชีพประชาชนที่ออกแบบมา ไม่ใช่แค่ประคองเศรษฐกิจ แต่ออกแบบช่วยพ่อค้าแม่ค้าให้ใช้เอไอเป็น เพื่อให้มีรายได้สูงขึ้น ได้เปิดตลาดกว้างขึ้นผ่านทางออนไลน์ นอกจากขายผ่านตลาดอย่างเดียว 2.ส่งเสริมการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้พลังงานทางเลือก หากต้องนำเข้าพลังงานไปเรื่อยๆ อาจเจอวิกฤตเศรษฐกิจรอบ 3 หรือ 4

    พ.ร.ก.กู้เงิน มีหลักคิด 3 ด้านคือ 1.ประคองประชาชนและเศรษฐกิจ 2.เปลี่ยนวิกฤตเป็นจังหวะเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ไม่ใช่จะเปลี่ยนทุกอย่างในพริบตา โครงการใน พ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นการกระตุกให้เปลี่ยนผ่านได้เร็วขึ้น 3.ใช้จังหวะที่โลกเปลี่ยน ดึงดูดการลงทุนเอกชนเรื่องพลังงานสะอาด เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งที่ทั่วโลกอยากมาลงทุน จึงสนับสนุนให้คนไทยเปลี่ยนมาใช้โซลาร์เซลล์ สร้างรายได้ยั่งยืน เป็นโรงงานผลิตไฟฟ้าขายไฟคืนให้การไฟฟ้า

    นายเอกนิติกล่าวอีกว่า ส่วนแผนการจัดสรรงบประมาณยืนยันว่า วันนี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ต่างจาก พ.ร.ก.กู้เงินในอดีต และมีหลักการเหตุผลชัดเจนกว่า แก้ปัญหาสิ่งที่เคยมีปัญหาในอดีต ทำให้ พ.ร.ก.นี้ โปร่งใส ชัดเจนมากขึ้น มีกระบวนการกลั่นกรองโครงการเข้มงวด โปร่งใส ผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองที่มีผู้ทรงวุฒิภายในและภายนอก จะต้องเป็นโครงการที่สอดคล้องวัตถุประสงค์และแผนงาน มีความพร้อม โปร่งใส คุ้มค่า เปิดเผยให้ประชาชนรับทราบ มีการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงิน และรายงาน ครม. ขอย้ำเงินกู้นี้จะไม่ได้กู้มากอง แต่กู้ตามการใช้จ่ายที่จำเป็น ติดตามหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นตลอด และคำนึงถึงวินัยการคลัง สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ไม่กลัวหนี้สาธารณะชนเพดาน แต่สนใจสิ่งที่จะไปลงทุนจะเป็นอย่างไร ยืนยันการออก พ.ร.ก.กู้เงิน มีความโปร่งใส ไม่ตีเช็คเปล่า มีระเบียบวิธีการ ไม่ต่างจากในอดีตที่ทำเพื่อความจำเป็นเร่งด่วน มีวัตถุประสงค์ชัดเจนช่วยประชาชน เปลี่ยนผ่านพลังาน ใช้วิกฤตเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้ดีขึ้น จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะยังอยู่ในวิกฤตสงคราม ต้องมีเครื่องมือมาช่วย ประเทศไทยพร้อมเปลี่ยนผ่านพลังงาน เมื่อวิกฤตจบประเทศไทยจะดีกว่าเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5862729&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29uBvYZamWgeoXTF9JErG6

  • กนง.มีมติเอกฉันท์ ‘คงดอกเบี้ยนโยบาย’ ที่ 1% หลัง ศก.โตต่ำ-ไม่ทั่วถึง

    กนง.มีมติเอกฉันท์ ‘คงดอกเบี้ยนโยบาย’ ที่ 1% หลัง ศก.โตต่ำ-ไม่ทั่วถึง

    กนง.มีมติเอกฉันท์ คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1% หลังการเติบโตเศรษฐกิจยังอยู่ระดับต่ำ และไม่ทั่วถึง เงินเฟ้อต่ำกว่าที่ประเมินไว้

    นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 26 สิงหาคม 2569

    คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี

    เศรษฐกิจไทยได้รับแรงส่งต่อเนื่องจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ แต่อัตราการเติบโตยังอยู่ในระดับต่ำ และไม่ทั่วถึง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมแม้ยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปีจนถึงต้นปีหน้า

    ด้านสินเชื่อรวมขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่สินเชื่อ SMEs ยังคงหดตัว โดยต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง คณะกรรมการฯ เห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

    จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ แต่ต้องติดตามพัฒนาการสงครามในตะวันออกกลาง และมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

    เศรษฐกิจในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ โดยการส่งออกสินค้า และการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีกว่าคาดตามวัฏจักรเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่ำกว่าคาดจากการระมัดระวังการใช้จ่ายในช่วงที่ค่าครองชีพปรับสูงขึ้น

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวต่ำ และไม่ทั่วถึง โดยการส่งออก และการลงทุนที่เกี่ยวกับวัฏจักรเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ปรับดีขึ้นแต่พึ่งพาการนำเข้าสูง และยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในวงจำกัด ขณะที่ SMEs ยังเผชิญอุปสรรคในการปรับตัว และปัญหาด้านการแข่งขันที่รุนแรง

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ในปี 2569 และ 2570 ต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมตามราคาพลังงานโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับลดลงจากที่ประเมินไว้เล็กน้อยตามการส่งผ่านต้นทุนที่น้อยกว่าคาด

    อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นจนถึงไตรมาสที่ 1 ปี 2570 จากผลของปรากฏการณ์เอลนีโญ และการทยอยส่งผ่านต้นทุน ก่อนที่จะกลับไปอยู่ในระดับต่ำจากผลของฐาน และอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ

    สำหรับอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ ต้องติดตามสงครามในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการ รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. เคลื่อนไหวผันผวนตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และมุมมองของตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยทรงตัว แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเทศเศรษฐกิจหลักปรับสูงขึ้น

    ด้านสินเชื่อรวมขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ โดยบางส่วนสอดรับกับกระแสการลงทุนระลอกใหม่แต่ส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัว โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง

    สำหรับคุณภาพสินเชื่อโดยรวมทรงตัว แต่ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางในระยะข้างหน้า รวมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินเพิ่มการดูแลลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง และ SMEs ที่มีศักยภาพผ่านมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยต้องติดตามแนวโน้ม และความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1249141&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sBTn9eUzvUY6YPPkh9Omw

  • กนง.มติเอกฉันท์ คงดอกเบี้ย 1% เศรษฐกิจไทยรับแรงส่งเอไอ แต่โตต่ำ-ไม่ทั่วถึง | เดลินิวส์

    กนง.มติเอกฉันท์ คงดอกเบี้ย 1% เศรษฐกิจไทยรับแรงส่งเอไอ แต่โตต่ำ-ไม่ทั่วถึง | เดลินิวส์

    นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 โดยคณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี

    เศรษฐกิจไทยได้รับแรงส่งต่อเนื่องจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) แต่อัตราการเติบโตยังอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมแม้ยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปีจนถึงต้นปีหน้า ด้านสินเชื่อรวมขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่สินเชื่อ SMEs ยังคงหดตัว โดยต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง

    คณะกรรมการฯ เห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ แต่ต้องติดตามพัฒนาการสงครามในตะวันออกกลางและมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

    เศรษฐกิจในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ โดยการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีกว่าคาดตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่ำกว่าคาดจากการระมัดระวังการใช้จ่ายในช่วงที่ค่าครองชีพปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง โดยการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวกับวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ปรับดีขึ้นแต่พึ่งพาการนำเข้าสูง และยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในวงจำกัด ขณะที่ SMEs ยังเผชิญอุปสรรคในการปรับตัวและปัญหาด้านการแข่งขันที่รุนแรง

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 และ 2570 ต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมตามราคาพลังงานโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับลดลงจากที่ประเมินไว้เล็กน้อยตามการส่งผ่านต้นทุนที่น้อยกว่าคาด อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นจนถึงไตรมาสที่ 1 ปี 2570 จากผลของปรากฏการณ์เอลนีโญและการทยอยส่งผ่านต้นทุน ก่อนที่จะกลับไปอยู่ในระดับต่ำจากผลของฐานและอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ สำหรับอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ ต้องติดตามสงครามในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการ รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ เคลื่อนไหวผันผวนตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และมุมมองของตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยทรงตัว แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเทศเศรษฐกิจหลักปรับสูงขึ้น ด้านสินเชื่อรวมขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ โดยบางส่วนสอดรับกับกระแสการลงทุนระลอกใหม่แต่ส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัว โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง สำหรับคุณภาพสินเชื่อโดยรวมทรงตัว แต่ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางในระยะข้างหน้า รวมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินเพิ่มการดูแลลูกหนี้กลุ่มเปราะบางและ SMEs ที่มีศักยภาพผ่านมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยต้องติดตามแนวโน้มและความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6140486/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OwGkNjJJOO7o8jMM9MLk5

  • กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 1% จับตาเงินเฟ้อสูงถึงต้นปี 70

    กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 1% จับตาเงินเฟ้อสูงถึงต้นปี 70

    Loading…

    กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 1% จับตาเงินเฟ้อสูงถึงต้นปี 70

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-143&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_0pC26QmSrU23kdtyhqo1

  • In Focus: สงครามเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะสยบอิหร่านได้จริงหรือ? เมื่อการโจมตีและการเจรจาไร้ผล : อินโฟเควสท์

    In Focus: สงครามเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะสยบอิหร่านได้จริงหรือ? เมื่อการโจมตีและการเจรจาไร้ผล : อินโฟเควสท์

    เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศอย่างแข็งกร้าวว่าจะคว้าชัยชนะอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว

    แต่หลังเวลาผ่านพ้นไปเกือบ 6 เดือน และกรอบเวลาหยุดยิง 60 วัน ซึ่งมุ่งหวังให้เป็นจุดเริ่มต้นของการยุติสงคราม ได้ล้มเหลวลง สหรัฐฯ กลับติดหล่มอยู่ในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ

    การสู้รบครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วงต่อเศรษฐกิจโลก สร้างความระส่ำระสายให้พันธมิตรอ่าวเปอร์เซีย และทำให้คลังแสงของสหรัฐฯ ร่อยหรอลงไปอย่างมาก นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังบั่นทอนอำนาจต่อรองของประธานาธิบดีทรัมป์ในการผลักดันเป้าหมายหลักของสงคราม ซึ่งเปลี่ยนจากการยับยั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ไปสู่การโค่นล้มระบอบการปกครอง และล่าสุดคือการพยายามแย่งชิงการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซจากมือของอิหร่าน

    ปฏิบัติการ “Operation Economic Outcast”

    ท่ามกลางการโจมตีทางอากาศและการเจรจาที่ไร้ผล สหรัฐฯ ได้หันมาใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจขั้นสูงสุด โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (24 ส.ค.) สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรระลอกใหม่ภายใต้ชื่อ “Operation Economic Outcast” ซึ่งเป็นการยกระดับแรงกดดันและปิดล้อมทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน

    เบสเซนต์ได้เปรียบเทียบการยกระดับครั้งนี้กับวันดีเดย์ (D-Day) ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง โดยระบุว่าสหรัฐฯ จะเปิดฉาก “การบุกโจมตีทางเศรษฐกิจ” และ “ตัดทุกเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่ค้ำจุนระบอบทรราชนี้ จนกว่าเตหะรานจะถูกโดดเดี่ยวโดยสมบูรณ์” พร้อมเน้นย้ำว่า สหรัฐฯ ได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์จาก “การควบคุมภัยคุกคาม” จากอิหร่าน มาเป็น “การยุติภัยคุกคาม” อย่างเด็ดขาด

    มาตรการใหม่นี้มุ่งเป้าไปที่ 5 ภาคส่วนเศรษฐกิจสำคัญของอิหร่าน ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล, เทคโนโลยีและอาวุธ, ทองคำ ซึ่งถูกใช้เป็นหลักประกันและค้ำจุนเสถียรภาพสกุลเงินของอิหร่าน, สายการบิน ที่ถูกระบุว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนส่งอุปกรณ์ทหาร และการขนส่งทางเรือ ที่บรรทุกชิ้นส่วนอาวุธและน้ำมันดิบ พร้อมทั้งขึ้นบัญชีดำบุคคลและนิติบุคคล รวมเกือบ 60 ราย ทั้งในอิหร่านและต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าช่วยอิหร่านจัดหาเทคโนโลยีหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร ลักลอบขายน้ำมัน และดำเนินกิจกรรมทางไซเบอร์

    พันธมิตรเริ่มถอย แต่ศึกหนักอยู่ที่ “จีน”

    ที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ นอกจากจะพุ่งเป้าไปที่อิหร่านโดยตรงแล้ว ยังมุ่งเน้นกดดันให้ประเทศคู่ค้าตัดสัมพันธ์กับอิหร่าน ซึ่งเริ่มเห็นผลบ้างแล้วในภูมิภาค โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเคยเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่านด้วยมูลค่ากว่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2567 ได้ประกาศระงับการค้าและธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดกับอิหร่าน หลังโดนอิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้ และหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ได้หารือทางโทรศัพท์กับผู้นำของยูเออี

    อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมาตรการล่าสุดนี้น่าจะขึ้นอยู่กับจีน ซึ่งเป็นลูกค้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการทบทวนเศรษฐกิจและความมั่นคงสหรัฐฯ-จีน (USCC) ระบุว่า ในปี 2568 จีนซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านคิดเป็นมูลค่าราว 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสร้างรายได้ค้ำจุนงบประมาณของรัฐบาลอิหร่านสูงถึงเกือบ 45%

    ทางการจีนยืนกรานคัดค้านการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวมาโดยตลอด โดยหลินเจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้ออกมาแถลงย้ำจุดยืนอย่างแข็งกร้าวว่า จีนคัดค้านการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวที่ไม่มีกฎหมายรองรับ และยืนยันว่าการใช้แรงกดดันไม่อาจแก้ไขวิกฤตการณ์ได้ พร้อมประกาศว่าจีนจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของตนเอง

    ที่น่าสังเกตคือ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังคงละเว้นการลงโทษสถาบันการเงินและโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ของจีน โดยเบสเซนต์กล่าวเพียงสั้น ๆ ในระหว่างการแถลงข่าวเมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการลงโทษองค์กรจีน ว่า “ไม่มีใครอยู่พ้นขอบเขตการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ” แต่หลีกเลี่ยงที่จะระบุชื่อประเทศโดยตรง

    ผู้เชี่ยวชาญมองว่า สหรัฐฯ กำลังตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก โดยหาก:

    • ผ่อนปรนให้จีน: รายได้จากการส่งออกน้ำมันจะยังคงเป็นห่วงยางกู้ชีพให้รัฐบาลเตหะรานพยุงตัวต่อไปได้
    • ใช้มาตรการแข็งกร้าวกับจีน: ความหวังที่สหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับจีนจะริบหรี่ลงทันที และยังอาจถูกตอบโต้กลับในสงครามเศรษฐกิจ เช่น การจำกัดการส่งออกแร่หายากหรือเซมิคอนดักเตอร์

    อิหร่านค้าขายกับใครอีกบ้าง?

    นอกจากจีนแล้ว อิหร่านยังมีคู่ค้าสำคัญอีกหลายประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศมีเหตุผลที่จะทำการค้ากับอิหร่านต่อไป แม้เสี่ยงเผชิญมาตรการคว่ำบาตร

    • ตุรกี เป็นสมาชิกนาโตเพียงประเทศเดียวที่มีพรมแดนติดกับอิหร่าน และแม้จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐฯ มากกว่าจีน แต่เศรษฐกิจตุรกีที่กำลังเผชิญเงินเฟ้อสูงถึง 31.8% ทำให้ยากที่จะตัดขาดการค้ากับอิหร่านโดยไม่กระทบตนเอง
    • ปากีสถาน มีพรมแดนติดอิหร่านเช่นกัน และเป็นหนึ่งในคู่ค้าส่งออกรายใหญ่ของอิหร่าน นอกจากนี้ยังมีรายงานการลักลอบขนน้ำมันข้ามพรมแดนจากอิหร่านไปปากีสถานโดยรถจักรยานยนต์ ซึ่งเล็ดลอดการควบคุมของรัฐบาล
    • อาร์เมเนีย เป็นคู่ค้าสำคัญอีกประเทศ แต่คู่ค้าส่งออกอันดับหนึ่งของอาร์เมเนียคือรัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่ถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และพันธมิตรอยู่แล้ว บ่งชี้ว่าอาร์เมเนียอาจไม่หวั่นเกรงแรงกดดันจากสหรัฐฯ มากนัก
    • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เคยเป็นผู้นำเข้าสินค้าจากอิหร่านรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ล่าสุดประกาศระงับการค้าและธุรกรรมทางการเงินกับอิหร่านทั้งหมด หลังถูกอิหร่านยิงขีปนาวุธใส่

    ความเดือดร้อนของประชาชน vs ท่าทีแข็งกร้าวของเตหะราน

    ขณะที่สหรัฐฯ เดินเกมทางเศรษฐกิจ ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักสุดคือประชาชนชาวอิหร่าน เนื่องจากการปิดล้อมทางทะเลและการคว่ำบาตรที่ยาวนานได้ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค เวชภัณฑ์ และยา อีกทั้งของกินของใช้พื้นฐาน เช่น ข้าวสาร นม ผ้าอนามัย และผงซักฟอก มีราคาสูงถึง 30 ดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 3 ของค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยต่อเดือนที่ 100 ดอลลาร์ 

    ในฝั่งของภาคธุรกิจ หอการค้าอิหร่าน-จีนเปิดเผยว่า ค่าขนส่งสินค้าทางเรือพุ่งขึ้นจาก 3,000 ดอลลาร์ เป็น 12,000 ดอลลาร์ต่อตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งประธานหอการค้าฯ ถึงกับกล่าวว่า “การปิดล้อมทางทะเลส่งผลเลวร้ายยิ่งกว่าสงครามเสียอีก” 

    อย่างไรก็ตาม แกนนำฝ่ายความมั่นคงและรัฐบาลอิหร่านยังคงมีท่าทีท้าทาย โดยอาลี มาดานิซาเดห์ รัฐมนตรีเศรษฐกิจอิหร่าน เชื่อมั่นว่ามาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ จะล้มเหลว เพราะอิหร่านมีแผนรับมืออยู่แล้ว ซึ่งนักวิจัยจากศูนย์ยุทธศาสตร์ศึกษาแห่งเตหะรานแสดงทัศนะสนับสนุนคำกล่าวนี้ว่า อิหร่าน “เปรียบเสมือนผู้ได้รับปริญญาเอกด้านการหลบเลี่ยงการคว่ำบาตร”

    ขณะที่ โมห์เซน เรซาอี หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงคนใหม่ ประกาศกร้าวว่า อิหร่านพร้อมตอบโต้อย่างรุนแรงต่อประเทศที่เข้าร่วมสงครามทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ โดยจะเล็งเป้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่ใช้เส้นทางเลี่ยงนอกช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อไม่ให้น้ำมันถูกส่งออกจากภูมิภาคนี้แม้แต่หยดเดียว

    เพียงแค่ “คำขู่” ที่ไร้พลัง?

    บรรดานักวิเคราะห์ทางการเมืองและนักเศรษฐศาสตร์ เช่น Oxford Economics และ International Crisis Group ตั้งข้อสงสัยว่ายุทธศาสตร์นี้จะได้ผลจริงหรือไม่ เนื่องจากอิหร่านคุ้นชินกับการถูกคว่ำบาตรมานานกว่า 4 ทศวรรษนับตั้งแต่การปฏิวัติปี 2522 และได้สร้างเครือข่ายการค้ากับประเทศที่ดูเหมือนจะไม่แยแสแรงกดดันจากสหรัฐฯ เช่น ปากีสถาน และอาร์เมเนีย ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การออกมาตรการใหม่ แต่อยู่ที่ว่าสหรัฐฯ มีศักยภาพและกล้าพอที่จะลงโทษประเทศคู่ค้าขนาดใหญ่อย่างจีนหรือไม่

    นอกจากนี้ การที่รัฐบาลทรัมป์ไม่บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรให้มีผลทันที แต่กลับเปิดช่องให้เวลาปรับตัวโดยไม่กำหนดเส้นตาย สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ อาจเกิดความวิตกกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับระบบการเงินโลกหากลงมือจริง จึงเลือกใช้มาตรการนี้เป็นเพียง “คำเตือน” ทางการเมือง หรือการลองเชิงเท่านั้น

    สงครามในขณะนี้จึงเป็นการวัดใจว่าฝ่ายใดจะยอมถอยก่อน ในเกมที่แปรเปลี่ยนจากการห้ำหั่นด้วยอาวุธ เป็นการทำลายล้างทางเศรษฐกิจ และโลกยังคงต้องติดตามต่อไปว่า สหรัฐฯ จะสามารถบังคับใช้มาตรการกดดันนี้ได้จริง หรืออิหร่านจะยังคงหลบเลี่ยงกระแสคลื่นการปิดล้อมนี้ไปได้อีกครั้ง

    โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท/กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/637804&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2x-b2gmZbVSBfWnjjkfwoW

  • อบจ.กำแพงเพชร เปิดโครงการ “ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ชูอัตลักษณ์ชาติพันธุ์และชุมชน หนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นยั่งยืน | TOPNEWS

    อบจ.กำแพงเพชร เปิดโครงการ “ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ชูอัตลักษณ์ชาติพันธุ์และชุมชน หนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นยั่งยืน | TOPNEWS

    กำแพงเพชร — องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร เดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ จัดพิธีเปิดโครงการส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ณ แหล่งท่องเที่ยวเกาะเสือ ตำบลโกสัมพี อำเภอโกสัมพีนคร โดยมี นายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานในพิธี เพื่อชูทุนทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิมยกระดับการท่องเที่ยวในพื้นที่

    นายอำนวย ตาวงค์ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร ในนามผู้ดำเนินโครงการ เปิดเผยว่า จังหวัดกำแพงเพชรมีความโดดเด่นด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น การนำทุนทางวัฒนธรรมเหล่านี้มาต่อยอดจะช่วยสร้างคุณค่า มูลค่าเพิ่ม ตลอดจนกระจายรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก

    ด้าน องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร เล็งเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์อัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์และชุมชน ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อและวิถีชีวิต จึงจัดโครงการนี้ขึ้นเพื่อให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมทำกิจกรรมท่องเที่ยวร่วมกัน พร้อมสร้างความตระหนักรู้ในคุณค่าของอัตลักษณ์ท้องถิ่นเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดอย่างเหมาะสม

    สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อเปิดพื้นที่ให้กลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนการท่องเที่ยวได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ซึ่งกันและกัน นำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ทุกกลุ่มได้แสดงออกถึงศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง

    ภายในงานมีการจำลองวิถีชีวิตและการนำเสนอภูมิปัญญาจากหลากหลายพื้นที่ ได้แก่ ชุมชนการท่องเที่ยวอำเภอโกสัมพีนคร, ชุมชนอัตลักษณ์ตำบลนิคมทุ่งโพธิ์ทะเล อำเภอเมืองฯ, กลุ่มชาติพันธุ์ไทดำ ตำบลวังยาง อำเภอคลองขลุง และกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ อิ้วเนี่ยน ลีซู และลาหู่ จากอำเภอคลองลาน เพื่อเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

    ขณะที่ นายสุนทร รัตนากร นายก อบจ.กำแพงเพชร กล่าวปิดท้ายว่า กิจกรรมในวันนี้เปิดโอกาสให้กลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนได้นำเสนออัตลักษณ์ผ่านการเสวนา นิทรรศการ และการสาธิตภูมิปัญญา พร้อมกล่าวขอบคุณภาคีเครือข่าย ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดกำแพงเพชร ส่วนราชการ และสื่อมวลชน ที่ร่วมมือกันขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1674034&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Fp_oOk1nV7_5qhoIW19j9

  • การโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ธนาคารแห่งประเทศไทย

    การโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ธนาคารแห่งประเทศไทย

    นายจิรานุวัฒน์ ธัญญะเจริญ เลขานุการ คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าคณะกรรมการฯ เห็นชอบการโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ภายใต้การปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมรองรับความท้าทายในระยะข้างหน้า โดยให้มีผลตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ดังนี้
    rn 

    rn

    1. ย้าย นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ รองผู้ว่าการ ด้านบริหาร เป็น รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน เพื่อแทนนางรุ่ง มัลลิกะมาส ที่ลาออกก่อนเกษียณอายุและจะเป็นที่ปรึกษาผู้ว่าการ

    rn

    2. เลื่อนตำแหน่ง นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายยุทธศาสตร์และโครงการพิเศษ เป็น รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพระบบการชำระเงินและกำกับบริการทางการเงิน

    rn

    3. เลื่อนตำแหน่ง นางสาวพีรจิต ปัทมสูต ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายคุ้มครองและตรวจสอบบริการทางการเงิน เป็น ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินและกำกับธุรกิจสินเชื่อรายย่อย

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    26 สิงหาคม 2569

    rn”}}” id=”anchor1″>

    นายจิรานุวัฒน์ ธัญญะเจริญ เลขานุการ คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าคณะกรรมการฯ เห็นชอบการโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ภายใต้การปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมรองรับความท้าทายในระยะข้างหน้า โดยให้มีผลตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ดังนี้
     

    1. ย้าย นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ รองผู้ว่าการ ด้านบริหาร เป็น รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน เพื่อแทนนางรุ่ง มัลลิกะมาส ที่ลาออกก่อนเกษียณอายุและจะเป็นที่ปรึกษาผู้ว่าการ

    2. เลื่อนตำแหน่ง นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายยุทธศาสตร์และโครงการพิเศษ เป็น รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพระบบการชำระเงินและกำกับบริการทางการเงิน

    3. เลื่อนตำแหน่ง นางสาวพีรจิต ปัทมสูต ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายคุ้มครองและตรวจสอบบริการทางการเงิน เป็น ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินและกำกับธุรกิจสินเชื่อรายย่อย

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    26 สิงหาคม 2569

    สอบถามเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20260826.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nMq5AEAFrEFdGlATZPTY4