Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อนุสรณ์ แนะเยียวน้ำท่วมควรพุ่งเป้า ตัวบุคคล ไม่ใช่ทรัพย์สิน ชี้โครงการ ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย

    อนุสรณ์ แนะเยียวน้ำท่วมควรพุ่งเป้า ตัวบุคคล ไม่ใช่ทรัพย์สิน ชี้โครงการ ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย

    อนุสรณ์ ชี้ มาตรการเยียวยาน้ำท่วม ต้องขยายขอบเขตมากกว่าพื้นที่อุทกภัยเท่านั้น เสนอลดดอกเบี้ย พร้อมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แนะรัฐบาลมีมาตรการทางภาษีสนับสนุนองค์กรจิตอาสา มูลนิธิกู้ภัย หรือบรรเทาสาธารณภัย ชี้เกณฑ์เยียวยาน้ำล้อม น้ำท่วม 5,000-9,000 ต้องให้ชัดเจน เตือนโครงการคลองระบายน้ำ ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย (1.65 แสนล้านบาท) ระวัง เกาไม่ถูกที่คัน

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ รองประธานกรรมาธิการ การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน และ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพฯ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า มาตรการเยียวยาผลกระทบจากน้ำท่วม ต้องพิจารณามุ่งไปที่ ตัวบุคคล หรือ ประชาชน ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เสียหายเท่านั้น มาตรการเยียวยาต้องขยายขอบเขตไปมากกว่า ประชาชน ในพื้นที่อุทกภัย เพราะประชาชนที่ไม่อยู่ในพื้นที่อุทกภัย ก็ได้รับผลกระทบลูกโซ่ต่อเนื่องเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะผลกระทบทางเศรษฐกิจและการสูญเสียรายได้

    ทั้งนี้ เสนอให้คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อส่งผลกดอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงิน อัตราดอกเบี้ยในตลาดกู้ยืมผ่านสถาบันการเงินปรับตัวลดลงทั้งระบบ สำหรับลูกค้าผ่อนบ้านผ่อนรถ เสนอให้สถาบันการเงินทั้งระบบ ผ่อนผันการชำระดอกเบี้ย และชำระหนี้รายเดือนเป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน ขอให้ธนาคารของรัฐเข้ามาช่วยเหลือประชาชน ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ พักหนี้ พักจ่ายดอกเบี้ย หรือลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ เพื่อไม่ให้ประชาชนที่แบกรับภาระหนี้ไม่ไหว รวมทั้งที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ ต้องเข้าสู่การเป็นหนี้นอกระบบ

    เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อลูกจ้าง และแรงงานรายวัน และ ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ติดค้างอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขังหลายวัน ซ้ำเติมความยากลำบากทางเศรษฐกิจ กลุ่มคนที่มีรายได้น้อย ต้องหยุดประกอบอาชีพต่อเนื่องหลายวัน ทำให้ไม่มีรายได้ คนเหล่านี้ไม่มีเงินออมจึงขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาตั้งเป้าปล่อยวงเงินสินเชื่อวงเงินตั้งแต่ 10,000 100,000 บาท ระยะเวลา 3 ปี ให้ประชาชนที่อยู่ในเขต และโซนที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม หรือนอกเขต แต่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ปลอดดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ปี 2 ปีหลังคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี เพื่อให้มีเงินทุนสำหรับเริ่มต้นประกอบอาชีพและบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ นายอนุสรณ์ กล่าว

    นอกจากนี้ ขอเสนอให้รัฐบาลมีมาตรการทางภาษีในการสนับสนุน องค์กรจิตอาสา มูลนิธิกู้ภัย หรือบรรเทาสาธารณภัย และประชาชนจิตอาสาที่ได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ใช้มาตรการทางการคลังส่งเสริมให้เกิดการสร้างเครือข่ายองค์กรจิตอาสา มูลนิธิกู้ภัยหรือบรรเทาสาธารณภัย และ ประชาชนจิตอาสา เพื่อรับมือกับภัยพิบัติ อุทกภัยน้ำท่วมที่จะเกิดถี่ขึ้น หนักขึ้น จากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศอันเป็นผลจากภาวะโลกร้อน

    นายอนุสรณ์ กล่าวว่า เกณฑ์เยียวยาน้ำล้อม น้ำท่วม 5,000-9,000 บาทต่อครัวเรือน ต้องทำให้ชัดเจน เงินช่วยเหลือยังล่าช้าอยู่ ต้องมีระบบคัดกรองไม่ให้ยื่นซ้ำซ้อน ยังมีข้อกังวลอยู่ว่า น้ำล้อมบ้านนั้น ต้องล้อมแบบไหนอย่างไร จึงได้เงินเยียวยา น้ำล้อมบ้านหรือท่วมบ้าน ถึงหรือไม่ถึง 7 วันมีเกณฑ์ในการตัดสินใจพิจารณาช่วยเหลือในรายละเอียดอย่างไร

    ขอเสนอรัฐบาลว่า สำหรับครอบครัวที่ได้รับความเสียหายหนักมาก ไม่สามารถประกอบอาชีพได้เลย หรือ สมาชิกในครอบครัวที่เสาหลักทางด้านรายได้ต้องเสียชีวิตจากเหตุอุทกภัย ต้องพิจารณาช่วยเหลือเพิ่มขึ้นเป็นกรณีพิเศษ นายอนุสรณ์ กล่าว

    *เตือนโครงการคลองระบายน้ำ ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย (1.65 แสนล้านบาท) ระวัง เกาไม่ถูกที่คัน

    นายอนุสรณ์ ยังให้ความเห็นต่อกรณีที่รัฐบาลเห็นชอบ โครงการคลองระบายน้ำ ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย งบประมาณ 1.65 แสนล้านบาท (ปรับปรุงคลองเดิมและขุดคลองใหม่รวม 270 กม. เพื่อบายพาสน้ำเหนือ และแม่น้ำป่าสัก 600 ลบ.ม./วินาที ลงสู่อ่าวไทย มีแผนเสนอ EIA ปี 2569 และตั้งเป้าเริ่มสร้างปี 2570) โดยได้ประเมินประสิทธิภาพและแสดงข้อห่วงใยใน 3 ประเด็น โดยมองว่า

    • ประโยชน์ระดับมหภาค โครงการนี้จะช่วยลดภาระแม่น้ำเจ้าพระยา และป้องกันความเสี่ยงกรณีเกิด มหาอุทกภัยจากน้ำเหนือ ซ้ำรอยปี 2554 ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และ กทม. แต่ไม่ตอบโจทย์ปัญหาน้ำท่วมเมือง
    • ปัญหาน้ำท่วม กทม. และปริมณฑลในปัจจุบัน ไม่ได้เกิดจากน้ำเหนือล้นตลิ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสภาพเมืองที่เป็นแอ่งกระทะ เมืองที่ขาดพื้นที่รับน้ำและแก้มลิง มีการปรับเปลี่ยนผังเมืองไม่เป็นไปตามหลักวิชา ฝนตกหนักฉับพลัน (Rain Bomb) และระบบระบายน้ำเส้นเลือดฝอยไม่ได้รับการบำรุงรักษา มีสิ่งกีดขวาง ขยะอุดตัน ต่อให้คลอง Floodway สร้างเสร็จ น้ำฝนก็ยังขังอยู่บนถนน (เช่น สุขุมวิท รังสิต รามอินทรา) ไม่สามารถไหลผ่านท่อที่อุดตันไปลงคลองยักษ์ได้ เพราะคลอง Floodwayไม่ได้ทำหน้าที่สูบน้ำจากพื้นถนนในเมือง
    • องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เตือนว่า กทม. เสี่ยงน้ำท่วมสูงเป็นอันดับ 4 ของโลกในปี 2573 จากปัญหาโลกเดือด น้ำทะเลหนุนสูง และแผ่นดินทรุด หากโครงการขุดคลองลงทะเลไม่มีการออกแบบ แนวคันกั้นน้ำทะเล (Sea Wall) หรือโครงสร้างป้องกันชายฝั่งที่ปากอ่าวให้รัดกุม ในช่วงน้ำทะเลหนุน มวลน้ำจากคลองจะระบายออกไม่ได้ และอาจสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่งอย่างรุนแรง

    การนำวิกฤตความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชน ที่เกิดจาก Rain Bomb มาเป็นข้ออ้างเร่งรัดผลักดันโปรเจกต์แก้เรื่องน้ำเหนือ ถือเป็นการ เกาไม่ถูกที่คัน แม้ไทยจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานระดับมหภาค แต่วิกฤตน้ำท่วมเมืองในปัจจุบันต้องการการแก้ไขที่ต้นเหตุอย่างเร่งด่วน นายอนุสรณ์ เน้นย้ำ

    ทั้งนี้ นายอนุสรณ์ ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่ตรงจุด และยั่งยืน 3 ประการ

    1.ผ่าตัดระบบระบายน้ำเส้นเลือดฝอย: ยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพระบบท่อระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ และจุดคอขวดน้ำไม่ระบายทั่วเมืองอย่างจริงจัง

      2.เพิ่มพื้นที่สีเขียวและแก้มลิงเมือง: เพื่อช่วยชะลอและกักเก็บน้ำตามหลักการพัฒนาเมืองยั่งยืน (Sustainable Urban Development)

      3.เร่งสร้างแนวคันกั้นน้ำทะเล (Sea Wall): ออกแบบโครงสร้างป้องกันน้ำทะเลหนุนและบริหารจัดการแนวชายฝั่งอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรับมือกับวิกฤตโลกร้อนในระยะยาว

      ความท้าทายที่แท้จริงของการบริหารจัดการน้ำในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การทุ่มงบประมาณสร้างโครงการขนาดใหญ่ระดับแสนล้านเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การวิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว ต้องไม่ใช้ความเดือดร้อนเฉพาะหน้าจาก Rain Bomb มาเบี่ยงเบนโจทย์หลัก แต่ต้องเร่งผ่าตัดระบบระบายน้ำเส้นเลือดฝอยในเขตเมือง เพิ่มแก้มลิง และสร้าง Sea Wall ป้องกันน้ำทะเลหนุน เพื่อให้การใช้เงินภาษีของประชาชนเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด และคุ้มครองชีวิตทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างยั่งยืน นายอนุสรณ์ กล่าวสรุป

      โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์


      ———————————-
      News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12849487&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3262hAQb3wVsAPTsVjlMMZ

    1. รายได้ภาษีน้อย รายจ่ายรัฐบาลเพิ่ม ฐานะการคลังเสี่ยงวิกฤต

      รายได้ภาษีน้อย รายจ่ายรัฐบาลเพิ่ม ฐานะการคลังเสี่ยงวิกฤต

      Loading…

      รายได้ภาษีน้อย รายจ่ายรัฐบาลเพิ่ม ฐานะการคลังเสี่ยงวิกฤต

      ———————————-
      News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-157&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cR6lQt6hk1aEkUhT65V_3

    2. OECD ชี้โจทย์ปฏิรูปประกันสังคม จากเงินสมทบถึงบำนาญ

      OECD ชี้โจทย์ปฏิรูปประกันสังคม จากเงินสมทบถึงบำนาญ

      เมื่อสังคมสูงวัยกำลังทดสอบความยั่งยืนของกองทุน

      ข้อเสนอ OECD ไม่ได้จบแค่การเพิ่มเงินเข้ากองทุน แต่ชวนไทยทบทวนทั้งเพดานเงินสมทบ อายุเกษียณ สูตรคำนวณบำนาญ และการขยายความคุ้มครองแรงงานนอกระบบ คำถามสำคัญคือ ไทยจะทำให้กองทุนอยู่รอดในระยะยาว โดยไม่ผลักภาระให้ผู้ประกันตนมากเกินไปได้อย่างไร

      ประเทศไทยกำลังเผชิญสังคมสูงวัย จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ขณะที่แรงงานรุ่นใหม่และผู้เข้าสู่ระบบประกันสังคมไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่เพียงการดูแลผู้ประกันตนในวันนี้ แต่รวมถึงการรักษาความสามารถในการจ่ายสิทธิประโยชน์ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

      องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาประเมินในรายงาน Financing Social Protection through General Tax Revenues, Social Security Contributions and Formalisation in Thailand เผยแพร่ในปี 2025 โดยพิจารณาว่าประเทศไทยจะจัดหาเงินมารองรับระบบคุ้มครองทางสังคมอย่างไร ผ่านทั้งภาษี เงินสมทบประกันสังคม และการเพิ่มจำนวนแรงงานเข้าสู่ระบบอย่างเป็นทางการ

      รายงานดังกล่าวมีความสำคัญในช่วงที่ไทยกำลังเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิก OECD เพราะทำให้เห็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ประเทศต้องพิจารณา ไม่ใช่แค่การปรับกฎเกณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล แต่เป็นการออกแบบระบบสวัสดิการให้รองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและประชากรในระยะยาว

      ข้อเสนอของ OECD ไม่ใช่คำสั่งที่สำนักงานประกันสังคมต้องดำเนินการโดยอัตโนมัติ แต่เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่รัฐบาลและหน่วยงานไทยต้องนำมาพิจารณาร่วมกับข้อมูลทางการเงินของกองทุนและผลกระทบต่อผู้ประกันตน

      เงินสมทบ เพิ่มรายรับ แต่ใครเป็นผู้รับภาระ?

      ประเด็นแรกที่ OECD เสนอให้พิจารณาคือ การปรับเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 33 รวมถึงการทบทวนเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 39 หากฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบไม่เปลี่ยนแปลงตามโครงสร้างค่าจ้างและเศรษฐกิจ รายรับของระบบอาจไม่เติบโตเพียงพอที่จะรองรับภาระสิทธิประโยชน์ในอนาคต การเพิ่มเพดานเงินสมทบจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกเพื่อเพิ่มรายรับของกองทุน

      การเพิ่มเงินสมทบไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาทางบัญชี เพราะหมายถึงเงินที่ลูกจ้างต้องจ่ายเพิ่ม ขณะที่นายจ้างอาจมีต้นทุนแรงงานสูงขึ้นตามไปด้วย หากไม่มีการออกแบบสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม การเปลี่ยนแปลงอาจสร้างความกังวลว่าผู้ประกันตนต้องจ่ายมากขึ้น แต่จะได้รับความคุ้มครองเพิ่มขึ้นเพียงใด

      โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่เพียงจะเพิ่มเงินสมทบหรือไม่ แต่ต้องตอบให้ได้ว่าการปรับฐานเงินสมทบจะเชื่อมโยงกับสิทธิประโยชน์อย่างไร กระทบผู้มีรายได้น้อยเพียงใด และจะมีมาตรการลดผลกระทบต่อธุรกิจขนาดเล็กหรือไม่

      อายุเกษียณและสูตรบำนาญ จ่ายนานขึ้น ได้รับอย่างไร?

      OECD เสนอให้พิจารณาคือ การทยอยเพิ่มอายุเกษียณ และทบทวนสูตรคำนวณเงินบำนาญ โดยขยายช่วงเวลาค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานคำนวณ รวมถึงพิจารณากลไกปรับเงินบำนาญให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า

      เหตุผลเบื้องหลังคือ เมื่อคนมีอายุยืนขึ้น ระยะเวลาที่ระบบต้องจ่ายบำนาญก็อาจยาวนานขึ้นตามไปด้วย หากอายุเกษียณ ระยะเวลาการส่งเงินสมทบ และสูตรคำนวณบำนาญไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของประชากร ภาระทางการเงินของระบบย่อมเป็นเรื่องที่ต้องประเมินอย่างจริงจัง

      อย่างไรก็ตาม การเพิ่มอายุเกษียณไม่ใช่คำตอบเดียวสำหรับแรงงานทุกกลุ่ม เพราะลักษณะงานและความสามารถในการทำงานแตกต่างกัน คนทำงานสำนักงานอาจมีโอกาสทำงานต่อได้นานกว่าผู้ใช้แรงงานที่ต้องอาศัยกำลังกาย การกำหนดนโยบายจึงต้องพิจารณาทั้งความยั่งยืนทางการเงินและความเป็นธรรมระหว่างอาชีพ

      การขยายช่วงเวลาค่าจ้างที่ใช้คำนวณบำนาญอาจทำให้ผลประโยชน์ของผู้ประกันตนบางกลุ่มแตกต่างจากสูตรเดิม จึงต้องมีการจำลองผลกระทบอย่างชัดเจนว่าใครจะได้ประโยชน์ ใครอาจได้รับเงินบำนาญลดลง และควรมีมาตรการเปลี่ยนผ่านอย่างไร

      แรงงานนอกระบบ ช่องว่างที่ระบบประกันสังคมยังต้องแก้

      โจทย์ที่ใหญ่กว่า คือการทำให้คนทำงานเข้าถึงความคุ้มครองได้มากขึ้น OECD ให้ความสำคัญกับการขยายระบบคุ้มครองทางสังคมและการส่งเสริมให้แรงงานเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ

      สำหรับประเทศไทย แรงงานนอกระบบและผู้ประกอบอาชีพอิสระเป็นกลุ่มที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ เพราะรายได้อาจไม่สม่ำเสมอเหมือนลูกจ้างประจำ การออกแบบเงินสมทบที่ใช้เงื่อนไขเดียวกันทั้งหมดจึงอาจไม่ตอบโจทย์ความสามารถในการจ่ายของแรงงานแต่ละกลุ่ม

      หากไทยต้องการขยายความครอบคลุมของประกันสังคมจริง ระบบต้องทำให้การเข้าร่วมมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ทั้งในด้านอัตราเงินสมทบ ความยืดหยุ่นในการจ่าย และสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ความเสี่ยงของผู้ประกอบอาชีพอิสระ

      การปฏิรูปประกันสังคมไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเพิ่มรายรับจากผู้ประกันตนเดิม แต่ต้องหาทางทำให้คนทำงานที่ยังอยู่นอกระบบเข้าถึงหลักประกันได้ด้วย

      OECD กับการเข้าเป็นสมาชิก แรงผลักดัน ไม่ใช่คำสั่ง

      ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการหารือเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD ในปี 2567 และกำลังดำเนินการตามกระบวนการประเมินที่เกี่ยวข้อง การประเมินระบบประกันสังคมจึงเชื่อมโยงกับภาพใหญ่ของการยกระดับนโยบายเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

      OECD ไม่ได้มีอำนาจสั่งให้ไทยเพิ่มเงินสมทบหรือเปลี่ยนอายุเกษียณโดยตรง ข้อเสนอเหล่านี้เป็นแนวทางที่ไทยต้องนำมาพิจารณาและตัดสินใจเอง การเป็นสมาชิกไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลต้องนำข้อเสนอทุกข้อไปใช้โดยไม่มีข้อยกเว้น

      สิ่งที่ไทยควรให้ความสำคัญคือการใช้ข้อมูลและหลักฐานมาประเมินทางเลือกอย่างรอบด้าน ทั้งสถานะการเงินของกองทุน ภาระของนายจ้าง ความสามารถในการจ่ายของลูกจ้าง ความเพียงพอของบำนาญ และการเข้าถึงสวัสดิการของแรงงานนอกระบบ

      คำถามที่ต้องตอบให้ได้ ก่อนปฏิรูปกองทุน

      เมื่อพิจารณาข้อเสนอของ OECD เทียบกับโจทย์ของไทย จะเห็นว่าการปฏิรูปประกันสังคมมีอย่างน้อย 2 เป้าหมายที่ต้องเดินไปพร้อมกัน คือการรักษาความยั่งยืนทางการเงินของกองทุน และการทำให้สิทธิประโยชน์ตอบโจทย์ชีวิตของผู้ประกันตน

      หากมุ่งเพิ่มรายรับโดยไม่พิจารณาภาระของผู้ประกันตน การปฏิรูปอาจสร้างแรงต้าน แต่หากมุ่งรักษาสิทธิประโยชน์เดิมโดยไม่ประเมินรายรับและรายจ่ายในระยะยาว ก็อาจปล่อยให้ความเสี่ยงสะสมจนแก้ไขได้ยากขึ้น

      คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ไทยจะทำตาม OECD หรือไม่ แต่คือ สำนักงานประกันสังคมและรัฐบาลมีข้อมูลคาดการณ์ระยะยาวที่เปิดเผยและตรวจสอบได้มากเพียงใด มีการประเมินผลกระทบของแต่ละทางเลือกต่อผู้ประกันตนอย่างไร และจะเปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมตัดสินใจอย่างไร

      เพราะท้ายที่สุด ความสำเร็จของการปฏิรูปไม่ได้วัดจากประกันสังคมการปรับตัวเลขเงินสมทบหรือการแก้สูตรบำนาญเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากการที่ระบบยังคงเป็นหลักประกันที่เชื่อถือได้สำหรับคนทำงาน ทั้งในวันนี้และวันที่พวกเขาเกษียณอายุ

      ———————————-
      News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/oecd-points-out-challenge-reforming-social-security-contributions-pensions&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wPreLt5rul4k1ltprZsoF

    3. ราคาน้ำมันวันนี้2569 (11 ต.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

      ราคาน้ำมันวันนี้2569 (11 ต.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

      ราคาน้ำมันวันนี้2569 (11 ต.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

      ราคาน้ำมันวันนี้2569 (11 ต.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

      ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 75 สตางค์ต่อลิตร 

      ขณะที่เบนซิน แก๊สโซฮอล์ E85 ,E20 และเบนซิน B20 ราคาไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 69

      ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

      กลุ่มน้ำมันเบนซิน

      • เบนซิน ลิตรละ 50.43 บาท
      • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
      • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
      • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
      • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 31.63 บาท (บางจาก)
      • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 41.44 บาท
      • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 41.07 บาท
      • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 35.69 บาท

      กลุ่มน้ำมันดีเซล

      • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
      • ดีเซล ลิตรละ 42.94 บาท (โออาร์)
      • ดีเซล B20 ลิตรละ 37.19 บาท (โออาร์)
      • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
      • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 50.05 บาท (บางจาก)
      • ไฮดีเซล S ลิตรละ 42.94 บาท (บางจาก)
      • ดีเซล B20 ลิตรละ 37.19 บาท (บางจาก)

      ราคาน้ำมันวันนี้2569 (11 ต.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

      ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

      ———————————-
      News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/671125&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Jpx5vEXCXjK5LUIyqNwAH

    4. อีสานโพลเผยเศรษฐกิจ Q3 อ่วม คาด Q4 ก็ไม่ฟื้น ให้คะแนนทีมศก.ไม่ถึงครึ่ง

      อีสานโพลเผยเศรษฐกิจ Q3 อ่วม คาด Q4 ก็ไม่ฟื้น ให้คะแนนทีมศก.ไม่ถึงครึ่ง

      อีสานโพลเผยเศรษฐกิจไตรมาส 3 ยังอ่วม  คาดไตรมาส 4 ก็ยังไม่ฟื้น พร้อมให้คะแนน ครม.เศรษฐกิจรัฐบาล  4.85 จากคะแนนเต็ม 10 และไทยช่วยไทยพลัสช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับที่พอใจ

      11 ต.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าอีสานโพล (E-Saan Poll) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เปิดเผยผลสำรวจเรื่องภาวะเศรษฐกิจครัวเรือนอีสาน ไตรมาส 3 ปี 2569 และคาดการณ์ไตรมาส 4 พบว่า เศรษฐกิจครัวเรือนอีสานยังคงเปราะบาง ประชาชนต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูง ขณะที่รายได้และกำลังซื้อยังไม่กระเตื้อง โดยให้คะแนนภาวะเศรษฐกิจและฐานะการเงินของครัวเรือนในไตรมาส 3 เพียง 4.78 จาก 10 และคาดว่าไตรมาส 4 จะอยู่ที่ 4.80 คะแนน แทบไม่ต่างจากเดิม สะท้อนว่าประชาชนยังไม่คาดหวังว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของครัวเรือนจะดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงที่เหลือของปี

      รศ.ดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มข.และหัวหน้าโครงการสำรวจอีสานโพล กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพในระยะสั้น แต่ยังต้องการเห็นรายได้และกำลังซื้อที่ฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งให้ความสำคัญในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งในการสำรวจครั้งนี้ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4 – 6 ต.ค.ที่ผ่านมา จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,082 ราย ในเขตพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด โดยจากการสอบถามในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ครัวเรือนได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในเรื่องใดมากที่สุด อันดับหนึ่งคือค่าครองชีพและรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้น ร้อยละ 26.7 รองลงมาคือรายได้จากการทำงานหรือการค้าขายลดลง ร้อยละ 15.8 ต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้นหรือราคาผลลิตไม่ดี ร้อยละ 15.3 เงินไม่พอใช้หรือต้องนำเงินออมมาใช้ ร้อยละ 12.5 หนี้สินเพิ่มขึ้นหรือผ่อนชำระหนี้ลำบาก ร้อยละ 9.8 ตกงานหรือไม่มีงานทำ ร้อยละ 6.8 และภัยธรรมชาติส่งผลต่อรายได้หรือทรัพย์สิน ร้อยละ 3.5 ขณะที่ร้อยละ 9.6 ระบุว่ายังไม่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ภาพรวมชี้ว่าแรงกดดันด้านค่าครองชีพเกิดควบคู่กับข้อจำกัดด้านรายได้และสภาพคล่องของครัวเรือน และหากรายได้ครัวเรือนยังไม่เพียงพอกับรายจ่ายในช่วง 2–3 เดือนข้างหน้า กลุ่มผู้ตอบที่มีสัดส่วนมากที่สุด ร้อยละ 36.9 ระบุว่าจะลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น รองลงมาคือใช้เงินออมหรือขายทรัพย์สิน ร้อยละ 18.5 หารายได้เสริมหรือทำงานเพิ่ม ร้อยละ 16.6 กู้เงินในระบบ เช่น ธนาคารหรือสหกรณ์ ร้อยละ 11.1 กู้ยืมจากญาติหรือคนรู้จัก ร้อยละ 8.2 เลื่อนหรือหยุดชำระหนี้บางส่วน ร้อยละ 4.9 และกู้เงินนอกระบบ ร้อยละ 3.8 แม้คนส่วนใหญ่ยังเลือกปรับรายจ่ายก่อน แต่สัดส่วนที่ต้องใช้เงินออม ขายทรัพย์สิน หรือพึ่งการกู้ยืมยังสะท้อนความเปราะบางด้านสภาพคล่องของครัวเรือน

      “เมื่อถามถึงความกังวลในช่วง 3 เดือนข้างหน้า พบว่าอันดับหนึ่งยังคงเป็นค่าครองชีพและรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.5 รองลงมาคือต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้นหรือราคาผลผลิตไม่ดี ร้อยละ 15.9 เงินไม่พอใช้หรือต้องนำเงินออมมาใช้ ร้อยละ 15.6 รายได้จากการทำงานหรือการค้าขายลดลง ร้อยละ 13.2 หนี้สินเพิ่มขึ้นหรือผ่อนชำระหนี้ลำบาก ร้อยละ 9.5  และตกงานหรือไม่มีงานทำ ร้อยละ 8.4 และภัยธรรมชาติส่งผลต่อรายได้หรือทรัพย์สิน ร้อยละ 4.2  ขณะที่ร้อยละ 7.5 ระบุว่าไม่กังวลว่าจะได้รับผลกระทบ สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านค่าครองชีพ รายได้ และภาคเกษตรยังเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลแก่ครัวเรือน เมื่อสอบถามถึงภาวะเศรษฐกิจและฐานะการเงินโดยรวมของครัวเรือนในช่วงไตรมาส 3 (1 ก.ค. – 30 ก.ย.) พบว่า คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.78 จาก 10 สะท้อนว่าครัวเรือนโดยรวมประเมินภาวะเศรษฐกิจของตนอยู่บริเวณระดับพอใช้ค่อนไปทางแย่สำหรับการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจและฐานะการเงินของครัวเรือนในไตรมาส 4 (1 ต.ค. – 31 ธ.ค.) พบว่า คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.80 จาก 10 โดยสูงกว่าไตรมาส 3 เพียง 0.02 สะท้อนว่าผู้ตอบแบบสำรวจยังไม่คาดหวังการฟื้นตัวของฐานะเศรษฐกิจครัวเรือนอย่างชัดเจน”

      รศ.ดร.สุทิน กล่าวต่อว่าเมื่อถามว่าปัญหาเศรษฐกิจใดที่อยากให้รัฐบาลแก้ให้เร็วที่สุด อันดับหนึ่งคือของแพงและค่าครองชีพสูง ร้อยละ 30.6 รองลงมาคือเศรษฐกิจซบเซาหรือกำลังซื้อและยอดขายลดลงร้อยละ 14.1 ปุ๋ยแพงหรือต้นทุนเกษตรสูง ร้อยละ 12.3 ค่าแรงต่ำหรือรายได้ไม่พอ ร้อยละ 11.0  ราคาพลังงานแพง ร้อยละ 11.0 ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ร้อยละ 6.7 หนี้สินครัวเรือนหรือหนี้นอกระบบ ร้อยละ 5.9 ผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ร้อยละ 3.3  หางานยากและงานไม่มั่นคง ร้อยละ 3.0 และดอกเบี้ยสูงและเข้าถึงสินเชื่อยาก ร้อยละ 2.0  ผลสำรวจจึงชี้ว่ามาตรการเร่งด่วนควรให้ความสำคัญทั้งด้านค่าครองชีพ เศรษฐกิจซบเซา ต้นทุนการผลิต และรายได้ของครัวเรือนด้านความพึงพอใจต่อการใช้งบประมาณของรัฐบาลเพื่อดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ร้อยละ 35.7 ค่อนข้างพอใจ และร้อยละ 8.2 พอใจมาก ขณะที่ร้อยละ 13.5 ค่อนข้างไม่พอใจ และร้อยละ 4.4 ไม่พอใจมาก กล่าวได้ว่ากลุ่มที่พอใจรวมกันมีร้อยละ 43.9 สูงกว่ากลุ่มที่ไม่พอใจร้อยละ 17.9 แต่ยังมีกลุ่มที่ตอบว่าเฉย ๆ ในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 38.2 จึงยังมีพื้นที่ให้รัฐบาลทำให้ผลของมาตรการชัดเจนและตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น ขณะที่คะแนนผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงไตรมาส 3 (1 ก.ค. – 30 ก.ย.) เฉลี่ยอยู่ที่ 4.85 จาก 10 โดยผู้ให้คะแนน 0 (แย่มาก) มีร้อยละ 5.3 ภาพรวมสะท้อนว่าประชาชนยังประเมินผลงานด้านเศรษฐกิจบริเวณระดับพอใช้ค่อนไปทางแย่

      “เมื่อถามว่ากระทรวงหลักด้านเศรษฐกิจใดมีผลงานโดดเด่นที่สุดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 34.7 ระบุว่ายังไม่เห็นหน่วยงานใดโดดเด่น รองลงมาคือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร้อยละ 15.4 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยละ 11.5 กระทรวงพาณิชย์ ร้อยละ 11.3 และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร้อยละ 7.4 ส่วนกระทรวงแรงงาน การคลัง อุตสาหกรรม พลังงาน และคมนาคมได้รับการระบุน้อยกว่าร้อยละ 5.0 ผลดังกล่าวชี้ว่าการรับรู้ผลงานของหน่วยงานเศรษฐกิจยังไม่เด่นชัดในสายตาประชาชนจำนวนมาก

      เพิ่มเพื่อน

      ———————————-
      News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1086275/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25YuRQZVnM0SPlKI793dWs

    5. ‘ดร.นพดล’ ชู 5 ภารกิจต่อยอดเวที IMF สู่ชีวิตประชาชน ย้ำโอกาสเศรษฐกิจต้องสร้างงาน สร้างรายได้อย่างเป็นธรรม | เดลินิวส์

      ‘ดร.นพดล’ ชู 5 ภารกิจต่อยอดเวที IMF สู่ชีวิตประชาชน ย้ำโอกาสเศรษฐกิจต้องสร้างงาน สร้างรายได้อย่างเป็นธรรม | เดลินิวส์

      เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน อาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กล่าวถึงการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (WBG) ระหว่างวันที่ 12 – 18 ต.ค. 69 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ว่า เมื่อผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการเงินจากทั่วโลกมาประชุมกันที่ประเทศไทย ประชาชนย่อมมีคำถามง่าย ๆ ว่า แล้วชีวิตเราจะดีขึ้นอย่างไร คนทำงานอยากรู้ว่าจะมีงานมีเงินเพิ่มขึ้นหรือไม่ ทำงานอย่างไรให้มีความสุข คนค้าขายอยากรู้ว่าจะขายดีขึ้นได้อย่างไร ชาวนาและเกษตรกรอยากรู้ว่าจะมีตลาดเพิ่มไหม จะมีอะไรใหม่มาเพิ่มรายได้ลดต้นทุนบ้างหรือไม่ และพ่อแม่อยากรู้ว่าลูกหลานจะมีอนาคตอย่างไร ผู้สูงอายุจะอยู่เย็นเป็นสุขได้อย่างไรช่วงปลายชีวิต

      นี่คือคำถามที่รัฐบาลควรนำมาตั้งเป็นโจทย์ในการทำงาน จากประสบการณ์ของผมด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ สถิติ วิทยาศาสตร์ข้อมูล ความเสี่ยงไซเบอร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยาและรัฐศาสตร์ ผมเห็นว่า โอกาสจะกลายเป็นผลสำเร็จได้ ต้องตอบสามข้อให้ชัด ได้แก่ จะทำอะไร ใครรับผิดชอบ และประชาชนจะได้รับผลอย่างไร

      การประชุม IMF และกลุ่มธนาคารโลกเป็นเวทีหารือเรื่องเศรษฐกิจ การเงิน และการพัฒนา ทั้งการรับมือความผันผวน การลดความยากจน และการสร้างงาน ส่วนประเทศไทยมีโอกาสนำเสนอศักยภาพ พร้อมเรียนรู้และสร้างความร่วมมือกับประเทศอื่น

      สำหรับประเทศไทย หลังการประชุม เราต้องมีงานที่เดินหน้าต่อ ผมขอเสนอ 5 ภารกิจที่ ผู้นำรัฐบาล นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล สามารถนำไปมอบหมายให้หน่วยงานทำงานร่วมกันได้
      1) ภารกิจแรก เตรียมรับความเสี่ยงให้ทัน ก่อนประชาชนเดือดร้อนหนักขึ้น
      ราคาพลังงาน ค่าเงิน และเศรษฐกิจโลก อาจกระทบต้นทุนร้านอาหาร ค่าขนส่ง ภาระผ่อนชำระ และคำสั่งซื้อของโรงงาน รัฐบาลจึงควรให้หน่วยงานเศรษฐกิจร่วมกันตอบว่า ความเสี่ยงสำคัญคืออะไร ใครจะได้รับผลกระทบก่อน และมีมาตรการใดพร้อมใช้ โดยพิจารณาความคุ้มค่าและภาระงบประมาณด้วย
      ถ้าราคาพลังงานเพิ่ม จะช่วยลดผลกระทบอย่างไร ถ้าการส่งออกชะลอ จะช่วยผู้ประกอบการปรับตัวอย่างไร และเมื่อเห็นสัญญาณอะไร ต้องเริ่มดำเนินการทันที ข้อสั่งการที่ผมเสนอคือ “ประเมินความเสี่ยงให้ชัด เตรียมแผนรับมือ และกำหนดจังหวะลงมือให้ทันเวลา”
      เพราะแผนที่ดีต้องทำให้คนทำงานรู้หน้าที่ และประชาชนรู้ว่าจะเตรียมตัวอย่างไร

      2) ภารกิจที่สอง เชื่อมการลงทุนเข้ากับงานและรายได้ของคนไทย
      หากการหารือระหว่างการประชุมและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องนำไปสู่ความสนใจลงทุนในประเทศไทย เราต้องถามต่อว่า จะลงทุนอะไร ต้องการแรงงานทักษะแบบไหน และผู้ประกอบการไทยจะเข้าไปมีส่วนร่วมได้อย่างไร สมมติว่ามีโอกาสลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) เราต้องเตรียมคนด้านระบบไฟฟ้า เครือข่าย และความปลอดภัยไซเบอร์ พร้อมประเมินการใช้พลังงาน น้ำ และผลกระทบต่อชุมชนอย่างรอบคอบ
      ผมเสนอให้หน่วยงานด้านการลงทุน แรงงาน และการศึกษา ทำแผนร่วมกับภาคธุรกิจ เริ่มจากงานที่ต้องการคนจริง แล้วออกแบบการฝึกทักษะให้ตรงกัน ข้อสั่งการที่ใช้ได้คือ “ทุกโอกาสการลงทุน ต้องมีแผนเชื่อมคนไทยเข้าสู่งาน และเชื่อมธุรกิจไทยเข้าสู่โอกาส” เรื่องไหนยังเจรจา ต้องบอกว่ายังเจรจา เรื่องไหนเริ่มดำเนินการแล้ว ต้องรายงานความก้าวหน้า ส่วนงานและรายได้ที่เกิดขึ้นจริง ต้องติดตามแยกให้ชัด

      3) ภารกิจที่สาม ใช้เทคโนโลยีช่วยทำมาหากิน และคุ้มครองเงินประชาชน
      เทคโนโลยีควรช่วยให้ร้านเล็ก ๆ ทำงานง่ายขึ้นด้วย ร้านค้าชุมชนอาจใช้ข้อมูลยอดขายช่วยวางแผนซื้อสินค้า ลดของเหลือ หรือใช้ AI ช่วยแปลภาษาและร่างข้อความขายสินค้า โดยตรวจความถูกต้องและดูแลข้อมูลส่วนบุคคล
      แต่เมื่อชีวิตและการเงินอยู่บนระบบดิจิทัลมากขึ้น การป้องกันการหลอกลวงและความเสี่ยงไซเบอร์ก็ต้องเข้มแข็งขึ้นตามไปด้วย
      ในมุมการบริหารความเสี่ยง ผมเสนอให้มีการกำกับดูแลและประเมินความเสี่ยง ควบคู่กับการป้องกัน ตรวจพบ รับมือ และฟื้นฟู พร้อมประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภายใต้กฎหมายและมาตรการคุ้มครองข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ข้อสั่งการที่น่าพิจารณา คือ “ทำให้ประชาชนใช้เทคโนโลยีเป็น ใช้ได้อย่างปลอดภัย และเมื่อเกิดเหตุ ต้องรู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร”
      แล้ววัดผลว่า แจ้งเหตุได้เร็วขึ้นไหม ส่งต่อเรื่องได้ดีขึ้นไหม และความเสียหายลดลงหรือยัง โดยเปรียบเทียบกับข้อมูลก่อนดำเนินมาตรการ ใช้ช่วงเวลาและนิยามตัวชี้วัดเดียวกัน และสอบถามประชาชนผู้ได้รับบริการจริง

      4) ภารกิจที่สี่ เปิดทางให้ผู้ประกอบการรายเล็กและชุมชนเข้าถึงประโยชน์
      การเป็นเจ้าภาพสร้างโอกาสด้านการท่องเที่ยวและบริการ แต่การกระจายประโยชน์ต้องมีคนออกแบบและประสาน ผู้ประกอบการอาหาร สินค้าชุมชน หรือบริการท้องถิ่นที่มีความพร้อม ควรเข้าถึงข้อมูลและโอกาสเข้าร่วมอย่างเป็นธรรม ภายใต้มาตรฐานของงาน ใครมีสินค้าดี แต่ยังติดเรื่องภาษา มาตรฐาน หรือช่องทางขาย ต้องมีหน่วยงานช่วยแนะนำ
      ข้อสั่งการที่ผมเสนอคือ “เปิดข้อมูลโอกาสให้ทั่วถึง ช่วยรายเล็กเตรียมความพร้อม และติดตามให้เกิดการค้าต่อเนื่องหลังงานจบ”
      เราต้องดูว่ามีลูกค้าใหม่ มีคำสั่งซื้อซ้ำ หรือมีคู่ค้าที่ทำงานต่อกันได้หรือไม่

      5) ภารกิจที่ห้า ข้อเสนอด้านการบริหารที่ดี ทุกเรื่องที่เดินหน้าต่อ ต้องมีเจ้าภาพและกำหนดติดตาม
      นี่คือจุดที่จะทำให้ความร่วมมือจากห้องประชุมไปถึงชีวิตประชาชน ผมเสนอให้ภายใน 30 วันนับจากวันสิ้นสุดการประชุม แต่ละหน่วยงานจัดทำรายการงาน เจ้าภาพ และขั้นตอนถัดไป และภายใน 90 วันรายงานความก้าวหน้า ปัญหาอุปสรรค และประเด็นที่ต้องตัดสินใจ โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการตามความเป็นจริง
      ข้อสั่งการสั้น ๆ คือ “ทุกงานมีผู้รับผิดชอบ ทุกขั้นมีเวลา และทุกผลต้องตรวจสอบได้”
      ถ้าติดขัด ต้องรายงานพร้อมทางเลือกให้นายกรัฐมนตรีตัดสินใจ เพื่อให้งานเดินหน้าต่อ

      แล้วทั้งหมดนี้จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นได้อย่างไร ผมเห็นว่ารัฐบาลต้องเดินหน้าสองด้านพร้อมกัน สร้างโอกาสจากเวทีโลก และแก้ความเดือดร้อนในประเทศให้กับประชาชนจำนวนมากที่กำลังอยู่ในอารมณ์ความรู้สึกขั้นวิกฤต 6
      กลุ่มเปราะบางทางอารมณ์ที่พร้อมกลายเป็นชนวนระเบิดวิกฤตศรัทธา ได้แก่
      1) คนที่ยังรอความช่วยเหลือ เราต้องมีคนติดตามเรื่องของเขา แม้รัฐบาลกำลังรับภารกิจใหญ่ระดับนานาชาติอยู่ก็ตาม
      2) คนที่โกรธ เราต้องฟังว่าเดือดร้อนอะไร แล้วแก้ที่สาเหตุ
      3) คนที่กลัว เราต้องบอกความเสี่ยง วิธีปฏิบัติ และช่องทางช่วยเหลือให้ชัด
      4) คนที่ผิดหวัง เราต้องกลับไปดูว่าสิ่งที่รับปากไว้ทำถึงไหน และแจ้งความคืบหน้าตามจริง
      5) คนที่ระแวง เราต้องเปิดข้อมูลและหลักฐานให้ตรวจสอบ
      6) คนที่หมดหวัง เราต้องกลับไปติดตาม ช่วยประสาน และหาทางออกให้เขา

      ผมเสนอให้นายกรัฐมนตรีกำชับว่า “เรื่องที่ประชาชนแจ้ง ต้องมีคนรับผิดชอบ มีวันแจ้งความคืบหน้า และตรวจผลกับเจ้าของเรื่อง” ส่วนการวัดความเชื่อมั่น ต้องถามประชาชนอย่างเป็นกลางว่า ปัญหาคลี่คลายหรือยัง ได้รับข้อมูลชัดเจนไหม และได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมหรือไม่

      ความสำเร็จของงานจึงต้องดูทั้งข้อมูลจากหน่วยงานและประสบการณ์ของประชาชน เพื่อให้รัฐบาลเห็นจุดที่ยังต้องปรับปรุง

      จากประสบการณ์ในอดีตของผมในฐานะที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน ผมให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมที่ประชาชนสัมผัสได้ ทั้งการเข้าถึงโอกาส การได้รับบริการจากรัฐ และการแก้ไขความเดือดร้อน โอกาสจากเวที IMF และกลุ่มธนาคารโลกจึงควรไปถึงคนตัวเล็ก ผู้มีรายได้น้อย และชุมชนที่ยังขาดโอกาสด้วย โดยมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เปิดเผย เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ ขณะเดียวกัน ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาต้องมีพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็น มีช่องทางร้องเรียนที่เข้าถึงได้ และได้รับการพิจารณาแก้ไขอย่างเป็นธรรม ผมจึงเสนอให้ทุกมาตรการตอบให้ได้ว่า ใครได้รับประโยชน์ ใครต้องแบกรับต้นทุน และรัฐจะดูแลผู้ที่เสียเปรียบอย่างไร เพราะความเชื่อมั่นจะเติบโตได้ เมื่อประชาชนเห็นว่ารัฐรับฟังเสียงของเขา เคารพสิทธิของเขา และให้ความเป็นธรรมกับเขาในชีวิตจริง

      กล่าวโดยสรุป ผมขอชวนทุกหน่วยงานนำโอกาสจากการประชุม IMF และกลุ่มธนาคารโลกมาสานต่อให้เกิดผลในชีวิตประชาชน เลือกงานที่ทำได้จริง กำหนดผู้รับผิดชอบและระยะเวลา เปิดเผยความก้าวหน้า พร้อมตรวจ
      สอบว่าประโยชน์ไปถึงใคร และผู้ได้รับผลกระทบได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรมหรือไม่ ขอให้ภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาร่วมกันสร้างงาน พัฒนาทักษะ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้ามามีส่วนร่วม ขณะที่รัฐต้องรับฟังปัญหาและข้อเสนอของประชาชน แล้วนำไปปรับการทำงานให้ตอบโจทย์ชีวิตจริง

      เมื่อโลกเห็นโอกาสในประเทศไทย คนไทยต้องมีทางเข้าถึงโอกาสนั้นอย่างเป็นธรรม มีงานทำ มีรายได้ และมีอนาคตที่วางแผนได้ ความเชื่อมั่นจะเติบโตเมื่อประชาชนเห็นผลของการพัฒนา และรู้ว่าเสียงของตนได้รับการรับฟัง ปัญหาได้รับการติดตาม และสิทธิได้รับการเคารพ

      ขอให้เริ่มจากหนึ่งงานที่ทำได้ หนึ่งปัญหาที่แก้ได้ และหนึ่งครอบครัวที่ตั้งหลักได้ แล้วร่วมกันขยายผลให้ความสำเร็จจากเวทีโลกไปถึงชีวิตจริงของประชาชนในทุกชุมชน.

      ———————————-
      News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6265575/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s-xACfDsCF4jkr82DRKN3

    6. ทำไมการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมจึงสำคัญกว่าที่คิด

      ทำไมการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมจึงสำคัญกว่าที่คิด

      ลองนึกภาพว่า ทุกเดือนคนทำงานจำนวนมากถูกหักเงินเดือนเพื่อส่งเงินสมทบเข้าระบบประกันสังคม เงินก้อนนี้มีไว้รองรับความเสี่ยงในชีวิต ตั้งแต่เจ็บป่วย คลอดบุตร ว่างงาน ไปจนถึงวันที่ไม่มีรายได้จากการทำงานอีกต่อไป

      แต่คำถามสำคัญคือ คนที่ส่งเงินเข้ากองทุนทุกเดือน มีอำนาจกำหนดทิศทางเงินของตัวเองมากแค่ไหน

      นี่คือเหตุผลที่การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมมีความสำคัญมากกว่าการเลือกตัวแทนเข้ามานั่งในคณะกรรมการ เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการเลือกตั้งคืออำนาจในการกำหนดนโยบาย การบริหารเงินกองทุน และทิศทางของระบบสวัสดิการที่คนทำงานจำนวนมากต้องพึ่งพา

      การเลือกตั้งจึงไม่ใช่แค่เรื่องของกรรมการไม่กี่ตำแหน่ง แต่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งเงินสมทบ ผู้บริหารกองทุน และประชาชนที่ต้องใช้สิทธิจากระบบนี้ในวันที่ชีวิตไม่เป็นไปตามแผน

      4 เหตุผลที่การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญ

      1. เพราะบอร์ดมีส่วนกำหนดทิศทางเงินกองทุน

      บอร์ดประกันสังคมมีบทบาทในการพิจารณานโยบายและกำกับดูแลการบริหารกองทุน การตัดสินใจเรื่องการลงทุนและความยั่งยืนทางการเงินจึงเกี่ยวข้องกับความสามารถของระบบในการจ่ายสิทธิประโยชน์ในระยะยาว

      ประเด็นที่ควรถามไม่ใช่แค่ว่ากองทุนมีเงินเท่าไร แต่รวมถึงการลงทุนมีความเสี่ยงแค่ไหน ผลตอบแทนเหมาะสมหรือไม่ และประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างไร

      2. เพราะสิทธิประโยชน์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

      สิทธิประโยชน์จากประกันสังคมครอบคลุมความเสี่ยงหลายช่วงชีวิต การปรับปรุงสิทธิจึงส่งผลต่อทั้งคนที่กำลังทำงาน คนที่กำลังสร้างครอบครัว คนที่ตกงาน และคนที่เตรียมเกษียณ

      อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งไม่ได้ทำให้สิทธิเปลี่ยนแปลงโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาด้วยว่าข้อเสนอใดอยู่ในอำนาจของบอร์ด มีต้นทุนเท่าไร และดำเนินการได้จริงเพียงใด

      3. เพราะผู้ประกันตนควรมีเสียงในระบบที่ตัวเองร่วมจ่าย

      การเลือกตั้งเปิดช่องให้ผู้ประกันตนเลือกตัวแทนของตนเองเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ โดยการเลือกตั้งปี 2569 กำหนดให้เลือกผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน 7 คน และผู้แทนฝ่ายนายจ้าง 7 คน

      คำถามสำคัญคือ ตัวแทนเหล่านี้จะสะท้อนความต้องการของผู้ประกันตนที่หลากหลายได้มากน้อยเพียงใด และหลังได้รับเลือกแล้วจะเปิดเผยการทำงานให้สมาชิกตรวจสอบอย่างไร

      4. เพราะความโปร่งใสต้องเกิดหลังปิดหีบด้วย

      การเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรมเป็นจุดเริ่มต้น แต่ความรับผิดชอบของกรรมการหลังเข้ารับตำแหน่งสำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยข้อมูลการประชุม การชี้แจงเหตุผลในการตัดสินใจ การเปิดเผยผลการดำเนินงาน และการตอบคำถามของผู้ประกันตน

      การมีตัวแทนจึงไม่ได้หมายความว่าประชาชนหมดหน้าที่ แต่หมายความว่าประชาชนมีช่องทางติดตามและเรียกร้องคำอธิบายจากผู้แทนได้มากขึ้น

      การเลือกตั้งเป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

      ความสำคัญของการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมอยู่ที่การเปิดโอกาสให้ผู้ที่อยู่ในระบบมีส่วนกำหนดทิศทางของระบบนั้นเอง แต่คุณค่าของการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นจริงแค่ไหน ต้องวัดจากสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นด้วย

      ผู้แทนทำตามข้อเสนอที่ให้ไว้หรือไม่ การบริหารกองทุนโปร่งใสเพียงใด สิทธิประโยชน์ตอบโจทย์คนทำงานจริงหรือเปล่า และเมื่อมีข้อสงสัย ประชาชนได้รับคำตอบหรือไม่

      ท้ายที่สุด คำถามที่สังคมควรถามอาจไม่ใช่เพียงว่า ใครได้รับเลือกเป็นบอร์ดประกันสังคม แต่คือหลังได้รับเลือกแล้ว คนทำงานจะมีอำนาจตรวจสอบและกำหนดอนาคตของกองทุนได้มากขึ้นจริงหรือไม่

      สำหรับบทความที่เผยแพร่ในวันนี้ ควรตรวจสอบผลการเลือกตั้งและความคืบหน้าจากสำนักงานประกันสังคมเพิ่มเติมด้วย เพื่อเชื่อมประเด็นเชิงหลักการเข้ากับสถานการณ์จริงของการเลือกตั้งวันที่ 11 ตุลาคม 2569

      ———————————-
      News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-elections-board-fund-management&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E1wnj7_3b9VZMTlrqj_gh

    7. อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดวันนี้ 10/10/69 พรุ่งนี้ 11/10/69 อัปเดตจาก 4 สถานี – สยามรัฐ

      อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดวันนี้ 10/10/69 พรุ่งนี้ 11/10/69 อัปเดตจาก 4 สถานี – สยามรัฐ

      วันที่ 10 ต.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาน้ํามันอัปเดตล่าสุดจากผู้ให้บริการน้ำมันทุกชนิดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ได้แก่ ปตท.,บางจาก, PT และเชลล์ ล่าสุด เมื่อเวลา 21.31 น.ราคาหน้าปั๊มคงที่ มีผลพรุ่งนี้ 11 ต.ค.69 ตี 5 (5.00 น.) มีรายละเอียดดังนี้

      ราคาน้ำมันปั๊ม “ปตท.” (PTT)

      แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา  41.44  บาท /ลิตร
      แก๊สโซฮอล์ E20:ราคา 35.69  บาท/ลิตร
      แก๊สโซฮอล์ E85:ราคา 31.63   บาท/ลิตร
      แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา  41.07  บาท/ลิตร
      ดีเซล หมุนเร็วธรรมดา: ราคา 42.94  บาท/ลิตร
      เบนซิน  :ราคา  50.43 บาท/ ลิตร

      ราคาน้ำมันปั๊ม “บางจาก” (Bangchak)

      แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา 41.44 บาท/ลิตร
      แก๊สโซฮอล์ E20 :ราคา 35.69  บาท/ลิตร
      แก๊สโซฮอล์ E85:ราคา  31.63  บาท/ลิตร
      แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 41.07 บาท/ลิตร
      ดีเซล หมุนเร็วธรรมดา : ราคา 42.94   บาท/ลิตร
      ดีเซลพรีเมียม : ราคา  50.05 บาท/ลิตร

      ราคาน้ำมันปั๊ม “พีที” (PT)

      ดีเซล: ราคา  42.94 บาท/ ลิตร
      ดีเซล B20:ราคา 37.19  บาท /ลิตร
      เบนซิน: ราคา  50.93 บาท/ลิตร
      แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 41.44 บาท/ลิตร
      แก๊สโซฮอล์ 91: ราคา 41.07  บาท/ลิตร
      แก๊สโซฮอล์ E20:ราคา  35.69 บาท/ลิตร

      ราคาน้ำมันปั๊ม “เชลล์” (Shell)

      เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20: ราคา 35.89  บาท/ลิตร
      เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91: ราคา 41.57  บาท/ลิตร
      เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา  41.94 บาท/ลิตร
      เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 51.84  บาท/ลิตร
      เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล : ราคา 42.94  บาท/ลิตร
      เชลล์ ดีเซล บี20: ราคา 37.19 บาท/ลิตร
      เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล : ราคา 51.84  บาท/ลิตร

      ทั้งนี้การแสดงราคาน้ำมันข้างต้นนี้ได้อ้างอิงมาจากรายงานโดยสำนักนโยบายปิโตรเลียมและปิโตรเคมี หรือ สนพ. โดยมีอัปเดทราคาน้ำมันทุกครั้งที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันตอนตี 5 (5.00 น.) ของวันที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคา

      ราคาที่แสดงนี้เป็นราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น กทม. โปรดสำรวจราคาจากหน้าปั๊มอีกครั้ง

      ที่มา : www.eppo.go.th

      ———————————-
      News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/328004&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dlc78KE1tcJMfM7AX8PTO

    8. ยกระดับมรดกทางวัฒนธรรมสู่ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์”ด้วย โมเดลธุรกิจผ้าไทย | เดลินิวส์

      ยกระดับมรดกทางวัฒนธรรมสู่ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์”ด้วย โมเดลธุรกิจผ้าไทย | เดลินิวส์

      ในยุคที่กระแสโลกาภิวัตน์และการแข่งขันทางเศรษฐกิจทวีความรุนแรง เทรนด์โลกได้เปลี่ยนทิศทางจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมแบบเดิม มาสู่การขับเคลื่อนด้วย “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” (Creative Economy) ซึ่งเป็นเวทีที่ทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นกลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) สำหรับประเทศไทย มรดกทางวัฒนธรรมไม่ว่าจะเป็นผ้าไทย หัตถศิลป์ อาหาร ตลอดจนวิถีชีวิตประเพณี ไม่ได้เป็นเพียงความทรงจำในอดีตหรือวัตถุที่ตั้งแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์อีกต่อไป หากแต่ได้รับการชุบชีวิตและยกระดับให้กลายเป็นสินค้าและบริการที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง

      การเปลี่ยนผ่านจาก “มรดกตกทอด” สู่ “มรดกทางเศรษฐกิจ” เกิดขึ้นผ่านการผสมผสานองค์ความรู้ดั้งเดิมเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย เทคโนโลยีนวัตกรรม การสร้างแบรนด์ (Branding) และนโยบายความยั่งยืน (Sustainability) ส่งผลให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่และขยายฐานสู่ตลาดสากลได้จริง ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และกระจายรายได้กลับคืนสู่ชุมชนฐานรากอย่างทั่วถึง แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สร้าง Soft Power ให้ประเทศไทยยืนหยัดบนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิและยั่งยืน

      สะท้อนได้จากความเคลื่อนไหวล่าสุดของภาครัฐ โดยสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวสมุดภาพเฉลิมพระเกียรติ 40 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในชื่อ “นารีรัตน์หัตถศิลป์” ณ The Portal Lifestyle Complex ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 40 พรรษา วันที่ 8 มกราคม 2570 พร้อมชูจุดขายสำคัญในการเป็นเข็มทิศขับเคลื่อนมรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจยุคใหม่

      งานแถลงข่าวได้รับเกียรติจาก นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย คุณจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และ ดร. ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ร่วมถ่ายทอดมุมมองเชิงนโยบายและการต่อยอดมูลค่าเชิงธุรกิจ โดยชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการของผ้าไทยจากการเป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิม สู่การเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรมแฟชั่นร่วมสมัย

      หนังสือ “นารีรัตน์หัตถศิลป์” ไม่เพียงบันทึกพระกรณียกิจการลงพื้นที่ 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ และผลงานย้อนหลังตั้งแต่ปี 2562–2569 เท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นคลังสมองด้านการปรับโมเดลธุรกิจของกลุ่มช่างทอและผู้ประกอบการชุมชน โดยเน้นย้ำการนำองค์ความรู้ดั้งเดิมมาพัฒนาต่อยอดผ่านดีไซน์ ลวดลาย การเลือกใช้โทนสี เทคนิคการผลิต ตลอดจนแนวคิดการสร้างแบรนด์และการพัฒนาสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดบริโภคร่วมสมัยได้อย่างตรงจุด

      ทั้งนี้ หัวใจสำคัญในการสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตามกรอบดังกล่าว ประกอบด้วย 2 แนวคิดหลัก ได้แก่:

       “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” — การขยายฐานผู้บริโภคสู่ตลาดใหม่ (Market Expansion): ปลดล็อกข้อจำกัดเดิมด้วยการออกแบบผ้าไทยให้สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน เหมาะกับคนทุกเพศ ทุกวัย และสอดรับกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ช่วยเปิดประตูสู่กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่และ Gen Z ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง และสร้างรายได้หมุนเวียนกลับคืนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

       “แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” (Sustainable Fashion) — การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage): ตอบโจทย์เทรนด์การค้าโลกรอบใหม่ด้วยการให้ความสำคัญกับวัสดุธรรมชาติ กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งกลายเป็นจุดขายที่เข้มแข็งในการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มมูลค่าสินค้าในตลาดระดับสากล

      ปรากฏการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า สมุดภาพ “นารีรัตน์หัตถศิลป์” ทำหน้าที่เป็นทั้งบันทึกประวัติศาสตร์ และคู่มือกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาดของหัตถศิลป์ไทย ที่พิสูจน์แล้วว่าการอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมไม่จำเป็นต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่สามารถเติบโต สอดรับกับกลไกตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

      ———————————-
      News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6264410/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ORjynXSPHeDHjgSXEBBN4

    9. ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 11 ตุลาคม 2569 – สยามรัฐ

      ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 11 ตุลาคม 2569 – สยามรัฐ

      เกาะติดข่าว 11 ต.ค. 2569 จับตาศึกซักฟอก-ประชุม IMF–World Bank เช็กสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

      รวมข่าวเด่นประจำวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2569 เกาะติดความเคลื่อนไหวการเมืองไทยก่อนศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทิศทางเศรษฐกิจไทยก่อนเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก พร้อมตรวจสอบสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่เปิดให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนทั่วประเทศในวันนี้

      1. การเมืองไทย จับตาศึกซักฟอก 18 รัฐมนตรี ฝ่ายค้านขอเวลาอภิปราย 5 วัน

      ความเคลื่อนไหวทางการเมืองไทยที่ต้องจับตาในช่วงนี้ คือการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายรัฐมนตรี 18 คน พร้อมขอเวลาอภิปราย 5 วัน เพื่อเปิดประเด็นตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน

      ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมว่า รัฐบาลพร้อมชี้แจงข้อสงสัยของฝ่ายค้าน โดยมองว่าการมีชื่อนายกรัฐมนตรีอยู่ในญัตติถือเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามกลไกรัฐสภา

      ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปคือกรอบเวลาการอภิปรายอย่างเป็นทางการ เนื้อหาที่ฝ่ายค้านจะนำเสนอ และคำชี้แจงจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญทางการเมืองที่ประชาชนควรติดตาม

      2. เศรษฐกิจไทย เตรียมรับประชุม IMF–World Bank 12-18 ต.ค. ที่กรุงเทพฯ

      ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

      การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ ทั้งผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ผู้นำภาคธุรกิจ และผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อหารือประเด็นเศรษฐกิจโลก เสถียรภาพทางการเงิน และแนวทางส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ

      การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้เปิดโอกาสให้ประเทศไทยแสดงศักยภาพบนเวทีนานาชาติ รวมถึงสร้างโอกาสด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจริงยังต้องติดตามจากข้อมูลและผลการดำเนินงานหลังการประชุม

      3. ต่างประเทศ จับตาเวทีการเงินโลก หารือเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเงิน

      การประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 เป็นหนึ่งในเวทีสำคัญที่นานาประเทศใช้หารือเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก เสถียรภาพทางการเงิน การลดความยากจน และการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง

      การประชุมจัดขึ้นในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ธนาคารกลาง ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วม

      ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือข้อสรุปจากการหารือและแนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกับทิศทางเศรษฐกิจ การลงทุน และนโยบายการเงินในระยะต่อไป

      4. ข่าวใกล้ตัวและช่องทางออนไลน์ เช็กสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 11 ต.ค. ก่อนเข้าคูหา

      วันนี้ (11 ตุลาคม 2569) สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน จัดการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เพื่อเข้าเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม หรือบอร์ดประกันสังคม โดยเปิดให้ลงคะแนนตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. ทั่วประเทศ

      การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสให้ผู้มีสิทธิร่วมคัดเลือกผู้แทนที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการประกันสังคม ซึ่งมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการบริหารกองทุนและการกำหนดแนวทางดำเนินงานของระบบประกันสังคม

      เตือนผู้มีสิทธิ 32 แห่ง ตรวจสอบสถานที่เลือกตั้งใหม่หลังน้ำท่วม

      สำนักงานประกันสังคมแจ้งปรับเปลี่ยนสถานที่เลือกตั้งจำนวน 32 แห่ง เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยส่งผลกระทบต่อสถานที่เดิม โดยมีการแจ้งข้อมูลสถานที่ใหม่ให้ผู้มีสิทธิที่เกี่ยวข้องทราบ

      ผู้ประกันตนและนายจ้างควรตรวจสอบรายชื่อและสถานที่ลงคะแนนก่อนเดินทาง เพื่อป้องกันการไปผิดหน่วยเลือกตั้ง โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลผ่านช่องทางต่อไปนี้

      • เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th
      • ระบบ e-Service สำหรับนายจ้าง
      • ระบบ e-Self Service สำหรับผู้ประกันตน
      • แอปพลิเคชัน SSO Plus
      • LINE Official Account: @ssothai
      • สำนักงานประกันสังคมทุกแห่งทั่วประเทศ

      ผู้มีสิทธิควรเตรียมหลักฐานแสดงตนตามที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด และตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดจากช่องทางทางการก่อนออกเดินทาง

      ———————————-
      News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/327977&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OtVUBdUh30Cm7UiZZEDdZ