Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เพชรบุรี ฝนถล่ม 8 ชั่วโมง น้ำท่วมหลายอำเภอ เขตเทศบาล-ถนนสายเศรษฐกิจอ่วม  – ข่าวสด

    เพชรบุรี ฝนถล่ม 8 ชั่วโมง น้ำท่วมหลายอำเภอ เขตเทศบาล-ถนนสายเศรษฐกิจอ่วม – ข่าวสด

    เพชรบุรี ฝนถล่ม 8 ชั่วโมง จนน้ำเอ่อเข้าท่วมในพื้นที่หลายอำเภอ ขณะเดียวกัน เขตเทศบาล-ถนนสายเศรษฐกิจ ได้รับความเสียหายยับ

    11 ต.ค. 69 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่ จ.เพชรบุรี ตั้งแต่เวลา 04.00 – 12.00 น. ส่งผลให้ปริมาณน้ำสะสมเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดน้ำท่วมขังบนถนนหลายสายและน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน

    โดยพื้นที่ อ.หนองหญ้าปล้อง เกิดน้ำป่าไหลหลากข้ามถนนบริเวณเส้นทางบายพาสเชื่อม อ.หนองหญ้าปล้อง กับ ต.ยางชุม อ.ท่ายาง โดยเฉพาะช่วงหมู่ 2 บ้านดงตากิด และบ้านสระสี่มุม กระแสน้ำไหลผ่านผิวจราจรจนรถยนต์ขนาดเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านได้ในบางช่วง

    ส่วนพื้นที่ อ.เขาย้อย มีรายงานน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบริเวณหลังโครงการเรียบบ้านคีรีวงศ์ ต.หนองชุมพลเหนือ ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนประชาชน และถนนสายหลักทางเข้า-ออกหมู่บ้าน โดยกระแสน้ำไหลเชี่ยวและมีระดับสูงถึงเอว

    นอกจากนี้ น้ำยังเอ่อท่วมช่องทางคู่ขนานถนนเพชรเกษม บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 134 ฝั่งขาขึ้นกรุงเทพฯ ตรงข้ามโรงเรียนโยธินบูรณะ เขาย้อย เป็นระยะทางยาว ส่งผลให้รถยนต์ชะลอตัวและการจราจรติดขัด

    สำหรับ อ.เมืองเพชรบุรี โดยเฉพาะเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี ได้รับผลกระทบจากน้ำฝนที่สะสมและระบายไม่ทัน ทำให้เกิดน้ำท่วมขังบนถนนหลายสาย อาทิ ถนนราชวิถี ถนนคีรีรัฐยา ถนนบันไดอิฐ ถนนชีสระอินทร์ และถนนราชดำเนิน รวมถึงถนนรอบตลาดและตลาดสด 18 เมตร ซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญของเมือง บางจุดมีระดับน้ำบนผิวจราจรประมาณ 30–40 เซนติเมตร

    ส่งผลให้การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก รถยนต์ขนาดเล็กไม่สามารถผ่านได้ ขณะเดียวกันมีรายงานน้ำเอ่อเข้าบ้านเรือนประชาชน ทำให้ทรัพย์สินภายในบ้านได้รับความเสียหาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_10433712&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MW-syV61V3W5GK_65gBZa

  • บันทึกหน้า 4

    บันทึกหน้า 4

    เวทีเสวนาในวันแรกของการประชุม วันที่ 13 ตุลาคม 2569 เวลา 13.30–14.30 น. นายเอกนิติจะเข้าร่วมเวที “Thai MOF Flagship Event: Building Resilience in a Fragmented World” ซึ่งเป็นเวทีหลักของกระทรวงการคลังไทย โดยมีผู้ร่วมเสวนาระดับบิ๊กเนมของโลก ได้แก่ คริสตาลินา จอร์จีวา ผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF), อาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก (World Bank Group) และรีคกา ปูร์รา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประเทศฟินแลนด์

    ช่วงบ่ายขึ้นเสวนาต่อในเวที “IMF APD: Thailand Special Seminar Bangkok 1991–2026” ร่วมกับ เคนจิ โอกามูระ รองกรรมการผู้จัดการ IMF, กฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก IMF, วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานมูลนิธิสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ และสุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ศาสตราจารย์กิตติคุณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เวทีนี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการย้อนมองเส้นทางเศรษฐกิจไทยนับตั้งแต่ที่เคยเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank ครั้งแรกเมื่อปี 2534 จนถึงปี 2569 พร้อมทั้งระดมความคิดเห็นจากนักเศรษฐศาสตร์เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้พุ่งทะยานและพร้อมรับมือกับอุตสาหกรรมยุคใหม่

    เวทีนี้ประชาชนทั่วไปสามารถรับชมกิจกรรมที่เปิดถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ World Bank Live ได้ฟรี โดยไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนรับชม และไม่ต้องเดินทางมายังสถานที่จัดประชุม …๐

    เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดสถานที่ตามนัยมาตรา 8 (5) แห่งพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 และเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2569 โดยกำหนดสถานที่สำคัญ รวมถึงถนนและอาณาบริเวณโดยรอบ เพื่อดูแลการชุมนุมสาธารณะในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569

    ประกาศกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10–20 ตุลาคม 2569 โดยระบุสถานที่ตามบัญชีแนบท้าย รวม 24 แห่ง แบ่งเป็นสถานที่จัดการประชุม 1 แห่ง โรงแรมที่พักผู้แทนต่างประเทศ 22 แห่ง และสถานที่จัดงานเลี้ยงรับรอง 1 แห่ง รวมถึงถนนและอาณาบริเวณโดยรอบสถานที่เหล่านี้ เช่น ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพ, โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์, โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ (ราชประสงค์), โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ กรุงเทพฯ, โรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ, โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ สุขุมวิท, โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท, โรงแรมเดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพฯ, โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ และโรงแรมคอร์ทยาร์ด บาย แมริออท กรุงเทพฯ เป็นต้น

    ปม ThaiPBS สื่อสาธารณะ ดูจะบานปลาย มีการขุดคุ้ยข้อมูลที่ไม่เคยเป็นสาธารณะ เช่น ค่าจ้างผลิตรายการ รวมทั้งตัวบุคคล ที่ขณะนี้สาธารณชนได้รับรู้และถกเถียงถึงความเป็นสาธารณะหรือไม่

    “ประวิตร โรจนพฤกษ์” เจ้าของฉายา “นักข่าวเทวดา” ให้ความเห็นอย่างเจ็บแสบว่า “ค่าจ้างแบบเจาะจงตัว ที่มีรายงานว่าผลิตข่าวต่างประเทศตอนละ 2.3 แสนบาทนั้น คำถามสำคัญคือ ข่าวต่างประเทศเหล่านั้นให้อะไรที่แตกต่าง ใหม่ หรือมีคุณภาพกว่าข่าวต่างประเทศจากหลายสำนักข่าวระดับโลก อย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ เมื่อเทียบกับของนอก ที่เราสามารถแปลเป็นไทย ถ้าไม่ แล้วจะทำไปเพื่อสนองอะไร? เอาเงินจำนวนมิน้อยเหล่านี้มาเสริมความเข้มแข็งของโต๊ะข่าวต่างประเทศ Thai PBS หรือแม้กระทั่งส่งนักข่าวไปประจำต่างประเทศสัก 2-3 เมืองในเมืองสำคัญในโลก จะคุ้มค่าเงินภาษีบาปกว่าไหม? …๐

     “การล็อกชื่อล็อกสเปกไม่ต่างจากการคอร์รัปชัน และหากใครเชื่อว่าการล็อกสเปกหรือล็อกชื่อเป็นสิ่งดีงามและยุติธรรม ก็ควรเรียกร้องให้ต่อไปนี้ หน่วยงานรัฐทุกหน่วยงาน ล็อกสเปกล็อกชื่อไปเลย! อย่าเอากรณี 0.0001% ผลการประมูลการก่อสร้างตึก สตง. มาเป็นข้ออ้างปกป้องการให้งบจากภาษีประชาชน แบบล็อกชื่อ กรุณา บัวคำศรี ไปรวมกว่า 12 ล้านบาท เฉพาะในปีนี้ (ข่าวแนวหน้ารายงานว่า รวมงบประมาณการผลิตรายการดังกล่าวในรอบปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 12,058,900 บาท) …๐

    นายชื่น ประชา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1086514/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Gud-7PJl-UBXWY69b1Wg6

  • ดัชนี PMI โลกพุ่งสูงสุดรอบ 4 ปีครึ่ง จับตา “ส่งออก-ลงทุน” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ดัชนี PMI โลกพุ่งสูงสุดรอบ 4 ปีครึ่ง จับตา “ส่งออก-ลงทุน” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    วิจัยกรุงศรีเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจประจำสัปดาห์ ชี้ภาคการผลิตโลกฟื้นตัวเด่นชัดโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี ส่วนไทยมีปัจจัยหนุนจากยอดส่งออกและการลงทุนที่เร่งตัว อย่างไรก็ตาม ความท้าทายจากอุทกภัย หนี้ครัวเรือน และนโยบายการค้าต่างประเทศยังเป็นแรงกดดันสำคัญ

    ‘เทคโนโลยีและนวัตกรรม’ ดันภาคการผลิตโลกฟื้นตัว

    รายงานนี้ระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตโลกประจำเดือนกันยายนปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง การขยายตัวดังกล่าวนับเป็นสัญญาณการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยในส่วนของสหรัฐอเมริกา ดัชนี PMI ปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 ด้านกลุ่มประเทศยูโรโซน พบการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาคการผลิตมากที่สุดในรอบกว่า 4 ปี สำหรับประเทศญี่ปุ่น แม้ว่าดัชนี PMI จะมีการชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ภาพรวมยังคงอยู่ในเกณฑ์ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

    ดัชนี PMI ภาคการผลิตโลกเดือนกันยายนพุ่งสูงสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง

    ปัจจัยหลักที่เข้ามาเป็นแรงหนุนสำคัญต่อภาคการผลิตในระดับสากล ได้แก่ การเร่งตัวของการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ดี รายงานระบุว่าการเติบโตดังกล่าวมีลักษณะกระจุกตัวอยู่เพียงบางกลุ่มภาคการผลิตเท่านั้น นอกจากนี้ ภาคการผลิตโลกยังต้องเผชิญกับปัจจัยความเสี่ยงภายนอก ได้แก่ ต้นทุนพลังงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ตลอดจนความไม่แน่นอนที่เกิดจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา

    ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ชะลอตัว

    ในส่วนของสภาวะเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา แม้ว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์รวมภายในประเทศ (GDP) ในช่วงไตรมาสที่ 2 และดัชนี PMI จะยังคงสะท้อนการเติบโตของภาคการผลิตอย่างต่อเนื่อง แต่สัญญาณจากตลาดแรงงานกลับเริ่มมีการชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนกันยายนปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่ง ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่เพิ่มขึ้นถึง 133,000 ตำแหน่ง

    ด้านเศรษฐกิจจีน ภาคการผลิตสามารถพลิกกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง

    ในขณะเดียวกัน อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.2% และการเติบโตของค่าจ้างเฉลี่ยรายชั่วโมงมีการปรับตัวชะลอลงมากที่สุดในรอบ 64 เดือน จากแนวโน้มการชะลอตัวของตลาดแรงงานดังกล่าว ส่งผลให้โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคมลดลง ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรียังคงคาดการณ์ว่า เฟดมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 27–28 ตุลาคม

    จีนออกมาตรการกระตุ้น พยุงเป้าหมายการเติบโต

    ด้านเศรษฐกิจจีน ภาคการผลิตสามารถพลิกกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง แต่ภาพรวมยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันทางด้านต้นทุนผลิตและอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เพื่อเป็นการรับมือกับภาวะดังกล่าว รัฐบาลจีนได้ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหลายประการ ได้แก่ การให้เงินอุดหนุนสินเชื่อเพื่อการอยู่อาศัย, การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน, การเพิ่มโควต้าสินเชื่อ Re-lending และ การอนุญาตให้รัฐบาลท้องถิ่นสามารถนำโควต้าพันธบัตรที่คงเหลือจากปีที่ผ่านมากลับมาใช้ได้

    แม้ประเมินว่าผลบวกจากมาตรการเหล่านี้อาจมีอยู่อย่างจำกัด แต่คาดว่าจะสามารถช่วยประคับประคองให้เศรษฐกิจจีนในปีนี้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ระดับ 4.5-5.0%

    ‘ส่งออก-ลงทุน’ เครื่องชี้เศรษฐกิจไทย

    ‘ส่งออก-ลงทุน’ เครื่องชี้เศรษฐกิจไทย

    สำหรับสภาวะเศรษฐกิจไทย รายงานวิจัยกรุงศรีระบุว่า มีแรงส่งสำคัญมาจากภาคการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน แต่สถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดอาจกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจราว 0.1-0.2% ของ GDP โดยในเดือนสิงหาคม ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน (PCI) ขยายตัวเพิ่มขึ้น +3.7% YoY (จาก +3.0% เดือนกรกฎาคม) ในหมวดสินค้าคงทนจากยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล

    สำหรับดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (PII) ยังเติบโตเร่งขึ้น +21.8% (จาก+12.3%) ตามยอดจำหน่ายเครื่องจักรและการนำเข้าสินค้าทุนหมวดคอมพิวเตอร์ ขณะที่การส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำขยายตัวต่อเนื่อง (+21.7% จาก +25.0%) และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทรงตัวที่ 2.5 ล้านคน

    ข้อจำกัด-ความเสี่ยงรอบด้านของไทย

    แม้เศรษฐกิจไทยจะมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการส่งออกและการลงทุน แต่การเติบโตในภาพรวมยังคงมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่

    1. การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลง: ผลกระทบจากภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ประกอบกับกำลังซื้อของประชาชนที่ยังมีความเปราะบาง

    2. มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ: แรงกดดันจากการไต่สวนตามมาตรา 301 ในประเด็นเกี่ยวกับการใช้กำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity)

    3. สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง: ความเสี่ยงที่อาจทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นและกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

    4. สถานการณ์อุทกภัยในประเทศผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและทรัพย์สิน

    ทั้งนี้สถานการณ์น้ำท่วม วิจัยกรุงศรี ประเมินว่าอาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 0.1-0.2% ของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) โดยในกรณีที่สถานการณ์ไม่ปรับตัวรุนแรงขึ้นกว่าระดับปัจจุบัน การหยุดชะงักของภาคธุรกิจและการสูญเสียผลผลิตจากเหตุน้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

    ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา อาจคิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 1.7-3.9 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ในส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสินทรัพย์ทางกายภาพ (Physical Assets) คาดว่าจะคิดเป็นมูลค่าราว 0.6-0.8% ของสต็อกทุนรวมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งเป็นระดับความเสียหายที่สูงกว่าผลกระทบที่มีต่อ GDP อย่างมีนัยสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/671103&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kA70Qevw7_FO4nI6QL0rg

  • ประกันภัยเกราะกันกระแทกเศรษฐกิจใหม่

    ประกันภัยเกราะกันกระแทกเศรษฐกิจใหม่

    “อนาคตประกันภัยไทย: เมื่อความเสี่ยงใหม่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดของผู้บริโภค” ภายในงาน Insurance Communication Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Insurance for All: Building Trust through Communication in a Changing World” จัดโดยสมาคมประกันวินาศภัยไทย

    โดยระบุว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงสำคัญ 6 ด้าน หรือ 6 Mega-Risks ซึ่งมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน ส่งผลต่อความต้องการของผู้เอาประกันภัยและการดำเนินธุรกิจประกันภัย ได้แก่ 1.ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและการเงิน จากภาวะเศรษฐกิจเติบโตช้าควบคู่กับเงินเฟ้อ หนี้ครัวเรือน และความผันผวนของตลาดการเงินและอัตราดอกเบี้ย ทำให้ประชาชนอาจต้องเลือกระหว่างการชำระหนี้กับการรักษาความคุ้มครองประกันภัย ขณะที่บริษัทประกันภัยเผชิญความผันผวนของผลตอบแทนการลงทุนและต้นทุนสินไหมทดแทน

    2.ความเสี่ยงด้านสังคมและประชากร จากการเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยคาดว่าภายในปี 2583 ผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนเกือบ 28% ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้ค่ารักษาพยาบาลและความต้องการประกันบำนาญเพิ่มขึ้น ขณะที่ฐานลูกค้าวัยทำงานลดลง 3.ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศและภัยพิบัติจากน้ำท่วม พายุ ไฟป่า และแผ่นดินไหวที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เช่น น้ำท่วมหาดใหญ่ปี 2568 และแผ่นดินไหวในเมียนมา ส่งผลให้ภาระค่าสินไหมทดแทนและต้นทุนประกันภัยต่อเพิ่มขึ้น ขณะที่ประชาชนต้องการความคุ้มครองที่ช่วยให้ฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้รวดเร็ว

    4.ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและไซเบอร์ จากการรั่วไหลของข้อมูล การโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ การปลอมแปลงภาพและเสียง และการฉ้อโกงโดยใช้ AI ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญต่อบริษัทประกันภัยที่จัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลสุขภาพจำนวนมาก 5.ความเสี่ยงด้านการฉ้อฉล จากการใช้ AI สร้างภาพ เสียง และวิดีโอปลอมที่ตรวจสอบได้ยากขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจต้องพัฒนาระบบตรวจจับและคาดการณ์การฉ้อฉล  พร้อมยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลและธุรกรรมประกันภัย

    และ 6.ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ จากสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กระทบต้นทุนพลังงาน การขนส่ง ห่วงโซ่อุปทาน และธุรกิจประกันภัยทางทะเลและการบิน ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทำให้บริษัทประกันภัยจำเป็นต้องมีฐานะการเงินและเงินกองทุนที่มั่นคง มีระบบบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับความเสียหายในวงกว้างได้ โดยไม่กระทบต่อการชำระค่าสินไหมทดแทนและภาระผูกพันต่อผู้เอาประกันภัย

    ดังนั้น การเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของบริษัทประกันภัยเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากหากบริษัทประสบปัญหาด้านฐานะการเงิน อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน บริษัทคู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียในวงกว้าง

    นายชูฉัตร ระบุว่า สำนักงาน คปภ. เดินหน้าปรับปรุงพระราชบัญญัติประกันชีวิตและพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย โดยเฉพาะกฎหมายกลุ่มที่ 2 ว่าด้วยการเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของบริษัทประกันภัย เพื่อยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและมาตรฐานสากล ครอบคลุมคุณสมบัติของผู้บริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ความเป็นอิสระของบุคลากรวิชาชีพสำคัญ เช่น นักคณิตศาสตร์ประกันภัย การดำรงเงินกองทุนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยง การจัดเก็บและเปิดเผยข้อมูล ตลอดจนมาตรการแทรกแซงเมื่อบริษัทเริ่มประสบปัญหา โดยมีเป้าหมายให้สามารถ “เห็นความเสี่ยงก่อนและเข้าแก้ไขได้ก่อนเกิดความเสียหาย” เพื่อลดผลกระทบต่อ ผู้เอาประกันภัยและเสถียรภาพของระบบประกันภัยโดยรวม

    นอกจากนี้ยังมุ่งยกระดับการบริหารความเสี่ยงแบบองค์รวม และการประเมินความเสี่ยงและความมั่นคงทางการเงินของบริษัท รวมถึงความพร้อมของมาตรการรองรับภาวะวิกฤต เพื่อให้บริษัทประกันภัยสามารถรักษาเสถียรภาพและปฏิบัติตามภาระผูกพันต่อผู้เอาประกันภัยได้แม้เผชิญสถานการณ์ที่รุนแรง เพราะระบบประกันภัยทำหน้าที่เป็น National Risk Buffer หรือกลไกรองรับแรงกระแทกจากความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ นอกจากจะช่วยบรรเทาผลกระทบ และสนับสนุนการฟื้นตัวของประชาชนและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่องแล้ว ระบบประกันภัยไทยยังเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการความเสี่ยงของประเทศได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน.

    บุญช่วย ค้ายาดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1086513/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hmQjRkWr2PB06PtmQR5ew

  • อีสานโพลเผย ผลสำรวจเศรษฐกิจไตรมาส 3 ยังชะลอตัว คาดไตรมาส 4 ฟื้นตัวยาก ประชาชนให้คะแนน ครม.เศรษฐกิจ 4.85 | เดลินิวส์

    อีสานโพลเผย ผลสำรวจเศรษฐกิจไตรมาส 3 ยังชะลอตัว คาดไตรมาส 4 ฟื้นตัวยาก ประชาชนให้คะแนน ครม.เศรษฐกิจ 4.85 | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 11 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าอีสานโพล (E-Saan Poll) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เปิดเผยผลสำรวจเรื่องภาวะเศรษฐกิจครัวเรือนอีสาน ไตรมาส 3 ปี 2569 และคาดการณ์ไตรมาส 4 พบว่า เศรษฐกิจครัวเรือนอีสานยังคงเปราะบาง ประชาชนต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูง ขณะที่รายได้และกำลังซื้อยังไม่กระเตื้อง โดยให้คะแนนภาวะเศรษฐกิจและฐานะการเงินของครัวเรือนในไตรมาส 3 เพียง 4.78 จาก 10 และคาดว่าไตรมาส 4 จะอยู่ที่ 4.80 คะแนน แทบไม่ต่างจากเดิม สะท้อนว่าประชาชนยังไม่คาดหวังว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของครัวเรือนจะดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงที่เหลือของปี

    รศ.ดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มข.และหัวหน้าโครงการสำรวจอีสานโพล กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพในระยะสั้น แต่ยังต้องการเห็นรายได้และกำลังซื้อที่ฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งให้ความสำคัญในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งในการสำรวจครั้งนี้ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4 – 6 ต.ค.ที่ผ่านมา จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,082 ราย ในเขตพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด โดยจากการสอบถามในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ครัวเรือนได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในเรื่องใดมากที่สุด อันดับหนึ่งคือค่าครองชีพและรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้น ร้อยละ 26.7 รองลงมาคือรายได้จากการทำงานหรือการค้าขายลดลง ร้อยละ 15.8 ต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้นหรือราคาผลลิตไม่ดี ร้อยละ 15.3 เงินไม่พอใช้หรือต้องนำเงินออมมาใช้ ร้อยละ 12.5 หนี้สินเพิ่มขึ้นหรือผ่อนชำระหนี้ลำบาก ร้อยละ 9.8 ตกงานหรือไม่มีงานทำ ร้อยละ 6.8 และภัยธรรมชาติส่งผลต่อรายได้หรือทรัพย์สิน ร้อยละ 3.5 ขณะที่ร้อยละ 9.6 ระบุว่ายังไม่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ภาพรวมชี้ว่าแรงกดดันด้านค่าครองชีพเกิดควบคู่กับข้อจำกัดด้านรายได้และสภาพคล่องของครัวเรือน และหากรายได้ครัวเรือนยังไม่เพียงพอกับรายจ่ายในช่วง 2–3 เดือนข้างหน้า กลุ่มผู้ตอบที่มีสัดส่วนมากที่สุด ร้อยละ 36.9 ระบุว่าจะลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น รองลงมาคือใช้เงินออมหรือขายทรัพย์สิน ร้อยละ 18.5 หารายได้เสริมหรือทำงานเพิ่ม ร้อยละ 16.6 กู้เงินในระบบ เช่น ธนาคารหรือสหกรณ์ ร้อยละ 11.1 กู้ยืมจากญาติหรือคนรู้จัก ร้อยละ 8.2 เลื่อนหรือหยุดชำระหนี้บางส่วน ร้อยละ 4.9 และกู้เงินนอกระบบ ร้อยละ 3.8 แม้คนส่วนใหญ่ยังเลือกปรับรายจ่ายก่อน แต่สัดส่วนที่ต้องใช้เงินออม ขายทรัพย์สิน หรือพึ่งการกู้ยืมยังสะท้อนความเปราะบางด้านสภาพคล่องของครัวเรือน

    “เมื่อถามถึงความกังวลในช่วง 3 เดือนข้างหน้า พบว่าอันดับหนึ่งยังคงเป็นค่าครองชีพและรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.5 รองลงมาคือต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้นหรือราคาผลผลิตไม่ดี ร้อยละ 15.9 เงินไม่พอใช้หรือต้องนำเงินออมมาใช้ ร้อยละ 15.6 รายได้จากการทำงานหรือการค้าขายลดลง ร้อยละ 13.2 หนี้สินเพิ่มขึ้นหรือผ่อนชำระหนี้ลำบาก ร้อยละ 9.5 และตกงานหรือไม่มีงานทำ ร้อยละ 8.4 และภัยธรรมชาติส่งผลต่อรายได้หรือทรัพย์สิน ร้อยละ 4.2 ขณะที่ร้อยละ 7.5 ระบุว่าไม่กังวลว่าจะได้รับผลกระทบ สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านค่าครองชีพ รายได้ และภาคเกษตรยังเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลแก่ครัวเรือน เมื่อสอบถามถึงภาวะเศรษฐกิจและฐานะการเงินโดยรวมของครัวเรือนในช่วงไตรมาส 3 (1 ก.ค. – 30 ก.ย.) พบว่า คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.78 จาก 10 สะท้อนว่าครัวเรือนโดยรวมประเมินภาวะเศรษฐกิจของตนอยู่บริเวณระดับพอใช้ค่อนไปทางแย่สำหรับการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจและฐานะการเงินของครัวเรือนในไตรมาส 4 (1 ต.ค. – 31 ธ.ค.) พบว่า คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.80 จาก 10 โดยสูงกว่าไตรมาส 3 เพียง 0.02 สะท้อนว่าผู้ตอบแบบสำรวจยังไม่คาดหวังการฟื้นตัวของฐานะเศรษฐกิจครัวเรือนอย่างชัดเจน”

    รศ.ดร.สุทิน กล่าวต่อว่าเมื่อถามว่าปัญหาเศรษฐกิจใดที่อยากให้รัฐบาลแก้ให้เร็วที่สุด อันดับหนึ่งคือของแพงและค่าครองชีพสูง ร้อยละ 30.6 รองลงมาคือเศรษฐกิจซบเซาหรือกำลังซื้อและยอดขายลดลงร้อยละ 14.1 ปุ๋ยแพงหรือต้นทุนเกษตรสูง ร้อยละ 12.3 ค่าแรงต่ำหรือรายได้ไม่พอ ร้อยละ 11.0 ราคาพลังงานแพง ร้อยละ 11.0 ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ร้อยละ 6.7 หนี้สินครัวเรือนหรือหนี้นอกระบบ ร้อยละ 5.9 ผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ร้อยละ 3.3 หางานยากและงานไม่มั่นคง ร้อยละ 3.0 และดอกเบี้ยสูงและเข้าถึงสินเชื่อยาก ร้อยละ 2.0 ผลสำรวจจึงชี้ว่ามาตรการเร่งด่วนควรให้ความสำคัญทั้งด้านค่าครองชีพ เศรษฐกิจซบเซา ต้นทุนการผลิต และรายได้ของครัวเรือนด้านความพึงพอใจต่อการใช้งบประมาณของรัฐบาลเพื่อดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ร้อยละ 35.7 ค่อนข้างพอใจ และร้อยละ 8.2 พอใจมาก ขณะที่ร้อยละ 13.5 ค่อนข้างไม่พอใจ และร้อยละ 4.4 ไม่พอใจมาก กล่าวได้ว่ากลุ่มที่พอใจรวมกันมีร้อยละ 43.9 สูงกว่ากลุ่มที่ไม่พอใจร้อยละ 17.9 แต่ยังมีกลุ่มที่ตอบว่าเฉย ๆ ในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 38.2 จึงยังมีพื้นที่ให้รัฐบาลทำให้ผลของมาตรการชัดเจนและตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น ขณะที่คะแนนผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงไตรมาส 3 (1 ก.ค. – 30 ก.ย.) เฉลี่ยอยู่ที่ 4.85 จาก 10 โดยผู้ให้คะแนน 0 (แย่มาก) มีร้อยละ 5.3 ภาพรวมสะท้อนว่าประชาชนยังประเมินผลงานด้านเศรษฐกิจบริเวณระดับพอใช้ค่อนไปทางแย่

    “เมื่อถามว่ากระทรวงหลักด้านเศรษฐกิจใดมีผลงานโดดเด่นที่สุดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 34.7 ระบุว่ายังไม่เห็นหน่วยงานใดโดดเด่น รองลงมาคือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร้อยละ 15.4 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยละ 11.5 กระทรวงพาณิชย์ ร้อยละ 11.3 และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร้อยละ 7.4 ส่วนกระทรวงแรงงาน การคลัง อุตสาหกรรม พลังงาน และคมนาคมได้รับการระบุน้อยกว่าร้อยละ 5.0 ผลดังกล่าวชี้ว่าการรับรู้ผลงานของหน่วยงานเศรษฐกิจยังไม่เด่นชัดในสายตาประชาชนจำนวนมาก อย่างไรก็ด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6266471/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zdvH9-2ejjx_DWg0yW1tW

  • เกาะติดผลนับคะแนนเลือก “บอร์ดประกันสังคม” ล่าสุด “ประกันสังคมก้าวหน้า” คะแนนนำโด่ง

    เกาะติดผลนับคะแนนเลือก “บอร์ดประกันสังคม” ล่าสุด “ประกันสังคมก้าวหน้า” คะแนนนำโด่ง

    วันนี้ (11 ต.ค.2569) ปิดหีบเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมวันนี้ มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง กว่า 679,000 คน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการนับคะแนน โดยมีบางหน่วยนับคะแนนแล้วเสร็จครบ 100 % และมี 3 จุดเลือกตั้ง ที่มีผู้ไปใช้สิทธิเกิน 200,000 คน ทั้งนี้ การไปใช้สิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือบอร์ดประกันสังคมวันนี้ มีผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งสูงกว่า 4 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มีผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งประมาณกว่า 150,000 คน

    โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวนมากในวันนี้ ผู้ประกันตนหลายคนสะท้อนปัญหาว่า การเลือกตั้งครั้งนี้การประชาสัมพันธ์น้อยมาก ทำให้ไม่ทราบข้อมูลหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งกว่าจะทราบว่าเลือกตั้งหน่วยไหน ก็ถึงวันเลือกตั้งแล้ว และเมื่อมีขั้นตอนการกรอกหมายเลข ก็สร้างความกังวลให้ผู้ใช้สิทธิ์ เพราะกลัวว่าจะกรอกหมายเลขผิด

    ขณะที่ฝ่ายนายจ้างเปิดเผยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญต่อนายจ้างด้วย เนื่องจากนายจ้างก็ถือเป็นผู้ที่ส่งเงินสมทบเข้าประกันสังคม จึงอยากได้ตัวแทนฝ่ายนายจ้างที่จะเข้าไปทำงานและปรับปรุงสิทธิประโยชน์อย่างแท้จริง เพื่อให้สวัสดิการของลูกจ้างดีขึ้น

    พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า มีผู้ประกันตนใช้สิทธิเลือกตั้งกว่า 6.7 แสนคน นายจ้างกว่า 9,000 คน เกินกว่าปี 2566 กว่า 4 เท่าตัว ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้น ที่ถูกร้องเรียนมากที่สุดเป็นการไปผิดหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งยืนยันว่าทุกปัญหาเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการแก้ไขครบทุกราย

    ยืนยัน ทำทุกอย่างตามระบบ ส่วนจุดที่มีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งมากที่สุด คือ สีลมคอมเพล็ก, เจเจมอลล์ และ จ.สมุทรปราการ มีผู้ใช้สิทธิมากที่สุดกว่าจุดละ 2 แสนคนโดยมองว่า ปัจจัยที่ทำให้มีผู้ประกันตนและนายจ้างใช้สิทธิเพิ่มขึ้น เกิดจากเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 2 และเปิดให้มาใช้สิทธิได้โดยไม่ต้องลงทะเบียน ส่วนผลการนับคะแนนยังคาดเดาไม่ได้ว่าจะแล้วเสร็จเมื่อไร

    ด้าน น.ส.จีระภา บุญรัตน์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ระบุว่า หลังจากนี้ จะเร่งรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยคาดว่าจะไม่เกินกว่าปี 2566 ที่ใช้เวลาประมาณ 70 วัน เนื่องจากบอร์ดประกันสังคมชุดปัจจุบันหมดวาระไปตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา โดยคาดว่าขั้นตอนทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในปีนี้

    เกาะติด ผลเลือกตั้ง

    เกาะติด ผลเลือกตั้ง “บอร์ดประกันสังคม” ล่าสุด “ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” คะแนนนำ

    ล่าสุดเมื่อเวลา 22.00 น.นับคะแนนไปแล้ว 523,470 คะแนน ทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้คะแนนนำห่าง โดยมีรายชื่อดังนี้

    ผู้แทนฝ่ายนายจ้างได้แก่ 1.สุโขทัย หัตถะรัชต์ ได้ 1,139 คะแนน 2.กฤตวิทย์ หริมเทพาธิป ได้ 1,143 คะแนน 3.รัตนสิทธิ สุภาภรณ์ ได้ 1,153 คะแนน 4.กฤษฎา อาทิตย์ จินตกานนท์ ได้ 1,164 คะแนน 5.ศราริน เรืองปัญญาวุฒิ ได้ 1,171 คะแนน 6.ภัทรานิษฐ์ ศรีจันทร์ดร ได้ 1,105 คะแนน 7.อดิศร เกิดมงคล ได้ 1,154 คะแนน

    ผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ได้แก่ 1.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ได้ 67,152 คะแนน 2.พรทิพย์ โม่งใหญ่ได้ 64,882 คะแนน 3.ลักษมี สุวรณภักดี ได้62,941 คะแนน 4.นาริฐา โภไคยอนันต์ ได้ 67,665 คะแนน 5.เริงฤทธิ์ ละออกิจ ได้ 67,366 คะแนน 6.ปรารานา โพธิ์ดี ได้ 65,867 คะแนน 7.ธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน ได้ 67,939 คะแนน

    ติดตามการนับคะแนนแบบเรียลไทม์

    อ่านข่าว

    ภาพรวมเลือกบอร์ดประกันสังคม ผู้ประกันตนใช้สิทธิ 6.7 แสนคน เพิ่มขึ้น 330 % จากปี 66

    กทม.ตื่นตัวเลือกบอร์ดประกันสังคม พบหน่วยเลือกตั้งไม่ตรง

    11 ต.ค.เปิดหีบเลือกตั้ง “บอร์ดประกันสังคม” ประชาชนเริ่มทยอยใช้สิทธิ

    เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 11 ต.ค. “จุลพันธ์” ยันจดเบอร์ผู้สมัครเข้าคูหาได้

    เช็กก่อนใช้สิทธิ 11 ต.ค. ปรับสถานที่เลือกตั้ง “บอร์ดประกันสังคม” 32 แห่ง เหตุน้ำท่วม

    สปส. เปิดทางเพิ่มชื่อ-ถอนชื่อ เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ถึง 30 ก.ย.นี้

    เลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เป็น 11 ต.ค.69 เหตุฝนตกหนัก-น้ำท่วม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/570839&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OUbY2vXJaIxfuGdnvTDxI

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 12 ตุลาคม 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 12 ตุลาคม 2569 – สยามรัฐ

    ไทยเปิดฉากประชุม IMF–World Bank 2026 กทม. ใช้มาตรการ WFH 12 ต.ค. แนะวางแผนเดินทาง เลี่ยงรถติด

    12 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยเริ่มเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยรัฐบาลเตรียมมาตรการด้านการทำงานและการเดินทาง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลกและช่วยลดผลกระทบด้านการจราจรในเมืองหลวง

    เปิดเวทีเศรษฐกิจโลก ไทยเป็นเจ้าภาพผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คน
    การประชุม IMF–World Bank 2026 เป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน และผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจจากประเทศต่าง ๆ เพื่อหารือเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลก การเงินระหว่างประเทศ และความท้าทายด้านการพัฒนา

    รัฐบาลไทยระบุว่า การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คน จาก 190 ประเทศทั่วโลก โดยการเป็นเจ้าภาพถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศไทย ตลอดจนต่อยอดความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เทคโนโลยี และการท่องเที่ยว

    การประชุมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าวมาแล้วในปี 2534

    กทม. ใช้มาตรการ WFH ลดผลกระทบการจราจร
    รัฐบาลกำหนดให้ส่วนราชการในพื้นที่กรุงเทพมหานครปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work From Home: WFH) ในวันที่ 12, 14 และ 15 ตุลาคม 2569 พร้อมกำหนดวันหยุดราชการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้แก่ วันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันหยุดราชการตามปกติ และวันที่ 16 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษ

    สำหรับรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และภาคเอกชนในพื้นที่โดยรอบสถานที่จัดประชุม รัฐบาลขอความร่วมมือให้พิจารณามาตรการที่เหมาะสมตามสภาพพื้นที่และลักษณะการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจไม่ได้หยุดทำการโดยอัตโนมัติ

    ประชาชนที่จำเป็นต้องเดินทางในช่วงการประชุมควรวางแผนล่วงหน้า เผื่อเวลาเดินทาง และติดตามประกาศการจราจรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบริเวณรอบศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถนนรัชดาภิเษก ถนนสุขุมวิท ถนนพระราม 4 และเส้นทางเชื่อมต่อโดยรอบ ซึ่งอาจมีการจัดการจราจรตามภารกิจด้านความปลอดภัย

    นอกจากนี้ ประชาชนสามารถพิจารณาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า MRT และ BTS เพื่อลดความกังวลเรื่องการจราจรและช่วยให้เดินทางได้สะดวกขึ้น

    แนะติดตามประกาศจราจรและข้อมูลจากหน่วยงานทางการ
    ในช่วงที่กรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับนานาชาติ ประชาชนควรติดตามประกาศจากรัฐบาล ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะข้อมูลการจัดการจราจรและการเดินทางรอบสถานที่จัดประชุม เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางที่อาจได้รับผลกระทบ

    การประชุม IMF–World Bank 2026 เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการแสดงความพร้อมด้านการจัดงานระดับโลกและต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน มาตรการ WFH และการวางแผนเดินทางล่วงหน้าเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยลดผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนในกรุงเทพมหานคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/328120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UKqFOxB-1u_JtQXVR_lBM

  • ญี่ปุ่นลงทุนไทย 4 แสนล้าน ยกระดับสู่เทคโนโลยีขั้นสูง

    ญี่ปุ่นลงทุนไทย 4 แสนล้าน ยกระดับสู่เทคโนโลยีขั้นสูง

    ตลอดหลายทศวรรษ ภาพจำของการลงทุนญี่ปุ่นในไทยคือสายการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน แต่ตัวเลขล่าสุดที่เปิดเผยบนเวที Thailand–Japan Investment Forum 2026 ที่กรุงเทพฯ เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2026 กำลังบอกเราว่าภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไป ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า ระหว่างปี 2021 ถึงกลางปี 2026 บริษัทญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทยรวม 1,380 โครงการ มูลค่ากว่า 11.72 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 396,500 ล้านบาท และทิศทางของเม็ดเงินกำลังขยับจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างชัดเจน

    ภาพสัญลักษณ์ความร่วมมือระหว่างนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญ สะท้อนการลงทุนญี่ปุ่นในไทยมูลค่าเกือบ 4 แสนล้านบาท

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI ชี้ว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตสูงและเป็นเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง หุ่นยนต์ และพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันก็มีพื้นที่ใหม่ด้านฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ถูกพูดถึงบนเวทีเดียวกัน ทั้งระบบประมวลผล AI การส่งข้อมูลด้วยแสง ชิปขั้นสูง และพลังงานหมุนเวียน ส่วนโรงงานเดิมที่ตั้งอยู่แล้วก็ได้รับการสนับสนุนให้ยกระดับสู่มาตรฐาน “Smart & Sustainable Industry”

    ตัวอย่างจริง: NTT, Sony, Murata, Toshiba และ ROHM ขยายฐานในไทย

    เพื่อให้เห็นภาพเชิงประจักษ์ การเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนผ่านการขยายการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากญี่ปุ่นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ในฝั่งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล NTT ได้ประกาศเดินหน้าขยายการลงทุนด้าน Data Center และ Cloud Services ในไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการรันระบบ AI ในระดับองค์กร ขณะที่กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงอย่าง Sony Semiconductor, Murata, Toshiba และ ROHM ก็กำลังขยายการลงทุนในไทยอย่างหนัก เพื่อผลิตชิ้นส่วนสำคัญอย่าง เซมิคอนดักเตอร์, ชิป, ตลอดจนอุปกรณ์รับส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceivers) และระบบระบายความร้อนที่ต้องใช้ใน AI Server ส่งออกสู่ตลาดโลก

    วิศวกรหญิงไทยในชุดคลีนรูมทำงานกับชิปเซมิคอนดักเตอร์ อุตสาหกรรมที่บริษัทญี่ปุ่นขยายการลงทุนในไทย

    ภาพนี้สะท้อนว่า ญี่ปุ่นไม่ได้มองไทยเป็นเพียงฐานประกอบสินค้าต้นทุนต่ำอีกต่อไป แต่กำลังวางไทยไว้ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    ทำไมญี่ปุ่นเลือกไทย: บทบาท “Trusted Connector”

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งขึ้นกล่าวต่อหน้าผู้บริหารและนักลงทุนกว่า 700 คน ระบุว่าจุดแข็งของไทยคือการเป็น “Trusted Connector” หรือผู้เชื่อมโยงที่นานาประเทศไว้วางใจ ในจังหวะที่เศรษฐกิจโลกเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง 4 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ ความผันผวนทางเศรษฐกิจมหภาค ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการเข้าสู่สังคมสูงวัย

    ในโลกที่ห่วงโซ่อุปทานกำลังถูกจัดใหม่ตามภูมิรัฐศาสตร์ การเป็นพื้นที่ที่ทุนและเทคโนโลยีไหลเวียนได้อย่างมั่นคงและคาดการณ์ได้ คือแต้มต่อที่ไทยต้องรักษาไว้ และเป็นเหตุผลสำคัญที่บริษัทญี่ปุ่นใช้ประกอบการตัดสินใจกระจายฐานการผลิต

    7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และกลไกการเงินใหม่ที่ไทยเสนอ

    รัฐบาลไทยเสนอ 7 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายสำหรับความร่วมมือการลงทุน ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะและการแปรรูปอาหาร อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์แห่งอนาคต สุขภาพและการแพทย์ การท่องเที่ยวคุณภาพ ค้าปลีกและโลจิสติกส์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    BOI to IPO: พาบริษัทญี่ปุ่นเข้าตลาดทุนไทย

    นอกจากสิทธิประโยชน์ด้านภาษีแล้ว ยังมีกลไกด้านตลาดทุนเข้ามาเสริม โดยเฉพาะโครงการ “BOI to IPO” ที่เปิดช่องทางเร่งรัดให้บริษัทลูกของญี่ปุ่นที่ดำเนินกิจการในไทยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้ง SET, mai และ LiVEx ควบคู่กับการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตทวิภาคี แนวคิดนี้มีความหมายเชิงยุทธศาสตร์ เพราะช่วยให้บริษัทต่างชาติไม่ได้เป็นเพียง “ผู้มาตั้งโรงงาน” แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยอย่างแท้จริง

    ยานยนต์ญี่ปุ่นกับยุทธศาสตร์ Multi-Pathway

    ช่างเทคนิคไทยเรียนรู้ระบบควบคุมอัตโนมัติในโรงงานรถยนต์ ตามยุทธศาสตร์ Multi-Pathway ของค่ายรถญี่ปุ่น

    ในอุตสาหกรรมที่เป็นหัวใจของความสัมพันธ์ไทย–ญี่ปุ่นมายาวนาน นายอาเบะ อิจิโระ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) กรุงเทพฯ อธิบายว่า ค่ายรถญี่ปุ่นยังเดินหน้ายุทธศาสตร์ “Multi-Pathway” คือคงสายการผลิตรถไฮบริดและเครื่องยนต์สันดาปไว้ ขณะเดียวกันก็ขยายการประกอบรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) เพื่อส่งออกในภูมิภาค พร้อมย้ำว่าการลงทุนจะไหลเข้าต่อเนื่องได้ ต้องอาศัยสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่คาดการณ์ได้ การแข่งขันที่เป็นธรรม และผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

    นี่คือการเปลี่ยนผ่านแบบค่อยเป็นค่อยไป ที่รักษาฐานการผลิตและการจ้างงานเดิมไว้ ขณะสร้างขีดความสามารถใหม่ไปพร้อมกัน

    โจทย์ที่แท้จริงของการลงทุนญี่ปุ่นในไทย: คนไทยพร้อมหรือยัง

    การลงทุนระลอกใหม่นี้ไม่ได้ต้องการแค่แรงงานในสายการผลิตจำนวนมาก แต่ต้องการวิศวกรที่เข้าใจการออกแบบวงจรและชิป ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลและ AI รวมถึงช่างเทคนิคที่ดูแลระบบอัตโนมัติและระบบพลังงานสมัยใหม่ได้ เงินลงทุนเกือบ 4 แสนล้านบาทจึงเปรียบเสมือน “ฮาร์ดแวร์” ชั้นดีที่ไทยได้รับ แต่ฮาร์ดแวร์จะสร้างมูลค่าได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อมี “ซอฟต์แวร์” อย่างทักษะ ความรู้ และระบบนิเวศการวิจัยที่แข็งแรงพอจะต่อยอด

    ความสำเร็จของความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นรอบนี้ จึงไม่ได้วัดกันที่ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุน แต่วัดกันที่ว่า ในอีกทศวรรษข้างหน้า ไทยจะก้าวจากผู้รับเทคโนโลยี ไปสู่ผู้ร่วมสร้างนวัตกรรมกับพันธมิตรเก่าแก่รายนี้ได้มากน้อยเพียงใด

    นิคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ในไทยยามพลบค่ำ ฐานรองรับการลงทุนญี่ปุ่นในไทยด้านเทคโนโลยีขั้นสูง

    Post Views: 1

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/10/11/japan-investment-thailand-high-tech-transition/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sziBhx_tZje_xNC_iXwqZ

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (12 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (12 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (12 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (12 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 75 สตางค์ต่อลิตร 

    ขณะที่เบนซิน แก๊สโซฮอล์ E85 ,E20 และเบนซิน B20 ราคาไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 50.43 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 31.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 41.44 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 41.07 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 35.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 42.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 37.19 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 50.05 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 42.94 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 37.19 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (12 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/671152&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33zlHqPj2xJqpVFEMFmaFO

  • สืบสานสารทเดือนสิบวัดโคกยาง คึกคัก! ชาวบ้านนาเหนือทำจาดสะท้อนเศรษฐกิจ-ค่าน้ำมัน

    สืบสานสารทเดือนสิบวัดโคกยาง คึกคัก! ชาวบ้านนาเหนือทำจาดสะท้อนเศรษฐกิจ-ค่าน้ำมัน

    ภูมิภาค

    สืบสานสารทเดือนสิบวัดโคกยาง คึกคัก! ชาวบ้านนาเหนือทำจาดสะท้อนเศรษฐกิจ-ค่าน้ำมัน

    วันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 16.47 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศประเพณีวันสารทเดือนสิบ หรือวันส่งตายาย ประจำปี 2569 ที่วัดโคกยาง ต.โคกยาง อ.กันตัง จ.ตรัง ชาวบ้านร่วมกันสืบสานประเพณีด้วยขบวนแห่จาดและกระจาดบุญจำนวน 11 ขบวนจากหมู่บ้านต่าง ๆ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก มีทั้งขบวนกลองยาว การแต่งกายพื้นถิ่น และการร่ายรำของชาวบ้านและเยาวชนในพื้นที่

    สำหรับจุดเด่นของงานในปีนี้ อยู่ที่ขบวนกระจาดบุญของชาวบ้านนาเหนือ ซึ่งร่วมกันสร้างสรรค์จาดเป็นรูปหุ่นจำลอง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตั้งอยู่บนแท่นหัวจ่ายน้ำมัน โดยมีหุ่นจำลองชาวบ้านอยู่ด้านล่าง เพื่อสะท้อนภาพประชาชนที่กำลังเผชิญภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะปัญหาราคาพลังงานและภาวะเศรษฐกิจซบเซา

    การนำสถานการณ์เศรษฐกิจมาถ่ายทอดผ่านขบวนแห่บุญ ทำให้ประเพณีท้องถิ่นไม่ได้มีเพียงความสนุกสนานและความศรัทธา แต่ยังเป็นพื้นที่สื่อสารสะท้อนปัญหาปากท้องในชีวิตประจำวันของชุมชน พร้อมเชื่อมโยงกับวลีฮิตติดปากเพื่อสร้างสีสันในขบวนแห่

    นายจิรพัฒน์ เกิดดี ศิลปินอิสระชาวจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า แนวคิดในปีนี้เกิดจากการที่ชาวบ้านประสบปัญหาภาระค่าใช้จ่ายและค่าน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจซบเซา ผู้นำท้องถิ่นทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และชาวบ้าน จึงร่วมแรงร่วมใจกันจัดทำกระจาดบุญดังกล่าวโดยใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อสืบสานประเพณีวันส่งตายาย ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจให้ลูกหลานเดินทางมาร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับ และหวังว่าเสียงสะท้อนจากชุมชนจะได้รับการเหลียวแลแก้ไขปัญหาปากท้องอย่างจริงจัง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/493943&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MWiIE2nllx9mqUSil2c7p