Category: ไอที

  • อัญชิสา-ทรรศพร ผงาดแชมป์หญิงคู่ ไอทีเอฟ นครปฐม พัชรินทร์ ลิ่วชิงเดี่ยว

    อัญชิสา-ทรรศพร ผงาดแชมป์หญิงคู่ ไอทีเอฟ นครปฐม พัชรินทร์ ลิ่วชิงเดี่ยว

    อัญชิสา-ทรรศพร ผงาดแชมป์หญิงคู่ ไอทีเอฟ นครปฐม พัชรินทร์ ลิ่วชิงเดี่ยว

    อัญชิสา ฉันทะ ควงคู่ ทรรศพร นาคหล่อ ปราบเกาหลีใต้ขาดลอย คว้าแชมป์หญิงคู่เทนนิส ไอทีเอฟ นครปฐม ด้าน พัชรินทร์ ชีพชาญเดช ฟอร์มแรงทะลุชิงหญิงเดี่ยว 2 สัปดาห์ติด

    การแข่งขันเทนนิสอาชีพชายรายการ ไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (2) ชิงเงินรางวัลรวม 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 974,700 บาท) และเทนนิสอาชีพหญิงรายการ ไอทีเอฟ วีเมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (2) ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 487,350 บาท) ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เป็นการชิงชัยในรอบชิงชนะเลิศประเภทคู่ และรอบรองชนะเลิศประเภทเดี่ยว

    โดยได้รับเกียรติจาก นายพีระภัทร ตามประดิษฐ์ ผู้อำนวยการกองบริหารกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล

    “ออมสิน-แต้ว” โชว์ฟอร์มดุเถลิงแชมป์หญิงคู่

    ในประเภทหญิงคู่ รอบชิงชนะเลิศ “ออมสิน” อัญชิสา ฉันทะ และ “แต้ว” ทรรศพร นาคหล่อ คู่มือวางอันดับ 3 ของรายการ ผนึกกำลังหวดเอาชนะ อิม ฮีแร และ คิม อึนแช คู่มือวาง 4 จากเกาหลีใต้ ไปอย่างขาดลอย 2-0 เซต ด้วยสกอร์ 6-2 และ 6-1 โดยใช้เวลาเพียง 50 นาที

    ส่งผลให้ อัญชิสา กับ ทรรศพร คว้าแชมป์รับเงินรางวัลร่วมกัน 955 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 31,027 บาท) พร้อมคะแนนสะสมอันดับโลกคนละ 15 คะแนน ส่วนคู่เกาหลีใต้ได้รับรองแชมป์ พร้อมเงินรางวัล 515 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 16,732 บาท) และคะแนนสะสมคนละ 10 คะแนน

    “บูม-แมงปอ” พ่ายหวุดหวิดคว้ารองแชมป์ชายคู่

    ทางด้านประเภทชายคู่ รอบชิงชนะเลิศ “บูม” กษิดิศ สำเร็จ และ “แมงปอ” ภวิชญ์ สอนหลักทรัพย์ สองนักหวดไทย สู้ได้อย่างสูสีแต่ต้านความแกร่งของ เจสซี่ เดลานีย์ (ออสเตรเลีย) และ ยามาโตะ สุเอโอกะ (ญี่ปุ่น) คู่มือวางอันดับ 2 ไม่ไหว พ่ายไปอย่างน่าเสียดาย 1-2 เซต 5-7, 6-3 และซูเปอร์ไทเบรก 7-10

    โดยผู้ชนะรับเงินรางวัล 1,782 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 57,897 บาท) พร้อม 25 คะแนน ส่วนคู่ไทยรับรองแชมป์และเงินรางวัล 1,023 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 33,237 บาท) พร้อมคนละ 14 คะแนน

    “อีฟ พัชรินทร์” ทะลุชิงหญิงเดี่ยวต่อเนื่อง

    ประเภทหญิงเดี่ยว รอบรองชนะเลิศ “อีฟ” พัชรินทร์ ชีพชาญเดช มือวาง 1 และมือ 452 ของโลก ยังคงรักษามาตรฐานยอดเยี่ยม เอาชนะ เอริกะ เซมะ จากญี่ปุ่น มือวาง 4 ของรายการ 2-0 เซต 6-4 และ 6-3 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้เป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน โดยจะไปพบกับ หลิว หยูฮั่น จากจีน ที่ชนะ “บัว” กมลวรรณ ยอดเพ็ชร มาได้ 2-0 เซต 6-3, 7-5

    สรุปผลการแข่งขันคู่อื่นที่น่าสนใจ : ชายเดี่ยว รอบรองชนะเลิศ: * โมเอรานี บูซิจ (3-ออสเตรเลีย) ชนะ มิตสึกิ เหว่ย คัง ลีออง (มาเลเซีย) 0-6, 6-3, 6-4

    ทาคุยะ คุมาซากะ (7-ญี่ปุ่น) ชนะ แมทธิว เดลลาเวโดวา (4-ออสเตรเลีย) 3-6, 6-2, 6-2

    ที่มาของภาพ : —-

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/103539/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pU5-BZHL-w6mYtCRqEf6c

  • กษิดิศ-ภวิชญ์ ล้มมือ 1 ลิ่วชิงชายคู่เทนนิส ไอทีเอฟ ที่กำแพงแสน

    กษิดิศ-ภวิชญ์ ล้มมือ 1 ลิ่วชิงชายคู่เทนนิส ไอทีเอฟ ที่กำแพงแสน

    กษิดิศ สำเร็จ ควงคู่ ภวิชญ์ สอนหลักทรัพย์ โชว์ฟอร์มแกร่งล้มคู่มือวาง 1 ทะลุชิงชายคู่ ด้าน พัชรินทร์-กมลวรรณ พาเหรดคว้าชัยลิ่วตัดเชือกหญิงเดี่ยวศึก ไอทีเอฟ

    การแข่งขันเทนนิสอาชีพชาย ไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (2) รายการ เอ็ม 25 ชิงเงินรางวัลรวม 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 974,700 บาท) และเทนนิสอาชีพหญิง ไอทีเอฟ วีเมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (2) รายการ ดับเบิลยู 15 ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 487,350 บาท) ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เป็นการแข่งขันในรอบเมนดรอว์วันที่สี่

    ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ประเภทชายคู่ รอบรองชนะเลิศ “บูม” กษิดิศ สำเร็จ และ “แมงปอ” ภวิชญ์ สอนหลักทรัพย์ สองนักหวดหนุ่มไทย โชว์ฟอร์มเยี่ยมเอาชนะคู่มือวางอันดับ 1 ของรายการอย่าง ชาร์ลส์ แบร์รี (ไอร์แลนด์) และ โจชัว ชาร์ลตัน (ออสเตรเลีย) 2 เซตรวด สกอร์ 7-6 (ไทเบรก 7-3) และ 6-4 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศไปพบกับ เจสซี่ เดลานีย์ (ออสเตรเลีย) และ ยามาโตะ สุเอโอกะ (ญี่ปุ่น) คู่มือวางอันดับ 2 ของรายการ

    ด้านประเภทหญิงเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ “อีฟ” พัชรินทร์ ชีพชาญเดช นักหวดสาวไทยมือวางอันดับ 1 (มือ 452 ของโลก) ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงเบียดชนะ นาโฮะ ซาโตะ (มือวาง 6 จากญี่ปุ่น, มือ 727 ของโลก) 2-0 เซต สกอร์ 7-6 (ไทเบรก 7-4) และ 7-5 ลอยลำเข้าสู่รอบรองชนะเลิศไปพบกับ เอริกะ เซมะ มือวางอันดับ 4 จากญี่ปุ่น

    ขณะที่ “บัว” กมลวรรณ ยอดเพ็ชร (มือ 1067 ของโลก) โชว์ความอึดหวด 3 เซตเอาชนะ อี คยอง ซอ แชมป์สัปดาห์แรกจากเกาหลีใต้ 2-1 เซต สกอร์ 6-0, 4-6 และ 6-3 โดยใช้เวลาแข่งขัน 1.35 ชั่วโมง ผ่านเข้าไปตัดเชือกกับ หลิว หยูฮั่น จากจีน ต่อไป

    สรุปผลการแข่งขันคู่อื่นที่น่าสนใจ: ประเภทหญิงเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ

    เอริกะ เซมะ (4-ญี่ปุ่น) ชนะ โมนิค แบร์รี่ (7-นิวซีแลนด์) 6-4, 6-1

    หลิว หยูฮั่น (จีน) ชนะ อิม ฮีแร (เกาหลีใต้) 6-2, 6-0

    ประเภทชายเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ

    มิตสึกิ เหว่ย คัง ลีออง (มาเลเซีย) ชนะ เอส ดี ปราจวาล เดฟ (อินเดีย) 6-1, 6-3

    โมเอรานี บูซิจ (3-ออสเตรเลีย) ชนะ ไทโย ยามานากะ (ญี่ปุ่น) 7-6(5), 5-7, 6-2

    แมทธิว เดลลาเวโดวา (4-ออสเตรเลีย) ชนะ มาซามิจิ อิมามุระ (5-ญี่ปุ่น) 7-5, 1-6, 6-1

    ทาคุยะ คุมาซากะ (7-ญี่ปุ่น) ชนะ ครูซ ฮิววิตต์ (ออสเตรเลีย) 7-5, 6-1

    ประเภทชายคู่ รอบรองชนะเลิศ

    เจสซี่ เดลานีย์ – ยามาโตะ สุเอโอกะ (2-ออสเตรเลีย/ญี่ปุ่น) ชนะ ฟรานซิส เคซีย์ อัลคันทารา – โคลิน ซินแคลร์ (ฟิลิปปินส์/นอร์เทิร์นมาเรียนา) 6-2, 6-3

    ประเภทหญิงคู่ รอบรองชนะเลิศ

    อัญชิสา ฉันทะ – ทรรศพร นาคหล่อ (คู่มือวาง 3) ชนะ ลัลดา กำหอม – พิมพ์มาดา ทองคำ 6-2, 7-5

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/103534/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eBcxlaNPXFieZM_bzT7W4

  • ลุยศึกเอเชีย!ทัพหวดไทยยู-12ผลงานเฉียบ

    ลุยศึกเอเชีย!ทัพหวดไทยยู-12ผลงานเฉียบ

    วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.16 น.

     การแข่งขันเทนนิสเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเภททีม รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี รายการ “2026 ไอทีเอฟ เอเชีย ทเวลฟ์ แอนด์ อันเดอร์ ทีม คอมเพทติชั่น” รอบคัดตัวแทนภูมิภาคไปแข่งขันรอบไฟนอลส์ ณ ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2569 เป็นวันสุดท้าย

     ไฮไลท์ประเภททีมชาย ทีมไทย ชิงชนะเลิศกับ ทีมอินโดนีเซีย โดย ธีร์ ศรประสิทธิ์ ประเดิมแต้มแรกจากเดี่ยวมือสองพาทีมไทยออกนำ 1-0 คู่ หลังจากแซงเอาชนะ อัล เซากี จีโอ อัสมารา 2-1 เซต ซึ่งเซตแรกแพ้ 6-7 ไทเบรก 3-7 และชนะใน 2 เซตถัดมา 7-5 และ 6-2 ต่อด้วยเดี่ยวมือหนึ่ง โอลีเวอร์ เบนเซน เบิร์กฮาวท์ ซึ่งเป็นลูกครึ่งไทย-ฮอลแลนด์ พ่ายให้แก่ เรโซ ตานูโจโย 1-2 เซต 6-0, 6-7(0-7) และ 3-6 ทำให้เสมอกัน 1-1 คู่

     ประเภทคู่ โอลีเวอร์ เบนเซน เบิร์กฮาวท์ และ ปรัตถกร ภาชีรัตน์ พบกับ วาเรน พรีเมียร์ลี่ เพอโวโค และ เรโซ ตานูโจโย ผลปรากฎว่า ระหว่างแข่งขันเซตแรก ไทยตามอินโดนีเซียอยู่ 3-4 เกม ได้มีฝนตกลงมาอย่างหนัก ไม่สามารถแข่งขันต่อได้

     และเนื่องจากเป็นช่วงกลางคืนแล้ว ทางผู้แทนของสหพันธ์เทนนิสนานาชาติ (ไอทีเอฟ) สหพันธ์เทนนิสแห่งเอเชีย (เอทีเอฟ) และผู้ตัดสินชี้ขาดของ ไอทีเอฟ รวมทั้งผู้ฝึกสอนของทีมไทยกับอินโดนีเซีย ได้ประชุมร่วมกันและได้ข้อสรุปว่า จะยกเลิกแมทช์ประเภทคู่ และให้สรุปว่า ไทยกับอินโดนีเซีย จบที่การเสมอกัน 1-1 คู่ ไม่มีทีมใดได้แชมป์และรองแชมป์ ส่วนคู่ชิงอันดับ 3 เวียดนาม ชนะ มาเลเซีย 2-0 คู่

     ด้านประเภททีมหญิง ทีมไทย ชิงอันดับ 3 กับ ทีมสิงคโปร์ โดย ภัคจิรา หอเลิศสกุล เปิดสกอร์พาทีมไทยออกนำ 1-0 คู่ หลังจากเฉือนชนะ อลิเซีย เยา ในศึกเดี่ยวมือสอง 2-1 เซต 6-4, 5-7 และ 6-4

     จากนั้น วิมุตติญา พงษ์หนู ที่เพิ่งหายจากอาการป่วย ทำหน้าที่เดี่ยวมือหนึ่ง และระเบิดฟอร์มเอาชนะ ลู ยา วิคตอเรีย เพรซ เลห์ ได้ 2 เซตรวด 6-0 และ 6-2 ส่งผลให้ ทีมไทย ชนะ ทีมสิงคโปร์ 2-0 คู่ ได้อันดับ 3 มาครอง ส่วน สิงคโปร์ ได้อันดับ 4 ขณะที่คู่ชิงชนะเลิศ ทีมหญิง มาเลเซีย ชนะ อินโดนีเซีย 2-1 คู่
     อย่างไรก็ตาม สำหรับทีมชายนั้น ไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม และทีมหญิง มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย ได้เป็นตัวแทนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปแข่งขันเทนนิสเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ประจำปี 2026 ประเภททีม รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี รายการ “2026 ไอทีเอฟ เอเชีย ทเวลฟ์ แอนด์ อันเดอร์ ทีม คอมเพทติชั่น” รอบไฟนอลส์ ที่ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 15-20 ก.ย.นี้

     นายสุชัย พรชัยศักดิ์อุดม นายกสมาคมกีฬาลอนเทนนิสแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมัยที่ 2 เปิดเผยว่า ขอขอบใจนักกีฬา และขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทีมชาติไทยทุกคนที่พยายามสู้อย่างเต็มที่ ทั้งทีมชายและทีมหญิง ก็ขอแสดงความยินดี 

    และชื่นชมในความสามารถของนักกีฬาทุกคนที่ได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันรอบชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย 2026 ขณะเดียวกันก็ขอชื่นชมในความสามารถและความพยายามของนักกีฬาจากประเทศอื่น ๆ ด้วย และขอให้ทุกคนเดินทางกลับประเทศโดยสวัสดิภาพ

     ทางด้าน มร.โจนาธาน สตั๊ปปส์ ชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่พัฒนากีฬาเทนนิส ในภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออก สหพันธ์เทนนิสนานาชาติ (ไอทีเอฟ) และ มร.สุนิล กิลล์ ชาวอินเดีย เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารและพัฒนา สหพันธ์เทนนิสแห่งเอเชีย (เอทีเอฟ) ได้ร่วมกันมอบประกาศนียบัตร เพื่อเป็นเกียรติแก่นักกีฬาด้วย
     สำหรับคณะเทนนิสไทยชุดนี้ ประกอบด้วย นักกีฬาทีมชาย “โอลีเวอร์” โอลีเวอร์ เบนเซน เบิร์กฮาวท์ (ลูกครึ่งไทย-ฮอลแลนด์) จากชลบุรี “ธีร์” ธีร์ ศรประสิทธิ์ จาก กทม. “มาวิน” ปรัตถกร ภาชีรัตน์ จากพระนครศรีอยุธยา โดยมี “โค้ชจิม” จ่าสิบเอก สหทัศน์ ศุภกิจ เป็นผู้ฝึกสอนทีมชาย
     ด้านนักกีฬาทีมหญิง ได้แก่ “ฬิกะ” วิมุตติญา พงษ์หนู จาก กทม. “เบลล่า” ภัคจิรา หอเลิศสกุล จาก กทม. “แอล” ลอเร็ตต้า ลี เอบาร์แฮมซั่น (ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน) จากนนทบุรี โดยมี “โค้ชบอย” นายอิทธิพล ศรีเสน เป็นผู้ฝึกสอนทีมหญิง สำหรับทั้ง 2 ทีม มี “โค้ชตั้ม” นายอนุชิต เรือนก้อน เป็นผู้ช่วยผู้ฝึกสอน และนายบุญมี โพธิ์ไพจิตร ทำหน้าที่เทรนเนอร์.

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/sport/963364&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UKhAtVaQyxn8wzWJZH5J9

  • “อีฟ-บัว” ทะลุตัดเชือก “บูม-แมงปอ” ชิงดำชายคู่ ศึกเทนนิสไอทีเอฟ ที่นครปฐม | เดลินิวส์

    “อีฟ-บัว” ทะลุตัดเชือก “บูม-แมงปอ” ชิงดำชายคู่ ศึกเทนนิสไอทีเอฟ ที่นครปฐม | เดลินิวส์

    ศึกเทนนิสอาชีพชาย เอ็ม 25 รายการ “ไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (2)” ชิงเงินรางวัลรวม 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 974,700 บาท และเทนนิสอาชีพหญิง ดับเบิลยู 15 รายการ “ไอทีเอฟ วีเมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (2)” ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 487,350 บาท ที่ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 69 ในรอบรองชนะเลิศ ประเภทชายคู่ “บูม” กษิดิศ สำเร็จ กับ “แมงปอ” ภวิชญ์ สอนหลักทรัพย์ หวดชนะคู่มือวาง 1 ของรายการ ชาร์ลส์ แบร์รี จากไอร์แลนด์ กับ โจชัว ชาร์ลตัน จากออสเตรเลีย 2-0 เซต 7-6 ไทเบรก 7-3, 6-4 เข้าไปชิงชนะเลิศ กับ เจสซี เดลานีย์ จากออสเตรเลีย กับ ยามาโตะ สุเอโอกะ จากญี่ปุ่น คู่มือวาง 2 ต่อไป

    ขณะที่ ประเภทหญิงเดี่ยว รอบ 8 คน “อีฟ” พัชรินทร์ ชีพชาญเดช มือวาง 1 เอาชนะ นาโฮะ ซาโตะ จากญี่ปุ่น 2-0 เซต 7-6 ไทเบรก 7-4, 7-5 เข้ารอบรองชนะเลิศ ไปพบกับ เอริกะ เซมะ จากญี่ปุ่น ส่วน “บัว” กมลวรรณ ยอดเพ็ชร โชว์ฟอร์มสดหวดชนะ อี คยอง ซอ จากเกาหลีใต้ เจ้าของแชมป์สัปดาห์แรก 2-1 เซต 6-0, 4-6, 6-3 ผ่านเข้าไปตัดเชือกกับ หลิว หยูฮั่น จากจีน ต่อไป

    ผลคู่อื่น ๆ ประเภทหญิงเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ เอริกะ เซมะ (ญี่ปุ่น) ชนะ โมนิค แบร์รี (นิวซีแลนด์) 6-4, 6-1, หลิว หยูฮั่น (จีน) ชนะ อิม ฮีแร (เกาหลีใต้) 6-2, 6-0, ประเภทชายเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ มิตสึกิ เหว่ย คัง ลีออง (มาเลเซีย) ชนะ เอส ดี ปราจวาล เดฟ (อินเดีย) 6-1, 6-3, โมเอรานี บูซิจ (ออสเตรเลีย) ชนะ ไทโย ยามานากะ (ญี่ปุ่น) 7-6 (5), 5-7, 6-2, แมทธิว เดลลาเวโดวา (ออสเตรเลีย) ชนะ มาซามิจิ อิมามุระ (ญี่ปุ่น) 7-5, 1-6, 6-1, ทาคุยะ คุมาซากะ (ญี่ปุ่น) ชนะ ครูซ ฮิววิตต์ (ออสเตรเลีย) 7-5, 6-1

    ประเภทชายคู่ รอบรองชนะเลิศ เจสซี เดลานีย์-ยามาโตะ สุเอโอกะ (ออสเตรเลีย-ญี่ปุ่น) ชนะ ฟรานซิส เคซีย์ อัลคันทารา-โคลิน ซินแคลร์ (ฟิลิปปินส์-นอร์เทิร์นมาเรียนา) 6-2, 6-3, ประเภทหญิงคู่ รอบรองชนะเลิศ อัญชิสา ฉันทะ-ทรรศพร นาคหล่อ ชนะ ลัลดา กำหอม-พิมพ์มาดา ทองคำ 6-2, 7-5

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5845838/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vZpHqU184jhZZkBh0YRHU

  • ทรู คอร์ปอเรชั่น ไตรมาส 1/2569 ทำกำไรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน พร้อมจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 4.8 พันล้านบาท

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ไตรมาส 1/2569 ทำกำไรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน พร้อมจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 4.8 พันล้านบาท

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ไตรมาส 1/2569 ทำกำไรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน พร้อมจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 4.8 พันล้านบาท

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 โดยยังคงสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง จากแรงหนุนการเติบโตของจำนวนผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง การยกระดับประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าที่ดีขึ้นภายใต้โครงการปรับปรุงโครงข่ายให้ทันสมัย (Network Modernization) และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย ในไตรมาสนี้ บริษัท มีกำไรสุทธิหลังหักภาษีจำนวน 6.6 พันล้านบาท ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการได้ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ แม้เผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจมหภาค ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงสามารถรักษาผลการดำเนินงานในเชิงบวกของธุรกิจหลักทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ และออนไลน์ได้อย่างต่อเนื่อง

    นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานจากทุกกลุ่มธุรกิจของเราในไตรมาสแรกปี 2569 มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่เพียงผลประกอบการทางการเงินที่โดดเด่น แต่ยังรวมถึงความพึงพอใจของลูกค้าที่อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วย ขณะเดียวกัน เรายังคงติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจมหภาคที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการเดินหน้าสู่เป้าหมายทางการเงินตามแผนที่วางไว้ การพัฒนาโครงข่ายให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจและองค์กร ถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่สร้างความแตกต่าง ซึ่งสามารถยกระดับทั้งประสบการณ์ลูกค้า ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และศักยภาพการแข่งขันในระยะยาวให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเราได้อย่างต่อเนื่อง”

    จุดเด่นการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569

    สำหรับไตรมาสนี้จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น 614,000 เลขหมาย เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สะท้อนถึงการบริหารอัตราการเลิกใช้บริการได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มาตรการรักษาฐานผู้ใช้บริการเชิงรุก และการเข้าร่วมส่งเสริมโครงการ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Study Anywhere Anytime)” ของกระทรวงศึกษาธิการ ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รวมอยู่ที่ 48.1 ล้านเลขหมาย ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านเพิ่มขึ้น 36,000 ราย ซึ่งเป็นการเติบโตสูงสุดนับตั้งแต่การควบรวมกิจการ โดยได้รับแรงหนุนจากความเสถียรในการใช้งานของโครงข่ายและคุณภาพบริการที่ดีขึ้น การปรับปรุงโครงข่ายอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ระยะเวลาระบบเครือข่ายขัดข้อง (network downtime) ของธุรกิจออนไลน์ลดลง และยังส่งผลให้คะแนนความพึงพอใจลูกค้า (Net Promoter Score) ดีขึ้น ขณะเดียวกัน การใช้งานช่องทางบริการตนเองผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น ช่วยลดปริมาณการติดต่อคอลเซ็นเตอร์ ส่งผลดีต่อประสบการณ์ลูกค้าและประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส มีผู้ใช้บริการ 5G รวม 18.4 ล้านราย

    นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปีสะท้อนถึงวินัยทางการเงินที่เราดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การควบรวมกิจการ แม้ว่ารายได้จากการให้บริการจะได้รับผลกระทบบางส่วนจากธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก (PayTV) แต่ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจออนไลน์ยังคงแข็งแกร่งจากการเติบโตของผู้ใช้บริการและการลงทุนด้านโครงข่ายรวมไปถึงการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อน จากการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ การรับรู้ผลประโยชน์จากการควบรวมกิจการ (Synergy) และการควบคุมต้นทุนอย่างมีวินัยและรัดกุม ส่งผลให้ EBITDA เติบโต และอัตรากำไรปรับตัวดีขึ้น กำไรสุทธิหลังหักภาษีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อน คณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจำนวน 4.8 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 73% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเราต่อความสามารถในการสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน อัตราส่วนโครงสร้างทางการเงิน (Leverage ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 3.8 เท่า โดยมีแรงหนุนจากการลดลงของอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 0.4 จุด เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 0.1 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นผลจากการบริหารจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ และการไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนดในไตรมาส 4/2568

    ในระยะถัดไป บริษัท มีลำดับความสำคัญที่ชัดเจน โดยยังคงมุ่งเน้นการบริหารการเงินอย่างรอบคอบ ควบคู่กับการลงทุนอย่างมีวินัยในธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อเดินหน้าสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวได้อย่างต่อเนื่อง”

    จุดเด่นผลการดำเนินงานทางการเงิน

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ทำกำไรสุทธิหลังหักภาษีต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน โดยได้รับแรงหนุนจากการประหยัดต้นทุนด้านคลื่นความถี่และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน รายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) ในไตรมาส 1/2569 ลดลง 0.6 % เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้ธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก (PayTV) แต่ยังได้รับแรงหนุนจากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจออนไลน์ เมื่อปรับรายได้การให้บริการข้ามโครงข่ายภายในประเทศกับ NT รายได้จากการให้บริการลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน การลดลงของค่าเช่าโครงข่ายซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ภายหลังการสิ้นสุดสัญญาเช่าโครงข่ายกับ NT ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ส่งผลให้รายได้รวมลดลง 9.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน รายได้จากการขายลดลง 2.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 14.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากการเปิดตัว iPhone ในไตรมาสก่อน

    ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (ไม่รวมค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย) ลดลง 29.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการ สิ้นสุดสัญญาเช่าโครงข่ายกับ NT ค่าใช้จ่ายด้านโครงข่ายลดลง 25.2% จากการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และการประหยัดต้นทุนจากการพัฒนาโครงข่าย ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารเพิ่มขึ้น 5.3% จากการตั้งค้างจ่ายโบนัสและระดับหนี้สูญที่ลดลงในปีก่อน ส่วนต้นทุนอื่นในการให้บริการลดลง 13.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นผลจากค่าใช้จ่ายคอนเทนต์ที่ลดลง (ไม่มี EPL)

    นับตั้งแต่การควบรวมกิจการแล้วเสร็จ ทรู คอร์ปอเรชั่น สามารถเพิ่ม EBITDA ได้ 8.6 พันล้านบาท หรือเติบโต 44% โดยในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ รายงาน EBITDA เพิ่มขึ้น 10.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากประโยชน์ของการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการปรับตัวดีขึ้น 7.1 จุด เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 68.3% สำหรับไตรมาสนี้ ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA (Leverage) อยู่ที่ 3.8 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 ลดลง 0.3 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 0.2 เท่า เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

    สำหรับไตรมาส 1/2569 ทรู คอร์ปอเรชั่น รายงานกำไรสุทธิหลังหักภาษีจำนวน 6.6 พันล้านบาท โดยคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 3 เดือนแรกของปี 2569 จำนวน 4.8 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 73% หรือ 0.14 บาทต่อหุ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 4.3 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 9% ของยอดขายในช่วงเวลาดังกล่าว

    ตัวเลขทางการเงินที่สำคัญสำหรับไตรมาส 1/2569

    รายได้จากการให้บริการไม่รวมรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย IC:
    ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 4.1 หมื่นล้านบาท ลดลง 0.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

    EBITDA:
    ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และ 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน
    อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการ:
    ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 68.3%
    กำไรสุทธิหลังหักภาษี (NPAT):
    ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 6.6 พันล้านบาท
    เงินปันผลระหว่างกาล:
    ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 4.8 พันล้านบาท
    เงินปันผลต่อหุ้น 0.14 บาท
    คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 73%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/475286&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1r4ViXJrrtGtT4qBv3QDnx

  • “บอร์ด กสทช.” ให้ สนง.แจ้ง“ไอทียู”ขยายเวลาการ “พักใช้” วงโคจรหลังดาวเทียมใหม่ส่งขึ้นไม่ทันกำหนด | เดลินิวส์

    “บอร์ด กสทช.” ให้ สนง.แจ้ง“ไอทียู”ขยายเวลาการ “พักใช้” วงโคจรหลังดาวเทียมใหม่ส่งขึ้นไม่ทันกำหนด | เดลินิวส์

    รายงานข่าวจาก สำนักงาน กสทช. เปิดเผยว่า ที่ประชุม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) ได้เห็นชอบให้มีการขอขยายเวลาการ “พักใช้” คลื่นความถี่ในวงโคจรดาวเทียม 119.5 องศาตะวันออก ต่อ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ไอทียู  (ITU) อย่างเร่งด่วน ภายใน 8 มิ.ย.69 เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยสูญเสียสิทธิใช้วงโคจรดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถส่งดาวเทียมได้ทันกำหนด

    นายสมภพ ภูวิกรัยพงศ์ กสทช. ด้านกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้ร้องขอต่อ ITU ในการ “พัก” การใช้งานย่านความถี่ในวงโคจรดังกล่าวไว้ ตั้งแต่ปี 66 ถึง 69 เพื่อรอการส่งดาวเทียมดวงใหม่ไปทดแทน แต่ปัจจุบันการส่งดาวเทียมทดแทนคาดว่าจะไม่ทันกำหนด ดังนั้นจึงต้องเร่งรัดให้ สำนักงาน กสทช. เร่งทำเอกสารชี้แจง และขอขยายเวลาการพักใช้ (Suspension) ให้ทันการประชุม Radio regulation board ของ ITU ที่คาดว่าเริ่มประชุมราว 29 มิ.ย.-3 ก.ค. 69

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการพิจารณาเร่งด่วนนี้ สืบเนื่องจากบริษัท สเปซเทค อินโนเวชั่น จำกัด หรือ STI บริษัทย่อย ของ บมจ. ไทยคม ได้แจ้งร้องขอขยายเวลาการส่งดาวเทียมไทยคม 9 ขึ้นสู่วงโคจร 119.5E มายังบอร์ด กสทช. ชี้แจงเหตุผลว่าเนื่องจากผู้รับจ้างผลิตดาวเทียมไทยคม 9 คือ Astranis ประสบปัญหาในการผลิต ทำให้ดาวเทียมทั้งล็อต 5 ดวงไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากมีหนึ่งดวงที่เกิดไฟชอร์ตในแผงวงจรเมนบอร์ด ต้องตรวจสอบและสร้างใหม่ทั้งหมด 

     สำหรับ บมจ.ไทยคม มีแผนการส่งดาวเทียมทดแทนไทยคม 4 ที่จะหลุดวงโคจรกลางปีนี้ 2 ดวง คือ ไทยคม 9 ที่มีขนาดเล็ก สร้างเร็ว และจะพร้อมขึ้นสู่วงโคจรในปี 68-69 ตาม เงื่อนไขที่ กสทช. กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตเข้าใช้วงโคจร ชุดที่ 3 ตำแหน่ง 119.5 และ 120 องศาตะวันออก ต้องดำเนินการจัดส่งดาวเทียมใหม่เพื่อทดแทนดาวเทียมไทยคม 4 (IPSTAR) ภายใน 3 ปี นับจากวันที่ได้รับใบอนุญาตในปี 66 โดยมีการวางหลักประกันการส่งดาวเทียมไว้โดยทาง STI ได้จ้าง Astranis ตั้งแต่ปี 67 ให้ผลิตไทยคม 9 แต่เนื่องจากประสบปัญหาที่กล่าวมา จึงต้องขอขยายเวลาการส่งดาวเทียมไปถึง 30 ก.ย.70 เพราะเป็นหตุสุดวิสัย จากผู้ผลิต 

    ทั้งนี้ที่ประชุม  กสทช. ได้ถกเถึยง ในประเด็นดังกล่าว ด้วยว่า กำหนดการส่งดาวเทียมทดแทนไทยคม 4 คือ 15 พ.ค. 69 และ กรรมการ กสทช. บางรายเห็นว่า ต้องตีความคำว่า “สุดวิสัย” เนื่องจากการที่ผู้ผลิตประสบปัญหาในการผลิต นั้นเกี่ยวข้องกับผู้จ้างและผู้ว่าจ้าง แต่เงื่อนไขที่ กสทช. กำหนดไว้แล้วหลังการให้ใบอนุญาตแก่ บมจ. ไทยคม นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งหรือไม่ 

    อย่างไรก็ตามทาง เจ้าหน้าที่ กสทช. แจ้งว่าตามเงื่อนไขเหตุสุดวิสัยมี 4 องค์ประกอบ คือ นอกเหนือการควบคุม, คาดการณ์ไม่ได้, ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้, และมีผลกระทบโดยตรง ซึ่งสำนักงาน กสทช. พิจารณาแล้วว่ากรณีนี้เข้าข่ายเหตุสุดวิสัยตามหลักเกณฑ์ของ ITU ขณะที่บอร์ด กสทช. ยังคงกังขา จึงได้ให้ สำนักงานไปทบทวนใหม่ว่า ประการแรก การตีความคำว่า “สุดวิสัย” ในกฎหมายไทยและระหว่างประเทศตีความอย่างไร ประการที่สอง กรณีอนุญาต STI ขยายเวลาให้ปล่อยไทยคม 9 ไปถึง ก.ย. 2570 แล้ว หากดำเนินการไม่ได้ต้องลงโทษอย่างไร ริบเงินประกันราวหนึ่งร้อยล้านบาทหรือไม่  ประการที่สาม กรณียิงดาวเทียมไม่ทัน จะต้องให้บริษัทกำหนดแผนดูแลลูกค้าเดิมอย่างไร และจัดหาช่องสัญญาณให้ภาครัฐอย่างไร 

    สุดท้ายแล้ว ที่ประชุมจึงยังไม่ได้มีมติ “อนุญาต หรือ เห็นชอบ” ให้ขยายเวลาการส่งดาวเทียมทดแทนถึง ก.ย.2570 แต่ให้สำนักงานไปทบทวนรายละเอียดข้อกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องของการตีความคำว่า “สุดวิสัย” และให้ “ร่างเงื่อนไขเพิ่มเติม” ไว้ก่อน   และจะพิจารณาอีกครั้งในการประชุมบอร์ดครั้งต่อไปวันที่ 12 พ.ค. 69 

    อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ กสทช. แจ้งต่อที่ประชุมด้วยว่า กำหนดการมีเดดไลน์ 15 พ.ค. 69 ซึ่งทางเอกชนมีการฟ้องศาลฯ ไว้ เพื่อให้มีการคุ้มครองชั่วคราว หาก กสทช. มีการริบวงเงินหลักประกัน ขณะนี้ศาลกำลังรอผลการพิจาณาจาก กสทช. ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5843201/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Os8XWZUql7p2MAuFxQTDA

  • ‘ไทยคม 9’ สะดุดขึ้นสู่วงโคจรไม่ทัน กสทช.ถกต่อเวลา ‘พักใช้คลื่น’ หวั่นไทยเสียสิทธิ

    ‘ไทยคม 9’ สะดุดขึ้นสู่วงโคจรไม่ทัน กสทช.ถกต่อเวลา ‘พักใช้คลื่น’ หวั่นไทยเสียสิทธิ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ (7 พ.ค.) ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) มีมติเห็นชอบให้สำนักงาน กสทช. เร่งดำเนินการยื่นขอขยายระยะเวลาการ “พักใช้” คลื่นความถี่ในวงโคจรดาวเทียมตำแหน่ง 119.5 องศาตะวันออก ต่อสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ไอทียู ภายในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยสูญเสียสิทธิในการใช้ย่านความถี่ดังกล่าว หลังไม่สามารถจัดส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรได้ทันตามกรอบเวลาเดิม

    รศ.ดร.สมภพ ภูวิกรัยพงศ์ กสทช. ด้านกิจการโทรคมนาคม เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้ยื่นคำร้องต่อไอทียู เพื่อขอ “พักใช้” ความถี่ในวงโคจรดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2566-2569 เพื่อรอการนำส่งดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นทดแทนดาวเทียมเดิม

    อย่างไรก็ตาม การส่งดาวเทียมล่าช้าในครั้งนี้ แม้อาจไม่กระทบต่อสิทธิการเข้าใช้วงโคจรของไทยโดยตรง แต่มีความเสี่ยงที่ไทยจะสูญเสียสิทธิการใช้ย่านความถี่ในตำแหน่งดังกล่าว หากไม่ดำเนินการตามเงื่อนไขของ ไอทียูภายในกำหนดเวลา

    ด้วยเหตุนี้ บอร์ดกสทช. จึงเร่งให้สำนักงานจัดทำเอกสารชี้แจง พร้อมยื่นคำร้องขอขยายเวลาการพักใช้คลื่นความถี่ หรือ Suspension ให้ทันก่อนการประชุม Radio Regulations Board ของไอทียูซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน ถึง 3 กรกฎาคม 2569

    รายงานข่าวระบุว่า การพิจารณาเรื่องดังกล่าวมีขึ้นอย่างเร่งด่วน หลังบริษัท สเปซเทค อินโนเวชั่น จำกัด (STI) บริษัทลูกของ บมจ.ไทยคม ยื่นหนังสือถึง กสทช. เพื่อขอขยายเวลาการนำส่งดาวเทียม “ไทยคม 9” ขึ้นสู่วงโคจร 119.5E

    STI ชี้แจงว่า สาเหตุสำคัญเกิดจากปัญหาการผลิตของบริษัท Astranis ผู้รับจ้างผลิตดาวเทียมจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ระหว่างการผลิตดาวเทียมล็อตเดียวกันจำนวน 5 ดวง แต่เกิดเหตุไฟฟ้าลัดวงจรในระบบเมนบอร์ดของดาวเทียมหนึ่งดวง ส่งผลให้ต้องตรวจสอบและสร้างระบบใหม่ทั้งหมด ทำให้กระบวนการผลิตล่าช้าเกินแผน

    เดิมไทยคมวางแผนส่งดาวเทียมไทยคม 9 ซึ่งเป็นดาวเทียมขนาดเล็กและใช้ระยะเวลาสร้างสั้น ขึ้นทดแทนดาวเทียมไทยคม 4 หรือ ไอพีสตารื ที่กำลังจะหมดอายุการใช้งานในช่วงปี 2568-2569 ตามเงื่อนไขใบอนุญาตที่ กสทช. กำหนดไว้สำหรับผู้ได้รับสิทธิใช้วงโคจรชุดที่ 3 ตำแหน่ง 119.5 และ 120 องศาตะวันออก

    เงื่อนไขดังกล่าวระบุให้ผู้รับใบอนุญาตต้องนำส่งดาวเทียมใหม่ขึ้นสู่วงโคจรภายใน 3 ปี นับจากวันที่ได้รับใบอนุญาตในปี 2566 พร้อมวางหลักประกันการดำเนินงานไว้ต่อ กสทช.

    อย่างไรก็ตาม จากปัญหาที่เกิดขึ้น STI จึงขอเลื่อนกำหนดส่งดาวเทียมไทยคม 9 ออกไปเป็นวันที่ 30 กันยายน 2570 โดยอ้างว่าเป็นกรณี “เหตุสุดวิสัย” ที่เกิดจากผู้ผลิต

    แหล่งข่าวจากที่ประชุมเปิดเผยว่า ประเด็นดังกล่าวสร้างการถกเถียงอย่างหนักภายในบอร์ด กสทช. เนื่องจากกำหนดส่งดาวเทียมทดแทนไทยคม 4 คือวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 และกรรมการบางส่วนยังไม่เห็นตรงกันต่อการตีความคำว่าเหตุสุดวิสัย

    โดยกรรมการบางรายมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างผลิตดาวเทียม ซึ่งอาจไม่ใช่เหตุให้ได้รับการยกเว้นตามเงื่อนไขใบอนุญาตที่ กสทช. กำหนดไว้

    ขณะที่เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ชี้แจงว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาเหตุสุดวิสัยตามแนวปฏิบัติของไอทียู มีองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ เป็นเหตุที่อยู่นอกเหนือการควบคุม คาดการณ์ไม่ได้ ส่งผลให้ไม่สามารถปฏิบัติตามภารกิจได้ และมีผลกระทบโดยตรง ซึ่งสำนักงานพิจารณาแล้วว่า กรณีของไทยคมเข้าข่ายดังกล่าว

    แม้เช่นนั้น บอร์ดกสทช. ยังแสดงความกังวลและมีคำสั่งให้สำนักงานกลับไปทบทวนข้อกฎหมายเพิ่มเติม โดยเฉพาะการตีความคำว่าเหตุสุดวิสัย ทั้งตามกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ

    นอกจากนี้ ยังให้พิจารณามาตรการรองรับหากอนุญาตให้ STI ขยายเวลาถึงเดือนกันยายน 2570 แล้วไม่สามารถดำเนินการได้จริง ว่าจะต้องมีบทลงโทษอย่างไร รวมถึงการริบหลักประกันที่มีมูลค่าราว 109 ล้านบาทหรือไม่

    อีกประเด็นสำคัญ คือ แผนดูแลลูกค้าเดิมของไทยคม หากไม่สามารถส่งดาวเทียมได้ทัน รวมถึงแนวทางจัดหาช่องสัญญาณรองรับภารกิจของภาครัฐที่ต้องใช้งานต่อเนื่อง

    ดังนั้น ที่ประชุมจึงยังไม่มีมติอนุมัติหรือเห็นชอบให้ขยายเวลาส่งดาวเทียมไทยคม 9 ไปถึงปี 2570 ในทันที แต่ให้สำนักงาน กสทช. กลับไปจัดทำรายละเอียดทางกฎหมายเพิ่มเติม พร้อมร่างเงื่อนไขประกอบ ก่อนนำกลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้งในการประชุมวันที่ 12 พฤษภาคม 2569

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ กสทช. ยังรายงานต่อที่ประชุมว่า ปัจจุบันภาคเอกชนได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้มีมาตรการคุ้มครองชั่วคราว หาก กสทช. ดำเนินการริบหลักประกัน โดยขณะนี้ศาลอยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาจาก กสทช.

    ขณะเดียวกัน ดาวเทียมไทยคม 4 หรือ ไอพีสตาร์ ซึ่งให้บริการมาเป็นเวลานาน กำลังเข้าสู่ช่วงสิ้นสุดภารกิจ และคาดว่าจะต้องออกจากวงโคจรภายในเดือนกรกฎาคมนี้ หลังใช้งานเกินอายุทางวิศวกรรมและเผชิญข้อจำกัดด้านพลังงาน

    ล่าสุด กสทช. ได้อนุมัติแผนสำรองให้ไทยคมเช่าใช้ช่องสัญญาณจากดาวเทียมสัญชาติเกาหลีใต้ หรือ KoreaSat เพื่อให้บริการลูกค้าในประเทศเป็นการชั่วคราว ระหว่างรอการส่งไทยคม 9 ขึ้นสู่วงโคจร

    การเลือกใช้ดาวเทียมเกาหลีมีเหตุผลสำคัญจากการที่ตำแหน่งวงโคจรใกล้เคียงกับไทยคม 4 เดิม ทำให้ลูกค้าสามารถย้ายการใช้งานได้ต่อเนื่อง โดยแทบไม่ต้องปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ภาคพื้นดินมากนัก

    อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการเฉพาะหน้าเท่านั้น และเมื่อไทยคม 9 พร้อมให้บริการ ลูกค้าทั้งหมดจะถูกทยอยย้ายกลับเข้าสู่เครือข่ายดาวเทียมของไทยคมตามแผนเดิมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1232916&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lBiJbcnUZs-0y193o8sjr

  • กสทช.เร่งสำนักงาน แจ้ง ไอทียู หลังไทยคม 9 ยิงสะดุด หวั่นเสียวงโคจร

    กสทช.เร่งสำนักงาน แจ้ง ไอทียู หลังไทยคม 9 ยิงสะดุด หวั่นเสียวงโคจร

    กสทช.เร่งสำนักงาน แจ้ง ไอทียู หลังไทยคม 9 ยิงสะดุด หวั่นเสียวงโคจร

    บอร์ดกสทช.เห็นชอบ ขยายวงโคจรดาวเทียม 119.5 องศาตะวันออก เร่งสำนักงานแจ้ง ไอทียู ป้องประเทศเสียสิทธิ หลังไทยคม เกิดเหตุสุดวิสัย ยิงไทยคม 9 ไม่ทัน

    นายสมภพ ภูวิกรัยพงศ์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า บอร์ดกสทช.เห็นชอบให้มีการขอขยายเวลาการ “พักใช้” คลื่นความถี่ ในวงโคจรดาวเทียม 119.5 องศาตะวันออก ต่อ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) อย่างเร่งด่วน ภายใน 8 มิ.ย.2569 เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยสูญเสียสิทธิใช้ความถี่ในวงโคจรดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถส่งดาวเทียมได้ทันกำหนด

    อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยได้ร้องขอต่อ ITU ก่อนหน้านี้ในการ “พัก” การใช้งานย่านความถี่ในวงโคจรดังกล่าวไว้ ตั้งแต่ปี 2566 ถึง 2569 เพื่อรอการส่งดาวเทียมดวงใหม่ไปทดแทน ซึ่งการที่ส่งดาวเทียมไปไม่ทัน อาจไม่ได้กระทบต่อสิทธิการเข้าใช้วงโคจรของประเทศไทย แต่อาจจะทำให้เสียสิทธิการใช้ความถี่ดังกล่าว ดังนั้นจึงต้องเร่งรัดให้ สำนักงาน กสทช. เร่งทำเอกสารชี้แจง และขอขยายเวลาการพักใช้ (Suspension) ให้ทันการประชุม Radio regulation board ของ ITU (เริ่มประชุมราว 29 มิ.ย.-3 ก.ค. 2569)

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพิจารณาเร่งด่วนนี้ สืบเนื่องจากบริษัท สเปซเทค อินโนเวชั่น จำกัด หรือ STI บริษัทย่อย ของ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)  ได้แจ้งร้องขอขยายเวลาการส่งดาวเทียมไทยคม 9 ขึ้นสู่วงโคจร 119.5 องศาตะวันออก มายังบอร์ด กสทช. ชี้แจงเหตุผลว่าเนื่องจากผู้รับจ้างผลิตดาวเทียมไทยคม 9 คือ Astranis ประสบปัญหาในการผลิต ทำให้ดาวเทียมทั้งล็อต 5 ดวงไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากมีหนึ่งดวงที่เกิดไฟชอร์ตในแผงวงจรเมนบอร์ด ต้องตรวจสอบและสร้างใหม่ทั้งหมด 

    โดย ไทยคม มีแผนการส่งดาวเทียมทดแทนไทยคม 4 ที่จะหลุดวงโคจรกลางปีนี้ 2 ดวง คือ ไทยคม 9 ที่มีขนาดเล็ก สร้างเร็ว และจะพร้อมขึ้นสู่วงโคจรในปี 2568-2569 ตาม เงื่อนไขที่ กสทช. กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตเข้าใช้วงโคจร ชุดที่ 3 ตำแหน่ง 119.5 และ 120 องศาตะวันออก ต้องดำเนินการจัดส่งดาวเทียมใหม่เพื่อทดแทนดาวเทียมไทยคม 4 (IPSTAR) ภายใน 3 ปี นับจากวันที่ได้รับใบอนุญาตในปี 2566 โดยมีการวางหลักประกันการส่งดาวเทียมไว้ ซึ่ง STI ได้จ้าง Astranis ตั้งแต่ปี 2567 ให้ผลิตไทยคม 9 แต่เนื่องจากประสบปัญหาที่กล่าวมา จึงต้องขอขยายเวลาการส่งดาวเทียมไปถึง 30 กันยายน 2570 เพราะเป็น “เหตุสุดวิสัย” จากผู้ผลิต 

    อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม กสทช. ถกเครียด ในประเด็นดังกล่าว ด้วยว่า กำหนดการส่งดาวเทียมทดแทนไทยคม 4 คือ 15 พ.ค. 2569 และ กรรมการ กสทช. บางรายเห็นว่า ต้องตีความคำว่า “สุดวิสัย” เนื่องจากการที่ผู้ผลิตประสบปัญหาในการผลิต นั้นเกี่ยวข้องกับผู้จ้างและผู้ว่าจ้าง แต่เงื่อนไขที่ กสทช. กำหนดไว้แล้งหลังการให้ใบอนุญาตแก่ บมจ. ไทยคม นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งหรือไม่ 

    เจ้าหน้าที่ กสทช. แจ้งว่าตามเงื่อนไขเหตุสุดวิสัยมี 4 องค์ประกอบ คือ นอกเหนือการควบคุม, คาดการณ์ไม่ได้, ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้, และมีผลกระทบโดยตรง ซึ่งสำนักงาน กสทช. พิจารณาแล้วว่ากรณีนี้เข้าข่ายเหตุสุดวิสัยตามหลักเกณฑ์ของ ITU ขณะที่บอร์ด กสทช. ยังคงกังขา จึงได้ให้ สำนักงานไปทบทวนใหม่ว่า

    ประการแรก การตีความคำว่า “สุดวิสัย” ในกฎหมายไทยและระหว่างประเทศตีความอย่างไร

    ประการที่สอง กรณีอนุญาต STI ขยายเวลาให้ปล่อยไทยคม 9 ไปถึง ก.ย. 2570 แล้ว หากดำเนินการไม่ได้ต้องลงโทษอย่างไร ริบเงินประกันราวหนึ่งร้อยล้านบาทหรือไม่

    ประการที่สาม กรณี กรณียิงดาวเทียมไม่ทัน จะต้องให้บริษัทกำหนดแผนดูแลลูกค้าเดิมอย่างไร และจัดหาช่องสัญญาณให้ภาครัฐอย่างไร 

    ดังนั้น ที่ประชุมจึงยังไม่ได้มีมติ “อนุญาต หรือ เห็นชอบ” ให้ขยายเวลาการส่งดาวเทียมทดแทนถึง ก.ย.2570 แต่ให้สำนักงานไปทบทวนรายละเอียดข้อกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องของการตีความคำว่า “สุดวิสัย” และให้ “ร่างเงื่อนไขเพิ่มเติม” ไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม การเห็นชอบขยายเวลา และเงื่อนไขเพิ่มเติม และจะพิจารณาอีกครั้งในวันที่ 12 พ.ค. 2569 

    เจ้าหน้าที่ กสทช. แจ้งต่อที่ประชุมด้วยว่า กำหนดการมีเดดไลน์ 15 พ.ค. 2569 ซึ่งทางเอกชนมีการฟ้องศาลฯ ไว้ เพื่อให้มีการคุ้มครองชั่วคราว หาก กสทช. มีการริบวงเงินหลักประกัน ขณะนี้ศาลกำลังรอผลการพิจาณาจาก กสทช. ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/742025&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bfXr3FljSu1nu6Xrt1eY5

  • ROCTEC กับคำจัดกัดความ “เมืองอัจฉริยะ” คือเมืองที่ “ทุกการเดินทาง พาคุณไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

    ROCTEC กับคำจัดกัดความ “เมืองอัจฉริยะ” คือเมืองที่ “ทุกการเดินทาง พาคุณไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

    วันพฤหัสบดี ที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.00 น.

    ROCTEC กับคำจัดกัดความ “เมืองอัจฉริยะ” คือเมืองที่ “ทุกการเดินทาง พาคุณไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

    เมื่อกล่าวถึง “เมืองอัจฉริยะ” (Smart City) หลายคนมักนึกถึงเมืองที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น AI, IoT หรือระบบอัตโนมัติ จนทำให้ความรู้สึกเมื่อกล่าวถึงคำนี้นึกถึงเรื่องความทันสมัยเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม แก่นแท้ของ Smart City ไม่ได้อยู่ที่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีหรือปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้น หากแต่อยู่ที่คำถามสำคัญว่า เมืองนั้นสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้จริงหรือไม่ และ ROCTEC คือหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของเมืองและการยกระดับชีวิตของผู้คนเกิดขึ้นได้จริง

    ในระดับโลก กระแส Smart City ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิด แต่สะท้อนผ่านการลงทุนที่เติบโตอย่างชัดเจน โดยมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 877.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะขยายตัวสู่ 3.76 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 หรือกว่า 122 ล้านล้านบาท เทียบเป็น 6 เท่าของ GDP ประเทศไทย โดยมีภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เติบโตเร็วที่สุด จากแรงหนุนของการขยายตัวของเมือง นโยบายภาครัฐ และการนำเทคโนโลยีอย่าง AI และ IoT มาใช้อย่างจริงจัง สำหรับประเทศไทย ปัจจุบัน Smart City ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนา แต่มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น หน้าจอแสดงเวลาขบวนรถไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ ระบบอ่านป้ายทะเบียนรถอัตโนมัติ หน้าจอแสดงความหนาแน่นการจราจรในถนนเส้นต่างๆ ระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ เครื่องตรวจวัดฝุ่น PM2.5 ในสวนสาธารณะ เป็นต้น ทำให้ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะสำคัญในการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยผู้ที่วางตำแหน่งตั้งแต่ระยะเริ่มต้นย่อมมีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับการขยายตัวของตลาดในอนาคต

    ในองค์ประกอบของ Smart City “ระบบการเดินทาง” ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่ผู้คนเผชิญทุกวัน และส่งผลโดยตรงต่อเวลา คุณภาพชีวิต และประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ โดยกรุงเทพฯ เป็นตัวอย่างชัดเจนที่สะท้อน “ต้นทุนจริง” ของปัญหานี้ ผู้คนต้องเสียเวลากับการจราจรติดขัดถึง 115 ชั่วโมงต่อปีในปี 2025 ซึ่งไม่เพียงกระทบคุณภาพชีวิต แต่ยังสร้างภาระทางเศรษฐกิจในวงกว้าง สะท้อนว่าระบบการเดินทางที่ไม่มีประสิทธิภาพย่อมบั่นทอนทั้งความเชื่อมั่นและโอกาสในการพัฒนาเมือง

    ในทางตรงกันข้าม ฮ่องกงนำเสนอภาพตัวอย่างที่น่าสนใจผ่านระบบ MTR ที่รองรับผู้โดยสารมากกว่า 5 ล้านคนต่อวัน (มากกว่าไทยกว่า 3 เท่า โดยประเทศไทยมียอดผู้โดยสารต่อวันอยู่ที่ 2 ล้านคน) ด้วยความตรงต่อเวลาสูงถึง 99.9% แสดงให้เห็นว่าหากระบบขนส่งมีประสิทธิภาพ เมืองสามารถเคลื่อนตัวได้อย่างราบรื่น ผู้คนวางแผนชีวิตได้อย่างมีประสิทธิผล และกิจกรรมทางเศรษฐกิจดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยท้ายที่สุด ความแตกต่างของเมืองจึงอยู่ที่คุณภาพของระบบและระดับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

    ช่องว่างระหว่างกรุงเทพฯ และฮ่องกงจึงไม่ได้อยู่ที่ขนาดเมือง หากแต่อยู่ที่ความฉลาดของระบบอัจฉริยะ การเชื่อมโยงข้อมูล และความต่อเนื่องของการลงทุน ซึ่งเป็นโอกาสของผู้มีเทคโนโลยีในการยกระดับเมือง
    อย่างไรก็ดี โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับเมืองยุคปัจจุบัน เนื่องจากหัวใจสำคัญอยู่ที่ “โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล” (Digital Infrastructure) ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยง ควบคุม และบริหารจัดการระบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินรถ การติดตามแบบเรียลไทม์ หรือความปลอดภัย แม้ไม่ปรากฏชัดต่อผู้ใช้งาน แต่มีบทบาทสำคัญต่อความเสถียร ความปลอดภัย และความต่อเนื่องของการให้บริการ

    ในมุมมองนี้ บทบาทของ ROCTEC มีความน่าสนใจในฐานะเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมสำคัญที่อยู่เบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบรางและรถไฟฟ้า ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดหลักของการเดินทางในเมืองขนาดใหญ่ แม้บทบาทดังกล่าวอาจไม่ได้ปรากฏต่อสายตาของผู้โดยสารในชีวิตประจำวัน แต่ระบบเบื้องหลังเหล่านี้คือกลไกสำคัญที่ช่วยให้การให้บริการเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีเสถียรภาพ และสนับสนุนความปลอดภัยของผู้ใช้งาน

    ROCTEC ไม่ได้เป็นเพียงผู้ติดตั้งระบบเทคโนโลยี แต่มีบทบาทครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบราง ตั้งแต่ Railway Communication Systems เช่น ระบบควบคุมรถไฟ, กล้องวงจรปิดและระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะ, เครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศ และระบบอาคารอัจฉริยะ ซึ่งล้วนช่วยให้การเดินรถมีความปลอดภัย เชื่อมต่อได้ และตรงเวลา ขณะเดียวกัน ROCTEC ยังต่อยอดสู่ IoT และ Predictive Maintenance เพื่อคาดการณ์และป้องกันความขัดข้องล่วงหน้า รวมถึงโซลูชัน Cybersecurity และ Digital Display & Urban Communication ที่ช่วยให้การสื่อสารข้อมูลในเมืองมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ROCTEC ไม่ได้เป็นเพียงผู้อยู่เบื้องหลัง แต่เป็นผู้เชื่อมโยงระบบการเดินทาง ข้อมูล และการสื่อสารของเมืองเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร

    ขณะเดียวกัน ในมิติของ Smart City โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระบบการเดินทาง แต่ยังครอบคลุมถึง “ระบบการสื่อสารของเมือง” ในยุคที่ผู้คนใช้ชีวิตทั้งในโลกกายภาพและดิจิทัล การสื่อสารจึงต้องเข้าถึงผู้คนได้อย่างสอดคล้องกับบริบทจริง ธุรกิจสื่อดิจิทัลจึงไม่ใช่เพียงโฆษณา แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการสื่อสารของเมือง ที่ช่วยให้ข้อมูลและข่าวสารเข้าถึงผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพในจุดที่ใช้ชีวิตจริง

    สำหรับประเทศไทย แนวโน้มดังกล่าวกำลังทวีความสำคัญมากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากเมื่อระบบการเดินทางและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เริ่มมีการเชื่อมโยงกันมากขึ้น ผู้อยู่อาศัยที่ต้องการหาที่อยู่ในอนาคตย่อมไม่ได้พิจารณาเพียงทำเลหรือรูปแบบอาคารเท่านั้น หากแต่รวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงวิถีชีวิตของตนเองเข้าสู่เมืองได้อย่างสะดวกสบาย มีความปลอดภัย และรวมถึงการมีเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การดำเนินชีวิตประจำวัน และในช่วงปลายปี 2569 ROCTEC จะเริ่มมีบทบาทในอีกหนึ่งมิติของการพัฒนาดังกล่าวร่วมกับทาง BTSG จากการต่อยอดความเชี่ยวชาญใน In-house R&D ของ ROCTEC ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการต่อยอดจากระบบการเดินทางอัจฉริยะ (Smart Mobility) ไปสู่การใช้ชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

    ท้ายที่สุด เมืองอัจฉริยะที่แท้จริงอาจไม่ได้หมายถึงเมืองที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยจำนวนมาก หากแต่เป็นเมืองที่ทำให้ผู้คนรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า “ชีวิตดีขึ้นจริง” ในทุกมิติ ตั้งแต่ระบบการเดินทางที่เชื่อถือได้และทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัย ระบบการสื่อสารของเมืองที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ ไปจนถึงบ้านและการอยู่อาศัยที่สามารถเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตได้อย่างลงตัว
    ROCTEC มอง Smart City ในฐานะ “ระบบนิเวศของเมือง” ที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ตั้งแต่ Smart ICT และ Digital Infrastructure ซึ่งเป็นรากฐานด้านข้อมูล ไปจนถึง Smart Mobility ที่ยกระดับการเดินทางให้มีประสิทธิภาพและไร้รอยต่อ

    แนวคิดดังกล่าวต่อยอดสู่ Smart Building และ Smart Living เพื่อยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัย ควบคู่กับ Smart Grid และ Smart Environment ที่สนับสนุนการบริหารพลังงานและความยั่งยืนในระยะยาว โดยทั้งหมดไม่เพียงขับเคลื่อนเมืองในเชิงโครงสร้าง แต่ยังยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างเป็นรูปธรรม

    ดังนั้น หาก Smart City คือภาพของอนาคต ROCTEC ก็มีเป้าหมายในการเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้อนาคตนั้นค่อย ๆ เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นระบบ ผ่านการพัฒนาโซลูชันที่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีไปสู่การสร้างคุณค่าที่ผู้คนสามารถสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน

    ด้วยวิสัยทัศน์นี้ ROCTEC มุ่งเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ ผ่านการพัฒนาโซลูชันที่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ และต่อยอดเทคโนโลยีสู่คุณค่าที่ผู้คนสัมผัสได้จริง ท้ายที่สุด เมืองที่ดีอาจไม่ใช่เมืองที่มีเทคโนโลยีมากที่สุด แต่คือเมืองที่ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมและตอบโจทย์ชีวิตผู้คน ซึ่งเป็นทิศทางที่ ROCTEC มุ่งขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/475274&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hc0Y6EVqaCX0VEnihr7Uo

  • กมลวรรณ ควง พัชรินทร์ ลิ่วก่อนรองฯ เทนนิสไอทีเอฟ นครปฐม

    กมลวรรณ ควง พัชรินทร์ ลิ่วก่อนรองฯ เทนนิสไอทีเอฟ นครปฐม

    กมลวรรณ ควง พัชรินทร์ ลิ่วก่อนรองฯ เทนนิสไอทีเอฟ นครปฐม

    กมลวรรณ ยอดเพ็ชร และ พัชรินทร์ ชีพชาญเดช โชว์ฟอร์มเก่งตีตั๋วรอบ 8 คนสุดท้าย ด้านคู่หู กษิดิศ-ภวิชญ์ เฉือนนิวซีแลนด์ทะลุตัดเชือกชายคู่ที่นครปฐม

    การแข่งขันเทนนิสอาชีพนานาชาติ รายการ ไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (2) (เอ็ม 25) ชิงเงินรางวัลรวม 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ และ ไอทีเอฟ วีเมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (2) (ดับเบิลยู 15) ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ ณ สนามเทนนิส ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เป็นการแข่งขันรอบเมนดรอว์วันที่สาม

    ประเภทหญิงเดี่ยว รอบสอง (16 คน) “น้องบัว” กมลวรรณ ยอดเพ็ชร ดาวรุ่งวัย 18 ปี ดีกรีทีมชาติชุดใหญ่และแชมป์บิลลี จีน คิง คัพ 2026 มืออันดับ 1067 ของโลก ยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เอาชนะ ธนัชพร ยังโหมด นักหวดรุ่นพี่มือ 502 ไอทีเอฟ แรงกิ้ง ไปได้ 2-0 เซต 6-4 และ 6-3 ผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศไปพบกับ อี คยอง ซอ จากเกาหลีใต้

    ขณะที่ “อีฟ” พัชรินทร์ ชีพชาญเดช มือวางอันดับ 1 ของรายการ และมือ 452 ของโลก เดินหน้าเก็บชัยชนะเหนือ เหวียน เคนซี จากสหรัฐฯ โดยในเซตสามขณะที่ พัชรินทร์ นำอยู่ 4-0 ทางนักหวดอเมริกันมีอาการบาดเจ็บสะโพกจนต้องขอยอมแพ้ (Ret.) ส่งผลให้ พัชรินทร์ ชนะไปด้วยสกอร์ 4-6, 6-1 และ 4-0 ผ่านเข้ารอบ 8 คนสุดท้ายไปดวลกับ นาโฮะ ซาโตะ มือวาง 6 จากญี่ปุ่นต่อไป

    ด้านประเภทชายคู่ รอบก่อนรองชนะเลิศ กษิดิศ สำเร็จ จับคู่กับ ภวิชญ์ สอนหลักทรัพย์ สองนักเทนนิสหนุ่มไทย ผนึกกำลังเอาชนะ ไอแซค เบครอฟท์ และ แอนตัน เชปป์ จากนิวซีแลนด์ ไปอย่างตื่นเต้น 2-1 เซต 6-3, 4-6 และซูเปอร์ไทเบรก 10-8 ทะยานสู่รอบรองชนะเลิศไปพบกับคู่มือวาง 1 อย่าง ชาร์ลส์ แบร์รี (ไอร์แลนด์) และ โจชัว ชาร์ลตัน (ออสเตรเลีย)

    สรุปผลการแข่งขันคู่อื่นที่น่าสนใจ:

    หญิงเดี่ยว รอบสอง

    • ลีเดียร์ พอดโกริชานี่ แพ้ หลิว หยูฮั่น (จีน) 1-6, 4-6

    • นาโฮะ ซาโตะ (6-ญี่ปุ่น) ชนะ ไอชิ ดาส (นิวซีแลนด์) 6-4, 6-3

    • อี คยอง ซอ (เกาหลีใต้) ชนะ จาง จุนฮัน (5-จีน) 4-6, 6-4 Ret.

    ชายเดี่ยว รอบสอง

    • มิตสึกิ เหว่ย คัง ลีออง (มาเลเซีย) ชนะ ชิน ซานฮุย (1-เกาหลีใต้) 6-3, 6-2

    • ครูซ ฮิววิตต์ (ออสเตรเลีย) ชนะ ไอแซค เบครอฟต์ (นิวซีแลนด์) 6-4, 6-2

    หญิงคู่ รอบก่อนรองชนะเลิศ

    • อัญชิสา ฉันทะ / ทรรศพร นาคหล่อ (วาง 3) ชนะ อี คยอง ซอ / อี เยซอ (เกาหลีใต้) 6-3, 6-1

    ชายคู่ รอบก่อนรองชนะเลิศ

    • ฐานทัพ สุขสำราญ / มาร์คุส มาลาซแชค วูยือ แพ้ ชาร์ลส์ แบร์รี / โจชัว ชาร์ลตัน (1-ไอร์แลนด์/ออสเตรเลีย) 6-7(6-8), 6-7(1-7)

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/103442/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QMKW20WFQUkkuIIrIsn_N