Category: ไอที

  • “ชีวิตที่ต้องแลก กับขนส่งไม่เท่าเทียม” รถไฟฟ้า 20 บาท… ก้าวแรกของความเป็นธรรม

    “ชีวิตที่ต้องแลก กับขนส่งไม่เท่าเทียม” รถไฟฟ้า 20 บาท... ก้าวแรกของความเป็นธรรม

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ ข่าวการเสียชีวิตของ “คุณแม่ติ๋ว” หญิงวัย 58 ปีที่ต้องเดินเท้ากลับบ้านกลางดึกเพราะไม่มีรถโดยสารให้บริการ ได้กลายเป็นกระแสสะเทือนใจในสังคมไทยอีกครั้ง เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพชัดเจนของปัญหาเชิงโครงสร้างด้าน ขนส่งสาธารณะ ที่ยังขาดความครอบคลุมและปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนรายได้น้อย และผู้ที่อาศัยอยู่นอกเขตเมือง

    กรณีดังกล่าวย้ำเตือนคำถามสำคัญว่า “ระบบขนส่งสาธารณะของไทย ปลอดภัย และเท่าเทียมสำหรับทุกคนแล้วหรือยัง?”

    กลุ่มเปราะบางเสี่ยงสูง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ

    กรณีนี้ไม่ใช่ครั้งแรก และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย หากยังไม่มีการปรับระบบให้ทุกคนสามารถเข้าถึงขนส่งสาธารณะได้อย่างเท่าเทียม นอกจากแรงงานที่มีรายได้น้อยแล้ว กลุ่มเปราะบางอย่าง “ผู้สูงอายุ” ก็เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักจากระบบขนส่งที่ไม่ปลอดภัยและไม่เป็นมิตร

    ข้อมูลจากระบบบูรณาการผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 3 ฐาน  ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (2558–2567) จำนวนผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มขึ้นจาก 2,834 ราย เป็น 4,307 ราย หรือคิดเป็น เพิ่มขึ้นกว่า 51.8% โดยผู้เสียชีวิตกว่า 80% เป็นผู้ขับขี่เอง ยานพาหนะที่ทำให้เสียชีวิตมากที่สุดคือ รถจักรยานยนต์ สาเหตุหลักมาจากความเสื่อมของร่างกายตามวัย โรคประจำตัว และระบบขนส่งที่ไม่เอื้อต่อการเดินทางอย่างปลอดภัย

    ตัวเลขเหล่านี้ ตอกย้ำว่า ขนส่งสาธารณะไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการเดินทาง แต่เป็นเงื่อนไขของชีวิตและความปลอดภัย

    รถไฟฟ้า 20 บาท ก้าวแรกขนส่งที่เป็นธรรม

    วันที่ 1 ตุลาคมนี้ รัฐบาลจะเริ่มเดินหน้า “นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ครอบคลุม 8 เส้นทาง ซึ่งถือเป็นก้าวแรกในการแก้ปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ต้องแบกรับค่าเดินทางวันละหลายสิบจนถึงหลักร้อยบาท หากนโยบายนี้สำเร็จ ค่าเดินทางต่อเที่ยวจะไม่เกิน 20 บาท ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้หลายพันบาทต่อเดือน และเปิดทางให้คนทุกระดับรายได้เข้าถึงระบบขนส่งที่รวดเร็วและปลอดภัย

    ปัจจุบัน ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ อยู่ในช่วง 16–44 บาทต่อเที่ยว หากต้องเปลี่ยนหลายสาย ค่ารถรายวันอาจแตะ 70–100 บาท/วัน คนทำงานหาเช้ากินค่ำ มักถูกกีดกันจากระบบรางที่แพงเกินไป นโยบายนี้ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เมื่อการเดินทางถูกลง คนชานเมืองมีโอกาสเข้ามาทำงาน เรียน หรือใช้บริการในเมืองได้มากขึ้น ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความเป็นธรรมในสังคม และเมื่อคนมีเงินเหลือจากค่าเดินทาง ก็จะมีเงินไปใช้จ่ายด้านอื่น ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    หลายคนตั้งคำถามว่า การที่รัฐบาลใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่ออุดหนุนโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย จะคุ้มหรือไม่ หรือมีแค่คนบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์ ซึ่งผลการศึกษาของภาครัฐงบประมาณที่ต้องจ่ายตลอดระยะเวลาโครงการ 1 ต.ค. 68 – 30 ก.ย. 69 อยู่ที่ประมาณ 5,500 ล้านบาท ขณะที่ผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจที่จะได้รับมีมูลค่ากว่า 21,000 ล้านบาท ทั้งการประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้รถ เวลาในการเดินทาง ค่าความสุข การลดมูลค่าความสูญเสียจากอุบัติเหตุ และด้านสิ่งแวดล้อมจากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

    ถึงเวลาจัดระบบ ขนส่งสาธารณะ “เพื่อคนทุกกลุ่ม”

    ระบบขนส่งที่ปลอดภัยและเป็นธรรม ถือเป็นนโยบายเรือธงของสภาผู้บริโภค ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญแค่ราคาที่ “ถูก” แต่ต้อง “เข้าถึงได้” สำหรับทุกคน ทุกวัย ทุกเวลา และทุกพื้นที่ ที่นอกจากจะเน้นเรื่อง “20 บาทตลอดสาย” ต้องมีระบบเชื่อมต่อขนส่งหลักกับระบบรองให้ครอบคลุมถึงชุมชนรอบนอก ออกแบบขนส่งสาธารณะให้ปลอดภัยและเหมาะสมกับผู้สูงอายุ พัฒนาจุดรอรถให้ปลอดภัย สว่าง และมีระบบแจ้งเตือน รวมถึงบูรณาการระบบ “เดินทางต่อเนื่องไร้รอยต่อ” (Seamless Transit)

    “รถไฟฟ้า 20 บาท” คือก้าวแรกของการพัฒนาขนส่งให้คนไทยเดินทางได้ในราคาที่เป็นธรรม แต่หากนโยบายไม่มองเห็น “คนที่ยังขึ้นรถไฟฟ้าไม่ได้” เช่น แม่บ้านที่ต้องเดินกลับบ้านยามดึก หรือผู้สูงอายุที่ยังต้องขี่มอเตอร์ไซค์เพียงลำพัง ความสูญเสียเช่นกรณีคุณแม่ติ๋ว หรือสถิติการเสียชีวิตของผู้สูงอายุ อาจยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป

    การเดินทางที่ปลอดภัย คือสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน และระบบขนส่งที่ดี ไม่ใช่แค่ “วิ่งเร็ว” หรือ “ราคาถูก” แต่ต้อง “เข้าถึงได้ เป็นธรรม และคุ้มครองชีวิต” อย่างแท้จริง นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย หากทำได้ดีจะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปเมืองให้เป็นธรรม ทั้งในแง่โอกาส เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกกลุ่ม


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    American tourist who hit Thai woman while riding dirt bike falls to his knees upon learning she died

    ผู้บริโภคเฮ! รถไฟฟ้า 20 บาท แต่กังวลบางกลุ่มถูกจำกัดสิทธิ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/24072568_public-transport_article/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kf3DbM_6ubWOe05adZMDD

  • “ชีวิตที่ต้องแลก กับขนส่งไม่เท่าเทียม” รถไฟฟ้า 20 บาท… ก้าวแรกของความเป็นธรรม

    “ชีวิตที่ต้องแลก กับขนส่งไม่เท่าเทียม” รถไฟฟ้า 20 บาท... ก้าวแรกของความเป็นธรรม

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ ข่าวการเสียชีวิตของ “คุณแม่ติ๋ว” หญิงวัย 58 ปีที่ต้องเดินเท้ากลับบ้านกลางดึกเพราะไม่มีรถโดยสารให้บริการ ได้กลายเป็นกระแสสะเทือนใจในสังคมไทยอีกครั้ง เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพชัดเจนของปัญหาเชิงโครงสร้างด้าน ขนส่งสาธารณะ ที่ยังขาดความครอบคลุมและปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนรายได้น้อย และผู้ที่อาศัยอยู่นอกเขตเมือง

    กรณีดังกล่าวย้ำเตือนคำถามสำคัญว่า “ระบบขนส่งสาธารณะของไทย ปลอดภัย และเท่าเทียมสำหรับทุกคนแล้วหรือยัง?”

    กลุ่มเปราะบางเสี่ยงสูง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ

    กรณีนี้ไม่ใช่ครั้งแรก และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย หากยังไม่มีการปรับระบบให้ทุกคนสามารถเข้าถึงขนส่งสาธารณะได้อย่างเท่าเทียม นอกจากแรงงานที่มีรายได้น้อยแล้ว กลุ่มเปราะบางอย่าง “ผู้สูงอายุ” ก็เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักจากระบบขนส่งที่ไม่ปลอดภัยและไม่เป็นมิตร

    ข้อมูลจากระบบบูรณาการผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 3 ฐาน  ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (2558–2567) จำนวนผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มขึ้นจาก 2,834 ราย เป็น 4,307 ราย หรือคิดเป็น เพิ่มขึ้นกว่า 51.8% โดยผู้เสียชีวิตกว่า 80% เป็นผู้ขับขี่เอง ยานพาหนะที่ทำให้เสียชีวิตมากที่สุดคือ รถจักรยานยนต์ สาเหตุหลักมาจากความเสื่อมของร่างกายตามวัย โรคประจำตัว และระบบขนส่งที่ไม่เอื้อต่อการเดินทางอย่างปลอดภัย

    ตัวเลขเหล่านี้ ตอกย้ำว่า ขนส่งสาธารณะไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการเดินทาง แต่เป็นเงื่อนไขของชีวิตและความปลอดภัย

    รถไฟฟ้า 20 บาท ก้าวแรกขนส่งที่เป็นธรรม

    วันที่ 1 ตุลาคมนี้ รัฐบาลจะเริ่มเดินหน้า “นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ครอบคลุม 8 เส้นทาง ซึ่งถือเป็นก้าวแรกในการแก้ปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ต้องแบกรับค่าเดินทางวันละหลายสิบจนถึงหลักร้อยบาท หากนโยบายนี้สำเร็จ ค่าเดินทางต่อเที่ยวจะไม่เกิน 20 บาท ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้หลายพันบาทต่อเดือน และเปิดทางให้คนทุกระดับรายได้เข้าถึงระบบขนส่งที่รวดเร็วและปลอดภัย

    ปัจจุบัน ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ อยู่ในช่วง 16–44 บาทต่อเที่ยว หากต้องเปลี่ยนหลายสาย ค่ารถรายวันอาจแตะ 70–100 บาท/วัน คนทำงานหาเช้ากินค่ำ มักถูกกีดกันจากระบบรางที่แพงเกินไป นโยบายนี้ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เมื่อการเดินทางถูกลง คนชานเมืองมีโอกาสเข้ามาทำงาน เรียน หรือใช้บริการในเมืองได้มากขึ้น ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความเป็นธรรมในสังคม และเมื่อคนมีเงินเหลือจากค่าเดินทาง ก็จะมีเงินไปใช้จ่ายด้านอื่น ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    หลายคนตั้งคำถามว่า การที่รัฐบาลใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่ออุดหนุนโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย จะคุ้มหรือไม่ หรือมีแค่คนบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์ ซึ่งผลการศึกษาของภาครัฐงบประมาณที่ต้องจ่ายตลอดระยะเวลาโครงการ 1 ต.ค. 68 – 30 ก.ย. 69 อยู่ที่ประมาณ 5,500 ล้านบาท ขณะที่ผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจที่จะได้รับมีมูลค่ากว่า 21,000 ล้านบาท ทั้งการประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้รถ เวลาในการเดินทาง ค่าความสุข การลดมูลค่าความสูญเสียจากอุบัติเหตุ และด้านสิ่งแวดล้อมจากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

    ถึงเวลาจัดระบบ ขนส่งสาธารณะ “เพื่อคนทุกกลุ่ม”

    ระบบขนส่งที่ปลอดภัยและเป็นธรรม ถือเป็นนโยบายเรือธงของสภาผู้บริโภค ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญแค่ราคาที่ “ถูก” แต่ต้อง “เข้าถึงได้” สำหรับทุกคน ทุกวัย ทุกเวลา และทุกพื้นที่ ที่นอกจากจะเน้นเรื่อง “20 บาทตลอดสาย” ต้องมีระบบเชื่อมต่อขนส่งหลักกับระบบรองให้ครอบคลุมถึงชุมชนรอบนอก ออกแบบขนส่งสาธารณะให้ปลอดภัยและเหมาะสมกับผู้สูงอายุ พัฒนาจุดรอรถให้ปลอดภัย สว่าง และมีระบบแจ้งเตือน รวมถึงบูรณาการระบบ “เดินทางต่อเนื่องไร้รอยต่อ” (Seamless Transit)

    “รถไฟฟ้า 20 บาท” คือก้าวแรกของการพัฒนาขนส่งให้คนไทยเดินทางได้ในราคาที่เป็นธรรม แต่หากนโยบายไม่มองเห็น “คนที่ยังขึ้นรถไฟฟ้าไม่ได้” เช่น แม่บ้านที่ต้องเดินกลับบ้านยามดึก หรือผู้สูงอายุที่ยังต้องขี่มอเตอร์ไซค์เพียงลำพัง ความสูญเสียเช่นกรณีคุณแม่ติ๋ว หรือสถิติการเสียชีวิตของผู้สูงอายุ อาจยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป

    การเดินทางที่ปลอดภัย คือสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน และระบบขนส่งที่ดี ไม่ใช่แค่ “วิ่งเร็ว” หรือ “ราคาถูก” แต่ต้อง “เข้าถึงได้ เป็นธรรม และคุ้มครองชีวิต” อย่างแท้จริง นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย หากทำได้ดีจะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปเมืองให้เป็นธรรม ทั้งในแง่โอกาส เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกกลุ่ม


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    American tourist who hit Thai woman while riding dirt bike falls to his knees upon learning she died

    ผู้บริโภคเฮ! รถไฟฟ้า 20 บาท แต่กังวลบางกลุ่มถูกจำกัดสิทธิ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/24072568_public-transport_article/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kf3DbM_6ubWOe05adZMDD

  • “ชีวิตที่ต้องแลก กับขนส่งไม่เท่าเทียม” รถไฟฟ้า 20 บาท… ก้าวแรกของความเป็นธรรม

    “ชีวิตที่ต้องแลก กับขนส่งไม่เท่าเทียม” รถไฟฟ้า 20 บาท... ก้าวแรกของความเป็นธรรม

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ ข่าวการเสียชีวิตของ “คุณแม่ติ๋ว” หญิงวัย 58 ปีที่ต้องเดินเท้ากลับบ้านกลางดึกเพราะไม่มีรถโดยสารให้บริการ ได้กลายเป็นกระแสสะเทือนใจในสังคมไทยอีกครั้ง เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพชัดเจนของปัญหาเชิงโครงสร้างด้าน ขนส่งสาธารณะ ที่ยังขาดความครอบคลุมและปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนรายได้น้อย และผู้ที่อาศัยอยู่นอกเขตเมือง

    กรณีดังกล่าวย้ำเตือนคำถามสำคัญว่า “ระบบขนส่งสาธารณะของไทย ปลอดภัย และเท่าเทียมสำหรับทุกคนแล้วหรือยัง?”

    กลุ่มเปราะบางเสี่ยงสูง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ

    กรณีนี้ไม่ใช่ครั้งแรก และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย หากยังไม่มีการปรับระบบให้ทุกคนสามารถเข้าถึงขนส่งสาธารณะได้อย่างเท่าเทียม นอกจากแรงงานที่มีรายได้น้อยแล้ว กลุ่มเปราะบางอย่าง “ผู้สูงอายุ” ก็เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักจากระบบขนส่งที่ไม่ปลอดภัยและไม่เป็นมิตร

    ข้อมูลจากระบบบูรณาการผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 3 ฐาน  ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (2558–2567) จำนวนผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มขึ้นจาก 2,834 ราย เป็น 4,307 ราย หรือคิดเป็น เพิ่มขึ้นกว่า 51.8% โดยผู้เสียชีวิตกว่า 80% เป็นผู้ขับขี่เอง ยานพาหนะที่ทำให้เสียชีวิตมากที่สุดคือ รถจักรยานยนต์ สาเหตุหลักมาจากความเสื่อมของร่างกายตามวัย โรคประจำตัว และระบบขนส่งที่ไม่เอื้อต่อการเดินทางอย่างปลอดภัย

    ตัวเลขเหล่านี้ ตอกย้ำว่า ขนส่งสาธารณะไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการเดินทาง แต่เป็นเงื่อนไขของชีวิตและความปลอดภัย

    รถไฟฟ้า 20 บาท ก้าวแรกขนส่งที่เป็นธรรม

    วันที่ 1 ตุลาคมนี้ รัฐบาลจะเริ่มเดินหน้า “นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ครอบคลุม 8 เส้นทาง ซึ่งถือเป็นก้าวแรกในการแก้ปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ต้องแบกรับค่าเดินทางวันละหลายสิบจนถึงหลักร้อยบาท หากนโยบายนี้สำเร็จ ค่าเดินทางต่อเที่ยวจะไม่เกิน 20 บาท ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้หลายพันบาทต่อเดือน และเปิดทางให้คนทุกระดับรายได้เข้าถึงระบบขนส่งที่รวดเร็วและปลอดภัย

    ปัจจุบัน ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ อยู่ในช่วง 16–44 บาทต่อเที่ยว หากต้องเปลี่ยนหลายสาย ค่ารถรายวันอาจแตะ 70–100 บาท/วัน คนทำงานหาเช้ากินค่ำ มักถูกกีดกันจากระบบรางที่แพงเกินไป นโยบายนี้ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เมื่อการเดินทางถูกลง คนชานเมืองมีโอกาสเข้ามาทำงาน เรียน หรือใช้บริการในเมืองได้มากขึ้น ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความเป็นธรรมในสังคม และเมื่อคนมีเงินเหลือจากค่าเดินทาง ก็จะมีเงินไปใช้จ่ายด้านอื่น ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    หลายคนตั้งคำถามว่า การที่รัฐบาลใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่ออุดหนุนโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย จะคุ้มหรือไม่ หรือมีแค่คนบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์ ซึ่งผลการศึกษาของภาครัฐงบประมาณที่ต้องจ่ายตลอดระยะเวลาโครงการ 1 ต.ค. 68 – 30 ก.ย. 69 อยู่ที่ประมาณ 5,500 ล้านบาท ขณะที่ผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจที่จะได้รับมีมูลค่ากว่า 21,000 ล้านบาท ทั้งการประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้รถ เวลาในการเดินทาง ค่าความสุข การลดมูลค่าความสูญเสียจากอุบัติเหตุ และด้านสิ่งแวดล้อมจากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

    ถึงเวลาจัดระบบ ขนส่งสาธารณะ “เพื่อคนทุกกลุ่ม”

    ระบบขนส่งที่ปลอดภัยและเป็นธรรม ถือเป็นนโยบายเรือธงของสภาผู้บริโภค ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญแค่ราคาที่ “ถูก” แต่ต้อง “เข้าถึงได้” สำหรับทุกคน ทุกวัย ทุกเวลา และทุกพื้นที่ ที่นอกจากจะเน้นเรื่อง “20 บาทตลอดสาย” ต้องมีระบบเชื่อมต่อขนส่งหลักกับระบบรองให้ครอบคลุมถึงชุมชนรอบนอก ออกแบบขนส่งสาธารณะให้ปลอดภัยและเหมาะสมกับผู้สูงอายุ พัฒนาจุดรอรถให้ปลอดภัย สว่าง และมีระบบแจ้งเตือน รวมถึงบูรณาการระบบ “เดินทางต่อเนื่องไร้รอยต่อ” (Seamless Transit)

    “รถไฟฟ้า 20 บาท” คือก้าวแรกของการพัฒนาขนส่งให้คนไทยเดินทางได้ในราคาที่เป็นธรรม แต่หากนโยบายไม่มองเห็น “คนที่ยังขึ้นรถไฟฟ้าไม่ได้” เช่น แม่บ้านที่ต้องเดินกลับบ้านยามดึก หรือผู้สูงอายุที่ยังต้องขี่มอเตอร์ไซค์เพียงลำพัง ความสูญเสียเช่นกรณีคุณแม่ติ๋ว หรือสถิติการเสียชีวิตของผู้สูงอายุ อาจยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป

    การเดินทางที่ปลอดภัย คือสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน และระบบขนส่งที่ดี ไม่ใช่แค่ “วิ่งเร็ว” หรือ “ราคาถูก” แต่ต้อง “เข้าถึงได้ เป็นธรรม และคุ้มครองชีวิต” อย่างแท้จริง นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย หากทำได้ดีจะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปเมืองให้เป็นธรรม ทั้งในแง่โอกาส เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกกลุ่ม


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    American tourist who hit Thai woman while riding dirt bike falls to his knees upon learning she died

    ผู้บริโภคเฮ! รถไฟฟ้า 20 บาท แต่กังวลบางกลุ่มถูกจำกัดสิทธิ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/24072568_public-transport_article/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kf3DbM_6ubWOe05adZMDD

  • C

    ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาหลักสูตรจีนเพื่อการสื่อสารธุรกิจ รุ่นที่ 65

    คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาหลักสูตรจีนเพื่อการสื่อสารธุรกิจ ที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตร 2+2 จาก Xi’an University สาธารณรัฐประชาชนจีน
    โอกาสดีๆ ที่นักศึกษาได้เรียนรู้ทั้งภาษาจีนและประสบการณ์ในต่างประเทศ พร้อมเติบโตสู่สายงานระดับนานาชาติในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/liberal-arts/news-activity/17894/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dsNn3O82_9DUz18sI25AQ

  • R

    AOC 1441 เตือนภัย “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” อ้างเป็น “ตำรวจ” ข่มขู่ผู้เสียหายเอี่ยวคดีฟอกเงิน – ยาเสพติด พบสูญเงินกว่า 25 ล้านบาท

    AOC 1441 เตือนภัย “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” อ้างเป็น “ตำรวจ” ข่มขู่ผู้เสียหายเอี่ยวคดีฟอกเงิน – ยาเสพติด พบสูญเงินกว่า 25 ล้านบาท

    นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 26 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย

    คดีที่ 1 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 14,115,680 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างเป็นพนักงานขนส่งแจ้งว่าเอกสารของผู้เสียหายถูกตีกลับ และได้โอนสายสนทนาไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ผู้เสียหายดำเนินการแจ้งความ จากนั้นมิจฉาชีพให้เพิ่มเพื่อนทาง Line อ้างว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า การฟอกเงิน และยาเสพติด ให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน หากไม่ทำตามจะได้รับโทษขั้นร้ายแรง ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไป ภายหลังไม่สามารถติดต่อมิจฉาชีพได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก

    คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) มูลค่าความเสียหาย 3,257,056 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทางแอปพลิเคชันหาคู่ ใช้โพรไฟล์เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี การศึกษาดี ผู้เสียหายสนใจจึงพูดคุยสักระยะหนึ่งแล้วเพิ่มเพื่อนทาง Line มิจฉาชีพชักชวนให้โอนเงินเพื่อร่วมลงทุน แจ้งว่าเพื่อต้องการสร้างชีวิตคู่ไปด้วยกัน โดยเป็นการโอนเงินให้มิจฉาชีพนำไปลงทุนให้ หลังโอนเงินไปมิจฉาชีพแจ้งว่ากำลังตกเป็นผู้ต้องหาคดีฟอกเงิน หากผู้เสียหายไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องให้โอนเงินไปเพื่อให้พ้นข้อกล่าวหา ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปให้ ภายหลังมิจฉาชีพแจ้งให้โอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก

    คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 3,330,587 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่จากกองคลัง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แจ้งว่าได้จัดส่งอีเมลให้ 2 ฉบับ แต่ผู้เสียหายได้รับเพียง 1ฉบับ มิจฉาชีพจึงขอให้เพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นมิจฉาชีพแจ้งว่าจะมีการคุ้มครองบัญชีเงินฝาก โดยให้ผู้เสียหายโอนเงินไปเพื่อทำการคุ้มครองเงินฝาก และแจ้งว่าเป็นการโอนเงินชั่วคราวจะได้รับเงินคืน ภายหลังโอนเงินไปไม่สามารถติดต่อได้และไม่ได้รับเงินคืน ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก

    คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 1,854,035 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Instagram ใช้โพรไฟล์เป็นหนุ่มฐานะดี จากนั้นมิจฉาชีพชักชวนทำงานหารายได้พิเศษ ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line มิจฉาชีพแจ้งว่าให้โอนเงินเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมแล้วจะได้รับค่าคอมมิชชัน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปช่วงแรกได้รับเงินคืนจริง ภายหลังโอนเงินเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพอ้างว่า
    ต้องโอนเงินเพื่อจ่ายค่าภาษี ค่าประกันบัญชี และค่านิติบุคคล ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก

    และคดีที่ 5 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 2,514,660 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถช่วยเหลือเรื่องคดีที่ถูกมิจฉาชีพหลอกโอนเงิน และสามารถนำเงินที่ถูกหลอกกลับคืนมาได้ แต่จะต้องโอนเงินไปตามขั้นตอนเพื่อตรวจสอบบัญชี ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป จากนั้นมิจฉาชีพยังคงติดต่อให้โอนเงินเพิ่มอีกเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่เหลือเงินในบัญชี ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก

    สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 25,072,018 บาท

    ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 23 พฤษภาคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้
    1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,766,746 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,062 สาย
    2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 684,603 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,280 บัญชี
    3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 217,405 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.76 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 159,294 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.27 (3) หลอกลวงลงทุน 96,853 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.15 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 90,116 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 13.16 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 49,155 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.18 (และคดีอื่นๆ 71,780 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 10.48)

    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพใช้กลอุบายข่มขู่ผู้เสียหาย โดยอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ลวงว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า คดีฟอกเงิน และยาเสพติด ขณะเดียวกันมิจฉาชีพยังมีการหลอกลวงให้รัก รับรางวัล หรือการหารายได้พิเศษ ซึ่งพบว่ามีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 25 ล้านบาท ทั้งนี้ขอย้ำว่า หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด ดังนั้นหากมีการติดต่อเข้ามา ให้ประเมินว่าเป็นการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบและติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวงดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

    หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441
    แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)
    | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

    ————————————————————————————–

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaigov.go.th/news/contents/ministry_details/97035&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l1DT7uuk-zDbbOo_xBHcR

  • R

    AOC 1441 เตือนภัย “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” อ้างเป็น “ตำรวจ” ข่มขู่ผู้เสียหายเอี่ยวคดีฟอกเงิน – ยาเสพติด พบสูญเงินกว่า 25 ล้านบาท

    AOC 1441 เตือนภัย “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” อ้างเป็น “ตำรวจ” ข่มขู่ผู้เสียหายเอี่ยวคดีฟอกเงิน – ยาเสพติด พบสูญเงินกว่า 25 ล้านบาท

    นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 26 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย

    คดีที่ 1 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 14,115,680 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างเป็นพนักงานขนส่งแจ้งว่าเอกสารของผู้เสียหายถูกตีกลับ และได้โอนสายสนทนาไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ผู้เสียหายดำเนินการแจ้งความ จากนั้นมิจฉาชีพให้เพิ่มเพื่อนทาง Line อ้างว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า การฟอกเงิน และยาเสพติด ให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน หากไม่ทำตามจะได้รับโทษขั้นร้ายแรง ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไป ภายหลังไม่สามารถติดต่อมิจฉาชีพได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก

    คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) มูลค่าความเสียหาย 3,257,056 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทางแอปพลิเคชันหาคู่ ใช้โพรไฟล์เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี การศึกษาดี ผู้เสียหายสนใจจึงพูดคุยสักระยะหนึ่งแล้วเพิ่มเพื่อนทาง Line มิจฉาชีพชักชวนให้โอนเงินเพื่อร่วมลงทุน แจ้งว่าเพื่อต้องการสร้างชีวิตคู่ไปด้วยกัน โดยเป็นการโอนเงินให้มิจฉาชีพนำไปลงทุนให้ หลังโอนเงินไปมิจฉาชีพแจ้งว่ากำลังตกเป็นผู้ต้องหาคดีฟอกเงิน หากผู้เสียหายไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องให้โอนเงินไปเพื่อให้พ้นข้อกล่าวหา ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปให้ ภายหลังมิจฉาชีพแจ้งให้โอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก

    คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 3,330,587 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่จากกองคลัง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แจ้งว่าได้จัดส่งอีเมลให้ 2 ฉบับ แต่ผู้เสียหายได้รับเพียง 1ฉบับ มิจฉาชีพจึงขอให้เพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นมิจฉาชีพแจ้งว่าจะมีการคุ้มครองบัญชีเงินฝาก โดยให้ผู้เสียหายโอนเงินไปเพื่อทำการคุ้มครองเงินฝาก และแจ้งว่าเป็นการโอนเงินชั่วคราวจะได้รับเงินคืน ภายหลังโอนเงินไปไม่สามารถติดต่อได้และไม่ได้รับเงินคืน ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก

    คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 1,854,035 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Instagram ใช้โพรไฟล์เป็นหนุ่มฐานะดี จากนั้นมิจฉาชีพชักชวนทำงานหารายได้พิเศษ ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line มิจฉาชีพแจ้งว่าให้โอนเงินเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมแล้วจะได้รับค่าคอมมิชชัน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปช่วงแรกได้รับเงินคืนจริง ภายหลังโอนเงินเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพอ้างว่า
    ต้องโอนเงินเพื่อจ่ายค่าภาษี ค่าประกันบัญชี และค่านิติบุคคล ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก

    และคดีที่ 5 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 2,514,660 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถช่วยเหลือเรื่องคดีที่ถูกมิจฉาชีพหลอกโอนเงิน และสามารถนำเงินที่ถูกหลอกกลับคืนมาได้ แต่จะต้องโอนเงินไปตามขั้นตอนเพื่อตรวจสอบบัญชี ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป จากนั้นมิจฉาชีพยังคงติดต่อให้โอนเงินเพิ่มอีกเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่เหลือเงินในบัญชี ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก

    สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 25,072,018 บาท

    ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 23 พฤษภาคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้
    1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,766,746 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,062 สาย
    2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 684,603 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,280 บัญชี
    3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 217,405 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.76 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 159,294 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.27 (3) หลอกลวงลงทุน 96,853 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.15 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 90,116 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 13.16 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 49,155 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.18 (และคดีอื่นๆ 71,780 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 10.48)

    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพใช้กลอุบายข่มขู่ผู้เสียหาย โดยอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ลวงว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า คดีฟอกเงิน และยาเสพติด ขณะเดียวกันมิจฉาชีพยังมีการหลอกลวงให้รัก รับรางวัล หรือการหารายได้พิเศษ ซึ่งพบว่ามีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 25 ล้านบาท ทั้งนี้ขอย้ำว่า หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด ดังนั้นหากมีการติดต่อเข้ามา ให้ประเมินว่าเป็นการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบและติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวงดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

    หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441
    แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)
    | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

    ————————————————————————————–

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaigov.go.th/news/contents/ministry_details/97035&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l1DT7uuk-zDbbOo_xBHcR

  • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดงานประเพณีวัฒนธรรมผู้ไทบุญบั้งไฟตะไลล้าน – NBT CONNEXT

    วันที่ 17 พฤษภาคม 2568 ณ เทศบาลตำบลกุดหว้า ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณีวัฒนธรรมผู้ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thainews.prd.go.th/thainews/news/view/1129603/%3Fbid%3D1&ct=ga&cd=CAIyHDQ0NjY1ZWY2MjlkYzlhNDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pscmNyhxIPGmxK4AHziGt

  • อิหร่านประกาศขยายความร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียนกับจีน

    อิหร่านประกาศขยายความร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียนกับจีน

    สำนักข่าวไอเอสเอ็นเอของอิหร่าน (ISNA) รายงานว่า โมห์เซน ทาร์ซตาลาบ รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานอิหร่านรประกาศว่า อิหร่านมีแผนขยายความร่วมมือกับจีนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนของประเทศ

    ทาร์ซตาลาบ ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าองค์กรพลังงานหมุนเวียนและประสิทธิภาพพลังงานของอิหร่านกล่าวสุนทรพจน์ในงานแสดงสินค้านานาชาติด้านพลังงานหมุนเวียนและประสิทธิภาพพลังงาน ครั้งที่ 14 ณ กรุงเตหะรานเมื่อวานนี้ (2 ม.ค.) โดยระบุว่า อิหร่านได้วางแผนเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้แล้ว

    ทาร์ซตาลาบกล่าวว่า จีนเป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำของโลกด้านพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีล้ำสมัยในอุตสาหกรรมนี้ พร้อมเสริมว่า “ด้วยการเพิ่มความร่วมมือกับผู้ประกอบการและภาคเอกชนของจีน อิหร่านก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศนี้ได้”

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า งานแสดงสินค้าที่จัดขึ้นเป็นระยะเวลา 4 วันตั้งแต่เมื่อวานนี้ มีบริษัทอิหร่าน 150 แห่ง และบริษัทต่างชาติอีก 19 แห่งจากจีน ออสเตรีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เยอรมนี โอมาน และตุรกี เข้าร่วมแสดงผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมล่าสุด

  • ผู้บริหารบริษัททัวร์ 6 แห่งจากประเทศไทยร่วมงานนิทรรศการการท่องเที่ยวระหว่างประเทศอิหร่าน (ITF2025)

    ผู้บริหารบริษัททัวร์ 6 แห่งจากประเทศไทยร่วมงานนิทรรศการการท่องเที่ยวระหว่างประเทศอิหร่าน (ITF2025)

    การประชุมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศของอิหร่าน (ITF2025) ครั้งแรก จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–12 พฤษภาคม 2568 ณ กรุงเตหะราน โดยมีผู้บริหารบริษัทนำเที่ยวและผู้นำทัวร์ (Tour Leaders) จำนวน 147 คน จาก 33 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เข้าร่วมงาน

    ผู้บริหารจากบริษัททัวร์ของไทย 6 แห่ง ได้เข้าร่วมงานและเดินทางเยี่ยมชมเมืองสำคัญของอิหร่าน ได้แก่ ชีราซ อิสฟาฮาน และเกาะคีช พร้อมแสดงเจตจำนงและความสนใจในการประชาสัมพันธ์อิหร่านในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทย รวมถึงการจัดโปรแกรมทัวร์อิหร่านในอนาคต

    ทั้งนี้ งานดังกล่าวจัดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอิหร่านและประเทศไทยในปี 2025 โดยการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกันถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระดับประชาชนระหว่างทั้งสองประเทศ

     

  • เป็นห่วงคนไทยตกหลุมดำ รัฐบาลไทย-ไมโครซอฟท์เร่งปูพรมทักษะ AI

    เป็นห่วงคนไทยตกหลุมดำ รัฐบาลไทย-ไมโครซอฟท์เร่งปูพรมทักษะ AI

    กังวลคนไทยตกหลุมดำ คาดภายในปี 2573 ราว 70% ของทักษะทำงานที่จำเป็นคือทักษะ AI และเป็นทักษะอันดับ 1 ที่นายจ้างต้องการ รัฐบาลไทยร่วมมือไมโครซอฟท์ เปิดตัวโครงการ THAI Academy ให้โอกาสเรียน AI ฟรีกว่า 200 หลักสูตร ตั้งแต่ปูพื้นฐานไปถึงนักพัฒนาซอฟต์แวร์

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า รัฐบาลไทยได้ร่วมกับบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวโครงการ THAI Academy เพื่อให้เป็นไปตามแผนงานของภาครัฐในการจับมือกับผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยี เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยโดยเร็วที่สุด

    “AI เป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญในการนำพาประเทศไทยให้ก้าวเดินและเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งบนเวทีโลก รัฐบาลไทยได้วางแผนแม่บท AI แห่งชาติ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพในหลายมิติ และยังได้เห็นชอบให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศ (National AI Committee) หรือบอร์ดเอไอแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งจะมีการประชุมนัดแรกภายในเดือน เม.ย.68 เพื่อวางเป้าขับเคลื่อนเทคโนโลยี AI อย่างเป็นระบบทั่วประเทศ และพิจารณาแผนแม่บท AI ที่จะครอบคลุมการสร้างความรู้ความเข้าใจด้าน AI ให้ประชาชน (AI Literacy), พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล, สนับสนุน LLM ภาษาไทย

    ด้านนายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไมโครซอฟท์  (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภายในปี 2573 คาดว่า 70% ของทักษะที่จำเป็นในการทำงาน จะเป็นทักษะด้าน AI (ปัญญาประดิษฐ์) โดยงานที่ต้องการทักษะด้าน AI มีอัตราเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า ทำให้ทักษะด้าน AI และบิ๊กดาต้า (Big Data) คือทักษะหลักอันดับ 1 ที่นายจ้างต้องการ

    “โครงการ THAI Academy เป็นโครงการเรียน AI ฟรีกว่า 200 หลักสูตร มีให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ปูพื้นฐานไปถึงนักพัฒนาซอฟต์แวร์ หวังช่วยยกระดับพันธกิจการเสริมทักษะด้าน AI ให้ครอบคลุมคนไทยกว่า 1 ล้านคนในปี 2568”

    ก่อนหน้านี้ ไมโครซอฟท์ได้เปิดตัวโครงการ THAI Academy ผ่านการประสานกับหลากหลายหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน พร้อมพันธมิตรจากภาครัฐและภาคเอกชนกว่า 35 องค์กร และขยายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หวังขับเคลื่อนประเทศสู่ยุค AI First เปิดโอกาสการเรียนรู้ทักษะ AI พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานให้กับคนไทย

    โดย AI Skills Navigator แพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้าน AI เพื่อคนไทยทุกคน จากไมโครซอฟท์และพันธมิตร เป็นการรวบรวมกว่า 200 หลักสูตร เพื่อตอบโจทย์การฝึกทักษะ ทำความเข้าใจ และใช้ประโยชน์จาก AI ในหลากหลายสถานการณ์ นับตั้งแต่ผู้เริ่มต้นใช้งาน บุคคลทั่วไป คนทำงานเฉพาะทาง ไปจนถึงนักพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านแพลตฟอร์มนี้ยังสามารถแนะนำหลักสูตรที่เหมาะสม ตรงตามเป้าหมายและความสนใจที่แตกต่างกันไปของผู้เรียนแต่ละคน

    โดยมีหลักสูตรไฮไลต์สำหรับผู้เริ่มเรียนรู้ใน 3 ระดับ ได้แก่ 1. AI Basics-ปูพื้นฐานตั้งแต่ความเข้าใจในเทคโนโลยี AI ประวัติศาสตร์และที่มาเบื้องหลังนวัตกรรม และพื้นฐานในการเริ่มใช้งาน 2.AI Skills for Everyone-หลักสูตรรวบรัดที่เจาะพื้นฐานการใช้งานเครื่องมือ AI บนแพลตฟอร์มของไมโครซอฟท์ในสถานการณ์ประจำวันอย่างถูกต้อง แม่นยำ และได้ผลจริง 3. Azure AI: Zero to Hero-เปิดประตูให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์และนักศึกษาก้าวสู่โลกของคลาวด์และ AI อย่างเต็มตัว กับพื้นฐานในการสรรค์สร้างเครื่องมือและโซลูชันพลังงาน AI เพื่อแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน.