Category: เศรษฐกิจ

  • IMF เตือนเศรษฐกิจโลกใกล้ถึงขีดจำกัด ชี้การเติบโต 95% มาจากเพียง 32 ประเทศ

    IMF เตือนเศรษฐกิจโลกใกล้ถึงขีดจำกัด ชี้การเติบโต 95% มาจากเพียง 32 ประเทศ

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ฉบับเดือนตุลาคม 2026 ภายใต้ธีม Resilience Under Strain, Urgent Choices หรือ ‘ความสามารถในการรับมือวิกฤตที่กำลังถูกทดสอบ กับทางเลือกเชิงนโยบายที่ไม่อาจรอได้’ ระหว่างการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ โดยคาดเศรษฐกิจโลกปี 2026 จะขยายตัว 3.1% ชะลอลงจาก 3.5% ในปี 2025 ก่อนเร่งตัวเป็น 3.4% ในปี 2027

    ตัวเลขคาดการณ์ปี 2026 เพิ่มขึ้น 0.1% จากรายงานเดือนกรกฎาคม และเท่ากับเดือนเมษายน ดูเหมือนแข็งแกร่ง แต่ IMF เตือนว่าความแข็งแกร่งนี้ซ่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สองเรื่อง

    เรื่องแรกคือการเติบโตกำลังกระจุกตัวในไม่กี่ประเทศ ตามสองแรงที่ดึงกันอยู่ คือสงครามในตะวันออกกลางที่ดันราคาพลังงาน และคลื่นลงทุน AI ที่ดันการเติบโต IMF เรียกสภาพนี้ว่า เศรษฐกิจโลกที่แตกออกเป็นสองขั้ว (Split Global Economy) เรื่องที่สองคือความสามารถในการรับมือวิกฤตของโลกกำลังเหลือน้อยลงทุกที

    95% ของการเติบโตโลก มาจากเพียง 32 ประเทศ

    IMF ระบุว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกกระจุกตัวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้มีเพียง 32 ประเทศที่รวมกันคิดเป็น 95% ของการเติบโตทั้งโลก จากเดิม 54 ประเทศในรายงานเดือนเมษายน ขณะเดียวกัน การปรับลดคาดการณ์ก็กระจายวงกว้างขึ้น เกือบครึ่งของประเทศทั่วโลก หรือราว 47% ถูกหั่นคาดการณ์ลง

    ตัวเลขปี 2026 สะท้อนภาพนี้ชัดเจน ไต้หวันคาดว่าจะโตถึง 10.7% และเกาหลีใต้ 3.3% ขณะที่ตะวันออกกลางและเอเชียกลางคาดว่าจะหดตัว 0.3% และซาอุดีอาระเบียหดตัว 3.3%

    IMF แบ่งกลุ่มการเติบโตของประเทศต่างๆ ออกเป็น 4 กลุ่ม จากสองปัจจัยหลัก คือพึ่งพาการนำเข้าพลังงานแค่ไหน และอยู่ในห่วงโซ่เทคโนโลยีมากแค่ไหน

    1. อยู่ในห่วงโซ่ AI และโดนสงครามน้อย เศรษฐกิจทรงตัวหรือแข็งแรงขึ้น ไต้หวันคาดว่าจะโต 10.7% เกาหลีใต้ 3.3% รวมถึงมาเลเซีย สหรัฐฯ และอินเดีย
    2. ผู้ส่งออกพลังงานที่อยู่นอกพื้นที่สงคราม ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น
    3. ผู้นำเข้าพลังงานที่ไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่ AI ลำบากที่สุด ทั้งค่านำเข้าพลังงานแพง ค่าเงินถูกกดดัน และรายได้จริงของประชาชนลดลง ประเทศรายได้ต่ำจำนวนมากอยู่ในกลุ่มนี้
    4. ผู้ผลิตพลังงานในพื้นที่สงคราม ตะวันออกกลางและเอเชียกลางคาดว่าจะหดตัว 0.3% ซาอุดีอาระเบียหดตัว 3.3% ส่วนบาห์เรน อิรัก คูเวต และกาตาร์ หดตัวสองหลัก ก่อนดีดกลับในปี 2027

    IMF เตือนว่าความแตกต่างนี้อาจทำให้ช่องว่างระหว่างประเทศรวยกับประเทศจนกว้างขึ้น ทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศ

    Tenreyro ระบุเพิ่มเติมว่า “การลงทุนด้านเทคโนโลยี แม้จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการรับมือวิกฤตพลังงาน แต่กำลังทำให้ความเสี่ยงกระจุกตัว” ปัจจุบันจีนและสหรัฐฯ นำเข้าฮาร์ดแวร์ AI รวมกันเกิน 75% ของโลก และครองสัดส่วน Data Center ที่สร้างใหม่ 57% ในสถานการณ์จำลองกรณีตลาดประเมินผลตอบแทนจาก AI ใหม่จนตลาดปรับฐาน หุ้นสหรัฐฯ ร่วง 20% และ GDP เอเชียหายไปราว 0.5% ภายในปี 2029

    ทำไมเศรษฐกิจโลกยังไม่ล้ม แม้เจอวิกฤตต่อเนื่อง

    Silvana Tenreyro หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย IMF กล่าวว่า ในเวลาไม่ถึง 7 ปี เศรษฐกิจโลกเจอเหตุการณ์พิเศษต่อเนื่องกัน ตั้งแต่โควิด-19 ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก สงครามยูเครนและตะวันออกกลาง ไปจนถึงกำแพงภาษีที่เปลี่ยนไป แต่เศรษฐกิจโลกยังประคองตัวได้ ตลาดแรงงานแข็งแกร่งกว่าคาด ระบบการเงินผ่านการขึ้นดอกเบี้ยที่แรงที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษมาได้ และเงินเฟ้อในหลายประเทศลดลงจากจุดสูงสุด

    Tenreyro อธิบายว่ามีแรงขับเคลื่อนสำคัญ 2 ประการที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมา

    ประการแรก คือความสามารถในการปรับตัวของระบบพลังงานโลก

    แม้สงครามตะวันออกกลางสร้างแรงกระแทกต่ออุปทานพลังงาน แต่ประเทศต่างๆ สามารถเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง เพิ่มการผลิตจากแหล่งอื่น นำพลังงานสำรองออกมาใช้ และหันไปใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น ขณะที่ประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ดีขึ้นช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

    ประการที่สอง คือการลงทุนใน AI ช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ

    บริษัทต่างๆ ยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะคาดหวังว่า AI จะสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น เพิ่มรายได้ที่แท้จริง และยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต

    แต่ Tenreyro เตือนว่าภูมิต้านทานนี้กำลังตึงตัว หากไม่เสริมกำลังการผลิตและเติมกระสุนทางนโยบาย เศรษฐกิจโลกอาจไปถึงขีดจำกัดในไม่ช้า น้ำมันสำรองที่เคยช่วยพยุงตลาดกำลังร่อยหรอ ทำให้แรงกระแทกทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งต่อไปส่งผ่านไปถึงราคาได้เร็วกว่าเดิม

    เงินเฟ้อยังไม่จบ หนี้สูง กระสุนเหลือน้อย

    IMF คาดเงินเฟ้อโลกจะเร่งจาก 4.1% เป็น 4.7% ในปี 2026 ก่อนลดลงเหลือ 4.1% ในปี 2027 ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 3.9% และ 3.7% ตัวขับหลักคือราคาน้ำมันที่คาดว่าจะสูงขึ้น 41.3% หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ขณะที่ราคาดีเซลและเบนซินยังแพงกว่าก่อนสงคราม 70-95% Tenreyro เตือนว่าหากการลงทุนด้านเทคโนโลยีซ้ำเติมแรงกดดันเงินเฟ้อ ธนาคารกลางอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม

    ด้านการคลัง หนี้สาธารณะของประเทศพัฒนาแล้วคาดว่าจะเพิ่มจาก 108% ของ GDP เป็น 115% ภายในปี 2031 และประเทศตลาดเกิดใหม่จาก 74% เป็น 84% IMF จำลองว่าหากสงครามยืดเยื้อจนน้ำมันแตะ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และนักลงทุนกังวลเรื่องหนี้ IMF จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทำแผนปรับฐานะการคลังที่น่าเชื่อถือ และให้มาตรการช่วยค่าครองชีพเป็นแบบชั่วคราวและตรงกลุ่ม แทนการอุดหนุนราคาทั้งระบบ

    ในระยะกลาง Tenreyro เสนอ 3 เสาหลัก คือ กระจายความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและแหล่งพลังงาน กระจายคู่ค้า และเสริมกันชนด้านพลังงาน น้ำ และอาหาร พร้อมระบุว่าการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ (Reshoring) ไม่ใช่ทางออกสำหรับประเทศส่วนใหญ่

    “ภารกิจข้างหน้าคือการเปลี่ยนจากการประคองตัว ไปสู่การสร้างใหม่ ทั้งความแข็งแกร่งด้านอุปทาน พื้นที่ทางการคลัง และศักยภาพการเติบโต” Tenreyro ระบุ

    IMF ปรับ GDP ไทยขึ้นเป็น 2.1% แต่ยังต่ำสุดใน ASEAN-5

    สำหรับไทย IMF คาดเศรษฐกิจปี 2026 ขยายตัว 2.1% ชะลอจาก 2.4% ในปี 2025 และคงที่ 2.1% ในปี 2027 ตัวเลขปี 2026 ถูกปรับขึ้นสองรอบติด จาก 1.5% ในรอบเมษายน เป็น 1.9% ในรอบกรกฎาคม

    IMF ให้เหตุผลว่ามาจากมาตรการการคลังฉุกเฉินและการส่งออกเทคโนโลยี พร้อมระบุว่าไทยเป็น 1 ใน 4 ผู้ส่งออกสุทธิฮาร์ดแวร์ AI รายใหญ่ที่สุดของโลก

    แม้ถูกปรับตัวเลขคาดการณ์ขึ้น แต่ไทยยังเติบโตต่ำสุดในกลุ่ม ASEAN-5 ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 4.4% โดยมาเลเซียโต 5.2% อินโดนีเซีย 5.1% สิงคโปร์ 5.0% และฟิลิปปินส์ 3.4% นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบกับประเทศอย่างเวียดนามที่อยู่นอก ASEAN-5 ก็เติบโตโตถึง 8.4%

    ตัวเลขที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญจากรอบเมษายน ได้แก่ เงินเฟ้อปี 2026 ที่เพิ่มเป็น 2.1% จาก 0.9% และดุลบัญชีเดินสะพัดที่พลิกเป็นขาดดุล 1.2% ของ GDP จากที่เคยคาดว่าจะเกินดุล 0.7%

    ภาพ: IMF เตือนเศรษฐกิจโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/imf-world-economy-growth-limited/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0k2QPSd_NNEP6TxkFNz-uD

  • IMF หั่นภาพเศรษฐกิจไทยโตแค่ 2.1% รั้งท้ายอาเซียน ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกขาดดุล

    IMF หั่นภาพเศรษฐกิจไทยโตแค่ 2.1% รั้งท้ายอาเซียน ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกขาดดุล

    IMF หั่นภาพเศรษฐกิจไทยโตแค่ 2.1% รั้งท้ายอาเซียน-5 ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกขาดดุล

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ฉบับเดือนตุลาคม 2026 ภายใต้ชื่อ “Resilience Under Strain, Urgent Choices” หรือ “ความทนทานที่ถูกบีบคั้น กับทางเลือกที่รอไม่ได้” โดย IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.1% ในปี 2026 และทรงตัวที่ 2.1% ในปี 2027 ชะลอลงจาก 2.4% ในปี 2025 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน  (อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย) และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 4.4% อยู่กว่าเท่าตัว 

    เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในปี 2026 เวียดนามนำโด่งที่ 8.4% ตามด้วยมาเลเซีย 5.2% อินโดนีเซีย 5.1% สิงคโปร์ 5.0% และฟิลิปปินส์ 3.4% ขณะที่กลุ่มเอเชียเกิดใหม่และกำลังพัฒนาโดยรวมขยายตัว 5.1%

    เงินเฟ้อกลับหัวกลับหาง จากติดลบสู่ 2.1%

    ด้านราคาผู้บริโภค IMF คาดว่าเงินเฟ้อไทยจะดีดจาก ติดลบ 0.1% ในปี 2025 ขึ้นเป็น 2.1% ในปี 2026 ก่อนชะลอลงที่ 1.7% ในปี 2027 ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากราคาพลังงานและอาหารนำเข้า ไม่ใช่จากแรงกดดันด้านอุปสงค์ในประเทศ ส่วนอัตราการว่างงานคาดว่าจะทรงตัวที่ระดับต่ำ 1.0% ตลอดช่วงประมาณการ

    ตัวเลขที่น่าจับตามากที่สุดคือ ดุลบัญชีเดินสะพัด ที่ IMF ประเมินว่าจะพลิกจากเกินดุล 3.0% ของจีดีพีในปี 2025 มาเป็นขาดดุล 1.2% ของจีดีพีในปี 2026 ก่อนกลับมาเกินดุล 1.4% ในปี 2027 ซึ่งสะท้อนภาระค่านำเข้าพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน

    ภาพรวมโลกโต 3.1% ความเสี่ยงเอียงไปทางลบ

    เศรษฐกิจโลกถูกคาดว่าจะชะลอจาก 3.5% ในปี 2025 เหลือ 3.1% ในปี 2026 ก่อนฟื้นเป็น 3.4% ในปี 2027 ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากประมาณการเดือนเมษายนสำหรับปี 2026 และปรับขึ้น 0.2 จุดสำหรับปี 2027

    แต่ IMF เตือนว่าตัวเลขรวมที่ดูนิ่งนั้นปิดบังการกระจุกตัวที่รุนแรงขึ้น โดยปัจจุบัน 32 ประเทศคิดเป็น 95% ของการเติบโตโลก เทียบกับ 54 ประเทศเมื่อเดือนเมษายน

    ความเสี่ยงถูกประเมินว่าเอียงไปด้านลบ ทั้งจากสงครามที่อาจยืดเยื้อหรือบานปลาย การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ภัยไซเบอร์ สภาพอากาศสุดขั้ว รวมถึงความเป็นไปได้ที่ตลาดจะทบทวนมุมมองต่อผลตอบแทนของการลงทุน AI ซึ่งอาจฉุดการลงทุนและตลาดหุ้นพร้อมกัน

    ข้อเสนอเชิงนโยบาย

    IMF ย้ำว่ามาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานและอาหารควรเป็นมาตรการ ชั่วคราว เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย และไม่บิดเบือนกลไกราคา พร้อมไม่กระทบความยั่งยืนทางการคลัง

    ด้านนโยบายการเงิน IMF ระบุว่า เหตุผลในการคงท่าทีระมัดระวัง (cautious stance) มีน้ำหนักมากที่สุดในกลุ่มประเทศผู้นำเข้าพลังงานที่อยู่นอกห่วงโซ่เทคโนโลยีและมีเงินเฟ้ออยู่ที่เป้าหมายหรือต่ำกว่า ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ตรงกับสถานะของไทยในเวลานี้

    ส่วนบทวิเคราะห์ในรายงานยังชี้ว่า เมื่อเผชิญวิกฤตค่าครองชีพ รัฐบาลควรรักษาสัญญาณราคาไว้และพึ่งพาการช่วยเหลือด้านรายได้แบบชั่วคราวเจาะจงกลุ่มเปราะบางเป็นหลัก พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการลงทุนในระบบคุ้มครองทางสังคมที่ขยายขนาดได้รวดเร็วในยามวิกฤต

    ที่มา: International Monetary Fund. 2026. World Economic Outlook: Resilience Under Strain, Urgent Choices. Washington, DC, October. (ตัวเลขไทยจาก Annex Table 1.1.2 และภาพรวมโลกจาก Table 1.1)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/671292&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xUihep42R12pJGxI4HNvd

  • IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 เป็น 3.1% แต่เตือนโลกแตกขั้วจากสงคราม-เอไอ

    IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 เป็น 3.1% แต่เตือนโลกแตกขั้วจากสงคราม-เอไอ

    IMF ปรับเพิ่มตัวเลขเศรษฐกิจโลกปี 2026 ชี้ประเทศพัฒนาแล้วยืดหยุ่น แต่เตือนโลกแตกขั้วจากสงครามและเอไอ

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงาน World Economic Outlook (WEO) ในการประชุมประจำปีที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026 ขึ้น 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ สู่ระดับ 3.1% ลดลงจาก 3.5% ในปี 2025 อย่างไรก็ตาม องค์กรเตือนว่าความเสี่ยงยังคงเอนเอียงไปในทิศทางขาลง โดยเฉพาะในประเทศรายได้ต่ำที่ได้รับผลกระทบหนักจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง

    โลกเศรษฐกิจสองขั้ว: สงครามปะทะเอไอ

    สิลวานา เตนเรย์โร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF ระบุว่า “เศรษฐกิจโลกมีความยืดหยุ่น แต่ความยืดหยุ่นนั้นกำลังถูกกดดัน” โดยชี้ว่าแรงผลักดันสองด้านสร้าง ‘ทัศนียภาพแบบสองขั้ว’ ได้แก่ การบูมของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้ว และสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งฉุดราคาพลังงานโลกพุ่งสูง 70-95% เหนือระดับก่อนสงคราม

    ตะวันออกกลางสาหัส ซาอุดีอาระเบียหดตัวหนัก

    ภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียกลางได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้ง IMF คาดการณ์ว่าภูมิภาคนี้จะหดตัว 0.3% ในปี 2026 โดยซาอุดีอาระเบียเผชิญการปรับลดคาดการณ์รุนแรงที่สุด ลดลง 5.0 จุดเปอร์เซ็นต์ สู่การหดตัว 3.3% สงครามเข้าสู่เดือนที่แปดแล้ว และ IMF เตือนว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อจะยิ่งกดดันเงินเฟ้อและชะลอการเติบโต

    ประเทศพัฒนาแล้วและจีนยังเดินหน้า

    ในทางกลับกัน เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วคาดว่าจะเติบโต 2.1% ในปี 2026 โดยไต้หวันและเกาหลีใต้ในห่วงโซ่อุปทาน AI มีตัวเลขสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่จีนคาดว่าจะเติบโต 4.5% ลดลง 0.5 จุด เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ ด้านอัตราเงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มเร่งตัวสู่ 4.7% ในปี 2026

    IMF เรียกร้องดำเนินการเร่งด่วน

    เตนเรย์โรเรียกร้องให้ทุกประเทศดำเนินการเร่งด่วน โดยแนะให้รัฐบาลใช้มาตรการการคลังแบบชั่วคราวและตรงเป้าหมายเพื่อบรรเทาภาระประชาชน พร้อมย้ำว่านโยบายการเงินต้องมุ่งรักษาเสถียรภาพราคาอย่างเคร่งครัด รวมถึงอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ยังสูง

    Infographic showing percentage GDP growth for selected economic zones and countries in 2025 and International Monetary Fund (IMF) forecasts for 2026 and 2027

    Infographic showing percentage GDP growth for selected economic zones and countries in 2025 and International Monetary Fund (IMF) forecasts for 2026 and 2027

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/imf-upgrades-2026-global-growth-forecast-split-outlook&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HPm3elthkFVVNO6JlzDI2

  • IMF คงเป้าเศรษฐกิจโลกปีนี้โต 3.1% ปรับขึ้นเป็น 3.4% ในปี 70 เงินเฟ้อพุ่ง 4.7%

    IMF คงเป้าเศรษฐกิจโลกปีนี้โต 3.1% ปรับขึ้นเป็น 3.4% ในปี 70 เงินเฟ้อพุ่ง 4.7%

    IMF คงเป้าเศรษฐกิจโลกปีนี้โต 3.1% ปรับขึ้นเป็น 3.4% ในปี 70 เงินเฟ้อพุ่ง 4.7%

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ฉบับเต็มประจำเดือนตุลาคม 2026 ภายใต้ชื่อ “Resilience under Strain, Urgent Choices” หรือ “ความยืดหยุ่นภายใต้แรงกดดัน ทางเลือกเร่งด่วน” โดย ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอจาก 3.5% ในปี 2568 เหลือ 3.1% ในปี 2569 ก่อนฟื้นเป็น 3.4% ในปี 2570 ตัวเลขปี 2569 ไม่เปลี่ยนจากรายงานฉบับเดือนเมษายน ส่วนปี 2570 ถูกปรับขึ้น 0.2 จุด จากเดิมที่คาดว่าจะโต 3.2% 

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ฉบับเต็มประจำเดือนตุลาคม 2026 ภายใต้ชื่อ

    ด้านเงินเงินเฟ้อทั่วไปจะขยับจาก 4.1% ในปี 2568 เป็น 4.7% ในปี 2569 ก่อนลดลงเหลือ 4.1% ในปี 2570 เมื่อเทียบกับรายงานเดือนเมษายน ถือเป็นการปรับขึ้นสะสม 0.7 จุด โดยมีต้นตอหลักจากราคาพลังงานและอาหาร

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ฉบับเต็มประจำเดือนตุลาคม 2026 ภายใต้ชื่อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/671284&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VggmHkWWMvTOs1FT_O7Et

  • ทองคำย่อแล้ว ไม่รีบซื้อ ระวังตกรถ!! – InterGold

    ทองคำย่อแล้ว ไม่รีบซื้อ ระวังตกรถ!! – InterGold

    ดอกเบี้ยสหรัฐฯทะลุ 5.3% สูงแซงวิกฤตซับไพรม์! ส่องสัญญาณ “ทองคำ” ดึงกลับแรง ฐานยกสูงท้าทายเงินดอลลาร์

    .

    สวัสดีวันจันทร์ครับทุกคน! ดอกเบี้ยสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 5.3% แซงวิกฤตซับไพรม์ปี 2008! แต่ราคาทองคำกลับแสดงความแกร่ง ย่อทดสอบ $4,070 แล้วดึงกลับทันทีโดยไม่ทำ New Low! ค่ำนี้มาเจาะลึกเบื้องหลังเกมการเงิน และส่อง ‘โซนของถูก’ สำหรับทองคำแท่งไทยไปพร้อมกันครับ!

    .

    1. วิกฤตตึงตัว ดอกเบี้ยสหรัฐฯ 5.3% & ภาพรวมระบบการเงินโลก

    ดอกเบี้ยสหรัฐฯ พุ่งแซงวิกฤตปี 2008 ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับ 5.3% – 5.35% ซึ่งเป็นระดับตึงตัวสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤต Subprime ดูดซับสภาพคล่องออกจากตลาดอย่างหนัก

    เศรษฐกิจโลกแบกรับขีดจำกัด สหรัฐฯ พยายามพยุงเศรษฐกิจผ่านเม็ดเงินลงทุนในเทคโนโลยี AI ขณะที่ฝั่งยุโรปเผชิญแผลเรื้อรังจากสงครามจนส่วนต่าง Yield ฝรั่งเศส–เยอรมนีกว้างที่สุดนับตั้งแต่ปี 2012 สะท้อนว่าระบบเศรษฐกิจโลกไม่สามารถแบกรับภาระดอกเบี้ยระดับนี้ได้ในระยะยาว

    ภาระหนี้สหรัฐฯ บีบทางตัน ต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอย่างมหาศาลกำลังบีบให้ภาระหนี้สาธารณะสหรัฐฯ เข้าใกล้ขีดจำกัดสูงสุด ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดการแทรกแซงนโยบายการเงินในอนาคต   

    .

    1. เจาะกลยุทธ์สถาบัน vs แรงซื้อเชิงโครงสร้าง (ยกฐานไม่ทำ New Low)

    เกมสลับสถานะของกองทุน แรงขายทองคำก่อนหน้านี้เกิดจากกองทุนอาศัยจังหวะ Yield พุ่งสูง เข้าซื้อพันธบัตรควบคู่ไปกับการเปิดสถานะ Short ทองคำเพื่อกินค่า Swap เมื่อ Yield เริ่มชะลอตัว กองทุนพร้อมสลับกลับมา Buy Back ทองคำคืนอย่างรวดเร็ว

    ธนาคารกลางทั่วโลกช้อนสะสม สิ่งสำคัญคือแม้ดอกเบี้ยสหรัฐฯจะทำ New High แต่ราคาทองคำกลับไม่ทำ New Low และยกฐานขึ้นตลอดเวลา เนื่องจากธนาคารกลางจีน ยุโรป และอังกฤษ เร่งลดการถือครองดอลลาร์ แล้วโยกเงินจากการค้าเกินดุลมาสะสมทองคำแท่งแทนพันธบัตรสหรัฐฯ

    ปัจจัยชี้ชะตาสัปดาห์นี้ การรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯและถ้อยแถลงของ Kevin Warsh ในการเดินทางมาปาฐกถาที่กรุงเทพฯ ช่วงปลายสัปดาห์   

    .

    1. วิเคราะห์เทคนิคัล & แต้มต่อของทองคำแท่งไทย

    โซนตั้งรับสะสม โซน $4,070 – $4,100 ถือเป็นโซนต้นทุน Discount ที่ได้เปรียบสูงมาก นักลงทุนที่มีสถานะอยู่แล้วไม่จำเป็นต้อง panic เทขายหนีความผันผวน เพราะโครงสร้างใหญ่แข็งแกร่งและมีโอกาสทุบลงลึกได้ยาก 

    แต้มต่อทองคำแท่งในประเทศ การถือครองทองคำแท่งไทยได้เปรียบตลาด Spot ระยะยาว เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจเอเชียและไทยเผชิญภาวะเงินฝืดจนไม่เอื้อต่อการขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าคอยช่วยพยุงและเพิ่มผลตอบแทนให้ทองคำไทยอย่างมั่นคง

    .

    สรุปภาพรวมค่ำนี้นะครับ การย่อตัวของราคาทองคำเป็นเพียงแรงสวิงระยะสั้นจากกลยุทธ์ของกองทุน แต่ฐานราคาที่ยกสูงขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนแรงซื้อสะสมมหาศาลจากธนาคารกลางทั่วโลก โซน $4,070 – $4,100 จึงเป็นโซนของถูกที่น่าสนใจสำหรับสายสะสมทองคำแท่งไทยที่มีเกราะคุ้มกันจากค่าเงินบาทอ่อนค่า พักผ่อนยามเย็นให้อย่างมีความสุข แล้วพบกันใหม่รอบหน้า สวัสดีครับ!

    .

    เขียนโดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD  

    รับชมเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/YiUabyEbn7c
    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold 

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-12-10-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rx6VacBraBdcKyurOw9W5

  • เปิดฉากประชุม IMF ไทย ต้อนรับผู้นำทุกมุมโลก 18 รมต. ภท. | เนชั่นวิเคราะห์ข่าว | 12 ต.ค. 69

    เปิดฉากประชุม IMF ไทย ต้อนรับผู้นำทุกมุมโลก 18 รมต. ภท. | เนชั่นวิเคราะห์ข่าว | 12 ต.ค. 69

    เปิดฉากประชุม IMF ไทย ต้อนรับผู้นำทุกมุมโลก 18 รมต. ภท. | เนชั่นวิเคราะห์ข่าว | 12 ต.ค. 69

    การประชุม  IMF-World Bank  ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม เริ่มต้นขึ้นแล้ว ไทยจะใช้โอกาสครั้งนี้โชว์ศักยภาพให้ทั่วโลกได้เห็นจุดแข็งของประเทศไทยผ่าน 3 ด้านหลัก ได้แก่ เอกลักษณ์ประเทศไทย ผ่านการนำเสนอผ้าไทย การตกแต่งสถานที่ด้วยผลิตภัณฑ์ชุมชน อาหารไทยระดับสากล ตลอดจนการนำเยาวชนไทย มาเข้าร่วมต้อนรับผู้นำการเงินโลก เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชน เพื่อก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลกในอนาคต

    #เนชั่นวิเคราะห์
    #เอกนิติ #IMF #เจ้าภาพประเทศไทย #ประชุมธนาคารโลก #เศรษฐกิจ #การเงิน #ปลานิล #คลิปรายการ 
    #NationTV #เนชั่นทีวี #ช่อง22
    .
    อัปเดตข่าว-ชมรายการสด-รายการย้อนหลัง NationTV ได้ที่ www.nationtv.tv

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/video-gallery/tv-program/36299&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02KT0ZCh5o18OI4OAgryeF

  • ไทย-สิงคโปร์ ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น เดินหน้าเศรษฐกิจดิจิทัล-อาหาร-พลังงานสะอาด

    ไทย-สิงคโปร์ ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น เดินหน้าเศรษฐกิจดิจิทัล-อาหาร-พลังงานสะอาด

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงน้ำชาเพื่อเป็นเกียรติแก่นายทาร์มัน ชันมูการัตนัม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของรัฐบาล และเข้าร่วมการประชุมระดับสูงว่าด้วยการจ้างงานของกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Groups High-Level Advisory Council on Jobs Meeting) ระหว่างวันที่ 1112 ตุลาคม 2569 รวมถึงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMFWorld Bank Group Annual Meetings)

    สำหรับการเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนไทยครั้งแรกในฐานะประธานาธิบดีสิงคโปร์ โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นในการสานต่อความร่วมมือภายใต้กรอบความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้า (ThailandSingapore Forward-Looking Strategic Partnership) โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ฟินเทคและการเชื่อมโยงตลาดทุน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและขบวนการหลอกลวงออนไลน์ พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์การเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงการประสานความร่วมมือในโอกาสที่สิงคโปร์และไทยจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2570 และ 2571 ตามลำดับ เพื่อเสริมสร้างความเป็นเอกภาพและบทบาทของอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายระดับภูมิภาคและระดับโลก

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12849751&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Oz6w5ZpO9Q3sDmjJnRfMm

  • ไทย-สิงคโปร์ ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น เดินหน้าร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด

    ไทย-สิงคโปร์ ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น เดินหน้าร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด

    ไทย–สิงคโปร์ ย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงทางอาหาร พลังงานสะอาด พร้อมประสานบทบาทประธานอาเซียนปี 2570–2571

    12 ตุลาคม 2569 – เวลา 15.30 น. ณ ห้องโดม ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงน้ำชาเพื่อเป็นเกียรติแก่นายทาร์มัน ชันมูการัตนัม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของรัฐบาล และเข้าร่วมการประชุมระดับสูงว่าด้วยการจ้างงานของกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group’s High-Level Advisory Council on Jobs Meeting) ระหว่างวันที่ 11–12 ตุลาคม 2569 รวมถึงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

    การเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนไทยครั้งแรกในฐานะประธานาธิบดีสิงคโปร์ โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นในการสานต่อความร่วมมือภายใต้กรอบความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้า (Thailand–Singapore Forward-Looking Strategic Partnership) โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ฟินเทคและการเชื่อมโยงตลาดทุน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและขบวนการหลอกลวงออนไลน์ พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์การเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงการประสานความร่วมมือในโอกาสที่สิงคโปร์และไทยจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2570 และ 2571 ตามลำดับ เพื่อเสริมสร้างความเป็นเอกภาพและบทบาทของอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายระดับภูมิภาคและระดับโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1087137/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BNMaFWxkAC5wIa-VNdcvl

  • IMF ชี้ เอเชียแบก 68% เศรษฐกิจโลก วันนี้เสี่ยงสะดุดเพราะ ‘สูงวัย’

    IMF ชี้ เอเชียแบก 68% เศรษฐกิจโลก วันนี้เสี่ยงสะดุดเพราะ ‘สูงวัย’

    เศรษฐกิจเอเชียกำลังเดินมาถึง “จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ” หลังหลายทศวรรษแห่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดดที่ทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจโลก แต่ความสำเร็จในอดีต อาจไม่ใช่หลักประกันของอนาคต ท่ามกลางแรงกดดันจากสังคมสูงวัย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการปฏิวัติปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่แม้จะช่วยเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ แต่ก็อาจกลายเป็นตัวเร่งความเหลื่อมล้ำและการสูญเสียงานครั้งใหญ่ หากรัฐบาลไม่สามารถกระจายประโยชน์จากเทคโนโลยีไปสู่ประชาชนได้อย่างทั่วถึง

    “กรุงเทพธุรกิจ” ประมวลมุมมองประเด็นดังกล่าวจากเวทีเสวนาหัวข้อ “Shaping the Future of Asia” ซึ่งจัดขึ้นในการประชุมของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดย “ประเทศไทย” กลับมาเป็นเจ้าภาพในรอบ 35 ปี

    ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วยผู้แทนจาก IMF อย่าง ไนเจล คลาร์ก (Nigel Clarke) รองกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ, อี ชางยง (Rhee Chang-yong) อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้, ดร.วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอนันถะ นาเกศวรัน (Anantha Nageswaran) ที่ปรึกษาเศรษฐกิจหลักของรัฐบาลอินเดีย

    IMF ชี้ เอเชียแบก 68% เศรษฐกิจโลก วันนี้เสี่ยงสะดุดเพราะ ‘สูงวัย’

    หนึ่งในประเด็นสำคัญของการเสวนาคือ การตั้งคำถามว่า “เศรษฐกิจเอเชียจะสามารถรักษาความสำเร็จในอดีตได้อย่างไร” ในวันที่ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตแบบเดิม ทั้งแรงงานราคาถูก การขยายตัวของประชากรวัยทำงาน และการเปิดเสรีทางการค้า กำลังเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น

    ‘สังคมสูงวัย’ ภัยเงียบทางโครงสร้าง

    ไนเจล คลาร์ก ผู้ร่วมเสวนาจาก IMF กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของเอเชียตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จด้านการพัฒนาที่สำคัญที่สุดของโลก

    IMF ชี้ เอเชียแบก 68% เศรษฐกิจโลก วันนี้เสี่ยงสะดุดเพราะ ‘สูงวัย’ – ไนเจล คลาร์ก (ขวา) –

    ในปี 1990 “เอเชีย” มีส่วนสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกประมาณ 25% ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 68% ในปัจจุบัน ขณะที่สัดส่วนประชากรที่อยู่ในภาวะยากจนขั้นรุนแรงลดลงจาก 25% เหลือเพียง 5%

    นอกจากนี้ รายได้ต่อหัวของประชากรเอเชียยังเติบโตรวดเร็วกว่ากลุ่มประเทศ G7 เมื่อไม่นับญี่ปุ่นถึงสองเท่า สะท้อนความสามารถในการยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

    ไนเจลอธิบายว่า ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากการตัดสินใจเชิงนโยบายสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรมและบริการ การเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานโลก การลงทุนอย่างต่อเนื่องในทุนมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการได้รับประโยชน์จากประชากรวัยทำงานจำนวนมหาศาล

    ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว มีประชากรกว่า 1,000 ล้านคนเข้าสู่ตลาดแรงงานเอเชีย ขณะที่การลงทุนเฉลี่ยของภูมิภาคอยู่ที่ประมาณ 27% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สูงกว่าระดับการลงทุนในยุโรปและอเมริกาเหนือ

    อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า ปัจจัยสนับสนุนเหล่านี้กำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะ “โครงสร้างประชากร” ซึ่งในอดีตเคยเป็นแรงส่งสำคัญ แต่กำลังกลายเป็นแรงฉุดต่อการเติบโตในอนาคต

    IMF ประเมินว่า ภายในปี 2050 ประชากรเอเชียประมาณ 20% จะมีอายุมากกว่า 65 ปี เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากปัจจุบัน ขณะที่จำนวนประชากรวัยทำงานในจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น อาจลดลงเกือบ 25%

    แม้ประเทศอย่างอินเดียและอินโดนีเซียจะยังมีจำนวนประชากรวัยทำงานเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนประชากรวัยทำงานเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดก็มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน

    ไนเจลมองว่า รัฐบาลเอเชียจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปตลาดแรงงาน โดยเฉพาะการเพิ่มโอกาสให้ผู้หญิงเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งอาจช่วยเพิ่มจำนวนแรงงานในภูมิภาคได้อีกประมาณ 112 ล้านคน

    เขายกตัวอย่างญี่ปุ่น ซึ่งสามารถเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานของผู้หญิงจาก 66% ในปี 2014 เป็น 76% ในปี 2024 ผ่านการปรับปรุงนโยบายดูแลเด็กและสิทธิการลาคลอด

    นอกจากนี้ AI ยังอาจช่วยเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ จนสามารถชดเชยผลกระทบจากจำนวนแรงงานที่ลดลงได้ แต่รัฐบาลต้องลงทุนพัฒนาทักษะประชาชน ส่งเสริมการแข่งขัน และวางมาตรการกำกับดูแลเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม

    เตือน AI เสี่ยงฟองสบู่ แม้เป็นโอกาสทองศก.

    อี ชางยง ผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้กล่าวว่า “AI” เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงสำหรับเศรษฐกิจเกาหลีใต้ โดยเฉพาะเมื่อประเทศกำลังเผชิญปัญหาสังคมสูงวัยและอัตราการเกิดต่ำ

    เขาระบุว่า หลายฝ่ายคาดหวังว่า AI และหุ่นยนต์จะสามารถทดแทนแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงช่วยดูแลผู้สูงอายุได้ แต่เทคโนโลยีก็อาจสร้างผลกระทบทางสังคมในรูปแบบที่คาดไม่ถึง

    ขณะเดียวกัน เกาหลีใต้กำลังได้รับประโยชน์มหาศาลจากความต้องการชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มขึ้นตามกระแส AI โดยเฉพาะบริษัท Samsung Electronics และ SK Hynix

    อีระบุว่า ในอดีตบริษัททั้งสองมีสัดส่วนรวมกันประมาณ 19% ของมูลค่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้ แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น “ประมาณ 50%” สะท้อนการกระจุกตัวของตลาดทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI

    แม้การเติบโตของอุตสาหกรรมดังกล่าวจะสร้างรายได้และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจำนวนมาก แต่เขากังวลว่าความคาดหวังต่อเทคโนโลยี อาจสูงเกินกว่าผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงในระยะสั้น

    อีเปรียบเทียบสถานการณ์ดังกล่าวกับฟองสบู่ดอตคอมในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ซึ่งนักลงทุนคาดหวังว่าอินเทอร์เน็ตจะปฏิวัติเศรษฐกิจโลก ก่อนที่ตลาดหุ้นเทคโนโลยีจะเผชิญการปรับฐานอย่างรุนแรง

    เขามองว่า แม้ AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพในระยะยาว แต่ประโยชน์ที่ชัดเจนอาจต้องใช้เวลาถึง 10 ปี ขณะที่ความเสี่ยงจากการปรับฐานของตลาดการเงินสามารถเกิดขึ้นได้ก่อนหน้านั้น

    โดยเฉพาะหากตลาดหุ้นสหรัฐเผชิญแรงเทขายหุ้นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ก็อาจส่งผลกระทบต่อเกาหลีใต้ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม AI สูงมาก

    นอกจากนี้ อียังเสนอให้รัฐบาลเกาหลีใต้นำรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไปแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง แทนการนำเงินกลับไปสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว

    เขาชี้ว่า ปัญหาอัตราการเกิดต่ำของเกาหลีใต้มีความเชื่อมโยงกับค่าที่อยู่อาศัย ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา และโอกาสในการทำงาน โดยเฉพาะการกระจุกตัวของประชากรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในกรุงโซล

    ปัจจุบันประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศอาศัยอยู่ในเขตมหานครโซลและพื้นที่โดยรอบ ส่งผลให้ต้นทุนการดำรงชีวิตสูง และเป็นอุปสรรคต่อการสร้างครอบครัวของคนรุ่นใหม่

    ดังนั้น หากรัฐบาลสามารถใช้ประโยชน์จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นในยุค AI เพื่อพัฒนาเมืองเศรษฐกิจแห่งใหม่ และกระจายโอกาสการจ้างงานออกจากกรุงโซล ก็อาจช่วยบรรเทาปัญหาโครงสร้างประชากรในระยะยาวได้

    ถอดบทเรียนไทยเปลี่ยนผ่าน

    นายวิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 จนกลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลกและยืนหยัดผ่านวิกฤติการเงินระดับโลกปี 2007 มาได้ มีรากฐานมาจาก 4 ปัจจัยขับเคลื่อนภายในประเทศ ได้แก่ การปรับนโยบายรัฐสู่การพึ่งพากลไกตลาด การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือที่เรียกว่าโครงการ Eastern Seaboard เสถียรภาพของกลุ่มเทคโนแครต และการปฏิรูปโครงสร้างการเงินครั้งใหญ่หลังวิกฤติต้มยำกุ้งปี 1997

    “ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 รัฐบาลเปลี่ยนทิศทางมาเน้นส่งเสริมการลงทุนโดยใช้กลไกตลาดนำ รัฐไม่ได้เข้าไปแทรกแซงตลาดโดยตรง แต่ทำหน้าที่สร้างแรงจูงใจ ควบคู่ไปกับการมีกลุ่มเทคโนแครตและสถาบันเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ปัจจัยเหล่านี้ช่วยรักษาความต่อเนื่องของนโยบายระยะยาว และแยกการบริหารเศรษฐกิจออกจากความผันผวนทางการเมืองได้” นายวิรไทกล่าว

    นอกจากนี้ ไทยยังมีแรงส่งสำคัญจาก 2 ปัจจัยภายนอก คือ

    1.คลื่นลงทุนผลพวงข้อตกลงพลาซา (Plaza Accord) ในปี 1985 ที่ทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าจนเกิดการย้ายฐานการผลิตจากญี่ปุ่น รวมไปถึงประเทศอื่นๆ อย่างเกาหลีใต้ และไต้หวันมายังไทย และ

    2.การเปิดเสรีทางการค้า โดยเริ่มต้นจากเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ในปี 1992 และข้อตกลงทางการค้ากับประเทศต่างๆ ที่ตามมา ทั้งออสเตรเลีย จีน ได้ดึงไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

    ขณะเดียวกัน ภาครัฐได้เข้ามาเสริมทัพด้วยการลงทุนระบบชลประทานและถนนในชนบท พร้อมวางโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม ทั้งนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการขยายโอกาสทางการศึกษาไปสู่มัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา ซึ่งช่วยยกระดับทักษะและคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง

    IMF ชี้ เอเชียแบก 68% เศรษฐกิจโลก วันนี้เสี่ยงสะดุดเพราะ ‘สูงวัย’

    โจทย์ใหญ่กับดักความเหลื่อมล้ำ

    อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในยุคปัจจุบันและในอนาคต นายวิรไทกล่าวว่า ความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคถัดไปของไทย คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำของ “ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นจาก AI” จะมีการกระจายไปยังทุกภาคส่วนได้อย่างไร เพราะเทคโนโลยีระลอกนี้มีแนวโน้มขยายความเหลื่อมล้ำให้รุนแรงขึ้น ทั้งระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) และระหว่างผู้ที่เข้าถึงกับผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี

    นายวิรไท ได้เสนอ 3 แนวทางเชิงนโยบายเร่งด่วน สำหรับภาครัฐ ได้แก่

    1. ดึง AI ปฏิรูป 3 ภาคส่วนที่ผูกพันกับคนส่วนใหญ่ โดยรัฐต้องโฟกัสการนำ AI และดิจิทัลโซลูชันไปยกระดับภาคส่วนที่ยังมีผลิตภาพต่ำแต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนวงกว้าง ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม การศึกษา และบริการสาธารณสุข เพื่อให้ดอกผลของการพัฒนาตกถึงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

    2. เสริมสภาพคล่องและขีดความสามารถของ SMEs ปัจจุบัน SMEs กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากการทะลักของสินค้านำเข้าราคาถูก และการแข่งขันกับรายใหญ่ที่นำ AI มาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ในเมื่อ SMEs เป็นแหล่งจ้างงานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ รัฐต้องมีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะจุดเพื่ออัปเกรดเทคโนโลยี ควบคู่กับมาตรการคุ้มครองและให้สิทธิประโยชน์ชั่วคราวเพื่อเปิดโอกาสให้ปรับตัว

    3. กำหนดให้ “การสร้างงานที่ดี” เป็นแกนหลักของทุกนโยบาย เนื่องจากโครงสร้างอุตสาหกรรมในอนาคตจะไม่ใช่ภาคการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นอีกต่อไป แต่จะขยับสู่ภาคบริการและอุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่ไม่ก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมาก

    ยิ่งไปกว่านั้น องค์กรขนาดใหญ่กำลังนำ AI มาลดจำนวนบุคลากร ทำให้เกิดวิกฤติการหางานของเด็กจบใหม่

    ขณะที่แรงงานวัย 45-60 ปี ก็เสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างและปรับตัวยาก ภาครัฐจึงต้องยึดการสร้างงานที่มีคุณภาพ มั่นคง และมีผลิตภาพในวงกว้างเป็นเป้าหมายหลักในทุกนโยบายเศรษฐกิจนับจากนี้

    ‘ทักษะอาชีพ-ลดกฎระเบียบ’ กุญแจสร้างงานยุคเทคโนโลยี

    ในส่วนกรณีศึกษาจากอินเดีย อนันถะ นาเกศวรัน ที่ปรึกษาเศรษฐกิจหลักของรัฐบาลอินเดียกล่าวว่า อินเดียมีข้อได้เปรียบด้านโครงสร้างประชากรเมื่อเทียบกับหลายประเทศในเอเชีย แต่การเปลี่ยนข้อได้เปรียบดังกล่าวให้กลายเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจ จำเป็นต้องอาศัยนโยบายที่เหมาะสมกับระดับการพัฒนาของแต่ละพื้นที่

    เขาอธิบายว่า อินเดียประกอบด้วย 28 รัฐ และ 8 ดินแดนสหภาพ ซึ่งมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างมาก จึงไม่ควรใช้นโยบายด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมรูปแบบเดียวกันทั่วประเทศ

    รัฐที่มีเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ควรมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ส่วนรัฐที่เศรษฐกิจยังพัฒนาไม่มาก ควรใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมที่จ้างแรงงานจำนวนมากและขยายธุรกิจบริการ

    นอกจากนี้ เขายังเน้นความสำคัญของการพัฒนาทักษะอาชีพ โดยยกตัวอย่างสิงคโปร์ที่สามารถยกระดับภาพลักษณ์ของ “การศึกษาสายอาชีพ” ให้เป็นเส้นทางความก้าวหน้าในชีวิตที่ได้รับการยอมรับในสังคม

    นาเกศวรันมองว่า การพัฒนาทักษะไม่ได้หมายถึงการปรับหลักสูตรการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนทัศนคติของสังคมที่มองว่าการเรียนมหาวิทยาลัยมีคุณค่ามากกว่าการศึกษาสายอาชีพ

    อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ การลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะสำหรับ SMEs ซึ่งมักเผชิญต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบสูงกว่าบริษัทขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับทรัพยากรที่มีอยู่

    เขาระบุว่า การลดกฎระเบียบไม่ใช่เพียงนโยบายเพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ แต่ยังเป็นนโยบายส่งเสริมการจ้างงาน เพราะช่วยให้ SMEs สามารถนำทรัพยากรไปลงทุนด้านเทคโนโลยีและจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นได้

    โลกเข้าสู่ ‘ยุคแข่งขันแย่งทรัพยากร’

    นาเกศวรันยังเตือนว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21

    เขามองว่า การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจและการแย่งชิงทรัพยากรสำคัญ จะทำให้ประเทศเอเชียเผชิญความท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อหลายประเทศในภูมิภาคยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบและทรัพยากรจากภายนอก

    ขณะที่ไนเจลจาก IMF ระบุว่า จำนวนมาตรการจำกัดทางการค้าใหม่ทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึงสามเท่านับตั้งแต่ปี 2019 สะท้อนแนวโน้มการแบ่งแยกทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น

    อย่างไรก็ตาม เอเชียยังสามารถรักษาความสามารถในการเติบโตได้จากการขยายความร่วมมือทางการค้า การส่งออกบริการ และการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในภูมิภาค

    ไนเจลกล่าวว่า ปัจจุบันการค้าสินค้าขั้นสุดท้ายระหว่างประเทศในเอเชียมีสัดส่วนประมาณ 30% ของการค้าทั้งหมด เทียบกับยุโรปที่มีสัดส่วนประมาณ 60% สะท้อนว่าเอเชียยังมีโอกาสขยายการค้าภายในภูมิภาคได้อีกมาก

    เขาประเมินว่า การบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งขึ้นอาจช่วยเพิ่มขนาดเศรษฐกิจเอเชียได้ประมาณ 1.8% ขณะที่อาเซียนอาจได้รับประโยชน์สูงถึง 4%

    ‘วิรไท’ ทิ้งท้าย เอเชียต้องเร่งปรับตัวรับโลกร้อน คนจนเสี่ยงกระทบหนักที่สุด

    ในช่วงท้ายของการเสวนา วิรไทกล่าวว่า อีกหนึ่งประเด็นที่รัฐบาลเอเชียควรให้ความสำคัญมากขึ้นคือ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดยเฉพาะการปรับตัวเพื่อรับมือกับผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้น

    เขาเสนอว่า ประเทศในภูมิภาคควรเพิ่มความสำคัญกับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากหลายประเทศในเอเชียมีความเปราะบางต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอย่างผันผวน ซับซ้อน และรุนแรงมากขึ้น

    วิรไทจึงเสนอให้รัฐบาลลงทุนเพิ่มเติมในระบบข้อมูล เทคโนโลยีการพยากรณ์ และระบบเตือนภัย เพื่อเพิ่มความสามารถในการเตรียมพร้อมและป้องกันความเสียหายจากภัยธรรมชาติ

    ขณะที่นาเกศวรันกล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ทำให้เขายังมีความหวังต่ออนาคตของเอเชีย คือความทะเยอทะยานและความสามารถในการเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีที่สุดจากทั่วโลก แต่สิ่งที่ทำให้กังวลคือการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และการแย่งชิงทรัพยากร ซึ่งอาจสร้างข้อจำกัดต่อการเติบโตของภูมิภาค

    ด้านไนเจลย้ำว่า เอเชียได้รับประโยชน์มหาศาลจากระบบการค้าโลกที่เปิดกว้างและอยู่บนพื้นฐานของ “กติกาพหุภาคี” จึงควรมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและปรับปรุงระบบดังกล่าว เพื่อรักษาโอกาสการเติบโตของทั้งภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก

    การเสวนาครั้งนี้สะท้อนว่า แม้เอเชียจะประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่การรักษาความมั่งคั่งในอนาคตจำเป็นต้องอาศัยแนวทางที่แตกต่างจากอดีต โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มผลิตภาพ ควบคู่กับการสร้างงานที่มีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากสังคมสูงวัย ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    ความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจเอเชียในยุคต่อไป อาจไม่ใช่เพียงคำถามว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้มากเพียงใด แต่รวมถึงคำถามว่า ใครจะได้รับประโยชน์จากการเติบโตครั้งใหม่นี้ และใครอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1256048&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cxLbMRVfhlH5h19WWm9qS

  • จับตา IMF แถลงแนวโน้มเศรษฐกิจโลก 13 ต.ค.  กลางเวทีประชุมประจำปีที่กรุงเทพฯ

    จับตา IMF แถลงแนวโน้มเศรษฐกิจโลก 13 ต.ค.  กลางเวทีประชุมประจำปีที่กรุงเทพฯ

    วันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00 น. ตามเวลาประเทศไทย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จะเปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ฉบับเต็มประจำเดือนตุลาคม 2026 ภายใต้ชื่อ “Resilience under Strain, Urgent Choices” หรือ “ความยืดหยุ่นภายใต้แรงกดดัน ทางเลือกเร่งด่วน” พร้อมบทที่ 1 ว่าด้วยแนวโน้มและนโยบายระดับโลก (Global Prospects and Policies)

    นับเป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปี ที่รายงานเรือธงฉบับนี้ถูกแถลงจากกรุงเทพมหานคร ในฐานะเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

    สิ่งที่ตลาดการเงินและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกรออยู่คือ ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ 3.0% ในปี 2026 และ 3.4% ในปี 2027 จะถูกปรับขึ้น ปรับลง หรือคงไว้ ท่ามกลางแรงดึง 2 ทิศทางระหว่างช็อกด้านอุปทานพลังงานจากสงคราม กับแรงส่งด้านอุปสงค์จากการลงทุนปัญญาประดิษฐ์

    IMF ยกรายงานเรือธงมาแถลงที่กรุงเทพฯ ครั้งแรกรอบ 35 ปี

    IMF ระบุกำหนดการชัดเจนว่า รายงาน WEO ฉบับเต็มและบทที่ 1 จะเผยแพร่วันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2026 เวลา 09.00 น. ตามเวลากรุงเทพฯ ซึ่งตรงกับวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม เวลา 22.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐ โดย ซิลวานา เทนเรย์โร ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย IMF และทีมงาน จะมีการแถลงข่าวคู่ขนานในช่วงการประชุมประจำปี

    ภาพประกอบข่าว กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จะเปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ฉบับเต็มประจำเดือนตุลาคม 2026

    การประชุมประจำปี IMF-World Bank Group ปี 2026 จัดระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิดหลักของเจ้าภาพ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” เป็นครั้งที่ 2 ที่ไทยรับหน้าที่เจ้าภาพ ต่อจากปี 2534 ซึ่งเป็นปีเปิดใช้ศูนย์ฯ สิริกิติ์พอดี

    ข้อมูลจากฝ่ายเจ้าภาพระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีการประชุมและสัมมนาอย่างเป็นทางการมากกว่า 1,000 รายการ และมีผู้เข้าร่วมราว 15,000 คน ทั้งรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลางจากประเทศสมาชิก IMF 191 ประเทศ ภาคเอกชน นักวิชาการ และสื่อมวลชนทั่วโลก ทำให้ไทยเป็น 1 ใน 3 ประเทศที่เคยเป็นเจ้าภาพถึง 2 ครั้ง ร่วมกับตุรกีและญี่ปุ่น

    ประเด็นที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ รายงานรอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับตัวเลข แต่เป็นการประเมินว่า เศรษฐกิจโลกที่ “ทนทาน” มาตลอดปี 2026 ยังเหลือกันชนอีกมากน้อยเพียงใด ก่อนเข้าสู่ปีงบประมาณใหม่ของหลายประเทศ

    ย้อนรอยตัวเลข 2 รอบล่าสุด ก่อนรู้ผลวันที่ 13 ต.ค.

    รายงาน WEO เดือนเมษายน 2026 ภายใต้ชื่อ “Global Economy in the Shadow of War” ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอลงเหลือ 3.1% ในปี 2026 และ 3.2% ในปี 2027 บนสมมติฐานว่าสงครามในตะวันออกกลางจำกัดทั้งระยะเวลาและขอบเขต พร้อมเตือนว่าการชะลอตัวและเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะรุนแรงเป็นพิเศษในกลุ่มตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา

    ต่อมารายงานฉบับปรับปรุงเดือนกรกฎาคม 2026 ชื่อ “Global Economy in Crosscurrents of War and Technology” ปรับตัวเลขปี 2026 ลงเหลือ 3.0% แต่ปรับปี 2027 ขึ้นเป็น 3.4% ซึ่งเมื่อรวมสองปีแล้วแทบไม่เปลี่ยนจากเดือนเมษายน สะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกที่ “ไม่เท่ากัน” ชัดเจน

    IMF อธิบายว่า 4k;tช็อกจากสงครามกดดันประเทศผู้นำเข้าพลังงานและประเทศเปราะบาง ขณะที่อุปสงค์จาก AI กลับยกเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่มูลค่าเทคโนโลยีโลก อีกทั้งยอมรับว่ากระบวนการลดเงินเฟ้อของโลก “หยุดชะงัก”

    ที่มา: IMF World Economic Outlook, April 2026 และรายงานฉบับปรับปรุงเดือนกรกฎาคม 2026

    6 ประเด็นจับตาในบทที่ 1 แนวโน้มและนโยบายระดับโลก

    เค้าโครงของสิ่งที่จะอยู่ในบทที่ 1 ปรากฏชัดแล้วจากคำแถลง Curtain Raiser ของ คริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการ IMF ที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งเป็นธรรมเนียมการปูประเด็นก่อนการประชุมประจำปี

    1. ตัวเลขเติบโตจะขยับทางไหน จอร์เจียวาเปรียบว่าเศรษฐกิจโลกกำลังถูกดึงไปคนละทาง ระหว่างช็อกอุปทานพลังงานด้านลบ กับช็อกอุปสงค์ด้านบวกจาก AI ก่อนหน้านี้ปลายเดือนสิงหาคม IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกรับมือช็อกพลังงานได้ดีกว่าที่กลัวกัน และยังขยายตัวราว 3% ในปี 2026 แต่ความเสี่ยงยังสูง

    2. ราคาพลังงานที่ยังไม่ลง IMF ชี้ว่าราคาน้ำมันดิบยังอยู่ราว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และข้อจำกัดของกำลังการกลั่นทั่วโลกทำให้ค่าการกลั่นของผลิตภัณฑ์สำคัญอย่างดีเซลบวกเพิ่มอีกราว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่อุปทาน LNG ถูกกระทบจากความเสี่ยงการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเอเชียและยุโรปรับผลโดยตรง

    3. AI เครื่องยนต์ที่แรงแต่กระจุกตัว สินค้ากลุ่มฮาร์ดแวร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI มีสัดส่วนเกิน 10% ของการค้าสินค้าโลกแล้ว และงานวิจัย IMF ประเมินว่า หากบริหารจัดการได้ดี AI อาจเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้ราว 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี เทียบเท่าการเพิ่มเศรษฐกิจขนาดอาเซียนเข้าไปในโลก แต่ IMF เตือนว่าผลประโยชน์กระจุกตัวสูงและอาจซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ

    4. หนี้สาธารณะโลกจ่อทะลุ 100% ของจีดีพี อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของสหรัฐ เยอรมนี และญี่ปุ่น พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007, 2009 และ 1996 ตามลำดับ ขณะที่หนี้สาธารณะโลกใกล้ระดับที่ไม่เคยเห็นนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และคาดว่าจะเกิน 100% ของจีดีพีโลกก่อนปี 2030

    5. ทิศทางดอกเบี้ย “เข้มงวดอย่างระมัดระวัง” IMF ส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางหลายแห่งอาจต้องคงท่าทีเข้มงวดอย่างระมัดระวังต่อไป เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อไม่ได้มาจากพลังงานและอาหารเท่านั้น แต่มาจากการลงทุน AI ภาษีนำเข้า งบกลาโหม และหนี้สาธารณะที่สูงด้วย พร้อมเตือนผู้กำกับดูแลให้จับตามูลค่าสินทรัพย์เทคโนโลยีที่สูงและการก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้น

    6. ข้อเสนอนโยบายที่เป็นที่มาของคำว่า “ทางเลือกเร่งด่วน” จอร์เจียวาเรียกร้องให้ประเทศที่มีหนี้สูงวางแผนปรับลดการขาดดุลระยะกลางที่น่าเชื่อถือ ควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างด้านทักษะแรงงาน ความยืดหยุ่นของตลาดแรงงาน การเข้าถึงทุนระยะยาว ความมั่นคงทางพลังงาน และการลดกฎระเบียบที่ล้าสมัย โดยสรุปสารถึงผู้กำหนดนโยบายที่จะมารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ ว่า “เรารอช้าต่อไปไม่ได้แล้ว”

    ที่มา: IMF chief warns of debt, energy and AI risks before Bangkok talks – The Nation

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/671269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DZCeYLJRjN7S_Jc3hdc7B