Category: เศรษฐกิจ

  • ‘BOI’วางทิศทางลงทุนยุคใหม่ มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต

    ‘BOI’วางทิศทางลงทุนยุคใหม่ มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต

    วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.15 น.

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ได้เป็นประธานในการประชุมเพื่อทบทวนนโยบายส่งเสริมการลงทุน เมื่อวันที่ 11 กรกฏาคม 2569 ณ จังหวัดชลบุรี โดยมีคณะกรรมการฯ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้บริหารบีโอไอร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มการลงทุนโลก โอกาสของไทย และแนวทางปรับเปลี่ยนทิศทางและบทบาทของการส่งเสริมการลงทุน เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงตอบโจทย์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้สามารถแข่งขันได้ในอนาคต

    โดยนายเอกนิติได้มอบนโยบายว่า ในระยะต่อไปบีโอไอจะเป็นกลไกหลักในการดึงดูดการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยต้องปรับบทบาทและตัวชี้วัดไปสู่การเร่งให้เกิดการลงทุนจริง พร้อมให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และกระจายประโยชน์สู่คนไทยและเศรษฐกิจไทย  

    ทั้งนี้ที่ประชุมได้หารือ 3 โจทย์หลักสำหรับการลงทุนในโลกยุคใหม่ ได้แก่ “สร้างคุณค่าอะไร” เพื่อมองเป้าหมายและประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนในมิติที่กว้างกว่าเม็ดเงินลงทุน “ลงทุนอะไร” เพื่อพิจารณาโอกาสของสาขาอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยควรให้ความสำคัญ และ “ขับเคลื่อนอย่างไร” เพื่อหารือแนวทางในการใช้เครื่องมือส่งเสริมการลงทุน การอำนวยความสะดวก และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานให้ตอบโจทย์นักลงทุนและการพัฒนาประเทศได้ดียิ่งขึ้น

    โดยที่ประชุมเห็นว่าตัวเลขเงินลงทุนและการจ้างงานยังคงเป็นข้อมูลสำคัญ ในการสะท้อนความเชื่อมั่นและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันอาจพิจารณามิติประกอบอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย ส่วนด้านทิศทางอุตสาหกรรม ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนมุมมองถึงการปรับโฟกัสใหม่ เพื่อให้การส่งเสริมการลงทุนมีจุดเน้นที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และกำหนดกลุ่มเทคโนโลยีและกิจการที่มีศักยภาพสูง ด้านการขับเคลื่อนและดึงดูดการลงทุน บูรณาการเครื่องมือและมาตรการสนับสนุนระหว่างหน่วยงาน ทั้งด้านภาษี ด้านการเงิน ด้านการบริการและอำนวยความสะดวก เพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่และดูแลนักลงทุนเดิมให้ขยายกิจการ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/976925&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13eKA_D-CF20JaUc87C_vb

  • ปักหมุดเศรษฐกิจ อังคารนี้! คลังชงครม. ปลดล็อกเกณฑ์ “บัตรคนจน”ปั๊มกำลังซื้อฐานราก-จับตาตลาดหุ้นรับหุ้นเพิ่มทุน TPL และตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ

    ปักหมุดเศรษฐกิจ อังคารนี้! คลังชงครม. ปลดล็อกเกณฑ์ “บัตรคนจน”ปั๊มกำลังซื้อฐานราก-จับตาตลาดหุ้นรับหุ้นเพิ่มทุน TPL และตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/160397&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Kh9l0TrOfST37zcjaFqUA

  • บันทึกหน้า 4

    บันทึกหน้า 4

    แต่เมื่อมองให้ลึก จะพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการอาศัยชื่อเสียงและเครือข่ายส่วนบุคคลเท่านั้น การพยายามปั่นกระแสให้ดูยิ่งใหญ่จึงไม่ต่างจากการปลุกภาพจำเมื่อกว่า 20 ปีก่อนของกองเชียร์สีแดงและบรรดาแฟนคลับที่ยังไม่ยอมรับความจริงทางการเมืองว่า ประเทศไทยได้ก้าวผ่านยุคที่ทุกอย่างต้องหมุนรอบ ระบอบทักษิณ ไปแล้ว พร้อมบทเรียนต่างๆ

    ความจริงทางการเมืองหลังการเลือกตั้งสะท้อนชัดเจนกว่าคำโฆษณาชวนเชื่อ เมื่อประชาชนมอบความไว้วางใจให้พรรคภูมิใจไทยถึง 192 ที่นั่ง จนก้าวขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาลด้วยเสียงสนับสนุนเกือบ 300 เสียง ส่งผลให้ อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ใช่อดีตนายกรัฐมนตรีที่เดินสายพบปะบุคคลต่างประเทศในฐานะส่วนตัว

    คำตอบที่ชัดที่สุดมาจากนายกรัฐมนตรี อนุทิน เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งแทบเป็นการปิดประตูทุกความพยายามสร้างภาพว่าทักษิณกำลังทำหน้าที่แทนรัฐบาล โดยระบุว่า “ท่านเคยเป็นผู้นำประเทศในอดีต จะไปพบใครก็เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน ไม่ได้ไปในฐานะรัฐบาล” เพียงประโยคเดียวก็เพียงพอที่จะส่งสัญญาณไปถึงทุกฝ่ายว่า ผู้ที่พบกับ ทักษิณ ไม่ใช่ผู้แทนรัฐบาลไทย และไม่ใช่ผู้มีอำนาจตัดสินใจแทนประเทศ

    นี่คือเส้นแบ่งที่ชัดเจนที่สุดระหว่างรัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยกับรัฐบาลเพื่อไทยในอดีต เพราะหากย้อนดูทั้งยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, เศรษฐา ทวีสิน และ แพทองธาร ชินวัตร ล้วนถูกตั้งคำถามมาตลอดว่ามี นายกฯ ตัวจริง ชักใยหลังฉาก

    แต่สำหรับ รัฐบาลอนุทิน ภาพเช่นนั้นไม่เคยเกิดขึ้น เพราะ ทักษิณ ไม่สามารถสั่งการหรือครอบงำ อนุทิน ได้เหมือนที่เคยถูกวิจารณ์กับรัฐบาลในอดีต

     ความแตกต่างนี้เองทำให้รัฐบาลปัจจุบันสามารถยืนอยู่บนโครงสร้างอำนาจที่ชัดเจน ขณะที่ผู้นำรัฐบาลในอดีตกลับจบลงด้วยชะตากรรมที่แตกต่างกัน ทั้งการหลบหนีคดีทุจริตจำนำข้าว หรือการพ้นตำแหน่งเพราะมาตรฐานจริยธรรม

    ขณะเดียวกัน ผู้ที่น่าเห็นใจที่สุดจากการเคลื่อนไหวของอดีตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คน กลับไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ อ.เชน-ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเคยถูกวางตัวให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ ลำดับหนึ่งของพรรคเพื่อไทย พร้อมความหวังจะสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้พรรคหลุดพ้นจากข้อครหาว่าเป็นพรรคของครอบครัวชินวัตร

    แต่สุดท้ายทุกอย่างกลับพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง เมื่อ ทักษิณ และอดีตนายกฯ ในตระกูลชินวัตรกลับออกมาเคลื่อนไหวอย่างโดดเด่น จนกลบรัศมีและลดทอนความสำคัญของ อ.เชน ให้เหลือเพียงนักการเมืองที่แทบไม่มีพื้นที่ยืนในพรรคของตัวเอง จากคนที่ถูกเสนอให้เป็นผู้นำ กลับถูกลดบทบาทจนดูไม่ต่างจาก ผู้ขัดตาทัพ เพราะเมื่อผู้มีอำนาจตัวจริงกลับมามีบทบาท คนที่ถูกสร้างขึ้นมาก็ย่อมหมดความจำเป็นโดยปริยาย

    ภาพเช่นนี้ไม่ต่างจากยุค รัฐบาลเศรษฐา ที่ต้องเผชิญข้อครหาว่ามี หลายนายกรัฐมนตรี หรือ พระอาทิตย์หลายดวง จนภาวะผู้นำถูกตั้งคำถามอย่างหนัก และท้ายที่สุดก็ไม่อาจหลีกหนีวิกฤตศรัทธาได้

    เมื่อย้อนกลับมาสู่ข้อเท็จจริง การเคลื่อนไหวของ นายใหญ่ อาจสร้างเสียงฮือฮาในโลกโซเชียลและเรียกเสียงปรบมือจากกองเชียร์ได้บ้าง แต่ไม่อาจเปลี่ยนผลการเลือกตั้ง และความจริงทางการเมือง เพราะชาวบ้านได้ตัดสินผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว จากพรรคที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศกลับมีขนาดเล็กลงต่อเนื่อง มีสภาพต่ำกว่าร้อยเท่านั้น และอยู่แบบเงียบๆ ภายใต้รัฐบาลสีน้ำเงิน โดยมีพรรคกล้าธรรมรอเสียบอยู่.

    เสือดำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1031496/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o_mK76hSB4ySw0NuqnPfV

  • ธปท.ห่วงศก.ไทยเหลื่อมล้ำสูง เอสเอ็มอีเข้าถึงทุน ‘ยาก-แพง’

    ธปท.ห่วงศก.ไทยเหลื่อมล้ำสูง เอสเอ็มอีเข้าถึงทุน ‘ยาก-แพง’

    ธปท.ชี้เศรษฐกิจไทยแม้ไม่แย่เหมือนที่คิด แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่อง ห่วงธุรกิจเอสเอ็มอีเปราะบางหนัก เสียเปรียบธุรกิจรายใหญ่ เข้าถึงทุนยาก ต้นทุนสูง ขีดความสามารถต่ำ ด้านรายย่อยยังแย่ “พิพัฒน์” ชี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในสภาวะ K-Shape แม้ส่งออกโต แต่ได้ประโยชน์น้อยเหตุการผลิตในประเทศไม่โต

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาประจำปี 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ ภายใต้หัวข้อ “ธุรกิจใต้ ปรับตัวอย่างไรในโลกที่ไม่แน่นอน”ว่า ต้องยอมรับว่าประเทศไทยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ในอดีตการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยหรือจีดีพีเคยเติบโตได้ถึง 7% แต่ปัจจุบันลดลงมาเหลือเพียง 2% กว่า ๆ เท่านั้น

    โดยในปีนี้ประเมินว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 2.3% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสำนักอื่น ๆ ที่มอง 2% เพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่น หรือ Resilience ดีกว่าที่คาดไว้ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Potential GDP) ที่ลดลงจาก 5% ในอดีตเหลือเพียง 2.7% ในปัจจุบัน

    สาเหตุหลักมาจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือการเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) และการขาดการลงทุนเพื่ออัปเกรดเทคโนโลยีตลอด 20 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะดัชนีการลงทุนจริงโดยเปรียบเทียบกับปี 2540 พบว่าเพิ่มขึ้นจาก 100 เป็นเพียง106เท่านั้น ขณะที่มาเลเซียเพิ่มเป็นกว่า 200 อินโดนีเซีย 300 และเวียดนาม 900

    สะท้อนว่าสิ่งที่หายไปคือการลงทุน การผลิตสินค้าเดิม ๆ ขีดความสามารถในการแข่งขันจึงลดลง ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องช่วยกันเร่งการลงทุนและปรับตัว ซึ่งกระทบทำให้ศักยภาพสูงสุดของจีดีพีลดลง

    ทางด้านภาวะหนี้เสียหรือเอ็นพีแอลคาดว่าจะขึ้นไปอีก 2% จากปัจจุบัน 2.8-2.9% เป็น 4% ซึ่งถือว่าหนักมาก
    “2.3% ถามว่าดีหรือไม่ ไม่ดี แต่การยืดหยุ่นที่ดีทำให้จีดีพีปีนี้ไม่ไหลลึกลงไปที่ 1.5% เหมือนที่คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ช่วงต้นสงครามอิหร่าน

    • ศก.โตไม่ทั่วถึง-เหลื่อมล้ำสูง

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เห็นได้ชัดคือการเติบโตแบบ K-Shaped ที่มีความเหลื่อมล้ำสูงมาก ธุรกิจขนาดใหญ่และภาคธนาคารมีกำไรดีและเข้าถึงทรัพยากรเงินทุนได้ง่ายด้วยต้นทุนที่ถูก แต่เอสเอ็มอี ธุรกิจขนาดเล็กได้รับผลกระทบอย่างหนักและปรับตัวได้ช้ากว่า เนื่องจากมีแต้มต่อทางการเงินที่สู้รายใหญ่ไม่ได้

    ธุรกิจขนาดใหญ่เข้าถึงทรัพยากรจากสถาบันการเงินได้มาก มากเกินไปและด้วยต้นทุนที่ถูกมากจึงกลายเป็นว่าเอสเอ็มอี ที่เสียเปรียบอยู่แล้วเสียเปรียบมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นต้องหาทางแก้ และธปท.ก็พยายามผลักดันเรื่องนี้อยู่

    ในส่วนของธุรกิจรายย่อย ผู้มีรายได้น้อยยังเปราะบางสูง จากผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้กระจายตัวเท่ากัน โดยประชาชนที่มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและราคาอาหารมากกว่ากลุ่มรายได้สูง เนื่องจากคิดเป็นสัดส่วนที่สูงเทียบกับรายได้
    ส่งออกกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจต่างชาติ

    ขณะที่ภาคการส่งออกแม้จะเห็นปีนี้เติบโต 14% แต่พบว่ากระจุกตัวอย่างมาก โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีตามกระแส AI ที่เติบโต 43% ขณะที่สินค้ากลุ่มอื่นเติบโตเฉลี่ย 2.5% ที่สำคัญคือผู้ผลิตในกลุ่มนี้ซึ่งมีสัดส่วน 1% หรือ ประมาณ 105 ราย และส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติ เป็นกลุ่มที่ครองสัดส่วนการส่งออกถึง 85% ของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด

    กลุ่มนี้ยังมีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบ (Import Content) 70% ทำให้ผลประโยชน์ที่ตกแก่เศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economy) ไม่มากเท่าที่ควร
    สำหรับภาพของเศรษฐกิจโลก

    ต้องยอมรับว่าที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก มี Uncertainty สูงมาก กลายเป็น New Normal หรือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นปกติแล้วในปัจจุบัน จากที่ในอดีตวิกฤตการณ์ระดับโลก (Global Shock) มักจะเกิดขึ้นทุก ๆ 6-10 ปี แต่ปัจจุบัน ความผันผวนเกิดขึ้นแทบจะปีละครั้ง

    อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ธปท. ปรับบทบาทจากการดูแลนโยบายการเงิน เสถียรภาพเงินเฟ้อ มาเป็นการให้ความสำคัญกับการประคองเศรษฐกิจมากขึ้น โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1% ซึ่งต่ำเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อประคองเศรษฐกิจ

    สิ่งที่ ธปท. กำลังทำในปัจจุบันคือมาตรการเชิงรุกต่อปัญหาทุจริตและเศรษฐกิจสีเทา ทั้งการควบคุมธุรกรรมทองคำที่ผิดปกติ ทำให้จากเดิมมีการเบิกทองออกถึงเดือนละ 4,000 กก.  มูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท/เดือน ปัจจุบันลดลงเหลือ 700 กก. 

    เช่นเดียวกับการจำกัดการเบิกถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ต้องระบุวัตถุประสงค์ เพื่อสกัดกั้นการใช้เงินสดในทางที่ผิด และในไตรมาสที่ 4 จะเพิ่มความเข้มงวดให้ผู้ที่ฝากเงินเกิน 5 ล้านบาทต้องสำแดงที่มาของเงินเพื่อทำให้เงินเทาอยู่ยากขึ้น

    โลกไม่เหมือนเดิม เราทำตัวเหมือนเดิมไม่ได้

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่าโลกกำลังเผชิญกับ “ความไม่แน่นอน” อย่างรุนแรง และโลกมีความเชื่อมโยงกันสูงมากและเมื่อเกิดปัญหา ณ จุดยุทธศาสตร์หรือ Choke Point ทางเศรษฐกิจผลกระทบจะแผ่กระจายไปทั่วโลกทันที

    อย่างไรก็ตามมองว่ามี 4D ที่เปลี่ยนโลก คือ Deglobalization จุดสิ้นสุดของโลกาภิวัฒน์แบบเดิม ระเบียบโลกที่มีสหรัฐเป็นผู้นำได้ล่มสลายไปแล้ว จึงไม่สามารถรอให้โลกกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ และการที่ปัจจุบันไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐมากเป็นอันดับ 7 ทำให้ตกเป็นเป้าหมายในสงครามการค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    2. Digital Disruption คลื่นการลงทุน AI ที่กำลังเปลี่ยนโลกที่เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ จากกระแสการลงทุนใน AI ที่พุ่งสูงถึงปีละ 8 แสนล้านถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์กำลังเป็นตัวช่วยอุ้มเศรษฐกิจโลกและตลาดหุ้น

    แต่สิ่งที่น่ากังวลคือความเร็วในการปรับใช้เทคโนโลยี ที่จะเตรียมตัวอย่างไรให้พร้อมกับความเสี่ยงและโอกาสที่ AI นำมาให้ โดยเฉพาะการที่เงินลงทุนเริ่มวิ่งย้อนกลับจากประเทศกำลังพัฒนาไปยังประเทศที่มีเทคโนโลยีชั้นสูง

    3. Decarbonization ต้นทุนที่แท้จริงของสิ่งแวดล้อม จากปัญหาสภาวะภูมิอากาศต่าง ๆ หากไทยไม่รีบลงทุนเพื่อปรับกระบวนการผลิต ความสามารถในการแข่งขันจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของประเทศต่าง ๆ

    สุดท้าย Demographic สึนามิเคลื่อนที่ช้าที่กระทบไทยรุนแรงที่สุด ปัจจุบันไทยได้ผ่านจุดสูงสุดของประเทศที่มีวัยทำงานมากที่สุดแล้ว และมีจำนวนคนตายมากกว่าการเกิด ทำให้ดีมานด์หายไป

    ทั้งนี้ยังเกิด Over Supply เมื่อคนซื้อน้อยลงแต่ธุรกิจยังเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดสภาวะล้นตลาดและสูญเสียอำนาจในการตั้งราคา และขาดแคลนแรงงาน

    สำหรับเศรษฐกิจไทยปัจจุบันอยู่ในสภาวะ K-Shape ในภาคอุตสาหกรรมอย่างรุนแรง สินค้าส่งออกที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพียง 3-15% ขณะที่เหลือเป็นสินค้าในอุตสาหกรรมดั้งเดิม สะท้อนว่าเรากำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างหนัก

    เศรษฐกิจโลกอยู่ในฐานะที่ดีมาก ปีก่อนเราโต 2.4% ไต้หวันไตรมาสแรกโต 13.5% มาเลเซียโต 6.5% เวียดนาม 8% แสดงว่าวันนี้เราอยู่ในจุดที่ดีที่สุดของเอเซียด้วย เพราะเอเซียเป็นหนึ่งในซัพพลายเชนจากเอไอ เทคโนโลยี แต่คำถามคือทำไมเราโตแค่ 2% กว่า แม้ส่งออกไทยโตเกือบ 20% แต่ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยติดลบ 0.3% แปลว่าเราส่งออกสองหลัก เราขาดดุลการค้า การผลิตในประเทศแทบไม่โตเลย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1242921&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fZWzkNlqcSNsCG5duF8S5

  • ‘แบงก์ชาติ’  เปิดคัมภีร์  ‘8 นโยบายการเงิน’  พยุงเศรษฐกิจไทย

    ‘แบงก์ชาติ’ เปิดคัมภีร์ ‘8 นโยบายการเงิน’ พยุงเศรษฐกิจไทย

    เมื่อพูดถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หลายคนมักสับสนระหว่างบทบาทของกระทรวงการคลังและธนาคารกลาง เพื่อให้เข้าใจตรงกัน “วิทัย รัตนากร”  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย  ได้อธิบาย “8 เครื่องมือ”  นโยบายการเงินที่สามารถงัดออกมาแก้ไข กระตุ้น รับมือกับวิกฤติหรือสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น   

    ผู้ว่าฯ พูดถึงสถาการณ์ไทยในตอนนี้ว่า  “เศรษฐกิจไม่ได้ดี แต่ไม่ได้แย่เหมือนที่เราคิด… แบงก์ชาติประเมินเศรษฐกิจโต 2.3% ไม่ได้เยอะ แต่ว่ามันก็ไม่ได้แย่ แต่มันไม่กระจาย มันเป็น K-shaped คนจนกระทบเยอะ กู้ไม่ได้ คนรวยยังกู้สบาย SMEs เข้าไม่ถึงสินเชื่อ”  

    การฟื้นตัวแบบรวยกระจุกจนกระจาย หรือ K-shaped recovery นี้ มาจาก ปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่สะสมมานาน ทั้งปัญหากำลังแรงงาน ความเหลื่อมล้ำ และขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง

    ‘แบงก์ชาติ’  เปิดคัมภีร์  ‘8 นโยบายการเงิน’  พยุงเศรษฐกิจไทย

    ด้วยเหตุนี้ ธปท. จึงต้องเลือกใช้จาก  “8 เครื่องมือนโยบายการเงิน” มาใช้ประคับประคองสถานการณ์ให้ตรงจุด   

    1.  อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate)
    2.  การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง Reserve Requirements
    3.  หน้าต่างสภาพคล่อง Standing Facilities
    4.  การดำเนินงานผ่านตลาดการเงิน Open Market Operation (OMO)
    5.  มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ Quantitative Easing (QE)
    6.  โครงการจัดสรรสินเชื่อเป้าหมาย / สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Targeted Lending Facilities / Soft Loan)
    7.  การแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน Foreign Exchange Intervention
    8.  มาตรการกำกับดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน (Macroprudential)

    1. อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate)

     วิทัยอธิบายว่า นโยบายการเงินไม่ได้มีหน้าที่หลักในการ “กระตุ้น” เศรษฐกิจให้พุ่งทะยานเหมือนการแจกเงินของนโยบายการคลัง แต่เน้นการ “ประคับประคอง” และดูแลเสถียรภาพ

    ‘แบงก์ชาติ’  เปิดคัมภีร์  ‘8 นโยบายการเงิน’  พยุงเศรษฐกิจไทย

    ปัจจุบัน ธปท. ใช้นโยบายแบบผ่อนคลาย โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ระดับ 1.00% ซึ่งถือว่าต่ำเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เพื่อช่วยลดภาระให้ภาคธุรกิจและประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า

    การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทำโดย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งมีกรรมการจำนวน 7 ท่าน และจะมีการประชุมเพื่อพิจารณา 6 ครั้งต่อปี

    เมื่อ กนง. ประกาศปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะส่งผลโดยตรงต่อการเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงิน  เช่น ตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะสั้น หรือ RP 1 วัน และส่งผ่านไปยังต้นทุนการกู้ยืมของธนาคารพาณิชย์ แม้จะใช้เวลา 6-12 เดือนกว่าจะเห็นผลเต็มที่ แต่เป็นตัวกำหนดต้นทุนการกู้ยืมของทั้งประเทศ

    2. การดำรงเงินฝากที่ ธปท. (Reserve Requirement)

    การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องกันเงินสำรองส่วนหนึ่งมาฝากไว้ที่ ธปท. เช่น หากรับฝากเงิน 100 บาท ต้องกันเงินมาฝาก ธปท. ตามสัดส่วนที่กำหนด เพื่อควบคุมการปล่อยสินเชื่อ

    ในประเทศจีนมีการใช้เครื่องมือนี้บ่อย เช่น กำหนดที่ 6% แต่สำหรับไทยเครื่องมือนี้ถูกกดไว้ในระดับต่ำมากที่ 1% มาตั้งแต่ปี 2555 ทำให้ปัจจุบันเราไม่สามารถใช้เครื่องมือนี้ในการลดสัดส่วนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกแล้ว เพราะระดับ 1% นั้นต่ำจนแทบไม่มีผลอะไร

    3. หน้าต่างตั้งรับ (Standing Facilities)

    Standing Facilities คือ เปรียบเสมือน “ช่องทางฉุกเฉินรายวัน” ที่ธนาคารกลางเปิดตั้งรับไว้สำหรับสถาบันการเงิน โดยแบ่งกลไกออกเป็น 2 ด้านหลัก ได้แก่

    ช่องทางเงินฝาก (Deposit Facility) หากธนาคารพาณิชย์มีเงินสดส่วนเกินล้นมือในวันนั้น ก็สามารถนำเงินมาฝากไว้ที่ ธปท. ผ่านหน้าต่างนี้ได้

    ช่องทางสินเชื่อ (Lending Facility)  หากธนาคารพาณิชย์แห่งใดเกิดขาดสภาพคล่องกะทันหัน หรือเงินขาดมือในระยะสั้น ก็สามารถวิ่งมาขอกู้ยืมเงินจาก ธปท. ผ่านหน้าต่างนี้เพื่อนำไปหมุนเวียนในระบบได้

    ผู้ว่ากล่าวว่าเครื่องมือหน้าต่างตั้งรับนี้เป็นสิ่งที่ ธปท. “มีอยู่และทำอยู่ตลอดทุกวัน” เพื่อบริหารสภาพคล่องส่วนเกินหรือส่วนขาด

    แต่ในแง่ของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมหภาค เครื่องมือนี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อ หรือนำมากระตุ้น/ประคับประคองเศรษฐกิจโดยตรง เหมือนกับการใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่เป็นเพียง “กันชน” หลังบ้านที่คอยดูแลไม่ให้สถาบันการเงินล้มหรือสะดุดจากปัญหาสภาพคล่องระยะสั้น

    4. การดำเนินการผ่านตลาดการเงิน  OMO

    Open Market Operation หรือ OMO  คือการที่ ธปท. เข้าไปทำธุรกรรมซื้อหรือขายสินทรัพย์ทางการเงินในตลาด เพื่อ “ดูดซับ” หรือ “อัดฉีด” เม็ดเงิน   เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในแต่ละวัน โดยมีเครื่องมือย่อยที่ใช้บ่อย 3 ประเภท 

    • ธุรกรรมการซื้อคืนพันธบัตร Bilateral Repurchase หรือ RP ซึ่งเป็นการกู้ยืมเงินระยะสั้นระหว่าง ธปท. กับธนาคารพาณิชย์ โดยมีพันธบัตรเป็นหลักประกัน
    • การออกพันธบัตรของธปท.  เพื่อดูดซับเงินสดส่วนเกินออกจากระบบ
    • การทำธุรกรรมสวอปอัตราแลกเปลี่ยน หรือ FX Swaps เพื่อบริหารสภาพคล่องเงินบาทผ่านตลาดเงินตราต่างประเทศ 

    5. การทำ QE

    Quantitative Easing หรือคำที่ทุกคนคุ้นเคยคือการทำ QE  การพิมพ์เงินหรือซื้อพันธบัตรระยะยาวเพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจโดยตรง  โดยธนาคารกลางสามารถทำได้ 2 วิธีหลักๆ คือ

    การเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาว เช่น เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี, 30 ปี หรือ 50 ปี ในปริมาณมากๆ ซึ่งจะทำให้ปริมาณเงินสดถูกอัดฉีดเข้าไปในระบบ และกดให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวในตลาดปรับตัวลดลง

    การเข้าซื้อเงินดอลลาร์ในตลาด หากค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไป ธปท. สามารถพิมพ์เงินบาทเพื่อไปซื้อดอลลาร์มาเก็บไว้ ซึ่งผลลัพธ์ก็คือการปล่อยเงินบาทจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน

    •   ทฤษฎี MV = PQ กับความคาดหวังให้ไทยทำ QE

    ในทางเศรษฐศาสตร์มีสมการคลาสสิกคือ MV = PQ (ปริมาณเงิน x ความเร็วในการหมุนเวียนของเงิน = ระดับราคา x ปริมาณผลผลิต หรือ GDP) นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านจึงเชื่อว่า หาก ธปท. ทำ QE เพื่อเพิ่มปริมาณเงิน (M) เข้าไปในระบบ จะช่วยกระตุ้นให้ GDP (PQ) ของประเทศเติบโตขึ้นตามไปด้วย

    ทว่าผู้ว่าฯ  ได้อธิบายจุดบอดสำคัญที่หลายคนมองข้ามว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเป็นแบบ “Bank-based economy” พึ่งพาสินเชื่อธนาคารเป็นหลัก ไม่ใช่ “Capital market-based economy” พึ่งพาตลาดทุนเป็นหลักแบบสหรัฐ

    เมื่อการจัดสรรทรัพยากรของไทยพึ่งพา “สถาบันการเงิน” โดยธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐเป็นหลัก ดอกเบี้ยเงินกู้ของคนไทยอ้างอิงจากอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร เช่น MLR, MRR หรือ MOR 

    ดังนั้นการที่ ธปท. อัดฉีดเงินเข้าไปซื้อพันธบัตรจนดอกเบี้ยพันธบัตร 30 ปีลดลง ไม่ได้ทำให้ดอกเบี้ย MLR หรือ MRR ของธนาคารลดลงตามไปด้วย การทำ QE จึงไม่ได้ช่วยให้ต้นทุนการกู้ยืมของคนไทยถูกลงเลย

    “การทำ QE ไม่ว่าจะผ่านการซื้อดอลลาร์ใส่บาทเข้าในระบบ หรือการเข้าไปซื้อบอนด์พันธบัตรตัวยาว เงินเข้าสู่ระบบ ปริมาณเพิ่มขึ้น เกิดอะไรขึ้น? มันเหลือเงิน… คุณเอาเงิน 3 แสนล้าน 5 แสนล้านเข้าไปซื้อบอนด์ตัวยาวเป็น QE วันรุ่งขึ้น 5 แสนล้านก็วิ่งกลับเข้ามาสู่แบงก์ชาติผ่านช่องทาง Open Market Operation ผ่านตลาด RP ทันที เกิดอะไรกับระบบเศรษฐกิจ? ไม่เกิด นี่คือ Context ประเทศไทย”

    6. สินเชื่อเฉพาะจุด (Targeted Lending Facilities / Soft Loan)

    สินเชื่อเฉพาะจุด คือการให้สินเชื่อตรงเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่เปราะบางแบบเจาะจง ทั้ง Targeted Lending Facilities และ Soft Loan
    ในอดีตธนาคารกลางอาจทำได้ แต่ปัจจุบัน พ.ร.บ. ธปท. ไม่อนุญาตให้แบงก์ชาติปล่อยสินเชื่อโดยตรงได้แล้ว ธปท. จึงต้องทำงานร่วมกับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ในการออกโครงการ Soft Loan ต่างๆ แทน เช่น โครงการ “SMEs Credit Boost” หรือ “SMEs Secure+” เพื่อเติมสภาพคล่องให้ SMEs โดยมียอดอนุมัติไปแล้วกว่า 43,000 ล้านบาท

    ‘แบงก์ชาติ’  เปิดคัมภีร์  ‘8 นโยบายการเงิน’  พยุงเศรษฐกิจไทย

    เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยปัจจุบันมีการฟื้นตัวแบบรวยกระจุกจนกระจาย หรือ “K-shaped”  โดยธุรกิจรายใหญ่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ในปริมาณสูงและต้นทุนที่ต่ำเกินไป ในขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) กลับเข้าไม่ถึงสินเชื่อ และเผชิญปัญหาเงินทุนหดตัวอย่างรุนแรง 

    ดังนั้น การใช้นโยบายแบบหว่านแห เช่น การลดดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหาที่ธุรกิจ SMEs เข้าไม่ถึงสินเชื่อได้ ธปท. จึงต้องหันมาพึ่งพา “มาตรการทางการเงินเฉพาะจุด (Targeted Measures)” เพื่อเข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างตรงจุด

    7. การดูแลเสถียรภาพ ‘อัตราแลกเปลี่ยน’ 

    เครื่องมือนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คนมักเข้าใจผิดและตั้งคำถามกับแบงก์ชาติอยู่เสมอเวลาที่ “เงินบาทแข็งค่า” หรือ “เงินบาทอ่อนค่า” ว่าทำไมแบงก์ชาติถึงไม่ทำอะไรเลย?

    วิทัยอธิบายว่า ธปท. ไม่ได้อยู่ในกระดานซื้อขาย FX ตลอดเวลา และไม่สามารถแทรกแซงเพื่อมุ่งหวังผลประโยชน์ทางการค้าได้ เพราะอาจติดบัญชีผู้ปั่นป่วนค่าเงิน ของสหรัฐซึ่งห้ามแทรกแซงเกิน 2% ของ GDP  

    รวมทั้งตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศในไทยนั้น เป็นการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนกันเองโดยตรงระหว่าง “ธนาคารพาณิชย์กับธนาคารพาณิชย์” หรือ “ธนาคารพาณิชย์กับลูกค้า”  เช่น ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า 

    แต่ ธปท. จะเข้ามาเมื่อมีความผันผวนสูงเกินไป เช่น แข็งเกินไป หรืออ่อนเกินไปและเข้ามาจัดการเมื่อมี “ธุรกรรมผิดปกติ” เช่น การเก็งกำไรราคาทองคำออนไลน์ที่ทำให้บาทแข็งค่าผิดปกติ  ธปท. จึงออกมาตรการจัดระเบียบ จำกัดการซื้อขายทองคำออนไลน์ไม่เกิน 50 ล้านบาท/วัน/แพลตฟอร์ม และลดความผันผวนของค่าเงินบาทได้สำเร็จ

    ‘แบงก์ชาติ’  เปิดคัมภีร์  ‘8 นโยบายการเงิน’  พยุงเศรษฐกิจไทย

    8. มาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน  

     ในขณะที่ “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย”  เป็นยาขนานใหญ่ที่ออกฤทธิ์กับทุกคนทั้งประเทศ มาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินจะเปรียบเสมือน “ยารักษาเฉพาะจุด” ครับ โดยมีเป้าหมายหลักคือ “การออกมาตรการเพื่อดูแล ป้องกัน หรือแก้ไขความเสี่ยงเชิงระบบเฉพาะจุดในระบบการเงิน”

    ผู้ว่าฯ ได้ยกตัวอย่างการใช้มาตรการนี้เพื่อสกัดกั้นความเสี่ยงใน 3 ประเด็นหลักที่เกาะกินเศรษฐกิจไทย 

    • มาตรการ LTV (Loan-to-Value) สกัดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ โดยการกำหนดสัดส่วนการให้สินเชื่อเมื่อเทียบกับมูลค่าหลักประกัน เพื่อป้องกันไม่ให้คนกู้เงินไปเก็งกำไรในตลาดบ้านและคอนโดจนเกิดฟองสบู่แตกเหมือนในอดีต
    • มาตรการ DTI (Debt to Income ratio) / DSR (Debt Service Ratio) สกัดการก่อหนี้เกินตัว เป็นการป้องกันปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยกำหนดเพดานว่าประชาชนควรจะมีภาระหนี้ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้
    • สุดท้ายคือการกำกับดูแลบริการ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” Buy Now Pay Later หรือ BNPL ซึ่งเป็นมาตรการใหม่ เพราะบริการ BNPL ในปัจจุบันทำให้คนรุ่นใหม่และกลุ่มเปราะบางเข้าถึงหนี้ได้ง่ายเกินไป สมัครง่าย และมักไปกระตุ้นให้เกิดการซื้อ “สินค้าฟุ่มเฟือยหรือไม่จำเป็น”

     ธปท. จึงเตรียมนำมาตรการ Macroprudential มาใช้จัดระเบียบและคุ้มครองผู้บริโภค เช่น การกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ใช้บริการ การจำกัดประเภทหรือมูลค่าสินค้าขั้นต่ำ การตั้งเพดานดอกเบี้ย และการบังคับให้ผู้ให้บริการต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เพื่อป้องกันไม่ให้คนไทย “เป็นหนี้ไว” ก่อนวัยอันควร

    ‘แบงก์ชาติ’  เปิดคัมภีร์  ‘8 นโยบายการเงิน’  พยุงเศรษฐกิจไทย

     จากทั้ง 8 เครื่องมือนโยบายการเงินสะท้อยว่า ธปท. ไม่ได้ยึดติดกับการใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการ “ผสมผสาน” เครื่องมือต่างๆ เข้าด้วยกัน

    แม้จะมีข้อจำกัดทางกฎหมายบางประการที่ทำให้ ธปท. ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้รวดเร็วทันใจเหมือนการแจกเงินของกระทรวงการคลัง แต่ ธปท. ก็ได้ใช้ความยืดหยุ่นในการปรับใช้นโยบายแบบผ่อนคลายผ่านดอกเบี้ย ควบคู่ไปกับการใช้ มาตรการเฉพาะจุด  และ Macroprudential เพื่อรักษาบาดแผลทางเศรษฐกิจ จัดการปัญหาหนี้สิน เพื่อประคองเศรษฐกิจไทยในตอนนี้ และวางรากฐานเสถียรภาพระยะยาว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1242783&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hL2YeT4g4AMeu3LkYAUJw

  • วธ. ต่อยอด “อาซูรอสัมพันธ์” ปีที่ ๓ ยกระดับทุนทางวัฒนธรรม สร้างรายได้ชุมชน หนุนเศรษฐกิจ ในจังหวัดภาคใต้ | TOPNEWS

    วธ. ต่อยอด “อาซูรอสัมพันธ์” ปีที่ ๓ ยกระดับทุนทางวัฒนธรรม สร้างรายได้ชุมชน หนุนเศรษฐกิจ ในจังหวัดภาคใต้ | TOPNEWS

    ประเภทความคิดสร้างสรรค์
    – รางวัลชนะเลิศ ชมรมอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น อ. จะแนะ จ.นราธิวาส
    – รองชนะเลิศอันดับ ๑ ชุมชนบ้านกีเยาะ กรงปีนัง จ.ยะลา
    – รองชนะเลิศอันดับ ๒ มัสยิดบ้านท่าน้ำเค็มใต้ จ.สตูล

    นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า ประเพณีการกวนขนมอาซูรอเป็นมรดกภูมิปัญญาที่สะท้อนความศรัทธา ความเอื้อเฟื้อ และการร่วมแรงร่วมใจของพี่น้องชาวไทยมุสลิม ซึ่งสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน กระทรวงวัฒนธรรมจึงมุ่งสืบสานและต่อยอดประเพณีดังกล่าวให้เป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชน สอดคล้องกับนโยบาย “ไทยสร้างพลังวัฒนธรรม สร้างสุข สร้างอนาคต” โดยนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างงาน สร้างอาชีพ และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

    อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า การประกวดครั้งนี้มีผู้แทนจากจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล และสงขลา รวม ๒๐ ทีม เข้าร่วมแข่งขันในประเภทดั้งเดิมและประเภทความคิดสร้างสรรค์ สะท้อนการอนุรักษ์ภูมิปัญญาควบคู่กับการพัฒนาต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์ อันเป็นการเพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้ทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นภายในงานยังมีนิทรรศการองค์ความรู้เกี่ยวกับประเพณีอาซูรอ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฮาลาลจากผู้ประกอบการ ๕ จังหวัดภาคใต้ จำนวน ๑๔ ร้านค้า การแสดงอนาซีดนานาชาติ การแสดงปันจักสีลัต และกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ ช่วยสร้างสีสัน กระตุ้นการท่องเที่ยว และสร้างรายได้แก่ชุมชน ควบคู่กับการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติบนพื้นฐานของความหลากหลายทางวัฒนธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1629979&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw044BIHWshTc3bxciQvT0wm

  • รุมจวก

    รุมจวก

    วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.06 น.

    กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมออนไลน์ เมื่อเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อ นายชัยชนะ เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ หลังออกมาแสดงทัศนะเกี่ยวกับราคาข้าวแกงในปัจจุบัน การแสดงความคิดเห็นเชิงเปรียบเปรยดังกล่าวได้จุดชนวนให้บุคคลที่มีชื่อเสียงและนักวิชาการ ออกมาโต้กลับอย่างดุเดือดถึงความเข้าใจในสภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่แท้จริง

    วาทกรรม ‘ข้าวแกง 30 บาท’ จุดชนวนวิจารณ์

    เหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ นายชัยชนะ เดชเดโช ได้ออกมากล่าววิพากษ์วิจารณ์นโยบายคุมราคาอาหารที่ตั้งเป้าหมายไว้จานละ 40 บาท ของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยระบุว่าปัจจุบันข้าวแกงมีราคาอยู่ที่ 30 บาท การผลักดันให้ราคาอยู่ที่ 40 บาทจึงถือว่าราคาสูงกว่าปกติ พร้อมเปรียบเปรยว่าข้าวราดแกงในราคาดังกล่าวน่าจะเป็น “ข้าวราดแกงกุ้งมังกร” คำกล่าวนี้สร้างความไม่พอใจและกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการโต้กลับจากสังคมทันที

    เสียงสะท้อน สวนหมัดราคาตลาดจริง

    หลังจากนั้น นายวีระ สุดสังข์ ศิลปินมรดกอีสาน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพื่อตอบโต้ โดยชี้ให้เห็นว่าคำพูดของนายชัยชนะเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองที่ขาดความเข้าใจในชีวิตจริง พร้อมตั้งคำถามว่าร้านข้าวแกงจานละ 30 บาทในปัจจุบันอยู่ที่ไหน หากจะมีก็คงจำกัดอยู่เพียงในสวัสดิการของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น ในความเป็นจริงของตลาดทั่วไป ราคาข้าวแกงเริ่มต้นที่ 50-60 บาทแล้ว ซึ่งแม่ค้าเองก็ต้องแบกรับภาระต้นทุนสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น การออกมาพูดส่อเสียดจึงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาปากท้องที่แท้จริง

    เตือนสติ ระวังพังทั้งพรรค

    ในทิศทางเดียวกัน นายเอ็ดดี้ อัษฎางค์ นักวิชาการอิสระ ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นเชิงตำหนิ โดยท้าให้นายชัยชนะพาไปดูร้านข้าวแกงราคา 30 บาท และข้าวแกงกุ้งมังกรราคา 50 บาท พร้อมเตือนสติว่าในสภาวะเศรษฐกิจปี 2569 การเล่นการเมืองด้วยวาทกรรมประชดประชันเพื่อด้อยค่าผู้อื่น นอกจากจะไม่เป็นผลดีแล้ว ยังเป็นการด้อยค่าตนเองเพราะขัดแย้งกับความเป็นจริงที่ประชาชนสัมผัสได้

    นอกจากนี้ ยังมีการเน้นย้ำถึงผลกระทบทางการเมืองว่า ทุกคำพูดของนายชัยชนะย่อมส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ผู้เป็นหัวหน้าพรรค ประชาชนอาจเหมารวมว่าพรรคขาดความเข้าใจในปัญหาประชาชน พร้อมทิ้งท้ายข้อเสนอแนะว่า หากต้องการทำหน้าที่ตรวจสอบ ควรพุ่งเป้าไปที่การทำงานหรือความโปร่งใสของรัฐมนตรีบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง จะสร้างความน่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่า

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/976895&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UyKDmjkyyBnP5rwIbObvg

  • จีนเร่งกระตุ้นบริโภค เปิดแผนดันเศรษฐกิจด้วยกำลังซื้อในประเทศ | เดลินิวส์

    จีนเร่งกระตุ้นบริโภค เปิดแผนดันเศรษฐกิจด้วยกำลังซื้อในประเทศ | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ว่าคณะรัฐมนตรีจีนเผยแพร่แผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปี ซึ่งมุ่งกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยรัฐบาลจะส่งเสริมการบริโภคภาคบริการ

    รัฐบาลจีนตั้งเป้าหมายให้ยอดค้าปลีกของประเทศมีมูลค่าราว 60 ล้านล้านหยวน ( ประมาณ 295.36 ล้านล้านบาท ) ภายในปี 2573 พร้อมให้คำมั่นว่าจะเพิ่มรายได้ของภาคครัวเรือน ภายใต้แผนพัฒนา 5 ปีเพื่อกระตุ้นการบริโภค

    China’s moves to accelerate innovation in the retail sector are expected to create new sources of consumer demand, inject fresh momentum into the industry and strengthen consumption-driven growth, government officials said on Thursday. https://t.co/gItLPDGaha pic.twitter.com/LOHVXfSo29

    — China.org.cn (@chinaorgcn) July 13, 2026

    นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีแผนกระตุ้นการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว ขยายมาตรการ ยกเว้นวีซ่า ให้กับประชาชนจากประเทศต่าง ๆ เพิ่มขึ้น รวมถึงเพิ่มจำนวนเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศไปยังยุโรป สหรัฐ และประเทศที่เข้าร่วมโครงการ หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ( บีอาร์ไอ )

    ยิ่งไปกว่านั้น จีนตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการบริโภคของภาคครัวเรือนอย่างมีนัยสำคัญ และเสริมบทบาทของการบริโภคให้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผ่านแผนพัฒนา 5 ปีฉบับแรก ที่มุ่งเน้นการกระตุ้นการบริโภคโดยเฉพาะ

    พร้อมกันนี้ รัฐบาลจีนยังเตรียมส่งเสริมรูปแบบการบริโภคใหม่ ๆ เช่น การบริโภคผ่านระบบดิจิทัล การบริโภคที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ ( เอไอ ) การบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์ และการบริโภคของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ

    แผนดังกล่าวยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มกำลังซื้อของครัวเรือน ผ่านการสร้างงานที่มั่นคง การปรับขึ้นค่าจ้าง การเพิ่มรายได้จากทรัพย์สิน การยกระดับระบบประกันสังคม และการพัฒนาบริการสาธารณะ.

    เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6024184/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-KTRkST0Goo5JUAUEwk-j

  • ส.อ.ท. หนุนใช้ E20 ลดพึ่งน้ำมันนำเข้า ต่อยอดเศรษฐกิจชีวภาพ | เดลินิวส์

    ส.อ.ท. หนุนใช้ E20 ลดพึ่งน้ำมันนำเข้า ต่อยอดเศรษฐกิจชีวภาพ | เดลินิวส์

    กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เสนอให้ภาครัฐเดินหน้าส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ E20 มากขึ้น หลังมองว่าไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนที่สูง ขณะที่ประเทศมีวัตถุดิบผลิตเอทานอลจากอ้อยและมันสำปะหลังเพียงพอ หากใช้เชื้อเพลิงที่ผลิตได้ในประเทศมากขึ้น จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมัน กระจายรายได้สู่ภาคเกษตร และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    ข้อมูลจากงานสัมมนา ‘ฝ่าวิกฤตพลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน โอกาสหรือภาพลวง’ ระบุว่า ประเทศไทยยังนำเข้าน้ำมันดิบประมาณ 92% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.33 ล้านล้านบาทต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 3,600 ล้านบาท จึงมีข้อเสนอให้เพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ

    ‘ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล’ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า ไทยมีความพร้อมในการผลิตไบโอเอทานอล (Bioethanol) จากอ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ การใช้เอทานอลจึงช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และสอดรับกับแนวทาง BCG Economy

    พร้อมกล่าวว่า อุตสาหกรรมเอทานอลสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้หลายภาคส่วน ตั้งแต่การผลิตเชื้อเพลิง การผลิตไฟฟ้าชีวมวล ก๊าซชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง โดยในปี 2568 มีมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 1.34 แสนล้านบาท เกี่ยวข้องกับเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและมันสำปะหลังกว่า 1 ล้านครัวเรือน หรือมากกว่า 4 ล้านคน จากพื้นที่เพาะปลูกรวมกว่า 20 ล้านไร่ 

    ด้าน ‘ดร.เสกสรรค์ พรหมนิช’ รองประธานด้านไบโอฟูเอล กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า E20 เป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน เสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยประเมินว่า หากประเทศไทยผลักดันการใช้ E20 ได้อย่างเต็มศักยภาพ จะมีการใช้เอทานอลประมาณ 6 ล้านลิตรต่อวัน และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ราว 3.12 ล้านตัน

    นอกจากนี้ยังยกตัวอย่างบราซิลและอินเดียที่ผลักดันการใช้เอทานอลเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า โดยบราซิลกำหนดให้ผสมเอทานอลในน้ำมันเบนซินอย่างน้อย 30% และพัฒนารถยนต์ที่รองรับเชื้อเพลิงหลายรูปแบบ ขณะที่อินเดียเริ่มใช้ E20 ทั่วประเทศในปี 2568 พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนเอทานอลในน้ำมันเชื้อเพลิงเป็น 27%

    ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมเห็นว่า การส่งเสริมการใช้ E20 ควบคู่กับมาตรการประหยัดพลังงาน จะช่วยเพิ่มการใช้พลังงานที่ผลิตได้ในประเทศ ลดการนำเข้าน้ำมัน ทำให้รายได้หมุนเวียนกลับสู่ภาคเกษตรและอุตสาหกรรม พร้อมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานและเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6023934/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IimDyOIePIx-1UT6zSs3Z

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (14 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (14 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (14 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (14 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 21.05 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 2.51 บาทต่อลิตร

    ขณะน้ำมันดีเซลธรรมดา และ B20 ลดราคา 2.56 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 43.93 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 34.94 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 34.57 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 29.94 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 34.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 29.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 34.94 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 29.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (14 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/663852&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Da1z3oBza06qNMHluKOYk