Category: เศรษฐกิจ

  • นายกรัฐมนตรีให้การต้อนรับและพบหารือกับเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามที่เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ – กระทรวงการต่างประเทศ

    นายกรัฐมนตรีให้การต้อนรับและพบหารือกับเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามที่เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ – กระทรวงการต่างประเทศ

    นายกรัฐมนตรีให้การต้อนรับและพบหารือกับเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามที่เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

    นายกรัฐมนตรีให้การต้อนรับและพบหารือกับเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามที่เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

    วันที่นำเข้าข้อมูล 29 พ.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 29 พ.ค. 2569

    | 35 view

    เมื่อวันที่ 27 – 28 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับและพบหารือกับนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และนางโง เฟือง ลี ภริยา ที่เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ณ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งการเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในโอกาสการเฉลิมฉลองการครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – เวียดนาม นอกจากนี้ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้การต้อนรับและพบหารือกับเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ณ รัฐสภาด้วย

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและภริยา เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

    ระหว่างการหารือกับนายกรัฐมนตรี ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยได้เป็นสักขีพยานรับรองแผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย – เวียดนาม ปี 2569 – 2574 ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือในทุกมิติ รวมทั้งความมั่นคง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชน โดยย้ำถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน รวมทั้งสนับสนุนการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ ในด้านความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะกระชับความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคง และเพิ่มความร่วมมือในแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์และการทำการประมงผิดกฎหมาย (IUU fishing) ทั้งย้ำถึงความสำคัญของหลักการที่จะไม่ให้บุคคลใดใช้ดินแดนของตนดำเนินกิจกรรมต่อต้านรัฐบาลของอีกประเทศ โดยเห็นพ้องที่จะให้มีการนำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรอบอาเซียนไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ ขณะที่ในด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเดินหน้าขยายและอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมายการค้าทวิภาคีที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเร็ว และพร้อมที่จะมุ่งสู่เป้าหมายการค้าที่เพิ่มมากขึ้นอีกในอนาคต ขณะที่นายกรัฐมนตรีแสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลเวียดนามที่ให้การสนับสนุนการลงทุนของไทยในเวียดนามเป็นอย่างดี และเชิญชวนให้ภาคธุรกิจเวียดนามเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น

    ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเดินหน้ายุทธศาสตร์ความเชื่อมโยง 3 ด้าน (Three Connects) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองประเทศ ได้แก่ (1) การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (2) การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น และ (3) การเชื่อมโยงยุทธศาสตร์สีเขียว โดยจะเดินหน้าพัฒนาความเชื่อมโยงและส่งเสริมเครือข่ายคมนาคมขนส่งระหว่างไทย-เวียดนาม เพิ่มมากขึ้น ทั้งทางบก อากาศ และทางน้ำ ทั้งยังเห็นพ้องจะส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ รวมทั้งจะร่วมมือกันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สำหรับเตรียมกำลังคนสำหรับอนาคต รวมถึงแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันมากขึ้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีอวกาศ เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีชีวภาพและการเกษตร ตลอดจนย้ำความสำคัญของหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย – เวียดนาม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสันติภาพและความเจริญในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและระดับภูมิภาค โดยไทยและเวียดนามจะร่วมกันส่งเสริมการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจในอาเซียน เพื่อรักษาความเป็นกลางของอาเซียนท่ามกลางความไม่แน่นอนต่าง ๆ ในโลกขณะนี้

    ผู้นำทั้งสองเป็นสักขีพยานในการลงนามและแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือ ได้แก่
    1. แผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย – เวียดนาม
    2. การแลกเปลี่ยนหนังสือทางการทูตเกี่ยวกับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
    3. บันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนเพื่อพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา
    4. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และการจัดการปกครองเวียดนามกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น

    นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาธุรกิจไทย – เวียดนาม 2026 ภายใต้แนวคิด “Growing Together: Celebrating 50 Years of Thailand – Viet Nam Relations” ซึ่งมีนักธุรกิจชั้นนำจากไทยและเวียดนามกว่า 800 คน เข้าร่วม โดยผู้นำทั้งสองกล่าวถ้อยแถลงย้ำความเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดและความเกื้อกูลกันของเศรษฐกิจไทยและเวียดนาม รวมทั้งได้เป็นสักขีพยานการเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างจังหวัดภูเก็ตกับนครโฮจิมินห์ของสายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ การฉลองผู้โดยสาร 50 ล้านคนและการส่งมอบเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 จำนวน 50 ลำให้แก่สายการบินไทยเวียตเจตแอร์ และความตกลงทางธุรกิจจำนวน 17 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมด้านพลังงาน การท่องเที่ยว การบิน ค้าปลีก ปัญญาประดิษฐ์ การวิจัยเทคโนโลยีควอนตัม ยา และบริการด้านสุขภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/prvn-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683b&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15ecNNSnU_UVskxRGHANRZ

  • ลุยทุกคะแนนเสียง! “เบียร์ ปรเมศวร์” ลงพื้นที่เศรษฐกิจกลางพัทยา ขอแรงหนุนชาวตลาดเคหะเทพประสิทธิ์ | TOPNEWS

    ลุยทุกคะแนนเสียง! “เบียร์ ปรเมศวร์” ลงพื้นที่เศรษฐกิจกลางพัทยา ขอแรงหนุนชาวตลาดเคหะเทพประสิทธิ์ | TOPNEWS

    (29 พ.ค. 69) นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา หมายเลข 2 กลุ่ม “เรารักพัทยา” พร้อมด้วยผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา เขต 4 หมายเลข 13-18 ลงพื้นที่เดินหาเสียงภายในตลาดเคหะเทพประสิทธิ์ พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่เดินทางมาจับจ่ายซื้อของภายในตลาดอย่างคึกคัก

    โดยนายปรเมศวร์ และทีมงาน ได้เดินทักทาย ขอคะแนนเสียงจากพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยภายในตลาด ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญใจกลางเมืองพัทยา หวังเก็บทุกคะแนนเสียงอย่างทั่วถึงไม่ให้ตกหล่น

    ทั้งนี้ ระหว่างการลงพื้นที่หาเสียง ได้รับการตอบรับจากพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนเป็นอย่างดี มีประชาชนจำนวนมากเข้ามาทักทาย พูดคุย และให้กำลังใจทีมผู้สมัครอย่างต่อเนื่อง

    พร้อมกันนี้ ยังได้แนะนำวิธีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้กับประชาชน โดย “บัตรสีเขียว” ให้เลือกนายกเมืองพัทยา หมายเลข 2 ส่วน “บัตรสีชมพู” ให้เลือกสมาชิกสภาเมืองพัทยา (สม.) เขต 4 หมายเลข 13-18 ยกทีม

    สำหรับนโยบายหลักที่นำมาสื่อสารกับประชาชนในครั้งนี้ คือ การผลักดันเศรษฐกิจให้ค้าขายคล่องตัว เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองพัทยาให้ยั่งยืน

    ภาพ/ข่าว อนันต์ กิ่งสร / ทิวากร กฤษมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1588434&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TaQxAoOwXqgDvVH5GTPPG

  • บ้านโป่งจัดยิ่งใหญ่ ฉลอง 130 ปี “เมืองคนงาม” ชู Soft Power 5 ชาติพันธุ์ กระตุ้นเศรษฐกิจ

    บ้านโป่งจัดยิ่งใหญ่ ฉลอง 130 ปี “เมืองคนงาม” ชู Soft Power 5 ชาติพันธุ์ กระตุ้นเศรษฐกิจ

    ราชบุรี-นายอำเภอบ้านโป่งเตรียมจัดงาน “เทศกาลอาหารอร่อยและของดี 130 ปี เมืองคนงามบ้านโป่ง” วันที่ 2-4 ก.ค.69 ณ ลานอเนกประสงค์ริมเขื่อนแม่น้ำแม่กลอง เขตเทศบาลเมืองบ้านโป่ง จ.ราชบุรี 

    เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 น.ส.กุลธิดา พยา นายอำเภอบ้านโป่ง เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าวการจัดงาน “เทศกาลอาหารอร่อยและของดี 130 ปี เมืองคนงามบ้านโป่ง ประจำปี 2569” โดยทางอำเภอบ้านโป่ง ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เตรียมจัดงานเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อร่วมย้อนรอยความภาคภูมิใจในวาระครบรอบ 130 ปี อำเภอบ้านโป่ง ระหว่างวันที่ 2–4 กรกฎาคม 2569 ณ ลานอเนกประสงค์ริมเขื่อนแม่น้ำแม่กลอง เขตเทศบาลเมืองบ้านโป่ง 

    น.ส.กุลธิดา พยา นอภ.บ้านโป่ง กล่าวว่า ภายในงานจะมีการรวบรวมสุดยอดของดี ของอร่อย ร้านค้า OTOP และอาหารขึ้นชื่อระดับตำนานของอำเภอบ้านโป่ง มาให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เลือกชิม ช้อป และสัมผัสเสน่ห์ของเมืองแห่งอาหารอร่อย และผ้าทอบ้านโป่งอันเลื่องชื่อ พร้อมกิจกรรมความบันเทิงและการแสดงสร้างสรรค์ตลอดการจัดงาน ไฮไลต์สำคัญของงานได้แก่ ขบวนแห่วัฒนธรรม 5 ชาติพันธุ์ กว่า 400 คน ภายใต้แนวคิด “Soft Power” ที่ผสมผสานรากเหง้าวัฒนธรรมเข้ากับความทันสมัย และความหลากหลายทางสังคมอย่างงดงาม 

    รวมถึงเวทีการประกวดเยาวชนอำเภอบ้านโป่ง และการแสดงความสามารถพิเศษ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพและพลังสร้างสรรค์อย่างเต็มที่

    นอกจากนี้ ยังมีการประกวด “หนูน้อยเมืองคนงามบ้านโป่ง ประจำปี 2569” สำหรับเด็กอายุระหว่าง 5–8 ปี เพื่อส่งเสริมความกล้าแสดงออกและสร้างความภาคภูมิใจให้กับเยาวชนในพื้นที่ รวมถึงกิจกรรมแข่งขันกินเร็วสุดเดือด ที่เปิดโอกาสให้สายกินและกองเชียร์ ร่วมสนุกกับการแข่งขันกินอาหารขึ้นชื่อของบ้านโป่ง เพื่อชิงเงินรางวัลมากมาย และอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจ คือ กิจกรรม Street Art และ Live Spray Painting ที่เปิดพื้นที่ให้ศิลปินและประชาชน ร่วมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ พร้อม Art Workshop เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์เมืองอาร์ตแห่งใหม่ของบ้านโป่ง
    พร้อมกันนี้ ยังมีการเปิดจำหน่ายสลากกาชาดอำเภอบ้านโป่ง โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จะนำไปสนับสนุนกิจกรรมสาธารณกุศล ช่วยเหลือผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส และผู้ประสบภัยในพื้นที่อำเภอบ้านโป่งต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2936273&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Xa95V2cxBNjqYY_JAo2_a

  • นักวิชาการ-สมาคมค้าปลีกไทย ชงรัฐเพิ่มค้าปลีก-โมเดิร์นเทรดใน “ไทยช่วยไทยพลัส” ขยายผลกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว สร้างรายได้ภาษีเพิ่ม | TOPNEWS

    นักวิชาการ-สมาคมค้าปลีกไทย ชงรัฐเพิ่มค้าปลีก-โมเดิร์นเทรดใน “ไทยช่วยไทยพลัส” ขยายผลกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว สร้างรายได้ภาษีเพิ่ม | TOPNEWS

    ทั้งนี้ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ยังประเมินว่า “มาตรการดังกล่าวจะช่วยผลักดัน GDP ได้ราว 0.4-0.5% แต่หากเปิดให้กลุ่มค้าปลีกขนาดใหญ่และร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีเข้าร่วม จะทำให้เกิด “พายุหมุนทางเศรษฐกิจ” ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเม็ดเงินจะเชื่อมโยงไปตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิต วัตถุดิบ โลจิสติกส์ ไปจนถึงการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน รัฐยังสามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีนิติบุคคลกลับคืนได้มากขึ้น ต่างจากร้านค้าขนาดเล็กนอกระบบภาษีที่รัฐได้รับเพียง VAT เท่านั้น”

    นอกจากนี้ ภาควิชาการยังสะท้อนให้เห็นว่า การตัดร้านค้านิติบุคคลที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทออกจากโครงการ เท่ากับเป็นการตัดโอกาสของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากที่อยู่ในระบบภาษีและมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย พร้อมเสนอให้รัฐบาลเตรียมมาตรการ “ระยะกลาง” มารับช่วงต่อจากไทยช่วยไทยพลัส ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมอุตสาหกรรม การพัฒนาภาคเกษตร และการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อรักษาแรงส่งเศรษฐกิจให้ต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 4 และต้นปีหน้า

    ด้าน นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมค้าปลีกไทย กล่าวว่า “โครงการไทยช่วยไทยพลัสถือเป็นมาตรการที่ “มาถูกจังหวะ” และสามารถช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในระยะสั้นได้จริง โดยครอบคลุมประชาชนกว่า 30 ล้านคน ภายใต้เงื่อนไขรัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% รวมถึงการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกกว่า 13 ล้านราย ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 200,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สมาคมค้าปลีกไทยเสนอว่า หากรัฐบาลขยายสิทธิ์ให้โมเดิร์นเทรดเข้าร่วมเพิ่มเติม จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าได้สะดวกขึ้น ลดข้อจำกัดในการใช้สิทธิ และทำให้เม็ดเงินกระจายสู่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยในวงกว้างมากกว่าเดิม เนื่องจากสินค้าจำนวนมากในโมเดิร์นเทรดล้วนเป็นสินค้าจากผู้ผลิตเอสเอ็มอีไทยเช่นกัน อีกทั้งการเปิดให้ผู้ประกอบการในระบบภาษีเข้าร่วมมากขึ้น ยังช่วยให้รัฐสามารถจัดเก็บ VAT กลับคืนได้เพิ่มขึ้นด้วย”

    ประธานสมาคมค้าปลีกไทยยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “รัฐบาลควรเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่ไปกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น โดยเฉพาะการสร้างกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรม การควบคุมสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ การลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ การช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ รวมถึงการยกระดับทักษะแรงงานและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในภาคธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคค้าปลีกไทยในระยะยาว อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญ คือ การผลักดันแนวคิด “จ้างงานรายชั่วโมง” เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจ้างงานและเปิดโอกาสให้แรงงานพาร์ทไทม์มีรายได้มากขึ้น รวมถึงการเร่งกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านระบบคืนภาษีแบบทันที ณ จุดขาย (Instant Tax Refund) และแนวคิด “Phuket Sandbox” พื้นที่ปลอดภาษีเพื่อกระตุ้นการช้อปปิ้งของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งจะช่วยดึงเม็ดเงินเข้าสู่ภาคค้าปลีกและเศรษฐกิจไทยโดยรวม”

    ข้อเสนอจากทั้งภาควิชาการและภาคค้าปลีกสะท้อนตรงกันว่า ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ จะสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้มากกว่าการอัดฉีดเม็ดเงินระยะสั้น หากรัฐบาลสามารถออกแบบมาตรการให้เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจจริงอย่างครบวงจร โดยเฉพาะการเปิดให้ร้านค้าปลีกและโมเดิร์นเทรดที่อยู่ในระบบภาษีเข้าร่วม เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนได้เต็มห่วงโซ่อุปทาน เกิดการจ้างงาน เกิดรายได้ภาษีกลับคืนรัฐ และสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องมากกว่าการ “ขึ้นแล้วลง” เพียงชั่วคราว เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจไม่ได้อยู่ที่ขนาดของงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบกลไกให้เม็ดเงินทุกบาทสามารถหมุนเวียน สร้างมูลค่า และต่อยอดไปสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1588198&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v8uZeuawZ1fOzNjhLkSip

  • เลือกตั้งกทม.: เปิด 251 นโยบาย “ชัชชาติ” รุกพัฒนาคน-เมือง-เศรษฐกิจ-ระบบ : อินโฟเควสท์

    เลือกตั้งกทม.: เปิด 251 นโยบาย “ชัชชาติ” รุกพัฒนาคน-เมือง-เศรษฐกิจ-ระบบ : อินโฟเควสท์

    “ชัชชาติ” ปราศรัยใหญ่ ประกาศ 251 นโยบาย ภายใต้วิสัยทัศน์ “เมืองที่สร้างโอกาสและความหวัง” เดินหน้า 4 แกนหลัก คนอยู่ดี เมืองน่าอยู่ เศรษฐกิจไปได้ ระบบมีประสิทธิภาพ ย้ำใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาเมือง ลดทุจริต เพิ่มคุณภาพชีวิต และสร้างโอกาสทำมาหากินให้คนกรุงฯ

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ สเตเดียมวัน ถนนบรรทัดทอง และแถลงนโยบายหลัก ภายใต้วิสัยทัศน์ “เมืองที่สร้างโอกาสและความหวังให้กับทุกคน”

    สำหรับการทำงานในอีก 4 ปีข้างหน้าไม่ใช่เพียงการทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่เท่านั้น แต่ต้องเป็นเมืองที่สร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนทุกกลุ่ม ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    เดินหน้า 4 แกนหลัก

    แนวนโยบายหลักที่ประกาศครั้งนี้ประกอบด้วย 4 แกนสำคัญ คือ คนอยู่ดี เมืองน่าอยู่ เศรษฐกิจไปได้ และระบบมีประสิทธิภาพ โดยทั้งหมดจะถูกแปลงเป็นแผนปฏิบัติการ 251 นโยบาย ซึ่งมาจากข้อมูลจริงและประสบการณ์การทำงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา

    – คนอยู่ดี สุขภาพดี เข้าถึงบริการพื้นฐานง่ายขึ้น

    กลุ่มนโยบายด้านสุขภาพเน้นการดูแลประชาชนตั้งแต่ต้นทาง เช่น ตรวจสุขภาพฟรีถ้วนหน้า ขยายกิจกรรมสุขภาพจากชุมชนไปถึงคอนโดและหมู่บ้าน คัดกรองยาเสพติดทุกชุมชนสู่ “ชุมชนสีขาว” เพิ่มศักยภาพบัตรทอง กทม. ให้รองรับผู้ป่วย 1.3 ล้านคน เพิ่มเตียงโรงพยาบาลอีก 2,000 เตียง และตั้งเป้าผู้ป่วยที่นัดล่วงหน้ารอคิวไม่เกิน 1 ชั่วโมง

    – ดูแลใจและคุณภาพชีวิต สุขภาพจิต บ้าน อาหาร และกลุ่มเปราะบาง

    กทม. จะเพิ่มเติมคลินิกสุขภาพจิตชุมชนทุกเขต พร้อมกิจกรรมดูแลใจในพื้นที่สาธารณะ รวมถึงแพลตฟอร์มหาบ้านใกล้งาน โครงการ Food Bank ส่งต่ออาหารให้กลุ่มเปราะบาง ตั้งเป้า 10 ล้านมื้อ เพิ่มการจ้างงานคนพิการเป็น 1,000 อัตรา พัฒนาบ้านอิ่มใจเป็นศูนย์ดูแลคนไร้บ้าน และขยายบริการดูแลเด็กเล็กอายุ 3 เดือนถึง 3 ปี

    – การศึกษาและการเรียนรู้ ลดเหลื่อมล้ำตั้งแต่โรงเรียน

    นโยบายด้านการศึกษามุ่งยกระดับโอกาสของเด็ก กทม. ผ่าน Digital Classroom ตั้งแต่ ป.4-ม.6, Makerspace, ทุนเรียนต่อต่างประเทศ, โรงเรียนอนุบาลต้นแบบทุกเขต, โรงเรียนสองภาษาฟรีครบทุกเขต และห้องเรียนพ่อแม่สำหรับเด็กอนุบาล พร้อมลดภาระเอกสารครู ให้ใช้ผลลัพธ์การพัฒนาของเด็กเป็นผลงานยื่นวิทยฐานะ และอบรมผู้บริหารโรงเรียนให้มีทักษะบริหารจัดการมากขึ้น

    – เมืองน่าอยู่ เดินทางสะดวก ปลอดภัย และวางแผนเมืองละเอียดขึ้น

    นโยบายด้านเมืองเน้นแก้ปัญหาการเดินทางและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ 200 แยก เพิ่มสกายวอล์กและทางเดินมีหลังคา แบ่งเมืองเป็นบล็อก 1 ตารางกิโลเมตรเพื่อวิเคราะห์พื้นที่อย่างละเอียด ผลักดันผังเมืองใหม่ และยกเลิกแนวถนนเวนคืน 52 เส้น เพื่อให้ประชาชนใช้ชีวิตสะดวกขึ้น

    – สิ่งแวดล้อมเมือง ขยะ ฝุ่น ต้นไม้ และพื้นที่สีเขียว

    กทม. จะเปลี่ยนพื้นที่ขยะอ่อนนุชเป็น Bangkok Green Eco Park เพิ่มระบบแยกขยะและศูนย์เก็บขยะในชุมชน ใช้ “นักสืบฝุ่น” วิเคราะห์ฝุ่นแบบเรียลไทม์ เพิ่มจุดชาร์จรถไฟฟ้า ทำตลาดคาร์บอนกรุงเทพฯ ปลูกต้นไม้ยืนต้นเพิ่มอีก 1 ล้านต้น ทำสวนป่า 6 แห่งใน 6 โซน และขึ้นทะเบียนต้นไม้มรดกกรุงเทพฯ เพื่อป้องกันการตัดต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่สาธารณะ

    – เมืองของคนและสัตว์ ศิลปะ กีฬา เด็ก และสัตว์เลี้ยง

    กทม. จะผลักดันหนึ่งเขตหนึ่งพื้นที่ศิลปะ เพิ่มหอศิลป์ฝั่งธนฯ เพิ่ม E-book เป็น 10,000 เล่ม ใช้อาคารเก่าเป็นพื้นที่สาธารณะ เพิ่มพิพิธภัณฑ์เด็ก 2 แห่ง ลานกีฬา 500 แห่ง ศูนย์นันทนาการและศูนย์กีฬา 10 แห่ง เปิดโรงเรียนวันเสาร์-อาทิตย์ให้ประชาชนใช้พื้นที่ และพัฒนา Toy Library ให้เด็กยืมของเล่นกลับบ้าน ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง รวมถึงทำหมัน-ฉีดวัคซีนสุนัขและแมว 250,000 ตัว และพัฒนาคลินิกสัตว์ กทม.

    – ความปลอดภัยและรับมือภัยพิบัติ ไฟสว่าง กล้องเพิ่ม เทศกิจใหม่

    ด้านความปลอดภัย กทม. จะยกระดับมาตรฐานอาคาร เพิ่มเงินเยียวยาผู้ประสบภัย พัฒนาแบบจำลองน้ำท่วม เพิ่มไฟ LED อีก 100,000 ดวง เพิ่ม CCTV เป็น 100,000 ตัว พร้อมเชื่อมกล้องเอกชนอีก 200,000 ตัวเข้าระบบ และปรับบทบาทเทศกิจให้ใช้เทคโนโลยี เช่น กล้อง Body Camera และเครื่องมือใหม่ในการดูแลเมือง

    – เศรษฐกิจไปได้ แจกความรู้ สร้างทักษะ เปิดโอกาสทำมาหากิน

    กทม. จะเน้น “แจกความรู้และโอกาส” มากกว่าการแจกเงิน ผ่านโครงการ NextTurn อบรมทักษะฟรี 1 ล้านชั่วโมง ทั้ง AI ภาษา และทักษะอาชีพ พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจข้างถนน เพิ่มพื้นที่ค้าขาย และใช้ประวัติหาบเร่ที่จดทะเบียนถูกต้องเป็นเครดิตเข้าถึงแหล่งทุน

    – ระบบมีประสิทธิภาพ เมืองที่ทำงานเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

    แกนสุดท้ายคือการปรับระบบ กทม. ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้เทคโนโลยีและบริการออนไลน์ ลดขั้นตอนราชการ ลดการต้องเดินทางไปสำนักงานเขต ใช้ข้อมูลและ AI ช่วยตรวจสอบความโปร่งใส และเปิดให้ประชาชนติดตามความคืบหน้านโยบายได้จริง เพื่อให้ระบบราชการตอบสนองประชาชนเร็วขึ้นและตรวจสอบได้มากขึ้น

    นายชัชชาติ กล่าวถึงข้อวิจารณ์ที่ว่า 4 ปีที่ผ่านมา กทม. ทำแต่ “เส้นเลือดฝอย” ไม่ทำโครงการใหญ่ โดยยืนยันว่า แนวคิดเส้นเลือดฝอยเป็นยุทธศาสตร์ที่เกิดจากการวิเคราะห์ปัญหากรุงเทพฯ ตั้งแต่ก่อนเริ่มทำงาน เพราะในเวลานั้นเส้นเลือดใหญ่ของเมืองมีความเข้มแข็งระดับหนึ่ง แต่เส้นเลือดฝอยยังอ่อนแอ

    “หากเปรียบเมืองเป็นร่างกาย เส้นเลือดใหญ่และเส้นเลือดฝอยต้องทำงานไปด้วยกัน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้” นายชัชชาติกล่าว

    พร้อมยืนยันว่า กทม. ไม่ได้ละเลยเส้นเลือดใหญ่ โดยยกตัวอย่างการชำระหนี้รถไฟฟ้าบีทีเอสกว่า 70,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นภาระขนาดใหญ่ของเมือง และเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/597034&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ScHkAOxcWHTSgnEuG5c8O

  • ธปท.ระบุ เศรษฐกิจเม.ย.ชะลอตัวจากตอ.กลางฉุดท่องเที่ยว-บริโภคเอกชน แม้ส่งออกโต : อินโฟเควสท์

    ธปท.ระบุ เศรษฐกิจเม.ย.ชะลอตัวจากตอ.กลางฉุดท่องเที่ยว-บริโภคเอกชน แม้ส่งออกโต : อินโฟเควสท์

    น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยเดือนเมษายน 2569 โดยรวมชะลอตัวจากเดือนก่อน โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยรายรับภาคท่องเที่ยว ปรับลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวปรับลดลง ขณะที่การบริโภคภาคเอกชน ลดลงตามหมวดบริการ รวมถึงหมวดสินค้าไม่คงทน ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค และน้ำมันเชื้อเพลิง จากต้นทุนพลังงานที่ทำให้ค่าครองชีพปรับรับสูงขึ้น

    อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นจากกล่มสินค้าเทคโนโลยี และหมวดยานยนต์ ตามอุปสงค์ของประเทศคู่ค้า ในขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัว โดยผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตยังจำกัด

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับมาเป็นบวก โดยปรับเพิ่มขึ้นมากจากหมวดพลังงานเป็นหลัก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเงินเพิ่มขึ้น ตามการส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังหมวดอาหารสำเร็จรูป

    สำหรับแนวโน้มระยะต่อไป เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางต่อการบริโภคภาคเอกชน และภาคการท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี แนวโน้มการส่งออกและลงทุนในสินค้าเทคโนโลยียังขยายตัวต่อเนื่อง โดยมาตรการภาครัฐที่จะทยอยมีผลในระยะข้างหน้า คาดว่าจะมีส่วนช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม

    ทั้งนี้ ในระยะต่อไป ยังต้องติดตามพัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง, ความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชน, มาตรการภาครัฐ, การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และพัฒนาการของภาวะเอลนีโญ

    เศรษฐกิจด้านอุปสงค์

    • การบริโภคภาคเอกชน เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อน จากการใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทน ตามยอดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค และปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลง หลังจากที่มีการเร่งซื้อไปในเดือนก่อน ประกอบกับการปรับรูปแบบการทำงาน และการเดินทางของประชาชน หลังราคาน้ำมันเร่งขึ้นมาก นอกจากนี้ การใช้จ่ายในหมวดบริการลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรงแรมและร้านอาหาร สอดคล้องกับกิจกรรมท่องเที่ยวที่ชะลอลง

    อย่างไรก็ดี หมวดสินค้าคงทนและกึ่งคงทนเพิ่มขึ้น จากยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ รวมถึงการนำเข้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ตามลำดับ ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่อเนื่อง จากความกังวลต่อผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง และค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากราคาพลังงานและการส่งผ่านต้นทุน

    • การลงทุนภาคเอกชน

    เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อน จากการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ตามการนำเข้าสินค้าเพื่อใช้ในการลงทุนที่ลดลงเป็นสำคัญ โดยเฉพาะหมวดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไฟฟ้า ด้านการลงทุนในหมวดยานพาหนะลดลง ตามมูลค่ายอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งและการนำเข้าเครื่องบิน

    อย่างไรก็ดี การลงทุนในหมวดก่อสร้างเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากทั้งหมวดที่อยู่อาศัยและไม่ใช่ที่อยู่อาศัย โดยหมวดที่อยู่อาศัยปรับเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอาคารชุด ขณะที่หมวดที่มิใช่ที่อยู่อาศัยปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรงแรม และอาคารพาณิชย์

    • จำนวนและรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    จำนวนนักท่องเที่ยวที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ในหลายสัญชาติ อาทิ จีน และมาเลเซีย หลังจากเร่งไปในช่วงก่อนหน้า และกลุ่มนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอินเดีย จากผลการปรับลดเที่ยวบินของสายการบินหลายแห่ง เพื่อรับมือกับต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น

    นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวตะวันออกลาง และยุโรป ยังอยู่ในระดับต่ำจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง แต่เริ่มมีสัญญาณทรงตัวจากเดือนก่อน ด้านรายรับภาคท่องเที่ยวที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงสอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยว

    • การส่งออกสินค้า

    มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน โดยขยายตัวในหลายหมวด ได้แก่ 1) อิเล็กทรอนิกส์ ตามการส่งออกชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ไปสหรัฐฯ จีน และสิงคโปร์ การส่งออกคอมพิวเตอร์ไปมาเลเซีย และกลุ่มแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนไปฮ่องกง 2) เครื่องจักรและอุปกรณ์ ตามการส่งออกเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าไปเม็กซิโกและอาเซียน และ 3) ยานยนต์และชิ้นส่วน ตามการส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและชิ้นส่วนไปอาเซียน รวมถึงรถกระบะไปออสเตรเลีย

    อย่างไรก็ตาม หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าปรับลดลง ตามการส่งออกเครื่องปรับอากาศไปสหรัฐฯ รวมถึงแผงควบคุมกระแสไฟฟ้าไปอาเซียนและสหรัฐฯ สำหรับการส่งออกสินค้าไปตะวันออกกลางปรับเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ยังหดตัวสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

    • การนำเข้าสินค้า

    มูลค่าการนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นมากจากเดือนก่อน จากทุกหมวดสินค้าหลัก ได้แก่ 1) หมวดเชื้อเพลิง ตามการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง ทั้งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบีย รวมถึงการนำเข้าจากแหล่งอื่น อาทิ มาเลเซียและสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้น้ำมันสำรองในประเทศเพิ่มขึ้น 2) หมวดสินค้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางไม่รวมเชื้อเพลิง ตามการเร่งนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากไต้หวัน สอดคล้องกับการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง 3) หมวดสินค้าอุปโภคและบริโภค จากการนำเข้ายานยนต์ไฟฟ้าจากจีน และ 4) หมวดสินค้าทุนไม่รวมเครื่องบิน ตามการนำเข้าคอมพิวเตอร์จากไต้หวัน

    • การใช้จ่ายภาครัฐ

    การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากระยะเดียวกันในปีก่อน จากทั้งรายจ่ายประจำ และรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง โดยรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางขยายตัวตามค่าจัดการเรียนการสอนของหน่วยงานด้านการศึกษา สำหรับรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง ขยายตัวจากการเบิกจ่ายงบประมาณเหลื่อมปี โดยเฉพาะโครงการภายใต้งบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 และหน่วยงานด้านคมนาคม อย่างไรก็ดี รายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจหดตัวตามการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค และการขนส่ง

    เศรษฐกิจด้านอุปทาน

    • การผลิตภาคอุตสาหกรรม

    ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วทรงตัวจากเดือนก่อน โดยกลุ่มที่ผลิตเพื่อการส่งออกน้อยกว่า 30% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการผลิตเครื่องดื่ม ส่วนหนึ่งเป็นการเร่งผลิตก่อนราคาต้นทุนปรับสูงขึ้น ขณะที่หมวดเคมีภัณฑ์ลดลง จากการผลิตปุ๋ยเคมีตามต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นจากผลกระทบของสงคราม สำหรับกลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออกในสัดส่วน 30-60% เพิ่มขึ้นจากหมวดยานยนต์ ตามการผลิตรถยนต์นั่ง สอดคล้องกับการส่งออก และการสะสมสินค้าคงคลังของผู้ประกอบการ ด้านกลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออกมากกว่า 60% ลดลงจากการผลิตน้ำตาล หลังเร่งผลิตไปมากในเดือนก่อน อย่างไรก็ดี การผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการส่งออกในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

    • ภาคบริการ

    เครื่องชี้ภาคบริการที่ไม่รวมการซื้อขายทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วลดลงจากเดือนก่อน จากกิจกรรมในภาคการท่องเที่ยว ตามธุรกิจโรงแรม และร้านอาหาร สอดคล้องกับจำนวนและรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ประกอบกับกิจกรรมในภาคการค้าชะลอลงเล็กน้อย หลังมีการเร่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคไปในช่วงก่อนหน้า จากความกังวลการปรับขึ้นราคาสินค้า

    อย่างไรก็ดี กิจกรรมการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นตามการนำเข้า โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อส่งมอบหลังงานมหกรรมยานยนต์ (Motor Show) สอดคล้องกับยอดขายยานยนต์ในประเทศที่เพิ่มขึ้น

    • รายได้เกษตรกร

    รายได้เกษตรกรขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน จากราคาสินค้าเกษตรที่กลับมาขยายตัว โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน และยางพารา โดยราคาปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นตามความต้องการผลิตไบโอดีเซลในประเทศ ขณะที่ราคายางพาราเร่งขึ้นจากความต้องการใช้ทดแทนยางสังเคราะห์ในอุตสาหกรรมถุงมือยาง และยางล้อ

    ด้านปริมาณผลผลิตขยายตัวต่อเนื่อง จากทุเรียนและยางพารา โดยทุเรียนขยายตัวตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยในช่วงก่อนหน้า และการขยายพื้นที่เพาะปลูก ขณะที่ผลผลิตยางพารา ขยายตัวตามจำนวนวันกรีดที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากฝนที่ตกน้อยกว่าปกติ

    ภาวะการเงินและเสถียรภาพ

    • ภาวะการเงิน

    การระดมทุนของภาคธุรกิจโดยรวมเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ตามการระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิเป็นสำคัญ โดยการระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิปรับเพิ่มขึ้นจากธุรกิจกลุ่มผลิตปิโตรเลียม และการค้าส่ง นอกจากนี้ การระดมทุนผ่านตลาดทุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากธุรกิจการผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ และธุรกิจค้าส่ง ขณะที่การระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ลดลงเล็กน้อย จากธุรกิจปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ และอสังหาริมทรัพย์

    สำหรับต้นทุนการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ ในเดือน เม.ย.69 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เคลื่อนไหวตามพัฒนาการความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ เป็นสำคัญ ขณะที่ในเดือน พ.ค.69 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ทั้งระยะสั้นและระยะยาวปรับเพิ่มขึ้น หลังการเจรจาหาข้อยุติระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ มีแนวโน้มยืดเยื้อ

    นอกจากนี้ในช่วงต้นเดือน พ.ค. 69 ตลาดยังมีความกังวลต่อความไม่แน่นอนในการระดมทุนภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้ วงเงิน4 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ความกังวลดังกล่าวคลี่คลายลง ภายหลังภาครัฐสื่อสารแนวทางการบริหารเครื่องมือการระดมทุนต่อตลาด

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในเดือน เม.ย. และ พ.ค.69 เคลื่อนไหวผันผวน ตามพัฒนาการของสงครามตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอน ด้านดัชนีค่าเงินบาท (NEER) ในเดือน เม.ย. และ พ.ค.69 เฉลี่ยลดลงเล็กน้อย

    • เสถียรภาพเศรษฐกิจ

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่มขึ้นมากจากเดือนก่อน จากหมวดพลังงานที่ราคาน้ำมันในประเทศ ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ขณะที่หมวดอาหารสด ปรับเพิ่มขึ้นจากราคาผัก และไข่ไก่ เนื่องจากผลผลิตลดลงตามสภาพอากาศร้อน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เป็นบวกเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากการส่งผ่านต้นทุนราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นในหมวดอาหารสำเร็จรูป และค่าโดยสารสาธารณะเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ยังไม่เห็นการปรับเพิ่มราคาสินค้าเป็นวงกว้าง ส่วนหนึ่งจากกำลังซื้อที่อยู่ในระดับต่ำ และการแข่งขันด้านราคาที่อยู่ในระดับสูง

    ด้านภาวะตลาดแรงงาน การจ้างงานโดยรวมปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่ปรับเพิ่มขึ้น ด้านดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลจากดุลการค้าตามมูลค่าการนำเข้าทั้งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และน้ำมันที่เร่งขึ้น ขณะที่ดุลบริการ รายได้ และเงินโอน ขาดดุลจากรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ลดลงจากปัจจัยฤดูกาล

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/597189&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bdiwKs2wXIjdBbl2HL_lz

  • ‘สันติธาร’ ชงอัปเกรด ‘เรือเศรษฐกิจ’ ฝ่าวิกฤต-คว้าโอกาสสู่น่านน้ำใหม่

    ‘สันติธาร’ ชงอัปเกรด ‘เรือเศรษฐกิจ’ ฝ่าวิกฤต-คว้าโอกาสสู่น่านน้ำใหม่

    “ดร.สันติธาร” เตือนเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ใน 3 มิติ พร้อมชี้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ “น่านน้ำใหม่” รับแรงบีบ “เครื่องยนต์เก่า-ภูมิรัฐศาสตร์รุนแรง” แนะเร่งอุดรอยรั่วช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด พร้อมอัปเกรดนวัตกรรมดึงเม็ดเงินย้ายฐาน 

    ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงาน “Thailand Next The Successor : เชื่อมรุ่น สร้างอนาคต” โดยประชาชาติธุรกิจ ว่า เศรษฐกิจไทยเหมือนเปรียบเสมือนเรือที่กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ใน “3 มิติ”

    นอกจากจะมีเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่เก่า สะท้อนผ่านจีดีพีเติบโตช้าจากเดิม 5-6% เหลือไม่ถึง 3% จากแรงงานที่หายไปหลังไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ยังมีจุดเปราะบางและรอยร้าว ด้วยสัดส่วนการนำเข้าพลังงานต่อจีดีพีสูงที่สุดในเอเชีย แต่กลับใช้งานพลังงานอย่างไม่คุ้มค่า ซ้ำเติมด้วยปัญหาหนี้ครัวเรือน

    นอกจากนี้ “เรือเศรษฐกิจไทย” กำลังเข้าสู่น่านน้ำใหม่ที่คลื่นลมรุนแรงกว่าเดิม สังเกตจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบตามมาหลายด้าน ทั้งราคาพลังงานที่แพงขึ้น ราคาสินค้าแพงเพิ่มขึ้นจากเงินเฟ้อ และกำลังซื้อหดตัว สิ่งนี้จะส่งผลต่อธุรกิจรายย่อยหรือเอสเอ็มอีต้องถูกบีบจากสองทาง ทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและยอดขายที่ลดลง

    อย่างไรก็ตาม โลกที่อันตรายและเสี่ยงมากขึ้นจะเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากการเน้นเพียงสินค้าที่ “ถูกที่สุด” เข้าสู่ยุคที่ให้ความสำคัญกับความ “ปลอดภัยและมั่นคงที่สุด” โดยสิ่งนี้อาจเป็นโอกาสที่สำคัญของไทย เพราะเมื่อความปลอดภัยกลายเป็น “มูลค่าเพิ่ม” ไทยอาจเป็นหนึ่งในเป็นพื้นที่เป้าหมายสำหรับนักลงทุนต่างชาติในการกระจายความเสี่ยง

    ดึงทุนต่างชาติตั้งฐานทัพ “เอไอ-ดาต้า เซนเตอร์” 

    ความเป็นไปได้นี้ ยังสะท้อนผ่านยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี 2568 ที่ผ่านมาที่ 2 ล้านล้านบาท และไตรมาส 1 ปี 2569 เพียงไตรมาสเดียว ที่มีมูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่าง “เอไอ” และ “ดาต้าเซนเตอร์”

    ทั้งนี้ ไทยจะต้องไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไป เร่งอัปเกรดเครื่องยนต์ใหม่ ผ่านการมุ่งเป้าช่วยเหลือกลุ่มที่เปราะบางให้ถูกจุดตามระยะของวิกฤติ เช่น ช่วยภาคขนส่งในช่วงที่ต้นทุนพลังงานแพง และช่วยสภาพคล่องของเอสเอ็มอีในช่วงกำลังซื้อตกต่ำ

    รวมถึงเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านซัพพลายผ่านโครงการสมาร์ตกริด และด้านดีมานด์ผ่านการเปลี่ยนผ่านภาคการขนส่งให้มาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

    อีกด้านหนึ่ง คือการสร้างเครื่องยนต์ใหม่เพื่อดึงดูดต่างชาติ ที่ไม่เพียงแต่ให้เข้ามาลงทุนเท่านั้น แต่ต้องวางแผนการเปลี่ยนผ่าน ถ่ายทอดเทคโนโลยีและทักษะมาสู่ผู้ประกอบการและแรงงานไทย ผ่านโครงการสกิลบริดจ์ รวมถึงการจับคู่ให้เอสเอ็มอีไทยสามารถยกระดับตัวเองเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

    พร้อมกันนี้ต้องให้ความสำคัญกับด้านความโปร่งใสของการใช้งบประมาณของรัฐ และผลักดันให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันในการผลักดันการพัฒนาและแก้ไขปัญหา

    “ตอนนี้เป็นเวลาที่เราต้องซ่อมสร้างเรือลำนั้น เรือที่เราจะส่งต่อไปให้คนรุ่นต่อไป ให้เขาไม่ใช่แค่รอด แต่เป็นเรือที่เขาสามารถขับออกไปสู่เวทีโลกได้อย่างภูมิใจ เราจะใช้วิกฤตินี้เป็นโอกาส อัปเกรดเครื่องยนต์สู่เศรษฐกิจใหม่ เปลี่ยนกันชนเรือ อุดรอยรั่ว ให้มีที่นั่งสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่รุ่นเก่า ตัวใหญ่ตัวเล็กให้นั่งไปด้วยกันได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1236290&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pzmlrbhn4UShTl3H8mAKu

  • จับสัญญาณบวกแรงส่งเศรษฐกิจ

    จับสัญญาณบวกแรงส่งเศรษฐกิจ


    รัฐบาลฟังเสียงสะท้อนสัญญาณดีทุกภาคส่วนหนุน“ไทยช่วยไทยพลัส” ลดค่าครองชีพ ประคองกำลังซื้อ เดินหน้าดันลงทุนคู่ขนานรักษาแรงส่งเศรษฐกิจ 25 โครงการตาม Thailand FastPass มูลค่า 2.23 แสนล้านบาท

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้เสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจเอกชน ต่อมาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นไปในทิศทางบวก สะท้อนว่าทุกภาคส่วนเห็นพ้องกับแนวทางการประคองค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อ ในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    ทั้งนี้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายร้อยละ 60 และประชาชนร่วมจ่ายร้อยละ 40 จะช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มากกว่าโครงการคนละครึ่งในอดีต และมีส่วนกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง โดยคาดว่าจะช่วยหนุนจีดีพีได้ราวร้อยละ 0.2–0.3 และอาจสูงถึงร้อยละ 0.5 หากดำเนินการได้มีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเติมเงินใช้จ่ายระยะสั้น แต่ช่วยให้เม็ดเงินหมุนลงสู่ร้านค้ารายย่อย ตลาดสด ภาคบริการ ธุรกิจเดลิเวอรี และเอสเอ็มอีในภาคการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นตามกำลังซื้อของประชาชน

    ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจจากมาตรการที่ออกไปแล้ว เพราะระดับกำลังซื้อของประชาชนจะส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคการผลิต การค้า การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลเห็นตรงกับข้อสังเกตของภาคเอกชนว่า เศรษฐกิจไทยยังต้องขับเคลื่อนเครื่องยนต์ด้านอื่นควบคู่กันไป โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การท่องเที่ยวคุณภาพ และการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจึงกำชับให้เดินหน้ามาตรการสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนอนุมัติอนุญาต ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งเสริมการลงทุนใหม่ผ่านบีโอไอ และเร่งรัดการเบิกจ่ายโครงการลงทุนของภาครัฐ เพื่อให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว โดยเฉพาะการเร่งรัดโครงการที่ได้รับการส่งเสริมตามมาตรการ Thailand FastPass ของสำนักงาน BOI  ให้เกิดการลงทุนเร็วที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้วทั้งสิ้น 25 โครงการ มูลค่ารวม 223,216 ล้านบาท และล่าสุด เมื่อวานนี้ (28 พ.ค.) ได้มีการบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ เวียตเจ็ท (VIETJET GROUP) (Memorandum of Understanding on the Collaboration for the Development of MRO Center at U-Tapao International Airport)

    “มาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยประคองกำลังซื้อ ส่วนมาตรการลงทุนจะสร้างงาน รายได้ และขีดความสามารถใหม่ของประเทศ รัฐบาลจะเดินทั้งสองด้านพร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีแรงส่งต่อเนื่อง ประชาชนมีงานทำ มีกำลังซื้อ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีได้ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกยังมีความท้าทาย” น.ส.รัชดากล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43229&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zigopT8l0V2DLC0P-annB

  • มากกว่าแค่อิ่ม!! เมื่อ Food Economy กลายเป็นแรงขับเศรษฐกิจไทย หลังผู้บริโภคยอมควักจ่าย : อินโฟเควสท์

    มากกว่าแค่อิ่ม!! เมื่อ Food Economy กลายเป็นแรงขับเศรษฐกิจไทย หลังผู้บริโภคยอมควักจ่าย : อินโฟเควสท์

    บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC) เปิดเวทีเสวนา KTC FIT TALK ในหัวข้อ “Food Economy: เมื่ออาหารกลายเป็นแรงขับเศรษฐกิจไทย” ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน ต้นทุนพลังงานสูง และกำลังซื้อที่เปราะบาง

    “อาหาร” ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน แต่กำลังเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมโยงกำลังซื้อ เอสเอ็มอี ภาคเกษตร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว

    น.ส.วริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต KTC กล่าวว่า หมวดร้านอาหารยังคงเป็นหมวดการใช้จ่ายอันดับ 1 ของสมาชิกบัตรเครดิต KTC โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 69 ยอดใช้จ่ายหมวดร้านอาหารเติบโต 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนครั้งการใช้จ่ายต่อสมาชิกต่อเดือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% สะท้อนว่าอาหารยังเป็นส่วนสำคัญของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคไทย แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

    “ในมุมของ KTC อาหารคือมากกว่าการบริโภคหนึ่งมื้อ แต่เป็นพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เชื่อมกับคุณภาพชีวิต การท่องเที่ยว สุขภาพ ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ทุกยอดใช้จ่ายในร้านอาหารยังเชื่อมกลับไปถึงผู้ประกอบการ วัตถุดิบ แรงงาน SME และเศรษฐกิจชุมชน Food Economy จึงเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนทั้งกำลังซื้อและการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในประเทศ” น.ส.วริษฐา กล่าว

    น.ส.ไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร (NFI) กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีจุดแข็งจาก Local Content ในระดับสูง และกำลังเปลี่ยนบทบาทจากผู้ผลิตเพื่อส่งออก ไปสู่ผู้สร้างนวัตกรรม ผ่านข้อมูล เทคโนโลยี และกลยุทธ์ด้าน Intelligence เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

    ทั้งนี้ Food Economy เชื่อมโยงภาคเกษตร ผู้ผลิต SME ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว พร้อมกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก โดยภาคเกษตรไทยมีการจ้างงานราว 11 ล้านคน หรือประมาณ 28% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ ขณะที่ SME แปรรูปอาหาร ในปี 68 มีประมาณ 128,000 ราย และมีการจ้างงานกว่า 5 ล้านคน

    ส่วนธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มของไทยในปี 69 คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดราว 700,000 ล้านบาท เติบโต 2-3% และมีการจ้างงานราว 650,000 คน สะท้อนบทบาทของห่วงโซ่อาหารในฐานะ Shock Absorber ของเศรษฐกิจ

    สำหรับทางรอดของ SME อาหาร มองว่า ต้องเลิกเน้นยอดขาย หันมาโฟกัสกำไรต่อหน่วย เพราะในยุคต้นทุนแพง ความอร่อยคือใบอนุญาตเข้าตลาด แต่ความอยู่รอดขึ้นอยู่กับ Margin ดังนี้

    1. จัดการเมนู และรู้ต้นทุนจริง (Food cost, แก็ส, delivery fee) เลิกขายเมนูที่ยิ่งขายยิ่งขาดทุน
    2. ลดต้นทุนแฝง จัดการ Food Loss, สต็อกเกิน, และค่าไฟ
    3. ออกแบบอาหารเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มสุขภาพ, ฮาลาล, ผู้สูงอายุ และยกระดับมาตรฐานเพื่อเข้าสู่ B2B

    4. ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์ม สร้างระบบ CRM, Subscription, หรือ B2B Catering เป็นเจ้าของข้อมูลลูกค้า

    “ภายใต้แรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนในระดับสูง นโยบายเศรษฐกิจไม่ควรมุ่งเพียงการทำให้อาหารมีราคาถูก แต่ควรเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่การทำให้คนในห่วงโซ่อาหารมีรายได้สูงขึ้น เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่การเป็น High-Value & Integrated Brand Owners” น.ส.ไปยดา กล่าว

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารเป็น “ดัชนีเศรษฐกิจปลายทาง” ที่สะท้อนกำลังซื้อของประชาชน ปัจจุบันความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้านลดลงจากเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เหลือ 1-2 ครั้ง

    นางฐนิวรรณ กล่าวว่า ภาพความเป็นจริงของภาคบริการในปัจจุบัน ร้านอาหารกำลังเผชิญกับ “มรสุม 3 ด้าน” คือ

    1. ต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งจากราคาวัตถุดิบ พลังงาน และค่าโลจิสติกส์
    2. ยอดขายที่ลดลงตามสภาพเศรษฐกิจที่เปราะบาง
    3. ปัญหาแรงงาน ที่คนไทยไม่อยากทำงานภาคบริการ ทำให้ร้านอาหารต้องพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลัก

    นอกจากนี้ อีกหนึ่งความเสี่ยงคือ “รอยรั่วทางเศรษฐกิจ” จากแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ต่างชาติที่เก็บส่วนแบ่งกำไร (Margin) ไปจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการเหนื่อยแต่ได้ผลตอบแทนไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

    “ผู้ประกอบการยังเผชิญต้นทุนสูง ทั้งวัตถุดิบ ค่าแรง พลังงาน ค่าเช่า และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ทำให้หลายร้านอยู่ในภาวะยอดขายไม่โต แต่ต้นทุนโต” นางฐนิวรรณ กล่าว

    ดังนั้น ผู้ประกอบการร้านอาหารจึงต้องเร่งปรับตัวด้านการบริหารต้นทุน การใช้ดิจิทัลและข้อมูล และการสร้างจุดเด่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน และประสบการณ์ เพราะอนาคตของร้านอาหารไม่ได้แข่งขันกันเพียงความอร่อย แต่แข่งขันกันที่ความคุ้มค่า ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ของลูกค้า

    ทั้งนี้ เสนอให้ภาครัฐและเอกชนสนับสนุน 5 ด้าน ได้แก่ ลดภาระต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ พัฒนาทักษะดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานสุขอนามัย คุณภาพ และความปลอดภัยอาหาร สนับสนุน Food Tourism และช่วยผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงความรู้ เงินทุน และช่องทางตลาด

    “ธุรกิจร้านอาหารไม่ใช่เพียงเรื่องของการขายอาหาร แต่คือระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ผลิต การจ้างงาน การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมไทย หาก Food Economy แข็งแรง ก็จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้ทั้งระบบ ทั้งนี้ ขอให้รัฐบาลบริหารเศรษฐกิจในภาพรวมให้ดี เพราะร้านอาหารจะเติบโตได้เองโดยอัตโนมัติหากประชาชนมีกำลังซื้อ ในส่วนของมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ตลอด 4 เดือนที่จะถึงนี้ คาดว่าส่วนใหญ่ประชาชนจะนำมาใช้กับการจับจ่ายใช้สอยซื้ออาหารมากที่สุด ซึ่งก็จะสามารถช่วยพยุงร้านอาหารได้” นางฐนิวรรณ กล่าว

    ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network (TGN) กล่าวว่า จากข้อมูลของ Mordor Intelligence ตลาด Foodservice ของประเทศไทยในปี 69 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 38.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท

    ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ในมิชลินไกด์กว่า 482 ร้าน และค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยว สะท้อนว่า Gastronomy Tourism กำลังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

    “ปัจจุบันผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้เลือกอาหารจากความอิ่มหรือความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพ ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตนมากขึ้น ส่งผลให้อาหารกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Experience Economy ที่สร้างมูลค่าได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ วันนี้อาหารไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่กำลังกลายเป็นกลไกเศรษฐกิจสำคัญที่สะท้อนพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่” ผศ.ดร.จุฑามาศ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/597288&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0G3-2sv4lK3AV0u4Lt36KF

  • ความหวังทองคำกลับมาอีกครั้ง!! หลังทรัมป์โดนบีบจบดีลอิหร่าน? – InterGold

    ความหวังทองคำกลับมาอีกครั้ง!! หลังทรัมป์โดนบีบจบดีลอิหร่าน? – InterGold

    .

    ทำไมทองคำยังได้แรงหนุน แม้ดีลอิหร่าน–สหรัฐฯ อาจช่วยลดความเสี่ยงสงคราม? แม้ความตึงเครียดตะวันออกกลางอาจเริ่มผ่อนคลาย แต่ทองคำยังมีแรงหนุนจากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่สูง Bond Yield ที่กดดันเศรษฐกิจ และความเสี่ยง Stagflation ทำให้นักลงทุนยังมองทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย 

    .

    สถานการณ์สหรัฐฯ–อิหร่านเริ่มมีสัญญาณเชิงบวก หลังตลาดคาดว่าดีลล่าสุดอาจช่วยยืดการพักรบ เปิดช่องแคบฮอร์มุซ และลดความตึงเครียดด้านพลังงาน แม้ Trump จะยังไม่พอใจบางเงื่อนไข แต่แรงกดดันจากเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และการเมืองภายในประเทศ อาจทำให้ต้องเร่งปิดดีลมากขึ้น

    .

    ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่สูงต่อเนื่อง ทั้ง CPI, PPI และ PCE รวมถึง Bond Yield ที่ปรับขึ้นแรง สะท้อนความกังวลเรื่องหนี้และต้นทุนการเงิน หากเศรษฐกิจชะลอแต่เงินเฟ้อยังสูง อาจนำไปสู่ภาวะ Stagflation ซึ่งเป็นปัจจัยที่มักหนุนราคาทองคำ

    .

    แม้ทองคำอาจมีจังหวะพักฐานระยะสั้น หากความเสี่ยงสงครามลดลง แต่ภาพใหญ่ยังมีแรงหนุนจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก สภาพคล่อง และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนส่วนใหญ่จึงยังมองกลยุทธ์ “ย่อซื้อ” เป็นแนวทางหลักในระยะกลางถึงยาว

    .

    ทำไมราคาน้ำมันมีผลต่อทองคำ? เพราะน้ำมันแพงดันเงินเฟ้อสูง นักลงทุนจึงหันมาถือทองคำมากขึ้น

    Bond Yield สูง กระทบทองคำอย่างไร? Bond Yield สูงทำให้ทองน่าสนใจน้อยลง แต่ถ้าสูงเกินไปจนกระทบเศรษฐกิจ อาจกลับมาหนุนทองคำได้

    Stagflation คืออะไร? เศรษฐกิจโตช้า แต่ค่าครองชีพยังสูง ทำให้นักลงทุนมองทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย

    ถ้าดีลอิหร่าน–สหรัฐฯ สำเร็จ ทองจะลงแรงไหม? อาจกดดันทองระยะสั้น แต่ปัจจัยระยะยาวยังช่วยหนุนราคาทองคำอยู่

    .

    แม้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจเริ่มผ่อนคลายจากโอกาสการเจรจา แต่ทองคำยังมีแรงหนุนจากเงินเฟ้อที่สูง ความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอ Bond Yield ที่กดดันระบบการเงิน และความไม่แน่นอนทั่วโลก ทำให้นักลงทุนยังมองทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และยังเน้นกลยุทธ์ “ย่อซื้อ” ในระยะกลางถึงยาว

    .

    เขียนโดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD  

    รับชมเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/Z5IuZbhBuYw

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold 

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-29-05-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZDFXqjcjavrBO6zw7lWfS