“ตลาดทุนไทย” จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ภาคธุรกิจ ดังนั้นหากปฏิรูปตลาดทุนไทยได้สำเร็จจะเพิ่มสภาพคล่อง กระจายการสร้างความมั่งคั่ง (Wealth Creation) ให้ประชาชนอย่างทั่วถึง และ “ลดต้นทุนการระดมทุน” ของประเทศให้แข่งขันระดับโลก
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวในงานเสวนา KT Dialogue New Horizon: Thailand Investment Playbook จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดทุนไทยกำลังเข้าสู่วงจรการลงทุนรอบใหม่ “New Investment Cycle” ในรอบ 40 ปี นับตั้งแต่ยุค Eastern Seaboard หลังจากนั้นแทบไม่ลงทุนใหม่เลย
อีกทั้งในอดีตการลงทุนส่วนใหญ่เป็นการสร้างหนี้ทำให้ไทยมีหนี้สูงมาก โดยหนี้ภาคธุรกิจสูงถึง 100% ของ GDP และออกบอนด์ต่างประเทศอีก 40-50% ของ GDP ถือว่ากู้เกินตัวจนเกิดวิกฤติตามมา
หลังจากฟื้นตัวจากวิกฤติ เราเน้นการสร้างการเติบโตผ่านการบริโภคแทนการลงทุน ก็เป็นการบริโภคที่มาจากการสร้างหนี้เป็นหลัก ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนพุ่งจาก 30-40% มาอยู่ที่เกือบ 90% ของ GDP ในปัจจุบัน หากรวมหนี้ภาคธุรกิจและหนี้รัฐบาลจะพบว่าประเทศไทยมีภาระหนี้รวมสูงถึง 240% ของ GDP ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นและกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญในการเติบโต
วิกฤติช่องว่างเงินออม อุปสรรคลงทุน 30%
ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายการลงทุนที่ 30% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยสู่ประเทศรายได้สูง แต่นายไพบูลย์ ชี้ให้เห็นว่า อัตราการออมไทยปีที่ผ่านมาอยู่ที่เพียง 24% ของ GDP ซึ่งหากจะลงทุนให้ได้ตามเป้าประเทศไทยจะเผชิญการขาดดุลถึง 6% พร้อมเสนอว่ารัฐบาลไม่ตั้งแค่เป้าหมายการลงทุน แต่ต้องตั้งเป้าหมาย 2 เรื่อง คือ เป้าหมาย “การออม” และ “เป้าหมายผลิตภาพ” (Productivity) ควบคู่ไปด้วย เนื่องจากช่วงปี 2558-2566 ผลิตภาพของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 0% ทำให้เศรษฐกิจโตได้เพียง 1-2%
ดังนั้น ทางออกสุดท้ายของโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้วงจรการลงทุนรอบใหม่เกิดขึ้น โดย FETCO เสนอใช้ตลาดทุนไทยสนับสนุน ”ยุทธศาสตร์การออม“ ต้องเพิ่มรายได้หรือลดการบริโภค และต้องดึงเงินออมจากต่างประเทศมาช่วยผ่านตลาดทุนที่ประสิทธิภาพ
แม้ปัจจุบันรัฐบาลมีความพยายาม ผลักดันโครงการทิสาถือเป็นเรื่องที่ดี แต่มองว่าควรจะต้องกำหนดวงเงินในระดับสูงพอช่วยดึงดูดเพิ่มการออม ซึ่งส่วนตัวยังไม่ทราบวงเงินที่แน่ชัด แต่หากตามกระแสข่าวที่บอกว่าระดับวงเงิน 600,000 บาทต่อคน มองว่ายังเท่าของเดิม เพียงแต่มีข้อดี ปรับเป็นโครงการถาวรเท่านั้น ต้องติดตามต่อไป
ดึงดูดเงินทุนระยะยาว เว้นภาษีชั่วคราวเป็นเวลาประมาณ 2 ปี
พร้อมกันนี้ ควรผลักดันสร้างการออมในส่วนอื่น ๆ ทาง FETCO ได้เสนอไปแล้วทั้ง กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) หรือ กองทุนออมภาคบังคับสำหรับลูกจ้างภาคเอกชน เพื่อให้มีเงินเก็บเพียงพอใช้จ่ายในยามเกษียณอายุ เพื่อสนับสนุนให้เปลี่ยนจากการออมภาคสมัครใจเป็นแบบบังคับ เพราะปัจจุบันมีคนในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) เพียง 3 ล้านคน จากแรงงานทั้งหมด 40 ล้านคน
ด้านการดึงดูดเงินทุนระยะยาว อาจจะให้มี การเว้นภาษีชั่วคราวเป็นเวลาประมาณ 2 ปี สำหรับผู้ที่นำกำไรจากการลงทุนในต่างประเทศกลับเข้ามาลงทุนในตลาดทุนไทย โดยต้องมี “Investment Theme” หรือแรงจูงใจในการลงทุนที่น่าสนใจควบคู่กันไปด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการกลับมาลงทุนในรูปแบบเดิม ๆ ที่ไม่ดึงดูดใจ
รวมถึงเสนอให้ใช้ไทยเป็นศูนย์กลางบริหารเงินคนรวย โดยผ่านกฎหมาย Trust เพื่อให้จัดการเงินครอบครัว Family Office ได้สะดวก ซึ่งจะช่วยสร้างเม็ดเงินลงทุนระยะยาวในประเทศ
นอกจากนี้ ต้องยกระดับตลาดทุนไทยสู่ตลาดทุนพัฒนาแล้ว พัฒนากฎเกณฑ์ให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล เพื่อมุ่งเน้นการดึงดูด Global Fund และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจากต่างประเทศ แทนที่จะพึ่งพาเพียงการซื้อขายระยะสั้น (Program Trading) ที่เน้นเก็งกำไร และเพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่ต้องพึ่งพารายได้จากตลาดทุนแทนเงินเดือน
ดันปฏิรูปตลาดทุนไทย มุ่งสร้าง Wealth Creation
นายไพบูลย์ เชื่อว่า หากตีโจทย์ตลาดทุนไทยแตกจะใช้ตลาดทุนไทยเป็นทางออกสุดท้ายในการผลักดันวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่นี้ได้ โดยต้องสร้างความมั่งคั่ง หรือ Wealth Creation ให้ครอบคลุมคนไทย 40 ล้านคน ไม่ใช่เพียงแค่ 3-4 ล้านคนเหมือนในปัจจุบัน
นอกจากข้อเสนอ FETCO จะช่วยสร้างสภาพคล่อง ให้กับตลาดทุนไทยแล้วยังสามารถใช้เงินออมที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปีนี้ เริ่มเทิร์นอะราวนด์แล้ว จากที่ผ่านมาซบเซาหลังเผชิญปัญหาด้านความเชื่อมั่น และสภาพตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยและความไม่แน่นอน ทำให้การระดมทุนใหม่ผ่านตลาดทุนไทยยังชะลอ
สำหรับปัญหาหลักอย่างหนึ่ง มองว่าเป็นที่ขั้นตอนการเข้าจดทะเบียนในไทยใช้เวลานานกว่าในต่างประเทศ เช่น เมื่อเทียบกรณี SpaceX ของสหรัฐ ซึ่งทำให้ยากต่อการวางแผนธุรกิจ และช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีความพยายามจากทุกภาคส่วนที่จะลดระยะเวลาลง โดยปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้เป็นสากลและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ถือว่าดำเนินการเสร็จสิ้นไป 95% แล้ว
ขณะที่ปัจจุบันยังมีการเสนอปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ หุ้นที่มีสิทธิ์ออกเสียงไม่เท่ากัน (Dual-class shares) มีข้อเสนอให้เปิดทางสำหรับหุ้นที่มีสิทธิ์โหวตไม่เท่ากัน เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมสมัยใหม่ (New S-Curve) เช่น กลุ่ม Semiconductor หรือหุ้นเทคโนโลยี ให้เข้ามาจดทะเบียนในไทยได้ง่ายขึ้น โดยที่ผู้ก่อตั้งยังสามารถรักษาอำนาจในการขับเคลื่อนนวัตกรรมของบริษัทไว้ ยกตัวอย่าง Elon Musk ที่ถือหุ้น SpaceX ไม่ถึงครึ่งแต่มีสิทธิ์โหวตได้ถึง 80% เพื่อให้สามารถผลักดันนวัตกรรมต่อไปได้
พร้อมกันนี้การนำระบบ Fast Track มาใช้ โดยเฉพาะกับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อให้สามารถเข้าสู่ตลาดทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยภาครัฐและเอกชนเห็นตรงกันว่า ต้องการพัฒนาตลาดทุนให้มีกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ ๆ มากขึ้น ซึ่งจะมีการพิจารณาเรื่องการให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น การขยายระยะเวลาสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ BOI สำหรับบริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนในไทย หรือ BOI to IPO เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้คนไทยได้เข้าถึงความเป็นเจ้าของธุรกิจที่ดี และทำให้ตลาดทุนไทยมีต้นทุนการระดมทุนที่แข่งขันได้ในระดับโลก
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1249418&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rPsdinBQd-g–SG8Q5N5j
