Category: เศรษฐกิจ

  • TISCO ESU อัปเกรดจีดีพีไทยโต 1.8% เตือนพายุ “วิกฤตพลังงาน” จ่อซัดซ้ำ

    TISCO ESU อัปเกรดจีดีพีไทยโต 1.8% เตือนพายุ “วิกฤตพลังงาน” จ่อซัดซ้ำ

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ขึ้นเป็น 1.8% รับอานิสงส์ไตรมาสแรกโตดีกว่าคาดและมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ทว่าหั่นเป้าปีหน้าเหลือ 1.7% ชำแหละไส้ในเศรษฐกิจสุดเปราะบาง โตแบบ K-Shaped เตือนอย่าเพิ่งชะล่าใจ พายุของจริงจาก “วิกฤตตะวันออกกลาง-ราคาพลังงาน” กำลังจะโถมเข้าใส่ ชี้ลดดอกเบี้ยเป็น “กระสุนด้าน” คาด กนง. ตรึงดอกเบี้ย 1.00% ตลอดปี มองเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าแตะ 34.00 บาท/ดอลลาร์

    TISCO ESU อัปเกรดจีดีพีไทยโต 1.8% เตือนพายุ

    นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (Mr. Methas Rattanasorn, Head of Economics, TISCO Economic Strategy Unit : TISCO ESU) เปิดเผยว่า TISCO ESU ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้ขึ้นเป็น 1.8% จากเดิมที่คาดไว้ 1.2% หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกออกมาดีกว่าคาด และภาครัฐมีการออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” อย่างไรก็ตาม สำหรับมุมมองเศรษฐกิจไทยในปีหน้า (2027F) ประเมินว่าจะเติบโตชะลอลงเหลือ 1.7% จากเดิมคาด 2.4% เนื่องจากผลของฐานที่สูงขึ้นและการหมดมาตรการกระตุ้นแบบชั่วคราวของภาครัฐ

    ชำแหละไส้ในเปราะบาง โตแบบ K-Shaped Recovery

    นายเมธัส กล่าวว่า แม้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกจะดูดี แต่เมื่อเจาะลึกลงไปกลับพบสัญญาณความเปราะบางและการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียม (K-shaped recovery) อย่างชัดเจน

    ในด้าน “การส่งออก” แม้ภาพรวมจะขยายตัวดีโดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวกับ AI และ Data Center แต่พบว่าดุลการค้าในไตรมาส 1/69 กลับมาติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส สะท้อนว่าสินค้าหลายรายการเข้าข่ายเป็นสินค้าทางผ่าน (Transshipment) หรือแค่รับจ้างประกอบ โดย TISCO ESU พบว่าสินค้าหมวด “ชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์” (HS Code 854159) และ “หน่วยประมวลผลข้อมูลแบบดิจิทัล” (HS Code 847150) มีความเกี่ยวโยง (Correlation) ระหว่างการนำเข้าและส่งออกในรอบ 10 ปีสูงถึง 0.85 และ 0.92 ตามลำดับ อีกทั้งยังมีคะแนนความน่าสงสัย และ Re-routing Index สูงสุด 2 ลำดับแรกจากทั้งหมด 104 รายการที่เป็นสินค้าในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวกับ AI ซึ่งที่ผ่านมาสินค้ากลุ่มเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของภาคการส่งออกมาอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่าการส่งออกที่โตดี แทบไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจหรือกระจายรายได้สู่ภาคส่วนอื่นในประเทศเลย

    ด้าน “การลงทุนรวม” ที่ดูเหมือนจะเป็นพระเอกด้วยการเติบโต 9.9% YoY (การลงทุนภาคเอกชนโต 10.1% สูงสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง) จากเงินลงทุนต่างชาติและการตื่นตัวเรื่อง AI แต่ความจริงที่น่าตกใจคือ มีจำนวนโรงงานที่ “ปิดกิจการ” มากกว่า “เปิดใหม่” เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็ก สวนทางกับโรงงานขนาดใหญ่และกลางที่ขยายกิจการ ภาพนี้ตอกย้ำว่าธุรกิจดั้งเดิม (Traditional Industry) กำลังย่ำแย่ ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งโดยมากเป็นรายใหญ่ มีเงินทุนมาก โตกระจุกตัว และยังได้อานิสงส์จากอุปสงค์โลกที่มีต่อสินค้าอิเล็คทรอนิกส์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI และ Data Center ที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    เตือน “พายุของจริง” กำลังจะมา

    สำหรับนโยบายแจกเงิน “ไทยช่วยไทยพลัส” TISCO ESU ประเมินว่าจะช่วยบวกจีดีพีได้ราว 0.3 ppt ซึ่งมองว่าเป็นการประคองมากกว่ากระตุ้น และมีผลแค่ชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากรูปแบบโครงการมีตัวทวีคูณทางการคลังต่ำ แม้จะช่วยให้เม็ดเงินวิ่งเข้าหาร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมากขึ้น ซึ่งช่วยคนตัวเล็กในสภาวะที่ยากลำบากได้บาง แต่ขาดความยั่งยืน

    “ตัวเลขไตรมาสแรกที่ดี เป็นภาพก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลางที่รุนแรง ต้นทุนต่างๆ ยังไม่พุ่ง รัฐบาลยังตรึงราคาน้ำมันได้ แต่ภาพวันนี้ต่างออกไปสิ้นเชิง ขอเตือนว่าอย่าประมาท เพราะพายุของจริงกำลังจะโถมเข้ามา หากสงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจดีดขึ้นไปได้อีก 40-50% และเสี่ยงจะขาดแคลน นอกจากนี้ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซยังส่งผลให้ปุ๋ยและเม็ดพลาสติกขาดตลาด ราคาอาหารจ่อจะปรับขึ้น ธุรกิจบางรายขาดของต้องหยุดผลิต ผู้คนเริ่มรัดเข็มขัดและลดรายจ่ายอย่างจริงจัง และอัตราการว่างงานเริ่มถีบตัวสูงขึ้น ดังนั้นต่อจากนี้จะเริ่มเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เราจึงมองว่าความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยยังโน้มไปทางด้านต่ำ” นายเมธัส กล่าว

    ลดดอกเบี้ยคือ “กระสุนด้าน” คาดบาทเสี่ยงอ่อนแตะ 34.0

    ในแง่ของนโยบายการเงิน นายเมธัสมองว่า การลดดอกเบี้ยนโยบายอาจเป็นเพียง “กระสุนด้าน” ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดจากฝั่งอุปทาน (Supply-side) ได้ TISCO ESU จึงคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ตลอดทั้งปีนี้ และมีความเสี่ยงที่ปีหน้าดอกเบี้ยอาจต้องกลับมาเป็น “ขาขึ้น” ตามทิศทางโลกและเงินเฟ้อที่ดื้อรั้น
    ส่วนทิศทางค่าเงินบาท มองว่ามีแนวโน้มอ่อนค่า โดยในช่วง 3 เดือนข้างหน้ามีโอกาสแตะระดับ 34.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จาก 3 ปัจจัยกดดัน คือ:

    1. ตลาดกังวลเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจทำให้ Fed ขยับขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่ปีนี้
    2. แนวโน้มดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในช่วงที่เหลือจ่อขาดดุลสูงต่อเนื่อง
    3. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี จ่อพุ่งแตะ 2.5% และอาจทะลุไปถึง 2.8% จากความเสี่ยงเงินเฟ้อและปริมาณพันธบัตร (Bond Supply) จากการที่รัฐเตรียมกู้เพิ่ม ซึ่งจะกดดันให้เม็ดเงินต่างชาติไหลออก

    นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่ค่าเงินบาทนั้นอาจอ่อนค่าไปได้ไกลกว่าระดับ 34.0 โดยเฉพาะในกรณีที่ราคาน้ำมันพุ่งแรง (Spike) 40-50% ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากสงครามยังหาข้อยุติไม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องทวีความรุนแรง แต่แค่สถานการณ์ยืดเยื้อไปอีก 3-4 เดือน อาจส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ในคลังของประเทศหลักปรับลดลงจนถึงจุดวิกฤติก็เพียงพอแล้วที่ตลาดการเงินจะเกิดความกลัวขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ierdkj9d8h9dujyx84gqpa7xdjpp0vyf&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1t2D_A3ut8f3u08ADico2U

  • ไทยช่วยไทยพลัส สัญญาณดี ส.อ.ท.คาดหนุน GDP พุ่ง 0.5% คู่ขนานอัดงบลงทุนบิ๊กโปรเจกต์

    ไทยช่วยไทยพลัส สัญญาณดี ส.อ.ท.คาดหนุน GDP พุ่ง 0.5% คู่ขนานอัดงบลงทุนบิ๊กโปรเจกต์

    วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.34 น.

    “รัฐบาล”เผยสัญญาณดี ทุกภาคส่วนหนุน”ไทยช่วยไทยพลัส” ลดค่าครองชีพ-ประคองกำลังซื้อ เดินหน้าการลงทุนคู่ขนานรักษาแรงส่งเศรษฐกิจ ดัน 25 โครงการตาม Thailand FastPass มูลค่า 2.23 แสนล้านบาท ลงทุนจริงเร็ว

    29 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้เสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจเอกชน ต่อมาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นไปในทิศทางบวก สะท้อนว่าทุกภาคส่วนเห็นพ้องกับแนวทางการประคองค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อ ในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    ล่าสุด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายร้อยละ 60 และประชาชนร่วมจ่ายร้อยละ 40 จะช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มากกว่าโครงการคนละครึ่งในอดีต และมีส่วนกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง โดยคาดว่าจะช่วยหนุนจีดีพีได้ราวร้อยละ 0.2 – 0.3 และอาจสูงถึงร้อยละ 0.5 หากดำเนินการได้มีประสิทธิภาพ

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า มาตรการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเติมเงินใช้จ่ายระยะสั้น แต่ช่วยให้เม็ดเงินหมุนลงสู่ร้านค้ารายย่อย ตลาดสด ภาคบริการ ธุรกิจเดลิเวอรี และเอสเอ็มอีในภาคการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นตามกำลังซื้อของประชาชน

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจจากมาตรการที่ออกไปแล้ว เพราะระดับกำลังซื้อของประชาชนจะส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคการผลิต การค้า การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลเห็นตรงกับข้อสังเกตของภาคเอกชนว่า เศรษฐกิจไทยยังต้องขับเคลื่อนเครื่องยนต์ด้านอื่นควบคู่กันไป โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การท่องเที่ยวคุณภาพ และการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจึงกำชับให้เดินหน้ามาตรการสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนอนุมัติอนุญาต ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งเสริมการลงทุนใหม่ผ่านบีโอไอ และเร่งรัดการเบิกจ่ายโครงการลงทุนของภาครัฐ เพื่อให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว โดยเฉพาะการเร่งรัดโครงการที่ได้รับการส่งเสริมตามมาตรการ Thailand FastPass ของสำนักงาน BOI ให้เกิดการลงทุนเร็วที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้วทั้งสิ้น 25 โครงการ มูลค่ารวม 223,216 ล้านบาท และล่าสุด เมื่อวานนี้ (28 พ.ค.) ได้มีการบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ เวียตเจ็ท (VIETJET GROUP) (Memorandum of Understanding on the Collaboration for the Development of MRO Center at U-Tapao International Airport)

    “มาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยประคองกำลังซื้อ ส่วนมาตรการลงทุนจะสร้างงาน รายได้ และขีดความสามารถใหม่ของประเทศ รัฐบาลจะเดินทั้งสองด้านพร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีแรงส่งต่อเนื่อง ประชาชนมีงานทำ มีกำลังซื้อ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีได้ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกยังมีความท้าทาย” น.ส.รัชดา กล่าว

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/967557&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VM86GAnzuSY43CAkpUG5k

  • กัมพูชาส่งเสริมการผลิตสินค้าภายในประเทศ และพึ่งพาตนเอง ทางเศรษฐกิจ

    กัมพูชาส่งเสริมการผลิตสินค้าภายในประเทศ และพึ่งพาตนเอง ทางเศรษฐกิจ

    เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 สมเด็จมหาบวรธิบดี Hun Manet นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคสำคัญหลายรายการ โดยเฉพาะ นม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และน้ำตาล เพื่อส่งเสริมการผลิตภายในประเทศและเพิ่มการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ

    ช่วงพิธีเปิดโรงงานแปรรูปยางพารา Kim’s Rubber (Cambodia) ในจังหวัดตโบงฆมุม นายกรัฐมนตรีระบุว่า สินค้าอุปโภคบริโภคสำคัญหลายรายการ โดยเฉพาะ นม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และน้ำตาล เป็นกลุ่มสินค้านำเข้าหลักที่กัมพูชามีศักยภาพในการผลิตทดแทนได้ โดยการเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศจะช่วยสร้างงาน รักษามูลค่าทางเศรษฐกิจไว้ในประเทศ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานภาคเกษตรและอุตสาหกรรม

    นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำถึงศักยภาพของกัมพูชาในด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร พร้อมสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการกระจายฐานอุตสาหกรรม เพิ่มความหลากหลายทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    ความเห็นของสำนักงานฯ

             1. มุมมองต่อแนวทางของนายกรัฐมนตรี ถือเป็น “นโยบายเชิงโครงสร้าง” ที่มุ่งลดการพึ่งพาการนำเข้า โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคสำคัญ และผลักดันการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ หากสามารถผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดการนำเข้าและเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความท้าทายอยู่ที่ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนและคุณภาพ หากภาคอุตสาหกรรมยังไม่พร้อม อาจกระทบต่อผู้บริโภคและผู้ผลิตภายในประเทศ ดังนั้นความสำเร็จของนโยบายนี้ขึ้นอยู่กับ “ความพร้อมของภาคการผลิต” เป็นสำคัญ

             2. นโยบายดังกล่าวเปิดโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะธุรกิจแปรรูปอาหาร ผลิตภัณฑ์นม และสินค้าอุปโภคพื้นฐาน ซึ่งมีความต้องการสูงในประเทศและมีศักยภาพทดแทน การนำเข้า อีกทั้งยังดึงดูดการลงทุนทั้งจากต่างชาติและผู้ประกอบการในประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมสนับสนุนอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น บรรจุภัณฑ์ โลจิสติกส์ และคลังสินค้าเย็น ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจและการจ้างงานในวงกว้าง    

    _____________________________________________________

    ที่มา Asian Speech & Kampuchea Thmey Daily

    28 พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/x758n6gguma69a5zsib82s1a&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LW_xK_mmUkvDPy_KER2qJ

  • สภาวัฒนธรรมกาญจนบุรี ผนึกพลัง Soft Power ดันเศรษฐกิจชุมชน

    สภาวัฒนธรรมกาญจนบุรี ผนึกพลัง Soft Power ดันเศรษฐกิจชุมชน

    ภูมิภาค

    สภาวัฒนธรรมกาญจนบุรี ผนึกพลัง Soft Power ดันเศรษฐกิจชุมชน

    วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.54 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สภาวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 เพื่อขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมและส่งเสริมพลัง Soft Power ของจังหวัด สู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

    การประชุมจัดขึ้นที่ห้องสังขละบุรี 2 โรงแรมริเวอร์แคว อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โดย ธีรชัย ชุติมันต์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี เป็นผู้ดำเนินการจัดประชุม และได้รับเกียรติจาก สิทธิวีร์ วรรณพฤกษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานเปิดงาน

    ภายในงานมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมจากสภาวัฒนธรรมทั้ง 13 อำเภอของจังหวัดกาญจนบุรี ได้แก่ อ.สังขละบุรี อ.ทองผาภูมิ อ.ไทรโยค อ.ศรีสวัสดิ์ อ.บ่อพลอย อ.หนองปรือ อ.เลาขวัญ อ.ห้วยกระเจา อ.พนมทวน อ.ท่ามะกา อ.ท่าม่วง อ.ด่านมะขามเตี้ย และ อ.เมืองกาญจนบุรี เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่

    ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม มีการนำเสนอผลการดำเนินงานของคณะกรรมการสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรีในรอบวาระที่ผ่านมา รวมถึงการบรรยายพิเศษหัวข้อ “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย Soft Power” โดย ทวีป พัฒนมาศ เป็นวิทยากร

    ทั้งนี้ มีสมาชิกสภาวัฒนธรรมระดับตำบล ระดับอำเภอ และเครือข่ายวัฒนธรรมระดับจังหวัด เข้าร่วมประชุมกว่า 130 คน ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่ออนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดมรดกภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดกาญจนบุรี ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และต่อยอดเป็นพลัง Soft Power ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/477825&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rGKSUsmY0970yTCuFab-k

  •  ‘เวียดนาม’ ยืนยันไม่โตโดดเดี่ยว พร้อมผนึก ‘ไทย’ ร่วมดันเศรษฐกิจอาเซียน

     ‘เวียดนาม’ ยืนยันไม่โตโดดเดี่ยว พร้อมผนึก ‘ไทย’ ร่วมดันเศรษฐกิจอาเซียน

    สมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม จัดงาน Thailand–Vietnam Business Forum 2026 ผู้นำไทย–เวียดนาม ร่วมเวที  ฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ประกาศยกระดับความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน ด้าน “โต เลิม” ชี้ไทย–เวียดนาม ต้องเติบโตไปด้วยกัน ขณะที่ “อนุทิน” ตั้งเป้าดันมูลค่าการค้าสองประเทศจาก 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ สู่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในอนาคต

    สมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม จัดงาน Thailand–Vietnam Business Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Growing Together” ผู้นำเวียดนาม-ไทย ร่วมแสดงวิสัยทัศน์งาน Thailand–Vietnam Business Forum 2026 เฉลิมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต  

    โดย นายโต เลิม (H.E. Mr. Tô Lâm) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ต่อทิศทางความร่วมมือไทย–เวียดนามในอนาคต ท่ามกลางผู้นำภาครัฐ ผู้บริหารระดับสูง นักลงทุน และภาคเอกชนชั้นนำจากทั้งสองประเทศที่ตบเท้าเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กล่าวว่า ในโลกปัจจุบัน ไม่มีประเทศใดสามารถเติบโตได้อย่างโดดเดี่ยว ไทย และเวียดนามจำเป็นต้องเดินไปด้วยกัน เพื่อร่วมกันสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน

    เวียดนามมีประชากรกว่า 100 ล้านคน และกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะฐานการผลิต และอุตสาหกรรมสำคัญของภูมิภาค ขณะที่ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งยานยนต์ อาหาร พลังงาน การค้า และบริการ รวมถึงมีภาคเอกชนที่เข้มแข็ง และมีศักยภาพสูง

    ดังนั้น ไทย และเวียดนามจึงสามารถผสานจุดแข็งของทั้งสองประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน เชื่อมโยงฐานการผลิต และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการผลิต และการส่งออกที่สำคัญของภูมิภาค เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ และอาเซียนโดยรวม

     ‘เวียดนาม’ ยืนยันไม่โตโดดเดี่ยว พร้อมผนึก ‘ไทย’ ร่วมดันเศรษฐกิจอาเซียน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเวียดนาม ในอาเซียน ขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับสองของไทยในอาเซียน มูลค่าการค้าระหว่างกันอยู่ที่ประมาณ 24,000 ล้านดอลลาร์  โดยมีเป้าหมายระยะสั้นที่ 25,000 ล้านดอลลาร์ และในอนาคตเราควรร่วมกันผลักดันให้เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50,000 ล้านดอลลาร์

    วันนี้ประเทศไทยมีการลงทุนในเวียดนามเป็นจำนวนมาก จึงอยากเห็นภาคธุรกิจเวียดนามเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นเช่นกัน เพราะเศรษฐกิจของไทย และเวียดนามมีขนาดใกล้เคียงกัน เราไม่ใช่คู่แข่งแต่คือ คู่ค้าและหุ้นส่วนที่จะเติบโตไปด้วยกัน

    ที่สำคัญเศรษฐกิจของเราทั้งสองประเทศเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง กว่าครึ่งของสินค้าที่ไทยส่งออกไปเวียดนาม เป็นวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ใช้ในภาคการผลิตเพื่อการส่งออกของเวียดนาม นี่แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของเราไม่ใช่เพียงการแข่งขัน แต่คือ การเติบโตร่วมกันผ่านห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน และนี่คือ ความหมายของคำว่า Strategic Partnership อย่างแท้จริง

     ‘เวียดนาม’ ยืนยันไม่โตโดดเดี่ยว พร้อมผนึก ‘ไทย’ ร่วมดันเศรษฐกิจอาเซียน

    นายสนั่น อังอุบลกุล นายกสมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม และประธานอาวุโสหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม จัดงาน Thailand–Vietnam Business Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Growing Together”โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยพันธมิตรองค์กรชั้นนำ ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาธุรกิจไทย–เวียดนาม และ หอการค้าไทยในเวียดนาม เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม และยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค

     ‘เวียดนาม’ ยืนยันไม่โตโดดเดี่ยว พร้อมผนึก ‘ไทย’ ร่วมดันเศรษฐกิจอาเซียน

    การจัดงานครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการขับเคลื่อนความร่วมมือผ่านแนวคิด “Three Connects” ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และเศรษฐกิจร่วมสมัย การเชื่อมโยงภาคธุรกิจ ท้องถิ่น และประชาชน และการเชื่อมโยงสู่อนาคตแห่งความยั่งยืน เทคโนโลยี และนวัตกรรมร่วมกัน

    โดยไฮไลต์สำคัญของการจัดงานครั้งนี้คือ การที่ประธานาธิบดีเวียดนาม ได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยเข้าพบในลักษณะ One-on-One เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะโดยตรง ซึ่งจะช่วยผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

    โดยเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพของทั้งสองประเทศ และพลังของผู้นำภาคธุรกิจไทย–เวียดนาม จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เป้าหมายการค้าระหว่างกัน 25,000 ล้านดอลลาร์ ขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้ พร้อมยืนยันว่า สมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม และเครือข่ายภาคเอกชนไทย พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ และประชาชนของทั้งสองประเทศ

    กิจกรรมภายในงาน Thailand–Vietnam Business Forum 2026 ประกอบด้วยการหารือ และแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ในหลายมิติ ทั้งด้านการค้า การลงทุน การเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาโลจิสติกส์ และการยกระดับความร่วมมือในอุตสาหกรรมศักยภาพของทั้งสองประเทศ

    พร้อมด้วยเวทีเสวนาระดับสูงจากผู้บริหารชั้นนำของภาคธุรกิจ การจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ และพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจทางธุรกิจ หรือ MoU ระหว่างภาคเอกชนไทย และเวียดนาม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1236099&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o24r6f4lWunagoueG7Uy0

  • IMF ร่วมหารือ บสย. ติดตามภาวะเศรษฐกิจไทย-มาตรการช่วยเหลือ SMEs

    IMF ร่วมหารือ บสย. ติดตามภาวะเศรษฐกิจไทย-มาตรการช่วยเหลือ SMEs

    วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.43 น.

    บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้การต้อนรับ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) พร้อมทีมผู้ประสานงานฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมหารือเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจการเงิน แนวนโยบาย และบทบาทของ บสย. ในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศไทย 

    ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) พร้อมด้วย นายวุฒิพันธุ์ ปริดิพันธ์ รองผู้จัดการทั่วไป สายงานกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์ และทีมงาน ให้การต้อนรับคณะผู้แทน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) นำโดย Mr. Peter Breuer, Chief in the Asia and Pacific Department and Mission Chief for Thailand, Mr. Seunghwan Kim, Senior Economist, Mr. Nur M. Adhi Purwanto, Senior Economist, and Ms. Ying Xu, Economist ในโอกาสที่ IMF เดินทางมาเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2569 เพื่อหารือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจการเงินล่าสุดของประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินภาวะเศรษฐกิจการเงินไทย ประจำปี 2569 ตามพันธะข้อตกลงของ IMF (Article IV Consultation) ในช่วงต้นปี 2570 ณ บสย. สำนักงานใหญ่ อาคารชาญอิสสระทาวเวอร์ 2 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569

    ในโอกาสนี้ บสย. ได้บรรยายสรุปการดำเนินงาน และบทบาทในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน SMEs ให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อที่สอดคล้องและรองรับกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน โดย IMF ได้ให้ความสนใจในประเด็นต่างๆ ได้แก่ การออกแบบมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อช่วยเหลือ SMEs ในช่วงวิกฤตพลังงาน, การช่วยเหลือลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลมผ่านมาตรการ บสย. พร้อมช่วย, การขยายขอบเขตการค้ำประกันไปยังกลุ่มผู้ให้สินเชื่อที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) และกลุ่มผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ (Nano Finance) ตลอดจนการออกแบบผลิตภัณฑ์ค้ำประกันสินเชื่อใหม่ๆ ของ บสย. ที่มุ่งเน้นสร้างความแข็งแกร่งให้ SMEs เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    532.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/967475&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xJcMC8bzxeMl3XD_LbF5I

  • ทำไมเศรษฐกิจภาคกลางมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่น

    ทำไมเศรษฐกิจภาคกลางมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่น

    หากติดตามข้อมูลภาวะเศรษฐกิจภาพรวมประเทศและภูมิภาค (ภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคใต้) ในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคมีความแตกต่างจากเศรษฐกิจภาพรวมประเทศอย่างชัดเจน โดยเศรษฐกิจภูมิภาคในช่วงหลังค่อนข้างอ่อนแรงกว่าในภาพรวมของประเทศ โดยเฉพาะด้านการบริโภค ตามรายได้ภาคเกษตรที่อ่อนแอ และภาระหนี้สูงที่ฉุดรั้ง สะท้อนให้เห็นถึงการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจภาคกลาง[1]ว่ามีบทบาทสำคัญมาก

    เป็นที่ทราบกันดีว่าเศรษฐกิจภาคกลางมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าภาคอื่น โดยมีสัดส่วนถึง 73% ของประเทศ ในขณะที่ภาคเหนือภาคอีสานและภาคใต้ มีสัดส่วนเพียง 8% 10% และ 9% ตามลำดับ[2] บทความนี้คลี่ให้เห็นโครงสร้างและปัจจัยสำคัญที่เป็นแรงส่งของเศรษฐกิจภาคกลางว่ามีอะไรบ้าง มีขนาดมากน้อยเพียงไร และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในช่วงที่ผ่านมาโดยเปรียบเทียบกับภูมิภาค เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมเศรษฐกิจภาคกลางถึงมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่นโดยเฉพาะในช่วงหลังโควิด[3]

    rn

     

    rn

    1. ภาคกลางมีสัดส่วนอุตสาหกรรมและบริการสูงมาต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ภาคกลางมีสัดส่วนอุตสาหกรรมและบริการสูงถึง 98% จากการเป็นแหล่งอุตสาหกรรมที่หลากหลายทั้งอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น ยานยนต์สันดาป ไปจนถึงอุตสาหกรรม และบริการสมัยใหม่ เช่น Cloud Service ขณะที่เศรษฐกิจภูมิภาคยังพึ่งพิงภาคเกษตรกรรมค่อนข้างมาก โดยมีการพึ่งพิงภาคอุตสาหกรรมและบริการประมาณ 75% นอกจากนี้ ภาคการผลิตส่วนใหญ่เน้นผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น ปศุสัตว์ขั้นต้น แปรรูปเกษตรขั้นต้น) และสำหรับภาคบริการก็ยังคงเป็นแบบดั้งเดิม (เช่น ร้านโชห่วย ร้านขายปุ๋ย ร้านซ่อมเครื่องจักรเกษตร) โดยเมื่อย้อนไปดูตั้งแต่ปี 2562 (ช่วงก่อนโควิด) โครงสร้างที่เห็นไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัย

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    เป็นที่ทราบกันดีว่าเศรษฐกิจภาคกลางมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าภาคอื่น โดยมีสัดส่วนถึง 73% ของประเทศ ในขณะที่ภาคเหนือภาคอีสานและภาคใต้ มีสัดส่วนเพียง 8% 10% และ 9% ตามลำดับ[2] บทความนี้คลี่ให้เห็นโครงสร้างและปัจจัยสำคัญที่เป็นแรงส่งของเศรษฐกิจภาคกลางว่ามีอะไรบ้าง มีขนาดมากน้อยเพียงไร และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในช่วงที่ผ่านมาโดยเปรียบเทียบกับภูมิภาค เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมเศรษฐกิจภาคกลางถึงมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่นโดยเฉพาะในช่วงหลังโควิด[3]

    1. ภาคกลางมีสัดส่วนอุตสาหกรรมและบริการสูงมาต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ภาคกลางมีสัดส่วนอุตสาหกรรมและบริการสูงถึง 98% จากการเป็นแหล่งอุตสาหกรรมที่หลากหลายทั้งอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น ยานยนต์สันดาป ไปจนถึงอุตสาหกรรม และบริการสมัยใหม่ เช่น Cloud Service ขณะที่เศรษฐกิจภูมิภาคยังพึ่งพิงภาคเกษตรกรรมค่อนข้างมาก โดยมีการพึ่งพิงภาคอุตสาหกรรมและบริการประมาณ 75% นอกจากนี้ ภาคการผลิตส่วนใหญ่เน้นผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น ปศุสัตว์ขั้นต้น แปรรูปเกษตรขั้นต้น) และสำหรับภาคบริการก็ยังคงเป็นแบบดั้งเดิม (เช่น ร้านโชห่วย ร้านขายปุ๋ย ร้านซ่อมเครื่องจักรเกษตร) โดยเมื่อย้อนไปดูตั้งแต่ปี 2562 (ช่วงก่อนโควิด) โครงสร้างที่เห็นไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัย

    2. ภาคกลางเป็นแม่เหล็กที่สำคัญในการดึงดูดการลงทุน โดยมูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนมากกว่า 80% ของประเทศเพิ่มขึ้นถึง 3.5 เท่าจากช่วงก่อนโควิด จากโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุม ทั้งระบบสาธารณูปโภคจำพวกน้ำ ไฟฟ้า ตลอดจนด้านการขนส่งที่มีโครงข่ายถนน ทางด่วน ท่าเรือน้ำลึกและสนามบินนานาชาติ ซึ่งสะดวกต่อการนำเข้าวัตถุดิบและส่งออกสินค้า ทำให้ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนให้ไหลเข้ามาต่อเนื่อง นอกจากนี้ ภาคกลางยังมีศูนย์วิจัยและพัฒนา สถาบันการศึกษา และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ  ซึ่งช่วยสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ โดยในปี 2568 ภาคกลางมีสัดส่วนมูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 90% ของประเทศ เพิ่มจากประมาณ 80% ในปี 2562 โดยมูลค่าการออกบัตรภาคกลางสูงถึงเกือบ 1 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มธุรกิจสมัยใหม่ เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วนอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างความเจริญในพื้นที่ได้อีกต่อไป

    3. ภาคกลางมีพลังของมนุษย์เงินเดือน โดยภาคกลางเป็นภาคเดียวที่มีจำนวนแรงงานในระบบสูงกว่าแรงงานนอกระบบอย่างต่อเนื่อง และในปี 2568 มีแรงงานในระบบสูงกว่าภาคอื่นถึง 6 เท่า จำนวนแรงงานในระบบภาคกลางเพิ่มขึ้นถึง 1.7 ล้านคน จากปี 2562 เพราะเป็นแหล่งอุตสาหกรรมและบริการ ในขณะที่ภาคอื่นทรงตัว นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจ คือ แรงงานในระบบของภาคกลางนั้นส่วนใหญ่กว่า 70 % เป็น “มนุษย์เงินเดือน” ที่มีรายได้ประจำ มีสวัสดิการ ซึ่งจะสามารถเข้าถึงสินเชื่อธนาคารได้ง่ายกว่าเกษตรกรหรืออาชีพอิสระในภาคอื่น ๆ เมื่อคนมีรายได้มั่นคงจะช่วยส่งเสริมกำลังซื้อหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้ธุรกิจพร้อมที่จะลงทุนต่อเนื่อง

    4. แรงงานภาคกลางมีรายได้สูงกว่าภาคอื่นถึง 1.3-1.5 เท่า  และขยายตัวเร่งขึ้นมากกว่าภาคอื่น แม้รายได้แรงงานมีทิศทางปรับเพิ่มขึ้นในทุกภาค แต่อัตราการเพิ่มของรายได้แรงงานในภาคกลางมากกว่าภาคอื่น ๆ ภาคกลางโซน กทม. และปริมณฑล ยังคงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจหลักที่มีรายได้สูงที่สุด เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ ธุรกิจบริการมูลค่าสูง และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งต้องการแรงงานทักษะสูง (Skilled Labor) นอกจากนี้ ยังได้รับอานิสงส์จาก เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดแถบอยุธยาและสระบุรี ซึ่งเน้นการผลิตในกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนภาคเหนือและอีสานมีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน โดยแรงงานส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในภาคบริการขนาดเล็กและการแปรรูปสินค้าเกษตร ซึ่งมีมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรม ในขณะที่ภาคใต้ได้รับแรงหนุนจากการท่องเที่ยวส่งผลดีต่อแรงงานในภาคบริการ

    จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่า แรงส่งของเศรษฐกิจภาคกลางมีรากฐานสำคัญมาจากความเจริญ ซึ่งนำไปสู่ความต้องการแรงงานและระดับรายได้ที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น ดังนั้น โจทย์สำคัญของการกระจายแรงส่งไปยังภูมิภาค จึงอยู่ที่การยกระดับและกระจายความเจริญให้ทั่วถึงและยั่งยืน โดยประเด็นชวนคิดที่สำคัญในการกระจายความเจริญของภูมิภาค เช่น

    rn

     

    rn

    (1) การสร้างแรงจูงใจให้พื้นที่มีแรงดึงดูดเพียงพอจนการลงทุนตัดสินใจเลือก เพราะพื้นที่มีความพร้อม โดยมุ่งพัฒนาในมิติของระบบนิเวศโดยรวม (Total Ecosystem Incentive) ที่ช่วยลดต้นทุนตลอด
    rnห่วงโซ่การดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ควบคู่กับการออกแบบสิทธิประโยชน์การลงทุนที่เหมาะสมเพื่อชดเชยต้นทุนการดำเนินงาน ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเสินเจิ้น หนึ่งตัวอย่างของการกระจายความเจริญที่โดดเด่นที่สุดของจีน ยกระดับพื้นที่จากหมู่บ้านประมงเล็ก ๆ สู่การเป็นเมืองเทคโนโลยีระดับโลก สะท้อนบทบาทของการยกระดับความพร้อมของพื้นที่ควบคู่กับแรงจูงใจเชิงนโยบายในการดึงดูดการลงทุนอย่างยั่งยืน

    rn

     

    rn

    (2) การคว้าโอกาสจาก “จุดแข็งเฉพาะภูมิภาค” เชื่อมกับกระแสเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาในประเทศเรา ภาคเหนือและภาคใต้มีการท่องเที่ยวและภาคบริการเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่กระแสรักสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพเติบโตต่อเนื่อง หากผู้ประกอบการและคนในพื้นที่สามารถปรับตัว นำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้า บริการ และประสบการณ์การท่องเที่ยว ก็จะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและกระจายประโยชน์สู่ชุมชนได้มากขึ้น ขณะที่ภาคอีสาน ยังมีโอกาสต่อยอดจากฐานภาคเกษตร ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและข้อมูล ทั้งการพัฒนา smart farmer เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (data center) ที่เริ่มเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งการผลิตทางการเกษตรและกิจกรรมท่องเที่ยวในชุมชน ให้คนในพื้นที่สามารถปรับตัวและแข่งขันไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่ได้ดีขึ้นในระยะยาว

    rn”}}” id=”text-00b5b35e64″>

    จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่า แรงส่งของเศรษฐกิจภาคกลางมีรากฐานสำคัญมาจากความเจริญ ซึ่งนำไปสู่ความต้องการแรงงานและระดับรายได้ที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น ดังนั้น โจทย์สำคัญของการกระจายแรงส่งไปยังภูมิภาค จึงอยู่ที่การยกระดับและกระจายความเจริญให้ทั่วถึงและยั่งยืน โดยประเด็นชวนคิดที่สำคัญในการกระจายความเจริญของภูมิภาค เช่น

    (1) การสร้างแรงจูงใจให้พื้นที่มีแรงดึงดูดเพียงพอจนการลงทุนตัดสินใจเลือก เพราะพื้นที่มีความพร้อม โดยมุ่งพัฒนาในมิติของระบบนิเวศโดยรวม (Total Ecosystem Incentive) ที่ช่วยลดต้นทุนตลอด
    ห่วงโซ่การดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ควบคู่กับการออกแบบสิทธิประโยชน์การลงทุนที่เหมาะสมเพื่อชดเชยต้นทุนการดำเนินงาน ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเสินเจิ้น หนึ่งตัวอย่างของการกระจายความเจริญที่โดดเด่นที่สุดของจีน ยกระดับพื้นที่จากหมู่บ้านประมงเล็ก ๆ สู่การเป็นเมืองเทคโนโลยีระดับโลก สะท้อนบทบาทของการยกระดับความพร้อมของพื้นที่ควบคู่กับแรงจูงใจเชิงนโยบายในการดึงดูดการลงทุนอย่างยั่งยืน

    (2) การคว้าโอกาสจาก “จุดแข็งเฉพาะภูมิภาค” เชื่อมกับกระแสเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาในประเทศเรา ภาคเหนือและภาคใต้มีการท่องเที่ยวและภาคบริการเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่กระแสรักสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพเติบโตต่อเนื่อง หากผู้ประกอบการและคนในพื้นที่สามารถปรับตัว นำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้า บริการ และประสบการณ์การท่องเที่ยว ก็จะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและกระจายประโยชน์สู่ชุมชนได้มากขึ้น ขณะที่ภาคอีสาน ยังมีโอกาสต่อยอดจากฐานภาคเกษตร ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและข้อมูล ทั้งการพัฒนา smart farmer เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (data center) ที่เริ่มเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งการผลิตทางการเกษตรและกิจกรรมท่องเที่ยวในชุมชน ให้คนในพื้นที่สามารถปรับตัวและแข่งขันไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่ได้ดีขึ้นในระยะยาว

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด  **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด  **

    [1] เศรษฐกิจภาคกลาง ครอบคลุมพื้นที่ 26 จังหวัด ได้แก่ กทม. สมุทรปราการ ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี สระบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง ลพบุรี อยุธยา ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง ตราด จันทบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ราชบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม

    rn

    [2] ขนาดเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาค ณ ปี 2567

    rn

    [3] โควิด‑19 เริ่มแพร่ระบาดในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2563 และส่งผลกระทบต่อเนื่องยาวนานกว่าสองปี จนถึงปี 2565 ก่อนที่สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย มาตรการต่าง ๆ ทยอยผ่อนปรน และภาครัฐประกาศปรับลดสถานะของโควิดจากโรคติดต่ออันตรายเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง

    rn”}}” id=”text-709d7f2d38″>

    [1] เศรษฐกิจภาคกลาง ครอบคลุมพื้นที่ 26 จังหวัด ได้แก่ กทม. สมุทรปราการ ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี สระบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง ลพบุรี อยุธยา ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง ตราด จันทบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ราชบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม

    [2] ขนาดเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาค ณ ปี 2567

    [3] โควิด‑19 เริ่มแพร่ระบาดในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2563 และส่งผลกระทบต่อเนื่องยาวนานกว่าสองปี จนถึงปี 2565 ก่อนที่สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย มาตรการต่าง ๆ ทยอยผ่อนปรน และภาครัฐประกาศปรับลดสถานะของโควิดจากโรคติดต่ออันตรายเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง

    ผู้เขียน

    parinda photo

    ปริญดา สุลีสถิร 

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 26 พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20260528.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1B0tIV8g0N8P49yOUpQKu9

  • เปิดงาน “สามบุรี เทรดแฟร์ 2026” ดันสินค้าชุมชน-จับคู่ธุรกิจกระตุ้นเศรษฐกิจ

    เปิดงาน “สามบุรี เทรดแฟร์ 2026” ดันสินค้าชุมชน-จับคู่ธุรกิจกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ภูมิภาค

    เปิดงาน “สามบุรี เทรดแฟร์ 2026” ดันสินค้าชุมชน-จับคู่ธุรกิจกระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.43 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 28 พ.ค. 2569 ที่บริเวณลานด้านหน้า ศูนย์การค้าเซ็นทรัล มหาชัย อ.เมืองสมุทรสาคร ณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานเปิดงาน “สามบุรี เทรดแฟร์ 2026” โดยมี อุบลรัตน์ ทองเหลือ พาณิชย์จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วยพาณิชย์จังหวัดกาญจนบุรี พาณิชย์จังหวัดราชบุรี ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการจากกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 เข้าร่วมงาน

    สำหรับงาน “สามบุรี เทรดแฟร์ 2026” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 พ.ค. – 1 มิ.ย. 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. ภายใต้แนวคิด “เชื่อมการค้า สร้างโอกาส ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่สากล” โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุพรรณบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายผู้ประกอบการ จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการในกลุ่มจังหวัด “สามบุรี” ให้สามารถแข่งขันทางการค้าได้ในยุคเศรษฐกิจใหม่

    ภายในงานมีร้านค้ากว่า 100 ร้าน นำสินค้าคุณภาพจากทั้ง 3 จังหวัดมาจัดแสดงและจำหน่าย ทั้งสินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าชุมชน สินค้านวัตกรรม และสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น อาทิ ผลิตภัณฑ์ผ้าเคลือบยางพารา นิคแนค ตู้ไม้สักจิ๋วลายไทย จาก จ.ราชบุรี งาดำอบเกลือแม่ชั้น กาแฟสาละวะ ไล่โว่ วุ้นเส้นท่าเรือ มีดเรือทอง และเครื่องหนัง จาก จ.กาญจนบุรี รวมถึงขนมจีบหมูจัมโบ้ กะลาตาเดียว กลุ่มจักสานผักตบชวา และตุ๊กตาไทยทรงดำ จาก จ.สุพรรณบุรี

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเปิดโอกาสทางการตลาดและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทย

    ทั้งนี้ งาน “สามบุรี เทรดแฟร์ 2026” ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดสามบุรี ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก พร้อมเพิ่มช่องทางการตลาดและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    จึงขอเชิญชวนประชาชน นักธุรกิจ และผู้สนใจ เข้าร่วมเที่ยวชมงานได้จนถึงวันที่ 1 มิ.ย. 2569 ณ ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล มหาชัย จ.สมุทรสาคร โดยภายในงานยังมีกิจกรรมความบันเทิงและลุ้นรับรางวัลพิเศษตลอดการจัดงาน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/477823&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw307V5u0pxfUKHVsRg6Uxyg

  • เปิดเบอร์ชิงผู้ว่าฯ กทม. ‘ชัชชาติ’ ได้เบอร์ 9 ‘ดร.โจ’ คว้าเบอร์ 10 พร้อมลุยหาเสียง | เดลินิวส์

    เปิดเบอร์ชิงผู้ว่าฯ กทม. ‘ชัชชาติ’ ได้เบอร์ 9 ‘ดร.โจ’ คว้าเบอร์ 10 พร้อมลุยหาเสียง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 69 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) บรรยากาศการเปิดรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นไปอย่างคึกคัก ท่ามกลางผู้สมัครจากหลายพรรคการเมืองและผู้สมัครอิสระที่ทยอยเดินทางมาลงทะเบียนตั้งแต่ช่วงเช้ามืด

    ภายหลังเสร็จสิ้นขั้นตอนการลงทะเบียน เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจับสลากหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร เพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง โดยผลการจับหมายเลขผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. มีดังนี้

    • นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เบอร์ 9
    • ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข เบอร์ 14
    • ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี เบอร์ 1
    • นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล เบอร์ 13
    • ดร.ประยูร ครองยศ เบอร์ 11
    • ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พรรคประชาชน เบอร์ 10
    • นายอนุชา บูรพชัยศรี พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 5
    • พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช พรรคเศรษฐกิจ เบอร์ 12
    • นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ กลุ่มกรุงเทพบินได้ เบอร์ 7
    • นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์ เบอร์ 6
    • นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ เบอร์ 3
    • นายประทีบ วัชรโชคเกษม เบอร์ 4
    • นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล เบอร์ 8
    • นายสมัย ละเลิศ เบอร์ 2

    ส่วนผู้สมัครรายอื่นต่างทยอยรับหมายเลขครบถ้วน ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันที่เริ่มเข้มข้นขึ้นทันที หลังได้หมายเลขสำหรับใช้เปิดเกมหาเสียงทั่วกรุงเทพมหานคร ตลอดช่วงเลือกตั้งนี้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5898309/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ojVI74WQ20lzXyJ33OnbU

  • ผู้นำญี่ปุ่น-ฟิลิปปินส์เตรียมหารือทบทวนข้อตกลงเศรษฐกิจ จับมือเสริมความมั่นคงแร่สำคัญ-พลังงาน

    ผู้นำญี่ปุ่น-ฟิลิปปินส์เตรียมหารือทบทวนข้อตกลงเศรษฐกิจ จับมือเสริมความมั่นคงแร่สำคัญ-พลังงาน

    นายกฯ ญี่ปุ่นเตรียมหารือประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ที่กรุงโตเกียว คาดเห็นชอบศึกษาทบทวนข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ พร้อมกระชับความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ พลังงาน และความมั่นคงทางทะเล ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาค

    วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น มีกำหนดพบหารือกับนายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ ที่กรุงโตเกียว ในวันนี้  โดยคาดว่าทั้งสองฝ่ายจะเห็นชอบให้เดินหน้าศึกษาการทบทวนข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานด้านแร่สำคัญและพลังงาน

    รายงานระบุว่า การหารือจะมีขึ้นที่เรือนรับรองของรัฐในกรุงโตเกียว โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการวางกรอบความร่วมมือเพื่อรับมือความไม่แน่นอนด้านพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการขนส่งพลังงานทั่วโลก โดยแนวทางที่อยู่ระหว่างการพิจารณารวมถึงการจัดซื้อทรัพยากรร่วมกันในยามวิกฤต เพื่อให้ทั้งสองประเทศมีแหล่งจัดหาที่มั่นคงมากขึ้น และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

    ก่อนหน้านี้ ผู้นำญี่ปุ่นประกาศปรับยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกเสรีและเปิดกว้างของญี่ปุ่น โดยย้ำว่าญี่ปุ่นต้องการสร้างกติกาใหม่ด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบสำคัญจากบางประเทศ ขณะที่นอกจากด้านเศรษฐกิจ ผู้นำทั้งสองประเทศยังคาดว่าจะยืนยันการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง หลังญี่ปุ่นตัดสินใจเปิดทางให้สามารถส่งออกอาวุธร้ายแรงได้โดยหลักการเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

    ด้านพลเรือตรีรอย วินเซนต์ ตรินิแดด โฆษกกองทัพฟิลิปปินส์ฝ่ายทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า ฟิลิปปินส์มีความหวังว่าการเปลี่ยนนโยบายของญี่ปุ่นจะช่วยเสริมศักยภาพในการป้องกันหมู่เกาะของประเทศ

    เขาระบุว่า การส่งมอบยุทโธปกรณ์ของญี่ปุ่น รวมถึงเรือพิฆาตคุ้มกันชั้นอะบุกุมะที่อยู่ระหว่างการหารือ อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเร่งพัฒนากองทัพฟิลิปปินส์ให้ทันสมัยขึ้น โฆษกกองทัพฟิลิปปินส์ยังกล่าวถึงสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ว่า จีนยังคงเพิ่มแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณสการ์โบโรห์โชล ซึ่งทั้งจีนและฟิลิปปินส์ต่างอ้างสิทธิอธิปไตยเหนือพื้นที่นี้.

    ที่มา NHK

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2935826&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BpO8LcDzT0YwO94X2Z7t5