Category: เศรษฐกิจ

  • ลดราคาน้ำมันดีเซล เบนซิน 0.70-1 บาทพรุ่งนี้ อัปเดตราคาล่าสุดบางจาก ปตท.

    ลดราคาน้ำมันดีเซล เบนซิน 0.70-1 บาทพรุ่งนี้ อัปเดตราคาล่าสุดบางจาก ปตท.

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (29 พ.ค. 69) บางจาก ปตท. ลดดีเซล เบนซิน 0.70-1 บาท อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 96 ,91 ลง 70 สตางค์ต่อลิตร

    ขณะที่ดีเซลพรีเมี่ยมลดราคา 1 บาทต่อลิตร 

    ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่ 05.00 น. วันที่ 29 พ.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/660211&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cr4xJptgxIKIitQ8ucQCx

  • ธปท.เผยภาพรวมเศรษฐกิจไทย เม.ย.69 ชะลอตัว จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    ธปท.เผยภาพรวมเศรษฐกิจไทย เม.ย.69 ชะลอตัว จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ภาพรวมภาวะเศรษฐกิจไทย เดือนเมษายน 2569 มีการชะลอตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวและการบริโภค ภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยรายรับภาคท่องเที่ยวปรับลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวปรับลดลง ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนลดลงตามหมวดบริการ รวมถึงหมวดสินค้าไม่คงทน ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคและน้ำมันเชื้อเพลิงจากต้นทุนพลังงานที่ทำให้ค่าครองชีพปรับรับสูงขึ้น

    อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นจากกล่มสินค้าเทคโนโลยีและหมวดยานยนต์ ตามอุปสงค์ของประเทศคู่ค้า ในขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัว โดยผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตยังจำกัด

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับมาเป็นบวก โดยปรับเพิ่มขึ้นมากจากหมวดพลังงานเป็นหลัก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเงินเพิ่มขึ้น ตามการส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังหมวดอาหารสำเร็จรูป สำหรับแนวโน้มระยะต่อไปนั้น เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางต่อการบริโภคภาคเอกชนและภาคการท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000051038&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01r8JT0ioFepavNjshDRH2

  • “ดร.มัลลิกา” ลุยเยาวราช ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพิ่มวันค้าขาย-หนุน SME เข้าถึงเงินกู้

    “ดร.มัลลิกา” ลุยเยาวราช ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพิ่มวันค้าขาย-หนุน SME เข้าถึงเงินกู้

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/local-politics/150737&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3a-zWZ7U-RX6Yl8Qb6K4Vb

  • “มัลลิกา” ลุยเยาวราช ดันโมเดล “อร่อย 24 ชม.” พลิกฟื้นเศรษฐกิจกรุงเทพฯ

    “มัลลิกา” ลุยเยาวราช ดันโมเดล “อร่อย 24 ชม.” พลิกฟื้นเศรษฐกิจกรุงเทพฯ


    ดร.มัลลิกา ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 14 เล็งปลดล็อกข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ดันนโยบายเปิดค้าขาย 7 วันเต็ม พร้อมเดินหน้าโปรเจกต์ “SME จับคู่กู้เงิน” และ “อร่อยได้ 24 ชม. มั่นใจ กทม. ทำได้ทันทีเพื่อแก้วิกฤต

    ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนย่านเยาวราช เพื่อรับฟังปัญหาและนำเสนอวิสัยทัศน์ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” หวังพลิกฟื้นปากท้องคนกรุงเทพฯ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจซบเซาและวิกฤตพลังงาน

    จากการพูดคุยกับผู้ค้าในย่านเยาวราช พบว่าสิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญคือ มาตรการหยุดค้าขายในวันจันทร์ สำหรับพื้นที่ Street Food เนื่องจากปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่ไม่ทราบว่ามีการงดขายในวันจันทร์ ทำให้เสียโอกาสในการสร้างรายได้

    ดร.มัลลิกา เปิดเผยว่า ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับเสียงเรียกร้องของผู้ค้าในหลายเขตที่ตนได้ลงพื้นที่ไปรับฟังมา เช่น ตลาดราชวัตร เขตดุสิต รวมถึงกระแสบนโลกโซเชียลมีเดียที่อยากให้เปิดทำการค้าขายได้ตลอดทั้ง 7 วัน เพื่อโกยเงินจากกระเป๋านักท่องเที่ยว ซึ่งตนพร้อมผลักดันนโยบาย “อร่อยได้ 24 ชั่วโมง (Secret Food Paradise)” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการนี้ทันที

    ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ดร.มัลลิกา ยังได้ร่วมเดินสำรวจเส้นทางกับ “อาจารย์ปิง จากสถาบันดาวองก์” เชื่อมต่อจากเยาวราชไปยัง “ถนนทรงวาด” ซึ่งเป็นทำเลเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มวัยรุ่นและนักท่องเที่ยว ด้วยจุดเด่นด้านศิลปะและแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ดร.มัลลิกา ระบุว่า นี่คือต้นแบบของ 1 ใน 14 นโยบายหลักที่ตนตั้งใจจะผลักดันให้เกิดขึ้นครบทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ทุกพื้นที่มีจุดขาย สามารถสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้เองโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง สำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย ดร.มัลลิกา ได้นำเสนอนโยบายเร่งด่วนอย่าง โครงการ SME จับคู่กู้เงิน โดย กทม. จะทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพประสานงานระหว่างผู้ค้าและสถาบันการเงิน

    “กทม. สามารถเป็นเจ้าภาพสนับสนุนให้ SME ในกรุงเทพฯ เข้าถึงแหล่งทุนผ่านธนาคารได้ โดยใช้แผนธุรกิจที่จับต้องได้มารองรับ เท่านี้ก็จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีทุนไปพลิกฟื้นธุรกิจ สร้างงานสร้างอาชีพ ซึ่งจะกลายเป็นทั้งรายได้หลักและรายได้เสริมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมืองหลวงให้รอดพ้นจากวิกฤตพลังงานได้ทันท่วงที” ดร.มัลลิกา กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/43222&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2s1NJGXALq420hZUoPJQlm

  • เศรษฐกิจเม.ย. 69 ชะลอตัว สงครามฉุดท่องเที่ยว-ดันเงินเฟ้อพุ่ง

    เศรษฐกิจเม.ย. 69 ชะลอตัว สงครามฉุดท่องเที่ยว-ดันเงินเฟ้อพุ่ง

    Loading…

    เศรษฐกิจเม.ย. 69 ชะลอตัว สงครามฉุดท่องเที่ยว-ดันเงินเฟ้อพุ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-112&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jx9-5nPVPjEnIEPtRFLiJ

  • ‘วราวุธ’ ประกาศสงครามสินค้าด้อยคุณภาพ ชี้กระทบเศรษฐกิจ ความปลอดภัยประชาชน

    ‘วราวุธ’ ประกาศสงครามสินค้าด้อยคุณภาพ ชี้กระทบเศรษฐกิจ ความปลอดภัยประชาชน

    ‘วราวุธ’ ประกาศสงครามสินค้าด้อยคุณภาพ ชี้กระทบเศรษฐกิจ ความปลอดภัยประชาชน

    ‘วราวุธ’ ประกาศสงครามสินค้าด้อยคุณภาพ ชี้กระทบเศรษฐกิจ ความปลอดภัยประชาชน

    นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการสั่งการให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กวาดล้างสินค้าไม่ได้มาตรฐานทั้งออนไลน์และออฟไลน์อย่างจริงจัง 

    รวมถึงเร่งยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย เพื่อรับมือกติกาการค้าโลกใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมและภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่กำลังทวีความรุนแรง

    ทั้งนี้ สมอ. ถือเป็นกระดูกสันหลัง (Backbone) สำคัญของประเทศ เพราะการกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมไม่ใช่เพียงเรื่องคุณภาพสินค้า แต่หมายถึงความปลอดภัยของชีวิตประชาชน และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในสถานการณ์ที่สินค้าด้อยคุณภาพทะลักเข้ามาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และช่องทางนำเข้าต่างๆ เป็นจำนวนมาก

    กระทบเศรษฐกิจ-ชีวิตประชาชน

    “สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ได้สร้างความเสียหายแค่ทางเศรษฐกิจ แต่กำลังคุกคามชีวิตประชาชนโดยตรง รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ประเทศไทยเป็นแหล่งระบายสินค้าคุณภาพต่ำ และผู้กระทำผิดต้องถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด” 

    นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมมอบนโยบาย สมอ.

    นายวราวุฒิ กล่าวยกตัวอย่างกรณีเด็กนักเรียนจังหวัดบุรีรัมย์เสียชีวิตจากการถูกไฟช็อตระหว่างใช้ไดร์เป่าผมที่ไม่ได้มาตรฐานว่า เป็นเหตุการณ์สะเทือนใจที่สะท้อนผลกระทบของสินค้าด้อยคุณภาพอย่างชัดเจน และยืนยันว่า สมอ. ต้องเร่งกวาดล้างสินค้าอันตรายออกจากตลาด เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน

    อย่างไรก็ดี ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมต้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อยกระดับระบบคุ้มครองผู้บริโภคและป้องกันการลักลอบจำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ดันมาตรฐานรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่

    นอกจากนี้ ยังสั่งให้ สมอ. เร่งผลักดันมาตรฐานรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะมาตรฐานด้าน Cyber Security สำหรับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้องกับมาตรการสิ่งแวดล้อมโลก เช่น CBAM ,Carbon Footprint และเป้าหมาย Net Zero เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวได้ทันต่อกติกาการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้น

    “สงครามการค้าโลกไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องราคา แต่แข่งขันกันที่มาตรฐาน เทคโนโลยี ความปลอดภัย และความยั่งยืน หากไทยปรับตัวไม่ทัน ภาคอุตสาหกรรมไทยจะเสียเปรียบในเวทีโลก”

    นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการ สมอ. กล่าวว่า จะเร่งผลักดันให้สินค้าที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ระบบควบคุมภายในปี 2570 ทั้งแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า สถานีชาร์จ EV รวมถึงมาตรฐานทดสอบการชนด้านหน้าและด้านข้างของยานยนต์

    นอกจากนี้ ยังเร่งผลักดันมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ มอก.62443 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคอุตสาหกรรมไทย รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและโรงงานอัจฉริยะ

    ดึง AI ปราบสินค้าไร้มาตรฐาน

    สำหรับมาตรการปราบปรามสินค้าด้อยคุณภาพ สมอ. ได้นำเทคโนโลยี AI มาใช้ตรวจจับสินค้าไม่ได้มาตรฐานบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมุ่งเป้าสินค้าที่กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เช่น ไดร์เป่าผม ปลั๊กพ่วง พาวเวอร์แบงก์ และเหล็กเส้นก่อสร้าง 

    รวมถึงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ตรวจสอบตั้งแต่ผู้นำเข้า โกดังสินค้า ร้านจำหน่าย ไปจนถึงช่องทางออนไลน์ เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคและสกัดสินค้าคุณภาพต่ำออกจากตลาดไทยอย่างเป็นระบบ

    อีกทั้งยังมีการปฏิรูปกฎหมายและระบบอนุญาตให้ทันสมัย โดยใช้แนวทางบริหารความเสี่ยงเป็นเกณฑ์ เพื่อยกระดับระบบมาตรฐานไทยให้เป็นกลไกสำคัญในการปกป้องผู้บริโภค สนับสนุนผู้ประกอบการไทย และรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/660250&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wmzSyjXI1w4b7lRJS5w7u

  • TISCO ESU อัปเกรดจีดีพีไทยโต 1.8% เตือนพายุ “วิกฤตพลังงาน” จ่อซัดซ้ำ

    TISCO ESU อัปเกรดจีดีพีไทยโต 1.8% เตือนพายุ “วิกฤตพลังงาน” จ่อซัดซ้ำ

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ขึ้นเป็น 1.8% รับอานิสงส์ไตรมาสแรกโตดีกว่าคาดและมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ทว่าหั่นเป้าปีหน้าเหลือ 1.7% ชำแหละไส้ในเศรษฐกิจสุดเปราะบาง โตแบบ K-Shaped เตือนอย่าเพิ่งชะล่าใจ พายุของจริงจาก “วิกฤตตะวันออกกลาง-ราคาพลังงาน” กำลังจะโถมเข้าใส่ ชี้ลดดอกเบี้ยเป็น “กระสุนด้าน” คาด กนง. ตรึงดอกเบี้ย 1.00% ตลอดปี มองเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าแตะ 34.00 บาท/ดอลลาร์

    TISCO ESU อัปเกรดจีดีพีไทยโต 1.8% เตือนพายุ

    นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (Mr. Methas Rattanasorn, Head of Economics, TISCO Economic Strategy Unit : TISCO ESU) เปิดเผยว่า TISCO ESU ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้ขึ้นเป็น 1.8% จากเดิมที่คาดไว้ 1.2% หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกออกมาดีกว่าคาด และภาครัฐมีการออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” อย่างไรก็ตาม สำหรับมุมมองเศรษฐกิจไทยในปีหน้า (2027F) ประเมินว่าจะเติบโตชะลอลงเหลือ 1.7% จากเดิมคาด 2.4% เนื่องจากผลของฐานที่สูงขึ้นและการหมดมาตรการกระตุ้นแบบชั่วคราวของภาครัฐ

    ชำแหละไส้ในเปราะบาง โตแบบ K-Shaped Recovery

    นายเมธัส กล่าวว่า แม้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกจะดูดี แต่เมื่อเจาะลึกลงไปกลับพบสัญญาณความเปราะบางและการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียม (K-shaped recovery) อย่างชัดเจน

    ในด้าน “การส่งออก” แม้ภาพรวมจะขยายตัวดีโดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวกับ AI และ Data Center แต่พบว่าดุลการค้าในไตรมาส 1/69 กลับมาติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส สะท้อนว่าสินค้าหลายรายการเข้าข่ายเป็นสินค้าทางผ่าน (Transshipment) หรือแค่รับจ้างประกอบ โดย TISCO ESU พบว่าสินค้าหมวด “ชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์” (HS Code 854159) และ “หน่วยประมวลผลข้อมูลแบบดิจิทัล” (HS Code 847150) มีความเกี่ยวโยง (Correlation) ระหว่างการนำเข้าและส่งออกในรอบ 10 ปีสูงถึง 0.85 และ 0.92 ตามลำดับ อีกทั้งยังมีคะแนนความน่าสงสัย และ Re-routing Index สูงสุด 2 ลำดับแรกจากทั้งหมด 104 รายการที่เป็นสินค้าในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวกับ AI ซึ่งที่ผ่านมาสินค้ากลุ่มเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของภาคการส่งออกมาอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่าการส่งออกที่โตดี แทบไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจหรือกระจายรายได้สู่ภาคส่วนอื่นในประเทศเลย

    ด้าน “การลงทุนรวม” ที่ดูเหมือนจะเป็นพระเอกด้วยการเติบโต 9.9% YoY (การลงทุนภาคเอกชนโต 10.1% สูงสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง) จากเงินลงทุนต่างชาติและการตื่นตัวเรื่อง AI แต่ความจริงที่น่าตกใจคือ มีจำนวนโรงงานที่ “ปิดกิจการ” มากกว่า “เปิดใหม่” เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็ก สวนทางกับโรงงานขนาดใหญ่และกลางที่ขยายกิจการ ภาพนี้ตอกย้ำว่าธุรกิจดั้งเดิม (Traditional Industry) กำลังย่ำแย่ ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งโดยมากเป็นรายใหญ่ มีเงินทุนมาก โตกระจุกตัว และยังได้อานิสงส์จากอุปสงค์โลกที่มีต่อสินค้าอิเล็คทรอนิกส์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI และ Data Center ที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    เตือน “พายุของจริง” กำลังจะมา

    สำหรับนโยบายแจกเงิน “ไทยช่วยไทยพลัส” TISCO ESU ประเมินว่าจะช่วยบวกจีดีพีได้ราว 0.3 ppt ซึ่งมองว่าเป็นการประคองมากกว่ากระตุ้น และมีผลแค่ชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากรูปแบบโครงการมีตัวทวีคูณทางการคลังต่ำ แม้จะช่วยให้เม็ดเงินวิ่งเข้าหาร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมากขึ้น ซึ่งช่วยคนตัวเล็กในสภาวะที่ยากลำบากได้บาง แต่ขาดความยั่งยืน

    “ตัวเลขไตรมาสแรกที่ดี เป็นภาพก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลางที่รุนแรง ต้นทุนต่างๆ ยังไม่พุ่ง รัฐบาลยังตรึงราคาน้ำมันได้ แต่ภาพวันนี้ต่างออกไปสิ้นเชิง ขอเตือนว่าอย่าประมาท เพราะพายุของจริงกำลังจะโถมเข้ามา หากสงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจดีดขึ้นไปได้อีก 40-50% และเสี่ยงจะขาดแคลน นอกจากนี้ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซยังส่งผลให้ปุ๋ยและเม็ดพลาสติกขาดตลาด ราคาอาหารจ่อจะปรับขึ้น ธุรกิจบางรายขาดของต้องหยุดผลิต ผู้คนเริ่มรัดเข็มขัดและลดรายจ่ายอย่างจริงจัง และอัตราการว่างงานเริ่มถีบตัวสูงขึ้น ดังนั้นต่อจากนี้จะเริ่มเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เราจึงมองว่าความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยยังโน้มไปทางด้านต่ำ” นายเมธัส กล่าว

    ลดดอกเบี้ยคือ “กระสุนด้าน” คาดบาทเสี่ยงอ่อนแตะ 34.0

    ในแง่ของนโยบายการเงิน นายเมธัสมองว่า การลดดอกเบี้ยนโยบายอาจเป็นเพียง “กระสุนด้าน” ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดจากฝั่งอุปทาน (Supply-side) ได้ TISCO ESU จึงคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ตลอดทั้งปีนี้ และมีความเสี่ยงที่ปีหน้าดอกเบี้ยอาจต้องกลับมาเป็น “ขาขึ้น” ตามทิศทางโลกและเงินเฟ้อที่ดื้อรั้น
    ส่วนทิศทางค่าเงินบาท มองว่ามีแนวโน้มอ่อนค่า โดยในช่วง 3 เดือนข้างหน้ามีโอกาสแตะระดับ 34.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จาก 3 ปัจจัยกดดัน คือ:

    1. ตลาดกังวลเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจทำให้ Fed ขยับขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่ปีนี้
    2. แนวโน้มดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในช่วงที่เหลือจ่อขาดดุลสูงต่อเนื่อง
    3. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี จ่อพุ่งแตะ 2.5% และอาจทะลุไปถึง 2.8% จากความเสี่ยงเงินเฟ้อและปริมาณพันธบัตร (Bond Supply) จากการที่รัฐเตรียมกู้เพิ่ม ซึ่งจะกดดันให้เม็ดเงินต่างชาติไหลออก

    นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่ค่าเงินบาทนั้นอาจอ่อนค่าไปได้ไกลกว่าระดับ 34.0 โดยเฉพาะในกรณีที่ราคาน้ำมันพุ่งแรง (Spike) 40-50% ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากสงครามยังหาข้อยุติไม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องทวีความรุนแรง แต่แค่สถานการณ์ยืดเยื้อไปอีก 3-4 เดือน อาจส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ในคลังของประเทศหลักปรับลดลงจนถึงจุดวิกฤติก็เพียงพอแล้วที่ตลาดการเงินจะเกิดความกลัวขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ierdkj9d8h9dujyx84gqpa7xdjpp0vyf&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1t2D_A3ut8f3u08ADico2U

  • ไทยช่วยไทยพลัส สัญญาณดี ส.อ.ท.คาดหนุน GDP พุ่ง 0.5% คู่ขนานอัดงบลงทุนบิ๊กโปรเจกต์

    ไทยช่วยไทยพลัส สัญญาณดี ส.อ.ท.คาดหนุน GDP พุ่ง 0.5% คู่ขนานอัดงบลงทุนบิ๊กโปรเจกต์

    วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.34 น.

    “รัฐบาล”เผยสัญญาณดี ทุกภาคส่วนหนุน”ไทยช่วยไทยพลัส” ลดค่าครองชีพ-ประคองกำลังซื้อ เดินหน้าการลงทุนคู่ขนานรักษาแรงส่งเศรษฐกิจ ดัน 25 โครงการตาม Thailand FastPass มูลค่า 2.23 แสนล้านบาท ลงทุนจริงเร็ว

    29 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้เสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจเอกชน ต่อมาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นไปในทิศทางบวก สะท้อนว่าทุกภาคส่วนเห็นพ้องกับแนวทางการประคองค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อ ในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    ล่าสุด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายร้อยละ 60 และประชาชนร่วมจ่ายร้อยละ 40 จะช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มากกว่าโครงการคนละครึ่งในอดีต และมีส่วนกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง โดยคาดว่าจะช่วยหนุนจีดีพีได้ราวร้อยละ 0.2 – 0.3 และอาจสูงถึงร้อยละ 0.5 หากดำเนินการได้มีประสิทธิภาพ

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า มาตรการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเติมเงินใช้จ่ายระยะสั้น แต่ช่วยให้เม็ดเงินหมุนลงสู่ร้านค้ารายย่อย ตลาดสด ภาคบริการ ธุรกิจเดลิเวอรี และเอสเอ็มอีในภาคการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นตามกำลังซื้อของประชาชน

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจจากมาตรการที่ออกไปแล้ว เพราะระดับกำลังซื้อของประชาชนจะส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคการผลิต การค้า การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลเห็นตรงกับข้อสังเกตของภาคเอกชนว่า เศรษฐกิจไทยยังต้องขับเคลื่อนเครื่องยนต์ด้านอื่นควบคู่กันไป โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การท่องเที่ยวคุณภาพ และการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจึงกำชับให้เดินหน้ามาตรการสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนอนุมัติอนุญาต ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งเสริมการลงทุนใหม่ผ่านบีโอไอ และเร่งรัดการเบิกจ่ายโครงการลงทุนของภาครัฐ เพื่อให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว โดยเฉพาะการเร่งรัดโครงการที่ได้รับการส่งเสริมตามมาตรการ Thailand FastPass ของสำนักงาน BOI ให้เกิดการลงทุนเร็วที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้วทั้งสิ้น 25 โครงการ มูลค่ารวม 223,216 ล้านบาท และล่าสุด เมื่อวานนี้ (28 พ.ค.) ได้มีการบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ เวียตเจ็ท (VIETJET GROUP) (Memorandum of Understanding on the Collaboration for the Development of MRO Center at U-Tapao International Airport)

    “มาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยประคองกำลังซื้อ ส่วนมาตรการลงทุนจะสร้างงาน รายได้ และขีดความสามารถใหม่ของประเทศ รัฐบาลจะเดินทั้งสองด้านพร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีแรงส่งต่อเนื่อง ประชาชนมีงานทำ มีกำลังซื้อ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีได้ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกยังมีความท้าทาย” น.ส.รัชดา กล่าว

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/967557&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VM86GAnzuSY43CAkpUG5k

  • กัมพูชาส่งเสริมการผลิตสินค้าภายในประเทศ และพึ่งพาตนเอง ทางเศรษฐกิจ

    กัมพูชาส่งเสริมการผลิตสินค้าภายในประเทศ และพึ่งพาตนเอง ทางเศรษฐกิจ

    เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 สมเด็จมหาบวรธิบดี Hun Manet นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคสำคัญหลายรายการ โดยเฉพาะ นม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และน้ำตาล เพื่อส่งเสริมการผลิตภายในประเทศและเพิ่มการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ

    ช่วงพิธีเปิดโรงงานแปรรูปยางพารา Kim’s Rubber (Cambodia) ในจังหวัดตโบงฆมุม นายกรัฐมนตรีระบุว่า สินค้าอุปโภคบริโภคสำคัญหลายรายการ โดยเฉพาะ นม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และน้ำตาล เป็นกลุ่มสินค้านำเข้าหลักที่กัมพูชามีศักยภาพในการผลิตทดแทนได้ โดยการเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศจะช่วยสร้างงาน รักษามูลค่าทางเศรษฐกิจไว้ในประเทศ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานภาคเกษตรและอุตสาหกรรม

    นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำถึงศักยภาพของกัมพูชาในด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร พร้อมสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการกระจายฐานอุตสาหกรรม เพิ่มความหลากหลายทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    ความเห็นของสำนักงานฯ

             1. มุมมองต่อแนวทางของนายกรัฐมนตรี ถือเป็น “นโยบายเชิงโครงสร้าง” ที่มุ่งลดการพึ่งพาการนำเข้า โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคสำคัญ และผลักดันการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ หากสามารถผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดการนำเข้าและเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความท้าทายอยู่ที่ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนและคุณภาพ หากภาคอุตสาหกรรมยังไม่พร้อม อาจกระทบต่อผู้บริโภคและผู้ผลิตภายในประเทศ ดังนั้นความสำเร็จของนโยบายนี้ขึ้นอยู่กับ “ความพร้อมของภาคการผลิต” เป็นสำคัญ

             2. นโยบายดังกล่าวเปิดโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะธุรกิจแปรรูปอาหาร ผลิตภัณฑ์นม และสินค้าอุปโภคพื้นฐาน ซึ่งมีความต้องการสูงในประเทศและมีศักยภาพทดแทน การนำเข้า อีกทั้งยังดึงดูดการลงทุนทั้งจากต่างชาติและผู้ประกอบการในประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมสนับสนุนอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น บรรจุภัณฑ์ โลจิสติกส์ และคลังสินค้าเย็น ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจและการจ้างงานในวงกว้าง    

    _____________________________________________________

    ที่มา Asian Speech & Kampuchea Thmey Daily

    28 พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/x758n6gguma69a5zsib82s1a&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LW_xK_mmUkvDPy_KER2qJ

  • สภาวัฒนธรรมกาญจนบุรี ผนึกพลัง Soft Power ดันเศรษฐกิจชุมชน

    สภาวัฒนธรรมกาญจนบุรี ผนึกพลัง Soft Power ดันเศรษฐกิจชุมชน

    ภูมิภาค

    สภาวัฒนธรรมกาญจนบุรี ผนึกพลัง Soft Power ดันเศรษฐกิจชุมชน

    วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.54 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สภาวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 เพื่อขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมและส่งเสริมพลัง Soft Power ของจังหวัด สู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

    การประชุมจัดขึ้นที่ห้องสังขละบุรี 2 โรงแรมริเวอร์แคว อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โดย ธีรชัย ชุติมันต์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี เป็นผู้ดำเนินการจัดประชุม และได้รับเกียรติจาก สิทธิวีร์ วรรณพฤกษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานเปิดงาน

    ภายในงานมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมจากสภาวัฒนธรรมทั้ง 13 อำเภอของจังหวัดกาญจนบุรี ได้แก่ อ.สังขละบุรี อ.ทองผาภูมิ อ.ไทรโยค อ.ศรีสวัสดิ์ อ.บ่อพลอย อ.หนองปรือ อ.เลาขวัญ อ.ห้วยกระเจา อ.พนมทวน อ.ท่ามะกา อ.ท่าม่วง อ.ด่านมะขามเตี้ย และ อ.เมืองกาญจนบุรี เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่

    ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม มีการนำเสนอผลการดำเนินงานของคณะกรรมการสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรีในรอบวาระที่ผ่านมา รวมถึงการบรรยายพิเศษหัวข้อ “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย Soft Power” โดย ทวีป พัฒนมาศ เป็นวิทยากร

    ทั้งนี้ มีสมาชิกสภาวัฒนธรรมระดับตำบล ระดับอำเภอ และเครือข่ายวัฒนธรรมระดับจังหวัด เข้าร่วมประชุมกว่า 130 คน ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่ออนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดมรดกภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดกาญจนบุรี ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และต่อยอดเป็นพลัง Soft Power ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/477825&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rGKSUsmY0970yTCuFab-k