Category: เศรษฐกิจ

  • ยกระดับมรดกทางวัฒนธรรมสู่ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์”ด้วย โมเดลธุรกิจผ้าไทย | เดลินิวส์

    ยกระดับมรดกทางวัฒนธรรมสู่ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์”ด้วย โมเดลธุรกิจผ้าไทย | เดลินิวส์

    ในยุคที่กระแสโลกาภิวัตน์และการแข่งขันทางเศรษฐกิจทวีความรุนแรง เทรนด์โลกได้เปลี่ยนทิศทางจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมแบบเดิม มาสู่การขับเคลื่อนด้วย “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” (Creative Economy) ซึ่งเป็นเวทีที่ทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นกลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) สำหรับประเทศไทย มรดกทางวัฒนธรรมไม่ว่าจะเป็นผ้าไทย หัตถศิลป์ อาหาร ตลอดจนวิถีชีวิตประเพณี ไม่ได้เป็นเพียงความทรงจำในอดีตหรือวัตถุที่ตั้งแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์อีกต่อไป หากแต่ได้รับการชุบชีวิตและยกระดับให้กลายเป็นสินค้าและบริการที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง

    การเปลี่ยนผ่านจาก “มรดกตกทอด” สู่ “มรดกทางเศรษฐกิจ” เกิดขึ้นผ่านการผสมผสานองค์ความรู้ดั้งเดิมเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย เทคโนโลยีนวัตกรรม การสร้างแบรนด์ (Branding) และนโยบายความยั่งยืน (Sustainability) ส่งผลให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่และขยายฐานสู่ตลาดสากลได้จริง ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และกระจายรายได้กลับคืนสู่ชุมชนฐานรากอย่างทั่วถึง แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สร้าง Soft Power ให้ประเทศไทยยืนหยัดบนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิและยั่งยืน

    สะท้อนได้จากความเคลื่อนไหวล่าสุดของภาครัฐ โดยสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวสมุดภาพเฉลิมพระเกียรติ 40 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในชื่อ “นารีรัตน์หัตถศิลป์” ณ The Portal Lifestyle Complex ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 40 พรรษา วันที่ 8 มกราคม 2570 พร้อมชูจุดขายสำคัญในการเป็นเข็มทิศขับเคลื่อนมรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจยุคใหม่

    งานแถลงข่าวได้รับเกียรติจาก นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย คุณจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และ ดร. ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ร่วมถ่ายทอดมุมมองเชิงนโยบายและการต่อยอดมูลค่าเชิงธุรกิจ โดยชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการของผ้าไทยจากการเป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิม สู่การเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรมแฟชั่นร่วมสมัย

    หนังสือ “นารีรัตน์หัตถศิลป์” ไม่เพียงบันทึกพระกรณียกิจการลงพื้นที่ 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ และผลงานย้อนหลังตั้งแต่ปี 2562–2569 เท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นคลังสมองด้านการปรับโมเดลธุรกิจของกลุ่มช่างทอและผู้ประกอบการชุมชน โดยเน้นย้ำการนำองค์ความรู้ดั้งเดิมมาพัฒนาต่อยอดผ่านดีไซน์ ลวดลาย การเลือกใช้โทนสี เทคนิคการผลิต ตลอดจนแนวคิดการสร้างแบรนด์และการพัฒนาสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดบริโภคร่วมสมัยได้อย่างตรงจุด

    ทั้งนี้ หัวใจสำคัญในการสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตามกรอบดังกล่าว ประกอบด้วย 2 แนวคิดหลัก ได้แก่:

     “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” — การขยายฐานผู้บริโภคสู่ตลาดใหม่ (Market Expansion): ปลดล็อกข้อจำกัดเดิมด้วยการออกแบบผ้าไทยให้สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน เหมาะกับคนทุกเพศ ทุกวัย และสอดรับกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ช่วยเปิดประตูสู่กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่และ Gen Z ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง และสร้างรายได้หมุนเวียนกลับคืนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

     “แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” (Sustainable Fashion) — การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage): ตอบโจทย์เทรนด์การค้าโลกรอบใหม่ด้วยการให้ความสำคัญกับวัสดุธรรมชาติ กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งกลายเป็นจุดขายที่เข้มแข็งในการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มมูลค่าสินค้าในตลาดระดับสากล

    ปรากฏการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า สมุดภาพ “นารีรัตน์หัตถศิลป์” ทำหน้าที่เป็นทั้งบันทึกประวัติศาสตร์ และคู่มือกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาดของหัตถศิลป์ไทย ที่พิสูจน์แล้วว่าการอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมไม่จำเป็นต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่สามารถเติบโต สอดรับกับกลไกตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6264410/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ORjynXSPHeDHjgSXEBBN4

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 11 ตุลาคม 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 11 ตุลาคม 2569 – สยามรัฐ

    เกาะติดข่าว 11 ต.ค. 2569 จับตาศึกซักฟอก-ประชุม IMF–World Bank เช็กสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

    รวมข่าวเด่นประจำวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2569 เกาะติดความเคลื่อนไหวการเมืองไทยก่อนศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทิศทางเศรษฐกิจไทยก่อนเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก พร้อมตรวจสอบสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่เปิดให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนทั่วประเทศในวันนี้

    1. การเมืองไทย จับตาศึกซักฟอก 18 รัฐมนตรี ฝ่ายค้านขอเวลาอภิปราย 5 วัน

    ความเคลื่อนไหวทางการเมืองไทยที่ต้องจับตาในช่วงนี้ คือการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายรัฐมนตรี 18 คน พร้อมขอเวลาอภิปราย 5 วัน เพื่อเปิดประเด็นตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน

    ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมว่า รัฐบาลพร้อมชี้แจงข้อสงสัยของฝ่ายค้าน โดยมองว่าการมีชื่อนายกรัฐมนตรีอยู่ในญัตติถือเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามกลไกรัฐสภา

    ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปคือกรอบเวลาการอภิปรายอย่างเป็นทางการ เนื้อหาที่ฝ่ายค้านจะนำเสนอ และคำชี้แจงจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญทางการเมืองที่ประชาชนควรติดตาม

    2. เศรษฐกิจไทย เตรียมรับประชุม IMF–World Bank 12-18 ต.ค. ที่กรุงเทพฯ

    ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

    การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ ทั้งผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ผู้นำภาคธุรกิจ และผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อหารือประเด็นเศรษฐกิจโลก เสถียรภาพทางการเงิน และแนวทางส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้เปิดโอกาสให้ประเทศไทยแสดงศักยภาพบนเวทีนานาชาติ รวมถึงสร้างโอกาสด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจริงยังต้องติดตามจากข้อมูลและผลการดำเนินงานหลังการประชุม

    3. ต่างประเทศ จับตาเวทีการเงินโลก หารือเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเงิน

    การประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 เป็นหนึ่งในเวทีสำคัญที่นานาประเทศใช้หารือเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก เสถียรภาพทางการเงิน การลดความยากจน และการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง

    การประชุมจัดขึ้นในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ธนาคารกลาง ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วม

    ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือข้อสรุปจากการหารือและแนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกับทิศทางเศรษฐกิจ การลงทุน และนโยบายการเงินในระยะต่อไป

    4. ข่าวใกล้ตัวและช่องทางออนไลน์ เช็กสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 11 ต.ค. ก่อนเข้าคูหา

    วันนี้ (11 ตุลาคม 2569) สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน จัดการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เพื่อเข้าเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม หรือบอร์ดประกันสังคม โดยเปิดให้ลงคะแนนตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. ทั่วประเทศ

    การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสให้ผู้มีสิทธิร่วมคัดเลือกผู้แทนที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการประกันสังคม ซึ่งมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการบริหารกองทุนและการกำหนดแนวทางดำเนินงานของระบบประกันสังคม

    เตือนผู้มีสิทธิ 32 แห่ง ตรวจสอบสถานที่เลือกตั้งใหม่หลังน้ำท่วม

    สำนักงานประกันสังคมแจ้งปรับเปลี่ยนสถานที่เลือกตั้งจำนวน 32 แห่ง เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยส่งผลกระทบต่อสถานที่เดิม โดยมีการแจ้งข้อมูลสถานที่ใหม่ให้ผู้มีสิทธิที่เกี่ยวข้องทราบ

    ผู้ประกันตนและนายจ้างควรตรวจสอบรายชื่อและสถานที่ลงคะแนนก่อนเดินทาง เพื่อป้องกันการไปผิดหน่วยเลือกตั้ง โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลผ่านช่องทางต่อไปนี้

    • เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th
    • ระบบ e-Service สำหรับนายจ้าง
    • ระบบ e-Self Service สำหรับผู้ประกันตน
    • แอปพลิเคชัน SSO Plus
    • LINE Official Account: @ssothai
    • สำนักงานประกันสังคมทุกแห่งทั่วประเทศ

    ผู้มีสิทธิควรเตรียมหลักฐานแสดงตนตามที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด และตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดจากช่องทางทางการก่อนออกเดินทาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/327977&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OtVUBdUh30Cm7UiZZEDdZ

  • บุรีรัมย์เดินหน้าโครงการหลวงโนนดินแดง ทดลองปลูกพืชเศรษฐกิจ เตรียมขยายผลสร้างรายได้เกษตรกร – สยามรัฐ

    บุรีรัมย์เดินหน้าโครงการหลวงโนนดินแดง ทดลองปลูกพืชเศรษฐกิจ เตรียมขยายผลสร้างรายได้เกษตรกร – สยามรัฐ

    ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ติดตามความคืบหน้า นำองค์ความรู้โครงการหลวงจากพื้นที่สูงประยุกต์ใช้ในพื้นที่ราบสูง ชูแตงกวาญี่ปุ่น–เสาวรสเป็นพืชเด่น

    วันที่ 10 ต.ค.69 นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานในการประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน และลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน ตามแผนปฏิบัติการพัฒนาพื้นที่ สถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง ณ สถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง ต.โนนดินแดง อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ โดยมีรองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 26 ผู้อำนวยการสถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ 

    1791639574249

    โดยผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า โครงการหลวงโนนดินแดง ถือเป็นการนำโมเดลการพัฒนา ของโครงการหลวงจากพื้นที่สูง ลงมาสู่พื้นที่ราบสูงเป็นครั้งแรก ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 1 ปีเศษ และมีความก้าวหน้าอย่างน่าพอใจ โดยขณะนี้อยู่ในช่วงการวิจัยและทดลองปลูกพืชผลทางการเกษตรในโรงเรือน ก่อนจะขยายผลออกสู่ นอกโรงเรือน เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่นำไปปลูก สร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้ ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

    1791639583881

    ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยต่อว่า สำหรับพืชผลทางการเกษตรของโครงการที่ได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ ได้แก่ แตงกวาญี่ปุ่น และ เสาวรส ซึ่งมีประชาชนและผู้สนใจสั่งจองเข้ามาเป็นจำนวนมากจนต้องรอคิวนำส่ง ซึ่งทางโครงการยังอยู่ระหว่างการทดสอบและคัดเลือกพืชพันธุ์อื่นๆ ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของอำเภอโนนดินแดงเพื่อส่งเสริมเพิ่มเติมในอนาคต

    ทั้งนี้ สำหรับสถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง ถือเป็นสถานีแห่งที่ 40 ของมูลนิธิโครงการหลวง จัดตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 เป็นสถานีแห่งแรกที่ขยายผลแนวทางการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงสู่พื้นที่ราบสูง โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้นำองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงโมเดลมาประยุกต์ใช้บนพื้นที่ราบสูง

    1791639598740

    โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการใช้ประโยชน์พื้นที่ ส.ป.ก. ให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ ทั้งด้านการเกษตร เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ยกระดับมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร และเป็นต้นแบบในการถ่ายทอดและขยายผลองค์ความรู้ตามแนวทางโครงการหลวงไปสู่พื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย

    1791639602096

    ซึ่งในส่วนของการดำเนินงาน ได้มีการดำเนินงานพัฒนาแหล่งน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่ ต.ลำนางรอง อ.โนนดินแดง จำนวน 13 แห่ง ปัจจุบันมีความก้าวหน้าในภาพรวมร้อยละ 100 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ และสนับสนุนพื้นที่รับประโยชน์ของประชาชนกว่า 5,000 ไร่ 710 ครัวเรือน 19 หมู่บ้าน

    นอกจากนี้ได้มีการสำรวจความอุดมสมบูรณ์ของดิน และธาตุอาหารในดิน เพื่อวิเคราะห์และวางแผนการปลูกพืชได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งดำเนินการปลูกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ จำนวน 3 ไร่ ดำเนินงานด้านวิจัยและทดสอบสาธิตการปลูกพืชได้ศึกษาพืชที่มีศักยภาพทั้งภายในและภายนอกโรงเรือน อาทิ มะเขือเทศ แตงหอมตาข่าย เมล่อนสีทอง แตงกวาญี่ปุ่น มะเดื่อฝรั่ง แบล็กเบอร์รี ราสพ์เบอร์รี เสาวรส มะละกอ ฝรั่ง มัลเบอร์รี มานูก้า และกาแฟ ผลผลิตจากการทดลองเพาะปลูกภายใต้โรงเรือน และนอกโรงเรือน จำนวน 10 ชนิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/327997&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UwHHCheJ3gp6Fle3ygdC_

  • ปราจีนบุรียังวิกฤต อุทกภัยกระทบ 7 อำเภอ สังเวยแล้ว 24 ศพ ระดมทุกภาคส่วนเร่งกั้นกระสอบทราย-สูบน้ำย่านเศรษฐกิจ-ศูนย์กลางการศึกษา

    ปราจีนบุรียังวิกฤต อุทกภัยกระทบ 7 อำเภอ สังเวยแล้ว 24 ศพ ระดมทุกภาคส่วนเร่งกั้นกระสอบทราย-สูบน้ำย่านเศรษฐกิจ-ศูนย์กลางการศึกษา

    ภูมิภาค

    ปราจีนบุรียังวิกฤต อุทกภัยกระทบ 7 อำเภอ สังเวยแล้ว 24 ศพ ระดมทุกภาคส่วนเร่งกั้นกระสอบทราย-สูบน้ำย่านเศรษฐกิจ-ศูนย์กลางการศึกษา

    วันเสาร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 19.14 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อเวลา16.45 น.วันที่ 10 ตุลาคม 2569  ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรีนายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์น้ำว่า ในพื้นที่อำเภอบ้านสร้างระดับน้ำลดลงเฉลี่ยประมาณ 10–15 เซนติเมตร การ  ไหลของน้ำดีขึ้น เช่นเดียวกับในเขตเทศบาลเมืองปราจีนบุรีย่านเขตเศรษฐกิจ   ที่ระดับน้ำลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีการประสานความร่วมมือระหว่างจังหวัดปราจีนบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัด ปราจีนบุรี (อบจ.) เทศบาลเมืองปราจีนบุรี และสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 6 ในการระดมกั้นกระสอบทรายและติดตั้งเครื่องสูบน้ำเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ชุมชนเศรษฐกิจ

    นายชนาธิป กล่าวเพิ่มเติมว่า การบริหารจัดการน้ำในขณะนี้เป็นการทำงานร่วมกันของ 3 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา โดยผลักดันน้ำลงสู่พื้นที่ตอนล่างอย่างจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อให้น้ำจากปราจีนบุรีและนครนายกไหลได้สะดวกยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ระดับน้ำจะเริ่มลดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวังพายุและมวลน้ำจากฝนตกหนักตามคำเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

    ด้าน นายกฤษ กษมพันธุ์ (นายกอุ๊) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ระบุว่า ทาง อบจ.ปราจีนบุรี ได้เร่งนำกระสอบทรายไปวางป้องกันน้ำท่วมบริเวณย่านศูนย์กลางการศึกษา   ประกอบด้วย   หน้าโรงเรียนปราจิณราษฎรอำรุง (ป.ร.อ.) วิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี ร.ร.ราจีนกัลยาณี (ป.ก.ณ) โรงเรียนอนุบาลเมืองปราจีนบุรี และโรงเรียนเทศบาล 2 และได้รับความช่วยเหลือจากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เขต 7 สกลนคร นำเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่มาติดตั้ง ณ คลองหักรอบ เพื่อเร่งสูบน้ำออกจากย่านสถานศึกษาสำคัญ ทั้งวิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี, โรงเรียนปราจิณราษฎรอำรุง, โรงเรียนปราจีนราษฎรอำรุง 2 (ป.ร.อ. 2), โรงเรียนอนุบาลเมืองปราจีนบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่นำข้าวกล่องและสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปแจกจ่ายช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในพื้นที่ตำบลบางเดชะ หมู่ 8 หมู่ 9 และหมู่บ้านอรทัยอย่างเร่งด่วน

    สำหรับความเสียหายในภาพรวม ด้านการเกษตรมีพื้นที่ได้รับผลกระทบกว่า 107,961 ไร่ ปศุสัตว์ได้รับผลกระทบกว่า 4.4 แสนตัว โดยจังหวัดได้จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวรองรับประชาชนแล้ว 49 แห่ง มีผู้เข้าพักพิงรวม 3,560 คน พร้อมทั้งประสานมูลนิธิ สมาคม และหน่วยงานราชการตั้งโรงครัวพระราชทานและโรงครัวอาสาเพื่อประกอบอาหารเลี้ยงดูผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง


     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/493884&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GGu7JfoRZgKJy5f09Plnd

  • “พิพัฒน์” กางแผนลดค่าครองชีพคนกรุง เริ่ม 1 ม.ค. 70 ค่ารถไฟฟ้า 17-45 บาท ลุยเชื่อมตั๋วเดียว รถ-เรือ-ราง : อินโฟเควสท์

    “พิพัฒน์” กางแผนลดค่าครองชีพคนกรุง เริ่ม 1 ม.ค. 70 ค่ารถไฟฟ้า 17-45 บาท ลุยเชื่อมตั๋วเดียว รถ-เรือ-ราง : อินโฟเควสท์

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เปิดเผยในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ว่า รัฐบาลเตรียมการเดินหน้าระบบตั๋วร่วมรถไฟฟ้ากรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งเป้าเริ่มใช้วันที่ 1 ม.ค. 2570 เพื่อทำให้การเดินทางเชื่อมต่อกันง่ายขึ้นและลดภาระค่าเดินทางของประชาชน 

    โดยหัวใจสำคัญของระบบใหม่ คือ ค่าแรกเข้า 17 บาท และค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อ 1 ขาการเดินทาง แม้ผู้โดยสารจะต้องเปลี่ยนรถไฟฟ้าหลายสาย ก็ไม่ต้องเสียค่าแรกเข้าซ้ำ โดยจะให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) ทำหน้าที่บริหารระบบส่วนกลาง 

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ระบบตั๋วร่วมยังเตรียมรองรับการจ่ายผ่าน EMV หรือบัตรชำระเงินที่ใช้กันในระดับสากล นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถใช้บัตรที่รองรับระบบดังกล่าวแตะเข้าใช้บริการรถไฟฟ้าได้ทันที ขณะเดียวกันธนาคารกรุงไทยจะเข้ามาดูแลระบบหลังบ้านและการคำนวณค่าโดยสารระหว่างผู้ให้บริการแต่ละรายด้วย 

    โดยจุดที่ต้องเร่งดำเนินการขณะนี้คือสายสีเขียว ซึ่งปัจจุบันใช้บัตร Rabbit ซึ่งกระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างหารือว่า จะเชื่อมเข้าสู่ระบบ EMV ให้ทันวันที่ 1 ม.ค. 2570 ได้อย่างไร เพราะสายสีเขียวถือเป็นแกนหลักที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสำคัญอื่น ทั้งสีม่วง สีน้ำเงิน และเส้นทางที่จะเปิดเพิ่มเติมในอนาคต 

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ค่าเดินทางเป็นหนึ่งในรายจ่ายก้อนใหญ่ของคนกรุงเทพฯ หลายคนต้องเสียวันละ 60 บาท 80 บาท หรือมากกว่า 100 บาท การกำหนดเพดานสูงสุด 45 บาทต่อขา จึงถูกวางเป็นเครื่องมือช่วยลดรายจ่ายโดยตรง ทำให้ประชาชนมีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น 

    ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคม คาดว่า เมื่อค่าโดยสารถูกลงและการเปลี่ยนสายสะดวกขึ้น จะจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ช่วยลดรถยนต์บนท้องถนน ลดความแออัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามไปด้วย 

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังมีอีกการเปลี่ยนแปลงในส่วนของรถเมล์ ขสมก. โดยในปี 2570 จะรับรถเมล์ EV จำนวน 1,520 คันในช่วงเดือน มี.ค.–พ.ค. และรับอีก 800 คันช่วงปลายเดือน ธ.ค. รวมทั้งปี 2,320 คัน พร้อมตั้งเป้าให้รถ ขสมก.เปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมดภายในสิ้นปี 2570 

    ทั้งนี้ รถเมล์ EV ชุดใหม่จะติดเครื่องปรับอากาศทั้งหมด มีพื้นที่สำหรับผู้ใช้วีลแชร์และทางลาดให้สามารถขึ้นรถได้สะดวก ขณะที่ผู้สูงอายุได้รับส่วนลดค่าโดยสาร 50% นักเรียนและนักศึกษาลด 50% ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปีไม่เสียค่าโดยสาร 

    นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคม ยังเตรียมปรับเส้นทางรถเมล์ใหม่ เพื่อให้สอดรับกับเมืองและชุมชนที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่หลายเส้นทางวิ่งตามโครงข่ายเก่า จะปรับให้รถเมล์ทำหน้าที่เป็น Feeder รับผู้โดยสารจากชุมชนและถนนสายหลักเข้าสู่สถานีรถไฟฟ้า พร้อมกำหนดความถี่ว่าแต่ละเส้นทางควรมีรถเข้ามาในช่วงเวลากี่นาที 

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เป้าหมายของกระทรวงคมนาคม ไม่ได้หยุดอยู่แค่รถเมล์และรถไฟฟ้า แต่ต้องการเชื่อมการเดินทางแบบ น้ำ–ล้อ–ราง เข้ามาอยู่ในระบบเดียวกัน โดย Smart Pier ตั้งเป้าพัฒนาให้แล้วเสร็จ 16 จาก 29 ท่าเรือภายในไตรมาส 4 ปี 2570 และท่าใดพร้อมก่อนก็สามารถเชื่อมเข้าระบบตั๋วร่วมได้ทันที 

    นอกจากนี้ เรือคลองแสนแสบจะถูกนำเข้าสู่ระบบเช่นกัน เพื่อให้ประชาชนเดินทางจากเรือต่อรถเมล์หรือต่อรถไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น ลดความยุ่งยากจากการต้องใช้บัตรหรือระบบจ่ายเงินหลายแบบ และทำให้ภาพการเดินทางไร้รอยต่อเริ่มจับต้องได้มากขึ้นในปี 2570 

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในด้านความปลอดภัย การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)  มีแผนทยอยแก้ปัญหาจุดตัดรถไฟกับถนนในกรุงเทพฯ ชั้นใน ตั้งเป้าพยายามดำเนินการให้เสร็จภายใน 6 ปี และสูงสุดไม่เกิน 10 ปี 

    สำหรับการขนส่งสินค้า กระทรวงคมนาคมวางระบบรางเป็นแกนหลักในอนาคต ส่วนรถบรรทุกจะทำหน้าที่ Feeder ระยะไม่เกิน 150 กม. จากโรงงานหรือนิคมอุตสาหกรรมเข้าสู่สถานีรถไฟ เพื่อเชื่อมเส้นทางเหนือ อีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ ไปถึงมาเลเซียและสิงคโปร์ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และลดจำนวนรถบรรทุกบนถนนสายหลัก

    “ภาพใหญ่ของการพัฒนาระบบคมนาคม ไม่ได้มองเฉพาะการสร้างรถไฟฟ้าหรือซื้อรถใหม่ แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถเดินทางจากบ้าน เข้ารถเมล์ ต่อรถไฟฟ้า หรือเรือได้สะดวกในระบบเดียวกัน พร้อมลดทั้งค่าใช้จ่าย เวลาเดินทาง และมลพิษจากภาคขนส่งในระยะยาว” นายพิพัฒน์ กล่าว

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/662192&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HknAjOnVr-TjYu4k4IPEJ

  • กระทรวงมหาดไทย เปิดตัว ‘นารีรัตน์หัตถศิลป์’ ต่อยอดผ้าไทยสู่แฟชั่นร่วมสมัย ดันภูมิปัญญาชุมชนสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ

    กระทรวงมหาดไทย เปิดตัว ‘นารีรัตน์หัตถศิลป์’ ต่อยอดผ้าไทยสู่แฟชั่นร่วมสมัย ดันภูมิปัญญาชุมชนสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ

    กระทรวงมหาดไทยเปิดตัวสมุดภาพเฉลิมพระเกียรติ 40 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ‘นารีรัตน์หัตถศิลป์’ รวบรวมพระกรณียกิจและองค์ความรู้ด้านผ้าไทยและงานหัตถกรรม มุ่งเผยแพร่แนวทางต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การออกแบบร่วมสมัย แฟชั่นยั่งยืน และการสร้างรายได้ให้ชุมชน

    10 ต.ค. 2569 – นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับคุณจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และ ดร.ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” เปิดตัวสมุดภาพเฉลิมพระเกียรติ “นารีรัตน์หัตถศิลป์” เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ณ The Portal Lifestyle Complex ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อเผยแพร่พระวิสัยทัศน์และพระกรณียกิจด้านการสืบสาน รักษา และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 40 พรรษา วันที่ 8 มกราคม 2570

    หนังสือเล่มนี้รวบรวมพระกรณียกิจในปี 2569 พระกรณียกิจใน 4 ภูมิภาค และย้อนหลังระหว่างปี 2562–2568 ควบคู่กับเนื้อหาด้านผืนผ้าและหัตถกรรมไทยร่วมสมัย รวมถึงมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการฟื้นฟู โดยสะท้อนกระบวนการนำองค์ความรู้ของช่างทอ ช่างหัตถกรรม ผู้ประกอบการ และชุมชน มาพัฒนาต่อยอดผ่านการออกแบบ ลวดลาย สีสัน เทคนิคการผลิต การสร้างแบรนด์ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดร่วมสมัย

    หนึ่งในแนวคิดสำคัญคือ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ซึ่งส่งเสริมให้ผ้าไทยสามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน เหมาะกับผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยและหลากหลายโอกาส พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการพัฒนาผลงานให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น ขณะที่แนวคิด “แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” ให้ความสำคัญกับการใช้วัสดุจากธรรมชาติ กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการฟื้นฟูองค์ความรู้ดั้งเดิมให้กลับมาสร้างคุณค่าในตลาดปัจจุบัน

    ในมิติเศรษฐกิจและการตลาด การต่อยอดผ้าไทยจากงานหัตถกรรมดั้งเดิมสู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยเป็นแนวทางหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น ทั้งยังช่วยเชื่อมโยงช่างฝีมือ ผู้ประกอบการ และชุมชนเข้ากับตลาดที่กว้างขึ้น โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่

    “นารีรัตน์หัตถศิลป์” จึงทำหน้าที่ทั้งเป็นสมุดภาพบันทึกพระกรณียกิจและแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ด้านผ้าไทยและหัตถศิลป์ ที่แสดงให้เห็นแนวทางการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสู่แฟชั่นร่วมสมัย เศรษฐกิจชุมชน และการพัฒนาที่ยั่งยืน

    ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดสมุดภาพเฉลิมพระเกียรติ 40 พรรษา “นารีรัตน์หัตถศิลป์” ฉบับดิจิทัลได้ที่ https://thailandotop.org/e-book/40-years

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1085994/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GEAYz1B5VjcXBL6noS6Gj

  • EU จ่อปรับลดงบประมาณ 7 ปีลงเกือบ 8% คาดกระทบด้านการแข่งขัน-ความมั่นคง : อินโฟเควสท์

    EU จ่อปรับลดงบประมาณ 7 ปีลงเกือบ 8% คาดกระทบด้านการแข่งขัน-ความมั่นคง : อินโฟเควสท์

    ไอร์แลนด์ในฐานะประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (EU) เสนอร่างงบประมาณระยะยาวฉบับใหม่สำหรับปี 2571-2577 ในวันนี้ (10 ต.ค.) โดยเสนอปรับลดวงเงินลงราว 1.41 แสนล้านยูโร หรือเกือบ 8% จากแผนเดิมของคณะกรรมาธิการยุโรป ส่งผลให้กรอบงบประมาณรวมเหลือ 1.62 ล้านล้านยูโร

    ข้อเสนอฉบับใหม่นี้มีเป้าหมายเพื่อให้จุดยืนของประเทศสมาชิก EU ทั้ง 27 ประเทศใกล้เคียงกันมากขึ้น หลังยังมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับขนาดของกรอบงบประมาณระยะยาวสำหรับช่วง 7 ปีข้างหน้า

    เอกสารการทำงานฉบับล่าสุดปรับลดวงเงินจากข้อเสนอเดิมของคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งกำหนดงบประมาณไว้ที่ 1.76 ล้านล้านยูโร เมื่อคำนวณด้วยราคาคงที่ปี 2568 หรือ 1.98 ล้านล้านยูโรเมื่อคำนวณด้วยราคาปัจจุบัน โดยการปรับลดครั้งนี้ส่งผลต่อหมวดงบประมาณด้านความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงเป็นพิเศษ

    อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวยังต้องผ่านการเจรจาระหว่างประเทศสมาชิก โดยมีการเสนอร่างฉบับใหม่นี้ก่อนการประชุมคณะมนตรียุโรปในสัปดาห์หน้า ซึ่งผู้นำประเทศสมาชิกจะหารือเกี่ยวกับงบประมาณระยะยาวอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายผลักดันให้บรรลุข้อตกลงภายในสิ้นปี 2569

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/662232&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y_jgtxYfby6I7t8UGSqXC

  • “ไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์” รับมือวิกฤติภูมิอากาศ เชื่อมเศรษฐกิจกับความยั่งยืน | เดลินิวส์

    “ไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์” รับมือวิกฤติภูมิอากาศ เชื่อมเศรษฐกิจกับความยั่งยืน | เดลินิวส์

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( ไอเอ็มเอฟ ) และธนาคารโลก ( เวิลด์แบงก์ ) ก่อตั้งขึ้นภายหลังการประชุมเบรตตันวูดส์เมื่อปี 2487 เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยมุ่งรักษาเสถียรภาพทางการเงินและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกเผชิญวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ทั้งสองสถาบันจึงให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

    ภายใต้การนำของนายอเจย์ บังกา ประธานเวิลด์แบงก์คนปัจจุบัน สถาบันแห่งนี้ผลักดันแนวคิดการสร้างโลกที่ปราศจากความยากจนบนดาวเคราะห์ที่น่าอยู่ โดยมองว่าการพัฒนาเศรษฐกิจต้องดำเนินควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    นโยบายสำคัญประกอบด้วย การตั้งเป้าให้เงินทุน 45% สนับสนุนการปรับตัวและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายในปี 2568 รวมถึงโครงการ “มิชชัน 300” ที่มุ่งขยายการเข้าถึงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแก่ประชาชน 250 ล้านคน ในแอฟริกา ภายในปี 2573

    เวิลด์แบงก์ยังใช้กรอบงานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ( อีเอสเอฟ ) ประเมินความเสี่ยงของโครงการที่ได้รับเงินทุน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อชุมชน แรงงาน และกลุ่มเปราะบาง พร้อมปรับโครงการให้สอดคล้องกับความตกลงปารีส

    นอกจากนี้ ยังจัดทำรายงานสภาพภูมิอากาศและการพัฒนารายประเทศ ( ซีซีดีอาร์ ) เพื่อช่วยรัฐบาลวางแผนรับมือความเสี่ยง และพัฒนากลไกทางการเงิน เช่น การพักชำระหนี้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดเมื่อเกิดภัยพิบัติรุนแรง

    ขณะที่แม้ไอเอ็มเอฟจะเน้นรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและระบบการเงินระหว่างประเทศมากกว่าการให้ทุนโครงการพัฒนาโดยตรง แต่ยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความเสี่ยงสำคัญ เนื่องจากภัยพิบัติอาจทำลายโครงสร้างพื้นฐาน กระทบการผลิตและการจ้างงาน ตลอดจนเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะการคลังและดุลการชำระเงินของประเทศต่าง ๆ

    ไอเอ็มเอฟจัดตั้งกองทุนเพื่อความยืดหยุ่นและความยั่งยืน ( อาร์เอสที ) ในปี 2565 เพื่อให้เงินกู้ระยะยาวแก่ประเทศที่มีความเปราะบางและสนับสนุนการปฏิรูปเพื่อรับมือความเสี่ยงระยะยาว นอกจากนี้ ยังนำปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศมาประกอบการประเมินเศรษฐกิจประเทศสมาชิกตามมาตรา 4 เมื่อมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจมหภาค

    อีกแนวทางหนึ่งคือการให้คำแนะนำด้านนโยบายการคลัง เช่น การกำหนดราคาคาร์บอนและทยอยลดการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อค่าครองชีพและมีมาตรการช่วยเหลือครัวเรือนรายได้น้อยควบคู่กัน พร้อมพัฒนาเครื่องมือข้อมูลเพื่อประเมินความเสี่ยงด้านภูมิอากาศต่อเศรษฐกิจและระบบการเงิน

    ย้อนกลับไปเมื่อปี 2567 ไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกยกระดับความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศ โดยให้แต่ละประเทศกำหนดทิศทางและลำดับความสำคัญของตนเอง ไอเอ็มเอฟเน้นการปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ขณะที่ธนาคารโลกสนับสนุนเงินทุนและโครงการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม การประสานงานจึงช่วยเชื่อมโยงการวางนโยบายเข้ากับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด

    อย่างไรก็ตาม ทั้งสองสถาบันยังเผชิญแรงกดดันทางการเมือง โดยในปี 2568 รัฐบาลสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ลดบทบาทด้านสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ไอเอ็มเอฟยืนยันว่า ปัญหาดังกล่าวส่งผลต่อเศรษฐกิจมหภาคจริง

    อีกประเด็นคือภาระหนี้ของประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากเงินทุนด้านภูมิอากาศจำนวนมากอยู่ในรูปเงินกู้มากกว่าเงินให้เปล่า จึงมีข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปกลไกการเงิน เพิ่มการลงทุนจากภาคเอกชน และขยายเงินทุนที่ไม่เพิ่มภาระหนี้เกินควร

    นโยบายของไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์สะท้อนแนวคิดใหม่ที่เชื่อมโยงเสถียรภาพเศรษฐกิจ การพัฒนา และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน ธนาคารโลกเน้นเงินทุนเพื่อโครงการพัฒนาและพลังงานสะอาด ส่วนไอเอ็มเอฟมุ่งประเมินและลดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมหภาค

    ความสำเร็จของทั้งสององค์กรจึงขึ้นอยู่กับการรักษาสมดุลระหว่างภารกิจหลักกับเป้าหมายความยั่งยืน ตลอดจนการจัดสรรเงินทุนที่เข้าถึงได้ และไม่เพิ่มภาระหนี้ให้ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไม่เหมาะสม.

    เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : REUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6264221/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IwcxgeekC53QStaSDh8Zl

  • เจาะประวัติศาสตร์สัมพันธ์ไทย-จีน เปิดมุมมองเศรษฐกิจ การทูต และโอกาสธุรกิจอนาคต

    เจาะประวัติศาสตร์สัมพันธ์ไทย-จีน เปิดมุมมองเศรษฐกิจ การทูต และโอกาสธุรกิจอนาคต

    เจาะประวัติศาสตร์สัมพันธ์ไทย-จีน เปิดมุมมองเศรษฐกิจ การทูต และโอกาสธุรกิจอนาคต

    เจาะประวัติศาสตร์สัมพันธ์ไทย-จีน เปิดมุมมองเศรษฐกิจ การทูต และโอกาสธุรกิจอนาคต

    เจาะลึกสัมพันธ์ไทย-จีน: การทูต โอกาส และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เปิดมุมมองใหม่ความสัมพันธ์ไทย-จีน จากรากฐานประวัติศาสตร์สู่โอกาสทางธุรกิจ โลกการทูต และพลังแห่งอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เชื่อมสองชาติ

    • ความสัมพันธ์ไทย-จีนมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยอยุธยา และได้พัฒนาสู่ความร่วมมือรอบด้านหลังการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 2518
    • ในมิติเศรษฐกิจและการทูตยุคใหม่ ความร่วมมือต้องตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกัน โดยไทยต้องเรียนรู้จากวิสัยทัศน์การพัฒนาของจีนและตระหนักถึงผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์โลก
    • วัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ซึ่งผู้ประกอบการไทยควรใช้ความเข้าใจในวัฒนธรรมจีนเพื่อสร้างความได้เปรียบ

    เจาะลึกสัมพันธ์ไทย-จีน: การทูต โอกาส และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เปิดมุมมองใหม่ความสัมพันธ์ไทย-จีน จากรากฐานประวัติศาสตร์สู่โอกาสทางธุรกิจ โลกการทูต และพลังแห่งอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เชื่อมสองชาติ

    ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน

    ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น มีรากฐานที่ลึกซึ้งและพัฒนามายาวนานหลายศตวรรษ 

    หากมองย้อนกลับไป จุดเริ่มต้นที่สำคัญคือการติดต่อค้าขายและการแลกเปลี่ยนทางการทูตระหว่างราชสำนักตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ผ่านระบบบรรณาการอันเป็นเอกลักษณ์และการส่งคณะทูตไปยังราชสำนักจีน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่แยกกันไม่ออกทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง แม้ในกาลต่อมาเมื่อกรุงศรีอยุธยาสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2310 ความสัมพันธ์อันดีนี้ก็ไม่ได้สูญหาย แต่ยังคงได้รับการสานต่ออย่างแนบแน่นในสมัยกรุงธนบุรี 

    โดยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงดำเนินความสัมพันธ์กับราชสำนักชิงอย่างชาญฉลาด ท่ามกลางประเด็นเรื่องการยอมรับสถานะของผู้ปกครองใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอดีตนั้น ล้วนเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับการค้า อำนาจทางการเมือง และความชอบธรรมของผู้ปกครองมาโดยตลอดก้าวเข้าสู่ยุคปัจจุบัน จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างไทยกับจีน เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 ภายใต้การนำของรัฐบาลหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เหตุการณ์นี้ได้เปิดประตูสู่การขยายความร่วมมืออย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า การลงทุน การศึกษา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ทว่าสิ่งสำคัญที่จะทำให้การดำเนินความสัมพันธ์ราบรื่นคือ การทำความเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม และวิธีคิดของชาวจีน ซึ่งความเข้าใจอย่างถ่องแท้นี้จะมีส่วนช่วยสร้างความไว้วางใจและส่งเสริมความร่วมมือระดับทวิภาคีในระยะยาวได้อย่างมั่นคง  

    เจาะประวัติศาสตร์สัมพันธ์ไทย-จีน เปิดมุมมองเศรษฐกิจ การทูต และโอกาสธุรกิจอนาคต

    มิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและทิศทางภูมิรัฐศาสตร์โลก

    ในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แม้ว่าไทยและจีนจะมีความใกล้ชิดและมีความผูกพันทางวัฒนธรรมที่แน่นแฟ้นเพียงใด แต่กฎเหล็กของการดำเนินนโยบายต่างประเทศคือ แต่ละชาติต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศตนเองเป็นสำคัญ ดังนั้น การสร้างความร่วมมือจึงต้องตั้งอยู่บนสมดุลของการเข้าใจผลประโยชน์ร่วมกัน การให้เกียรติประเทศคู่เจรจา และความชาญฉลาดในการเลือกใช้วิธีสื่อสารที่เหมาะสมกับบริบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนทางการเมือง ซึ่งต้องอาศัยทั้งความรอบคอบและความเข้าใจทางวัฒนธรรมควบคู่กันไปหากวิเคราะห์พัฒนาการของจีนผ่านนโยบายในแต่ละยุคสมัย จะเห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล นับตั้งแต่ยุคการปฏิรูปและเปิดประเทศภายใต้การนำของ เติ้ง เสี่ยวผิง ที่นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางเศรษฐกิจ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่างเมืองเซินเจิ้น ช่วยดึงดูดเงินทุนและเทคโนโลยีจากภายนอก ต่อมาในยุคของ เจียง เจ๋อหมิน จีนได้เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ เปลี่ยนแปลงชุมชนดั้งเดิมสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจสมัยใหม่ และในยุคของ หู จิ่นเทา จีนก็หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว บทเรียนเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าไทยเองก็ต้องเร่งเตรียมพร้อมกำลังคนและยกระดับทักษะ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สถานการณ์ระหว่างจีนกับเกาะไต้หวัน ตลอดจนความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา ย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคง บรรยากาศการลงทุน และการตัดสินใจทางธุรกิจในระดับภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   

    เจาะประวัติศาสตร์สัมพันธ์ไทย-จีน เปิดมุมมองเศรษฐกิจ การทูต และโอกาสธุรกิจอนาคต

    วัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน

    นอกเหนือจากการเมืองและการค้าแล้ว บทบาทของวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ยังเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนความสัมพันธ์ไทย-จีนให้แนบแน่นยิ่งขึ้น สื่อบันเทิงถือเป็นสะพานเชื่อมโยงความรู้สึกของผู้คน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ อิทธิพลของภาพยนตร์จีนหลายเรื่องที่มีเนื้อหาหรือเลือกใช้สถานที่ถ่ายทำในประเทศไทย ผลงานสร้างสรรค์เหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความเพลิดเพลิน แต่ยังมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นความสนใจและดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนให้หลั่งไหลเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยตามรอยภาพยนตร์มากขึ้นปรากฏการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า สื่อบันเทิงและวัฒนธรรมสามารถแปรเปลี่ยนเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจอันมหาศาล โดยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคการท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่อง สิ่งที่ผู้ประกอบการและนักธุรกิจไทยควรทำคือ การเรียนรู้และนำความเข้าใจทางด้านวัฒนธรรมตลอดจนพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวจีน มาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้สอดรับกับรสนิยมและความต้องการของตลาดจีน ซึ่งจะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน  

    รู้ความเข้าใจในทุกแง่มุม

    การบูรณาการความรู้ความเข้าใจในทุกแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ การทูต เศรษฐกิจ หรือวัฒนธรรม ถือเป็นอาวุธสำคัญสำหรับนักธุรกิจในยุคโลกาภิวัตน์ โดยเนื้อหาสาระอันทรงคุณค่าที่ได้นำเสนอในบทความนี้ มีที่มาจากการบรรยายพิเศษหัวข้อ “ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย–จีน” ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายชัยรัตน์ พรทิพย์วรเวทย์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ และอดีตกงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง มาเป็นวิทยากร การบรรยายนี้จัดขึ้นภายใต้หลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย–จีน รุ่นที่ 3 (บทจ.3) ณ โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพมหานคร เพื่อเสริมศักยภาพให้ผู้บริหารสามารถนำองค์ความรู้ไปวิเคราะห์สถานการณ์ วางกลยุทธ์ และต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-จีนในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/865378&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oeSdO90ugn3ODr4RYxluL

  • ‘ไทย’ ในสมการโลก..จุดเปลี่ยนหรือแค่ภาพจำ! เปิดเกมNew HorizonsเดิมพันTrusted Connectorเปลี่ยนเวทีใหญ่เป็นแรงส่งเศรษฐกิจ

    ‘ไทย’ ในสมการโลก..จุดเปลี่ยนหรือแค่ภาพจำ! เปิดเกมNew HorizonsเดิมพันTrusted Connectorเปลี่ยนเวทีใหญ่เป็นแรงส่งเศรษฐกิจ

    ‘35 ปี’ ไม่ใช่เพียงระยะเวลาที่บอกว่าโลกเปลี่ยนไปมากแค่ไหน แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยเองเดินทางผ่านหลายบททดสอบ ตั้งแต่วิกฤตการเงินเอเชีย วิกฤตเศรษฐกิจโลก ไปจนถึงวิกฤตโควิด-19 และความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในยุคปัจจุบัน การกลับมาของเวทีการประชุมใหญ่ระดับโลกที่ประเทศไทยอีกครั้ง จึงมีความหมายมากกว่าการเป็น ‘เจ้าภาพ’ หากเป็นจังหวะที่ไทยได้กลับมายืนอยู่ท่ามกลางการสนทนาครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง

    การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) : The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 จึงไม่ใช่เพียงเวทีที่ผู้กำหนดนโยบายด้านการเงินและการคลังจากนานาประเทศทั่วโลกมาพบปะกัน แต่เป็นพื้นที่ที่ประเด็นใหญ่ของเศรษฐกิจโลกจะถูกหยิบขึ้นมาถกเถียง ตั้งแต่ทิศทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเงิน การพัฒนา การลดความยากจน ไปจนถึงโจทย์ใหม่อย่าง AI การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสร้างงานในอนาคต

    ความสำคัญของการประชุมครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงจำนวนผู้เข้าร่วม หรือระดับของบุคคลที่จะเดินทางมายังประเทศไทย แต่คือ ‘บทสนทนา’ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาซึ่งเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนหลายด้านพร้อมกัน การค้าและภูมิรัฐศาสตร์กำลังเปลี่ยนสมการ การลงทุนที่ต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับเทคโนโลยีใหม่ ขณะที่ประเทศต่างๆ ต้องหาสมดุลระหว่างการเติบโต ความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างภูมิคุ้มกันต่อแรงกระแทก

    สำหรับประเทศไทย การกลับมาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนี้เป็นครั้งที่ 2 หลังผ่านไป 35 ปี จึงเป็นทั้ง โอกาส และ เวทีทดสอบ ในเวลาเดียวกัน โอกาสที่จะนำเสนอศักยภาพของประเทศ เชื่อมต่อกับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลก และสื่อสารทิศทางเศรษฐกิจไทยในบริบทใหม่ ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสที่จะทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยถูกมองเห็นและถูกนำไปเชื่อมโยงกับโจทย์เศรษฐกิจระดับโลกมากขึ้น โดยรัฐบาลกำหนดแนวคิดหลักของการเป็นเจ้าภาพไว้ภายใต้ธีม Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience

    ในอีกด้านหนึ่ง การเป็นเจ้าภาพงานระดับนี้ยังสะท้อนความพร้อมของประเทศไทยในมิติที่กว้างกว่าเศรษฐกิจ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม ความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก ตลอดจนความสามารถในการรองรับผู้เข้าร่วมจากนานาประเทศ ราว 15,000-20,000 คน เพราะเวทีที่จะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ไม่ได้มีเพียงการประชุมในห้อง แต่ประกอบด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การลงทุน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการพบปะระหว่างภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคมจากทั่วโลก

    ดังนั้น การกลับมาของ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 จึงอาจมองได้ว่าเป็นมากกว่างานระดับนานาชาติที่ไทยต้อง ‘จัดให้สำเร็จ’ เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยได้ ‘เล่าเรื่องของตัวเอง’ ต่อสายตาโลก พร้อมกับรับฟังว่า กติกาเศรษฐกิจชุดใหม่กำลังเดินไปทางไหน และคำถามสำคัญคือ หลังม่านการประชุมปิดลง ไทยจะสามารถเปลี่ยนโอกาสจากการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ให้กลายเป็นแรงส่งต่อเศรษฐกิจ การลงทุน และความเชื่อมั่นในระยะต่อไปได้มากเพียงใด

    เมื่อเวทีสำคัญกำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย คำถามต่อมาจึงอยู่ที่ว่า ไทยจะใช้โอกาสนี้เล่าเรื่องอะไรให้โลกฟัง เพราะการเป็นเจ้าภาพไม่ได้หมายถึงการเปิดพื้นที่ให้ผู้แทนจากนานาประเทศมาประชุมเท่านั้น แต่ยังเป็นจังหวะที่ไทยสามารถนำเสนอภาพของประเทศในอีกมิติหนึ่ง ตั้งแต่ทิศทางเศรษฐกิจ ศักยภาพของภาคธุรกิจ ไปจนถึงความพร้อมที่จะเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

    สารสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้ประเทศไทยถูกมองมากกว่า ‘ฐานการผลิต’ หรือ ‘ตลาดท่องเที่ยว’ แต่เป็นประเทศที่กำลังพยายามขยับตัวขึ้นไปสู่เศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น การยกระดับผลิตภาพ การพัฒนาทักษะคน การใช้เทคโนโลยีใหม่ ตลอดจนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ล้วนเป็นองค์ประกอบที่จะบอกว่าไทยมีศักยภาพเพียงใดในการสร้างการเติบโตรอบใหม่

    ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องสื่อสารอีกด้านหนึ่ง นั่นคือ ความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง เพราะสำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศ คำถามไม่ได้มีเพียงว่า ‘ไทยเติบโตได้แค่ไหน’ แต่รวมถึง ‘ไทยรับแรงกระแทกได้ดีเพียงใด’ ตั้งแต่เสถียรภาพทางการเงิน ความมั่นคงด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงความสามารถของภาคธุรกิจและประชาชนในการปรับตัว

    นี่จึงเป็นเหตุผลที่การประชุมครั้งนี้มีความหมายต่อไทยมากกว่าการสร้างภาพจำในช่วงหนึ่งสัปดาห์ หากสิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีสามารถต่อยอดเป็นการจับคู่ทางธุรกิจ การลงทุน ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี หรือข้อเสนอเชิงนโยบายที่เดินหน้าต่อได้ การเป็นเจ้าภาพก็จะไม่ได้จบลงพร้อมกับการปิดห้องประชุม แต่สามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจชุดใหม่

    เมื่อโจทย์ของไทยไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเป็นเจ้าภาพ แต่ต้องการใช้เวทีนี้เป็นพื้นที่สื่อสารศักยภาพและทิศทางของประเทศ สิ่งที่ตามมาคือ ‘การบ้าน’ ที่ไทยต้องเตรียมให้พร้อมทั้งในมิติของเนื้อหาและข้อเสนอ เพื่อให้เสียงของประเทศไทยถูกได้ยินท่ามกลางการแลกเปลี่ยนมุมมองจากเศรษฐกิจทั่วโลก

    กรอบสำคัญของการประชุมจึงถูกวางไว้ผ่าน 4 เสาหลัก ซึ่งไม่ได้มองเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ไปจนถึงการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงใหม่ๆ ที่กำลังเข้ามากำหนดทิศทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

    เสาหลักแรก คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพและทั่วถึง โดยให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ สามารถมีส่วนร่วมกับการเติบโต ลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และทำให้ผลของการขยายตัวทางเศรษฐกิจสามารถส่งผ่านไปสู่ประชาชนและภาคธุรกิจได้มากขึ้น เสาหลักที่สอง คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและผลิตภาพ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของไทยในระยะยาว ทั้งการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อธุรกิจใหม่ เพื่อให้ไทยสามารถขยับจากการพึ่งพาการผลิตแบบเดิมไปสู่กิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

    เสาหลักที่สาม คือ การสร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ เพราะความเสี่ยงในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นเป็นรายเหตุการณ์อีกต่อไป แต่เชื่อมโยงกันทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การค้า พลังงาน เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเตรียมความพร้อมจึงต้องครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ระบบการเงิน และประชาชน เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถรับแรงกระแทกและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และเสาหลักที่สี่ คือ การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศและการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ ใช้โอกาสจากการประชุมเพื่อขยายความร่วมมือทั้งด้านการค้า การลงทุน การเงิน เทคโนโลยี และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะเป็นช่องทางสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้ประเทศไทยเชื่อมต่อกับเครือข่ายเศรษฐกิจโลกได้กว้างขึ้น

    ทั้ง 4 เสาหลักจึงสะท้อนว่า ‘การบ้าน’ ของไทยไม่ได้มีเพียงการจัดประชุมให้ราบรื่น แต่คือการใช้ช่วงเวลาที่ประเทศไทยอยู่ในสายตาของนานาชาติ สื่อสารให้เห็นว่าประเทศกำลังเตรียมตัวอย่างไรสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ และพร้อมเพียงใดที่จะเปลี่ยนความสนใจจากเวทีระดับโลกให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ชี้ว่า ในโลกที่กำลังเผชิญวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และสงครามเศรษฐกิจและการค้า สิ่งที่ภูมิภาคของเราต้องการมากที่สุดคือ ‘ตัวเชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ (Trusted Connectors)’ โดยเวที IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ไทยจะใช้เป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือ นวัตกรรม และเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลก เข้ามาเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจไทยและอาเซียนให้เข้มแข็ง

    และความหมายของ ‘ขอบฟ้าใหม่’ จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขการลงทุนหรือการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่คือการสร้างเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและส่งผ่านประโยชน์ไปถึงประชาชนทุกคน โอกาสนี้จึงขอเชิญชวนให้ทุกฝ่ายมาร่วมปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอาเซียนไปพร้อมกัน เพราะประเทศไทยไม่อาจเติบโตได้โดยลำพัง เพื่อให้ภูมิภาคของเราแข็งแกร่งและพร้อมรับมือกับทุกวิกฤตโลกได้อย่างยั่งยืน

    “การเป็นเจ้าภาพจัดงาน IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเป็นเจ้าบ้านที่ดีเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการปักหมุดประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเงิน การลงทุน และการพัฒนาที่ยั่งยืนของอาเซียน ซึ่งผลลัพธ์จากการหารือและเครือข่ายความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นตลอดการประชุม จะถูกนำมาต่อยอดเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย เสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึงโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เอกนิติ กล่าว

    ภาพของ ‘ขอบฟ้าใหม่’ ที่ไทยต้องการนำเสนอต่อเวทีโลก จึงไม่ได้อยู่เพียงการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงกับนานาประเทศ แต่ยังหมายถึงการเตรียมความพร้อมของโครงสร้างภายในประเทศให้สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้จริง โดยเฉพาะระบบการเงินซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการส่งผ่านโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ภาคธุรกิจและประชาชน และในมิตินี้ บทบาทของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงเข้ามาเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยมีทั้ง ‘ความสามารถในการเติบโต’ และ ‘ภูมิคุ้มกัน’ ไปพร้อมกัน

    วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เน้นย้ำถึงบทบาทการดูแลเสถียรภาพการเงินและสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบเศรษฐกิจไทย ภายใต้แนวคิด Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience ในการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ว่า ในวันที่โลกเต็มไปด้วยวิกฤตและความผันผวน ทั้งโรคระบาด ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน และการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ดังนั้น ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการฟื้นตัวจากวิกฤต แต่คือการสร้างศักยภาพของคนและความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

    ทั้งนี้ ประเทศไทยพร้อมนำเสนอวิสัยทัศน์ กรอบแนวคิดเชิงนโยบาย รวมถึงแชร์ประสบการณ์ของไทยใน 4 เสาหลัก ที่ถือเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ในระดับสากล และเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกประเทศกำลังขบคิดหาทางออก ได้แก่ เสาที่ 1 การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเติบโตที่ทั่วถึงและยืดหยุ่น (Digital and AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth), เสาที่ 2 การขยายบทบาทของประเทศขนาดกลางในโลกที่มีความแตกแยกสูงเพื่อให้ไทยเป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ (Building Resilience in a Fragmented World)

    เสาที่ 3 การสร้างสถาปัตยกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่เพื่อรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Building a New Financial Architecture for Climate Adaptation) และเสาที่ 4 การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจแห่งการมีอายุยืน (Demographic Change and the Longevity Economy)

    ทั้งนี้ ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและ AI เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างครอบคลุมและยืดหยุ่นนั้น สำหรับภาคการเงิน ธปท. จะนำเสนอและผลักดัน 2 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ (Digital Public Infrastructure: DPI) ที่เป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง ได้แก่ ‘ระบบพร้อมเพย์ (PromptPay)’ โครงสร้างพื้นฐานการโอนเงินทันทีที่ไม่คิดค่าธรรมเนียมกับลูกค้า ซึ่งปัจจุบันรองรับบัญชีลงทะเบียนมากกว่า 83 ล้านบัญชี และ ‘แอปพลิเคชันเป๋าตัง’ ซึ่งต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานของพร้อมเพย์ ล่าสุดมีผู้ใช้งานมากกว่า 40 ล้านราย

    และ 2.การเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและครอบคลุม หรือ Safe and Inclusive Digital Finance (SIDF) เพื่อให้การพัฒนานวัตกรรมทางการเงินดำเนินควบคู่ไปกับความปลอดภัย ความเชื่อมั่น และการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง พร้อมสร้างระบบนิเวศการเงินดิจิทัลที่มีความยืดหยุ่นและรองรับความท้าทายในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งไทยได้ร่วมมือกับ IMF และ World Bank จัดทำ Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services เพื่อเป็นแนวทางในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการเงิน โดยมุ่งหวังให้ประเทศต่างๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ตามบริบทของตนเอง และเป็นหนึ่งในผลลัพธ์สำคัญที่ประเทศไทยส่งต่อให้แก่ประชาคมโลกภายหลังการเป็นเจ้าภาพการประชุม

    ความตั้งใจของเราไม่ได้จบลงเพียงแค่การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Annual Meetings แต่สิ่งที่เรากำลังสร้างในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูป การพัฒนาศักยภาพ และการสร้างความร่วมมือ จะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว เราเชื่อว่าระบบการเงินที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และได้รับความไว้วางใจ ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยง แต่ยังเอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม ดึงดูดการลงทุนและสร้างความมั่นใจให้ประชาชน และธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสใหม่ๆ ได้อย่างเต็มศักยภาพ

    ท้ายที่สุดแล้ว คุณค่าของการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 อาจไม่ได้อยู่ที่ภาพของประเทศไทยในช่วงเวลาที่สายตาจากทั่วโลกจับจ้องมายังกรุงเทพฯ เพียงไม่กี่วัน แต่อยู่ที่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจากเวทีดังกล่าวจะสามารถต่อยอดออกไปได้ไกลเพียงใด ทั้งในรูปของความร่วมมือ การลงทุน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ตลอดจนข้อเสนอเชิงนโยบายที่นำกลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้จริง

    เพราะโจทย์ของไทยในวันนี้ไม่ใช่เพียงการสร้าง ‘โอกาส’ แต่คือการทำให้โอกาสนั้นส่งผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง ตั้งแต่ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ เอสเอ็มอี ไปจนถึงประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับสารสำคัญของการเป็นเจ้าภาพภายใต้ แนวคิด Thailand’s New Horizons ที่ให้ความสำคัญทั้งกับการเสริมศักยภาพของคนและการสร้างความยืดหยุ่นให้ระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน 4 เสาหลักที่ไทยนำเสนอก็สะท้อนความพยายามที่จะวางโจทย์ระยะยาวของประเทศไว้เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

    สิ่งที่น่าจับตาจึงอยู่ที่ ‘ผลหลังการประชุม’ มากกว่าภาพระหว่างการประชุม ไม่ว่าจะเป็นการนำความร่วมมือที่เกิดขึ้นไปต่อยอด การดึงดูดการลงทุนใหม่ การยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจ หรือการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมมาปรับใช้กับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เช่นเดียวกับ Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ที่ถูกวางให้เป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่ไทยส่งต่อให้ประชาคมโลก ซึ่งสะท้อนว่าเวทีครั้งนี้สามารถสร้างสิ่งที่เดินหน้าต่อได้ แม้การประชุมจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม

    อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยน ‘เวทีระดับโลก’ ให้เป็น ‘แรงส่งระดับประเทศ’ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ หากแต่ต้องอาศัยการขับเคลื่อนต่อเนื่องหลังจากไฟบนเวทีดับลง ทั้งการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การพัฒนาทักษะและศักยภาพของคน การสร้างระบบการเงินที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ ตลอดจนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและนวัตกรรม เพราะทั้งหมดคือเงื่อนไขที่จะทำให้ความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นในช่วงการประชุมแปรเปลี่ยนเป็นศักยภาพทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้

    ดังนั้น บททดสอบที่แท้จริงของการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้จึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าไทยจะจัดงานได้ดีเพียงใด แต่คือ หลังจากผู้แทนจากทั่วโลกเดินทางกลับไปแล้ว ประเทศไทยจะเหลืออะไรจากเวทีนี้ และสามารถเปลี่ยนสิ่งที่ได้รับกลับมาเป็น ‘ขอบฟ้าใหม่’ ของเศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของการประชุมจะไม่ได้ถูกตัดสินในวันที่ประตูห้องประชุมปิดลง หากจะถูกวัดจากสิ่งที่ประเทศไทยสามารถนำไปสร้างต่อได้ในอีกหลายปีข้างหน้า.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1085888/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t_kmfHRXMa_c4iutnm39L