Category: เศรษฐกิจ

  • เปิด 12 อันดับ ประเทศที่มีความสุขที่สุดในเอเชีย ประเทศไทยอยู่อันดับไหน?

    เปิด 12 อันดับ ประเทศที่มีความสุขที่สุดในเอเชีย ประเทศไทยอยู่อันดับไหน?

    เปิดอันดับประเทศที่มีความสุขที่สุดในเอเชีย ไทยอยู่อันดับไหน?

    “ความสุข” เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของคุณภาพชีวิตผู้คนทั่วโลก และทุกปีจะมีการจัดอันดับประเทศที่ประชาชนมีความสุขมากที่สุด ผ่านรายงานระดับโลกอย่าง World Happiness Report 2025 ซึ่งได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก

    ล่าสุดมีการเปิดเผยข้อมูลเฉพาะในโซนเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยวัดจากคะแนนความสุขเฉลี่ยของประชากร ทั้งด้านเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต ความมั่นคงทางสังคม เสรีภาพ และความพึงพอใจในการใช้ชีวิต

    งานนี้หลายคนอยากรู้ว่า ประเทศไทยของเราติดอันดับเท่าไหร่ และชาติไหนครองแชมป์ “ประเทศที่มีความสุขที่สุดในเอเชีย” ประจำปี 2025

    เปิดอันดับประเทศที่มีความสุขที่สุดในเอเชีย ปี 2025

    อันดับ 1 ไต้หวัน ขึ้นแท่นประเทศที่มีความสุขที่สุดในเอเชีย ด้วยคะแนนความสุขเฉลี่ย 6.714 และอยู่ในอันดับ 26 ของโลก สะท้อนคุณภาพชีวิตที่ดี ระบบสาธารณสุขแข็งแกร่ง และความปลอดภัยสูง

    อันดับ 2 สิงคโปร์ ได้คะแนน 6.585 ครองอันดับ 36 ของโลก แม้เป็นประเทศขนาดเล็กแต่ยังโดดเด่นเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตของประชาชน

    อันดับ 3 เวียดนาม กลายเป็นประเทศที่ถูกจับตามอง หลังคะแนนความสุขเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขึ้นมาอยู่อันดับ 45 ของโลก ด้วยคะแนน 6.428

    อันดับ 4 ประเทศไทย ไทยขยับมาอยู่ในอันดับ 52 ของโลก ด้วยคะแนนความสุขเฉลี่ย 6.296 แม้คะแนนเปลี่ยนแปลงลดลงเล็กน้อย แต่ยังถือว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความสุขสูงของเอเชีย

    ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยยังติดอันดับต้น ๆ มาจากวัฒนธรรมการใช้ชีวิต อาหาร การท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคม

    อันดับ 5 ฟิลิปปินส์ ได้คะแนน 6.206 อยู่ในอันดับ 56 ของโลก โดยมีจุดเด่นเรื่องสังคมครอบครัวที่เหนียวแน่น

    อันดับ 6 ญี่ปุ่น อยู่ในอันดับ 61 ของโลก ด้วยคะแนน 6.130 แม้จะเผชิญแรงกดดันด้านการทำงาน แต่ยังมีคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยสูง

    อันดับ 7 จีน ได้คะแนน 6.074 อยู่อันดับ 65 ของโลก จากการพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง

    อันดับ 8 เกาหลีใต้ อยู่ในอันดับ 67 ของโลก ด้วยคะแนน 6.040 แม้เป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่ยังมีแรงกดดันด้านการแข่งขันสูง

    อันดับ 9 มาเลเซีย ได้คะแนน 6.005 อยู่ในอันดับ 71 ของโลก มีจุดเด่นเรื่องค่าครองชีพที่สมดุล

    อันดับ 10 มองโกเลีย ได้คะแนน 5.936 อยู่ในอันดับ 75 ของโลก

    อันดับ 11 อินโดนีเซีย ได้คะแนน 5.617 อยู่ในอันดับ 87 ของโลก

    อันดับ 12 ฮ่องกง ได้คะแนน 5.569 อยู่ในอันดับ 90 ของโลก

    สรุปอันดับประเทศที่มีความสุขที่สุดในเอเชีย 2025

    จากข้อมูลล่าสุดของ World Happiness Report 2025 พบว่า ไต้หวัน กลายเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในเอเชีย ขณะที่ประเทศไทยอยู่อันดับ 4 ของเอเชีย และอันดับ 52 ของโลก ถือว่ายังอยู่ในกลุ่มประเทศที่ประชาชนมีคุณภาพชีวิตและความสุขในระดับสูง

    แม้หลายประเทศจะเผชิญปัญหาเศรษฐกิจและความเปลี่ยนแปลงทางสังคม แต่ผลสำรวจนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่า “ความสุข” ของผู้คนยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่ทั่วโลกให้ความสนใจ

    12 อันดับประเทศที่มีความสุขที่สุดในเอเชีย ปี 2025

    อันดับ ประเทศ อันดับโลก
    1 ไต้หวัน 26
    2 สิงคโปร์ 36
    3 เวียดนาม  45
    4 ไทย 52
    5 ฟิลิปปินส์ 56
    6 ญี่ปุ่น 61
    7 จีน  65
    8 เกาหลีใต้  67
    9 มาเลเซีย 71
    10 มองโกเลีย 75
    11 อินโดนีเซีย 87
    12 ฮ่องกง  90

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/campus/1431695/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pweEJ-cBedh5mvCDqGeyb

  • แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย ซึ่งกำลังเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นในบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัล และแนวคิดเรื่อง “อธิปไตยทางการค้า” ของประเทศ

    แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย ซึ่งกำลังเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นในบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัล และแนวคิดเรื่อง “อธิปไตยทางการค้า” ของประเทศ

    ท่ามกลางการแข่งขันของแพลตฟอร์มระดับโลก หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับการมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นระบบชำระเงิน ระบบข้อมูล หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และรักษาการหมุนเวียนของเม็ดเงินภายในประเทศ

    แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย ซึ่งกำลังเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นในบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัล และแนวคิดเรื่อง

    ประเทศไทยเองเริ่มเห็นความเคลื่อนไหวในทิศทางดังกล่าวมากขึ้น ทั้งจากภาคเอกชนและภาครัฐ โดยล่าสุด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกับผู้บริหารแพลตฟอร์ม แพลตฟอร์ม “Nex Gen Commerce” ของบริษัท เน็กซ์ เจน ชอป จำกัด เพื่อเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย”

    โครงการดังกล่าวเตรียม Kick Off อย่างเป็นทางการในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 โดยมีเป้าหมายในการช่วยผู้ประกอบการรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และ SME ไทย เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนภายในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท

    ขณะเดียวกัน ประเด็นที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น คือแนวคิด “Thai e-Commerce Sovereignty” หรือ “อธิปไตยทางการค้าไทย” ที่มองว่า ประเทศไทยควรมีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของตนเองไว้เป็นอีกหนึ่งทางเลือก เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้ผู้ประกอบการไทย ลดข้อจำกัดจากต้นทุนบนแพลตฟอร์มต่างชาติ และสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัลที่เอื้อต่อธุรกิจไทยในระยะยาว

    ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่การแข่งขันกับแพลตฟอร์มต่างชาติในระยะสั้น แต่คือการเริ่มสร้าง “ทางเลือก” และโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และเปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยีและผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

    สำหรับร้านค้าที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Website : www.ไทยช่วยไทย.netFacebook Nex Gen Commerce : https://www.facebook.com/NexGenCommerceTH?locale=th_TH

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ierdkj9hbo0glx0xkh3bnxnkbkcjcwn2&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kGtOAL9ukX2M5UAwx6bJp

  • IMF หารือ บสย. ติดตามภาวะเศรษฐกิจไทย – มาตรการช่วยเหลือ SMEs

    IMF หารือ บสย. ติดตามภาวะเศรษฐกิจไทย – มาตรการช่วยเหลือ SMEs

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/smes/150605&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P0ryh_4B6zgb2v0R-i1pY

  • TISCO ESU อัปเกรดจีดีพีไทยโต 1.8% เตือนพายุ “วิกฤตพลังงาน” จ่อซัดซ้ำ | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    TISCO ESU อัปเกรดจีดีพีไทยโต 1.8% เตือนพายุ “วิกฤตพลังงาน” จ่อซัดซ้ำ | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ขึ้นเป็น 1.8% รับอานิสงส์ไตรมาสแรกโตดีกว่าคาดและมาตรการ ไทยช่วยไทยพลัสทว่าหั่นเป้าปีหน้าเหลือ 1.7% ชำแหละไส้ในเศรษฐกิจสุดเปราะบาง โตแบบ K-Shaped เตือนอย่าเพิ่งชะล่าใจ พายุของจริงจาก วิกฤตตะวันออกกลางราคาพลังงานกำลังจะโถมเข้าใส่ ชี้ลดดอกเบี้ยเป็น กระสุนด้านคาด กนง. ตรึงดอกเบี้ย 1.00% ตลอดปี มองเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าแตะ 34.00 บาท/ดอลลาร์

    นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (Mr. Methas Rattanasorn, Head of Economics, TISCO Economic Strategy Unit : TISCO ESU) เปิดเผยว่า TISCO ESU ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้ขึ้นเป็น 1.8% จากเดิมที่คาดไว้ 1.2% หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกออกมาดีกว่าคาด และภาครัฐมีการออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” อย่างไรก็ตาม สำหรับมุมมองเศรษฐกิจไทยในปีหน้า (2027F) ประเมินว่าจะเติบโตชะลอลงเหลือ 1.7% จากเดิมคาด 2.4% เนื่องจากผลของฐานที่สูงขึ้นและการหมดมาตรการกระตุ้นแบบชั่วคราวของภาครัฐ

    ชำแหละไส้ในเปราะบาง โตแบบ K-Shaped Recovery

    นายเมธัส กล่าวว่า แม้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกจะดูดี แต่เมื่อเจาะลึกลงไปกลับพบสัญญาณความเปราะบางและการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียม (K-shaped recovery) อย่างชัดเจน

    ในด้าน การส่งออกแม้ภาพรวมจะขยายตัวดีโดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวกับ AI และ Data Center แต่พบว่าดุลการค้าในไตรมาส 1/69 กลับมาติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส สะท้อนว่าสินค้าหลายรายการเข้าข่ายเป็นสินค้าทางผ่าน (Transshipment) หรือแค่รับจ้างประกอบ โดย TISCO ESU พบว่าสินค้าหมวด “ชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์” (HS Code 854159) และ “หน่วยประมวลผลข้อมูลแบบดิจิทัล” (HS Code 847150) มีความเกี่ยวโยง (Correlation) ระหว่างการนำเข้าและส่งออกในรอบ 10 ปีสูงถึง 0.85 และ 0.92 ตามลำดับ อีกทั้งยังมีคะแนนความน่าสงสัย และ Re-routing Index สูงสุด 2 ลำดับแรกจากทั้งหมด 104 รายการที่เป็นสินค้าในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวกับ AI ซึ่งที่ผ่านมาสินค้ากลุ่มเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของภาคการส่งออกมาอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่าการส่งออกที่โตดี แทบไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจหรือกระจายรายได้สู่ภาคส่วนอื่นในประเทศเลย

    ด้าน “การลงทุนรวม” ที่ดูเหมือนจะเป็นพระเอกด้วยการเติบโต 9.9% YoY (การลงทุนภาคเอกชนโต 10.1% สูงสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง) จากเงินลงทุนต่างชาติและการตื่นตัวเรื่อง AI แต่ความจริงที่น่าตกใจคือ มีจำนวนโรงงานที่ “ปิดกิจการ” มากกว่า “เปิดใหม่” เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็ก สวนทางกับโรงงานขนาดใหญ่และกลางที่ขยายกิจการ ภาพนี้ตอกย้ำว่าธุรกิจดั้งเดิม (Traditional Industry) กำลังย่ำแย่ ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งโดยมากเป็นรายใหญ่ มีเงินทุนมาก โตกระจุกตัว และยังได้อานิสงส์จากอุปสงค์โลกที่มีต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI และ Data Center ที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    เตือน พายุของจริงกำลังจะมา

    สำหรับนโยบายแจกเงิน “ไทยช่วยไทยพลัส” TISCO ESU ประเมินว่าจะช่วยบวกจีดีพีได้ราว 0.3 ppt ซึ่งมองว่าเป็นการประคองมากกว่ากระตุ้น และมีผลแค่ชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากรูปแบบโครงการมีตัวทวีคูณทางการคลังต่ำ แม้จะช่วยให้เม็ดเงินวิ่งเข้าหาร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมากขึ้น ซึ่งช่วยคนตัวเล็กในสภาวะที่ยากลำบากได้บ้าง แต่ขาดความยั่งยืน

    “ตัวเลขไตรมาสแรกที่ดี เป็นภาพก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลางที่รุนแรง ต้นทุนต่างๆ ยังไม่พุ่ง รัฐบาลยังตรึงราคาน้ำมันได้ แต่ภาพวันนี้ต่างออกไปสิ้นเชิง ขอเตือนว่าอย่าประมาท เพราะพายุของจริงกำลังจะโถมเข้ามา หากสงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจดีดขึ้นไปได้อีก 40-50% และเสี่ยงจะขาดแคลน นอกจากนี้ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซยังส่งผลให้ปุ๋ยและเม็ดพลาสติกขาดตลาด ราคาอาหารจ่อจะปรับขึ้น ธุรกิจบางรายขาดของต้องหยุดผลิต ผู้คนเริ่มรัดเข็มขัดและลดรายจ่ายอย่างจริงจัง และอัตราการว่างงานเริ่มถีบตัวสูงขึ้น ดังนั้นต่อจากนี้จะเริ่มเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เราจึงมองว่าความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยยังโน้มไปทางด้านต่ำ” นายเมธัส กล่าว

    ลดดอกเบี้ยคือ กระสุนด้านคาดบาทเสี่ยงอ่อนแตะ 34.0

    ในแง่ของนโยบายการเงิน นายเมธัสมองว่า การลดดอกเบี้ยนโยบายอาจเป็นเพียง “กระสุนด้าน” ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดจากฝั่งอุปทาน (Supply-side) ได้ TISCO ESU จึงคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ตลอดทั้งปีนี้ และมีความเสี่ยงที่ปีหน้าดอกเบี้ยอาจต้องกลับมาเป็น “ขาขึ้น” ตามทิศทางโลกและเงินเฟ้อที่ดื้อรั้น

    ส่วนทิศทางค่าเงินบาท มองว่ามีแนวโน้มอ่อนค่า โดยในช่วง 3 เดือนข้างหน้ามีโอกาสแตะระดับ 34.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จาก 3 ปัจจัยกดดัน คือ:

    1. ตลาดกังวลเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจทำให้ Fed ขยับขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่ปีนี้
    2. แนวโน้มดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในช่วงที่เหลือจ่อขาดดุลสูงต่อเนื่อง
    3. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี จ่อพุ่งแตะ 2.5% และอาจทะลุไปถึง 2.8% จากความเสี่ยงเงินเฟ้อและปริมาณพันธบัตร (Bond Supply) จากการที่รัฐเตรียมกู้เพิ่ม ซึ่งจะกดดันให้เม็ดเงินต่างชาติไหลออก

    นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่ค่าเงินบาทนั้นอาจอ่อนค่าไปได้ไกลกว่าระดับ 34.0 โดยเฉพาะในกรณีที่ราคาน้ำมันพุ่งแรง (Spike) 40-50% ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากสงครามยังหาข้อยุติไม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องทวีความรุนแรง แต่แค่สถานการณ์ยืดเยื้อไปอีก 3-4 เดือน อาจส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ในคลังของประเทศหลักปรับลดลงจนถึงจุดวิกฤติก็เพียงพอแล้วที่ตลาดการเงินจะเกิดความกลัวขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/news/20260528-tiscoesu-monthly&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0H_GUXexQzO7LFLGMPXcX7

  • “บริโภค-ลงทุนเอกชน ท่องเที่ยว” ยังเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจภูมิภาค เม.ย.ขยายตัวดี : อินโฟเควสท์

    “บริโภค-ลงทุนเอกชน ท่องเที่ยว” ยังเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจภูมิภาค เม.ย.ขยายตัวดี : อินโฟเควสท์

    นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รายงานภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคเดือนเม.ย.69 มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคใต้ ตะวันออก และภาคตะวันตก ขณะที่การท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ในภาคตะวันตก และ กทม. และปริมณฑล

    • เศรษฐกิจภาคใต้

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรที่ขยายตัวได้ดี

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรขยายตัวที่ 10.6% 31.9% 12.2% และ 1.8% ต่อปี ตามลำดับ

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 12.6% และ 19.9% ต่อปี ตามลำดับ

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 75.2 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 77.9

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -2.7% และ -5.0% ต่อปี ตามลำดับ

    • เศรษฐกิจภาคตะวันออก

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี และการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรที่ขยายตัวได้

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรขยายตัวที่ 31.3% 9.1% 4.5% และ 1.0% ต่อปี ตามลำดับ

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 38.9% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -11.6% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 10.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 89.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 91.6

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 1.0% ต่อปี รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -6.2% ต่อปี

    • เศรษฐกิจภาคตะวันตก

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคที่ขยายตัวได้ดี การบริโภคภาคเอกชนในหมวดสินค้าคงทน และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 15.2% 9.3% และ 3.2% ต่อปี อย่างไรก็ตาม รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -7.6% ต่อปี

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -0.9% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 19.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -38.4% ต่อปี

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 95.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 98.2

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 1.4% และ 1.0% ต่อปี ตามลำดับ

    • เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคที่ขยายตัวได้ดี

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 11.8% และ 1.9% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -2.3% และ -7.1% ต่อปี

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -20.5% และ -10.9% ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ 8.0% และ 13.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 63.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 65.7

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัวที่ 1.9% ต่อปี ขณะที่จำนวนผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -0.4% ต่อปี

    • เศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑล

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค การบริโภคภาคเอกชนในหมวดสินค้าคงทน และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 5.5% 5.9% และ 5.5% ต่อปี ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -4.5% ต่อปี

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัวที่ -8.1% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 1.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -36.6% ต่อปี

    เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 95.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 98.2

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 1.8% และ 0.6% ต่อปี

    • เศรษฐกิจภาคเหนือ

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคที่ขยายตัวได้

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 4.6% และ 1.6% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -7.0% และ -4.3% ต่อปี

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -17.0% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 33.9% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -25.2% ต่อปี

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 89.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 91.7

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน หดตัวที่ -0.2% และ -0.2% ต่อปี

    • เศรษฐกิจภาคกลาง

    มีปัจจัยสนับสนุนจากภาคเอกชนในหมวดสินค้าคงทน และการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรที่ขยายตัวได้

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 23.6% และ 1.4% ต่อปี ขณะที่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -4.6% และ -3.0% ต่อปี

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 15.5% และ 0.8% ต่อปี

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 95.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 98.2

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -1.9% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 5.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -1.5% ต่อปี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/596886&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2erhbAeiFveWEQPL7pwiib

  • คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    วันนี้ (28 พ.ค.2569) กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร หรือ เกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า เกียรตินาคิน ประเมินสถานะทางการคลังของไทยจากกรณีกู้เงินดังกล่าวว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นแตะเพดาน 70% ภายในปี 2027 และมีแนวโน้มที่จะต้องปรับเพดานขึ้นในที่สุด แม้ว่าความกังวลเรื่องเครดิตเรตติ้งอาจจะยังไม่เป็นประเด็นในระยะสั้น หลังจาก Moody’s ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจไทยดีขึ้น แต่ยังเป็นความเสี่ยงที่สำคัญในอนาคตหากไม่สามารถปรับลดหนี้สาธารณะได้ตามแผนการคลังระยะปานกลางที่วางไว้

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    โดยสิ่งที่ต้องติดตามสำคัญสำหรับสถานะทางการคลังของไทยในระยะต่อไป คือ 1) มาตรการการคลังที่อัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจถึง 4 แสนล้านบาทจะสามารถพยุงเศรษฐกิจหรือเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจริงหรือไม่ 2) รัฐบาลจะสามารถลดการขาดดุลในอนาคตได้หรือไม่ หลังจากมีการใช้จ่ายเงินกู้ออกไป และ 3) การลดระดับหนี้และรักษาวินัยการคลังหลังจากวิกฤตผ่านพ้นไปได้หรือไม่

    การออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาผลกระทบจากราคาน้ำมันและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน จะเป็นแรงสนับสนุนเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และคาดว่าจะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้น 0.3 % ในไตรมาสที่ 3 ของปี และทำให้เศรษฐกิจไทยรอดพ้นภาวะถดถอยทางเทคนิค หรือ Technical Recession ที่ก่อนหน้านี้คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปี

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    เปิด 3 ปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลัง “ลงทุน-ท่องเที่ยว-บริโภค”

    อย่างไรก็ตาม หากมองไปในช่วงครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างน้อย 3 ช่องทาง การลงทุนของภาคเอกชนและการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดีอาจจะไม่ได้ส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ เนื่องจากการลงทุนของไทยอาจมีสัดส่วนของการนำเข้า หรือ import content ที่สูงถึง 60-70% (โดยเฉพาะ Data Centers ที่อาจสูงไปได้ถึง 80-85%) ขณะที่การส่งออกมีความเสี่ยงต่อประเด็นสินค้าสวมรอย หรือ transshipment สะท้อนจากตัวเลขการนำเข้าที่สูงติดต่อกันมากกว่า 20-30% ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจมากนัก เมื่อเทียบกับตัวเลขเม็ดเงินที่เข้ามาลงทุนหรือได้จากการส่งออกดังกล่าว

    ในขณะที่ จำนวนท่องเที่ยวทั้งปีอาจหดตัวจากภาวะสงครามและราคาน้ำมันแพง จากเดิมที่คาดว่าการท่องเที่ยวจะเป็นเครื่องยนต์สำหรับในปีนี้ โดยคาดว่านักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันออกกลางอาจจะได้รับผลกระทบโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังและไม่เพียงพอที่นักท่องเที่ยวจีนที่เริ่มฟื้นตัวจะมาชดเชยได้ KKP Research ปรับเพิ่มประมาณเล็กน้อยจาก 31.2 ล้านคน เป็น 31.8 ล้านคนจากตัวเลขในไตรมาสแรกที่ยังคงแข็งแกร่งอยู่ แต่จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมทั้งปีจะหดตัวติดต่อกันเป็นปีที่สอง

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    รวมถึง การบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากราคาพลังงาน แม้ว่าจะมีการช่วยเหลือจากมาตรการไทยช่วยไทย แต่ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างมากคาดว่าจะยังคงเป็นแรงกดดันของการบริโภคในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยและประชาชนที่สถานะทางการเงินของครัวเรือนในปัจจุบันที่ตึงตัวอย่างมากสะท้อนจากหนี้ครัวเรือนที่สูงอยู่แล้ว

    นอกจากนี้ ความเสี่ยงสำคัญ คือ หากสงครามยืดเยื้อต่อไปนานกว่าที่คาด เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญกับความเสี่ยงด้านอุปทานจากภาวะขาดแคลน โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน วัตถุดิบกลุ่มปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ และปุ๋ย ซึ่งจะส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจผ่านห่วงโซ่การผลิตในธุรกิจอื่น ๆ แม้ว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยในปัจจุบัน แต่ผลกระทบในกรณีนี้จะสูงและทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วได้

    นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาใกล้ชิดคือบัญชีเดินสะพัดที่มีโอกาสเปลี่ยนเป็นขาดดุล ทั้งจากปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยชั่วคราว โดยปัญหาเชิงโครงสร้างมาจากการเร่งตัวของการลงทุนของเอกชน ที่จะทำให้การนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น แม้ว่าส่วนใหญ่คาดว่าจะได้รับการชดเชยจากเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และอาจจะมองว่าเป็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ดีได้ แต่ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงอาจไม่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากเท่าสมัยก่อน

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คาด กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายทั้งปี

    นอกจากนี้ ประเด็นความสามารถในการแข่งขัน ต้นทุนค่าขนส่ง และการนำเข้าบริการต่างๆ ก็จะสร้างแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัด การเปลี่ยนผ่านไปยังรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าที่เบียดบังรายได้ของการส่งออกของบริษัทรถยนต์สันดาปเดิม การนำเข้าบริการความบันเทิงในรูปแบบ subscription ต่าง ๆ หรือการใช้บริการ AI และค่าบริการขนส่งจากการนำเข้า (Transport balances) ที่มากขึ้น ทำให้บัญชีเดินสะพัดของไทยมีแนวโน้มขาดดุลมากขึ้น

    เมื่อรวมเข้ากับผลกระทบจากสงครามที่กระทบต่อต้นทุนการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น ภาคท่องเที่ยวที่อ่อนแอ และการขาดดุลการคลังที่เพิ่มขึ้น อาจเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินบาท ซึ่งอาจนำไปสู่เงินเฟ้อและต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อกลุ่มประชาชนหรือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงอยู่แล้ว

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    มองว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะเข้าสู่ปัญหาที่เรียกว่า Dual หรือ Twin Deficit คือขาดดุลการคลังพร้อมกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งจะส่งผลต่อค่าเงินที่อ่อนลง เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว และสร้างความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยมากขึ้น แม้ว่าเศรษฐกิจไทยอาจยังเดินไปไม่ถึงจุดดังกล่าวตอนนี้ แต่เป็นประเด็นที่ควรต้องจับตามอง

    อย่างไรก็ตามคาดว่า กนง. จะมองข้ามเงินเฟ้อที่เกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน (supply-side inflation shock) โดยจากการคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ มองว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ประมาณ 5% ในช่วงปลายปี 2026 และปรับลดลงหลังจากเข้าสู่ฐานราคาพลังงานใหม่ในปีหน้า ขณะที่อุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอจะเป็นแรงกดดันให้ กนง. เลือกที่จะคงดอกเบี้ยไว้ในปีนี้

    ทั้งนี้ กนง. อาจปรับเปลี่ยนมุมมองต่อดอกเบี้ยนโยบายจาก 2 ปัจจัย คือ เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมากกว่า 5% อย่างมีนัยสำคัญ และธนาคารกลางอื่น ๆ ทั่วโลกปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นจนกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าและซ้ำเติมเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้วมากขึ้นไปอีก

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    TISCO ESU เตือนพายุ “วิกฤตพลังงาน” จ่อซัดซ้ำ

    ด้าน นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า ทิสโก้ ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้ขึ้นเป็น 1.8% จากเดิมที่คาดไว้ 1.2% หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกออกมาดีกว่าคาด และภาครัฐมีการออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคผ่านโครงการ ไทยช่วยไทยพลัสอย่างไรก็ตาม สำหรับมุมมองเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะเติบโตชะลอลงเหลือ 1.7% จากเดิมคาด 2.4% เนื่องจากผลของฐานที่สูงขึ้นและการหมดมาตรการกระตุ้นแบบชั่วคราวของภาครัฐ

    แม้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกจะดูดี แต่เมื่อเจาะลึกลงไปกลับพบสัญญาณความเปราะบางและการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียม อย่างชัดเจน ในด้าน การส่งออก แม้ภาพรวมจะขยายตัวดีโดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวกับ AI และ Data Center แต่พบว่าดุลการค้าในไตรมาส 1/69 กลับมาติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส สะท้อนว่าสินค้าหลายรายการเข้าข่ายเป็นสินค้าทางผ่าน หรือแค่รับจ้างประกอบ

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    โดยพบว่าสินค้าหมวด ชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ และ หน่วยประมวลผลข้อมูลแบบดิจิทัล มีความเกี่ยวโยง ระหว่างการนำเข้าและส่งออกในรอบ 10 ปีสูงถึง 0.85 และ 0.92 ตามลำดับ อีกทั้งยังมีคะแนนความน่าสงสัย และ Re-routing Index สูงสุด 2 ลำดับแรกจากทั้งหมด 104 รายการที่เป็นสินค้าในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวกับ AI ซึ่งที่ผ่านมาสินค้ากลุ่มเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของภาคการส่งออกมาอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่าการส่งออกที่โตดี แทบไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจหรือกระจายรายได้สู่ภาคส่วนอื่นในประเทศเลย

    ด้านการลงทุนรวม ที่ดูเหมือนจะเป็นพระเอกด้วยการเติบโต 9.9% จากเงินลงทุนต่างชาติและการตื่นตัวเรื่อง AI แต่ความจริงที่น่าตกใจคือ มีจำนวนโรงงานที่ ปิดกิจการ มากกว่า เปิดใหม่ เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็ก สวนทางกับโรงงานขนาดใหญ่และกลางที่ขยายกิจการ ภาพนี้ตอกย้ำว่าธุรกิจดั้งเดิม (Traditional Industry) กำลังย่ำแย่ ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งโดยมากเป็นรายใหญ่ มีเงินทุนมาก โตกระจุกตัว และยังได้อานิสงส์จากอุปสงค์โลกที่มีต่อสินค้าอิเล็คทรอนิกส์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI และ Data Center ที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    ไทยช่วยไทยพลัส แค่ประคอง เตือน “พายุจริง” กำลังจะมา

    สำหรับนโยบายแจกเงิน ไทยช่วยไทยพลัส ประเมินว่าจะช่วยบวกจีดีพีได้ราว 0.3 ซึ่งมองว่าเป็นการประคองมากกว่ากระตุ้น และมีผลแค่ชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากรูปแบบโครงการมีตัวทวีคูณทางการคลังต่ำ แม้จะช่วยให้เม็ดเงินวิ่งเข้าหาร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมากขึ้น ซึ่งช่วยคนตัวเล็กในสภาวะที่ยากลำบากได้บาง แต่ขาดความยั่งยืน

    ตัวเลขไตรมาสแรกที่ดี เป็นภาพก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลางที่รุนแรง ต้นทุนต่างๆ ยังไม่พุ่ง รัฐบาลยังตรึงราคาน้ำมันได้ แต่ภาพวันนี้ต่างออกไป เตือนว่าอย่าประมาท เพราะพายุของจริงกำลังจะโถมเข้ามา หากสงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจดีดขึ้นไปได้อีก 40-50% และเสี่ยงจะขาดแคลน

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    นอกจากนี้ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซยังส่งผลให้ปุ๋ยและเม็ดพลาสติกขาดตลาด ราคาอาหารจ่อจะปรับขึ้น ธุรกิจบางรายขาดของต้องหยุดผลิต ผู้คนเริ่มรัดเข็มขัดและลดรายจ่ายอย่างจริงจัง และอัตราการว่างงานเริ่มถีบตัวสูงขึ้น ดังนั้นต่อจากนี้จะเริ่มเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เราจึงมองว่าความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยยังโน้มไปทางด้านต่ำ

    ส่วนทิศทางค่าเงินบาท มองว่ามีแนวโน้มอ่อนค่า โดยในช่วง 3 เดือนข้างหน้ามีโอกาสแตะระดับ 34.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จาก 3 ปัจจัยกดดัน คือ ตลาดกังวลเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจทำให้ Fed ขยับขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่ปีนี้ แนวโน้มดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในช่วงที่เหลือจ่อขาดดุลสูงต่อเนื่อง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี จ่อพุ่งแตะ 2.5% และอาจทะลุไปถึง 2.8% จากความเสี่ยงเงินเฟ้อและปริมาณพันธบัตร (Bond Supply) จากการที่รัฐเตรียมกู้เพิ่ม ซึ่งจะกดดันให้เม็ดเงินต่างชาติไหลออก

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่ค่าเงินบาทนั้นอาจอ่อนค่าไปได้ไกลกว่าระดับ 34.0 โดยเฉพาะในกรณีที่ราคาน้ำมันพุ่งแรง (Spike) 40-50% ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากสงครามยังหาข้อยุติไม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องทวีความรุนแรง แต่แค่สถานการณ์ยืดเยื้อไปอีก 3-4 เดือน อาจส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ในคลังของประเทศหลักปรับลดลงจนถึงจุดวิกฤติก็เพียงพอแล้วที่ตลาดการเงินจะเกิดความกลัวขึ้น

    อ่านข่าว:

    เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

    สภาพัฒน์ฯประเมิน 3 ฉากทัศน์ ชี้ทุกการปรับขึ้น “น้ำมัน” ฉุดจีดีพีลด 0.02%

    รบตะวันออกกลาง ฉุดสินทรัพย์ลงทุนเสี่ยง กรุงไทยแนะถือทองคำ 5-10%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506451&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gL_QhHdLdXJBlHtQvzysd

  • ไทย-เวียดนาม ลงนาม 4 ความร่วมมือสำคัญ เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอนาคต

    ไทย-เวียดนาม ลงนาม 4 ความร่วมมือสำคัญ เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอนาคต

    วันนี้, 14:35น.

             นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (H.E. Mr. To Lam, General Secretary of the Central Committee of the Communist Party of Viet Nam and the President of the Socialist Republic of Viet Nam) ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือสำคัญระหว่างไทยและเวียดนาม  จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่

              1. แผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย–เวียดนาม ปี 2569 – 2574

              2. การแลกหนังสือทางการทูตระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเวียดนาม เพื่อยืนยันว่าทั้งสองกระทรวงเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการดำเนินงานและการประสานความร่วมมือภายใต้ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

              3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ เวียตเจ็ท

              4. บันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และการจัดการปกครองแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

              จากนั้น นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเวียดนามได้ร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ภายใต้แนวคิด “Growing Together” หรือ “เติบโตไปด้วยกัน” เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 โดยตราสัญลักษณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงมิตรภาพอันยาวนาน การเติบโตร่วมกัน และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของไทยและเวียดนาม ผ่านการออกแบบเลข “5” ที่สื่อถึงความก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเลข “0” ที่สื่อถึงความมั่นคงและความเป็นเอกภาพ เพื่อนำพาทั้งสองประเทศก้าวสู่อนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน 

               นายกรัฐมนตรียินดีที่ประธานาธิบดีเวียดนามเลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนภายหลังเข้ารับตำแหน่ง สะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะในปีแห่งการครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – เวียดนาม

                ด้านประธานาธิบดีเวียดนาม ขอบคุณรัฐบาลและประชาชนชาวไทยสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและสมเกียรติ โดยชื่นชมความสำเร็จของประเทศไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และเชื่อมั่นว่าไทยจะสามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาประเทศในระยะต่อไปได้อย่างประสบความสำเร็จ

                นอกจากนั้น ไทยและเวียดนามยังได้ร่วมหารือเเบบเต็มคณะ ถึงประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

               1. ด้านการเมืองและความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือด้านการทหาร การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะ Online Scam และการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และย้ำหลักการไม่อนุญาตให้บุคคลใดใช้ดินแดนของอีกฝ่ายในการเคลื่อนไหวทางการเมือง และจะร่วมกันผลักดันการดำเนินการตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรอบอาเซียนไปปฏิบัติอย่างจริงจัง รวมถึงการธำรงบทบาทแกนกลางของอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายของภูมิภาค

                2. ด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยจะไปเปิดงานสัมมนาทางธุรกิจไทย-เวียดนามในบ่ายวันนี้ด้วย พร้อมตั้งเป้าหมายผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีโดยเร็ว รวมถึงส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังร่วมเป็นสักขีพยานในการแลกเปลี่ยน MOU ระหว่างบริษัท Vietjet กับ EEC เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในพื้นที่ EEC

                ไทยและเวียดนามจะร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Three Connects” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองประเทศ ประกอบด้วย การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์สีเขียว โดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กันไป

                 3. ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ยินดีที่ได้มีการแลกหนังสือทางการทูตระหว่างหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ของทั้งสองประเทศ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศ ดาวเทียม เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีการเกษตร ตลอดจนหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีเสนอให้ไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ร่วมกันมีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาในอนุภูมิภาคอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

    #ไทยเวียดนาม 

    #ประธานาธิบดีเวียดนามเยือนไทย 

    Cr:รัฐบาลไทย 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161780&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JC5iAueki8-LLSHr7NXdH

  • สศอ.หั่นเป้าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมปี 69 เหลือโต 1-2% พิษสงครามตะวันออกกลาง

    สศอ.หั่นเป้าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมปี 69 เหลือโต 1-2% พิษสงครามตะวันออกกลาง

    สศอ.หั่นเป้าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมปี 69 เหลือโต 1-2% พิษสงครามตะวันออกกลาง

    นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนเมษายน 2569 ว่า อยู่ที่ระดับ 92.76 หดตัวเล็กน้อยที่ 0.36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 56.41%

    ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมไทย ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ 

    ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาหดตัวหลังราคาน้ำมันสูงและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว กระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น นมสดพร้อมดื่ม มันฝรั่งทอดกรอบ แฮม และไส้กรอก นอกจากนี้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง 86.7% ต่อ GDP ยังคงเป็นแรงกดดันต่อกำลังซื้อภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

    มาตรการภาครัฐหนุน

    อย่างไรก็ตาม ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนเมษายน 2569 มีแรงสนับสนุนสำคัญจากมาตรการภาครัฐที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการช่วยเหลือภาคขนส่งผ่านการสนับสนุนค่าน้ำมัน รวมถึงการตรึงค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นการช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนและภาระต้นทุนของภาคธุรกิจ 

    นอกจากนี้การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง โดยเดือนเมษายน 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมมีมูลค่า 25,937 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 27.5% และการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถัง และอากาศยานรบ) มีมูลค่า 24,404 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 29.0% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 

    ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการลงทุนยังได้รับแรงสนับสนุนจากการที่ Moody’s Ratings ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยดีขึ้นสะท้อนเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย ซึ่งช่วยสนับสนุนบรรยากาศการลงทุนและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจไทย

    ด้านระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนพฤษภาคม 2569 ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง โดยปัจจัยในประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง จากความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ลดลงตามความกังวลต่อวัตถุดิบในการผลิตของกลุ่มปิโตรเคมีและพลาสติก ส่วนการนำเข้ายังขยายตัวในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่ปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง จากผลกระทบของสงครามที่ผลักดันให้ต้นทุนภาคการผลิตและการขนส่งปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม มูลค่าการส่งออกของจีนยังคงสามารถขยายตัวได้

    ปรับ MPI ปี 69 เหลือ 1-2%

    สำหรับแนวโน้มปี 2569 สศอ. ได้ปรับประมาณการ MPI และ GDP ภาคอุตสาหกรรมปี 2569 จากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 1.5-2.5% มาอยู่ที่ 1.0-2.0% เนื่องจากยังมีปัจจัยกดดันสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว รวมถึงการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 

    อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการค้าระหว่างประเทศของไทยกับคู่ค้าหลักที่ยังเติบโตต่อเนื่อง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ซึ่งจะช่วยประคับประคองภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป

    อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนเมษายน 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ 

    • เคมีภัณฑ์ขั้นมูลฐาน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 19.53% จากโซดาไฟ คลอรีน และเอทานอล เป็นหลัก จากผู้ผลิตบางรายขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งการผลิตเอทานอลที่ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้นหลังจากปัญหาราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น
    • น้ำตาล ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16.54% จากน้ำตาลทรายดิบ กากน้ำตาล และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ เป็นหลัก โดยปีนี้มีการปิดหีบช้าเมื่อเทียบกับปีก่อน จากสถานการณ์ชายแดนไทยทำให้ขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวอ้อย รวมถึงการขาดแคลนน้ำมันในช่วงก่อนหน้า
    • เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11.06% จากท่อเหล็กกล้า เหล็กลวด เหล็กเส้นข้ออ้อย และเหล็กแผ่นรีดร้อน เป็นหลัก เนื่องจากฐานต่ำในปีก่อน ประกอบกับความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องเพิ่มขึ้น เช่น บรรจุภัณฑ์และยานยนต์ ประกอบกับผู้ผลิตบางรายขยายตลาดเพิ่ม

    อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตเดือนเมษายน 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ 

    • เครื่องจักรอื่น ๆ ที่ใช้งานทั่วไป หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.86% จากเครื่องปรับอากาศเป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตชะลอการผลิตหลังได้รับคำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้าลดลง ประกอบกับความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจ 
    • น้ำมันปาล์มหดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16.12% จากน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ เป็นหลัก ตามปริมาณผลปาล์มที่ออกสู่ตลาดลดลง หลังอากาศร้อนจัด 
    • ปุ๋ยเคมีและสารประกอบไนโตรเจน หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 27.98% เนื่องจากผู้ผลิตชะลอการผลิต จากการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/660133&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hUFaD52CSb2Df9j1sbn67

  • สศอ. เผย MPI เม.ย.หดตัว 0.36% ผลกดดันจากสงคราม-นทท.ต่างชาติลด-หนี้ครัวเรือนสูง : อินโฟเควสท์

    สศอ. เผย MPI เม.ย.หดตัว 0.36% ผลกดดันจากสงคราม-นทท.ต่างชาติลด-หนี้ครัวเรือนสูง : อินโฟเควสท์

    นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนเม.ย.69 อยู่ที่ระดับ 92.76 หดตัว 0.36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) อยู่ที่ 56.41%

    สำหรับปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกดดัน ดัชนี MPI เดือนเม.ย.นี้ ได้แก่

    – สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก และอุตสาหกรรมไทย กระทบต่อต้นทุนการผลิต และความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ

    – นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาลดลง ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น นมสดพร้อมดื่ม มันฝรั่งทอดกรอบ แฮม และไส้กรอก เป็นต้น

    – ปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่ยังอยู่ในระดับสูง และเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ ส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศฟื้นตัวได้จำกัด

    – ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวลดลง โดยดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนเม.ย. อยู่ที่ระดับ 85.3 ปรับตัวลดลงจาก 88.6 ในเดือนมี.ค. โดยมีปัจจัยหลักจากราคาน้ำมัน, ราคาต้นทุนวัตถุดิบ และค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น

    • หั่นคาดการณ์ MPI และ GDP อุตสาหกรรมปี 69 เหลือ 1-2%

    ทั้งนี้ สศอ. ได้ปรับประมาณการดัชนี MPI และ GDP อุตสาหกรรม ปี 2569 โดยคาดว่าจะขยายตัวได้ 1.0-2.0% ลดลงจากเดิมที่เคยประมาณการไว้ที่ 1.5-2.5% โดยมีปัจจัยกดดันที่สำคัญ ได้แก่ ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อจากสงครามในตะวันออกกลาง, ความไม่แน่นอนของนโยบายด้านเศรษฐกิจ และมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ, ปัญหาหนี้ครัวเรือน และการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว รวมทั้งการแข่งขันจากสินค้านำเข้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/596752&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o7-p7a_jcOc1FRCby9f9J

  • “อนุทิน” เปิดทำเนียบต้อนรับ “โต เลิม” ปธน.เวียดนามเยือนไทยอย่างเป็นทางการ

    “อนุทิน” เปิดทำเนียบต้อนรับ “โต เลิม” ปธน.เวียดนามเยือนไทยอย่างเป็นทางการ

    วันนี้ (28 พ.ค.2569) เวลา 09.30 น. ณ บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ให้การต้อนรับ โต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และ โง เฟือง ลี ภริยา ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล (Official Visit)

    ทันทีที่เดินทางถึง นายกฯ ได้ให้การต้อนรับพร้อมนำ ประธานาธิบดีเวียดนาม ร่วมตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ และเมื่อเสร็จสิ้นพิธีต้อนรับและตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ต่อมาเข้าสู่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อถ่ายภาพร่วมกัน ณ บันไดโถงกลางตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมลงนามในสมุดเยี่ยมของรัฐบาลและชมของที่ระลึก ณ ห้องสีงาช้างด้านใน

    จากนั้น ได้มีการหารือกลุ่มเล็ก ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคและระดับโลก พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ในการยกระดับความร่วมมือระหว่างไทย-เวียดนามในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ความมั่นคง และความร่วมมือระดับภูมิภาค ก่อนเข้าสู่การหารือเต็มคณะ ณ ตึกภักดีบดินทร์ ต่อไป

    ทั้งนี้ 2 ฝ่ายจะหารือเกี่ยวกับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในทุกมิติ เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพ ความมั่นคง และการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันของทั้ง 2 ประเทศ ตลอดจนภูมิภาคอาเซียน ก่อนที่ ในเวลา 11.15 น. นายกรัฐมนตรี และเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม จะร่วมกันเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนแผนปฏิบัติการและบันทึกความเข้าใจ รวมถึงเป็นสักขีพยานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม ณ ตึกสันติไมตรี จากนั้นทั้งสองจะแถลงข่าวร่วมกัน

    ขณะที่ในช่วงค่ำ เวลา 19.00 น. นายกฯ และภริยา จะเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการเพื่อเป็นเกียรติแด่ เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และภริยา ณ ตึกสันติไมตรี หลังนอก ทำเนียบรัฐบาล อย่างไรก็ตาม การเยือนในครั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ โต เลิม เยือนอย่างเป็นทางการ หลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี

    “อนุทิน” เปิดทำเนียบต้อนรับ “โต เลิม” ปธน.เวียดนามเยือนไทยอย่างเป็นทางการ

    สำหรับบุคคลสำคัญที่เข้าร่วมการหารือเต็มคณะของทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายไทยประกอบด้วย

    • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง
    • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม
    • ศ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
    • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์

    ขณะที่ฝ่ายเวียดนามประกอบด้วย

    • Mr. Nguyen Duy Ngoc สมาชิกกรมการเมือง เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ประธานคณะกรรมาธิการจัดการองค์กรส่วนกลาง
    • Mr. Phan Van Giang รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม
    • Mr. Luong Tam Quang รมว.ความมั่นคงสาธารณะ
    • Mr. Trinh Van Quyet เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคฯ และ ประธานคณะกรรมาธิการส่วนกลางด้านสารนิเทศ การศึกษาและการระดมมวลชน
    • Mr. Nguyen Thanh Nghi เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคฯ และ ประธานคณะกรรมาธิการส่วนกลางด้านนโยบายและยุทธศาสตร์
    • Mr. Le Hoai Trung รมว.ต่างประเทศ
    • Mr. Ngo Van Tuan รมว.คลัง
    • Mr. Le Manh Hung รมว.อุตสาหกรรมและการค้า
    • Mr. Vu Hai Quan รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    อ่านข่าว :

    ราคา “ทองคำ”ดิ่ง -1,200บาท “รูปพรรณ”ขายออกเหลือ 68,850 บาท

    ศาลยกฟ้อง “ธนาธร” คดี ม.112 ปมไลฟ์วิจารณ์วัคซีนโควิด

    “โจ-ชัยวัฒน์” นำทัพ ปชน. สู้ศึกผู้ว่าฯ กทม. ชู “กรุงเทพโปร่งใส AI จับโกง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506450&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IEfJ3UO37FgI4kljeZBex