Category: เศรษฐกิจ

  • ‘เอกชนไทย’ พร้อมสู้กติกาโลก แนะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจพ้นกับดัก 40 ปี

    ‘เอกชนไทย’ พร้อมสู้กติกาโลก แนะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจพ้นกับดัก 40 ปี

    “ซีพีเอฟ” ก้าวสู่ ‘National Capability Builder’อุ้มซัปพลายเชนอาหารไทย สู้กติกาโลก “ปตท.” จี้ผ่าโครงสร้างเศรษฐกิจพ้นกับดัก 40 ปี “กัลฟ์” จี้รัฐผ่าโครงสร้างเศรษฐกิจ เร่ง “AI-Data Center” ชูเลิกอุ้มพลังงานหว่านแห ดึงเทคระดับโลกกู้วิกฤติแรงงาน

    • ภาคธุรกิจอาหาร (CPF) ปรับตัวรับกติกาการค้าระดับโลกที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมเปลี่ยนบทบาทเป็น “ผู้สร้างขีดความสามารถแห่งชาติ” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยทั้งระบบ
    • โครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาอุตสาหกรรมเดิมตลอด 40 ปี เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ มีขีดจำกัดในการเติบโต จึงต้องแสวงหาอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต เช่น AI, Semiconductor และ Data Center
    • เสนอให้ปรับมุมมองการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานด้วยเทคโนโลยี และ AI เพื่อรับมือกับปัญหาประชากรลดลง และสังคมสูงวัย
    • แนะให้ดึงดูดการลงทุนในห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรม AI ทั้งระบบเข้ามาในประเทศ โดยภาครัฐไม่ควรกำหนดกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไปจนทำให้เสียโอกาส

    “กรุงเทพธุรกิจ” จัดงาน “Thailand Economic Outlook 2027: New Horizon Beyond The Trap” เพื่อนำเสนอทิศทางการพัฒนาประเทศผ่านขอบฟ้าใหม่ ซึ่งจะทำให้ก้าวสู่ประเทศรายได้สูง โดยมีภาคเอกชนร่วมเสนอทิศทางของประเทศ

    นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เปิดเผยว่า บริบทการแข่งขันระหว่างธุรกิจอาหารระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงในทำให้ภาคธุรกิจอาหารไทยปรับตัวจากกติกา การค้าระดับโลกที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งบริษัทร่วมมือคู่ค้า และซัปพลายเออร์เพื่อปรับปรุงมาตรฐานไปพร้อมกันตลอด Value Chain

    ดังนั้น CPF จึงเร่งปรับจุดยืนจากการเป็นเพียงบริษัทอาหารแห่งชาติ(National Food Company)สู่การเป็นองค์กรผู้สร้างขีดความสามารถแห่งชาติ (National Capability Builder) ยกระดับความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทยทั้งระบบ โดยขอบฟ้าใหม่ในฝั่ง CPF คือ ควรปรับตำแหน่งตัวเองเป็น National Capability Builder ให้กับอุตสาหกรรมอาหารของไทยช่วยกันทั้งห่วงโซ่

    CPF ได้วางแนวทางดูแลทั้งกลุ่มซัปพลายเออร์ และกลุ่มลูกค้าให้ประสบความสำเร็จ และเติบโตไปด้วยกัน โดยเฉพาะในภาคเกษตรกร และผู้เลี้ยงสัตว์รายย่อยที่มีข้อจำกัดด้านบุคลากร และองค์ความรู้ทางวิศวกรรมในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Smart Farm หรือระบบ AI ด้วยตนเอง

    ‘เอกชนไทย’ พร้อมสู้กติกาโลก แนะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจพ้นกับดัก 40 ปี

    CPF พร้อมสู้ความไม่แน่นอน

    ท่ามกลางความไม่แน่นอนในอนาคตที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยไทยต้องเร่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหารให้มากขึ้น แม้ในอดีตคนไทยจะคุ้นชินกับความอุดมสมบูรณ์จนเข้าถึงอาหารในราคาถูกที่สุดเมื่อเทียบประเทศเพื่อนบ้าน แต่หากไม่เตรียมตัวรองรับสถานการณ์ความผันผวนอาจเผชิญวิกฤติความมั่นคงทางอาหาร

    ทั้งนี้ การสร้างความมั่นคงทางอาหารต้องขับเคลื่อนผ่านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการพัฒนาสายพันธุ์ และพันธุศาสตร์ (Genetics)เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่ไปกับการวิจัยบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต่างๆ

    นอกจากนี้ ภาครัฐ และสังคมต้องร่วมมือกันปกป้องตลาดสินค้าเกษตร และอาหารภายในประเทศที่คนไทยผลิตได้เอง เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ที่มีนโยบายจัดเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 30% สำหรับสินค้าที่มีส่วนผสมของข้าว เพื่อปกป้องผลผลิตของเกษตรกร และความมั่นคงทางอาหารของตนเอง

    ‘เอกชนไทย’ พร้อมสู้กติกาโลก แนะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจพ้นกับดัก 40 ปี

    ปตท.ชง 3 มิติ เพื่อการเติบโตในอีก 3-4 ปี

    ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่พึ่งพาอุตสาหกรรมเดิมมาตลอด 40 ปี นับตั้งแต่ยุคโชติช่วงชัชวาล เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ แม้ปัจจุบันยังคงเป็นฐานการผลิตที่แข่งขันได้ แต่เริ่มมีขีดจำกัดในการสร้างอัตราการเติบโตสูงในอนาคต 

    ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องแสวงหาอุตสาหกรรมใหม่ และเร่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อสร้างคลื่นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อีกครั้ง สำหรับการปรับตัวของไทยในระยะ 4-5 ปีข้างหน้าอาจมีแนวทางขับเคลื่อน 3 มิติหลัก คือ 

    1.ต่อยอดจุดแข็งเดิม และสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ ส่งเสริมภาคการท่องเที่ยว และบริการสุขภาพ ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทยต่อเนื่อง ขณะเดียวกันต้องเร่งดักจับโอกาสจากกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต เช่น AI, Semiconductor และ Data Center 

    2.ปรับตัววัดทางเศรษฐกิจ มุ่งสร้างรายได้ประเทศ เสนอให้ภาครัฐ และเอกชนมองก้าวข้ามเพียงการเติบโตของ GDP แต่ต้องมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ของประเทศ โดยสนับสนุนให้บริษัทไทยที่มีศักยภาพออกไปเติบโตในต่างประเทศ แล้วนำรายได้กลับเข้าสู่ประเทศไทย

    3.ยกระดับ Productivity พัฒนาศักยภาพแรงงาน การนำเทคโนโลยี และ AI มาใช้ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มต้นทุน แต่ต้องวัดผลการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรในองค์กรอย่างแท้จริง

    เตือนเร่ง Net Zero เกินไปเสี่ยงฉุด GDP

    ดร.ชญาน์ กล่าวในมิติด้านพลังงาน และการปรับตัวสู่สังคมคาร์บอนต่ำว่า ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ มีบทบาทสำคัญในการดูแลความมั่นคงทางพลังงาน การรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคา และการบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอน

    อย่างไรก็ดี การปรับตัวไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในอีก 24-25 ปีข้างหน้า จะต้องประเมินจังหวะเวลา ความเร็ว และกรอบการลดคาร์บอนที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ หากเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศในยุโรปที่เร่งลดคาร์บอนในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา พบว่ามีต้นทุนสูงถึง 1-1.5% ของ GDP

    สำหรับไทยที่มีอัตราการเติบโตของ GDP อยู่ที่ระดับ 2% กว่า หากต้องแบกรับต้นทุนการลดคาร์บอนในสัดส่วนดังกล่าว จะสร้างความท้าทาย และเป็นภาระต่อระบบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

    ‘เอกชนไทย’ พร้อมสู้กติกาโลก แนะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจพ้นกับดัก 40 ปี

    การเติบโตทางเศรษฐกิจต้องมองผ่านแรงงาน

    นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การผลักดัน GDP ให้เติบโตในปัจจุบันไม่เหมือนยุคหลังปี 2540 ที่พึ่งพาการย้ายแรงงานภาคเกษตรสู่อุตสาหกรรม หรือการอัดฉีดสินเชื่อเพื่อกระตุ้นการบริโภค เนื่องจากปัจจุบันประชากรไทยลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ 

    ดังนั้น สมการการเติบโตทางเศรษฐกิจยุคใหม่จึงต้องมองผ่านจำนวนแรงงาน คูณด้วยประสิทธิภาพการทำงาน หากจำนวนแรงงานลดลงจาก 10 คนเหลือ 5 คน แต่นำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ 2.5 ถึง 3.5 เท่า จะส่งผลให้ GDP พลิกกลับมาเติบโตเป็นบวกได้มหาศาล เช่น การใช้ AI ในองค์กรที่ลดเวลาทำงานวิเคราะห์ข้อมูลจากเดิม 2 สัปดาห์เหลือเพียง 2 นาที

    ดึงยักษ์ใหญ่เทคโลกเสริมทัพ SME

    นอกจากเร่งการใช้ AI แล้ว ประเทศไทยต้องไม่เป็นเพียงแค่ผู้ซื้อหรือผู้ใช้บริการ แต่ต้องดึงห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ของอุตสาหกรรม AI ทั้ง 5 ชั้นเข้ามาอยู่ในประเทศ ได้แก่ พลังงาน, Data Center, GPU, AI Model และแอปพลิเคชัน ซึ่งกัลฟ์ร่วมกับบริษัท AI ชั้นนำระดับโลก เช่น Google เพื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานให้บริษัทไทย กลุ่ม SME และประชาชน

    ทั้งนี้ Data Center เปรียบเสมือนถนนเส้นแรกที่ต้องสร้างขึ้นเพื่อรองรับการต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ เช่น การสร้างงานทักษะสูงสำหรับซอฟต์แวร์โปรแกรมเมอร์ โดยยืนยันว่าประเทศไทยมีความพร้อมทั้งระบบไฟฟ้า และน้ำ จึงฝากถึงภาครัฐว่า ไม่ควรกำหนดเงื่อนไขหรือกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไปจากความกลัวที่ไม่มีพื้นฐาน หรือการอ้างอิงข่าวต่างประเทศที่ไม่ตรงบริบท 

    เช่น ปัญหาน้ำหรือผังเมือง เพราะหากไทยตั้งเงื่อนไขยุ่งยาก ทุน และเทคโนโลยีจะย้ายไปประเทศคู่แข่งทันที ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม หรืออินเดีย พร้อมเตือนว่าการนำมาตรฐานระดับยุโรปมาบังคับใช้ ทั้งที่รายได้ของไทยยังไม่ถึงครึ่งของยุโรป จะทำให้ไทยเสียโอกาสในการเติบโต

    ชงรื้อระบบอุดหนุนพลังงาน เลิกอุ้มหว่านแห

    ในมิติพลังงาน นายสมิทธ์ มองว่า โครงสร้างราคาพลังงานต้องปรับให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง การอุดหนุนแบบหว่านแห เช่น การตรึงราคาดีเซลหน้าปั๊มที่ทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์หรูได้รับอานิสงส์ไปด้วย จะส่งผลให้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่การใช้พลังงานสะอาด เช่น EV หรือโซลาร์เซลล์ เป็นไปได้อย่างช้าลง

    ดังนั้น ภาครัฐควรอุดหนุนแบบเจาะจงรายบุคคลให้แก่ผู้มีรายได้น้อยที่จำเป็นจริงๆ โดยสามารถนำเทคโนโลยี Big Data และ AI ร่วมกับฐานข้อมูลจากผู้ให้บริการโทรคมนาคม เช่น AIS หรือ True มาใช้จัดทำมาตรการช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำ และตรงจุด เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณแฝงในระยะยาว

    ‘เอกชนไทย’ พร้อมสู้กติกาโลก แนะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจพ้นกับดัก 40 ปี

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1255621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02aTZaQznDCxVCas66FAqh

  • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วง ประชาชนยังกังวลค่าครองชีพและภาระหนี้ แม้จะมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วง ประชาชนยังกังวลค่าครองชีพและภาระหนี้ แม้จะมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส

    วันนี้ (9 ต.ค.2569) สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,424 ราย ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน ก.ย.2569 อยู่ที่ระดับ 48.9 ปรับลดลงจากระดับ 49.5 ในเดือนก่อนหน้า โดยอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 50 แม้มาตรการของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยลดภาระค่าครองชีพและพยุงกำลังซื้อของประชาชน ประกอบกับการส่งออกที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง แต่ประชาชนยังมีความกังวลต่อค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกันยายนปรับลดลง

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วง  ประชาชนยังกังวลค่าครองชีพและภาระหนี้ แม้จะมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วง ประชาชนยังกังวลค่าครองชีพและภาระหนี้ แม้จะมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 39.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 39.8 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 55.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 56.0 ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น

    ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความเชื่อมั่นของประชาชน ได้แก่

    (1) มาตรการของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทย พลัส มีส่วนช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน กระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ และเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย

    (2) การส่งออกยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี ตามการเติบโตของการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงทั่วโลก และการส่งออกผลไม้ที่เพิ่มขึ้นในระดับสูง จากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดตามฤดูกาล

    ปัจจัยสำคัญที่ลดทอนความเชื่อมั่นของประชาชน ได้แก่

    (1) ความกังวลต่อค่าครองชีพ รวมทั้งภาระหนี้ครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง

    (2) ความขัดแย้งและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ ผ่านความผันผวนของราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้า รวมถึงความไม่แน่นอนของการค้าและเศรษฐกิจโลก

    ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย.2569 มาจากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนระหว่างวันที่ 4-25 ก.ย.2569 ผลสำรวจจึงยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยที่เริ่มเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายนและต่อเนื่องถึงเดือน ต.ค.2569 อย่างมีนัยสำคัญ

    หากพิจารณาบทเรียนจากสถานการณ์มหาอุทกภัยในปี 2554 พบว่า อุทกภัยสามารถส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วง  ประชาชนยังกังวลค่าครองชีพและภาระหนี้ แม้จะมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วง ประชาชนยังกังวลค่าครองชีพและภาระหนี้ แม้จะมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส

    สำหรับผลกระทบในปี 2569 จะขึ้นอยู่กับขอบเขตพื้นที่ ระดับความรุนแรง และระยะเวลาของสถานการณ์อุทกภัย อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของครัวเรือนจากความเสียหายของพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตทางการเกษตร การหยุดชะงักของการประกอบอาชีพและกิจการค้า รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟูบ้านเรือนและทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วง  ประชาชนยังกังวลค่าครองชีพและภาระหนี้ แม้จะมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วง ประชาชนยังกังวลค่าครองชีพและภาระหนี้ แม้จะมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส

    ซึ่งอาจทำให้ครัวเรือนเผชิญแรงกดดันทั้งจากรายได้ที่ลดลงและค่าใช้จ่ายจำเป็นที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้ออ่อนแอลงและประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ตลอดจนสร้างความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนถัดไป จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนถัดไปอย่างใกล้ชิด

    อ่านข่าว :

    บช.ก. ยันส่งสำนวนโกงสอบท้องถิ่นถึง ป.ป.ช. ทันกรอบ 30 วัน

    ชื่นมื่น! ทรัมป์อวยมัสก์ “สมบัติแห่งชาติ” งานมอบเหรียญบิ๊กเทคสหรัฐฯ

    “เทศกาลกินเจ” คนจับจ่ายบางตาเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนราคาวัตถุดิบลดลงเล็กน้อย

    4 ชาติพันธุ์ภาคใต้ ส่งตัวแทนเข้า “สภาฯชาติพันธุ์” พร้อม “เปล่งเสียงสะท้อนปัญหา” ด้วยตัวเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/568000&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2R61hQ6P-8q3pnK98ceo8Q

  • “ศุภจี” เสนอ 3 เสาหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจรับบริบทโลกใหม่ สร้างสมดุล-ยืดหยุ่น-กระจายโอกาส สู่คนไทย บนเวทีเปิดภาคการศึกษาหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 69

    “ศุภจี” เสนอ 3 เสาหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจรับบริบทโลกใหม่ สร้างสมดุล-ยืดหยุ่น-กระจายโอกาส สู่คนไทย บนเวทีเปิดภาคการศึกษาหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 69

    Logo

    กระทรวงพาณิชย์

    Ministry of Commerce

    “ศุภจี” เสนอ 3 เสาหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจรับบริบทโลกใหม่ สร้างสมดุล-ยืดหยุ่น-กระจายโอกาส สู่คนไทย บนเวทีเปิดภาคการศึกษาหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 69


    9/10/2569 | 63 |

    “ศุภจี” เสนอ 3 เสาหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจรับบริบทโลกใหม่ สร้างสมดุล-ยืดหยุ่น-กระจายโอกาส
    สู่คนไทย บนเวทีเปิดภาคการศึกษาหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 69

        รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษเปิดหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 69 
    เสนอยุทธศาสตร์ความมั่นคงเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ การสร้างสมดุลอำนาจและรักษาทางเลือก
    เชิงยุทธศาสตร์ การสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือและฟื้นตัว และการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อให้การค้าและการลงทุนสร้างรายได้แก่คนไทย พร้อมเชื่อมพลังภาครัฐ ภาคทหาร 
    และภาคเอกชนร่วมลดความเปราะบางและเสริมขีดความสามารถของประเทศ
        นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษเปิดภาคการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 69 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ณ หอประชุมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจไทยในภูมิทัศน์โลกใหม่: การสร้างสมดุลอำนาจ ความยืดหยุ่น และการเติบโตอย่างยั่งยืน” โดยเน้นย้ำว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นส่วนหนึ่ง
    ของความมั่นคงแห่งชาติ ไทยต้องรักษาทางเลือกในการร่วมมือกับโลก เตรียมพร้อมรับแรงกระแทก และทำให้โอกาสจากการค้าและการลงทุนสร้างรายได้และความสามารถให้คนไทยอย่างทั่วถึง
        นางศุภจี ระบุว่า การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ การปรับห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI 
    การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสังคมสูงวัย กำลังเปลี่ยนกติกาเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
    นอกประเทศสามารถส่งผ่านถึงต้นทุนธุรกิจ การจ้างงาน และค่าครองชีพได้รวดเร็ว ไทยจึงต้องดูแลเสถียรภาพระยะสั้นควบคู่กับการปรับโครงสร้าง เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดความเปราะบาง โดยเสนอมุมมองให้วาง
    แนวทางผ่านยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก
        เสาหลักแรก Balancing Power: การสร้างสมดุลอำนาจและรักษาทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ กระจายตลาดและเครือข่ายหุ้นส่วน รักษาความสัมพันธ์กับขั้วเศรษฐกิจสำคัญ เชื่อมโยงอาเซียน และใช้ประโยชน์จาก FTA พร้อมขยายความร่วมมือแบบ Co-Creation หรือ Sell With สู่การร่วมพัฒนาสินค้า เทคโนโลยี การลงทุน และตลาด เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมระยะยาว โดยมีความน่าเชื่อถือของฐานการผลิต
    และระบบตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นรากฐาน
        เสาหลักที่สอง Building Resilience: การสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือ
    และฟื้นตัว กระจายแหล่งพลังงาน วัตถุดิบ และเส้นทางขนส่ง รักษาความมั่นคงทางอาหาร ปกป้องโครงสร้างพื้นฐานและระบบดิจิทัล รวมถึงลงทุนรับมือภัยพิบัติเพื่อลดการหยุดชะงักของการผลิตและโลจิสติกส์ ควบคู่กับการรักษากำลังสำรองทางการคลังและดูแลสภาพคล่องของครัวเรือนกับ SMEs ความพร้อมรับวิกฤตจึงเป็น
    ทั้งหลักประกันความเป็นอยู่ของประชาชนและปัจจัยสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย
        เสาหลักที่สาม Driving Sustainable Growth: การขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน 
    เชื่อมการส่งออกและการลงทุนเข้ากับผู้ผลิตและผู้ให้บริการไทย ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม การถ่ายทอดเทคโนโลยี และ
    การพัฒนาทักษะในประเทศ พร้อมยกระดับ SMEs ผ่านการแข่งขันที่เป็นธรรม การเข้าถึงเงินทุน และตลาดใหม่ ต่อยอดเศรษฐกิจผู้มาเยือนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน และสนับสนุนการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
        นางศุภจีกล่าวปิดท้าย ฝากผู้นำจากภาคทหาร ภาครัฐ และภาคเอกชนให้ร่วมขับเคลื่อนความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยทุกนโยบายควรตอบให้ได้ว่า เพิ่มขีดความสามารถของประเทศหรือไม่ ลดความเปราะบางและสร้างทางเลือกหรือไม่ และสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาวหรือไม่ พร้อมเสนอให้พัฒนาข้อมูลการพึ่งพาสินค้าสำคัญ ระบบเตือนภัย และแผนสำรองร่วมกัน เพื่อให้ประเทศตัดสินใจได้ทันการณ์ รักษาความต่อเนื่องของเศรษฐกิจ และคุ้มครองประชาชนเมื่อเผชิญวิกฤต
    —————————
    กระทรวงพาณิชย์
    8 ตุลาคม 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2263&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dyW9zMHFz2LMjekHHL3gX

  • สงครามเศรษฐกิจกลางไฟสงคราม ทรัมป์เดินหน้าบีบอิหร่าน เตหะรานไม่ยอมถอย | เดลินิวส์

    สงครามเศรษฐกิจกลางไฟสงคราม ทรัมป์เดินหน้าบีบอิหร่าน เตหะรานไม่ยอมถอย | เดลินิวส์

    นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านเปิดฉาก เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ปีนี้ ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลวอชิงตันกับรัฐบาลเตหะรานยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่แปด โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสู้รบทางทหาร แต่ขยายเป็นสงครามเศรษฐกิจที่รัฐบาลวอชิงตันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้การปิดล้อมและมาตรการคว่ำบาตรเป็นเครื่องมือกดดันให้อิหร่านยอมอ่อนข้อเรื่องโครงการนิวเคลียร์และเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ทว่าแม้เศรษฐกิจจะเสียหายหนักขึ้น เตหะรานก็ยังไม่ส่งสัญญาณว่าจะยอมจำนน

    ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา สหรัฐให้น้ำหนักกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจมากกว่าการเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ แม้มีรายงานว่ากองทัพสหรัฐเตรียมแผนโจมตีต่อเนื่องสามวันไว้แล้วก็ตาม เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ทรัมป์กล่าวว่าจะไม่โจมตีอิหร่านก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม โดยอ้างว่าทั้งสองฝ่ายกำลังหารือกันอย่างได้ผล แต่ยืนยันว่า มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านจะยังมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่

    หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือมาตรการกดดันการคลังสหรัฐ ซึ่งมุ่งตัดช่องทางการเงินที่หล่อเลี้ยงรัฐบาลเตหะราน ผ่านการคว่ำบาตรบุคคล บริษัท และเครือข่ายที่ถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานทางทหารของอิหร่าน โดยกระทรวงการคลังยังประกาศคว่ำบาตรเรือบรรทุกน้ำมันอีก 17 ลำ ซึ่งระบุว่าเกี่ยวข้องกับกองเรือเงาที่ใช้ขนส่งน้ำมันอิหร่านเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

    ที่ผ่านมา อิหร่านพยายามหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรผ่านกองเรือเงา การปิดระบบระบุตำแหน่งเรือ การถ่ายน้ำมันกลางทะเล และช่องทางชำระเงินนอกระบบธนาคารตะวันตก โดยมีจีนเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ แต่การปิดล้อมทางทะเลสร้างอุปสรรคที่ยากจะหลบเลี่ยง เพราะกระทบต่อการขนส่งน้ำมันโดยตรง ข้อมูลจากเคปเลอร์ระบุว่า อิหร่านไม่ได้บรรทุกน้ำมันดิบเพื่อส่งออกเลย นับตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา

    ผลกระทบเริ่มปรากฏชัดในเศรษฐกิจภายในประเทศ กำลังการผลิตน้ำมันดิบลดลงราวครึ่งหนึ่ง ขณะที่ข้อมูลของรัฐบาลอิหร่านระบุว่า เศรษฐกิจหดตัวในอัตรา 10% ต่อปี ระหว่างเดือนมี.ค.-มิ.ย. ส่วนเงินเฟ้อพุ่งแตะ 90% ในเดือนก.ย. และมีค่าเฉลี่ย 73% ตลอดปีที่ผ่านมา รายได้จากเงินตราต่างประเทศที่ลดลงยิ่งซ้ำเติมทุนสำรอง กดดันค่าเงินเรียล และเพิ่มภาระค่าครองชีพของประชาชน

    แม้เผชิญแรงกดดันอย่างหนัก อิหร่านยังไม่ยอมผ่อนปรนจุดยืนเรื่องโครงการนิวเคลียร์ ขณะที่การเจรจาเกี่ยวกับเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังสะดุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า นักวิเคราะห์มองว่าโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์และการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างเข้มงวดช่วยให้รัฐบาลรับมือกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจได้มากกว่าที่รัฐบาลวอชิงตันคาดการณ์ไว้

    รัฐบาลเตหะรานยังใช้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก เป็นเครื่องมือต่อรอง ความไม่แน่นอนด้านการเดินเรือทำให้สหรัฐฯ ต้องทุ่มทรัพยากรทางทหารเพื่อรักษาการปิดล้อมและคุ้มกันเรือ ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันโลกที่ยังสูงกว่าช่วงก่อนสงครามก็เพิ่มแรงกดดันทางการเมืองต่อทรัมป์ในช่วงใกล้การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ ในวันที่ 3 พ.ย. นี้

    ความขัดแย้งกำลังกลายเป็นการแข่งขันว่าใครจะทนต่อแรงกดดันได้นานกว่ากัน แม้คนใกล้ชิดทรัมป์บางส่วนเริ่มตั้งคำถามว่า การใช้กำลังทหารจะเปลี่ยนการตัดสินใจของอิหร่านได้จริงหรือไม่ แต่ยังมีฝ่ายที่เชื่อว่าการโจมตีอย่างหนักในระยะสั้นอาจเร่งให้อิหร่านอ่อนกำลังลง

    สำหรับรัฐบาลเตหะราน การต่อต้านไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่เกี่ยวพันกับศักดิ์ศรีและความอยู่รอดของระบอบ ขณะที่ทรัมป์มองว่า การปิดล้อมเป็นทางเลือกแทนการกลับเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ คำถามสำคัญคือ เศรษฐกิจอิหร่านจะทรุดหนักจนรัฐบาลต้องยอมถอยก่อนหรือไม่ หรือแรงกดดันทางเศรษฐกิจและต้นทุนของสงครามจะทำให้ทั้งสองฝ่ายหันกลับสู่โต๊ะเจรจาอย่างจริงจัง ก่อนที่ความเสียหายจะเกินกว่าจะรับไหว.

    ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : REUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6261326/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qjZ0UeTXeLPWEggJ9ad85

  • ‘ศุภจี’ เสนอ 3 เสาหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจรับบริบทโลกใหม่ | เดลินิวส์

    ‘ศุภจี’ เสนอ 3 เสาหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจรับบริบทโลกใหม่ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 9 ต.ค. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษเปิดภาคการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 69 ที่หอประชุม วปอ. เมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา ในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจไทยในภูมิทัศน์โลกใหม่: การสร้างสมดุลอำนาจ ความยืดหยุ่น และการเติบโตอย่างยั่งยืน” โดยเน้นย้ำว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นส่วนหนึ่ง
    ของความมั่นคงแห่งชาติ ไทยต้องรักษาทางเลือกในการร่วมมือกับโลก เตรียมพร้อมรับแรงกระแทก และทำให้โอกาสจากการค้าและการลงทุนสร้างรายได้และความสามารถให้คนไทยอย่างทั่วถึง

    นางศุภจี ระบุว่า การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ การปรับห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสังคมสูงวัย กำลังเปลี่ยนกติกาเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นนอกประเทศสามารถส่งผ่านถึงต้นทุนธุรกิจ การจ้างงาน และค่าครองชีพได้รวดเร็ว ไทยจึงต้องดูแลเสถียรภาพระยะสั้นควบคู่กับการปรับโครงสร้าง เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดความเปราะบาง โดยเสนอมุมมองให้วางแนวทางผ่านยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก

    เสาหลักแรก Balancing Power: การสร้างสมดุลอำนาจและรักษาทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ กระจายตลาดและเครือข่ายหุ้นส่วน รักษาความสัมพันธ์กับขั้วเศรษฐกิจสำคัญ เชื่อมโยงอาเซียน และใช้ประโยชน์จาก FTA พร้อมขยายความร่วมมือแบบ Co-Creation หรือ Sell With สู่การร่วมพัฒนาสินค้า เทคโนโลยี การลงทุน และตลาด เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมระยะยาว โดยมีความน่าเชื่อถือของฐานการผลิต
    และระบบตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นรากฐาน

    เสาหลักที่สอง Building Resilience: การสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือ และฟื้นตัว กระจายแหล่งพลังงาน วัตถุดิบ และเส้นทางขนส่ง รักษาความมั่นคงทางอาหาร ปกป้องโครงสร้างพื้นฐานและระบบดิจิทัล รวมถึงลงทุนรับมือภัยพิบัติเพื่อลดการหยุดชะงักของการผลิตและโลจิสติกส์ ควบคู่กับการรักษากำลังสำรองทางการคลังและดูแลสภาพคล่องของครัวเรือนกับ SMEs ความพร้อมรับวิกฤตจึงเป็น ทั้งหลักประกันความเป็นอยู่ของประชาชนและปัจจัยสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย

    เสาหลักที่สาม Driving Sustainable Growth: การขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน เชื่อมการส่งออกและการลงทุนเข้ากับผู้ผลิตและผู้ให้บริการไทย ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะในประเทศ พร้อมยกระดับ SMEs ผ่านการแข่งขันที่เป็นธรรม การเข้าถึงเงินทุน และตลาดใหม่ ต่อยอดเศรษฐกิจผู้มาเยือนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน และสนับสนุนการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    นางศุภจี กล่าวปิดท้าย ฝากผู้นำจากภาคทหาร ภาครัฐ และภาคเอกชนให้ร่วมขับเคลื่อนความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยทุกนโยบายควรตอบให้ได้ว่า เพิ่มขีดความสามารถของประเทศหรือไม่ ลดความเปราะบางและสร้างทางเลือกหรือไม่ และสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาวหรือไม่ พร้อมเสนอให้พัฒนาข้อมูลการพึ่งพาสินค้าสำคัญ ระบบเตือนภัย และแผนสำรองร่วมกัน เพื่อให้ประเทศตัดสินใจได้ทันการณ์ รักษาความต่อเนื่องของเศรษฐกิจ และคุ้มครองประชาชนเมื่อเผชิญวิกฤต.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6261364/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qV1MQZJ4NUwHi6u-u8LT1

  • พาณิชย์ ยอมรับ น้ำท่วมกระทบรายได้ประชาชน-เตรียมใช้ไทยช่วยไทย ธงฟ้า

    พาณิชย์ ยอมรับ น้ำท่วมกระทบรายได้ประชาชน-เตรียมใช้ไทยช่วยไทย ธงฟ้า

    พาณิชย์ ยอมรับ น้ำท่วมกระทบรายได้ประชาชน-เตรียมใช้ไทยช่วยไทย ธงฟ้า

    วันนี้, 11:02น.

              ผลกระทบเศรษฐกิจไทย หลังเผชิญอุทกภัยในปี 2569 นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ปี 2569 ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ณ วันที่ 7 ตุลาคม 2569 พบว่า ตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 เป็นต้นมา มีพื้นที่ประสบอุทกภัยสะสมรวม 50 จังหวัด และกรุงเทพฯ มีประชาชนได้รับผลกระทบ ประมาณ 1.48 ล้านครัวเรือน หรือมากกว่า 4.20 ล้านคน ขณะที่การติดตามราคาสินค้าในห้างโมเดิร์นเทรดช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 พบว่า กว่า 70% ของรายการสินค้าที่ติดตาม ราคาทรงตัว ขณะที่ 12.4% ราคาปรับเพิ่มขึ้น และอีก 16.9% ราคาปรับลดลง สะท้อนว่าการปรับขึ้นของราคาสินค้ายังไม่กระจายเป็นวงกว้าง

              อย่างไรก็ตาม ผักสดบางรายการเผชิญแรงกดดันด้านราคา เช่น ผักบุ้งจีน กะเพรา และโหระพา ซึ่งมีอายุการเก็บรักษาสั้น และอ่อนไหวต่อทั้งน้ำท่วม พื้นที่เพาะปลูก และข้อจำกัดด้านการขนส่ง กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จึงเร่งประสานนำผักจากแหล่งผลิตที่ไม่ได้รับผลกระทบเข้าสู่ตลาดกลางอย่างต่อเนื่อง

              ล่าสุด ราคาขายส่งผักหลายรายการเริ่มปรับลดลง สอดคล้องกับปริมาณผลผลิตที่ทยอยเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ขณะที่ไข่ไก่เป็นอีกสินค้าที่ต้องติดตาม เนื่องจากฟาร์มผู้ผลิตบางแห่ง ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม กระทรวงพาณิชย์ จึงขอความร่วมมือผู้ส่งออกไข่ไก่ชะลอและเลื่อนแผนการส่งออกในช่วงนี้ เพื่อเพิ่มปริมาณสินค้าในประเทศ พร้อมขอความร่วมมือผู้เลี้ยงตรึงราคาไข่ไก่หน้าฟาร์ม เพื่อรักษาปริมาณสินค้าและเสถียรภาพราคา

              นอกจากราคาสินค้าแล้ว อีกประเด็นที่ต้องติดตาม คือ รายได้สภาพคล่อง และกำลังซื้อของครัวเรือน เนื่องจากน้ำท่วมอาจทำให้การประกอบอาชีพ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ไม่สามารถดำเนินได้ตามปกติ ส่งผลให้รายได้บางส่วนลดลง ขณะที่ครัวเรือนมีรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้น ทั้งค่าอาหาร การเดินทาง การเคลื่อนย้ายและดูแลทรัพย์สิน ตลอดจนค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และอุปกรณ์ประกอบอาชีพหลังน้ำลด

              ภาวะที่รายได้ลดลง พร้อมกับรายจ่ายจำเป็นที่เพิ่มขึ้น ย่อมกดดันสภาพคล่อง ทำให้ครัวเรือนอาจต้องนำเงินออมออกมาใช้ หารายได้เพิ่มเติม หรือลดการใช้จ่ายในหมวดอื่น ซึ่งอาจส่งผลต่อกำลังซื้อ และกิจกรรมการค้าในพื้นที่ในระยะต่อไป

               สนค. เห็นว่า การรับมือน้ำท่วมในมิติด้านการค้า ควรให้ความสำคัญกับการรักษาความต่อเนื่องของการผลิต และการกระจายสินค้า การติดตามปริมาณและราคาสินค้าจำเป็น รวมถึงการดูแลค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชน ขณะที่หลังน้ำลดควรสนับสนุนให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้ากลับมาดำเนินได้โดยเร็ว เพื่อช่วยฟื้นฟูรายได้ของประชาชน และผู้ประกอบการ ในพื้นที่

              ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ เตรียมดำเนินโครงการ ไทยช่วยไทย ธงฟ้า ลดค่าครองชีพ ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป โดยนำสินค้าอุปโภค-บริโภคราคาประหยัดไปจำหน่าย เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงฟื้นฟู ตั้งเป้าจัดกิจกรรมกว่า 1,000 แห่ง ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/165044&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gxt2WxvU1mCu6hQ73pfJ_

  • “วราวุธ” เผย น้ำท่วมนิคมฯ ลาดกระบัง-บางชัน ยังไม่มีผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ กำชับ กนอ. ดูแลชุมชนรอบข้าง ระบุ ตราบใดที่ฟ้ายังครึ้มก็ยังประมาทไม่ได้

    “วราวุธ” เผย น้ำท่วมนิคมฯ ลาดกระบัง-บางชัน ยังไม่มีผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ กำชับ กนอ. ดูแลชุมชนรอบข้าง ระบุ ตราบใดที่ฟ้ายังครึ้มก็ยังประมาทไม่ได้

    “วราวุธ” เผย น้ำท่วมนิคมฯ ลาดกระบัง-บางชัน ยังไม่มีผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ กำชับ กนอ. ดูแลชุมชนรอบข้าง ระบุ ตราบใดที่ฟ้ายังครึ้มก็ยังประมาทไม่ได้

    วันที่ 28 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง และนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ว่า ปัจจุบันพบน้ำท่วมขังในบริเวณพื้นที่ส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรม โดยมีระดับน้ำสูงตั้งแต่ประมาณ 20 เซนติเมตร ถึงเกือบ 50 เซนติเมตร ขณะนี้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งใช้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังและนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ซึ่งเป็นช่วงที่ระดับน้ำทะเลกำลังลดลง ไม่ใช่น้ำทะเลหนุนสูง จึงต้องฉวยโอกาสนี้เร่งระบายน้ำออกจากทุกพื้นที่

    นายวราวุธ กล่าวว่า สถานการณ์ครั้งนี้มีความแตกต่างจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 54 เนื่องจากในปี 54 เป็นมวลน้ำหลากมาจากทางภาคเหนือไหลลงมาท่วมพื้นที่ ซึ่งนับตั้งแต่ปี 54 เป็นต้นมา แต่ละนิคมอุตสาหกรรมได้ดำเนินการสร้างคันกั้นน้ำรอบพื้นที่ไว้เรียบร้อยแล้วทุกแห่ง แต่สำหรับสถานการณ์ในช่วง 4–5 วันที่ผ่านมา เกิดจากสภาวะหย่อมความกดอากาศต่ำแช่ตัวในกรุงเทพ ไม่เคลื่อนตัวออกไปทำให้เกิดฝนตกหนักสะสม และขังอยู่ในพื้นที่ตัวนิคมอุตสาหกรรมโดยตรง อย่างไรก็ตาม จากรายงานเบื้องต้นยังไม่พบความเสียหายเชิงเศรษฐกิจในนิคมฯหรือมีความเสียหายเกิดขึ้นกับโรงงานอุตสาหกรรมในส่วนสำคัญ แม้จะมีน้ำเอ่อล้นเข้าพื้นที่ส่วนกลางบ้าง แต่ยังไม่เข้าถึงจุดสำคัญ โดยผู้ว่าการ กนอ. ได้จัดเตรียมกระสอบทรายและมาตรการป้องกันพื้นที่ของแต่ละโรงงานไว้แล้ว ทั้งนี้ หากมีประเด็นความเสียหายเกิดขึ้น ทาง กนอ. พร้อมที่จะเข้าไปช่วยสนับสนุนและดูแลทันที

    นายวราวุธ กล่าวว่า การสูบระบายน้ำออกจากนิคมฯ ไปยังลำคลองและทางระบายน้ำ ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในชุมชนโดยรอบด้วย เนื่องจากประชาชนก็ประสบปัญหาน้ำท่วมจากปริมาณฝนที่ตกหนักเช่นกัน ตนได้กำชับให้ผู้ว่าการ กนอ. เข้าไปดูแลชุมชนรอบนิคมฯ อย่างใกล้ชิด ซึ่งในนิคมฯ บางแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกที่เป็นนิคมเทคโนโลยีสูง (Hi-Tech) มีความจำเป็นต้องปกป้องระดับน้ำภายในนิคมอุตสาหกรรมไว้ แต่หากการสูบน้ำออกส่งผลกระทบให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน กนอ.ก็พร้อมเข้าไปช่วยเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนให้ตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่

    เมื่อถามว่า สถานการณ์ตอนนี้ไม่น่าห่วงแล้วใช่หรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ตราบใดที่สภาพอากาศยังครึ้มฝนก็ยังไม่สามารถประมาทได้ เนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นทำให้อัตราการระเหยของน้ำไปก่อตัวเป็นเมฆเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม จากการติดตามการเคลื่อนตัวของกลุ่มเมฆล่าสุด พบว่าเริ่มเคลื่อนตัวไปทางตอนเหนือของประเทศไทยแล้ว และคาดว่าภายใน 1–2 วันจะเคลื่อนผ่านประเทศไทยออกไป ซึ่งจะเป็นสัญญาณว่าปริมาณฝนในพื้นที่น่าจะเบาลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/80162&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i13Whkh5PXuyZD6i9aRdM

  • อนุ กมธ.ดิจิทัลฯ เผยไทยจ่ายค่าบริการต่างชาติกว่า 2 แสนล้านบาท เสนอ 5 มาตรการหนุนซอฟต์แวร์ไทย

    อนุ กมธ.ดิจิทัลฯ เผยไทยจ่ายค่าบริการต่างชาติกว่า 2 แสนล้านบาท เสนอ 5 มาตรการหนุนซอฟต์แวร์ไทย

    วันนี้, 05:24น.

              นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันดิจิทัลไทย ในคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการรวบรวมข้อมูลร่วมกับกรมสรรพากรและธนาคารแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับการใช้บริการและแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างประเทศของไทย ว่าข้อมูลในปีงบประมาณ 2568 พบว่าคนไทยและภาคธุรกิจจ่ายค่าบริการดิจิทัลแก่ผู้ให้บริการต่างประเทศประมาณ 260,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยวันละกว่า 700 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 300,000 ล้านบาท ส่วนบริการที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุดคือโฆษณาออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น Facebook และ TikTok รวมกว่า 115,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 44 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีบริการแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพลง เกม ภาพยนตร์ ปัญญาประดิษฐ์ และระบบคลาวด์ ซึ่งตลาดไทยยังพึ่งพาผู้ให้บริการต่างประเทศในสัดส่วนสูง

              ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยยังแสดงให้เห็นว่า ไทยขาดดุลบริการดิจิทัลประมาณ 380,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสูงที่สุดในอาเซียน ขณะที่รัฐจัดเก็บภาษีจากบริการได้ไม่ถึง 20,000 ล้านบาท จึงเสนอ 5 แนวทาง ได้แก่ ให้กรมสรรพากรและกระทรวงการคลังจัดทำรายงานเงินที่ไหลออกจากการใช้บริการดิจิทัลเป็นประจำทุกปี ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยจัดทำสถิติการชำระค่าบริการดิจิทัลข้ามพรมแดนแยกตามประเภท ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เชื่อมโยงทะเบียนบริการดิจิทัลให้อยู่ในระบบเดียวกัน พร้อมเสนอให้หน่วยงานส่งเสริมการลงทุนและนวัตกรรมร่วมสนับสนุนแพลตฟอร์มและซอฟต์แวร์ที่พัฒนาโดยผู้ประกอบการไทย รวมถึงขอให้หน่วยงานภาครัฐเพิ่มสัดส่วนการใช้ซอฟต์แวร์ไทย เพื่อลดการนำเข้าและรักษาเม็ดเงินไว้ภายในประเทศ

    …

    วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา

    #เศรษฐกิจ

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/165032&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0s1zwGcCYTB1JjbmumICXW

  • ยอดส่งออกเยอรมนีเดือนส.ค. พลิกลดลงผิดคาด ส่อแววเศรษฐกิจ Q3/69 ซบเซา หลังยอดส่งไปสหรัฐฯ วูบ : อินโฟเควสท์

    ยอดส่งออกเยอรมนีเดือนส.ค. พลิกลดลงผิดคาด ส่อแววเศรษฐกิจ Q3/69 ซบเซา หลังยอดส่งไปสหรัฐฯ วูบ : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีรายงานในวันนี้ (8 ต.ค.) ว่า ยอดส่งออกของเยอรมนีในเดือนส.ค. ปรับตัวลดลงสวนทางกับที่คาดการณ์ไว้ โดยมีสาเหตุหลักมาจากยอดส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่ทรุดตัวลง ซึ่งสะท้อนว่าโมเมนตัมการเติบโตของเศรษฐกิจเยอรมนี ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในยูโรโซน เริ่มแผ่วลงหลังจากที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี และส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 3/2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลง

    ตัวเลขสถิติชี้ว่า ยอดส่งออกเดือนส.ค. ปรับตัวลง 0.8% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ต่ำกว่าที่ผลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.6%

    ยอดส่งออกไปยังกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (EU) ลดลง 0.6% เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่ยอดส่งออกไปยังประเทศนอกกลุ่ม EU ปรับตัวลง 1.1% นำโดยยอดส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่ดิ่งลงถึง 6.3% เมื่อเทียบกับเดือนก.ค. สวนทางกับยอดส่งออกไปยังสหราชอาณาจักรที่พุ่งขึ้น 16.7%

    ส่วนยอดส่งออกไปยังจีนขยับขึ้น 4.7% ทว่ายอดนำเข้าสินค้าจากจีนกลับพุ่งสูงขึ้นกว่าถึง 11.0%

    ด้านยอดนำเข้ารวมของประเทศขยับขึ้น 0.9% เมื่อเทียบกับเดือนก.ค. หลังปรับตามปัจจัยฤดูกาลและตามปฏิทินแล้ว ส่งผลให้ยอดเกินดุลการค้าของเยอรมนีลดลงมาอยู่ที่ 1.95 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.18 หมื่นล้านดอลลาร์) ในเดือนส.ค. จากระดับ 2.16 หมื่นล้านยูโรในเดือนก.ค.

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/661387&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DiQrlRRgI3fp-8VKzrkc-

  • ตลาดหุ้นยุโรปเปิดลบ แรงกดดันน้ำมันพุ่ง-บอนด์ยีลด์ดีดตัว จุดชนวนวิตกเงินเฟ้อฉุดเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดลบ แรงกดดันน้ำมันพุ่ง-บอนด์ยีลด์ดีดตัว จุดชนวนวิตกเงินเฟ้อฉุดเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดลบในวันนี้ นำโดยหุ้นกลุ่มธนาคารที่ดิ่งลงเกือบ 2% ขณะที่แรงเทขายพันธบัตรระลอกใหม่และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ได้ซ้ำเติมความกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    • ดัชนี STOXX 600 [STOXX.X] เปิดตลาดที่ระดับ 627.91 จุด ลดลง 2.34 จุด หรือ -0.37%
    • ดัชนี CAC-40 [CAC40.X] ตลาดหุ้นฝรั่งเศสเปิดตลาดที่ระดับ 7,713.39 จุด ลดลง 55.82 จุด หรือ -0.72%
    • ดัชนี DAX [DAX.X] ตลาดหุ้นเยอรมนีเปิดตลาดที่ระดับ 24,884.62 จุด ลดลง 219.74 จุด หรือ -0.88%

    ณ เวลา 15:06 น. ตามเวลาไทย หุ้น Deutsche Bank ปรับตัวลดลง 1.46%, หุ้น Banco ‌Santander ปรับตัวลดลง 2.12%, หุ้น Societe Generale ปรับตัวลดลง 2.16% และหุ้น Unicredit ปรับตัวลดลง 2.64% โดยลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สอง หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในยูโรโซนพุ่งขึ้นเข้าใกล้ระดับสูงสุดในรอบล่าสุด

    ด้านรายงานการประชุมนโยบายการเงินครั้งล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ระบุว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงยังคงมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับความจำเป็นในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยตลาดกำลังรอดูรายงานการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อหาเบาะแสเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินในระยะถัดไป

    โดย กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/661298&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wRb3uxHyv4gzH6QlvzxcJ