Category: เศรษฐกิจ

  • ไทย-เวียดนาม ร่วมลงนาม 4 ความร่วมมือสำคัญ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอนาคต

    ไทย-เวียดนาม ร่วมลงนาม 4 ความร่วมมือสำคัญ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอนาคต

    ไทย-เวียดนาม เดินหน้าสู่ 50 ปีแห่งการ “เติบโตไปด้วยกัน” ร่วมลงนาม 4 ความร่วมมือสำคัญ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอนาคต

    วันนี้ (28 พ.ค.69) เวลา 11.35 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย และ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือสำคัญระหว่างไทยและเวียดนาม จำนวน 4 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม การพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน และการศึกษา

    พร้อมเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ภายใต้แนวคิด “Growing Together” หรือ “เติบโตไปด้วยกัน” โดยตราสัญลักษณ์ออกแบบเป็นเลข “5” สื่อถึงความก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเลข “0” สื่อถึงความมั่นคงและความเป็นเอกภาพ เพื่อนำพาทั้งสองประเทศก้าวสู่อนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน

    หลังเสร็จสิ้นพิธีฯ ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดย ปธน.เวียดนามย้ำว่า เวียดนามให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศไทย และพร้อมร่วมมืออย่างใกล้ชิดเพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

    โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้ร่วมหารือเเบบเต็มคณะ และเห็นพ้องขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งด้านการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ รวมถึงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Three Connects” เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น และเชื่อมโยงยุทธศาสตร์สีเขียว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งสองประเทศ

    ทั้งนี้ นายกฯ ไทย ระบุว่า การเยือนครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย-เวียดนาม ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และช่วยต่อยอดความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม ซึ่งเติบโตอย่างมั่นคงตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนไทยและเวียดนามต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/72754&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31RkPk2YQRCVVxAiYcV-tm

  • ไทย-เวียดนาม เดินหน้าสู่ 50 ปีแห่งการ “เติบโตไปด้วยกัน” พร้อมเป็นสักขีพยานลงนาม 4 ความร่วมมือสำคัญ เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอนาคต

    ไทย-เวียดนาม เดินหน้าสู่ 50 ปีแห่งการ “เติบโตไปด้วยกัน” พร้อมเป็นสักขีพยานลงนาม 4 ความร่วมมือสำคัญ เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอนาคต

    ไทย-เวียดนาม เดินหน้าสู่ 50 ปีแห่งการ “เติบโตไปด้วยกัน” พร้อมเป็นสักขีพยานลงนาม 4 ความร่วมมือสำคัญ เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอนาคต


    28/05/2569 | 59 |

    วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2569) เวลา 11.35 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (H.E. Mr. To Lam, General Secretary of the Central Committee of the Communist Party of Viet Nam and the President of the Socialist Republic of Viet Nam) ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือสำคัญระหว่างไทยและเวียดนาม ก่อนร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม และแถลงข่าวร่วม ซึ่งบรรยากาศการพบหารือ ทั้งการหารือเเบบเต็มคณะ  (Plenary) และพิธีการต่าง ๆ เป็นไปด้วยความอบอุ่นและชื่นมื่น สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและเวียดนาม พร้อมทั้งแสดงถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของผู้นำทั้งสองประเทศในการสานต่อและยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

    ทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือ จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่

    1. แผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย–เวียดนาม ปี 2569 – 2574 (Plan of Action on Implementing the Comprehensive Strategic Partnership between Thailand and Viet Nam 2026 – 2031)
    2. การแลกหนังสือทางการทูตระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเวียดนาม เพื่อยืนยันว่าทั้งสองกระทรวงเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการดำเนินงานและการประสานความร่วมมือภายใต้ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Exchange of Diplomatic Notes between the Ministry of Higher Education, Science, Research and Innovation of the Kingdom of Thailand and the Ministry of Science and Technology of the Socialist Republic of Viet Nam confirming that the two ministries are the lead agencies responsible for the implementation and coordination of cooperation under the Agreement between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Socialist Republic of Viet Nam on Cooperation on Science, Technology and Innovation)
    3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน 
    (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ เวียตเจ็ท (VIETJET GROUP) (Memorandum of Understanding on the Collaboration for the Development of MRO Center at U-Tapao International Airport)
    4. บันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และการจัดการปกครองแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (Memorandum of Understanding between the Academy of Public Administration and Governance, Vietnam and Khon Kaen University)

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเวียดนามได้ร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ภายใต้แนวคิด “Growing Together” หรือ “เติบโตไปด้วยกัน” เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 โดยตราสัญลักษณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงมิตรภาพอันยาวนาน การเติบโตร่วมกัน และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของไทยและเวียดนาม ผ่านการออกแบบเลข “5” ที่สื่อถึงความก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเลข “0” ที่สื่อถึงความมั่นคงและความเป็นเอกภาพ เพื่อนำพาทั้งสองประเทศก้าวสู่อนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน

    ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดฯ ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

    นายกรัฐมนตรียินดีที่ประธานาธิบดีเวียดนามเลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนภายหลังเข้ารับตำแหน่ง สะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะในปีแห่งการครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – เวียดนาม โดยทั้งสองฝ่ายได้ร่วมพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์เฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามอย่างเป็นทางการ พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามแลกเปลี่ยนแผนปฏิบัติการว่าด้วยการดำเนินความร่วมมือภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศ เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระยะต่อไปอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม

    ด้านประธานาธิบดีเวียดนามกล่าวยินดีที่ได้เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในช่วงเวลาสำคัญของการครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – เวียดนาม พร้อมขอบคุณรัฐบาลและประชาชนชาวไทยสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและสมเกียรติ โดยชื่นชมความสำเร็จของประเทศไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และเชื่อมั่นว่าไทยจะสามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาประเทศในระยะต่อไปได้อย่างประสบความสำเร็จ ทั้งยังชื่นชมบทบาทสำคัญของไทยในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคและการเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาคมอาเซียน พร้อมย้ำว่าเวียดนามให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศไทย และพร้อมร่วมมืออย่างใกล้ชิดเพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของภูมิภาค

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้ร่วมหารือเเบบเต็มคณะ ถึงประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

    1. ด้านการเมืองและความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือด้านการทหาร การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะ Online Scam และการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และย้ำหลักการไม่อนุญาตให้บุคคลใดใช้ดินแดนของอีกฝ่ายในการเคลื่อนไหวทางการเมือง และจะร่วมกันผลักดันการดำเนินการตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรอบอาเซียนไปปฏิบัติอย่างจริงจัง รวมถึงการธำรงบทบาทแกนกลางของอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายของภูมิภาค

    2. ด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยจะไปเปิดงานสัมมนาทางธุรกิจไทย-เวียดนามในบ่ายวันนี้ด้วย พร้อมตั้งเป้าหมายผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีโดยเร็ว รวมถึงส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังร่วมเป็นสักขีพยานในการแลกเปลี่ยน MOU ระหว่างบริษัท Vietjet กับ EEC เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในพื้นที่ EEC

    ไทยและเวียดนามจะร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Three Connects” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองประเทศ ประกอบด้วย การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์สีเขียว โดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กันไป

    3. ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ยินดีที่ได้มีการแลกหนังสือทางการทูตระหว่างหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ของทั้งสองประเทศ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศ ดาวเทียม เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีการเกษตร ตลอดจนหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีเสนอให้ไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ร่วมกันมีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาในอนุภูมิภาคอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

    ในช่วงท้าย ประธานาธิบดีเวียดนาม กล่าวเชิญนายกรัฐมนตรีเยือนเวียดนามในโอกาสแรก ขณะที่นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ผลการหารือในครั้งนี้จะช่วยต่อยอดความสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม ซึ่งเติบโตอย่างมั่นคงตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนไทยและเวียดนามต่อไป

    ที่มา: https://www.thaigov.go.th/th/news/164544


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/507354&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PQYuXlz15Squs_RKMnUkR

  • “โจ ชัยวัฒน์” จากมือเศรษฐกิจ พรรคส้ม สู่ผู้ท้าชิงตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ กทม.”

    “โจ ชัยวัฒน์” จากมือเศรษฐกิจ พรรคส้ม สู่ผู้ท้าชิงตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ กทม.”

    ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ โจ อายุ 45 ปี และรองหัวหน้าพรรคประชาชน อดีต สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และนโยบายสาธารณะ ผลงานในสภาใน ฐานะ สส.อภิปรายวิพากษ์ และตั้งคำถามถึงนโยบายของรัฐบาลหลายครั้ง ทั้งการอภิปรายวิเคราะห์นโยบายแจกเงินดิจิทัลว่า จะสามารถสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ ปัญหาหนี้สาธารณะ และ วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2569 จากผลกระทบด้านต่าง ๆ

    “โจ ชัยวัฒน์” จากมือเศรษฐกิจ พรรคส้ม สู่ผู้ท้าชิงตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ กทม.”

    “โจ ชัยวัฒน์” จากมือเศรษฐกิจ พรรคส้ม สู่ผู้ท้าชิงตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ กทม.”

    ล่าสุด ชัยวัฒน์ ประกาศตัวเป็นแคนดิเดตผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สังกัดพรรคประชาชน โดยจับสลากได้หมายเลข 10 มีแคมเปญในการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ ทั้ง “กรุงเทพฯ ดีกว่านี้ได้อีก” และ “กรุงเทพฯ ง่ายๆ” โดย ชัยวัฒน์ มีประวัติที่น่าสนใจ ดังนี้

    ประวัติการศึกษา

    ปริญญาเอก : Doctor of Philosophy สาขา Information Science จาก Japan Advanced Institute of Science and Technology (JAIST) ประเทศญี่ปุ่น

    ปริญญาตรี : วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (เกียรตินิยมอันดับ 1) จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    มัธยม : โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

    “โจ ชัยวัฒน์” จากมือเศรษฐกิจ พรรคส้ม สู่ผู้ท้าชิงตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ กทม.”

    “โจ ชัยวัฒน์” จากมือเศรษฐกิจ พรรคส้ม สู่ผู้ท้าชิงตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ กทม.”

    ประสบการณ์การทำงาน

    รองผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร (ตำแหน่งสุดท้าย) ธนาคารแห่งประเทศไทย (2556 – 2566)

    ที่ปรึกษา, ศูนย์นวัตกรรมของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ Bank for International Settlements (BIS), Innovation Hub (2563-2564)

    นักวิจัยอาวุโส NEC Corporation, Central Research Labs. (2554-2556)

    นักวิจัย Japan Advanced Institute of Science and Technology (2551-2554)

    วิศวกร บริษัท Schlumberger Overseas S.A. (2545)

    “โจ ชัยวัฒน์” จากมือเศรษฐกิจ พรรคส้ม สู่ผู้ท้าชิงตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ กทม.”

    “โจ ชัยวัฒน์” จากมือเศรษฐกิจ พรรคส้ม สู่ผู้ท้าชิงตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ กทม.”

    เส้นทางการเมือง

    ชัยวัฒน์ เบนเข็ม เข้าสู่สนามการเมืองในฝั่งของค่ายสีส้ม โดยเป็นหนึ่งในทีมเศรษฐกิจ และลงสนามการเมืองอย่างเป็นทางการในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลเมื่อปี 2566 และเมื่อพรรคก้าวไกลถูกยุบ จึงมาสังกัดพรรคประชาชน

    ปัจจุบัน เพื่อลงชิงชัยในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพ ครั้งนี้ ทำให้เขาต้องลาออกจากตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ เปิดทางให้นายกรุณพล เทียนสุวรรณ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อลำดับถัดไป เลื่อนขึ้นมาดำรงตำแหน่ง สส. แทน

    อ่านข่าว

    สรุปหมายเลขผู้สมัครนายกพัทยา “อิทธิวัฒน์” เบอร์ 1 , “ปรเมศวร์” 2 , “ศักดิ์ชัย” 3

    “โจ-ชัยวัฒน์” นำทัพ ปชน. สู้ศึกผู้ว่าฯ กทม. ชู “กรุงเทพโปร่งใส AI จับโกง”

    เช็กหมายเลขผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. “ชัชชาติ” เบอร์ 9 “ชัยวัฒน์” เบอร์ 10

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506457&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jxuR2HHwNe_qP8Sk-Pig2

  • เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.: เปิดเบอร์หาเสียงแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. 2569 ใครได้เบอร์อะไรบ้าง ? – BBC News ไทย

    เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.: เปิดเบอร์หาเสียงแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. 2569 ใครได้เบอร์อะไรบ้าง ? – BBC News ไทย

    ภาพว่าที่ ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคและกลุ่มต่าง ๆ

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    Published

    เวลาอ่าน: 8 นาที

    ในวันแรกของการเปิดรับสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต บรรดาผู้สมัคร ผู้สนับสนุน และทีมงานเดินทางมาถึงศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก

    สิ่งแรก ๆ ที่ผู้สมัครและทีมงานทำเมื่อเดินทางมาถึงอาคารไอราวัตพัฒนา สถานที่รับสมัครก็คือ การไหว้ขอพรที่ประติมากรรมพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย

    จากนั้นผู้สมัครหลักได้แยกย้ายกันให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนซึ่งจัดเวทีรายงานสดบริเวณลานด้านหน้าอาคาร เพื่อเสนอตัวเป็นผู้บริหารเมืองหลวงและฉายภาพว่ากรุงเทพฯ จะดีขึ้นได้อย่างไรหากพวกเขาได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.

    สำหรับผู้สมัครที่พรรคการเมืองส่งเข้าแข่งขัน อาทิ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน (ปชน.), นายอนุชา บูรพชัยศรี จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.), พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช จากพรรคเศรษฐกิจ (ศก.)

    ส่วนผู้สมัครที่ลงสนามเลือกตั้งในนามอิสระ อาทิ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการ กทม. ที่ขอ “สานงานต่อ” นั่งเก้าอี้สมัยที่ 2 รวมถึงนายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล หรือ “ซินแสโจ้”, ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี, นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

    การเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม. และ ส.ก. จะเกิดขึ้นในวันที่ 28 มิ.ย. เวลา 08.00-17.00 น. เพียงวันเดียวเท่านั้น ไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้าหรือเลือกตั้งนอกเขต โดยเป็นการเลือกตั้งในรอบ 4 ปี หลังจากนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลาออกจากตำแหน่งเมื่อ 18 พ.ค. ก่อนครบวาระไม่กี่วัน

    ในครั้งนี้มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4.5 ล้านคน โดยเพิ่มขึ้น 1 แสนคนจากเมื่อ 4 ปีก่อน

    นายชัชชาติ พร้อมทีมงานเดินทางมาถึงสถานที่รับสมัครเป็นคนแรกเวลา 05.50 น.

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, นายชัชชาติ พร้อมทีมงานเดินทางมาถึงสถานที่รับสมัครเป็นคนแรกเวลา 05.50 น.

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ เดินทางมาถึงสถานที่รับสมัครเป็นคนแรกเวลา 05.50 น. ด้วยการปั่นจักรยานมาพร้อมทีมรองผู้ว่าฯ จากสเตเดียมวัน-ศาลาว่าการ กทม. รวมระยะทางประมาณ 6 กม. ทั้งนี้เขาตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ว่าหากได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัยจะทำอะไรก่อน โดยบอกว่า “ก็จะเป็นผู้ว่าฯ ติดดินเหมือนเดิม”

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • A man wearing green shirt is looking outside the car, the glass of car window is down.

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • .

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    นายชัชชาติให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ทีเอ็นเอ็น นิวส์ ถึงนโยบายต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการมาและนโยบายที่นำเสนอในการหาเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ว่า ในการเลือกตั้งครั้งก่อนเริ่มต้นด้วยนโยบาย 226 โครงการ พอดำเนินการไปแล้วพบว่าเพิ่มขึ้นเป็น 244 โครงการ แต่ในที่สุดก็จบลงด้วย 235-236 โครงการ พร้อมยอมรับว่ามี 7-8 โครงการที่ไม่ได้ทำ เพราะไม่สอดคล้องกับสถานการณ์

    “ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว วิสัยทัศน์ของเราคือ เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน สำหรับปีนี้วิสัยทัศน์คือ เมืองที่สร้างโอกาสและความหวังให้กับทุกคน เราเชื่อว่าครั้งที่แล้วเราทำให้เมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว แต่ว่าอนาคตเราต้องเน้นเรื่องเศรษฐกิจ ความหวัง เรื่องโอกาสกับทุกคน” นายชัชชาติกล่าว

    ในอีก 4 ปีข้างหน้าตามแนวความคิดของนายชัชชาตินั้น อยากให้เมืองมีความเข้มแข็งมากขึ้นทางเศรษฐกิจ ใช้เทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงความโปร่งใสมากขึ้น

    ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. และผู้สมัคร สก. เข้าคิวกันขอพรจากประติมากรรม

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. และผู้สมัคร สก. เข้าคิวกันขอพรจากประติมากรรม “พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ” ก่อนเข้ายื่นเอกสารสมัครและจับฉลากหมายเลข

    “กทม. ต้องทำหลาย ๆ เรื่องพร้อมกัน” นายชัชชาติบอก ก่อนเสริมว่า “quick win” (แผนปฏิบัติการเร่งรัด) ของตนและทีมงานก็คือการเสริมสร้างเศรษฐกิจด้วยการปลดปล่อยประสิทธิภาพของมือง เช่น การปลดกฎระเบียบต่าง ๆ อำนวยความสะดวก เพิ่มความโปร่งใส และคุณภาพชีวิต

    เขายังนำเสนอนโยบายภายใต้แนวคิด “ระบบขับเคลื่อนเมือง” ซึ่งหมายถึงการนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ในระบบราชการ เช่น การยื่นคำร้อง หรือ การให้ส่งข้อมูลสาธารณสุขทางระบบดิจิทัล ย่นเวลาเพื่อผู้คนจะได้นำเวลาไปทำสิ่งอื่น ๆ

    นอกจากนี้ เขายอมรับด้วยว่าไม่มีความหนักใจในการลงเลือกตั้งชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการ กทม. เพราะไม่ได้แบกรับความคาดหวัง เนื่องจากเป็นผู้สมัครเลือกตั้งในนามอิสระ

    “ตัวเราเองเป็น[ผู้สมัครในนาม]อิสระ แพ้ก็แพ้ ชนะก็ชนะ เราไม่ได้แบกอะไรไว้บนหลังเรา…แล้วแต่ประชาชนเลย ได้คะแนนเสียงเยอะก็ดี ได้น้อยก็ไม่ได้เสียใจอะไรนะ ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน” เขาบอก

    “ถ้าเลือกผมก็คือไว้ใจผม จะเลือกใครก็ขอให้ไว้ใจคนนั้นว่าเขาทำงานได้ ซื่อสัตย์สุจริตและเห็นแก่ส่วนรวม” เขากล่าว

    นายชัชชาติยังบอกด้วยว่า พร้อมทำงานกับ ส.ก. กับทุกคน เนื่องจากว่า การเลือกผู้ว่าฯ กทม. กับการเลือกตั้ง ส.ก. แยกกัน

    นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พร้อมทีมว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เดินทางถึงที่รับสมัครเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พร้อมทีมว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เดินทางถึงที่รับสมัครเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

    ขณะที่นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่า ฯ กทม. จากพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนก่อนเข้าสมัครผู้ว่าฯ กทม. ว่า จุดขายสำคัญของพรรคคือการเสนอวาระเมืองและวาระรายเขต ของ ส.ก. ซึ่งหากว่าประชาชนมีความต้องการให้วาระเขตต่าง ๆ สามารถเกิดขึ้น ก็ควรเลือกผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาชนด้วย โดยเน้นแคมเปญในการหาเสียง “กรุงเทพฯ ง่าย ๆ” พร้อมกับเน้นการทำให้กรุงเทพโปร่งใส ใช้ AI ปราบโกงต้นน้ำ

    ต่อมานายชัยวัฒน์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไทยรัฐว่า นโยบายภายใต้ปีก “กรุงเทพฯ ง่าย ๆ” ว่าจะทวงคืนเวลาของคนกรุงเทพฯ ที่ใช้ไปบนท้องถนนกับการจราจรที่ติดขัดกลับมา

    “กรุงเทพฯ ง่าย ๆ จะเข้ามาตอบโจทย์ของคนกรุงเทพฯ คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถเอาเงินมาซื้อความง่ายได้สิ่งที่เขาต้องแลกมาคือเวลากับพลังชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่ต้องเสียเวลารถติดบนท้องถนน วันหนึ่งขาไปเป็นชั่วโมงกลับเป็นชั่วโมง…ถ้าเราเอาเวลาคืนกลับมาให้คนกรุงเทพฯ สักวันละ 15 นาที เราจะได้เวลากลับมาสี่วันเต็ม ๆ” นายชัยวัฒน์กล่าว

    ขณะที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร หนึ่งในทีมงานของนายชัยวัฒน์ บอกว่า การเผชิญหน้ากับคู่แข่งอย่างนายชัชชาติก็ไม่ง่าย แต่ย้ำว่า “มันไม่ใช่การแข่งขันระหว่างอาจารย์ชัชชาติหรือเรา แต่เป็นการแข่งขันเชิงนโยบายและมองเมืองข้างหน้าไปไกล”

    พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครผู้ว่าฯ สังกัดพรรคเศรษฐกิจ (ศก.)

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครผู้ว่าฯ สังกัดพรรคเศรษฐกิจ (ศก.)

    นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ จากกลุ่มกรุงเทพบินได้ คาดหวังจะได้รับคะแนนเท่ากับอดีตผู้ว่าฯ “ชัชชาติชนะ 1.3 ล้าน ผมก็อยากได้ 1.3 ล้าน ไม่อย่างนั้นก็บริหารไม่ได้”

    ด้านนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ประธานที่ปรึกษากลุ่มกรุงเทพบินได้ ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่านโยบายของกลุ่มเป็นไปไม่ได้จริง โดยยกตัวอย่างนโยบาย “คลองแสนกินได้” ว่า คนที่บอกว่าทำไม่ได้เพราะไร้ความสามารถที่จะทำ เห็นแล้วใน 4 ปี แต่กลุ่มมองว่าเป็นไปได้ เช่นเดียวกับนโยบาย “ปั๊มลูก” ซึ่งทางกลุ่มไม่ต้องการ “ทำงาน ทำงาน ทำงาน” แต่อยากให้คน กทม. “ทำงาน ออกกำลังกาย พักผ่อน ปั๊มลูก” ไม่เช่นนั้นจะไม่มีคนมาทำงาน

    พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครผู้ว่าฯ สังกัดพรรคเศรษฐกิจ (ศก.) ปฏิเสธจะพูดถึงคะแนนเป้าหมายที่คาดหวังจากการลงสมัครในครั้งนี้ โดยบอกว่าได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ส่วนที่ผลสำรวจคะแนนนิยมพบว่าชัชชาติมีคะแนนนำและทิ้งงห่างผู้สมัครรายอื่น ๆ จนถูกมองว่าผู้สมัครที่เหลืออาจเป็นเพียง “ไม้ประดับ” นั้น แคนดิเดตผู้ว่าฯ จากพรรค ศก. ตอบว่า “ผมไม่ใช่ผู้หญิง จะได้เป็นไม้ประดับให้ใคร ผมสู้เต็มที่ เมื่อลงมาสู้แล้ว ก็ฝากพี่น้องประชาชนด้วยนะครับลองเลือกผมเข้ามาทำงานสักครั้ง”

    พล.ต.ท.ชาญเทพ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไทยรัฐว่า ตนมาพร้อมกับการนำเสนอนโยบาย 5 ข้อ ได้แก่ การปราบปรามอาชญากรรมชีวิตและทรัพย์สิน, การจราจร, การจัดการขยะ, ระบบสาธารณะสุข, และ ความโปร่งใส

    แต่หากเป็นแผนปฏิบัติการเร่งรัด เขาเผยว่าจะเน้นไปที่เรื่องการประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่เทศกิจ กทม. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

    นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ จากพรรคประชาธิปัตย์

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ จากพรรคประชาธิปัตย์

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เดินทางมาพร้อมนายอนุชา บูรพชัยศรีแคนดิเดตผู้ว่าฯ ของพรรค โดยยืนยันว่าทุกองคาพยพของพรรคพร้อมสนับสนุนงาน เพราะปัญหาของ กทม. พันกับปัญหาระดับชาติ การเดินหน้าให้ กทม. เป็นไปได้มากกว่านี้ต้องอาศัยทุกกลไก ซึ่งพรรค ปชป. พร้อมทั้งนโยบายและบุคลากร

    ส่วนคะแนนแคนดิเดตผู้ว่าฯ และยอด สก. ต้องได้เท่าไร จึงจะถือว่า ปชป. กลับมาแล้วในยุคฟื้นฟูพรรคนั้น นายอภิสิทธิ์ตอบว่า “ต้องได้มากกว่าคนอื่น สัก 1 คะแนนก็พอ”

    ม.ล. กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ ในนามอิสระ

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, ม.ล. กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ ในนามอิสระ

    เปิดเบอร์หาเสียงแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม.

    ในการจับสลากหมายเลขของผู้สมัครเพื่อเป็นลำดับในการยื่นใบสมัครของผู้สมัครรายนั้น รวมถึงเป็นหมายเลขประตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งที่จะใช้ตลอดการหาเสียง มีผู้มายื่นก่อนเวลา 08.30 น. จำนวน 13 คน ทั้งผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองและผู้สมัครอิสระ โดยผลการจับสลากหมายเลขประตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง มีดังนี้

    • เบอร์ 1: ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ)
    • เบอร์ 2: นายสมัย ละเลิศ
    • เบอร์ 3: นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์
    • เบอร์ 4: นายประทีป วัชรโชคเกษม
    • เบอร์ 5: นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)
    • เบอร์ 6: นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์
    • เบอร์ 7: นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ (อิสระ กลุ่มกรุงเทพบินได้)
    • เบอร์ 8: นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์กุล
    • เบอร์ 9: นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการ กทม. (อิสระ)
    • เบอร์ 10: นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน)
    • เบอร์ 11: นายประยูร ครองยศ
    • เบอร์ 12: พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช (พรรคเศรษฐกิจ)
    • เบอร์ 13: นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล (อิสระ)

    สำหรับผู้สมัครที่เดินทางมาหลังจากเวลาเริ่มรับสมัคร จะได้รับหมายเลขประจำตัวเป็นเลขลำดับถัดไป

    ทันทีที่รู้ผลการจับสลากหมายเลขของผู้สมัคร บรรดากองเชียร์ที่รออยู่ด้านนอกก็เริ่มตะโกนชื่อผู้สมัคร พร้อมหมายเลขโต้กันไปมาเซ็งแซ่

    หลังจากจับสลากหมายเลขประจำตัวของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แล้ว ในส่วนของ ส.ก. ก็จะมีการจับสลากเรียงทีละเขตจนครบทั้ง 50 เขตต่อไป

    การรับสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. จะมีไปถึงวันที่ 1 มิ.ย. ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ ณ ห้องบางกอก อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เขตดินแดง

    สำหรับขั้นตอนหลังจากปิดรับสมัครรับ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน ผู้สมัครที่คุณสมบัติครบถ้วนจะได้รับการประกาศบัญชีรายชื่อผู้สมัครในวันที่ 8 มิ.ย. นี้

    กกต. ยืนยันบัตรเลือกตั้งไร้บาร์โค้ด

    นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.ทถ.กทม.) แถลงว่า ภาพรวมการเปิดรับสมัครผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้คาดหวังว่าจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่าปี 2565 ซึ่งมาใช้สิทธิ 60.73% ถ้าเป็นไปได้อยากให้ถึง 100%

    ด้านนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.กลาง เปิดเผยว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และนายกเมืองพัทยา จะใช้บัตรเลือกตั้งคนละประเภทกับการเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งได้ว่าจ้างโรงพิมพ์จัดทำบัตรเลือกตั้งโดยไม่มีบาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ด แต่มีมาตรการป้องกันการปลอมแปลงโดยใช้ตราประทับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cjdpgx7zvrdo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17kzTeAJ3Kp4Fy0YDEgjOm

  • สงครามตะวันออกกลาง ฉุด MPI เม.ย. ติดลบ 0.36% ‘สศอ.’ หั่นเป้าผลิตปี 69 เหลือโต 1-2%

    สงครามตะวันออกกลาง ฉุด MPI เม.ย. ติดลบ 0.36% ‘สศอ.’ หั่นเป้าผลิตปี 69 เหลือโต 1-2%

    นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนเม.ย. 2569 อยู่ที่ระดับ 92.76 หดตัว 0.36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 56.41%

    ปัจจัยสำคัญมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมไทย ทั้งด้านต้นทุนการผลิตและความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอลง กระทบต่ออุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น นมสดพร้อมดื่ม มันฝรั่งทอดกรอบ แฮม และไส้กรอก

    นอกจากนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง 86.7% ต่อ GDP ยังคงกดดันกำลังซื้อภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อการบริโภคและการใช้จ่ายของประชาชน

    อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมยังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ โดยเฉพาะการช่วยเหลือภาคขนส่งผ่านการสนับสนุนค่าน้ำมัน และการตรึงค่าไฟฟ้า ซึ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนของภาคธุรกิจ

    ขณะเดียวกัน การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง โดยเดือนเม.ย. 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมมีมูลค่า 25,937 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 27.5% ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถัง และอากาศยานรบ มีมูลค่า 24,404 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 29% และขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22

    อีกทั้ง Moody’s Ratings ยังปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยดีขึ้น สะท้อนเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย และช่วยหนุนความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของภาคธุรกิจ

    สำหรับ ระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เดือนพ.ค. 2569 ภาพรวมไทยยัง “ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง” โดยปัจจัยในประเทศได้รับแรงกดดันจากความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ลดลง จากความกังวลด้านวัตถุดิบของกลุ่มปิโตรเคมีและพลาสติก แม้การนำเข้ายังขยายตัวในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

    ส่วนปัจจัยต่างประเทศยังได้รับผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น แม้มูลค่าการส่งออกจีนยังสามารถขยายตัวได้

    ทั้งนี้ สศอ. ได้ปรับลดประมาณการ MPI และ GDP ภาคอุตสาหกรรมปี 2569 จากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 1.5-2.5% เหลือ 1-2% เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการบริโภคที่ยังไม่ฟื้น รวมถึงการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่รุนแรงขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการค้าระหว่างประเทศของไทยกับประเทศคู่ค้าหลักที่ยังเติบโต มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ซึ่งจะช่วยประคับประคองภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป

    สำหรับอุตสาหกรรมที่ส่งผลบวกต่อ MPI เดือนเม.ย. 2569 ได้แก่ “เคมีภัณฑ์ขั้นมูลฐาน” ขยายตัว 19.53% จากโซดาไฟ คลอรีน และเอทานอล หลังผู้ผลิตบางรายขยายกำลังการผลิต รวมถึงความต้องการเอทานอลผสมแก๊สโซฮอล์ที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน

    “น้ำตาล” ขยายตัว 16.54% จากน้ำตาลทรายดิบ กากน้ำตาล และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ โดยปีนี้มีการปิดหีบล่าช้ากว่าปีก่อน เนื่องจากปัญหาขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยวอ้อยจากสถานการณ์ชายแดน รวมถึงการขาดแคลนน้ำมันในช่วงก่อนหน้า

    ขณะที่ “เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน” ขยายตัว 11.06% จากท่อเหล็กกล้า เหล็กลวด เหล็กเส้นข้ออ้อย และเหล็กแผ่นรีดร้อน จากฐานต่ำในปีก่อน รวมถึงความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น บรรจุภัณฑ์และยานยนต์ที่เพิ่มขึ้น

    ส่วนอุตสาหกรรมที่ส่งผลลบต่อ MPI ได้แก่ “เครื่องจักรอื่น ๆ ที่ใช้งานทั่วไป” หดตัว 12.86% จากเครื่องปรับอากาศ หลังคำสั่งซื้อจากต่างประเทศลดลง และผู้ผลิตชะลอการผลิตจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

    “น้ำมันปาล์ม” หดตัว 16.12% จากผลผลิตปาล์มออกสู่ตลาดลดลง เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัด

    รวมถึง “ปุ๋ยเคมีและสารประกอบไนโตรเจน” หดตัว 27.98% จากการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต อันเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้ประกอบการชะลอการผลิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1236013&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2m4noriEXV_BrfYQvZRjxi

  • สินค้าเกษตรไทยยังแกร่ง เกินดุลการค้า 1.9 แสนล้าน

    สินค้าเกษตรไทยยังแกร่ง เกินดุลการค้า 1.9 แสนล้าน

    สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาพรวมการค้าสินค้าเกษตรไทยกับตลาดโลกในไตรมาสแรกของปี 2569 มีมูลค่ารวม 519,016 ล้านบาท โดยเป็นมูลค่าการส่งออก 356,575 ล้านบาท และมูลค่าการนำเข้า 162,441 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงเกินดุลการค้าสินค้าเกษตรสูงถึง 194,134 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่า ภาคเกษตรและอาหารไทยยังมีฐานการผลิตที่เข้มแข็ง และยังคงมีบทบาทสำคัญในตลาดโลก

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า แม้ตัวเลขเกินดุลการค้าสินค้าเกษตรยังอยู่ในระดับสูง แต่การเปลี่ยนแปลงของมูลค่าการค้าทั้งด้านส่งออกและนำเข้า เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางของห่วงโซ่เกษตรและอาหารไทยในระยะต่อไป โดยเฉพาะท่ามกลางปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งภาวะราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก การแข่งขันด้านราคา ต้นทุน โลจิสติกส์ อัตราแลกเปลี่ยน ตลอดจนมาตรฐานทางการค้าและสิ่งแวดล้อมที่มีบทบาทมากขึ้นในตลาดโลก

    “ไทยยังมีความได้เปรียบในหลายด้าน ทั้งความหลากหลายของสินค้าเกษตร ฐานการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ ความเชี่ยวชาญด้านเกษตรเขตร้อน และชื่อเสียงของสินค้าอาหารไทยในตลาดโลก แต่การแข่งขันในระยะต่อไปไม่สามารถพึ่งพาปริมาณหรือราคาตลาดโลกเพียงอย่างเดียวได้ จำเป็นต้องยกระดับไปสู่สินค้าเกษตรที่มีมูลค่าเพิ่มสูง มีมาตรฐาน ตรวจสอบย้อนกลับได้ และตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละตลาด”

    สำหรับโครงสร้างตลาด พบว่า บางตลาดหลักมีการปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขัน ขณะที่ตลาดเอเชียใต้มีสัญญาณขยายตัวที่น่าสนใจ โดยมูลค่าการค้ากับเอเชียใต้เพิ่มขึ้นร้อยละ 55.84 และการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 153.85 สะท้อนโอกาสของไทยในการกระจายตลาดเชิงยุทธศาสตร์ โดยต้องวิเคราะห์เชิงลึกเป็นรายสินค้า รายตลาด และรายคู่แข่ง เพื่อกำหนดแนวทางการส่งออกให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มตลาด เช่น ตลาดพรีเมียม เน้นมาตรฐาน คุณภาพ และความแตกต่างของสินค้า ตลาดทั่วไปเน้นความสามารถด้านต้นทุนและความต่อเนื่องของอุปทาน ส่วนตลาดเกิดใหม่เน้นความมั่นคงทางอาหารและความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

    โครงสร้างสินค้าเกษตรไทยยังมีสัดส่วนสินค้าเกษตรขั้นต้นและกึ่งแปรรูปอยู่ในระดับสูง เช่น ข้าว ยางพารา ผลไม้สด และสินค้าเกษตรที่ราคาผูกกับตลาดโลก จึงควรเร่งยกระดับสินค้าเกษตรมูลค่าเพิ่มสูงให้มีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าแปรรูปที่ไทยมีศักยภาพ อาทิ ไก่แปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ปลาทูน่าปรุงแต่ง เครื่องปรุงรส อาหารพร้อมบริโภค และสินค้าอาหารที่ใช้มาตรฐานความปลอดภัยสูง ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และช่วยเสริมความยืดหยุ่นให้กับภาคเกษตรไทยท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก

    ด้านพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า สศก. ในฐานะหน่วยงานด้านข้อมูลและวิเคราะห์เศรษฐกิจการเกษตรเห็นว่าแนวทางสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทย คือ การเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรมูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการรักษาฐานสินค้าเกษตรหลักของไทย เพื่อให้ภาคเกษตรไทยมีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของราคาตลาดโลกมากขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาระบบข้อมูลด้านการค้าเกษตรที่สามารถติดตามสถานการณ์คู่ค้า คู่แข่ง และสินค้าในระดับลึก เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของส่วนแบ่งตลาด และปัจจัยการแข่งขันในแต่ละสินค้าและแต่ละตลาด ไม่ว่าจะเป็นราคา คุณภาพ มาตรฐาน โลจิสติกส์ หรือมาตรการทางการค้า

    นอกจากนี้ ควรเร่งพัฒนาระบบมาตรฐานและการตรวจสอบย้อนกลับ ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภาคเกษตรไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องกับกติกาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เช่น ยางพารา ปศุสัตว์ ข้าว อาหารทะเล และสินค้าเกษตรแปรรูป เพื่อเปลี่ยนมาตรฐานจากภาระด้านต้นทุนให้เป็นโอกาสในการสร้างความเชื่อมั่นและมูลค่าเพิ่มในตลาดโลก พร้อมทั้งพัฒนาระบบติดตามการส่งผ่านราคา เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ต้นทุน ส่วนต่างราคา และผลตอบแทนตลอดห่วงโซ่สินค้าเกษตรอย่างโปร่งใส

    “โจทย์สำคัญของภาคเกษตรไทยในระยะต่อไป ไม่ใช่เพียงการส่งออกสินค้าเกษตรให้ได้มากขึ้น แต่คือการทำให้สินค้าเกษตรไทยแข่งขันได้ด้วย คุณภาพ มาตรฐาน ความน่าเชื่อถือ การตรวจสอบย้อนกลับ การแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้มูลค่าจากตลาดโลกสามารถส่งผ่านกลับมายังเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/economic-business-thai-agricultural-trade&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X68AeUQoxTKt8nPsUa_zK

  • ร้านค้าตื่นตัว! เร่งติดป้ายรับโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ มั่นใจกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดภาระประชาชน | เดลินิวส์

    ร้านค้าตื่นตัว! เร่งติดป้ายรับโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ มั่นใจกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดภาระประชาชน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการเตรียมความพร้อมรองรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ 60/40 ในพื้นที่อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี พบว่าบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ร้านค้าต่าง ๆ เริ่มตื่นตัวและเร่งติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ เพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบล่วงหน้าว่าทางร้านยินดีเข้าร่วมและรองรับการใช้สิทธิตามโครงการดังกล่าว

    ที่ร้าน บ้านพลัสดุ ร้านจำหน่ายเครื่องเขียนและวัสดุสำนักงานประจำอำเภอทัพทัน ของ นางสาวปัทมา ทองวิชิต เจ้าของร้าน ได้นำป้ายโครงการมาติดตั้งเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยระบุว่าทางร้านมีความพร้อมขานรับนโยบายของรัฐบาล เนื่องจากประสบการณ์ในโครงการคนละครึ่ง ที่ผ่านมา พบว่าได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี ทำให้ยอดขายภายในร้านเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    โดย นางสาวปัทมา กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ปกครองที่ต้องซื้ออุปกรณ์การเรียนและของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน ซึ่งเชื่อว่าการที่ประชาชนจ่ายเองเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ จะยิ่งช่วยให้ตัดสินใจจับจ่ายใช้สอยได้ง่ายขึ้น

    เช่นเดียวกับที่ร้าน เจ๊โปรย ใจดี ร้านขายของชำชื่อดังในอำเภอเดียวกัน ภายในร้านมีการเตรียมความพร้อมอย่างคึกคัก นางสาวบุญพิง บุตรดี พนักงานประจำร้านซึ่งทำงานมานานกว่า 10 ปี กำลังเร่งจัดเตรียมและติดป้ายประชาสัมพันธ์โครงการ โดยเปิดเผยว่า ในช่วงโครงการคนละครึ่งครั้งก่อน ทางร้านได้รับผลตอบรับดีมาก มีประชาชนเข้ามาใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เศรษฐกิจภายในชุมชนมีความคึกคัก

    นางสาวบุญพิง ยังแสดงความเชื่อมั่นว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ในครั้งนี้ จะได้รับเสียงตอบรับดียิ่งกว่าเดิม เนื่องจากประชาชนมีภาระในการจ่ายเงินเองน้อยลง จากเดิมที่ต้องร่วมจ่าย 50 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ประชาชนกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพได้อย่างชัดเจน

    ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ต่างเฝ้ารอการเปิดใช้สิทธิ โดยหลายคนระบุว่าโครงการดังกล่าวช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้มาก โดยเฉพาะการซื้อของกินของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน อีกทั้งการที่ร้านค้าต่าง ๆ เริ่มติดป้ายประกาศอย่างชัดเจน ยังช่วยให้ประชาชนสามารถวางแผนเดินทางมาใช้สิทธิได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางความหวังว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5898707/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29KrBUSlA2dsoUEod32J_-

  • ธนาคารไทยเครดิต จัดอบรม “ตังค์โต Know-how เปิดโลกธุรกิจชุมชน: เสริมแกร่งและติดปีกความสำเร็จสำหรับผู้ประกอบการ OTOP” จังหวัดฉะเชิงเทรา

    ธนาคารไทยเครดิต จัดอบรม “ตังค์โต Know-how เปิดโลกธุรกิจชุมชน: เสริมแกร่งและติดปีกความสำเร็จสำหรับผู้ประกอบการ OTOP” จังหวัดฉะเชิงเทรา

    ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เดินหน้าสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “Everyone Matters ทุกคนคือคนสำคัญ” และกลยุทธ์ “ธนาคารเพื่อความยั่งยืน” (Sustainability Banking) จัดโครงการอบรมหลักสูตร “ตังค์โต Know-how เปิดโลกธุรกิจชุมชน: ติดปีกความสำเร็จสำหรับผู้ประกอบการ OTOP” เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการชุมชนในจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

    การอบรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นางสาวฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวให้โอวาทแก่ผู้ประกอบการ OTOP ที่เข้าร่วมอบรมจำนวน 98 ราย โดยมี นางสาวเตือนใจ บุญทิม พัฒนาการจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมด้วย นางอาภร โพธิ์เจริญ ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน และ นางสรัลนุช โพธิ์ชัยโย ผู้อำนวยการกลุ่มงานสารสนเทศการพัฒนาชุมชน สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธี ในส่วนของธนาคารไทยเครดิต นำโดย นางสาวเขมฤทัย อัศวนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการ และ นายพิทักษ์ เครือกลัด ผู้อำนวยการแผนกสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ภาคกลาง 1 เข้าร่วมงาน ณ ห้องรอยัลอินน์ ชั้น 1 โรงแรมซันธารา เวลเนส รีสอร์ต แอนด์ โฮเทล จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา

    ในโอกาสนี้ นางสาวเขมฤทัย อัศวนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการ ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของโครงการว่า ธนาคารไทยเครดิตให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจชุมชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รวมถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัล

    ทั้งนี้ โครงการ “ตังค์โต Know-how” ได้ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 โดยมุ่งสร้างการเข้าถึงองค์ความรู้ทางธุรกิจและบริการทางการเงินอย่างเท่าเทียม เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน สำหรับเนื้อหาของการอบรมครั้งนี้ ออกแบบมาเพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์และวางแผนพัฒนาธุรกิจชุมชน การเสริมสร้างภาพลักษณ์ธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน การใช้เครื่องมือดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนการบริหารจัดการการเงินอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ในหัวข้อพิเศษ “การนำสินค้าเข้าสู่โมเดิร์นเทรด (Modern Trade)” ธนาคารยังได้รับเกียรติจากพันธมิตรทางธุรกิจอย่าง CJ Express มาร่วมถ่ายทอดกลยุทธ์และประสบการณ์ตรง เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการชุมชนสามารถต่อยอดสินค้าและขยายช่องทางการจัดจำหน่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    โครงการดังกล่าวสะท้อนถึงการผสานพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคธุรกิจ ในการร่วมกันยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP ให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า ขยายช่องทางการตลาดสู่ระดับสากล และเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนและสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจชุมชนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1022803&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Cir7ZkSoCjEFqUMAvi89v

  • การคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน

    การคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน

    การคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน

    ข่าว ธปท. ฉบับที่ 20/2569 | 28 พฤษภาคม 2569

    นายจิรานุวัฒน์ ธัญญะเจริญ เลขานุการคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมได้คัดเลือกและมีมติแต่งตั้ง นายสมชาย หาญหิรัญ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แทนนายสันติธาร เสถียรไทย ที่ลาออกก่อนครบวาระ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 และมีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของนายสันติธาร เสถียรไทย คือ จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569  

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    28 พฤษภาคม 2569  

    rn”}}” id=”anchor1″>

    นายจิรานุวัฒน์ ธัญญะเจริญ เลขานุการคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมได้คัดเลือกและมีมติแต่งตั้ง นายสมชาย หาญหิรัญ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แทนนายสันติธาร เสถียรไทย ที่ลาออกก่อนครบวาระ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 และมีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของนายสันติธาร เสถียรไทย คือ จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569  

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    28 พฤษภาคม 2569  

    นายสมชาย หาญหิรัญ

    สอบถามเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20260528.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DxEAhCUcRX-My4TfgC_hK

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 28/05/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 28/05/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/150467&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EMHWw9-ChN5FcxlmzNr7E