Category: เศรษฐกิจ

  • ผ่าวิกฤตน้ำเมา สร้างสมดุลแห่งอนาคต ดันเศรษฐกิจสุขภาพ-ปกป้องเยาวชน ภายใต้ พ.ร.บ. เหล้าฉบับใหม่

    ผ่าวิกฤตน้ำเมา สร้างสมดุลแห่งอนาคต ดันเศรษฐกิจสุขภาพ-ปกป้องเยาวชน ภายใต้ พ.ร.บ. เหล้าฉบับใหม่

    ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย ทั้งนโยบายสุราก้าวหน้า การอนุญาตผลิตสุราพื้นบ้าน การขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึงตี 4 รวมถึงการเตรียมผ่อนปรนเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นำมาสู่โจทย์ท้าทายระดับชาติที่ว่า “เราจะหาจุดสมดุลระหว่างเม็ดเงินจากการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว กับความปลอดภัยและสุขภาวะของประชาชนได้อย่างไร?”

    เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพฯ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้เปิดเวที “การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง” เพื่อถกประเด็นนี้อย่างเจาะลึก โดยรวบรวมเสียงสะท้อนจากนักวิชาการ ผู้ดูแลนโยบาย และเครือข่ายภาคสังคม นี่คือบทสรุปวาระแห่งชาติที่จะพลิกโฉมการจัดการปัญหาแอลกอฮอล์ของประเทศ

    ดร.ภญ.อรทัย วลีวงศ์ จากกองการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข และศูนย์วิจัยปัญหาสุรา เผยถึงสถิติภาพรวมที่สะท้อนวิกฤตเงียบในสังคมไทยที่น่ากังวลในปี 2567 จากตัวเลขของคนที่ดื่มพุ่งขึ้น เริ่มดื่มไว และจ่ายแพงว่า
    ดร.ภญ.อรทัย วลีวงศ์ จากกองการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข และศูนย์วิจัยปัญหาสุรา เผยถึงสถิติภาพรวมที่สะท้อนวิกฤตเงียบในสังคมไทยที่น่ากังวลในปี 2567 จากตัวเลขของคนที่ดื่มพุ่งขึ้น เริ่มดื่มไว และจ่ายแพงว่า

    นักดื่มพุ่ง เริ่มดื่มไว ค่าใช้จ่ายแพง

    เวทีเริ่มต้นด้วยการกางสถิติภาพรวมที่สะท้อนวิกฤตเงียบในสังคมไทย โดย ดร.ภญ.อรทัย วลีวงศ์ จากกองการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข และศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ได้ระบุถึงตัวเลขที่น่ากังวลในปี 2567 ซึ่งเป็นเสียงสะท้อนจากตัวเลขของคนที่ดื่มพุ่งขึ้น เริ่มดื่มไว และจ่ายแพงว่า

    “ท่ามกลางกระแสการเมืองที่ผลักดันเรื่องสุราเสรีและการผ่อนคลายกฎหมาย เราพบว่าความชุกของการดื่มแอลกอฮอล์ในไทยพุ่งสูงสุดในรอบหลายปี แตะ 35% หรือคิดเป็นประชากรถึง 20.9 ล้านคน กลุ่มวัยทำงาน (20-44 ปี) คือกลุ่มที่ดื่มหนักที่สุดถึง 45.1% ซึ่งเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังอย่างตับแข็งและมะเร็งถึง 8 ชนิด แต่ที่น่าตกใจที่สุดคือ เด็กไทยเริ่มดื่มไวขึ้น โดยอายุเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ 19.9 ปีเท่านั้น”

    นอกจากนี้ ข้อมูลยังชี้ให้เห็น “รายจ่ายแฝง” ที่มองไม่เห็น โดยครอบครัวไทยต้องเสียเงินซื้อสุราเฉลี่ยสูงถึง 5,302 บาท/เดือน (3.8% ของค่าอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมด) ซึ่งเบียดบังค่าใช้จ่ายจำเป็นในครัวเรือนอย่างมีนัยสำคัญ

    รศ.ดร.ภก.วิทยา กุลสมบูรณ์ กรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. เผยมุมมองที่แตกต่างอย่างน่าสนใจ จากการควบคุมแอลกอฮอล์ ที่หลายคนมักมองว่าเป็นตัวขัดขวางเศรษฐกิจ
    รศ.ดร.ภก.วิทยา กุลสมบูรณ์ กรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. เผยมุมมองที่แตกต่างอย่างน่าสนใจ จากการควบคุมแอลกอฮอล์ ที่หลายคนมักมองว่าเป็นตัวขัดขวางเศรษฐกิจ

    เปลี่ยน Mindset สู่ “เศรษฐกิจสุขภาพ” ล้างภาพเมืองปาร์ตี้

    เมื่อพูดถึงการควบคุมแอลกอฮอล์ หลายคนมักมองว่าเป็นตัวขัดขวางเศรษฐกิจ แต่ รศ.ดร.ภก.วิทยา กุลสมบูรณ์ กรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. ได้ให้มุมมองที่แตกต่างออกไปอย่างน่าสนใจ

    “สิ่งสำคัญแรกสุดคือ Mindset การควบคุมปัจจัยเสี่ยงไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจ แต่คือการสร้างเงื่อนไขให้เติบโตบนฐานของความปลอดภัย เราต้องมุ่งสู่ ‘เศรษฐกิจสุขภาพ’ (Health Economy) ที่ไม่สร้างภาระค่ารักษาพยาบาลในระยะยาว แน่นอนว่าปัจจุบันคนรุ่นใหม่มีเทรนด์หันมาดื่ม Soft Drinks หรือ Mocktails ควบคู่กับการออกกำลังกายเพื่อหลั่งสารโดปามีนสร้างความสุขแทนแอลกอฮอล์ ชุมชนเองก็สามารถสร้างรายได้จากวิถีชีวิตและอาหารปลอดภัยได้โดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำเมา”

    ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัด กทม. เผยวิสัยทัศน์ในการยกระดับเมืองหลวงที่ได้มาตรฐาน เพื่อเปลี่ยนภาพจาก 'เมืองปาร์ตี้' ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพสูงระดับสากล
    ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัด กทม. เผยวิสัยทัศน์ในการยกระดับเมืองหลวงที่ได้มาตรฐาน เพื่อเปลี่ยนภาพจาก ‘เมืองปาร์ตี้’ ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพสูงระดับสากล

    ด้าน ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัด กทม. ได้ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการยกระดับเมืองหลวงว่า

    “ความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีคือมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนที่สุด กทม. จะจัดสรรการจัดโซนนิ่ง (Zoning) ที่ได้มาตรฐาน เพื่อเปลี่ยนภาพจาก ‘เมืองปาร์ตี้’ ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพสูงระดับสากล เราจะดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อด้วยจุดขายด้านซอฟต์พาวเวอร์และวิถีชีวิตที่หลากหลาย แทนการมอมเมา”

    พ.ร.บ. ฉบับใหม่ มอบดาบให้ท้องถิ่น ชู 3 โมเดลความสำเร็จภาคกลาง

    ไฮไลต์สำคัญของงานคือการเตรียมความพร้อมรับมือ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2568) โดย รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการ ศวส. ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ว่า

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการ ศวส. ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญของเวทีเสวนาถึงการเตรียมความพร้อมรับมือ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2568)
    รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการ ศวส. ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญของเวทีเสวนาถึงการเตรียมความพร้อมรับมือ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2568)

    “กฎหมายฉบับใหม่นี้เปรียบเสมือนการมอบอำนาจให้ ‘คณะกรรมการระดับจังหวัดและพื้นที่’ ได้เข้ามามีบทบาทตัดสินใจมากขึ้น เพื่อออกแบบมาตรการรับมือที่สอดคล้องกับบริบทปัญหาในพื้นที่ของตนเอง โดยต้องขับเคลื่อนบนพื้นฐานของข้อมูล (Data-Driven) อย่างแท้จริง”

    ภายในเวทีเสวนา ตัวแทนเครือข่าย และผู้ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ได้มาร่วมแชร์ “นวัตกรรมชุมชน” ที่ประสบความสำเร็จได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นโมเดลราชบุรี (หยุดวงจรฝากซื้อ) ที่มีตัวแทนภาคประชาสังคมเล่าถึงวิกฤตที่เด็กกว่า 11,200 คนหลุดจากระบบการศึกษา โดยพบว่าต้นตอหนึ่งมาจาก “ผู้ใหญ่ใช้เด็กไปซื้อเหล้า” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่พรากอนาคตเด็ก ราชบุรีจึงแก้ปัญหาด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสร้านค้าที่ละเมิดกฎหมาย และผนึกกำลังกับ กสศ. ดึงเด็กกลุ่มเสี่ยงกลับสู่ห้องเรียน

    โมเดลอ่างทอง (กีฬาพา Strong) ตัวแทนคนทำงานพื้นที่เผยถึงกลยุทธ์การใช้ “ฟุตซอล” สู้กับน้ำเมา จัดแคมเปญ “สนุกได้ มันส์ได้ ไร้แอลกอฮอล์” สร้างเกราะคุ้มกันเยาวชนด้วยเครือข่ายครูฝึกสอน เปลี่ยนค่านิยมใหม่ให้กีฬาเป็นทางออกแทนวงเหล้า

    พร้อมปิดจบจากโมเดลนครปฐม (นักสืบดิจิทัล) ที่มีตัวแทนสาธารณสุขจังหวัดโชว์ความสำเร็จในการพัฒนาเครื่องมือดิจิทัล ให้เจ้าหน้าที่ใช้ตรวจตราบังคับใช้กฎหมายกับร้านค้าในพื้นที่ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว

    ต่อยอดสู่การปฏิบัติจริงด้วย “นวัตกรรมแก้ปัญหา”

    นอกจากการเสวนาบนเวทีที่เข้มข้นแล้ว ภายในงานยังสร้างสีสันและความน่าสนใจด้วย นิทรรศการแสดงผลงานนวัตกรรม จากภาคีเครือข่ายและเยาวชน ที่นำเสนอแนวคิด เครื่องมือ และแคมเปญที่ช่วยแก้ไขปัญหาแอลกอฮอล์ในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม กิจกรรมนี้สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่การพูดคุยเชิงนโยบาย แต่มีการลงมือปฏิบัติจริง และมีพื้นที่เปิดกว้างให้ทุกคนสามารถนำเสนอไอเดียเพื่อนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ได้จริงในอนาคต

    ทิศทางการทำงานในระยะถัดไป

    เพื่อให้ “สมดุลแห่งอนาคต” เกิดขึ้นจริง เวทีวิชาการได้สรุปแผนที่นำทาง ในการทำงานระยะต่อไปไว้ 5 ประเด็นหลัก

    • พุ่งเป้ากลุ่มเปราะบาง: ลดการหว่านแห แต่ใช้ข้อมูลเจาะลึกว่า เด็ก เยาวชน หรือกลุ่มด้อยโอกาสที่ได้รับผลกระทบอยู่ที่ไหน เพื่อลงพื้นที่รักษาและเยียวยาแบบเฉพาะเจาะจง
    • ใช้ Data ขับเคลื่อนแบบ Real-time: เชื่อมโยงฐานข้อมูลอุบัติเหตุ อาชญากรรม และสาธารณสุข เพื่อรับมือปัญหาได้ทันท่วงที
    • ใช้พลังสื่อสร้างวาระทางสังคม: นำข้อมูลเชิงคุณภาพและเสียงจากผู้ได้รับผลกระทบ มา Set Agenda เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
    • ติดอาวุธให้คนทำงาน: พัฒนาศักยภาพคณะกรรมการระดับจังหวัด ให้นำข้อมูลไปใช้ออกแบบนโยบายได้อย่างเฉียบคม
    • มองภาพใหญ่แบบองค์รวม: เชื่อมโยงปัญหาแอลกอฮอล์เข้ากับความยากจน การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน และโรคเรื้อรัง (NCDs) เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ

    การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนและการท่องเที่ยว ไม่จำเป็นต้องยืนอยู่ตรงข้าม หรือแลกมาด้วยความสูญเสียทางสังคมเสมอไป หากภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม รักษากลไกความร่วมมือ บังคับใช้กฎหมายอย่างชาญฉลาด และนำข้อมูลมาออกแบบการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด สังคมไทยก็จะสามารถก้าวสู่อนาคตที่มี “เศรษฐกิจดี ท่องเที่ยวปลอดภัย และคนไทยมีสุขภาวะที่ดี” ได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน

    ภาพ : เอกลักษณ์ ไม่น้อย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2935421&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uxzMy_f2mPHTOgwd7RagY

  • ดัชนีเชื่อมั่นเศรษฐกิจร่วง ‘เทอร์ร่า’แนะปรับกลยุทธ์รับเมกะเทรนด์ Longevity

    ดัชนีเชื่อมั่นเศรษฐกิจร่วง ‘เทอร์ร่า’แนะปรับกลยุทธ์รับเมกะเทรนด์ Longevity

    ในวันที่เศรษฐกิจไทยยังเต็มไปด้วยคำถาม คนไทยกลับมี “สุขภาวะทางใจ” ดีเกินคาด แต่อีกด้านหนึ่ง พวกเขากลับลังเลที่จะควักเงินซื้อสินทรัพย์ชิ้นใหญ่! นี่คือภาพสะท้อนที่น่าสนใจจากผลสำรวจของ TerraBKK ที่เก็บข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ระหว่างวันที่ 1-15 พ.ค.ที่ผ่านมา จากคนไทย 400 คนทั่วประเทศเป็นคนกรุงเทพฯ 52% ต่างจังหวัด 48% 

    ผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนปรากฏการณ์ใหม่ของผู้บริโภคไทย ที่แม้จะยังมีความหวังกับ “ชีวิตตัวเอง” แต่กลับไม่มั่นใจ “อนาคตเศรษฐกิจประเทศ” และนั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญ ว่าทำไมตลาดอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ และสินค้าราคาสูงกำลังเผชิญภาวะ คนอยากซื้อ แต่ยังไม่กล้าตัดสินใจ
     

    สุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด หรือ TerraBKK ระบุว่า หากพิจารณาจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index) ของ TerraBKK จะพบว่าปี 2565 ดัชนีพุ่งขึ้นถึงระดับ 79 ก่อนค่อยๆ ชะลอลงในปีถัดมา ล่าสุดในครึ่งแรกของปี 2569 ดัชนีอยู่ที่ระดับ 56 แม้ยังสูงกว่าเส้น “ไม่เชื่อมั่น” ที่ระดับ 50 แต่ก็ถือว่าลดลงชัดเจนจากยุคหลังโควิด-19 ที่คนไทยเคยกลับมามั่นใจอีกครั้ง

    ประเด็นที่น่าสนใจ คือ คนไทยไม่ได้กังวล “ตัวเอง” มากที่สุด เพราะเมื่อถามถึงสถานะทางการเงินส่วนบุคคลในอีก 12 เดือนข้างหน้า ค่าดัชนีอยู่ในระดับสูงถึง 80  แปลว่า คนไทยจำนวนมากยังเชื่อว่าตัวเองจะเอาตัวรอดได้ รายได้อาจดีขึ้น หรืออย่างน้อยยังพอประคองชีวิตได้
     

    แต่เมื่อเปลี่ยนคำถามเป็น “เศรษฐกิจไทยในอีก 12 เดือนข้างหน้าจะดีไหม?” คะแนนกลับร่วงเหลือค่าดัชนีเพียง 38 ต่ำกว่าระดับความเชื่อมั่นอย่างชัดเจน สะท้อนว่า คนไทยกำลังอยู่ในโหมด “เชื่อมั่นตัวเอง แต่ไม่เชื่อมั่นประเทศ”

    ทำไมคนยังมีเงิน แต่ไม่กล้าซื้อ?

    หนึ่งในตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดของผลสำรวจนี้ คือ ค่าดัชนี “โอกาสในการซื้อสินค้ามูลค่าสูง” เช่น บ้าน คอนโดมิเนียม หรือ รถยนต์ อยู่ที่ระดับ 42 แม้คนจำนวนมากจะมองว่า ฐานะการเงินตัวเองไม่ได้แย่แต่กลับไม่กล้าตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ระยะยาว เพราะการซื้อบ้านหรือรถยนต์ในวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่อง “มีเงินดาวน์หรือไม่” แต่คือคำถามว่า อีก 3-5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจจะยังไหวไหม? 

    ช่วงที่ผ่านมา คนไทยเผชิญทั้งดอกเบี้ยสูง หนี้ครัวเรือน ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ระมัดระวังกับภาระระยะยาวมากขึ้น ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคที่ “ดีมานด์มีอยู่จริง” แต่การตัดสินใจซื้อช้าลงกว่าเดิมมาก

    คนไทยเครียดเศรษฐกิจ แต่สุขภาพใจยังแข็งแรง

    สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ แม้เศรษฐกิจจะสร้างความกังวล แต่สุขภาวะทางใจของคนไทยกลับยังอยู่ในระดับดี ผลสำรวจพบว่า Wellbeing Index ของคนไทยในครึ่งแรกปี อยู่ที่ระดับ 73.7 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ “ดีมาก” คำอธิบายของปรากฏการณ์นี้ อาจสะท้อนว่า หลังผ่านวิกฤติหลายปี คนไทยเริ่มปรับตัวกับความไม่แน่นอนได้ดีขึ้น หลายคนไม่ได้รอ “เศรษฐกิจดี” ก่อนค่อยมีความสุขอีกต่อไป แต่เริ่มหันมาให้คุณค่ากับเรื่องใกล้ตัว เช่น สุขภาพ ครอบครัว ความสัมพันธ์ และคุณภาพชีวิตรายวัน อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกลงไปจะพบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนมากระหว่าง “สุขภาวะทางใจ” และ “ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ”

    กลุ่มคนที่มี Wellbeing สูง มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นด้านการเงินสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น คนที่มีสุขภาวะทางใจดี ให้ค่าดัชนีสถานะการเงินตัวเองในอีก 12 เดือนสูงถึงระดับ 90 ขณะที่กลุ่มสุขภาวะต่ำ ให้เพียงระดับ 67 หรือในการมองเศรษฐกิจไทยระยะ 5 ปี กลุ่มสุขภาวะสูงอยู่ค่าดัชนี 64 แต่กลุ่มสุขภาวะต่ำให้เพียง 27 พูดง่าย ๆ คือ คนที่ใจแข็งแรง มักมองอนาคตในแง่บวกมากกว่า

    6 รูปแบบชีวิตใหม่คนไทยยุคเศรษฐกิจเปราะบาง

    อีกข้อมูลที่น่าสนใจจาก TerraBKK คือการแบ่งคนไทยออกเป็น 6 กลุ่มพฤติกรรมด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์ กลุ่มใหญ่ที่สุด คือ “The Presentist” สัดส่วน 23% คนกลุ่มนี้มีแนวคิด “ใช้ชีวิตให้มีความสุขในวันนี้”ส่วนใหญ่เป็น Gen Z และ Gen X อาศัยในคอนโดมิเนียมหรือหอพัก แทบไม่มีงบใช้จ่ายด้านสุขภาพ สะท้อนภาพคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่เริ่มมองว่าอนาคตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจึงเลือกใช้ชีวิตกับปัจจุบันมากขึ้น

    กลุ่ม “Longevity-Minded” มีราว 9% ซึ่งยอมลงทุนด้านสุขภาพเดือนละ 6,000-10,000 บาท เพื่อคุณภาพชีวิตระยะยาว คนกลุ่มนี้สะท้อนเทรนด์ใหม่ของสังคมไทยที่เริ่มมอง “สุขภาพ” เป็นสินทรัพย์ไม่ต่างจากการลงทุนทางการเงิน น่าสนใจว่า กลุ่ม “Intentional Nester” ซึ่งเน้นครอบครัวและความหมายของชีวิต กลับเป็นกลุ่มที่ยอมจ่ายด้านสุขภาพสูงที่สุด มากกว่า 10,000 บาทต่อเดือน แปลว่า หลังยุคเศรษฐกิจผันผวนคนไทยบางส่วนเริ่มเปลี่ยนเป้าหมายชีวิต จากการสะสม “ทรัพย์สิน” ไปสู่การสะสม “คุณภาพชีวิต”

    เมื่อเศรษฐกิจไม่แน่นอน ผู้บริโภคก็เปลี่ยนวิธีใช้เงิน

    สิ่งที่ผลสำรวจนี้กำลังบอก อาจไม่ใช่แค่เรื่องกำลังซื้อที่ลดลง แต่คือ “วิธีคิดใหม่” ของผู้บริโภคไทย ในอดีต คนมักใช้รายได้ที่เพิ่มขึ้นไปกับบ้าน รถยนต์ หรือสินทรัพย์ขนาดใหญ่ แต่วันนี้ คนจำนวนมากกลับเลือกใช้เงินกับสุขภาพ จิตใจ การท่องเที่ยว หรือประสบการณ์ชีวิต เพราะในโลกที่อนาคตคาดเดายาก “ความสุขระยะสั้นที่จับต้องได้” อาจสำคัญกว่าภาระระยะยาวที่ต้องผ่อนหลายสิบปี

    และนี่อาจเป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่หลายธุรกิจกำลังต้องเผชิญเมื่อผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ถามแค่ว่า “ซื้อได้ไหม” แต่ถามว่า ซื้อแล้ว ชีวิตจะดีขึ้นจริงหรือเปล่า? เป็นโจทย์ใหม่ที่ผู้ประกอบการอสังหาฯต้องปรับตัวเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/property/1235910&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15ueqKcdsabmmbT2-u3Fnr

  • กวางโจวเร่งเครื่องอุตสาหกรรมไมซ์ ตอกย้ำการแข่งขันการค้าโลกและโจทย์ใหม่ของไทย

    กวางโจวเร่งเครื่องอุตสาหกรรมไมซ์ ตอกย้ำการแข่งขันการค้าโลกและโจทย์ใหม่ของไทย

    เมืองกวางโจวเดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ผ่านการจัดประชุมและงานแสดงสินค้านานาชาติอย่างต่อเนื่อง ในปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (2569-2573โดยมีงาน China Import and Export Fair หรือ Canton Fair ครั้งที่ 139 เป็นกลไกสำคัญ เน้นย้ำให้เห็นถึงบทบาทเมืองในฐานะศูนย์กลางการจัดแสดงสินค้าระดับนานาชาติ

    งาน Canton Fair ดังกล่าว มีผู้ซื้อจากต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 314,000 ราย จาก 220 ประเทศ/ภูมิภาค มูลค่าคำสั่งซื้อในงานสูงถึง 25,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการทั่วโลกต่อศักยภาพของจีนในฐานะแหล่งจัดหาและศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานโลก

    ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 เมืองกวางโจวได้จัดงานแสดงสินค้ากว่า 100 งาน ครอบคลุมพื้นที่รวมกว่า 4 ล้านตารางเมตร ครองอันดับสองของจีน ทั้งในด้านจำนวนงานและพื้นที่จัดแสดง สะท้อนการขยายตัวของอุตสาหกรรม MICE และบทบาทของเมืองในฐานะศูนย์กลางการจัดงานระดับประเทศ

    เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าว มาจากการที่กวางโจวใช้จุดแข็งด้านฐานการผลิต และอุตสาหกรรมที่ครบวงจร พัฒนาโมเดล “หนึ่งอุตสาหกรรม หนึ่งนิทรรศการ” (One Industry, One Exhibition) เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ใช้การจัดแสดงส่งเสริมการผลิต และใช้การผลิตสนับสนุนการจัดแสดง” อย่างเป็นระบบ 

    ขณะเดียวกัน งานแสดงสินค้าในกวางโจวมีจำนวนผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้าร่วมเติบโตอย่างต่อเนื่อง อาทิ

    – งาน China International Furniture Fair หรือ CIFF (Guangzhou): แบรนด์ต่างประเทศอย่าง IKEA จากสวีเดน และ Kokuyo จากญี่ปุ่น เข้าร่วมเป็นครั้งแรก มีผู้ชมต่างชาติ 64,000 คน เพิ่มขึ้น 13.2%

    – งาน Printing South China & Sino-Label 2026: มีผู้ชมเกือบ 60,000 คน โดยเป็นชาวต่างชาติกว่า 8,000 คน เพิ่มขึ้น 9.2% จากสถิติสูงสุดในปี 2568

    – งาน Dental South China: คณะผู้ซื้อจากต่างประเทศสร้างสถิติใหม่ เติบโตขึ้นถึง 3 เท่า

    การผสาน “งานแสดง + อุตสาหกรรม” ขับเคลื่อนการยกระดับ

    เมืองกวางโจวผลักดันระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ 12218” ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมปัจจุบันและอนาคต โดยตั้งเป้าพัฒนา 15 อุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ชีวการแพทย์ เซมิคอนดักเตอร์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมวางรากฐาน 6 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เทคโนโลยีอวกาศ และเทคโนโลยีทะเลลึก รวมถึงส่งเสริม 8 ภาคบริการสมัยใหม่ อาทิ การเงิน เทคโนโลยี และโลจิสติกส์

    ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 งานแสดงสินค้าเชิงอุตสาหกรรมมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 80 ของงานทั้งหมด สะท้อนการเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตกับแพลตฟอร์มการค้าอย่างเป็นรูปธรรม เช่น งานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ (China International Furniture Fair) งานแสดงสินค้าความงาม (China International Beauty Expo) และงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมแสง สี เสียง (GETshow และ Prolight + Sound Guangzhou) ซึ่งล้วนมีผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

    MICE+” การบูรณาการข้ามอุตสาหกรรม กระตุ้นการบริโภควิถีใหม่

    นอกจากนี้ เมืองกวางโจวยังต่อยอดแนวคิด “MICE+” โดยผสานงานแสดงสินค้าเข้ากับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และไลฟ์สไตล์ ตอกย้ำบทบาทของอุตสาหกรรมไมซ์ในฐานะเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง ตัวอย่างเช่น งาน Firefly ACG Expo ที่ผสมผสานวัฒนธรรมอนิเมชันกับธุรกิจบริการ สร้างรูปแบบการบริโภคใหม่และเชื่อมโยงกิจกรรมทั่วเมืองกว่า 38 จุด ดึงดูดผู้เข้าชมกว่า 230,000 คน และสร้างมูลค่าการใช้จ่ายโดยตรงกว่า 130 ล้านหยวน ขณะที่งานด้านอีสปอร์ต งานสัตว์เลี้ยง และงานแต่งงาน ยังช่วยขยายฐานผู้บริโภคในกลุ่มคนรุ่นใหม่และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

    ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไทย

    การเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ MICE ของจีนดังกล่าวส่งผลต่อประเทศไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านการแข่งขันทางการค้า เนื่องจากผู้ผลิตจีนสามารถเข้าถึงผู้ซื้อทั่วโลกได้โดยตรงผ่านแพลตฟอร์มงานแสดงสินค้านานาชาติ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันมากขึ้น นอกจากนี้ แนวโน้มการบูรณาการ “อุตสาหกรรม + งานแสดงสินค้า” ยังเอื้อต่อการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจแบบครบวงจร ตั้งแต่ผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ ไปจนถึงผู้ซื้อระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการไทยบางส่วนถูกลดบทบาทในห่วงโซ่มูลค่า อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของงานแสดงสินค้าระดับโลก เช่น Canton Fair ก็เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงผู้ซื้อจากนานาประเทศ ลดต้นทุนการทำตลาด และสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจในระดับสากลได้มากขึ้น

    ดังนั้น ประเทศไทยอาจจะพิจารณายกระดับอุตสาหกรรม MICE จาก “ธุรกิจจัดงาน” ไปสู่ “เครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” โดยพัฒนางานแสดงสินค้าที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมศักยภาพของไทย เช่น การแพทย์ อาหาร ดิจิทัล และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ควบคู่กับการใช้จุดแข็งด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และ Soft Power เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและดึงดูดผู้เข้าร่วมจากทั่วโลก ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยควรเร่งพัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เน้นนวัตกรรม ความยั่งยืน และอัตลักษณ์ไทย พร้อมใช้ประโยชน์จากเวทีงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติในการขยายตลาดและสร้างความร่วมมือทางธุรกิจในระยะยาว

    ………………………………………………….

    จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว

    26 พฤษภาคม 2569

    แหล่งข้อมูล

    https://mp.weixin.qq.com/s/3L3n85Ur0heJs5YMixZlzQ?scene=1

    https://www.gz.gov.cn/zt/gzlfzgzld/gzgzlfz/content/post_10061452.html

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/wp9s71d7tx8vsg2r8fug0qmb&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15hF2LFFeaky1vmlMP05M4

  • สงครามจะร้อนแค่ไหน พลังงานและเศรษฐกิจไทยต้องไม่สะดุด เจาะแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติรับมือวิกฤต

    สงครามจะร้อนแค่ไหน พลังงานและเศรษฐกิจไทยต้องไม่สะดุด เจาะแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติรับมือวิกฤต

    สงครามจะร้อนแค่ไหน พลังงานและเศรษฐกิจไทยต้องไม่สะดุด เจาะแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติรับมือวิกฤต

    วิกฤตสงครามที่ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น พร้อมๆ กับที่ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูร้อนในช่วงที่ผ่านมา ปตท. ในฐานะ 1 ใน 5 Shipper (ผู้จัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ) ของประเทศ พร้อมเป็นกลไกสำคัญของภาครัฐ ดูแลความมั่นคงทางพลังงาน เร่งปรับแผนจัดหาก๊าซธรรมชาติ นำเข้า Spot LNG ตามที่ได้รับมอบหมาย พร้อมประสานเพิ่มกำลังผลิตอ่าวไทย เพื่อคนไทยมีไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มใช้เพียงพอ และภาคการผลิตของประเทศไม่สะดุด

    ช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติของคนไทยพุ่งสูงปรี๊ด แต่ในขณะเดียวกัน โลกเราก็กำลังเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง จนทำให้ผู้ผลิต LNG รายใหญ่อย่างกาตาร์ ไม่สามารถจัดส่งก๊าซได้ตามสัญญา คำถามที่หลายคนสงสัยคือ แล้วแบบนี้ไฟจะดับไหม? พลังงานจะพอใช้หรือเปล่า?

    บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ในฐานะองค์กรพลังงานของชาติ จึงต้องงัดมาตรการเชิงรุกออกมาสู้กับวิกฤตนี้ ภายใต้หลักการ “มั่นคง โปร่งใส เพื่อประเทศไทย”

    แก้เกมวิกฤต ดึงก๊าซอ่าวไทย-นำเข้า Spot LNG

    เมื่อก๊าซจากตะวันออกกลางสะดุด ปตท. จึงแก้เกมด้วยการประสานผู้ผลิต เพิ่มกำลังการผลิต ดึงก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยขึ้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมกับเจรจาประเทศเพื่อนบ้านเลื่อนแผนซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซบนพื้นที่ทับซ้อนออกไปก่อน เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้มากกว่าปกติ

    นอกจากนี้ เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานภาครัฐยังได้มอบหมายให้ ปตท. จัดหา LNG แบบรายเที่ยวเรือ หรือที่เรียกว่า “Spot LNG” จำนวน 2 เที่ยวเรือ จากประเทศนอกกลุ่มตะวันออกกลางเข้ามาทดแทน โดยการจัดหาแบบ Spot LNG นี้ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากภาครัฐทุกครั้ง และมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสผ่านเว็บไซต์ของ ปตท. ทำให้มั่นใจได้ว่าประเทศไทยจะมีไฟฟ้าใช้อย่างไม่ขาดแคลน

    อย่าเอาไม้สักไปทำฟืน! ทำไมต้องผ่าน “โรงแยกก๊าซฯ”

    ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยไม่ได้มีดีแค่เอาไปเผาทำไฟฟ้า ปตท. เปรียบเปรยว่า การส่งก๊าซจากอ่าวไทยไปเผาทำไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอา “ไม้สักไปทำฟืน”

    ดังนั้น เราจึงต้องใช้ประโยชน์ให้ได้อย่างคุ้มค่า ด้วยการนำเข้าไปผ่านกระบวนการแยกก๊าซใน “โรงแยกก๊าซธรรมชาติ” เพื่อคัดแยกสารประกอบที่มีมูลค่าออกมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น:

    • ก๊าซมีเทน: นำไปผลิตไฟฟ้า ให้ความร้อนในโรงงาน เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ (NGV) และทำปุ๋ยเคมี
    • ก๊าซอีเทน: นำไปผลิตพลาสติก เช่น ถุงพลาสติก หลอดยาสีฟัน
    • ก๊าซโพรเพน และ บิวเทน: นำไปผลิตเป็นก๊าซหุงต้ม (LPG) และส่วนประกอบอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

    กระบวนการนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิด Bypass Gas หรือการปล่อยก๊าซธรรมชาติผ่านไปให้ผู้ใช้ปลายทางโดยไม่ได้แยกสารที่มีมูลค่าออก ซึ่งถือเป็นการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมาก และในช่วงวิกฤตนี้ ปตท. ได้เลื่อนการซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 6 ออกไป เพื่อเดินเครื่องเต็มกำลัง ผลิตก๊าซ LPG ป้อนให้คนไทยได้อย่างพอเพียง

    ส่องสถิติ ยุคสงคราม ใครใช้ก๊าซธรรมชาติเท่าไร?

    ข้อมูลการจัดสรรก๊าซธรรมชาติในช่วงสถานการณ์สงคราม (มี.ค. – เม.ย. 2569) เทียบกับสถานการณ์ปกติ (ปี 2568) ชี้ให้เห็นว่ามีการปรับเปลี่ยนสัดส่วนเพื่อรองรับความต้องการที่จำเป็นสูงสุด

    • ภาคการผลิตไฟฟ้า: ปรับเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ปกติที่ 61% เป็น 64%
    • ภาคอุตสาหกรรม: ลดลงจาก 17% เหลือ 15%
    • ภาคปิโตรเคมี: ลดลงเล็กน้อยจาก 14% เหลือ 13%
    • ภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน (LPG): รักษาระดับคงที่ 6%
    • ภาคการขนส่ง (รถ NGV): รักษาระดับคงที่ 2%

    จากตัวเลขนี้จะเห็นว่า การบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติของประเทศ เทน้ำหนักไปที่การผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก เพื่อให้รอดพ้นช่วงหน้าร้อนไปได้ พร้อมกับเตรียมความพร้อมสถานีบริการ NGV เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น และรักษาระดับการผลิต LPG เพื่อใช้ในประเทศ รวมถึงจัดส่งวัตถุดิบปิโตรเคมีเพื่อหล่อเลี้ยงระบบการผลิตของประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2935610&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3w4fzQYBFQau2WACREBNX8

  • รัฐบาลเร่งปลุกเศรษฐกิจ แต่ภาคอสังหาฯ ยัง“โคม่า-ขาดออกซิเจน”

    รัฐบาลเร่งปลุกเศรษฐกิจ แต่ภาคอสังหาฯ ยัง“โคม่า-ขาดออกซิเจน”

    รัฐบาลเร่งปลุกเศรษฐกิจ แต่ภาคอสังหาฯ ยัง“โคม่า-ขาดออกซิเจน”

    รัฐบาลเร่งปลุกเศรษฐกิจ แต่ภาคอสังหาฯ ยัง“โคม่า-ขาดออกซิเจน”

    *** หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,204 ระหว่างวันที่ 28-30 พ.ค.2569 โดย…กาแฟขม

    *** อนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี นำคณะเยือนฝรั่งเศส เจรจาการค้าการลงทุน ความร่วมมือในหลากหลายมิติ ขอแรงสนับสนุนจากฝรั่งเศสหัวเรือใหญ่สหภาพยุโรป(อียู) ในการผลักดันขับเคลื่อนเขตการค้าเสรีไทย-อียูให้ปิดจบให้ได้โดยเร็ววัน ตลาดอียูเป็นตลาดใหญ่ ถ้าปิดดีลข้อตกลงกันได้ การค้าๆขายๆก็คงคล่องตัวขึ้น แต่ต้องไม่ลืมอียูมาตรฐานสูง ตั้งการ์ดตึงเปรี๊ยะ ฝ่ายไทย ก็ต้องละเมียดกันหน่อยในการรักษาตลาดนี้และโอกาสขยายตลาดเพิ่ม

    *** ในประเทศห้วงนี้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ประกาศให้ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส รัฐ 60 ประชาชน 40 และเพิ่มเงินเข้าไปให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน ช่วงนี้ดูวุ่นๆ หน่อยกับการลงทะเบียน โดยเฉพาะผู้สูงอายุในต่างจังหวัดหัวเมือง ที่ไม่มีมือถือสมาร์ทโฟนไปเข้าแถวต่อคิวยาวที่ธนาคารกรุงไทยในต่างจังหวัด ภาพที่เห็นเข้าคิวต่อแถวยาวๆ จริงๆ และต้องตื่นลากสังขารกันมาตั้งแต่ ตี 4-5 เช้ามืด ก่อนธนาคารเปิด เหมือนเข้าแถวรอเติมนํ้ามันช่วงเดือนก่อน ถ้ามีการจัดระบบโมบายยูนิตธนาคารร่วมกับฝ่ายปกครองที่มีข้อมูลอยู่แล้ว วิ่งลงไปหาชาวบ้านตามชุมชนต่างๆ ก็คงจะดีไม่น้อย

    *** เป็นความพยายามของรัฐบาลนี้ในการฟื้นเศรษฐกิจ กระตุกกระตุ้นกำลังซื้อ ผ่านระบบโค-เปย์ร่วมจ่ายให้เศรษฐกิจรื่นไหล มีการจับจ่ายใช้สอยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนสะพัดไปหลายๆ มือ ที่อาจถูกตั้งข้อสังเกตว่าจะให้ร่วมจ่ายได้อย่างไร ในเมื่อเงินไม่มี โดนค่านํ้ามันไป 30-40 % ขณะที่รายได้ยังคงเดิม แถมหนี้บานตะไท แล้วจะลากกระเตงกันไปอย่างไร อีกด้านก็เอาน่าให้ใช้จ่าย พอกล้อมแกล้มกันไปก่อน รัฐบาลมีแผนเดียวซะเมื่อไหร่

    *** ว่าก็ว่าเรื่องเศรษฐกิจ ฐานรากสำคัญไม่น้อยอยู่ที่ ภาคอสังหาริมทรัพย์และรับเหมาก่อสร้าง เป็นกระดูกสันหลังที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานนับร้อยชีวิต คาบนี้เป็นยักษ์ใหญ่ที่กำลังหมดแรง ที่ต้องใช้ยาให้ถูกตัว ค่าธรรมเนียมการโอนไม่ได้ตอบโจทย์ไปเสียทุกเรื่อง ไปดูหน้างานที่เกิดวิกฤตแรงงานขาดแคลน แรงงานฝีมือชาวไทยพากันหนีไปขุดทองต่างแดน ทิ้งให้ไซต์งานไทยต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว ที่ข้ามแดนมาแบบลักลอบจนเกิดขบวนการกินหัวคิวกันเป็นทอดๆ ไซต์งานก่อสร้างไทยวันนี้ไม่ต่างจาก “เตียงผู้ป่วย” ที่ขาดออกซิเจน งานดีเลย์กันวินาศสันตะโร 

    *** ตามมาด้วยบาดแผล “นอมินีผู้รับเหมาต่างชาติในโครงการ PPP” รัฐบาลเปิดกว้างให้เกิดการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ในเมกะโปรเจกต์ แต่ทุนต่างชาติสอดแทรกเข้ามาในคราบ “ผู้รับเหมานอมินี” โดยอาศัยการซุกหุ้นและตั้งบริษัทบังหน้า เข้ามาซับงานต่อ บางกลุ่ม “มือไม่ถึง” บินมาตีตั๋วคว้างานเป็นพันล้าน ถึงเวลาลงมือทำจริงกลับ “ทิ้งงาน-ดึงเชง-กดราคารับเหมาช่วง” ปล่อยให้ผู้รับเหมาช่วงชาวไทย รับกรรมกลายเป็นผู้แบกรับหนี้สินจนเจ๊งระนาว กลายเป็นต่างชาติรุกคืบอธิปไตยทางเศรษฐกิจ ผ่านเม็ดเงินโครงสร้างพื้นฐานกันชื่นมื่นยังไงก็เมียงมองมุมนี้หน่อยท่าน

    *** อีกประการเรื่องของผู้รับเหมา ที่อาจจะดีพอหรือไม่ ไม่ทราบ เมื่อกลางเดือน พ.ค. ทาง ครม.เพิ่งพยักหน้าอนุมัติมาตรการผ่อนผันเกณฑ์ค่า K ชั่วคราว ลดกรอบแบกรับภาระส่วนต่างของผู้รับเหมาจาก 4% เหลือ 2% เพื่อลดแรงกระแทกจากวิกฤตพลังงานโลก แต่ต้องมองให้ลึกลงไปอีกนิด ลดภาระค่า K ลงมาแล้ว ต้องอย่าให้เม็ดเงินจ่ายผู้นับเหมาค้างท่อด้วย ผู้รับเหมาเขาโอดครวญ มาตรการน่ะดี แต่ “เงินมาช้าจัง” ระบบราชการไทยใช้เวลาตรวจสอบและอนุมัติจ่ายเงินชดเชยค่า K ยาวนานข้ามปี กว่าเม็ดเงินจะไหลผ่านขั้นตอนที่อืดอาดยืดยาดมาถึงหน้างาน ผู้รับเหมากลางและเล็ก ก็ “ขาดใจตาย” คาไซต์งานไปเรียบร้อย การผ่อนเกณฑ์เหมือนให้ยาพารากับคนเป็นมะเร็ง หรือเปล่า ไม่รู้นะ 

    *** ส่องกล้องมองเกมอสังหาฯ อิงข้อมูลคาดการณ์จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย และ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ (REIC) เขาหน่อย ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ปี 2569 นี่ตํ่าสุดแล้ว ตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลาง-ล่าง ถูกแช่แข็งด้วยยอดปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) สูงถึง 60-70% จากสถาบันการเงินที่ตั้งการ์ดสูง จึงอาจเห็นสัญญาณ การฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 โดยเซ็กเมนต์ที่จะฟื้นก่อน ไม่ใช่บ้านจัดสรรทั่วไป แต่เป็นอสังหาฯ นิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มคลังสินค้า (Logistics) ที่ได้อานิสงส์จากการย้ายฐานทุนภูมิรัฐศาสตร์โลก รวมถึงคอนโดมิเนียมในเมืองท่องเที่ยว ส่วนตลาดรับเหมาก่อสร้างภาคเอกชนจะยังคงทรงตัวยาวไปจนกว่าสต็อกเก่า (Inventory) จะถูกระบายออกจนหมด 

                           รัฐบาลเร่งปลุกเศรษฐกิจ แต่ภาคอสังหาฯ ยัง“โคม่า-ขาดออกซิเจน”

    *** ถ้ารัฐบาลจะขยับในภาคนี้ ก็ลองหาทางเติมสภาพคล่อง ให้ผู้รับเหมาในระบบทันที หาทางจัดการนอมินีรับเหมาก่อสร้างต่างชาติ หรือจะเข้ามาก็ต้องถูกต้องตามระบบการเข้าลงทุน อนุญาตให้คนระดับไหนเข้ามาทำงานได้ในสัดส่วนเท่าไร วางแนวทางปฏิรูประบบนำเข้าแรงงานถูกกฎหมายแบบ One-Stop Service ขจัดการกินหัวคิวเปิดทางให้ผู้รับเหมาไทยนำเข้าแรงงานต่างด้าวฝีมือดีได้อย่างรวดเร็วและต้นทุนตํ่าที่สุด แก้ปัญหางานดีเลย์เชิงโครงสร้างให้สัมฤทธิ์ผลโดยพลัน… 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/660076&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2c1IKnHfk8wL_gvFaenEOw

  • ตอนเช้า “ห้ามล้างหน้าแบบนี้” กูรูเตือน 3 พฤติกรรมยอดฮิต กับดักพังไมโครไบโอม!

    ตอนเช้า “ห้ามล้างหน้าแบบนี้” กูรูเตือน 3 พฤติกรรมยอดฮิต กับดักพังไมโครไบโอม!

     หยุดทำด่วน! สิ่งที่ห้ามทำกับผิวหน้าในตอนเช้า ผู้เชี่ยวชาญเตือน ขยันผิดวิธีทำเกราะผิวพัง-สิวบุกโดยไม่รู้ตัว

    ผิวหน้าไม่ใช่พื้นบ้าน! เลิกคลั่งสะอาดในตอนเช้า

    คุณคิดว่าการล้างหน้าอย่างหมดจดในตอนเช้าคือจุดเริ่มต้นของผิวโกลว์สุขภาพดีใช่ไหม? แต่ในความเป็นจริง ดร.ปิออตร์ โนวาชิก (Dr. Piotr Nowaczyk) นักจุลชีววิทยา ได้ออกมาเตือนถึงพฤติกรรมยอดฮิตที่คนส่วนใหญ่ทำพลาด เพราะมันกำลังเข้ามาทำลาย “ไมโครไบโอม” (Microbiome) หรือระบบนิเวศแบคทีเรียดีบนผิวหน้า ซึ่งเป็นปราการด่านแรกที่ปกป้องผิวจากสิ่งสกปรกและสารเคมี จนทำให้หน้าแห้งกร้าน ระคายเคือง และสิวขึ้นง่ายกว่าเดิม

    ดร.โนวาชิก เน้นย้ำว่า การล้างหน้าวันละ 1-2 ครั้งนั้นเพียงพอแล้ว การใช้สารทำความสะอาดที่รุนแรงหรือน้ำที่ร้อนเกินไปบ่อยๆ จะเข้าไปลอกน้ำมันธรรมชาติและทำลายเกราะป้องกันผิวโดยตรง

    เช้า-เย็น ล้างไม่เหมือนกัน: สูตรลับที่หลายคนไม่รู้

    ตามหลักจุลชีววิทยา ผิวหน้าในแต่ละช่วงเวลาต้องการการดูแลที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:

    • ตอนเย็น: จำเป็นต้องล้างทำความสะอาดอย่างล้ำลึก เพื่อขจัดคราบเครื่องสำอาง ครีมกันแดด ฝุ่นควัน และมลภาวะที่สะสมมาตลอดทั้งวัน

    • ตอนเช้า: หลังจากนอนหลับมาทั้งคืน ผิวไม่ได้เผชิญกับมลภาวะหนักหนาขนาดนั้น ดังนั้น แค่ล้างด้วยน้ำเปล่าอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นสลับเย็นก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้โฟมล้างหน้าสูตรขจัดความมันเลยด้วยซ้ำ

    เช็กด่วน! 3 พฤติกรรมทำร้ายผิวหน้าตอนเช้าที่ต้องหยุดทันที

     1. เอามะนาวหรือสบู่ล้างมือมาล้างหน้า

    สบู่ล้างมือถูกออกแบบมาสำหรับผิวบริเวณมือที่มีความทนทานสูง จึงมีส่วนผสมของสารซักฟอก (Detergents) เข้มข้น หากนำมาใช้กับผิวหน้าที่บอบบาง จะทำให้ผิวแห้งขอด เกิดภาวะผิวเสียสมดุล (Dysbiosis) และส่งผลให้แบคทีเรียก่อโรคเติบโตได้ง่ายขึ้น

     2. ใช้น้ำอุ่นจัดหรือน้ำร้อนล้างหน้า

    น้ำที่ร้อนเกินไปจะชะล้างน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวออกไปจนหมด ทำให้เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังขยายตัวจนแตกง่าย และกระตุ้นให้ผิวผลิตน้ำมันออกมาทดแทนมากกว่าเดิม ส่งผลให้หน้ามันเยิ้มระหว่างวัน

     3. ใช้เช็ดหน้าแรงๆ ด้วยผ้าเช็ดตัวผืนหนา

    แทนที่จะใช้ผ้าขนหนูซับและถูหน้าแรงๆ ซึ่งเป็นการรบกวนผิวและทำให้ผิวเหี่ยวย่นก่อนวัย เปลี่ยนเป็นใช้วิธี “ซับเบาๆ” ด้วยกระดาษทิชชูสำหรับเช็ดหน้า หรือผ้าสะอาดเนื้อนุ่มก็พอ

    บทสรุปจากผู้เชี่ยวชาญ

    ผิวหนังคือระบบนิเวศที่มีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอาศัยอยู่ ไม่ใช่พื้นผิววัตถุที่ต้องขัดถูให้ขาวสะอาดวิ้ง การลดการใช้สารเคมีที่รุนแรง หันมาใส่ใจความอ่อนโยน และเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวและเพศ (เนื่องจากสภาพผิวชายและหญิงมีความหนาและชั้นน้ำมันต่างกัน) คือหนทางที่ง่ายที่สุดในการรักษาผิวให้แข็งแรงและดูอ่อนเยาว์ไปได้นานๆ

     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9891134/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PhHqeS6vjWXhF2J6E2J_Y

  • “สันติธาร” เตือนไทยรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ 3 ระลอก ชู 5T ฝ่า Double Squeeze

    “สันติธาร” เตือนไทยรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ 3 ระลอก ชู 5T ฝ่า Double Squeeze

    “สันติธาร” เตือนไทยรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ 3 ระลอก ชู 5T ฝ่า Double Squeeze

    นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหากับคลื่นความผันผวนของโลก (Global Shock Wave) ที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ระลอกใหญ่ 

    เริ่มจากระลอกที่ 1 วิกฤตราคาพลังงาน เป็นระยะแรกที่ไทยกำลังเผชิญจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันและพลังงานทั่วโลก
    ระลอกที่ 2 ปัญหาเงินเฟ้อ จากราคาพลังงานจะลามสู่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทุกหมวดหมู่ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเงินในกระเป๋าลดน้อยลง ขณะที่ต้นทุนของภาคธุรกิจพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก
    ระลอกที่ 3 กำลังซื้อตกต่ำ จะส่งผลให้ยอดการส่งออกที่เคยเติบโตเริ่มแผ่วลง การจับจ่ายภายในประเทศลดถอย และแม้แต่ภาคการท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยก็อาจจะอ่อนแอลง
     

    “วิกฤติพลังงานที่สูงขึ้น เราสัมผันกันอยู่ทุุกวันตอนนี้ ตอนนี้คือระลอกที่2 คือ ไม่ใช่แค่ราคาพลังงาน น้ำมันเท่านั้นจะกลายเป็นสินค้าราคาสินค้าสูงขึ้นทั้งหมด ปัญหาเงินเฟ้อจะให้รู้สึกว่าเงินในกระเป๋าเราน้อยลง ต้นทุนธุรกิจที่สูงขึ้น ระลอก3 คือกำลังซื้อจะตกลง แปลว่ายอดส่งออกที่ปัจจุบันยังดีอยู่ จริงๆ จะเริ่มแผ่วลง แม้แต่การท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องจักรสำคัญของเศรษฐกิจไทยจะอ่อนแอลง ดังนั้นสิ่งครัวเรือน และธุรกิจจะเจอคือ  Double Squeeze หรือธุรกิจถูก บีบสองด้านพร้อมกัน”

    สถานการณ์นี้มีความน่ากังวลอย่างยิ่งเนื่องจากประเทศไทยมี กันชน ที่ค่อนข้างบาง โดยมีหนี้ครัวเรือนสูงถึง 87% ของ GDP ขณะที่สินเชื่อของภาค SME ติดลบต่อเนื่องมานานกว่า 3 ปี ทำให้ขาดกำลังในการรับแรงกระแทก
     
    พร้อมกันนี้ นายสันติธาร ยังชี้ว่า โลกกำลังเปลี่ยนจากยุคที่เน้นประสิทธิภาพและราคาถูก  ไปสู่โลกที่เน้น “ความมั่นคงเป็นหลัก”  นานาชาติจะให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น แม้ว่าสินค้าเหล่านั้นอาจจะไม่ได้มีราคาถูกที่สุดก็ตาม

    ทั้งนี้ เพื่อให้ประเทศไทยไม่เพียงแค่รอดพ้นจากวิกฤต แต่สามารถปรับตัวสู่โลกใหม่ได้ กระทรวงการคลังจึงใช้แนวคิด 5T ในการออกแบบนโยบาย คือ 

    1.Target มาตรการเยียวยาต้องแม่นยำตามโจทย์ของแต่ละระลอก เช่น ช่วยกลุ่มขนส่งในช่วงพลังงานแพง และสนับสนุนเงินช่วยเหลือวงกว้างเมื่อเกิดภาวะของแพง รวมถึงช่วยร้านค้าเล็กๆ ที่ถูกบีบจากรายได้ที่ลดลง

    2.Transition ใช้โอกาสนี้เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Logistics) และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อปิดจุดอ่อนเดิมของประเทศ

    3.Transform ดึงดูดนักลงทุนที่มองหา “พื้นที่ปลอดภัย” มาสร้างเครือข่ายการผลิตในประเทศ  และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่คนไทยและ SME

    4.Transparent  ทุกโครงการต้องตรวจสอบได้และโปร่งใส โดยการนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการ

    5.Together อาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ เอกชน และคนทุกวัย เพื่อเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับประเทศ และทำให้ไทยกลับมาแข็งแกร่งบนเวทีโลกอีกครั้งอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/743022&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1INN4NwbQ8yUG7hmmS96_r

  • เศรษฐกิจไทย ต้นปี 69 โรงงานใหญ่ขยายตัวพุ่ง แต่ SME ส่งสัญญาณปิดตัวสูงสุดในรอบ 10 ไตรมาส

    เศรษฐกิจไทย ต้นปี 69 โรงงานใหญ่ขยายตัวพุ่ง แต่ SME ส่งสัญญาณปิดตัวสูงสุดในรอบ 10 ไตรมาส

    เศรษฐกิจไทย ต้นปี 2569 เผชิญกับภาวะความแตกต่างอย่างสุดขั้ว ระหว่างการเติบโตของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กับการชะลอตัวของธุรกิจขนาดเล็ก

     ข้อมูล ภาวะเศรษฐกิจ ไทย ไตรมาสแรกของปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก เมื่อตัวเลข โรงงานปิดกิจการมีจำนวน 156 โรงงาน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.4) ซึ่งมากกว่า โรงงานเปิดกิจการใหม่ที่มีเพียง 139 โรงงาน (ลดลงถึงร้อยละ 63.9) ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ช่วงปลายปี2566 ที่ตัวเลขการปิดตัวแซงหน้าการเปิดใหม่

    อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตยังมีโอกาส เมื่อพิจารณาในแง่ของ การขยายกิจการ พบว่ามีโรงงานขยายกิจการถึง106 โรงงาน เพิ่มขึ้นร้อยละ 82.8 โดยมีมูลค่าเงินลงทุนสูงถึง 152.5 พันล้านบาท พุ่งทะยานจากเพียง 8.5 พันล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน

    สรุปภาพรวมการลงทุนและแรงงาน

    การจ้างงานรวม โรงงานขนาดใหญ่และขนาดกลางมีการจ้างงานสูงถึง 25,126 คน (คิดเป็นร้อยละ 99.3 ของแรงงานในโรงงานที่ขยายกิจการทั้งหมด)

    กลุ่มอุตสาหกรรมดาวรุ่ง ผลิตภัณฑ์พลาสติก, อาหาร, เครื่องจักรกล และเครื่องใช้ไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

    แชมป์เงินลงทุน อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล ครองแชมป์เงินลงทุนขยายกิจการสูงสุดที่ 52.0 พันล้านบาท จ้างงานเพิ่ม 7,886 คน

    สัญญาณอันตราย SME ไทย ขีดความสามารถลดลง-ปัจจัยภายนอกรุมเร้า

    แม้ภาพรวมการส่งออกและการจ้างงานนอกภาคเกษตรจะยังดูดี แต่ โรงงานขนาดเล็ก กลับเริ่มส่งสัญญาณเปราะบาง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะและผลิตภัณฑ์จากพืช ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัจจัยหลัก 3 ประการ:

    ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง: ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมดั้งเดิม (SMEs) ประสบปัญหาความต้องการสินค้าลดลง

    สินค้าต่างประเทศทะลัก การแข่งขันอย่างรุนแรงจากสินค้านาเข้า

    ต้นทุนการผลิตพุ่ง: ผลกระทบจากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้นตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ตะวันออกกลางระอุ กระทบส่งออกไทยพึ่งพาตลาดสูง

    สถานการณ์ความยืดเยื้อในตะวันออกกลางและปัญหาการขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงซ้ำเติมที่ทำให้ความต้องการสินค้าลดลง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าส่งออกสำคัญที่มีสัดส่วนการพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางสูง ได้แก่

    กลุ่มสินค้าส่งออก

    สัดส่วนการพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง

    ยานยนต์และส่วนประกอบ

    35.4%

    เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ

    7.8%

    ผลิตภัณฑ์ยาง

    4.6%

    อาหารแปรรูป

    3.7%

    เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ

    3.5%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2935568&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_hdheu2-jeTxp5OWD1A7y

  • ดร.กอบศักดิ์ ชี้เศรษฐกิจไทยปีนี้ ‘การอยู่รอด’ สำคัญกว่า’การเติบโต’ แนะเตรียมสายป่าน-สภาพคล่องเพื่อพยุงธุรกิจ

    ดร.กอบศักดิ์ ชี้เศรษฐกิจไทยปีนี้ ‘การอยู่รอด’ สำคัญกว่า’การเติบโต’ แนะเตรียมสายป่าน-สภาพคล่องเพื่อพยุงธุรกิจ

    ดร.กอบศักดิ์ ชี้เศรษฐกิจไทยปีนี้ ‘การอยู่รอด’ สำคัญกว่า’การเติบโต’ แนะเตรียมสายป่าน-สภาพคล่องเพื่อพยุงธุรกิจ

    วันนี้, 19:51น.

              นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงเทพ ประเมินการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ไว้ว่าจะขยายตัวได้ 1.5-2% โดยปีนี้ถือเป็นปีที่มีความท้าทายอย่างสูง เพราะประเทศต้องเผชิญกับหลายปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเกินความคาดหมายมาตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน จนมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นไปถึง 40-50% ตลอดจนปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ

              มองว่าโจทย์สำคัญของปีนี้ ไม่ใช่การตั้งเป้าหมายให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) เติบโตได้ 3% หรือ 4% แต่สิ่งสำคัญคือการทำอย่างไรให้ทุกคนอยู่รอดปลอดภัย

              แบงก์กรุงเทพ มองเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตได้ 1.5-2% ซึ่งยังเร็วเกินไปที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะตอนนี้ยังไม่มีใครรู้เลยว่า ข้อตกลงเจรจาของทรัมป์จะสำเร็จหรือไม่ ย้ำว่า ปีนี้ไม่ใช่เป้าหมายของการโต แต่เป้าหมายของปีนี้ คือการรอด และจะทำอย่างไรที่จะเตรียมสภาพคล่องไว้ เตรียมสายป่านไว้ ลดแรงกระแทก ทั้งหมดคือหัวใจให้ผ่านไปได้ คนที่รอด คือคนที่ชนะ

               ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ซึ่งอยู่ที่ระดับ 1% นั้น  ถือเป็นเรื่องดีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ตัดสินใจลดดอกเบี้ยไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนแนวโน้มจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่นั้น อยู่ที่ข้อตกลงเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังต้องติดตาม

                อย่างไรก็ดี ข้อดีของประเทศไทย คือ ที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อติดลบ และปัจจุบันเริ่มปรับสูงขึ้น โดยเป็นไปตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ และเชื่อว่าหลังจากนั้นในอีก 12 เดือน อัตราเงินเฟ้อจะค่อยทยอยปรับลดลง ทั้งนี้ เชื่อว่า ธปท. ยังสามารถคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1% ได้ต่อ

               นอกจากนั้นอยากเห็นค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 34-35 บาท/ดอลลาร์ เพื่อช่วยสนับสนุนภาคส่งออก ภาคเกษตร และการท่องเที่ยวของไทย ส่วนดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ระดับ 1,500 จุดนั้น ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีและมีความน่าสนใจสำหรับนักลงทุน ทั้งนี้ ประเด็นที่น่ากังวลที่สุด คือ แรงกระแทกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ (President Trump) ที่อาจใช้มาตรการมาตรา 301 (Section 301) และมาตรการภาษีอื่น ๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยโดยตรง นายกอบศักดิ์ จึงเสนอว่าไทยควรหาทางลดสัดส่วนการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนเกือบ 23% ให้ลงมาเหลือเพียง 10% เท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยง

               ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจโลกจะผันผวน แต่มองว่าเป็นความโชคดีของประเทศไทย ที่กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของการลงทุน ในขณะที่ภูมิภาคอื่นยังมีปัญหาความขัดแย้งอยู่ ทั้งในตะวันออกกลาง ยุโรป หรือจีน ซึ่งหากไทยสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้ดี เช่น กรณี TikTok ที่มีการลงทุนในไทยสูงถึง 8 แสนล้านบาท ก็จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคตให้เติบโตได้ถึง 3.5-4%

               โจทย์ของปีนี้ที่สำคัญที่สุด  คือจะทำอย่างไรที่จะรอดพ้น มีสภาพคล่องที่พอเพียง สามารถพยุงเศรษฐกิจ พยุงตัวเองให้ผ่านไปได้ 

    #เศรษฐกิจไทย69 

    #กอบศักดิ์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161758&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Msm2rJAGLjWVWy1kQnFjF

  • อังกฤษกระชับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย ดันความร่วมมือ “เศรษฐกิจ-เอไอ-ความมั่นคง” | เดลินิวส์

    อังกฤษกระชับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย ดันความร่วมมือ “เศรษฐกิจ-เอไอ-ความมั่นคง” | เดลินิวส์

    สหราชอาณาจักรกระชับความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อันยาวนานกับไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในโอกาสที่นางซีมา มัลโฮตรา รัฐมนตรีฝ่ายกิจการอินโด-แปซิฟิก กระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนาของสหราชอาณาจักร เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 25-26 พ.ค. ที่ผ่านมา

    การเยือนไทยของมัลโฮตรามีวัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ สภาพภูมิอากาศและพลังงาน ความมั่นคง สุขภาพ เทคโนโลยี และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของสหราชอาณาจักรต่อไทย ในฐานะหุ้นส่วนสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

    หัวใจสำคัญของการเยือนในครั้งนี้ รัฐมนตรีได้ร่วมเป็นประธานการประชุมหารือเชิงยุทธศาสตร์สหราชอาณาจักร–ไทย ครั้งที่ 6 กับนายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ

    ในการหารือนี้ได้ทบทวนถึงความคืบหน้าภายใต้แผนงานหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย–สหราชอาณาจักร ปี 2567 UK–Thailand Strategic Partnership Roadmap – GOV.UK และมุ่งเน้นลำดับความสำคัญสำหรับความร่วมมือในระยะต่อไป ประเด็นที่หารือรวมถึงการค้าและการลงทุน สภาพภูมิอากาศและพลังงาน ตลอดจนการดำเนินการร่วมกัน ต่อต้านการลักลอบขนกัญชาและศูนย์หลอกลวง

    สหราชอาณาจักรยืนยันความมุ่งมั่นต่อแผนงาน และเน้นย้ำการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการค้าเสรีและการเพิ่มขึ้นของการลงทุน มูลค่าการค้าโดยรวมระหว่างสหราชอาณาจักรกับไทยอยู่ที่ 7,900 ล้านปอนด์ต่อปี (ราว 346,567.94 ล้านบาท) ซึ่งสนับสนุนการจ้างงานหลายพันตำแหน่งในทั้งสองประเทศ

    ด้านดิจิทัล วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เป็นสาขาสำคัญที่มีการเติบโตสูง ก่อนสัปดาห์เทคโนโลยีลอนดอน ระหว่างวันที่ 8-12 มิ.ย. นี้ มัลโฮตราพบกับผู้นำด้านเงินร่วมลงทุนของไทย เพื่อเน้นย้ำจุดแข็งของสหราชอาณาจักรในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมระดับโลก และหารือโอกาสความร่วมมือระหว่างสหราชอาณาจักรกับไทยในด้านปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ และด้านการลงทุน

    มัลโฮตรากล่าวกับผู้แทนอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมประชุมว่า “เอไอไม่ได้เป็นเพียงประเด็นของ ‘ภาคเทคโนโลยี’ อีกต่อไป” แต่เป็น “ประเด็นทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์สำหรับทุกประเทศ” พร้อมเสริมว่า สหราชอาณาจักรพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรกับไทย ในการแบ่งปันขีดความสามารถและความเชี่ยวชาญด้านเอไอ”

    นอกจากนี้ สหราชอาณาจักรและไทยยังตกลงที่จะต่อยอดความร่วมมือด้านการค้าในกรอบ Enhanced Trade Partnership รวมถึงความคืบหน้าในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านกฎระเบียบในสาขาที่มีความสำคัญ เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์และพลังงานหมุนเวียน มัลโฮตรายังได้เยี่ยมชมเครือข่ายห้องปฏิบัติการสาธารณสุขระดับภูมิภาค เพื่อดูว่าความร่วมมือด้านความมั่นคงทางสุขภาพอาเซียน–สหราชอาณาจักร กำลังเสริมสร้างความพร้อมของภูมิภาค ในการรับมือกับภัยคุกคามด้านสุขภาพในอนาคตอย่างไร

    ในฐานะที่มีบทบาทเพิ่มเติมซึ่งเป็นรัฐมนตรีด้านความเท่าเทียม มัลโฮตราพบกับสมาชิกรัฐสภาสตรีของไทยและเป็นเจ้าภาพจัดรายการพอดแคสต์ Women in Power ของ UN Women เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและความเป็นผู้นำทางการเมืองของผู้หญิง ตอกย้ำความมุ่งมั่นของสหราชอาณาจักรต่อการบริหารที่ครอบคลุม และความเป็นหุ้นค่าที่ตั้งอยู่บนคุณค่าในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก

    ภายหลังจากการเจรจา มัลโฮตรากล่าวว่า “เห็นได้อย่างชัดเจนกว่าเคย ว่าทั้งสหราชอาณาจักรและไทยต้องเผชิญกับความท้าทายระดับโลกเดียวกัน ตั้งแต่การหยุดชะงักของการค้าบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

    ในโลกปัจจุบัน ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไม่สามารถแยกออกจากความมั่นคงได้อีกต่อไป นั่นคือเหตุผลที่เราทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุน พัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด และปกป้องประชาชนของเราจากการฉ้อโกงทางออนไลน์”

    สหราชอาณาจักรยินดีต่อข้อตกลงในการจัดการประชุมหารือด้านความมั่นคงไทย–สหราชอาณาจักร ครั้งต่อไป เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง ปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน และยึดมั่นในค่านิยมที่มีร่วมกัน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมโลกและภูมิภาค ที่มีความโกลาหลเพิ่มมากขึ้น

    การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังเสร็จสิ้นการเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหราชอาณาจักรกับไทย ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นร่วมกัน เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนที่แข็งแกร่งและมุ่งสู่อนาคตยิ่งขึ้น.

    ขอขอบคุณ สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5895855/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TAFu2OZlTWr1AVA3loE8M