Category: เศรษฐกิจ

  • อัตราว่างงาน Q2/69 ดีขึ้น สภาพัฒน์จับตาเอลนีโญ-แรงงานข้ามชาติแย่งอาชีพ/หนี้ครัวเรือน Q1/69 ลด

    อัตราว่างงาน Q2/69 ดีขึ้น สภาพัฒน์จับตาเอลนีโญ-แรงงานข้ามชาติแย่งอาชีพ/หนี้ครัวเรือน Q1/69 ลด

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยถึงภาวะสังคมไทยไตรมาส 2/2569 พบว่า การจ้างงานปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยมีผู้มีงานทำ 41.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (ไตรมาส 2/68) จากการขยายตัวของการจ้างงานทั้งในภาคเกษตรกรรม และนอกภาคเกษตรกรรม โดยสาขาก่อสร้างขยายตัวสูงสุด ทั้งนี้ อัตราการว่างงานรวม อยู่ที่ 0.95% หรือมีผู้ว่างงาน 4 แสนคน ขณะที่ผู้เสมือนว่างงานยังเพิ่มขึ้น 8% และผู้ว่างงานระยะยาวเพิ่มขึ้น 11.3%

    ทั้งนี้ มีประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ ดังนี้

    1. การบังคับใช้กฎหมายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ซึ่งจะครอบคลุมสถานประกอบการเกือบ 1.1 แสนแห่ง และลูกจ้างราว 5.7 ล้านคน จึงควรเร่งสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์แก่ลูกจ้าง และพัฒนาระบบรองรับการดำเนินงาน

    2. ความเสี่ยงต่อการจ้างงานในภาคเกษตรจากปรากฏการณ์เอลนีโญ หลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาภัยแล้ง และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงครึ่งแรกของปี 2570 อาจกระทบทั้งผลผลิต รายได้ และความต้องการแรงงานภาคเกษตร ทำให้บางส่วนต้องย้ายไปทำงานในภาคเศรษฐกิจอื่น

    3. การลักลอบประกอบอาชีพสงวนของแรงงานข้ามชาติ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2569 พบแรงงานข้ามชาติทำงานผิดกฎหมาย 3,217 ราย เกือบ 1 ใน 3 เป็นการลักลอบประกอบอาชีพสงวน เพิ่มขึ้น 19.3% จากปีก่อน จึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายควบคู่กันไป

    *หนี้ครัวเรือน Q1/69 อยู่ที่ 85.9% ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า แนะปรับมาตรการช่วยลูกหนี้หลุดพ้น NPL

    เลขาธิการสภาพัฒน์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยด้วยว่า หนี้ครัวเรือนไตรมาส 1/2569 มีมูลค่ารวม 16.41 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวเร่งขึ้น จึงส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไตรมาส 1/69 ลดลงมาอยู่ที่ 85.9% ต่อ GDP จากไตรมาส 4/68 หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ระดับ 86.7% ต่อ GDP ทั้งนี้ แม้หนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะลดลง แต่ยังมีความเสี่ยงด้านความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน

    ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) จากข้อมูลเครดิตบูโร มีมูลค่า 1.25 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9.20% ของสินเชื่อรวม ลดลงจาก 9.59% ของไตรมาสที่ผ่านมา และลดลงในทุกประเภทสินเชื่อ ขณะที่ NPLs ในระบบธนาคารพาณิชย์มีมูลค่า 1.70 แสนล้านบาท หรือ 3.25% ของสินเชื่อรวม อย่างไรก็ดี สัดส่วนสินเชื่อค้างชำระระหว่าง 31-90 วัน (SMLs) ต่อสินเชื่อรวมยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนความเสี่ยงที่อาจพัฒนาเป็นหนี้เสียในระยะต่อไป

    เครดิตบูโรรายงานว่า สินเชื่อ SMLs มีมูลค่า 5.53 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สอง โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อเพื่อการพาณิชย์ ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงที่อาจพัฒนาเป็น NPLs ในระยะถัดไป จึงควร
    ติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนอย่างใกล้ชิด และเร่งให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่เริ่มมีสัญญาณผิดนัดชำระหนี้อย่างเหมาะสม นายดนุชา ระบุ

    ทั้งนี้ มีประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง คือ

    1. ความเสี่ยงจากการที่ผู้กู้ซื้อที่อยู่อาศัย มีบัญชีสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมากกว่าหนึ่งบัญชี ทั้งนี้ พบว่าในปี 2568 ผู้กู้สินเชื่อที่อยู่อาศัย 1 คน มีบัญชีสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ เฉลี่ย 1.11-1.22 บัญชี แม้ไตรมาส 1/ 2569 จะลดลงเป็น 1.08 บัญชี แต่ยังสะท้อนว่าผู้กู้บางส่วนอาจขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยหลายหน่วยในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ในอนาคต ดังนั้นจึงควรพัฒนาระบบรายงานข้อมูลเครดิตให้มีความถี่มากขึ้น

    ผู้กู้บางส่วน อาจขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยหลายหน่วยในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และมีภาระหนี้เกินความสามารถในการชำระคืน ส่วนหนึ่งเกิดจากสถาบันการเงิน รายงานข้อมูลเครดิตเข้าระบบเป็นรอบ ประมาณเดือนละครั้ง ทำให้ข้อมูลภาระหนี้ล่าสุดยังไม่ปรากฏ และเปิดช่องให้ผู้กู้สามารถยื่นขอสินเชื่อจากหลายสถาบันการเงินได้ในช่วงเวลาเดียวกัน นายดนุชา กล่าว

    2. ลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือภาครัฐ ยังไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ ซึ่งจากรายงานของ SCB EIC พบว่า มีเพียง 15% ของลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ ขณะที่ส่วนใหญ่อีก 85% ยังคงมีปัญหาในการชำระหนี้ จึงควรปรับสู่การฟื้นฟูลูกหนี้รายบุคคลตามความสามารถในการชำระหนี้ โดยอาจศึกษาแนวทาง Personal Debtor Rehabilitation Program ของเกาหลีใต้ ที่เปิดโอกาสให้ลูกหนี้ปรับแผนการชำระหนี้ผ่านกระบวนการศาล และอาจได้รับการยกเว้นหนี้ส่วนที่เหลือ เมื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด

    กว่า 80% เป็นลูกหนี้ที่ยังไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ เนื่องจากรายได้ยังไม่ฟื้นตัว ประกอบกับเป็นสินเชื่อที่มีค่างวดสูง และระยะเวลาผ่อนชำระคืนสั้น ดังนั้น จึงต้องปรับมาตรการให้มีความเหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้รายบุคคล เพื่อให้หลุดพ้นจาก NPL นายดนุชา ระบุ

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12839159&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33Uvh1Xh0hw8HbjzKJ8Ydh

  • “รัชดา” แจง “นายกฯ” เยือน 9 ประเทศ ดึงไทยคืนจอเรดาร์โลก ลุยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อประโยชน์ของคนไทย

    “รัชดา” แจง “นายกฯ” เยือน 9 ประเทศ ดึงไทยคืนจอเรดาร์โลก ลุยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อประโยชน์ของคนไทย

    (24 ส.ค.69 ) ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในโอกาสที่สภาผู้แทนราษฎรเตรียมเปิดสมัยประชุมและคาดว่าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลพร้อมชี้แจงต่อสภาฯ และประชาชนด้วยข้อเท็จจริงและผลการดำเนินงานที่ตรวจสอบได้ โดยเฉพาะผลจากนโยบายต่างประเทศของรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ใช้นโยบายการทูตเชิงรุกเพื่อนำประเทศไทยกลับเข้าสู่ความสนใจของประชาคมโลก และได้ “ยกระดับความสัมพันธ์ที่ดีให้เป็นโอกาสประเทศ” ทั้งด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี ความมั่นคง และการจ้างงาน

    ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการและเข้าร่วมการประชุมระดับภูมิภาค หารือกับผู้นำ 9 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ฝรั่งเศส รัสเซีย เวียดนาม มาเลเซีย จีน อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ขณะเดียวกัน ต้อนรับผู้นำต่างประเทศทื่มาเยือนไทย ได้แก่ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม  นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสัปดาห์หน้า นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัญสิงคโปร์ เยือนไทยในวันที่ 2 กันยายน 2569  ซึ่งทุกภารกิจเชื่อมโยงเป็นยุทธศาสตร์สอดรับกับสถานการณ์โลกที่ไร้ระเบียบและภาวะโลกร้อน ตามแนวทางการสร้างอาเซียนให้เข้มแข็ง ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภูมิภาค และความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ตั้งเป้าการขยายตลาด ดึงดูดเงินลงทุนและนวัตกรรม  

    ในเรื่องส่งเสริมการลงทุน การเยือนประเทศต่าง ๆ ของนายกรัฐมนตรีได้มีการหารือกับนักลงทุนต่างประเทศ และยังจัดให้มีการจับคู่ธุรกิจระหว่างนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างประเทศด้วย ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนจริง

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ขอเสียงสนับสนุนในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ควบคู่กับการย้ำจุดยืนของไทยที่ยึดมั่นในสันติวิธี การเจรจา และกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงการเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

    ล่าสุดจากการเยือนออสเตรเลีย นายกฯได้สานต่อความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นวัตกรรม และการศึกษา พร้อมยกระดับความร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และภัยไซเบอร์

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้หารือกับ Canva แพลตฟอร์มออกแบบระดับโลก เพื่อผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เชื่อมโยงครีเอเตอร์และ SMEs ไทยสู่ตลาดสากล

    ขณะที่ ไทย-นิวซีแลนด์ ยกระดับความสัมพันธ์สู่ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้า 3 เท่า สู่ 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2588 (ค.ศ. 2045) เตรียมเปิดเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ–โอ๊คแลนด์ ในปี 2570 และเชิญชวนภาคเอกชนชั้นนำเข้ามาลงทุน เช่น Skyline Enterprises ในภาคการท่องเที่ยวและนันทนาการ รวมถึง T&G Global ด้านเกษตรและอาหาร เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าสู่ภูมิภาค

    นอกจากนี้ การทูตเชิงรุกของรัฐบาลยังสะท้อนผ่านการเปิดบ้านต้อนรับผู้นำต่างประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสในการสานต่อความสัมพันธ์ระดับผู้นำและกำหนดทิศทางความร่วมมือร่วมกัน โดยที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้ให้การต้อนรับนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 และนายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 และเตรียมให้การต้อนรับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งมีกำหนดเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 กันยายน 2569 สะท้อนถึงบทบาทของไทยในฐานะประเทศที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนความร่วมมือในภูมิภาค และความเชื่อมั่นของมิตรประเทศที่มีต่อประเทศไทย

    “รัฐบาลพร้อมรับการตรวจสอบและชี้แจงต่อสภาฯ และประชาชนด้วยข้อมูลและข้อเท็จจริง โดยผลสัมฤทธิ์ของการทูตเชิงรุกไม่ได้วัดเพียงจำนวนประเทศที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยือน แต่ต้องดูถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการสร้างโอกาสด้านเศรษฐกิจ การลงทุน ความมั่นคง และความร่วมมือในด้านต่าง ๆ รวมถึงการที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้ต้อนรับผู้นำต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทและความเชื่อมั่นของนานาประเทศที่มีต่อประเทศไทย และเป็นเครื่องยืนยันว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้กลับเข้าสู่ ‘จอเรดาร์โลก’ อีกครั้ง ในฐานะมิตรและพันธมิตรที่น่าเชื่อถือของทุกฝ่าย รัฐบาลพร้อมเปลี่ยนความสัมพันธ์และความร่วมมือระดับสากลให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยที่เป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ของคนไทย” นางสาวรัชดา กล่าวสรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/politics/NpjR5lcpO&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iIH3868jtiDQLzHkTueCL

  • ขอ‘โอกาส’ ครั้งที่สองให้ SME ไทย คนทำธุรกิจที่เคย‘ล้ม’  ไม่ควรถูกทำให้หายไปจากเศรษฐกิจ

    ขอ‘โอกาส’ ครั้งที่สองให้ SME ไทย คนทำธุรกิจที่เคย‘ล้ม’ ไม่ควรถูกทำให้หายไปจากเศรษฐกิจ

    ประเทศไทยพูดมานานว่า SME คือ ‘กระดูกสันหลังของเศรษฐกิจ’ เรามีผู้ประกอบการ SME มากกว่า 3 ล้านราย คิดเป็นเกือบทั้งหมดของวิสาหกิจไทย สร้างงานให้คนมากกว่า 13 ล้านคน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าหนึ่งในสามของ GDP  แต่มีคำถามหนึ่งที่เราแทบไม่เคยถามอย่างจริงจังว่า เมื่อกระดูกสันหลังบางส่วนหักลง เราจะทำอย่างไรกับเขาเหล่านั้น

    ในระบบเศรษฐกิจไทย ผู้ประกอบการที่ธุรกิจล้มเหลว มีหนี้ หรือเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย มักไม่ได้สูญเสียเพียงบริษัทหนึ่งแห่ง แต่บางครั้งหมายถึงการ‘สูญเสียโอกาส’ ที่จะกลับมาเป็นผู้ประกอบการอีกครั้ง

    เครดิตหาย การเข้าถึงเงินทุนยากขึ้น ชื่อเสียงทางธุรกิจได้รับผลกระทบ และกระบวนการทางกฎหมายอาจกินเวลาหลายปี

    สุดท้ายคนที่เคยสร้างธุรกิจ จ้างงาน บริหารคน เจรจากับธนาคาร ผ่านวิกฤต และเรียนรู้จากความผิดพลาด อาจถูกทำให้‘หายออกจากระบบเศรษฐกิจ’ไปพร้อมกับบริษัทที่ล้มลง

    นี่อาจเป็นความสูญเสียที่ประเทศไทย‘ประเมินต่ำเกินไป’

    เพราะสิ่งที่หายไปไม่ใช่เพียง ‘นิติบุคคลหนึ่งราย’ แต่คือ ทุนผู้ประกอบการ หรือ Entrepreneurial Capital ที่ใช้เวลาหลายปีกว่าจะสร้างขึ้นมาได้

    ระบบล้มละลายที่ดีไม่ควรมีหน้าที่เพียงติดตามทรัพย์สินมาแบ่งคืนเจ้าหนี้ หรือทำหน้าที่เป็นปลายทางของธุรกิจที่ล้มเหลวเท่านั้น แต่ต้องทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ช่วยให้ทรัพยากรถูกจัดสรรใหม่

    Screenshot 2569-08-24 at 00.43.58.png

    บริษัทที่ยังมีศักยภาพควรได้รับโอกาสปรับโครงสร้างก่อนจะล้ม บริษัทที่ไม่มีศักยภาพแล้วควรออกจากตลาดอย่างรวดเร็ว และผู้ประกอบการที่ล้มเหลวโดยสุจริตควรสามารถกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้

    เราเรียกหลักคิดหลังสุดนี้ว่า Second Chance หรือ Fresh Start

    รายงาน Enhancing Insolvency Frameworks to Support Economic Renewal ของ OECD ชี้ว่า Insolvency Framework ที่มีประสิทธิภาพควรสามารถ‘ป้องกัน’บริษัทที่ยังมีศักยภาพไม่ให้ถูกทำลายโดยไม่จำเป็น เปิดทางให้ธุรกิจที่ไม่สามารถอยู่ต่อได้ออกจากตลาดอย่างทันท่วงที สนับสนุนการปรับโครงสร้าง และเปิด‘โอกาสครั้งที่สอง’ ให้แก่ผู้ประกอบการที่ล้มเหลวโดยสุจริต

    นี่เป็นความ‘แตกต่าง’ทางปรัชญาที่สำคัญมาก

    ระบบเดิมถามว่า ‘ใครล้มและต้องรับผิดชอบ’อย่างไร

    แต่ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ต้องถามเพิ่มว่า

    หลังจากรับผิดชอบแล้ว เราจะทำอย่างไรให้คนที่ยังมีความสามารถกลับมาสร้างเศรษฐกิจได้อีกครั้ง

    OECD ยังให้ความสำคัญกับระยะเวลาการ‘ปลดหนี้’ หรือ Time to Discharge เพราะหากผู้ประกอบการต้องติดอยู่กับความล้มเหลวเดิมเป็นเวลานานเกินไป ต้นทุนของการเริ่มต้นใหม่จะสูงจนแทบเป็นไปไม่ได้

    กรอบตัวชี้วัดของ OECD จึงมองระยะเวลาปลดหนี้ที่ยาวเกิน‘สามปี’ ว่าเป็นอุปสรรคต่อระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ขณะที่การปฏิรูปในยุโรปที่ OECD นำมาอ้างถึง เปิดทางให้ผู้ประกอบการที่ล้มละลายโดยสุจริตได้รับการปลดหนี้เต็มจำนวนภายในระยะเวลาสูงสุดสามปี

    OECD ยังพบว่าหลายประเทศกำลังพัฒนา Early Warning System, pre-insolvency procedures และกระบวนการเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก เพราะการนำ SME เข้าไปใช้ระบบเดียวกับบริษัทขนาดใหญ่อาจมีต้นทุนสูง ซับซ้อน และใช้เวลามากจนผู้ประกอบการรายเล็กไม่สามารถเข้าถึงได้

    Second Chance

    นั่นหมายความว่า ‘Second Chance’ ไม่ใช่การ‘ยกหนี้’ให้คนทำธุรกิจผิดพลาดโดยไม่มีเงื่อนไข และไม่ใช่การ‘ทำลายสิทธิ’ของเจ้าหนี้

    ตรงกันข้าม ระบบที่ดีต้องแยกให้ชัดระหว่าง ความ‘ล้มเหลว’ทางธุรกิจ กับ การ‘ฉ้อโกง’

    คนที่โกง ซ่อนทรัพย์ โอนทรัพย์ หรือจงใจสร้างความเสียหายแก่เจ้าหนี้ ต้องรับผิดตามกฎหมายอย่างเต็มที่

    แต่ผู้ประกอบการที่ล้มเพราะสินค้าไม่ประสบความสำเร็จ เทคโนโลยีเปลี่ยน เศรษฐกิจตกต่ำ ต้นทุนพุ่ง ตลาดเปลี่ยน หรือบริหารธุรกิจผิดพลาดโดยสุจริต ไม่ควรถูกลงโทษทางเศรษฐกิจไปตลอดชีวิต

    ‘เพราะในโลกของการประกอบธุรกิจ Failure เป็นส่วนหนึ่งของ Innovation’

    เราไม่สามารถบอกคนไทยให้กล้าเป็นผู้ประกอบการ กล้าสร้างนวัตกรรม กล้าลงทุน และกล้าเสี่ยง แต่ในขณะเดียวกันกลับสร้างระบบที่บอกเขาว่า

    ‘ถ้าคุณพลาดครั้งเดียว คุณอาจไม่มีสิทธิเริ่มใหม่อีก’

    สองแนวคิดนี้อยู่ด้วยกันไม่ได้

    ประเทศไทยกำลังเสีย ‘คนที่เคยทำธุรกิจเป็น’

    ประเด็น Second Chance ยิ่งสำคัญในเวลาที่ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแอ ภาระหนี้ ต้นทุนทางการเงิน การแข่งขันจากต่างประเทศ การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของตลาด

    ธุรกิจจำนวนหนึ่งย่อมไม่สามารถอยู่รอดได้

    นี่เป็นความจริงของระบบตลาด และรัฐไม่ควรพยายามรักษาทุกบริษัทเอาไว้ตลอดไป

    แต่สิ่งที่รัฐต้องรักษาไว้คือ ‘ความสามารถ’ของคนในการกลับมาแข่งขันอีกครั้ง

    ผู้ประกอบการคนหนึ่งที่เคยสร้างบริษัทมาแล้วสิบปี อาจมีประสบการณ์มากกว่าผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มธุรกิจหลายเท่า

    เขารู้ว่าการบริหาร Cash Flow ผิดพลาดตรงไหน รู้จักลูกค้า รู้จัก Supplier รู้วิธีบริหารพนักงาน รู้จักตลาด และที่สำคัญที่สุดคือรู้ว่า ‘อะไรไม่ควรทำซ้ำอีก’

    หากระบบทำให้คนเหล่านี้กลับมาไม่ได้ ประเทศก็ไม่ได้เพียงสูญเสียบริษัทหนึ่งบริษัท

    แต่กำลัง ทิ้งทุนมนุษย์ทางธุรกิจจำนวนมหาศาลลงถังขยะ

    Entrepreneurial Recycling

    ในทางกลับกัน หากคนเหล่านี้กลับมาเริ่มต้นธุรกิจใหม่ได้ ประสบการณ์จากความล้มเหลวครั้งก่อนสามารถถูกหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เกิดสิ่งที่เรียกว่า Entrepreneurial Recycling

    คนเก่ากลับมาสร้างบริษัทใหม่

    เงินทุนเคลื่อนไปสู่กิจการใหม่

    แรงงานเคลื่อนไปสู่กิจการที่มีศักยภาพกว่า

    และทรัพยากรถูกนำไปใช้ในกิจกรรมที่มี Productivity สูงขึ้น

    นี่คือเหตุผลที่ระบบ Insolvency ไม่ใช่เพียงเรื่องของศาลหรือกฎหมายล้มละลาย แต่เป็น นโยบายการแข่งขัน นโยบายผลิตภาพ และนโยบายการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    หากเราต้องการเข้าใกล้มาตรฐาน OECD จริง สิ่งที่ต้องเปลี่ยนจึงไม่ใช่เพียงการแก้กฎหมายทีละฉบับเพื่อให้ผ่าน Checklist

    แต่ต้อง‘เปลี่ยน’วิธีคิดต่อระบบเศรษฐกิจด้วย

    ประเทศที่มีเศรษฐกิจ Dynamic ไม่ใช่ประเทศที่ไม่มีธุรกิจล้ม

    ตรงกันข้าม ธุรกิจเกิดและตายอยู่ตลอดเวลา

    สิ่งสำคัญคือ บริษัทที่ไม่มีประสิทธิภาพสามารถออกจากตลาดได้เร็ว บริษัทที่มีศักยภาพสามารถปรับโครงสร้างได้ก่อนสายเกินไป และคนที่เคยล้มสามารถนำประสบการณ์กลับมาสร้างธุรกิจใหม่ได้

    เศรษฐกิจที่ดีจึงไม่ใช่เศรษฐกิจที่ไม่มีความล้มเหลว แต่คือเศรษฐกิจที่ไม่ปล่อยให้ความล้มเหลวหนึ่งครั้งทำลายศักยภาพของคนไปตลอดชีวิต

    Screenshot 2569-08-24 at 00.43.00.png

    ด้วยเหตุนี้ สภาเอสเอ็มอีเห็นว่าประเทศไทยควรเริ่มต้นอย่างน้อย 5 เรื่อง

    ประการแรก ต้องทบทวนกฎหมายและกระบวนการล้มละลายภายใต้หลัก Second Chance ให้กระบวนการ‘ฟื้นฟูกิจการ’สำหรับ SME ง่าย เร็ว และมีต้นทุนที่สามารถเข้าถึงได้ พร้อมทบทวนระยะเวลาการปลดหนี้ของผู้ประกอบการสุจริตให้เหมาะสมกับมาตรฐานสากล

    ประการที่สอง ต้องสร้าง Early Warning System และ Pre-insolvency Mechanism เพราะนโยบายที่ดีที่สุดไม่ใช่การรอให้บริษัทล้มแล้วจึงเข้าไปช่วย แต่คือการเห็นสัญญาณ‘ก่อนล้ม’และเปิดโอกาสให้ปรับโครงสร้างหนี้หรือธุรกิจในขณะที่ยังมีเวลา

    ประการที่สาม ประเทศไทยต้องมีระบบ Second-Chance Financing หลังจากผู้ประกอบการผ่านกระบวนการอย่างถูกต้องแล้ว เพราะการปลดหนี้แต่ยังถูกปิดประตูจากระบบการเงินไปตลอด เท่ากับให้ Fresh Start เพียงในทางกฎหมายแต่ไม่ใช่ในทางเศรษฐกิจ

    แน่นอน การให้สินเชื่อไม่ควรเป็นสิทธิอัตโนมัติ ธนาคารยังต้องประเมินความเสี่ยง แต่ระบบเครดิตควรสามารถแยกแยะระหว่าง ‘คนที่เคยล้ม’ กับ ‘คนที่ไม่มีความสามารถในการทำธุรกิจ’ ไม่ใช่ถือว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกันทั้งหมด

    ประการที่สี่ ต้องลด Stigma ของความล้มเหลว

    สังคมไทยต้องเลิกมองว่า‘การปิดบริษัท’เท่ากับความพ่ายแพ้ทางศีลธรรม เพราะความล้มเหลวทางธุรกิจจำนวนมากคือผลลัพธ์ธรรมดาของการแข่งขัน

    ประการสุดท้าย ไทยควรบรรจุเรื่อง Second Chance เข้าไปในวาระการปฏิรูปเพื่อเข้า OECD อย่างจริงจัง พร้อมสร้างตัวชี้วัดว่าในแต่ละปี ผู้ประกอบการที่ผ่านกระบวนการล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการสามารถกลับมาเปิดธุรกิจใหม่ได้กี่ราย สร้างงานใหม่กี่ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนมาเท่าใด

    เพราะท้ายที่สุด การให้โอกาสครั้งที่สองแก่ผู้ประกอบการไม่ได้หมายถึงการอุ้มธุรกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่ได้หมายถึงการให้คนไม่ต้องรับผิดชอบต่อหนี้ของตัวเอง

    มันหมายถึงการยอมรับความจริงง่ายๆ ข้อหนึ่งว่า

    ‘บริษัทสามารถตายได้ แต่เราไม่จำเป็นต้องทำให้ผู้ประกอบการตายตามบริษัทไปด้วย’

    ประเทศไทยใช้‘เงินมหาศาล’ทุกปีในการสร้างผู้ประกอบการใหม่ ส่งเสริม Startup พัฒนาทักษะ SME และสร้าง Entrepreneur รุ่นใหม่

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง เรากลับปล่อยให้คนที่มีประสบการณ์จริง เคยสร้างธุรกิจจริง เคยจ้างงานจริง และเคยผ่านความล้มเหลวจริง ‘หลุดออกจากระบบ’ไปอย่างถาวร

    นี่อาจเป็นความสิ้นเปลืองทางเศรษฐกิจที่แพงกว่าที่เราคิด

    ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเลิกถามเพียงว่า

    ‘เราจะช่วย SME ที่กำลังจะล้มอย่างไร’

    แล้วเริ่มถามคำถามใหม่ที่สำคัญไม่แพ้กันว่า

    ‘ถ้าเขาล้มแล้ว เราจะทำอย่างไรให้เขาลุกขึ้นมาแข่งขันได้อีกครั้ง’

    เพราะเครื่องจักรเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย อาจไม่จำเป็นต้องสร้างขึ้นจากคนรุ่นใหม่ทั้งหมด

    บางส่วนอาจเป็นเครื่องจักรเดิมที่เคยล้ม

    แต่กลับมาใหม่ด้วยประสบการณ์ที่มากกว่าเดิม

    สุปรีย์ ทองเพชร

    ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/thai-smes-ouncil-sme-oecd-second-chance-financing-supree&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hnzQwxFI93kNgAC5ctSU0

  • สัญญาณเตือนภัยอุตฯยานยนต์ไทย เสี่ยงสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจี้รัฐรื้อ-ทบทวนนโยบายส่งเสริม

    สัญญาณเตือนภัยอุตฯยานยนต์ไทย เสี่ยงสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจี้รัฐรื้อ-ทบทวนนโยบายส่งเสริม

    อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยที่กำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย โดยมีสาเหตุหลักมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและการขาดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุดจากภาครัฐ ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์โดยเฉพาะรถกระบะลดลงอย่างรุนแรงจนกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด รวมไปถึงความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้กำลังซื้อภายในประเทศหดตัวลงอย่างมาก นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับการรุกคืบของรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่เข้ามาตีตลาดรถยนต์สันดาปเดิม

    และเมื่อเร็วๆ นี้ นายปูร์บายา ยูดี เซเดวา รัฐมนตรีคลังอินโดนีเซีย ประกาศเชิญชวนอย่างเปิดเผยในงานแสดงเทคโนโลยียานยนต์ พร้อมให้สิทธิประโยชน์และมาตรการจูงใจตามที่โตโยต้าต้องการ แม้ว่าท่าทีของ โตโยต้า จะยังคงยืนยันว่ายังไม่มีแผนย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย แต่ได้สะท้อนปัญหาเรื่องกติกาการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมระหว่างรถที่ผลิตในไทยกับรถ EV นำเข้าจากจีน พร้อมแนะให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่

    จากปฏิกิริยาดังกล่าวถือเป็นการส่งสัญญาณให้รัฐบาลไทยต้องหันกลับมาทบทวนนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์หรือไม่ โดยเฉพาะส่งเสริมการผลิตทั้งระบบรถยนต์สันดาปและรถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป เพื่อรักษาฐานการผลิตและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติให้กลับคืนมาอีกครั้ง รวมไปถึงเสถียรภาพทางการเมืองที่ต้องมีความมั่นคง เพราะถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตและทัดเทียมกับคู่แข่งในภูมิภาคได้

    รัฐ-เอกชนต้องผนึกกำลังฝ่าวิกฤต

    อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนต่างมองว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยต้องมีการปรับตัวเพื่อแข่งขันกับอินโดนีเซียและรักษาฐานการผลิตในประเทศ โดยภาครัฐและเอกชนต้องดำเนินการควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็น 1.การส่งเสริมการผลิตแบบควบคู่ (Twin-Track Strategy) อุตสาหกรรมไทยไม่ควรทุ่มเทให้กับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพียงอย่างเดียว แต่ต้องรักษาและส่งเสริมฐานผลิตรถยนต์สันดาป (ICE) ไปพร้อมกัน เพื่อให้ไทยยังคงความเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ทุกประเภททั้งเพื่อขายในประเทศและส่งออก

    โดย รถยนต์สันดาป (ICE) ต้องสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น B20 สำหรับรถกระบะ และแก๊สโซฮอล์สำหรับรถเก๋ง เพื่อช่วยลดคาร์บอนและสนับสนุนเกษตรกร ขณะที่ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ดำเนินนโยบาย เช่น EV 3.0 และ 3.5 ที่บังคับให้บริษัทที่นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าต้องตั้งโรงงานผลิตชดเชยในไทย เพื่อเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการจ้างงาน

    2.การแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและกระตุ้นกำลังซื้อ ยอดขายรถยนต์ในไทยที่ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะรถกระบะที่ยอดขายหายไปถึง 2 ใน 3 เกิดจากความเข้มงวดของสถาบันการเงิน รัฐบาลต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมทำให้ GDP เติบโตมากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อเพิ่มรายได้และกำลังซื้อให้กับประชาชน เพราะหากเศรษฐกิจไม่โต คนไม่มีเงินซื้อสินค้า ผู้ประกอบการก็อาจย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่เศรษฐกิจดีกว่า

    3.การรักษาและใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ประเทศไทยมีจุดแข็งที่สำคัญคือมีเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่แข็งแกร่งและจำนวนมาก การปรับตัวต้องเน้นไปที่การสนับสนุนการจ้างงานในภาคการผลิต โดยรัฐควรส่งเสริมการลงทุนที่เน้นการใช้แรงงานจำนวนมาก (Labor-intensive) มากกว่าการเน้นเพียง Data Center หรือ AI ซึ่งจ้างงานน้อย เพื่อให้เม็ดเงินกระจายไปสู่คนทำงานและซัพพลายเชน, 4.ลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย หากไทยสามารถผลิตรถยนต์ได้ในปริมาณที่สูง และ 5.ความมีเสถียรภาพทางการเมือง ต้องยอมรับว่าความขัดแย้งทางการเมืองในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ทำให้ไทยพัฒนาล้าหลังเพื่อนบ้าน รัฐบาลต้องมีความชัดเจนในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการเติบโตในระยะยาวมากกว่าเพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือนโยบายประชานิยมเพียงอย่างเดียว

    ปรับปรุงรองรับยานยนต์อนาคต

    ขณะที่ นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า กรณีที่รัฐบาลอินโดนีเซียออกมาตรการ พร้อมเสนอสิทธิประโยชน์เพื่อดึงโตโยต้าให้เข้าไปลงทุนในประเทศนั้น มองในมุมคนข้างนอกที่ไม่สามารถเข้าไปตัดสินใจหรือก้าวก่ายใครได้ การจะดำเนินการของโตโยต้าเป็นสิทธิ์ในการตัดสินใจของบริษัท ซึ่งที่ผ่านมาโตโยต้าก็มีการลงทุนในหลายประเทศอยู่แล้ว รวมถึงในประเทศไทยเองก็เข้ามาลงทุนตั้งแต่ปี 1962 ก่อตั้งขึ้นเป็นฐานการผลิตนอกญี่ปุ่นแห่งแรกในทวีปเอเชีย และเป็นฐานยุทธศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกนอกประเทศญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบัน

    ขณะที่มุมมองการตลาดในประเทศอินโดนีเซียก็มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ อินโดนีเซียมี​ศักยภาพตลาดในประเทศจากประชากรกว่า 275 ล้านคน และอัตราการถือครองรถยนต์ยังต่ำเมื่อเทียบกับ GDP per capita ต่อหัว ทำให้ตลาดอินโดนีเซียมีช่องว่างการเติบโตสูง ขณะเดียวกันรัฐบาลอินโดนีเซียมีนโยบายผลักดันห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ผ่านแร่นิกเกิล เพื่อดึงดูดเม็ดเงิน EV หากมอง​ในมุมนักลงทุนอินโดนีเซียก็อาจจะตอบโจทย์ทั้งการเติบโตของยอดขายในประเทศและการพัฒนาสายการผลิต โดยเฉพาะรถ HEV หรือ Hybrid Electric Vehicle และ BEV หรือ Battery Electric Vehicle แต่การย้ายฐานผลิตหลักทั้งหมดก็ต้องมองถึงความคุ้มทุน ขึ้นอยู่กับระบบนิเวศการผลิตโดยรวม

    นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ​ในประเทศไทยเองก็มีความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนในไทย โดย​มีความพร้อมของซัพพลายเออร์ระดับ Tier 1, Tier 2 และ Tier 3 มากกว่า 2,000 ราย ซึ่งพัฒนาต่อเนื่องมากว่า 60 ปี และที่ผ่านมาไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานประกอบรถยนต์ แต่เป็น Regional R&D & Engineering Hub ทำให้ความลึกของเทคโนโลยีและต้นทุนโลจิสติกส์ชิ้นส่วนภายในประเทศเกิน 80-90% ในหลายรุ่น

    “แต่หากถามว่าการที่ผู้ผลิตไปลงทุนในประเทศอื่นๆ นอกจากประเทศไทยจะส่งผลกระทบหรือไม่ ก็ต้องมองว่าในประเทศไทยอาจจะไม่ได้มีสัดส่วนให้สามารถลงทุนการผลิตใหม่ได้แล้ว ยกเว้นในกลุ่มยานยนต์สมัยใหม่ หรือค่ายรถยนต์ใหม่ๆ เนื่องจากการใช้กำลังการผลิตรวมของไทยอยู่ที่ราว 2.4-2.5 ล้านคันต่อปี แต่ยอดผลิตจริงอยู่ในระดับ 1.6-1.7 ล้านคัน (อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ราว 60-70%) ทิศทางค่ายรถเดิมๆ คาดว่าจะไม่มีการสร้างโรงงานใหม่ แต่อาจจะเป็นการลงทุนเครื่องมือใหม่ทดแทน หรือปรับปรุงสายการผลิตเดิมเพื่อรองรับยานยนต์แห่งอนาคต” นายสุรพงษ์กล่าว

    นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ในอีกมุมหนึ่งหากอินโดนีเซียมีการผลิตยานยนต์มากขึ้นและอยู่ภายใต้กรอบข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA/ATIGA) ก็จะทำให้ประเทศไทยสามารถนำเข้ารถยนต์บางรุ่น หรือบางยี่ห้อเข้ามาในประเทศได้ จากเงื่อนไขอัตราภาษีศุลกากรระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนหลักลดลงเหลือ 0%

    เดินหน้ายกเครื่องภาษีรถยนต์

    ด้าน นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า สำหรับกระแสข่าวกรณีค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่างโตโยต้า มีท่าทีสนใจขยายการลงทุนไปยังประเทศอินโดนีเซียนั้น ยอมรับว่าคู่แข่งอย่างอินโดนีเซียมีความน่าสนใจในแง่ของผู้เล่นหน้าใหม่ แต่ประเทศไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ที่ยาวนานและรู้ใจกัน

    “เราต้องช่วยกันฝ่าฟันไปให้ได้ และต้องมีมาตรการจูงใจ (Incentive) หลายเรื่องเพื่อดึงดูดให้เขายังอยู่กับเรา ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายในการคิดกลยุทธ์จีบเขากลับมา” นายวราวุธกล่าว

    ขณะที่ในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการใหม่และปรับฐานภาษีสรรพสามิต เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการในประเทศและรถยนต์นำเข้า เพื่อไม่ให้โครงสร้างต้นทุนเสียเปรียบเกินไป

    และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ระบุว่า ได้สั่งการให้กรมสรรพสามิตไปเร่งพิจารณาการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรถยนต์ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รถสันดาป และรถไฮบริด ที่เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานและผลิตรถยนต์ภายในประเทศไทย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการภายในประเทศเป็นหลัก เนื่องจากที่ผ่านมามีข้อเรียกร้องจากผู้ประกอบการในประเทศมาโดยตลอดว่า โครงสร้างภาษีศุลกากรในปัจจุบันมีความลักลั่นสำหรับบางกลุ่มประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีความตกลงการค้าเสรี (FTA) ก็จะได้อัตราภาษีที่ถูกกว่า จึงเห็นว่าในส่วนนี้อาจเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาสำหรับผู้ประกอบการภายในประเทศ

    “เราคิดว่าภาษีสรรพสามิตจะเป็นมาตรการหนึ่งที่จะสามารถช่วยทำให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการภายในประเทศ ซึ่งไม่ใช่แค่รถ EV แต่รวมถึงรถสันดาป และรถไฮบริดที่มีโรงงานผลิตในไทยด้วย ซึ่งที่ผ่านมามีข้อเรียกร้องจากผู้ประกอบการที่อยู่ในไทยมาโดยตลอด จึงได้สั่งการให้กรมสรรพสามิตไปเร่งพิจารณาเรื่องนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เพราะว่าวันนี้ผู้ประกอบการในไทยมีการลงทุน และการจ้างงานต่างๆ ทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศเติบโต” นายเอกนิติ กล่าว

    อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้นายเอกนิติระบุว่า หลักการเบื้องต้นของมาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนและผลิตสินค้าในประเทศไทยนั้น คือ ผู้ประกอบการที่ตัดสินใจตั้งฐานการผลิตจะได้รับสิทธิอัตราภาษีสรรพสามิตที่ต่ำลง ภายใต้เงื่อนไขสำคัญ คือ ต้องใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ (Local Supply Chain) ส่วนอีกมิติหากเป็นผู้ประกอบการที่ไม่ได้มีการลงทุนตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทยก็จะต้องแบกรับอัตราภาษีที่สูงกว่า เพื่อป้องกันการเสียเปรียบของฝั่งผู้ลงทุน และกระตุ้นให้เกิดการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจริง.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1056128/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11G7sAocLhOCQpp2t28Yo-

  • เศรษฐกิจไทยโตช้า ‘ทุนอยู่ผิดที่’ SMEs กู้ยาก ดอกเบี้ยแพง

    เศรษฐกิจไทยโตช้า ‘ทุนอยู่ผิดที่’ SMEs กู้ยาก ดอกเบี้ยแพง

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญที่อาจไม่ได้อยู่ที่ “มีเงินทุนไม่เพียงพอ” แต่เป็นคำถามว่าเงินทุนที่มีอยู่กำลังไหลไปอยู่ในกิจการที่เหมาะสมหรือไม่

    บทวิเคราะห์จาก สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ศึกษาการจัดสรรทุนในภาคธุรกิจไทย โดยใช้ข้อมูลงบการเงินระดับนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ช่วงปี 1999–2024 ร่วมกับข้อมูลสินเชื่อรายสัญญาที่สถาบันการเงินรายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย พบสัญญาณของปัญหา capital misallocation ที่สะสมและรุนแรงขึ้น ทั้งประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ที่ลดลง ทรัพยากรที่ไม่ได้ไหลไปสู่กิจการที่มีประสิทธิภาพสูง และช่องว่างด้านประสิทธิภาพระหว่างธุรกิจที่กว้างขึ้น

    ผลการศึกษายังพบว่า กลไกทางการเงินอาจมีส่วนทำให้ปัญหาดังกล่าวดำรงอยู่ โดยเฉพาะการจัดสรรสินเชื่อที่ไม่ได้สอดคล้องกับระดับประสิทธิภาพของกิจการ ขณะที่ SMEs เผชิญข้อจำกัดทั้งด้านการเข้าถึงสินเชื่อและต้นทุนทางการเงิน ทำให้คำถามสำคัญของเศรษฐกิจไทยอาจไม่ใช่เพียงว่าจะเพิ่มเงินทุนในระบบได้อย่างไร แต่คือจะทำอย่างไรให้ทุนไหลไปสู่ธุรกิจที่สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

    ROA ลด ไม่ใช่เพราะกำไรหาย แต่เพราะใช้สินทรัพย์ได้แย่ลง

    ROA ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ความสามารถในการทำกำไร หรือ profit margin และประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ หรือ asset turnover

    Profit margin สะท้อนกำไรที่กิจการเหลือจากรายได้ทุก ๆ 1 บาท และขึ้นอยู่กับอำนาจในการกำหนดราคา ความสามารถในการควบคุมต้นทุน และภาวะการแข่งขันในตลาด ขณะที่ asset turnover สะท้อนรายได้ที่กิจการสร้างได้จากสินทรัพย์ทุก ๆ 1 บาท ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร โรงงาน อาคาร สินค้าคงคลัง และเงินทุนที่ลงไป จึงเป็นตัวชี้วัดที่ใกล้เคียงกับแนวคิดผลิตภาพของทุนมากกว่าเรื่องราคาและส่วนต่างกำไร

    ผลการวิเคราะห์พบว่า การลดลงของ ROA ในภาคธุรกิจไทยตลอดช่วงที่ผ่านมาไม่ได้มีสาเหตุหลักจากความสามารถในการทำกำไรที่ถดถอย แต่เกิดจากประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ที่ลดลงเป็นสำคัญ

    ภาคธุรกิจไทยไม่ได้มี profit margin ลดลง บางกลุ่มกลับมีอัตรากำไรสูงขึ้นอย่างชัดเจน แต่ asset turnover กลับลดลงพร้อมกันในแทบทุกภาคธุรกิจ ทั้งภาคการผลิต บริการดั้งเดิม บริการสมัยใหม่ และอสังหาริมทรัพย์ หมายความว่า สินทรัพย์ 1 หน่วยในปัจจุบันสร้างรายได้ได้น้อยกว่าเมื่อกว่าสิบปีก่อน

    เมื่อพิจารณาการกระจายตัวของประสิทธิภาพในระดับธุรกิจ โดยถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าสินทรัพย์ และเปรียบเทียบปี 2013 กับปี 2024 พบว่าการกระจายตัวเคลื่อนไปทางซ้ายอย่างชัดเจน สัดส่วนสินทรัพย์ที่อยู่ในกิจการซึ่งสร้างรายได้ต่อสินทรัพย์ได้สูงลดลง ขณะที่สินทรัพย์กระจุกตัวมากขึ้นในกิจการที่สร้างรายได้ต่อสินทรัพย์ได้ต่ำกว่าเดิม

    จึงสะท้อนว่า ปัญหาประสิทธิภาพที่ลดลงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในระดับค่าเฉลี่ยของแต่ละภาคธุรกิจ แต่เมื่อมองในระดับกิจการ ทรัพยากรของระบบเศรษฐกิจกำลังไหลไปอยู่กับกิจการที่ใช้สินทรัพย์ได้ด้อยประสิทธิภาพกว่า

    Capital misallocation รุนแรงขึ้น ทุนไหลผิดทิศ

    ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ประสิทธิภาพที่ลดลงเกิดจากกิจการแต่ละแห่งใช้ทรัพยากรได้ด้อยลง หรือเกิดจากทรัพยากรถูกจัดสรรไปผิดที่

    งานศึกษานี้ใช้วิธี Griliches & Regev (1995) decomposition แยกการเปลี่ยนแปลงของผลิตภาพรวมออกเป็น 4 องค์ประกอบ ได้แก่ Within effect การเปลี่ยนแปลงผลิตภาพภายในบริษัทเดิม Between (reallocation) effect การเคลื่อนย้ายส่วนแบ่งทรัพยากรไปยังบริษัทที่มีผลิตภาพสูงหรือต่ำกว่า Entry effect ผลของบริษัทเกิดใหม่ต่อผลิตภาพรวมของระบบเศรษฐกิจ Exit effect ผลของบริษัทที่ออกจากตลาดต่อผลิตภาพรวมของระบบเศรษฐกิจ

    ผลการวิเคราะห์พบว่า ปัญหาไม่ได้มีเพียงมิติเดียว บริษัทเดิมจำนวนมากมีประสิทธิภาพลดลง สะท้อนจาก within effect ที่ติดลบในแทบทุกภาคธุรกิจ ขณะเดียวกันระบบเศรษฐกิจก็ไม่ได้ช่วยชดเชยความอ่อนแอดังกล่าว เพราะ reallocation effect ติดลบเช่นกัน หมายความว่าทรัพยากรไม่ได้เคลื่อนย้ายไปสู่ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าอย่างที่ควรจะเป็น

    นอกจากนี้ entry effect ยังติดลบในหลายภาคธุรกิจ สะท้อนว่าธุรกิจเกิดใหม่ไม่ได้มีบทบาทในการยกระดับผลิตภาพของระบบมากนัก ขณะที่ exit effect มีขนาดเล็กหรือติดลบในหลายกรณี สะท้อนว่ากลไกการออกจากตลาดยังคัดกรองกิจการที่มีประสิทธิภาพต่ำออกจากระบบได้ไม่เต็มที่

    ภาคการผลิต ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการส่งออก การจ้างงาน และการลงทุนของประเทศ กลับปรากฏองค์ประกอบที่ติดลบพร้อมกันในหลายด้าน

    อีกหลักฐานสำคัญคือความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาพกับการเติบโตของสินทรัพย์ หากกลไกตลาดทำงานตามที่ควรเป็น ทรัพยากรควรไหลไปหาธุรกิจที่นำไปใช้ได้คุ้มค่ากว่า บริษัทที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นควรมีโอกาสขยายกิจการ ลงทุนเพิ่ม และดึงดูดเงินทุนได้มากขึ้น ขณะที่บริษัทที่มีประสิทธิภาพลดลงควรลดขนาด ปรับตัว หรือออกจากตลาด

    แต่ข้อมูลของภาคธุรกิจไทยกลับสะท้อนภาพตรงกันข้าม ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพลดลงยังขยายสินทรัพย์ได้มาก ขณะที่ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นกลับเติบโตได้จำกัดหรือหดตัวในบางกรณี แม้ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจสะท้อนการลงทุนที่ต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผล แต่ความสัมพันธ์เชิงลบที่ปรากฏต่อเนื่องเป็นเวลานานให้ภาพเดียวกับ reallocation effect ที่ติดลบ

    กล่าวคือ ทรัพยากรไม่ได้ไหลไปสู่กิจการที่ใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่าที่สุด เมื่อพิจารณาการกระจายตัวของประสิทธิภาพระหว่างกิจการ หรือ dispersion of efficiency ยังพบว่าช่องว่างระหว่างกิจการที่ใช้ทรัพยากรได้ดีกับกิจการที่ใช้ได้ด้อยกว่าถ่างกว้างขึ้นตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา

    หลักฐานทั้งหมดจึงชี้ว่าโจทย์ของเศรษฐกิจไทยอาจไม่ใช่การมี “ทุนน้อยเกินไป” แต่เป็นการที่ “ทุนอยู่ผิดที่” และเมื่อภาวะดังกล่าวดำรงอยู่นาน ปัญหา capital misallocation ก็มีแนวโน้มฝังลึกและกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตระยะยาว

    ภาคธนาคารจัดสรรทุนได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

    เมื่อทุนอยู่ผิดที่ คำถามต่อมาคือ เหตุใดทุนจึงไหลไปกระจุกอยู่ในกิจการที่ไม่ควรได้รับทรัพยากร และกลไกใดกำกับทิศทางดังกล่าว

    เนื่องจากธุรกิจจำนวนมากต้องพึ่งพาเงินทุนจากภายนอก เงื่อนไขด้านการเงินและการเข้าถึงสินเชื่อจึงเป็นจุดสำคัญที่ต้องพิจารณา โดยระบบการเงินไทยมีลักษณะเป็น bank-based financial system ซึ่งภาคธุรกิจพึ่งพาสินเชื่อจากสถาบันการเงินเป็นแหล่งเงินทุนหลัก คิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของแหล่งเงินทุนทั้งหมด เมื่อพิจารณาสินเชื่อ ตราสารหนี้ และตราสารทุน โดยไม่รวมเงินกู้นอกระบบและเงินทุนภายในกิจการ

    ประสิทธิภาพในการคัดเลือกและจัดสรรสินเชื่อของธนาคารจึงมีผลโดยตรงต่อทิศทางการไหลของทรัพยากร โดยมี 2 มิติสำคัญ

    มิติแรกคือ การเข้าถึงสินเชื่อ (extensive margin) หรือกิจการสามารถเข้าถึงแหล่งทุนจากระบบธนาคารได้หรือไม่ ข้อมูลงบการเงินนิติบุคคลที่ใช้ในการศึกษาพบว่า กิจการกว่า 80% ไม่มีข้อมูลสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์เลย แม้ส่วนหนึ่งอาจสะท้อนโมเดลธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเงินทุนภายนอก แต่อีกส่วนหนึ่งย่อมสะท้อนว่าการเข้าถึงแหล่งทุนยังเป็นข้อจำกัดของธุรกิจจำนวนไม่น้อย

    มิติที่สองคือ การจัดสรรสินเชื่อ (intensive margin) หรือในกลุ่มกิจการที่เข้าถึงสินเชื่อได้แล้ว ทรัพยากรถูกจัดสรรตามระดับประสิทธิภาพของกิจการมากน้อยเพียงใด

    ข้อมูลพบว่า สินเชื่อไม่ได้ไหลตามระดับประสิทธิภาพเสมอไป ทั้งในด้านสัดส่วนสินเชื่อที่ได้รับและต้นทุนทางการเงิน

    กิจการที่ใช้สินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงกว่ากลับได้รับสินเชื่อในสัดส่วนที่น้อยกว่า ขณะเดียวกันกิจการที่มีประสิทธิภาพสูงกว่ากลับต้องเผชิญอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า

    ความสัมพันธ์ดังกล่าวสวนทางกับสิ่งที่ควรเกิดขึ้น หากกลไกการจัดสรรสินเชื่อทำงานได้เต็มที่ เพราะกิจการที่ใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่ากว่าควรได้รับทุนในสัดส่วนที่มากกว่าและมีต้นทุนต่ำกว่า

    สาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยง ลักษณะธุรกิจ หลักประกัน หรือข้อมูลที่ผู้ให้กู้มีในขณะตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ปรากฏคือกิจการที่มีประสิทธิภาพสูงได้รับทุนน้อยกว่าและมีต้นทุนทางการเงินสูงกว่า ขณะที่กิจการที่ใช้ทรัพยากรได้ด้อยกว่ายังคงถือครองทรัพยากรในสัดส่วนสูง เงื่อนไขดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นกลางต่อปัญหา misallocation แต่มีส่วนทำให้ปัญหารุนแรงขึ้นตามเวลา

    SMEs เจอทั้ง “กู้ยาก” และ “ดอกเบี้ยแพง”

    เมื่อพิจารณาในระดับกลุ่มธุรกิจ พบว่าข้อจำกัดด้านการเข้าถึงแหล่งทุนไม่ได้กระทบทุกกลุ่มเท่ากัน โดย SMEs เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

    ข้อมูลจากรายงานสถานการณ์ SME ประจำปี 2026 ซึ่งใช้ข้อมูลปี 2025 ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ระบุว่ามีวิสาหกิจที่เป็น SME กว่า 3 ล้านราย และมีการจ้างงานรวมกว่า 13.6 ล้านคน แต่ธุรกิจกลุ่มนี้กลับเผชิญข้อจำกัดด้านการเงินมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ทั้งด้านการเข้าถึงสินเชื่อและต้นทุนทางการเงิน

    เมื่อพิจารณาเฉพาะนิติบุคคลที่มีข้อมูลงบการเงินในฐานข้อมูล DBD ซึ่งมีประมาณ 7 แสนรายในปี 2024 และเป็นกลุ่มที่งานศึกษาใช้วิเคราะห์ พบข้อจำกัดทางการเงินของ SMEs อย่างชัดเจน

    ในด้านการเข้าถึงสินเชื่อ แม้แต่ SMEs ที่มีศักยภาพสูงก็ยังเข้าถึงสินเชื่อได้ต่ำกว่าธุรกิจขนาดใหญ่อย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกิจการที่มีระดับประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน

    ในกลุ่มที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด หรือ high efficiency ซึ่งเป็นธุรกิจ 30% แรกที่มีประสิทธิภาพสูงสุด มี SMEs เพียง 1 ใน 5 ที่ได้รับสินเชื่อ ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ได้รับสินเชื่อกว่า 60%

    จึงสะท้อนว่า ระดับประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพราะขนาดของกิจการยังมีบทบาทสำคัญต่อการได้รับสินเชื่อ

    ขณะเดียวกัน SMEs ยังเผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่า แม้อยู่ในกลุ่มประสิทธิภาพเดียวกัน โดยช่องว่างยิ่งชัดเจนในกลุ่มธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งธุรกิจขนาดเล็กมีอัตราดอกเบี้ยประมาณ 7.8% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่จ่ายดอกเบี้ยเพียง 3.9% หรือประมาณครึ่งหนึ่ง

    ส่วนหนึ่งมาจากความเสี่ยงด้านเครดิตของ SMEs ที่สูงกว่า สะท้อนจากสัดส่วน NPL ในระบบธนาคารที่อยู่ในระดับสูงราว 9.0% ณ สิ้นปี 2025 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มี NPL ราว 1.3%

    เมื่อพิจารณาการกระจายตัวของสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ปี 2025 พบว่า สินเชื่อกว่า 75% เป็นของธุรกิจขนาดใหญ่ จำนวน 1.5 หมื่นกิจการ และประมาณ 2 ใน 5 ของสินเชื่อกลุ่มนี้เป็นสินเชื่อของ SiCorp หรือ 25 กลุ่มเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อระบบการเงิน ซึ่งกระจุกตัวอยู่ในกิจการราว 1 พันแห่ง ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่ดำเนินกิจการมาค่อนข้างนานราว 20 ปี และจ่ายดอกเบี้ยประมาณ 3–4% ต่อปี

    ส่วนที่เหลือ 25% เป็นสินเชื่อของ SMEs ราว 1.1 แสนกิจการ ซึ่งจ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ย 6% และส่วนใหญ่เป็นธุรกิจอายุไม่เกิน 15 ปี

    อย่างไรก็ตาม การที่ SMEs จ่ายดอกเบี้ยสูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ไม่ได้หมายความว่าส่วนต่างดังกล่าวสูงเกินควรโดยอัตโนมัติ เพราะความเสี่ยงด้านเครดิตที่แตกต่างกันสามารถทำให้อัตราดอกเบี้ยแตกต่างกันได้

    คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยสามารถอธิบายได้ด้วยความเสี่ยงและปัจจัยพื้นฐานของกิจการมากน้อยเพียงใด

    ดอกเบี้ย SMEs สูงเกินความเสี่ยงหรือไม่

    งานศึกษาจึงประเมินอัตราดอกเบี้ยตามปัจจัยพื้นฐาน หรือ fundamental-based EIR เพื่อเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยที่ธุรกิจได้รับจริงจากธนาคาร หรือ actual EIR กับอัตราที่แบบจำลองประเมินจากความเสี่ยงด้านเครดิตและลักษณะพื้นฐานของกิจการ

    แบบจำลองใช้ข้อมูลช่วงปี 2024–2025 ผ่าน fixed-effect panel regression โดยพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ ความสามารถในการทำกำไร การเติบโตของรายได้ การก่อหนี้ ความสามารถในการชำระดอกเบี้ย และหลักประกันของสินเชื่อ พร้อมควบคุมความแตกต่างด้านอุตสาหกรรม อายุกิจการ และช่วงเวลา

    ผลการเปรียบเทียบพบรูปแบบที่ชัดเจนตามขนาดธุรกิจ

    ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางมีค่า spread เป็นบวก หรือได้รับอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าระดับที่ความเสี่ยงและปัจจัยพื้นฐานอธิบายได้ ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่ม SiCorp มีค่า spread ติดลบ หรือได้รับอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าระดับที่ควรเป็นตามความเสี่ยงและปัจจัยพื้นฐาน

    ผลดังกล่าวสะท้อนว่า ต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่าของ SMEs ไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมดด้วยความเสี่ยงและปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจเพียงอย่างเดียว ขณะที่ธุรกิจอีกกลุ่มหนึ่งกลับได้รับต้นทุนที่ต่ำกว่าระดับที่ความเสี่ยงอธิบายได้ ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของ cross-subsidization

    นัยสำคัญอยู่ที่การจัดสรรทรัพยากรของระบบเศรษฐกิจ เพราะส่วนต่างดังกล่าวทำให้ภาระต้นทุนตกอยู่กับธุรกิจที่ต้องพึ่งพาเงินทุนภายนอกในการเติบโตมากกว่า ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งเข้าถึงแหล่งทุนได้อยู่แล้วกลับรับต้นทุนต่ำกว่าระดับความเสี่ยงของตน

    ราคาสินเชื่อจึงอาจไม่ได้ทำหน้าที่คัดกรองทรัพยากรไปสู่กิจการที่ใช้ทุนได้คุ้มค่าที่สุด และเป็นอีกกลไกหนึ่งที่ทำให้ปัญหา capital misallocation ดำรงอยู่และรุนแรงขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวควรตีความด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากแบบจำลองควบคุมลักษณะของธุรกิจและความเสี่ยงของลูกหนี้ แต่ไม่ได้ควบคุมปัจจัยเฉพาะของธนาคาร เช่น ต้นทุนเงินทุน กลยุทธ์การแข่งขัน หรืออำนาจต่อรองระหว่างธนาคารกับลูกค้า ดังนั้น ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยจริงกับอัตราที่แบบจำลองประเมินควรตีความว่าเป็น “ส่วนที่ปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจอธิบายไม่ได้” มากกว่าจะสรุปว่าเป็นการคิดดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรมทั้งหมด

    โจทย์ใหญ่ไม่ใช่เพิ่มสินเชื่อ แต่ต้องจัดสรรทุนให้ดีขึ้น

    ภาพรวมจากงานศึกษานี้เริ่มต้นจากคำถามว่าเหตุใดเศรษฐกิจไทยจึงเติบโตชะลอลงต่อเนื่อง และพบว่าคำตอบส่วนหนึ่งปรากฏอยู่ในงบการเงินของภาคธุรกิจ

    ROA ที่ลดลงไม่ได้มาจากความสามารถในการทำกำไรที่ถดถอย แต่มาจากประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ที่ลดลงเป็นวงกว้าง ขณะที่การแยกองค์ประกอบของผลิตภาพยังพบว่า ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงในระดับกิจการ เพราะทั้งการเคลื่อนย้ายทรัพยากรระหว่างกิจการ การเข้าสู่ตลาดของธุรกิจใหม่ และการออกจากตลาดของธุรกิจที่อ่อนแอ ไม่สามารถช่วยยกระดับผลิตภาพของระบบได้

    เมื่อพิจารณาบทบาทของภาคการเงินซึ่งเป็นแหล่งทุนหลักของธุรกิจไทย ภาพยิ่งชัดเจนขึ้น กิจการที่ใช้สินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงกว่ากลับได้รับสินเชื่อในสัดส่วนที่น้อยกว่าและเผชิญต้นทุนทางการเงินสูงกว่า โดย SMEs เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ

    เมื่อเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับจริงกับระดับที่ความเสี่ยงและปัจจัยพื้นฐานอธิบายได้ ยังพบว่าธุรกิจขนาดเล็กมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าปัจจัยพื้นฐาน ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่จ่ายต่ำกว่าระดับดังกล่าว ซึ่งเป็นรูปแบบที่สอดคล้องกับ cross-subsidization

    สาระสำคัญจึงอยู่ที่ว่า โจทย์ของเศรษฐกิจไทยไม่ใช่การมีทุนน้อยเกินไป แต่เป็นการที่ทุนอยู่ผิดที่ ขณะที่กลไกจัดสรรทุนของภาคการเงินยังไม่ได้ช่วยแก้ไข และมีส่วนทำให้ปัญหาดำรงอยู่ต่อไป

    ดังนั้น การเพิ่มปริมาณสินเชื่อเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากปัญหาอยู่ที่คุณภาพของการจัดสรรทรัพยากร แนวนโยบายจึงควรมุ่งยกระดับคุณภาพการจัดสรรทุนทางการเงิน โดยมีประเด็นสำคัญอย่างน้อย 5 ด้าน

    ประเด็นแรก ลดปัญหาความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล (information frictions) การพัฒนาระบบข้อมูลเครดิตให้ครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงการใช้ข้อมูลทางเลือก หรือ alternative data ในการประเมินสินเชื่อ จะช่วยให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น และเปิดโอกาสให้ธุรกิจที่มีศักยภาพแต่มีข้อมูลจำกัดเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น

    นอกจากนี้ กลไกตรวจสอบและยืนยันข้อมูลธุรกรรมการค้าอาจช่วยให้ประวัติการค้าและการชำระเงินระหว่างคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานกลายเป็นข้อมูลที่นำมาใช้ประเมินสินเชื่อได้จริง

    ประเด็นที่สอง พัฒนากลไกค้ำประกันสินเชื่อที่สะท้อนความเสี่ยง ทั้งการค้ำประกันจากคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานและการค้ำประกันจากภาครัฐสามารถช่วยให้ธุรกิจที่มีศักยภาพแต่ขาดหลักประกันเข้าถึงสินเชื่อได้ในต้นทุนที่ใกล้เคียงกับความเสี่ยงของตนมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม การค้ำประกันในอัตราเดียวสำหรับทุกกิจการอาจมีลักษณะไม่ต่างจากการกำหนดราคาที่ไม่สะท้อนความเสี่ยง ดังนั้นต้นทุนในการเข้าร่วมโครงการควรสอดคล้องกับระดับความเสี่ยง เพื่อให้ผู้กู้และผู้ให้กู้ยังมีแรงจูงใจในการบริหารความเสี่ยง

    ประเด็นที่สาม ส่งเสริมการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยง (risk-based pricing) การกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สะท้อนความเสี่ยงอย่างเหมาะสมจะช่วยให้เงินทุนไหลไปสู่กิจการที่สร้างผลตอบแทนได้ดี ลดแรงจูงใจในการรับความเสี่ยงที่ไม่เหมาะสม และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากรของระบบเศรษฐกิจ

    ประเด็นที่สี่ เพิ่มการแข่งขันและทางเลือกในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากธุรกิจไทยพึ่งพาสินเชื่อจากสถาบันการเงินเป็นแหล่งทุนหลัก การมีผู้ให้บริการทางการเงินที่หลากหลายขึ้น รวมถึงช่องทางระดมทุนรูปแบบใหม่ จะช่วยลดข้อจำกัดด้านเงินทุน โดยเฉพาะสำหรับ SMEs และธุรกิจเกิดใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับ entry effect ที่ติดลบในหลายภาคธุรกิจ

    ประเด็นที่ห้า ติดตามพฤติกรรมการกำหนดอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะกรณีที่อาจมีการกำหนดราคาต่ำกว่าระดับความเสี่ยง หรือ underpricing of risk เพราะนอกจากจะกระทบประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากรแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของระบบการเงินในระยะยาว จากความเสี่ยงของการสะสมความเปราะบางในระบบการเงิน

    อย่างไรก็ดี ภาคการเงินเป็นเพียงกลไกหนึ่งของปัญหา เพราะหลักฐานยังชี้ว่าผลิตภาพภายในกิจการเองลดลงด้วย เป้าหมายของนโยบายจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อ แต่ต้องควบคู่ไปกับการยกระดับผลิตภาพของเศรษฐกิจ และสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจพัฒนาขีดความสามารถของตนเอง

    การสนับสนุนทางการเงินที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านผลิตภาพ การปรับตัวทางธุรกิจ หรือการยกระดับศักยภาพการแข่งขัน จะช่วยให้ทรัพยากรของประเทศถูกใช้ได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น และนำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/667224&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JYvc2YXdiHdlYR-_A-Ckh

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (24 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (24 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (24 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (24 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 46.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 28.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 37.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 37.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 32.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 38.39 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.39 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 38.39 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.39 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (24 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/667220&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sEY6E3vp6ptwS_suVeOek

  • อิหร่านเตรียมนัดเจรจากลุ่มประเทศ ร่วมมือสหรัฐใช้มาตรการเศรษฐกิจกดดัน

    อิหร่านเตรียมนัดเจรจากลุ่มประเทศ ร่วมมือสหรัฐใช้มาตรการเศรษฐกิจกดดัน

    อิหร่านเตรียมนัดเจรจากลุ่มประเทศ ร่วมมือสหรัฐใช้มาตรการเศรษฐกิจกดดัน

    วันนี้, 07:46น.

             โมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน  เตือนเมื่อวันเสาร์ (22 ส.ค.) ว่า ประเทศใดที่เข้าร่วมมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐต่ออิหร่าน จะถูกโจมตีตอบโต้

              เรซาอีให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ IRIB ของทางการว่า อิหร่านจะเจรจากับประเทศที่เข้าร่วมมาตรการดังกล่าวเป็นอันดับแรก พร้อมเรียกร้องให้ถอนตัวออกจากความขัดแย้ง พร้อมเตือนว่า หากประเทศเหล่านั้นปฏิเสธ อิหร่านจะโจมตีผลประโยชน์ของประเทศดังกล่าว และหากประเทศเพื่อนบ้านเลือกเข้าร่วมมาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจที่นำโดยสหรัฐฯ อิหร่านจะไม่ยอมให้มีการส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซแม้แต่หยดเดียว

              เรซาอีกล่าวว่า อิหร่านมีประสบการณ์ในการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และสามารถเดินหน้าส่งออกน้ำมันได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

               ขณะเดียวกัน เรซาอีย้ำจุดยืนของอิหร่านว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิดอยู่จนกว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามข้อตกลงความเข้าใจเพื่อสันติภาพระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ที่ลงนามเมื่อเดือนมิ.ย. โดยระบุว่า ในครั้งนี้สหรัฐฯ ต้องเป็นฝ่ายดำเนินการก่อน

               ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ จะดำเนินปฏิบัติการทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่ออิหร่าน พร้อมเรียกมาตรการดังกล่าวว่าเป็นสงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

              สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดเพิ่มขึ้นในวันศุกร์ (21 ส.ค.) หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับประเทศที่ยังทำการค้ากับอิหร่าน ซึ่งเพิ่มความกังวลว่าอุปทานน้ำมันในตลาดโลกอาจตึงตัวมากขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า  สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 23 เซนต์ ปิดที่ 87.06 ดอลลาร์/บาร์เรล

              ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) [BRENT.X] ส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 61 เซนต์ ปิดที่ 94.39 ดอลลาร์/บาร์เรล

              ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันศุกร์ (21 ส.ค.) ปิดที่ 53,277.01 จุด เพิ่มขึ้น 517.80 จุด ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,674.37 จุด เพิ่มขึ้น 33.21 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,180.46 จุด เพิ่มขึ้น 113.29 จุด

              สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นในวันศุกร์ (21 ส.ค.) แตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 เดือน และปรับตัวขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน โดยได้รับแรงหนุนจากการที่ราคาพุ่งทะลุแนวต้านทางเทคนิคที่สำคัญได้ ขณะที่แผนซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กดดันให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ซึ่งช่วยหนุนแรงซื้อทองคำ ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) [GOLD.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 109.20 ดอลลาร์ ปิดที่ 4,680.60 ดอลลาร์/ออนซ์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/163929&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IXehlYjeMaGGrQPFbNDmf

  • คลังสหรัฐเตรียมประกาศ ‘สงครามเศรษฐกิจ’ วันนี้ อิหร่านเมินคำขู่

    คลังสหรัฐเตรียมประกาศ ‘สงครามเศรษฐกิจ’ วันนี้ อิหร่านเมินคำขู่

    รัฐมนตรีคลังสหรัฐเตรียมประกาศมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านในวันจันทร์นี้ ขณะที่เตหะรานเมินคำขู่ ‘สงครามเศรษฐกิจ’ สหรัฐเตือนประเทศต่างๆ ให้เลือกข้าง มิฉะนั้นจะถูกตอบโต้

    รัฐมนตรีคลังสหรัฐ สก็อตต์ เบสเซนต์ จะจัดแถลงข่าวในวันจันทร์ (24 ส.ค.69) ตามเวลาสหรัฐ เพื่อประกาศมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน ซึ่งเขาให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นบีซีว่า เป็น “การโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจแบบประสานงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก”

    “ในรุ่งอรุณ สงครามวันดีเดย์ (D-Day) ทางเศรษฐกิจจะเริ่มต้นขึ้น ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติการทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดทัพเพื่อต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม” เบสเซนต์เขียนไว้ในบทความแสดงความเห็นในหนังสือพิมพ์ Financial Times เมื่อวันอาทิตย์

    รัฐมนตรีคลังสหรัฐบอกกับซีเอ็นบีซี เมื่อวันพฤหัสบดีว่า สหรัฐ จะ “ทำให้ประเทศสาธารณรัฐอิสลามล่มสลาย” ด้วย “มาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดที่สุดในประวัติศาสตร์”

    เบสเซนต์กล่าวว่า รัฐบาลทรัมป์เรียกร้องให้พันธมิตรสหรัฐและประเทศอื่นทั่วโลกหยุดทำธุรกิจกับอิหร่าน โดยสหรัฐจะใช้ “พลังทั้งหมด” ของตนจัดการกับทุกประเทศที่ไม่ปฏิบัติตาม เขาบอกกับซีเอ็นบีซีว่า “เรากำลังไปบอกพวกเขาว่า คุณอยู่ข้างเราหรืออยู่ฝ่ายตรงข้าม ถึงเวลาแล้วที่พันธมิตรและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต้องตัดสินใจ และเราจะบดขยี้เศรษฐกิจของระบอบฆาตกรนี้”

    การแถลงข่าวของเบสเซนต์มีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าสหรัฐจะโจมตีอิหร่านด้วย “ปฏิบัติการทางเศรษฐกิจที่บดขยี้ที่สุดเท่าที่เคยมีต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง”

    ทรัมป์ยังขู่จะใช้มาตรการลงโทษทางการเงินอย่างรุนแรงต่อทุกประเทศที่ช่วยให้อิหร่านหลบเลี่ยงการคว่ำบาตร โดยระบุในโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ Truth Social ว่า “นี่จะเป็นสงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

    • อิหร่านไม่หวั่นคำขู่

    ด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) แสดงท่าทีเมินเฉยต่อคำขู่ของรัฐบาลทรัมป์ ตามรายงานสื่อของรัฐ โฆษก IRGC ระบุเมื่อวันอาทิตย์ว่า อิหร่านมีวิธี “รับมือผลกระทบด้านลบจากสงครามของศัตรู” และ “สามารถสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย”

    “ประธานาธิบดีสหรัฐบอกว่า เขาประกาศสงครามเศรษฐกิจและเปิดฉากแคมเปญทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดกับอิหร่าน เรื่องนี้เท่ากับเป็นการยอมรับโดยนัยถึงความพ่ายแพ้อย่างน่าอับอายของศัตรูในสมรภูมิทางทหาร” โฆษก IRGC กล่าวตามรายงานของสื่อรัฐ

    เฮลิมา ครอฟต์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ตลาดโลกของ RBC Capital Markets ระบุว่า อิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกคว่ำบาตรมากที่สุดในโลก และยังไม่ชัดเจนว่าการกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมจะทำให้พฤติกรรมของเตหะรานเปลี่ยนไปหรือไม่ เธอกล่าวกับซีเอ็นบีซีในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันศุกร์ว่า อิหร่านดูเหมือนจะเชื่อว่าตนสามารถ “อยู่รอดได้นานกว่า” รัฐบาลทรัมป์ ซึ่งต้องการให้สงครามจบลงอย่างรวดเร็ว

    ครอฟต์กล่าวว่า เตหะรานยังมีศักยภาพในการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซและโครงสร้างพื้นฐานในตะวันออกกลาง

    ครอฟต์กล่าวว่า “อิหร่านยังมีศักยภาพในการสร้างความปั่นป่วนอย่างมีนัยสำคัญอยู่มาก คำถามคือมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมจะเปลี่ยนสมการนี้ได้อย่างไร”

    “อิหร่านยังคงมีความสามารถในการก่อกวนอย่างมีนัยสำคัญ” ครอฟต์กล่าว “คำถามคือสิ่งนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อมีมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1248705&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw356qRAOoYtRJdebnbUBRKU

  • อิหร่านประณามสหรัฐฯ ปมจ่อประกาศคว่ำบาตรรอบใหม่ 24 ส.ค.

    อิหร่านประณามสหรัฐฯ ปมจ่อประกาศคว่ำบาตรรอบใหม่ 24 ส.ค.

    วันนี้ (23 ส.ค.2569) โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวโจมตีสหรัฐฯ ว่า กำลังทำให้ความมั่นคงของชาติพันธมิตรในภูมิภาคตกอยู่ในอันตราย เพราะเห็นแก่อิสราเอล พร้อมย้ำว่า การจัดระเบียบความมั่นคงในภูมิภาคต้องเป็นอิสระและสร้างขึ้นโดยคนในพื้นที่เองเท่านั้น จึงจะนำมาซึ่งสันติภาพและความมั่นคงอย่างแท้จริง

    อิหร่านประณามสหรัฐฯ ปมจ่อประกาศคว่ำบาตรรอบใหม่ 24 ส.ค.

    อิหร่านประณามสหรัฐฯ ปมจ่อประกาศคว่ำบาตรรอบใหม่ 24 ส.ค.

    ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน โจมตีสหรัฐฯ ว่า แผนประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐฯ ไม่ใช่แค่การทำสงครามเศรษฐกิจต่ออิหร่าน แต่เป็นการอ้างสิทธิอธิปไตยเหนือรัฐสมาชิกที่เป็นอิสระทุกประเทศของสหประชาชาติ และมาตรการคว่ำบาตรนี้ไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ

    ท่าทีนี้มีขึ้นภายหลังรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ประกาศว่า สหรัฐฯ เตรียมบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ต่ออิหร่าน พร้อมเรียกร้องให้ประเทศอื่น ๆ ร่วมมือด้วย คาดว่า จะเปิดเผยรายละเอียดต่าง ๆ ผ่านการแถลงข่าวในเวลา 14.00 น. ของวันที่ 24 ส.ค.นี้ ตามเวลาท้องถิ่น

    ด้านเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน ส่งสัญญาณเตือนถึงประเทศเพื่อนบ้าน โดยระบุว่าประเทศใดก็ตามที่เข้าร่วมการทำสงครามเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะถูกมองว่าเป็นศัตรูของอิหร่าน และอิหร่านจะโจมตีผลประโยชน์ของประเทศนั้น ๆ เพื่อตอบโต้

    อ่านข่าว :

    เลื่อนปล่อยจรวดลองมาร์ช 5 Y14 ในภารกิจ “ฉางเอ๋อ 7” ออกไป 1 เดือน

    “อภิสิทธิ์” ห่วงสถานการณ์ชายแดนใต้ ชี้รัฐบาลยังไร้นโยบายชัดเจน

    รฟท.ประกาศปิดทาง “สถานีมะรือโบ–สถานีตันหยงมัส” ชั่วคราว รางเสียหายจากเหตุระเบิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509780&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AUkd3lyX8mHbtOf_yjFfs

  • ราชกิจจาฯ ประกาศคงอัตราเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 6.3% ถึง 30 ก.ย.70

    ราชกิจจาฯ ประกาศคงอัตราเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 6.3% ถึง 30 ก.ย.70

    วันนี้ (23 ส.ค.2569) ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 807) พ.ศ.2569 ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

    โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2534 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

    มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 807) พ.ศ.2567

    มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2569 เป็นตันไป

    มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 646) พ.ศ.2560 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 799) พ.ศ.2568 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

    “มาตรา 4 ให้ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร และคงจัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 6.3 สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณี ซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2560 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2570”

    อ่านข่าว :

    ด่วน ราชกิจจาฯ เผยแพร่ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข นิรโทษกรรมคดีการเมือง

    กรมศิลป์ ยืนยัน “พระอุโบสถวัดภูมินทร์” โครงสร้างยังแข็งแรง

    เลื่อนปล่อยจรวดลองมาร์ช 5 Y14 ในภารกิจ “ฉางเอ๋อ 7” ออกไป 1 เดือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509779&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AIwG_pHs6psMu6BPx8lwB