Category: เศรษฐกิจ

  • เมื่อ ‘ค่าสร้างภาพในโซเชียล’ คือสิ่งแรกที่คนไทยยอมตัด Wisesight เผยน้ำมัน-ของแพง-กลัวตกงาน ครองวิกฤตเศรษฐกิจ 18.3 ล้านเอนเกจเมนต์

    เมื่อ ‘ค่าสร้างภาพในโซเชียล’ คือสิ่งแรกที่คนไทยยอมตัด Wisesight เผยน้ำมัน-ของแพง-กลัวตกงาน ครองวิกฤตเศรษฐกิจ 18.3 ล้านเอนเกจเมนต์

    ภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัวในปี 2569 กลายเป็นหัวข้อที่คนไทยระบายและถกเถียงกันหนาแน่นบนโซเชียลมีเดีย ทั้งราคาน้ำมัน, ค่าครองชีพ และความกังวลเรื่องการตกงาน โดยบริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) เก็บข้อมูลผ่านเครื่องมือ Zocial Eye ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 10 พฤษภาคม 2569 พบการพูดถึงประเด็นวิกฤตเศรษฐกิจสูงถึง 18.3 ล้านเอนเกจเมนต์ จาก 254,800 โพสต์

    เมื่อแยกตามประเด็น ราคาน้ำมันถูกพูดถึงมากที่สุดที่ 163,000 โพสต์ สร้างเอนเกจเมนต์ 15.7 ล้านครั้ง ตามด้วยค่าครองชีพและของแพง 49,700 โพสต์ (4 ล้านเอนเกจเมนต์) และประเด็นการตกงานและเลิกจ้าง 42,100 โพสต์ (893,067 เอนเกจเมนต์) โดยการพูดถึงทุกประเด็นพุ่งขึ้นพร้อมกัน 33-36% หลังช่วงสงกรานต์

    ในแง่แพลตฟอร์ม Facebook ยังเป็นพื้นที่หลักด้วยสัดส่วน 55.2% ของข้อความทั้งหมด ตามด้วย Instagram 22.7%, YouTube 8.7% และ TikTok 4.9% ซึ่งแม้ TikTok จะมีจำนวนโพสต์น้อยที่สุด แต่กลับสร้างการมีส่วนร่วมสูงเมื่อเทียบกับจำนวนโพสต์ สะท้อนบทบาทในการขยายกระแสได้รวดเร็ว

    3 ประเด็นที่คนไทยกังวลมากที่สุด

    ประเด็นแรกคือค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้นในภาพรวม ซึ่งเป็นความกังวลที่กว้างที่สุด ด้วยเอนเกจเมนต์กว่า 4 ล้านครั้ง และมี Sentiment เชิงลบสูงกว่า 65% เนื้อหาส่วนใหญ่สะท้อนความกังวลต่อราคาอาหารที่ปรับขึ้นแต่ปริมาณและคุณภาพลดลง, ค่าไฟที่ขึ้นรอบใหม่ และค่าใช้จ่ายประจำวันที่สูงขึ้นในขณะที่รายได้เท่าเดิม จนเกิดความรู้สึกติดกับดักและไร้ทางออกที่สะท้อนผ่านโพสต์ไวรัลจำนวนมาก

    ประเด็นที่สองคือความกังวลเรื่องการถูกเลิกจ้างและตกงาน ที่มีเอนเกจเมนต์กว่า 893,067 ครั้ง และมี Sentiment เชิงลบสูงถึง 72% ผ่านแฮชแท็ก #ตกงาน, #เลิกจ้าง และ #วิกฤตเศรษฐกิจ เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การเปิดโปงนายจ้างที่บีบให้พนักงานลาออกเองเพื่อตัดสิทธิ์ค่าชดเชย ไปจนถึงความกังวลส่วนตัวของคนทำงานที่เริ่มตั้งคำถามว่าตัวเองจะเป็นรายต่อไปหรือไม่ โดยหลายคนยอมรับว่ามีเงินสำรองเพียงพอแค่ 1-2 เดือนหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

    ขณะเดียวกัน คอนเทนต์ด้านการเงินส่วนบุคคล ทั้งวิธีเก็บเงิน, การฝากเงิน และการลงทุนเพื่อเกษียณ ก็เพิ่มขึ้นบนโซเชียลมีเดีย สะท้อนความต้องการหาทางออกในภาวะที่ตลาดแรงงานหดตัวและการหางานใหม่ยากขึ้น โดยอาชีพอิสระอย่างไรเดอร์และงานขนส่งก็ได้รับผลกระทบ เมื่อต้องแบกต้นทุนสูงขึ้นแต่รายได้กลับลดลง

    ประเด็นที่สามคือราคาที่อยู่อาศัย ซึ่งมี Sentiment เชิงลบที่ 58% โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 25-40 ปี อุปสรรคหลักคือการเข้าถึงสินเชื่อ ทั้งเงินดาวน์ไม่พอและรายได้ไม่ผ่านเกณฑ์ธนาคาร และแม้กู้ได้ ภาระผ่อนก็หนักขึ้นตามดอกเบี้ย ส่วนฝั่งผู้เช่าก็เจอค่าเช่าปรับขึ้นต่อเนื่องจนต้องย้ายไปที่พักเล็กลงและไกลจากที่ทำงานมากขึ้น ส่งผลให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มมองไม่เห็นเส้นทางที่จะมีบ้านเป็นของตัวเอง

    Gen X จาก ‘สร้าง’ สู่ ‘ปกป้อง’

    นอกจากการวัดเสียงบนโซเชียล Wisesight ยังใช้เทคโนโลยี Virtual Persona หรือ Synthetic Research ที่สร้างจากกลุ่มตัวอย่าง 90 คน แบ่งเป็น Gen X, Gen Y และ Gen Z รุ่นละ 30 คน เพื่อคาดการณ์ว่าวิกฤตจะหล่อหลอมพฤติกรรมแต่ละเจเนอเรชันอย่างไร

    กลุ่ม Gen X อายุ 46-61 ปี มี 80% ที่ระบุว่ากังวลต่อเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่กังวลจริงคือความมั่นคงระยะยาวที่สร้างมาทั้งชีวิตอาจสั่นคลอน โดยเฉพาะแผนเกษียณที่อาจต้องเลื่อน บวกกับภาระของ ‘Sandwich Generation’ ที่ต้องแบกทั้งค่าเทอมลูกและค่ารักษาพยาบาลพ่อแม่ไปพร้อมกัน

    เมื่อต้องลดภาระ กลุ่มนี้เลือกลดค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาสถานะทางสังคมก่อน เช่น ชะลอเปลี่ยนรถ, งดซื้อสินค้าแบรนด์เนม และลดทริปท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่วนสิ่งที่ไม่ยอมลดคือประกันสุขภาพของพ่อแม่และตัวเอง, ค่าเทอมลูก และเครือข่ายคอนเนคชันทางสังคมและธุรกิจที่มองว่าเป็นเครื่องมือเดียวที่ทำให้ยังมีอำนาจต่อรอง ควบคู่กับแผนการเงินเชิงรุก เช่น รีไฟแนนซ์หนี้ก้อนใหญ่และเคลียร์พอร์ตลงทุนเสี่ยงสูง สะท้อนการเปลี่ยนโหมดจากการเติบโตสู่การปกป้องสินทรัพย์อย่างเป็นระบบ

    ขณะที่อีก 20% ที่ไม่กังวล กลับมองวิกฤตเป็น ‘โอกาสทอง’ ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านวิกฤตมาหลายครั้งรวมถึงต้มยำกุ้งปี 2540 คนกลุ่มนี้ใช้คำอย่าง ‘ช่องโหว่’ และ ‘เกมที่ต้องเล่นให้ชนะ’ มองว่าความเปราะบางของระบบคือโอกาสเข้าถึงสินทรัพย์ราคาถูก และมองว่าวิกฤตเป็นเครื่องคัดกรองคนที่ไร้ประสิทธิภาพออกไป สะท้อนความต่างภายในเจเนอเรชันเดียวกัน ระหว่างกลุ่มที่มุ่งป้องกันความเสี่ยงกับกลุ่มที่มุ่งสร้างโอกาส

    Gen Y ระหว่าง ‘สร้างอนาคต’ กับ ‘รอดในระบบที่เอียง’

    Gen Y อายุ 30-34 ปี ไม่ได้กังวลเรื่องการอยู่รอดรายวัน แต่กังวลถึงความสามารถในการสร้างอนาคตในระบบที่รู้สึกว่าเอื้อคนรุ่นก่อนมากกว่า วิธีลดภาระที่พบบ่อยคือการใช้แอปติดตามค่าใช้จ่ายแบบเรียลไทม์, ใช้ AI วิเคราะห์รูปแบบการใช้จ่าย, เปรียบเทียบราคาออนไลน์ก่อนซื้อ, ยกเลิก Subscription ที่ไม่ได้ใช้ และหารายได้เสริมผ่านงานฟรีแลนซ์หรือธุรกิจออนไลน์

    สิ่งแรกที่กลุ่มนี้พร้อมตัดคือค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างคอนเทนต์โซเชียลที่พวกเขาเรียกว่า ‘ภาระเปลือกนอก’ เช่น งดเที่ยวเพื่อถ่ายรูป หรือลดการไปร้านอาหารแพงเพื่อเช็กอิน รองลงมาคือ Subscription ที่ไม่ได้ใช้จริง ตามด้วยการชะลอซื้อแกดเจ็ตและลดความถี่เดินทางต่างประเทศ

    เหล่านี้สะท้อนความคิดที่เปลี่ยนจากการเน้นภาพลักษณ์มาเป็นการเน้นความมั่นคง โดยมองว่าความมั่งคั่งที่แท้จริงคือความคล่องตัวทางการเงิน ไม่ใช่การแสดงออกบนโซเชียลมีเดีย

    ส่วนเส้นที่ห้ามแตะคือการศึกษาและพัฒนาตนเอง, ประกันสุขภาพและ Wellness, การสร้างเครือข่ายอาชีพผ่าน LinkedIn และเงินออมระยะยาว โดยมองว่ากองทุนฉุกเฉิน 3-6 เดือนเป็นสิ่งจำเป็น ขณะที่บางส่วนไม่กังวลและมองว่าความเปราะบางของระบบคือโอกาสสร้างธุรกิจใหม่ โดยเชื่อว่าคนที่มีทักษะดิจิทัลและ AI จะได้เปรียบในตลาด และใช้ความสามารถในการปรับตัวเป็นอาวุธหลัก

    Gen Z เมื่อความไม่แน่นอนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่

    Gen Z อายุ 14-29 ปี เผชิญความท้าทายที่ต่างจากรุ่นก่อน หลายคนใช้ชีวิตแบบเดือนต่อเดือน ต้องพึ่งพาครอบครัว และมองว่าการมีบ้านหรือสร้างครอบครัวเป็นความฝันที่ห่างไกลขึ้นทุกที โดย 57% ระบุว่ากังวลกับสภาพเศรษฐกิจ

    ต้นทุนการดำรงชีพที่สูงขึ้นทั้งค่าเช่า, ค่าอาหาร และค่าเดินทาง ไม่ได้เพิ่มตามสัดส่วนรายได้ ทำให้หลายคนต้องทำงานหลายอย่างพร้อมกัน บวกกับตลาดแรงงานที่หางานมั่นคงยากขึ้น บางคนเรียนจบแล้วยังหางานไม่ได้หรือต้องทำงานไม่ตรงสาขา ทำให้การวางแผนซื้อบ้าน เกษียณ หรือแม้แต่การออมเงินดูไกลเกินเอื้อม

    อย่างไรก็ตาม หากต้องลดค่าใช้จ่าย Gen Z เลือกตัดภาระหนี้ระยะยาวอย่างการผ่อนรถหรือคอนโดก่อน เพราะมองว่าเป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดอิสรภาพทางการเงิน และเน้นรักษาเงินสดและสภาพคล่องไว้รับมือความไม่แน่นอน แทนการผูกตัวเองกับภาระผูกพันที่ยืดเยื้อ

    ทัศนคตินี้สะท้อนว่า Gen Z ให้คุณค่ากับ ‘อิสรภาพ’ มากกว่า ‘การครอบครอง’ ซึ่งต่างจากรุ่นพ่อแม่ที่มองว่าการมีบ้านหรือรถคือเป้าหมายชีวิต

    ส่วนอีก 43% ที่ไม่กังวล มองวิกฤตเป็นช่องทางสร้างโอกาส โดยเลือกพัฒนาทักษะวิเคราะห์ข้อมูลและใช้แพลตฟอร์มออนไลน์สร้างรายได้ที่คนทั่วไปมองข้าม พวกเขาเชื่อว่าในโลกที่ข้อมูลคือทรัพยากรและความสนใจของคนคือสินค้า คนที่เข้าใจกระแสและปรับตัวได้เร็วจะได้เปรียบเสมอ

    ภาพรวมจากข้อมูลชี้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจปี 2569 ซ้อนทับกันหลายมิติ ทั้งค่าครองชีพ, ความมั่นคงในการทำงาน และโอกาสในการมีที่อยู่อาศัย โดยตัวเลข 18.3 ล้านเอนเกจเมนต์จาก Zocial Eye สะท้อนว่าเสียงของประชาชนดังขึ้นและเร็วขึ้น ขณะที่ข้อมูลจาก Virtual Persona ชี้ว่าเสียงเหล่านั้นกำลังจะแปรเป็นพฤติกรรมจริงที่แตกต่างกันในแต่ละเจเนอเรชัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thais-cut-social-image-costs-economic-crisis/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VCwucRAJu945N-5Ce6iEt

  • เวียดนามคาด “เศรษฐกิจสีเขียว” หนุน GDP เกิน 10% ภายในปี 2573 : อินโฟเควสท์

    เวียดนามคาด “เศรษฐกิจสีเขียว” หนุน GDP เกิน 10% ภายในปี 2573 : อินโฟเควสท์

    รายงานการคาดการณ์ที่เผยแพร่ในงานสมาร์ต แลนด์สเคป แอนด์ เฮลธี ลิฟวิง เอ็กซ์โป 2569 ณ เมืองโฮจิมินห์ซิตี ประเทศเวียดนาม ระบุว่า เศรษฐกิจสีเขียวของเวียดนามจะครองสัดส่วนมากกว่า 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และสร้างงานใหม่หลายแสนตำแหน่งภายในปี 2573

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เหงียน ถือ ฟอง รองประธานสมาคมสถาปนิกเวียดนาม ชี้ว่า การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วกำลังกระตุ้นความต้องการสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและดีต่อสุขภาพเพิ่มขึ้น ขณะที่การบูรณาการการออกแบบเมืองเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงกำลังเปิดทางสู่การพัฒนาเมืองที่มีคุณภาพสูงรูปแบบใหม่

    รองประธานสมาคมฯ เน้นย้ำว่า โครงการพลังงานลมนอกชายฝั่ง การพัฒนาไฮโดรเจนสีเขียว และเขตเมืองอัจฉริยะ กำลังสร้างโอกาสมหาศาลสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว อินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง พลังงานสะอาด และวัสดุก่อสร้างที่ยั่งยืน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/596158&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P0_6C6g6MfE38J6EMgdPi

  • ‘วราวุธ’ จ่อระดมกองทุนแสนล้าน ลุยเศรษฐกิจสีเขียว – เอไอ | เดลินิวส์

    ‘วราวุธ’ จ่อระดมกองทุนแสนล้าน ลุยเศรษฐกิจสีเขียว – เอไอ | เดลินิวส์

    นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ระบุถึงความคืบหน้าการดำเนินงานของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) หลังจากที่ได้มอบนโยบายเชิงรุกในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมผลักดันกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตแห่งประเทศไทย (ทีเอฟเอฟ) เฟสใหม่ วงเงินระดมทุนกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเงินสำคัญในการพัฒนาโครงการเศรษฐกิจสีเขียว รองรับอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และพลังงานสะอาดในอนาคต เช่น ฟาร์มโซลาร์ลอยน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

    ทั้งนี้ล่าสุดตัวเลขการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมพุ่งแรงรับกระแสย้ายฐานผลิตโลก หนุนไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค ทั้งนี้ ด้วยนโยบายการพัฒนาเมืองที่มุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกนอ. เป็นแรงดึงดูดสำคัญให้กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดตัดสินใจเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

    ขณะเดียวกัน กนอ.ได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายยกระดับนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศให้เป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักลงทุนโลกผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การจับมือธนาคารโลกดึงกรีน ไฟแนนซ์ สนับสนุนเอสเอ็มอีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การผลักดันตลาดคาร์บอนเครดิตมาตรฐานสากล การปฏิรูปกฎหมายลดขั้นตอนอนุญาตตั้งโรงงานให้จบภายใน 1 เดือน และการใช้ระบบตาอัจฉริยะ ตรวจสอบมลพิษสิ่งแวดล้อมตลอด 24 ชั่วโมง

    ทั้งนี้นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการกนอ.  ได้รายงานว่า เดือนมี.ค. 69 ภาพรวมการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยปัจจุบันไทยมีนิคมอุตสาหกรรมรวม 82 แห่ง ครอบคลุม 18 จังหวัด เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 75 แห่ง มีโรงงานเข้าประกอบกิจการกว่า 5,798 โรง มูลค่าการลงทุนสะสมสูงถึง 13.37 ล้านล้านบาท

    นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในไตรมาสแรกปี 2569 ที่ทะยานกว่า 1.01 ล้านล้านบาท หรือเติบโตถึง 2.4 เท่า ถือเป็นสัญญาณบวกสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนเลือกไทยเป็นฐานผลิตหลัก สะท้อนถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความสำเร็จในการดึงดูดเงินลงทุนใหม่ๆ เข้าสู่ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และเทคโนโลยีขั้นสูง

    โดยปัจจุบัน กนอ. ยังมีพื้นที่คงเหลือรองรับการลงทุนอีกกว่า 24,984 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดย กนอ. จะเร่งพัฒนา Smart Port มาบตาพุด หรือท่าเรืออัจฉริยะ ยกระดับท่าเรือด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และระบบสาธารณูปโภคอัจฉริยะ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (S-Curve) พร้อมสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5893926/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NTuXDDpLiy8o-zOVBUlT8

  • Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย จำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ – เดลิเวอรี่ เฉลี่ยเติบโต 25%

    Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย จำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ – เดลิเวอรี่ เฉลี่ยเติบโต 25%

    “สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย หรือสมาคมอีคอมเมิร์ซแห่งประเทศไทย (Thai e-Commerce Association: THECA) จึงอยากเห็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการสร้างแคมเปญ ‘ไทยช่วยไทย ไทยช้อปไทย’ ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย ขณะเดียวกัน สมาคมฯ มีแผนผลักดันผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่องให้ขยายตลาดสู่ต่างประเทศมากขึ้นในปีนี้ โดยมุ่งเน้นตลาดศักยภาพใน Southeast Asia ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง รวมถึงจีน ในช่วงปลายปี สมาคมฯ ยังเตรียมนำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน Global AIE Expo 2026 ที่ประเทศจีน มาเก๊าและจูไห่ เพื่อเปิดมุมมองใหม่ด้าน Innovation, AI และ Future of Commerce รวมถึงสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจและคู่ค้าระดับนานาชาติ เพราะวันนี้การแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่ยอดขาย แต่คือ ความสามารถ ‘Double AI‘ ในการเรียนรู้ ปรับตัว และนำเทคโนโลยีใหม่มาพัฒนาธุรกิจได้เร็วกว่า”

    สมาคมครีเอเตอร์ยกระดับ “Trust Economy” สู่มาตรฐานอาชีพ

    นางสาวสุวิตา จรัญวงศ์ อุปนายกด้านจรรยาบรรณและการกำกับดูแลวิชาชีพ สมาคมคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ไทย และ CEO บริษัท เทลสกอร์ จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบัน Creator Economy กำลังเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับ ‘การมองเห็น’ เพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้ความสำคัญกับ ‘ความน่าเชื่อถือ’ และความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภคมากขึ้น ครีเอเตอร์จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างคอนเทนต์ แต่มีบทบาทในการเชื่อมโยงข้อมูล ประสบการณ์ และความไว้วางใจกับการตัดสินใจของผู้บริโภคในโลกดิจิทัล”
      
    “สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทยมีเป้าหมายในการร่วมผลักดันมาตรฐานวิชาชีพของอุตสาหกรรม ทั้งด้านจริยธรรม ความโปร่งใสในการสื่อสาร ความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงการสนับสนุนแนวทางการทำงานที่เหมาะสมและเป็นธรรมสำหรับคนทำงานใน Ecosystem นี้ ขณะเดียวกัน แนวโน้มของอุตสาหกรรมยังสะท้อนให้เห็นว่า ไมโครครีเอเตอร์ที่มีฐานผู้ติดตามเฉพาะกลุ่ม แม้อาจมี Reach ไม่สูงเท่าครีเอเตอร์ขนาดใหญ่ แต่ในหลายกรณีกลับสามารถสร้าง Engagement ที่ใกล้ชิดและต่อเนื่องได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่ม Beauty, Food, Gadget และ Personal Finance ซึ่งสะท้อนว่าผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้ต้องการเพียงข้อมูล แต่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและประสบการณ์ที่รู้สึกเชื่อมโยงได้”

    สุวิตา จรัญวงศ์ อุปนายกด้านจรรยาบรรณและการกำกับดูแลวิชาชีพ สมาคมคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ไทย และ CEO บริษัท เทลสกอร์ จำกัด  
    อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญคือ ครีเอเตอร์ไทยจำนวนมาก เริ่มต่อยอดจากการสร้างคอนเทนต์ไปสู่การสร้างธุรกิจและแบรนด์ของตัวเองมากขึ้น สะท้อนการเติบโตของ Creator Economy ที่เริ่มเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัลในมิติที่หลากหลายขึ้น ท้ายที่สุด ทุกวันนี้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ ‘Trust’ มากขึ้นเรื่อยๆ และครีเอเตอร์ที่สามารถรักษาความน่าเชื่อถือและความสัมพันธ์กับผู้ชมได้อย่างต่อเนื่อง จะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว”
     
    เคทีซีชี้คนไทย “ซื้อบ่อยขึ้น” ธุรกรรมโตเร็วกว่ายอดใช้จ่าย

    นายณัฐสิทธิ์ สุนทราณู ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า ข้อมูลสมาชิกเคทีซีสะท้อนชัดว่า คนไทยมีพฤติกรรมในการซื้อสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซ – เดลิเวอรี่ แพลตฟอร์ม ‘ซื้อบ่อยขึ้น’ และใช้ชีวิตบนดิจิทัลมากขึ้น ข้อมูลของเคทีซีพบว่าจำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ – เดลิเวอรี่เติบโตเฉลี่ย 25% สะท้อนการเติบโตของ Micro spending หรือการใช้จ่ายย่อยระหว่างวัน ที่ไม่ได้แค่ซื้อของออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่กำลังใช้ชีวิตผ่านการใช้จ่ายออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ โดยเคทีซีทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มสำคัญ เช่น Shopee, Lazada, TikTok Shop และบริการฟู้ดดิลิเวอรี่ เช่น Grab, LINE MAN, ShopeeFood, Robinhood เป็นต้น ด้วยการสร้างแคมเปญต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อความครอบคลุมและคุ้มค่าในการใช้จ่ายผ่านบัตรเคทีซี กระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสทางรายได้ให้กับผู้ขายและครีเอเตอร์

    ณัฐสิทธิ์ สุนทราณู ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี”

      
    ในยุคที่ผู้บริโภคใช้จ่ายเร็วขึ้น เรื่องความปลอดภัยคือเงื่อนไขสำคัญของการเติบโต เคทีซีมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่อเนื่อง ทั้งการออกบัตรเครดิตเคทีซี-ดิจิทัลที่ไม่มีเลขหน้าบัตร ระบบการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ในทุกการใช้จ่าย  การควบคุมการใช้จ่ายออนไลน์ด้วยตัวเอง ผ่านแอป KTC Mobile และการยกระดับการ Fraud monitoring อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง เพื่อให้การใช้จ่ายผ่านบัตร “เร็ว สะดวกและมั่นใจ” ในทุกครั้งที่หยิบบัตร KTC ขึ้นมาใช้ 
     
    Speed Economy เปลี่ยนทั้งระบบ และ “Trust” คือสินทรัพย์ใหม่

    ผู้ร่วมเสวนาทั้งสามภาคส่วนจากเคทีซี สมาคมอีคอมเมิร์ซฯ และสมาคมครีเอเตอร์ฯ เห็นตรงกันว่า Speed Economy ไม่ได้เปลี่ยนแค่ “ความเร็วของการซื้อขาย” แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจในทุกมิติ ตั้งแต่พฤติกรรมผู้บริโภค วิธีแข่งขันของธุรกิจ โมเดลรายได้และบทบาทของคอนเทนต์และระบบการเงิน ในโลกที่ผู้บริโภคตัดสินใจเร็วขึ้นทุกวัน และ“Trust” (ความเชื่อมั่น) กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามากที่สุดของเศรษฐกิจดิจิทัล และผู้ชนะในเศรษฐกิจแห่งความเร็ว (Speed Economy) อาจไม่ใช่คนที่เร็วที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจผู้บริโภคและสร้างความเชื่อมั่นได้ดีที่สุด

    Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย จำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ - เดลิเวอรี่ เฉลี่ยเติบโต 25% Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย จำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ - เดลิเวอรี่ เฉลี่ยเติบโต 25% Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย จำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ - เดลิเวอรี่ เฉลี่ยเติบโต 25% Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย จำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ - เดลิเวอรี่ เฉลี่ยเติบโต 25%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378977927&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KKGfWSlcDLcO2msIw3i90

  • พรรคประชาชาติ ผ่า “ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจหรือภาระหนี้?

    พรรคประชาชาติ ผ่า “ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจหรือภาระหนี้?

    พรรคประชาชาติ ผ่า

    ภาระหนี้สาธารณะที่ประชาชนทุกคนควรรับรู้และร่วมกันพิจารณา
     

    เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้แก่สังคม เกี่ยวกับที่มาของงบประมาณโครงการนี้ มีข้อเท็จจริงทางการคลังที่ประชาชนทุกคนควรร่วมกันพิจารณาดังนี้

    ประการแรก เม็ดเงินจากฝั่งรัฐบาลจำนวน 120,000 ล้านบาท (ในกรณีเต็มสิทธิ์ 30 ล้านคน) นั้น

    แท้จริงแล้วไม่ใช่เงินที่งอกเงยมาจากรัฐบาลเอง แต่เป็นเงินที่มาจากการกู้เงิน ซึ่งส่งผลให้คนไทยทั้งประเทศ ที่มีจำนวนประมาณ 65,800,000 คน ต้องแบกรับความเป็นหนี้สาธารณะร่วมกันเฉลี่ยคนละประมาณ 1,823.71 บาท โดยตัวเลขนี้ยังไม่รวมดอกเบี้ยจากเงินกู้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งสุดท้ายแล้วรัฐบาลจะต้องนำเงินงบประมาณแผ่นดิน ที่เก็บมาจากภาษีของประชาชนทุกคน ไปทยอยชำระคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย
     

    ประการที่สอง เม็ดเงินฝั่งประชาชนจำนวน 80,000 ล้านบาท (ในกรณีเต็มสิทธิ์) นั้น เป็นเงินที่ดึงออกมาจากกระเป๋าของประชาชนจำนวน 30 ล้านคนที่ลงทะเบียนและผ่านเกณฑ์เข้าร่วมโครงการโดยตรง ซึ่งจะต้องนำเงินส่วนตัวมาเติมเข้าสู่ระบบเพื่อใช้สิทธิ์ร่วมจ่าย

    ค่าใช้จ่ายที่ภาคประชาชนต้องจัดเตรียม (ต่อคน) ในฝั่งของประชาชนผู้ได้รับสิทธิ์ หากต้องการใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามเพดานที่โครงการกำหนด จะมีสัดส่วนการเติมเงินเข้าสู่ระบบดังนี้

    ระดับรายวัน ประชาชนต้องเตรียมเงินฝั่งตนเองสูงสุด 133.33 บาทต่อวัน เพื่อใช้ร่วมกับสิทธิ์ของรัฐ 200 บาทต่อวัน ทำให้เกิดยอดซื้อสินค้าจริงรวม 333.33 บาทต่อวัน

    ระดับรายเดือน ประชาชนต้องเตรียมเงินฝั่งตนเอง 666.67 บาทต่อเดือน เพื่อใช้ร่วมกับวงเงินสมทบจากรัฐ 1,000 บาทต่อเดือน ทำให้เกิดยอดซื้อสินค้าจริงรวม 1,666.67 บาทต่อเดือน

    สรุปตลอดโครงการ ประชาชนต้องเตรียมเงินฝั่งตนเองรวมทั้งสิ้น 2,666.68 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลา 4 เดือน เพื่อรับสิทธิ์สมทบจากรัฐเต็มจำนวน 4,000 บาท รวมเป็นมูลค่าการซื้อสินค้าทั้งสิ้น 6,666.68 บาทต่อคน

    บทวิเคราะห์และมุมมองทางเลือกในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีแจกเงินร่วมจ่าย (Co-pay) นี้ ในวงกว้างยังมีมุมมองที่หลากหลายว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร ซึ่งมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายส่วนตัวที่เห็นว่า รัฐบาลควรเปลี่ยนไปเน้นการลดภาระค่าครองชีพในระยะยาวและตรงจุดมากกว่า ผ่านแนวทางดังต่อไปนี้ 

    การลดราคาพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งค่าน้ำมันและค่าไฟฟ้า โดยการปรับลดภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของกลุ่มพลังงานลง ซึ่งสามารถลดราคาน้ำมันได้ประมาณ 7–8 บาทต่อลิตร รวมถึงการหยุดจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันชั่วคราว ซึ่งสามารถลดได้ประมาณ 9–10 บาทต่อลิตร เพื่อลดต้นทุนการผลิตและการขนส่งสินค้าทั้งระบบ

    การปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้า โดยการเข้าไปกำกับดูแลและลดสัดส่วนกำไรของกลุ่มทุนผู้ผลิตและขายไฟฟ้าให้แก่รัฐ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเป็นธรรมกับประชาชน

    การจำกัดกลุ่มเป้าหมายในการช่วยเหลือ โดยเงินงบประมาณช่วยเหลือควรมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายที่เดือดร้อนรุนแรงและเปราะบางจริงๆ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แทนการเหวี่ยงแหแจกเงินในวงกว้าง

    แม้รัฐบาลจะคาดหวังว่า เม็ดเงินกู้ที่จะนำมาจ่ายจริงนี้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และตัวเลขเม็ดเงินสะพัดในระบบอาจมีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้จ่ายจริงของประชาชนตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป แต่เสียงทักท้วงที่รัฐบาลควรรับฟังคือ

    การเหวี่ยงแหแจกเงินในวงกว้างเช่นนี้ นอกจากจะไม่ประหยัดงบประมาณแผ่นดินแล้ว ยังเป็นการสร้างภาระหนี้สินผูกพันให้กับคนไทยทั้งประเทศมากจนเกินไป และอาจเข้าตำราสุภาษิต “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” ที่เมื่อสิ้นสุดโครงการแล้ว ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378977923&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eTCcJXvPOK6zOhPg6u-rl

  • ทำไมเศรษฐกิจภาคกลางมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่น

    ทำไมเศรษฐกิจภาคกลางมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่น

    ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค (ภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคใต้) มีความแตกต่างจากเศรษฐกิจภาพรวมประเทศอย่างชัดเจน โดยเศรษฐกิจภูมิภาคในช่วงหลังค่อนข้างอ่อนแรงกว่าในภาพรวมของประเทศ

    โดยเฉพาะด้านการบริโภคตามรายได้ภาคเกษตรที่อ่อนแอและภาระหนี้สูงที่ฉุดรั้ง สะท้อนให้เห็นถึงการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจภาคกลาง (ครอบคลุม 26 จังหวัด) ว่ามีบทบาทสำคัญมาก

    เป็นที่ทราบกันดีว่า เศรษฐกิจภาคกลางมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าภาคอื่น โดยมีสัดส่วนถึง 73% ของประเทศ ในขณะที่ภาคเหนือภาคอีสานและภาคใต้มีสัดส่วนเพียง 8% 10% และ 9% ตามลำดับ (ขนาดเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาค ณ ปี 2567)

    บทความนี้คลี่ให้เห็นโครงสร้างและปัจจัยสำคัญที่เป็นแรงส่งของเศรษฐกิจภาคกลางว่ามีอะไรบ้าง มีขนาดมากน้อยเพียงไร และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในช่วงที่ผ่านมาโดยเปรียบเทียบกับภูมิภาค เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมเศรษฐกิจภาคกลางถึงมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่นโดยเฉพาะในช่วงหลังโควิด 

    ทำไมเศรษฐกิจภาคกลางมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่น

    1.ภาคกลางมีสัดส่วนอุตสาหกรรมและบริการสูงมาต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ภาคกลางมีสัดส่วนอุตสาหกรรมและบริการสูงถึง 98% จากการเป็นแหล่งอุตสาหกรรมที่หลากหลายทั้งอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น ยานยนต์สันดาป ไปจนถึงอุตสาหกรรม และบริการสมัยใหม่ เช่น Cloud Service

    ขณะที่เศรษฐกิจภูมิภาคยังพึ่งพิงภาคเกษตรกรรมค่อนข้างมาก โดยมีการพึ่งพิงภาคอุตสาหกรรมและบริการประมาณ 75%

    นอกจากนี้ ภาคการผลิตส่วนใหญ่เน้นผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น ปศุสัตว์ขั้นต้น แปรรูปเกษตรขั้นต้น) และสำหรับภาคบริการก็ยังคงเป็นแบบดั้งเดิม (เช่น ร้านโชห่วย ร้านขายปุ๋ย ร้านซ่อมเครื่องจักรเกษตร) โดยเมื่อย้อนไปดูตั้งแต่ปี 2562 (ช่วงก่อนโควิด) โครงสร้างที่เห็นไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัย 

    2.ภาคกลางเป็นแม่เหล็กที่สำคัญในการดึงดูดการลงทุน โดยมูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนมากกว่า 80% ของประเทศเพิ่มขึ้นถึง 3.5 เท่าจากช่วงก่อนโควิด จากโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุม ทั้งระบบสาธารณูปโภคจำพวกน้ำ ไฟฟ้า

    ตลอดจนด้านการขนส่งที่มีโครงข่ายถนน ทางด่วน ท่าเรือน้ำลึกและสนามบินนานาชาติ ซึ่งสะดวกต่อการนำเข้าวัตถุดิบและส่งออกสินค้า ทำให้ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนให้ไหลเข้ามาต่อเนื่อง

    ภาคกลางยังมีศูนย์วิจัยและพัฒนา สถาบันการศึกษาและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ซึ่งช่วยสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ โดยในปี 2568 ภาคกลางมีสัดส่วนมูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 90% ของประเทศ เพิ่มจากประมาณ 80% ในปี 2562 โดยมูลค่าการออกบัตรภาคกลางสูงถึงเกือบ 1 ล้านล้านบาท

    ทั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มธุรกิจสมัยใหม่ เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วนอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างความเจริญในพื้นที่ได้อีกต่อไป

    ทำไมเศรษฐกิจภาคกลางมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่น

    3.ภาคกลางมีพลังของมนุษย์เงินเดือน โดยเป็นภาคเดียวที่มีจำนวนแรงงานในระบบสูงกว่าแรงงานนอกระบบอย่างต่อเนื่อง และในปี 2568 มีแรงงานในระบบสูงกว่าภาคอื่นถึง 6 เท่า จำนวนแรงงานในระบบภาคกลางเพิ่มขึ้นถึง 1.7 ล้านคน จากปี 2562 เพราะเป็นแหล่งอุตสาหกรรมและบริการ ในขณะที่ภาคอื่นทรงตัว 

    ทำไมเศรษฐกิจภาคกลางมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่น

    สิ่งที่น่าสนใจ คือ แรงงานในระบบของภาคกลางนั้นส่วนใหญ่กว่า 70 % เป็น “มนุษย์เงินเดือน” ที่มีรายได้ประจำ มีสวัสดิการ ซึ่งจะสามารถเข้าถึงสินเชื่อธนาคารได้ง่ายกว่าเกษตรกรหรืออาชีพอิสระในภาคอื่นๆ เมื่อคนมีรายได้มั่นคงจะช่วยส่งเสริมกำลังซื้อหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้ธุรกิจพร้อมที่จะลงทุนต่อเนื่อง

    4.แรงงานภาคกลางมีรายได้สูงกว่าภาคอื่นถึง 1.3-1.5 เท่า และขยายตัวเร่งขึ้นมากกว่าภาคอื่น แม้รายได้แรงงานมีทิศทางปรับเพิ่มขึ้นในทุกภาค แต่อัตราการเพิ่มของรายได้แรงงานในภาคกลางมากกว่าภาคอื่นๆ ภาคกลางโซน กทม. และปริมณฑล ยังคงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจหลักที่มีรายได้สูงที่สุด

    เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ ธุรกิจบริการมูลค่าสูง และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งต้องการแรงงานทักษะสูง (Skilled Labor) 

    ทั้งยังได้รับอานิสงส์จาก เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดแถบอยุธยาและสระบุรี ซึ่งเน้นการผลิตในกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนภาคเหนือและอีสานมีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน

    โดยแรงงานส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในภาคบริการขนาดเล็กและการแปรรูปสินค้าเกษตร ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรม ในขณะที่ภาคใต้ได้รับแรงหนุนจากการท่องเที่ยวส่งผลดีต่อแรงงานในภาคบริการ

    ทำไมเศรษฐกิจภาคกลางมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่น

    จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่า แรงส่งของเศรษฐกิจภาคกลางมีรากฐานสำคัญมาจากความเจริญ ซึ่งนำไปสู่ความต้องการแรงงานและระดับรายได้ที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น ดังนั้น โจทย์สำคัญของการกระจายแรงส่งไปยังภูมิภาค จึงอยู่ที่การยกระดับและกระจายความเจริญให้ทั่วถึงและยั่งยืน โดยประเด็นชวนคิดที่สำคัญในการกระจายความเจริญของภูมิภาค เช่น

    (1) การสร้างแรงจูงใจให้พื้นที่มีแรงดึงดูดเพียงพอจนการลงทุนตัดสินใจเลือก เพราะพื้นที่มีความพร้อม โดยมุ่งพัฒนาในมิติของระบบนิเวศโดยรวม (Total Ecosystem Incentive) ที่ช่วยลดต้นทุนตลอดห่วงโซ่การดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ควบคู่กับการออกแบบสิทธิประโยชน์การลงทุนที่เหมาะสมเพื่อชดเชยต้นทุนการดำเนินงาน 

    การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น หนึ่งตัวอย่างของการกระจายความเจริญที่โดดเด่นที่สุดของจีน ยกระดับพื้นที่จากหมู่บ้านประมงเล็กๆ สู่การเป็นเมืองเทคโนโลยีระดับโลก สะท้อนบทบาทของการยกระดับความพร้อมของพื้นที่ควบคู่กับแรงจูงใจเชิงนโยบายในการดึงดูดการลงทุนอย่างยั่งยืน

    (2) การคว้าโอกาสจาก “จุดแข็งเฉพาะภูมิภาค” เชื่อมกับกระแสเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาในประเทศเรา ภาคเหนือและภาคใต้มีการท่องเที่ยวและภาคบริการเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่กระแสรักสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพเติบโตต่อเนื่อง

    หากผู้ประกอบการและคนในพื้นที่สามารถปรับตัว นำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้า บริการ และประสบการณ์การท่องเที่ยว ก็จะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและกระจายประโยชน์สู่ชุมชนได้มากขึ้น 

    ขณะที่ภาคอีสาน ยังมีโอกาสต่อยอดจากฐานภาคเกษตร ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและข้อมูล ทั้งการพัฒนา smart farmer เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (data center) ที่เริ่มเข้ามาในพื้นที่

    ซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งการผลิตทางการเกษตรและกิจกรรมท่องเที่ยวในชุมชน ให้คนในพื้นที่สามารถปรับตัวและแข่งขันไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่ได้ดีขึ้นในระยะยาว

    บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1235546&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08xGk0dR2gxZYXFnSL0uK2

  • “รมว.วราวุธ” ดันเครื่องยนต์ลงทุนไทย ชูไทยขึ้นฮับเทคโนโลยี-พลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “รมว.วราวุธ” ดันเครื่องยนต์ลงทุนไทย ชูไทยขึ้นฮับเทคโนโลยี-พลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/115416&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hYtmnTNMG0aSApoe9-6gz

  • “เอเซียพลัส” คัด 11 หุ้นรับเทรนด์น้ำมันดิ่ง-เศรษฐกิจฟื้น ชู GULF-BDMS เด่น

    “เอเซียพลัส” คัด 11 หุ้นรับเทรนด์น้ำมันดิ่ง-เศรษฐกิจฟื้น ชู GULF-BDMS เด่น

    บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASP เปิดเผยว่า กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้แนะนำหุ้นที่ได้รับปัจจัยบวกจากสถานการณ์สงครามที่ผ่อนคลายลง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนพลังงานลดลง ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP, บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SJWD, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW และ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS

    นอกจากนี้ ยังแนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและการฟื้นตัวของการบริโภค ได้แก่ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC, บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD, บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC และ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK

    ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากราคาน้ำมันดิบ BRENT ที่ทยอยปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดในรอบปีที่ 118.0 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 99.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความหวังเชิงบวกเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) อีกครั้ง และช่วยลดระดับความกังวลจากปัญหาภาวะขาดแคลนอุปทาน (Supply Shortage) ลงได้ ในขณะเดียวกัน ตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลงมาแล้ว 11% และยังมีแนวโน้มย่อตัวลงต่อจากปัจจัยทางเทคนิคที่ราคาน้ำมันทำรูปแบบ Diamond Top มีโอกาสย่อตัวลงต่อ ประกอบกับความคืบหน้าในการเจรจา และผลกระทบจากสงครามที่ยืดเยื้อซึ่งกดดันคะแนนความพึงพอใจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ตาม ร่องรอยผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อที่ทิ้งไว้ส่งผลให้การตัดสินใจในการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น ขณะที่มุมมองของตลาดพันธบัตรกำลังเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคดอกเบี้ยสูงยาวนาน (Higher-for-longer) โดยล่าสุดส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (Spread) ระหว่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี และ 5 ปี ลดลงเหลือเพียง 0.81% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี นับเป็นหนึ่งในความเสี่ยงของตลาดหุ้นในระยะถัดไป

    ด้านภาพรวมเศรษฐกิจไทย กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนเมษายน 2569 ขยายตัวที่ระดับ 23.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 20.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การนำเข้าขยายตัว 45.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 29.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหลักๆ มาจากการนำเข้าวัตถุดิบ กึ่งสำเร็จรูป สินค้าทุน และน้ำมันดิบ ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 10,020 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ วัฏจักรสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นขาขึ้น ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการนำเข้าและส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีแรก ตามการเติบโตของโลกจากกระแสเทคโนโลยี AI ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานการส่งออก

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/834435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13f5o4k0LQhtwePU-NrVVS

  • “รมว. สุชาติ” เปิดงานวันป่าชุมชนแห่งชาติ ปี 69 ชูแนวคิด “สร้างสุข สร้างรายได้ สร้างอนาคต” มุ่งเป้าป่าชุมชน 12,000 แห่งทั่วประเทศ สู่ฐานเศรษฐกิจสีเขียวที่ยั่งยืน

    “รมว. สุชาติ” เปิดงานวันป่าชุมชนแห่งชาติ ปี 69 ชูแนวคิด “สร้างสุข สร้างรายได้ สร้างอนาคต” มุ่งเป้าป่าชุมชน 12,000 แห่งทั่วประเทศ สู่ฐานเศรษฐกิจสีเขียวที่ยั่งยืน

    25 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์สมุททานุภาพกองทัพเรือ จังหวัดชลบุรี – นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงาน “วันป่าชุมชนแห่งชาติ” ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้แนวคิด “Community Forest Based Wellness : ป่าชุมชน สร้างสุข สร้างรายได้ สร้างอนาคต” โดยมี นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ. ชลบุรี ให้การต้อนรับ โอกาสนี้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารในสังกัด หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ตลอดจนเครือข่ายป่าชุมชนเข้าร่วมงาน โดยการจัดงานครั้งนี้ มุ่งเน้นส่งเสริมให้ประชาชนอยู่ร่วมกับป่าอย่างเกื้อกูลตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมยกระดับป่าชุมชนกว่า 1.2 หมื่นแห่ง ให้เป็นรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีระกุล ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ โดยเฉพาะการส่งเสริมบทบาทของชุมชนในการดูแลรักษาป่าตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ซึ่งปัจจุบันมีการจัดตั้งป่าชุมชนกระจายอยู่ทุกภูมิภาคกว่า 12,000 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 7 ล้านไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 5 ล้านครัวเรือน การจัดงานในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ที่ทรงวางรากฐานตามแนวพระราชดำริด้านการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ มุ่งเน้นให้เกิดความสมดุลระหว่างการดูแลรักษาและการใช้ประโยชน์อย่างเกื้อกูล เพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งยังเป็นฐานทรัพยากรที่สำคัญในการกักเก็บคาร์บอน ช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อส่งต่อมรดกทางธรรมชาติที่สมบูรณ์นี้ให้แก่รุ่นลูกหลานต่อไป

    ด้าน นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า กรมป่าไม้มีภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนให้เครือข่ายป่าชุมชนมีความเข้มแข็งและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ. 2562 กรมป่าไม้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ผู้กำกับดูแล แต่เปรียบเสมือน “พี่เลี้ยง” ที่คอยสนับสนุนทั้งในด้านวิชาการ การส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์จากป่า รวมถึงการบริหารจัดการเพื่อให้ป่าชุมชนเป็นแหล่งรายได้และแหล่งความสุขที่ยั่งยืนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง สำหรับการจัดงานในวันนี้มีกิจกรรมสำคัญ คือการมอบถ้วยและโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่เครือข่ายป่าชุมชนต้นแบบสู่ความยั่งยืน และภาคีเครือข่ายที่ให้การสนับสนุน อีกทั้งจะได้มอบเงินอุดหนุนให้แก่ตัวแทนป่าชุมชน 4 ภาค และการมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “รักษ์ป่า รักแผ่นดิน” มีการจัดแสดงตลาดนัดผลผลิตป่าชุมชน และการสาธิตการทำผลิตภัณฑ์และบริการที่เกิดจากการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน

    ทั้งนี้ กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอเชิญชวนประชาชนและทุกภาคส่วนร่วมรณรงค์ทำกิจกรรมเพื่อรักษาป่าชุมชนในพื้นที่ของตน ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้ การทำฝายชะลอน้ำ การลาดตระเวน หรือการทำแนวกันไฟ เพื่อร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ฐานทรัพยากรของชาติอย่างยั่งยืนสืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1022038&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xWPNBcCju3RXbpIwwJ8yD

  • ถึงคิวบัตรสวัสดิการ คลังเผยแล้ว เงินไทยช่วยไทย 1,000  มิ.ย.69 โอนเข้าวันไหน | เดลินิวส์

    ถึงคิวบัตรสวัสดิการ คลังเผยแล้ว เงินไทยช่วยไทย 1,000 มิ.ย.69 โอนเข้าวันไหน | เดลินิวส์

    นายธนะโชค รุ่งธิปานนท์ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 ผู้มีสิทธิสามารถใช้สิทธิผ่านบัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ตการ์ด ซึ่งในเดือนมิถุนายน 2569 จะได้รับสิทธิ ดังนี้

    วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ได้รับวงเงินสิทธิเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค และค่าเดินทาง (ไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้และไม่สะสมในเดือนถัดไป) ประกอบด้วย

    – วงเงินซื้อสินค้า 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ระยะเวลา 4 เดือน (มิ.ย.-ก.ย. 69)

    – วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน (เม.ย.-มิ.ย. 69)

    – วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาทต่อคนต่อเดือน (ได้แก่ บขส. รถไฟ ขสมก. รถไฟฟ้า และรถโดยสารเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ)

    วันที่ 19 มิถุนายน 2569

    – ได้รับเงินเพิ่มเบี้ยความพิการ 200 บาทต่อเดือน

    สำหรับผู้มีสิทธิที่เป็นคนพิการ ซึ่งมีบัตรประจำตัวคนพิการและได้รับเบี้ยความพิการ 800 บาทต่อเดือน (โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ของผู้มีสิทธิ หรือบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้มีสิทธิหรือผู้รับมอบอำนาจที่ใช้รับเงินเบี้ยความพิการ 800 บาท)

    “หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 0 2109 2345 หรือ Call บัญชีเงินสิทธิ Center กรมบัญชีกลาง 0 2270 6400 ในวัน เวลาราชการ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5891348/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37CSp79iffn5KSevRXhVm6