Category: เศรษฐกิจ

  • ช่องจอมชวนลงทุนโคราช! สะพัด 3.5 พันล้าน-ภาษีเกินเป้า

    ช่องจอมชวนลงทุนโคราช! สะพัด 3.5 พันล้าน-ภาษีเกินเป้า

    ตามนโยบายรัฐบาลและกรมศุลกากรที่ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคเอกชนผู้ผลิตและส่งออกเพื่อขยายฐานตลาดต่างประเทศและเพิ่มขีดความสามารถทางการค้าซึ่งเป็นหัวใจหลักในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร น.ส.สุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีฯ และ น.ส.ลลิตา อรรถพิมล ผอ.ศุลกากรภาค 2 ได้มอบนโยบายให้ด่านศุลกากรช่องจอม ซึ่งรับผิดชอบ 3 จังหวัด คือ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และนครราชสีมา เร่งยกระดับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชนเพื่อเร่งส่งเสริมการลงทุนและการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรให้ได้มากที่สุด

    นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องจอม เปิดเผยว่าแม้ด่านพรมแดนจะปิดอย่างถาวรแต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้การกำกับดูแลของศุลกากรช่องจอมที่ จ.นครราชสีมา และ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งประกอบด้วย 2 สนามบินนานาชาติ 3 เขตปลอดอากร และ 1 คลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้า ยังคงดำเนินไปอย่างปกติและมีแนวโน้มการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตรถโดยสาร , เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ , เครื่องมือและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ฯลฯ

    นายประสิทธิ์กล่าวต่อไปว่า จากนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลและกรมศุลกากรทำให้เราได้ลงไปช่วยดูแลภาคเอกชนในการส่งเสริมสนับสนุนการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดการสื่อสารและตอบสนองความต้องการที่ถูกต้องตรงประเด็นได้อย่างรวดเร็วทันท่วงที ซึ่งส่งผลให้ในปีงบประมาณ 69 ที่ผ่านมา เราสามารถจัดเก็บรายได้ศุลกากรกว่า 33,400,000 บาท ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดถึง 568% และ จัดเก็บรายได้แทน กรมสรรพากร , กรมสรรพสามิต , กระทรวงมหาดไทย รวมกว่า 74,700,000 บาท ตลอดจนได้รับการเปิดเผยจากภาคเอกชนว่าเรามีส่วนร่วมและผลักดันมูลค่าหมุนเวียนทางเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกได้มากกว่า 3,500,000,000 บาท อีกทั้งเกิดการจ้างงานจ้างอาชีพรวมแล้วราว 2,000 อัตรา 

    นายประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่านอกจากเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้าแล้วก็ยังมีเรื่องการปกป้องสังคมซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของกรมศุลกากรด้วยเช่นกันโดยสามารถจับกุมสินค้าเถื่อน อาทิเช่น เครื่องสำอางเถื่อน เสื้อผ้ากระเป๋าแบรนด์เนมปลอม อาหารไม่มี อย. เครื่องใช้ไฟฟ้าไม่มี มอก. บุหรี่เถื่อน บุหรี่ไฟฟ้า พลุดอกไม้ไฟ ฯลฯ ได้กว่า 55 คดี จำนวน 79,000 รายการ มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 101,400,000 บาท ซึ่งเมื่อคดีสิ้นสุดจะเร่งทำลายและจำหน่ายเพื่อนำส่งเป็นรายได้เข้ารัฐต่อไป

    “เราพยามสร้างบรรยากาศที่ดีแห่งการลงทุนและอยากเชิญชวนบริษัททั้งไทยและต่างชาติมาลงทุนกันที่นี่เยอะๆเพราะโคราชมีจุดเด่นตรงที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสมทางภูมิรัฐศาสตร์ใกล้แหล่งทรัพยากรในภาคกลางและอีสานอีกทั้งไม่ไกลจากท่าเรือในภาคตะวันออก ตลอดจนมีโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบสาธารณูปโภคที่เข้มแข็ง เช่น มอเตอร์เวย์ M6 หรือ มีปริมาณแรงงานจำนวนมาก และเมื่อรวมกับการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรตามกฎหมายศุลกากรแล้วย่อมเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการซึ่งเป็นนโยบายที่กรมศุลกากรสนับสนุนในเรื่องนี้อย่างชัดเจน” นายประสิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/Np3dm5xjj&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0v-RStseVrDmoh6hs3TW1Z

  • ธีรยุทธ: ประเทศไทยล้ม แต่ไม่ล้มเหลว ยังมีความหวัง

    ธีรยุทธ: ประเทศไทยล้ม แต่ไม่ล้มเหลว ยังมีความหวัง

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-405&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2co9TGBeLRfgaMwCtY9XI_

  • ธนาคารโลกหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชาปี 69 พิษท่องเที่ยวซบเซา-ต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่ง : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลกหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชาปี 69 พิษท่องเที่ยวซบเซา-ต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่ง : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลก (World Bank) ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจกัมพูชา เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติร่วงลงอย่างหนักและต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจกัมพูชาจะขยายตัว 3.5% ในปี 2569 ลดลงจาก 5.3% ในปี 2568

    ธนาคารโลกระบุในรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกฉบับล่าสุดในวันนี้ (6 ต.ค.) ว่า อุปสงค์ภายในประเทศกัมพูชาอ่อนแอลงในปี 2569 เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและเงินโอนจากต่างประเทศลดลง ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก็ส่งผลกระทบต่อรายได้ของภาคครัวเรือน

    ผลกระทบอย่างรุนแรงจากต้นทุนพลังงานสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์กัมพูชาระบุว่า ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินธรรมดาเพิ่มขึ้นเป็น 5,150 เรียล หรือประมาณ 1.27 ดอลลาร์สหรัฐต่อลิตรในวันนี้ โดยเพิ่มขึ้น 33.7% จากระดับก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นเป็น 5,650 เรียล หรือประมาณ 1.39 ดอลลาร์สหรัฐต่อลิตร พุ่งขึ้นถึง 46.7%

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจกัมพูชายังคงพึ่งพาภาคการท่องเที่ยว เกษตรกรรม อสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง รวมถึงการส่งออกเสื้อผ้า สิ่งทอ รองเท้า และสินค้าเพื่อการเดินทางเป็นหลัก โดยข้อมูลของรัฐบาลกัมพูชาระบุว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกเสื้อผ้า สิ่งทอ รองเท้า และสินค้าเพื่อการเดินทาง เพิ่มขึ้น 7.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับ 1.176 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ในทางกลับกัน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงอย่างหนักถึง 44% เหลือเพียง 2.25 ล้านคนในช่วงเวลาดังกล่าว โดยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากปัญหาสแกมเมอร์ ความตึงเครียดบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทย รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ

    อย่างไรก็ดี ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจกัมพูชาจะฟื้นตัวในระยะกลาง ด้วยอัตราการเติบโต 4% ในปี 2570 และ 5% ในปี 2571 โดยคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงานที่มีเสถียรภาพมากขึ้น การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของแรงงานข้ามชาติที่เดินทางกลับประเทศ แต่รายงานเตือนว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญอาจเป็นปัจจัยฉุดรั้งการฟื้นตัวของภาคเกษตรกรรมในปี 2570 ให้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

    โดย ปรียพรรณ มีสุข/รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/659684&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SbI3J4nMd3fzeN-MR2LJd

  • ‘ธนาธร’ ประกาศชวนทุกฝ่ายร่วมเขียนกติกาประเทศ ยุติระเบิดเวลาทางการเมือง

    ‘ธนาธร’ ประกาศชวนทุกฝ่ายร่วมเขียนกติกาประเทศ ยุติระเบิดเวลาทางการเมือง

    ‘ธนาธร‘ ชี้ไทยเจอ ‘2 ทศวรรษที่สูญหาย‘ ซัดวงจรอุบาทว์แก้ปัญหาไม่ถูกจุดลั่นประชาธิปไตยคือทางออกเดียวชวนทุกฝ่ายร่วมเขียนกติกายุติระเบิดเวลาทางการเมือง

    6 ตุลาคม 2569 – นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวระหว่างร่วมเสวนางานไทยโพสต์ก้าวสู่ปีที่ 30 เมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา ในหัวข้อ “เหลียวหลัง แลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย” โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า สถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศไทยในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วงสำคัญ ได้แก่ ช่วง 10 ปีแรกที่มีความพยายามในการปฏิรูปการเมืองอย่างมีรูปธรรม เกิดความก้าวหน้าในหลายมิติ เช่น การกำเนิดสื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอส (Thai PBS) และการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

    นายธนาธร กล่าวต่อว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังการทำรัฐประหารปี 2549 ซึ่งเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของ “2 ทศวรรษที่สูญหาย” (Lost Two Decades) ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเสียเวลาไปกับการพยายามหาทางออกทางการเมืองที่วนอยู่ในอ่าง และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในทุกมิติ

    นายธนาธร กล่าวอีกว่า  ในทางเศรษฐกิจ ตลอดระยะเวลา 20 ปี (ปี 2549–2568) เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.6% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ที่ 3.3% ต่อปี และเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ไทยยังคงตามหลังอย่างเห็นได้ชัด โดยเวียดนามเติบโตเฉลี่ย 6% ต่อปี อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เติบโต 4.9% ต่อปี ส่วนมาเลเซียและสิงคโปร์เติบโต 4.3% ต่อปี ส่งผลให้ไทยไม่สามารถสร้างงานและอาชีพใหม่ๆ ได้อย่างเพียงพอ นอกจากนี้ ยังเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างที่รุนแรงขึ้น โดยเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขณะที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ มีสัดส่วนต่อ GDP ลดลงเรื่อยๆ ส่วนในด้านการศึกษา พบว่าผลการทดสอบ PISA ของเด็กไทยปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปี 2549

    นายธนาธร กล่าวต่อว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยผ่านการมีนายกรัฐมนตรีถึง 10 คน เฉลี่ยดำรงตำแหน่งเพียงคนละ 2 ปี มีรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ เกิดการชุมนุมประท้วงใหญ่ 4 ระลอก นายกรัฐมนตรีถูกสั่งพ้นจากตำแหน่ง 5 คน พรรคการเมืองหลักถูกยุบ 9 พรรค การเลือกตั้งถูกโมฆะ 2 ครั้ง และเกิดรัฐประหารขึ้นถึง 2 ครั้ง และความไม่แน่นอนทางการเมืองดังกล่าว ทำให้ไม่มีรัฐบาลใดมีเวลาหรือสมาธิเพียงพอในการวางรากฐานนโยบายระยะยาว เช่น การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ การจัดทำ Supply Chain หรือการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี เนื่องจากรัฐบาลส่วนใหญ่ต้องทุ่มเทพลังงานไปกับการพยายามเอาตัวรอดทางการเมือง

    นายธนาธร กล่าวต่อว่า การใช้วิธีการหรือกลไกที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเข้ามาแก้ปัญหาทางการเมือง ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมาได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง แต่กลับยิ่งฉุดรั้งให้สังคมไทยถอยหลัง ดังนั้น หากต้องการเห็นประเทศไทยเจริญก้าวหน้า การยึดมั่นและพัฒนาความเป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้น จึงเป็นทางออกเดียวที่สร้างความต่อเนื่องและเสถียรภาพให้แก่ประเทศได้อย่างแท้จริง

    ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวว่า ภาพรวมวิกฤตการเมืองในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พร้อมเน้นย้ำว่าทางออกของประเทศไม่ใช่การใช้วิธีการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเข้ามาแก้ปัญหา แต่คือการนำระบบประชาธิปไตยที่แท้จริงใส่กลับเข้ามาในโครงสร้างสังคม และการเดินหน้าประเทศไทยจะเดินยังไงต่อ รวมไปถึงฉากทรรศเมื่อความเห็นไม่ตรงกัน ว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร เมื่อกลไกที่เป็นประชาธิปไตยที่สันติ มันไม่เกิดขึ้น นี่คือโจทย์ที่สำคัญ สำหรับทุกคน หากเราพูดเรื่องนี้บ่อยๆว่าต้องการหาทางออกจากความขัดแย้ง ต้องการสร้างสังคมใหม่ด้วยกันอย่างสันติ เราต้องพูดด้วยกัน จากวงดีเบทใหญ่ๆ โดยจัดให้พรรคการเมืองและภาคประชาสังคม มาพูดคุยกันมากขึ้น เพื่อหาทางออก

    นายธนาธร กล่าวอีกว่า ประเทศไทยตอนนี้มีปัญหาร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง เราไม่มีกฎกติกาที่ทุกฝักทุกฝ่ายยอมรับด้วยกัน ว่าตกลงเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร เรามีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 3 ฉบับและรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปีพ.ศ. 2560เราก็พูดกันตั้งแต่แรกแล้วว่ามันคือระเบิดเวลา และมันก็ได้ระเบิดออกมาแล้วที่เราได้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นหากจะเอาบทเรียนจากสิ่งที่ผ่านมา เราต้องเอามาทำให้ครั้งนี้มันต่างจากเดิม จะทำอย่างไร โจทย์สำคัญก็คือถ้าจะต้อง วางกฎกติกา เขียนรัฐธรรมนูญร่วมกัน

    “แน่นอนมีนักการเมืองที่ไม่ดี ผมอยู่ในวงการการเมือง ผมสัมผัสวงการการเมือง ด้วยตัวเอง ปีนี้ปีที่ 9 แล้ว ผมกล้าพูดได้ว่า มีนักการเมืองที่ดี แต่ลักษณะเดียวกันก็มีนักการเมืองที่ทุจริต คอรัปชั่น เห็นแก่ตัว เอาทรัพย์สิน ของแผ่นดินไปเป็นทรัพย์สินส่วนตัวอันนี้มีจริงแน่นอน แต่การสรุปว่านักการเมือง เป็นปัญหาของประเทศ ผมคิดว่าสนุกแบบนี้ มันก็นำมาสู่การแก้ไขปัญหาแบบเดิม” นายธนาธร กล่าว

    นอกจากนี้ ยังมีการชี้ให้เห็นถึงมายาคติเกี่ยวกับการมองปัญหาการเมืองไทย ถือเป็นการสรุปที่ผิดพลาด และนำไปสู่การแก้ปัญหาแบบเดิมๆ คือการพยายามดึงอำนาจออกจากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วถ่ายโอนไปให้กับองค์กรอิสระที่ขาดการตรวจสอบ รวมถึงการขยายตัวของระบบราชการจนใหญ่โตเกินความจำเป็น ทั้งนี้ผลจากการเพิ่มขึ้นของหน่วยงานรัฐที่ภารกิจหมดไปแล้วแต่ไม่ถูกยกเลิก ได้ส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายประจำของประเทศสูงขึ้นอย่างมหาศาล ขณะที่กลไกตรวจสอบกลับไม่สามารถใช้อำนาจกับองค์กรเหล่านี้ได้อย่างแท้จริง

    ประธานคณะก้าวหน้าย้ำว่า ทางออกในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า ต้องยอมรับว่าผู้เล่นในสังคมไทยไม่ได้มีแค่นักการเมือง แต่รวมถึงกองทัพ เครือข่ายจารีตประเพณี และระบบราชการ ทุกฝ่ายจำเป็นต้องเปิดอกพูดคุยถึงความต้องการและความจำเป็นของตนเองบนโต๊ะเจรจา เพื่อร่วมกันกำหนดกติการะดับประเทศที่ยอมรับได้ทุกฝ่าย หยุดยั้งวงจรความขัดแย้ง และพาประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ดีกว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา  นอกจากการแก้ปัญหาและรัฐธรรมนูญฉบับเฉพาะหน้า อาจจะต้องแก้เป็นรายมาตรา ควรจะต้องหาฉันทามติ และเป็นรัฐธรรมนูญ หรือข้อตกลงที่เราจะต้องใช้ชีวิตในสังคมร่วมกันได้ แต่ไม่ใช่แค่นั้น บทบาทของรัฐในภาวะที่ผันผวนแบบนี้ รัฐควรมีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในการชับเคลื่อนประเทศไทยเดินไปข้างหน้า ถ้าต้องการให้เศรษฐกิจโต คือต้องเพิ่มกำลังคน หรือเพิ่มความรู้เพิ่มเทคโนโลยี เศรษฐกิจจะโตได้เราจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี

    “อนาคตประเทศไทยจะไปได้ไกลกว่านี้ได้ รัฐไทยต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น การปฏิรูปรัฐเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ประเทศไทยจะไปไกลกว่านี้ไม่ได้ ถ้าหากรัฐไม่มีการเพิ่มเสถียรภาพ อย่างมีนัยยะสำคัญ ในอีก 10 ปี ข้างหน้า” นายธนาธร กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/1083002/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uy3j6F8a-wnpJ6AEki7B7

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (6 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (6 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (6 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (6 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 75 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 49.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 31.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 40.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 40.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 35.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 42.19 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 37.19 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 50.05 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 42.19 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 37.19 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (6 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/670668&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jSiYFvlnufg5aAfFqL4hS

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ ราคาน้ำมัน WTI ร่วง 1.68 ดอลลาร์ หนุนดาวโจนส์บวก  90.94 จุด เปิดราคาน้ำมัน 06/10/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ ราคาน้ำมัน WTI ร่วง 1.68 ดอลลาร์ หนุนดาวโจนส์บวก  90.94 จุด เปิดราคาน้ำมัน 06/10/69 – สยามรัฐ

    ราคาน้ำมัน WTI ปิดลบ 1.68 ดอลลาร์ หลังกลุ่ม G7 เตรียมระบายน้ำมันจากคลังสำรอง ขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวก โดยดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 90.94 จุด และ Nasdaq พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากแรงซื้อหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ส่วนราคาน้ำมันขายปลีกในไทยวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ยังคงต้องติดตามการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาจากผู้ให้บริการอย่างใกล้ชิด

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์ก ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ปิดตลาดวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2569 ที่ระดับ 89.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 1.68 ดอลลาร์ หรือ 1.84% ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนธันวาคม ปิดที่ 100.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 1.93 ดอลลาร์ หรือ 1.89%

    แรงกดดันต่อราคาน้ำมันมาจากแนวโน้มอุปทานในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น หลังมีรายงานการส่งออกน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น ประกอบกับกลุ่มประเทศ G7 มีมติระบายน้ำมันดิบและน้ำมันดีเซลจากคลังสำรองออกสู่ตลาด เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันในระบบและบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง

    การเพิ่มขึ้นของอุปทานดังกล่าวทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะน้ำมันตึงตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงมากกว่า 1.8% ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่ลดลงอาจช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและลดต้นทุนของภาคธุรกิจบางส่วน

    ด้านตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันที่ 5 ตุลาคม โดย ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 51,267.90 จุด เพิ่มขึ้น 90.94 จุด หรือ 0.18% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,773.95 จุด เพิ่มขึ้น 51.23 จุด หรือ 0.66% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 27,477.31 จุด เพิ่มขึ้น 286.45 จุด หรือ 1.05% ทำสถิติระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    ตลาดหุ้นได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะ Nvidia และ Microsoft ซึ่งมีแรงซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงจับตารายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ประจำเดือนกันยายน รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไป

    สำหรับ ราคาน้ำมันประจำวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ข้อมูลอ้างอิงจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 05.00 น. ระบุราคาขายปลีกน้ำมันในกรุงเทพฯ ของผู้ให้บริการหลัก 4 แห่ง ดังนี้

    ปตท. (PTT)
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 31.63 บาท/ลิตร, ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 42.19 บาท/ลิตร และเบนซิน ราคา 49.68 บาท/ลิตร

    บางจาก (Bangchak)
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 31.63 บาท/ลิตร, ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 42.19 บาท/ลิตร และดีเซลพรีเมียม ราคา 50.05 บาท/ลิตร

    พีที (PT)
    ดีเซล ราคา 42.19 บาท/ลิตร, ดีเซล B20 ราคา 37.19 บาท/ลิตร, เบนซิน ราคา 50.18 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาท/ลิตร และแก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาท/ลิตร

    เชลล์ (Shell)
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.89 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.82 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 41.19 บาท/ลิตร, เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 51.84 บาท/ลิตร, เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 42.19 บาท/ลิตร, เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 37.19 บาท/ลิตร และเชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 51.84 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดังกล่าวเป็นราคาขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร และอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามการประกาศของผู้ให้บริการ โดย สนพ. จะอัปเดตราคาทุกครั้งที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาในเวลา 05.00 น. จึงควรตรวจสอบราคาหน้าสถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน

    ภาพรวมตลาดวันนี้จึงต้องจับตา 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ทิศทางราคาน้ำมันดิบ WTI หลัง G7 ระบายน้ำมันสำรอง, การเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI และรายงานการประชุมเฟด ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางตลาดการเงินและราคาพลังงานในระยะต่อไป

    ที่มา : สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/326675&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw282D5VbCWhUuTH7TAUK9pa

  • หวังว่าจะได้เห็น ‘ขอบฟ้าใหม่’ เศรษฐกิจไทย

    หวังว่าจะได้เห็น ‘ขอบฟ้าใหม่’ เศรษฐกิจไทย

    ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับ การประชุมระดับโลกที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย กับการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค.นี้ สัปดาห์หน้าซึ่งเปรียบเสมือน ‘โอลิมปิกทางการเงิน’ เป็นมากกว่างานประชุมเศรษฐกิจระดับโลก

        แต่เป็น “เวทีเปิดประเทศ” ให้สายตานักลงทุน ผู้นำเศรษฐกิจ และสถาบันการเงินทั่วโลกหันกลับมามองไทยอีกครั้ง ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ทั้งความผันผวนทางการเงิน ภาระหนี้สาธารณะและหนี้ภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงเอไอที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจตั้งแต่ภาคการผลิต การบริการ ไปจนถึงตลาดแรงงาน ไทยต้องใช้เวทีนี้เพื่อประกาศทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปให้ชัดเจน

        ปฏิเสธไม่ได้ว่า เอไอ กำลังกลายเป็นแรงเหวี่ยงลูกใหญ่ของเศรษฐกิจโลก ด้านหนึ่ง คือ โอกาสเพิ่ม Productivity ให้เศรษฐกิจ ธุรกิจในทุกมิติ ลดต้นทุน และนำ เอไอ เข้ามาทดแทนงานบางส่วนทั้งภาคผลิตและบริการ แต่อีกด้านคือความเสี่ยงที่กระจายไปทุกมิติ ตั้งแต่ จ้างงาน ความเหลื่อมล้ำ ความมั่นคงของข้อมูล ไปจนถึงการแข่งขันระหว่างประเทศ โจทย์ คือ ไทยไม่อาจเลือกแค่ ฉันจะใช้ เอไอ แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ฉันจะใช้ เอไอ เพื่อยกระดับขีดความสามารถแข่งขันประเทศได้อย่างไร ทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงาน บุคลากร ทักษะใหม่ ตลอดจนกติกาที่เอื้อต่อการลงทุน เพราะหากประเทศอื่นกำลังใช้เอไอเพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ไทยต้องเร่งสร้างความพร้อม ไม่เช่นนั้น เอไอ อาจกลายเป็นแรงเร่งให้ช่องว่างเศรษฐกิจไทยกว้างขึ้นแทนที่จะเป็นโอกาสใหม่

        ขณะเดียวกัน กับดักเศรษฐกิจไทย ยังคงหนีไม่พ้น ภาระหนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือน หนี้ภาคเอกชนที่อยู่ในระดับสูงที่กำลังจำกัดพื้นที่ในการใช้นโยบาย ความเหลื่อมล้ำ ข้อจำกัดการเข้าถึงแหล่งเงินทุนยังเป็นกำแพงสำคัญของเอสเอ็มอีฐานใหญ่ของเศรษฐกิจไทย การประชุม IMF-World Bank ที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงควรเป็นจังหวะสำคัญในการเปิดวงสนทนาว่า นโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย จะรับมือกับโลกที่ “หนี้สูง การเติบโตต่ำ เงินทุนผันผวน” ได้อย่างไร
        ท้ายที่สุด “ขอบฟ้าใหม่” ของไทยอาจไม่ได้อยู่ที่การรอเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจให้สามารถสร้างเครื่องยนต์ใหม่ได้ต่อเนื่อง ทั้ง AI เศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมแห่งอนาคต พลังงานสะอาด สุขภาพ การแพทย์ และบริการมูลค่าสูง การเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank ครั้งนี้ จึงควรเป็นมากกว่าภาพลักษณ์ของไทยบนเวทีโลก แต่ต้องเป็น “จุดเปลี่ยน” ที่ไทยใช้โอกาสนี้ทบทวนนโยบายการเงิน การคลัง ยุทธศาสตร์การเติบโต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้นักลงทุน นี่อาจเป็นจังหวะสำคัญในการเปิด “ขอบฟ้าใหม่” ให้เศรษฐกิจไทยอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1255098&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HeJFnhY3Na0KmHFhkj8l0

  • จบจากไทย ไปยูเออี! IMF กำหนดการประชุมครั้งหน้า ที่กรุงอาบูดาบี

    จบจากไทย ไปยูเออี! IMF กำหนดการประชุมครั้งหน้า ที่กรุงอาบูดาบี

    วันนี้, 06:14น.

                    สภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก จะจัดการประชุมประจำปี 2029 หรือ IMF-World Bank Annual Meetings 2029 ณ กรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) หลังจากที่คณะผู้ว่าการของทั้งสองสถาบันให้การอนุมัติ ครั้งล่าสุดที่การประชุมประจำปีของ IMF-World Bank จัดขึ้นที่ UAE คือในปี 2003 ที่นครดูไบ

              ที่ผ่านมา IMF-World Bank จะจัดการประชุมประจำปีที่สำนักงานใหญ่ของทั้งสองสถาบัน ณ กรุงวอชิงตันเป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน และทุก ๆ 3 ปี จะจัดขึ้นในประเทศสมาชิกของสถาบันทั้งสอง ซึ่งหมายความว่า IMF-World Bank จะจัดการประชุมประจำปี ณ กรุงวอชิงตัน ในปี 2027 และ 2028 ก่อนที่จะจัดการประชุมที่กรุงอาบูดาบีในปี 2029

              ขณะที่การประชุม สภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก จะจัดการประชุมประจำปี 2026 หรือ IMF-World Bank Annual Meetings 2026 (AM2026) ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค.

              ทั่วโลกจะจับตาการประชุมดังกล่าว เนื่องจาก IMF จะใช้ไทยเป็นเวทีเปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ฉบับล่าสุด ซึ่งจะระบุตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจโลกประจำปี 2026 และ 2027 คาดว่าที่ประชุมจะมีการหารือในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ เศรษฐกิจโลก เงินเฟ้อ ราคาพลังงาน หนี้สาธารณะ เสถียรภาพทางการเงิน สงครามและภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อเศรษฐกิจโลก

              IMF ประกาศอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2023 ว่า กรุงเทพฯ ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 โดยการตัดสินใจมาจากการลงมติของคณะกรรมการผู้ว่าการ IMF-World Bank

              นอกจากนี้ ไทยเป็นเพียงประเทศที่ 3 นอกสหรัฐที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าวมากกว่าหนึ่งครั้ง

              ทั้งนี้ IMF แสดงความเชื่อมั่นต่อการเป็นเจ้าภาพของไทยในการจัดประชุมประจำปีในครั้งนี้ โดยระบุในเว็บไซต์ว่า:-

              การจัดการประชุมประจำปีที่กรุงเทพฯ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการจัดประชุมและการประสานความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระดับโลก ตลอดจนสะท้อนถึงความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ, ความก้าวหน้าด้านสถาบัน และการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องและลึกซึ้งกับประเทศพันธมิตรในระดับนานาชาติตลอดช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา

              ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าวครั้งล่าสุดในปี 1991 การกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งหลังจากผ่านไปเป็นเวลานาน แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของประเทศไทยและภูมิภาคโดยรวม และเป็นการยอมรับถึงบทบาทสำคัญของเอเชียในการกำหนดวาระด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของโลกในปัจจุบัน

              ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ ซึ่งรวมถึง ผู้ว่าการธนาคารกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีด้านการพัฒนา นักวิชาการ ผู้บริหารภาคเอกชน และตัวแทนภาคประชาสังคม

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/164945&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CjLt2r1c_EndlJyiCngXD

  • เจาะความสำเร็จ EEE ดันไมซ์ยกระดับเศรษฐกิจ EEC สู่เมือง MICE City

    เจาะความสำเร็จ EEE ดันไมซ์ยกระดับเศรษฐกิจ EEC สู่เมือง MICE City

    เจาะความสำเร็จ EEE ดันไมซ์ยกระดับเศรษฐกิจ EEC สู่เมือง MICE City

    ทีเส็บผนึก สกพอ. และ TEA ขับเคลื่อนโครงการ EEE ใช้ไมซ์เร่งพัฒนา EEC ดึงงานแสดงสินค้านวัตกรรม ยกระดับระยองสู่ MICE City พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจยั่งยืน

    การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้รับการยกระดับผ่านโครงการ Empower Eastern Exhibition (EEE) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ), สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และสมาคมการแสดงสินค้าไทย (TEA)

    โครงการนี้นำอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) และงานแสดงสินค้ามาเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์เพื่อกระจายรายได้และกระตุ้นการลงทุนในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ล่าสุดจังหวัดระยองได้รับการรับรองให้เป็น MICE City อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการขยายความเจริญสู่ภูมิภาค  

    ​พื้นที่ EEC มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างมาก โดยมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 15 ของ GDP แม้โครงสร้างเศรษฐกิจหลักกว่าร้อยละ 70 จะเป็นภาคอุตสาหกรรม แต่ภาคบริการและการท่องเที่ยวกลับมีสัดส่วนถึงร้อยละ 27

    แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2569 อุตสาหกรรมไมซ์สามารถดึงดูดผู้เดินทางจากต่างประเทศได้กว่า 19 ล้านคน และสร้างรายได้กว่า 11,000 ล้านบาท ทั้งนี้ งานแสดงสินค้าถือเป็นกลไกหลักที่สร้างรายได้มากกว่าร้อยละ 50 ของอุตสาหกรรมไมซ์ทั้งหมด 

    ​เป้าหมายหลักของการผลักดันโครงการ EEE คือการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของพื้นที่จากเมืองอุตสาหกรรม ให้ก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางทางธุรกิจ แบบครบวงจร

    การดึงงานแสดงสินค้าศักยภาพสูงระดับนานาชาติ เช่น Automation Expo 2026 และ The Print Cycle Tech 2026 เข้าสู่พื้นที่ ได้สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจโดยตรงกว่า 900 ล้านบาท นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ ที่เชื่อมโยงกับภาคส่วนอื่นๆ ต่อเนื่องอีกเกือบ 200 ล้านบาท  

    การนำงานแสดงสินค้าเข้าสู่พื้นที่ยังช่วยยกระดับระบบ Ecosystem และ Local Supply Chain ให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล โครงการนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ตั้งแต่ผู้รับเหมาสร้างบูธ ระบบโสตทัศนูปกรณ์ ไปจนถึงทีมจัดเลี้ยง ได้เข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมระดับโลก

    การถ่ายทอดองค์ความรู้ จากผู้จัดงานมืออาชีพไปยังแรงงานในพื้นที่ ช่วยลดการพึ่งพาทีมงานจากส่วนกลาง และสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในระยะยาว  

    ​ภาครัฐยังได้ปรับปรุงสิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดนักลงทุนในภาคบริการและไมซ์ โดยพิจารณาจากการมีส่วนร่วมของชุมชน เป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญ หากผู้จัดงานมีการใช้วัตถุดิบ บริการ หรือสร้างอาชีพให้กับคนในท้องถิ่น จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น

    แนวทางนี้นอกจากจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติแล้ว ยังสะท้อนถึงการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และการกระจายรายได้สู่ชุมชนโดยรอบพื้นที่อย่างแท้จริง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/749934&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw009hVigzdBMJi_c5VEOPf5

  • BOI โชว์ผลงาน 4 ปี วีซ่า LTR ดึงต่างชาติทักษะสูง 1.2 หมื่นคน สะพัด 4 หมื่นล้าน

    BOI โชว์ผลงาน 4 ปี วีซ่า LTR ดึงต่างชาติทักษะสูง 1.2 หมื่นคน สะพัด 4 หมื่นล้าน

    4 ปี วีซ่า LTR “บีโอไอ” เร่งดึงต่างชาติคุณภาพสูงกว่า 1.2 หมื่นคน ช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประเทศกว่า 4 หมื่นล้านบาท

    • ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โครงการวีซ่า LTR ได้อนุมัติวีซ่าให้ชาวต่างชาติศักยภาพสูงแล้ว 12,010 คน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจประมาณ 43,000 ล้านบาท
    • กลุ่มผู้ได้รับอนุมัติวีซ่า LTR มากที่สุดคือกลุ่มผู้เกษียณอายุที่มีฐานะดี (4,561 คน) ตามมาด้วยกลุ่มผู้ติดตาม (3,891 คน) และกลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ (1,779 คน)
    • ผู้ได้รับอนุมัติส่วนใหญ่มาจากประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ โดย 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา (กว่า 2,400 คน) ญี่ปุ่น (กว่า 1,300 คน) และสหราชอาณาจักร (กว่า 1,000 คน)
    • มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเฉลี่ยกว่า 3.6 ล้านบาทต่อคน มาจากการใช้จ่ายในประเทศ เช่น ที่อยู่อาศัย ท่องเที่ยว การลงทุนโดยตรง และรายได้จากภาษี

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ประเทศไทยเปิดตัวมาตรการวีซ่าประเภทพิเศษสำหรับผู้พำนักระยะยาว หรือ Long-Term Resident Visa (LTR Visa) โดยมอบให้บีโอไอเป็นผู้รับผิดชอบ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 เป็นต้นมา เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติศักยภาพสูงให้เข้ามาพำนักและดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศไทย ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีผู้ได้รับอนุมัติวีซ่า LTR ทั้งสิ้น 12,010 คน ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจประมาณ 43,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยกว่า 3.6 ล้านบาทต่อคน โดยคำนวณจากค่าธรรมเนียมวีซ่า ค่าใช้จ่ายในประเทศไทยของผู้ถือวีซ่า การลงทุนโดยตรง และรายได้ภาษีจากผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ

    4 ปี LTR Visa ใครเข้ามา และสร้างมูลค่าให้ไทยอย่างไร

    กลุ่มต่างชาติคุณภาพสูงที่มาตรการวีซ่า LTR ดึงเข้ามาได้สำเร็จ ครอบคลุมทั้งกลุ่มบุคลากรทักษะสูงที่ตลาดแรงงานทั่วโลกแข่งขันกันดึงตัว กลุ่มนักลงทุน และกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง โดยผู้ได้รับอนุมัติวีซ่า LTR จำนวน 12,010 คน ประกอบด้วย 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ (Highly-Skilled Professionals) จำนวน 1,779 คน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานจากประเทศไทยให้กับนายจ้างในต่างประเทศ (Work-from-Thailand Professionals) จำนวน 1,043 คน กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (Wealthy Global Citizens) จำนวน 737 คน กลุ่มผู้เกษียณอายุที่มีฐานะดี (Wealthy Pensioners) จำนวน 4,561 คน และกลุ่มครอบครัวของ 4 กลุ่มแรก (Dependents) จำนวน 3,891 คน

    ผู้สมัครในแต่ละกลุ่มต้องผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเฉพาะตามหลักเกณฑ์ เช่น มูลค่าทรัพย์สิน รายได้ หลักฐานการลงทุน ประสบการณ์ทำงาน ประกันสุขภาพ รวมทั้งการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการดึงดูดชาวต่างชาติศักยภาพสูงที่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย

    ผู้ได้รับอนุมัติวีซ่า LTR ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลก อันดับหนึ่ง คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีชั้นนำของโลก มีจำนวนสูงสุดกว่า 2,400 คน รองลงมาคือญี่ปุ่นกว่า 1,300 คน และสหราชอาณาจักรกว่า 1,000 คน โดยชาวญี่ปุ่นมีสัดส่วนสูงในกลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ สะท้อนให้เห็นว่า ในภาวะที่การแข่งขันดึงดูดบุคลากรศักยภาพสูงทั่วโลกทวีความเข้มข้นขึ้นทุกปี ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยวีซ่า LTR สามารถตอบโจทย์ชาวต่างชาติศักยภาพสูงที่มีความหลากหลายทั้งด้านสัญชาติและรูปแบบการทำงาน

    ขณะเดียวกันวีซ่า LTR ยังช่วยนำกำลังซื้อจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้เกษียณอายุที่มีฐานะดีและกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง รวมทั้งผู้ติดตามของผู้ถือวีซ่า LTR การเข้ามาพำนักระยะยาวจึงก่อให้เกิดการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องในประเทศ ทั้งด้านที่อยู่อาศัย การท่องเที่ยว การดูแลสุขภาพ อาหาร การเดินทาง และบริการต่าง ๆ ช่วยสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและกระจายประโยชน์ไปสู่ภาคส่วนต่าง ๆ ของเศรษฐกิจไทย

    “ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานของวีซ่า LTR แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการดึงดูดชาวต่างชาติคุณภาพสูงจากทั่วโลก ให้เข้ามามีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจไทยในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเข้ามาลงทุน ทำงานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย พำนักอาศัยระยะยาว และใช้จ่ายในประเทศ บีโอไอจะร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรเดินหน้ายกระดับการให้บริการ ทั้งระบบออนไลน์และศูนย์บริการวันสต็อป Thailand Investment and Expat Services Center (TIESC) ที่ชั้น 6-7 โซนพาเหรด อาคารวัน แบงค็อก เพื่อเสริมความสามารถของไทยในการแข่งขันเพื่อดึงดูดบุคลากรศักยภาพสูงจากทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง” นายนฤตม์ กล่าว

    LTR เชื่อม Global Talent สู่ระบบนิเวศอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    ท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกในการดึงดูดบุคลากรทักษะสูง วีซ่า LTR จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยดึงดูด Global Talent เข้าสู่ประเทศไทย ผ่านการอำนวยความสะดวกและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเข้ามาพำนักและทำงาน โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังรองรับการลงทุนระลอกใหม่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและ AI หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ อากาศยาน และเทคโนโลยีชีวภาพ

    ซึ่งล้วนต้องการบุคลากรทักษะสูงจำนวนมาก การดึงดูดผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะด้านจากทั่วโลก จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในการดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

    ผู้ได้รับอนุมัติวีซ่า LTR ในกลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษและกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานจากประเทศไทยให้กับนายจ้างในต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรระดับสูง โดยร้อยละ 54 ดำรงตำแหน่งระดับผู้บริหาร และร้อยละ 36 เป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพต่าง ๆ ที่เหลือเป็นระดับช่างเทคนิค

    สะท้อนว่า วีซ่า LTR สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีบทบาทสำคัญต่อภาคธุรกิจ ทั้งผู้บริหารที่มีส่วนในการวางแผนและตัดสินใจทางธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญที่มีองค์ความรู้และประสบการณ์เฉพาะด้าน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

    ทั้งนี้ เมื่อเดือนกันยายน 2569 บีโอไอได้เปิดใช้งานระบบสมัครวีซ่า LTR ออนไลน์รูปแบบใหม่ เพื่อรองรับจำนวนผู้สมัครที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการพิจารณาคำขอ โดยระบบได้รับการพัฒนาเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและกระบวนการดำเนินงานทางออนไลน์แบบครบวงจรกับ 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการกงสุล สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมการจัดหางาน และกรมสรรพากร เพื่อพัฒนาระบบงานให้ราบรื่นและไร้รอยต่อมากที่สุด และเป็นการยกระดับมาตรฐานการทำงานข้ามหน่วยงานในอนาคต

    นอกจากการดึงดูดบุคลากรต่างชาติผ่านวีซ่า LTR แล้ว บีโอไอยังให้บริการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงานสำหรับผู้บริหารและบุคลากรที่เข้ามาทำงานภายใต้กิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI Visa และวีซ่าสำหรับกลุ่มสตาร์ทอัปหรือ Smart Visa

    อีกทั้งยังมีการสนับสนุนการพัฒนาทักษะของบุคลากรไทยผ่านมาตรการ Skill Bridge และการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านมาตรการ Business Transformation ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้จะทำงานเกื้อหนุนกัน ทั้งด้านการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ การพัฒนาบุคลากรไทย และการยกระดับภาคธุรกิจไทย เพื่อเสริมความพร้อมของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1255000&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SA8vEGUaeT_9uYejXuFAR