Category: เศรษฐกิจ

  • กรมการพัฒนาชุมชน X OTOP สระแก้ว ยกทัพของดีชุมชน บุกศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    กรมการพัฒนาชุมชน X OTOP สระแก้ว ยกทัพของดีชุมชน บุกศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    กรมการพัฒนาชุมชน X OTOP สระแก้ว ยกทัพของดีชุมชน บุกศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก


    25/05/2569 | 31 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน X OTOP สระแก้ว ยกทัพของดีชุมชน บุกศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    วันนี้ (25 พฤษภาคม 2569) เวลา 11.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการขยายช่องทางการตลาดสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน (ROADSHOW OTOP) จังหวัดสระแก้ว โดยมีนางพัชรี ศาลาศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ตรวจราชการกรม พัฒนากาารจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ผู้ประกอบการ OTOP จังหวัดสระแก้ว รวมทั้ง แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

    การจัดงานในครั้งนี้ ดำเนินการ ระหว่างวันที่ 25 – 29 พฤษภาคม 2569 โดยจัดแสดงและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ของดีขึ้นชื่อจากจังหวัดสระแก้ว กว่า 148 บูธ เป็นสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนส่งตรงถึงมือผู้บริโภคในเมืองหลวงโดยตรง เพิ่มช่องทางการตลาดและขยายโอกาสกระจายสินค้าให้แก่กลุ่มผู้ผลิต และผู้ประกอบการ OTOP และส่งเสริมรายได้ขับเคลื่อนกลับคืนสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชน จึงขอเชิญชวนข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และพี่น้องประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง ร่วมอุดหนุนและเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีจากจังหวัดสระแก้ว ในงาน ROADSHOW OTOP ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ ตั้งแต่วันที่ 25 – 29 พฤษภาคม 2569 นี้

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/367876&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nai7HKSCocbWufVzE44dF

  • สงครามตะวันออกกลาง กระทบ ยอดส่งออกรถยนต์ของไทย ร่วงต่ำสุดในรอบ 5  ปี

    สงครามตะวันออกกลาง กระทบ ยอดส่งออกรถยนต์ของไทย ร่วงต่ำสุดในรอบ 5 ปี

    25 พฤษภาคม 2569, 14:23น.

               นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่ายอดผลิตรถยนต์เดือนเม.ย.2569 อยู่ที่ 103,794 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.44% จากการส่งออกรถยนต์ ลดลง 8.43% อยู่ที่ 60,190 คัน

    เนื่องจากไทยส่งออกรถยนต์ไปตลาดตะวันออกกลางได้เพียง 993 คัน ลดลงถึง 11,053 คัน คิดเป็นการลดลงถึง 91.76% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี เพราะผลกระทบจากสงครามระหว่าง สหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่าน นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ไม่สามารถส่งออกรถยนต์ได้ และการลดลงในตลาดยุโรป อเมริกากลางและอเมริกาใต้

              นอกจากนี้ ยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศอยู่ที่ 36,532 คัน ลดลง 1.70% จากรถกระบะที่มียอดขายลดลง 9.7% เพราะความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน จากเศรษฐกิจและดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำ การลงทุนและการจ้างงานยังน่ากังวล ส่งผลให้อำนาจซื้อของประชาชนอ่อนแอ เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและสงครามการค้า

               “ปัจจัยข้างต้น โดยเฉพาะการผลิตรถกระบะเพื่อส่งออกที่ลดลงในตลาดตะวันออกกลาง จากสงครามและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจส่งผลให้การผลิตเพื่อส่งออกไม่ถึงเป้าปีนี้ที่ตั้งไว้ที่ 9.5 แสนคัน หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อไปนานมากกว่า 3 เดือน”

              ทั้งนี้ แม้ว่ายอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือนเม.ย.2569 จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.54% เนื่องจากการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าที่จองมากกว่าครึ่งของยอดจองรวมในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เมื่อปลายเดือนมี.ค.-ต้นเดือนเม.ย. จากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นมากจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ประกอบกับการออกรถรุ่นใหม่และการเริ่มผลิตรถบรรทุกของบริษัทหนึ่งที่ย้ายโรงงาน

              ขณะเดียวกัน การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศไตรมาส 1/2569 ที่ 2.8% และการลงทุนที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อนุมัติโครงการต่างๆ อาจช่วยสร้างงานสร้างเศรษฐกิจของประเทศเติบโตในอัตราสูงขึ้นหากได้ลงทุนในปีนี้ รวมทั้งการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล ที่จะลดการนำเข้าพลังงานและเพิ่ม การลงทุนที่จะเพิ่มการจ้างงานในประเทศไทยด้วย

              อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท.ยังต้องติดตามภาวะสงครามอย่างใกล้ชิดในเดือนพ.ค.-มิ.ย.ต่อไปว่า จะยืดเยื้อแค่ไหน เพื่อประกอบการทบทวนประมาณการยอดผลิตรถยนต์ปี 2569 ให้มีความชัดเจนอีกครั้ง โดยขณะนี้เรายังคงเป้าหมายยอดผลิตรถยนต์ปี 2569 อยู่ที่ 1.5 ล้านคัน แบ่งเป็นยอดผลิตเพื่อส่งออก 9.5 แสนตันคน และยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 5.5 แสนคัน

              นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบที่น่ากังวลมาก คือ การขอปรับราคาขึ้นของชิ้นส่วนต่างๆ โดยอ้างสงครามตะวันออกกลาง จะยิ่งซ้ำเติมต่อยอดขายและยอดผลิตรถยนต์ให้ลดลงด้วย จึงใคร่ขอให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนและรถยนต์คุมราคาไว้ในภาวะที่กำลังซื้อยังอ่อนแอไประยะหนึ่ง

    #ส่งออกรถยนต์ 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161688&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z4iRt8GfiJcGqrYmiioRS

  • ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ อาจไม่ได้ทำให้ ‘เศรษฐกิจไทย’ พลิกฟื้นได้ชั่วข้ามคืน

    ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ อาจไม่ได้ทำให้ ‘เศรษฐกิจไทย’ พลิกฟื้นได้ชั่วข้ามคืน

    ‘ไทยช่วยไทยพลัส’เริ่มเปิดยืนยันสิทธิ์และลงทะเบียนวันแรกแล้ววันนี้ (25 พ.ค. 2569) ผ่านแอปฯ ‘เป๋าตัง’ โดยรัฐบาลเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมรวมกว่า 30 ล้านสิทธิ์ ภายใต้มาตรการร่วมจ่ายแบบ 60/40 หรือรัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% วงเงินสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน นาน 4 เดือน รวมสูงสุด 4,000 บาทต่อคน ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจกลางปี ท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังชะลอตัวและค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง

    สำหรับการใช้จ่าย ประชาชนสามารถนำสิทธิไปใช้ซื้อสินค้า อาหาร เครื่องดื่ม และบริการจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่ 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 2569 ผ่าน G-Wallet ในแอปฯ ‘เป๋าตัง’ รวมถึงเตรียมขยายไปยังบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน เป้าหมายสำคัญคือการอัดเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานราก กระจายรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย ร้านชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อพยุงการบริโภคภายในประเทศในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า

    อย่างไรก็ตาม ในมิติของการกระตุ้นการจ้างงานนั้นพบว่า มาตรการนี้อาจส่งผลต่อการจ้างงานได้เพียงในระดับหนึ่งหรือ “ช่วยได้บ้าง” เท่านั้น แต่ยังไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในตลาดแรงงานได้โดยกลไกที่จะช่วยเรื่องการจ้างงานคือ หากประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นจากอานิสงส์ของโครงการ จะช่วยให้ ผู้ประกอบการขนาดเล็กยังคงสามารถรักษาการจ้างงานเดิมเอาไว้ได้ เพื่อประคองธุรกิจให้เดินหน้าต่อ มากกว่าจะเป็นการสร้างตำแหน่งงานใหม่จำนวนมากซึ่งประเด็นนี้ยังต้องรอการประเมินผลอย่างละเอียดในระยะถัดไป

    ยกระดับรายย่อยด้วยเทคโนโลยี AI ในโครงการ

    ความน่าสนใจของ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่แตกต่างจากมาตรการในอดีต คือการพยายาม ยกระดับผู้ประกอบการร้านค้าไทย ด้วยการนำเทคโนโลยี AI (ในชื่อที่เรียกกันว่า “นกกระสิบ”) เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยบริหารจัดการเนื่องจากผู้ประกอบการรายย่อยส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่การขายเพียงอย่างเดียวจนขาดการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก

    ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ อาจไม่ได้ทำให้ ‘เศรษฐกิจไทย’ พลิกฟื้นได้ชั่วข้ามคืน

    ตัวระบบ AI นี้จะเข้ามาช่วยในหลายด้าน ได้แก่วิเคราะห์พฤติกรรมการขาย: ช่วยให้ร้านค้าทราบว่าสินค้าใดขายดีในช่วงเวลาไหน หรือสินค้าใดมียอดขายต่ำกว่าที่ควรจะเป็น การควบคุมต้นทุนช่วยให้รายย่อยสามารถบริหารจัดการรายได้และควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น

    สร้างโอกาสหากมีการอบรมการใช้ AI อย่างจริงจัง จะช่วยให้ผู้ค้ากลุ่มนี้เข้าถึงโอกาสในการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนมากกว่าแค่การรอรับความช่วยเหลือเงินเยียวยาเพียงอย่างเดียวสถิติการลงทะเบียนถล่มทลาย สะท้อนความต้องการประชาชนในด้านกระแสตอบรับ พบว่าโครงการได้รับความสนใจอย่างมหาศาลจากประชาชน โดยข้อมูลระบุว่า เพียงแค่ครึ่งชั่วโมงแรกหลังจากเปิดให้ลงทะเบียน มีผู้เข้ามาใช้สิทธิ์แล้วเกือบ 20 ล้านคน

    ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ อาจไม่ได้ทำให้ ‘เศรษฐกิจไทย’ พลิกฟื้นได้ชั่วข้ามคืน

    จากเป้าหมายรวมที่ตั้งไว้ 30 ล้านคน ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนกำลังมองหาช่องทางในการบรรเทาภาระต้นทุนในการประกอบอาชีพและค่าใช้จ่ายรายวันอย่างเร่งด่วน ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ฝากเน้นย้ำให้ผู้ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนรีบเข้าไปกดรับสิทธิ์เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือตามเป้าหมายของโครงการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/863569&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3N7R__fCMBRBEGCbQyKQGh

  • ยังไม่ถึงคิว! บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ต้องลงทะเบียน รับสิทธิ 4,000 บาท | เดลินิวส์

    ยังไม่ถึงคิว! บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ต้องลงทะเบียน รับสิทธิ 4,000 บาท | เดลินิวส์

    รัฐบาลเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ประกาศเปิดตัว “โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569” เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยการเพิ่มวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านร้านค้าธงฟ้าเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด

    แต่อย่าสับสน โครงการไทยช่วยไทย พลัส “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ไม่ต้องลงทะเบียน แต่ที่ต้องลงทะเบียนและยืนยันสิทธิ คือ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 สำหรับกลุ่มประชาชนทั่วไป

    รายละเอียดการเพิ่มวงเงิน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ดังนี้

    • วงเงินใช้จ่ายปกติ: 300 บาท/คน/เดือน
    • วงเงินพิเศษเพิ่มเติม: รับสิทธิเพิ่มอีก 700 บาท /คน/เดือน
    • รวมวงเงินที่จะได้รับทั้งหมด: 1,000 บาท/คน/เดือน
    • ระยะเวลาโครงการ: ระยะเวลา 4 เดือน รวมวงเงินสูงสุด 4,000 บาท

    เงื่อนไขสำคัญที่ต้องรู้

    • วงเงินนี้สามารถใช้จ่ายได้ “เฉพาะร้านค้าธงฟ้า” เท่านั้น
    • ไม่สามารถสะสมได้ หากในเดือนนั้นใช้ไม่หมด สิทธิที่เหลือจะไม่ทบไปยังเดือนถัดไป

    ระยะเวลาโครงการ และช่วงเวลาใช้สิทธิ

    • ระยะเวลาดำเนินโครงการ: ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ถึง 30 กันยายน 2569
    • เวลาที่สามารถใช้สิทธิได้ในแต่ละวัน: ตั้งแต่เวลา 05:00 น. ถึง 23:00 น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5888629/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UezlIh1YxONBClfQ6aEkO

  • ยุโรป-สหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ย ส่งบาทอ่อน โอกาสของทองคำไทยมาแล้ว?? – InterGold

    ยุโรป-สหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ย ส่งบาทอ่อน โอกาสของทองคำไทยมาแล้ว?? – InterGold

    .

    ยุโรป สหรัฐส่อขึ้นดอก เงินบาทเตรียมอ่อน นักลงทุนทองคำเอาไง?

    .

    ดอกเบี้ยโลกที่ยังสูงและเงินบาทอ่อนค่า จะกระทบราคาทองคำอย่างไร และนักลงทุนควรวางกลยุทธ์รับมือแบบไหนในช่วงตลาดผันผวน? Bond Yield และดอลลาร์แข็งค่ายังกดดันทองคำระยะสั้น แต่ระยะยาวทองยังมีแรงหนุนจากเงินเฟ้อ ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก และเงินบาทอ่อนค่า นักลงทุนจึงอาจใช้จังหวะย่อตัวทยอยสะสมในโซนแนวรับสำคัญได้

    .

    ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ยสูง เงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้ตลาดหุ้นยังได้แรงหนุนจากความหวังว่า Fed จะเข้าช่วยพยุงเศรษฐกิจ แต่ตลาดตราสารหนี้เริ่มส่งสัญญาณตึงตัวมากขึ้น ขณะที่ Bond Yield สหรัฐฯ ที่พุ่งสูงกำลังกดดันราคาทองคำในระยะสั้น เพราะนักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า

    .

    อีกด้านหนึ่ง ราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวสูงจากความตึงเครียดด้านพลังงาน อาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาฝังลึกและบังคับให้หลายประเทศคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าคาด หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกอาจเพิ่มขึ้น และอาจกลายเป็นปัจจัยที่ดันให้นักลงทุนกลับมาถือทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอีกครั้ง

    .

    สำหรับนักลงทุนไทย ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าจากการขึ้นดอกเบี้ยช้ากว่าตะวันตก จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อราคาทองคำในประเทศ โดยโซนประมาณ 69,700 บาท ถูกมองเป็นแนวรับสำคัญและจุดสะสมที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะกลางถึงยาว แม้ราคาทองอาจยังไม่ฟื้นตัวทันที แต่ภาพระยะยาวยังมีโอกาสกลับเป็นขาขึ้นได้อีกครั้ง

    .

    ทำไม Bond Yield สูงขึ้นถึงกดดันทองคำ? เพราะนักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า ทำให้เงินไหลออกจากทองคำ

    เงินบาทอ่อนค่ามีผลต่อทองคำไทยอย่างไร? เงินบาทอ่อน ทำให้ราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นได้แรงกว่าราคาทองโลก

    ถ้า Fed ขึ้นดอกเบี้ยอีก ทองจะลงต่อไหม? ระยะสั้นอาจถูกกดดัน แต่ถ้าเศรษฐกิจเริ่มเสี่ยง ทองอาจกลับขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

    ราคาน้ำมันสูงเกี่ยวอะไรกับทองคำ? น้ำมันแพงดันเงินเฟ้อสูง นักลงทุนจึงมักเข้าถือทองเพื่อป้องกันความเสี่ยง

    โซน 69,700 บาทยังน่าสะสมไหม? หลายมุมมองยังมองว่าน่าสนใจสำหรับทยอยสะสมระยะยาว แต่ควรแบ่งไม้ลงทุนและบริหารความเสี่ยง

    .

    เขียนโดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD  

    รับชมเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/31WalA-mL40

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold 

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-25-05-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I7L3LuTqMSdyBRR373R2H

  • “วราวุธ” หวัง “ไทยช่วยไทย Plus” และเศรษฐกิจสีเขียวขับเคลื่อนประเทศ

    “วราวุธ” หวัง “ไทยช่วยไทย Plus” และเศรษฐกิจสีเขียวขับเคลื่อนประเทศ

    การเมือง

    “วราวุธ” หวัง “ไทยช่วยไทย Plus” และเศรษฐกิจสีเขียวขับเคลื่อนประเทศ

    วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.56 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569  นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบ 54 ปี หนังสือพิมพ์บ้านเมือง  พร้อมชื่นชมบทบาทสื่อมวลชนที่ยืนหยัดทำหน้าที่นำเสนอข้อเท็จจริงแก่สังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะปรับตัวจากหนังสือพิมพ์สู่แพลตฟอร์มออนไลน์เต็มรูปแบบก็ตาม

    พร้อมกันนี้นายวราวุธกล่าวถึงนโยบาย “ไทยช่วยไทย Plus” ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่พัฒนาต่อยอดจากโครงการ “คนละครึ่ง” โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ประชาชนในสัดส่วน 60% ขณะที่ประชาชนร่วมจ่าย 40% วงเงินสนับสนุนเดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน พร้อมกำหนดเพดานการใช้จ่ายวันละ 500 บาท จำนวน 4 วันต่อเดือน

    นายวราวุธระบุว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการอัดฉีดเม็ดเงินหลายหมื่นล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจระดับฐานราก เพื่อสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจทั่วประเทศ โดยภาครัฐจะได้รับผลตอบแทนกลับคืนในรูปของภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวม

    อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การผลักดันนโยบาย “เศรษฐกิจสีเขียวพลัส (Green Economy Plus)” ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายด้านพลังงานและมาตรการสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก

    โดยเน้นการนำหลัก ESG ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล มาปรับใช้กับผู้ประกอบการไทยทุกระดับ ตั้งแต่ Micro SME จนถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเตรียมพร้อมรับมือมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป

    ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมยังร่วมมือกับ SME D Bank เตรียมวงเงินสนับสนุนเกือบ 20,000 ล้านบาท เพื่อช่วยผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด อาทิ ระบบโซลาร์เซลล์และระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและเสริมศักยภาพการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยในระยะยาว

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/477300&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sJhjE24FoEhvT3LbTaxVb

  • ‘วิโรจน์’ ลั่นนโยบายเศรษฐกิจจะดีขึ้น ต้องทำควบคู่แก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันจริงจัง

    ‘วิโรจน์’ ลั่นนโยบายเศรษฐกิจจะดีขึ้น ต้องทำควบคู่แก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันจริงจัง

    25 พ.ค.2569-นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตสส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊ก “Wiroj Lakkhanaadisorn – วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” เรื่อง “เศรษฐกิจดีขึ้น จะทำให้คอร์รัปชันลดลง หรือ คอร์รัปชันลดลง จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น” เนื้อหาระบุว่า จากกรณีที่คุณยศชนัน ได้นำเสนอแนวคิดว่า “ผมตั้งเป้าว่าเป็นรายได้สูงคนอาจจะหัวเราะแต่ทุกอย่างจะกลับมาที่ปากท้อง อาจจะไปแก้ปัญหาคอร์รัปชัน แก้อีก 100 ปีก็ไม่หมด แต่หากเราทำให้คนมีตังค์ ใครจะอยากคอรัปชัน”

    ประเด็นนี้มีข้อถกเถียงกันทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า Endogeneity คือ ทั้งสองตัวแปรต่างส่งผลซึ่งกันและกัน จนเกิดคำถามว่าตกลงแล้ว เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น จะทำให้คอร์รัปชันลดลง  หรือคอร์รัปชันลดลง จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ตกลงอะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน

    คนฝั่งหนึ่งเชื่อว่า เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น จะทำให้รัฐจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น สามารถจ่ายเงินเดือน และสวัสดิการให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐในระดับที่สูง จน “ต้นทุนการโกง” ซึ่งก็คืน โอกาสที่จะถูกจับได้ และการสูญเสียงานที่มั่นคง จะสูงกว่า “ผลประโยชน์จากการโกง” และเมื่อประชาชนมีรายได้สูงขึ้น ก็จะลงทุนกับการศึกษาที่มากขึ้น ทำให้ชนชั้นกลางขยายตัว ซึ่งคนกลุ่มนี้มักจะไม่ทนกับการโกง และมักจะรวมตัวกันเรียกร้อง ความโปร่งใส และการตรวจสอบภาครัฐ รวมถึงมีกำลังทรัพย์เพียงพอ ที่จะร่วมติดตามตรวจสอบรัฐบาลมากขึ้น

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจที่โตขึ้น มักมาพร้อมกับการลงทุนด้านดิจิทัล ของทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ซึ่งช่วยลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ลง ซึ่งทำให้การคอร์รัปชันลดลงไปโดยปริยาย

    อย่างไรก็ตาม งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์จำนวนมากชี้ว่า แม้รายได้และระดับการพัฒนาของประเทศจะสัมพันธ์กับคอร์รัปชันที่ลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่า เพียงทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นแล้วคอร์รัปชันก็จะลดลงเองโดยอัตโนมัติ เพราะการเกิดคอร์รัปชันยังขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย อาทิ การผูกขาด การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ความโปร่งใส และการบังคับใช้กฎหมายและความรับผิดด้วย และยังมีงานวิจัยอีกจำนวนมาก ระบุว่า การคอร์รัปชัน นั้นเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้คนที่รวยกว่า ได้รับอภิสิทธิ์จากรัฐ ก่อให้เกิดระบบอุปถัมภ์ที่สนับสนุนการทุจริตคอร์รัปชันให้มีความเข้มแข็งจนอยู่เหนือกฎหมายอีกด้วย ดังนั้นเศรษฐกิจที่เติบโตบนพื้นฐานของรัฐที่เต็มไปด้วยการคอร์รัปชัน ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ อาจกระจุกตัวอยู่ในมือของอภิสิทธิ์ชนเพียงไม่กี่กลุ่ม ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ และอาจต้องเผชิญกับความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้น

    ด้วยเหตุนี้ งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ จึงสนับสนุนสมมติฐานของอีกฝ่ายหนึ่งมากกว่า ที่เชื่อว่า “การลดการทุจริตคอร์รัปชัน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้น และเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นนั้น จะมีโอกาสได้รับการจัดสรร และแจกจ่ายอย่างเป็นธรรมมากขึ้น”

    โดยการคอร์รัปชันที่ลดลง จะทำให้นักลงทุนทั้งใน และต่างประเทศ จะมั่นใจว่ากฎหมายจะคุ้มครองความสุจริตได้ ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกรีดไถ จนกลายเป็นต้นทุนแฝงของกิจการ ตลอดจนไม่ต้องกังวลว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะเปลี่ยนกฎเกณฑ์ตามใจชอบ สภาวะเช่นนี้จะทำให้นักลงทุนมีความพร้อมที่จะลงทุนในระยะยาว

    การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ที่มีความโปร่งใส ตลาดและคุณภาพ จะทำให้ประเทศมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ในราคาที่เหมาะสม เป็นรากฐานที่ดีในการเหนี่ยวนำให้ภาคเอกชนทั้งใน และต่างประเทศ ลงทุนเพิ่มเติมเงินภาษีที่เต็มเม็ดเต็มหน่วย จะถูกนำไปพัฒนาการศึกษา และสาธารณสุข แทนที่จะไหลไปอยู่ในกระเป๋าของกลุ่มทุนอุปถัมป์ กระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมภายในประเทศ ทำให้ประชาชนสามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบเส้นสาย

    ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเชื่อว่า การขับเคลื่อนนโยบายให้เศรษฐกิจดีขึ้น จะต้องทำควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพื่อให้เศรษฐกิจที่ดีขึ้น เกิดประโยชน์แก่ประชาชนทุกคนโดยเสมอภาค หากคิดแต่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโต โดยปล่อยปละละเลยให้การทุจริตคอร์รัปชันเบ่งบาน เศรษฐกิจที่โตขึ้น จะมีแค่คนไม่กี่กลุ่มที่ได้ผลประโยชน์ ส่วนประชาชนส่วนใหญ่ เต็มที่ก็คงจะได้เพียงเศษเนื้อข้างเขียง เนื้อยาสูบติดก้นกรอง เป็นเพียงหนูติดจั่นในระบบเศรษฐกิจ ที่ไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้อย่างแข็งแรง

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/1002194/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UOC1XDuAl-yu01hAautnM

  • ที่ปรึกษาเศรษฐกิจทรัมป์มั่นใจเฟดลดดอกเบี้ย เมื่อสงครามอิหร่านจบ-ราคาน้ำมันลด : อินโฟเควสท์

    ที่ปรึกษาเศรษฐกิจทรัมป์มั่นใจเฟดลดดอกเบี้ย เมื่อสงครามอิหร่านจบ-ราคาน้ำมันลด : อินโฟเควสท์

    เควิน แฮสเซตต์ หัวหน้าที่ปรึกษาเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความเชื่อมั่นว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงในท้ายที่สุดนั้น จะเปิดช่องให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้

    แฮสเซตต์กล่าวในรายการ Sunday Morning Futures ของสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ว่า ทำเนียบขาวคาดการณ์ว่าราคาพลังงานจะลดลงทันทีที่มีการบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน “และเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น ก็จะมีความเป็นไปได้สูงมากที่เฟดจะดำเนินการในสิ่งที่ถูกต้อง ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยลง”

    ทั้งนี้ แฮสเซตต์ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ ในวันเดียวกับที่ปธน.ทรัมป์โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า การเจรจากับอิหร่าน “กำลังดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบและสร้างสรรค์”

    แฮสเซตต์ย้ำว่า เขาเคารพความเป็นอิสระของเฟด และกล่าวชื่นชมเควิน วอร์ช ซึ่งสาบานตนรับตำแหน่งประธานเฟดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (22 พ.ค.) โดยกล่าวว่า เขาต้องการให้วอร์ชเป็นอิสระอย่างเต็มที่ และทำหน้าที่ของตนเอง

    นอกจากนี้ แฮสเซตต์ยังได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเงินเฟ้อ โดยถึงแม้ว่าราคาเชื้อเพลิงในสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นอันเนื่องเนื่องมาจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะเพิ่มความเสี่ยงทางการเมืองให้กับปธน.ทรัมป์และพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพ.ย.นี้ แต่แฮสเซตต์แย้งว่าอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นนั้นส่วนใหญ่ถูกขับเคลื่อนโดยราคาพลังงาน

    กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ ปรับตัวขึ้น 3.8% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรวดเร็วที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.8% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2568

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/595650&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xurHnvTml8qZUs_Fc8SNY

  • สอ.ครูแพร่ ช่วยสมาชิกยามวิกฤติเศรษฐกิจ เปิดให้กู้เงินพิเศษเฉพาะกิจ ช่วยค่าครองชีพ

    สอ.ครูแพร่ ช่วยสมาชิกยามวิกฤติเศรษฐกิจ เปิดให้กู้เงินพิเศษเฉพาะกิจ ช่วยค่าครองชีพ

    สอ.ครูแพร่ ช่วยสมาชิกยามวิกฤติเศรษฐกิจ เปิดให้กู้เงินพิเศษเฉพาะกิจ ช่วยค่าครองชีพ

    25 May 69

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้มีประกาศสหกรณ์ออมทรัพย์ครูแพร่ จำกัด โครงการเงินกู้พิเศษเฉพาะกิจแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจและค่าครองชีพ (พ26) ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การปิดกันเส้นทางเดินเรือหรือความเสียงจากการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทาน น้ำมันดิบในตลาดโลก ทำให้ราคาน้ำน้ำมันมีความฝันผวนอย่างรุนแรง และมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อ ค่าครองชีพของประชาชนโดยทั่วไป รวมถึงสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูแพร่ จำกัด ด้วย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการดูแลสมาชิกที่ได้รับผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และครอบครัว จึงได้เสนอพิจารณาการให้เงินกู้พิเศษเฉพาะกิจ เพื่อช่วยเหลือ สมาชิกและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว
    ดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูแพร่ จำกัด ชุดที่ 66 ครั้งที่ 8/2569 มีมติให้จัดทำเงินกู้พิเศษเฉพาะกิจแกิจแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจและค่าครองชีพ (พ26) ขึ้น ตามระเบียบสหกรณ์ว่าด้วย การ
    ให้เงินกู้พิเศษแก่สมาชิก พ.ศ.2567 ข้อ 19 ดังนี้

    1. วัตถุประสงค์
      1.1. เพื่อเป็นการช่วยเหลือสมาชิกที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจและค่าครองชีพทั้งทางตรง
      และทางอ้อม
      1.2. เพื่อให้สมาชิกมีเงินในการดำรงชีพระหว่างที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
    2. เงื่อนไขการให้เงินกู้ กำหนดผู้มีสิทธิ์และผู้ไม่มีสิทธิ์กู้ยืม
      2.1. เป็นสมาชิกสามัญของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูแพร่ จำกัด
      2.2. ไม่มีหนี้ค้างชำระกับสหกรณ์ได้แก่ เงินกู้, ประกันสินเชื่อ, ประกันภัยบ้าน, เงินสงเคราะห์ล่วงหน้า
      สมาคมณาปนกิจสงเคราะห์ที่สหกรณ์เป็นศูนย์ประสานงาน, สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์
      ออมทรัพย์ครูแพร่ จำกัด กองที่ 1 และ สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์ออมทรัพย์ครูแพร่
      จำกัด กองที่ 2
      2.3. ไม่เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา, ถูกคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด, ถูกพิพากษาให้ล้มละลาย
      2.4. มีหลักประกันความมั่นคงเพียงพอขณะยื่นกู้
      2.5. ลูกหนี้สหกรณ์ที่เป็นสมาชิก 2 สหกรณ์ประเภทเดียวกัน ไม่มีสิ่งกู้ยืม
      2.6. ให้มีผู้ค้ำประกัน 1 คน
      2.7 เมื่อกู้เงินแล้วต้องป็นไปตนเกณฑ์การอนุมัติเงินกู้ของสหกรณ์ที่กำหนดไว้
    3. จำนวนเงินกู้
      กู้ได้สูงสุดไม่เกินรายละ 50,000 บาท
    4. การกำหนดอัตราดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 5 ต่อปี
    5. การส่งชำระหนี้เงินกู้
      5.1. การชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย กำหนดชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 60 งวด
      5.2. หากสมาชิกผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่ 1 งวดรายเดือนขึ้นไป จะต้องชำระค่าปรับในอัตราร้อยละ 3 ของ
      เงินค่างวดที่ผิดนัดชำระของงวดนั้น ๆ โดยให้คิดค่าปรับตั้งแต่วันที่ 6 ของเดือนถัดไป ทั้งนี้ตั้งแต่
      สหกรณ์แจ้งให้สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ จนกว่าจะชำระชำระหนี้ให้เป็นปกติ
      5.3. ลูกหนี้ต้องมีความสามารถในการส่งชำระหนี้ให้สหกรณ์ฯ ได้หากมีเงินงวดชำระหนี้เกินร้อยละ 70
      ของเงินรายเดือน ให้บันทึกให้หักผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย หรือหักจากบัญชื่ออมทรัพย์สหกรณ์ฯ
      ของสมาชิก
    6. กำหนดวิธีการขอกู้ / การทำสัญญา / การค้ำประกัน / วิธีรับเงิน
      6.1. ยื่นคำร้องออนไลน์ผ่านระบบ member service
      6.2. เจ้าหน้าที่สหกรณ์ รับคำขอกู้ ตรวจสอบสิทธิ วิเคราะห์ข้อมูลวงเงินกู้ แจ้งวงเงินกู้ นัดหมายการทำ
      สัญญา และตรวจสอบเอกสารประกอบ เมื่อได้รับการอนุมัติเงินกู้แล้วให้สามารถรับเงินกู้จากบัญชีเงินฝาก
      ออมทรัพย์ของสหกรณ์ได้
      6.3 ให้มีผู้ค้ำประกัน 1 คน
    7. กรณีผิดนัดชำระหนี้
      หากสมาชิกผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่ 1 งวดรายเดือนขึ้นไป จะต้องชำระค่าปรับในอัตราร้อยละ 3
      ของเงินค่างวดที่ผิดนัดชำระของงวดนั้น ๆ โดยให้คิดค่าปรับตั้งแต่วันที่ 6 ของเดือนถัดไป ทั้งนี้ ตั้งแต่สหกรณ์ฯ แจ้งให้
      สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ จนกว่าจะชำระหนี้ให้เป็นปกติ
    8. ระยะเวลาดำเนินการ
      8.1 ยื่นคำร้องออนไลน์หรือที่ฝ่ายสินเชื่อและบริหารหนี้ เพื่อตรวจสอบสิทธิ์กู้ วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.
      2569
      เป็นต้นไป หรือตามประกาศของสหกรณ์ฯ
      8.2 เริ่มจ่ายเงินกู้วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569 วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 หรือตามประกาศ
      ของสหกรณ์ฯ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสมาชิกที่ติดล็อคปรับโครงสร้างหนี้ก็จะให้ใช้สิทธิ์กู้รายการนี้โดยสอ.ครูแพร่กำลังเสนอให้สหกรณ์จังหวัดเห็นชอบการแก้ไขระเบียบดังกล่าวอยู่กลุ่มนี้จะได้ใช้สิทธิ์ได้อีกน่าจะใช้เวลาอีกหนึ่งเดือนหรืออาจจะเร็วขึ้นสอ.ครูแพ่ร่จะแจ้งให้ทราบทันที

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3939745/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g_PqZaoYB1TkyHbM0UpMj

  • ชาวบ้านคึกคัก แห่กดรับสิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” หลายคนหวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ชาวบ้านคึกคัก แห่กดรับสิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” หลายคนหวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ตื่นมารอแต่เช้า ชาวบ้านแห่ลงทะเบียนรับสิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” หลายคนหวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ฟื้นกำลังซื้อให้การค้าขายกลับมาคึกคักอีกครั้ง

    วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส ตั้งแต่ช่วงเวลา 06.00 น. ที่บริเวณตลาดเช้า หน้าโรงพยาบาลบุรีรัมย์ เป็นไปอย่างคึกคัก ทั้งพ่อค้าแม่ค้าและประชาชน ต่างเฝ้ารอการเปิดระบบลงทะเบียนอย่างใกล้ชิด หวั่นพลาดสิทธิ หลังรัฐบาลกำหนดจำนวนผู้ได้รับสิทธิไว้ 30 ล้านคน

    ทั้งนี้ ทันทีที่ถึงเวลาเปิดลงทะเบียนในช่วง 06.00 น. หลายคนต่างจับจ้องหน้าจอโทรศัพท์มือถือแบบไม่กะพริบ เพื่อเร่งเข้าระบบลงทะเบียน ขณะที่ช่วงแรกของการเปิดใช้งานพบว่า ระบบมีความล่าช้าและสะดุดเป็นระยะ ผู้ที่สามารถเข้าสู่ระบบได้ต้องรอคิวดำเนินการ ส่วนผู้ที่ยังไม่สามารถเข้าใช้งานได้ ต้องรอระบบประมวลผล โดยหน้าจอแอปพลิเคชันปรากฏสัญลักษณ์โหลดข้อมูลหมุนต่อเนื่อง แต่สุดท้ายก็สามารถเข้าสู่หน้าลงทะเบียน และกดรับสิทธิได้

    ทางด้าน น.ส.พรพิลัย แซ่ตั้น แม่ค้าปลาทู เผยว่า เฝ้ารอการลงทะเบียนโครงการนี้มานาน เพราะคาดหวังว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและทำให้การค้าขายกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากที่ผ่านมา สภาพเศรษฐกิจซบเซาและกำลังซื้อของประชาชนลดลง

    ทั้งนี้ ยังไม่มั่นใจว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากปัจจุบันราคาสินค้าและค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง จึงต้องรอดูหลังจากเปิดใช้งานจริงว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยได้หรือไม่ แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลมองเห็นความเดือดร้อนของประชาชน และมีมาตรการเข้ามาช่วยเหลือในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวเช่นนี้

    ขณะที่ อ.พลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ ชาวบ้านและผู้สูงอายุ ต่างพากันตื่นแต่เช้าตรู่ เพื่อนำโทรศัพท์ของตนเองมาให้บุตรหลาน ทำการลงทะเบียนรับสิทธิเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ของรัฐบาล 

    ทั้งนี้ ชาวบ้านที่เคยรับสิทธิคนละครึ่งพลัส ก็ทำการกดรับสิทธิในโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ของรัฐบาล ได้แบบไม่ยุ่งยาก ซึ่งบางรายก็สามารถกดรับสิทธิ และได้รับการยืนยันสิทธิในทันที ขณะที่บางรายที่เพิ่งสมัครเข้าร่วมโครงการเป็นครั้งแรก มีทั้งที่ได้รับการยืนยันสิทธิในทันทีเช่นเดียวกัน และบางรายได้รับแจ้งว่า กำลังรอผลการลงทะเบียน 

    ทางด้าน น.ส.วิมล บวชประโคน อายุ 39 ปี ชาวบ้านสะเดา เผยว่า ตนเป็นผู้ที่เคยได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งมาก่อน จึงทำให้การกดเข้ายืนยันตัวตนเพื่อรับสิทธิในโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ของรัฐบาล ไม่ค่อยจะยุ่งยากสักเท่าไหร่ เพียงแต่ประสบปัญหาเรื่องสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่ช้า รวมถึงคาดว่าอาจจะเป็นเพราะระบบด้วยก็ได้ เนื่องจากคาดว่าน่าจะมีคนเข้าระบบกันเยอะ จึงอาจจะทำให้ระบบช้าลงไปบ้าง 

    อย่างไรก็ตาม อยากจะให้ทุกรัฐบาลได้มีโครงการช่วยเหลือประชาชนแบบนี้อีกเรื่อยๆ เพราะเชื่อว่าเป็นโครงการที่ดี โดยเฉพาะชาวบ้านและผู้ที่มีรายได้น้อย ก็สามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของแต่ละครอบครัวได้ในระดับหนึ่งด้วย

    ส่วนบรรยากาศบริเวณตลาดเช้า ใต้สะพานนครหลวง อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา พบประชาชนทยอยดำเนินการยืนยันสิทธิผ่านโทรศัพท์มือถือกันตั้งแต่ช่วงเช้า โดยมีประชาชนกลุ่มผู้สูงอายุหลายราย ยังไม่คุ้นเคยกับการใช้งานผ่านมือถือ จึงอาศัยให้ลูกหลานหรือเพื่อนบ้านช่วยดำเนินการและแนะนำขั้นตอนการยืนยันสิทธิ

    ขณะที่ ชาวบ้านรายหนึ่ง เผยว่า ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ได้เฝ้ารอเวลาเปิดยืนยันสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส แต่ตนใช้งานไม่ค่อยเป็น จึงให้เพื่อนบ้านช่วยดำเนินการให้ ซึ่งพบว่าขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาไม่นานก็ยืนยันสิทธิได้สำเร็จ เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้เตรียมความพร้อมและลงทะเบียนกับธนาคารไว้แล้ว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2935054&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T3NWjD1sF9kAZn6dVNlqQ