Category: เศรษฐกิจ

  • เศรษฐกิจและการเมืองในสังคมสูงวัย

    เศรษฐกิจและการเมืองในสังคมสูงวัย

    โลกเราขณะนี้กําลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ประเทศไทยก็เช่นกัน เมื่ออายุมากขึ้นเราคาดว่าคนสูงวัยจะมีบทบาทในสังคมน้อยลง ให้เวลากับตัวเองและพักผ่อนมากขึ้น ตรงกันข้าม ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น บทบาทคนสูงวัยในระบบเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศยังไม่หายไปไหน อิทธิพลของคนกลุ่มนี้ยังมากและเข้มแข้ง ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และระดับบอร์ดบริษัท จนมีศัพท์ทางวิชาการว่า “ชราธิปไตย” หรือ Gerontocracy คือ ปกครองโดยคนสูงอายุ ซึ่งฟังดูดีเพราะคนสูงวัยมีประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก น่าจะนําพาประเทศให้อยู่รอดปลอดภัยและส่งผ่านประเทศที่ดีให้กับลูกหลาน

    แต่ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเฉพาะในบางประเทศเท่านั้น เช่น สิงค์โปร์ ที่ส่งผ่านประเทศให้กับลูกหลานได้ดี เพราะในหลายประเทศคนสูงวัยสมัยหนุ่มสาวจะนำพาประเทศอย่างเข้มแข็ง คือเป็นกําลังสําคัญ แต่พออายุมากขึ้น หลายคนความคิดเปลี่ยนมาเป็นต่อต้านหรือไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เพราะให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีอยู่และประโยชน์ที่ตนจะได้มากขึ้น จนบางครั้งเป็นอุปสรรคต่อการก้าวต่อของประเทศและการแก้ปัญหา ประเทศเราก็เข้าลักษณะนี้ การส่งผ่านประเทศที่ดีให้กับลูกหลานจึงทำได้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ความหวังจึงอยู่ที่คนรุ่นใหม่ ทั้งในภาครัฐและเอกชน ที่จะแก้ไขให้ทุกอย่างดีขึ้นเมื่อมีอำนาจ นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

    ชราธิปไตยคือการปกครองที่อํานาจการตัดสินใจอยู่ในมือคนสูงวัย ที่เป็นผู้ตัดสินใจตัวจริงในเรื่องต่างๆ สูงวัยในที่นี่คืออายุหกสิบปีขึ้นไป และในสังคมที่ให้คุณค่ากับการเคารพผู้ใหญ่อย่างประเทศเรา บทบาทและอิทธิพลของคนกลุ่มนี้จะหนาแน่น ไม่เฉพาะแค่การเมืองหรือธุรกิจ แต่รวมถึงสถาบันปกครองสําคัญของประเทศ เช่น ศาลยุติธรรม สภาสูง องค์กรอิสระ การตัดสินใจของคนกลุ่มนี้จึงกระทบทุกส่วนของสังคม เพราะมีอิทธิพลต่อนโยบาย การออกกฏหมาย และการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร ตัวอย่างเช่น วุฒิสภาสหรัฐ ที่ไม่มีการจํากัดวาระการดำรงตำแหน่ง หลายคนอายุเกิน 75-80ปี เป็นที่รวมของผู้ทรงอิทธิพลทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ จนถูกเรียกเป็นสโมสรคนสูงวัยที่รวยที่สุดในโลก

    คนสูงวัยที่มีอำนาจในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะคนในตำแหน่ง แต่รวมถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจ ที่เป็นฉากหลัง เป็นมือที่มองไม่เห็น ที่เป็นพ่อค้า อดีตข้าราชการ อดีตนักการเมือง ผู้ใหญ่ที่มีบารมีในสังคม ที่ยังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในเรื่องต่างๆของประเทศ ทั้งการเมือง เช่นใครจะมาเป็นรัฐบาล ภายใต้เงื่อนไขอะไร เศรษฐกิจ คือนโยบาย การจัดสรรผลประโยชน์ รวมถึงการตรวจสอบ เช่น การทําหน้าที่ขององค์กรอิสระ อํานาจเหล่านี้มีอยู่จริงและไม่ใช่ต่างคนต่างทํา แต่ประสานกันผ่านเครือข่ายและระบบอุปถัมภ์ที่ปลูกฝังไว้ ทําให้ประเทศเหมือนถูกกำกับและอยู่ในมือคนสูงวัยเหล่านี้

    กรณีประเทศไทย เครือข่ายชราธิปไตยปัจจุบันมีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับกลุ่มเบบี้ บูมเมอร์ เพราะผู้สูงวัยที่มีอำนาจก็มาจากคนกลุ่มนี้ที่เกิดระหว่างปี 2489-2507 เป็นกลุ่มคนที่มีอิทธิพลและอํานาจมากที่สุดในโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมืองไทยขณะนี้ เบบี้ บูมเมอร์ ถือเป็นเจนเนอเรชั่นที่โชคดีที่สุด เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ต้องไปรบ เกิดและโตในช่วงที่ประเทศไทยกําลังเริ่มพัฒนา ทุกอย่างพร้อม ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว คนน้อย ที่ดินว่างเปล่ามากมาย ราคาถูก โอกาสต่างๆ จึงมาก บริษัทต่างประเทศก็ต้องการเข้ามาลงทุน สามารถฉกฉวยโอกาสสร้างฐานะสร้างชีวิต คนรุ่นเบบี้ บูมเมอร์จึงมีส่วนร่วมเต็มที่ในการพัฒนาประเทศในระยะต้นและได้ประโยชน์ ตั้งตัวได้ กลายเป็นเจ้าของกิจการ เศรษฐี และผู้นําสังคม พร้อมกับเศรษฐกิจที่เติบโตแบบก้าวกระโดด

    ถึงประมานช่วงปี 2530 เป็นต้นไป ขาขึ้นของเศรษฐกิจไทยและการพัฒนาแบบก้าวกระโดดก็เริ่มชะงักและชะลอต่อเนื่องอีกยี่สิบกว่าปีต่อมาหลังปี 2540 สาเหตุเพราะเบบี้ บูมเมอร์ไทยที่ช่วงนั้นเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวและเป็นผู้ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตัวจริง ทําหน้าที่ได้ไม่ดีพอในการสร้างและพัฒนาประเทศ เทียบกับเบบี้ บูมเมอร์ประเทศอื่น เช่น สิงค์ไปร์ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ที่เศรษฐกิจประเทศเหล่านี้เติบโตต่อเนื่อง พัฒนาดีกว่า หลุดออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง โตต่ำ ไม่ไปไหน เวลากว่ายี่สิบปีนี้ต้องถือว่านาน เพราะสามารถสร้างหรือเปลี่ยนประเทศแบบพลิกฝ่ามือได้ เช่น กรณี จีน เวียตนาม แต่เบบี้ บูมเมอร์ไทยใช้เวลายี่สิบกว่าปีวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิมๆ ไม่แก้ไข ทําให้ประเทศเสียโอกาสถึงทุกวันนี้

    หนึ่ง ความขัดแย้งทางการเมือง ที่เบบี้ บูมเมอร์ไทยทะเลาะกันไม่เลิกตั้งแต่การเมืองเปิด ต่างต้องการอํานาจ แย่งอํานาจ และไม่ยอมรับให้อีกฝ่ายได้อำนาจ เกิดวัฐจักร เลือกตั้ง ปฏิวัติ ยุบพรรค เลือกตั้งใหม่ ทําให้การเมืองไทยไม่มีเสถียรภาพและยืนระยะนานกว่ายี่สิบปีถึงวันนี้โดยผู้เล่นกลุ่มเดิมที่ยังทะเลาะกัน เริ่มจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มที่มีอํานาจอยู่ก่อนกับกลุ่มใหม่ที่ต้องการอํานาจ ซึ่งเป็นเบบี้ บูมเมอร์ทั้งคู่ ทะเลาะกันนานจนคนรุ่นใหม่ระอา เกิดเป็นความตึงเครียดระหว่างรุ่น

    สอง นโยบายผิดพลาด เมื่อการเมืองไม่มีเสถียรภาพ รัฐบาลเปลี่ยนบ่อย นโยบายก็ไม่ต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไม่มียุทธศาสตร์ชัดเจนว่าจะเดินต่ออย่างไร ต่างจากสิงค์โปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ที่สําคัญ เบบี้ บูมเมอร์ทั้งสองข้างที่ทะเลาะกันก็ทําเหมือนกัน คือ เน้นทํานโยบายระยะสั้นเพื่อคะเเนนเสียง ชอบอุดหนุนแจกให้เปล่าเพื่ออำนาจ มากกว่าที่จะลงทุนวางโครงสร้างระยะยาวที่เข้มแข็งให้กับประเทศ เช่น การศึกษา พัฒนาทักษะแรงงาน ภาคธุรกิจจึงไม่ลงทุน เงินลงทุนจากต่างประเทศลด ไทยกลายเป็นประเทศที่ไม่มีนวัตกรรม ผลิตภาพหรือความสามารถในการผลิตต่ำ ความสามารถในการแข่งขันตํ่า ต้องพึ่งภาคบริการในการเติบโตโดยอาศัยต้นทุนแรงงานที่ไม่แพง เช่นการท่องเที่ยว

    สาม เมื่อการเมืองมองสั้น เบบี้ บูมเมอร์ในภาคธุรกิจโดยเฉพาะระดับใหญ่ก็มองสั้นตามไปด้วย ไม่ลงทุน ยกเว้นจะถูกร้องขอหรือบีบโดยภาครัฐ แต่มุ่งหากําไรจากค่าเช่าทางเศรษฐกิจ สัมปทาน อสังหาริมทรัพย์ และระบบเครือข่าย ทำให้การแข่งขันในระบบเศรษฐกิจลดลง ระบบอุปถัมถ์และระบบเส้นสายมีอิทธิพลต่อการจัดสรรทรัพยากรเศรษฐกิจมากกว่ากลไลตลาดและความสามารถ (Merit) เมื่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไม่ลงทุน เศรษฐกิจก็ไม่โต ไม่มีการจ้างงาน ลดโอกาสทางเศรษฐกิจของคนรุ่นใหม่ ความตึงเครียดระหว่างรุ่นระหว่างวัยในสังคมจึงทวีมากขึ้น

    นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเรา เป็นผลงานที่คนรุ่นเบบี้ บูมเมอร์ทําไว้และต้องรับผิดชอบ เพราะได้รับมรดกประเทศที่ดีอุดมสมบูรณ์จากคนรุ่นก่อนที่ได้เริ่มวางรากฐานการพัฒนาประเทศ แต่ปัจจุบันไทยตามหลังประเทศอื่น ส่วนเบบี้ บูมเมอร์เองก็แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่แก่และจนเพราะไม่มีทรัพย์สมบัติซึ่งเป็นส่วนใหญ่ อีกกลุ่มเล็กกว่า คือผู้สูงวัยที่มีอำนาจ รวย ทรัพย์สินมาก มีอิทธิพลมากในสังคม และไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อปกป้องสิ่งที่ตนมี นี่คือกลุ่มชราธิปไตยที่บางคนยกระดับว่าเป็น รัฐพันลึก ตัวจริง ที่แม้เศรษฐกิจไม่โต ประเทศมีปัญหา แต่ความมั่งคั่งของคนกลุ่มนี้ก็เพิ่มขึ้นตลอดจากความเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ค่าเช่าจากทรัพย์สินที่สะสมมา ผลตอบแทนจากการลงทุน และความใกล้ชิดที่มีกับวงในของอำนาจทั้งเศรษฐกิจและการเมือง

    นี่คือสิ่งที่ชราธิปไตยได้จากสังคมไทย จึงมองการปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลงเป็นภัย เมื่อไม่เปลี่ยนแปลง การส่งผ่านประเทศที่ดีให้กับลูกหลานคงทําได้แค่นี้ ความหวังจึงอยู่ที่คนรุ่นใหม่ที่เข้ามามีอำนาจ ที่จะมองประโยชน์ต่อประเทศและสังคมมากกว่าที่คนรุ่นเก่ามองและทําสิ่งที่ดีกว่าทิ้งไว้

    เขียนให้คิด

    ดร. บัณฑิต นิจถาวร

    ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

    [email protected]

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1002471/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ua4YzHkDbZlyXhQw6LWeB

  • บ้านพักผู้สูงวัยวิกฤต กระจุกตัวในเมืองใหญ่ แต่เท่าไรก็ไม่พอ

    บ้านพักผู้สูงวัยวิกฤต กระจุกตัวในเมืองใหญ่ แต่เท่าไรก็ไม่พอ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-307&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_iTpkOhwmFls9gj8kr_9f

  • เปิด MOU ดันอุตฯอาหารสู่เศรษฐกิจนวัตกรรม เจาะตลาดอินเดีย

    เปิด MOU ดันอุตฯอาหารสู่เศรษฐกิจนวัตกรรม เจาะตลาดอินเดีย

    สถาบันอาหาร–หอการค้าไทย ผนึกกำลังยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร สู่เศรษฐกิจนวัตกรรม ชี้ ‘อินเดีย’ ตลาดดาวรุ่งแนะ จากจำนวนประชากรกว่า 1.46 พันล้านคน ชูเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มในเวทีโลก

    25 พ.ค. 2569 – นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร(NFI) เปิดเผยว่า สถาบันอาหาร และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เดินหน้าผนึกกำลังยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมและความยั่งยืน ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายภาคธุรกิจ ตั้งเป้ายกระดับขีดความสามารถอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยในเวทีโลก และศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของภูมิภาค

    โดยความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิชาการ เทคโนโลยี งานวิจัย และเครือข่ายภาคธุรกิจ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs และ Startup ให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย ความยั่งยืน และโภชนาการมากขึ้น

    สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ครอบคลุม 7 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาวิชาการ งานวิจัย และการถ่ายทอดองค์ความรู้ การผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า การส่งเสริมตลาดและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ การยกระดับมาตรฐานและพัฒนาศักยภาพบุคลากร การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารตามแนวคิดเศรษฐกิจ BCG การสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหาร (Food Innovation Ecosystem) เพื่อส่งเสริม Startup และ SMEs ให้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี ตลาด และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ขณะเดียวกัน สถาบันอาหารยังเดินหน้าพัฒนา “NFI FoodNEXT Platform” แพลตฟอร์มสนับสนุนนวัตกรรมอาหารแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “Ease of Doing Innovation” เชื่อมโยงตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) ระบบมาตรฐานและกฎระเบียบ โรงงานต้นแบบ การเข้าถึงตลาด ไปจนถึงการเชื่อมต่อแหล่งทุนและการลงทุน เพื่อช่วยลดความซับซ้อนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มโอกาสในการต่อยอดเชิงพาณิชย์ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

    “ปัจจุบันอินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจและการบริโภคที่สำคัญที่สุดของโลก ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 7.6% ต่อปี และคาดว่าภายในปี 2030 จะมี GDP สูงกว่า 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกันยังมีจุดแข็งด้านโครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาว โดยมีอายุเฉลี่ยเพียง 28.4 ปี ทำให้เกิดกำลังซื้อใหม่จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เปิดรับสินค้าอาหารคุณภาพสูง อาหารสุขภาพ และนวัตกรรมอาหารมากขึ้น” นางสาวไปยดา กล่าว

    ทั้งนี้ อินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางการบริโภคใหม่ของโลก” จากแรงขับเคลื่อนสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การเติบโตของรายได้และชนชั้นกลาง (Income Growth) การขยายตัวของเมือง (Urbanization) โครงสร้างประชากรวัยแรงงานขนาดใหญ่ (Favorable Demographics) การเติบโตของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล (Technology & Innovation) และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค (Evolving Consumer Attitudes) ซึ่งล้วนสนับสนุนการเติบโตของตลาดอาหารมูลค่าสูงและสินค้า Premium Food ในระยะยาว

    จากข้อมูล PwC’s Voice of the Consumer 2025: India Perspective พบว่า ผู้บริโภคอินเดียให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านราคา รสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ ความปลอดภัยอาหาร และความสะดวกในการบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า Ready-to-Eat, Convenience Food, Functional Food และ Personalized Nutrition ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับระบบ Food Safety และ Traceability มากขึ้น จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า

    อย่างไรก็ตาม อินเดียยังเป็นตลาดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง มีภาษาหลักกว่า 121 ภาษา และกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 705 กลุ่มทั่วประเทศ ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ Localized Marketing หรือการพัฒนาสินค้าและการสื่อสารให้เหมาะกับแต่ละภูมิภาค ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานอาหาร ความปลอดภัย และความยั่งยืน เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันระยะยาว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1002568/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T8tnRhTi3KjHBDlbIZKA-

  • เปลี่ยนขยะเป็นโอกาสสร้างงาน 3 กูรู กางแผนปฏิรูปครบวงจน ดัน พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน

    เปลี่ยนขยะเป็นโอกาสสร้างงาน 3 กูรู กางแผนปฏิรูปครบวงจน ดัน พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน

    วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

    3 กูรูด้านขยะ เสนอการจัดการต้นทางและนโยบายระดับชาติจต้องเร่งขับเคลื่อนเรื่องขยะให้ครอบคลุมถึงการคัดแยก ผลักดัน พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชน กำหนดแนวคิดขยะเป็นโอกาสสร้างงาน ด้านการสร้างแรงจูงใจหนุนการใช้กลไกเครดิตทางสังคม เพื่อให้ประชาชนหันมาใส่ใจเรื่องขยะอย่างยั่งยืนๆ และจัดการปลายทางด้วยเทคโนโลยี

    วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 พรรคประชาธิปัตย์ จัดงานกรุงเทพฟ้าใหม่ FORUM ครั้งที่ 5 ในหัวเรื่อง “The Last Landfill” นับถอยหลังขยะฝังกลบ สู่อนาคตกรุงเทพฯ สีเขียว เพื่อนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนผ่านมุมมองที่ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการต้นทาง การใช้ข้อมูลขับเคลื่อนพฤติกรรม ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีกำจัดขยะปลายทาง โดยมีเป้าหมายสูงสุดร่วมกันคือการลดปริมาณขยะฝังกลบให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งมีวิทยาที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ร่วมวงเสวนา 3 ท่าน ได้แก่ นายชนัมภ์ ชวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท รีไซเคิลเดย์ จำกัด รศ.ดร. ตระการ ประภัสพงษา อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ประธานฝ่ายวิชาการ สมาคมวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย และ 3.นายสุธีร์ ฉุยฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี อินเวนชั่น เทคโนโลยี จำกัด ดำเนินรายการโดยนายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา

    3 กูรูด้านขยะ

    นอกจากนี้ ยังมีผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมงานเสวนาด้วย ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรค นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ และว่ามี่ผู้สมัคร สก. พรรค 

    ทั้งนี้ในด้านการจัดการต้นทางและนโยบายระดับชาติ รศ.ดร. ตระการ ได้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาฝุ่นและขยะเป็นวาระที่ยังคงอยู่มาอย่างยาวนาน แม้ปัจจุบันขยะร้อยละ 77 จะได้รับการกำจัดอย่างถูกต้องแล้วก็ตาม แต่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนต้องมุ่งเน้นการลดการใช้และการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมีแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เช่น การตั้งเป้าลดขยะพลาสติกให้ได้ร้อยละ 100 ภายในปี 2570 ผ่านการลดและเลิกใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง 

    3 กูรูด้านขยะ

    นอกจากนี้ การจัดการขยะอาหารก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเริ่มจากการบริโภคให้พอดีและไม่เหลือทิ้ง เพื่อนำเศษอาหารไปแปรรูปเป็นพลังงาน การขับเคลื่อนเรื่องนี้ยังครอบคลุมไปถึงการคัดแยกขยะแบบ 4+1 การกำหนดกติการ่วมกันในระดับท้องถิ่น และการผลักดัน พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชน ซึ่งทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่าขยะไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นโอกาสในการสร้างงาน

    ส่วนในมุมมองของการสร้างแรงจูงใจและการปรับพฤติกรรมเมือง นายชนันท์ ได้เสนอแนวคิดในการเปลี่ยนผ่านจากการจัดการขยะแบบ analog สู่เมืองที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven City) โดยมองว่าขยะไม่ใช่ของสกปรก แต่เป็นข้อมูลที่บ่งบอกพฤติกรรมของเมือง การแก้ปัญหาจึงต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานที่ครบวงจรผ่านแอปพลิเคชันที่ครอบคลุมตั้งแต่การจัดเก็บขยะต้นทาง กระบวนการจัดการกลางทาง ไปจนถึงการนำข้อมูลไปวิเคราะห์ที่ปลายทาง 

    3 กูรูด้านขยะ

    “กุญแจสำคัญคือหากเราสามารถลดขยะอาหารลงได้ร้อยละ 30 การจัดการขยะประเภทอื่นจะง่ายขึ้นทันที” นายชนันท์ กล่าว

    นอกจากนี้ การใช้กลไกอย่างระบบเครดิตทางสังคม (Social Credit) จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างแรงจูงใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนให้หันมาใส่ใจเรื่องขยะอย่างยั่งยืน

    3 กูรูด้านขยะ

    สำหรับการจัดการปลายทางด้วยเทคโนโลยี นายสุรีย์ ได้เน้นย้ำว่าในบริบทที่ประเทศเรายังไม่มีระบบคัดแยกขยะที่สมบูรณ์แบบ เทคโนโลยีเตาเผาแบบ Stoker Gate เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด แต่สิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยคือระบบควบคุมมลพิษทางอากาศ (Air Pollution Control) แบบครบวงจรเพื่อฟอกสารพิษ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจให้กับชุมชนรอบข้าง การดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าขยะยังสามารถนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและดูแลการบำรุงรักษาได้ ทิศทางในอนาคตจึงต้องปรับโครงสร้างและเปลี่ยนมุมมองว่าการกำจัดขยะคือบริการสาธารณะ ควบคู่ไปกับการแก้ระเบียบการประมูลให้แข่งขันกันที่ผลประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนเป็นหลัก เพื่อให้โครงการนำร่องสามารถบูรณาการร่วมกับพื้นที่และลดภาระของเมืองได้อย่างแท้จริง

    3 กูรูด้านขยะ

    3 กูรูด้านขยะ

    3 กูรูด้านขยะ

    3 กูรูด้านขยะ

    3 กูรูด้านขยะ

    3 กูรูด้านขยะ

    3 กูรูด้านขยะ

    3 กูรูด้านขยะ

    3 กูรูด้านขยะ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/966576&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QUUl7XflCNoyr6TbHGqLY

  • กรมการพัฒนาชุมชน X OTOP สระแก้ว ยกทัพของดีชุมชน บุกศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    กรมการพัฒนาชุมชน X OTOP สระแก้ว ยกทัพของดีชุมชน บุกศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    กรมการพัฒนาชุมชน X OTOP สระแก้ว ยกทัพของดีชุมชน บุกศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก


    25/05/2569 | 31 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน X OTOP สระแก้ว ยกทัพของดีชุมชน บุกศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    วันนี้ (25 พฤษภาคม 2569) เวลา 11.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการขยายช่องทางการตลาดสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน (ROADSHOW OTOP) จังหวัดสระแก้ว โดยมีนางพัชรี ศาลาศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ตรวจราชการกรม พัฒนากาารจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ผู้ประกอบการ OTOP จังหวัดสระแก้ว รวมทั้ง แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

    การจัดงานในครั้งนี้ ดำเนินการ ระหว่างวันที่ 25 – 29 พฤษภาคม 2569 โดยจัดแสดงและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ของดีขึ้นชื่อจากจังหวัดสระแก้ว กว่า 148 บูธ เป็นสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนส่งตรงถึงมือผู้บริโภคในเมืองหลวงโดยตรง เพิ่มช่องทางการตลาดและขยายโอกาสกระจายสินค้าให้แก่กลุ่มผู้ผลิต และผู้ประกอบการ OTOP และส่งเสริมรายได้ขับเคลื่อนกลับคืนสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชน จึงขอเชิญชวนข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และพี่น้องประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง ร่วมอุดหนุนและเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีจากจังหวัดสระแก้ว ในงาน ROADSHOW OTOP ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ ตั้งแต่วันที่ 25 – 29 พฤษภาคม 2569 นี้

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/367876&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nai7HKSCocbWufVzE44dF

  • สงครามตะวันออกกลาง กระทบ ยอดส่งออกรถยนต์ของไทย ร่วงต่ำสุดในรอบ 5  ปี

    สงครามตะวันออกกลาง กระทบ ยอดส่งออกรถยนต์ของไทย ร่วงต่ำสุดในรอบ 5 ปี

    25 พฤษภาคม 2569, 14:23น.

               นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่ายอดผลิตรถยนต์เดือนเม.ย.2569 อยู่ที่ 103,794 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.44% จากการส่งออกรถยนต์ ลดลง 8.43% อยู่ที่ 60,190 คัน

    เนื่องจากไทยส่งออกรถยนต์ไปตลาดตะวันออกกลางได้เพียง 993 คัน ลดลงถึง 11,053 คัน คิดเป็นการลดลงถึง 91.76% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี เพราะผลกระทบจากสงครามระหว่าง สหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่าน นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ไม่สามารถส่งออกรถยนต์ได้ และการลดลงในตลาดยุโรป อเมริกากลางและอเมริกาใต้

              นอกจากนี้ ยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศอยู่ที่ 36,532 คัน ลดลง 1.70% จากรถกระบะที่มียอดขายลดลง 9.7% เพราะความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน จากเศรษฐกิจและดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำ การลงทุนและการจ้างงานยังน่ากังวล ส่งผลให้อำนาจซื้อของประชาชนอ่อนแอ เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและสงครามการค้า

               “ปัจจัยข้างต้น โดยเฉพาะการผลิตรถกระบะเพื่อส่งออกที่ลดลงในตลาดตะวันออกกลาง จากสงครามและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจส่งผลให้การผลิตเพื่อส่งออกไม่ถึงเป้าปีนี้ที่ตั้งไว้ที่ 9.5 แสนคัน หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อไปนานมากกว่า 3 เดือน”

              ทั้งนี้ แม้ว่ายอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือนเม.ย.2569 จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.54% เนื่องจากการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าที่จองมากกว่าครึ่งของยอดจองรวมในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เมื่อปลายเดือนมี.ค.-ต้นเดือนเม.ย. จากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นมากจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ประกอบกับการออกรถรุ่นใหม่และการเริ่มผลิตรถบรรทุกของบริษัทหนึ่งที่ย้ายโรงงาน

              ขณะเดียวกัน การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศไตรมาส 1/2569 ที่ 2.8% และการลงทุนที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อนุมัติโครงการต่างๆ อาจช่วยสร้างงานสร้างเศรษฐกิจของประเทศเติบโตในอัตราสูงขึ้นหากได้ลงทุนในปีนี้ รวมทั้งการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล ที่จะลดการนำเข้าพลังงานและเพิ่ม การลงทุนที่จะเพิ่มการจ้างงานในประเทศไทยด้วย

              อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท.ยังต้องติดตามภาวะสงครามอย่างใกล้ชิดในเดือนพ.ค.-มิ.ย.ต่อไปว่า จะยืดเยื้อแค่ไหน เพื่อประกอบการทบทวนประมาณการยอดผลิตรถยนต์ปี 2569 ให้มีความชัดเจนอีกครั้ง โดยขณะนี้เรายังคงเป้าหมายยอดผลิตรถยนต์ปี 2569 อยู่ที่ 1.5 ล้านคัน แบ่งเป็นยอดผลิตเพื่อส่งออก 9.5 แสนตันคน และยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 5.5 แสนคัน

              นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบที่น่ากังวลมาก คือ การขอปรับราคาขึ้นของชิ้นส่วนต่างๆ โดยอ้างสงครามตะวันออกกลาง จะยิ่งซ้ำเติมต่อยอดขายและยอดผลิตรถยนต์ให้ลดลงด้วย จึงใคร่ขอให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนและรถยนต์คุมราคาไว้ในภาวะที่กำลังซื้อยังอ่อนแอไประยะหนึ่ง

    #ส่งออกรถยนต์ 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161688&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z4iRt8GfiJcGqrYmiioRS

  • ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ อาจไม่ได้ทำให้ ‘เศรษฐกิจไทย’ พลิกฟื้นได้ชั่วข้ามคืน

    ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ อาจไม่ได้ทำให้ ‘เศรษฐกิจไทย’ พลิกฟื้นได้ชั่วข้ามคืน

    ‘ไทยช่วยไทยพลัส’เริ่มเปิดยืนยันสิทธิ์และลงทะเบียนวันแรกแล้ววันนี้ (25 พ.ค. 2569) ผ่านแอปฯ ‘เป๋าตัง’ โดยรัฐบาลเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมรวมกว่า 30 ล้านสิทธิ์ ภายใต้มาตรการร่วมจ่ายแบบ 60/40 หรือรัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% วงเงินสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน นาน 4 เดือน รวมสูงสุด 4,000 บาทต่อคน ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจกลางปี ท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังชะลอตัวและค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง

    สำหรับการใช้จ่าย ประชาชนสามารถนำสิทธิไปใช้ซื้อสินค้า อาหาร เครื่องดื่ม และบริการจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่ 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 2569 ผ่าน G-Wallet ในแอปฯ ‘เป๋าตัง’ รวมถึงเตรียมขยายไปยังบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน เป้าหมายสำคัญคือการอัดเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานราก กระจายรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย ร้านชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อพยุงการบริโภคภายในประเทศในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า

    อย่างไรก็ตาม ในมิติของการกระตุ้นการจ้างงานนั้นพบว่า มาตรการนี้อาจส่งผลต่อการจ้างงานได้เพียงในระดับหนึ่งหรือ “ช่วยได้บ้าง” เท่านั้น แต่ยังไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในตลาดแรงงานได้โดยกลไกที่จะช่วยเรื่องการจ้างงานคือ หากประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นจากอานิสงส์ของโครงการ จะช่วยให้ ผู้ประกอบการขนาดเล็กยังคงสามารถรักษาการจ้างงานเดิมเอาไว้ได้ เพื่อประคองธุรกิจให้เดินหน้าต่อ มากกว่าจะเป็นการสร้างตำแหน่งงานใหม่จำนวนมากซึ่งประเด็นนี้ยังต้องรอการประเมินผลอย่างละเอียดในระยะถัดไป

    ยกระดับรายย่อยด้วยเทคโนโลยี AI ในโครงการ

    ความน่าสนใจของ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่แตกต่างจากมาตรการในอดีต คือการพยายาม ยกระดับผู้ประกอบการร้านค้าไทย ด้วยการนำเทคโนโลยี AI (ในชื่อที่เรียกกันว่า “นกกระสิบ”) เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยบริหารจัดการเนื่องจากผู้ประกอบการรายย่อยส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่การขายเพียงอย่างเดียวจนขาดการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก

    ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ อาจไม่ได้ทำให้ ‘เศรษฐกิจไทย’ พลิกฟื้นได้ชั่วข้ามคืน

    ตัวระบบ AI นี้จะเข้ามาช่วยในหลายด้าน ได้แก่วิเคราะห์พฤติกรรมการขาย: ช่วยให้ร้านค้าทราบว่าสินค้าใดขายดีในช่วงเวลาไหน หรือสินค้าใดมียอดขายต่ำกว่าที่ควรจะเป็น การควบคุมต้นทุนช่วยให้รายย่อยสามารถบริหารจัดการรายได้และควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น

    สร้างโอกาสหากมีการอบรมการใช้ AI อย่างจริงจัง จะช่วยให้ผู้ค้ากลุ่มนี้เข้าถึงโอกาสในการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนมากกว่าแค่การรอรับความช่วยเหลือเงินเยียวยาเพียงอย่างเดียวสถิติการลงทะเบียนถล่มทลาย สะท้อนความต้องการประชาชนในด้านกระแสตอบรับ พบว่าโครงการได้รับความสนใจอย่างมหาศาลจากประชาชน โดยข้อมูลระบุว่า เพียงแค่ครึ่งชั่วโมงแรกหลังจากเปิดให้ลงทะเบียน มีผู้เข้ามาใช้สิทธิ์แล้วเกือบ 20 ล้านคน

    ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ อาจไม่ได้ทำให้ ‘เศรษฐกิจไทย’ พลิกฟื้นได้ชั่วข้ามคืน

    จากเป้าหมายรวมที่ตั้งไว้ 30 ล้านคน ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนกำลังมองหาช่องทางในการบรรเทาภาระต้นทุนในการประกอบอาชีพและค่าใช้จ่ายรายวันอย่างเร่งด่วน ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ฝากเน้นย้ำให้ผู้ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนรีบเข้าไปกดรับสิทธิ์เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือตามเป้าหมายของโครงการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/863569&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3N7R__fCMBRBEGCbQyKQGh

  • ยังไม่ถึงคิว! บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ต้องลงทะเบียน รับสิทธิ 4,000 บาท | เดลินิวส์

    ยังไม่ถึงคิว! บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ต้องลงทะเบียน รับสิทธิ 4,000 บาท | เดลินิวส์

    รัฐบาลเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ประกาศเปิดตัว “โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569” เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยการเพิ่มวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านร้านค้าธงฟ้าเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด

    แต่อย่าสับสน โครงการไทยช่วยไทย พลัส “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ไม่ต้องลงทะเบียน แต่ที่ต้องลงทะเบียนและยืนยันสิทธิ คือ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 สำหรับกลุ่มประชาชนทั่วไป

    รายละเอียดการเพิ่มวงเงิน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ดังนี้

    • วงเงินใช้จ่ายปกติ: 300 บาท/คน/เดือน
    • วงเงินพิเศษเพิ่มเติม: รับสิทธิเพิ่มอีก 700 บาท /คน/เดือน
    • รวมวงเงินที่จะได้รับทั้งหมด: 1,000 บาท/คน/เดือน
    • ระยะเวลาโครงการ: ระยะเวลา 4 เดือน รวมวงเงินสูงสุด 4,000 บาท

    เงื่อนไขสำคัญที่ต้องรู้

    • วงเงินนี้สามารถใช้จ่ายได้ “เฉพาะร้านค้าธงฟ้า” เท่านั้น
    • ไม่สามารถสะสมได้ หากในเดือนนั้นใช้ไม่หมด สิทธิที่เหลือจะไม่ทบไปยังเดือนถัดไป

    ระยะเวลาโครงการ และช่วงเวลาใช้สิทธิ

    • ระยะเวลาดำเนินโครงการ: ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ถึง 30 กันยายน 2569
    • เวลาที่สามารถใช้สิทธิได้ในแต่ละวัน: ตั้งแต่เวลา 05:00 น. ถึง 23:00 น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5888629/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UezlIh1YxONBClfQ6aEkO

  • ยุโรป-สหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ย ส่งบาทอ่อน โอกาสของทองคำไทยมาแล้ว?? – InterGold

    ยุโรป-สหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ย ส่งบาทอ่อน โอกาสของทองคำไทยมาแล้ว?? – InterGold

    .

    ยุโรป สหรัฐส่อขึ้นดอก เงินบาทเตรียมอ่อน นักลงทุนทองคำเอาไง?

    .

    ดอกเบี้ยโลกที่ยังสูงและเงินบาทอ่อนค่า จะกระทบราคาทองคำอย่างไร และนักลงทุนควรวางกลยุทธ์รับมือแบบไหนในช่วงตลาดผันผวน? Bond Yield และดอลลาร์แข็งค่ายังกดดันทองคำระยะสั้น แต่ระยะยาวทองยังมีแรงหนุนจากเงินเฟ้อ ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก และเงินบาทอ่อนค่า นักลงทุนจึงอาจใช้จังหวะย่อตัวทยอยสะสมในโซนแนวรับสำคัญได้

    .

    ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ยสูง เงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้ตลาดหุ้นยังได้แรงหนุนจากความหวังว่า Fed จะเข้าช่วยพยุงเศรษฐกิจ แต่ตลาดตราสารหนี้เริ่มส่งสัญญาณตึงตัวมากขึ้น ขณะที่ Bond Yield สหรัฐฯ ที่พุ่งสูงกำลังกดดันราคาทองคำในระยะสั้น เพราะนักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า

    .

    อีกด้านหนึ่ง ราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวสูงจากความตึงเครียดด้านพลังงาน อาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาฝังลึกและบังคับให้หลายประเทศคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าคาด หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกอาจเพิ่มขึ้น และอาจกลายเป็นปัจจัยที่ดันให้นักลงทุนกลับมาถือทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอีกครั้ง

    .

    สำหรับนักลงทุนไทย ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าจากการขึ้นดอกเบี้ยช้ากว่าตะวันตก จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อราคาทองคำในประเทศ โดยโซนประมาณ 69,700 บาท ถูกมองเป็นแนวรับสำคัญและจุดสะสมที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะกลางถึงยาว แม้ราคาทองอาจยังไม่ฟื้นตัวทันที แต่ภาพระยะยาวยังมีโอกาสกลับเป็นขาขึ้นได้อีกครั้ง

    .

    ทำไม Bond Yield สูงขึ้นถึงกดดันทองคำ? เพราะนักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า ทำให้เงินไหลออกจากทองคำ

    เงินบาทอ่อนค่ามีผลต่อทองคำไทยอย่างไร? เงินบาทอ่อน ทำให้ราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นได้แรงกว่าราคาทองโลก

    ถ้า Fed ขึ้นดอกเบี้ยอีก ทองจะลงต่อไหม? ระยะสั้นอาจถูกกดดัน แต่ถ้าเศรษฐกิจเริ่มเสี่ยง ทองอาจกลับขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

    ราคาน้ำมันสูงเกี่ยวอะไรกับทองคำ? น้ำมันแพงดันเงินเฟ้อสูง นักลงทุนจึงมักเข้าถือทองเพื่อป้องกันความเสี่ยง

    โซน 69,700 บาทยังน่าสะสมไหม? หลายมุมมองยังมองว่าน่าสนใจสำหรับทยอยสะสมระยะยาว แต่ควรแบ่งไม้ลงทุนและบริหารความเสี่ยง

    .

    เขียนโดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD  

    รับชมเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/31WalA-mL40

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold 

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-25-05-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I7L3LuTqMSdyBRR373R2H

  • “วราวุธ” หวัง “ไทยช่วยไทย Plus” และเศรษฐกิจสีเขียวขับเคลื่อนประเทศ

    “วราวุธ” หวัง “ไทยช่วยไทย Plus” และเศรษฐกิจสีเขียวขับเคลื่อนประเทศ

    การเมือง

    “วราวุธ” หวัง “ไทยช่วยไทย Plus” และเศรษฐกิจสีเขียวขับเคลื่อนประเทศ

    วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.56 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569  นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบ 54 ปี หนังสือพิมพ์บ้านเมือง  พร้อมชื่นชมบทบาทสื่อมวลชนที่ยืนหยัดทำหน้าที่นำเสนอข้อเท็จจริงแก่สังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะปรับตัวจากหนังสือพิมพ์สู่แพลตฟอร์มออนไลน์เต็มรูปแบบก็ตาม

    พร้อมกันนี้นายวราวุธกล่าวถึงนโยบาย “ไทยช่วยไทย Plus” ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่พัฒนาต่อยอดจากโครงการ “คนละครึ่ง” โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ประชาชนในสัดส่วน 60% ขณะที่ประชาชนร่วมจ่าย 40% วงเงินสนับสนุนเดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน พร้อมกำหนดเพดานการใช้จ่ายวันละ 500 บาท จำนวน 4 วันต่อเดือน

    นายวราวุธระบุว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการอัดฉีดเม็ดเงินหลายหมื่นล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจระดับฐานราก เพื่อสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจทั่วประเทศ โดยภาครัฐจะได้รับผลตอบแทนกลับคืนในรูปของภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวม

    อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การผลักดันนโยบาย “เศรษฐกิจสีเขียวพลัส (Green Economy Plus)” ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายด้านพลังงานและมาตรการสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก

    โดยเน้นการนำหลัก ESG ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล มาปรับใช้กับผู้ประกอบการไทยทุกระดับ ตั้งแต่ Micro SME จนถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเตรียมพร้อมรับมือมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป

    ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมยังร่วมมือกับ SME D Bank เตรียมวงเงินสนับสนุนเกือบ 20,000 ล้านบาท เพื่อช่วยผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด อาทิ ระบบโซลาร์เซลล์และระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและเสริมศักยภาพการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยในระยะยาว

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/477300&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sJhjE24FoEhvT3LbTaxVb