Category: เศรษฐกิจ

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด  “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 75 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 49.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 31.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 40.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 40.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 35.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 42.19 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 37.19 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 50.05 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 42.19 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 37.19 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/670746&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0B4TYrE_XSOzP48Wkg6uAY

  • รัฐบาลยุทธศาสตร์ สติ (STI)  รับภูมิศาสตร์การเมืองโลกเปลี่ยน

    รัฐบาลยุทธศาสตร์ สติ (STI) รับภูมิศาสตร์การเมืองโลกเปลี่ยน

    Loading…

    รัฐบาลยุทธศาสตร์ สติ (STI) รับภูมิศาสตร์การเมืองโลกเปลี่ยน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-305&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GKcYc1KCa2F0FLJH-Q25c

  • ครม. ไฟเขียว! ตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 8 แห่ง ดึงลงทุนแสนล้าน

    ครม. ไฟเขียว! ตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 8 แห่ง ดึงลงทุนแสนล้าน

    ครม. รับทราบตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 8 แห่ง ดึงลงทุนแสนล้าน

    ⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 9 นาที

    คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติมจำนวน 8 แห่ง ตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษและกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคตะวันออก

    ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษจำนวน 8 แห่ง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. ได้รับคำขอจัดตั้งเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ส่งเสริมกิจการที่เกี่ยวเนื่อง และสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา หรือสถาบันวิจัยที่มีศักยภาพสูง โดยโครงการทั้งหมดผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ และเอกชนผู้จัดทำคำขอได้รับข้อกังวลด้านแรงงาน ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการจัดการของเสียไปพิจารณาดำเนินการเรียบร้อยแล้ว

    ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ กพอ. ได้ให้ความเห็นชอบการประกาศกำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติมตามมติการประชุมในแต่ละช่วงเวลา และอยู่ระหว่างการเตรียมออกประกาศจัดตั้งในราชกิจจานุเบกษา พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับข้อคิดเห็นและข้อสังเกตจากหน่วยงานภาครัฐไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

    รายละเอียดพื้นที่โครงการ เงินลงทุน และอุตสาหกรรมเป้าหมาย

    โครงการที่ได้รับความเห็นชอบแบ่งตามมติ กพอ. ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี 2 ตั้งอยู่บริเวณทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3289 ตำบลหนองอิรุณ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี มีพื้นที่ 1,941 ไร่ 20 ตารางวา เงินลงทุนประมาณ 50,000 ล้านบาท รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์ ดิจิทัล และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร ถัดมาคือ สวนอุตสาหกรรม 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค 2 ตั้งอยู่ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา พื้นที่ 758 ไร่ 1 งาน 85.4 ตารางวา เงินลงทุนประมาณ 8,900 ล้านบาท รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักร่วมกับกลุ่มการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ แปรรูปอาหาร และเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ

    ในส่วนของโครงการที่มีเงินลงทุนสูงสุดคือ นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง ตั้งอยู่ตำบลสำนักทอง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง มีพื้นที่ 4,318 ไร่ 3 งาน เงินลงทุนประมาณ 100,000 ล้านบาท ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์ หุ่นยนต์ ดิจิทัล การแพทย์ เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ แปรรูปอาหาร และเคมีชีวภาพ ขณะที่ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ตั้งอยู่ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง มีพื้นที่ขนาดใหญ่ 12,490 ไร่ 2 งาน 29.06 ตารางวา เงินลงทุนประมาณ 77,480.15 ล้านบาท รองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและชีวภาพ

    นอกจากนี้ ยังมีโครงการเฉพาะทางด้านพลังงาน สุขภาพ และการแปรรูป ได้แก่ สถานีแอลเอ็นจีมาบตาพุด แห่งที่ 2 ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง พื้นที่ 343 ไร่ 3 งาน 53.3 ตารางวา เงินลงทุนประมาณ 21,012 ล้านบาท, ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจรไลฟ์สเฟียร์ (พัทยา) ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พื้นที่ 17 ไร่ 1 งาน 62 ตารางวา เงินลงทุนประมาณ 1,478 ล้านบาท, อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน ตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา พื้นที่ 215 ไร่ 18 ตารางวา เงินลงทุนประมาณ 6,960.36 ล้านบาท และ สมาร์ทโลจิสติกส์ (ฉะเชิงเทรา) บริเวณถนนสุขุมวิท กิโลเมตรที่ 72 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา พื้นที่ 29 ไร่ 1 งาน 65.8 ตารางวา เงินลงทุนประมาณ 1,350 ล้านบาท

    เงื่อนไขการพัฒนาและประโยชน์ต่อเศรษฐกิจองค์รวม

    สำหรับเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษบางแห่ง ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน, ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางไลฟ์สเฟียร์ และสมาร์ทโลจิสติกส์ มีการกำหนดเงื่อนไขเฉพาะในหนังสือรับรอง โดยให้ประกอบกิจการได้เฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายที่กำหนดเท่านั้น และผู้พัฒนาต้องเริ่มดำเนินการภายใน 1 ปี นับจากวันที่ได้รับหนังสือรับรองตามหลักเกณฑ์ของ สกพอ. หากเพิกเฉยอาจถูกพิจารณาระงับ ยกเลิกสิทธิประโยชน์ หรือยุบเลิกเขตส่งเสริมฯ ได้

    การประกาศเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 8 แห่งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศผ่านสิทธิประโยชน์ตามพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 พร้อมทั้งช่วยกระจายรายได้และส่งเสริมการจ้างงานในชุมชน ผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบน้ำและไฟฟ้า รวมถึงเสริมความมั่นคงทางอาหาร ยกระดับระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะเพื่อลดการสูญเสีย และส่งเสริมการใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

    #อีอีซี #เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ #การลงทุน #เศรษฐกิจไทย #สกพอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thereporter.asia/2026/10/special-economic-zones-8-cabinet/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0utkZtVGWvFyPVDxIZrhyt

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ WTI ปิด 89.44 ดอลลาร์ ดาวโจนส์พุ่ง 253.38 จุด เช็กราคาน้ำมันวันนี้ 07/10/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ WTI ปิด 89.44 ดอลลาร์ ดาวโจนส์พุ่ง 253.38 จุด เช็กราคาน้ำมันวันนี้ 07/10/69 – สยามรัฐ

    จับตาตลาดการเงินและพลังงานโลก ราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดขยับขึ้นเพียง 1 เซนต์ อยู่ที่ 89.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังร่วงแรงระหว่างวัน ท่ามกลางแรงกดดันจากอุปทานตะวันออกกลางและแผนระบายน้ำมันสำรองของกลุ่ม G7 ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สดใส ดาวโจนส์ปิดบวก 253.38 จุด ส่วน S&P500 และ Nasdaq ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้านราคาน้ำมันขายปลีกในไทยวันที่ 7 ต.ค. 2569 ดีเซลอยู่ที่ 42.19 บาทต่อลิตรในหลายสถานีบริการ

    ตลาดน้ำมันดิบและตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวในทิศทางที่น่าจับตาในวันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569 โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) สามารถฟื้นตัวจากการร่วงลงอย่างหนักระหว่างการซื้อขาย ก่อนปิดตลาดบวกเพียงเล็กน้อย ขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กปรับตัวขึ้น โดยดัชนีดาวโจนส์บวกกว่า 200 จุด และดัชนี S&P500 กับ Nasdaq ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 1 เซนต์ หรือ 0.01% ปิดที่ 89.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้น 26 เซนต์ หรือ 0.26% ปิดที่ 100.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันเผชิญแรงขายอย่างหนักระหว่างวัน เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าอุปทานน้ำมันในตลาดโลกอาจเพิ่มขึ้น หลังการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับกลุ่มประเทศ G7 เห็นพ้องเกี่ยวกับการระบายน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉิน ซึ่งตลาดประเมินว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันเข้าสู่ตลาดและบรรเทาภาวะอุปทานตึงตัว

    ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Vitol บริษัทค้าสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ ระบุว่า ในช่วง 7-10 วันที่ผ่านมา มีน้ำมันดิบประมาณ 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน และผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่นอีกราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถูกขนส่งออกจากตะวันออกกลางทางเรือ

    ขณะที่เจ้าชายอับดุลอาซิซ บิน ซัลมาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของซาอุดีอาระเบีย ระบุว่า ปริมาณน้ำมันที่ลำเลียงผ่านท่อ East-West Pipeline ของซาอุดีอาระเบียอยู่ในระดับสูงถึง 5.8 ล้านบาร์เรล ณ ช่วงเช้าวันอังคาร

    ปัจจัยดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในช่วงการซื้อขาย เนื่องจากนักลงทุนประเมินว่าอุปทานที่เพิ่มขึ้นจากตะวันออกกลาง รวมถึงการระบายน้ำมันสำรองของ G7 อาจช่วยลดความตึงตัวของตลาด อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันสามารถฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดระหว่างวันและกลับมาปิดบวกเล็กน้อย สะท้อนว่าตลาดยังคงจับตาสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน รวมถึงสถานการณ์พลังงานในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด

    ในส่วนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวก 253.38 จุด ในวันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569 ขณะที่ S&P500 และ Nasdaq ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมัน ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง

    ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 51,521.28 จุด เพิ่มขึ้น 253.38 จุด หรือ 0.49% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,818.93 จุด เพิ่มขึ้น 44.98 จุด หรือ 0.58% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 27,599.79 จุด เพิ่มขึ้น 122.48 จุด หรือ 0.45%

    บรรยากาศการลงทุนยังได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยนักลงทุนจับตารายงานการประชุมเฟด เพื่อประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินและโอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไป

    นอกจากนี้ ตลาดยังเตรียมติดตามการเปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ซึ่งจะเริ่มทยอยรายงานในสัปดาห์หน้า โดยผลประกอบการและแนวโน้มธุรกิจของบริษัทขนาดใหญ่จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อทิศทางตลาดหุ้น

    สำหรับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2569 จาก 4 สถานีบริการ ได้แก่ ปตท. บางจาก PT และเชลล์ โดยข้อมูลราคาที่ระบุอัปเดต ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 05.00 น. มีรายละเอียดดังนี้

    ปตท. (PTT)
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 31.63 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 42.19 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 49.68 บาท/ลิตร

    บางจาก (Bangchak)
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 31.63 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 42.19 บาท/ลิตร
    ดีเซลพรีเมียม ราคา 50.05 บาท/ลิตร

    พีที (PT)
    ดีเซล ราคา 42.19 บาท/ลิตร
    ดีเซล B20 ราคา 37.19 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 50.18 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาท/ลิตร

    เชลล์ (Shell)
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.89 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.82 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 41.19 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 51.84 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 42.19 บาท/ลิตร
    เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 37.19 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 51.84 บาท/ลิตร

    ราคาดังกล่าวเป็นราคาขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ และยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น โดยผู้ใช้รถควรตรวจสอบราคาจากสถานีบริการอีกครั้ง เนื่องจากราคาอาจแตกต่างกันตามพื้นที่และช่วงเวลาที่มีการประกาศปรับราคา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/326976&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21rqocI4jtbH4vl–Z0p63

  • ครม. ไฟเขียวจัดตั้ง 8 เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ EEC ดึงทุนต่างชาติ

    ครม. ไฟเขียวจัดตั้ง 8 เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ EEC ดึงทุนต่างชาติ

    ครม. ไฟเขียวจัดตั้ง 8 เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ EEC ดึงทุนต่างชาติ

    6 ตุลาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ (เขตส่งเสริมฯ) จำนวน 8 แห่ง ตามที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เสนอ ดังนี้ 

    1. นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี 2

    2. สวนอุตสาหกรรม 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค 2

    3. อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน

    4. นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

    5. นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง

    6. ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจรไลฟ์สเฟียร์ (พัทยา)

    7. สถานีแอลเอ็นจีมาบตาพุด แห่งที่ 2

    8. สมาร์ท โลจิสติกส์ (ฉะเชิงเทรา)

    นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า การประกาศเขตส่งเสริมฯ จะก่อให้เกิดประโยชน์สรุปได้ ดังนี้

    1. ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้าร่วมลงทุนในพื้นที่เขตส่งเสริมฯ โดยสามารถขอรับสิทธิประโยชน์และการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน การอนุมัติ อนุญาต ตามพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561

    นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    2. ส่งเสริมการขยายขนาดเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ ส่งเสริมการจ้างงานของคนในชุมชน

    3. ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคทั้งในและนอกพื้นที่โครงการฯ เช่น ถนน ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า อ่างเก็บน้ำ เป็นต้น เนื่องจากการขยายตัวของเขตอุตสาหกรรมและชุมชนเมือง

    4. โครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่ได้มีการพัฒนานอกจากจะเพิ่มศักยภาพรองรับการลงทุนภายในพื้นที่ EEC แล้ว ยังช่วยให้ชุมชนและเมืองเกิดการพัฒนา ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

    5. ประเทศไทยและชุมชนมีความมั่นคงด้านการเกษตรและอาหาร โดยบริหารจัดการทรัพยากรทางการเกษตรและเพิ่มการผลิตเกษตรแบบบูรณาการ โดยเน้นให้เกิดความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศและทางเกษตรมูลค่าเพิ่ม 6. ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการใช้ก๊าซธรรมชาติ (LNG) ที่เป็นพลังงานสะอาด ในการผลิตกระแสไฟฟ้า เมื่อเทียบกับการใช้เชื้อเพลิง เช่น ถ่านหิน น้ำมันเตา เป็นต้น

    7. เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าจากการบริหารจัดการที่ชาญฉลาดลดการสูญเสีย (Waste) ในกระบวนการโลจิสติกส์แบบอัจฉริยะ (Smart Logistics) เช่น การขนส่งที่ไม่มีประสิทธิภาพ การเก็บสินค้าเกินความจำเป็น หรือการเสียหายของสินค้า ซึ่งช่วยประหยัดทรัพยากรของประเทศโดยรวม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/670780&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mw_LKrAbIPZ8Q-GwziIOc

  • รัฐบาลผลักดัน MICE เสนอมาตรการภาษีหักรายจ่าย 2 เท่าถึงสิ้นปี 70 ดึงงานนานาชาติ-กระตุ้นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลผลักดัน MICE เสนอมาตรการภาษีหักรายจ่าย 2 เท่าถึงสิ้นปี 70 ดึงงานนานาชาติ-กระตุ้นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร เพื่อออกมาตรการภาษีสนับสนุนอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) โดยให้สิทธิประโยชน์แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับค่าเช่าพื้นที่หรือค่าบริการในการเข้าร่วมงานออกร้าน งานนิทรรศการ หรืองานแสดงสินค้าภายในประเทศ

    มาตรการดังกล่าวกำหนดระยะเวลาตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการ ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะใช้สิทธิต้องมีหนังสือรับรองจากผู้จัดงานว่าได้เข้าร่วมงานจริง และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า อุตสาหกรรม MICE มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านการท่องเที่ยว การลงทุน การจ้างงาน และการกระจายรายได้ไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในทุกภูมิภาค โดยข้อมูลจากรายงาน Thailand MICE Economic and Social Impact 2025 ของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. ระบุว่า ในปี 2568 อุตสาหกรรม MICE สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทย 338,233 ล้านบาท และสร้างงาน 304,932 ตำแหน่ง

    ที่ผ่านมา กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากร เคยมีมาตรการภาษีสนับสนุนการจัดนิทรรศการและงานแสดงสินค้าภายในประเทศในปี 2565 โดยให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักรายจ่ายได้ 2 เท่า สำหรับค่าเช่าพื้นที่หรือค่าบริการในการเข้าร่วมงานออกร้าน งานนิทรรศการ หรืองานแสดงสินค้าภายในประเทศ ซึ่งมาตรการดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2565

    สำหรับมาตรการที่เสนอในครั้งนี้ มีเป้าหมายสนับสนุนอุตสาหกรรม MICE อย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดการจัดกิจกรรมระดับนานาชาติ เพิ่มการใช้จ่ายของนักเดินทางคุณภาพ ส่งเสริมธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ขนส่ง การท่องเที่ยว และบริการที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงกระจายรายได้สู่ภูมิภาคและท้องถิ่น ตลอดจนยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายสำคัญของการจัดกิจกรรม MICE ในระดับนานาชาติ

    กระทรวงการคลังคาดว่าจะมีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใช้สิทธิประมาณ 3,800 ราย มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมงานออกร้าน งานนิทรรศการ หรืองานแสดงสินค้าประมาณ 3,990 ล้านบาทต่อปี และคาดว่ารัฐจะสูญเสียรายได้จากมาตรการภาษีประมาณ 798 ล้านบาท

    อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังคาดว่ามาตรการจะช่วยเพิ่มรายได้และการจ้างงานในอุตสาหกรรม MICE และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง โดยประเมินว่าอุตสาหกรรม MICE จะสามารถสร้างงานให้ประเทศไทยได้ 350,672 ตำแหน่ง และหากมีมาตรการสนับสนุนจะสามารถเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 10–15% ต่อปี

    “มาตรการนี้ไม่ได้มุ่งเพียงช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานเท่านั้น แต่ต้องการใช้มาตรการภาษีเป็นแรงจูงใจให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ตั้งแต่งานประชุม นิทรรศการ ไปจนถึงงานแสดงสินค้า ซึ่งจะเชื่อมโยงรายได้ไปยังโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง ขนส่ง และธุรกิจบริการในพื้นที่ เป้าหมายคือดึงงานระดับนานาชาติเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น และยกระดับการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง” นางสาวลลิดากล่าว

    ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) เห็นชอบกับแนวทางดังกล่าว ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าอยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะพิจารณาอนุมัติหลักการ โดยหากคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการตรวจพิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกาตามขั้นตอนต่อไป

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/659915&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1irfpEbGTH56Cy6RPc4ZHf

  • สยามพิวรรธน์ ปักธง “ไอคอนภูเก็ต” สัญลักษณ์ใหม่แห่งแดนใต้ สู่จุดหมายระดับโลก เปิดให้บริการ 2572

    สยามพิวรรธน์ ปักธง “ไอคอนภูเก็ต” สัญลักษณ์ใหม่แห่งแดนใต้ สู่จุดหมายระดับโลก เปิดให้บริการ 2572

    กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ผู้บุกเบิกการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และจุดหมายปลายทางระดับโลก ผู้สร้างความสำเร็จให้แก่ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ หนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม และสยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพ เดินหน้าตอกย้ำบทบาท Game Changer ในฐานะผู้สร้างปรากฏการณ์และการพัฒนาจุดหมายปลายทางที่ทรงพลังในการพลิกโฉมเมือง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยไปชนะรางวัลบนเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด สยามพิวรรธน์ประกาศอีกก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยการเปิดตัว “ไอคอนภูเก็ต” (ICONPHUKET) อภิมหาโครงการเมืองแห่งความรุ่งโรจน์ ยิ่งใหญ่เหนือจินตนาการและเป็นสัญลักษณ์ใหม่แห่งแดนใต้

    นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 67 ปี สยามพิวรรธน์ยึดมั่นในพันธกิจการสร้างสรรค์โครงการที่ก้าวข้ามกรอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างสัญลักษณ์แห่งใหม่ที่มีความหมายต่อกรุงเทพมหานครและประเทศไทย เพื่อดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก ทุกโครงการของสยามพิวรรธน์ได้รับการบริหารจัดการด้วยมาตรฐานความเป็นเลิศ มีบทพิสูจน์การสร้างความสำเร็จให้แก่ธุรกิจของคู่ค้า พันธมิตร และผู้ประกอบการทุกประเภท ตั้งแต่แบรนด์ลักชัวรีชั้นนำระดับโลกจนถึง SME ไทย กว่า 50,000 รายในทุกศูนย์การค้าของกลุ่มสยามพิวรรธน์ ได้ร่วมเติบโตอย่างยั่งยืนต่อเนื่องในทุกสถานการณ์ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของสยามพิวรรธน์ในการพัฒนาจุดหมายปลายทางระดับโลกที่ครองความเป็นที่หนึ่งในใจของลูกค้าและผู้ประกอบการเสมอมา

    ด้วยความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงการที่เป็นต้นแบบของความคิดสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่ให้วงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ พร้อมความเข้าใจเชิงลึกต่อเทรนด์ที่ล้ำสมัยสนองความต้องการของผู้บริโภค สยามพิวรรธน์จึงได้รับการยอมรับในฐานะผู้สร้างปรากฏการณ์เหนือความคาดหมายให้แก่อุตสาหกรรมรีเทลและอสังหาริมทรัพย์ของไทย โครงการต่างๆ ของสยามพิวรรธน์สามารถส่งมอบประโยชน์ให้แก่ผู้คน สังคมและเมืองอย่างเป็นวงกว้าง เช่น ไอคอนสยามและสยามพารากอนที่ในวันนี้ได้กลายเป็นกรณีศึกษาที่ได้รับความสนใจจากบริษัทต่างชาติผู้พัฒนาโครงการที่มีชื่อเสียงจากหลายประเทศได้ทยอยมาเยี่ยมชม และขอองค์ความรู้เพื่อนำไปใช้พัฒนาในประเทศของตน”

    “ไอคอนภูเก็ต” เป็นก้าวสำคัญครั้งแรกของสยามพิวรรธน์ในการออกจากกรุงเทพมหานครไปพัฒนาโครงการในเมืองสำคัญที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวปรารถนาที่จะมาเยี่ยมชมเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ถือเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่ตรงกับวิสัยทัศน์และความเชี่ยวชาญของสยามพิวรรธน์ในการสร้างแลนด์มาร์กระดับโลก ให้เป็น”ตัวแทนจินตนาการแห่งยุค” และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมืองแห่งอนาคต ที่ต้องเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ส่งมอบประโยชน์ในหลายมิติอย่างยั่งยืนให้แก่ภาคใต้และประเทศไทย

    “ไอคอนภูเก็ต” ถือกำเนิดจากวิสัยทัศน์ในการหลอมรวมพลังและศักยภาพจาก 14 จังหวัดภาคใต้ เข้ากับสิ่งที่ดีที่สุดของโลกในรูปแบบความล้ำสมัยไว้ในโครงการเดียวกันเป็นครั้งแรก เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย รังสรรค์ให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สร้างแรงบันดาลใจ และมอบประสบการณ์ที่มีคุณค่า พร้อมทำหน้าที่เป็น Gateway to the Southern Potential ประตูสู่ศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของภาคใต้ ที่ส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความคิดสร้างสรรค์ ของคนไทยจากศักยภาพท้องถิ่นสู่เวทีโลก

    จากการสร้าง “ย่านสยาม” และ “ไอคอนสยาม” สู่การสร้างสัญลักษณ์ใหม่แห่งแดนใต้

    ตลอดหลายทศวรรษ สยามพิวรรธน์ได้พิสูจน์จุดยืนการเป็น “The Game Changer” ผู้พัฒนาโครงการที่มีพลังในการพลิกโฉมเมืองมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การสร้าง “ย่านสยาม” ให้เป็นหัวใจของมหานครกรุงเทพ ศูนย์กลางแห่งความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และนวัตกรรมที่ทรงอิทธิพล ไปจนถึง “ไอคอนสยาม” อภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคตบนสายน้ำเจ้าพระยา และเป็นสัญลักษณ์แห่งความภูมิใจของคนไทย ซึ่งทั้งสองโครงการประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด ส่งผลให้สยามพิวรรธน์มีผลประกอบการที่ก้าวกระโดดและเติบโตอย่างแข็งแรงต่อเนื่องใน 20 ปีที่ผ่านมา

    “ไอคอนสยาม” โครงการร่วมทุนระหว่างสยามพิวรรธน์, แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น และเครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นโครงการต้นแบบที่พิสูจน์แล้วว่า ได้สร้างคุณค่าและโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมแก่ผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่นริมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งพลิกโฉมเมืองธนบุรีให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการค้าเทียบเคียงกรุงเทพมหานครได้สำเร็จ พร้อมได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยติดอันดับ Top 3 in the World ในฐานะ “สุดยอดโครงการที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรอบ 30 ปีของโลก” (Most Influential Retail Property Project of the Past 30 Years) จากเวที MAPIC Awards 2025 ณ เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ตอกย้ำมาตรฐานความเป็นเลิศในการสร้าง Global Landmark ของสยามพิวรรธน์ ที่ครองใจผู้คนจากทั่วโลก

    “สยามพิวรรธน์ไม่ได้สร้างโครงการใหม่ๆ ตลอดเวลา แต่ทุกครั้งที่เราลงทุน โครงการของเราต้องเป็น Mega Project ที่มุุ่งแข่งขันกับโครงการยิ่งใหญ่ในประเทศอื่นๆ ได้ เพราะเราเชื่อว่าการพัฒนาจุดหมายปลายทางระดับโลก มิใช่เพียงการสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่มีการลงทุนสูงเท่านั้น แต่ต้องเป็นโครงการ ICONIC ตัวจริง ที่มีการบริหารจัดการด้วยความเป็นเลิศ เพื่อสร้างความสำเร็จทางธุรกิจพร้อมทั้งส่งต่อประโยชน์ให้แก่คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ ชุมชน และเมืองอย่างเต็มที่ ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับเกียรติภูมิของประเทศไทยบนเวทีโลก ความสำเร็จของ “ไอคอนสยาม” จึงเป็นบทพิสูจน์ว่า สยามพิวรรธน์ได้ก้าวข้ามการแข่งขันในประเทศไปชนะบนเวทีโลกได้สำเร็จ และคนไทยไม่เป็นรองใครในการสร้างโครงการระดับ World-class ที่มีพลังดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกได้ ในวันนี้สยามพิวรรธน์พร้อมต่อยอดวิสัยทัศน์สู่การสร้างสัญลักษณ์ใหม่แห่งแดนใต้ และขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะผลักดันภูเก็ตและ 14 จังหวัดภาคใต้ของไทย สู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ” นางชฎาทิพ กล่าว

    “ไอคอนภูเก็ต” สัญลักษณ์ใหม่แห่งแดนใต้ สู่จุดหมายระดับโลก

    สยามพิวรรธน์ คือผู้พัฒนา Global Destination ที่มีความเชี่ยวชาญในการสร้างแลนด์มาร์กระดับโลก และผู้นำตลาดค้าปลีกระดับสูงของประเทศไทย มีฐานลูกค้ากลุ่มกำลังซื้อสูงที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย พร้อมครองสัดส่วนยอดขายกว่า 70% ของตลาดลักชัวรีในประเทศ อีกทั้งสร้างยอดขายที่เติบโตให้แก่แบรนด์แชมเปี้ยนต่างๆของไทยและบรรดา SME หลากหลายประเภทให้ผ่านทุกวิกฤติมาได้อย่างสง่างาม ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนความเชี่ยวชาญในการสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดที่กล้าลงทุนและแข็งแกร่งไม่ซ้ำแบบใคร

    สยามพิวรรธน์จะต่อยอดความสำเร็จ โดยการปั้น “ไอคอนภูเก็ต” มูลค่าการลงทุน 10,000 ล้านบาท ให้เป็นอภิมหาโครงการที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจใหม่ของแดนใต้ และหมุดหมายสำคัญบนเวทีโลก ภายใต้แนวคิด Hybrid Retail-Attraction & Entertainment Destination รูปแบบล้ำสมัยที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อม 12 World-Class Attractions สุดอลังการแปลกใหม่ให้โลกจำแห่งแรกและแห่งเดียวของภูมิภาคที่จะพลิกโฉมประสบการณ์การใช้ชีวิต ความสนุกสนานบันเทิงไร้ขีดจำกัด การท่องเที่ยวที่มีความหมายไว้ในพื้นที่เดียวกันอย่างครบครัน ให้เป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งในใจของนักเดินทางจากทั่วไทยและทั่วโลก โดย “ไอคอนภูเก็ต” มีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2572

    “ไอคอนภูเก็ต” จะเป็นหัวใจสำคัญของเมืองต้นแบบแห่งอนาคต “Synthesis Ark Phuket” เมกะโปรเจกต์ Integrated Mixed-use Development มูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 500 ไร่ พัฒนาโดย กลุ่มบริษัทซีวี ณ ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ทำเลยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงการเดินทางสู่ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตและท่าเรือยอร์ชระดับโลก พร้อมรองรับการเติบโตของกลุ่มผู้อยู่อาศัยระดับลักชัวรี ชาวต่างชาติพำนักระยะยาว และนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก โดย “Synthesis Ark Phuket” ซึ่งได้รับการวางแผนให้เป็น Smart City แห่งแรกของภูเก็ต เพื่อการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพพร้อมนวัตกรรมอย่างครบวงจร ครอบคลุมที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี อาคารสำนักงาน โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ โรงเรียนนานาชาติ รวมถึงศูนย์สุขภาพและความงาม เพื่อสร้างระบบนิเวศแห่งการอยู่อาศัย การทำงาน การท่องเที่ยว และการพักผ่อนในเมืองเดียวกันอย่างลงตัว โดย “Synthesis Ark Phuket” จะพัฒนาเฟส 1 เสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2575

    เพื่อตอบโจทย์การเป็น Sustainable Global Landmark ที่เสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้ผู้อยู่อาศัยและคนเมือง “ไอคอนภูเก็ต” ได้ผสานการท่องเที่ยว รีเทล ความบันเทิง และพื้นที่สาธารณะเข้ากับธรรมชาติอย่างกลมกลืน โดยจัดสรรพื้นที่สีเขียวและสวนกลางแจ้งกว่า 40% ของโครงการ เพื่อมอบธรรมชาติอันรื่นรมย์ให้เป็นพื้นที่พักผ่อน ออกกำลังกาย และยกระดับสุขภาวะของชุมชนที่รายล้อมและผู้มาเยือน ด้านสถาปัตยกรรมของโครงการ ได้รับแรงบันดาลใจจากเส้นสายอันพลิ้วไหวของอ่าวพังงา ท้องทะเลภูเก็ต ตลอดจนภูเขาและหน้าผาหินอันงดงามของภาคใต้ ผสานความประณีตของมรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นอันล้ำค่า ให้เป็นมาสเตอร์พีซที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในระดับนานาชาติ พร้อมจัดสรรพื้นที่ถึง 1 ใน 3 ของโครงการให้เป็นองค์ประกอบด้าน Entertainment และ Attraction ระดับโลก ตอกย้ำความเป็นจุดหมายปลายทางที่พร้อมสร้างสรรค์ประสบการณ์แปลกใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจได้ตลอด 365 วัน

    เมืองต้นแบบของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้าง Cluster Economy ที่ยั่งยืนของภาคใต้

    “ไอคอนภูเก็ต” ได้ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้คนในท้องถิ่น ชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และสมาคมสำคัญในจังหวัดภูเก็ต เพื่อนำมาประกอบการพัฒนาโครงการสู่การเป็น Smart City เมืองต้นแบบแห่งอนาคตของภูเก็ต บนหลักความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและความสมดุลของระบบนิเวศ โดยโครงการพัฒนาขึ้นภายใต้มาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล ประยุกต์ใช้นวัตกรรมระดับสูงและ recycle construction material พร้อมเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงานสะอาด น้ำ และขยะอย่างครบวงจร ควบคู่การวางผังจราจรและระบบคมนาคมอัจฉริยะ เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนและยกระดับคุณภาพชีวิต โดยร่วมงานกับทีมสถาปนิก วิศวกร และที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนชั้นนำของไทยและภูมิภาค อาทิ Urban Architects, P Landscape, K.C.S. & Associates, TEAM Group, Atelier Ten และ Systra MVA (Thailand) เป็นต้น

    ขณะเดียวกัน โครงการมุ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูเก็ตและภาคใต้ ทั้งการสร้างงานและกระจายรายได้ตั้งแต่ระยะก่อสร้างจนถึงการดำเนินงานเต็มรูปแบบกว่า 50,000-80,000 อัตรา รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME วิสาหกิจชุมชน และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจาก 14 จังหวัดภาคใต้ เติบโตบนแพลตฟอร์มระดับโลก เพื่อสร้างคุณค่าร่วมและส่งต่อประโยชน์สู่ผู้คนในภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม และที่สำคัญ การถ่ายทอดเรื่องราวและอัตลักษณ์ของ 14 จังหวัดภาคใต้ในโครงการนี้ จะสามารถทำให้ผู้มาเยี่ยมชมมีความสนใจและปรารถนาจะไปท่องเที่ยวเพิ่มเติมในจังหวัดอื่นๆ ของภาคใต้อีกด้วย เป็นการส่งเสริมให้ทุกจังหวัดในภูมิภาคนี้ได้รับประโยชน์ต่อเนื่องเช่นเดียวกัน เป็น Cluster Economy ที่ส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาในประเทศไทยมากขึ้น สร้างแนวโน้มในการจับจ่ายใช้สอยมากยิ่งขึ้นด้วย

    เปิดวิสัยทัศน์การรวมพลัง 14 จังหวัดภาคใต้ครั้งประวัติศาสตร์ สู่การสร้าง Gateway to the Southern Potential ขับเคลื่อนศักยภาพท้องถิ่นสู่เวทีสากล

    สยามพิวรรธน์ขับเคลื่อน “ไอคอนภูเก็ต” ภายใต้กลยุทธ์ Co-Creation & Collaboration to Win ด้วยการผสานพลังของ 14 จังหวัดภาคใต้ บนความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา ทรัพยากร แล้วนำมาเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงการ ผ่านความคิดสร้างสรรค์ที่สะท้อนเสน่ห์ของภาคใต้สู่สายตานานาชาติ

    สยามพิวรรธน์จึงได้ริเริ่มความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรจากภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กร และสมาคมสำคัญทั่วภาคใต้ รวมถึงหอการค้าไทยและกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่หอการค้าไทย (YEC) จาก 14 จังหวัดภาคใต้ เพื่อระดมองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนมุมมอง และร่วมถ่ายทอดอัตลักษณ์อันแท้จริงของแต่ละพื้นที่ในรูปแบบที่ร่วมสมัยและแตกต่าง ความร่วมมือนี้นำไปสู่การจัดทำ “แผนแม่บทวิสัยทัศน์แห่งภาคใต้ไทย” อันเป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของภูมิภาค พร้อมผลักดัน “ไอคอนภูเก็ต” ให้เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมศักยภาพของภาคใต้สู่โอกาสด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เพื่อต่อยอดสู่เวทีโลก

    “ไอคอนภูเก็ต” จะเป็นเวทีความร่วมมือระดับชาติที่สำคัญ ซึ่งเกิดจากพลังการมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และทุกภาคส่วน เพื่อนาคตของภาคใต้ให้ได้แข่งขันบนเวทีโลก ทุกองค์ประกอบของโครงการจะถูกพัฒนาให้เป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาสของการค้าขายจาก 14 จังหวัดภาคใต้ และสร้างประโยชน์ร่วมทางเศรษฐกิจอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อส่งมอบความรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนให้แก่ทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วม เราตั้งเป้าไว้ว่า เมื่อเปิดดำเนินการแล้วโครงการนี้จะสามารถดึงดูดผู้คนจากประเทศไทยและทั่วโลกได้วันละไม่ต่ำกว่า 80,000 – 100,000 คน” นางชฎาทิพ กล่าวในตอนท้าย

    “ไอคอนภูเก็ต” คือประตูสู่ความรุ่งเรืองในบริบทใหม่ของภาคใต้ไทย และเป็นตัวแทนจินตนาการแห่งยุคของ 14 จังหวัดภาคใต้ ที่สะท้อนศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของภูมิภาค โดยเตรียมเปิดต้อนรับผู้คนจากทั่วโลกสู่จุดหมายปลายทางระดับโลกแห่งใหม่ของประเทศไทยในปี 2572 โดยจะมีการแถลงรายละเอียดโครงการอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-658-0808 หรือ www.iconphuket.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/siam-piwat-iconphuket-southern-landmark&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZUyP8JLmche3PlquLiRAg

  • กินเจ 2569 เศรษฐกิจซึมลึก ‘คึกคักแต่ไม่หวือหวา’ น้ำท่วม-น้ำมันแพง ดันราคาผักพุ่งเกือบ 10 เท่า ร้านอาหารจมต้นทุน-ค่าเช่า

    กินเจ 2569 เศรษฐกิจซึมลึก ‘คึกคักแต่ไม่หวือหวา’ น้ำท่วม-น้ำมันแพง ดันราคาผักพุ่งเกือบ 10 เท่า ร้านอาหารจมต้นทุน-ค่าเช่า

    กินเจปีนี้ไม่ง่าย! คนไทยตั้งใจกินเจต่ำสุดรอบ 11 ปี เหลือ 32% ขณะที่น้ำท่วมดันผักแพง ต้นทุนพุ่ง ร้านอาหารแบกทั้งค่าวัตถุดิบ-ค่าเช่า จนผู้บริโภคบางส่วนลดวันกินเจเหลือ 2-3 วัน

    เมื่อ ‘กินเจ’ กลายเป็นโจทย์กำลังซื้อ ร้านอาหารจะรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไหวแค่ไหน?

    ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาพรวมเทศกาลกินเจปี 2569 ยังมีความคึกคักไม่ต่ำกว่าปีก่อน

    ภาพบรรยากาศเทศกาลกินเจที่เยาวราชพร้อมภาพผักราคาแพงสะท้อนเศรษฐกิจซบเซา 1

    โดยเงินสะพัดในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้จะอยู่ที่ 46,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% จาก 45,903 ล้านบาทในปี 2568 และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี

    ขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 5,576 บาท เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน และอยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่มีการสำรวจ

    คนไทยกินเจลดลง ต่ำสุดในรอบ 11 ปี

    ธนวรรธน์ กล่าวว่า แม้ตัวเลขบางด้านจะสะท้อนว่าประชาชนยังระมัดระวังการจับจ่าย แต่การใช้จ่ายยังมีแรงหนุนจากความตั้งใจทำบุญและกระแสรักสุขภาพ โดยเฉพาะอาหารที่ใช้โปรตีนจากพืช

    ขณะที่พฤติกรรมการกินเจอาจเปลี่ยนจากการกินครบทุกมื้อ มาเป็นการเลือกกินเฉพาะบางมื้อมากขึ้น

    “ถ้าจะสรุปก็ต้องสรุปว่า คึกคักไม่ต่ำกว่าปีที่แล้ว คนจะบริโภคใกล้เคียงเดิม แต่เงินจะสะพัดระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้หวือหวา”

    ภาพบรรยากาศเทศกาลกินเจที่เยาวราชพร้อมภาพผักราคาแพงสะท้อนเศรษฐกิจซบเซา 2ภาพบรรยากาศเทศกาลกินเจที่เยาวราชพร้อมภาพผักราคาแพงสะท้อนเศรษฐกิจซบเซา 3

    อุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลสำรวจประชาชน 1,230 คนทั่วประเทศ พบว่า ผู้ที่ตั้งใจกินเจปีนี้เหลือ 32% ลดลงจาก 34% ในปีก่อน และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปี

    “ปัจจัยสำคัญมาจากภาวะเศรษฐกิจ ทั้งน้ำท่วมและราคาน้ำมัน ส่งผลให้อาหารเจมีราคาสูงขึ้น เศรษฐกิจไม่ดี เป็นเหตุผลอันดับแรกของกลุ่มที่ไม่กินเจ ขณะที่อาหารเจแพงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สะท้อนว่ากำลังซื้อและค่าครองชีพยังมีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค”

    ธนวรรธน์ ระบุอีกว่า ตัวเลขความเสียหายน้ำท่วมล่าสุด (6 ต.ค.69) กรุงเทพฯ-ปริมณฑล 1.4 หมื่นล้านบาท กรุงเทพฯ มากสุด 10,100 ล้านบาท โดยภาคบริการเสียหายสูงสุด 8,600 ล้านบาท ขณะที่ปทุมธานียังต้องจับตา เพราะระดับน้ำยังเพิ่มขึ้น

    ส่วนภาคตะวันออกเสียหาย 6,000 ล้านบาท ชลบุรีหนักสุด 3,500 ล้านบาท กระทบนิคมอุตสาหกรรม โดยอมตะซิตี้ ชลบุรี มีโรงงานได้รับผลกระทบราว 34 แห่ง

    ภาคกลางเสียหาย 2,000 ล้านบาท อยุธยาหนักสุด 1,400 ล้านบาท ขณะที่ความเสียหายภาคเกษตรยังอาจเพิ่ม หลังน้ำลดและประเมินผลผลิตข้าวนาปีได้ชัดเจนขึ้น

    น้ำท่วมกระทบแหล่งปลูกผัก เร่งเติมสินค้าเข้าตลาด

    วัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อแหล่งเพาะปลูกผักสำคัญ

    โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันตก ทำให้ผักบางชนิดมีราคาสูงขึ้น แต่สถานการณ์เริ่มทยอยดีขึ้น หลังมีการนำผลผลิตจากพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบเข้ามาเติมในตลาดกลาง

    “กรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการสินค้าให้มีเพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลกินเจ”

    ภาพบรรยากาศเทศกาลกินเจที่เยาวราชพร้อมภาพผักราคาแพงสะท้อนเศรษฐกิจซบเซา 4

    ‘พาณิชย์’ ตั้ง War Room เกาะติดตลาดสด-โมเดิร์นเทรด จ่อชงงบ 1,000 ล้าน

    ล่าสุด กรมการค้าภายในตั้ง War Room ติดตามสถานการณ์ผัก สินค้าอุปโภคบริโภค และระบบตลาดแบบวันต่อวัน พร้อมประสานผู้ประกอบการให้ตรึงราคาสินค้า เพิ่มสต็อก และปรับระบบขนส่ง รวมถึงขอความร่วมมือให้ลดการส่งออกไข่ไก่ 30-50% เพื่อเพิ่มปริมาณสินค้าในตลาดประเทศ

    ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์เตรียมงบประมาณราว 1,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนมาตรการลดค่าครองชีพทั่วประเทศลงไปถึงระดับชุมชน

    ฐนิวรรษ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่กำลังกระทบห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ราคาสินค้าและวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคธุรกิจ แต่ยังลามไปถึงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้บริโภคและระบบโลจิสติกส์ด้วย

    ท่ามกลางต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการและผู้บริโภครายย่อยต่างกังวลว่า เทศกาลอาหารเจปีนี้อาจซบเซากว่าปีที่ผ่านมา

    ในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้บริโภคยังตั้งข้อสงสัยว่า ราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้นเป็นผลจากผลผลิตเสียหายเพราะน้ำท่วมจริงหรือไม่ หรือมีผู้ฉวยโอกาสใช้สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุผลขึ้นราคา

    ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือขนมจีน ซึ่งเดิมขายในราคา 10 บาท แต่ปรับเป็น 20 บาท ทั้งที่เป็นสินค้าที่ผลิตจากการบีบแป้งในโรงงาน

    ภาพบรรยากาศเทศกาลกินเจที่เยาวราชพร้อมภาพผักราคาแพงสะท้อนเศรษฐกิจซบเซา 5

    หรือแม้กระทั่งถั่วฝักยาวก็มีราคาสูงขึ้นเช่นกัน จากเดิมซื้อได้ในราคากำละประมาณ 10 บาท หลังน้ำท่วมกลับปรับเป็น 20 บาท และยังมีปริมาณลดลง เหลือประมาณ 10 เส้นต่อกำอีกต่างหาก

    อย่างไรก็ตาม การขนส่งที่ติดขัดก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ดันราคาให้สูงขึ้น เนื่องจากพืชผักส่วนใหญ่มาจากแหล่งเพาะปลูก เช่น จังหวัดราชบุรี

    เมื่อเส้นทางได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ผักบางส่วนเน่าเสียระหว่างทาง ทำให้มีสินค้าเข้าสู่ตลาดน้อยลง และราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายปลายทางก็สูงขึ้นตามไปด้วย

    นอกจากนี้ ประชาชนในหลายพื้นที่แม้บ้านจะไม่ถูกน้ำท่วม แต่ก็ไม่สามารถเดินทางออกจากบ้านได้เป็นเวลา 4-5 วัน ส่งผลกระทบต่อการเดินทางและการทำมาหากิน ส่วนฝั่งภาคธุรกิจก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน ธุรกิจขนาดใหญ่และร้านค้าหลายแห่งต้องปิดให้บริการชั่วคราว

    ในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหารรายเล็ก ผลกระทบปรากฏชัดผ่านยอดขายที่ลดลง ยกตัวอย่างร้านอาหารขนาดเล็กแห่งหนึ่งในย่านเยาวราชซึ่งเคยขายได้วันละประมาณ 100,000 บาท มียอดขายลดลงเหลือเพียง 10,000-20,000 บาทต่อวัน แน่นอนว่าผู้ประกอบการต้องจำใจแบกต้นทุนต่อไป

    เทศกาลกินเจปีนี้ บรรยากาศ ‘แผ่วลง’

    นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวต่อไปว่า ศูนย์อาหารบางแห่งได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน กรณีศูนย์อาหารวนารี ผู้ประกอบการที่เข้าประมูลบริหารได้ปรับราคาอาหารเริ่มต้นจาก 35 บาทเป็น 50 บาท

    โดยให้เหตุผลว่าต้องรับมือทั้งผลกระทบโดยตรง เช่น บ้านถูกน้ำท่วมและขาดรายได้จากการขายหลายวัน ตลอดจนผลทางจิตวิทยาที่ทำให้ประเมินต้นทุนสูงขึ้น

    ภาพบรรยากาศเทศกาลกินเจที่เยาวราชพร้อมภาพผักราคาแพงสะท้อนเศรษฐกิจซบเซา 6

    ขณะเดียวกัน ก็ยังมีภาระค่าเช่าและเงินเดือนพนักงานที่ต้องจ่าย ผู้ขายอาหารเจในตลาดต่างๆ ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ราคาวัตถุดิบปรับสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    พร้อมยอมรับว่าเหตุการณ์ครั้งนี้สร้างแรงกดดันทั้งด้านการบริหารจัดการและต้นทุนดำเนินงาน ทำให้ต้องวางแผนล่วงหน้า เพื่อรับมือความเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดขึ้น

    ฐนิวรรษ ทิ้งท้ายว่า แม้ผู้บริโภคที่ยึดถือการกินเจจะยังคงมีศรัทธา แต่หลายคนต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น บางส่วนจึงเลือกลดระยะเวลาการถือศีล

    โดยกินเจเพียง 2–3 วัน แทนการปฏิบัติครบตลอดเทศกาล เพราะรับรู้ว่าราคาผักสูงขึ้นจากผลกระทบของน้ำท่วมและปัญหาการขนส่ง

    น้ำท่วมดันราคาผักบางชนิดแพงขึ้น 10 เท่า

    นรินธร อัครจรุพัฒน์ เจ้าของร้านครัวนรินธร ในกรุงเทพฯ กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า เดิมทีตนเองก็ตั้งใจจะไม่ขายอาหารเจในปีนี้ เนื่องจากราคาวัตถุดิบสูงขึ้นมาก แต่สุดท้ายยังต้องขาย เพราะได้ถ่ายภาพประชาสัมพันธ์ร่วมกับศูนย์การค้าไปแล้ว อีกทั้งยังมีคิวทำอาหารเพื่อถ่ายรายการประชาสัมพันธ์ ซึ่งหากยังไม่ได้ถ่ายภาพโปรโมตไว้ก่อน ก็จะไม่ทำอาหารเจขายในปีนี้

    ในแต่ละปีร้านขายอาหารเจจะอยู่ใน 2 จุดหลัก ได้แก่ โซนสุขสยาม ภายในไอคอนสยาม และย่านสีลม ซอย 5 หรือซอยละลายทรัพย์ โดยมีเมนูหลากหลาย ทั้งอาหารเจ 4 ภาค แกงโฮะ ลาบเจ และต้มกะหล่ำปลี

    นรินธร ระบุว่า ราคาผักแพงขึ้นอย่างมากจากผลกระทบของน้ำท่วม ขณะที่โปรตีนเกษตรและวัตถุดิบอื่นๆ ส่วนใหญ่ยังมีราคาใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา

    โดยมี ’ผักบุ้ง’ เป็นผักที่มีราคาสูงที่สุดในบรรดาผักที่ใช้ทำอาหารเจ และวัตถุดิบหลายชนิดเริ่มหาซื้อยาก เนื่องจากพื้นที่เกษตรกรรมได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ทำให้ผลผลิตเข้าสู่ตลาดไม่เพียงพอ

    ภาพบรรยากาศเทศกาลกินเจที่เยาวราชพร้อมภาพผักราคาแพงสะท้อนเศรษฐกิจซบเซา 7

    ยกตัวอย่างราคาผักที่ปรับสูงขึ้น ได้แก่ ผักกวางตุ้ง ซึ่งเดิมซื้อในปริมาณ 5 กิโลกรัมได้ในราคา 70–80 บาท แต่ปัจจุบันราคาสูงขึ้นเป็นถุงละ 350 บาท หรือแพงขึ้นเกือบ 10 เท่า ส่วนมะเขือยาว ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักอันดับต้นๆ ของอาหารเจ จากเดิมถุงละ 80 บาท ปรับขึ้นเป็น 300 บาท ขณะที่ผักจีนมีราคากิโลกรัมละ 100–200 บาท ใกล้เคียงกับราคาเนื้อสัตว์

    เมื่อวัตถุดิบแพงขึ้น ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องปรับราคาอาหารเจขึ้นเมนูละ 10 บาท เช่น จากจานละ 60 บาท เป็น 70 บาท เพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แม้ย่านสีลมจะมีผู้บริโภคอาหารเจจำนวนมาก แต่ต้นทุนที่สูงขึ้นก็ทำให้กำไรลดลงอย่างมาก และพ่อค้าแม่ค้าบางรายอาจถึงขั้นขาดทุนในปีนี้

    สำหรับการทำธุรกิจในศูนย์การค้า นรินธร กล่าวว่า ประสบภาวะขาดทุนสะสมแล้วประมาณ 3 ล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบการหลายรายในพื้นที่ต่างเฝ้าดูสถานการณ์ไปจนถึงช่วงปีใหม่ หากเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น ก็มีแนวโน้มจะเลิกขาย

    พร้อมยังสะท้อนว่า ภาครัฐไม่ได้เข้ามาดูแลหรือควบคุมราคาผักและวัตถุดิบอาหารเจอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน การส่งเสริมการท่องเที่ยวและการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ยังไม่เห็นผลชัดเจน ทำให้บรรยากาศการค้าขายซบเซาและเงียบเหงา เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการระบาดของโควิด

    เจาะ 3 อินไซต์ ตลาดอาหารเจ กลายเป็นไลฟ์สไตล์

    ในอีกมุมหนึ่ง เซ็นทรัลพัฒนา มองว่า พฤติกรรมการกินเจที่เปลี่ยนไปเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจปรับตัวได้ ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา ระบุว่า เทศกาลเจกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากเทศกาลที่มีรากฐานจากความเชื่อและประเพณี สู่ Health & Lifestyle Movement ที่เปิดกว้างสำหรับคนทุกเจเนอเรชัน โดยยังคงคุณค่าของการทำบุญไว้

    ภาพบรรยากาศเทศกาลกินเจที่เยาวราชพร้อมภาพผักราคาแพงสะท้อนเศรษฐกิจซบเซา 8

    มุมมองนี้สอดคล้องกับภาพที่สะท้อนไว้ข้างต้น คือการกินเจของผู้บริโภคยืดหยุ่นขึ้น หลายคนเลือกกินเฉพาะบางมื้อหรือบางวัน แทนการกินครบตลอดเทศกาล เซ็นทรัลพัฒนาจึงวางแคมเปญ Thailand J Food Festival 2026 ระหว่างวันที่ 9-18 ตุลาคม 2569 บนพื้นฐานของ 3 อินไซต์พฤติกรรมผู้บริโภค

    อินไซต์แรก คนที่ไม่เคยกินเจยังเปิดใจลอง ผลสำรวจที่เซ็นทรัลพัฒนาอ้างถึงพบว่า 42.5% ของผู้ตอบแบบสอบถามไม่เคยกินเจ แต่ 83% ของกลุ่มนี้มีแนวโน้มเปิดใจลองกินเจในปีนี้ ปัจจัยในการตัดสินใจคือความคุ้มค่าและคุณค่าทางโภชนาการ สะท้อนว่าเรื่องราคายังเป็นโจทย์สำคัญของทั้งผู้ค้าและผู้บริโภค

    อินไซต์ที่สอง กระแสสุขภาพทำให้เจใกล้ชิดคนรุ่นใหม่มากขึ้น Gen Z ให้ความสนใจตั้งแต่ Gut Health โปรตีน พรีไบโอติก การนอนหลับ ไปจนถึงสุขภาพจิต ขณะที่ตลาดอาหารจากพืช (Plant-Based Food) ก็เติบโตต่อเนื่อง

    สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่าตลาดนี้มีมูลค่า 45,000 ล้านบาทในปี 2567 และคาดว่าจะเติบโต 10% เป็น 49,500 ล้านบาทในปี 2568 ตัวเลขนี้เป็นภาพรวมตลาดอาหารจากพืช ไม่ใช่ตลาดอาหารเจโดยตรง แต่ก็เปิดทางให้เมนูเจพัฒนาไปสู่เมนูฟิวชันและรสชาติใหม่ๆ

    อินไซต์ที่สาม การทำบุญและการดูแลสุขภาพยังเป็นแรงจูงใจหลัก ขณะที่เมนูเจต้นตำรับจากย่านเก่าแก่ยังเป็นเสน่ห์ที่หลายคนรอกลับมากินปีละครั้ง แคมเปญปีนี้จึงนำร้านเจสตรีทฟู้ดจากเยาวราช ตลาดน้อย ตลาดพลู และย่านนนทบุรี เข้ามาไว้ในศูนย์การค้า

    เดอะมอลล์มองเจเชื่อมเทรนด์สุขภาพ คาดหนุนค้าปลีกปลายปี

    ด้านเดอะมอลล์ กรุ๊ป มองในทิศทางใกล้เคียงกัน วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เทศกาลกินเจยังเป็นช่วงเวลาสำคัญของธุรกิจอาหารและค้าปลีกไทย ความต้องการของผู้บริโภคหลากหลายขึ้น

    จากการกินตามประเพณีไปสู่การเลือกอาหารเพื่อสุขภาพและให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบ ความสะดวก และประสบการณ์การเลือกซื้อ

    ปีนี้เดอะมอลล์ กรุ๊ป จัดงาน THE MALL LIFESTORE TASTE OF J 2026 เป็นปีที่ 27 ภายใต้แนวคิด ‘ย่านเทศกาลเจ’ โดยรวบรวมร้านอาหารเจจาก 4 ย่าน ได้แก่ เยาวราช ตลาดน้อย ตลาดพลู และภูเก็ต

    ภาพบรรยากาศเทศกาลกินเจที่เยาวราชพร้อมภาพผักราคาแพงสะท้อนเศรษฐกิจซบเซา 9

    สะท้อนวัฒนธรรมการถือศีลกินผักของภาคใต้ นอกจากร้านอาหารแล้ว ซูเปอร์มาร์เก็ตในเครือยังจำหน่ายวัตถุดิบเจ สินค้าท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์ Plant-Based และอาหารพร้อมรับประทาน เพื่อรองรับทั้งผู้ที่ปรุงอาหารเองและผู้ที่ต้องการความสะดวก

    วรลักษณ์ ระบุว่า การจัดงานมุ่งรองรับทั้งผู้ที่ถือศีลกินเจตามประเพณีและผู้ที่เลือกอาหารจากพืชเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และคาดว่าเทศกาลเจจะช่วยกระตุ้นการเข้าศูนย์การค้าและการใช้จ่ายในธุรกิจค้าปลีกช่วงปลายปี

    อย่างไรก็ตาม ภาพจากทั้งเซ็นทรัลพัฒนาและเดอะมอลล์ กรุ๊ป สะท้อนว่า ขณะที่ผู้ค้าต้องบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบ ภาคธุรกิจก็กำลังปรับตัวรับพฤติกรรมการกินเจที่เปลี่ยนไป ผู้บริโภคกินเจเพื่อสุขภาพมากขึ้น กินแบบยืดหยุ่นมากขึ้น และมองเจเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์

    อ้างอิงภาพปก: ตลาดไท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/j-festival-2569-economy-vegetable-prices/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CnzZ1O7rOrnv1OVop2L99

  • โจทย์ใหญ่รัฐฯ พา “ปลาหมอคางดำ” สู่ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” เชื่อมต่อห่วงโซ่การใช้ประโยชน์ให้ได้ | TOPNEWS

    โจทย์ใหญ่รัฐฯ พา “ปลาหมอคางดำ” สู่ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” เชื่อมต่อห่วงโซ่การใช้ประโยชน์ให้ได้ | TOPNEWS

    โดยกลุ่มประมงบ้านคลองเทียนที่มีราว 40 ลำ ที่ใช้ปลาหมอคางดำเป็นเหยื่อล่อปู เรือหนึ่งลำจะใช้ลอบ 700–800 ลูก ก็จะใช้ปลาหมอคางดำ 20-30 กิโลกรัมต่อวัน คาดว่าในหนึ่งสัปดาห์กลุ่มมีความต้องการใช้ปลาหมอคางดำมากถึง 8 ตันทีเดียว ซึ่งยังไม่รวมถึงเรือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ที่ต้องการใช้ปลาหมอคางดำเป็นเหยื่อจำนวนมากด้วยเช่นกัน

    ในภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ “สนิท แดงพยนต์” ประธานกลุ่มเกษตรกรทำประมงพัฒนาเกษตรพอเพียง 49 จ.สมุทรสาคร มองว่า การนำปลาหมอคางดำมาเป็น “เหยื่อสด” เลี้ยงปลากะพง นอกจากจะช่วยลดต้นทุนอาหารแล้ว ยังมีผลต่อความอร่อยของเนื้อปลาอีกด้วย ซึ่งทุกวันนี้มีความต้องการใช้ปลาหมอคางดำวันละไม่ต่ำกว่า 5 ตัน ต่อพื้นที่บ่อ 200 ไร่ ซึ่งขณะนี้ ปัญหาอยู่ที่ วัตถุดิบปลาหมอคางดำยังไม่สม่ำเสมอ และไม่สามารถหาได้ตามความต้องการ

    ส่วนในภาคอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ “ปรีชา ศิริแสงอารำพี” ผู้บริหารโรงงานปลาป่น “ศิริแสงอารำพี” ย่านมหาชัย ยืนยันว่า โรงงานยังมีความต้องการรับซื้อปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่องเพื่อนำไปทำปลาป่น ซึ่งโรงงานสามารถกำจัดปลาหมอคางดำได้สูงสุดถึง 1.5 แสนกิโลกรัมต่อวัน โดยในปีนี้ตั้งเป้าจะรับซื้อให้ได้ 2 ล้านกิโลกรัม แต่โจทย์สำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ปลาจากพื้นที่ระบาดเข้าสู่โรงงานได้อย่างต่อเนื่อง #ปลาหมอคางดำ

    จากทั้ง 3 ภาคส่วนจึงสะท้อนตรงกันว่า ปลาหมอคางดำ มีคนที่ต้องการนำใช้ประโยชน์จำนวนมาก แต่สิ่งที่ยังขาด คือระบบที่จะทำให้ปลาเหล่านั้นเดินทางจากแหล่งน้ำไปถึงผู้ใช้ได้อย่างสม่ำเสมอ

    แต่คอขวดอยู่ที่ “พื้นที่ระบาด” เพราะพื้นที่ที่พบปลาหมอคางดำจำนวนมาก ส่วนใหญ่อยู่ตามพื้นที่คูคลองแม่น้ำที่เป็นน้ำกร่อย ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ที่เข้าถึงได้ง่าย อีกทั้งชาวประมงก็ไม่มีแรงจูงใจมากพอที่จะจับ เพราะต้นทุนการออกเรืออาจไม่คุ้มกับปริมาณปลาที่ได้ อีกทั้งยังมีข้อจำกัดทั้งเครื่องมือ แรงงาน ต้นทุนเชื้อเพลิง และราคาที่ได้รับ

    เมื่อปลาที่จับได้อยู่ไกลจากจุดรับซื้อหรือโรงงาน ต้นทุนขนส่งก็เพิ่มขึ้น และทำให้แรงจูงใจในการจับลดลง นี่จึงกลายเป็น “คอขวด” สำคัญของการใช้ประโยชน์ เพราะต่อให้ปลามีคนต้องการ แต่หากคนจับอยู่คนละพื้นที่กับคนใช้ และไม่มีระบบขนส่งที่คุ้มค่า กลไกตลาดก็ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

    ประเด็นนี้ทำให้บทบาทของภาครัฐอาจต้องขยับจากการเป็นผู้ควบคุมหรือใช้งบประมาณเพื่อรับซื้อและการกำจัด มาเป็น “ผู้เชื่อมต่อ” ระหว่างผู้จับ ผู้รับซื้อ ผู้แปรรูป และผู้ใช้ประโยชน์

    สิ่งที่ต้องคิดต่อมีตั้งแต่การสร้างแรงจูงใจในการจับ การสนับสนุนระบบรวบรวมและขนส่งจากพื้นที่น้ำกร่อย การเพิ่มจุดรับซื้อในพื้นที่ระบาด ไปจนถึงการสนับสนุนเครื่องมือที่เหมาะสม

    #ปลาหมอมายัน #ปลาหมอบัตเตอร์ #ปลาต่างถิ่น #สัตว์แปลก #สัตว์ต่างถิ่นรุกราน #ExoticPetsThailand #เอเลี่ยนสปีชีส์ #สัตว์ต่างถิ่นรุกราน #กรมประมง #สิ่งแวดล้อม #อนุรักษ์ธรรมชาติ #พื้นที่ระบาด #ลงแขกลงคลอง #สมดุลระบบนิเวศ #วิถีชุมชน #นวัตกรรมชุมชน #ระบบนิเวศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1712011&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BF4EmkCrt1iG47M-ZdMjF

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 7 ตุลาคม 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 7 ตุลาคม 2569 – สยามรัฐ

    กมธ.กฎหมายเชิญ “สุชาดา-คู่สมรส” แจงปมสแกมเมอร์ /นายกฯ บินสิงคโปร์ร่วม Forbesฯ/ สื่อโลกจับตาครบ 3 ปี 7 ต.ค.

    ประเด็นข่าวสำคัญประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ครอบคลุมทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ และกระแสสังคมออนไลน์ โดยมีเรื่องที่ได้รับความสนใจ ดังนี้

    1. กมธ.กฎหมายเชิญ “สุชาดา-คู่สมรส” ชี้แจงปมพนันออนไลน์-ฟอกเงิน

    คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี นายรังสิมันต์ โรม เป็นประธาน เตรียมเชิญ น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย และคู่สมรส เข้าชี้แจงในวันที่ 7 ตุลาคม 2569 กรณีที่มีการพาดพิงถึงประเด็นพนันออนไลน์ ฟอกเงิน และความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์

    ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีการอภิปรายและตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับบุคคลใกล้ชิดของ สส.สุชาดา ขณะที่เจ้าตัวได้ดำเนินการทางกฎหมายต่อนายรังสิมันต์จากกรณีการพาดพิง โดยฝ่ายที่เกี่ยวข้องยืนยันพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง

    2. “อนุทิน” บินสิงคโปร์ ร่วม Forbes Global CEO Conference

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีกำหนดเดินทางไปสิงคโปร์ในวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เพื่อเข้าร่วมงาน Forbes Global CEO Conference 2026 ซึ่งเป็นเวทีพบปะผู้บริหารภาคธุรกิจและนักลงทุนระดับนานาชาติ โดยประเด็นสำคัญที่ไทยต้องการสื่อสารคือการสร้างความเชื่อมั่นและโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ

    ขณะเดียวกัน ไทยกำลังเดินหน้าเตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพ การประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ โดยการประชุมจะรวบรวมผู้นำภาครัฐ ผู้บริหารภาคธุรกิจ องค์กรระหว่างประเทศ และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก เพื่อหารือเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก การลงทุน การเติบโต และประเด็นด้านการพัฒนา

    รัฐบาลจึงเร่งเตรียมความพร้อมทั้งด้านสถานที่ การเดินทาง ความปลอดภัย และการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยต่อสายตานานาชาติ

    3. ทั่วโลกจับตาครบรอบ 3 ปี เหตุการณ์ 7 ตุลาคม

    วันที่ 7 ตุลาคม 2569 เป็นวันครบรอบ 3 ปี เหตุการณ์โจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ซึ่งยังส่งผลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการเมืองระหว่างประเทศ

    สื่อและหน่วยงานด้านความมั่นคงหลายประเทศจับตากิจกรรมรำลึกและการชุมนุมที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งดังกล่าว โดยข้อมูลจากกระทรวงกิจการพลัดถิ่นและการต่อต้านชาวยิวของอิสราเอล ระบุว่า มีการวางแผนจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประท้วงต่อต้านอิสราเอลและสนับสนุนปาเลสไตน์ 262 กิจกรรมใน 37 ประเทศ ในช่วงวันที่ 1–14 ตุลาคม และเฉพาะวันที่ 7 ตุลาคม มีแผนจัดกิจกรรมอย่างน้อย 75 จุดทั่วโลก

    จึงมีการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สำคัญ โดยเฉพาะบริเวณสถานทูต สถานที่ทางศาสนา และพื้นที่ที่คาดว่าจะมีการรวมตัวของประชาชน

    4. จับตา “ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ” พบเตียงติดกรงเหล็ก

    อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ คือกรณี ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยจิตเวชในจังหวัดกาญจนบุรี หลังมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการดูแลผู้พักอาศัย ก่อนเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบสถานที่เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569

    จากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบพื้นที่และเตียงบางส่วนมีการติดตั้งกรงเหล็ก รวมถึงมีโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมพื้นที่ ขณะที่ผู้ดูแลศูนย์ชี้แจงว่า การติดตั้งกรงมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการรุนแรงตกจากเตียง ทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น และป้องกันการหลบหนี

    อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน รวมถึงสอบถามผู้เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาว่าการดำเนินการของศูนย์เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยหรือไม่ จึงควรหลีกเลี่ยงการสรุปว่าเป็นการกักขังหรือทารุณกรรมจนกว่าการตรวจสอบจะมีข้อยุติ

    สรุปประเด็นเด่น 7 ตุลาคม 2569 การเมืองจับตาการชี้แจงของ “สุชาดา-คู่สมรส” ต่อ กมธ.กฎหมาย ขณะที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปสิงคโปร์ร่วม Forbes Global CEO Conference ก่อนประเทศไทยเป็นเจ้าภาพประชุม IMF–World Bank วันที่ 12–18 ตุลาคม ด้านต่างประเทศจับตาครบรอบ 3 ปีเหตุการณ์ 7 ตุลาคม และโลกออนไลน์ยังติดตามกรณีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในกาญจนบุรีอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/326860&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KBQdWFC7EsVxPi8z_XR4k