Blog

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 12 ตุลาคม 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 12 ตุลาคม 2569 – สยามรัฐ

    ไทยเปิดฉากประชุม IMF–World Bank 2026 กทม. ใช้มาตรการ WFH 12 ต.ค. แนะวางแผนเดินทาง เลี่ยงรถติด

    12 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยเริ่มเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยรัฐบาลเตรียมมาตรการด้านการทำงานและการเดินทาง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลกและช่วยลดผลกระทบด้านการจราจรในเมืองหลวง

    เปิดเวทีเศรษฐกิจโลก ไทยเป็นเจ้าภาพผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คน
    การประชุม IMF–World Bank 2026 เป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน และผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจจากประเทศต่าง ๆ เพื่อหารือเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลก การเงินระหว่างประเทศ และความท้าทายด้านการพัฒนา

    รัฐบาลไทยระบุว่า การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คน จาก 190 ประเทศทั่วโลก โดยการเป็นเจ้าภาพถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศไทย ตลอดจนต่อยอดความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เทคโนโลยี และการท่องเที่ยว

    การประชุมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าวมาแล้วในปี 2534

    กทม. ใช้มาตรการ WFH ลดผลกระทบการจราจร
    รัฐบาลกำหนดให้ส่วนราชการในพื้นที่กรุงเทพมหานครปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work From Home: WFH) ในวันที่ 12, 14 และ 15 ตุลาคม 2569 พร้อมกำหนดวันหยุดราชการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้แก่ วันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันหยุดราชการตามปกติ และวันที่ 16 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษ

    สำหรับรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และภาคเอกชนในพื้นที่โดยรอบสถานที่จัดประชุม รัฐบาลขอความร่วมมือให้พิจารณามาตรการที่เหมาะสมตามสภาพพื้นที่และลักษณะการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจไม่ได้หยุดทำการโดยอัตโนมัติ

    ประชาชนที่จำเป็นต้องเดินทางในช่วงการประชุมควรวางแผนล่วงหน้า เผื่อเวลาเดินทาง และติดตามประกาศการจราจรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบริเวณรอบศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถนนรัชดาภิเษก ถนนสุขุมวิท ถนนพระราม 4 และเส้นทางเชื่อมต่อโดยรอบ ซึ่งอาจมีการจัดการจราจรตามภารกิจด้านความปลอดภัย

    นอกจากนี้ ประชาชนสามารถพิจารณาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า MRT และ BTS เพื่อลดความกังวลเรื่องการจราจรและช่วยให้เดินทางได้สะดวกขึ้น

    แนะติดตามประกาศจราจรและข้อมูลจากหน่วยงานทางการ
    ในช่วงที่กรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับนานาชาติ ประชาชนควรติดตามประกาศจากรัฐบาล ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะข้อมูลการจัดการจราจรและการเดินทางรอบสถานที่จัดประชุม เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางที่อาจได้รับผลกระทบ

    การประชุม IMF–World Bank 2026 เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการแสดงความพร้อมด้านการจัดงานระดับโลกและต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน มาตรการ WFH และการวางแผนเดินทางล่วงหน้าเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยลดผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนในกรุงเทพมหานคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/328120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UKqFOxB-1u_JtQXVR_lBM

  • ญี่ปุ่นลงทุนไทย 4 แสนล้าน ยกระดับสู่เทคโนโลยีขั้นสูง

    ญี่ปุ่นลงทุนไทย 4 แสนล้าน ยกระดับสู่เทคโนโลยีขั้นสูง

    ตลอดหลายทศวรรษ ภาพจำของการลงทุนญี่ปุ่นในไทยคือสายการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน แต่ตัวเลขล่าสุดที่เปิดเผยบนเวที Thailand–Japan Investment Forum 2026 ที่กรุงเทพฯ เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2026 กำลังบอกเราว่าภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไป ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า ระหว่างปี 2021 ถึงกลางปี 2026 บริษัทญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทยรวม 1,380 โครงการ มูลค่ากว่า 11.72 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 396,500 ล้านบาท และทิศทางของเม็ดเงินกำลังขยับจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างชัดเจน

    ภาพสัญลักษณ์ความร่วมมือระหว่างนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญ สะท้อนการลงทุนญี่ปุ่นในไทยมูลค่าเกือบ 4 แสนล้านบาท

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI ชี้ว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตสูงและเป็นเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง หุ่นยนต์ และพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันก็มีพื้นที่ใหม่ด้านฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ถูกพูดถึงบนเวทีเดียวกัน ทั้งระบบประมวลผล AI การส่งข้อมูลด้วยแสง ชิปขั้นสูง และพลังงานหมุนเวียน ส่วนโรงงานเดิมที่ตั้งอยู่แล้วก็ได้รับการสนับสนุนให้ยกระดับสู่มาตรฐาน “Smart & Sustainable Industry”

    ตัวอย่างจริง: NTT, Sony, Murata, Toshiba และ ROHM ขยายฐานในไทย

    เพื่อให้เห็นภาพเชิงประจักษ์ การเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนผ่านการขยายการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากญี่ปุ่นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ในฝั่งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล NTT ได้ประกาศเดินหน้าขยายการลงทุนด้าน Data Center และ Cloud Services ในไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการรันระบบ AI ในระดับองค์กร ขณะที่กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงอย่าง Sony Semiconductor, Murata, Toshiba และ ROHM ก็กำลังขยายการลงทุนในไทยอย่างหนัก เพื่อผลิตชิ้นส่วนสำคัญอย่าง เซมิคอนดักเตอร์, ชิป, ตลอดจนอุปกรณ์รับส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceivers) และระบบระบายความร้อนที่ต้องใช้ใน AI Server ส่งออกสู่ตลาดโลก

    วิศวกรหญิงไทยในชุดคลีนรูมทำงานกับชิปเซมิคอนดักเตอร์ อุตสาหกรรมที่บริษัทญี่ปุ่นขยายการลงทุนในไทย

    ภาพนี้สะท้อนว่า ญี่ปุ่นไม่ได้มองไทยเป็นเพียงฐานประกอบสินค้าต้นทุนต่ำอีกต่อไป แต่กำลังวางไทยไว้ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    ทำไมญี่ปุ่นเลือกไทย: บทบาท “Trusted Connector”

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งขึ้นกล่าวต่อหน้าผู้บริหารและนักลงทุนกว่า 700 คน ระบุว่าจุดแข็งของไทยคือการเป็น “Trusted Connector” หรือผู้เชื่อมโยงที่นานาประเทศไว้วางใจ ในจังหวะที่เศรษฐกิจโลกเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง 4 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ ความผันผวนทางเศรษฐกิจมหภาค ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการเข้าสู่สังคมสูงวัย

    ในโลกที่ห่วงโซ่อุปทานกำลังถูกจัดใหม่ตามภูมิรัฐศาสตร์ การเป็นพื้นที่ที่ทุนและเทคโนโลยีไหลเวียนได้อย่างมั่นคงและคาดการณ์ได้ คือแต้มต่อที่ไทยต้องรักษาไว้ และเป็นเหตุผลสำคัญที่บริษัทญี่ปุ่นใช้ประกอบการตัดสินใจกระจายฐานการผลิต

    7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และกลไกการเงินใหม่ที่ไทยเสนอ

    รัฐบาลไทยเสนอ 7 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายสำหรับความร่วมมือการลงทุน ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะและการแปรรูปอาหาร อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์แห่งอนาคต สุขภาพและการแพทย์ การท่องเที่ยวคุณภาพ ค้าปลีกและโลจิสติกส์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    BOI to IPO: พาบริษัทญี่ปุ่นเข้าตลาดทุนไทย

    นอกจากสิทธิประโยชน์ด้านภาษีแล้ว ยังมีกลไกด้านตลาดทุนเข้ามาเสริม โดยเฉพาะโครงการ “BOI to IPO” ที่เปิดช่องทางเร่งรัดให้บริษัทลูกของญี่ปุ่นที่ดำเนินกิจการในไทยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้ง SET, mai และ LiVEx ควบคู่กับการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตทวิภาคี แนวคิดนี้มีความหมายเชิงยุทธศาสตร์ เพราะช่วยให้บริษัทต่างชาติไม่ได้เป็นเพียง “ผู้มาตั้งโรงงาน” แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยอย่างแท้จริง

    ยานยนต์ญี่ปุ่นกับยุทธศาสตร์ Multi-Pathway

    ช่างเทคนิคไทยเรียนรู้ระบบควบคุมอัตโนมัติในโรงงานรถยนต์ ตามยุทธศาสตร์ Multi-Pathway ของค่ายรถญี่ปุ่น

    ในอุตสาหกรรมที่เป็นหัวใจของความสัมพันธ์ไทย–ญี่ปุ่นมายาวนาน นายอาเบะ อิจิโระ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) กรุงเทพฯ อธิบายว่า ค่ายรถญี่ปุ่นยังเดินหน้ายุทธศาสตร์ “Multi-Pathway” คือคงสายการผลิตรถไฮบริดและเครื่องยนต์สันดาปไว้ ขณะเดียวกันก็ขยายการประกอบรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) เพื่อส่งออกในภูมิภาค พร้อมย้ำว่าการลงทุนจะไหลเข้าต่อเนื่องได้ ต้องอาศัยสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่คาดการณ์ได้ การแข่งขันที่เป็นธรรม และผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

    นี่คือการเปลี่ยนผ่านแบบค่อยเป็นค่อยไป ที่รักษาฐานการผลิตและการจ้างงานเดิมไว้ ขณะสร้างขีดความสามารถใหม่ไปพร้อมกัน

    โจทย์ที่แท้จริงของการลงทุนญี่ปุ่นในไทย: คนไทยพร้อมหรือยัง

    การลงทุนระลอกใหม่นี้ไม่ได้ต้องการแค่แรงงานในสายการผลิตจำนวนมาก แต่ต้องการวิศวกรที่เข้าใจการออกแบบวงจรและชิป ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลและ AI รวมถึงช่างเทคนิคที่ดูแลระบบอัตโนมัติและระบบพลังงานสมัยใหม่ได้ เงินลงทุนเกือบ 4 แสนล้านบาทจึงเปรียบเสมือน “ฮาร์ดแวร์” ชั้นดีที่ไทยได้รับ แต่ฮาร์ดแวร์จะสร้างมูลค่าได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อมี “ซอฟต์แวร์” อย่างทักษะ ความรู้ และระบบนิเวศการวิจัยที่แข็งแรงพอจะต่อยอด

    ความสำเร็จของความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นรอบนี้ จึงไม่ได้วัดกันที่ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุน แต่วัดกันที่ว่า ในอีกทศวรรษข้างหน้า ไทยจะก้าวจากผู้รับเทคโนโลยี ไปสู่ผู้ร่วมสร้างนวัตกรรมกับพันธมิตรเก่าแก่รายนี้ได้มากน้อยเพียงใด

    นิคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ในไทยยามพลบค่ำ ฐานรองรับการลงทุนญี่ปุ่นในไทยด้านเทคโนโลยีขั้นสูง

    Post Views: 1

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/10/11/japan-investment-thailand-high-tech-transition/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sziBhx_tZje_xNC_iXwqZ

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (12 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (12 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (12 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (12 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 75 สตางค์ต่อลิตร 

    ขณะที่เบนซิน แก๊สโซฮอล์ E85 ,E20 และเบนซิน B20 ราคาไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 50.43 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 31.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 41.44 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 41.07 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 35.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 42.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 37.19 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 50.05 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 42.94 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 37.19 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (12 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/671152&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33zlHqPj2xJqpVFEMFmaFO

  • สืบสานสารทเดือนสิบวัดโคกยาง คึกคัก! ชาวบ้านนาเหนือทำจาดสะท้อนเศรษฐกิจ-ค่าน้ำมัน

    สืบสานสารทเดือนสิบวัดโคกยาง คึกคัก! ชาวบ้านนาเหนือทำจาดสะท้อนเศรษฐกิจ-ค่าน้ำมัน

    ภูมิภาค

    สืบสานสารทเดือนสิบวัดโคกยาง คึกคัก! ชาวบ้านนาเหนือทำจาดสะท้อนเศรษฐกิจ-ค่าน้ำมัน

    วันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 16.47 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศประเพณีวันสารทเดือนสิบ หรือวันส่งตายาย ประจำปี 2569 ที่วัดโคกยาง ต.โคกยาง อ.กันตัง จ.ตรัง ชาวบ้านร่วมกันสืบสานประเพณีด้วยขบวนแห่จาดและกระจาดบุญจำนวน 11 ขบวนจากหมู่บ้านต่าง ๆ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก มีทั้งขบวนกลองยาว การแต่งกายพื้นถิ่น และการร่ายรำของชาวบ้านและเยาวชนในพื้นที่

    สำหรับจุดเด่นของงานในปีนี้ อยู่ที่ขบวนกระจาดบุญของชาวบ้านนาเหนือ ซึ่งร่วมกันสร้างสรรค์จาดเป็นรูปหุ่นจำลอง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตั้งอยู่บนแท่นหัวจ่ายน้ำมัน โดยมีหุ่นจำลองชาวบ้านอยู่ด้านล่าง เพื่อสะท้อนภาพประชาชนที่กำลังเผชิญภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะปัญหาราคาพลังงานและภาวะเศรษฐกิจซบเซา

    การนำสถานการณ์เศรษฐกิจมาถ่ายทอดผ่านขบวนแห่บุญ ทำให้ประเพณีท้องถิ่นไม่ได้มีเพียงความสนุกสนานและความศรัทธา แต่ยังเป็นพื้นที่สื่อสารสะท้อนปัญหาปากท้องในชีวิตประจำวันของชุมชน พร้อมเชื่อมโยงกับวลีฮิตติดปากเพื่อสร้างสีสันในขบวนแห่

    นายจิรพัฒน์ เกิดดี ศิลปินอิสระชาวจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า แนวคิดในปีนี้เกิดจากการที่ชาวบ้านประสบปัญหาภาระค่าใช้จ่ายและค่าน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจซบเซา ผู้นำท้องถิ่นทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และชาวบ้าน จึงร่วมแรงร่วมใจกันจัดทำกระจาดบุญดังกล่าวโดยใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อสืบสานประเพณีวันส่งตายาย ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจให้ลูกหลานเดินทางมาร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับ และหวังว่าเสียงสะท้อนจากชุมชนจะได้รับการเหลียวแลแก้ไขปัญหาปากท้องอย่างจริงจัง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/493943&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MWiIE2nllx9mqUSil2c7p

  • อนุสรณ์ แนะเยียวน้ำท่วมควรพุ่งเป้า ตัวบุคคล ไม่ใช่ทรัพย์สิน ชี้โครงการ ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย

    อนุสรณ์ แนะเยียวน้ำท่วมควรพุ่งเป้า ตัวบุคคล ไม่ใช่ทรัพย์สิน ชี้โครงการ ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย

    อนุสรณ์ ชี้ มาตรการเยียวยาน้ำท่วม ต้องขยายขอบเขตมากกว่าพื้นที่อุทกภัยเท่านั้น เสนอลดดอกเบี้ย พร้อมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แนะรัฐบาลมีมาตรการทางภาษีสนับสนุนองค์กรจิตอาสา มูลนิธิกู้ภัย หรือบรรเทาสาธารณภัย ชี้เกณฑ์เยียวยาน้ำล้อม น้ำท่วม 5,000-9,000 ต้องให้ชัดเจน เตือนโครงการคลองระบายน้ำ ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย (1.65 แสนล้านบาท) ระวัง เกาไม่ถูกที่คัน

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ รองประธานกรรมาธิการ การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน และ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพฯ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า มาตรการเยียวยาผลกระทบจากน้ำท่วม ต้องพิจารณามุ่งไปที่ ตัวบุคคล หรือ ประชาชน ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เสียหายเท่านั้น มาตรการเยียวยาต้องขยายขอบเขตไปมากกว่า ประชาชน ในพื้นที่อุทกภัย เพราะประชาชนที่ไม่อยู่ในพื้นที่อุทกภัย ก็ได้รับผลกระทบลูกโซ่ต่อเนื่องเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะผลกระทบทางเศรษฐกิจและการสูญเสียรายได้

    ทั้งนี้ เสนอให้คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อส่งผลกดอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงิน อัตราดอกเบี้ยในตลาดกู้ยืมผ่านสถาบันการเงินปรับตัวลดลงทั้งระบบ สำหรับลูกค้าผ่อนบ้านผ่อนรถ เสนอให้สถาบันการเงินทั้งระบบ ผ่อนผันการชำระดอกเบี้ย และชำระหนี้รายเดือนเป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน ขอให้ธนาคารของรัฐเข้ามาช่วยเหลือประชาชน ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ พักหนี้ พักจ่ายดอกเบี้ย หรือลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ เพื่อไม่ให้ประชาชนที่แบกรับภาระหนี้ไม่ไหว รวมทั้งที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ ต้องเข้าสู่การเป็นหนี้นอกระบบ

    เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อลูกจ้าง และแรงงานรายวัน และ ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ติดค้างอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขังหลายวัน ซ้ำเติมความยากลำบากทางเศรษฐกิจ กลุ่มคนที่มีรายได้น้อย ต้องหยุดประกอบอาชีพต่อเนื่องหลายวัน ทำให้ไม่มีรายได้ คนเหล่านี้ไม่มีเงินออมจึงขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาตั้งเป้าปล่อยวงเงินสินเชื่อวงเงินตั้งแต่ 10,000 100,000 บาท ระยะเวลา 3 ปี ให้ประชาชนที่อยู่ในเขต และโซนที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม หรือนอกเขต แต่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ปลอดดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ปี 2 ปีหลังคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี เพื่อให้มีเงินทุนสำหรับเริ่มต้นประกอบอาชีพและบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ นายอนุสรณ์ กล่าว

    นอกจากนี้ ขอเสนอให้รัฐบาลมีมาตรการทางภาษีในการสนับสนุน องค์กรจิตอาสา มูลนิธิกู้ภัย หรือบรรเทาสาธารณภัย และประชาชนจิตอาสาที่ได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ใช้มาตรการทางการคลังส่งเสริมให้เกิดการสร้างเครือข่ายองค์กรจิตอาสา มูลนิธิกู้ภัยหรือบรรเทาสาธารณภัย และ ประชาชนจิตอาสา เพื่อรับมือกับภัยพิบัติ อุทกภัยน้ำท่วมที่จะเกิดถี่ขึ้น หนักขึ้น จากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศอันเป็นผลจากภาวะโลกร้อน

    นายอนุสรณ์ กล่าวว่า เกณฑ์เยียวยาน้ำล้อม น้ำท่วม 5,000-9,000 บาทต่อครัวเรือน ต้องทำให้ชัดเจน เงินช่วยเหลือยังล่าช้าอยู่ ต้องมีระบบคัดกรองไม่ให้ยื่นซ้ำซ้อน ยังมีข้อกังวลอยู่ว่า น้ำล้อมบ้านนั้น ต้องล้อมแบบไหนอย่างไร จึงได้เงินเยียวยา น้ำล้อมบ้านหรือท่วมบ้าน ถึงหรือไม่ถึง 7 วันมีเกณฑ์ในการตัดสินใจพิจารณาช่วยเหลือในรายละเอียดอย่างไร

    ขอเสนอรัฐบาลว่า สำหรับครอบครัวที่ได้รับความเสียหายหนักมาก ไม่สามารถประกอบอาชีพได้เลย หรือ สมาชิกในครอบครัวที่เสาหลักทางด้านรายได้ต้องเสียชีวิตจากเหตุอุทกภัย ต้องพิจารณาช่วยเหลือเพิ่มขึ้นเป็นกรณีพิเศษ นายอนุสรณ์ กล่าว

    *เตือนโครงการคลองระบายน้ำ ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย (1.65 แสนล้านบาท) ระวัง เกาไม่ถูกที่คัน

    นายอนุสรณ์ ยังให้ความเห็นต่อกรณีที่รัฐบาลเห็นชอบ โครงการคลองระบายน้ำ ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย งบประมาณ 1.65 แสนล้านบาท (ปรับปรุงคลองเดิมและขุดคลองใหม่รวม 270 กม. เพื่อบายพาสน้ำเหนือ และแม่น้ำป่าสัก 600 ลบ.ม./วินาที ลงสู่อ่าวไทย มีแผนเสนอ EIA ปี 2569 และตั้งเป้าเริ่มสร้างปี 2570) โดยได้ประเมินประสิทธิภาพและแสดงข้อห่วงใยใน 3 ประเด็น โดยมองว่า

    • ประโยชน์ระดับมหภาค โครงการนี้จะช่วยลดภาระแม่น้ำเจ้าพระยา และป้องกันความเสี่ยงกรณีเกิด มหาอุทกภัยจากน้ำเหนือ ซ้ำรอยปี 2554 ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และ กทม. แต่ไม่ตอบโจทย์ปัญหาน้ำท่วมเมือง
    • ปัญหาน้ำท่วม กทม. และปริมณฑลในปัจจุบัน ไม่ได้เกิดจากน้ำเหนือล้นตลิ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสภาพเมืองที่เป็นแอ่งกระทะ เมืองที่ขาดพื้นที่รับน้ำและแก้มลิง มีการปรับเปลี่ยนผังเมืองไม่เป็นไปตามหลักวิชา ฝนตกหนักฉับพลัน (Rain Bomb) และระบบระบายน้ำเส้นเลือดฝอยไม่ได้รับการบำรุงรักษา มีสิ่งกีดขวาง ขยะอุดตัน ต่อให้คลอง Floodway สร้างเสร็จ น้ำฝนก็ยังขังอยู่บนถนน (เช่น สุขุมวิท รังสิต รามอินทรา) ไม่สามารถไหลผ่านท่อที่อุดตันไปลงคลองยักษ์ได้ เพราะคลอง Floodwayไม่ได้ทำหน้าที่สูบน้ำจากพื้นถนนในเมือง
    • องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เตือนว่า กทม. เสี่ยงน้ำท่วมสูงเป็นอันดับ 4 ของโลกในปี 2573 จากปัญหาโลกเดือด น้ำทะเลหนุนสูง และแผ่นดินทรุด หากโครงการขุดคลองลงทะเลไม่มีการออกแบบ แนวคันกั้นน้ำทะเล (Sea Wall) หรือโครงสร้างป้องกันชายฝั่งที่ปากอ่าวให้รัดกุม ในช่วงน้ำทะเลหนุน มวลน้ำจากคลองจะระบายออกไม่ได้ และอาจสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่งอย่างรุนแรง

    การนำวิกฤตความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชน ที่เกิดจาก Rain Bomb มาเป็นข้ออ้างเร่งรัดผลักดันโปรเจกต์แก้เรื่องน้ำเหนือ ถือเป็นการ เกาไม่ถูกที่คัน แม้ไทยจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานระดับมหภาค แต่วิกฤตน้ำท่วมเมืองในปัจจุบันต้องการการแก้ไขที่ต้นเหตุอย่างเร่งด่วน นายอนุสรณ์ เน้นย้ำ

    ทั้งนี้ นายอนุสรณ์ ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่ตรงจุด และยั่งยืน 3 ประการ

    1.ผ่าตัดระบบระบายน้ำเส้นเลือดฝอย: ยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพระบบท่อระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ และจุดคอขวดน้ำไม่ระบายทั่วเมืองอย่างจริงจัง

      2.เพิ่มพื้นที่สีเขียวและแก้มลิงเมือง: เพื่อช่วยชะลอและกักเก็บน้ำตามหลักการพัฒนาเมืองยั่งยืน (Sustainable Urban Development)

      3.เร่งสร้างแนวคันกั้นน้ำทะเล (Sea Wall): ออกแบบโครงสร้างป้องกันน้ำทะเลหนุนและบริหารจัดการแนวชายฝั่งอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรับมือกับวิกฤตโลกร้อนในระยะยาว

      ความท้าทายที่แท้จริงของการบริหารจัดการน้ำในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การทุ่มงบประมาณสร้างโครงการขนาดใหญ่ระดับแสนล้านเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การวิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว ต้องไม่ใช้ความเดือดร้อนเฉพาะหน้าจาก Rain Bomb มาเบี่ยงเบนโจทย์หลัก แต่ต้องเร่งผ่าตัดระบบระบายน้ำเส้นเลือดฝอยในเขตเมือง เพิ่มแก้มลิง และสร้าง Sea Wall ป้องกันน้ำทะเลหนุน เพื่อให้การใช้เงินภาษีของประชาชนเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด และคุ้มครองชีวิตทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างยั่งยืน นายอนุสรณ์ กล่าวสรุป

      โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์


      ———————————-
      News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12849487&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3262hAQb3wVsAPTsVjlMMZ

    1. รายได้ภาษีน้อย รายจ่ายรัฐบาลเพิ่ม ฐานะการคลังเสี่ยงวิกฤต

      รายได้ภาษีน้อย รายจ่ายรัฐบาลเพิ่ม ฐานะการคลังเสี่ยงวิกฤต

      Loading…

      รายได้ภาษีน้อย รายจ่ายรัฐบาลเพิ่ม ฐานะการคลังเสี่ยงวิกฤต

      ———————————-
      News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-157&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cR6lQt6hk1aEkUhT65V_3

    2. OECD ชี้โจทย์ปฏิรูปประกันสังคม จากเงินสมทบถึงบำนาญ

      OECD ชี้โจทย์ปฏิรูปประกันสังคม จากเงินสมทบถึงบำนาญ

      เมื่อสังคมสูงวัยกำลังทดสอบความยั่งยืนของกองทุน

      ข้อเสนอ OECD ไม่ได้จบแค่การเพิ่มเงินเข้ากองทุน แต่ชวนไทยทบทวนทั้งเพดานเงินสมทบ อายุเกษียณ สูตรคำนวณบำนาญ และการขยายความคุ้มครองแรงงานนอกระบบ คำถามสำคัญคือ ไทยจะทำให้กองทุนอยู่รอดในระยะยาว โดยไม่ผลักภาระให้ผู้ประกันตนมากเกินไปได้อย่างไร

      ประเทศไทยกำลังเผชิญสังคมสูงวัย จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ขณะที่แรงงานรุ่นใหม่และผู้เข้าสู่ระบบประกันสังคมไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่เพียงการดูแลผู้ประกันตนในวันนี้ แต่รวมถึงการรักษาความสามารถในการจ่ายสิทธิประโยชน์ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

      องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาประเมินในรายงาน Financing Social Protection through General Tax Revenues, Social Security Contributions and Formalisation in Thailand เผยแพร่ในปี 2025 โดยพิจารณาว่าประเทศไทยจะจัดหาเงินมารองรับระบบคุ้มครองทางสังคมอย่างไร ผ่านทั้งภาษี เงินสมทบประกันสังคม และการเพิ่มจำนวนแรงงานเข้าสู่ระบบอย่างเป็นทางการ

      รายงานดังกล่าวมีความสำคัญในช่วงที่ไทยกำลังเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิก OECD เพราะทำให้เห็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ประเทศต้องพิจารณา ไม่ใช่แค่การปรับกฎเกณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล แต่เป็นการออกแบบระบบสวัสดิการให้รองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและประชากรในระยะยาว

      ข้อเสนอของ OECD ไม่ใช่คำสั่งที่สำนักงานประกันสังคมต้องดำเนินการโดยอัตโนมัติ แต่เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่รัฐบาลและหน่วยงานไทยต้องนำมาพิจารณาร่วมกับข้อมูลทางการเงินของกองทุนและผลกระทบต่อผู้ประกันตน

      เงินสมทบ เพิ่มรายรับ แต่ใครเป็นผู้รับภาระ?

      ประเด็นแรกที่ OECD เสนอให้พิจารณาคือ การปรับเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 33 รวมถึงการทบทวนเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 39 หากฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบไม่เปลี่ยนแปลงตามโครงสร้างค่าจ้างและเศรษฐกิจ รายรับของระบบอาจไม่เติบโตเพียงพอที่จะรองรับภาระสิทธิประโยชน์ในอนาคต การเพิ่มเพดานเงินสมทบจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกเพื่อเพิ่มรายรับของกองทุน

      การเพิ่มเงินสมทบไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาทางบัญชี เพราะหมายถึงเงินที่ลูกจ้างต้องจ่ายเพิ่ม ขณะที่นายจ้างอาจมีต้นทุนแรงงานสูงขึ้นตามไปด้วย หากไม่มีการออกแบบสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม การเปลี่ยนแปลงอาจสร้างความกังวลว่าผู้ประกันตนต้องจ่ายมากขึ้น แต่จะได้รับความคุ้มครองเพิ่มขึ้นเพียงใด

      โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่เพียงจะเพิ่มเงินสมทบหรือไม่ แต่ต้องตอบให้ได้ว่าการปรับฐานเงินสมทบจะเชื่อมโยงกับสิทธิประโยชน์อย่างไร กระทบผู้มีรายได้น้อยเพียงใด และจะมีมาตรการลดผลกระทบต่อธุรกิจขนาดเล็กหรือไม่

      อายุเกษียณและสูตรบำนาญ จ่ายนานขึ้น ได้รับอย่างไร?

      OECD เสนอให้พิจารณาคือ การทยอยเพิ่มอายุเกษียณ และทบทวนสูตรคำนวณเงินบำนาญ โดยขยายช่วงเวลาค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานคำนวณ รวมถึงพิจารณากลไกปรับเงินบำนาญให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า

      เหตุผลเบื้องหลังคือ เมื่อคนมีอายุยืนขึ้น ระยะเวลาที่ระบบต้องจ่ายบำนาญก็อาจยาวนานขึ้นตามไปด้วย หากอายุเกษียณ ระยะเวลาการส่งเงินสมทบ และสูตรคำนวณบำนาญไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของประชากร ภาระทางการเงินของระบบย่อมเป็นเรื่องที่ต้องประเมินอย่างจริงจัง

      อย่างไรก็ตาม การเพิ่มอายุเกษียณไม่ใช่คำตอบเดียวสำหรับแรงงานทุกกลุ่ม เพราะลักษณะงานและความสามารถในการทำงานแตกต่างกัน คนทำงานสำนักงานอาจมีโอกาสทำงานต่อได้นานกว่าผู้ใช้แรงงานที่ต้องอาศัยกำลังกาย การกำหนดนโยบายจึงต้องพิจารณาทั้งความยั่งยืนทางการเงินและความเป็นธรรมระหว่างอาชีพ

      การขยายช่วงเวลาค่าจ้างที่ใช้คำนวณบำนาญอาจทำให้ผลประโยชน์ของผู้ประกันตนบางกลุ่มแตกต่างจากสูตรเดิม จึงต้องมีการจำลองผลกระทบอย่างชัดเจนว่าใครจะได้ประโยชน์ ใครอาจได้รับเงินบำนาญลดลง และควรมีมาตรการเปลี่ยนผ่านอย่างไร

      แรงงานนอกระบบ ช่องว่างที่ระบบประกันสังคมยังต้องแก้

      โจทย์ที่ใหญ่กว่า คือการทำให้คนทำงานเข้าถึงความคุ้มครองได้มากขึ้น OECD ให้ความสำคัญกับการขยายระบบคุ้มครองทางสังคมและการส่งเสริมให้แรงงานเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ

      สำหรับประเทศไทย แรงงานนอกระบบและผู้ประกอบอาชีพอิสระเป็นกลุ่มที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ เพราะรายได้อาจไม่สม่ำเสมอเหมือนลูกจ้างประจำ การออกแบบเงินสมทบที่ใช้เงื่อนไขเดียวกันทั้งหมดจึงอาจไม่ตอบโจทย์ความสามารถในการจ่ายของแรงงานแต่ละกลุ่ม

      หากไทยต้องการขยายความครอบคลุมของประกันสังคมจริง ระบบต้องทำให้การเข้าร่วมมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ทั้งในด้านอัตราเงินสมทบ ความยืดหยุ่นในการจ่าย และสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ความเสี่ยงของผู้ประกอบอาชีพอิสระ

      การปฏิรูปประกันสังคมไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเพิ่มรายรับจากผู้ประกันตนเดิม แต่ต้องหาทางทำให้คนทำงานที่ยังอยู่นอกระบบเข้าถึงหลักประกันได้ด้วย

      OECD กับการเข้าเป็นสมาชิก แรงผลักดัน ไม่ใช่คำสั่ง

      ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการหารือเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD ในปี 2567 และกำลังดำเนินการตามกระบวนการประเมินที่เกี่ยวข้อง การประเมินระบบประกันสังคมจึงเชื่อมโยงกับภาพใหญ่ของการยกระดับนโยบายเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

      OECD ไม่ได้มีอำนาจสั่งให้ไทยเพิ่มเงินสมทบหรือเปลี่ยนอายุเกษียณโดยตรง ข้อเสนอเหล่านี้เป็นแนวทางที่ไทยต้องนำมาพิจารณาและตัดสินใจเอง การเป็นสมาชิกไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลต้องนำข้อเสนอทุกข้อไปใช้โดยไม่มีข้อยกเว้น

      สิ่งที่ไทยควรให้ความสำคัญคือการใช้ข้อมูลและหลักฐานมาประเมินทางเลือกอย่างรอบด้าน ทั้งสถานะการเงินของกองทุน ภาระของนายจ้าง ความสามารถในการจ่ายของลูกจ้าง ความเพียงพอของบำนาญ และการเข้าถึงสวัสดิการของแรงงานนอกระบบ

      คำถามที่ต้องตอบให้ได้ ก่อนปฏิรูปกองทุน

      เมื่อพิจารณาข้อเสนอของ OECD เทียบกับโจทย์ของไทย จะเห็นว่าการปฏิรูปประกันสังคมมีอย่างน้อย 2 เป้าหมายที่ต้องเดินไปพร้อมกัน คือการรักษาความยั่งยืนทางการเงินของกองทุน และการทำให้สิทธิประโยชน์ตอบโจทย์ชีวิตของผู้ประกันตน

      หากมุ่งเพิ่มรายรับโดยไม่พิจารณาภาระของผู้ประกันตน การปฏิรูปอาจสร้างแรงต้าน แต่หากมุ่งรักษาสิทธิประโยชน์เดิมโดยไม่ประเมินรายรับและรายจ่ายในระยะยาว ก็อาจปล่อยให้ความเสี่ยงสะสมจนแก้ไขได้ยากขึ้น

      คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ไทยจะทำตาม OECD หรือไม่ แต่คือ สำนักงานประกันสังคมและรัฐบาลมีข้อมูลคาดการณ์ระยะยาวที่เปิดเผยและตรวจสอบได้มากเพียงใด มีการประเมินผลกระทบของแต่ละทางเลือกต่อผู้ประกันตนอย่างไร และจะเปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมตัดสินใจอย่างไร

      เพราะท้ายที่สุด ความสำเร็จของการปฏิรูปไม่ได้วัดจากประกันสังคมการปรับตัวเลขเงินสมทบหรือการแก้สูตรบำนาญเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากการที่ระบบยังคงเป็นหลักประกันที่เชื่อถือได้สำหรับคนทำงาน ทั้งในวันนี้และวันที่พวกเขาเกษียณอายุ

      ———————————-
      News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/oecd-points-out-challenge-reforming-social-security-contributions-pensions&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wPreLt5rul4k1ltprZsoF

    3. ราคาน้ำมันวันนี้2569 (11 ต.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

      ราคาน้ำมันวันนี้2569 (11 ต.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

      ราคาน้ำมันวันนี้2569 (11 ต.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

      ราคาน้ำมันวันนี้2569 (11 ต.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

      ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 75 สตางค์ต่อลิตร 

      ขณะที่เบนซิน แก๊สโซฮอล์ E85 ,E20 และเบนซิน B20 ราคาไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 69

      ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

      กลุ่มน้ำมันเบนซิน

      • เบนซิน ลิตรละ 50.43 บาท
      • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
      • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
      • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
      • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 31.63 บาท (บางจาก)
      • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 41.44 บาท
      • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 41.07 บาท
      • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 35.69 บาท

      กลุ่มน้ำมันดีเซล

      • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
      • ดีเซล ลิตรละ 42.94 บาท (โออาร์)
      • ดีเซล B20 ลิตรละ 37.19 บาท (โออาร์)
      • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
      • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 50.05 บาท (บางจาก)
      • ไฮดีเซล S ลิตรละ 42.94 บาท (บางจาก)
      • ดีเซล B20 ลิตรละ 37.19 บาท (บางจาก)

      ราคาน้ำมันวันนี้2569 (11 ต.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

      ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

      ———————————-
      News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/671125&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Jpx5vEXCXjK5LUIyqNwAH

    4. อีสานโพลเผยเศรษฐกิจ Q3 อ่วม คาด Q4 ก็ไม่ฟื้น ให้คะแนนทีมศก.ไม่ถึงครึ่ง

      อีสานโพลเผยเศรษฐกิจ Q3 อ่วม คาด Q4 ก็ไม่ฟื้น ให้คะแนนทีมศก.ไม่ถึงครึ่ง

      อีสานโพลเผยเศรษฐกิจไตรมาส 3 ยังอ่วม  คาดไตรมาส 4 ก็ยังไม่ฟื้น พร้อมให้คะแนน ครม.เศรษฐกิจรัฐบาล  4.85 จากคะแนนเต็ม 10 และไทยช่วยไทยพลัสช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับที่พอใจ

      11 ต.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าอีสานโพล (E-Saan Poll) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เปิดเผยผลสำรวจเรื่องภาวะเศรษฐกิจครัวเรือนอีสาน ไตรมาส 3 ปี 2569 และคาดการณ์ไตรมาส 4 พบว่า เศรษฐกิจครัวเรือนอีสานยังคงเปราะบาง ประชาชนต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูง ขณะที่รายได้และกำลังซื้อยังไม่กระเตื้อง โดยให้คะแนนภาวะเศรษฐกิจและฐานะการเงินของครัวเรือนในไตรมาส 3 เพียง 4.78 จาก 10 และคาดว่าไตรมาส 4 จะอยู่ที่ 4.80 คะแนน แทบไม่ต่างจากเดิม สะท้อนว่าประชาชนยังไม่คาดหวังว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของครัวเรือนจะดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงที่เหลือของปี

      รศ.ดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มข.และหัวหน้าโครงการสำรวจอีสานโพล กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพในระยะสั้น แต่ยังต้องการเห็นรายได้และกำลังซื้อที่ฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งให้ความสำคัญในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งในการสำรวจครั้งนี้ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4 – 6 ต.ค.ที่ผ่านมา จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,082 ราย ในเขตพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด โดยจากการสอบถามในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ครัวเรือนได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในเรื่องใดมากที่สุด อันดับหนึ่งคือค่าครองชีพและรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้น ร้อยละ 26.7 รองลงมาคือรายได้จากการทำงานหรือการค้าขายลดลง ร้อยละ 15.8 ต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้นหรือราคาผลลิตไม่ดี ร้อยละ 15.3 เงินไม่พอใช้หรือต้องนำเงินออมมาใช้ ร้อยละ 12.5 หนี้สินเพิ่มขึ้นหรือผ่อนชำระหนี้ลำบาก ร้อยละ 9.8 ตกงานหรือไม่มีงานทำ ร้อยละ 6.8 และภัยธรรมชาติส่งผลต่อรายได้หรือทรัพย์สิน ร้อยละ 3.5 ขณะที่ร้อยละ 9.6 ระบุว่ายังไม่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ภาพรวมชี้ว่าแรงกดดันด้านค่าครองชีพเกิดควบคู่กับข้อจำกัดด้านรายได้และสภาพคล่องของครัวเรือน และหากรายได้ครัวเรือนยังไม่เพียงพอกับรายจ่ายในช่วง 2–3 เดือนข้างหน้า กลุ่มผู้ตอบที่มีสัดส่วนมากที่สุด ร้อยละ 36.9 ระบุว่าจะลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น รองลงมาคือใช้เงินออมหรือขายทรัพย์สิน ร้อยละ 18.5 หารายได้เสริมหรือทำงานเพิ่ม ร้อยละ 16.6 กู้เงินในระบบ เช่น ธนาคารหรือสหกรณ์ ร้อยละ 11.1 กู้ยืมจากญาติหรือคนรู้จัก ร้อยละ 8.2 เลื่อนหรือหยุดชำระหนี้บางส่วน ร้อยละ 4.9 และกู้เงินนอกระบบ ร้อยละ 3.8 แม้คนส่วนใหญ่ยังเลือกปรับรายจ่ายก่อน แต่สัดส่วนที่ต้องใช้เงินออม ขายทรัพย์สิน หรือพึ่งการกู้ยืมยังสะท้อนความเปราะบางด้านสภาพคล่องของครัวเรือน

      “เมื่อถามถึงความกังวลในช่วง 3 เดือนข้างหน้า พบว่าอันดับหนึ่งยังคงเป็นค่าครองชีพและรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.5 รองลงมาคือต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้นหรือราคาผลผลิตไม่ดี ร้อยละ 15.9 เงินไม่พอใช้หรือต้องนำเงินออมมาใช้ ร้อยละ 15.6 รายได้จากการทำงานหรือการค้าขายลดลง ร้อยละ 13.2 หนี้สินเพิ่มขึ้นหรือผ่อนชำระหนี้ลำบาก ร้อยละ 9.5  และตกงานหรือไม่มีงานทำ ร้อยละ 8.4 และภัยธรรมชาติส่งผลต่อรายได้หรือทรัพย์สิน ร้อยละ 4.2  ขณะที่ร้อยละ 7.5 ระบุว่าไม่กังวลว่าจะได้รับผลกระทบ สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านค่าครองชีพ รายได้ และภาคเกษตรยังเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลแก่ครัวเรือน เมื่อสอบถามถึงภาวะเศรษฐกิจและฐานะการเงินโดยรวมของครัวเรือนในช่วงไตรมาส 3 (1 ก.ค. – 30 ก.ย.) พบว่า คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.78 จาก 10 สะท้อนว่าครัวเรือนโดยรวมประเมินภาวะเศรษฐกิจของตนอยู่บริเวณระดับพอใช้ค่อนไปทางแย่สำหรับการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจและฐานะการเงินของครัวเรือนในไตรมาส 4 (1 ต.ค. – 31 ธ.ค.) พบว่า คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.80 จาก 10 โดยสูงกว่าไตรมาส 3 เพียง 0.02 สะท้อนว่าผู้ตอบแบบสำรวจยังไม่คาดหวังการฟื้นตัวของฐานะเศรษฐกิจครัวเรือนอย่างชัดเจน”

      รศ.ดร.สุทิน กล่าวต่อว่าเมื่อถามว่าปัญหาเศรษฐกิจใดที่อยากให้รัฐบาลแก้ให้เร็วที่สุด อันดับหนึ่งคือของแพงและค่าครองชีพสูง ร้อยละ 30.6 รองลงมาคือเศรษฐกิจซบเซาหรือกำลังซื้อและยอดขายลดลงร้อยละ 14.1 ปุ๋ยแพงหรือต้นทุนเกษตรสูง ร้อยละ 12.3 ค่าแรงต่ำหรือรายได้ไม่พอ ร้อยละ 11.0  ราคาพลังงานแพง ร้อยละ 11.0 ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ร้อยละ 6.7 หนี้สินครัวเรือนหรือหนี้นอกระบบ ร้อยละ 5.9 ผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ร้อยละ 3.3  หางานยากและงานไม่มั่นคง ร้อยละ 3.0 และดอกเบี้ยสูงและเข้าถึงสินเชื่อยาก ร้อยละ 2.0  ผลสำรวจจึงชี้ว่ามาตรการเร่งด่วนควรให้ความสำคัญทั้งด้านค่าครองชีพ เศรษฐกิจซบเซา ต้นทุนการผลิต และรายได้ของครัวเรือนด้านความพึงพอใจต่อการใช้งบประมาณของรัฐบาลเพื่อดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ร้อยละ 35.7 ค่อนข้างพอใจ และร้อยละ 8.2 พอใจมาก ขณะที่ร้อยละ 13.5 ค่อนข้างไม่พอใจ และร้อยละ 4.4 ไม่พอใจมาก กล่าวได้ว่ากลุ่มที่พอใจรวมกันมีร้อยละ 43.9 สูงกว่ากลุ่มที่ไม่พอใจร้อยละ 17.9 แต่ยังมีกลุ่มที่ตอบว่าเฉย ๆ ในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 38.2 จึงยังมีพื้นที่ให้รัฐบาลทำให้ผลของมาตรการชัดเจนและตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น ขณะที่คะแนนผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงไตรมาส 3 (1 ก.ค. – 30 ก.ย.) เฉลี่ยอยู่ที่ 4.85 จาก 10 โดยผู้ให้คะแนน 0 (แย่มาก) มีร้อยละ 5.3 ภาพรวมสะท้อนว่าประชาชนยังประเมินผลงานด้านเศรษฐกิจบริเวณระดับพอใช้ค่อนไปทางแย่

      “เมื่อถามว่ากระทรวงหลักด้านเศรษฐกิจใดมีผลงานโดดเด่นที่สุดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 34.7 ระบุว่ายังไม่เห็นหน่วยงานใดโดดเด่น รองลงมาคือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร้อยละ 15.4 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยละ 11.5 กระทรวงพาณิชย์ ร้อยละ 11.3 และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร้อยละ 7.4 ส่วนกระทรวงแรงงาน การคลัง อุตสาหกรรม พลังงาน และคมนาคมได้รับการระบุน้อยกว่าร้อยละ 5.0 ผลดังกล่าวชี้ว่าการรับรู้ผลงานของหน่วยงานเศรษฐกิจยังไม่เด่นชัดในสายตาประชาชนจำนวนมาก

      เพิ่มเพื่อน

      ———————————-
      News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1086275/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25YuRQZVnM0SPlKI793dWs

    5. ‘ดร.นพดล’ ชู 5 ภารกิจต่อยอดเวที IMF สู่ชีวิตประชาชน ย้ำโอกาสเศรษฐกิจต้องสร้างงาน สร้างรายได้อย่างเป็นธรรม | เดลินิวส์

      ‘ดร.นพดล’ ชู 5 ภารกิจต่อยอดเวที IMF สู่ชีวิตประชาชน ย้ำโอกาสเศรษฐกิจต้องสร้างงาน สร้างรายได้อย่างเป็นธรรม | เดลินิวส์

      เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน อาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กล่าวถึงการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (WBG) ระหว่างวันที่ 12 – 18 ต.ค. 69 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ว่า เมื่อผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการเงินจากทั่วโลกมาประชุมกันที่ประเทศไทย ประชาชนย่อมมีคำถามง่าย ๆ ว่า แล้วชีวิตเราจะดีขึ้นอย่างไร คนทำงานอยากรู้ว่าจะมีงานมีเงินเพิ่มขึ้นหรือไม่ ทำงานอย่างไรให้มีความสุข คนค้าขายอยากรู้ว่าจะขายดีขึ้นได้อย่างไร ชาวนาและเกษตรกรอยากรู้ว่าจะมีตลาดเพิ่มไหม จะมีอะไรใหม่มาเพิ่มรายได้ลดต้นทุนบ้างหรือไม่ และพ่อแม่อยากรู้ว่าลูกหลานจะมีอนาคตอย่างไร ผู้สูงอายุจะอยู่เย็นเป็นสุขได้อย่างไรช่วงปลายชีวิต

      นี่คือคำถามที่รัฐบาลควรนำมาตั้งเป็นโจทย์ในการทำงาน จากประสบการณ์ของผมด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ สถิติ วิทยาศาสตร์ข้อมูล ความเสี่ยงไซเบอร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยาและรัฐศาสตร์ ผมเห็นว่า โอกาสจะกลายเป็นผลสำเร็จได้ ต้องตอบสามข้อให้ชัด ได้แก่ จะทำอะไร ใครรับผิดชอบ และประชาชนจะได้รับผลอย่างไร

      การประชุม IMF และกลุ่มธนาคารโลกเป็นเวทีหารือเรื่องเศรษฐกิจ การเงิน และการพัฒนา ทั้งการรับมือความผันผวน การลดความยากจน และการสร้างงาน ส่วนประเทศไทยมีโอกาสนำเสนอศักยภาพ พร้อมเรียนรู้และสร้างความร่วมมือกับประเทศอื่น

      สำหรับประเทศไทย หลังการประชุม เราต้องมีงานที่เดินหน้าต่อ ผมขอเสนอ 5 ภารกิจที่ ผู้นำรัฐบาล นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล สามารถนำไปมอบหมายให้หน่วยงานทำงานร่วมกันได้
      1) ภารกิจแรก เตรียมรับความเสี่ยงให้ทัน ก่อนประชาชนเดือดร้อนหนักขึ้น
      ราคาพลังงาน ค่าเงิน และเศรษฐกิจโลก อาจกระทบต้นทุนร้านอาหาร ค่าขนส่ง ภาระผ่อนชำระ และคำสั่งซื้อของโรงงาน รัฐบาลจึงควรให้หน่วยงานเศรษฐกิจร่วมกันตอบว่า ความเสี่ยงสำคัญคืออะไร ใครจะได้รับผลกระทบก่อน และมีมาตรการใดพร้อมใช้ โดยพิจารณาความคุ้มค่าและภาระงบประมาณด้วย
      ถ้าราคาพลังงานเพิ่ม จะช่วยลดผลกระทบอย่างไร ถ้าการส่งออกชะลอ จะช่วยผู้ประกอบการปรับตัวอย่างไร และเมื่อเห็นสัญญาณอะไร ต้องเริ่มดำเนินการทันที ข้อสั่งการที่ผมเสนอคือ “ประเมินความเสี่ยงให้ชัด เตรียมแผนรับมือ และกำหนดจังหวะลงมือให้ทันเวลา”
      เพราะแผนที่ดีต้องทำให้คนทำงานรู้หน้าที่ และประชาชนรู้ว่าจะเตรียมตัวอย่างไร

      2) ภารกิจที่สอง เชื่อมการลงทุนเข้ากับงานและรายได้ของคนไทย
      หากการหารือระหว่างการประชุมและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องนำไปสู่ความสนใจลงทุนในประเทศไทย เราต้องถามต่อว่า จะลงทุนอะไร ต้องการแรงงานทักษะแบบไหน และผู้ประกอบการไทยจะเข้าไปมีส่วนร่วมได้อย่างไร สมมติว่ามีโอกาสลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) เราต้องเตรียมคนด้านระบบไฟฟ้า เครือข่าย และความปลอดภัยไซเบอร์ พร้อมประเมินการใช้พลังงาน น้ำ และผลกระทบต่อชุมชนอย่างรอบคอบ
      ผมเสนอให้หน่วยงานด้านการลงทุน แรงงาน และการศึกษา ทำแผนร่วมกับภาคธุรกิจ เริ่มจากงานที่ต้องการคนจริง แล้วออกแบบการฝึกทักษะให้ตรงกัน ข้อสั่งการที่ใช้ได้คือ “ทุกโอกาสการลงทุน ต้องมีแผนเชื่อมคนไทยเข้าสู่งาน และเชื่อมธุรกิจไทยเข้าสู่โอกาส” เรื่องไหนยังเจรจา ต้องบอกว่ายังเจรจา เรื่องไหนเริ่มดำเนินการแล้ว ต้องรายงานความก้าวหน้า ส่วนงานและรายได้ที่เกิดขึ้นจริง ต้องติดตามแยกให้ชัด

      3) ภารกิจที่สาม ใช้เทคโนโลยีช่วยทำมาหากิน และคุ้มครองเงินประชาชน
      เทคโนโลยีควรช่วยให้ร้านเล็ก ๆ ทำงานง่ายขึ้นด้วย ร้านค้าชุมชนอาจใช้ข้อมูลยอดขายช่วยวางแผนซื้อสินค้า ลดของเหลือ หรือใช้ AI ช่วยแปลภาษาและร่างข้อความขายสินค้า โดยตรวจความถูกต้องและดูแลข้อมูลส่วนบุคคล
      แต่เมื่อชีวิตและการเงินอยู่บนระบบดิจิทัลมากขึ้น การป้องกันการหลอกลวงและความเสี่ยงไซเบอร์ก็ต้องเข้มแข็งขึ้นตามไปด้วย
      ในมุมการบริหารความเสี่ยง ผมเสนอให้มีการกำกับดูแลและประเมินความเสี่ยง ควบคู่กับการป้องกัน ตรวจพบ รับมือ และฟื้นฟู พร้อมประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภายใต้กฎหมายและมาตรการคุ้มครองข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ข้อสั่งการที่น่าพิจารณา คือ “ทำให้ประชาชนใช้เทคโนโลยีเป็น ใช้ได้อย่างปลอดภัย และเมื่อเกิดเหตุ ต้องรู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร”
      แล้ววัดผลว่า แจ้งเหตุได้เร็วขึ้นไหม ส่งต่อเรื่องได้ดีขึ้นไหม และความเสียหายลดลงหรือยัง โดยเปรียบเทียบกับข้อมูลก่อนดำเนินมาตรการ ใช้ช่วงเวลาและนิยามตัวชี้วัดเดียวกัน และสอบถามประชาชนผู้ได้รับบริการจริง

      4) ภารกิจที่สี่ เปิดทางให้ผู้ประกอบการรายเล็กและชุมชนเข้าถึงประโยชน์
      การเป็นเจ้าภาพสร้างโอกาสด้านการท่องเที่ยวและบริการ แต่การกระจายประโยชน์ต้องมีคนออกแบบและประสาน ผู้ประกอบการอาหาร สินค้าชุมชน หรือบริการท้องถิ่นที่มีความพร้อม ควรเข้าถึงข้อมูลและโอกาสเข้าร่วมอย่างเป็นธรรม ภายใต้มาตรฐานของงาน ใครมีสินค้าดี แต่ยังติดเรื่องภาษา มาตรฐาน หรือช่องทางขาย ต้องมีหน่วยงานช่วยแนะนำ
      ข้อสั่งการที่ผมเสนอคือ “เปิดข้อมูลโอกาสให้ทั่วถึง ช่วยรายเล็กเตรียมความพร้อม และติดตามให้เกิดการค้าต่อเนื่องหลังงานจบ”
      เราต้องดูว่ามีลูกค้าใหม่ มีคำสั่งซื้อซ้ำ หรือมีคู่ค้าที่ทำงานต่อกันได้หรือไม่

      5) ภารกิจที่ห้า ข้อเสนอด้านการบริหารที่ดี ทุกเรื่องที่เดินหน้าต่อ ต้องมีเจ้าภาพและกำหนดติดตาม
      นี่คือจุดที่จะทำให้ความร่วมมือจากห้องประชุมไปถึงชีวิตประชาชน ผมเสนอให้ภายใน 30 วันนับจากวันสิ้นสุดการประชุม แต่ละหน่วยงานจัดทำรายการงาน เจ้าภาพ และขั้นตอนถัดไป และภายใน 90 วันรายงานความก้าวหน้า ปัญหาอุปสรรค และประเด็นที่ต้องตัดสินใจ โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการตามความเป็นจริง
      ข้อสั่งการสั้น ๆ คือ “ทุกงานมีผู้รับผิดชอบ ทุกขั้นมีเวลา และทุกผลต้องตรวจสอบได้”
      ถ้าติดขัด ต้องรายงานพร้อมทางเลือกให้นายกรัฐมนตรีตัดสินใจ เพื่อให้งานเดินหน้าต่อ

      แล้วทั้งหมดนี้จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นได้อย่างไร ผมเห็นว่ารัฐบาลต้องเดินหน้าสองด้านพร้อมกัน สร้างโอกาสจากเวทีโลก และแก้ความเดือดร้อนในประเทศให้กับประชาชนจำนวนมากที่กำลังอยู่ในอารมณ์ความรู้สึกขั้นวิกฤต 6
      กลุ่มเปราะบางทางอารมณ์ที่พร้อมกลายเป็นชนวนระเบิดวิกฤตศรัทธา ได้แก่
      1) คนที่ยังรอความช่วยเหลือ เราต้องมีคนติดตามเรื่องของเขา แม้รัฐบาลกำลังรับภารกิจใหญ่ระดับนานาชาติอยู่ก็ตาม
      2) คนที่โกรธ เราต้องฟังว่าเดือดร้อนอะไร แล้วแก้ที่สาเหตุ
      3) คนที่กลัว เราต้องบอกความเสี่ยง วิธีปฏิบัติ และช่องทางช่วยเหลือให้ชัด
      4) คนที่ผิดหวัง เราต้องกลับไปดูว่าสิ่งที่รับปากไว้ทำถึงไหน และแจ้งความคืบหน้าตามจริง
      5) คนที่ระแวง เราต้องเปิดข้อมูลและหลักฐานให้ตรวจสอบ
      6) คนที่หมดหวัง เราต้องกลับไปติดตาม ช่วยประสาน และหาทางออกให้เขา

      ผมเสนอให้นายกรัฐมนตรีกำชับว่า “เรื่องที่ประชาชนแจ้ง ต้องมีคนรับผิดชอบ มีวันแจ้งความคืบหน้า และตรวจผลกับเจ้าของเรื่อง” ส่วนการวัดความเชื่อมั่น ต้องถามประชาชนอย่างเป็นกลางว่า ปัญหาคลี่คลายหรือยัง ได้รับข้อมูลชัดเจนไหม และได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมหรือไม่

      ความสำเร็จของงานจึงต้องดูทั้งข้อมูลจากหน่วยงานและประสบการณ์ของประชาชน เพื่อให้รัฐบาลเห็นจุดที่ยังต้องปรับปรุง

      จากประสบการณ์ในอดีตของผมในฐานะที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน ผมให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมที่ประชาชนสัมผัสได้ ทั้งการเข้าถึงโอกาส การได้รับบริการจากรัฐ และการแก้ไขความเดือดร้อน โอกาสจากเวที IMF และกลุ่มธนาคารโลกจึงควรไปถึงคนตัวเล็ก ผู้มีรายได้น้อย และชุมชนที่ยังขาดโอกาสด้วย โดยมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เปิดเผย เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ ขณะเดียวกัน ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาต้องมีพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็น มีช่องทางร้องเรียนที่เข้าถึงได้ และได้รับการพิจารณาแก้ไขอย่างเป็นธรรม ผมจึงเสนอให้ทุกมาตรการตอบให้ได้ว่า ใครได้รับประโยชน์ ใครต้องแบกรับต้นทุน และรัฐจะดูแลผู้ที่เสียเปรียบอย่างไร เพราะความเชื่อมั่นจะเติบโตได้ เมื่อประชาชนเห็นว่ารัฐรับฟังเสียงของเขา เคารพสิทธิของเขา และให้ความเป็นธรรมกับเขาในชีวิตจริง

      กล่าวโดยสรุป ผมขอชวนทุกหน่วยงานนำโอกาสจากการประชุม IMF และกลุ่มธนาคารโลกมาสานต่อให้เกิดผลในชีวิตประชาชน เลือกงานที่ทำได้จริง กำหนดผู้รับผิดชอบและระยะเวลา เปิดเผยความก้าวหน้า พร้อมตรวจ
      สอบว่าประโยชน์ไปถึงใคร และผู้ได้รับผลกระทบได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรมหรือไม่ ขอให้ภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาร่วมกันสร้างงาน พัฒนาทักษะ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้ามามีส่วนร่วม ขณะที่รัฐต้องรับฟังปัญหาและข้อเสนอของประชาชน แล้วนำไปปรับการทำงานให้ตอบโจทย์ชีวิตจริง

      เมื่อโลกเห็นโอกาสในประเทศไทย คนไทยต้องมีทางเข้าถึงโอกาสนั้นอย่างเป็นธรรม มีงานทำ มีรายได้ และมีอนาคตที่วางแผนได้ ความเชื่อมั่นจะเติบโตเมื่อประชาชนเห็นผลของการพัฒนา และรู้ว่าเสียงของตนได้รับการรับฟัง ปัญหาได้รับการติดตาม และสิทธิได้รับการเคารพ

      ขอให้เริ่มจากหนึ่งงานที่ทำได้ หนึ่งปัญหาที่แก้ได้ และหนึ่งครอบครัวที่ตั้งหลักได้ แล้วร่วมกันขยายผลให้ความสำเร็จจากเวทีโลกไปถึงชีวิตจริงของประชาชนในทุกชุมชน.

      ———————————-
      News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6265575/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s-xACfDsCF4jkr82DRKN3