Blog

  • ธปท.ระบุ เศรษฐกิจเม.ย.ชะลอตัวจากตอ.กลางฉุดท่องเที่ยว-บริโภคเอกชน แม้ส่งออกโต : อินโฟเควสท์

    ธปท.ระบุ เศรษฐกิจเม.ย.ชะลอตัวจากตอ.กลางฉุดท่องเที่ยว-บริโภคเอกชน แม้ส่งออกโต : อินโฟเควสท์

    น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยเดือนเมษายน 2569 โดยรวมชะลอตัวจากเดือนก่อน โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยรายรับภาคท่องเที่ยว ปรับลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวปรับลดลง ขณะที่การบริโภคภาคเอกชน ลดลงตามหมวดบริการ รวมถึงหมวดสินค้าไม่คงทน ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค และน้ำมันเชื้อเพลิง จากต้นทุนพลังงานที่ทำให้ค่าครองชีพปรับรับสูงขึ้น

    อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นจากกล่มสินค้าเทคโนโลยี และหมวดยานยนต์ ตามอุปสงค์ของประเทศคู่ค้า ในขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัว โดยผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตยังจำกัด

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับมาเป็นบวก โดยปรับเพิ่มขึ้นมากจากหมวดพลังงานเป็นหลัก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเงินเพิ่มขึ้น ตามการส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังหมวดอาหารสำเร็จรูป

    สำหรับแนวโน้มระยะต่อไป เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางต่อการบริโภคภาคเอกชน และภาคการท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี แนวโน้มการส่งออกและลงทุนในสินค้าเทคโนโลยียังขยายตัวต่อเนื่อง โดยมาตรการภาครัฐที่จะทยอยมีผลในระยะข้างหน้า คาดว่าจะมีส่วนช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม

    ทั้งนี้ ในระยะต่อไป ยังต้องติดตามพัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง, ความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชน, มาตรการภาครัฐ, การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และพัฒนาการของภาวะเอลนีโญ

    เศรษฐกิจด้านอุปสงค์

    • การบริโภคภาคเอกชน เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อน จากการใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทน ตามยอดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค และปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลง หลังจากที่มีการเร่งซื้อไปในเดือนก่อน ประกอบกับการปรับรูปแบบการทำงาน และการเดินทางของประชาชน หลังราคาน้ำมันเร่งขึ้นมาก นอกจากนี้ การใช้จ่ายในหมวดบริการลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรงแรมและร้านอาหาร สอดคล้องกับกิจกรรมท่องเที่ยวที่ชะลอลง

    อย่างไรก็ดี หมวดสินค้าคงทนและกึ่งคงทนเพิ่มขึ้น จากยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ รวมถึงการนำเข้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ตามลำดับ ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่อเนื่อง จากความกังวลต่อผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง และค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากราคาพลังงานและการส่งผ่านต้นทุน

    • การลงทุนภาคเอกชน

    เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อน จากการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ตามการนำเข้าสินค้าเพื่อใช้ในการลงทุนที่ลดลงเป็นสำคัญ โดยเฉพาะหมวดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไฟฟ้า ด้านการลงทุนในหมวดยานพาหนะลดลง ตามมูลค่ายอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งและการนำเข้าเครื่องบิน

    อย่างไรก็ดี การลงทุนในหมวดก่อสร้างเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากทั้งหมวดที่อยู่อาศัยและไม่ใช่ที่อยู่อาศัย โดยหมวดที่อยู่อาศัยปรับเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอาคารชุด ขณะที่หมวดที่มิใช่ที่อยู่อาศัยปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรงแรม และอาคารพาณิชย์

    • จำนวนและรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    จำนวนนักท่องเที่ยวที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ในหลายสัญชาติ อาทิ จีน และมาเลเซีย หลังจากเร่งไปในช่วงก่อนหน้า และกลุ่มนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอินเดีย จากผลการปรับลดเที่ยวบินของสายการบินหลายแห่ง เพื่อรับมือกับต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น

    นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวตะวันออกลาง และยุโรป ยังอยู่ในระดับต่ำจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง แต่เริ่มมีสัญญาณทรงตัวจากเดือนก่อน ด้านรายรับภาคท่องเที่ยวที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงสอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยว

    • การส่งออกสินค้า

    มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน โดยขยายตัวในหลายหมวด ได้แก่ 1) อิเล็กทรอนิกส์ ตามการส่งออกชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ไปสหรัฐฯ จีน และสิงคโปร์ การส่งออกคอมพิวเตอร์ไปมาเลเซีย และกลุ่มแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนไปฮ่องกง 2) เครื่องจักรและอุปกรณ์ ตามการส่งออกเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าไปเม็กซิโกและอาเซียน และ 3) ยานยนต์และชิ้นส่วน ตามการส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและชิ้นส่วนไปอาเซียน รวมถึงรถกระบะไปออสเตรเลีย

    อย่างไรก็ตาม หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าปรับลดลง ตามการส่งออกเครื่องปรับอากาศไปสหรัฐฯ รวมถึงแผงควบคุมกระแสไฟฟ้าไปอาเซียนและสหรัฐฯ สำหรับการส่งออกสินค้าไปตะวันออกกลางปรับเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ยังหดตัวสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

    • การนำเข้าสินค้า

    มูลค่าการนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นมากจากเดือนก่อน จากทุกหมวดสินค้าหลัก ได้แก่ 1) หมวดเชื้อเพลิง ตามการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง ทั้งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบีย รวมถึงการนำเข้าจากแหล่งอื่น อาทิ มาเลเซียและสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้น้ำมันสำรองในประเทศเพิ่มขึ้น 2) หมวดสินค้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางไม่รวมเชื้อเพลิง ตามการเร่งนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากไต้หวัน สอดคล้องกับการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง 3) หมวดสินค้าอุปโภคและบริโภค จากการนำเข้ายานยนต์ไฟฟ้าจากจีน และ 4) หมวดสินค้าทุนไม่รวมเครื่องบิน ตามการนำเข้าคอมพิวเตอร์จากไต้หวัน

    • การใช้จ่ายภาครัฐ

    การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากระยะเดียวกันในปีก่อน จากทั้งรายจ่ายประจำ และรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง โดยรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางขยายตัวตามค่าจัดการเรียนการสอนของหน่วยงานด้านการศึกษา สำหรับรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง ขยายตัวจากการเบิกจ่ายงบประมาณเหลื่อมปี โดยเฉพาะโครงการภายใต้งบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 และหน่วยงานด้านคมนาคม อย่างไรก็ดี รายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจหดตัวตามการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค และการขนส่ง

    เศรษฐกิจด้านอุปทาน

    • การผลิตภาคอุตสาหกรรม

    ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วทรงตัวจากเดือนก่อน โดยกลุ่มที่ผลิตเพื่อการส่งออกน้อยกว่า 30% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการผลิตเครื่องดื่ม ส่วนหนึ่งเป็นการเร่งผลิตก่อนราคาต้นทุนปรับสูงขึ้น ขณะที่หมวดเคมีภัณฑ์ลดลง จากการผลิตปุ๋ยเคมีตามต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นจากผลกระทบของสงคราม สำหรับกลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออกในสัดส่วน 30-60% เพิ่มขึ้นจากหมวดยานยนต์ ตามการผลิตรถยนต์นั่ง สอดคล้องกับการส่งออก และการสะสมสินค้าคงคลังของผู้ประกอบการ ด้านกลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออกมากกว่า 60% ลดลงจากการผลิตน้ำตาล หลังเร่งผลิตไปมากในเดือนก่อน อย่างไรก็ดี การผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการส่งออกในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

    • ภาคบริการ

    เครื่องชี้ภาคบริการที่ไม่รวมการซื้อขายทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วลดลงจากเดือนก่อน จากกิจกรรมในภาคการท่องเที่ยว ตามธุรกิจโรงแรม และร้านอาหาร สอดคล้องกับจำนวนและรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ประกอบกับกิจกรรมในภาคการค้าชะลอลงเล็กน้อย หลังมีการเร่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคไปในช่วงก่อนหน้า จากความกังวลการปรับขึ้นราคาสินค้า

    อย่างไรก็ดี กิจกรรมการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นตามการนำเข้า โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อส่งมอบหลังงานมหกรรมยานยนต์ (Motor Show) สอดคล้องกับยอดขายยานยนต์ในประเทศที่เพิ่มขึ้น

    • รายได้เกษตรกร

    รายได้เกษตรกรขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน จากราคาสินค้าเกษตรที่กลับมาขยายตัว โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน และยางพารา โดยราคาปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นตามความต้องการผลิตไบโอดีเซลในประเทศ ขณะที่ราคายางพาราเร่งขึ้นจากความต้องการใช้ทดแทนยางสังเคราะห์ในอุตสาหกรรมถุงมือยาง และยางล้อ

    ด้านปริมาณผลผลิตขยายตัวต่อเนื่อง จากทุเรียนและยางพารา โดยทุเรียนขยายตัวตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยในช่วงก่อนหน้า และการขยายพื้นที่เพาะปลูก ขณะที่ผลผลิตยางพารา ขยายตัวตามจำนวนวันกรีดที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากฝนที่ตกน้อยกว่าปกติ

    ภาวะการเงินและเสถียรภาพ

    • ภาวะการเงิน

    การระดมทุนของภาคธุรกิจโดยรวมเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ตามการระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิเป็นสำคัญ โดยการระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิปรับเพิ่มขึ้นจากธุรกิจกลุ่มผลิตปิโตรเลียม และการค้าส่ง นอกจากนี้ การระดมทุนผ่านตลาดทุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากธุรกิจการผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ และธุรกิจค้าส่ง ขณะที่การระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ลดลงเล็กน้อย จากธุรกิจปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ และอสังหาริมทรัพย์

    สำหรับต้นทุนการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ ในเดือน เม.ย.69 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เคลื่อนไหวตามพัฒนาการความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ เป็นสำคัญ ขณะที่ในเดือน พ.ค.69 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ทั้งระยะสั้นและระยะยาวปรับเพิ่มขึ้น หลังการเจรจาหาข้อยุติระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ มีแนวโน้มยืดเยื้อ

    นอกจากนี้ในช่วงต้นเดือน พ.ค. 69 ตลาดยังมีความกังวลต่อความไม่แน่นอนในการระดมทุนภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้ วงเงิน4 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ความกังวลดังกล่าวคลี่คลายลง ภายหลังภาครัฐสื่อสารแนวทางการบริหารเครื่องมือการระดมทุนต่อตลาด

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในเดือน เม.ย. และ พ.ค.69 เคลื่อนไหวผันผวน ตามพัฒนาการของสงครามตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอน ด้านดัชนีค่าเงินบาท (NEER) ในเดือน เม.ย. และ พ.ค.69 เฉลี่ยลดลงเล็กน้อย

    • เสถียรภาพเศรษฐกิจ

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่มขึ้นมากจากเดือนก่อน จากหมวดพลังงานที่ราคาน้ำมันในประเทศ ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ขณะที่หมวดอาหารสด ปรับเพิ่มขึ้นจากราคาผัก และไข่ไก่ เนื่องจากผลผลิตลดลงตามสภาพอากาศร้อน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เป็นบวกเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากการส่งผ่านต้นทุนราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นในหมวดอาหารสำเร็จรูป และค่าโดยสารสาธารณะเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ยังไม่เห็นการปรับเพิ่มราคาสินค้าเป็นวงกว้าง ส่วนหนึ่งจากกำลังซื้อที่อยู่ในระดับต่ำ และการแข่งขันด้านราคาที่อยู่ในระดับสูง

    ด้านภาวะตลาดแรงงาน การจ้างงานโดยรวมปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่ปรับเพิ่มขึ้น ด้านดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลจากดุลการค้าตามมูลค่าการนำเข้าทั้งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และน้ำมันที่เร่งขึ้น ขณะที่ดุลบริการ รายได้ และเงินโอน ขาดดุลจากรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ลดลงจากปัจจัยฤดูกาล

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/597189&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bdiwKs2wXIjdBbl2HL_lz

  • เปิดเวทีวิชาการสุราภาคกลาง ชู “สมดุลแห่งอนาคต” หนุนท่องเที่ยวปลอดภัย-เศรษฐกิจดี สุขภาพดี

    เปิดเวทีวิชาการสุราภาคกลาง ชู “สมดุลแห่งอนาคต” หนุนท่องเที่ยวปลอดภัย-เศรษฐกิจดี สุขภาพดี

    เปิดเวทีวิชาการสุราภาคกลาง ชู “สมดุลแห่งอนาคต” หนุนท่องเที่ยวปลอดภัย-เศรษฐกิจดี สุขภาพดี

    ศวส.-สสส.-กทม. เปิดเวทีวิชาการสุราภาคกลาง ชู “สมดุลแห่งอนาคต” พัฒนานโยบายแอลกอฮอล์ หนุนท่องเที่ยวปลอดภัย-เศรษฐกิจดี สุขภาพดี สิ่งแวดล้อมดี และสังคมดี ภายใต้ กม.เหล้าฉบับใหม่ ใช้บริบทพื้นที่ ป้องกันเยาวชน-กลุ่มเปราะบาง ไม่ตกเป็นเหยื่อการตลาดน้ำเมา

    ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) จัดการประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง ภายใต้หัวข้อ “สมดุลแห่งอนาคต : พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ” โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม และนักวิชาการจาก 36 หน่วยงาน ร่วมแลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่สอดคล้องกับบริบทจริงในพื้นที่

    สสส.
    เปิดเวทีวิชาการสุราภาคกลาง ชู “สมดุลแห่งอนาคต” หนุนท่องเที่ยวปลอดภัย-เศรษฐกิจดี สุขภาพดี

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังปรับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 โดยมีนัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศ โดยเฉพาะการให้อำนาจกลไกระดับพื้นที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการระดับจังหวัด ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นจาก 28% หรือ 16 ล้านคน ในปี 2564 เพิ่มเป็น 35% หรือ 20.9 ล้านคน ในปี 2567 และมีปริมาณการบริโภคแอลกอฮอล์ต่อหัวประชากรเฉลี่ยประมาณ 7-8 ลิตรต่อคนต่อปี และพบแนวโน้มที่น่ากังวลในกลุ่มนักดื่มหน้าใหม่ ที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สังคม ความรุนแรง ความปลอดภัยทางถนน ตลอดจนคุณภาพชีวิตของครอบครัวและชุมชน

    “การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง จะนำไปสู่ข้อเสนอและแนวทางปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศในระยะต่อไป โดยเฉพาะการเสริมบทบาทของกลไกระดับพื้นที่ การใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ในการตัดสินใจเชิงนโยบาย การพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลที่ทันต่อสถานการณ์ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเมืองและพื้นที่ท่องเที่ยวให้เป็นพื้นที่ที่มีสุขภาพดี สิ่งแวดล้อมดี สังคมดี และเศรษฐกิจดีอย่างยั่งยืน” ผู้อำนวยการ ศวส. กล่าว

    สสส.
    เปิดเวทีวิชาการสุราภาคกลาง ชู “สมดุลแห่งอนาคต” หนุนท่องเที่ยวปลอดภัย-เศรษฐกิจดี สุขภาพดี

    รศ.ดร.ภก.วิทยา กุลสมบูรณ์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และ กรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. กล่าวว่า การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ได้รับการยอมรับว่ามีผลต่อสุขภาพ  มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ สังคม ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงที่ภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชนได้รับบทบาทให้เป็นกลไกขับเคลื่อนการฟื้นฟูเศรษฐกิจ จึงควรดำเนินการให้ประเทศเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยสมดุล กับ ความปลอดภัย คุณภาพชีวิต เพื่อความยั่งยืนของชุมชนและสังคม

    “การควบคุมปัจจัยเสี่ยงจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่คือการสร้างเงื่อนไขให้เศรษฐกิจเติบโตบนฐานของความปลอดภัย คุณภาพชีวิต และความยั่งยืน สสส. เชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจสุขภาพ คือ แนวทางสำคัญของอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อาหารปลอดภัย กิจกรรมสร้างสรรค์ปลอดแอลกอฮอล์ และเทศกาลชุมชนที่คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยว” รศ.ดร.ภก.วิทยา กล่าว

    สสส.
    เปิดเวทีวิชาการสุราภาคกลาง ชู “สมดุลแห่งอนาคต” หนุนท่องเที่ยวปลอดภัย-เศรษฐกิจดี สุขภาพดี

    ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัด กทม. กล่าวว่า กทม. มีความมุ่งมั่นร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวให้เติบโตโดยไม่ละเลยสุขภาพ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของประชาชน แนวคิด “สมดุลแห่งอนาคต” คือ โจทย์สำคัญของเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกทม. ที่ต้องเชื่อมโยงนโยบายด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน ขณะที่การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เหมาะสมต้องไม่ปิดกั้นการท่องเที่ยวหรือทำลายโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ออกแบบสภาพแวดล้อมให้เมืองสามารถเติบโตอย่างปลอดภัย มีคุณภาพ และยั่งยืน

    “ความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีคือ มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนที่สุดของเมืองระดับโลก กทม. จะจัดสรรและออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อเศรษฐกิจสุขภาพ เช่น การจัดโซนนิ่งกิจกรรมที่ปลอดภัย การยกระดับมาตรฐานสถานประกอบการ และการชูจุดขายด้านวัฒนธรรม อาหาร และวิถีชีวิตที่หลากหลายของคนกรุงเทพฯ เพื่อยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวคุณภาพสูง ปลอดภัย และได้มาตรฐานสากล” รองปลัด กทม. กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/276556&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sGTaEPcKhQO_x7Hst920S

  • ‘ภัทรพงศ์’ เร่งอัปเกรดสนามบินหัวหินสู่ฮับการบิน-ท่องเที่ยวภูมิภาค

    ‘ภัทรพงศ์’ เร่งอัปเกรดสนามบินหัวหินสู่ฮับการบิน-ท่องเที่ยวภูมิภาค

    ภัทรพงศ์’ ลงพื้นที่ตรวจงานสนามบินหัวหิน สั่งเร่งแก้ปัญหาทางวิ่งตามมาตรฐาน กพท. ลุยเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศ ดันใช้เทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับบริการผู้โดยสาร ขณะที่ ’ทย.-บวท.-สบพ.‘เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร รองรับเป้าหมายไทยสู่ศูนย์กลางการบินภูมิภาค

    29 พ.ค.256-นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจติดตามแผนงานของหน่วยงานด้านการบินในพื้นที่ท่าอากาศยานหัวหิน ได้แก่ กรมท่าอากาศยาน (ทย.) สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 พร้อมมอบนโยบายยกระดับขีดความสามารถท่าอากาศยานหัวหิน เร่งแก้ปัญหาด้านเทคนิคทางวิ่งให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เพื่อเตรียมความพร้อมเปิดให้บริการเส้นทางบินระหว่างประเทศ ควบคู่กับการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ยกระดับบริการผู้โดยสาร

    นายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) กล่าวว่า ท่าอากาศยานหัวหินมีอาคารที่พักผู้โดยสารรองรับผู้โดยสารได้ 300 คนต่อชั่วโมง ความยาวทางวิ่งขนาด 2,100 x 35 เมตร ลานจอดสามารถรองรับอากาศยาน A320 หรือ B737-800 ได้ 2 ลำในเวลาเดียวกัน ที่ผ่านมาในปี 2561 – 2563 เคยรองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศสายการบินแอร์เอเชียเบอร์ฮัด เส้นทางกัวลาลัมเปอร์ – หัวหิน – กัวลาลัมเปอร์ และหยุดให้บริการเนื่องจากสถานการณ์โควิด – 19 ปัจจุบันมีสายการบินไทยแอร์เอเชีย ให้บริการเส้นทาง เชียงใหม่ – หัวหิน – เชียงใหม่ วันละ 1 เที่ยวบิน ทุกวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ อาทิตย์

    ทั้งนี้ ทย. พร้อมดำเนินการให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยตามข้อกำหนดของ กพท. และตามมาตรฐานสากล โดย ทย. จะดำเนินการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อเตรียมพร้อมรองรับการขยายตัวด้านธุรกิจการบินและการท่องเที่ยวในอนาคต สำหรับการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มาใช้บริการ ณ ท่าอากาศยานหัวหิน ทย. เร่งดำเนินการก่อสร้างอุโมงค์ถนนและอุโมงค์รถไฟ คาดว่าจะเสร็จภายในปี 2569 นี้

    ด้านนายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เปิดเผยว่า บวท. พร้อมยกระดับการบริหารน่านฟ้า ขับเคลื่อนไทย สู่ World-class Aviation Hub โดยดำเนินมาตรการลดภาระต้นทุนของสายการบินควบคู่กับการบริหารการเดินอากาศให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ นำระบบการบริหารจัดการความคล่องตัวจราจรทางอากาศ หรือ Air Traffic Flow Management (ATFM) มาใช้งาน เพื่อลดความล่าช้าเที่ยวบิน และลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของอากาศยาน เป็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับผู้ประกอบการสายการบิน ในช่วงที่อุตสาหกรรมการบินที่ผชิญความผันผวนด้านพลังงาน

    นอกจากนี้ บวท. ยังเร่งพัฒนาการบริหารจัดการห้วงอากาศและเส้นทางบิน และการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิ การนำระบบติดตามอากาศยานด้วยดาวเทียม (ADS-B) ระบบหอควบคุมจราจรทางอากาศดิจิทัล (Digital Tower) ระบบการส่งข้อมูลข่าวสารการบินผ่านเครือข่ายคลาวน์อัตโนมัติ (System Wide Information Services : SWIM) เข้าใช้งาน เป็นต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยทางการบิน รองรับปริมาณจราจรทางอากาศที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ให้เชื่อมโยงการเดินทางอากาศแบบไร้รอยต่อ ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค ปัจจุบันท่าอากาศยานหัวหิน มีเที่ยวบินพาณิชย์ภายในประเทศ จำนวน 8 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ (จันทร์ พุธ ศุกร์ อาทิตย์) อากาศยานฝึกบินขนาดเล็ก ของ สบพ. อากาศยานส่วนบุคคล อากาศยานเช่าเหมาลำ และอากาศยานทั่วไป รวมถึงอากาศยานของส่วนราชการ อากาศยานทางการทหาร อีกประมาณ 70 เที่ยวบินต่อวัน

    น.ส. วราภรณ์ เต็มแก้ว รองผู้ว่าการฝ่ายบริหาร รักษาการแทนผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน (สบพ.)  กล่าวว่า สบพ. พร้อมพัฒนาศูนย์ฝึกการบินหัวหิน ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้านการบินของประเทศ และเป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมด้านการบินที่มีศักยภาพรองรับทั้งภายในประเทศและระดับนานาชาติ ปัจจุบัน สบพ. มีการดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์ฝึกการบินหัวหินและสิ่งก่อสร้างประกอบ พร้อมครุภัณฑ์ วงเงินรวมกว่า 522.5 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการระยะที่ 1 วงเงิน 396.9 ล้านบาท และระยะที่ 2 วงเงิน 125.6 ล้านบาท เพื่อรองรับการพัฒนาศักยภาพการฝึกบิน การซ่อมบำรุงอากาศยานและการพัฒนาบุคลากรด้านการบินอย่างครบวงจร ศูนย์ฝึกการบินหัวหินมีความพร้อมทั้งด้านอากาศยาน เครื่องฝึกบินจำลอง และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ

    โดยปัจจุบันมีอากาศยานฝึกบินรวม 27 ลำ และเครื่องฝึกบินจำลองหลายประเภท รองรับการฝึกนักบินทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงมีแนวโน้มความต้องการเรียนด้านการบินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค สบพ. พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนนโยบายของกระทรวงคมนาคมในการยกระดับท่าอากาศยานหัวหินสู่มาตรฐานสากล ตลอดจนพัฒนาบุคลากรด้านการบินที่มีคุณภาพ รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบิน การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ นายภัทรพงศ์ ได้ร่วมประชุมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) หอการค้าจังหวัด สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว สภาอุตสาหกรรมจังหวัด ตัวแทนผู้ประกอบการสายการบิน และโรงแรม เพื่อหารือถึงแนวทางในการขับเคลื่อนการเพิ่มเที่ยวบินภายในประเทศและการเปิดให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ ณ ท่าอากาศยานหัวหินให้เกิดเป็นรูปธรรม โดย นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมรับนโยบายรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม โดยจะผลักดันให้เกิดการจัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวอำเภอหัวหินให้มีศักยภาพควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน สร้างรายได้สู่ภูมิภาคอย่างยั่งยืน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1004755/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lMrRZZx2ZBDTDRq0urpS_

  • ชุมทางอีสาน : 29 พฤษภาคม 2569

    ชุมทางอีสาน : 29 พฤษภาคม 2569

    วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

    Tag :

    *…สิ้นสุดการรอคอยกว่า 5 ปี ในที่สุดขอนแก่นก็ผงาดเวทีโลกคว้าสิทธิ์เจ้าภาพ TTM+ 2027มหกรรมส่งเสริมการขายและเจรจาธุรกิจการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ (B2B) ที่ใหญ่ที่สุดในไทย ความฝันของคนทำท่องเที่ยวอีสานก็เป็นจริง เมื่อ ททท. มีมติเอกฉันท์เลือก จังหวัดขอนแก่น เป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก Thailand Travel Mart Plus (TTM+) ประจำปี 2027 อย่างเป็นทางการ ยกระดับเมือง MICE: การเจรจาธุรกิจ (B2B) ด้านการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของไทย ที่จะดึงผู้ประกอบการและนักลงทุนจากทั่วโลกมาเยือนขอนแก่น กระตุ้นทุกห่วงโซ่เม็ดเงินกระจายเข้าสู่จังหวัด ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร โลจิสติกส์ และการจ้างงาน รวมถึงยอดขายแพ็กเกจท่องเที่ยวในระยะยาวคาดดันเม็ดเงินสะพัด 4,000 ล้าน โดยตัวแทนจังหวัดขอนแก่น จะเดินทางไปรับมอบธงเจ้าภาพอย่างเป็นทางการในงาน TTM+ 2026 ที่ จ.ชลบุรี วันที่ 11 มิ.ย. 69 นี้ เตรียมตัวต้อนรับชาวโลกกันได้เลย…* พลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.กระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งของเทศบาลเมืองบ้านไผ่ป้องกันน้ำท่วมชุมชน และโครงการช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐบาล  ไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลช่วยสนับสนุน 60% ประชาชนสม 40% วงเงินที่รัฐช่วยสูงสุด 4,000 บาท โดยได้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา และกล่าวถึงความสำเร็จของโครงการ รถพุ่มพวงไทยช่วยไทย ที่นำสินค้าราคาประหยัดวิ่งกระจายเข้าสู่ชุมชนโดยตรง ปัจจุบันได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก ทางรัฐบาลจึงเตรียมมอบข่าวดีด้วยการอนุมัติขยายระยะเวลาโครงการรถพุ่มพวงออกไปจนถึงสิ้นปีนี้ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายเยียวยาเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง…* ขอแสดงความยินดีกับ นพ.ธนสิทธิ์ ไพรพงษ์ ผอ.โรงพยาบาลขอนแก่น ที่ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ เพชรอีสาน จากผลงานอันเป็นที่ประจักษ์และคุณูปการอันทรงคุณค่าต่อสังคม ในโครงการเพชรอีสาน กลิ่นอารยธรรมอีสาน งดงามวัฒนศิลป์ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 เป็นบุคคลต้นแบบ ที่สร้างคุณประโยชน์แก่สังคม รวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชนดำรงตนเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ นับเป็นความภาคภูมิใจของโรงพยาบาลขอนแก่น และเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการมุ่งมั่นพัฒนาระบบบริการสุขภาพ ควบคู่กับการสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมและชุมชนอย่างต่อเนื่อง…*

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/967486&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09Xw2NhIhcVDPca8Z2qL1K

  • TISCO ESU อัปเกรดจีดีพีไทยโต 1.8% เตือนพายุ “วิกฤตพลังงาน” จ่อซัดซ้ำ

    TISCO ESU อัปเกรดจีดีพีไทยโต 1.8% เตือนพายุ “วิกฤตพลังงาน” จ่อซัดซ้ำ

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ขึ้นเป็น 1.8% รับอานิสงส์ไตรมาสแรกโตดีกว่าคาดและมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ทว่าหั่นเป้าปีหน้าเหลือ 1.7% ชำแหละไส้ในเศรษฐกิจสุดเปราะบาง โตแบบ K-Shaped เตือนอย่าเพิ่งชะล่าใจ พายุของจริงจาก “วิกฤตตะวันออกกลาง-ราคาพลังงาน” กำลังจะโถมเข้าใส่ ชี้ลดดอกเบี้ยเป็น “กระสุนด้าน” คาด กนง. ตรึงดอกเบี้ย 1.00% ตลอดปี มองเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าแตะ 34.00 บาท/ดอลลาร์

    TISCO ESU อัปเกรดจีดีพีไทยโต 1.8% เตือนพายุ

    นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (Mr. Methas Rattanasorn, Head of Economics, TISCO Economic Strategy Unit : TISCO ESU) เปิดเผยว่า TISCO ESU ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้ขึ้นเป็น 1.8% จากเดิมที่คาดไว้ 1.2% หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกออกมาดีกว่าคาด และภาครัฐมีการออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” อย่างไรก็ตาม สำหรับมุมมองเศรษฐกิจไทยในปีหน้า (2027F) ประเมินว่าจะเติบโตชะลอลงเหลือ 1.7% จากเดิมคาด 2.4% เนื่องจากผลของฐานที่สูงขึ้นและการหมดมาตรการกระตุ้นแบบชั่วคราวของภาครัฐ

    ชำแหละไส้ในเปราะบาง โตแบบ K-Shaped Recovery

    นายเมธัส กล่าวว่า แม้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกจะดูดี แต่เมื่อเจาะลึกลงไปกลับพบสัญญาณความเปราะบางและการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียม (K-shaped recovery) อย่างชัดเจน

    ในด้าน “การส่งออก” แม้ภาพรวมจะขยายตัวดีโดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวกับ AI และ Data Center แต่พบว่าดุลการค้าในไตรมาส 1/69 กลับมาติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส สะท้อนว่าสินค้าหลายรายการเข้าข่ายเป็นสินค้าทางผ่าน (Transshipment) หรือแค่รับจ้างประกอบ โดย TISCO ESU พบว่าสินค้าหมวด “ชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์” (HS Code 854159) และ “หน่วยประมวลผลข้อมูลแบบดิจิทัล” (HS Code 847150) มีความเกี่ยวโยง (Correlation) ระหว่างการนำเข้าและส่งออกในรอบ 10 ปีสูงถึง 0.85 และ 0.92 ตามลำดับ อีกทั้งยังมีคะแนนความน่าสงสัย และ Re-routing Index สูงสุด 2 ลำดับแรกจากทั้งหมด 104 รายการที่เป็นสินค้าในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวกับ AI ซึ่งที่ผ่านมาสินค้ากลุ่มเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของภาคการส่งออกมาอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่าการส่งออกที่โตดี แทบไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจหรือกระจายรายได้สู่ภาคส่วนอื่นในประเทศเลย

    ด้าน “การลงทุนรวม” ที่ดูเหมือนจะเป็นพระเอกด้วยการเติบโต 9.9% YoY (การลงทุนภาคเอกชนโต 10.1% สูงสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง) จากเงินลงทุนต่างชาติและการตื่นตัวเรื่อง AI แต่ความจริงที่น่าตกใจคือ มีจำนวนโรงงานที่ “ปิดกิจการ” มากกว่า “เปิดใหม่” เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็ก สวนทางกับโรงงานขนาดใหญ่และกลางที่ขยายกิจการ ภาพนี้ตอกย้ำว่าธุรกิจดั้งเดิม (Traditional Industry) กำลังย่ำแย่ ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งโดยมากเป็นรายใหญ่ มีเงินทุนมาก โตกระจุกตัว และยังได้อานิสงส์จากอุปสงค์โลกที่มีต่อสินค้าอิเล็คทรอนิกส์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI และ Data Center ที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    เตือน “พายุของจริง” กำลังจะมา

    สำหรับนโยบายแจกเงิน “ไทยช่วยไทยพลัส” TISCO ESU ประเมินว่าจะช่วยบวกจีดีพีได้ราว 0.3 ppt ซึ่งมองว่าเป็นการประคองมากกว่ากระตุ้น และมีผลแค่ชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากรูปแบบโครงการมีตัวทวีคูณทางการคลังต่ำ แม้จะช่วยให้เม็ดเงินวิ่งเข้าหาร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมากขึ้น ซึ่งช่วยคนตัวเล็กในสภาวะที่ยากลำบากได้บาง แต่ขาดความยั่งยืน

    “ตัวเลขไตรมาสแรกที่ดี เป็นภาพก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลางที่รุนแรง ต้นทุนต่างๆ ยังไม่พุ่ง รัฐบาลยังตรึงราคาน้ำมันได้ แต่ภาพวันนี้ต่างออกไปสิ้นเชิง ขอเตือนว่าอย่าประมาท เพราะพายุของจริงกำลังจะโถมเข้ามา หากสงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจดีดขึ้นไปได้อีก 40-50% และเสี่ยงจะขาดแคลน นอกจากนี้ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซยังส่งผลให้ปุ๋ยและเม็ดพลาสติกขาดตลาด ราคาอาหารจ่อจะปรับขึ้น ธุรกิจบางรายขาดของต้องหยุดผลิต ผู้คนเริ่มรัดเข็มขัดและลดรายจ่ายอย่างจริงจัง และอัตราการว่างงานเริ่มถีบตัวสูงขึ้น ดังนั้นต่อจากนี้จะเริ่มเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เราจึงมองว่าความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยยังโน้มไปทางด้านต่ำ” นายเมธัส กล่าว

    ลดดอกเบี้ยคือ “กระสุนด้าน” คาดบาทเสี่ยงอ่อนแตะ 34.0

    ในแง่ของนโยบายการเงิน นายเมธัสมองว่า การลดดอกเบี้ยนโยบายอาจเป็นเพียง “กระสุนด้าน” ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดจากฝั่งอุปทาน (Supply-side) ได้ TISCO ESU จึงคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ตลอดทั้งปีนี้ และมีความเสี่ยงที่ปีหน้าดอกเบี้ยอาจต้องกลับมาเป็น “ขาขึ้น” ตามทิศทางโลกและเงินเฟ้อที่ดื้อรั้น
    ส่วนทิศทางค่าเงินบาท มองว่ามีแนวโน้มอ่อนค่า โดยในช่วง 3 เดือนข้างหน้ามีโอกาสแตะระดับ 34.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จาก 3 ปัจจัยกดดัน คือ:

    1. ตลาดกังวลเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจทำให้ Fed ขยับขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่ปีนี้
    2. แนวโน้มดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในช่วงที่เหลือจ่อขาดดุลสูงต่อเนื่อง
    3. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี จ่อพุ่งแตะ 2.5% และอาจทะลุไปถึง 2.8% จากความเสี่ยงเงินเฟ้อและปริมาณพันธบัตร (Bond Supply) จากการที่รัฐเตรียมกู้เพิ่ม ซึ่งจะกดดันให้เม็ดเงินต่างชาติไหลออก

    นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่ค่าเงินบาทนั้นอาจอ่อนค่าไปได้ไกลกว่าระดับ 34.0 โดยเฉพาะในกรณีที่ราคาน้ำมันพุ่งแรง (Spike) 40-50% ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากสงครามยังหาข้อยุติไม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องทวีความรุนแรง แต่แค่สถานการณ์ยืดเยื้อไปอีก 3-4 เดือน อาจส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ในคลังของประเทศหลักปรับลดลงจนถึงจุดวิกฤติก็เพียงพอแล้วที่ตลาดการเงินจะเกิดความกลัวขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ierdkj9d8h9dujyx84gqpa7xdjpp0vyf&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1t2D_A3ut8f3u08ADico2U

  • ไทยช่วยไทยพลัส สัญญาณดี ส.อ.ท.คาดหนุน GDP พุ่ง 0.5% คู่ขนานอัดงบลงทุนบิ๊กโปรเจกต์

    ไทยช่วยไทยพลัส สัญญาณดี ส.อ.ท.คาดหนุน GDP พุ่ง 0.5% คู่ขนานอัดงบลงทุนบิ๊กโปรเจกต์

    วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.34 น.

    “รัฐบาล”เผยสัญญาณดี ทุกภาคส่วนหนุน”ไทยช่วยไทยพลัส” ลดค่าครองชีพ-ประคองกำลังซื้อ เดินหน้าการลงทุนคู่ขนานรักษาแรงส่งเศรษฐกิจ ดัน 25 โครงการตาม Thailand FastPass มูลค่า 2.23 แสนล้านบาท ลงทุนจริงเร็ว

    29 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้เสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจเอกชน ต่อมาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นไปในทิศทางบวก สะท้อนว่าทุกภาคส่วนเห็นพ้องกับแนวทางการประคองค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อ ในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    ล่าสุด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายร้อยละ 60 และประชาชนร่วมจ่ายร้อยละ 40 จะช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มากกว่าโครงการคนละครึ่งในอดีต และมีส่วนกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง โดยคาดว่าจะช่วยหนุนจีดีพีได้ราวร้อยละ 0.2 – 0.3 และอาจสูงถึงร้อยละ 0.5 หากดำเนินการได้มีประสิทธิภาพ

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า มาตรการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเติมเงินใช้จ่ายระยะสั้น แต่ช่วยให้เม็ดเงินหมุนลงสู่ร้านค้ารายย่อย ตลาดสด ภาคบริการ ธุรกิจเดลิเวอรี และเอสเอ็มอีในภาคการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นตามกำลังซื้อของประชาชน

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจจากมาตรการที่ออกไปแล้ว เพราะระดับกำลังซื้อของประชาชนจะส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคการผลิต การค้า การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลเห็นตรงกับข้อสังเกตของภาคเอกชนว่า เศรษฐกิจไทยยังต้องขับเคลื่อนเครื่องยนต์ด้านอื่นควบคู่กันไป โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การท่องเที่ยวคุณภาพ และการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจึงกำชับให้เดินหน้ามาตรการสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนอนุมัติอนุญาต ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งเสริมการลงทุนใหม่ผ่านบีโอไอ และเร่งรัดการเบิกจ่ายโครงการลงทุนของภาครัฐ เพื่อให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว โดยเฉพาะการเร่งรัดโครงการที่ได้รับการส่งเสริมตามมาตรการ Thailand FastPass ของสำนักงาน BOI ให้เกิดการลงทุนเร็วที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้วทั้งสิ้น 25 โครงการ มูลค่ารวม 223,216 ล้านบาท และล่าสุด เมื่อวานนี้ (28 พ.ค.) ได้มีการบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ เวียตเจ็ท (VIETJET GROUP) (Memorandum of Understanding on the Collaboration for the Development of MRO Center at U-Tapao International Airport)

    “มาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยประคองกำลังซื้อ ส่วนมาตรการลงทุนจะสร้างงาน รายได้ และขีดความสามารถใหม่ของประเทศ รัฐบาลจะเดินทั้งสองด้านพร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีแรงส่งต่อเนื่อง ประชาชนมีงานทำ มีกำลังซื้อ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีได้ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกยังมีความท้าทาย” น.ส.รัชดา กล่าว

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/967557&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VM86GAnzuSY43CAkpUG5k

  • กัมพูชาส่งเสริมการผลิตสินค้าภายในประเทศ และพึ่งพาตนเอง ทางเศรษฐกิจ

    กัมพูชาส่งเสริมการผลิตสินค้าภายในประเทศ และพึ่งพาตนเอง ทางเศรษฐกิจ

    เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 สมเด็จมหาบวรธิบดี Hun Manet นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคสำคัญหลายรายการ โดยเฉพาะ นม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และน้ำตาล เพื่อส่งเสริมการผลิตภายในประเทศและเพิ่มการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ

    ช่วงพิธีเปิดโรงงานแปรรูปยางพารา Kim’s Rubber (Cambodia) ในจังหวัดตโบงฆมุม นายกรัฐมนตรีระบุว่า สินค้าอุปโภคบริโภคสำคัญหลายรายการ โดยเฉพาะ นม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และน้ำตาล เป็นกลุ่มสินค้านำเข้าหลักที่กัมพูชามีศักยภาพในการผลิตทดแทนได้ โดยการเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศจะช่วยสร้างงาน รักษามูลค่าทางเศรษฐกิจไว้ในประเทศ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานภาคเกษตรและอุตสาหกรรม

    นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำถึงศักยภาพของกัมพูชาในด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร พร้อมสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการกระจายฐานอุตสาหกรรม เพิ่มความหลากหลายทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    ความเห็นของสำนักงานฯ

             1. มุมมองต่อแนวทางของนายกรัฐมนตรี ถือเป็น “นโยบายเชิงโครงสร้าง” ที่มุ่งลดการพึ่งพาการนำเข้า โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคสำคัญ และผลักดันการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ หากสามารถผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดการนำเข้าและเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความท้าทายอยู่ที่ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนและคุณภาพ หากภาคอุตสาหกรรมยังไม่พร้อม อาจกระทบต่อผู้บริโภคและผู้ผลิตภายในประเทศ ดังนั้นความสำเร็จของนโยบายนี้ขึ้นอยู่กับ “ความพร้อมของภาคการผลิต” เป็นสำคัญ

             2. นโยบายดังกล่าวเปิดโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะธุรกิจแปรรูปอาหาร ผลิตภัณฑ์นม และสินค้าอุปโภคพื้นฐาน ซึ่งมีความต้องการสูงในประเทศและมีศักยภาพทดแทน การนำเข้า อีกทั้งยังดึงดูดการลงทุนทั้งจากต่างชาติและผู้ประกอบการในประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมสนับสนุนอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น บรรจุภัณฑ์ โลจิสติกส์ และคลังสินค้าเย็น ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจและการจ้างงานในวงกว้าง    

    _____________________________________________________

    ที่มา Asian Speech & Kampuchea Thmey Daily

    28 พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/x758n6gguma69a5zsib82s1a&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LW_xK_mmUkvDPy_KER2qJ

  • กัมพูชารับนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 1 ล้านคน ในไตรมาสแรก ปี 2569

    กัมพูชารับนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 1 ล้านคน ในไตรมาสแรก ปี 2569

    ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวทั่วโลกในช่วงต้นปี 2569 ทำให้บรรยากาศการเดินทางชะลอตัวลงอย่างมาก โดยในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 กัมพูชามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศเพียงประมาณ 1 ล้านคน ลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568

    ข้อมูลจาก Ministry of Tourism of Cambodia ระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคม–มีนาคม 2569 กัมพูชามีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 1.01 ล้านคน ลดลง 44.8% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งมีจำนวน 1.83 ล้านคน

    สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติจำแนกตามสัญชาติในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 มีดังนี้

    • จีน: 242,387 คน ลดลง 15.3% และยังคงเป็นตลาดอันดับ

    • เวียดนาม: 235,444 คน ลดลง 22.7% 

    • สหรัฐอเมริกา: 64,271 คน ลดลง 12.9% 

    • สหราชอาณาจักร: 44,373 คน ลดลง 11.9% 

    • ฝรั่งเศส: 43,425 คน ลดลง 16.9% 

    • ประเทศอื่น ๆ ได้แก่ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ไทย ออสเตรเลีย และเยอรมนี 

    เพื่อกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจีน รัฐบาลกัมพูชาได้ประกาศมาตรการยกเว้นวีซ่าให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) ครอบคลุมทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และมาเก๊า (ยกเว้นไต้หวัน) โดยไม่จำกัดว่าผู้เดินทางจะเดินทางมาจากประเทศจีนหรือจากประเทศอื่น เพียงถือหนังสือเดินทาง PRC ก็สามารถเข้าประเทศกัมพูชาโดยไม่ต้องขอวีซ่า

    รายละเอียดของมาตรการ มีดังนี้

    • ระยะเวลาโครงการ: วันที่ 15 มิถุนายน – 15 ตุลาคม 2569 (รวม 4 เดือน) 

    • ระยะเวลาพำนัก: พำนักในกัมพูชาได้ไม่เกิน 14 วัน 

    • เงื่อนไข: ไม่ต้องยื่นคำร้องขอวีซ่าและไม่มีค่าธรรมเนียม เพียงกรอกข้อมูลผ่านระบบ E-arrival Card เท่านั้น 

    • สิทธิการเดินทาง: สามารถเดินทางเข้า–ออกกัมพูชาได้ ไม่จำกัดจำนวนครั้งภายในช่วงเวลาที่มาตรการมีผลบังคับใช้

    ความเห็นของสำนักงานฯ

             1. ภาคการท่องเที่ยวของกัมพูชายังคงเปราะบางต่อปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ราคาพลังงาน และภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งกระทบต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นในการเดินทางระหว่างประเทศ การที่ นักท่องเที่ยวต่างชาติ ลดลงถึง 44.8% ในไตรมาสแรกของปี 2569 ส่งผลกระทบต่อรายได้ภาคบริการ การจ้างงาน และธุรกิจท่องเที่ยวของกัมพูชาอย่างมีนัยสำคัญ 

             2. นักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นตลาดอันดับหนึ่ง สะท้อนว่ากัมพูชายังพึ่งพาตลาดจีนในระดับสูง ดังนั้น มาตรการยกเว้นวีซ่าให้ผู้ถือหนังสือเดินทาง PRC จึงเป็นความพยายามของรัฐบาลในการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป อาจทำให้ภาคการท่องเที่ยวมีความเสี่ยงต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจได้ ปัจจุบัน กัมพูชายังเดินหน้ายกระดับความปลอดภัย พัฒนาคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวและบริการ รวมถึงกระจายตลาดนักท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และดึงดูด FDI อย่างต่อเนื่อง       

    ________________________________________________________

    ที่มา Phnom Penh Post & Tourism Statistics Report, March 2026

    27 พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/wo7o891p6if72m8upplrq4bi&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IBJJ5TEtmdvjSYKBgw2ff

  • สภาวัฒนธรรมกาญจนบุรี ผนึกพลัง Soft Power ดันเศรษฐกิจชุมชน

    สภาวัฒนธรรมกาญจนบุรี ผนึกพลัง Soft Power ดันเศรษฐกิจชุมชน

    ภูมิภาค

    สภาวัฒนธรรมกาญจนบุรี ผนึกพลัง Soft Power ดันเศรษฐกิจชุมชน

    วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.54 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สภาวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 เพื่อขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมและส่งเสริมพลัง Soft Power ของจังหวัด สู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

    การประชุมจัดขึ้นที่ห้องสังขละบุรี 2 โรงแรมริเวอร์แคว อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โดย ธีรชัย ชุติมันต์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี เป็นผู้ดำเนินการจัดประชุม และได้รับเกียรติจาก สิทธิวีร์ วรรณพฤกษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานเปิดงาน

    ภายในงานมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมจากสภาวัฒนธรรมทั้ง 13 อำเภอของจังหวัดกาญจนบุรี ได้แก่ อ.สังขละบุรี อ.ทองผาภูมิ อ.ไทรโยค อ.ศรีสวัสดิ์ อ.บ่อพลอย อ.หนองปรือ อ.เลาขวัญ อ.ห้วยกระเจา อ.พนมทวน อ.ท่ามะกา อ.ท่าม่วง อ.ด่านมะขามเตี้ย และ อ.เมืองกาญจนบุรี เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่

    ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม มีการนำเสนอผลการดำเนินงานของคณะกรรมการสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรีในรอบวาระที่ผ่านมา รวมถึงการบรรยายพิเศษหัวข้อ “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย Soft Power” โดย ทวีป พัฒนมาศ เป็นวิทยากร

    ทั้งนี้ มีสมาชิกสภาวัฒนธรรมระดับตำบล ระดับอำเภอ และเครือข่ายวัฒนธรรมระดับจังหวัด เข้าร่วมประชุมกว่า 130 คน ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่ออนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดมรดกภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดกาญจนบุรี ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และต่อยอดเป็นพลัง Soft Power ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/477825&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rGKSUsmY0970yTCuFab-k

  •  ‘เวียดนาม’ ยืนยันไม่โตโดดเดี่ยว พร้อมผนึก ‘ไทย’ ร่วมดันเศรษฐกิจอาเซียน

     ‘เวียดนาม’ ยืนยันไม่โตโดดเดี่ยว พร้อมผนึก ‘ไทย’ ร่วมดันเศรษฐกิจอาเซียน

    สมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม จัดงาน Thailand–Vietnam Business Forum 2026 ผู้นำไทย–เวียดนาม ร่วมเวที  ฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ประกาศยกระดับความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน ด้าน “โต เลิม” ชี้ไทย–เวียดนาม ต้องเติบโตไปด้วยกัน ขณะที่ “อนุทิน” ตั้งเป้าดันมูลค่าการค้าสองประเทศจาก 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ สู่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในอนาคต

    สมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม จัดงาน Thailand–Vietnam Business Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Growing Together” ผู้นำเวียดนาม-ไทย ร่วมแสดงวิสัยทัศน์งาน Thailand–Vietnam Business Forum 2026 เฉลิมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต  

    โดย นายโต เลิม (H.E. Mr. Tô Lâm) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ต่อทิศทางความร่วมมือไทย–เวียดนามในอนาคต ท่ามกลางผู้นำภาครัฐ ผู้บริหารระดับสูง นักลงทุน และภาคเอกชนชั้นนำจากทั้งสองประเทศที่ตบเท้าเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กล่าวว่า ในโลกปัจจุบัน ไม่มีประเทศใดสามารถเติบโตได้อย่างโดดเดี่ยว ไทย และเวียดนามจำเป็นต้องเดินไปด้วยกัน เพื่อร่วมกันสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน

    เวียดนามมีประชากรกว่า 100 ล้านคน และกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะฐานการผลิต และอุตสาหกรรมสำคัญของภูมิภาค ขณะที่ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งยานยนต์ อาหาร พลังงาน การค้า และบริการ รวมถึงมีภาคเอกชนที่เข้มแข็ง และมีศักยภาพสูง

    ดังนั้น ไทย และเวียดนามจึงสามารถผสานจุดแข็งของทั้งสองประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน เชื่อมโยงฐานการผลิต และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการผลิต และการส่งออกที่สำคัญของภูมิภาค เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ และอาเซียนโดยรวม

     ‘เวียดนาม’ ยืนยันไม่โตโดดเดี่ยว พร้อมผนึก ‘ไทย’ ร่วมดันเศรษฐกิจอาเซียน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเวียดนาม ในอาเซียน ขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับสองของไทยในอาเซียน มูลค่าการค้าระหว่างกันอยู่ที่ประมาณ 24,000 ล้านดอลลาร์  โดยมีเป้าหมายระยะสั้นที่ 25,000 ล้านดอลลาร์ และในอนาคตเราควรร่วมกันผลักดันให้เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50,000 ล้านดอลลาร์

    วันนี้ประเทศไทยมีการลงทุนในเวียดนามเป็นจำนวนมาก จึงอยากเห็นภาคธุรกิจเวียดนามเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นเช่นกัน เพราะเศรษฐกิจของไทย และเวียดนามมีขนาดใกล้เคียงกัน เราไม่ใช่คู่แข่งแต่คือ คู่ค้าและหุ้นส่วนที่จะเติบโตไปด้วยกัน

    ที่สำคัญเศรษฐกิจของเราทั้งสองประเทศเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง กว่าครึ่งของสินค้าที่ไทยส่งออกไปเวียดนาม เป็นวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ใช้ในภาคการผลิตเพื่อการส่งออกของเวียดนาม นี่แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของเราไม่ใช่เพียงการแข่งขัน แต่คือ การเติบโตร่วมกันผ่านห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน และนี่คือ ความหมายของคำว่า Strategic Partnership อย่างแท้จริง

     ‘เวียดนาม’ ยืนยันไม่โตโดดเดี่ยว พร้อมผนึก ‘ไทย’ ร่วมดันเศรษฐกิจอาเซียน

    นายสนั่น อังอุบลกุล นายกสมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม และประธานอาวุโสหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม จัดงาน Thailand–Vietnam Business Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Growing Together”โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยพันธมิตรองค์กรชั้นนำ ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาธุรกิจไทย–เวียดนาม และ หอการค้าไทยในเวียดนาม เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม และยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค

     ‘เวียดนาม’ ยืนยันไม่โตโดดเดี่ยว พร้อมผนึก ‘ไทย’ ร่วมดันเศรษฐกิจอาเซียน

    การจัดงานครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการขับเคลื่อนความร่วมมือผ่านแนวคิด “Three Connects” ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และเศรษฐกิจร่วมสมัย การเชื่อมโยงภาคธุรกิจ ท้องถิ่น และประชาชน และการเชื่อมโยงสู่อนาคตแห่งความยั่งยืน เทคโนโลยี และนวัตกรรมร่วมกัน

    โดยไฮไลต์สำคัญของการจัดงานครั้งนี้คือ การที่ประธานาธิบดีเวียดนาม ได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยเข้าพบในลักษณะ One-on-One เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะโดยตรง ซึ่งจะช่วยผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

    โดยเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพของทั้งสองประเทศ และพลังของผู้นำภาคธุรกิจไทย–เวียดนาม จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เป้าหมายการค้าระหว่างกัน 25,000 ล้านดอลลาร์ ขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้ พร้อมยืนยันว่า สมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม และเครือข่ายภาคเอกชนไทย พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ และประชาชนของทั้งสองประเทศ

    กิจกรรมภายในงาน Thailand–Vietnam Business Forum 2026 ประกอบด้วยการหารือ และแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ในหลายมิติ ทั้งด้านการค้า การลงทุน การเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาโลจิสติกส์ และการยกระดับความร่วมมือในอุตสาหกรรมศักยภาพของทั้งสองประเทศ

    พร้อมด้วยเวทีเสวนาระดับสูงจากผู้บริหารชั้นนำของภาคธุรกิจ การจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ และพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจทางธุรกิจ หรือ MoU ระหว่างภาคเอกชนไทย และเวียดนาม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1236099&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o24r6f4lWunagoueG7Uy0