Blog

  • ทำไมการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมจึงสำคัญกว่าที่คิด

    ทำไมการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมจึงสำคัญกว่าที่คิด

    ลองนึกภาพว่า ทุกเดือนคนทำงานจำนวนมากถูกหักเงินเดือนเพื่อส่งเงินสมทบเข้าระบบประกันสังคม เงินก้อนนี้มีไว้รองรับความเสี่ยงในชีวิต ตั้งแต่เจ็บป่วย คลอดบุตร ว่างงาน ไปจนถึงวันที่ไม่มีรายได้จากการทำงานอีกต่อไป

    แต่คำถามสำคัญคือ คนที่ส่งเงินเข้ากองทุนทุกเดือน มีอำนาจกำหนดทิศทางเงินของตัวเองมากแค่ไหน

    นี่คือเหตุผลที่การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมมีความสำคัญมากกว่าการเลือกตัวแทนเข้ามานั่งในคณะกรรมการ เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการเลือกตั้งคืออำนาจในการกำหนดนโยบาย การบริหารเงินกองทุน และทิศทางของระบบสวัสดิการที่คนทำงานจำนวนมากต้องพึ่งพา

    การเลือกตั้งจึงไม่ใช่แค่เรื่องของกรรมการไม่กี่ตำแหน่ง แต่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งเงินสมทบ ผู้บริหารกองทุน และประชาชนที่ต้องใช้สิทธิจากระบบนี้ในวันที่ชีวิตไม่เป็นไปตามแผน

    4 เหตุผลที่การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญ

    1. เพราะบอร์ดมีส่วนกำหนดทิศทางเงินกองทุน

    บอร์ดประกันสังคมมีบทบาทในการพิจารณานโยบายและกำกับดูแลการบริหารกองทุน การตัดสินใจเรื่องการลงทุนและความยั่งยืนทางการเงินจึงเกี่ยวข้องกับความสามารถของระบบในการจ่ายสิทธิประโยชน์ในระยะยาว

    ประเด็นที่ควรถามไม่ใช่แค่ว่ากองทุนมีเงินเท่าไร แต่รวมถึงการลงทุนมีความเสี่ยงแค่ไหน ผลตอบแทนเหมาะสมหรือไม่ และประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างไร

    2. เพราะสิทธิประโยชน์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

    สิทธิประโยชน์จากประกันสังคมครอบคลุมความเสี่ยงหลายช่วงชีวิต การปรับปรุงสิทธิจึงส่งผลต่อทั้งคนที่กำลังทำงาน คนที่กำลังสร้างครอบครัว คนที่ตกงาน และคนที่เตรียมเกษียณ

    อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งไม่ได้ทำให้สิทธิเปลี่ยนแปลงโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาด้วยว่าข้อเสนอใดอยู่ในอำนาจของบอร์ด มีต้นทุนเท่าไร และดำเนินการได้จริงเพียงใด

    3. เพราะผู้ประกันตนควรมีเสียงในระบบที่ตัวเองร่วมจ่าย

    การเลือกตั้งเปิดช่องให้ผู้ประกันตนเลือกตัวแทนของตนเองเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ โดยการเลือกตั้งปี 2569 กำหนดให้เลือกผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน 7 คน และผู้แทนฝ่ายนายจ้าง 7 คน

    คำถามสำคัญคือ ตัวแทนเหล่านี้จะสะท้อนความต้องการของผู้ประกันตนที่หลากหลายได้มากน้อยเพียงใด และหลังได้รับเลือกแล้วจะเปิดเผยการทำงานให้สมาชิกตรวจสอบอย่างไร

    4. เพราะความโปร่งใสต้องเกิดหลังปิดหีบด้วย

    การเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรมเป็นจุดเริ่มต้น แต่ความรับผิดชอบของกรรมการหลังเข้ารับตำแหน่งสำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยข้อมูลการประชุม การชี้แจงเหตุผลในการตัดสินใจ การเปิดเผยผลการดำเนินงาน และการตอบคำถามของผู้ประกันตน

    การมีตัวแทนจึงไม่ได้หมายความว่าประชาชนหมดหน้าที่ แต่หมายความว่าประชาชนมีช่องทางติดตามและเรียกร้องคำอธิบายจากผู้แทนได้มากขึ้น

    การเลือกตั้งเป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

    ความสำคัญของการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมอยู่ที่การเปิดโอกาสให้ผู้ที่อยู่ในระบบมีส่วนกำหนดทิศทางของระบบนั้นเอง แต่คุณค่าของการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นจริงแค่ไหน ต้องวัดจากสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นด้วย

    ผู้แทนทำตามข้อเสนอที่ให้ไว้หรือไม่ การบริหารกองทุนโปร่งใสเพียงใด สิทธิประโยชน์ตอบโจทย์คนทำงานจริงหรือเปล่า และเมื่อมีข้อสงสัย ประชาชนได้รับคำตอบหรือไม่

    ท้ายที่สุด คำถามที่สังคมควรถามอาจไม่ใช่เพียงว่า ใครได้รับเลือกเป็นบอร์ดประกันสังคม แต่คือหลังได้รับเลือกแล้ว คนทำงานจะมีอำนาจตรวจสอบและกำหนดอนาคตของกองทุนได้มากขึ้นจริงหรือไม่

    สำหรับบทความที่เผยแพร่ในวันนี้ ควรตรวจสอบผลการเลือกตั้งและความคืบหน้าจากสำนักงานประกันสังคมเพิ่มเติมด้วย เพื่อเชื่อมประเด็นเชิงหลักการเข้ากับสถานการณ์จริงของการเลือกตั้งวันที่ 11 ตุลาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-elections-board-fund-management&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E1wnj7_3b9VZMTlrqj_gh

  • อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดวันนี้ 10/10/69 พรุ่งนี้ 11/10/69 อัปเดตจาก 4 สถานี – สยามรัฐ

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดวันนี้ 10/10/69 พรุ่งนี้ 11/10/69 อัปเดตจาก 4 สถานี – สยามรัฐ

    วันที่ 10 ต.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาน้ํามันอัปเดตล่าสุดจากผู้ให้บริการน้ำมันทุกชนิดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ได้แก่ ปตท.,บางจาก, PT และเชลล์ ล่าสุด เมื่อเวลา 21.31 น.ราคาหน้าปั๊มคงที่ มีผลพรุ่งนี้ 11 ต.ค.69 ตี 5 (5.00 น.) มีรายละเอียดดังนี้

    ราคาน้ำมันปั๊ม “ปตท.” (PTT)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา  41.44  บาท /ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20:ราคา 35.69  บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85:ราคา 31.63   บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา  41.07  บาท/ลิตร
    ดีเซล หมุนเร็วธรรมดา: ราคา 42.94  บาท/ลิตร
    เบนซิน  :ราคา  50.43 บาท/ ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “บางจาก” (Bangchak)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา 41.44 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 :ราคา 35.69  บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85:ราคา  31.63  บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 41.07 บาท/ลิตร
    ดีเซล หมุนเร็วธรรมดา : ราคา 42.94   บาท/ลิตร
    ดีเซลพรีเมียม : ราคา  50.05 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “พีที” (PT)

    ดีเซล: ราคา  42.94 บาท/ ลิตร
    ดีเซล B20:ราคา 37.19  บาท /ลิตร
    เบนซิน: ราคา  50.93 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 41.44 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91: ราคา 41.07  บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20:ราคา  35.69 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “เชลล์” (Shell)

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20: ราคา 35.89  บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91: ราคา 41.57  บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา  41.94 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 51.84  บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล : ราคา 42.94  บาท/ลิตร
    เชลล์ ดีเซล บี20: ราคา 37.19 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล : ราคา 51.84  บาท/ลิตร

    ทั้งนี้การแสดงราคาน้ำมันข้างต้นนี้ได้อ้างอิงมาจากรายงานโดยสำนักนโยบายปิโตรเลียมและปิโตรเคมี หรือ สนพ. โดยมีอัปเดทราคาน้ำมันทุกครั้งที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันตอนตี 5 (5.00 น.) ของวันที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคา

    ราคาที่แสดงนี้เป็นราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น กทม. โปรดสำรวจราคาจากหน้าปั๊มอีกครั้ง

    ที่มา : www.eppo.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/328004&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dlc78KE1tcJMfM7AX8PTO

  • ยกระดับมรดกทางวัฒนธรรมสู่ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์”ด้วย โมเดลธุรกิจผ้าไทย | เดลินิวส์

    ยกระดับมรดกทางวัฒนธรรมสู่ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์”ด้วย โมเดลธุรกิจผ้าไทย | เดลินิวส์

    ในยุคที่กระแสโลกาภิวัตน์และการแข่งขันทางเศรษฐกิจทวีความรุนแรง เทรนด์โลกได้เปลี่ยนทิศทางจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมแบบเดิม มาสู่การขับเคลื่อนด้วย “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” (Creative Economy) ซึ่งเป็นเวทีที่ทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นกลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) สำหรับประเทศไทย มรดกทางวัฒนธรรมไม่ว่าจะเป็นผ้าไทย หัตถศิลป์ อาหาร ตลอดจนวิถีชีวิตประเพณี ไม่ได้เป็นเพียงความทรงจำในอดีตหรือวัตถุที่ตั้งแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์อีกต่อไป หากแต่ได้รับการชุบชีวิตและยกระดับให้กลายเป็นสินค้าและบริการที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง

    การเปลี่ยนผ่านจาก “มรดกตกทอด” สู่ “มรดกทางเศรษฐกิจ” เกิดขึ้นผ่านการผสมผสานองค์ความรู้ดั้งเดิมเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย เทคโนโลยีนวัตกรรม การสร้างแบรนด์ (Branding) และนโยบายความยั่งยืน (Sustainability) ส่งผลให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่และขยายฐานสู่ตลาดสากลได้จริง ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และกระจายรายได้กลับคืนสู่ชุมชนฐานรากอย่างทั่วถึง แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สร้าง Soft Power ให้ประเทศไทยยืนหยัดบนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิและยั่งยืน

    สะท้อนได้จากความเคลื่อนไหวล่าสุดของภาครัฐ โดยสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวสมุดภาพเฉลิมพระเกียรติ 40 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในชื่อ “นารีรัตน์หัตถศิลป์” ณ The Portal Lifestyle Complex ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 40 พรรษา วันที่ 8 มกราคม 2570 พร้อมชูจุดขายสำคัญในการเป็นเข็มทิศขับเคลื่อนมรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจยุคใหม่

    งานแถลงข่าวได้รับเกียรติจาก นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย คุณจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และ ดร. ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ร่วมถ่ายทอดมุมมองเชิงนโยบายและการต่อยอดมูลค่าเชิงธุรกิจ โดยชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการของผ้าไทยจากการเป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิม สู่การเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรมแฟชั่นร่วมสมัย

    หนังสือ “นารีรัตน์หัตถศิลป์” ไม่เพียงบันทึกพระกรณียกิจการลงพื้นที่ 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ และผลงานย้อนหลังตั้งแต่ปี 2562–2569 เท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นคลังสมองด้านการปรับโมเดลธุรกิจของกลุ่มช่างทอและผู้ประกอบการชุมชน โดยเน้นย้ำการนำองค์ความรู้ดั้งเดิมมาพัฒนาต่อยอดผ่านดีไซน์ ลวดลาย การเลือกใช้โทนสี เทคนิคการผลิต ตลอดจนแนวคิดการสร้างแบรนด์และการพัฒนาสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดบริโภคร่วมสมัยได้อย่างตรงจุด

    ทั้งนี้ หัวใจสำคัญในการสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตามกรอบดังกล่าว ประกอบด้วย 2 แนวคิดหลัก ได้แก่:

     “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” — การขยายฐานผู้บริโภคสู่ตลาดใหม่ (Market Expansion): ปลดล็อกข้อจำกัดเดิมด้วยการออกแบบผ้าไทยให้สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน เหมาะกับคนทุกเพศ ทุกวัย และสอดรับกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ช่วยเปิดประตูสู่กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่และ Gen Z ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง และสร้างรายได้หมุนเวียนกลับคืนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

     “แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” (Sustainable Fashion) — การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage): ตอบโจทย์เทรนด์การค้าโลกรอบใหม่ด้วยการให้ความสำคัญกับวัสดุธรรมชาติ กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งกลายเป็นจุดขายที่เข้มแข็งในการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มมูลค่าสินค้าในตลาดระดับสากล

    ปรากฏการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า สมุดภาพ “นารีรัตน์หัตถศิลป์” ทำหน้าที่เป็นทั้งบันทึกประวัติศาสตร์ และคู่มือกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาดของหัตถศิลป์ไทย ที่พิสูจน์แล้วว่าการอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมไม่จำเป็นต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่สามารถเติบโต สอดรับกับกลไกตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6264410/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ORjynXSPHeDHjgSXEBBN4

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 11 ตุลาคม 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 11 ตุลาคม 2569 – สยามรัฐ

    เกาะติดข่าว 11 ต.ค. 2569 จับตาศึกซักฟอก-ประชุม IMF–World Bank เช็กสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

    รวมข่าวเด่นประจำวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2569 เกาะติดความเคลื่อนไหวการเมืองไทยก่อนศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทิศทางเศรษฐกิจไทยก่อนเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก พร้อมตรวจสอบสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่เปิดให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนทั่วประเทศในวันนี้

    1. การเมืองไทย จับตาศึกซักฟอก 18 รัฐมนตรี ฝ่ายค้านขอเวลาอภิปราย 5 วัน

    ความเคลื่อนไหวทางการเมืองไทยที่ต้องจับตาในช่วงนี้ คือการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายรัฐมนตรี 18 คน พร้อมขอเวลาอภิปราย 5 วัน เพื่อเปิดประเด็นตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน

    ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมว่า รัฐบาลพร้อมชี้แจงข้อสงสัยของฝ่ายค้าน โดยมองว่าการมีชื่อนายกรัฐมนตรีอยู่ในญัตติถือเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามกลไกรัฐสภา

    ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปคือกรอบเวลาการอภิปรายอย่างเป็นทางการ เนื้อหาที่ฝ่ายค้านจะนำเสนอ และคำชี้แจงจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญทางการเมืองที่ประชาชนควรติดตาม

    2. เศรษฐกิจไทย เตรียมรับประชุม IMF–World Bank 12-18 ต.ค. ที่กรุงเทพฯ

    ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

    การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ ทั้งผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ผู้นำภาคธุรกิจ และผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อหารือประเด็นเศรษฐกิจโลก เสถียรภาพทางการเงิน และแนวทางส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้เปิดโอกาสให้ประเทศไทยแสดงศักยภาพบนเวทีนานาชาติ รวมถึงสร้างโอกาสด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจริงยังต้องติดตามจากข้อมูลและผลการดำเนินงานหลังการประชุม

    3. ต่างประเทศ จับตาเวทีการเงินโลก หารือเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเงิน

    การประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 เป็นหนึ่งในเวทีสำคัญที่นานาประเทศใช้หารือเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก เสถียรภาพทางการเงิน การลดความยากจน และการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง

    การประชุมจัดขึ้นในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ธนาคารกลาง ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วม

    ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือข้อสรุปจากการหารือและแนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกับทิศทางเศรษฐกิจ การลงทุน และนโยบายการเงินในระยะต่อไป

    4. ข่าวใกล้ตัวและช่องทางออนไลน์ เช็กสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 11 ต.ค. ก่อนเข้าคูหา

    วันนี้ (11 ตุลาคม 2569) สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน จัดการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เพื่อเข้าเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม หรือบอร์ดประกันสังคม โดยเปิดให้ลงคะแนนตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. ทั่วประเทศ

    การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสให้ผู้มีสิทธิร่วมคัดเลือกผู้แทนที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการประกันสังคม ซึ่งมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการบริหารกองทุนและการกำหนดแนวทางดำเนินงานของระบบประกันสังคม

    เตือนผู้มีสิทธิ 32 แห่ง ตรวจสอบสถานที่เลือกตั้งใหม่หลังน้ำท่วม

    สำนักงานประกันสังคมแจ้งปรับเปลี่ยนสถานที่เลือกตั้งจำนวน 32 แห่ง เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยส่งผลกระทบต่อสถานที่เดิม โดยมีการแจ้งข้อมูลสถานที่ใหม่ให้ผู้มีสิทธิที่เกี่ยวข้องทราบ

    ผู้ประกันตนและนายจ้างควรตรวจสอบรายชื่อและสถานที่ลงคะแนนก่อนเดินทาง เพื่อป้องกันการไปผิดหน่วยเลือกตั้ง โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลผ่านช่องทางต่อไปนี้

    • เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th
    • ระบบ e-Service สำหรับนายจ้าง
    • ระบบ e-Self Service สำหรับผู้ประกันตน
    • แอปพลิเคชัน SSO Plus
    • LINE Official Account: @ssothai
    • สำนักงานประกันสังคมทุกแห่งทั่วประเทศ

    ผู้มีสิทธิควรเตรียมหลักฐานแสดงตนตามที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด และตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดจากช่องทางทางการก่อนออกเดินทาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/327977&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OtVUBdUh30Cm7UiZZEDdZ

  • บุรีรัมย์เดินหน้าโครงการหลวงโนนดินแดง ทดลองปลูกพืชเศรษฐกิจ เตรียมขยายผลสร้างรายได้เกษตรกร – สยามรัฐ

    บุรีรัมย์เดินหน้าโครงการหลวงโนนดินแดง ทดลองปลูกพืชเศรษฐกิจ เตรียมขยายผลสร้างรายได้เกษตรกร – สยามรัฐ

    ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ติดตามความคืบหน้า นำองค์ความรู้โครงการหลวงจากพื้นที่สูงประยุกต์ใช้ในพื้นที่ราบสูง ชูแตงกวาญี่ปุ่น–เสาวรสเป็นพืชเด่น

    วันที่ 10 ต.ค.69 นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานในการประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน และลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน ตามแผนปฏิบัติการพัฒนาพื้นที่ สถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง ณ สถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง ต.โนนดินแดง อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ โดยมีรองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 26 ผู้อำนวยการสถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ 

    1791639574249

    โดยผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า โครงการหลวงโนนดินแดง ถือเป็นการนำโมเดลการพัฒนา ของโครงการหลวงจากพื้นที่สูง ลงมาสู่พื้นที่ราบสูงเป็นครั้งแรก ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 1 ปีเศษ และมีความก้าวหน้าอย่างน่าพอใจ โดยขณะนี้อยู่ในช่วงการวิจัยและทดลองปลูกพืชผลทางการเกษตรในโรงเรือน ก่อนจะขยายผลออกสู่ นอกโรงเรือน เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่นำไปปลูก สร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้ ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

    1791639583881

    ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยต่อว่า สำหรับพืชผลทางการเกษตรของโครงการที่ได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ ได้แก่ แตงกวาญี่ปุ่น และ เสาวรส ซึ่งมีประชาชนและผู้สนใจสั่งจองเข้ามาเป็นจำนวนมากจนต้องรอคิวนำส่ง ซึ่งทางโครงการยังอยู่ระหว่างการทดสอบและคัดเลือกพืชพันธุ์อื่นๆ ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของอำเภอโนนดินแดงเพื่อส่งเสริมเพิ่มเติมในอนาคต

    ทั้งนี้ สำหรับสถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง ถือเป็นสถานีแห่งที่ 40 ของมูลนิธิโครงการหลวง จัดตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 เป็นสถานีแห่งแรกที่ขยายผลแนวทางการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงสู่พื้นที่ราบสูง โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้นำองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงโมเดลมาประยุกต์ใช้บนพื้นที่ราบสูง

    1791639598740

    โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการใช้ประโยชน์พื้นที่ ส.ป.ก. ให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ ทั้งด้านการเกษตร เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ยกระดับมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร และเป็นต้นแบบในการถ่ายทอดและขยายผลองค์ความรู้ตามแนวทางโครงการหลวงไปสู่พื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย

    1791639602096

    ซึ่งในส่วนของการดำเนินงาน ได้มีการดำเนินงานพัฒนาแหล่งน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่ ต.ลำนางรอง อ.โนนดินแดง จำนวน 13 แห่ง ปัจจุบันมีความก้าวหน้าในภาพรวมร้อยละ 100 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ และสนับสนุนพื้นที่รับประโยชน์ของประชาชนกว่า 5,000 ไร่ 710 ครัวเรือน 19 หมู่บ้าน

    นอกจากนี้ได้มีการสำรวจความอุดมสมบูรณ์ของดิน และธาตุอาหารในดิน เพื่อวิเคราะห์และวางแผนการปลูกพืชได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งดำเนินการปลูกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ จำนวน 3 ไร่ ดำเนินงานด้านวิจัยและทดสอบสาธิตการปลูกพืชได้ศึกษาพืชที่มีศักยภาพทั้งภายในและภายนอกโรงเรือน อาทิ มะเขือเทศ แตงหอมตาข่าย เมล่อนสีทอง แตงกวาญี่ปุ่น มะเดื่อฝรั่ง แบล็กเบอร์รี ราสพ์เบอร์รี เสาวรส มะละกอ ฝรั่ง มัลเบอร์รี มานูก้า และกาแฟ ผลผลิตจากการทดลองเพาะปลูกภายใต้โรงเรือน และนอกโรงเรือน จำนวน 10 ชนิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/327997&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UwHHCheJ3gp6Fle3ygdC_

  • ปราจีนบุรียังวิกฤต อุทกภัยกระทบ 7 อำเภอ สังเวยแล้ว 24 ศพ ระดมทุกภาคส่วนเร่งกั้นกระสอบทราย-สูบน้ำย่านเศรษฐกิจ-ศูนย์กลางการศึกษา

    ปราจีนบุรียังวิกฤต อุทกภัยกระทบ 7 อำเภอ สังเวยแล้ว 24 ศพ ระดมทุกภาคส่วนเร่งกั้นกระสอบทราย-สูบน้ำย่านเศรษฐกิจ-ศูนย์กลางการศึกษา

    ภูมิภาค

    ปราจีนบุรียังวิกฤต อุทกภัยกระทบ 7 อำเภอ สังเวยแล้ว 24 ศพ ระดมทุกภาคส่วนเร่งกั้นกระสอบทราย-สูบน้ำย่านเศรษฐกิจ-ศูนย์กลางการศึกษา

    วันเสาร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 19.14 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อเวลา16.45 น.วันที่ 10 ตุลาคม 2569  ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรีนายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์น้ำว่า ในพื้นที่อำเภอบ้านสร้างระดับน้ำลดลงเฉลี่ยประมาณ 10–15 เซนติเมตร การ  ไหลของน้ำดีขึ้น เช่นเดียวกับในเขตเทศบาลเมืองปราจีนบุรีย่านเขตเศรษฐกิจ   ที่ระดับน้ำลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีการประสานความร่วมมือระหว่างจังหวัดปราจีนบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัด ปราจีนบุรี (อบจ.) เทศบาลเมืองปราจีนบุรี และสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 6 ในการระดมกั้นกระสอบทรายและติดตั้งเครื่องสูบน้ำเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ชุมชนเศรษฐกิจ

    นายชนาธิป กล่าวเพิ่มเติมว่า การบริหารจัดการน้ำในขณะนี้เป็นการทำงานร่วมกันของ 3 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา โดยผลักดันน้ำลงสู่พื้นที่ตอนล่างอย่างจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อให้น้ำจากปราจีนบุรีและนครนายกไหลได้สะดวกยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ระดับน้ำจะเริ่มลดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวังพายุและมวลน้ำจากฝนตกหนักตามคำเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

    ด้าน นายกฤษ กษมพันธุ์ (นายกอุ๊) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ระบุว่า ทาง อบจ.ปราจีนบุรี ได้เร่งนำกระสอบทรายไปวางป้องกันน้ำท่วมบริเวณย่านศูนย์กลางการศึกษา   ประกอบด้วย   หน้าโรงเรียนปราจิณราษฎรอำรุง (ป.ร.อ.) วิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี ร.ร.ราจีนกัลยาณี (ป.ก.ณ) โรงเรียนอนุบาลเมืองปราจีนบุรี และโรงเรียนเทศบาล 2 และได้รับความช่วยเหลือจากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เขต 7 สกลนคร นำเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่มาติดตั้ง ณ คลองหักรอบ เพื่อเร่งสูบน้ำออกจากย่านสถานศึกษาสำคัญ ทั้งวิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี, โรงเรียนปราจิณราษฎรอำรุง, โรงเรียนปราจีนราษฎรอำรุง 2 (ป.ร.อ. 2), โรงเรียนอนุบาลเมืองปราจีนบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่นำข้าวกล่องและสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปแจกจ่ายช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในพื้นที่ตำบลบางเดชะ หมู่ 8 หมู่ 9 และหมู่บ้านอรทัยอย่างเร่งด่วน

    สำหรับความเสียหายในภาพรวม ด้านการเกษตรมีพื้นที่ได้รับผลกระทบกว่า 107,961 ไร่ ปศุสัตว์ได้รับผลกระทบกว่า 4.4 แสนตัว โดยจังหวัดได้จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวรองรับประชาชนแล้ว 49 แห่ง มีผู้เข้าพักพิงรวม 3,560 คน พร้อมทั้งประสานมูลนิธิ สมาคม และหน่วยงานราชการตั้งโรงครัวพระราชทานและโรงครัวอาสาเพื่อประกอบอาหารเลี้ยงดูผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง


     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/493884&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GGu7JfoRZgKJy5f09Plnd

  • “พิพัฒน์” กางแผนลดค่าครองชีพคนกรุง เริ่ม 1 ม.ค. 70 ค่ารถไฟฟ้า 17-45 บาท ลุยเชื่อมตั๋วเดียว รถ-เรือ-ราง : อินโฟเควสท์

    “พิพัฒน์” กางแผนลดค่าครองชีพคนกรุง เริ่ม 1 ม.ค. 70 ค่ารถไฟฟ้า 17-45 บาท ลุยเชื่อมตั๋วเดียว รถ-เรือ-ราง : อินโฟเควสท์

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เปิดเผยในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ว่า รัฐบาลเตรียมการเดินหน้าระบบตั๋วร่วมรถไฟฟ้ากรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งเป้าเริ่มใช้วันที่ 1 ม.ค. 2570 เพื่อทำให้การเดินทางเชื่อมต่อกันง่ายขึ้นและลดภาระค่าเดินทางของประชาชน 

    โดยหัวใจสำคัญของระบบใหม่ คือ ค่าแรกเข้า 17 บาท และค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อ 1 ขาการเดินทาง แม้ผู้โดยสารจะต้องเปลี่ยนรถไฟฟ้าหลายสาย ก็ไม่ต้องเสียค่าแรกเข้าซ้ำ โดยจะให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) ทำหน้าที่บริหารระบบส่วนกลาง 

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ระบบตั๋วร่วมยังเตรียมรองรับการจ่ายผ่าน EMV หรือบัตรชำระเงินที่ใช้กันในระดับสากล นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถใช้บัตรที่รองรับระบบดังกล่าวแตะเข้าใช้บริการรถไฟฟ้าได้ทันที ขณะเดียวกันธนาคารกรุงไทยจะเข้ามาดูแลระบบหลังบ้านและการคำนวณค่าโดยสารระหว่างผู้ให้บริการแต่ละรายด้วย 

    โดยจุดที่ต้องเร่งดำเนินการขณะนี้คือสายสีเขียว ซึ่งปัจจุบันใช้บัตร Rabbit ซึ่งกระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างหารือว่า จะเชื่อมเข้าสู่ระบบ EMV ให้ทันวันที่ 1 ม.ค. 2570 ได้อย่างไร เพราะสายสีเขียวถือเป็นแกนหลักที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสำคัญอื่น ทั้งสีม่วง สีน้ำเงิน และเส้นทางที่จะเปิดเพิ่มเติมในอนาคต 

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ค่าเดินทางเป็นหนึ่งในรายจ่ายก้อนใหญ่ของคนกรุงเทพฯ หลายคนต้องเสียวันละ 60 บาท 80 บาท หรือมากกว่า 100 บาท การกำหนดเพดานสูงสุด 45 บาทต่อขา จึงถูกวางเป็นเครื่องมือช่วยลดรายจ่ายโดยตรง ทำให้ประชาชนมีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น 

    ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคม คาดว่า เมื่อค่าโดยสารถูกลงและการเปลี่ยนสายสะดวกขึ้น จะจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ช่วยลดรถยนต์บนท้องถนน ลดความแออัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามไปด้วย 

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังมีอีกการเปลี่ยนแปลงในส่วนของรถเมล์ ขสมก. โดยในปี 2570 จะรับรถเมล์ EV จำนวน 1,520 คันในช่วงเดือน มี.ค.–พ.ค. และรับอีก 800 คันช่วงปลายเดือน ธ.ค. รวมทั้งปี 2,320 คัน พร้อมตั้งเป้าให้รถ ขสมก.เปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมดภายในสิ้นปี 2570 

    ทั้งนี้ รถเมล์ EV ชุดใหม่จะติดเครื่องปรับอากาศทั้งหมด มีพื้นที่สำหรับผู้ใช้วีลแชร์และทางลาดให้สามารถขึ้นรถได้สะดวก ขณะที่ผู้สูงอายุได้รับส่วนลดค่าโดยสาร 50% นักเรียนและนักศึกษาลด 50% ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปีไม่เสียค่าโดยสาร 

    นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคม ยังเตรียมปรับเส้นทางรถเมล์ใหม่ เพื่อให้สอดรับกับเมืองและชุมชนที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่หลายเส้นทางวิ่งตามโครงข่ายเก่า จะปรับให้รถเมล์ทำหน้าที่เป็น Feeder รับผู้โดยสารจากชุมชนและถนนสายหลักเข้าสู่สถานีรถไฟฟ้า พร้อมกำหนดความถี่ว่าแต่ละเส้นทางควรมีรถเข้ามาในช่วงเวลากี่นาที 

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เป้าหมายของกระทรวงคมนาคม ไม่ได้หยุดอยู่แค่รถเมล์และรถไฟฟ้า แต่ต้องการเชื่อมการเดินทางแบบ น้ำ–ล้อ–ราง เข้ามาอยู่ในระบบเดียวกัน โดย Smart Pier ตั้งเป้าพัฒนาให้แล้วเสร็จ 16 จาก 29 ท่าเรือภายในไตรมาส 4 ปี 2570 และท่าใดพร้อมก่อนก็สามารถเชื่อมเข้าระบบตั๋วร่วมได้ทันที 

    นอกจากนี้ เรือคลองแสนแสบจะถูกนำเข้าสู่ระบบเช่นกัน เพื่อให้ประชาชนเดินทางจากเรือต่อรถเมล์หรือต่อรถไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น ลดความยุ่งยากจากการต้องใช้บัตรหรือระบบจ่ายเงินหลายแบบ และทำให้ภาพการเดินทางไร้รอยต่อเริ่มจับต้องได้มากขึ้นในปี 2570 

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในด้านความปลอดภัย การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)  มีแผนทยอยแก้ปัญหาจุดตัดรถไฟกับถนนในกรุงเทพฯ ชั้นใน ตั้งเป้าพยายามดำเนินการให้เสร็จภายใน 6 ปี และสูงสุดไม่เกิน 10 ปี 

    สำหรับการขนส่งสินค้า กระทรวงคมนาคมวางระบบรางเป็นแกนหลักในอนาคต ส่วนรถบรรทุกจะทำหน้าที่ Feeder ระยะไม่เกิน 150 กม. จากโรงงานหรือนิคมอุตสาหกรรมเข้าสู่สถานีรถไฟ เพื่อเชื่อมเส้นทางเหนือ อีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ ไปถึงมาเลเซียและสิงคโปร์ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และลดจำนวนรถบรรทุกบนถนนสายหลัก

    “ภาพใหญ่ของการพัฒนาระบบคมนาคม ไม่ได้มองเฉพาะการสร้างรถไฟฟ้าหรือซื้อรถใหม่ แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถเดินทางจากบ้าน เข้ารถเมล์ ต่อรถไฟฟ้า หรือเรือได้สะดวกในระบบเดียวกัน พร้อมลดทั้งค่าใช้จ่าย เวลาเดินทาง และมลพิษจากภาคขนส่งในระยะยาว” นายพิพัฒน์ กล่าว

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/662192&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HknAjOnVr-TjYu4k4IPEJ

  • กระทรวงมหาดไทย เปิดตัว ‘นารีรัตน์หัตถศิลป์’ ต่อยอดผ้าไทยสู่แฟชั่นร่วมสมัย ดันภูมิปัญญาชุมชนสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ

    กระทรวงมหาดไทย เปิดตัว ‘นารีรัตน์หัตถศิลป์’ ต่อยอดผ้าไทยสู่แฟชั่นร่วมสมัย ดันภูมิปัญญาชุมชนสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ

    กระทรวงมหาดไทยเปิดตัวสมุดภาพเฉลิมพระเกียรติ 40 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ‘นารีรัตน์หัตถศิลป์’ รวบรวมพระกรณียกิจและองค์ความรู้ด้านผ้าไทยและงานหัตถกรรม มุ่งเผยแพร่แนวทางต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การออกแบบร่วมสมัย แฟชั่นยั่งยืน และการสร้างรายได้ให้ชุมชน

    10 ต.ค. 2569 – นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับคุณจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และ ดร.ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” เปิดตัวสมุดภาพเฉลิมพระเกียรติ “นารีรัตน์หัตถศิลป์” เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ณ The Portal Lifestyle Complex ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อเผยแพร่พระวิสัยทัศน์และพระกรณียกิจด้านการสืบสาน รักษา และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 40 พรรษา วันที่ 8 มกราคม 2570

    หนังสือเล่มนี้รวบรวมพระกรณียกิจในปี 2569 พระกรณียกิจใน 4 ภูมิภาค และย้อนหลังระหว่างปี 2562–2568 ควบคู่กับเนื้อหาด้านผืนผ้าและหัตถกรรมไทยร่วมสมัย รวมถึงมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการฟื้นฟู โดยสะท้อนกระบวนการนำองค์ความรู้ของช่างทอ ช่างหัตถกรรม ผู้ประกอบการ และชุมชน มาพัฒนาต่อยอดผ่านการออกแบบ ลวดลาย สีสัน เทคนิคการผลิต การสร้างแบรนด์ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดร่วมสมัย

    หนึ่งในแนวคิดสำคัญคือ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ซึ่งส่งเสริมให้ผ้าไทยสามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน เหมาะกับผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยและหลากหลายโอกาส พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการพัฒนาผลงานให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น ขณะที่แนวคิด “แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” ให้ความสำคัญกับการใช้วัสดุจากธรรมชาติ กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการฟื้นฟูองค์ความรู้ดั้งเดิมให้กลับมาสร้างคุณค่าในตลาดปัจจุบัน

    ในมิติเศรษฐกิจและการตลาด การต่อยอดผ้าไทยจากงานหัตถกรรมดั้งเดิมสู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยเป็นแนวทางหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น ทั้งยังช่วยเชื่อมโยงช่างฝีมือ ผู้ประกอบการ และชุมชนเข้ากับตลาดที่กว้างขึ้น โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่

    “นารีรัตน์หัตถศิลป์” จึงทำหน้าที่ทั้งเป็นสมุดภาพบันทึกพระกรณียกิจและแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ด้านผ้าไทยและหัตถศิลป์ ที่แสดงให้เห็นแนวทางการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสู่แฟชั่นร่วมสมัย เศรษฐกิจชุมชน และการพัฒนาที่ยั่งยืน

    ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดสมุดภาพเฉลิมพระเกียรติ 40 พรรษา “นารีรัตน์หัตถศิลป์” ฉบับดิจิทัลได้ที่ https://thailandotop.org/e-book/40-years

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1085994/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GEAYz1B5VjcXBL6noS6Gj

  • EU จ่อปรับลดงบประมาณ 7 ปีลงเกือบ 8% คาดกระทบด้านการแข่งขัน-ความมั่นคง : อินโฟเควสท์

    EU จ่อปรับลดงบประมาณ 7 ปีลงเกือบ 8% คาดกระทบด้านการแข่งขัน-ความมั่นคง : อินโฟเควสท์

    ไอร์แลนด์ในฐานะประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (EU) เสนอร่างงบประมาณระยะยาวฉบับใหม่สำหรับปี 2571-2577 ในวันนี้ (10 ต.ค.) โดยเสนอปรับลดวงเงินลงราว 1.41 แสนล้านยูโร หรือเกือบ 8% จากแผนเดิมของคณะกรรมาธิการยุโรป ส่งผลให้กรอบงบประมาณรวมเหลือ 1.62 ล้านล้านยูโร

    ข้อเสนอฉบับใหม่นี้มีเป้าหมายเพื่อให้จุดยืนของประเทศสมาชิก EU ทั้ง 27 ประเทศใกล้เคียงกันมากขึ้น หลังยังมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับขนาดของกรอบงบประมาณระยะยาวสำหรับช่วง 7 ปีข้างหน้า

    เอกสารการทำงานฉบับล่าสุดปรับลดวงเงินจากข้อเสนอเดิมของคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งกำหนดงบประมาณไว้ที่ 1.76 ล้านล้านยูโร เมื่อคำนวณด้วยราคาคงที่ปี 2568 หรือ 1.98 ล้านล้านยูโรเมื่อคำนวณด้วยราคาปัจจุบัน โดยการปรับลดครั้งนี้ส่งผลต่อหมวดงบประมาณด้านความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงเป็นพิเศษ

    อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวยังต้องผ่านการเจรจาระหว่างประเทศสมาชิก โดยมีการเสนอร่างฉบับใหม่นี้ก่อนการประชุมคณะมนตรียุโรปในสัปดาห์หน้า ซึ่งผู้นำประเทศสมาชิกจะหารือเกี่ยวกับงบประมาณระยะยาวอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายผลักดันให้บรรลุข้อตกลงภายในสิ้นปี 2569

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/662232&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y_jgtxYfby6I7t8UGSqXC

  • “ไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์” รับมือวิกฤติภูมิอากาศ เชื่อมเศรษฐกิจกับความยั่งยืน | เดลินิวส์

    “ไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์” รับมือวิกฤติภูมิอากาศ เชื่อมเศรษฐกิจกับความยั่งยืน | เดลินิวส์

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( ไอเอ็มเอฟ ) และธนาคารโลก ( เวิลด์แบงก์ ) ก่อตั้งขึ้นภายหลังการประชุมเบรตตันวูดส์เมื่อปี 2487 เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยมุ่งรักษาเสถียรภาพทางการเงินและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกเผชิญวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ทั้งสองสถาบันจึงให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

    ภายใต้การนำของนายอเจย์ บังกา ประธานเวิลด์แบงก์คนปัจจุบัน สถาบันแห่งนี้ผลักดันแนวคิดการสร้างโลกที่ปราศจากความยากจนบนดาวเคราะห์ที่น่าอยู่ โดยมองว่าการพัฒนาเศรษฐกิจต้องดำเนินควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    นโยบายสำคัญประกอบด้วย การตั้งเป้าให้เงินทุน 45% สนับสนุนการปรับตัวและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายในปี 2568 รวมถึงโครงการ “มิชชัน 300” ที่มุ่งขยายการเข้าถึงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแก่ประชาชน 250 ล้านคน ในแอฟริกา ภายในปี 2573

    เวิลด์แบงก์ยังใช้กรอบงานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ( อีเอสเอฟ ) ประเมินความเสี่ยงของโครงการที่ได้รับเงินทุน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อชุมชน แรงงาน และกลุ่มเปราะบาง พร้อมปรับโครงการให้สอดคล้องกับความตกลงปารีส

    นอกจากนี้ ยังจัดทำรายงานสภาพภูมิอากาศและการพัฒนารายประเทศ ( ซีซีดีอาร์ ) เพื่อช่วยรัฐบาลวางแผนรับมือความเสี่ยง และพัฒนากลไกทางการเงิน เช่น การพักชำระหนี้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดเมื่อเกิดภัยพิบัติรุนแรง

    ขณะที่แม้ไอเอ็มเอฟจะเน้นรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและระบบการเงินระหว่างประเทศมากกว่าการให้ทุนโครงการพัฒนาโดยตรง แต่ยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความเสี่ยงสำคัญ เนื่องจากภัยพิบัติอาจทำลายโครงสร้างพื้นฐาน กระทบการผลิตและการจ้างงาน ตลอดจนเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะการคลังและดุลการชำระเงินของประเทศต่าง ๆ

    ไอเอ็มเอฟจัดตั้งกองทุนเพื่อความยืดหยุ่นและความยั่งยืน ( อาร์เอสที ) ในปี 2565 เพื่อให้เงินกู้ระยะยาวแก่ประเทศที่มีความเปราะบางและสนับสนุนการปฏิรูปเพื่อรับมือความเสี่ยงระยะยาว นอกจากนี้ ยังนำปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศมาประกอบการประเมินเศรษฐกิจประเทศสมาชิกตามมาตรา 4 เมื่อมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจมหภาค

    อีกแนวทางหนึ่งคือการให้คำแนะนำด้านนโยบายการคลัง เช่น การกำหนดราคาคาร์บอนและทยอยลดการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อค่าครองชีพและมีมาตรการช่วยเหลือครัวเรือนรายได้น้อยควบคู่กัน พร้อมพัฒนาเครื่องมือข้อมูลเพื่อประเมินความเสี่ยงด้านภูมิอากาศต่อเศรษฐกิจและระบบการเงิน

    ย้อนกลับไปเมื่อปี 2567 ไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกยกระดับความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศ โดยให้แต่ละประเทศกำหนดทิศทางและลำดับความสำคัญของตนเอง ไอเอ็มเอฟเน้นการปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ขณะที่ธนาคารโลกสนับสนุนเงินทุนและโครงการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม การประสานงานจึงช่วยเชื่อมโยงการวางนโยบายเข้ากับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด

    อย่างไรก็ตาม ทั้งสองสถาบันยังเผชิญแรงกดดันทางการเมือง โดยในปี 2568 รัฐบาลสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ลดบทบาทด้านสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ไอเอ็มเอฟยืนยันว่า ปัญหาดังกล่าวส่งผลต่อเศรษฐกิจมหภาคจริง

    อีกประเด็นคือภาระหนี้ของประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากเงินทุนด้านภูมิอากาศจำนวนมากอยู่ในรูปเงินกู้มากกว่าเงินให้เปล่า จึงมีข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปกลไกการเงิน เพิ่มการลงทุนจากภาคเอกชน และขยายเงินทุนที่ไม่เพิ่มภาระหนี้เกินควร

    นโยบายของไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์สะท้อนแนวคิดใหม่ที่เชื่อมโยงเสถียรภาพเศรษฐกิจ การพัฒนา และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน ธนาคารโลกเน้นเงินทุนเพื่อโครงการพัฒนาและพลังงานสะอาด ส่วนไอเอ็มเอฟมุ่งประเมินและลดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมหภาค

    ความสำเร็จของทั้งสององค์กรจึงขึ้นอยู่กับการรักษาสมดุลระหว่างภารกิจหลักกับเป้าหมายความยั่งยืน ตลอดจนการจัดสรรเงินทุนที่เข้าถึงได้ และไม่เพิ่มภาระหนี้ให้ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไม่เหมาะสม.

    เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : REUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6264221/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IwcxgeekC53QStaSDh8Zl