Blog

  • อนุสรณ์ ชี้ รัฐเรตติ้งดิ่งเพราะคนฐานรากยังจม ศก.โตต่ำกว่าศักยภาพ ชง KPI 4 ด้านวัดฝีมือทีมเศรษฐกิจ

    อนุสรณ์ ชี้ รัฐเรตติ้งดิ่งเพราะคนฐานรากยังจม ศก.โตต่ำกว่าศักยภาพ ชง KPI 4 ด้านวัดฝีมือทีมเศรษฐกิจ

    อนุสรณ์

    เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน เปิดเผยว่า จากกรณีผลสำรวจของนิด้าโพลที่ระบุว่า ความนิยมของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทยลดลงจาก 26% เหลือเพียง 21% แม้จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามาช่วยแต่ความนิยมยังคงปรับตัวลดลงนั้น สะท้อนให้เห็นถึงการที่รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งปรับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ เนื่องจากที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพมาโดยตลอด อีกทั้งยังประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำสูง รวมทั้งปัญหาการกระจายรายได้และความมั่งคั่ง โดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเป็นรูปตัว K (K-Shaped) หรือภาวะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบไม่เท่าเทียม เปรียบเสมือนเส้นกราฟรูปตัว K ที่แยกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน ทั้งนี้ คนระดับฐานราก ผู้มีรายได้น้อย และชนชั้นกลาง ยังไม่ได้รับผลประโยชน์เท่าที่ควร ขณะที่มาตรการกู้เงินเพื่อการบริโภค ทำได้เพียงบรรเทาผลกระทบได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น

    นายอนุสรณ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมาภาครัฐมีการจัดซื้อจัดจ้างมูลค่ารวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเกือบทั้งหมดมาจากงบประมาณประจำปีที่กำลังอยู่ระหว่างการอภิปราย ด้วยวงเงินงบประมาณที่มหาศาลนี้ หากสามารถบริหารจัดการไม่ให้เกิดการทุจริตรั่วไหล ย่อมสามารถนำไปแปรเปลี่ยนเป็นสวัสดิการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนได้ เช่น ศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียน หรือโรงพยาบาล แต่หากปล่อยให้มีการแสวงหาผลประโยชน์โดยทุจริตหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน จะนำไปสู่ปัญหาโครงการร้าง การก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น การถล่มของอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) การทรุดตัวของถนน ตลอดจนปัญหาเอกชนต้องจ่ายสินบนเพื่อแลกกับการได้งานและทำการลดสเปกงานจนเกิดอุบัติภัยตามมา ดังนั้น รัฐบาลต้องมุ่งเน้นไปที่การลงทุนเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น การกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม การปฏิรูประบบราชการและรายได้ภาครัฐ ตลอดจนการลดการก่อหนี้สาธารณะ

    นายอนุสรณ์ กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอแนะด้านการกำหนดตัวชี้วัดผลงาน (KPI) ของรัฐมนตรีในแต่ละกระทรวงเห็นว่าควรกำหนดตัวชี้วัดผลงานในภาพรวมก่อน เนื่องจากปัญหาและการพัฒนาประเทศในมิติต่างๆ นั้นต่างเชื่อมโยงกัน ดังนั้นการกำหนดตัวชี้วัดผลงานจึงควรดูในทุกมิติ และไม่ดูเพียงมิติใดมิติหนึ่ง ทั้งนี้ รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจในแต่ละกระทรวงต้องมีตัวชี้วัดผลงานเฉพาะตัว ควบคู่ไปกับ ตัวชี้วัดผลงานรวมของทีมเศรษฐกิจ ซึ่งควรครอบคลุมใน 4 ด้านหลัก ดังนี้

    1. การเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพ (Macroeconomic Stability & Growth) วัดจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP Growth Rate) การควบคุมอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Rate) เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย และไม่กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน อัตราการจ้างงานและอัตราการว่างงาน รวมทั้งการสร้างงานใหม่และการลดลงของคนว่างงาน

    2. การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว (Trade, Investment & Tourism) วัดจากมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จำนวนเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตและธุรกิจรายได้จากภาคการท่องเที่ยว สถิติจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้สะท้อนถึงการดึงดูดนักเดินทาง มูลค่าการส่งออก รวมทั้งตัวเลขการเติบโตของการส่งออกสินค้าและบริการ

    3. การคลังและการลงทุนภาครัฐ (Public Finance & Infrastructure) วัดจากประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การขับเคลื่อนเมกะโปรเจกต์ให้เป็นไปตามกำหนด เวลาสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี และการบริหารหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังที่ปลอดภัย

    และ 4. การยกระดับคุณภาพชีวิตและความเหลื่อมล้ำ (Income Distribution & Well-being) วัดจากรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร (GDP per Capita) การเติบโตของรายได้ที่สะท้อนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจำนวนประชาชนที่หลุดพ้นจากความยากจน และการลดสัดส่วนหนี้สินภาคครัวเรือนให้อยู่ในระดับที่จัดการได้อย่างไรก็ตาม การกำหนดตัวชี้วัดผลงานเหล่านี้ จะต้องทำให้สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา

    นายอนุสรณ์ กล่าวว่า จากการประเมินภาพรวมการบริหารงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลตลอดระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา มาตรการแก้ปัญหาในหลายส่วนยังไม่ตรงจุด แม้จะช่วยบรรเทาปัญหาได้บ้างแต่จะสร้างภาระผูกพันในอนาคต เนื่องจากการกู้เงินมาแจกเพื่อกระตุ้นการบริโภคนั้นไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ปัญหาที่แท้จริงคือวิกฤตการณ์พลังงานที่รัฐบาลต้องเร่งลดต้นทุนการผลิตและดูแลไม่ให้ค่าครองชีพรวมถึงอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูง ปัจจุบันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยยังคงต่ำกว่าศักยภาพอย่างต่อเนื่อง และน่าจะยังเติบโตน้อยที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

    “เราต้องศึกษาบทเรียนจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำรอยในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งความเสี่ยงในอนาคตจะแตกต่างจากปี 2540 โดยปัญหาจะแผ่ลึกและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจระดับฐานราก” นายอนุสรณ์ กล่าว

    นายอนุสรณ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาร่างงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท พบว่าส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายประจำที่ตัดทอนได้ยาก ทำให้เหลือสัดส่วนรายจ่ายลงทุนเพียง 20.8% ซึ่งงบประมาณดังกล่าวยังไม่ได้ผลักดันโครงการใหม่ๆ มากพอที่จะพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การปรับเปลี่ยนภาคพลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล หรือการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    นายอนุสรณ์ กล่าวว่า อีกทั้งแผนงบประมาณดำเนินการยังขาดการบูรณาการและวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคตที่จัดสรรงบประมาณไว้ 4,605 ล้านบาท แต่ยังไม่มีรายละเอียดการต่อยอดที่ชัดเจน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณในยุทธศาสตร์การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้เพียงพอและมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ให้กับประเทศไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5802704&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P_wfByFJFN2mRGckZ6USu

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (13 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (13 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (13 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (13 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 22.15 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 2.51 บาทต่อลิตร

    ขณะน้ำมันดีเซลธรรมดา และ B20 ลดราคา 2.56 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 43.93 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 34.94 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 34.57 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 29.94 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 34.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 29.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 34.94 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 29.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (13 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/663760&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nTuISRn2sY8qvDJylGsVd

  • มัดรวม 3 บิ๊กมูฟเศรษฐกิจจันทร์นี้! ดีเดย์โอนเงินสวัสดิการแห่งรัฐ-รับมือมาตรการใหม่ ธปท.และราคาน้ำมันโลก

    มัดรวม 3 บิ๊กมูฟเศรษฐกิจจันทร์นี้! ดีเดย์โอนเงินสวัสดิการแห่งรัฐ-รับมือมาตรการใหม่ ธปท.และราคาน้ำมันโลก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/160099&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sHrkUFY1UWcjijkfT9oH_

  • รู้จัก 8 เครื่องมือนโยบายการเงิน “แบงก์ชาติ” ทำอะไรได้บ้าง? | เดลินิวส์

    รู้จัก 8 เครื่องมือนโยบายการเงิน “แบงก์ชาติ” ทำอะไรได้บ้าง? | เดลินิวส์

    สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ได้จัดอบรมโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก เมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา

    “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มาบรรยายหัวข้อ “นโยบายการเงินไทย รับมือสงคราม และวิกฤติการเงินโลก” โดยฉายภาพกลไกการทำงานของนโยบายการเงิน และย้ำว่าในยุคนี้ธนาคารกลางต้องให้น้ำหนักกับการประคับประคองเศรษฐกิจมากขึ้น ท่ามกลางวิกฤติที่เกิดขึ้นถี่กว่าในอดีต

    เริ่มต้นอธิบายความแตกต่างระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ซึ่งเป็นสองนโยบายหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยนโยบายการคลัง ดูแลโดยกระทรวงการคลัง มีหน้าที่หลักคือการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต ผ่านเครื่องมือด้านภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งส่งผลเร็วและตรงจุด แต่มีผลในระยะสั้น

    ขณะที่ นโยบายการเงิน ดูแลโดย ธปท. มีหน้าที่หลักคือการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งครอบคลุม 2 มิติสำคัญ คือ เสถียรภาพด้านราคา คุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบ 1-3% และเสถียรภาพระบบการเงิน สถาบันการเงินเข้มแข็ง ระบบชำระเงินไม่สะดุด

    “นโยบายการคลังดูแลเรื่องให้เศรษฐกิจโต นโยบายการเงินเป็นตัวเซฟจากความเสี่ยงเรื่องเสถียรภาพ ส่วนนโยบายการเงินไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือทำให้เศรษฐกิจตก แต่มันทำหน้าที่ในวงกว้างและใช้เวลากว่าจะเกิดผล”

    ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ กาง 8 เครื่องมือนโยบายการเงิน ของธปท. ว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง แต่ทำได้จริงมีแค่ไหน?

    1.อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ถือเป็นเครื่องมือหลักเพียงหนึ่งเดียวที่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างจริงจังในปัจจุบัน โดยส่งผ่านผลกระทบในวงกว้างและใช้เวลาประมาณ 8-12 เดือน จึงจะเห็นผลต่อระบบเศรษฐกิจ

    2.Reserve Requirement ปัจจุบันไทยกำหนดไว้ต่ำมากเพียง 1% จึงแทบไม่มีผลในการประคองหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ

    3.Standing Facility ใช้บริหารสภาพคล่องระยะสั้นรายวันของสถาบันการเงิน

    4.Open Market Operation (OMO) การดูดซับหรือฉีดสภาพคล่องผ่านการออกพันธบัตรหรือตลาด RP

    5.Quantitative Easing (QE) ซึ่งผู้ว่าฯธปท. ระบุว่า QE ไม่ได้ผลในไทย เพราะไทยเป็น Bank-based Economy คือจัดสรรทุนผ่านธนาคาร ต่างจากสหรัฐฯ ที่เป็น Capital-based เมื่อฉีดเงินเข้าระบบ เงินจะไหลกลับมาที่แบงก์ชาติผ่านตลาด RP ทันทีโดยไม่เกิดผลต่อเศรษฐกิจจริง

    6.Targeted Lending Facility หรือซอฟต์โลน ปัจจุบันธปท.ไม่สามารถปล่อยกู้โดยตรงได้เนื่องจากการแก้ไขกฎหมาย หน้าที่นี้จึงตกเป็นของธนาคารรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน

    7.Exchange Rate Intervention การเข้าแทรกแซงค่าเงินบาททำได้จำกัดเพื่อลดความผันผวนเท่านั้น เนื่องจากติดเกณฑ์ Currency Manipulation (การบิดเบือนค่าเงิน) ที่ทำได้ไม่เกิน 2% ของ GDP ตามข้อตกลงกับคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐฯ

    “2-3 ปีที่ผ่านมาค่าเงินบาทเคลื่อนไหวทิศทางเดียวกับราคาทอง เมื่อทองขึ้นบาทแข็ง ถ้าหากทองขึ้น 1%เงินบาทแข็งค่า 0.8% และส่วนใหญ่มาจากการเทรดผ่านแอปทอง ทำให้ธปท.ออกมาตรการควบคุม จนความสัมพันธ์เงินบาทกับทองกลับมาเป็น หากทองขึ้น 1% เงินบาทแข็งค่า 0.4-0.45%”

    8.มาตรการเชิงโครงสร้าง หรือแม็คโครพรูเด็นเชียล เช่น มาตรการ LTV หรือการกำหนดภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) เป็นต้น ซึ่งเป็นการกำหนดเกณฑ์วางเงินดาวน์ หรือภาระหนี้ต่อรายได้ เพื่อดูแลความมั่นคงของระบบ

    “วิทัย” เล่าว่า ธนาคารกลางมักถูกคาดหวังจากสังคมให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในหลายมิติ แต่ในทางปฏิบัติกลับมีเครื่องมือที่จำกัดมาก

    ซึ่งก่อนผมมาเป็นผู้ว่าฯ ธปท. มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่า “งานเราได้รับการคาดหวังจากสังคมมากว่าต้องทำนู่นทำนี่เยอะแยะ ปัญหาคือเราไม่มีเครื่องมือเหมือนที่เขาคาดหวัง เครื่องมือหลักของเราแทบจะใช้ได้ตัวเดียวคือ ดอกเบี้ยนโยบาย”

    นอกจากนี้ ในด้านเงินเฟ้อหากเกิดจากฝั่งอุปทาน เช่น ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น การขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาโดยตรงเหมือนเงินเฟ้อที่เกิดจากเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป หรือฝั่งอุปสงค์ แต่บางครั้งจำเป็นต้องทำเพื่อชะลอความต้องการใช้จ่ายและรักษาเสถียรภาพภาพรวม

    “ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ” เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับตัวของนโยบายการเงิน โดยเห็นว่าในอดีตวิกฤติเศรษฐกิจ (Shock) อาจเกิดขึ้นทุก 10 ปี แต่ปัจจุบันเกิดขึ้นเฉลี่ยทุก 2 ปี หรือแทบจะปีละครั้ง

    “เราอยู่ในยุคที่มีความผันผวนมาก เราเลยต้องใช้เครื่องมือหลากหลายที่รวมกัน และต้องเข้าไปช่วยนโยบายการคลังในการประคับประคองเศรษฐกิจด้วย บริบทเปลี่ยน ความเสี่ยงเปลี่ยน ถ้าอยู่ที่เดิมก็จบ”

    นโยบายการเงิน คือ เครื่องมือที่ธนาคารกลาง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ใช้ควบคุมปริมาณเงินและอัตราดอกเบี้ยในระบบเศรษฐกิจ เพื่อดูแลให้ภาวะเศรษฐกิจเติบโตได้อย่างสมดุล รักษาเสถียรภาพราคา (ควบคุมเงินเฟ้อ) และรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6019746/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0f2XT36ho63N5papmbfYYG

  • ยศชนัน ลุยยกระดับเศรษฐกิจท่าอุเทน นครพนม พร้อมรุดตรวจศูนย์สุขภาพครบวงจร

    ยศชนัน ลุยยกระดับเศรษฐกิจท่าอุเทน นครพนม พร้อมรุดตรวจศูนย์สุขภาพครบวงจร

    ยศชนัน ลุยยกระดับเศรษฐกิจท่าอุเทน นครพนม พร้อมรุดตรวจศูนย์สุขภาพครบวงจร ชื่นมื่น! ชาวบ้านร้องเพลง “รักอาจารย์เชน” ต้อนรับ ระหว่างลงพื้นที่ชิมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ก่อนตรวจเยี่ยมแล็บพยาบาล ม.นครพนม

    เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ที่ จ.นครพนม นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการมอบนโยบายด้านอุดมศึกษา ติดตามโครงการยกระดับเศรษฐกิจชุมชน และตรวจเยี่ยมศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจร โดยภารกิจการลงพื้นที่เริ่มต้นด้วยการตรวจเยี่ยมและมอบนโยบาย ณ พื้นที่จัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ก่อนเดินทางไปติดตามความคืบหน้า “โครงการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมอาชีพสร้างสรรค์ย่านวัฒนธรรมริมโขงท่าอุเทนฯ” ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการ AEM โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคนในชุมชนสู่การเป็นผู้ประกอบการวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ สร้างช่องทางการตลาด และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งมหาวิทยาลัยนครพนมได้บูรณาการร่วมกับเทศบาล ภาคประชาชน และภาคธุรกิจ ภายใต้หลัก “ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ และร่วมพัฒนา” ผ่านการนำคณาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษาลงพื้นที่ทำงานแบบฝังตัว เพื่อค้นหาศักยภาพและยกระดับทุนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นทุนทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

    นายยศชนัน และคณะฯ ได้รับชมการนำเสนอผลผลิตและผลลัพธ์จากภาคีเครือข่าย ซึ่งประกอบด้วยการจัดทำคู่มือช่างภาพท้องถิ่นและเมนูอาหารอัตลักษณ์ท้องถิ่นท่าอุเทน นอกจากนี้ ยังมีผลงานการต่อยอดผลิตภัณฑ์จากสถานศึกษาในพื้นที่ ได้แก่ โรงเรียนอุเทนวิทยาคาร ที่นำเสนอการแปรรูปสับปะรดกวน น้ำสับปะรด ปั้นขลิบไส้สับปะรด และแครกเกอร์ไส้สับปะรด ขณะที่โรงเรียนบ้านท่าอุเทนได้พัฒนาผลิตภัณฑ์กัมมี่สับปะรดและสับปะรดพริกเกลือ ส่วนโรงเรียนบ้านน้อยนาเหนือนำเสนอโยเกิร์ตสับปะรด สบู่สับปะรด สบู่สมุนไพรกาแฟ กาแฟสด และแหนมหมู รวมถึงโรงเรียนผู้สูงอายุนครพนม 21 เทศบาลตำบลท่าอุเทน ที่ร่วมสืบสานวัฒนธรรมผ่านการทำ “หมกจ๊อ” ซึ่งเป็นอาหารพื้นถิ่นไทญ้อเมืองท่าอุเทน และงานประดิษฐ์ใบตองขันหมากเบ็ง

    นายยศชนัน ใช้เวลาในการฟังการนำเสนอของชาวบ้านนานนับชั่วโมง และได้ชิมผลิตภัณฑ์ของชาวบ้านทุกบูธ และระหว่างที่รับชมการนำเสนอ มีชาวบ้านซึ่งเป็นมาจากโรงเรียนผู้สูงอายุนครพนม 21 ร้องเพลง “รักอาจารย์เชน” ทำเอานายยศชนัน รู้สึกเขิน พร้อมกับกล่าวขอบคุณด้วยความเป็นกันเอง

    จากนั้นคณะได้เดินทางไปยังวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนครพนม เพื่อเยี่ยมชมศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจร ทั้งคลินิกชุมชนอบอุ่น ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ แม่และเด็ก สุขภาพจิต และพัฒนาการเด็ก พร้อมตรวจเยี่ยมห้องปฏิบัติการทางการพยาบาล ซึ่งเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติจริงของนักศึกษา โดยคณะได้เยี่ยมชม อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา ในส่วนของห้องปฏิบัติการสูติศาสตร์และผดุงครรภ์ ห้องปฏิบัติการสุขภาพจิตฯ รวมถึงห้องจำลองสถานการณ์พยาบาลเด็กเล็ก (Sim Baby) และพยาบาลฉุกเฉิน (Sim ER) ที่มีระบบบันทึกภาพและเสียง เพื่อเสริมสร้างทักษะทางคลินิกให้แก่นักศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5802745&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EVakxCIOPHmth7aNaghDa

  • “รังษี” อ้างข้อมูลจีน “เฉิน จื้อ” สารภาพ “ฮุน เซน” ถือหุ้นฐานสแกมเมอร์ 90%

    “รังษี” อ้างข้อมูลจีน “เฉิน จื้อ” สารภาพ “ฮุน เซน” ถือหุ้นฐานสแกมเมอร์ 90%

    “รังษี” อ้างข้อมูลจีน “เฉิน จื้อ” สารภาพ “ฮุน เซน” ถือหุ้นฐานสแกมเมอร์ 90% ชี้เหตุ “กัมพูชา” จ้องยึดเนิน 350 คืน หวังรักษาผลประโยชน์–เพิ่มแต้มต่อก่อนเจรจา JBC

    วันที่ 12 ก.ค.2569 พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐสภา พร้อมด้วย นายพีรพล กนกวลัย เลขาธิการพรรคเศรษฐกิจ และโฆษก กมธ.ความมั่นคงฯ รวมถึง นางสาวอังสณา เนียมวณิชกุล รองเลขาธิการพรรคเศรษฐกิจ และโฆษก กมธ.ฟอกเงินฯ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ก่อนเดินทางขึ้นเนิน 350 เพื่อสดุดีวีรชนผู้เสียสละในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

    โดยคณะได้ร่วมวางดอกกุหลาบสีขาว ณ อนุสรณ์สถาน พลตรีสำเริง คลังประโคน หรือ “จ่าเริง” และร้อยตรีภานุพัฒน์ เสาร์สา วีรชนผู้พลีชีพบนเนิน 350 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 โดยบริเวณอนุสรณ์สถานมีข้อความว่า “ผมจะปักธงชาติบนนั้นให้ได้ ถ้าผมทำไม่ได้ก็เอาธงชาติคลุมผมลงมา”

    พล.อ.รังษี ระบุว่า ก่อนที่ฝ่ายไทยจะเข้าควบคุมพื้นที่ ยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าอาคารต่าง ๆ บริเวณดังกล่าวถูกใช้ทำอะไร แต่ภายหลังฝ่ายไทยเข้ายึดและตรวจสอบพื้นที่ กลับพบว่าเป็นฐานปฏิบัติการสแกมเมอร์ข้ามชาติขนาดใหญ่ มีโครงสร้างครบวงจรทั้งระบบการเงินลักษณะคล้ายธนาคาร จุดรักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ทำหน้าที่คล้ายตำรวจ สถานที่ควบคุมตัว และคุกใต้ดิน ภายในอาคารยังพบบทพูดหรือสคริปต์สำหรับใช้หลอกเหยื่อ รวมถึงเอกสารลักษณะเป็น “สัญญาทาส” ใช้บังคับแรงงานให้ทำงานหลอกลวงประชาชน โดยกำหนดยอดเงินที่ต้องทำให้ได้ หากทำยอดไม่ถึง พยายามหลบหนี หรือเปิดเผยความลับของขบวนการ จะถูกลงโทษตามเงื่อนไขของผู้ควบคุม

    พล.อ.รังษี กล่าวว่า เครือข่ายดังกล่าวมีบุคคลหลายสัญชาติเข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งจีน เวียดนาม อเมริกัน เนปาล อินเดีย และชาติอื่น ๆ โดยมีทั้งผู้ควบคุม ผู้ร่วมขบวนการ และผู้ที่ถูกหลอกหรือบังคับให้ทำงาน

    พล.อ.รังษี ยังเปิดเผยว่า ข้อมูลการข่าวจากฝ่ายจีนซึ่งได้จากคำสารภาพของ “เฉิน จื้อ” ระบุชัดว่า สมเด็จฮุน เซน ถือหุ้นหรือมีผลประโยชน์ในฐานสแกมเมอร์ดังกล่าวถึงร้อยละ 90 จึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ฝ่ายกัมพูชาต้องการกลับเข้าควบคุมพื้นที่เนิน 350 และพื้นที่โดยรอบอีกครั้ง

    “เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาเส้นเขตแดน แต่มีผลประโยชน์จากฐานสแกมเมอร์ขนาดใหญ่อยู่เบื้องหลัง เมื่อฝ่ายไทยเข้าควบคุมพื้นที่ได้ ก็เท่ากับกระทบผลประโยชน์โดยตรง กัมพูชาจึงต้องการยึดพื้นที่คืน ทั้งเพื่อรักษาผลประโยชน์และสร้างข้อได้เปรียบก่อนเข้าสู่การเจรจา JBC” พล.อ.รังษี กล่าว

    พล.อ.รังษี ระบุด้วยว่า หน่วยงานในพื้นที่ได้เตรียมความพร้อมด้านกำลังพล แพทย์สนาม และเวชภัณฑ์ไว้แล้ว เนื่องจากประเมินว่าหากสถานการณ์ยกระดับ อาจมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ขณะเดียวกันแนวปะทะอาจขยายตัวออกไปจากจุดเดิม ประเทศไทยจึงต้องเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาพื้นที่และอำนาจอธิปไตยของชาติ ไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายกัมพูชาสร้างข้อเท็จจริงใหม่ในพื้นที่และนำไปใช้เป็นแต้มต่อบนโต๊ะเจรจา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2945743&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1314kVOMOcpPH_EbFNJR9c

  • “ยศชนัน” กางแผน 4 ปี ปั๊มเศรษฐกิจฐานราก 4.7 หมื่นแห่ง ดัน ม.นครพนม เป็น ‘เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่’ ชายแดน

    “ยศชนัน” กางแผน 4 ปี ปั๊มเศรษฐกิจฐานราก 4.7 หมื่นแห่ง ดัน ม.นครพนม เป็น ‘เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่’ ชายแดน


    “ยศชนัน” ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมม.นครพนม มอบนโยบายยกระดับสู่ศูนย์กลางสุขภาพและเศรษฐกิจของอีสานตอนเหนือ ชูโมเดลใช้ทรัพยากรท้องถิ่นเกิน 70% ขยายเศรษฐกิจชุมชน 4.7 หมื่นแห่งทั่วประเทศใน 4 ปี

    นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. อว. นำคณะลงพื้นที่ จ.นครพนม โดยเริ่มจากการเดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายงานด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ณ พื้นที่จัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ เขตพื้นที่ศรีโคตรบูรณ์ มหาวิทยาลัยนครพนม โดยมี ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ นายกสภามหาวิทยาลัยนครพนม และ ศ.ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม กล่าวต้อนรับ และมี นางมนพร เจริญศรี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.นครพนม หนึ่งในผู้ร่วมผลักดันคณะแพทยศาสตร์ เขตพื้นที่ศรีโคตรบูรณ์ มหาวิทยาลัยนครพนม นายชาญชัย คำจำปา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.นครพนม และผู้บริหารระดับสูงของจังหวัด ให้การต้อนรับ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ช่วงก่อนมอบนโยบาย พบว่ามีคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยและนักศึกษาขอเซลฟี่อย่างเป็นกันเอง

    จากนั้น มหาวิทยาลัยนครพนมได้นำเสนอความก้าวหน้าการดำเนินงานในประเด็นสำคัญ อาทิ การพัฒนาคณะแพทยศาสตร์ การขับเคลื่อนโครงการ Wellness Hub การส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาพื้นที่ ตลอดจนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานรากของประชาชนในจังหวัดนครพนมและพื้นที่ใกล้เคียง

    ซึ่ง นายยศชนัน ในฐานะประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ ได้มอบนโยบายเกี่ยวกับการสนับสนุนพัฒนานครพนม ทุกด้าน เน้นการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และปัญญาประดิษฐ์ เข้ามาสนับสนุนและพัฒนาในพื้นที่ โดยมุ่งเน้นให้นครพนม เป็นศูนย์กลางการพัฒนาทุกด้านของอีสาน เชื่อมภูมิภาค อินโดจีน โดยเฉพาะการเป็นศูนย์กลางด้าน Wellness Hub ของ จ.นครพนม ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ตั้งอยู่บริเวณชายแดนและเชื่อมต่อกับหลายประเทศสำคัญของภูมิภาค ทั้งจีนตอนใต้ เวียดนาม ลาว โดยยกตัวอย่างในต่างประเทศ ที่มีหลายเมืองมีความเจริญแม้จะอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง เพราะได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางในแต่ละด้าน เพื่อให้มหาวิทยาลัยเป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ต่อมา คณะของ นายยศชนัน ได้พบพูดคุยกับนักศึกษากว่า 500 คน โดยได้กล่าวปาฐกถาและมอบนโยบายในประเด็นสำคัญที่จะเป็นทิศทางใหม่ของการขับเคลื่อนการศึกษาและเศรษฐกิจของประเทศ

    นาย ยศชนัน ได้ฉายภาพให้เห็นถึงโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยระบุว่า แม้ในระดับนโยบายจะมีการพูดถึง Growth Engine เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือเทคสตาร์ทอัพอย่างกว้างขวาง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่อาจตั้งอยู่ได้โดยลำพังหากปราศจากฐานรากที่มั่นคง

    “ถ้าวันนี้เรามีเศรษฐกิจภาพใหญ่ แต่ไม่มีเศรษฐกิจฐานรากที่เชื่อมโยงกัน ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะไปในเศรษฐกิจภาพใหญ่ ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะทรุดตัวอย่างไร หากเศรษฐกิจในพื้นที่ยังหมุนเวียนได้ ประชาชนก็จะอยู่รอดและไม่มีปัญหา นครพนมจะต้องเป็นต้นแบบในการทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง”

    กระทรวง อว. ได้วางเป้าหมายที่จะขยายพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนจากเดิมกว่า 20,000 แห่ง เพิ่มเป็น 47,000 แห่งภายในระยะเวลา 4 ปี โดยจะกระจายนักวิจัยและบุคลากรจากมหาวิทยาลัยลงไปในทุกพื้นที่ เพื่อนำองค์ความรู้ไปยกระดับสินค้าและทรัพยากรในท้องถิ่น (Local Enterprise) โดยตั้งเป้าว่าโครงการต่างๆ ของมหาวิทยาลัยจะต้องใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นให้ได้เกิน 70% และสามารถกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง

    เพื่อเป็นตัวอย่าง นาย ยศชนัน ได้หยิบยกความสำเร็จของการนำงานวิจัยลงสู่พื้นที่ เช่น โครงการกลุ่มสตรี อ.ตากใบ จ.นราธิวาส จากกลุ่มสตรีที่ไม่มีอาชีพและรายได้ มหาวิทยาลัยได้เข้าไปช่วยสำรวจและนำสินค้าในพื้นที่มาแปรรูป หาตลาดใหม่ จนสามารถสร้างรายได้เฉลี่ยถึงกว่า 30,000 บาทต่อเดือน

    การเพิ่มมูลค่าทรัพยากรที่ จ.เชียงใหม่ ผ่านการนำ “ดิน” ในพื้นที่เพียง 1 กิโลกรัม ราคา 35 บาท มาประยุกต์ด้วยทักษะงานหัตถกรรมพื้นบ้าน จนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 21 เท่า กลายเป็นผลิตภัณฑ์ราคา 760 บาท ที่นำไปประดับตกแต่งในร้านอาหารระดับมิชลินและจัดจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ
    นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดพื้นที่ศูนย์บ่มเพาะ (Incubator) และร่วมกับโครงการ Startup Thailand League เพื่อนำไอเดียของกลุ่ม SMEs และนักศึกษามาต่อยอดจับคู่กับนักลงทุนเอกชน สร้างแหล่งทุนใหม่ๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การกู้ยืมธนาคาร

    อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือการปฏิรูปรูปแบบการศึกษา นายยศชนัน ย้ำว่า มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาส (Space of Opportunity) สำหรับคนทุกช่วงวัย ไม่จำกัดเพียงนักศึกษาในระบบ “ทำไมเราต้องรอให้เรียนจบแล้วถึงจะมีรายได้? ทำไมเราทำให้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ที่ก้าวแรกที่เขาเดินเข้ามา เขาสามารถมีรายได้ระหว่างเรียนได้เลย โดยไม่ต้องพึ่งพารายได้จากทางบ้าน การทำธุรกิจ Local Enterprise คือคำตอบที่ทุกคนสามารถเรียนไปด้วยและทำไปด้วยได้”

    พร้อมกันนี้ ยังได้ผลักดันระบบ Micro-credit เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ขาดโอกาสทางการศึกษา รวมถึงกลุ่มเปราะบาง หรือแม้แต่ผู้ที่เคยมีปัญหายาเสพติดในทัณฑสถาน ให้สามารถเรียนรู้และสะสมหน่วยกิตจากการอบรมวิชาชีพท้องถิ่น เมื่อออกมาแล้วก็สามารถนำความรู้กลับไปพัฒนาบ้านเกิดและเทียบโอนเข้าสู่ระบบการศึกษาได้

    ช่วงท้าย ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงการผลักดันมหาวิทยาลัยนครพนมให้เป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ของอีสานตอนเหนือ โดยใช้ความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่สามารถเชื่อมโยงโลจิสติกส์ตั้งแต่ จีนตอนใต้ เวียดนาม ลาว ไปจนถึงเมียนมา

    พร้อมทั้งเปลี่ยนแนวคิดจากแค่ทำวิจัยในห้องแล็บ ให้เป็น “Living Lab” หรือการใช้ทั้งเมืองเป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรม รวมถึงการบูรณาการข้ามศาสตร์เพื่อสร้าง Wellness Hub โดยดึงกำลังจากทั้งคณะแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ ตลอดจนคณะวิศวกรรมศาสตร์และบริหารธุรกิจ มาร่วมกันขับเคลื่อน

    “ความเป็นศูนย์กลาง ไม่ได้ผูกขาดอยู่ที่เมืองหลวงเสมอไป หากเราดึงดูดคนให้เข้ามาและอยู่ต่อในนครพนมได้นานขึ้น เม็ดเงินมหาศาลก็จะหมุนเวียนอยู่ที่นี่ มหาวิทยาลัยนครพนมจะไม่ใช่แค่มหาวิทยาลัยที่ให้ปริญญา แต่จะเป็นมหาวิทยาลัยที่รับใช้บ้านเกิด สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้ท้องถิ่น และเป็นหมุดหมายแห่งอนาคตที่ทุกคนอยากมาเยือน” นายยศชนัน กล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/44633&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hQFVEWLxSdLKxWwOpRd6G

  • โลกกำลังแบ่งทีม! ไทยจะอยู่ตรงไหน? ถอดเกม “4 ขั้วการค้า”

    โลกกำลังแบ่งทีม! ไทยจะอยู่ตรงไหน? ถอดเกม “4 ขั้วการค้า”

    ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ บรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” หัวข้อ “ยุทธศาสตร์การค้า การลงทุน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่า ปัจจุบันสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)

    ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งและความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ ได้ส่งผลให้โลกเกิดการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน จนอาจกล่าวได้ว่าไม่มีโลกาภิวัตน์ (Globalization) เหมือนในอดีตอีกต่อไป  โดยโลกจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสหรัฐฯ กลุ่มจีน กลุ่มยุโรป และกลุ่มที่เป็นกลางอย่างประเทศไทย ซึ่งทำให้การค้าขายจะจำกัดอยู่ภายในกลุ่มของตนเองมากขึ้น

    การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม ผู้ประกอบการไทยจึงต้องทำความเข้าใจและเลือกกลุ่มที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อหาโอกาสทางการค้า  โดย ดร.กิริฎา เน้นย้ำว่า เนื่องจากเราค่อนข้างเป็นกลาง เพราะฉะนั้นเราก็สามารถที่จะไปเจาะแต่ละกลุ่มได้ โดยทางกระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะทำหน้าที่ “เปิดประตู” เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยเข้าถึงได้ในทุกกลุ่มการค้า

    อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการที่สหรัฐฯ นำมาตรการภาษีใหม่มาใช้คือ มาตรา 301 (Section 301) ซึ่งเป็นกฎหมายการค้าที่สหรัฐฯ ใช้กล่าวหาประเทศคู่ค้าและลงโทษด้วยการขึ้นภาษีนำเข้า ปัจจุบันไทยถูกกล่าวหาใน 2 คดี ได้แก่

    1.คดีแรงงานบังคับ (Forced Labor) สหรัฐฯ กล่าวหาไทยและประเทศอื่นรวม 60 ประเทศว่า ไม่มีมาตรการป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ เบื้องต้นสหรัฐฯ ประกาศจะเก็บภาษีนำเข้าจากไทย และประเทศอื่นอีก 45 ประเทศในอัตรา 12.5% ส่วนอีก 14 ประเทศจะถูกเก็บในอัตรา 10% ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) และคาดว่าจะมีการประกาศผลตัดสินสุดท้ายภายในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 นี้
    2. คดีกำลังการผลิตส่วนเกิน ที่กล่าวหา 16 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยว่า มีการลงทุนมากเกินไปจากการสนับสนุนของภาครัฐ ทำให้มีกำลังการผลิตเหลืออยู่มากเกินความต้องการ

    ทั้งนี้ ไทยได้ชี้แจงต่อสหรัฐฯ ว่ากำลังร่างกฎหมายป้องกันการนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่สภาในปี พ.ศ. 2570 พร้อมยืนยันว่าไทยไม่มีการอุดหนุนการลงทุนจนเกิดการลงทุนเกินตัว และไม่ได้มีกำลังการผลิตส่วนเกินตามที่ถูกกล่าวหา ส่วนในคดีที่ 2 นั้นยังต้องจับตาดูต่อไป เนื่องจากสหรัฐฯ ยังไม่ได้ประกาศอัตราภาษีออกมา ซึ่งหากมีการตัดสินทั้งสองคดี ภาษีจะถูกจัดเก็บเพิ่มซ้อนทับกันขึ้นไป

    ดร.กิริฎา เสนอแนะแนวทางรับมือว่า ไทยจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงทางการค้า โดยลดการพึ่งพาตลาดส่งออกสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันส่งออก  21% หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของการส่งออกทั้งหมด และลดการนำเข้าจากจีน ที่ปัจจุบันนำเข้าสูงถึง 25% หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของการนำเข้าทั้งหมด พร้อมทั้งเร่งรุกตลาดใหม่ๆ เช่น แอฟริกา ละตินอเมริกา โดยใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ปัจจุบันที่มีกับ 18 ประเทศ และเตรียมบังคับใช้อีก 3 ฉบับในปี 2570  ได้แก่
    1.ไทย-เอฟต้า (Thai-EFTA) ข้อตกลงกับกลุ่มสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป ได้แก่ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ ลิกเตนสไตน์ และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจะช่วยให้ภาษีนำเข้าสินค้าไทยลดลงเกือบเป็น 0% เพิ่มโอกาสในการส่งออกได้มากขึ้น
    2.ไทย-ภูฏาน (Thai-Bhutan) คาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ประมาณเดือนมกราคม 2570 ซึ่งภูฏานเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการผลิตในไทย
    3.ไทย-ศรีลังกา (Thai-Sri Lanka): สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย เนื่องจากปัจจุบันศรีลังกามีความต้องการสินค้ากลุ่มนี้สูง แต่มีการเก็บภาษีนำเข้าในระดับที่สูงมาก การมี FTA จะช่วยลดอุปสรรคดังกล่าวลง

    นอกจากนี้พบว่ากลุ่มธุรกิจที่รับการส่งเสริมการลงทุนจาก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในไทย (BOI) กำลังเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยอันดับ 1 คือ Data Center (ราว 20-30 แห่ง) รองลงมา คือกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์/เครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรม AI, สาธารณูปโภค, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้ทรัพยากรและวัตถุดิบในประเทศ (Local Content) สูง ที่จะเกิดประโยชน์กับคนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/279441&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uuPim2g849erlLgw_cKy1

  • “เด็กเกิดต่ำสุดรอบ 75 ปี” วิกฤตประชากร จี้รัฐแบ่งเบาต้นทุนการมีลูก

    “เด็กเกิดต่ำสุดรอบ 75 ปี” วิกฤตประชากร จี้รัฐแบ่งเบาต้นทุนการมีลูก

    วันนี้ (12 ก.ค.2569) รศ.กิริยา กุลกลการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตประชากรครั้งใหญ่ โดยจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี เหลือเพียงประมาณ 400,000 คนต่อปี ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าผู้เกิดเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน โดยปี 2568 มีเด็กเกิด 416,574 คน แต่มีผู้เสียชีวิต 559,684 คน หรือมากกว่าประมาณ 140,000 คน ส่งผลให้ฐานแรงงาน ผู้เสียภาษี และผู้จ่ายเงินสมทบประกันสังคมลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ภาระดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น

    “เด็กเกิดต่ำสุดรอบ 75 ปี” วิกฤตประชากร จี้รัฐแบ่งเบาต้นทุนการมีลูก

    ปัญหาสำคัญไม่ใช่เพราะคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก แต่เป็นเพราะต้นทุนการมีลูกตกอยู่กับผู้หญิงและครอบครัวเกือบทั้งหมด ทั้งค่าใช้จ่าย การหยุดงาน ความก้าวหน้าในอาชีพ และความเสี่ยงถูกเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน ทั้งที่ประโยชน์จากการเกิดของเด็กตกกับสังคมโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในอนาคต ฐานภาษี หรือผู้จ่ายเงินสมทบที่ช่วยพยุงระบบเศรษฐกิจและสวัสดิการ

    ข้อมูลยังสะท้อนว่า ผู้หญิงมีอัตราเข้าร่วมตลาดแรงงานเพียงร้อยละ 60 เทียบกับผู้ชายร้อยละ 75 และยังได้รับค่าจ้างต่ำกว่า แม้ทำงานในตำแหน่งเดียวกัน อีกทั้งผู้หญิงจำนวนมากต้องลาออกจากงานในช่วงวัย 30-35 ปี เพื่อเลี้ยงลูกหรือดูแลผู้สูงอายุ ส่งผลให้รายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่งานดูแลภายในครอบครัว ซึ่งผู้หญิงรับภาระมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า กลับไม่ได้รับค่าตอบแทนและไม่ถูกนับในระบบเศรษฐกิจ

    “เด็กเกิดต่ำสุดรอบ 75 ปี” วิกฤตประชากร จี้รัฐแบ่งเบาต้นทุนการมีลูก

    แม้กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่จะเพิ่มสิทธิลาคลอดเป็น 120 วัน และให้คู่สมรสลาช่วยดูแลภรรยาหลังคลอดได้ 15 วัน แต่ยังมีความกังวลว่านายจ้างอาจหลีกเลี่ยงการจ้างผู้หญิง เพราะต้องรับภาระค่าจ้างระหว่างลาคลอด จึงเสนอให้โอนภาระดังกล่าวไปยังกองทุนประกันสังคมหรือกองทุนของรัฐ เพื่อลดแรงจูงใจในการเลือกปฏิบัติต่อแรงงานหญิง

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้ขยายสิทธิด้านการลาคลอดและเงินชดเชยไปยังแรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคน เช่น เกษตรกร แม่ค้า ฟรีแลนซ์ ไรเดอร์ และลูกจ้างรายวัน ซึ่งปัจจุบันไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย พร้อมย้ำว่าการแก้ปัญหาอัตราเกิดต่ำ ต้องทำมากกว่าการแจกเงินเพียงครั้งเดียว แต่ต้องลงทุนในศูนย์เด็กเล็ก ที่อยู่อาศัย ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และระบบดูแลเด็ก เพื่อช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงของการมีบุตรในระยะยาว

    “เด็กเกิดต่ำสุดรอบ 75 ปี” วิกฤตประชากร จี้รัฐแบ่งเบาต้นทุนการมีลูก

    ทั้งนี้ รศ.กิริยา ย้ำว่า การสนับสนุนการมีบุตรไม่ใช่การสงเคราะห์ แต่เป็นการลงทุนในทุนมนุษย์และแก้ปัญหาความล้มเหลวของตลาด เพราะเด็กที่เกิดในวันนี้จะเป็นแรงงาน ผู้เสียภาษี และกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

    อ่านข่าว:

    “กอช.” เตือนวิกฤตประชากรปี 69 คนไทยตายมากกว่าเกิดต่อเนื่องปีที่ 5

    เด็กไทยเกิดน้อย-สูงวัย “ล้นเมือง” ต่ออายุเกษียณ ทางออกหรือวิกฤต

    ยอดเด็กเกิดใหม่ในจีน ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508179&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RxlAwR7AzY3uuxgzKYAKu

  • เปิด 8 เขตเศรษฐกิจ EECiti เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ อีอีซี ดึงเอกชนลงทุน 7 หมื่นล้าน

    เปิด 8 เขตเศรษฐกิจ EECiti เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ อีอีซี ดึงเอกชนลงทุน 7 หมื่นล้าน

    สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เตรียมจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Market Sounding) ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นี้ ณ โรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เพื่อเป็นเวทีรับฟังข้อเสนอแนะ และทดสอบความสนใจของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ต่อแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง ภายใต้โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ EECiti 

    รวมทั้งเชิญชวนให้เอกชนลงทุนในรูปแบบการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ในระยะต่อไป ซึ่งโครงการฯ มีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 72,042 ล้านบาท 

    EECiti เมืองต้นแบบเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ ระดับโลก รองรับประชากร 350,000 คน 

    EECiti ตั้งอยู่ในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี บนพื้นที่ประมาณ 15,000 ไร่ (24 ตารางกิโลเมตร) ห่างจากสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาเพียง 15 กิโลเมตร และห่างจากเมืองพัทยาประมาณ 20 กิโลเมตร รองรับประชากรได้ถึง 350,000 คน ในอนาคต

     EECiti เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ

    ทำให้เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงระบบขนส่งทางอากาศ ทางราง และทางถนนของ EEC ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  รัฐบาลกำหนดให้ EECiti เป็นศูนย์กลางของ ธุรกิจระดับนานาชาติ ศูนย์กลางการเงิน นวัตกรรม เทคโนโลยีสีเขียว การวิจัยและพัฒนา การใช้ชีวิตคุณภาพสูง ด้วยมูลค่าการพัฒนารวมประมาณ 1.34 ล้านล้านบาท (40 Billion USD) และคาดว่าจะสร้างงานใหม่กว่า 200,000 ตำแหน่ง สะท้อนว่าโครงการนี้ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจแห่งใหม่ของประเทศ ไม่ใช่เพียงโครงการพัฒนาเมืองทั่วไป 

    แนวคิดจะเน้นเรื่อง  Live  Work  Play ถูกออกแบบตั้งแต่ระดับผังเมือง หัวใจสำคัญของ EECiti คือแนวคิด “เมืองที่คนสามารถอยู่อาศัย ทำงาน และใช้ชีวิตได้ครบในพื้นที่เดียว” แตกต่างจากเมืองอุตสาหกรรมแบบเดิมที่แยกพื้นที่ทำงานออกจากพื้นที่อยู่อาศัย

    ผังเมืองของ EECiti ใช้แนวคิด Mixed-use Urban Development เชื่อมโยงพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่สำนักงาน ศูนย์การค้า สถานศึกษา โรงพยาบาล และพื้นที่พักผ่อนเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้การเดินทางในชีวิตประจำวันสั้นลง ลดการใช้รถยนต์ และเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน 

    EECiti เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ จะแบ่งออกเป็น 8 เขตเศรษฐกิจสำคัญ ดังนี้

    จุดเด่นของ EECiti คือการกำหนด “Specialized District” หรือเขตเศรษฐกิจเฉพาะด้าน ซึ่งแต่ละพื้นที่มีบทบาทแตกต่างกันและเชื่อมโยงกันเป็นระบบนิเวศเดียว

    1. CBD & Regional Headquarters

    เป็นศูนย์กลางธุรกิจและสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาค รองรับ บริษัทข้ามชาติ ศูนย์ธุรกิจระหว่างประเทศ (IBC) ธนาคาร สถาบันการเงิน และ FinTech พื้นที่นี้จะทำหน้าที่เป็น “Downtown” ของ EEC

    2.BCG & High-tech Green Manufacturing พื้นที่สำหรับเศรษฐกิจสีเขียว รองรับ

    • Clean Energy 
    • Hydrogen Economy 
    •  Eco-friendly Manufacturing 
    •  Digital Data Center 
    •  Circular Economy 
    •  Upcycling 
    • Waste Recycling 

    สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    3.Future & Precision Medicine พัฒนาเป็น Medical Hub แห่งใหม่ ประกอบด้วย

    • Health Technology 
    •  Precision Medicine 
    •  Medical Research 
    •  Advanced Healthcare 
    •  Medical Innovation 

    เปลี่ยนบทบาทของโรงพยาบาลจากผู้ให้บริการรักษา ไปสู่ฐานการวิจัยและสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์

    4.Global Education & R&D สร้างศูนย์กลางการศึกษานานาชาติ ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยชั้นนำ สถาบันวิจัย Startup Ecosystem Future Business Research ทำหน้าที่ผลิตบุคลากรทักษะสูงรองรับเศรษฐกิจใหม่

    5. World class entertainment and  Leisure Hub กิจกรรม Tourism & Leisure Services รองรับการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมความบันเทิง

    6. National Sport park

    Thailand International Sports Park ช่วยเพิ่มสีสันให้เมือง และดึงดูดนักท่องเที่ยว นักลงทุน และบุคลากรจากทั่วโลก

    7. Inclusive Living & Mixed-use

    เป็นพื้นที่อยู่อาศัยคุณภาพสูง รองรับประชากรหลากหลายกลุ่ม ทั้งคนไทย ชาวต่างชาติ ผู้บริหาร และผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ 

    8. Green & Blue Area

    EECO กำหนดให้ ไม่น้อยกว่า 30% ของพื้นที่ทั้งหมด เป็นพื้นที่สีเขียวและพื้นที่น้ำ (Green & Blue Space) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเมืองกับสิ่งแวดล้อม เป้าหมาย คือ การมุ่งสู่ Net Zero  Carbon Neutral  Biodiversity  Climate Resilience   เมืองที่ประชาชนเข้าถึงธรรมชาติได้ง่าย แนวทางนี้สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน 

    เปิด 8 เขตเศรษฐกิจ EECiti เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ

    ทั้งนี้โครงสร้างพื้นฐานถูกออกแบบให้เป็น Smart Infrastructure ทั้งระบบ EECiti ไม่ได้เพียงติดตั้งเทคโนโลยีอัจฉริยะ แต่ผสานโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดให้ทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียว โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

    •  โครงข่ายไฟฟ้าพลังงานสะอาด (Smart Power Grid) 
    • ระบบผลิตและจัดการน้ำอัจฉริยะ
    •  ระบบบำบัดและนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ 
    •  ระบบจัดการขยะตามแนวคิด BCG Economy 
    • โครงข่ายดิจิทัลความเร็วสูง 
    •  ระบบ IoT เชื่อมโยงข้อมูลทั้งเมือง
    •  ระบบเตือนภัยและบริหารความเสี่ยงแบบเรียลไทม์ 
    •  Common Utility Duct ที่รวมสายไฟและท่อสาธารณูปโภคไว้ใต้ดิน เพื่อลดผลกระทบต่อทัศนียภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการบำรุงรักษา 

    ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวว่า การจัด Market Sounding ครั้งนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอข้อมูลความคืบหน้าการพัฒนาโครงการ EECiti ภายใต้แนวคิด Smart & Sustainable “LIVE-WORK-PLAY” City โดยมีเป้าหมายยกระดับพื้นที่ภาคตะวันออกให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับโลก และมุ่งพัฒนาเมืองอัจฉริยะต้นแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้เป้าหมาย Net Zero

    รวมไปถึงการนำเสนอรายละเอียดเบื้องต้นของแผนการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในโครงการ EECiti รวม 10 ระบบ อาทิ ระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ระบบน้ำประปา ระบบบริหารจัดการน้ำ จัดการขยะ พื้นที่สีเขียวและภูมิทัศน์ส่วนกลาง ซึ่ง EECO อยู่ระหว่างศึกษาและเตรียมดำเนินการลงทุนในรูปแบบ PPP มูลค่าการลงทุนประมาณ 72,042 ล้านบาท

    ทั้งนี้ภายหลังการจัด Market Sounding ครั้งนี้ EECO จะเตรียมการเปิดคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งคาดว่าในปี 2571 จะสามารถส่งมอบพื้นที่ให้ผู้ร่วมลงทุนแบบ PPP เพื่อเริ่มก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคหลักในช่วงแรกทั้ง 10 ระบบต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/663783&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l3Uadc-mU6C9uFb5jy_EF