Blog

  • พลิกวิกฤตหลังหน้านา ชุบชีวิตเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง | เดลินิวส์

    พลิกวิกฤตหลังหน้านา ชุบชีวิตเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง | เดลินิวส์

    เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลทำนา สิ่งที่พี่น้องเกษตรกรในภาคอีสานต้องเผชิญอยู่เป็นประจำคือ ภาวะสูญญากาศทางรายได้”ควบคู่ไปกับภาระค่าครองชีพที่สวนทางพุ่งสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน คลังอาหารธรรมชาติ”อย่างเห็ดป่าที่เคยเก็บกินและสร้างรายได้เสริม ก็ลดน้อยถอยลงจนไม่เพียงพอต่อการบริโภคจากสภาพแวดล้อมที่แปรเปลี่ยน

    วิกฤตปากท้องและสิ่งแวดล้อมนี้เอง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือครั้งสำคัญ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. จับมือกับ ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดศรีสะเกษ (กรมป่าไม้) เดินหน้าจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การเพาะเห็ดครบวงจรเพื่อความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาที่ยั่งยืน” ภายใต้โครงการความร่วมมือในภูมิภาคแม่น้ำโขง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพิเศษความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (LMCSF) โดยรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน

    ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. เปิดเผยว่า ไบโอเทคมุ่งมั่นที่จะนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพลงสู่ชุมชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน การอบรมครั้งนี้มี ดร.อัมพวา ปินเรือน เป็นหัวหน้าโครงการ นำร่องยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ผ่านการบูรณาการเทคโนโลยีเห็ด 2 รูปแบบ คือ เห็ดเศรษฐกิจในโรงเรือน (เห็ดนางรม, เห็ดนางฟ้า, เห็ดขอนขาว) มุ่งเน้นการสอนเทคนิคการผลิตก้อนเชื้อคุณภาพจากขี้เลื่อยไม้ยางพารา เพื่อให้เกษตรกรมีผลผลิตขายสร้างรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี และเทคโนโลยีเห็ดป่ากินได้ (เห็ดระโงก, เห็ดเผาะ) ถ่ายทอดนวัตกรรมการใส่เชื้อเห็ดป่าเข้าไปในระบบรากของกล้าไม้วงศ์ยาง (เช่น ต้นยางนา) ก่อนนำไปปลูก เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ว่างและป่าชุมชนให้กลายเป็นคลังอาหารธรรมชาติที่ยั่งยืน

    “การเพาะเห็ดยังคงเป็นอาชีพที่คุ้มค่าและตลาดยังต้องการสูงมาก แม้ปัจจุบันจะมีความท้าทายจากต้นทุนขี้เลื่อยที่พุ่งสูงขึ้นจนทำให้ราคาก้อนเชื้อสำเร็จรูปขยับมาอยู่ที่ก้อนละ 10 บาท แต่ก็ยังสร้างผลตอบแทนที่ดีและตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนได้อย่างตรงจุด”

    ความรู้เหล่านี้ได้จุดประกายให้กับเกษตรกรหลากหลายช่วงวัยอย่างมีนัยสำคัญ คุณอาทิตย์ คนสนิท Young Smart Farmer กาฬสินธุ์ ปี 2568 ตั้งใจจะนำเทคโนโลยีการเพาะเห็ดขอนขาวในท่อนไม้ไปถ่ายทอดให้ลูกบ้านมีอาชีพเสริมหลังฤดูเก็บเกี่ยว ควบคู่กับการนำเชื้อเห็ดป่าไปรดโคนต้นยางนาเพื่อฟื้นป่าชุมชน ขณะที่ คุณสังวาลย์ สายเนตร เกษตรกรวัย 60 ปี แม้จะเริ่มต้นจากศูนย์ แต่ก็ตั้งใจนำเชื้อเห็ดป่าไปปล่อยในพื้นที่นาและแบ่งปันกล้าไม้ติดเชื้อให้เพื่อนบ้านปลูกเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

    โครงการเพาะเห็ดครบวงจรในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาปากท้องชั่วคราวหลังสิ้นสุดฤดูกาลทำนา แต่คือโมเดลต้นแบบที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อวิทยาศาสตร์ทำงานร่วมกับภูมิปัญญาและธรรมชาติอย่างถูกที่ถูกเวลา จะสามารถเปลี่ยนชุมชนให้กลายเป็นผู้พิทักษ์ป่า และเปลี่ยนผืนป่าให้กลับมาเลี้ยงดูชีวิตผู้คนได้อย่างเกื้อกูลและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6018937/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34TqfRttFnrnN-SWkamnZh

  • กาฬสินธุ์โฉมใหม่! ยกระดับเมืองรอง ขับเคลื่อน 4 ย่านวัฒนธรรม สู่เมืองเศรษฐกิจ

    กาฬสินธุ์โฉมใหม่! ยกระดับเมืองรอง ขับเคลื่อน 4 ย่านวัฒนธรรม สู่เมืองเศรษฐกิจ

    การจัดเวทีในครั้งนี้เป็นการเปิดพื้นที่ให้ กลุ่มประชาคม กลุ่มผู้ประกอบการ และกลุ่มเยาวชนในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนกระบวนการสร้างระบบนิเวศอย่างสร้างสรรค์ เพื่อขับเคลื่อนทุนวัฒนธรรมในพื้นที่ผ่าน “นวัตกรรมการเล่าเรื่อง” 

        
    โดยใช้กรอบแนวคิด SOAH + N + M เป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน ประกอบด้วย

    STRENGTHS (S): การค้นหาจุดแข็งของพื้นที่

    OPPORTUNITIES (O): การวิเคราะห์โอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม

    ASPIRATIONS (A): การวาดภาพอนาคตร่วมกัน

    HOW TO (H): การออกแบบเส้นทางสู่ความสำเร็จ

    NETWORK (N): การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ

    MOVE (M): การขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติจริง

       
    ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมกันระดมความคิดเห็นโดยแบ่งตามพื้นที่ย่านวัฒนธรรมชุมชนสำคัญ 4 ย่าน ประกอบด้วยย่านชุมชนเมืองเก่า ย่านประวัติศาสตร์กาฬสินธุ์ (ริมน้ำปาว) ย่านศาลากลางหลังเก่า ย่านริมแก่งดอนกลาง

          
    จากการระดมสมอง แกนนำทั้ง 4 กลุ่มย่านวัฒนธรรมได้นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนที่หลากหลายและมีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดสูง ซึ่งหลังจากนี้ทางโครงการฯ จะนำข้อมูลและข้อเสนอแนะทั้งหมดไปประมวลผล เพื่อขับเคลื่อนให้ผลลัพธ์จากการระดมความคิดในครั้งนี้แปรเปลี่ยนไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน

        
    “ทางทีมวิจัยมุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะสามารถสร้างความรักและหวงแหนวัฒนธรรมในพื้นถิ่นให้กับเยาวชนในพื้นที่ รวมทั้งสนับสนุนให้เยาวชนเข้ามาเป็นผู้สืบสานและสื่อสารวัฒนธรรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อดำรงไว้ซึ่งคุณค่าทางวัฒนธรรมของพื้นถิ่นให้คงอยู่สืบไป” คณะทีมวิจัยระบุ ย้ำถึงหมุดหมายสำคัญในการดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมขับเคลื่อนเมืองกาฬสินธุ์ในอนาคต 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/social/378980120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tFmXjKE03GFx_2loCH7m7

  • กรมการค้าต่างประเทศจัดใหญ่ “มหกรรมการค้าชายแดนสระแก้ว 2026” หนุนเศรษฐกิจชายแดน

    กรมการค้าต่างประเทศจัดใหญ่ “มหกรรมการค้าชายแดนสระแก้ว 2026” หนุนเศรษฐกิจชายแดน

    กรมการค้าต่างประเทศจับมือจังหวัดสระแก้ว จัดงานการค้าชายแดนใหญ่ ชูสินค้ากว่า 200 คูหา พร้อมจับคู่ธุรกิจและสัมมนาออนไลน์ผ่าน TikTok, Facebook, Alibaba หนุนผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก

    นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศ จัดงาน “มหกรรมการค้าชายแดนสระแก้ว 2026” ภายใต้แนวคิด “เชื่อมโยงการค้า พัฒนาเศรษฐกิจ” ที่จ.สระแก้ว ในระหว่างวันที่ วันที่ 9 – 12 ก.ค. 2569 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการค้าและการลงทุนในพื้นที่ชายแดนและเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ขยายโอกาสทางการค้า และพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน เสริมสร้างศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดสากลได้อย่างยั่งยืน

    โดยมี นางพัชรี ศาลาศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน สื่อมวลชน เครือข่ายผู้ประกอบการจากทั่วประเทศ และประชาชนเข้าร่วมงาน

    กรมการค้าต่างประเทศจัดใหญ่ “มหกรรมการค้าชายแดนสระแก้ว 2026” หนุนเศรษฐกิจชายแดน

    ทั้งนี้ภายในงานมีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าคุณภาพกว่า 200 คูหา ครอบคลุมสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม และผลไม้ ผ้าและเครื่องแต่งกาย ของใช้ ของตกแต่ง และของที่ระลึก ตลอดจนสินค้าธงฟ้าราคาประหยัด และคาราวานสินค้ากุ้ง พร้อมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อสร้างเครือข่ายและโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพในการส่งออก

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสัมมนาเสริมสร้างองค์ความรู้ผ่านแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง TikTok, Facebook และ Alibaba ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยกระดับศักยภาพ และเพิ่มช่องทางค้าขายก้าวไกลสู่ตลาดโลกได้อย่างไร้พรมแดน พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขาย ลุ้นของรางวัลมากมายภายในงาน และการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินและการแสดงบนเวที ตลอด 4 วันของการจัดงาน

    สำหรับบรรยากาศในวันแรกได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างดีโดยเฉพาะโซนสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม ผลไม้ และโซนผ้าและเครื่องแต่งกาย พร้อมด้วยกิจกรรมความบันเทิงจากศิลปิน “ฟอร์ม ชลพิพรรธน์” มาสร้างสีสันภายในงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1242626&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34Z3kuCImUs53PxJ4DiZRL

  • พท.ชู3อดีตนายกชินวัตร ปัดวัดพลังภท. อ้างต้องใช้คอนเนคชัน ช่วยต่อยอดเศรษฐกิจ

    พท.ชู3อดีตนายกชินวัตร ปัดวัดพลังภท. อ้างต้องใช้คอนเนคชัน ช่วยต่อยอดเศรษฐกิจ

    วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    พท.ชู3อดีตนายกชินวัตร
    ปัดวัดพลังภท.
    อ้างต้องใช้คอนเนคชัน
    ช่วยต่อยอดเศรษฐกิจ

    สาวกเพื่อไทย ออกโรงอวย 3 อดีตนายกฯตระกูล “ชินวัตร” เป็นทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน “ใช้คอนเนคชัน” ส่วนตัวพบปะผู้นำอาเซียน ต่อยอดเศรษฐกิจดึงเงินเข้าประเทศ ปัด ปัดวัดพลังการเมือง ฝ่ายเท้ง ชมแม้วเดินสายพบผู้นำอาเซียนเป็นเรื่องดี เป็นเรื่องดี ด้านนักวิชาการเชื่อฝีมือนายกฯอนุทิน ทำงานมีกฎหมายรองรับไม่จำเป็นต้องพึ่งเทวดาทักษิณ

    เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปพบปะผู้นำระดับสูงของประเทศในภูมิภาคอาเซียนว่า เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย ท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจของโลกที่ทวีความเข้มข้น ผันผวนอยู่ตลอดเวลา แม้การเดินทางครั้งนี้ อาจจะไม่ถูกใจกลุ่มขาประจำมองด้วยความเคลือบแคลงสงสัย มีความเห็นต่างอยู่บ้าง ถือเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แต่ไม่ควรปล่อยให้มาบดบังโอกาสในการสร้างรายได้ สร้างงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

    ปัด3ชินวัตรวัดพลังการเมือง

    นายพร้อมพงศ์ระบุอีกว่า การเดินทางครั้งนี้ มีการชี้แจงว่าเป็นการดำเนินการในนามส่วนตัว ไม่ใช่ภารกิจของรัฐบาลหรือพรรคการเมือง ไม่ใช่การวัดพลังทางการเมืองหรือมีผลประโยชน์อื่นใดแอบแฝง นายทักษิณ นางสาวยิ่งลักษณ์ นางสาวแพทองธาร ถึงจะไม่มีตำแหน่งทางการเมือง แต่ยังห่วงใยประเทศชาติ พี่น้องประชาชน หากมีแนวคิด นำไปสู่การประสานเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ เป็นเรื่องน่ายินดี

    “โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก เป็นโลกแห่งนวัตกรรม เศรษฐกิจสมัยใหม่ ประเทศไทยควรใช้ทุกโอกาสที่เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะมาจากภาครัฐ ภาคเอกชน หรือคนไทยที่มีเครือข่ายต่างประเทศ หากสามารถช่วยเปิดตลาด ดึงการลงทุน สร้างความเชื่อมั่น ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้มีแต่ได้กับได้ ควรมองว่าอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นเสมือน ทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน ที่ช่วยกันสร้างโอกาสหาเงินเข้าประเทศ ความขัดแย้งทางการเมือง อคติจ้องจับผิด มีแต่จะบั่นทอน เราควรมองไปปลายทางแห่งโอกาสทางเศรษฐกิจ งานที่เพิ่มขึ้น รายได้ที่ดีขึ้นของประชาชน”นายพร้อมพงศ์ กล่าว

    หวังรัฐบาลต่อยอดแนวคิด

    นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งต่อยอดทุกโอกาสที่เกิดขึ้นให้เป็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการค้า การลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว การพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ ควบคู่กับการยกระดับภาคเกษตร ผู้ประกอบการ SME วิสาหกิจชุมชน และแรงงานไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เปิดตลาดใหม่ สร้างเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศ และกระจายรายได้สู่ประชาชนอย่างทั่วถึง

    “ประเทศไทยต้องเปลี่ยนทุกโอกาสให้เป็นการค้า เปลี่ยนทุกความร่วมมือให้เป็นการลงทุน เปลี่ยนทุกคอนเนกชันที่เป็นประโยชน์ให้เป็นรายได้ของประชาชน ความสำเร็จของประเทศจะมีความหมาย ต่อเมื่อประชาชนมีงานทำ มีรายได้เพิ่ม ผู้ประกอบการมีตลาดใหม่ เกษตรกรขายผลผลิตได้ดี และเศรษฐกิจไทยเติบโตไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน”นายพร้อมพงศ์ กล่าว

    สุทินย้ำแม้วแค่เยี่ยมเพื่อนเก่า

    นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีนายทักษิณ ชินวัตร พร้อมด้วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปพบนายปราโบโว สุเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซียและมีกระแสข่าวจะไปอีกหลายประเทศ มีนัยทางการเมืองอะไรหรือไม่ว่า บังเอิญก่อนนายทักษิณ จะเดินทางไปต่างประเทศ 2-3 วัน ตนได้นั่งทานข้าวกับนายทักษิณ และ น.ส.แพทองธาร รวมถึงนักการเมืองพรรคเพื่อไทยหลายคน ในฐานะที่นายทักษิณเป็นผู้ใหญ่ที่เคยร่วมงานกันมา คุยสารทุกข์สุกดิบ ไม่ได้นัดพบกันเพื่อประเด็นทางการเมืองแต่อย่างใด โดยนายทักษิณได้บอกให้ทุกคนฟังว่าจะมีคิวเดินทางไปเยี่ยมเพื่อนเก่าที่เคยทำงานด้วยกันในหลายประเทศ ซึ่งการไปดังกล่าวท่านก็บอกว่าไม่ได้ไปด้วยเหตุผลทางการเมือง หรือมีนัยทางการเมืองอะไร นอกจากไปเยี่ยมเพื่อนเก่าเท่านั้น หากมีอะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศ และเป็นประโยชน์กับการทำงานของรัฐบาล ท่านก็จะทำ

    ชูนำประสบการณ์มาใช้ประโยชน์

    “ส่วนตัวจึงมองว่า ถือเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ และควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะนายทักษิณมีคอนเนคชันอันดี กับผู้นำประเทศต่างๆ และมีประสบการณ์สูงในการบริหารประเทศ ไม่ควรจะปล่อยให้ความสามารถและมูลค่าเหล่านี้หายทิ้งไปเฉยๆ แต่ควรเอากลับมาเป็นประโยชน์ให้กับประเทศ โดยเฉพาะในยามที่เศรษฐกิจประเทศ เศรษฐกิจโลกมีปัญหาอย่างนี้ ประสบการณ์ของนายทักษิณถือว่ามีคุณค่ามาก และควรนำมาใช้ในห้วงเวลาที่เหมาะสมและจำเป็น ส่วนที่ไปกัน 3 นายกฯ ตนก็มองว่าไม่มีนัยการเมือง แต่เป็นการพบกันของคนในครอบครัว คนในครอบครัวที่ไปด้วยกัน ต่างก็เคยทำงานกับผู้นำประเทศเหล่านี้ด้วย”นายสุทิน ย้ำ

    นายสุทิน กล่าวอีกว่า ในการทานข้าวของนายทักษิณ และบรรดาแกนนำพรรค นายทักษิณ ได้ย้ำถึงบทบาททางการเมืองหลังจากนี้ว่า ท่านคงเบาลงไปเยอะ จะปล่อยให้เป็นเรื่องของพรรค และคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในกรรมการบริหารพรรคเป็นคนจัดการ แต่ความห่วงใยต่อทุกคนและพรรค ยังมีอยู่ไม่ขาดหายไปไหน เพราะท่านมีความผูกพันกับพรรค และร่วมทำงานกันมานาน

    ‘หนู’ลบโพสต์’แม้ว’ดีลกุ้ง

    วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังเผลอกดแชร์โพสต์เกี่ยวกับประเด็นการเจรจาส่งออกกุ้งไทยไปยังประเทศมาเลเซีย

    โดยก่อนหน้านี้ เฟซบุ๊กส่วนตัวของนายอนุทิน ได้แชร์โพสต์จากเพจ“พรรคเพื่อไทย FC”ระบุว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีบทบาทช่วยเจรจาแก้ไขปัญหาการส่งออกกุ้งไทยไปมาเลเซีย ก่อนที่นายอนุทินจะเดินทางเยือนประเทศมาเลเซีย

    ต่อมาหลังได้รับการแจ้งเตือนว่าเนื้อหาดังกล่าวไม่ถูกต้อง นายอนุทินได้ลบโพสต์ข้างต้นออกทันที พร้อมโพสต์ใหม่ชี้แจงว่า“ขออภัยครับ เผลอดกดแชร์ ไม่ได้ตั้งใจ ขอบคุณน้องผู้สื่อข่าวที่โทรแจ้ง”

    ‘เท้ง’ชมเทวดาแม้วเดินสาย

    ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ 3 อดีตนายกฯครอบครัวชินวัตรเดินสายพบปะผู้นำในประเทศอาเซียน มีนัยยะทางการเมืองใดหรือไม่ว่า เรื่องนี้คนที่ควรจะตอบคำถามมากที่สุดคือตัวนายกรัฐมนตรีอย่างที่มีการโพสต์และสื่อสารออกมาถึงปัญหากับประเทศมาเลเซีย คือเรื่องของการส่งออกกุ้ง ส่วนตัวคิดว่าแอ็คชั่นของนายกรัฐมนตรีเองอาจจะช้าเกินไป ทั้งนี้ ตั้งแต่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา เราก็เคยบอกไปแล้วว่าหากดำเนินการเรื่องนี้ช้าเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้ง จะได้รับความเสียหาย เพราะกุ้งหากตาย ก็จะตายทั้งบ่อในช่วงเวลาหนึ่งถึงสองสัปดาห์ ซึ่งคนที่ควรจะมีแอ็คชั่นที่เร็วกว่านี้และหาทางออกให้กับเกษตรกรก็คือนายกรัฐมนตรี

    เมื่อถามย้ำว่าในทางการเมืองมีนัยยะอะไรหรือไม่กับการเดินสายดังกล่าวของ3อดีตนายกรัฐมนตรี ชินวัตร นายณัฐพงษ์กล่าวว่า นัยยะทางการเมืองให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน เดินทางไปเจรจาซึ่งไม่ว่าจะเป็นอดีตนักการเมืองหรือนักการเมืองปัจจุบันที่เดินทางไปเจรจาเพื่อเป็นประโยชน์ให้กับคนในประเทศก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญคือคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ดำรงตำแหน่งก็ควรจะใช้อำนาจที่ให้อ๊คทีฟรวดเร็วและแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที

    จี้นายกฯควรแอ็คชั่นเร็วกว่านี้

    “อีกหนึ่งอย่างที่พวกเราเรียกร้องมาโดยตลอด คือ การรับรับผิดชอบต่อสภามาตอบกระทู้ในสภาบ้างซึ่งก็เข้าใจว่ามีภารกิจหลายอย่าง แต่เราก็รู้กันดีว่าการตอบกระทู้ถามสดจะมีในวันพฤหัสบดี ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของนายกฯเองที่ต้องล็อกเวลามา รับผิดชอบตอบกระทู้สด ซึ่งเป็นหน้าที่พื้นฐานของคนเป็นนายกรัฐมนตรีที่ต้องทำ”นายณัฐพงษ์ ย้ำ

    เมื่อถามว่าการเคลื่อนไหวของครอบครัวชินวัตรจะสะเทือนถึงรัฐบาลหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าเรื่องสะเทือน ไม่สะเทือน อยู่ที่ว่าเคลื่อนไหวแล้วประชาชนได้ประโยชน์หรือไม่ ถ้าประชาชนได้ประโยชน์ก็คงไม่มีข้อเสียหายอะไร และในหน้าที่ของฝ่ายค้านเอง หากเราจะตั้งคำถามโดยตรง ก็คงจะตั้งคำถามไปยังนายกรัฐมนตรี

    หนุนคุยแล้วแก้ไขปัญหาให้ปชช.

    เมื่อถามถึงกรณีที่มีข่าวว่านายทักษิณเดินทางไปพูดคุยเรื่องกุ้งกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ก่อนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย จะเดินทางไป ถือว่าเป็นการแทรกแซงการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น คือ ใครก็ตามที่เข้าไปพูดคุย แล้วสามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้ ขณะที่ส่วนตัวจะตอบแทนนายทักษิณไม่ได้ว่า นอกจากเรื่องกุ้งแล้ว ได้ไปคุยเรื่องอะไรอีกบ้าง อย่างนั้นหน้าที่ของฝ่ายค้าน เราเรียกร้องคนที่อยู่ในตำแหน่งคือนายกรัฐมนตรีที่ควรจะมีแอ็คชั่นได้เร็วกว่านี้

    โอฬารชี้แม้วเดินสาย สิทธิ์ส่วนตัว

    ขณะที่มุมมองของ รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา แสดงความคิดเห็นกรณีการเดินทางไปต่างประเทศของนายทักษิณ ชินวัตรว่า สังคมควรพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยยึดหลักการบริหารราชการแผ่นดินและหลักความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารเป็นสำคัญ ซึ่งในการเดินทางดังกล่าว เป็นการเดินทางในฐานะบุคคล มิใช่ภารกิจ ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล จึงไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินนโยบายต่างประเทศ หรือ เป็นการใช้อำนาจแทนฝ่ายบริหารของรัฐ หรือ มีบทบาทใดๆ ต่อรัฐ

    รศ.ดร.โอฬารระบุว่า ทั้งนี้ ในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศตามรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรที่มีอำนาจและความรับผิดชอบโดยตรงในการกำหนดนโยบาย ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผ่านกลไกของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายในการเจรจาและตัดสินใจในนามของประเทศไทย

    รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีเสถียรภาพจากการได้รับการสนับสนุนจากเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร จึงมีความพร้อมในการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญเพื่อขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขปัญหาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ผ่านกลไกทางการทูตและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานของทุกประเทศ

    ย้ำความสัมพันธ์ผู้นำไม่ใช่อำนาจรัฐ

    รศ.ดร.โอฬารระบุอีกว่า นอกจากนี้ แม้บุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีประสบการณ์หรือความสัมพันธ์กับผู้นำต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในระดับความสัมพันธ์ส่วนบุคคล แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ใช่อำนาจรัฐ และไม่สามารถใช้ทดแทนอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลได้ การตัดสินใจที่มีผลผูกพันต่อประเทศยังคงต้องดำเนินการผ่านรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐตามที่กฎหมายกำหนด ประเด็นสำคัญที่สังคมควรยึดถือ คือการแยกบทบาทของ”บุคคล”ออกจาก”รัฐบาล”ให้ชัดเจนเพราะรัฐบาลคือผู้ใช้อำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่กำหนดนโยบาย เจรจาระหว่างประเทศและรับผิดชอบต่อประชาชน ขณะที่การเคลื่อนไหวของบุคคลภายนอกรัฐบาล แม้อาจได้รับความสนใจจากสังคมก็ไม่อาจถือเป็นการใช้อำนาจรัฐหรือดำเนินภารกิจแทนรัฐบาลได้

    พร้อมทิ้งท้ายว่ารัฐบาลมีอำนาจ กลไก และเครื่องมือของรัฐที่เพียงพอในการผลักดันนโยบายและบริหารความสัมพันธ์กับต่างประเทศ โดยความเข้มแข็งของประเทศควรตั้งอยู่บนการทำงานของสถาบันรัฐและระบบราชการ มากกว่าการผูกความสำเร็จของนโยบายไว้กับบทบาทของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

    ธนพรไม่เชื่อข่าวแม้วปิดดีลกุ้งไทย

    รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมืองได้แสดงความคิดเห็นถึงกระแสข่าวที่ระบุว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาการส่งออกกุ้งไทยไปยังประเทศมาเลเซียโดยระบุว่า ข่าวดังกล่าวเป็นเพียงการสร้างกระแสจากผู้สนับสนุนทางการเมืองเท่านั้น และ ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของกระบวนการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

    ย้ำความสำเร็จเกิดจากจนท.รัฐ

    รศ.ดร.ธนพร ย้ำว่า การแก้ไขปัญหาดังกล่าว เป็นผลจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่เดินทางไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ล่วงหน้าก่อนการเยือนของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อเตรียมการเจรจาในระดับเทคนิค ทั้งนี้ การหารือครอบคลุมถึงการอำนวยความสะดวกในการนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซียรวมถึงการที่มาเลเซียจะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจมาตรฐานฟาร์มกุ้งของไทย ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติปกติของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะภายใต้กรอบความร่วมมือการค้าเสรีอาเซียน

    “กระบวนการทั้งหมดเป็นการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบตามขั้นตอนราชการ และไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ไม่มีสถานะ หรืออำนาจหน้าที่ในนามรัฐบาล การเจรจาแก้ไขอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศ จะดำเนินการผ่านผู้แทนที่มีอำนาจอย่างเป็นทางการเท่านั้น ไม่มีประเทศคู่ค้าใดไปทำข้อตกลงกับบุคคลที่ไม่ได้มีอำนาจในฐานะรัฐบาล เพราะไม่สามารถผูกพันหรือรับรองข้อตกลงในนามประเทศได้”รศ.ดร.ธนพร กล่าว

    แค่IOปั่นเอาใจนายใหญ่

    รศ.ดร.ธนพร ยังเห็นว่าการนำความสำเร็จทั้งหมดไปยกให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นการมองข้ามความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายที่ใช้เวลาทำงานร่วมกันมานานกว่า 2 เดือนจึงควรให้เครดิตกับผู้ปฏิบัติงานที่มีส่วนทำให้การเจรจาประสบผลสำเร็จ หากมีผู้ยืนยันว่าอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ปิดดีลเรื่องดังกล่าว ก็ควรแสดงหลักฐานที่ชัดเจน เพราะเท่าที่ทราบ กระบวนการทั้งหมดเป็นการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่รัฐตามกลไกปกติ และเป็นไปตามหลักการเจรจาการค้าระหว่างประเทศทุกประการ

    “ผมคิดว่า แก๊ง IO จับสัญญาณว่านายใหญ่คัมแบ็กก็เลยจะสร้างผลงาน แต่มันทำร้ายคนทำงานจริง เกินไปหน่อย เพราะ เจ้าหน้าที่ทำงานหนักมาตลอด สุดท้าย กลับโดนขบวนการแอบอ้าง เอาผลงานไปเคลมดื้อๆ”รศ.ดร.ธนพร ย้ำทิ้งท้าย

    สถ.สั่งเบรคจัดทำแผนพรก.เงินกู้

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา นายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รักษาราชการแทนแทน อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ส่งหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เรื่อง ยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงาน หรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

    โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้กำหนดแนวทางการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความประสงค์เสนอแผนงาน หรือโครงการ ดำเนินการบันทึกข้อเสนอแผนงานหรือโครงการผ่านระบบสารสนเทศเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(SOLA)ภายในวันศุกร์ที่17กรกฎาคม2569

    โดยให้จังหวัดนำเสนอคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ(ก.บ.จ.)พิจารณาให้ความเห็นชอบและมอบหมายให้สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการฯผ่านระบบ(SOLA)พร้อมกับรวบรวมเอกสารตามแบบฟอร์มที่กำหนดและรายละเอียดประกอบข้อเสนอแผนงานหรือโครงการดังกล่าวส่งมายังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นภายในวันศุกร์ที่31กรกฎาคม2569เพื่อรวบรวมรวมรายงานกระทรวงมหาดไทยนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พิจารณาให้ความเห็นชอบนั้น

    กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อให้การดำเนินการเสนอแผนงานหรือโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศพ.ศ.2569 เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวจึ งขอยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการฯ ที่กำหนดตามหนังสืออ้างถึง

    หวั่นสอดไส้-ซ้ำซ้อนงบ70

    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าหนังสือยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)เกิดขึ้น ภายหลังจากพรรคฝ่ายค้านออกมาตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคได้แถลงข่าวใหญ่ภายหลังรับทราบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

    โดยนางสาวศิริกัญญาได้โชว์หลักฐานเอกสารที่ส่งเวียนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ซึ่งมีลักษณะเป็น”แคตตาล็อกหรือเมนูรายการสินค้า” ที่รัฐกำหนดไว้ให้เลือกรายการในแคตตาล็อกดังกล่าวประกอบด้วย โครงการที่ถูกตั้งคำถามถึงความจำเป็นเร่งด่วน เช่น รถขยะ EV, ลานกีฬาโซลาร์, เครื่องผลิตออกซิเจนพลังงานแสงอาทิตย์ และการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยว่า เป็นการเตรียมผู้รับจ้าง หรือผู้จำหน่ายสินค้าไว้ล่วงหน้าแล้วหรือไม่ และโครงการเหล่านี้ยังไปปรากฏซ้ำซ้อนอยู่ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่กำลังพิจารณาอยู่ในชั้นกรรมาธิการด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/976639&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RwRyQep-_PuahdisSOqRu

  • ทรู คอร์ปอเรชั่น ผนึก ททท. เชื่อมต่อ “สัญญาณแรง 5G” สู่มิติใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงอาหารไทย

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ผนึก ททท. เชื่อมต่อ “สัญญาณแรง 5G” สู่มิติใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงอาหารไทย

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ผนึก ททท. เชื่อมต่อ “สัญญาณแรง 5G” สู่มิติใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงอาหารไทย

    • เปิดตัว “True5G สัญญาณจานอร่อย” ชู “อร่อยเด็ด เน็ตแรง”
    • ปักหมุดร้านเด็ดทั่วประเทศสู่จุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวยุคดิจิทัล
    • ตั้งเป้า 1,000 ร้าน สร้างโอกาสให้เศรษฐกิจท้องถิ่น
    True Corporation and TAT Power Thailand's Best Flavors with 5G

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดมิติใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงอาหารไทย ผ่านโครงการ “True5G สัญญาณจานอร่อย” ชูแนวคิด “อร่อยเด็ด เน็ตแรง” ปักหมุดร้านเด็ดทั่วประเทศที่มีทั้งเสน่ห์ด้านอาหารและความแรงของสัญญาณเน็ต True5G ที่พร้อมรองรับประสบการณ์ดิจิทัลของนักท่องเที่ยวยุคใหม่  ตั้งเป้าขยายสู่ 1,000 ร้านภายในปีนี้ เพื่อยกระดับอาหารไทย ในฐานะ Soft Power สำคัญของประเทศ ให้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และสนับสนุนร้านอาหารไทยโดยเฉพาะร้านท้องถิ่นและผู้ประกอบการรายย่อย ให้กลายเป็นจุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวยุคดิจิทัล พร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจท้องถิ่นและการท่องเที่ยวไทย ซึ่งสอดรับกับแคมเปญ เสน่ห์ไทย “Feel All The Feelings” ของททท. ที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทาง ผ่านเสน่ห์ของอาหาร วัฒนธรรม ชุมชน และประสบการณ์ไทย พร้อมผสานศักยภาพของเครือข่ายทรู 5G และสร้างการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวเพื่อเชื่อมร้านอาหาร ชุมชน นักท่องเที่ยว และเศรษฐกิจท้องถิ่นเข้าด้วยกัน 

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า “ปัจจุบันพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ได้เริ่มต้นการเดินทางจากการเลือกจุดหมายปลายทางเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการค้นหาประสบการณ์ที่ต้องการสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการเลือกร้านอาหารจากรีวิวของนักชิม อินฟลูเอนเซอร์ หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ซึ่งหลายครั้งร้านอาหารกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการเดินทาง จึงเป็นที่มาของโครงการ ‘True5G สัญญาณจานอร่อย อร่อยเด็ด เน็ตแรง’ โดยความร่วมมือระหว่าง ททท. และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมกันต่อยอดนำจุดแข็งด้านอาหารไทยอันเป็นเสน่ห์เฉพาะตัว มาเชื่อมต่อกับเครือข่าย 5G ในยุคดิจิทัล เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ให้เกิดการเชื่อมต่อข้อมูลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สร้างประสบการณ์การอันน่าประทับใจตอบโจทย์กับการท่องเที่ยวยุคใหม่ อีกทั้งยังสอดคล้องกับแคมเปญ ‘สุขทันทีที่เที่ยวไทย’ ของ ททท. ที่มุ่งนำเสนอเสน่ห์ไทยในทุกมิติ ทั้งนี้ ททท. หวังว่าความร่วมมือดังกล่าวจะสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมการกิน นำเสนออาหารถิ่นอันมีเอกลักษณ์ในแต่ละภูมิภาค รวมถึงเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนชุมชนการท่องเที่ยว ตลอดจนสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการร้านอาหารไทย และเกิดกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม”

    ทั้งนี้ ข้อมูลการใช้งานบนเครือข่ายทรูพบว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้บริการโรมมิ่งบนเครือข่ายทรู (ไม่รวมผู้ใช้ Tourist SIM) เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ปริมาณการใช้งานดาต้าเฉลี่ยต่อผู้ใช้เพิ่มขึ้น 25% สะท้อนพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่พึ่งพาการเชื่อมต่อดิจิทัลมากขึ้นระหว่างการเดินทาง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากอินเดีย ซึ่งมีการใช้งานดาต้าต่อคนเพิ่มขึ้นสูงถึง 70% สอดรับกับแนวโน้มการเติบโตของนักท่องเที่ยวอินเดีย และตอกย้ำบทบาทของอินเดียในฐานะหนึ่งในประเทศที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย

    คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทรูเชื่อว่าเทคโนโลยีไม่ควรเป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร แต่ควรเป็นพลังเชื่อมต่อที่มีความหมายเชื่อมโยงผู้คน ประสบการณ์ และโอกาสเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย  ซึ่งโครงการ True5G สัญญาณจานอร่อย’ ภายใต้แนวคิด ‘อร่อยเด็ด เน็ตแรง’  นี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจของทรูที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางของนักท่องเที่ยวในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเมืองหลัก เมืองรอง ย่านอาหารสำคัญ หรือร้าน Local hidden gem ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว เพราะเราเชื่อว่าไม่ว่านักท่องเที่ยวจะเดินทางไปที่ใด ทรู พร้อมอยู่ในทุกเส้นทาง เพื่อเชื่อมต่อทุกการค้นหา ทุกการเดินทาง และทุกประสบการณ์ที่อยากแชร์ต่อ”

    ขณะเดียวกัน ทรูยังเดินหน้าต่อยอดประสบการณ์ True5G สัญญาณจานอร่อย” ผ่านสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับลูกค้าทรูและดีแทค โดยเริ่มต้นจากความร่วมมือกับร้านอาหารชั้นนำใน ICONSIAM และ Lotus’s Eatery ภายในศูนย์การค้า ICS รวมถึงศูนย์การค้าและพื้นที่พันธมิตรอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อส่งเสริมการใช้จ่าย มอบประสบการณ์ด้านอาหารที่คุ้มค่ายิ่งขึ้น และเชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ดิจิทัลเข้ากับการท่องเที่ยวกับความอร่อยได้อย่างไร้รอยต่อ

    ปัจจุบันมีร้านอาหารเข้าร่วมโครงการแล้วมากกว่า 400 ร้านทั่วประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ร้านอาหารชั้นนำ ร้านอาหารยอดนิยม ร้านอาหารท้องถิ่น ไปจนถึงร้านสตรีทฟู้ดที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอาหารอร่อย ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะร้านอาหารชื่อดัง แต่ยังรวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนท้องถิ่นที่เป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมอาหารไทย โดยทรูมีเป้าหมายขยายถึง 1,000 ร้านทั่วประเทศในปีนี้

    คุณโอลิเวอร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการสร้าง ‘True5G สัญญาณจานอร่อย’ ให้เป็นสัญลักษณ์การรับรู้สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้บริโภค โดยเมื่อเห็นสัญลักษณ์นี้ จะสามารถมั่นใจได้ว่าจุดหมายแห่งนั้นไม่ได้มีเพียงอาหารอร่อยที่ได้รับการคัดสรร แต่ยังมีโครงข่ายทรู 5G ที่พร้อมรองรับการใช้งานดิจิทัลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อ 5G ค้นหาข้อมูล รีวิว แชร์ประสบการณ์ สร้างคอนเทนต์ หรือเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ได้อย่างราบรื่น”

    มือถือเรือธง ขายดีประจำสัปดาห์

    รวมรุ่นน่าสนใจ ราคาดี เหมาะกับคนกำลังเลือกซื้อรุ่นใหม่

    Top 5

    1

    vivo X300 Ultra

    ราคาเริ่มต้น 54,999 บาท

    2

    iQOO 15

    ราคาเริ่มต้น 29,900 บาท

    3

    OPPO Find X9 Ultra

    ราคาเริ่มต้น 54,999 บาท

    4

    HONOR Magic8 Pro

    ราคาเริ่มต้น 39,990 บาท

    5

    POCO F8 Ultra

    ราคาเริ่มต้น 23,990 บาท

    * ราคาและโปรโมชันอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบอีกครั้งก่อนสั่งซื้อ

    นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปัจจุบันการเดินทางตามหาร้านอร่อยเริ่มต้นขึ้นก่อนที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาถึงร้านอาหาร นักท่องเที่ยวค้นหาร้านผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ดูรีวิวบนแพลตฟอร์มออนไลน์ รับชมคอนเทนต์จากครีเอเตอร์ ใช้แผนที่นำทาง แชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย และอัปโหลดภาพหรือวิดีโอแบบเรียลไทม์ ตลอดทั้งเส้นทางของการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ล้วนเชื่อมโยงกับการใช้งานดิจิทัล ทรูจึงเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ลูกค้าทั้งทรูและดีแทคได้รับความเร็วในการดาวน์โหลดเพิ่มขึ้น 23% และอัปโหลดเพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับก่อนการใช้โครงข่ายร่วมกัน”

    ข้อมูลการใช้งานบนโครงข่ายทรูในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 สะท้อนให้เห็นว่านักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหันมาพึ่งพาแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้นในทุกขั้นตอนของการเดินทาง ตั้งแต่การค้นหาร้านอาหาร (Discovery) ดูรีวิว วางแผนเส้นทาง ไปจนถึงการแบ่งปันประสบการณ์บนโลกออนไลน์ ส่งผลให้แอปพลิเคชันด้านการท่องเที่ยวและการค้นหาร้านอาหารเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    โดยในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ แอปพลิเคชัน Yelp มีอัตราการใช้งานเติบโตสูงถึง 116% ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ ขณะที่แอปพลิเคชันอื่นๆ ที่ใช้งานทั้งในกลุ่มนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ก็เติบโตต่อเนื่องเช่นกัน โดยในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา TripAdvisor เติบโต 62% Google Maps เติบโต 14% และ Wongnai เติบโต 8%

    “การเชื่อมต่อกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของประสบการณ์การท่องเที่ยวในยุคใหม่ โครงข่ายที่มีคุณภาพไม่เพียงช่วยให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกขึ้น แต่ยังช่วยให้ร้านอาหาร ชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถเชื่อมต่อกับนักท่องเที่ยวได้มากขึ้นผ่านโลกดิจิทัล ทรูจึงยกระดับ Gastronomy Tourism สู่‘5G Gastronomy Tourism’ ด้วยคุณภาพโครงข่าย 5G ที่จะยกระดับชีวิตดิจิทัลทั่วประเทศ อีกทั้งนำ AI และระบบบริหารจัดการเครือข่ายอัจฉริยะมาใช้วิเคราะห์และดูแลคุณภาพสัญญาณแบบเชิงรุก เพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ” นายคูรัม กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.iphone-droid.net/true-corporation-and-tat-power-thailands-best-flavors-with-5g/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GfhJkWjhzFrcUGqFZ7Nph

  • “ไทย-มาเลเซีย” เปิดด่านสะเดาแห่งใหม่ ประตูเศรษฐกิจชายแดนใต้ สู่สันติสุขยั่งยืน

    “ไทย-มาเลเซีย” เปิดด่านสะเดาแห่งใหม่ ประตูเศรษฐกิจชายแดนใต้ สู่สันติสุขยั่งยืน

     ถือเป็นก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ของพื้นที่ชายแดนใต้ เมื่อนายกรัฐมนตรีไทย “อนุทิน ชาญวีรกูล” เดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ พร้อมจับมือกับ “อันวาร์ อิบราฮิม” นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมกันกดปุ่มเปิดถนนเชื่อมด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ จังหวัดสงขลา กับด่านบูกิตกายูฮิตัม รัฐเกดะฮ์ ของมาเลเซีย เพื่อเปิดประตูการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวครั้งใหญ่ นำไปสู่การปูพรมมอบ 8 นโยบายขับเคลื่อนชายแดนใต้ ภายใต้แนวคิด ‘ความมั่นคงต้องเดินคู่เศรษฐกิจ’ หวังเปลี่ยนพื้นที่ขัดแย้งให้กลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาส

    โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 596 ไร่ ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสงขลาแห่งนี้ คือ ‘ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่’ หัวใจดวงใหม่ของระบบโลจิสติกส์ชายแดนไทย-มาเลเซีย ที่เพิ่งเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเพื่อเชื่อมโยงกับด่านบูกิตกายูฮิตัม ของรัฐเกดะฮ์ ประเทศมาเลเซีย

    ภาพการจับมือและสวมกอดกันอย่างอบอุ่นระหว่าง นายกรัฐมนตรีไทย และนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ท่ามกลางงานเลี้ยงอาหารกลางวันต้อนรับอย่างสมเกียรติ สะท้อนถึงความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่แนบแน่น ด่านสะเดาแห่งใหม่นี้ถูกวางเป้าหมายให้เป็น “ประตูแห่งโอกาส” เพื่อยกระดับมูลค่าการค้าชายแดนระหว่างสองประเทศให้พุ่งทะยานสู่ระดับ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปัจจุบันด่านสะเดาเพียงด่านเดียว ก็ครองสัดส่วนมูลค่าการค้าสูงถึงร้อยละ 80 ของการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียทั้งหมด

    นายกฯ อนุทิน“ ระบุว่า ด่านสะเดาใหม่นี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็น ‘ประตูเศรษฐกิจ’ ที่จะเชื่อมโยงผู้คน การค้า และการลงทุนของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เรามุ่งมั่นที่จะสร้างสันติสุข และการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ของไทย และภาคเหนือของมาเลเซีย เพื่อเป้าหมายสู่การสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

    เทคโนโลยีระบบตรวจปล่อยสินค้าอัจฉริยะ ช่องตรวจรถยนต์ฝั่งละ 11 ช่อง และระบบ X-ray แบบ Fast Scan จะช่วยลดความแออัดบริเวณชายแดน และลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ให้กับผู้ประกอบการอย่างมหาศาล ซึ่งผลประโยชน์ทั้งหมดจะตกสู่ธุรกิจท้องถิ่น ทั้งโรงแรมนักท่องเที่ยว และเกษตรกรในพื้นที่

    ทว่า ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากความมั่นคงที่ยั่งยืน นายกรัฐมนตรีไทยจึงได้เดินหน้ามอบ 8 นโยบายสำคัญ แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนใต้ ย้ำชัด ‘ความมั่นคงต้องเดินคู่เศรษฐกิจ’ โดยเฉพาะการยกระดับงานข่าวเชิงรุก ปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาดผ่านปฏิบัติการ Operation 90 Days และขีดเส้นใต้ว่า “ประตูแห่งโอกาสนี้ จะต้องไม่กลายเป็นช่องทางของภัยคุกคาม”

    เพราะความมั่นคงต้องเดินคู่เศรษฐกิจ ทุกปัญหาต้องมีเจ้าภาพรับผิดชอบ รัฐบาลมุ่งยกระดับจังหวัดชายแดนภาคใต้ จาก ‘พื้นที่ที่ต้องแก้ปัญหา’ สู่ ‘พื้นที่แห่งความปลอดภัย โอกาส และการเติบโตทางเศรษฐกิจ’ เพื่อให้ประชาชนดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

    การเปิดจุดเชื่อมต่อด่านสะเดาแห่งใหม่และการวางกลยุทธ์ความมั่นคงในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การเปิดเส้นทางคมนาคม แต่คือการเปิดศักราชใหม่ในการเปลี่ยน ‘สนามรบและความหวาดกลัวในอดีต’ ให้กลายเป็น ‘สนามการค้าและพื้นที่แห่งโอกาสพหุวัฒนธรรม’ ที่ไทยและมาเลเซียจะก้าวเดินไปพร้อมกัน บนพื้นฐานของเสถียรภาพ และความกินดีอยู่ดีของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/video/news_1050653/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_aXb2u9F074_bT62tkVSo

  • ส่องแผนเศรษฐกิจจีนฉบับที่ 15: โอกาสทอง ‘พลังงานสะอาด’ และอนาคต EV จีนในไทย

    ส่องแผนเศรษฐกิจจีนฉบับที่ 15: โอกาสทอง ‘พลังงานสะอาด’ และอนาคต EV จีนในไทย

    ส่องแผนเศรษฐกิจจีนฉบับที่ 15: โอกาสทอง 'พลังงานสะอาด' และอนาคต EV จีนในไทย

    จีน-ไทย จัดสัมมนา แผนพัฒนาเศรษฐกิจจีนฉบับที่ 15 กับความหวังพลังงานใหม่ เพื่อสิ่งแวดล้อมยั่งยืน จีนยืนยันพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนของไทยเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดี

    สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ร่วมกับสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จัดงานสัมมนาครั้งสำคัญภายใต้หัวข้อ แผนพัฒนาเศรษฐกิจของจีน กับความหวังพลังงานใหม่ เพื่อสิ่งแวดล้อมยั่งยืน เมื่อวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ โดยการสัมมนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เป็นผู้กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยงานในวันนี้ ถือเป็นการเปิดหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทยจีน หรือ บทจ. รุ่นที่ 3 อย่างเป็นทางการ โดยมีผู้เข้ารับการอบรมจากภาคธุรกิจ สื่อมวลชน ภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งล้วนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศเข้าร่วมฟังอย่างคับคั่ง ทั้งนี้ หลักสูตรดังกล่าวร่วมจัดโดย ศูนย์เอเชียแอฟริกา China Media Group หรือ CMG และหอการค้าไทย-จีน ภายใต้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

    ส่องแผนเศรษฐกิจจีนฉบับที่ 15: โอกาสทอง 'พลังงานสะอาด' และอนาคต EV จีนในไทย

    นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้กล่าวปาฐกถาโดยระบุว่า ปีนี้ถือเป็นปีแรกแห่งการเริ่มต้นแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน ซึ่งเป็นพิมพ์เขียวใหม่สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่มีคุณภาพสูง โดยจีนมุ่งมั่นที่จะรักษาการเติบโตของจีดีพีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และพร้อมที่จะเป็นกำลังที่มั่นคงท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อจนกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก ส่งผลให้หลายประเทศตระหนักว่าความมั่นคงทางพลังงานไม่สามารถพึ่งพาช่องทางภายนอกได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างระบบพลังงานภายในประเทศให้สมบูรณ์

    ในด้านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เอกอัครราชทูตจีนเปิดเผยว่า จีนได้สร้างระบบพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดและเติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยปัจจุบันกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนคิดเป็นร้อยละ 60 ของทั้งหมด และไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั่วประเทศทุก 10 หน่วย จะมี 4 หน่วยที่เป็นไฟฟ้าสีเขียว รวมถึงมีเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยจีนตั้งเป้าว่าภายในปี 2035 ปริมาณการจ่ายพลังงานที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิล อาทิ พลังงานลม แสงอาทิตย์ น้ำ และนิวเคลียร์ จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 2025 ยิ่งไปกว่านั้น ความสำเร็จนี้เกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม ไม่ใช่เพียงแค่การอุดหนุนจากรัฐบาลตามที่บางฝ่ายเข้าใจ ซึ่งทางออกที่แท้จริงของนานาประเทศคือการร่วมมือกันขยายตลาดและแบ่งปันนวัตกรรม

    ส่องแผนเศรษฐกิจจีนฉบับที่ 15: โอกาสทอง 'พลังงานสะอาด' และอนาคต EV จีนในไทย

    สำหรับความร่วมมือระหว่างจีนและไทยในด้านพลังงานใหม่นั้น มีความเข้มแข็งและมีอนาคตที่สดใสอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งปัจจุบันมีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จีนเข้ามาลงทุนสร้างโรงงานในไทยแล้ว 8 บริษัท มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีกำลังการผลิตรวมกว่า 5 แสนคันต่อปี ช่วยสร้างงานโดยตรงกว่าหมื่นตำแหน่งและกระตุ้นการจ้างงานในท้องถิ่นอีกกว่าแสนคน พร้อมทั้งมีการฝึกอบรมวิศวกรไทยและดึงซัพพลายเชนชิ้นส่วนรถยนต์เข้ามาตั้งฐานผลิตในไทย เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร ทั้งนี้ จีนได้เสนอแนวทาง 3 ข้อเพื่อยกระดับความร่วมมือ ได้แก่ การเสริมสร้างประสานยุทธศาสตร์และนโยบายด้านพลังงานร่วมกัน การขยายการค้าและการลงทุนในห่วงโซ่มูลค่าพลังงานใหม่ รวมถึงการส่งเสริมการผนึกกำลังระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคลากรทักษะสูงในท้องถิ่น

    นอกจากนี้ นายจาง เจี้ยนเว่ย ได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับกระแสข่าวเรื่องทุนจีนสีเทา โดยเน้นย้ำว่าการลงทุนของจีนส่วนใหญ่ในประเทศไทยดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้หลักการได้ประโยชน์ร่วมกันและมีแนวคิดที่จะหยั่งรากลึกเพื่อทำประโยชน์ให้กับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรได้รับการเคารพและคุ้มครอง ส่วนผู้กระทำผิดกฎหมายบางรายนั้น ควรถูกดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเด็ดขาด แต่ไม่ควรนำคนกลุ่มน้อยนี้ไปเปรียบเทียบกับภาพรวมของชาวจีนและวิสาหกิจจีนทั้งหมดในไทย พร้อมระบุว่าที่ผ่านมาหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของจีนและไทยมีความร่วมมือที่ยอดเยี่ยมในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งการพนันออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยล่าสุดการปฏิบัติการร่วมแม่น้ำโขง 4 ประเทศก็ประสบความสำเร็จในการสร้างความปลอดภัยให้ภูมิภาคอย่างมาก พร้อมทิ้งท้ายว่าสถานทูตจีนยินดีร่วมมือกับทุกภาคส่วนของไทยในการนำเสนอภาพรวมความร่วมมือที่เที่ยงธรรมและสมบูรณ์สู่ประชาชนเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีสืบไป

    ส่องแผนเศรษฐกิจจีนฉบับที่ 15: โอกาสทอง 'พลังงานสะอาด' และอนาคต EV จีนในไทย

    หลังจากจบช่วงปาฐกถาพิเศษ งานสัมมนาได้ทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้นด้วยการเปิดเวทีเสวนาในหัวข้อ วิกฤตพลังงานกับความยั่งยืน ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีบทบาทสำคัญในนโยบายพลังงานและอุตสาหกรรมของไทยมาร่วมระดมความคิดเห็น ได้แก่ นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ รองประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา นายบรม เอ่งฉ้วน โฆษกคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ นายกฤษฎา อุตตโมทย์ อดีตนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย  โดยมี นางสาวชญาน์ทิพย์ โลจนะโกสินทร์ ผู้ประกาศข่าวเศรษฐกิจจากสถานีข่าว TNN เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งผู้ร่วมเสวนาต่างได้แสดงทัศนะและร่วมวิเคราะห์ทิศทางพลังงานใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลกและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย-จีนให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/864155&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0obcvmkFumEbvq4FEXc3Ix

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (12 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (12 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (11 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (12 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 19.49 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 2.51 บาทต่อลิตร

    ขณะน้ำมันดีเซลธรรมดา และ B20 ลดราคา 2.56 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 43.93 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 34.94 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 34.57 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 29.94 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 34.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 29.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 34.94 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 29.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (12 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/663708&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P6NFQrXBswa9aPrOvW15m

  • อ่านเกม ‘การค้าโลก’ 2026 ในมุม ‘พาณิชย์’  เมื่อโลกาภิวัตน์อ่อนแรง

    อ่านเกม ‘การค้าโลก’ 2026 ในมุม ‘พาณิชย์’ เมื่อโลกาภิวัตน์อ่อนแรง

    โลกใบเดิมที่เราเคยรู้จักในยุคที่ไร้พรมแดนกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อกระแส “โลกาภิวัตน์” หรือ Globalization ที่เคยเชื่อมโยงการค้าโลกให้ไหลลื่นเป็นเนื้อเดียวกันกำลังอ่อนแรงลง และถูกแทนที่ด้วยรอยร้าวจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ 

    เพื่อทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นความเปลี่ยนแปลงนี้ “ดร.กิริฎา เภาพิจิตร” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ได้ถอดรหัสการค้าโลกในปัจจุบันไว้ 4 มุมมองสำคัญเพื่อเป็นแต้มต่อให้กับธุรกิจไทยและเศรษฐกิจไทย ในโครงการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569  “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก หัวข้อ “นโยบายการเงิน รับมือวิฤติสงคราม และการเงินโลก” ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)  และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    เมื่อ ‘โลกาภิวัตน์’ เหลือเพียงชื่อ

    ดร.กิริฎา ชี้ให้เห็นว่า ภาพจำของการค้าโลกที่ราบรื่นไร้รอยต่อแบบในอดีตนั้นไม่มีอีกแล้ว ต่อจากนี้ความขัดแย้งและความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน โดยเฉพาะระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน จะส่งผลให้โลกเปลี่ยนไปตลอดกาล และสถานการณ์นี้จะอยู่กับเราไปอีกอย่างน้อย 20-30 ปี 

    โลกในปัจจุบันจึงเป็นโลกที่เต็มไปด้วยมาตรการกีดกันทางการค้า การย้ายฐานการผลิต และการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานหรือ Supply Chain ครั้งใหญ่

    อ่านเกม ‘การค้าโลก’ 2026 ในมุม ‘พาณิชย์’  เมื่อโลกาภิวัตน์อ่อนแรง

    1. การค้าโลก ‘แบ่งขั้ว’

    โลกกำลังถูกแบ่งออกเป็นขั้วอย่างชัดเจน ทั้งในด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และแม้อุตสาหกรรมการเงิน ในตอนนี้เห็นภาพการแบ่งกลุ่มออกเป็น 4 ขั้วการค้า

    กลุ่มแรกคือ “สหรัฐอเมริกา” เราจะเห็นภาพได้ชัดจากการเน้นการลงทุนภายในประเทศและพึ่งพาตัวเองมากขึ้น 

    ตามมาคือ “จีน” หนึ่งในประเทศที่พยายามเร่งสร้างเครือข่ายการค้ากับประเทศพันธมิตร เช่น รัสเซีย อิหร่าน ซีเรีย และบางประเทศในแอฟริกาหรืออาเซียน 

    ถัดมาคือ “กลุ่มยุโรป” และพันธมิตรเก่าของสหรัฐ เช่น แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ที่หันมาจับกลุ่มค้าขายกันเองมากขึ้น หลังจากเผชิญกำแพงภาษีจากสหรัฐและมีความระแวดระวังจีน 

    สุดท้ายคือกลุ่มที่มีความ “เป็นกลาง” ประเทศที่ไม่เลือกข้างอย่างชัดเจน เช่น ไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และอินเดีย ที่พร้อมเปิดรับการค้าและการลงทุนจากทุกฝ่าย  เช่นอินเดียที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และในขณะเดียวกันก็เป็นฐานผลิตไอโฟนให้กับแอปเปิล บริษัทยักษ์ใหญ่จากสหรัฐ

    การแบ่งขั้วนี้ลามไปถึง “เทคโนโลยี” และ “การเงิน” เช่น หากโลกก้าวเข้าสู่ยุค 6G ในอนาคต ระบบของค่ายอเมริกาและจีนอาจไม่สามารถทำงานร่วมกันได้เลย ทำให้ผู้ประกอบการอาจต้องแบกรับต้นทุนในการใช้ 2 ระบบคู่ขนานกัน 

    2. ประเทศเล็กกำลัง “รวมกลุ่มใหม่”

    เมื่อมิตรแท้หายากขึ้น และกำแพงภาษีสูงขึ้น ทุกประเทศในโลกจึงพยายาม “หาเพื่อนใหม่” และจับกลุ่มกันเพื่อลดความเสี่ยง แม้แต่ประเทศมหาอำนาจ หรือสหภาพยุโรปก็มีท่าทีที่เปิดรับมากขึ้น

    ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการเกิดขึ้นของกรอบความร่วมมือใหม่ๆ อย่าง FIT-P (Future Investment and Trade Partnership) ที่มีนิวซีแลนด์และสิงคโปร์ เป็นตัวตั้งตัวตี สะท้อนถึงการดึงกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กแต่เปิดกว้างมารวมตัวกันเพื่อให้การค้าและการลงทุนสะดวกขึ้น ซึ่งไทยก็เตรียมเข้าร่วมเป็นสมาชิกด้วย

    สำหรับไทยเองเราก็เร่งเดินหน้าเจรจาเขตการค้าเสรี หรือที่เรียกว่า ทำ FTA กับพันธมิตรใหม่ๆ และรื้อฟื้นการเจรจากับ EU  หรือ Thai-EU FTA ที่หยุดชะงักไปถึง 8 ปีกลับมาเดินหน้าต่อ รวมถึงรุกทำตลาดใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกา และละตินอเมริกกาเพื่อหาตลาดใหม่ๆ 

    3. ความปลอดภัยทาง ‘เศรษฐกิจ’

    หมดยุคของการบริหารธุรกิจแบบ “Just in time” สั่งของมาถึงพอดีเป๊ะเพื่อลดต้นทุน แต่โลกยุคนี้ต้องบริหารแบบ “Just in case” คือการเผื่อเหลือเผื่อขาดเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน  

    ดร.กิริฎามองเห็น 3 ความมั่นคงและปลอดภัยทางเศรษฐกิจกลายเป็นหัวใจสำคัญของการค้าในอนาคต 

    จากสถานการณ์วิกฤติช่องแคบฮอร์มุซครั้งล่าสุดทำให้เราเห็นชัดเจนว่า ”ความมั่นคงทางพลังงาน“ (Energy Security) ในมุมของการจัดหาและสำรองพลังงานเพื่อไม่ให้ขาดแคลนในยามวิกฤติเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศไทยอาเซียนที่สามารถบริหารจัดการให้สถานการณืนี้ผ่านไปได้ 

    ”ความมั่นคงด้านแร่ธาตุสำคัญ“ หรือ Critical Mineral Security แร่ธาตุหายากที่จำเป็นต่อยุค AI และเซมิคอนดักเตอร์ กำลังกลายเป็นที่ต้องการอย่างสูงในอนาคต 

    หนึ่งในความปลอดภัยที่ไทยสามารถคว้าโอกาสได้มากที่สุด คือ ”ความมั่นคงทางอาหาร“  ท่ามกลางภาวะโลกเดือดและวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ทำให้หลายประเทศเร่งกักตุนอาหาร

    ในสมการนี้ไทยสามารถยกระดับเป็น “Food Security Hub” ของโลก โดยเปลี่ยนจากการขายสินค้าเกษตรแบบลอตๆ ตามราคาตลาดโลก มาเป็นการทำสัญญาระยะยาวกับประเทศที่ขาดแคลนอาหาร เพื่อการันตีการส่งมอบในราคาที่ตกลงกันไว้ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรไทยมีรายได้ที่มั่นคงและคาดเดาได้ 

    4. ความเชื่อมั่นในการทำการค้า 

    ในยุคนี้ ความไว้เนื้อเชื่อใจสำคัญพอๆ กับตัวเงิน ดร.กิริฎา เน้นย้ำว่า ”Trust is the new currency ฃหรือ “ความไว้ใจคือสกุลเงินใหม่” 

    “การค้าโลกในตอนนี้ต่อให้สินค้ามีราคาถูกกว่า แต่ถ้าไม่ไว้ใจกัน เขาก็ไม่ซื้อ แต่ถ้าเราเป็นมิตร ส่งของตรงเวลา และได้คุณภาพ แม้ราคาจะสูงกว่าเล็กน้อย ลูกค้าก็ยินดีจ่าย”

    แม้ “ความเสี่ยง” จากการค้าโลกที่แบ่งแยกและกีดกันจะสูงขึ้น แต่ในวิกฤติย่อมมี “โอกาส” ซ่อนอยู่เสมอ การที่ประเทศไทยวางจุดยืน “เป็นกลาง” ที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม พลังงานมั่นคง และเป็นมิตรกับทุกฝ่าย ทำให้เรากลายเป็น “หลุมหลบภัย” และเป้าหมายการลงทุนใหม่ของบริษัทชั้นนำทั่วโลก 

    หากเราเดินเกมรุก หาเพื่อนใหม่ สร้างความเชื่อมั่น และยกระดับตัวเองสู่การเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารและซัพพลายเชนใหม่ ประเทศไทยก็จะสามารถเติบโตและผ่านพ้นยุคที่ “โลกาภิวัตน์อ่อนแรง” ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1242659&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JnN-MMTPdv1STgDEXRz5Q

  • เถลือกไถลแต่ลางบวกเศรษฐกิจโผล่เป็นระยะ

    เถลือกไถลแต่ลางบวกเศรษฐกิจโผล่เป็นระยะ

    ภาพคำทำนายเศรษฐกิจปี 2569

    ผู้เขียนเคยเรียกร้องและขอทีมงานเศรษฐกิจมืออาชีพ ที่ไม่ใช่สมัครเล่นจากรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อพาเมืองตีฝ่าสงครามเศรษฐกิจโลกที่เริ่มก่อตัวมาตั้งแต่กลางกรกฎาคม 2565

    และซ้อนวิกฤตเศรษฐกิจที่เมืองจะพานพบเนื่องจากปัญหาของเมืองเองน้องๆ ต้มยำกุ้งที่จะเริ่มตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป

    เพื่อที่เป้าหมายคือ กรกฎาคม 2572 เมืองจะหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางที่ติดมายาวนานกว่าสามสิบปีไปสู่ประเทศรายได้สูง ซึ่งจริงๆ ไม่ง่ายเลย เพราะทั้งความซับซ้อนของการเมือง

    และปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของเมืองเองที่ติดหล่มมาก่อนหน้านี้ กระตุก กระตุ้นอย่างไรก็เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เช่น โครงการแจกเงินหมื่นในรัฐบาลของคุณแพทองธาร ชินวัตร

    ครั้นพอเข้าถึงช่วงดวงชะตาเมืองใกล้อันตรายสุดๆ แต่ดูเหมือนคำขอมืออาชีพมาพาเมืองตีฝ่าได้รับการตอบสนอง เพราะรัฐบาลของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย รอบแรกได้คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ มาเป็นรัฐมนตรีว่ากระทรวงการคลัง บวกกับอีกสองท่านมาช่วยเชิดหน้าชูตาคือ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สามารถงัดเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายปี 2568 พ้นปากเหวด้วยนโยบายคนละครึ่ง

    หลังการเลือกตั้งใหญ่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐมนตรีเชิดหน้าชูตาทั้งสามท่านของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ชุดที่สองกลับมาครบทีมทั้งสามท่าน ในตำแหน่งเดิมพ่วงรองนายกรัฐมนตรีด้วย

    และแล้วจากนั้นดวงชะตาเมืองก็มีเกณฑ์เกิดวิกฤตเศรษฐกิจใหญ่อย่างต่ำน้องๆ ต้มยำกุ้งรอแทรกเกิดอยู่ระหว่าง 14 กุมภาพันธ์-21 เมษายน 2569 และแล้วมันก็เกิดขึ้นจริงคือ

    ก.เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 อิสราเอลกับสหรัฐอเมริกาเปิดศึกกับอิหร่าน จนช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด กระทบราคาพลังงานเดือดร้อนไปทั่วโลก ไม่เว้นไทยที่รัฐบาลต้องดิ้นรนเถลือกไถลพาประชาชนรอด พร้อมความไม่พอใจจากราคาน้ำมันและก๊าซ

    ข.ตามมาด้วยสิ่งที่ลบมากสำหรับประเทศคือ 17 เมษายน 2569 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ หั่นคาดการณ์อัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองปี 2569 เหลือร้อยละ 1.5

    ที่เขียนมาทั้งหมดข้างต้นนี้เพื่อจะย้ำบอกว่า ทางดวงเมืองรัตนโกสินทร์ วิกฤตเศรษฐกิจซ้อนวิกฤตจากสงครามเศรษฐกิจโลก และปัญหาภายในของเราเองเป็นยุ่งยากซ้อนที่ผู้เขียนเคยพูดไว้ตั้งแต่ต้นปี 2568 ว่าขนาดต้มยำกุ้ง หรือน้องๆ ต้มยำกุ้งที่เริ่มมาตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 นั้นได้ผ่านพ้นไปแล้วเมื่อวันคล้ายวันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2569

    หลังจากนั้นไทม์ไลน์เกณฑ์ทางเศรษฐกิจที่ผู้เขียนให้ไว้คือ

    1.ระหว่าง 21 เมษายน 2569-21 เมษายน 2570 เป็นเวลาหนึ่งปี เมืองทำอะไรจะได้ครึ่งเสียครึ่ง รวมทั้งทางเศรษฐกิจ ตามโฉลก…สบกึ่งเหตุชั่วดี…หรือช่วงแรกบวก ช่วงหลังลบ หรือช่วงแรกลบ ช่วงหลังจะบวก     

    2.แม้จะยังอยู่ในระยะได้ครึ่งเสียครึ่ง และยังเหลือปัญหาที่ต้องเถลือกไถลสะสาง แก้ไขและสร้างเสริมมากมายในระดับปฏิวัติใหญ่โครงสร้างเศรษฐกิจไปด้วย แต่จากการได้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตซ้อนวิกฤตขนาดตุ้มยำกุ้งหรือน้องๆ ต้มยำกุ้งมาแล้ว ผลบวกคือที่เริ่มเกิดคือ

    2.1 ทันทีวันคล้ายวันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2569 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมูดี้ส์ได้จัดอันดับคงประเทศไทยมีสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

    2.2 เมื่อ 18 มิถุนายน 2569 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเอสแอนด์พีคงอันดับประเทศไทยมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและวินัยทางการเงินการคลัง

    2.3 วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 หลังจากอยู่ในสภาพเดินหน้าหนึ่ง ถอยหลังสอง และไม่เห็นตัวเลขมานาน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแตะเหนือ 1,600 จุด

    2.4 ปรับอารมณ์แทบไม่ทัน อันเป็นไปตามหลักลบแล้วบวกคือ เมื่อ 9 กรกฎาคม 2569 ไอเอ็มเอฟปรับคาดการณ์ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองปี 2569 ที่เคยให้ไว้ร้อยละ 1.5 เป็นร้อยละ 1.9 แถมพลิกเป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับการปรับมากสุดในอาเซียน และระดับต้นๆ ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี เพราะส่งออกฮาร์ดแวร์ AI รายสำคัญ 4 อันดับแรกของโลก

    สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจจากเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยการท่องเที่ยว ไปสู่การเจริญเติบโตจากแรงสนับสนุนของการส่งออกเทคโนโลยีและการลงทุนมากขึ้น

    ต่อไปนี้คำทำนายหลังจากนี้ที่เคยให้ไว้และทำนายเพิ่มเติมคือ

    A.ระหว่าง 20 ตุลาคม 2569-9 กุมภาพันธ์ 2570 ตลาดหุ้นจะทำสถิติใหม่ด้านใดด้านหนึ่งเชิงบวก

    B.เริ่มค่อยๆ แย้มชะตาของเมืองปีหน้าแล้วว่าเศรษฐกิจของเมืองจะหลุดจากการได้ครึ่งเสียครึ่ง เป็นโงหัวตั้งแต่วันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2570 เป็นต้นไป

    ขอพระสยามเทวาธิราชทั้งหลายอำนวยชัยให้เมืองและทีมประเทศไทยฟันฝ่าปัญหา อุปสรรคและเครื่องกีดกั้นทั้งปวงที่มีมากและไม่ง่ายเลย

    เพื่อนำเมืองสู่ประเทศรายได้สูงตั้งแต่กรกฎาคม 2572 ให้ได้.

    ฟองสนาน จามรจันทร์

    10 กรกฎาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1030660/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Owdip_W1HwNJnETua6dId