Blog

  • Highlight |  ยิ่งตรวจยิ่งเจอ! กรมการปกครองผงะ ตรวจพบ“ฉี่ม่วง” เกือบครึ่งร้อย  | เปิดโต๊ะข่าว

    Highlight | ยิ่งตรวจยิ่งเจอ! กรมการปกครองผงะ ตรวจพบ“ฉี่ม่วง” เกือบครึ่งร้อย | เปิดโต๊ะข่าว

    เปิดโต๊ะข่าว

    Highlight |  ยิ่งตรวจยิ่งเจอ! กรมการปกครองผงะ ตรวจพบ“ฉี่ม่วง” เกือบครึ่งร้อย  | เปิดโต๊ะข่าว

    เผยแพร่ ปรับปรุงล่าสุด

    อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา กรมการปกครอง ได้ดำเนินการตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน รวมถึงข้าราชการฝ่ายปกครองใน 878 อำเภอทั่วประเทศ เพื่อขานรับนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในการยกระดับความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
    โดยผลการตรวจสารเสพติด จากผู้เข้ารับการตรวจทั้งหมด 286,553 คน พบว่า มีผู้ตรวจพบสารเสพติดจำนวน 47 คน คิดเป็นร้อยละ 0.02 ประกอบด้วย สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน 2 คน  กำนัน 1 ราย ผู้ใหญ่บ้าน 5 คน สารวัตรกำนัน 4 คน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 35 คน โดย กรมการปกครองได้มีคำสั่งให้บุคคลทั้ง 47 ราย พ้นจากตำแหน่งทันที เพื่อรักษามาตรฐานและภาพลักษณ์ขององค์กร 


    คำที่เกี่ยวข้อง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/programs/%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2582%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7/%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%258A%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%2582%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7/98277&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3u9WrQRExV5rMj5j_QvHjd

  • ททท. เซ็น MOU ผนึก เวียดนามแอร์ไลน์ส หนุนเปิดเส้นทางใหม่ ส่งเสริมท่องเที่ยวไทย-เวียดนาม

    ททท. เซ็น MOU ผนึก เวียดนามแอร์ไลน์ส หนุนเปิดเส้นทางใหม่ ส่งเสริมท่องเที่ยวไทย-เวียดนาม

    ‘ททท.’ จับมือสายการบิน ‘เวียดนาม แอร์ไลน์ส’ (Vietnam Airlines) ลงนาม MOU ผลักดันการเปิดเส้นทางบินใหม่ระหว่างไทย-เวียดนาม ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ในโอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

    วันนี้ (28 พ.ค. 2569) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมลงนาม Memorandum Of Understanding (MOU) กับสายการบินเวียดนาม แอร์ไลน์ส (Vietnam Airlines) เพื่อร่วมผลักดันการส่งเสริมตลาด และการเชื่อมโยงทางอากาศ โดยเฉพาะการเปิดเส้นทางบินใหม่ระหว่างไทยและเวียดนาม

    การลงนาม MOU ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ในโอกาสการการครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม และการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของพลเอกพิเศษ โต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างวันที่ 27-29 พฤษภาคม 2569 ซึ่งในโอกาสพิเศษนี้ ผู้นำของทั้งสองประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพลเอกพิเศษ โต เลิม ได้เข้าร่วมกล่าวปาฐกถาในงาน Thailand – Vietnam Business Forum ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรม Ritz-Carlton กรุงเทพฯ

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. พร้อมส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership : CSP) ระหว่างประเทศไทยและเวียดนามให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยพร้อมผลักดันการเชื่อมโยงทางอากาศ เพื่อให้การเดินทางเชื่อมโยงทางการท่องเที่ยวระหว่างทั้งสองประเทศเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ การลงนามความร่วมมือระหว่าง ททท. และสายการบิน Vietnam Airlines ในครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันส่งเสริมตลาด และผลักดันการเปิดเส้นทางบินใหม่ระหว่างประเทศไทยและเวียดนาม ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความสะดวกในการเดินทางระหว่างกันของประชาชนทั้งสองประเทศแล้ว ยังยกระดับความเชื่อมโยงทางการท่องเที่ยวในระดับภูมิภาคของอาเซียนอีกด้วย

    โดย ททท. มีความยินดีที่จะร่วมมือกับ Vietnam Airlines ในการผลักดันการเปิดเส้นทางบินและเพิ่มเที่ยวบินระหว่างประเทศ อาทิ เส้นทางฮานอย และโฮจิมินห์-กรุงเทพฯ, ดานัง-กรุงเทพฯ, โฮจิมินห์-ภูเก็ต และฮานอย-เชียงใหม่ รวมถึงการส่งเสริมการตลาดร่วมกันในหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ การร่วมกันออกคูหาในงานส่งเสริมการขายระหว่างประเทศ การร่วมผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยว การจัด Fam Trip ของธุรกิจนำเที่ยว สื่อมวลชน และ Influencer เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวเวียดนาม และชาวต่างชาติต่อไป

    ททท. เซ็น MOU ผนึก เวียดนามแอร์ไลน์ส หนุนเปิดเส้นทางใหม่ ส่งเสริมท่องเที่ยวไทย-เวียดนาม

    MOU ระหว่าง ททท. และสายการบิน Vietnam Airlines ในครั้งนี้ ร่วมลงนามโดย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. และนาย Le Hong Ha ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบิน Vietnam Airlines ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ ระหว่างการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของพลเอกพิเศษ โต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม วันที่ 27-29 พฤษภาคม 2569

    การส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างกันถือเป็นหนึ่งในวาระสำคัญที่ทั้งสองประเทศร่วมกันผลักดัน นอกจากการลงนามความร่วมมือกับ ททท. แล้ว Vietnam Airlines ยังได้ร่วมลงนาม MOU กับการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย และสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว ในวันเดียวกัน โดยภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว Vietnam Airlines ได้ประกาศการเปิดเส้นทางบินตรงใหม่ระหว่างโฮจิมินห์และภูเก็ต ซึ่งจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 จำนวน 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

    ประเทศไทยถือเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่สำคัญของนักท่องเที่ยวเวียดนาม ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเวียดนามเดินทางเข้าประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 25 พฤษภาคม 2569 จำนวน 219,986 คน โดยมีปัจจัยบวกและแรงผลักดันตลาดที่สำคัญจากฤดูกาลท่องเที่ยวปิดภาคเรียนฤดูร้อน ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเดินทางของกลุ่มครอบครัว

    ททท. เซ็น MOU ผนึก เวียดนามแอร์ไลน์ส หนุนเปิดเส้นทางใหม่ ส่งเสริมท่องเที่ยวไทย-เวียดนาม

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งด้านความหลากหลายของสินค้าทางการท่องเที่ยว โดยเฉพาะความบันเทิงและอีเวนต์ระดับโลก ทั้งการจัดคอนเสิร์ตศิลปินระดับนานาชาติ เทศกาลดนตรีฤดูร้อน หรือมหกรรมลดราคากลางปี (Mid-Year Sale) ซึ่งดึงดูดใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Y และ Gen Z) ของเวียดนาม ผนวกกับการปรับตัวของบริษัทนำเที่ยวในเวียดนามที่หันมาจับมือกับสายการบินเพื่อออกแพ็กเกจทัวร์แบบเหมาจ่ายที่คุ้มค่าเพื่อรักษาฐานลูกค้า

    ททท. สำนักงานโฮจิมินห์ร่วมมือกับพันธมิตรภาคธุรกิจและองค์กรด้านการท่องเที่ยวของเวียดนาม อาทิ Traveloka, Ivivu, JCB Vietnam, Flamingo Redtour, Dat Viet Tour, BenThanh Tourist, Vietravel และ Vietravel Airlines มุ่งกระตุ้นการเดินทางเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวสำราญทางน้ำ โดยเสนอขายแพ็กเกจทัวร์ท่องเที่ยวประเทศไทย การท่องเที่ยวเชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียน ตามเส้นทางเวียดนาม – ลาว – ไทย และการสื่อสารการตลาดผ่านสื่อ Facebook และ TikTok ของสำนักงาน ภายใต้แนวคิด “5 Must Do in Thailand” เพื่อสร้างการรับรู้ข้อมูล ข่าวสาร ภาพลักษณ์ที่ดีต่อการท่องเที่ยวไทย ตลอดจนการผลักดันการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ผ่านการนำเสนอแพ็กเกจเข้าร่วมงานวิ่งนานาชาติในประเทศไทย เพื่อสร้างกระแสความนิยมและจูงใจให้นักท่องเที่ยวเวียดนามเดินทางมายังประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1236145&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1olRrkNWdkY6aN24RTiRx1

  • กรมโยธาธิการและผังเมือง แจงความคืบหน้า “โครงการศูนย์รวมท่องเที่ยวอ่าวพังงา” ล่าช้า พร้อมกางแผนเร่งรัดผู้รับจ้าง คาดแล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด

    กรมโยธาธิการและผังเมือง แจงความคืบหน้า “โครงการศูนย์รวมท่องเที่ยวอ่าวพังงา” ล่าช้า พร้อมกางแผนเร่งรัดผู้รับจ้าง คาดแล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด

    กรมโยธาธิการและผังเมือง แจงความคืบหน้า “โครงการศูนย์รวมท่องเที่ยวอ่าวพังงา” ล่าช้า พร้อมกางแผนเร่งรัดผู้รับจ้าง คาดแล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด

    ตามที่มีการนำเสนอข่าวและข้อสงสัยของประชาชนเกี่ยวกับ “โครงการศูนย์รวมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์และวัฒนธรรมทางทะเลแห่งอ่าวพังงา” ที่ครบกำหนดสัญญาแล้วแต่ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ นั้น

    กรมโยธาธิการและผังเมือง ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงว่า โครงการดังกล่าว คือ โครงการศูนย์รวมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์และวัฒนธรรมทางทะเลแห่งอ่าวพังงา อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา มีเป้าหมายสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนและพัฒนาให้เป็นแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวระดับโลก มีวงเงินงบประมาณ 97,702,545 บาท เริ่มสัญญาวันที่ 28 มีนาคม 2567 สิ้นสุดวันที่ 16 เมษายน 2569 รวมระยะเวลาก่อสร้าง 750 วัน ภาพรวมปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จ ร้อยละ 51.90 ซึ่งยอมรับว่ายังล่าช้ากว่าแผนงานที่วางไว้

    สำหรับสาเหตุความล่าช้าที่ผ่านมา เกิดจาก 2 สาเหตุหลัก ดังนี้

    1. ข้อจำกัดในการเข้าพื้นที่เพื่อดำเนินโครงการในช่วงแรกล่าช้า เนื่องจากการย้ายทรัพย์สินของหน่วยงานท้องถิ่นตามระเบียบราชการ ส่งผลกระทบให้ผู้รับจ้างไม่สามารถเข้าดำเนินงานได้ตามแผนงานปกติ กรมฯ จึงได้มีการผ่อนปรนขยายระเวลาก่อสร้างเพิ่มเป็นจำนวน 40 วัน สิ้นสุดวันที่ 26 พฤษภาคม 2569

    2.มีการปรับปรุงแบบรูปรายการให้เหมาะสมกับสภาพหน้างานจริงและคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานวิศวกรรม รวมถึงสถานการณ์ต่างประเทศที่ส่งผลต่อการดำเนินโครงการ กรมฯ จึงได้พิจารณาขยายสัญญาครั้งล่าสุด โดยมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 31 สิงหาคม 2569

    ทั้งนี้ กรมฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ดำเนินมาตรการเร่งรัดแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด โดยสั่งการให้ผู้รับจ้างเพิ่มแรงงาน เครื่องจักร และอุปกรณ์เต็มกำลังเพื่อชดเชยเวลาที่เสียไป พร้อมกำชับผู้ควบคุมงานและคณะกรรมการตรวจรับงานจ้างให้ติดตาม ตรวจสอบอย่างเข้มงวดให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาการและระเบียบราชการ โดยมีเป้าหมายเร่งรัดงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาก่อสร้างในสัญญา เพื่อเปิดให้บริการแก่พี่น้องประชาชน และนักท่องเที่ยวให้ได้ภายในปี 2569

    กรมโยธาธิการและผังเมือง ขอขอบคุณสื่อมวลชนและประชาชนที่ช่วยสะท้อนปัญหาและตรวจสอบการทำงาน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงมหาดไทยที่มุ่งเน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมุ่งผลสัมฤทธิ์ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1022969&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C6UDSxD9UpSIGdHIaAtVa

  • เซ็นทารา ฝ่าศึกตลาดโรงแรมโอซาก้า ชิงดีมานด์ท่องเที่ยวโต 5-7% ต่อปี

    เซ็นทารา ฝ่าศึกตลาดโรงแรมโอซาก้า ชิงดีมานด์ท่องเที่ยวโต 5-7% ต่อปี

    วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 แอนดี้ โนห์ ผู้จัดการทั่วไป (Cluster General Manager) โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ โอซาก้า และ เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า เปิดเผยถึงทิศทางการแข่งขันในตลาดโรงแรมโอซาก้า ปี 2569 ว่า ในปีนี้จะมีโรงแรมใหม่เปิดให้บริการในโอซาก้ารวมกว่า 13 แห่ง ส่งผลให้มีจำนวนห้องพักใหม่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นเกือบ 2,000 ห้อง รวมถึงโครงการสำคัญอย่าง เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า สะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันในกลุ่มธุรกิจโรงแรมยังคงเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการที่มีผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่ตลาด

    อย่างไรก็ตาม มองว่า พัฒนาการดังกล่าวยังเป็นดัชนีสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเมืองโอซาก้า ในฐานะจุดหมายปลายทางที่มีชีวิตชีวา มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และยังคงมีเสน่ห์ด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    เปิดเกมรุกตลาดไทย-ต่างประเทศ รับกระแสตอบรับเชิงบวก

    สำหรับการเปิดตัวโรงแรมใหม่ บริษัทได้ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างหลากหลาย ทั้งในประเทศไทย รวมถึงตลาดต่างประเทศที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก อาทิ เกาหลีใต้และไต้หวัน โดยนับตั้งแต่เปิดให้บริการ โรงแรมได้รับการตอบรับในเชิงบวกอย่างมากจากทั้งพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจและแขกผู้เข้าพัก

    ขณะที่เป้าหมายในช่วง 1-2 ปีแรกของการดำเนินธุรกิจนั้น บริษัทวางเป้าหมายโดยอิงจากความต้องการของตลาด โดยในระยะเริ่มต้นจะมุ่งเน้นการส่งมอบความคุ้มค่าและบริการอันเป็นเลิศให้แก่แขกผู้เข้าพัก ควบคู่ไปกับการสร้างการรับรู้แบรนด์เซ็นทาราในตลาดญี่ปุ่น

    ทั้งนี้ การขยายการรับรู้แบรนด์ดังกล่าว เป็นการต่อยอดจากแรงขับเคลื่อนอันแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จของโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ โอซาก้า

    ตลาดท่องเที่ยวโอซาก้าโตต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวเพิ่ม 5-7% ต่อปี

    แอนดี้ โนห์ กล่าวว่า ภาพรวมตลาดการท่องเที่ยวและโรงแรมของโอซาก้ายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นประมาณ 5-7% ต่อปี ประกอบกับความต้องการจากตลาดหลักในเอเชียยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่าจะมีโรงแรมใหม่ทยอยเปิดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม

    ทั้งนี้ แนวโน้มของเมืองโอซาก้ายังคงเป็นไปในทิศทางบวก และเซ็นทารายังมองเห็นโอกาสการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสำหรับแบรนด์และโรงแรมที่มีตำแหน่งทางการตลาดที่ได้เปรียบ และมีความแตกต่างที่ชัดเจน ผ่านการสร้างสรรค์ประสบการณ์การเข้าพักที่ตอบโจทย์ลูกค้า รวมถึงการมีกลยุทธ์การตลาดที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย

    จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นประมาณ 5 ถึง 7 เปอร์เซ็นต์ต่อปี รวมกับความต้องการในตลาดจากกลุ่มตลาดหลักๆ ในโซนเอเชีย ที่แม้จะมีโรงแรมใหม่ๆ เพิ่มขึ้น แต่ แนวโน้มของเมืองนี้ยังคงเป็นไปในทางบวก และทางเซ็นทาราเองมองเห็นโอกาสอย่างต่อเนื่อง

    มองท่องเที่ยวญี่ปุ่นระยะยาวยังสดใส แม้เผชิญปัจจัยท้าทายทั่วโลก

    สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นในปี 2569 แม้จะมีปัจจัยท้าทายในระดับโลกส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น

    ปัจจัยสำคัญมาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความพยายามของรัฐบาลญี่ปุ่นในการผลักดันและส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับชาติ ซึ่งล้วนเป็นแรงสนับสนุนต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาว

    ขณะเดียวกัน แม้จะมีการคาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของญี่ปุ่นในปี 2569 จะขยายตัวต่ำกว่า 1% ตามข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น แต่บริษัทมองว่า สถานการณ์โลกส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน รวมถึงญี่ปุ่นเช่นกัน

    ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจโรงแรม บริษัทจึงมีการเตรียมความพร้อมสำหรับการบริหารจัดการ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ผันผวนอยู่เสมอ ทั้งในช่วงเวลาแห่งโอกาสและสภาวะที่ท้าทาย

    แนวโน้มในระยะยาวก็ยังดูเป็นบวกอยู่มาก โดยเรามีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เท่าทันต่อสถานการณ์ตลาด

    ชูบริการแบบไทยผสานโอโมเตะนาชิ สร้างจุดต่างแข่งขัน

    แอนดี้ โนห์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน GDP ของญี่ปุ่น แม้เศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอน แต่แนวโน้มระยะยาวยังคงเป็นบวก โดยบริษัทมีการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดอย่างต่อเนื่อง

    พร้อมกันนี้ ยังมุ่งมั่นส่งมอบบริการตามแบบฉบับการต้อนรับของไทย ควบคู่กับความคุ้มค่าที่เหนือกว่าให้แก่แขกผู้เข้าพัก โดยมีเป้าหมายทำให้เซ็นทาราเป็นแบรนด์อันดับแรกที่ผู้บริโภคนึกถึง เมื่อต้องการเลือกที่พักในตลาดโรงแรม

    สำหรับความท้าทายหลักของอุตสาหกรรมโรงแรมญี่ปุ่นในปี 2569 เขาระบุว่า ธุรกิจยังต้องเผชิญแรงกดดันในหลายด้าน ทั้งปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความผันผวนจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อม

    ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทั้งจากโรงแรมและที่พักทางเลือกอื่นในโอซาก้า เซ็นทารายังคงวางจุดยืนทางการตลาดผ่านรากฐานการบริการแบบไทย ผสานกับจิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่น หรือ “โอโมเตะนาชิ” ที่เน้นการบริการด้วยหัวใจโดยไม่ต้องร้องขอ

    แนวทางดังกล่าวถูกนำมาผสมผสานจนเกิดเป็นประสบการณ์การเข้าพักที่สร้างความอุ่นใจและความประทับใจแก่แขกผู้เข้าพัก ซึ่งสะท้อนผ่านการที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ โอซาก้า ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน 2 อันดับแรกบนเว็บไซต์ TripAdvisor อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดให้บริการ

    ขณะเดียวกัน โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า ซึ่งเพิ่งเปิดใหม่ ก็ได้รับการรีวิวและการตอบรับในเชิงบวกเช่นกัน สะท้อนว่า การบริการที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการต้อนรับแบบไทย สามารถเข้าถึงและตอบโจทย์ความต้องการของแขกผู้เข้าพักได้อย่างแท้จริง

    จับตาตลาดออสเตรเลียโตแรง รับอานิสงส์อีเวนต์ระดับโลกในญี่ปุ่น

    สำหรับโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมโรงแรมญี่ปุ่นปี 2569 ได้มองเห็นการเติบโตที่แข็งแกร่งจากตลาดออสเตรเลีย ควบคู่ไปกับการขยายตัวต่อเนื่องจากตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และไต้หวัน โดยอยู่ระหว่างการกระจายสัดส่วนกลุ่มลูกค้าในตลาด เพื่อสร้างความมั่นใจว่า แขกผู้เข้าพักจะได้รับประสบการณ์และคุณภาพการบริการที่สม่ำเสมอ

    เราได้เห็นการเติบโตที่แข็งแกร่งจากตลาดออสเตรเลีย คู่ขนานกันไปกับการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากตลาดหลัก อย่างสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และไต้หวัน เรากำลังกระจายสัดส่วนกลุ่มลูกค้าในตลาด เพื่อให้มั่นใจว่า แขกที่มาพักจะได้รับความอุ่นใจและประสบการณ์เต็มคุณภาพที่สม่ำเสมอ

    นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังได้รับแรงสนับสนุนจากการจัดกิจกรรมระดับนานาชาติที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งการแข่งขันกีฬาระดับสากลอย่างเอเชียนเกมส์ รวมถึงกิจกรรมด้านความบันเทิงขนาดใหญ่ระดับมหกรรม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการด้านการท่องเที่ยวทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/660191&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J1CklUhsbKJ6b7aM5TfBM

  • เกาะสมุยเอาจริง สลายคิวแท็กซี่อิทธิพลผูกขาด

    เกาะสมุยเอาจริง สลายคิวแท็กซี่อิทธิพลผูกขาด

    (28 พ.ค. 69) นายอมร ชุมช่วย นายอำเภอเกาะสมุย พร้อมด้วยฝ่ายปกครอง สนธิกำลังร่วมกับขนส่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย, สภ.บ่อผุด, ตำรวจท่องเที่ยว และเทศกิจเทศบาลนครเกาะสมุย ร่วมกันปล่อยแถวออกตรวจพื้นที่เพื่อกวดขันจับกุมและจัดระเบียบรถยนต์รับจ้างสาธารณะครั้งใหญ่ หวังแก้วิกฤตกลุ่มอิทธิพลแท็กซี่ผูกขาดพื้นที่สาธารณะ กีดกันรถคันอื่นภายนอกกลุ่มไม่ให้รับ-ส่งผู้โดยสาร

    .

    นายอำเภอเกาะสมุย เปิดเผยว่า ปัญหาดังกล่าวหากปล่อยทิ้งไว้จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และบรรยากาศการท่องเที่ยวของเกาะสมุยอย่างรุนแรง ทำให้นักท่องเที่ยวหดหายและสร้างความเสียหายต่อจังหวัด มาตรการในครั้งนี้จึงตั้งเป้าทลายระบบวินหรือคิวเถื่อนที่ยึดครองพื้นที่สาธารณะทั้งหมด โดยย้ำว่ารถแท็กซี่ทุกคันที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย มีสิทธิ์วิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารได้ทุกพื้นที่บนเกาะสมุยอย่างเท่าเทียม และไม่มีใครมีสิทธิ์อ้างตัวเป็นเจ้าของพื้นที่อีกต่อไป

    .

    นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้กำชับให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด ทั้งการแต่งกายสุภาพ, บังคับเปิดมาตรวัดมิเตอร์, ห้ามจอดแช่เพื่อรอราคาเหมา และต้องจอดรับ-ส่งในจุดที่ปลอดภัยไม่กีดขวางการจราจร

    .

    ด้านนายวิชัย ลิ้มภูวนนท์ หัวหน้าสำนักงานขนส่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย ระบุว่าจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดลงโทษผู้ฝ่าฝืน ข่มขู่ หรือกีดกันผู้อื่น โดยมีโทษปรับตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก รวมถึงพักใช้ใบอนุญาตขับรถสาธารณะ และรุนแรงถึงขั้นเพิกถอนป้ายทะเบียนรถทันทีโดยไม่มีการละเว้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/crime/NkK7094sw&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fPHEkAlW-_7G3P2xfmBgi

  • กาฬสินธุ์เดินหน้าดัน “หมอลำ” สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จัดอบรมถ่ายทอดศิลปะการแสดง | เดลินิวส์

    กาฬสินธุ์เดินหน้าดัน “หมอลำ” สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จัดอบรมถ่ายทอดศิลปะการแสดง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมพยับหมอก ชั้น 3 อาคารเฉลิมพระเกียรติกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ 70 พรรษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ เป็นประธานในพิธีเปิด “การอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาทักษะและถ่ายทอดศิลปะการแสดงหมอลำ” ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญภายใต้โครงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยทุนทางวัฒนธรรม ในการจัดงานเทศกาลประเพณีแห่น้ำศักดิ์สิทธิ์ สักการะพระพุทธไสยาสน์ภูปอ จังหวัดกาฬสินธุ์

    โดยมี รศ.ดร.สุพรรณ สุดสนธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมพิธี มี นางนภสร พระยาลอ วัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการฯ ซึ่งได้รับความสนใจจากหลายภาคส่วนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ ดร.สิทธิพงษ์ โทไข่ษร นายกสมาคมหมอลำจังหวัดกาฬสินธุ์, ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์, ผู้แทนส่วนราชการ, ศิลปินมรดกอีสาน, ผู้บริหารและคณาจารย์สถานศึกษา, พ่อครู แม่ครูสมาคมหมอลำจังหวัดกาฬสินธุ์, ศิลปินหมอลำ และกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่

    สำหรับการจัดอบรมดังกล่าว ดำเนินการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-27 พฤษภาคม 2569โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริม อนุรักษ์ และถ่ายทอดศิลปะการแสดงหมอลำอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวอีสาน ลงสู่กลุ่มเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าและภูมิปัญญาท้องถิ่น

    นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะและความคิดสร้างสรรค์ด้านการแสดง เพื่อนำทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่มาต่อยอดสู่ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากในชุมชน พร้อมทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันศิลปะการแสดงหมอลำให้ก้าวไปสู่การเป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับชาติและระดับนานาชาติต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5900128/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31MaAixG_xlQ4E194BAfhK

  • ‘บขส.’ร่วมไทยช่วยไทยพลัส หนุนเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ กระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียน

    ‘บขส.’ร่วมไทยช่วยไทยพลัส หนุนเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ กระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียน

    ‘บขส.’ร่วมไทยช่วยไทยพลัส หนุนเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ กระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียน

    วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.29 น.

    ‘บขส.’ร่วมโครงการ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ หนุนประชาชนเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ สะดวก ประหยัด ปลอดภัย กระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศ

    28 พฤษภาคม 2569 นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (BKS) หรือ บขส. เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ 60% ส่วนประชาชนร่วมจ่ายเอง 40% ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ และกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศ

    ทั้งนี้ ประชาชนสามารถใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ชำระค่าตั๋วโดยสารรถ BKS มีเงื่อนไขดังนี้

    1.สามารถใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ซื้อตั๋วรถโดยสาร BKS ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 ระยะเวลา 4 เดือน ช่วงเวลา 06.00 – 23.00 น. ณ ช่องจำหน่ายตั๋วโดยสารของสถานีเดินรถ BKS จำนวน 139 แห่งทั่วประเทศ

    2.ซื้อตั๋วรถโดยสาร BKS ภายในวงเงินที่ได้รับสิทธิจากรัฐ 200 บาทต่อวัน กรณีที่ค่าโดยสารเกินวงเงินที่ได้รับต้องจ่ายส่วนต่างเป็นเงินสด หรือใช้วงเงินในแอปฯ เป๋าตัง จ่ายก็ได้

    3.ซื้อตั๋วรถโดยสารได้ทุกมาตรฐาน ทุกเส้นทาง

    4.ใช้ร่วมกับสิทธิส่วนลดค่าโดยสารของสมาชิก BKS Member ได้ 5 – 10% ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

    5.เมื่อซื้อตั๋วโดยสารแล้วไม่สามารถคืนตั๋วได้ทุกกรณี

    6.กรณีผู้ใช้สิทธิซื้อตั๋วรถโดยสารโดยไม่ได้เดินทางเอง ต้องแจ้งชื่อผู้เดินทาง พร้อมเลขที่บัตรประชาชนของผู้เดินทางก่อนการออกตั๋วรถโดยสาร

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและจองตั๋ว BKS ได้ที่เว็บไซต์ BKS https://tcl99web.transport.co.th, Application : BKS E – ticket, Facebook Page : บขส. (www.facebook.com/BorKorSor99), Line : BKS (Id : @BKS99) และช่องจำหน่ายตั๋วโดยสาร BKS ทั่วประเทศ หรือ โทร. 0 – 2936 – 3660

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    532.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/967364&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19sTiwNMuC_R3jZ81or1Ud

  • “BKS” พร้อมร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยปชช. กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

    “BKS” พร้อมร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยปชช. กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

    เศรษฐกิจ

    “BKS” พร้อมร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยปชช. กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

    วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.55 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    “BKS” พร้อมร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยปชช. กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

    นายอรรถวิท  รักจำรูญ  กรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท ขนส่ง จำกัด (BKS) เปิดเผยว่า BKS ได้เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ 60% ส่วนประชาชนร่วมจ่ายเอง 40% ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ที่จะเริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย.2569 เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ และกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศ โดยประชาชนสามารถใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ชำระค่าตั๋วโดยสารรถ BKS มีเงื่อนไขดังนี้ 1.สามารถใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ซื้อตั๋วรถโดยสาร BKS ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 ระยะเวลา 4 เดือน ช่วงเวลา 06.00 – 23.00 น. ณ ช่องจำหน่ายตั๋วโดยสารของสถานีเดินรถ BKS จำนวน 139 แห่งทั่วประเทศ /2.ซื้อตั๋วรถโดยสาร BKS ภายในวงเงินที่ได้รับสิทธิจากรัฐ 200 บาทต่อวัน

    กรณีที่ค่าโดยสารเกินวงเงินที่ได้รับต้องจ่ายส่วนต่างเป็นเงินสด หรือใช้วงเงินในแอปฯ เป๋าตัง จ่ายก็ได้ /3.ซื้อตั๋วรถโดยสารได้ทุกมาตรฐาน ทุกเส้นทาง /4.ใช้ร่วมกับสิทธิส่วนลดค่าโดยสารของสมาชิก BKS Member ได้ 5 – 10% ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด /5.เมื่อซื้อตั๋วโดยสารแล้วไม่สามารถคืนตั๋วได้ทุกกรณี /6.กรณีผู้ใช้สิทธิซื้อตั๋วรถโดยสารโดยไม่ได้เดินทางเอง ต้องแจ้งชื่อผู้เดินทาง พร้อมเลขที่บัตรประชาชนของผู้เดินทางก่อนการออกตั๋วรถโดยสาร

    สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและจองตั๋ว BKS ได้ที่เว็บไซต์ BKS https://tcl99web.transport.co.th, Application : BKS E – ticket, Facebook Page : บขส. (www.facebook.com/BorKorSor99), Line : BKS (Id : @BKS99) และช่องจำหน่ายตั๋วโดยสาร BKS ทั่วประเทศ หรือ โทร. 0 – 2936 – 3660

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/477772&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YqtBddwvspoxrcz_mZru4

  • ‘ชัชชาติ’ ประกาศ ชู 250 นโยบาย พลิกโฉมกทม. สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    ‘ชัชชาติ’ ประกาศ ชู 250 นโยบาย พลิกโฉมกทม. สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    ‘ชัชชาติ’ ประกาศ ชู 250 นโยบาย พลิกโฉมกทม. สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค พร้อมเดินหน้าทันทีหลังได้รับเลือก ยันไร้ความกดดัน แม้โพลนำโด่ง

    บรรยากาศการรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และในฐานะว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ เดินทางมาถึง 05.40 น. ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) 

    นายชัชชาติ กล่าวก่อนเข้าไปสักการะพระอินทร์บนหลังช้าง ถึงผลโพลที่มีกระแสมาแรงเป็นอันดับหนึ่งมากกว่าผู้สมัครพรรคอื่นๆว่า ยังเหลือเวลาอีกเป็นเดือน จึงยังไม่สามารถไว้วางใจได้ เพราะยังมีผู้สมัครคนอื่นๆที่เสนอตัวเข้ามา ส่วนตนหากได้กลับเข้ามาเป็น ผู้ว่าฯ กทม.ก็อยากให้กรุงเทพมหานคร เปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด ด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมืองที่ต้องมีเศรษฐกิจที่ดี ต้องดึงดูดคนเก่งๆ เพื่อให้มีงานเศรษฐกิจต้องหล่อเลี้ยงคนที่ทำงาน กทม.
     

    โดยต้องทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปให้เข้มแข็ง เป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจภูมิภาคให้ได้ สำหรับนโยบายเร่งด่วน 250 เรื่องจะเดินหน้าทำได้ทันที พร้อมที่จะเดินหน้า โดยนโยบาย 250 นโยบายนี้ คิดมาในช่วงสองเดือนสามารถทำวันแรก และ เดินหน้าได้เลย หัวใจสำคัญ คือ มีแผน การทำงานที่ชัดเจน มีพนักงานข้าราชการ 70,000 กว่าคน ทุกคนมีเป้าหมายชัดเจน ตื่นขึ้นมารู้ว่าต้องทำอะไร จะทำให้งานเดินหน้าได้ทันที 

    ส่วนการลงสมัครของตนเอง ไม่มีปัญหาเรื่องการเมือง เพราะว่าเป็นอิสระ ทำงานให้กับทุกคน ที่ผ่านมาสี่ปี มองว่ามีทีมงานทีมเวิร์คประสบความสำเร็จและต้องมุ่งมั่นทำเต็มที่ต่อไปทำด้วยใจเพื่อให้กรุงเทพมหานครดีขึ้น 

    'ชัชชาติ' ประกาศ ชู 250 นโยบาย พลิกโฉมกทม. สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    “ยืนยันว่าไม่มีความกดดัน จะทำให้ดีที่สุดถ้าเลือกเราก็ทำ เป็นตัวของเรา โดยต้องการให้คุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพมหานครดีขึ้น และสามารถแข่งขันกับทั่วโลกได้”

    นายชัชชาติ เปิดเผยด้วยว่า เย็นวันนี้จะมีการเปิดตัวทีมงานนับ 100 คน มีทีมผู้บริหารที่มีคุณภาพและเก่ง แต่บางคนก็ไม่อยากเปิดตัวเพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวการเมือง 

    นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการศิลปินเข้ามาร่วมงานด้วย   ยืนยันว่าไม่ว่าจะเลือกเราหรือไม่เลือกเรา ก็พร้อมที่จะรับใช้ประชาชนทุกคน  จะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง ขอให้โอกาสเราทำงานก่อน ยอมรับว่าเมื่อคืนที่ผ่านมานอนไม่หลับ

    'ชัชชาติ' ประกาศ ชู 250 นโยบาย พลิกโฉมกทม. สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค 'ชัชชาติ' ประกาศ ชู 250 นโยบาย พลิกโฉมกทม. สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235975&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gc4PSnw0jXDxx9qi5d2Y9

  • “สันติธาร” ชี้เศรษฐกิจไทยเหมือน “เรือเก่าเครื่องพัง” เจอคลื่นซ้ำ 3 ระลอก

    “สันติธาร” ชี้เศรษฐกิจไทยเหมือน “เรือเก่าเครื่องพัง” เจอคลื่นซ้ำ 3 ระลอก

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (28 พ.ค.69) ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา Thailand Next : The Successor เชื่อมรุ่น สร้างอนาคต” จัดโดยประชาชาติธุรกิจ เปรียบเศรษฐกิจไทยเสมือน “เรือ” ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีคนดีนั่งอยู่บนเรือ และเคยเดินหน้าได้อย่างแข็งแรง แต่ขณะนี้กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ใน 3 มิติ

    มิติแรก คือ “เครื่องยนต์เก่า” หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง โดยในอดีตเศรษฐกิจไทย หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เคยขยายตัวได้ระดับ 5-6% แต่ปัจจุบันเติบโตต่ำกว่า 3% จากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ทำให้แรงงานหายไปฉุดรั้ง GDP ลบถึงปีละ 1%

    ดร.สันติธาร กล่าวว่า หากไทยต้องการให้ GDP กลับมาขยายตัว จำเป็นต้องยกระดับศักยภาพในอุตสาหกรรมเดิม ผ่านการลงทุนด้านเทคโนโลยี และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) ควบคู่กับการเดินหน้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่โลกต้องการ เช่น AI Economy, Green Economy และ Longevity Economy เพื่อให้ไทยสามารถต่อยอดจุดแข็งเดิมและเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจโลก

    ส่วนมิติที่สอง คือ “รอยร้าวและจุดเปราะบาง” ที่เมื่อเกิดแรงกระแทกจากภายนอกจะกลายเป็นจุดรั่วของเศรษฐกิจไทย โดยปัจจุบันจุดเปราะบางสำคัญ คือ ความมั่นคงทางพลังงาน เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับ GDP อีกทั้งยังใช้พลังงานจำนวนมากในการสร้าง GDP 1 หน่วย สะท้อนถึงประสิทธิภาพด้านพลังงานที่ยังต่ำ

    ทั้งนี้ มองว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน” เชื่อมโยงโดยตรงกับ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” และถือเป็นจุดอ่อนสำคัญที่เมื่อโลกเผชิญปัญหา จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทันที

    ขณะที่มิติที่สาม คือ “น่านน้ำใหม่และคลื่นลมยักษ์” โดยเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดัน 3 ระลอก ได้แก่ ระลอกแรก ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ระลอกสอง เงินเฟ้อและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจผลักดันอัตราเงินเฟ้อขึ้นสู่ระดับ 4-5% และระลอกสาม กำลังซื้อที่อ่อนแรง ส่งผลให้ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนจะเผชิญภาวะ “ถูกบีบสองทาง” (Double Squeeze) จากต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ยอดขายและกำไรลดลง

    ดร.สันติธาร กล่าวว่า วิกฤตดังกล่าวจะเข้ามาซ้ำเติมความเปราะบางเดิมของไทย ท่ามกลางกันชนทางเศรษฐกิจที่ยังไม่แข็งแรง ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับ 87% ของ GDP และปัญหาสภาพคล่องของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ไทยต้องยอมรับและเร่งแก้ไข

    นอกจากนี้ โลกเศรษฐกิจยุคใหม่กำลังเปลี่ยนจากแนวคิด “Efficiency First” ที่เน้นต้นทุนต่ำ การค้าเสรี และไม่มีกำแพงภาษี ไปสู่ยุค “Security First” ที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัย ความยืดหยุ่น และการกระจายความเสี่ยงจากตลาดใหญ่ ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ต้องปรับตัวใหม่และมองหาโอกาสจากบริบทโลกที่เปลี่ยนไป

    ทั้งนี้ มองว่าไทยและอาเซียนกำลังกลายเป็นพื้นที่สำคัญของการกระจายความเสี่ยง (Diversification) และเป็นจุดหมายการลงทุนใหม่ของโลก สะท้อนผ่านเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้าไทยเกือบ 2 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา และอีกประมาณ 1 ล้านล้านบาทในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI อิเล็กทรอนิกส์ Data Center Green Economy หุ่นยนต์ และการแพทย์

    สำหรับแนวทางรับมือ รัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์ “5T” ภายใต้การนำของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อเปลี่ยนผ่านและพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย T1 Target มุ่งช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุด T2 Transition เปลี่ยนผ่านลดความเปราะบางทางพลังงาน T3 Transform ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่ยุคใหม่ T4 Transparent เน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และ T5 Together ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

    โดยในส่วนของ Target จะเน้นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางให้สอดคล้องกับแต่ละระลอกของวิกฤต เช่น การช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน และการพยุงกำลังซื้อรวมถึงเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ SME ในช่วงกำลังซื้ออ่อนแรง

    ส่วน Transition จะเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Economy ทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้ใช้งาน เช่น การพัฒนาพลังงานสะอาด Smart Grid การผลักดัน EV และเชื้อเพลิงชีวภาพ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับอุตสาหกรรมใหม่

    ขณะที่ Transform จะมุ่งต่อยอดเม็ดเงินลงทุน FDI ให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจไทย ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาหลักสูตรร่วมกับมหาวิทยาลัยเพื่อยกระดับแรงงานทักษะสูง (Up-skill) รวมถึงการสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และการจับคู่ธุรกิจให้ SME ไทยสามารถเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมใหม่ได้มากขึ้น

    “ตอนนี้ คือ เวลาที่เราจะสร้างเรือหน้าตาแบบไหน เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป โดยเราจะเลือกเครื่องยนต์เก่าขับเรือไปด้วยฝีมือ และให้คนรุ่นต่อไปไปตายดาบหน้า หรือจะใช้วิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสอัพเกรดเครื่องยนต์ใหม่วิ่งให้เร็วขึ้น ไปไกลขึ้น เปลี่ยนกันชน และอุดรอยรั่วให้ความไม่มั่นคงทางพลังงานไม่เป็นจุดอ่อนอีกต่อไป พร้อมอัพเกรดที่นั่งสำหรับทุกคน ทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ ให้นั่งสบายไปด้วยกันได้ เชื่อว่าไทยเราเลือกอัพเกรดเครื่องยนต์ใหม่ได้ แม้ไม่ง่ายแต่ทำได้ ภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ คนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ ต้องจับมือกัน เพื่อขับเรือลำนี้ออกไปสู่โลกได้ในเวทีโลกอย่างภาคภูมิใจ” ดร.สันติธาร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/835197&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09_2K0Yfxcy4oodexNMCgu