Blog

  • สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00 น.  – กระทรวงการต่างประเทศ

    สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00 น. – กระทรวงการต่างประเทศ

    วันที่นำเข้าข้อมูล 9 ต.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 9 ต.ค. 2569

    | 18 view

    สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์

    โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ

    วันที่ 9 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ ห้องแถลงข่าว กระทรวงการต่างประเทศ

    1. การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต1.1 นาย ไก ราลา ชานานา กุชเมา นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต เดินทางถึงประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2569 และได้มีกำหนดการกับภาคธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา โดยในวันที่ 9 ตุลาคม 2569 เป็นส่วนของการเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีกำหนดการสำคัญ ได้แก่ (1) การเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ (2) การหารือข้อราชการระหว่างนายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่าย (3) การแถลงข่าวร่วม และ (4) งานเลี้ยงอาหารกลางวันอย่างเป็นทางการ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพ นอกจากนี้ ในช่วงค่ำ นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเตมีกำหนดเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีและจะสิ้นสุดการเยือนและเดินทางออกจากประเทศไทยในวันที่ 10 ตุลาคม 2569

    1.2

    ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการเยือน

    • เป็นโอกาสในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับติมอร์-เลสเต ในทุกมิติ ทั้งในด้านความมั่นคง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และความร่วมมือด้านการพัฒนาและเป็นโอกาสสำหรับภาคเอกชนทั้งสองประเทศที่จะจับคู่ทางธุรกิจ ขยายการค้าและลงทุนระหว่างกัน
    • ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขับเคลื่อนความร่วมมือต่อไปผ่าน (1) การสนับสนุนให้มีการเยือนระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ (2) การจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 2570 (3) ติดตามผลการประชุมกลไกการหารือทวิภาคีครั้งแรกที่ติมอร์-เลสเตเพื่อติดตาม (4) การขยายความร่วมมือด้านการทหาร ซึ่งมีรากฐานจากบทบาทสำคัญของไทยในภารกิจรักษาสันติภาพและสร้างสันติภาพในติมอร์-เลสเต ระหว่างปี 2542 – 2545 (5) การเพิ่มความร่วมมือปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติอื่น ๆ ทั้งในระดับทวิภาคีและในกรอบอาเซียน
    • ด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างกัน โดยเฉพาะด้านความมั่นคงอาหาร การค้าข้าว รวมทั้งศักยภาพที่จะทำการลงทุนในติมอร์-เลสเตในสาขาต่าง ๆ อาทิ เกษตรและอาหารแปรรูป พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และการท่องเที่ยวและการบริการ และจะเร่งจัดทำความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศให้แล้วเสร็จ เพื่อเปิดทางสู่การเริ่มต้นเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ – ดิลี โดยเร็ว
    • ด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนา จะมีการจัดทำแผนงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระยะ 3 ปี(2569 – 2571) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เน้นการเกษตรยั่งยืน การพัฒนาชุมชน สาธารณสุข การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านอาเซียน รวมถึงการสนับสนุนการรับตำแหน่งประธานอาเซียนของติมอร์-เลสเต ในอนาคต
    • ไทยและติมอร์-เลสเตมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมาตั้งแต่ไทยเข้าร่วมภารกิจรักษาสันติภาพในติมอร์-เลสเตเมื่อปี 2542 โดยไทยเป็นประเทศแรก ๆ ที่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับติมอร์-เลสเต

    2. การเยือนไทยของผู้นำต่างประเทศและกิจกรรมคู่ขนานในห้วงการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 20262.1 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่12-18 ตุลาคม 2569 โดยเป็นครั้งที่ 2 ที่ไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพดังกล่าว และเป็นหนึ่งในเพียง 3 ประเทศในโลกที่ได้เป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าวถึง 2 ครั้ง การประชุมครั้งนี้ จะมีผู้เข้าร่วมประชุมจากกว่า 190 ประเทศ รวมกว่า 15,000 คน และจะมีสื่อมวลชนเข้าร่วมติดตามรายงานข่าวกว่า 1 พันคน

    2.2 ในห้วงการประชุมนี้ จะมีการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการโดยผู้นำต่างประเทศ ได้แก่

    (1)

    นายกี ปาร์เมอแล็ง ประธานาธิบดีสมาพันธรัฐสวิส และภริยา จะเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล โดยมีคณะนักธุรกิจร่วมเดินทางมาด้วย ถือเป็นการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกของประธานาธิบดีสมาพันธรัฐสวิสในรอบ 22 ปี และเป็นการเยือนในโอกาสครบรอบ 95 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและสวิสในปี 2569 ด้วย ทั้งนี้ สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศหุ้นส่วนที่สำคัญของไทย เป็นคู่ค้าอันดับที่ 2 ของไทยในยุโรป และอันดับ 1 ในกลุ่มสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) และเป็นนักลงทุนที่สำคัญ ปัจจุบันมีบริษัทสวิสเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากกว่า 150 บริษัท ขณะเดียวกันมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดในระดับประชาชน โดยมีคนไทยในสวิตเซอร์แลนด์ประมาณ 36,000 คน

    (2)

    นายทาร์มัน ชันมูการัตนัม ประธานาธิบดีสาธารณรัฐสิงคโปร์ จะเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีจะให้การต้อนรับที่ทำเนียบรัฐบาล และมีกำหนดเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ทั้งนี้  สิงคโปร์เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของไทยในมิติต่าง ๆ ทั้งการเป็นหุ้นส่วนสีเขียวที่ยั่งยืน ความมั่นคงทางอาหาร การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นหนึ่งในคู่ค้าและพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญมากของไทย โดยเป็นนักลงทุนอันดับ 1 ในประเทศไทย3. กิจกรรมคู่ขนานระหว่างการประชุมฯ ที่จัดโดยกระทรวงการต่างประเทศ

    กระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดการจัดกิจกรรมคู่ขนานที่สำคัญ ประกอบด้วย

    (1)

    กิจกรรม Round-Table Meeting หัวข้อ “Strengthening ASEAN Resilience and the Role of Emerging Development Partners for a More Secure and Sustainable Future” ในวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ที่โรงแรมดุสิตธานี เป็นการประชุมระหว่างหน่วยงานด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของไทย สปป. ลาว อินโดนีเซีย มาเลเซีย และญี่ปุ่น โดยจะหารือถึงแนวทางเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนในการรับมือกับสิ่งท้าทาย ผ่านความร่วมมือแบบไตรภาคีที่จะช่วยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) บนหลักการที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    (2)

    งาน Dinner Talk หัวข้อ “Rethinking Growth: Thailand’s Pathways to a more Balanced and Sustainable Future” จะจัดในวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรม Sheraton Grand สุขุมวิท โดยจะมีการนำเสนอแนวทางของไทยในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืนโดยเน้นปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green) พร้อมตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจและชุมชน

    (3)

    เวทีเสวนาระดับสูง หัวข้อ “Food Systems Transformation and Economic Growth – Powering Economic and Social Development through the Energy Transition” ในวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ จะมีการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร ความยืดหยุ่นของระบบเกษตรและอาหาร การลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล และการเติบโตในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก อย่างยั่งยืน

    (4)

    งานเสวนา หัวข้อ “Promoting Quality Infrastructure in Asia Pacific” ในวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ที่โรงแรม Conrad กรุงเทพฯ จะเป็นโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมองความท้าทายในการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงการดึงดูดการลงทุนที่ยั่งยืนสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 เป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพด้านเศรษฐกิจและการเงินของไทยแก่นักลงทุนทั่วโลก การดึงดูดการลงทุนโดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีแห่งอนาคต การผลักดันยุทธศาสตร์ Bangkok Blueprint ด้านการเงินดิจิทัลและสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำเสนอโดยไทย รวมถึงวาระทางเศรษฐกิจที่สำคัญอื่น ๆ นอกจากนี้ เป็นการนำเสนอประเทศไทยในมิติต่าง ๆ ทั้งในด้านวัฒนธรรม อาหาร และวิถีชีวิตของคนไทย และยังเป็นโอกาสสำคัญในการเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นประธานอาเซียนในปี 2571 ด้วย

    รับชมได้ที่ https://fb.watch/v/43o30csVK/ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/dg-jaithai-press-briefing-summary-09102026-th%3Fcate%3D67403ea4d0cb7152ab4f9643&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw059_4av80YDJMqRQJlm3n6

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 10 ตุลาคม 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 10 ตุลาคม 2569 – สยามรัฐ

    สรุปข่าวเด่น 10 ต.ค. 69 จับตาการเมืองไทย-เตือนฝนหนัก-ไทยพร้อมรับประชุม IMF-ธนาคารโลก

    เกาะติดความเคลื่อนไหวการเมืองไทยและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เตรียมรับมือฝนตกหนักในหลายพื้นที่ จับตาเศรษฐกิจโลกก่อนประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF-ธนาคารโลก พร้อมติดตามข่าวใกล้ตัวและวาระสำคัญระดับโลกที่ไม่ควรพลาด

    1. การเมืองและต่างประเทศ นายกฯ ต้อนรับผู้นำติมอร์-เลสเต

    นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไทยเสร็จสิ้นภารกิจต้อนรับ นายไก ราลา ชานานา กุชเมา นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ในการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการวันสุดท้าย (9–10 ตุลาคม 2569) เพื่อกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการส่งเสริมความมั่นคงในภูมิภาค

    การเยือนครั้งนี้เป็นการเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 13 ปี นับตั้งแต่ปี 2556 และเป็นครั้งแรกหลังติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนลำดับที่ 11 เมื่อเดือนตุลาคม 2568 โดยประเด็นหารือครอบคลุมความร่วมมือด้านการพัฒนา ความมั่นคง การค้า การลงทุน ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน การท่องเที่ยว และความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน

    ส่วนประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ต้องติดตามความเคลื่อนไหวจากพรรคร่วมฝ่ายค้านและรัฐสภา 

    2. สภาพอากาศวันนี้ เตือนฝนตกหนักกรุงเทพฯ และหลายพื้นที่

    กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนักบางแห่งในช่วงวันที่ 10–12 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยเตรียมต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมเศรษฐกิจระดับโลก

    ประชาชนควรติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยในพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขัง และบริเวณที่อาจเกิดน้ำป่าไหลหลาก พร้อมวางแผนการเดินทางอย่างระมัดระวัง

    ทั้งนี้ ควรตรวจสอบประกาศฉบับล่าสุดก่อนระบุจำนวนจังหวัดเสี่ยงภัยหรือระดับการเตือนภัยในแต่ละพื้นที่

    3. เศรษฐกิจโลกจับตาไทย เจ้าภาพประชุม IMF-ธนาคารโลก 12–18 ต.ค.

    ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

    การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารสถาบันการเงิน และผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ ในการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก เสถียรภาพทางการเงิน และแนวทางการพัฒนา

    รัฐบาลไทยเร่งเตรียมความพร้อมด้านสถานที่ การรักษาความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก และการต้อนรับผู้เข้าร่วมจากทั่วโลก โดยมุ่งใช้โอกาสการเป็นเจ้าภาพเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน

    4. ข่าวใกล้ตัว กฟน. แจ้งงดจ่ายไฟชั่วคราว เช็กพื้นที่ก่อนออกจากบ้าน

    ประชาชนในกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ควรตรวจสอบประกาศงดจ่ายกระแสไฟฟ้าชั่วคราวของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ประจำวันที่ 10 ตุลาคม 2569 เพื่อวางแผนการใช้ไฟฟ้าและเตรียมความพร้อมล่วงหน้า

    สามารถตรวจสอบพื้นที่และช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบได้จากเว็บไซต์การไฟฟ้านครหลวง https://www.mea.or.th/ หรือสอบถามสายด่วน 1130 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยควรยึดรายละเอียดจากประกาศต้นฉบับเป็นหลัก

    5. วาระสำคัญระดับโลก 10 ตุลาคม วันสุขภาพจิตโลก

    วันที่ 10 ตุลาคมของทุกปี ตรงกับวันสุขภาพจิตโลก (World Mental Health Day) ซึ่งมุ่งสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพจิต การดูแลสุขภาวะทางใจ และการเข้าถึงบริการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม

    นอกจากนี้ วันที่ 10 ตุลาคมยังตรงกับวันต่อต้านโทษประหารชีวิตโลก (World Day Against the Death Penalty) และวันรณรงค์เพื่อคนไร้บ้านโลก (World Homeless Day) ซึ่งเป็นโอกาสให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นสิทธิมนุษยชนและการดูแลผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/327659&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LE9_y3aR3o7YT5yu7iW_v

  • “อังค์ถัด” หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้ เหลือ 2.6% เซ่นวิกฤติพลังงาน | เดลินิวส์

    “อังค์ถัด” หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้ เหลือ 2.6% เซ่นวิกฤติพลังงาน | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ว่าองค์การสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้จะขยายตัว 2.6% ลดลงจาก 2.9% ในปีก่อน เนื่องจากวิกฤติพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังทดสอบความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจโลก

    อังค์ถัดคาดว่า การค้าสินค้าและบริการทั่วโลกจะขยายตัว 4% ในราคาคงที่ หลังมูลค่าการค้าโลกทำสถิติสูงสุด 35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 แต่การเติบโตที่คาดการณ์ไว้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น

    ทั้งนี้ การค้าระหว่างจีนกับสหรัฐลดลงมากกว่า 20% นับตั้งแต่ปี 2567 ขณะที่เอเชียตะวันออกขยายการค้ากับทั้งจีนและอเมริกาเหนือ
    อังค์ถัดเตือนว่า มาตรการควบคุมการส่งออก การตรวจสอบการลงทุน และเงื่อนไขด้านห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าถึงอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ได้ยากขึ้น

    ในส่วนของสถานการณ์ในเอเชีย อังค์ถัดคาดว่าจะมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกถึง 59% ในปีนี้ โดยอินเดียขยายตัว 7.3% จีน 4.5% และอินโดนีเซีย 5.2%

    ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เช่น เซมิคอนดักเตอร์ กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการค้าสินค้า แต่การเติบโตของการค้าในภาคส่วนนี้ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจในวงกว้างโดยอัตโนมัติ

    นอกจากนี้ อังค์ถัดยังเตือนถึงความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินจากกระแสการลงทุนในเอไอ เนื่องจากตลาดมีแนวโน้มพึ่งพาบริษัทเพียงไม่กี่แห่งมากขึ้น.

    เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : REUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6262978/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08fm29uU8hCHTeOu0LCRfi

  • อยู่ไม่ไหว! วิกฤตน้ำท่วมลามหนัก โรงงาน 2,000 รายอ่วม เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจทะลุ 1 แสนล้าน | เดลินิวส์

    อยู่ไม่ไหว! วิกฤตน้ำท่วมลามหนัก โรงงาน 2,000 รายอ่วม เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจทะลุ 1 แสนล้าน | เดลินิวส์

    สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หารือกระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าเร่งช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมเสนอแนวทางสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องและเร่งคืนกำลังการผลิต ควบคู่กับการผลักดันมาตรการฟื้นฟูอุตสาหกรรมยานยนต์

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารส.อ.ท. ระบุภายหลังหารือร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกันทุก 2 เดือน เพื่อร่วมมือกันแก้ปัญหาอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมว่า ส.อ.ท. ให้ความสำคัญกับสถานการณ์อุทกภัยปี 2569 โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งเป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานสำคัญของประเทศ เบื้องต้นมีผู้ประกอบการได้รับผลกระทบประมาณ 2,000 รายใน 14 จังหวัด ทั้งจากความเสียหายต่อสถานประกอบการ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ตลอดจนข้อจำกัดด้านการเดินทางและการขนส่ง ส่งผลให้การผลิตและการส่งมอบสินค้าหยุดชะงัก

    ผลกระทบยังขยายวงไปถึงผู้ประกอบการนอกพื้นที่ประสบภัยในหลายอุตสาหกรรม ทั้งอาหารและเกษตรแปรรูป วัสดุก่อสร้าง สุขภาพและความงาม พลาสติก ยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์สถานการณ์น้ำท่วม โดยส.อ.ท. ประเมินว่า หากภาคอุตสาหกรรมไม่สามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ อาจสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจมากกว่า 100,000 ล้านบาท

    ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ต้องเผชิญแรงกดดันด้านสภาพคล่อง ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูกิจการ และความเสี่ยงต่อการรักษาคำสั่งซื้อและการจ้างงาน สะท้อนให้เห็นว่าอุทกภัยไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะโรงงานในพื้นที่ประสบภัย แต่ยังกระทบต่อระบบการผลิตและห่วงโซ่อุปทานในวงกว้าง โดยส.อ.ท. หารือร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณามาตรการสินเชื่อวงเงินหลักหมื่นล้านบาท ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยมุ่งสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียน ซ่อมแซมเครื่องจักร ฟื้นฟูสถานประกอบการ รักษาการจ้างงาน และเร่งให้ภาคอุตสาหกรรมกลับมาดำเนินการผลิตได้โดยเร็ว

    ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมชื่นชมการดำเนินงานของ ส.อ.ท. ที่มีการวางระบบและประสานงานอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสนับสนุนการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดภัย การให้ความช่วยเหลือระหว่างเกิดเหตุ และการฟื้นฟูหลังสถานการณ์คลี่คลาย โดยเน้นย้ำความสำคัญของระบบพยากรณ์และแจ้งเตือนล่วงหน้า การจัดการขยะจากอุทกภัย และการเตรียมความพร้อมของนิคมอุตสาหกรรมให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่

    ส.อ.ท. ระบุว่า ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีเงินทุนสำรองจำกัด กำลังเผชิญภาระต้นทุนจากความเสียหายต่อเครื่องจักรและสถานประกอบการ ควบคู่กับข้อจำกัดด้านการผลิตและการขนส่ง จึงจำเป็นต้องมีมาตรการทางการเงินที่เข้าถึงได้ง่าย ทันต่อสถานการณ์ และสอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ วงเงินและเงื่อนไขสินเชื่อจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนและบริการสนับสนุนทางธุรกิจได้อย่างทั่วถึง ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    ส.อ.ท. เน้นย้ำว่า การฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กันทั้งการเยียวยาความเสียหาย การเติมสภาพคล่อง และการเร่งคืนกำลังการผลิต โดยพร้อมประสานความร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม สถาบันการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันมาตรการให้เข้าถึงผู้ประกอบการอย่างรวดเร็วและตรงจุด ลดผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิต และรักษาความต่อเนื่องของภาคธุรกิจ

    นอกจากนี้อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนเป็นอีกหนึ่งภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและการหยุดชะงักของระบบขนส่ง ขณะเดียวกันยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและตลาดรถยนต์ในประเทศที่ซบเซา โดยเฉพาะรถกระบะ ซึ่งเป็น Product Champion และเป็นฐานการผลิตสำคัญของประเทศไทย มีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศสูงกว่า 90% และเชื่อมโยงกับผู้ผลิตชิ้นส่วนและ SMEs จำนวนมากในห่วงโซ่อุปทาน

    การจำหน่าย และความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน หากไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสม อาจกระทบต่อความต่อเนื่องของฐานการผลิต การตัดสินใจลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งกำหนดแนวทางสนับสนุนที่ชัดเจน เพื่อกระตุ้นตลาดภายในประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน

    ข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ การผลักดันโครงการ Trade-in รถเก่าแลกรถใหม่ โดยเฉพาะรถกระบะ ควบคู่กับมาตรการสินเชื่อ การผ่อนปรนหลักเกณฑ์ และกลไกค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงรถยนต์ใหม่ พร้อมเสนอให้ทบทวนโครงสร้างภาษีสรรพสามิต เพื่อสร้างความเป็นธรรมระหว่างรถยนต์ที่ผลิตในประเทศกับรถยนต์นำเข้า ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทย และพิจารณาแนวทางการบังคับใช้มาตรฐาน Euro 6 ให้สอดคล้องกับภาวะตลาดและความพร้อมของผู้ประกอบการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6262500/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T_gBHddELD0CQvpsTFArk

  • ‘พิพัฒน์’ เร่ง ทช.อัดเม็ดเงิน 4.5 หมื่นล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจปี 70

    ‘พิพัฒน์’ เร่ง ทช.อัดเม็ดเงิน 4.5 หมื่นล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจปี 70

    “พิพัฒน์” เร่ง ทช. เดินหน้าเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 ดันเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท ลุยโปรเจ็กต์สร้างถนนสนับสนุนรถไฟทางคู่ และเส้นทางท่องเที่ยว พร้อมประกาศสานต่อนโยบาย “แบริเออร์ยาง” จัดสรรงบเหลือจ่ายเพิ่มการผลิต

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมทางหลวงชนบท (ทช.) ครบรอบ 24 ปี วันนี้ (9 ต.ค.) โดยระบุว่า ทช.นับเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานสำคัญวางรากฐานด้านโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่งของประเทศ และเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการจ้างงานผ่านโครงการลงทุนต่างๆ ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ

    ขณะเดียวกัน โครงการลงทุนขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) ภายใต้การดูแลของ ทช. ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ คือ 2 โครงการสำคัญที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้ดำเนินการ ประกอบด้วย สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา – อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง งบประมาณ 4,604 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ งบประมาณ 1,781 ล้านบาท

    โดยปัจจุบันทั้งสองโครงการได้ลงนามเซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในการแจ้งเริ่มปฏิบัติงานต่อไป ซึ่งทราบว่าทาง ทช. มีกำหนดจะออกหนังสืออนุญาตเข้าพื้นที่ (NTP) ในวันที่ 14 พ.ย.นี้ คาดว่าทั้งสองโครงการจะเดินหน้าก่อสร้างเป็นไปตามแผนงานกำหนดไว้ อีกทั้งเป้าหมายสำคัญนอกจากสร้างทางเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง กระทรวงฯ ยังกำชับให้โครงการนี้ต้องคำนึงถึงทรัพยากรทางน้ำ โดยเฉพาะการอนุรักษ์โลมาอิราวดี

    'พิพัฒน์' เร่ง ทช.อัดเม็ดเงิน 4.5 หมื่นล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจปี 70

    นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ในปีงบประมาณ 2570 กระทรวงฯ ยังมีนโยบายให้ ทช. เดินหน้าสานต่อโครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราของหน่วยงานภาครัฐ โดยการนำยางธรรมชาติมาผลิตแผ่นยางแบริเออร์ครอบกำแพงคอนกรีต เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน แม้จะไม่ได้มีการตั้งงบประมาณไว้ในปี 2570 โดยตรง แต่ได้หารือกับปลัดกระทรวงคมนาคมและอธิบดี ทช.เพื่อศึกษานำยางพารามาใช้ โดยจะดำเนินการภายใต้งบเหลือจ่ายปี 2570

    “กระทรวงฯ ได้หารือกับผู้ประกอบการโรงงานสหกรณ์ 22 แห่งทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนโครงการต่อเนื่องจากยุคของ อดีตรัฐมนตรี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ เพราะผลการทดลองก่อนหน้านี้พิสูจน์แล้วว่าการนำยางพารามาใช้ทำแผ่นแบริเออร์ช่วยเซฟชีวิตได้เกือบ 15% และหากนำมาพัฒนาต่อเป็น Guide Rail ราวป้องกันอันตรายริมทางหลวง ในช่วงทางโค้งจะช่วยเซฟชีวิตจากอุบัติเหตุได้มากกว่า 20%”

    'พิพัฒน์' เร่ง ทช.อัดเม็ดเงิน 4.5 หมื่นล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจปี 70

    นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) กล่าวว่า ปัจจุบัน ทช. มีโครงข่ายในความรับผิดชอบทั่วประเทศ จำนวน 3,662 สายทาง ระยะทางรวม 51,295.934 กิโลเมตร สำหรับปีงบประมาณ 2569 ที่ผ่านมา ทช.ได้รับงบประมาณทั้งสิ้น 52,963.2368 ล้านบาท สิ้นปีงบประมาณเบิกจ่ายไปแล้ว จำนวน 48,749.1416 ล้านบาท คิดเป็น 92.04%

    ขณะที่แผนดำเนินงานในปีงบประมาณปี 2570 ทช. ได้รับงบประมาณรวม 45,840.3570 ล้านบาท โดยการดำเนินงาน แบ่งออกเป็น งานก่อสร้างถนนเพื่อยกระดับมาตรฐานชั้นทาง, ถนนเพื่อสนับสนุนเส้นทางรถไฟทางคู่ และถนนสนับสนุนการท่องเที่ยว จำนวน 231 โครงการ ระยะทางรวม 587.442 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีโครงการถนนเพื่อการแก้ไขปัญหาจราจรในปริมณฑลและภูมิภาค และถนนเพื่อเชื่อมต่อระบบขนส่ง และการพัฒนาถนนผังเมือง

    'พิพัฒน์' เร่ง ทช.อัดเม็ดเงิน 4.5 หมื่นล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจปี 70

    ทั้งนี้ ยังมีภารกิจที่ ทช. ได้เดินหน้าอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม คือ โครงการถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thailand Riviera) โดยระยะที่ 1 (สมุทรสงคราม – ประจวบคีรีขันธ์ – ระนอง – ชุมพร) ในส่วนของ ทช. ระยะทางรวม 514.616 กิโลเมตร ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ สำหรับระยะที่ 2 (ชุมพร – สุราษฎร์ธานี – นครศรีธรรมราช – สงขลา) ทช.ได้รับการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2570

    สำหรับการจ้างที่ปรึกษาโครงการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบเชิงหลักการของเส้นทางท่องเที่ยว ในส่วนของ ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) สมุทรปราการ – สมุทรสาคร – สมุทรสงคราม ระยะทางรวม 83 กิโลเมตรนั้น ได้ทำการสำรวจออกแบบ/จัดทำรายงาน EIA แล้วเสร็จ

    ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้าง และระยะที่ 3 (ช่วงที่ 2) เพชรบุรี – ประจวบคีรีขันธ์ (ตะนาวศรีคีรีพัฒน์) ระยะทางรวม 350 กิโลเมตร ได้ทำการสำรวจออกแบบ และผ่านการพิจารณาเล่มรายงาน EIA แล้ว โดยขณะนี้ ทช. ได้เริ่มเข้าพื้นที่ดำเนินการก่อสร้างแล้ว จำนวน 2 โครงการ รวมระยะทางราว 81 กิโลเมตร

    สำหรับ ระยะที่ 4 (สงขลา – ปัตตานี – นราธิวาส) ในส่วนของ ทช. ระยะทางรวม 155.680 กิโลเมตร ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569 และระยะที่ 5 เลียบชายฝั่งทะเลอันดามัน (ระนอง – พังงา – ภูเก็ต – กระบี่ – ตรัง – สตูล) ในส่วนของ ทช. ระยะทางรวม 600.268 กิโลเมตร ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1255728&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hRj9OuMvTlIVQNlIxsCiO

  • จับตาโจทย์ใหญ่ธุรกิจไทย เร่งสร้าง New Growth Engine รับโลกเปลี่ยน

    จับตาโจทย์ใหญ่ธุรกิจไทย เร่งสร้าง New Growth Engine รับโลกเปลี่ยน

    เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และกติกาการค้าที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ภาคธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยโจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่การลดต้นทุนหรือเพิ่มประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว แต่คือ การสร้างมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดจุดแข็งของประเทศ และพัฒนาขีดความสามารถใหม่ เพื่อคว้าโอกาสจากเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

    จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้ง บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวในงาน Thailand Economic Outlook 2027: New Horizon Beyond the trap จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” หัวข้อ ธุรกิจไทยบนโลกใบใหม่ The Next Chapter of Thai Business ณ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ว่า เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันกำลังอยู่ในภาวะ K-Shaped Economy หรือการฟื้นตัวที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มเศรษฐกิจ โดยเศรษฐกิจโลกเติบโตเฉลี่ยประมาณ 3.3% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่เคยอยู่ราว 3.7-3.8% แม้จะฟื้นตัวจากปีก่อนที่เติบโตเพียง 2.2%

    อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศอย่างเท่าเทียมกัน เนื่องจากกลุ่ม New Economy ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสามารถเติบโตได้สูงกว่าค่าเฉลี่ย ขณะที่เศรษฐกิจดั้งเดิมหรือ Old Economy ยังคงเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และการเติบโตที่ชะลอตัวลง โดยธุรกิจจำนวนมากของไทยยังอยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจเดิม

    ขณะที่กลุ่มเศรษฐกิจขาขึ้นได้รับแรงหนุนจากเทคโนโลยีใหม่ และธุรกิจแห่งอนาคต เช่น AI เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ โลกเสมือน บล็อกเชน และสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นกลุ่มที่สามารถดึงดูดเงินลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจแบบดั้งเดิมที่เน้นการผลิต และแข่งขันด้วยต้นทุน กำลังเผชิญกับความท้าทาย และข้อจำกัดมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับการเลือกผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำ และมีประสิทธิภาพสูงสุด ไปสู่การสร้างความยืดหยุ่น และลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน โดยประเทศต่างๆ จะไม่ได้เลือกคู่ค้าจากราคาที่ถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่จะให้ความสำคัญกับคู่ค้าที่มีความน่าเชื่อถือ และสามารถสร้างความมั่นคงในระยะยาว

    โดยแนวโน้มดังกล่าวจะทำให้ประเทศต่างๆ กระจายความเสี่ยงด้วยการเพิ่มจำนวนคู่ค้า ขณะเดียวกันมุ่งสร้างความสัมพันธ์กับคู่ค้าหลักในเชิงลึก และมองหาโอกาสใหม่จากตลาดภายในประเทศหรือภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศหันมาใช้นโยบายปกป้องตลาดภายในมากขึ้น

    สำหรับประเทศไทย หากยังคงแข่งขันด้วยจุดขาย “ราคาถูก และคุณภาพดี” จะเป็นเรื่องยากที่จะเอาชนะประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างจีน ดังนั้นไทยควรเปลี่ยนจุดยืนจากการแข่งขันด้านต้นทุนไปสู่การเป็นประเทศที่มีความน่าเชื่อถือสูง เพื่อให้ไทยกลายเป็นตัวเลือกสำคัญของประเทศต่างๆ ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงด้านการค้า และการลงทุน

    ทั้งนี้จุดแข็งของไทยมาจากความสามารถทำธุรกิจกับหลายฝ่ายได้โดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้างมหาอำนาจ และมีจุดเด่นด้านการบริการ การต้อนรับ และความคุ้มค่าระหว่างราคา และคุณภาพ จึงสามารถใช้ “Trust” เป็นจุดขายของประเทศ โดยการสร้างความเชื่อมั่นดังกล่าวจำเป็นต้องมาพร้อมกับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส เสถียรภาพ และความต่อเนื่องของนโยบาย รวมถึงการผลักดันให้อาเซียนมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น

    ขณะเดียวกัน AI กำลังกลายเป็นการเปลี่ยนผ่านทางแพลตฟอร์มครั้งสำคัญ เทียบเท่ากับการเข้ามาของคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ตในอดีต โดยในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ทุกอุตสาหกรรม และทุกอาชีพจะต้องนำ AI มาใช้ในการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ องค์กรที่สามารถนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพจะสามารถสร้างผลผลิตได้มากขึ้นโดยใช้ทรัพยากร และบุคลากรน้อยลง

    โดยเทคโนโลยีดังกล่าวยังจะขยายจาก AI บนหน้าจอไปสู่ Physical AI และ AI Agent ซึ่งสามารถทำงานอัตโนมัติได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงสื่อสาร และทำธุรกรรมกับ AI อื่นได้ ขณะที่ 3D Printing จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบห่วงโซ่อุปทาน โดยในอนาคตชิ้นส่วนบางประเภทไม่จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่สามารถส่ง Digital File และผลิตในพื้นที่ใกล้เคียงได้ทันที ช่วยลดระยะเวลา และต้นทุนด้านโลจิสติกส์

    ทั้งนี้ ในอนาคตมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจึงมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่กับผู้ถือครองทุน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจ และนักลงทุนจำเป็นต้องปรับตัวจากการพึ่งพารายได้จากแรงงานไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ และเทคโนโลยีที่สร้าง Capital Income ขณะที่ภาครัฐต้องเตรียมระบบภาษี และสวัสดิการให้รองรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ รวมถึงพิจารณาการจัดตั้ง Sovereign Wealth Fund เพื่อให้ประเทศสามารถได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ และเทคโนโลยีระดับโลก

    สำหรับไทยการแข่งขันด้านเทคโนโลยีไม่จำเป็นต้องมุ่งไปทุกระดับ เนื่องจากโครงสร้างประชากรของไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามมีประชากรอายุน้อยกว่า และมีศักยภาพในการผลิตบุคลากรด้านเทคโนโลยีจำนวนมาก ไทยจึงควรเลือกสนามที่ตัวเองมีความได้เปรียบ แทนที่จะพยายามแข่งขันในทุกอุตสาหกรรม

    โดยจุดแข็งที่ควรนำมาต่อยอด ได้แก่ การบริการ และการต้อนรับ สุขภาพ การแพทย์ Wellness อาหาร และทรัพยากรชีวภาพ โดยเฉพาะแนวโน้ม Global Aging ที่ประชากรทั่วโลกกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้เกิดความต้องการบริการด้านสุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งไทยสามารถนำจุดแข็งด้าน Hospitality มาผสมผสานกับบริการทางการแพทย์ และ Wellness เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้มีกำลังซื้อจากทั่วโลก

    นอกจากนี้ ไทยควรยกระดับจากการส่งออกวัตถุดิบไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุตสาหกรรม โดยใช้ทรัพยากรชีวภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ ข้อมูล Genomics และ Microbiome มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ขณะที่ตลาดจีนยังเป็นโอกาสสำคัญ เนื่องจากชนชั้นกลาง และกลุ่มผู้มีฐานะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 10 ปีข้างหน้า ทำให้เกิดความต้องการสินค้า และบริการที่มีคุณภาพ และมีเอกลักษณ์

    ขณะที่ผู้ประกอบการไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วย Mass Production แต่สามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ การสร้างแบรนด์ และเอกลักษณ์ของสินค้าเป็นจุดขาย เพื่อเจาะตลาดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ของจีน

    นอกจากนี้อีกปัจจัยสำคัญการรวมตัวของอาเซียน ซึ่งมีแนวโน้มเชื่อมโยงการเคลื่อนย้ายคน สินค้า บริการ และระบบชำระเงินเข้าด้วยกันมากขึ้น โดยคาดว่าจะมีเงินลงทุนไหลเข้าสู่ภูมิภาคจำนวนมหาศาล และเปลี่ยนจากการลงทุนแบบ Traditional FDI ไปสู่ Digital FDI มากขึ้น

    ขณะที่ภาครัฐต้องปรับรูปแบบนโยบายดึงดูดการลงทุนจากมาตรฐานเดียวไปสู่ Customized Policy พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อแข่งขันดึงดูดเงินทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงใช้มาตรการดึงดูด Talent จากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มการถ่ายทอดองค์ความรู้ และยกระดับทักษะของแรงงานไทย

    ขณะเดียวกัน รัฐควรให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมากกว่าการใช้งบประมาณเพื่อการแจกจ่าย เนื่องจากเศรษฐกิจยุคใหม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การประมวลผล คลาวด์ และระบบดิจิทัลที่เพียงพอ หากไทยไม่สามารถลงทุนเองได้ทั้งหมด จำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดึง Digital FDI เข้ามาในประเทศ

    นอกจากนี้ทักษะสำคัญที่ภาคเอกชนต้องการไม่ใช่เพียงความรู้ด้าน AI แต่ความสามารถในการนำ AI ไปใช้งานจริง หรือ Agency เพื่อเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นผลิตภัณฑ์ และบริการที่สร้างมูลค่า ขณะที่มหาวิทยาลัยต้องปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และห่วงโซ่มูลค่าใหม่

    อย่างไรก็ดี ทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจึงไม่ได้อยู่ที่การพยายามแข่งขันในทุกสนาม แต่เป็นการเลือกใช้จุดแข็งของประเทศให้ถูกที่ พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มขีดความสามารถ โดยมี “Trust” เป็นฐานสร้างความเชื่อมั่น และ “Tech” เป็นเครื่องมือสร้างผลิตภาพ และ New S-Curve เพื่อให้ไทยสามารถดึงดูดเงินทุน Talent และโอกาสทางเศรษฐกิจจากโลกยุคใหม่ได้มากขึ้น

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า สมการธุรกิจในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนจากกรอบ 3P ได้แก่ Profit, People และ Planet ไปสู่ 4P โดยมี Peace หรือสันติภาพเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ เนื่องจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม และความไม่ไว้วางใจระหว่างประเทศ กลายเป็นปัจจัยที่สามารถกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน เงินลงทุน และการดำเนินธุรกิจได้โดยตรง
    โดยในอดีตภาคธุรกิจสามารถมุ่งเน้นการค้าระหว่างประเทศ และการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน แต่บริบทปัจจุบันเปลี่ยนไป เพราะแม้องค์กรจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หากเดินไปผิดทิศทางก็ไม่สามารถสร้างการเติบโตได้ ดังนั้นโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การทำสิ่งเดิมให้ดีขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้าง Mindset ที่สามารถเข้าใจบริบทใหม่ และปรับตัวได้รวดเร็ว

    ทั้งนี้หนึ่งในกับดักสำคัญของไทยคือ ช่องว่างด้านขีดความสามารถ โดยประเทศไทยมีความสามารถในการเขียนแผนจำนวนมาก แต่ยังขาดศักยภาพในการนำแผนไปสู่การปฏิบัติจริง แม้หลายองค์กรจะพยายามสร้าง New Growth Engine มานาน 3-4 ปี แต่ยังไม่สามารถสร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมาได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากขาดบุคลากร เทคโนโลยี และระบบภายในที่เอื้อต่อการทดลอง และสร้างสิ่งใหม่

    ขณะเดียวกัน การเข้ามาของ AI และเทคโนโลยีทำให้ความรู้ และความเชี่ยวชาญที่เคยเป็นข้อได้เปรียบขององค์กรสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ความแตกต่างจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใคร “รู้มากกว่า” แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถสร้างขีดความสามารถในการนำความรู้เหล่านั้นไปใช้ให้เกิดมูลค่าได้จริง หากธุรกิจไม่สามารถสร้างความแตกต่าง และคุณค่าของตัวเองได้ ก็มีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่กับดักของการทำสิ่งที่เหมือนกันมากขึ้น

    โดยประเด็นดังกล่าวยังสะท้อนผ่านพฤติกรรมของประเทศไทยที่มักเลือกเป็น “ผู้ซื้อ” เทคโนโลยี เนื่องจากมองว่าเป็นทางเลือกที่มีความเสี่ยงต่ำในระยะสั้น แต่ในระยะยาวกลับทำให้ประเทศไม่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น กรณี Data Center หากไทยทำหน้าที่เพียงจัดหาพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐาน และกฎหมายรองรับ แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในเทคโนโลยีหรือบริการที่อยู่ในห่วงโซ่มูลค่าหลัก ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับก็จะมีข้อจำกัด

    ดังนั้น ภาคธุรกิจจำเป็นต้องสร้างขีดความสามารถในการคว้าโอกาสใหม่ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยง และไม่ควรยึดติดกับธุรกิจเดิมเพียงอย่างเดียว โดยต้องสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ขึ้นมาควบคู่กัน และเปิดรับความเปลี่ยนแปลงของตลาด

    ยกตัวอย่างกรณีของ Kodak และ Fujifilm ถือเป็นบทเรียนสำคัญ โดยทั้งสองบริษัทเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แต่ Fujifilm สามารถนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีฟิล์มไปต่อยอดในอุตสาหกรรมอื่น ขณะที่ Kodak ยังคงมุ่งเน้นการเป็นผู้นำในตลาดกล้องดิจิทัล แต่ไม่สามารถปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปใช้โทรศัพท์มือถือในการถ่ายภาพ

    สำหรับประเทศไทย การแข่งขันในอนาคตไม่ควรเน้นการแข่งด้วยปริมาณหรือ Economy of Scale กับประเทศขนาดใหญ่ โดยเฉพาะจีน แต่ต้องหันมาสร้างมูลค่าจากสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น คุณภาพ การบริการ ประสบการณ์ และความผูกพันของแบรนด์ เปลี่ยนจากการส่งออกสินค้าไปสู่การส่งออกคุณค่าในฐานะแบรนด์ โดยเฉพาะในธุรกิจที่ไทยมีศักยภาพ เช่น การแพทย์ และสุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    นอกจากนี้ ไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจากการพึ่งพาตลาดภายในประเทศไปสู่ Global Market Mindset เพราะตลาดไทยที่มีประชากรราว 60-70 ล้านคน แม้ไม่ถือว่าเล็ก แต่ก็ไม่ใหญ่เพียงพอที่จะรองรับการเติบโตในระยะยาว ภาคธุรกิจจึงต้องเริ่มต้นจากคำถามว่า “โลกต้องการอะไร” และไทยสามารถนำจุดแข็งที่มีอยู่ไปสร้างคุณค่าให้กับตลาดโลกได้อย่างไร

    อย่างไรก็ตามในระดับประเทศ สิ่งที่ไทยขาดไม่ใช่ยุทธศาสตร์ แต่เป็นการจัดลำดับความสำคัญ เพราะปัจจุบันมีแนวทางที่ถูกต้องอยู่จำนวนมาก แต่ภายใต้ทรัพยากร และงบประมาณที่จำกัด จำเป็นต้องเลือกให้ได้ว่า จาก 100 เรื่องที่ดี อะไรคือ Top 3 ที่ต้องลงมือทำจริง โดยการลงทุนควรอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชน หรือ PPP และจับคู่ทรัพยากรที่มีอยู่กับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพอย่างเหมาะสม

    ขณะที่บทบาทของภาครัฐภาคจากผู้คอยอำนวยความสะดวก มาเป็นผู้สร้างโอกาสให้ธุรกิจสามารถลงทุน และเติบโตได้จริง พร้อมสนับสนุน SMEs เพื่อสร้างงาน และลดความเหลื่อมล้ำ ขณะเดียวกันควรกระจายการเติบโตทางเศรษฐกิจออกจากกรุงเทพฯ โดยนำจุดแข็ง และทรัพยากรของแต่ละพื้นที่มาพัฒนาให้เกิดมูลค่า และทำให้ผลประโยชน์กลับไปสู่คนในชุมชนอย่างทั่วถึง

    ทั้งนี้ โลกยุคใหม่ไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำเหมือนในอดีต ดังนั้นโจทย์สำคัญของประเทศไทยจึงไม่ใช่การพยายามคาดเดาว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ต้องสร้างความพร้อมว่าไม่ว่าอนาคตจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด ประเทศและภาคธุรกิจจะสามารถคว้าโอกาสได้ทันหรือไม่ โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การพัฒนาคน การศึกษา เทคโนโลยี เงินทุน และระบบองค์กร เพื่อเปลี่ยนต้นทุนเดิมของไทยให้กลายเป็นขีดความสามารถ และมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1255714&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vqNZbC1k9jGvchOQYRwry

  • เปิดโจทย์ OECD ปฏิรูปกฎหมายและระบบยุติธรรมไทย ต้องไปสู่มาตรฐาน “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง”

    เปิดโจทย์ OECD ปฏิรูปกฎหมายและระบบยุติธรรมไทย ต้องไปสู่มาตรฐาน “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง”

    ผลจากงานวิจัยที่ OECD ทำร่วมกับ TIJ เมื่อปี 2565 พบว่า ประเทศไทยมีต้นทุนจากการเกิดอาชญากรรมในหนึ่งปี ทั้งค่าดำเนินการเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ค่าเสียเวลา ค่าเสียโอกาส คิดเป็นเงินถึงปีละ 9.73 แสนล้านบาท หรือ 5.6% ของ GDP ต่างจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่จะมีต้นทุนในส่วนนี้เพียง 2-3 % ต่อปีเท่านั้น … ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่เราต้องปรับปรุงระบบยุติธรรม

    ดร.อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รองผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างระบบยุติธรรมกับระบบเศรษฐกิจ ผ่านข้อมูลการประเมินต้นทุนจากอาชญากรรมและระบบยุติธรรม ที่ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจน

    ดร.อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รองผอ.สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)

    ดร.อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รองผอ.สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)

    ในเวที Common Ground ชวน Talk หัวข้อ “OECD Readiness: เตรียมพร้อมระบบยุติธรรมไทยสู่มาตรฐาน OECD” ซึ่งจัดขึ้นโดย TIJ เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2569 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมแลกเปลี่ยนถึงความพร้อมของประเทศไทย ในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และใช้เป็นแนวทางในการสร้างโอกาสพัฒนาปรับปรุงระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ให้ใกล้เคียงกับมาตรฐาน OECD มากขึ้น ในระหว่างที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในขั้นตอนรับการประเมินจากกลุ่มประเทศ OECD ว่ามีมาตรฐานเพียงพอที่จะรับเข้าเป็นสมาชิกใหม่หรือไม่

    ข้อมูลจากงานวิจัยของ OECD ที่รองผู้อำนวยการ TIJ นำเสนอ สะท้อนว่าปัญหาด้านความยุติธรรมส่งผลกระทบกว้างไกลกว่ากระบวนการพิจารณาคดี

    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงระบบยุติธรรมทำงานได้รวดเร็วเพียงใด หรือปิดคดีได้มากเพียงใด แต่สิ่งที่ OECD ให้ความสำคัญ คือระบบยุติธรรมที่มีมาตรฐานจะต้องพิจารณาว่า … ประชาชนเผชิญปัญหาอะไร เข้าถึงความช่วยเหลือได้หรือไม่ และเมื่อผ่านกระบวนการยุติธรรมแล้ว ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นเพียงใด และนั่นทำให้เราเชื่อมโยงไปหางานวิจัยอีกชิ้นคือ ความต้องการรับบริการความยุติธรรมของประชาชน (Justice Needs Survey) เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่ OECD วางไว้เป็นมาตรฐาน คือ ระบบยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

    แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การ คิดใหม่และออกแบบระบบยุติธรรม โดยเริ่มจากความต้องการของประชาชน (People-centred Justice) แทนการมองเพียงขั้นตอนและผลการดำเนินงานของหน่วยงาน โดย TIJ นำข้อมูลต้นทุนจากอาชญากรรมมาพิจารณา ควบคู่กับการสำรวจความต้องการด้านความยุติธรรม (Justice Needs Survey) และข้อมูลการบริหารงานยุติธรรม เพื่อทำความเข้าใจปัญหา และเส้นทางการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน ก่อนนำไปสู่การออกแบบนโยบายและบริการที่ตอบโจทย์มากขึ้น

    ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย ผอ.ฝ่ายวิเคราะห์ผลกระทบและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางกฎหมาย กองพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

    ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย ผอ.ฝ่ายวิเคราะห์ผลกระทบและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางกฎหมาย กองพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

    ในมิติการปฏิรูปกฎหมาย ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ผลกระทบและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางกฎหมาย กองพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่าการเข้า OECD เป็นโอกาสให้ประเทศไทยก้าวข้ามข้อจำกัดของระบบเดิม โดยเปลี่ยนจากการมุ่งออกกฎหมายไปสู่การประเมินว่ากฎหมายสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อประชาชนจริงหรือไม่

    พร้อมเสนอ 3 แนวทาง ได้แก่ การประเมินผลกระทบด้านความยุติธรรม (Justice Impact Assessment) เพื่อพิจารณาภาระและความเป็นธรรมที่เกิดจากกฎหมาย การเชื่อมต่อบริการยุติธรรมระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่อง และ การปรับระบบช่วยเหลือทางกฎหมายให้เน้นการป้องกันปัญหา ก่อนเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง ซึ่งจะช่วยลดภาระของศาลและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ

    นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผอ.กองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

    นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผอ.กองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

    ขณะที่ น.ส.นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เน้นย้ำว่าการยกระดับมาตรฐาน OECD ต้องครอบคลุมถึงความรับผิดชอบของภาคธุรกิจต่อสิทธิของประชาชน โดยกรมฯ ขับเคลื่อนแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Business Conduct: RBC) ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจตรวจสอบความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่การดำเนินงาน เพื่อป้องกันผลกระทบและจัดให้มีการเยียวยาที่เหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนากลไก National Contact Point (NCP) เพื่อรองรับข้อร้องเรียนและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

    ดร.ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ผอ.กองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สศช.

    ดร.ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ผอ.กองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สศช.

    สำหรับความคืบหน้าของประเทศไทย ดร.ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อธิบายว่า ปัจจุบันไทยอยู่ระหว่างการประเมินทางเทคนิค (Technical Review) ของ OECD ซึ่งครอบคลุมคณะกรรมการ 25 คณะ และเกี่ยวข้องกับหน่วยงานภาครัฐจำนวนมาก โดยมีฐานข้อมูล TH2OECD เชื่อมโยงข้อมูลการดำเนินงานของ 176 หน่วยงาน การเข้าเป็นสมาชิกจึงไม่ใช่เพียงการผ่านกระบวนการประเมิน แต่เป็นโอกาสยกระดับมาตรฐานของประเทศ และเปลี่ยนบทบาทจากผู้ปฏิบัติตาม ไปสู่การมีส่วนร่วมกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศ

    ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ

    ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ

    อย่างไรก็ตาม การยกระดับมาตรฐานของประเทศ จะมีความหมายมากขึ้น หากนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ จึงชวนตั้งคำถามว่า ประเทศไทยจะใช้โอกาสจากการเข้าเป็นสมาชิก OECD สร้างความเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างจากกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ผ่านมาได้อย่างไร โดยเฉพาะการนำแนวทางการเรียนรู้จากประเทศสมาชิก การทบทวนระหว่างประเทศ (Peer Review) และการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์มาปรับใช้

    ซึ่งยังเป็นความท้าทายของไทยที่มีข้อมูลกระจัดกระจายและขาดความต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการจัดเก็บ แลกเปลี่ยน และใช้ประโยชน์จากข้อมูลให้มากขึ้น

    สิ่งที่คาดหวังจึงไม่ใช่เพียงการได้เป็นสมาชิก OECD แต่คือการใช้กระบวนการนี้ เป็นโอกาสในการปรับวิธีคิดและวิธีทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง สร้างระบบยุติธรรมที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างแท้จริง

    อ่านข่าว :

    บช.ก. ยันส่งสำนวนโกงสอบท้องถิ่นถึง ป.ป.ช. ทันกรอบ 30 วัน

    กรมชลฯ ลดระบายเขื่อนเจ้าพระยา เหลือ 2,200 ลบ.ม./วินาที เริ่มเที่ยงวันนี้

    สทนช.เฝ้าระวัง 7 จังหวัดเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำล้นตลิ่ง ช่วงวันที่ 10-12 ต.ค.นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/568021&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XmfWq3pyDKoWpNW43M_xG

  • เซเว่นฯ ชู “เจง่าย สะดวก อิ่มไว” ร่วมพาณิชย์หนุน “ไทยช่วยไทย อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม” เพิ่มทางเลือกอาหารเจใกล้ตัว ร่วมส่งเสริมผู้ประกอบการและเศรษฐกิจช่วงเทศกาลกินเจ 2569 – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    เซเว่นฯ ชู “เจง่าย สะดวก อิ่มไว” ร่วมพาณิชย์หนุน “ไทยช่วยไทย อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม” เพิ่มทางเลือกอาหารเจใกล้ตัว ร่วมส่งเสริมผู้ประกอบการและเศรษฐกิจช่วงเทศกาลกินเจ 2569 – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    เทศกาลกินเจเป็นช่วงเวลาแห่งการตั้งใจทำความดี และการเลือกอาหารที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ร่วมเติมความสะดวกให้ผู้ถือศีลกินเจ ด้วยการนำอาหารและเครื่องดื่มเจหลากหลายมาร่วมงาน “ไทยช่วยไทย อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม เทศกาลกินเจ 2569” จัดโดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ณ ตลาดยิ่งเจริญ กรุงเทพมหานคร พร้อมร่วมกับภาคค้าปลีกส่งเสริมการบริโภคอาหารเจและสนับสนุนผู้ประกอบการในช่วงเทศกาล

    ภายในงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธี และเยี่ยมชมบูธของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ร่วมส่งเสริมเทศกาลกินเจ โดยมีนายโตมร จันทรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับในโอกาสเยี่ยมชมบูธเซเว่น อีเลฟเว่น

    เซเว่น อีเลฟเว่น นำเสนอแนวคิด “เจง่าย สะดวก อิ่มไว” ผ่านอาหารและเครื่องดื่มเจที่หลากหลาย เพื่อให้ทั้งผู้ที่ถือศีลกินเจเป็นประจำและผู้ที่เริ่มต้นกินเจสามารถเลือกเมนูให้เข้ากับชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีความต้องการและไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน ให้ความตั้งใจในการกินเจเดินไปพร้อมกับความสะดวกในทุกวัน

    นอกจากการแนะนำทางเลือกอาหารเจ ภายในงานยังมีกิจกรรมสร้างสีสัน พร้อมโซนจัดแสดงสินค้าและวัตถุดิบอาหารเจจากผู้ประกอบการที่ร่วมงาน เปิดโอกาสให้ประชาชนได้รู้จักและเลือกซื้อสินค้าที่หลากหลาย พร้อมร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการในช่วงเทศกาล

    การร่วมงานครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจของซีพี ออลล์ และเซเว่น อีเลฟเว่น ในการเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและเทศกาลสำคัญของชุมชน โดยเชื่อมความสะดวกในการเข้าถึงอาหารเจคุณภาพกับการร่วมส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยและกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เทศกาลกินเจ 2569 เป็นช่วงเวลาแห่งความอิ่มอร่อย อิ่มบุญ และการส่งต่อโอกาสไปด้วยกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cpall.co.th/news/jay-made-easy-at-7eleven/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uD2GMe_2DyH6_oDc1t5j6

  • เยอรมนีปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2569 สู่ 1.3% รับส่งออก-ภาครัฐโตเกินคาด : อินโฟเควสท์

    เยอรมนีปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2569 สู่ 1.3% รับส่งออก-ภาครัฐโตเกินคาด : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลเยอรมนีปรับขึ้นคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 สู่ระดับ 1.3% จากเดิมที่ 0.5% โดยระบุถึงความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาด แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

    คาเทอรินา ไรเช่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจเยอรมนี ระบุในรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจประจำฤดูใบไม้ร่วงว่า เศรษฐกิจของเยอรมนี ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป คาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกและการใช้จ่ายของภาครัฐ

    ไรเช่กล่าวว่า เศรษฐกิจเยอรมนีขยายตัวได้ดีเกินคาดในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แม้จะได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น โดยได้รับแรงดันสำคัญจากการส่งออกและการบริโภคของภาครัฐ

    อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังคงมีความไม่เท่าเทียม โดยการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มซบเซาต่อเนื่อง เนื่องจากเงินเฟ้อที่พุ่งสูงตามราคาพลังงานได้เข้ากัดกร่อนกำลังซื้อของประชาชน ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตที่ยังอยู่ในระดับต่ำและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงเป็นปัจจัยกดดันการลงทุนภาคเอกชน

    สำหรับแนวโน้มระยะยาว รัฐบาลประเมินว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเหลือ 1.1% ในปี 2570 และลดลงสู่ระดับ 0.6% ในปี 2571

    พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังเตือนว่าทิศทางเศรษฐกิจจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลางและยูเครนเป็นสำคัญ โดยหากความขัดแย้งยุติลงได้อย่างยั่งยืน จะช่วยฉุดราคาพลังงานให้ลดลงและเป็นปัจจัยเร่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ก็จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/661613&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0k9_NSl6RkKp_Bismh7IX_

  • เอกนิติเปิดใจสื่อนอก ชูลงทุนเทคโนโลยี กุญแจฟื้นเศรษฐกิจไทย | เดลินิวส์

    เอกนิติเปิดใจสื่อนอก ชูลงทุนเทคโนโลยี กุญแจฟื้นเศรษฐกิจไทย | เดลินิวส์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.กระทรวงการคลังของไทย กำลังผลักดันนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่เติบโตอย่างเชื่องช้ามาหลายปี ขณะที่กรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( ไอเอ็มเอฟ ) และธนาคารโลก ( เวิลด์แบงก์ )

    นายเอกนิติกล่าวว่า สมัยที่ยังเป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในสหรัฐ เมื่อปี 2540 เขาได้เห็นประเทศไทยประกาศลดค่าเงินบาท ซึ่งเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่วิกฤตการณ์การเงินเอเชียในเวลาต่อมา โดยในครั้งนั้น เงินกู้จากไอเอ็มเอฟและมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลายด้านช่วยให้ไทยค่อย ๆ ฟื้นตัวจากวิกฤติได้

    เกือบ 30 ปีผ่านไป ไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ นั่นคือการหาทางหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำอย่างต่อเนื่อง นายเอกนิติกล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับรอยเตอร์สว่า หลังวิกฤติการเงิน สัดส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( จีดีพี ) ของไทยลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 22-23% ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจอ่อนแอลง

    นายเอกนิติยืนยันว่า นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง เขาได้กำหนดให้การผลักดันนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการลงทุนเป็นวาระสำคัญอันดับต้น ๆ ของรัฐบาล

    นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟ เตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ และความเสี่ยงจากกระแสการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ( เอไอ ) ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ไทยต้องรับมือ ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยกำลังเข้าใกล้เพดานที่รัฐบาลกำหนดไว้ 70%

    ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เติบโตเฉลี่ยเพียง 2.34% ต่อปี ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่งที่ฟื้นตัวจากการระบาดของโรคโควิด-19 ได้รวดเร็วกว่า

    เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา นายเอกนิติเปิดเผยแผนผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตแตะ 3% ภายในสามปี ด้วยการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล และการผลิตขั้นสูง รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้า

    ขณะเดียวกัน ไทยซึ่งเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิ กำลังลงทุนในพลังงานหมุนเวียนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเหล่านี้ ซึ่งต้องใช้พลังงานในปริมาณมาก อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินอย่างระมัดระวังมากกว่า โดยมองว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไทยมีศักยภาพทำได้อยู่ที่ 2.7% และอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยสี่ปีจึงจะไปถึงระดับดังกล่าว

    แม้ยังเผชิญกับอุปสรรคทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่น เมื่อเทียบกับสถานการณ์เมื่อปี 2540

    บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือฟิตช์ เรตติงส์ ระบุเมื่อเดือนก.ย. ว่า เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับแรงกระแทกจากราคาพลังงานโลกได้ดีกว่าที่คาด แรงกดดันด้านเงินฝืดลดลง และความแน่นอนด้านนโยบายปรับตัวดีขึ้นหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนก.พ. 2569 โดยฟิตช์ เรตติงส์ ปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือของไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ”

    นายอนูป ซิงห์ อดีตหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ไอเอ็มเอฟ ซึ่งดูแลภารกิจในไทยช่วงวิกฤติการเงินปี 2540 กล่าวว่า การกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายชวน หลีกภัยในเวลานั้น ช่วยให้รัฐบาลมีความเป็นเจ้าของและความมุ่งมั่นทางการเมืองในการดำเนินมาตรการปฏิรูป ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    เขากล่าวว่า ไอเอ็มเอฟมีหน้าที่ทำความเข้าใจปัญหาและเสนอแนะแนวทางแก่รัฐบาล แต่การตัดสินใจและลงมือปฏิบัติเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลเอง ดังนั้น ความมุ่งมั่นทางการเมืองจึงมีความสำคัญที่สุด

    แม้ไทยเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และการรัฐประหาร รวมถึงการชุมนุมประท้วงที่รุนแรงในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีในเดือนก.พ. ปีนี้ ช่วยให้สถานการณ์การเมืองเข้าสู่ช่วงที่สงบลงในระดับหนึ่ง และบรรเทาแรงกดดันต่อเศรษฐกิจที่ยังซบเซา

    หลังชัยชนะในการเลือกตั้ง นักวิเคราะห์ชื่นชมการจัดตั้งรัฐบาลผสมวงกว้างอย่างรวดเร็วของนายอนุทิน รวมถึงการสนับสนุนบุคลากรด้านเศรษฐกิจอย่างนายเอกนิติ แต่ยังตั้งคำถามว่ารัฐบาลจะมีความมุ่งมั่นมากเพียงใดในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ

    นายเอกนิติย้ำถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน ปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า ส่งเสริมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และศูนย์ข้อมูล ตลอดจนพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

    ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความตึงเครียดทางการค้าที่เพิ่มขึ้น นายเอกนิติยังต้องการนำเสนอไทยในฐานะจุดหมายการลงทุนที่เป็นกลางและปลอดภัย โดยเตรียมผลักดันแนวคิดดังกล่าวในการประชุมไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก พร้อมระบุว่า ในโลกที่เศรษฐกิจแตกแยกออกเป็นหลายขั้ว ไทยสามารถทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงเศรษฐกิจที่แตกแยกเหล่านั้น และเป็นหุ้นส่วนที่ประเทศต่าง ๆ ไว้วางใจได้.

    ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : REUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6261606/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vSRKLJQKyDGTv3PN_gg0b