Blog

  • ทำไม ‘สหรัฐ’ เปิดศึก 3 ด้าน ‘อิหร่าน-แคนาดา-จีน’  ทรัมป์กำลังคิดอะไรอยู่?

    ทำไม ‘สหรัฐ’ เปิดศึก 3 ด้าน ‘อิหร่าน-แคนาดา-จีน’  ทรัมป์กำลังคิดอะไรอยู่?

    ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ไปทั่วระบบการค้า และการเมืองโลก ด้วยการใช้ “อำนาจทางเศรษฐกิจ” ขนาดของตลาดในประเทศสหรัฐมาเป็นเครื่องมือกดดัน 3 แนวรบ ได้แก่ อิหร่าน, พันธมิตรบ้านใกล้เรือนเคียงอย่าง แคนาดา และมหาอำนาจคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์อย่างจีน

    การเปิดศึกหลายด้านพร้อมกันนี้สะท้อนถึงการนำ “อำนาจทางเศรษฐกิจ” โดยมีเป้าหมายเพื่อบังคับให้ทั้งพันธมิตร และคู่แข่งต้องยอมจำนน ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างมองว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการใช้กำลังทหารไปสู่การใช้ “เริ่มเศรษฐกิจเป็นอาวุธ”

    สตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษาระดับสูงคนสนิทของทรัมป์ เคยอธิบายทฤษฎีนี้ไว้ว่า โลกแห่งความเป็นจริงนั้น “ถูกปกครองด้วยกฎเหล็กแห่งความแข็งแกร่ง กำลัง และอำนาจ”

    ‘สหรัฐ’ เปิดฉาก Economic D-Day ขีดเส้นตายอิหร่าน

    ในสมรภูมิตะวันออกกลาง การเผชิญหน้าทางทหารระหว่างสหรัฐ และอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 เดือน โดยที่ทรัมป์ยังไม่สามารถปิดฉากความขัดแย้งได้ นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่สงครามทางเศรษฐกิจแบบเต็มรูปแบบ

    “สกอตต์ เบสเซนต์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ได้แถลงเปิดตัวปฏิบัติการ กดดันทางเศรษฐกิจระลอกใหม่ภายใต้ชื่อ “Operation Economic Outcast” หรือที่เปรียบเป็น “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” (Economic D-Day) เพื่อมุ่งเป้าตัดท่อน้ำเลี้ยง และทำลายแหล่งรายได้ทั้งหมดของรัฐบาลเตหะราน ครอบคลุมไปถึงการขู่ลงโทษคู่ค้า และสถาบันการเงินทั่วโลกที่ยังคงทำธุรกิจกับอิหร่าน

    “นี่คือ การรุกรานทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่อการเชื่อมโยงทางการเงินของอิหร่านทั่วโลก เพื่อขันเกลียว และปิดกั้นทุกแหล่งรายได้… อเมริกาไม่ได้เพียงแค่บริหารจัดการภัยคุกคามจากอิหร่านอีกต่อไป แต่เรากำลังจะยุติมัน” เบสเซนต์ ระบุ

    พร้อมทั้งส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า อิหร่านกำลังเผชิญทางเลือกเพียง 2 ทาง คือ การถูกตัดขาดจากโลกอย่างสมบูรณ์ หรือการยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก

    คลังสหรัฐได้กำหนดเป้าหมายคว่ำบาตรใน 5 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล, เทคโนโลยี, ทองคำ, การบิน และการขนส่งทางเรือ รวมถึงขึ้นบัญชีดำต่อบุคคล นิติบุคคล และเรือขนส่งสินค้าเกือบ 60 รายการ

    อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอิหร่านปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อแรงกดดันดังกล่าว อาลี มาดานิซาเดห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของอิหร่าน แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐว่า “รัฐบาลเตรียมพร้อม และมีแผนระยะเวลา 2 ปีในการบริหารจัดการสถานการณ์เหล่านี้ ศัตรูพยายามเปิดฉากการโจมตีแบบก่อการร้ายทางเศรษฐกิจใส่เรา แต่เราก็มีเครื่องมือของเราเอง และรู้ว่าจะเล่นเกมนี้อย่างไร”

    เครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่อิหร่านใช้ในการตอบโต้คือ การปิดล้อม “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นทางผ่านของน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติถึง 1 ใน 5 ของโลก

    การปิดกั้นช่องแคบนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ดีดตัวสูงขึ้นถึง 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนโยบายค่าครองชีพของสหรัฐ ที่อาจกระทบคะแนนเสียงการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย.

    เดวิด อ็อกซ์ลีย์ นักเศรษฐศาสตร์จากแคปิตอลอีโคโนมิกส์ มองการประกาศวันดีเดย์ทางเศรษฐกิจนี้อาจส่งผลในระยะสั้นจำกัด เนื่องจากน้ำมันของอิหร่านเกือบทั้งหมดมุ่งหน้าสู่จีนซึ่งไม่เคยยอมสยบต่อคำขู่ของสหรัฐ

    ‘ทรัมป์’ เปิดศึกแคนาดาบี้ ‘รัฐที่ 51’

    ความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างสหรัฐและแคนาดา ต้องเผชิญจุดแตกหัก เมื่อการเจรจาการค้าล้มเหลวลงอย่างกะทันหัน ส่งผลให้รัฐบาลวอชิงตันบังคับใช้ภาษีนำเข้า 50% ต่อสินค้าแคนาดามูลค่ากว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยครอบคลุมตั้งแต่ไม้ฮอกกี้ ปูนซีเมนต์ ไปจนถึงสินค้าเกษตร

    ตามการรายงานของเอพีนิวส์ระบุว่า ครั้งนี้ทรัมป์ใช้อำนาจตามมาตรา 338 ซึ่งไม่เคยมีใครนำมาใช้ตั้งกำแพงภาษีมาก่อน พร้อมทั้งโพสต์ข้อความโจมตีบนโซเชียลมีเดียว่า แคนาดาเอาเปรียบและต้องการสิทธิประโยชน์เหมือนเป็นรัฐหนึ่งของสหรัฐ และขู่จะขึ้นภาษีรถยนต์และเหล็กเป็น 50% ในปี 2570 และสหรัฐยังพยายามจำกัดสิทธิ์ของแคนาดาในการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศที่สามด้วย

    ท่าทีดังกล่าวทำให้เกิดแรงต้านอย่างรุนแรงในแคนาดา โดยนายกรัฐมนตรี “มาร์ก คาร์นีย์” ประกาศมาตรการตอบโต้แบบ “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” ในวันที่ 8 ก.ย. พุ่งเป้าไปที่สินค้าเหล็ก ผลิตภัณฑ์นม และเครื่องใช้ไฟฟ้าของสหรัฐ

    คาร์นีย์ประกาศกร้าวว่า “เราจะไม่ยอมให้ประเทศใดมากำหนดอนาคตของเรา” พร้อมทั้งนิยามพฤติกรรมของทรัมป์ว่าเป็นการใช้ “การรวมตัวกันทางเศรษฐกิจมาเป็นอาวุธ” และเปรียบเทียบว่าแคนาดากำลังเผชิญหน้ากับ “สงครามทางการค้า” หลังจากถูกโจมตีฝ่ายเดียว

    ขณะที่ ดั๊ก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนแทริโอ ประกาศพร้อมตัดการส่งออกไฟฟ้าและแร่ธาตุสำคัญไปยังสหรัฐ ซึ่งกระแสความไม่พอใจทวีความรุนแรงขึ้นหลังรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ กล่าวเหน็บแนมทำนองว่าแคนาดาเป็นเพียงรัฐหนึ่งของสหรัฐส่งผลให้เกิดความกังวลว่าสงครามภาษีครั้งนี้จะย้อนกลับมาทำร้ายห่วงโซ่อุปทานและเพิ่มภาระค่าครองชีพให้แก่ผู้บริโภคชาวอเมริกันเองในที่สุด

    สหรัฐถ่วงสมดุล ‘จีน’

    ในขณะที่สหรัฐแสดงท่าทีก้าวร้าวและพร้อมแตกหักกับแคนาดา ท่าทีของฝ่ายบริหารทรัมป์ต่อ “จีน” เป็นคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุด กลับมีความระมัดระวังมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

    ล่าสุดบลูมเบิร์กรายงานว่าสหรัฐกำลังพิจารณาตั้งกำแพงภาษี 7.5% ต่อสินค้าจีน จากข้อกล่าวหาเรื่องกำลังการผลิตล้นตลาด ภายใต้มาตรา 301 ซึ่งจะทำให้อัตราภาษีรวมในยุคของทรัมป์อยู่ในระดับประมาณ 20% ซึ่งสอดคล้องกับข้อตกลงพักรบชั่วคราว ก่อนการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง”

    เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐชี้แจงว่าการสอบสวนเรื่องกำลังการผลิตล้นตลาดมีความซับซ้อนในเชิงกฎหมาย ท่ามกลางความพยายามของวอชิงตันที่จะไม่ทำลายบรรยากาศก่อนการพบกันของสองผู้นำ

    นอกจากนี้ ในประเด็นการคว่ำบาตรการค้าน้ำมันของอิหร่าน กระทรวงการคลังสหรัฐยังคงชะลอการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรรอบสอง ขนาดใหญ่ของจีน ซึ่งเบสเซนต์รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ให้เหตุผลอย่างเปิดเผยว่า “เรากำลังให้โอกาสทุกคนในการแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง ทำไมผมจะต้องอยากไประเบิดระบบการเงินโลกด้วยล่ะ?”

    สิ่งที่ทำให้จีนมีสถานะเป็น “ผู้มีพาวเวอร์” ในการเจรจาคือขีดความสามารถในการตอบโต้ กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์จีนเตือนว่าการกดดันฝ่ายเดียวไม่ได้ผล และจีนมีเครื่องมือตอบโต้สำคัญอย่างการคุมการส่งออก “แร่หายาก “ และชิ้นส่วนโดรน ซึ่งเป็นหัวใจของความมั่นคงและเทคโนโลยีสหรัฐ

    ‘ทรัมป์’ กำลังคิดอะไรอยู่?

    ทรัมป์และกลุ่มที่ปรึกษาเชื่อว่าความมั่งคั่งและขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าของสหรัฐฯ จะสามารถบีบให้ประเทศอื่นๆ ยอมจำนนและปฏิบัติกระทำตามเงื่อนไขของตนเองเพื่อความอยู่รอด และการกดดันทางเศรษฐกิจอย่างสุดโต่งจะนำไปสู่ความสำเร็จ 2 ประการคือ การบีบให้แคนาดายอมลงนามในข้อตกลงการค้าที่สหรัฐได้เปรียบฝ่ายเดียว และการสร้างความระส่ำระสายจนนำไปสู่การล่มสลายของระบอบการปกครองในอิหร่าน

    อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่ายุทธศาสตร์ของทรัมป์กำลังเผชิญกับการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดเนื่องจากเขามองข้ามปัจจัยสำคัญไป 3 ข้อ

    ข้อแรกคือ พฤติกรรมยอมถอย ทรัมป์มักยอมถอยเมื่อผลกระทบย้อนกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งปัญหาราคาน้ำมัน อาหารแพง และความผันผวนในตลาดพันธบัตร ซึ่งกระทบต่อฐานเสียงการเมือ

    ถัดมาคือ ขาดความร่วมมือในโลกหลายขั้ว มาตรการคว่ำบาตรจะสำเร็จได้ต้องอาศัยแนวร่วมสากล แต่การเปิดศึกกับมิตรแท้อย่างแคนาดาทำให้สหรัฐสูญเสียแรงหนุนในการกดดันอิหร่าน

    สุดท้ายคือ แรงต้านเพื่อปกป้องอธิปไตย การข่มขู่บีบบังคับไม่ได้ทำให้คู่กรณีศิโรราบ แต่กลับปลุกกระแสรักชาติให้ทั้งแคนาดาและอิหร่านยอมแลกทุกราคาเพื่อสู้กลับจนกลายเป็นทางตันของสหรัฐ

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1249071&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LrgsRpXdae3709KiaLuXR

  • “รองนายกฯ เอกนิติ” ยัน พ.ร.ก.กู้เงินพลังงานจำเป็นต่อความมั่นคงเศรษฐกิจ ย้ำรัฐบาลไม่ตีเช็คเปล่า กู้ตามใช้จริง คุมหนี้ โปร่งใส วินัยคลังยังแข็งแรง – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “รองนายกฯ เอกนิติ” ยัน พ.ร.ก.กู้เงินพลังงานจำเป็นต่อความมั่นคงเศรษฐกิจ ย้ำรัฐบาลไม่ตีเช็คเปล่า กู้ตามใช้จริง คุมหนี้ โปร่งใส วินัยคลังยังแข็งแรง – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/119042&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dBw3xsHtYW1DBUCNE6Z4z

  • “กรณ์” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แก้เศรษฐกิจชั่ววูบ

    “กรณ์” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แก้เศรษฐกิจชั่ววูบ

    วันนี้ (26 ส.ค.2569) นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเนื้อหาสาระ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท สาระสำคัญว่า เป็นหน้าที่ของสภาฯ ในการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน พร้อมหยิบยกปัญหาหลักของประเทศมี 4 เรื่อง ที่จะนำมาสู่คำตอบว่าจะอนุมัติ พ.ร.ก.หรือไม่ คือ เศรษฐกิจประเทศโตช้า, มีปัญหาโครงสร้าง เพราะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากขึ้น, รายได้ประชาชนลดลง และของแพงต่อเนื่อง

    โดยเห็นด้วยที่รัฐบาลอธิบายว่า ส่วนที่ทำให้เกิดปัญหา คือ ราคาน้ำมัน แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะระบุว่ารัฐบาลออก พ.ร.ก.ได้ แต่คำถามสำคัญคือมาตรการใช้เงินตาม พ.ร.ก. แก้ปัญหาดังกล่าวหรือไม่ ส่วนตัวมองว่าการกู้เงินมาแจกที่มีผลต่อเศรษฐกิจชั่ววูบ แต่แก้ปัญหาให้ประชาชนไม่ได้

    นายกรณ์ อภิปรายต่อว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงาน กองทุนเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยรัฐบาลพูดถึงเป้าหมายตั้งเป้าติดตั้ง 500,000-1,000,000 ครัวเรือน ด้วยเงิน พ.ร.ก. จึงขอถามว่ารัฐบาลทำได้จริงหรือไม่ เพราะปี 2568 พบว่าทั้งประเทศติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพียง 100,000 ครัวเรือน

    ส่วนปี 2569 คาดว่าจะติดตั้งมากที่สุดได้ 140,000 ครัวเรือน ดังนั้นในปี 2570 มองแบบเหมาให้เป็น 200,000 ครัว แต่ไม่ถึงครึ่งของเป้าหมายขั้นต่ำของรัฐบาล เมื่อเทียบกับเป้าหมายขั้นสูงของรัฐบาลที่ 1,000,000 ครัวเรือน เป็นแค่ 1 ใน 5 ดังนั้นรัฐบาลต้องใช้เวลา 5 ปี ทำตามเป้าหมายที่รัฐบาล ประกาศจะสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ครบ 1,000,000 ครัวเรือน สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเวลาที่แท้จริงยาวนาน ไม่จำเป็นเร่งด่วนต้องรีบกู้

    ประกอบกับเงื่อนไข พ.ร.ก.ที่ต้องกู้ให้แล้วเสร็จในวันที่ 30 ก.ย.2570 หรือ 1 ปีเศษ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำและทำไม่ได้ คือ กู้เงินมากองไว้ ก่อนหมดอำนาจให้รัฐมนตรีคลังกู้ยืมเงิน แต่โครงการยังไม่มีความชัดเจน เพราะจะทำให้เกิดภาระของต้นทุนดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องแบกเพิ่มเติม ต้องเบิกจ่ายตามงานที่ทำได้จริง จึงไม่มีทางที่รัฐบาลจะสามารถทำได้ใน 1 ปีตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ สะท้อนให้เห็นว่าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องกู้ทั้งก้อน

    นายกรณ์ อภิปรายต่อว่า นอกจากนั้นแล้ว การกู้เงินจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางการคลัง และการรักษาสถานะทางการคลังของประเทศ รวมถึงเป็นภาระหนี้ของประชาชน ปัจจุบันพบว่าหนี้สาธารณะต่อจีดีพี มีถึง 67% และยังต้องกู้จากการขาดดุลงบประมาณปี 2569 ส่วนที่เหลือ และกู้อีก 800,000 ล้านบาท ในงบประมาณปี 2570

    และเมื่อรวมกับ พ.ร.ก. อีก 400,000 ล้านบาท หนี้สาธารณะของประเทศ ช่วง 1 ปี มีแนวโน้มเพิ่ม 1,800,000-1,900,000 ล้านบาท หรือ 10% ของจีดีพี ที่ทำให้เพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไม่เกิน 70% จะเอาไม่อยู่ และเชื่อว่างบปี 2571 จะพบปัญหาไม่มีเงินกู้ตามงบประมาณเพียงพอต่อการลงทุน 20% ตามกฎหมาย เมื่อถึงเวลานั้น รัฐบาลหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องออก พ.ร.ก.

    “เมื่อถึงเวลา แต่รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินไม่ได้ เพราะหนี้เต็มเพดาน 70% ดังนั้นไม่ว่าเหตุผลทางสถานะทางการคลัง สิ่งที่ต้องพิจารณาไม่ใช่ว่าทำตามรัฐบาลเสนอ หรือทำเพราะไม่ผิดกฎหมาย แต่เราต้องทำหน้าที่พิจารณาตามความเหมาะสมที่ดีที่สุด เพื่อแก้ปัญหาค่าครองชีพของประชาชน เศรษฐกิจประเทศที่เติบโตล่าช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศ คำตอบของผมชัดเจว่า พ.ร.ก.นี้ ไม่ใช่คำตอบ ผมและ สส.พรรคประชาธิปัตย์ รวมถึง สส.ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยออก พ.ร.ก.” นายกรณ์ กล่าว

    อ่านข่าว :

    “อนุทิน” ชี้จำเป็นออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง กระทบนำเข้าน้ำมัน 50%

    จับ “อดีตปลัด-ผู้ร่วมขบวนการ-ต่างด้าว” ขบวนการสวมสิทธิบัตรเลข 0

    “ณัฐพงษ์” นำทีมฝ่ายค้านอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509917&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ghPdrb7wQpq_0tudPBz7u

  • ไทยครองอันดับ 1 ของโลก ประชาชนชี้ “วิกฤตเศรษฐกิจ” ปิดโอกาสอนาคตให้คนรุ่นใหม่เติบโต

    ไทยครองอันดับ 1 ของโลก ประชาชนชี้ “วิกฤตเศรษฐกิจ” ปิดโอกาสอนาคตให้คนรุ่นใหม่เติบโต

    รายงานผลการสำรวจระดับโลก Ipsos Education Monitor 2026 ซึ่งจัดทำขึ้นโดยสถาบันวิจัยอิปซอสส์ (Ipsos) ระหว่างวันที่ 19 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2026 จากกลุ่มตัวอย่าง 23,537 คนใน 31 ประเทศ พบข้อมูลสำคัญที่สะท้อนวิกฤตความเชื่อมั่นของคนไทยต่ออนาคตของเยาวชนคนรุ่นไม่อย่างน่าตกใจ

    ไทยติดอันดับ 1 ของโลก เศรษฐกิจบีบเค้นโอกาสเติบโตของเด็กไทย

    ผลการสำรวจระบุว่า เมื่อถามถึงอุปสรรคและความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เยาวชนในประเทศกำลังเผชิญ ประชาชนไทยสูงถึง 51% ระบุตรงกันว่าคือ “ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ” ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเป็น อันดับ 1 จากทั้งหมด 31 ประเทศทั่วโลก

    สัดส่วนดังกล่าวของไทยแซงหน้าประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤตเงินเฟ้อและปัญหาเศรษฐกิจเรื้อรังอย่าง อาร์เจนตินา (49%), ตูร์เคีย (48%), อินโดนีเซีย (47%), โรมาเนีย (40%) และญี่ปุ่น (40%) ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกมองว่าเรื่องนี้เป็นอุปสรรคอยู่ที่ 31% เท่านั้น

    ตัวเลขนี้สะท้อนว่าคนไทยมองเห็นความตึงเครียดทางเศรษฐกิจ ทั้งค่าครองชีพ งานที่หายาก และโอกาสสร้างตัวที่ริบหรี่ เป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดที่ขวางทางเติบโตของคนรุ่นใหม่

    “ย้ายไปต่างประเทศ” คือทางออกเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

    ผลกระทบจากการที่สภาพเศรษฐกิจถูกมองเป็นอุปสรรคอันดับหนึ่ง ส่งผลให้ประชาชนไทยส่วนใหญ่ (อยู่ในกลุ่มสัดส่วนสูงราว 60-70%) เห็นพ้องกับข้อความที่ว่า “เยาวชนในประเทศจะได้โอกาสที่ดีกว่าหากย้ายไปทำงานหรือใช้ชีวิตในต่างประเทศ”

    แนวโน้มนี้สอดคล้องกับประเทศที่ประชาชนกำลังกังวลเรื่องเศรษฐกิจอย่างหนัก เช่น อินโดนีเซีย (87%), แอฟริกาใต้ (80%), อิตาลี (79%) และอินเดีย (76%) ซึ่งชี้ให้เห็นสภาวะสมองไหล (Brain Drain) ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เนื่องจากผู้ใหญ่และเยาวชนไทยเริ่มมองไม่เห็นช่องทางเติบโตในประเทศของตนเอง

    มุมมองต่อเทคโนโลยีและการศึกษา เปิดรับ AI แต่ยังเกาะปริญญาบัตร

    อย่างไรก็ดี แม้วิกฤตเศรษฐกิจจะสร้างความหนักใจ แต่ในมิติด้านเทคโนโลยีและการศึกษา คนไทยมีทัศนคติที่เปิดกว้างอย่างน่าสนใจ 

    1. เปิดรับ AI ในระบบการศึกษา: ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศเอเชียที่สนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ โดยมีเพียง 25% เท่านั้นที่เห็นด้วยกับการสั่งห้ามใช้ AI ในโรงเรียน ต่างจากประเทศฝั่งตะวันตกที่ต่อต้าน AI อย่างหนัก เช่น แคนาดา (59%) และสหรัฐอเมริกา (56%)
    2. ปรับลดกระแสแบนโซเชียลมีเดีย: แม้คนไทยส่วนใหญ่จะสนับสนุนการจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียในเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี แต่ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีสัดส่วนผู้สนับสนุนการสั่งห้ามลดลง 2% เมื่อเทียบกับปี 2024 
    3. ใบปริญญายังจำเป็น: คนไทยมากกว่า 70% ยังมองว่า ปริญญาบัตรระดับมหาวิทยาลัยมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในชีวิตและการเติบโตในสายงาน และมองว่าการเรียนต่อคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป เมื่อเทียบกับประเทศฝั่งยุโรปอย่างสหราชอาณาจักรหรือเยอรมนีที่มีความกังขาต่อคุ้มค่าของปริญญาบัตรมากกว่า

    รายงาน Ipsos Education Monitor 2026 ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ปัญหาหลักของเยาวชนไทยในสายตาประชาชน ไม่ใช่เรื่องความพร้อมทางเทคโนโลยีหรือตัวระบบการศึกษา แต่เป็น “โครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เติบโต” โจทย์เร่งด่วนของภาครัฐจึงไม่ใช่เพียงการปฏิรูปการศึกษา แต่เป็นการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจ สร้างงานคุณภาพ และสร้างความเชื่อมั่นเพื่อยับยั้งการย้ายถิ่นฐานของทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าในอนาคต

    อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ 

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2955292&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2a2dLdUUB-RZfayu3g1qlh

  • 5 จ.ชายแดนใต้ ชงเกือบ 200 โครงการ กว่า 5.7 หมื่นลบ. เข้าครม.สัญจรสงขลา : อินโฟเควสท์

    5 จ.ชายแดนใต้ ชงเกือบ 200 โครงการ กว่า 5.7 หมื่นลบ. เข้าครม.สัญจรสงขลา : อินโฟเควสท์

    ครม.สัญจรสงขลา เตรียมถกข้อเสนอโครงการจาก 5 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วยสงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส จำนวนทั้งสิ้น 199 โครงการ รวมวงเงินเบื้องต้นกว่า 5.7 หมื่นล้านบาท

    ในการประชุมเตรียมความพร้อมการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ที่มี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เป็นประธาน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอโครงการจาก 5 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วยสงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส จำนวนทั้งสิ้น 199 โครงการ รวมวงเงินเบื้องต้นกว่า 5.7 หมื่นล้านบาท โดยข้อเสนอทั้งหมดนี้จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมครม.สัญจร จังหวัดสงขลาในวันที่ 1 ก.ย.69 นี้

    – จังหวัดสงขลา เสนอ 5 โครงการ วงเงินรวม 50 ล้านบาท ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว วัฒนธรรม คมนาคม และการป้องกันภัยพิบัติ, โครงการเชิงนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอีก 26 โครงการ วงเงินรวม 35,061.056 ล้านบาท ของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งกระทรวงมหาดไทย คมนาคม พลังงาน สาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ การคลัง เกษตรและสหกรณ์ ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แรงงาน และสำนักงบประมาณ

    แขวงทางหลวงจังหวัดสงขลา ยังรายงานว่ามีโครงการเร่งด่วนทั้งสิ้น 133 โครงการ ดำเนินการแล้วเสร็จบางส่วน เหลืออีก 106 โครงการที่ยังไม่แล้วเสร็จ จึงขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมอีก 1,941 ล้านบาท เนื่องจากเป็นโครงการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

    ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ตั้งข้อสังเกตต่อโครงการเชื่อมโยง 2 ทะเล ในกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวล่องเรือชมโลมาอิรวดีว่า อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความเป็นอยู่ของโลมาอิรวดีในวงกว้าง จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนความเหมาะสมและนำข้อสังเกตดังกล่าวไปศึกษาเพิ่มเติมอีกครั้ง 

    – จังหวัดสตูล เสนอโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนจำนวน 17 โครงการ ครอบคลุมด้านการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจ คมนาคม และการป้องกันภัยพิบัติ พร้อมเสนอโครงการเชิงนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอีก 11 โครงการ แต่ไม่ได้ระบุวงเงิน ซึ่งทั้งหมดสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยนายพิพัฒน์ ได้ตั้งข้อสังเกตให้ขยายขอบเขตโครงการไปยังพื้นที่อำเภอมะนังและอำเภอทุ่งหว้าเพิ่มเติมด้วย

    – จังหวัดยะลา เสนอโครงการที่พร้อมดำเนินการจำนวน 10 โครงการ วงเงิน 338.145 ล้านบาท พร้อมเสนอโครงการที่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณอีก 4 โครงการ วงเงินรวม 4,308 ล้านบาท และมีข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคเอกชนที่ไม่ใช้งบประมาณอีก 1 โครงการรวมอยู่ด้วย

    – จังหวัดปัตตานี เสนอโครงการที่พร้อมดำเนินการจำนวน 6 โครงการ วงเงิน 50 ล้านบาท เน้นการติดตามและเฝ้าระวังภัยพิบัติเชิงรุก การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ การบรรเทาความเดือดร้อนด้านอุปโภคบริโภค การป้องกันน้ำท่วมขังในชุมชน และการพัฒนาแหล่งน้ำสาธารณะบริเวณสระที่ 5, 6, 7 และ 8

    นายพิพัฒน์ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการขุดลอกร่องน้ำปัตตานี วงเงิน 400 ล้านบาท โดยมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีหารือร่วมกับกรมเจ้าท่าเพื่อหาข้อสรุปโดยเร็ว พร้อมขอให้จังหวัดจัดลำดับความสำคัญของโครงการต่าง ๆ เป็นภารกิจสำคัญลำดับแรกก่อนดำเนินการขั้นต่อไป

    – จังหวัดนราธิวาส ได้เสนอโครงการที่พร้อมดำเนินการจำนวน 6 โครงการ วงเงิน 404.790 ล้านบาท และเสนอโครงการเชิงนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอีก 8 โครงการ วงเงินสูงถึง 15,055.640 ล้านบาท ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบตามที่จังหวัดเสนอทั้งหมด

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบการขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นของจังหวัดสงขลา ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเดิมมีจำนวน 9 โครงการ งบประมาณ 99,500,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันคงเหลือ 6 โครงการ วงเงินงบประมาณ 88,182,800 ล้านบาท โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงบประมาณดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

    รวมทั้งเห็นชอบการขอโครงการเพิ่มเติมจากเทศบาลนครหาดใหญ่ วงเงิน 25,900,000 ล้านบาท และเทศบาลเมืองควนลัง วงเงิน 21,133,800 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 47,033,800 ล้านบาท 

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบข้อเสนอขอเสนอโครงการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคเอกชน จังหวัดสงขลา 2 โครงการ ได้แก่ โครงการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันท่าเรือสงขลา และลดต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้ส่งออก-นำเข้า และข้อเสนอแผนงานพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่แบบครบวงจร จังหวัดสงขลา ตามแนวทางการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA)

    นายพิพัฒน์ ปิดเผยว่า ข้อเสนอทั้งหมดยังเป็นเพียงข้อเสนอเบื้องต้น และต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ที่จะหารือกันในสัปดาห์หน้า จากนั้นจึงเสนอเข้าสู่ที่ประชุมครม.สัญจร จังหวัดสงขลา โดยนายกรัฐมนตรีที่จะพิจารณารายละเอียดแต่ละโครงการ ก่อนมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการตามขั้นต่อไป

    “แม้จะมีข้อเสนอโครงการเข้ามาหลายโครงการ แต่รัฐบาลจะกลั่นกรองอย่างรอบคอบ จะเห็นชอบเฉพาะโครงการที่มีความพร้อม มีความคุ้มค่า ไม่ส่งผลต่องบประมาณ และต้องเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ ดังนั้นบางโครงการอาจจะแค่เห็นชอบในหลักการเอาไว้ก่อน ส่วนโครงการเร่งด่วนที่น่าจะเห็นชอบนั่นคือ โครงการที่เกี่ยวข้องกับการแก้น้ำท่วม ซึ่งจะมีการพิจารณารายละเอียดกันอีกครั้ง ก่อนเสนอเข้าครม.สัญจร” นายพิพัฒน์ กล่าว

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/637914&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2csdDbpP1Vw2-1EM9GG1oH

  • ‘เอกนิติ’ เตรียมยกตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 แจง พ.ร.ก.กู้เงิน

    ‘เอกนิติ’ เตรียมยกตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 แจง พ.ร.ก.กู้เงิน

    ‘เอกนิติ’ ยกตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ตอกย้ำ ไม่กู้เงินยิ่งหนักกว่านี้

    26 ส.ค.2569 – ที่อาคารรัฐสภา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวก่อนประชุมเพื่อพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน ว่า พร้อมสำหรับการประชุมวันนี้

    ผู้สื่อข่าวถามว่า จะสามารถชี้แจงข้อซักถามของฝ่ายค้านได้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า เราก็ตอบได้ทุกคำถามอยู่แล้ว ซึ่งคิดว่าตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่ออกมาก็ยืนยันว่าสิ่งที่เราคาดการณ์ไว้เป็นไปตามนั้นจริงๆ หากเราไม่มี พ.ร.ก.กู้เงินจะยิ่งหนักกว่านี้ด้วยซ้ำ และยืนยันว่ามั่นใจว่าจะสามารถผ่านไปได้อย่างแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1057457/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3i3GqI_szdfZGSwLCHHP-v

  • ‘เอกนิติ’ ชี้หากไม่มี พรก.กู้เงินไทยเจอวิกฤตเศรษฐกิจแน่!

    ‘เอกนิติ’ ชี้หากไม่มี พรก.กู้เงินไทยเจอวิกฤตเศรษฐกิจแน่!

    ‘เอกนิติ’ ยืนกรานพ.ร.ก.กู้เงิน 4แสนล้านจำเป็น ยกตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส2 ฟ้องดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเกือบ 6 แสนล้าน หากยังหยุดไม่อยู่ได้เผชิญวิกฤติเศรษฐกิจแน่ ย้ำไม่มีตีเช็คเปล่า โวหากเปลี่ยนผ่านพลังงานสำเร็จ ประเทศไทยดีกว่าเดิม

    26 ส.ค.2569 – นายเอกนิติ นิติภัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ครั้งนี้เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจจริงๆ เข้าใจดีว่า สส.ไปเอาความเห็นของคนเห็นค้านมาอภิปราย หลังจากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินแล้ว คงไม่เป็นธรรม แต่เคารพความเห็นต่าง ขณะนี้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส2 ชะลอตัว เงินเฟ้อมากขึ้น น้ำมันแพงขึ้น ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเกือบ 6แสนล้านบาท ปัจจัยเหล่านี้เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่เคยบอกประเทศไทยจะเจอวิกฤติหลายรอบ ระลอก1คือ ราคาน้ำมันแพงขึ้นจากปัจจัยภายนอกประเทศ ระลอก2คือ วิกฤติค่าครองชีพแพงขึ้น เงินเฟ้อสูงขึ้นสูงขึ้นเกือบ3% ระลอก3 กำลังซื้อลดลง แต่สินค้าแพงขึ้น วิกฤติเหล่านี้ยังไม่จบ หากปล่อยให้ลุกลามหนักขึ้นเรื่อยๆ ถ้าของแพงขึ้นหยุดไม่ได้ อาจต้องปลดคนงาน ธุรกิจเจ๊ง หากยังหยุดไม่ได้จะนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์ทั่วโลกบอกประเทศไทยนำเข้าพลังงานสูงมาก ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แต่ปัญหาตะวันออกกลาง ไม่รู้จบเมื่อไร หากสงครามไม่จบ ความเปราะบางก็มากขึ้น วันนี้จึงต้องเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส เพื่อออกพ.ร.ก.กู้เงิน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า วัตถุประสงค์พ.ร.ก.กู้เงิน มี 2อย่างคือ 1.ช่วยประชาชน เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน มีโคงการไทยช่วยไทยพลัส ลดค่าครองชีพประชาชนที่ออกแบบมา ไม่ใช่แค่ประคองเศรษฐกิจ แต่ออกแบบช่วยพ่อค้าแม่ค้าให้ใช้เอไอเป็น เพื่อให้มีรายได้สูงขึ้น ได้เปิดตลาดกว้างขึ้นผ่านทางออนไลน์ นอกจากขายผ่านตลาดอย่างเดียว 2.ส่งเสริมการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิ รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานฟอสซิสไปสู่การใช้พลังงานทางเลือก หากต้องนำเข้าพลังงานไปเรื่อยๆ อาจเจอวิกฤติเศรษฐกิจรอบ3หรือ4 พ.ร.ก.กู้เงิน มีหลักคิด 3ด้านคือ 1.ประคองประชาชนและเศรษฐกิจ 2.เปลี่ยนวิกฤติเป็นจังหวะเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ไม่ใช่จะเปลี่ยนทุกอย่างในพริบตา โครงการในพ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นการกระตุกให้เปลี่ยนผ่านได้เร็วขึ้น 3.ใช้จังหวะที่โลกเปลี่ยน ดึงดูดการลงทุนเอกชนเรื่องพลังงานสะอาด เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งที่ทั่วโลกอยากมาลงทุน จึงสนับสนุนให้คนไทยเปลี่ยนมาใช้โซลาร์เซลล์ สร้างรายได้ยั่งยืน เป็นโรงงานผลิตไฟฟ้าขายไฟคืนให้การไฟฟ้า

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนแผนการจัดสรรงบประมาณยืนยันว่า วันนี้พ.ร.ก.กู้เงิน 4แสนล้านบาท ไม่ต่างจากพ.ร.ก.กู้เงินในอดีต และมีหลักการเหตุผลชัดเจนกว่า แก้ปัญหาสิ่งที่เคยมีปัญหาในอดีต ทำให้พ.ร.ก.นี้ โปร่งใส ชัดเจนมากขึ้น มีกระบวนการกลั่นกรองโครงการเข้มงวด โปร่งใส ผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองที่มีผู้ทรงวุฒิภายในและภายนอก จะต้องเป็นโครงการที่สอดคล้องวัตถุประสงค์และแผนงาน มีความพร้อม โปร่งใส คุ้มค่า เปิดเผยให้ประชาชนรับทราบ มีการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงิน และรายงานครม. ขอย้ำเงินกู้นี้จะไม่ได้กู้มากอง แต่กู้ตามการใช้จ่ายที่จำเป็น ติดตามหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นตลอด และคำนึงถึงวินัยการคลัง สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ไม่กลัวหนี้สาธารณะชนเพดาน แต่สนใจสิ่งที่จะไปลงทุนจะเป็นอย่างไร ยืนยันการออกพ.ร.ก.กู้เงิน มีความโปร่งใส ไม่ตีเช็กเปล่า มีระเบียบวิธีการ ไม่ต่างจากในอดีตที่ทำเพื่อความจำเป็นเร่งด่วน มีวัตถุประสงค์ชัดเจนช่วยประชาชน เปลี่ยนผ่านพลังาน ใช้วิกฤติเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้ดีชขึ้น จำเป็นต้องใช้พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะยังอยู่ในวิกฤติสงคราม ต้องมีเครื่องมือมาช่วย ประเทศไทยพร้อมเปลี่ยนผ่านพลังงาน เมื่อวิกฤติจบประเทศไทยจะดีกว่าเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1057540/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jyts7xbIsB1pt5RwbXntd

  • ‘บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ’ กดดันเศรษฐกิจโลก?

    ‘บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ’ กดดันเศรษฐกิจโลก?

    ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ให้สัมภาษณ์ในรายการ “สนามข่าว 96” วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย โดยชี้ว่าความเสี่ยงสำคัญในเวลานี้ไม่ใช่สงคราม แต่เป็นการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนทางการเงินทั่วโลก หากปรับตัวสูงเกินระดับ 5%

    พร้อมประเมินว่า เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะฟื้นตัวแบบเปราะบาง เงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำกว่าคาด และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสสูงที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ต่อเนื่อง

    จับตา ‘บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ’ ความเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจโลก

    ดร.ปิยศักดิ์ อธิบายว่า ประเด็นที่ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตา คือการที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามออกมาตรการบริหารจัดการพันธบัตร เพื่อกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว หลังบอนด์ยีลด์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา

    เขาระบุว่า ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายกังวลว่าสงครามจะเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจโลก แต่เมื่อความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มลดลง ตลาดกลับหันมาให้น้ำหนักกับการพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์แทน เพราะสิ่งนี้จะทำให้ต้นทุนทางการเงินของทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนสูงขึ้น

    ปัจจุบัน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 5.3% ขณะที่พันธบัตรอายุ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 4.6–4.7% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา

    หากบอนด์ยีลด์ทะลุ 5% อาจสร้างแรงกดดันต่อระบบการเงิน

    ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า ระดับ 5% เป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะหากผลตอบแทนพันธบัตรสูงกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจรวมกับอัตราเงินเฟ้อ จะทำให้ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้จากภาษี

    ยกตัวอย่างว่า หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตประมาณ 2% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% ต้นทุนดอกเบี้ยที่ระดับ 5% ยังพอสมดุลได้ แต่หากบอนด์ยีลด์ขยับขึ้นเป็น 5.2–5.3% จะทำให้รัฐบาลต้องก่อหนี้ใหม่เพื่อชำระดอกเบี้ยเดิม ส่งผลให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้นเป็นวงจร คล้ายกับวิกฤตหนี้ยุโรปเมื่อปี 2555

    ด้วยเหตุนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จึงเลือกออกพันธบัตรระยะสั้นเพื่อนำเงินไปซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว หวังช่วยกดผลตอบแทนพันธบัตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

    “ดอลลาร์อ่อนค่า” แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตความเชื่อมั่น

    สำหรับกระแสความกังวลว่าเงินดอลลาร์อาจเข้าสู่ภาวะอ่อนค่ารุนแรง (Dollar Debasement) ดร.ปิยศักดิ์ เห็นว่า ยังไม่ถึงขั้นนั้น

    อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงตลาดพันธบัตรมากขึ้น ทำให้นักลงทุนบางส่วนตั้งคำถามต่อวินัยการคลังของสหรัฐฯ เพราะการขาดดุลงบประมาณที่สูงทำให้รัฐบาลต้องออกพันธบัตรจำนวนมาก

    ปัจจัยอีกด้านคือ ทิศทางของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มไม่เร่งปรับขึ้นดอกเบี้ย ประกอบกับเงินเฟ้อที่ชะลอลง ทำให้ค่าเงินดอลลาร์เริ่มอ่อนค่าลง และส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นตามกลไกของตลาดโลก

    ‘ญี่ปุ่น’ อีกหนึ่งจุดเสี่ยง บอนด์ยีลด์พุ่งเร็วที่สุดในโลก

    นอกจากสหรัฐฯ แล้ว ญี่ปุ่นยังเป็นอีกประเทศที่ตลาดกำลังจับตา หลังรัฐบาลเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพ อุดหนุนพลังงาน และเตรียมลดภาษี ซึ่งส่งผลให้ตลาดกังวลเรื่องฐานะการคลัง

    ดร.ปิยศักดิ์ ระบุว่า ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นเร็วที่สุดในโลกปีนี้ โดยเพิ่มขึ้นราว 0.78% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 2.7–2.8%

    แม้ยังไม่แตะระดับ 3% ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นจุดน่ากังวล แต่หากค่าเงินเยนอ่อนค่าต่อเนื่อง และธนาคารกลางญี่ปุ่นไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย ก็อาจกดดันค่าเงินในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเงินบาทด้วย

    เขาอธิบายว่า หากทั้งเงินเยนและเงินหยวนอ่อนค่าพร้อมกัน นักลงทุนต่างชาติอาจลดการลงทุนในสินทรัพย์เอเชียทั้งภูมิภาค ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบไปด้วย

    เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว แต่ยังอ่อนแรงหลายด้าน

    เมื่อประเมินภาพเศรษฐกิจไทย ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า เศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ในระดับหนึ่ง แต่เริ่มเห็นสัญญาณอ่อนแรง โดยเฉพาะในไตรมาส 2

    หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ การลงทุนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม AI, Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ซึ่งต้องนำเข้าชิ้นส่วนและอุปกรณ์มูลค่าสูง ส่งผลให้การนำเข้าเพิ่มขึ้นมาก และกดดันการส่งออกสุทธิ (Net Export) ให้ติดลบ

    เขาประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 2.3% ใกล้เคียงกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ไว้

    เงินเฟ้ออาจต่ำกว่าคาด กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย 1%

    ในด้านนโยบายการเงิน ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า เงินเฟ้อไทยมีโอกาสต่ำกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดไว้ที่ 2.8% และอาจอยู่เพียงประมาณ 1.8% เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศยังไม่แข็งแรง

    เมื่อเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ความจำเป็นในการปรับขึ้นดอกเบี้ยก็ลดลง ขณะเดียวกัน การปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมก็มีข้อจำกัด เพราะอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ถือว่าอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก

    ด้วยเหตุนี้ เขาจึงประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% และจะให้น้ำหนักกับการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินมากกว่าการใช้นโยบายดอกเบี้ย

    แบงก์ชาติหันโฟกัส “คนเปราะบาง” และคุมเข้มธุรกรรมการเงิน

    ดร.ปิยศักดิ์ ระบุว่า ทิศทางการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทยในระยะต่อไป จะให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง การดูแลเสถียรภาพของระบบการเงิน และการกำกับดูแลสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank)

    นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ รวมถึงธุรกรรมที่มีมูลค่าสูงและการซื้อขายทองคำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงิน

    ส่วนค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วงนี้ เขามองว่าเป็นผลจากทิศทางค่าเงินโลกเป็นหลัก และยังไม่น่ากังวลมากนัก

    ‘Thailand Focus’ ยังเป็นบวก แต่หุ้นไทยอาจขึ้นได้จำกัด

    สำหรับมุมมองต่อตลาดหุ้นไทย ดร.ปิยศักดิ์ เห็นว่า งาน Thailand Focus ยังคงเป็นปัจจัยบวก เพราะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ และในอดีตมักเห็นตลาดหุ้นปรับตัวดีขึ้นหลังจบงาน

    อย่างไรก็ตาม เขามองว่าศักยภาพการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนไทย (Earnings Growth) ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้ขยายตัวในอัตราสูง จึงทำให้ดัชนีตลาดหุ้นอาจปรับขึ้นได้ไม่มากนัก

    ในระยะสั้น ปัจจัยที่ต้องติดตามคือรายละเอียดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น พระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท, เม็ดเงินระยะถัดไปอีก 200,000 ล้านบาท รวมถึงความคืบหน้าของโครงการ คนละครึ่ง เฟส 2 ซึ่งอาจเป็นแรงหนุนต่อการใช้จ่ายภายในประเทศ

    รัฐต้องเร่งลงทุนโครงการใหญ่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว

    ดร.ปิยศักดิ์ ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เศรษฐกิจไทยยังขาดในเวลานี้ คือ ความชัดเจนของแผนการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ เพราะหากรัฐบาลสามารถกำหนดโครงการลงทุนที่มีทิศทางชัดเจน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน มองเห็นศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และส่งผลดีต่อทั้งผลประกอบการของภาคธุรกิจและตลาดทุนไทย

    ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในช่วงนี้มีต้นตอสำคัญจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนด้านการคลังของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าเงิน ต้นทุนทางการเงิน และการลงทุนทั่วโลก

    ส่วนเศรษฐกิจไทยแม้ยังฟื้นตัวได้ แต่ยังเผชิญข้อจำกัดจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแรง การลงทุนที่กระจุกตัว และการเติบโตที่ยังไม่แข็งแกร่ง ทำให้ทิศทางนโยบายการเงินมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1%

    ขณะที่ปัจจัยสำคัญในระยะต่อไป คือความชัดเจนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและแผนการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันการเติบโตในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/analyze-us-bond-yields-pressure-global-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XY2z313UekITL-0xc_vKX

  • เศรษฐกิจไทยยังโต แต่เครื่องยนต์แต่ละตัวกำลังวิ่งไม่พร้อมกัน

    เศรษฐกิจไทยยังโต แต่เครื่องยนต์แต่ละตัวกำลังวิ่งไม่พร้อมกัน

    เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 โต 1.9% ชะลอจากไตรมาสแรก ขณะที่การลงทุนเอกชนพุ่ง 13.4% สูงสุดรอบ 54 ไตรมาส ส่งออกโต 17.6% แต่การผลิตขยายตัวเพียง 0.1% และกำลังการผลิตลดเหลือ 57.47% สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังเติบโต แต่แรงส่งระหว่างภาคส่วนยังไม่เท่ากัน โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียง “โตเท่าไร” แต่คือเงินลงทุนและการส่งออกจะส่งต่อไปยังธุรกิจไทย การจ้างงาน และรายได้ครัวเรือนได้มากแค่ไหน

    เศรษฐกิจไทยยังโต แต่ไม่ทั่วถึง สะท้อนความไม่สมดุล

    Bnomic ธนาคาร กรุงเทพระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังเดินหน้า แต่ภาพการฟื้นตัวในไตรมาส 2/2569 สะท้อนความไม่สมดุลของเครื่องยนต์เศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดย GDP ขยายตัว 1.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เศรษฐกิจหดตัว 0.2% 

    ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงว่าเศรษฐกิจไทยกำลังโตช้าลง แต่ยังชี้ให้เห็นว่าแรงส่งของเศรษฐกิจแต่ละภาคส่วนกำลังวิ่งด้วยความเร็วที่แตกต่างกันอย่างมาก

    เครื่องยนต์ที่โดดเด่นที่สุดคือ การลงทุนภาคเอกชน ซึ่งขยายตัวถึง 13.4% เร่งขึ้นจาก 10.1% ในไตรมาสแรก และเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส ขณะที่การส่งออกสินค้าเติบโต 17.6% จากแรงหนุนของสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพียง 1.9% ภาคการผลิตโตแค่ 0.1% ส่วนการลงทุนภาครัฐยังหดตัว ภาพรวมจึงสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยมีเครื่องยนต์บางตัวที่เร่งเครื่องแรง ขณะที่บางเครื่องยนต์ยังทำงานได้ไม่เต็มกำลัง

    ลงทุนเอกชนพุ่ง 13.4% เครื่องยนต์เด่นสุดของไตรมาส

    จุดแข็งของเศรษฐกิจไตรมาส 2 คือการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นถึง 16.6% สอดคล้องกับคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยมีธุรกิจดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นกลุ่มสำคัญ

    แรงส่งจากการลงทุนทำให้สภาพัฒน์ปรับเพิ่มประมาณการการลงทุนภาคเอกชนปี 2569 จากเดิม 3.7% เป็น 9.6% 

    นี่ถือเป็นสัญญาณบวก เพราะการลงทุนในวันนี้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตและยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจในอนาคตได้ แต่โจทย์สำคัญคือเงินลงทุนดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยมากน้อยเพียงใด

    โดยเฉพาะการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ การพัฒนาซัพพลายเออร์ไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับทักษะแรงงาน เพราะหากการลงทุนกระจุกตัวอยู่เพียงในเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ผลประโยชน์ที่ไหลเข้าสู่เศรษฐกิจในประเทศอาจยังไม่เต็มที่ 

    ส่งออกโต 17.6% แต่นำเข้าพุ่ง 42.3%

    อีกเครื่องยนต์ที่ยังเร่งตัวได้ดีคือภาคการส่งออก โดยการส่งออกสินค้าไตรมาส 2 ขยายตัว 17.6% โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยี เช่น อุปกรณ์โทรคมนาคมที่เพิ่มขึ้น 129% และชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เพิ่มขึ้น 65.5%

    อย่างไรก็ตาม การส่งออกที่เติบโตแรงมาพร้อมกับการนำเข้าที่พุ่งขึ้นถึง 42.3% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 12.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากไตรมาสก่อนที่ขาดดุลเพียง 0.3 พันล้านดอลลาร์

    เศรษฐกิจไทยยังโต แต่เครื่องยนต์แต่ละตัวกำลังวิ่งไม่พร้อมกัน

    แม้ตัวเลขขาดดุลการค้าจะดูเป็นแรงกดดัน แต่การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าเป็นข่าวร้ายทั้งหมด เพราะส่วนหนึ่งเป็นการนำเข้าวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลาง และสินค้าทุนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและการผลิต 

    หากสินค้านำเข้าเหล่านี้ถูกนำไปใช้สร้างกำลังการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ และต่อยอดเป็นสินค้าเพื่อการส่งออกในอนาคต ก็สามารถเปลี่ยนจากต้นทุนในวันนี้ให้กลายเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในวันข้างหน้าได้ 

    ส่งออกโตแรง แต่โรงงานยังใช้กำลังการผลิตต่ำ

    จุดที่น่าจับตาคือ แม้การส่งออกจะขยายตัวถึง 17.6% แต่ภาคการผลิตกลับขยายตัวเพียง 0.1% สวนทางกันอย่างชัดเจน

    ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยลดลงเหลือ 57.47% ต่ำสุดในรอบ 24 ไตรมาส สะท้อนว่าโรงงานจำนวนไม่น้อยยังไม่ได้ใช้กำลังการผลิตอย่างเต็มที่ แม้คำสั่งซื้อจากต่างประเทศบางกลุ่มจะขยายตัว

    ภาพดังกล่าวสะท้อนโจทย์เชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยว่า การส่งออกที่เพิ่มขึ้นยังไม่ได้กระจายไปยังภาคการผลิตในประเทศอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่สินค้าเทคโนโลยีหรืออุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต

    ครัวเรือนยังระวัง การบริโภคโตเพียง 1.9%

    ในฝั่งเศรษฐกิจภายในประเทศ การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวจาก 3.3% ในไตรมาสแรก เหลือ 1.9% ในไตรมาส 2 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงมาอยู่ที่ 50.3 ต่ำสุดในรอบ 14 ไตรมาส

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าครัวเรือนยังมีความระมัดระวังในการใช้จ่าย แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังขยายตัว โดยปัจจัยด้านรายได้ ภาระหนี้ และความเชื่อมั่นยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ

    จึงเกิดภาพที่แตกต่างกันระหว่าง “เศรษฐกิจด้านบน” ซึ่งมีแรงส่งจากการลงทุนและการส่งออก กับ “เศรษฐกิจฐานราก” ที่การใช้จ่ายยังฟื้นตัวอย่างจำกัด

    ท่องเที่ยวฟื้น แต่ต้องดู “รายได้” ไม่ใช่แค่จำนวนคน

    ภาคการท่องเที่ยวก็สะท้อนภาพการฟื้นตัวที่ไม่ได้วัดได้จากตัวเลขเดียว โดยไตรมาส 2 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6.56 ล้านคน ลดลง 4.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่รายได้จากการท่องเที่ยวกลับปรับตัวดีขึ้น

    นั่นหมายความว่า จำนวนผู้เดินทางเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เพราะการใช้จ่ายต่อหัว ระยะเวลาพำนัก และรูปแบบการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ล้วนมีผลต่อรายได้ที่กระจายเข้าสู่ธุรกิจไทย

    โจทย์ใหญ่ปี 2569 คือเปลี่ยน “เงินลงทุน” ให้เป็น “รายได้ในประเทศ”

    สภาพัฒน์คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวในกรอบ 2.0-2.5% โดยการลงทุนภาคเอกชนคาดเติบโต 9.6% และการส่งออกสินค้า 15.1%

    ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังมีแรงขับเคลื่อนจากภาคการลงทุนและการส่งออก แต่โจทย์สำคัญจากนี้คือการทำให้แรงส่งดังกล่าวเชื่อมโยงกลับมายังเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น

    จากเงินลงทุนของต่างชาติ ต้องต่อยอดไปสู่ซัพพลายเออร์ไทย จากเครื่องจักรใหม่ต้องนำไปสู่ผลิตภาพที่สูงขึ้น จากการส่งออกต้องสร้างการจ้างงานและค่าจ้าง และท้ายที่สุดต้องเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนให้กลายเป็นรายได้ของครัวเรือน

    เพราะหากการลงทุนและการส่งออกสามารถเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย แรงงาน และครัวเรือนได้มากขึ้น การเติบโตของ GDP ก็จะไม่ใช่เพียงตัวเลขบนหน้ากระดาษ แต่จะกลายเป็นการฟื้นตัวที่ประชาชนและธุรกิจในประเทศสัมผัสได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/667406&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3D02pHN6Ik3BXwpuqabsDT

  • มท.3 ลงพื้นที่ จ.น่าน เร่งคืนสาธารณูปโภค-ฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    มท.3 ลงพื้นที่ จ.น่าน เร่งคืนสาธารณูปโภค-ฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    มท.3 ลงพื้นที่ จ.น่าน เร่งคืนสาธารณูปโภค-ฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    มท.3 ลงพื้นที่ จ.น่าน เร่งช่วยชาวบ้านผาเวียง สั่งฟื้นไฟฟ้า–ประปา คืนสาธารณูปโภคโดยเร็ว พร้อมเดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยวเมืองปัว

    นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่บ้านผาเวียง ตำบลภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน เพื่อติดตามสถานการณ์ และให้ความช่วยเหลือประชาชน พร้อมร่วมกำหนดแนวทางเร่งรัดการช่วยเหลือ ทั้งด้านสาธารณูปโภค สิ่งของจำเป็น และการคมนาคม เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด รวมถึงยังมีตัวแทนประชาชนในพื้นที่ ได้แจ้งถึงสิ่งของจำเป็นที่ยังขาดแคลน ได้แก่ อาหาร เครื่องใช้จำเป็น ผ้าห่ม และเสื้อผ้า เนื่องจากเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด ทำให้การลำเลียงสิ่งของเข้าพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก

    มท.3 ลงพื้นที่ จ.น่าน เร่งคืนสาธารณูปโภค-ฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    นายเจเศรษฐ์ ยังเปิดเผยถึงการช่วยเหลือเยียวยาว่า ขณะนี้ ประชาชนในพื้นที่ได้รับเงินช่วยเหลือ ค่าเครื่องใช้ และเครื่องครัวครัวเรือน จำนวน 6,700 บาทแล้ว ส่วนการช่วยเหลือด้านการซ่อมแซมบ้านเรือนอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการ โดยคาดว่า จะสามารถดำเนินการได้ไม่เกินวันศุกร์นี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือและสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการในส่วนดังกล่าว และในวันนี้ (26 ส.ค.) การไฟฟ้าจะเข้าพื้นที่ เพื่อดำเนินการซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบไฟฟ้าให้ประชาชนกลับมามีไฟฟ้าใช้งาน โดยคาดว่า จะใช้เวลาประมาณ 2–3 วันแล้วเสร็จ แต่ระยะเวลาการดำเนินงาน อาจขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและสภาพพื้นที่ด้วย แต่เจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อให้สามารถจ่ายไฟกลับมาได้โดยเร็ว

    มท.3 ลงพื้นที่ จ.น่าน เร่งคืนสาธารณูปโภค-ฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    นายเจเศรษฐ์ ยังได้สั่งการให้การประปาส่วนภูมิภาค หรือ กปภ. ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักร และอุปกรณ์เข้าฟื้นฟูระบบผลิตและจ่ายน้ำประปาที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มกำลัง เพื่อคืนบริการน้ำประปาให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะพื้นที่ อ.ปัว และ อ.ท่าวังผา ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก และปัจจุบันระบบประปาของ กปภ.สาขาท่าวังผา สามารถกลับมาให้บริการได้ตามปกติแล้ว พร้อมกำชับให้ กปภ. ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์ ตรวจสอบระบบผลิต ระบบจ่ายน้ำ และคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร เครื่องจักร และอุปกรณ์ เพื่อให้สามารถเข้าดำเนินการได้ทันทีหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน กปภ. ยังคงพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของทุกหน่วยงานในการฟื้นฟูพื้นที่จังหวัดน่านอย่างเต็มกำลัง พร้อมดูแลระบบประปาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจ

    มท.3 ลงพื้นที่ จ.น่าน เร่งคืนสาธารณูปโภค-ฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว มท.3 ลงพื้นที่ จ.น่าน เร่งคืนสาธารณูปโภค-ฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า หลังจากแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งการช่วยเหลือประชาชน การเยียวยา และฟื้นฟูสาธารณูปโภคให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติแล้ว กระทรวงมหาดไทยจะให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูระยะยาว โดยเฉพาะการฟื้นฟูเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวของเมืองปัว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและทำให้พื้นที่กลับมาพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง

    มท.3 ลงพื้นที่ จ.น่าน เร่งคืนสาธารณูปโภค-ฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    ด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญในระยะต่อไปนั้น นายชัยยินดิ์ สุมทุม ประธานชมรมท่องเที่ยวดอยสกาด สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอปัว สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวน่าน กล่าวว่า อยากเชิญชวนนักท่องเที่ยว ให้กลับมาเที่ยวเมืองปัว และจังหวัดน่าน พร้อมขอให้ทุกคนเชื่อมั่นในศักยภาพ และความพร้อมของพื้นที่ในการต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสถานการณ์ระยะสั้น และไม่ควรทำให้เกิดความเข้าใจว่าพื้นที่ไม่สามารถรองรับการท่องเที่ยวได้ โดยผู้ประกอบการ และคนในพื้นที่พร้อมเดินหน้าต่อ และอยากให้นักท่องเที่ยวกลับมาเที่ยวเมืองปัวอีกครั้ง เพราะการท่องเที่ยว ยังเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378982287&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZYLFG7Fx6YpWVzPNdjcIL