Blog

  • สหรัฐฯ เปิดฉาก “ดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” โดดเดี่ยวอิหร่าน | เที่ยงทันข่าว | 25 ส.ค. 69

    สหรัฐฯ เปิดฉาก “ดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” โดดเดี่ยวอิหร่าน | เที่ยงทันข่าว | 25 ส.ค. 69

    สหรัฐฯ ประกาศขยายมาตรการคว่ำบาตรรองอย่างเป็นทางการ หวังตัดท่อน้ำเลี้ยงอิหร่านทั้งหมด

    #สหรัฐ #อิหร่าน #สงครามตะวันออกกลาง #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เที่ยงทันข่าว

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 02-118-0054
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/225370&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0btRypolvRG6tun2uv5TKh

  • รายงานสินค้าปัจจัยการผลิต เช่น เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ในตลาดเมียนมา ปี 2569

    รายงานสินค้าปัจจัยการผลิต เช่น เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ในตลาดเมียนมา ปี 2569

    สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเป็นประเทศเพื่อนบ้านสำคัญของไทย มีพรมแดนติดกัน 2,401 กิโลเมตร มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีความสำคัญต่อกันทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม ตลอดจนมีความต้องการและนิยมสินค้าไทย โดยเมียนมานอกจากเป็นตลาดการค้าแล้ว สามารถเป็นแหล่งวัตถุดิบและแหล่งผลิตที่สำคัญ เพราะเมียนมามีทรัพยากรที่มีศักยภาพและแรงงานจำนวนมาก สามารถเป็นพันธมิตรธุรกิจกับไทย ทั้งการค้ากับเมียนมา รวมทั้งการลงทุนและการทำธุรกิจในเมียนมา

    อย่างไรก็ตาม เมียนมามีความท้าทายเรื่องต่างๆ เช่น ความขัดแย้งกันภายในเมียนมา การสู้รบปะทะกันบางพื้นที่ กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องการขอใบอนุญาตนำเข้า (Import License) อัตราแลกเปลี่ยน สภาพคล่องเงินต่างประเทศในเมียนมา การชำระเงินระหว่างประเทศ เงินเฟ้อสูง เงินจ๊าตอ่อนค่า กำลังซื้อลดลง ข้อจำกัดโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น กล่าวได้ว่าเมียนมาเป็นตลาดที่มีโอกาสและศักยภาพ แม้จะมีความท้าทายต่างๆ หลายประการ ซึ่งหากสามารถปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้รองรับและก้าวข้ามความท้าทายหรือข้อจำกัดต่างๆ ได้ ก็จะเป็นบันไดสู่ความสำเร็จ ปักหมุดในใจคนเมียนมาและตลาดเมียนมาต่อไป 

    ทั้งนี้ ในปี 2569 เป็นโอกาสอันดีที่ความท้าทายเรื่องต่างๆ ของเมียนมามีแนวโน้มดีขึ้นและคลี่คลายมากขึ้น เช่น การเลือกตั้งในเมียนมาและการจัดตั้งรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่ นโยบายเมียนมาที่มีท่าทีและแนวโน้มผ่อนคลาย กฎระเบียบและการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ การค้า การเงิน มากขึ้น ซึ่งต้องติดตามการดำเนินการตามนโยบายเมียนมาดังกล่าวต่อไป (Policy in Action) รวมทั้งการกลับมาเปิดด่านเมียวดี (สะพาน 2 รถขนส่งสินค้า) เมื่อปลายเดือน พ.ค. 69 หลังจากปิดชั่วคราวตั้งแต่ 18 ส.ค. 68 โดยปัจจุบันเมียนมาควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวได้แล้ว ซึ่งส่งผลดีต่อการค้าและการขนส่งของไทย-เมียนมาที่ใช้ด่านแม่สอด-เมียวดี และเส้นทางเมียวดี-ย่างกุ้ง อย่างไรก็ตาม สินค้านำเข้าเมียนมาทุกด่านการค้า ทุกเส้นทางการขนส่งต้องมีใบอนุญาตนำเข้า (Import License) ก่อนนำเข้าสู่เมียนมา

    สำหรับสินค้าป้จจัยการผลิต เช่น เม็ดพลาสติด เคมีภัณฑ์ เป็นโอกาสตลาดในเมียนมา เนื่องจากเมียนมาส่งเสริมการผลิตในเมียนมา สร้างการจ้างงาน ยกระดับการผลิต การแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อผลิตสินค้าใช้เองในเมียนมา ลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และเป็นโอกาสส่งออกสินค้าที่ผลิตในเมียนมา ซึ่งการส่งเสริมการผลิตในเมียนมา ได้ส่งผลให้ความต้องการวัตถุดิบภาคอุตสาหกรรมการผลิตในเมียนมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเม็ดพลาสติก และเคมีภัณฑ์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีความสำคัญต่อการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค บรรจุภัณฑ์ อาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนสินค้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน โดยภาคการผลิตและอุตสาหกรรมในเมียนมาเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเมียนมาและได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนักลงทุนในเมียนมาและนักลงทุนต่างชาติ

    ในการนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง (สคต.ย่างกุ้ง) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดทำรายงาน “รายงานสินค้าปัจจัยการผลิต เช่น เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ในตลาดเมียนมา” เพื่อให้ได้ทราบถึงแนวโน้ม โอกาส ความท้าทาย และแนวทางก้าวข้ามความท้าทายของตลาดสินค้าดังกล่าวในเมียนมา รวมทั้งมีข้อมูลรายชื่อและ Contact ผู้นำเข้าเครื่องจักรกลการเกษตรในเมียนมาเพื่อเปิดโอกาสจับคู่ธุรกิจกันด้วย 

    สคต.ย่างกุ้ง หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานฉบับนี้จะมีส่วนสนับสนุนผู้ประกอบการและธุรกิจไทย ใช้เป็นข้อมูลและแนวทางให้พิจารณาวางแผนปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้รองรับโอกาสและก้าวข้ามความท้าทายหรือข้อจำกัดต่างๆ ปักหมุดสินค้าไทยและธุรกิจไทยในตลาดเมียนมาได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

      สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง

                          กันยายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/tt1rmd15piqpwyaa9rucocre&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wBPJMYAj4PA0qkg0HoCNx

  • ZoomIn: แบงก์ใหญ่ฟันธง! กนง.แช่แข็งดอกเบี้ย 1% ลากยาวถึงปี 70 ประคองเศรษฐกิจฟื้นช้า-อุ้มหนี้ครัวเรือน : อินโฟเควสท์

    ZoomIn: แบงก์ใหญ่ฟันธง! กนง.แช่แข็งดอกเบี้ย 1% ลากยาวถึงปี 70 ประคองเศรษฐกิจฟื้นช้า-อุ้มหนี้ครัวเรือน : อินโฟเควสท์

    2 แบงก์ใหญ่ SCB-KTB ฟันธง!! ที่ประชุม กนง. 26 ส.ค. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ยาวถึงปี 70 สนับสนุนเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นช้า และเติบโตไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง-ภาคครัวเรือน-SMEs ที่ยังแบกปัญหาหนี้สูง การเงินตึงตัว ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง เชื่อกรณีส่วนต่างดอกเบี้ยไทย-สหรัฐ ไม่เป็นประเด็นกดดันให้บาทผันผวนแรง มั่นใจ ธปท. มีเครื่องมือดูแลเพียงพอ

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย ประเมินว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบวันที่ 26 ส.ค.นี้ จะมีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% โดยให้เหตุผลว่าเป็นระดับดอกเบี้ยที่เหมาะสมต่อสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้

    ขณะที่ภาพเงินเฟ้อของไทยยังไม่มีประเด็นที่น่ากังวลถึงขั้นที่ กนง.ต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเหมือนธนาคารกลางอื่น ๆ เพราะมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ อีกทั้งเงินเฟ้อไทยมักจะชะลอลงได้เร็ว หรือเกิด Disinflation ได้เร็ว เมื่อปัจจัยกดดันคลี่คลายลง เช่นที่เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยมองว่า ธปท. จะยังคงเดินหน้าสนับสนุนการใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดร่วมกับสถาบันการเงิน เพื่อช่วยประคับประคองลูกหนี้ครัวเรือนกลุ่มเปราะบางและ ธุรกิจ SMEs

    ส่วนที่มีการมองกันว่า การลดดอกเบี้ยจะช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย บรรเทาปัญหาภาระหนี้ครัวเรือนและหนี้ SMEs ลงได้ เพราะปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ 1.00% ถือว่าต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ค่อนข้างมาก ซึ่งเสี่ยงให้เงินบาทผันผวนอ่อนค่า แต่นายพูน เชื่อว่า ธปท. จะคอยเข้ามาช่วยลดทอนความผันผวนของค่าเงินบาทตามปกติที่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการแก้ไขปัญหนี้ด้วยมาตรการที่เฉพาะเจาะจงต่าง ๆ

    สำหรับอัตราเงินเฟ้อของไทยในปัจจุบัน แม้ล่าสุดจะชะลอตัวลงบ้าง แต่ก็ยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง จากผลของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง จะทำให้ กนง.สามารถมองข้าม (Look through) ปัจจัยเงินเฟ้อฝั่งอุปทานนี้ เพื่อตรึงดอกเบี้ยต่ำต่อได้อีกนานแค่ไหนนั้น นายพูน เห็นว่า ตราบใดที่ยังไม่เห็นสัญญาณการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้างอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับวัฎจักรการปรับขึ้นค่าจ้าง และราคาสินค้า/บริการ (Wage-Price spiral) ซึ่งอาจทำให้ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะปานกลางเร่งสูงขึ้นชัดเจน ทาง กนง. จะยังคงสามารถมองผ่านอัตราเงินเฟ้อที่สูงชั่วคราวจากปัจจัยอุปทานได้

    “เรามองว่า สภาพเศรษฐกิจไทย ทำให้เกิด Wage-Price spiral ได้ยาก อีกทั้งผู้ประกอบการจะยังสามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น ไปยังราคาสินค้าและบริการได้มาก หรืออาจส่งผ่านบ้าง แต่จะไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูง สู่ราคาได้นาน เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศ ยังคงถือกดดันจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูง” นายพูน ระบุ

    ทั้งนี้ หากประเมินจากช่วงที่มีการทยอยขึ้นดอกเบี้ยในปี 2565 จะเห็นได้ว่า อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะปานกลาง ได้ทยอยสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปี 2564 (อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทะลุกรอบ 3% ตั้งแต่เดือนมกราคม 2565) สะท้อนให้เห็นว่า กนง. อาจต้องการรอความชัดเจนราว 6 เดือนก่อนจะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย เมื่อเผชิญความเสี่ยงเงินเฟ้อ ทั้งการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง รวมถึงแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการรับมือปัญหาเงินเฟ้อที่ทาง กนง. ได้ระบุไว้ในการประชุมล่าสุด

    นายพูน ประเมินว่า กนง. จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ไม่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์หรือไม่ก็ตาม เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ และการฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึงอย่างชัดเจน แม้จะได้อานิสงส์จากกระแส AI Boom แต่หากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงหนักกว่าคาด เช่น สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นมาก จนราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทะลุโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนานเกิน 1 เดือน เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงหนัก ตามผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการลงทุนใน AI และความต้องการสินค้าในธีม AI ที่ชะลอตัวลงมาก ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือนและ SMEs

    “เราจะไม่ปิดโอกาสที่ กนง. อาจเลือกลดดอกเบี้ยลงบ้าง เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ พร้อมกับเข้าดูแลความผันผวนของค่าเงิน ที่เสี่ยงผันผวนอ่อนค่ามากภายใต้ภาวะดังกล่าว แต่หากการประเมินของเราถูกต้อง เรามองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้ และปีหน้า ก่อนที่จะเริ่มทยอยขึ้นดอกเบี้ยได้ในปี 2571 เมื่อเศรษฐกิจกลับมาขยายตัวสู่ระดับศักยภาพและการฟื้นตัวมีความทั่วถึงมากขึ้น” นายพูน ระบุ

    พร้อมคาดว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย อาจสูงขึ้นสู่ระดับ 1.75-2.00% (Nominal Neutral Rate) ได้ภายในปี 2572-2573 ซึ่งจะเป็นระดับที่ต่ำลงจากในอดีต เนื่องจากศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ทยอยลดลง

    *เปิด 3 เหตุผลหนุน กนง. คงดอกเบี้ย

    นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ประเมินในทิศทางเดียวกันว่า กนง.จะมีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% เหตุผลสำคัญจาก 3 ประเด็น คือ 1.ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อปรับลดลง และ 2.เศรษฐกิจไทยโตไม่ทั่วถึง หลายภาคส่วนยังอ่อนแอ และ 3.ภาวะการเงินไทยตึงตัว โดยเฉพาะของภาคครัวเรือนและธุรกิจ SME

    • ความเสี่ยงเงินเฟ้อสูง ปรับลดลงแล้ว ก่อนหน้านี้ที่เคยกังวลว่าสงครามอิหร่านและสหรัฐฯ จะกดดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้นกว่ากรอบเป้าหมายของ ธปท.นั้น ล่าสุดอัตราเงินเฟ้อไทยออกมาต่ำกว่า 2% แล้ว นอกจากนี้ กนง. ยังสื่อสารชัดเจนว่า สามารถมองข้ามแรงกดดันเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทานได้ ถึงแม้ว่าแนวโน้มเงินเฟ้อในช่วงปลายปีอาจกลับมาเร่งตัวได้อีกเล็กน้อย แต่ก็คาดว่าจะอยู่ไม่เกินขอบบนของกรอบเป้าหมาย 1-3% ดังนั้น ความจำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยจึงลดลง แม้ว่าผู้ร่วมตลาดบางส่วนอาจจะมองว่าธนาคารกลางหลักของโลกจะอยู่ในวัฏจักรดอกเบี้ยขึ้นก็ตาม
    • เศรษฐกิจไทยยังเติบโตได้ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะครัวเรือน รายได้น้อย และธุรกิจ SME มีความเสี่ยงสูง นอกจากนี้ ภาวะตลาดแรงงานในช่วง H1/69 อ่อนแอลงชัดเจน สะท้อนจากตัวชี้วัดตลาดแรงงานแย่ลงเกือบทุกมิติ เช่น จำนวนผู้มีงานทำ ค่าจ้าง และชั่วโมงการทำงาน อีกทั้งตัวเลขการปิดกิจการสูงขึ้นต่อเนื่อง มีแนวโน้มกดดันการจ้างงานในระยะข้างหน้า
    • ภาวะการเงินตึงตัว โดยพบว่า สินเชื่อครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ยังเผชิญภาวะการเงินตึงตัว สินเชื่อ SMEs ราว 24% จัดอยู่ใน Stage 2-3 คือมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สูง

    อย่างไรก็ดี กรณีที่มีการมองกันว่าส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยนโยบายของไทยและสหรัฐค่อนข้างกว้าง (ปัจจุบัน ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 1% ส่วนดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐอยู่ที่ 3.50-3.75%) นั้น นายวชิรวัฒน์ เชื่อว่า กนง. มีเครื่องมือในการบริหารจัดการไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนมากเกินไป อีกทั้งไทยยังมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่ง เป็น cushion ต่อความเสี่ยงเรื่อง capital flights ได้

    นอกจากนี้ ความเสี่ยงที่ไทยจะถูกจัดเป็นประเทศผู้แทรกแซงค่าเงินจากทางสหรัฐฯ ลดลงด้วย หลังไทยเข้าเกณฑ์เพียงแค่ 1 ข้อ จาก 3 ข้อ (ก่อนหน้านี้ เคยเข้าเกณฑ์ 2 ข้อ) ทำให้ ธปท. ยังพอมี room ในการเข้าดูแลค่าเงิน

    “ประเด็นเรื่องส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนั้น ที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยต่ำกว่าสหรัฐฯ ถึง 2.75% นั้น เชื่อว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะไม่กว้างขึ้น เพราะมองว่าเฟดจะสามารถคงดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ได้ (แม้ว่าตลาดจะมองว่าเฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม) ดังนั้น ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ จึงมีแนวโน้มทรงตัว และไม่กดดันค่าเงินบาท รวมถึงการดำเนินนโยบายการเงินของ กนง. เพิ่มเติม” นายวชิรวัฒน์ ระบุ

    พร้อมมองว่า หากการประชุม กนง.รอบนี้ มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% มองว่าน่าจะเป็นระดับต่ำสุดในวัฏจักรรอบนี้ หากไม่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หรือวิกฤตพลังงานที่เหนือความคาดหมาย

    ทั้งนี้ เชื่อว่า กนง.จำเป็นต้องชั่งน้ำหนักระหว่างหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น 1) เงินเฟ้อที่ยังมีความเสี่ยงด้านสูงอยู่ 2) เศรษฐกิจที่โตไม่ทั่วถึง และ 3) การรักษา Policy space เอาไว้เผื่อว่าหากมีวิกฤตที่ไม่คาดคิด หรือเกิด shock ทางเศรษฐกิจเข้ามา กนง. จะยังเหลือเครื่องมือนโยบายการเงินในการเข้ากระตุ้นเศรษฐกิจได้

    “ดังนั้น ด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำมากแล้ว จึงอาจเหมาะสมที่จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับปัจจุบันก่อน และใช้มาตรการทางการเงินด้านอื่นประกอบ เช่น SME Credit Boost ที่มีกลไกแชร์ความเสี่ยงเครดิต สำหรับสินเชื่อใหม่ เพื่อให้มีการปล่อยสินเชื่อได้ง่ายขึ้น รวมถึงการเสริมสภาพคล่องและยกระดับศักยภาพ SME และการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน เป็นต้น” นายวชิรวัฒน์ กล่าวในท้ายสุด

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/636006&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Fcgbp2A9IQOBRibkFkg5X

  • ครม.ปลดล็อกเมืองการบินอู่ตะเภา ดึงลงทุน 1.3 ล้านล้าน

    ครม.ปลดล็อกเมืองการบินอู่ตะเภา ดึงลงทุน 1.3 ล้านล้าน

    ครม.ปลดล็อกสิทธิประโยชน์ ‘เมืองการบินอู่ตะเภา’ ดึงลงทุน 1.3 ล้านล้าน จ้างงาน 6.3 หมื่นตำแหน่ง

    ครม.เดินหน้าปลดล็อกมาตรการลงทุน ‘เมืองการบินอู่ตะเภา’ หวังเร่งสร้างกิจกรรมเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC ตั้งเป้าดึงเงินลงทุนเอกชน 1.3 ล้านล้านบาท สร้างงานกว่า 63,700 ตำแหน่ง พร้อมคาดปีแรกหลังเปิดให้บริการเพิ่ม GDP กว่า 3.7 หมื่นล้านบาท

    ท่ามกลางโจทย์การลงทุนของไทยที่ต้องเร่งสร้างแรงจูงใจใหม่เพื่อดึงเงินลงทุนภาคเอกชน คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (25 สิงหาคม 2569) เดินหน้าอีกหนึ่งโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วยการรับทราบมาตรการสนับสนุนที่จำเป็นและเร่งด่วนสำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก

    เป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงการพัฒนาสนามบิน แต่คือการสร้าง ‘เมืองการบิน’ ให้เป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดึงผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมเป้าหมายเข้ามาลงทุน เชื่อมโยงการเดินทาง การท่องเที่ยว และธุรกิจโดยรอบ และเร่งให้มาตรการต่าง ๆ สามารถใช้ได้จริงภายในวันที่ 30 กันยายน 2569

    ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ดึงดูดผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมเป้าหมาย และผลักดันโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกให้เดินหน้าโดยเร็ว

    หั่นภาษี-เปิด EECa Visa ดึงทุนและบุคลากร

    หัวใจสำคัญของมาตรการรอบนี้ คือการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน โดยเปิดทางให้ผู้ประกอบการสามารถนำรายจ่ายลงทุนในสินทรัพย์ (CAPEX) และรายจ่ายดำเนินงาน (OPEX) มาหักในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 2 เท่า

    ขณะเดียวกัน ยังสามารถพิจารณามาตรการเพิ่มเติมสำหรับธุรกิจที่ลงทุนในแรงงานทักษะสูง เทคโนโลยีสมัยใหม่ พลังงานสะอาด การถ่ายทอดองค์ความรู้หรือเทคโนโลยี และการลงทุนในสินทรัพย์มูลค่าสูงที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ

    ด้านการดึงบุคลากรจากต่างประเทศ รัฐบาลเตรียมอำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติสามารถเข้ามาทำงานหรือประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเมืองการบินภาคตะวันออก ผ่านการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ หรือ EECa Visa

    รวมถึงลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผู้ประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศเฉพาะการขนส่งทางอากาศ โดยมาตรการด้านภาษีจะกำหนดระยะเวลาคราวละ 5 ปี ก่อนประเมินผลสัมฤทธิ์และความคุ้มค่าเพื่อพิจารณาต่ออายุ

    ไม่หยุดแค่สนามบิน เล็งต่อยอด Cruise-Yacht-Feeder

    อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลต้องการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้เชื่อมโยงกับเมืองการบินมากกว่าธุรกิจการบินโดยตรง โดยมีแนวทางลดค่าจดทะเบียนการเช่าและค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์

    พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา ท่าเรือสำราญ (Cruise) ท่าเรือยอร์ช (Yacht Marina) และระบบขนส่งขนาดรอง (Feeder Systems) รวมถึงการขยายพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเมืองการบินภาคตะวันออก

    แนวทางดังกล่าวจะช่วยเชื่อมสนามบินเข้ากับกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว การเดินทาง และการลงทุนในพื้นที่โดยรอบ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานหลัก

    นอกจากนี้ กพอ. ยังเห็นชอบให้ปรับมาตรการบางส่วนให้สอดคล้องกับกฎหมายและการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะแนวทางยกเว้นภาษีอากรสำหรับการอุปโภคบริโภคและการประกอบกิจการในเขตประกอบการค้าเสรี (Free Trade Zone) รวมถึงการนำเข้า ซ่อมบำรุง และเก็บรักษารถแข่ง รถคลาสสิก และรถสะสมส่วนบุคคล ซึ่งจะต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ต่อไป

    เป้าดึงลงทุน 1.3 ล้านล้าน สร้างงาน 6.3 หมื่นตำแหน่ง

    ผลที่รัฐบาลคาดหวังจากมาตรการครั้งนี้ จึงไม่ได้วัดเพียงความคืบหน้าของโครงการสนามบิน แต่รวมถึงการสร้าง ‘ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ’ รอบเมืองการบิน

    สกพอ. ประเมินว่า โครงการจะช่วยกระตุ้นการลงทุนจากภาคเอกชนประมาณ 1.3 ล้านล้านบาทตลอดอายุโครงการ และสร้างการจ้างงานรวมกว่า 63,701 ตำแหน่ง

    ขณะเดียวกัน เมื่อเริ่มเปิดให้บริการ คาดว่าจะช่วยเพิ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 400,000 คนต่อปี และเพิ่มการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ประมาณ 20,000 ล้านบาท

    ที่สำคัญคือคาดว่าจะสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP เพิ่มขึ้นมากกว่า 37,000 ล้านบาทในปีแรกที่เปิดให้บริการ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตลอดระยะเวลาโครงการ

    เร่งออกกฎหมาย หวังเห็นผลภายใน ก.ย.นี้

    สำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ EEC โดย สกพอ. และบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ได้ลงนามสัญญาร่วมลงทุนตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2563

    หลังจากนี้ กพอ. มอบหมายให้ สกพอ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการออกกฎหมายและดำเนินการตามมาตรการที่ได้รับความเห็นชอบ เพื่อให้สามารถเกิดผลในทางปฏิบัติภายใน 30 กันยายน 2569

    ภาพที่รัฐบาลต้องการเห็นจึงไม่ใช่เพียง “สนามบินใหม่” แต่เป็นการใช้โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เป็นตัวเร่งให้เกิดเงินลงทุนใหม่ ธุรกิจใหม่ การจ้างงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องใน EEC

    หากมาตรการจูงใจสามารถเปลี่ยนจากสิทธิประโยชน์บนกระดาษไปสู่การตัดสินใจลงทุนจริงได้ตามเป้า เมืองการบินอู่ตะเภาจะกลายเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการดึงเม็ดเงินเอกชนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/uttapao-1-3-trillion&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0c4gP3BKI55RGb0_Dw3mJO

  • หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่รุกเศรษฐกิจอายุรวัฒน์โต 1.5 แสนล้าน ปั้นเชียงใหม่สู่ศูนย์กลาง Longevity ระดับโลก | TOPNEWS

    หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่รุกเศรษฐกิจอายุรวัฒน์โต 1.5 แสนล้าน ปั้นเชียงใหม่สู่ศูนย์กลาง Longevity ระดับโลก | TOPNEWS

    หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่รุกเศรษฐกิจอายุรวัฒน์ Longevity Economy จัดงาน Chiang Mai Longevity Summit 2026 วางยุทธศาสตร์ 5 ปี เคลื่อนผ่าน 5 คลัสเตอร์ อาหารอายุรวัฒน์ – สมุนไพรและเวชสำอาง-การแพทย์-จิตวิถี Mindfulness และ ตลาดเชิงรุก-ดิจิตัล AI สร้างรายได้ใหม่ 1.5 แสนล้าน Kick off ปั้นเชียงใหม่สู่ศูนย์กลาง Longevity – Wellness ระดับโลก เดินหน้าเปิด 4 เส้นทางนำร่องท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ พร้อมเชื่อมโยงยกระดับสมุนไพรสู่นวัตกรรมเชิงการแพทย์ (Medical-Grade) ขยายตลาดสุขภาพเชิงป้องกัน ตอบสนองกลุ่มผู้บริโภค Luxury ที่มีกำลังซื้อสูง

    นายอาคม สุวรรณกันธา รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนจาก องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุม และนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และเครือข่ายภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ จะได้จัดงาน “Chiang Mai Longevity Summit 2026: World Class Wellness Destination” ขึ้นระหว่างวันที่ 3-4 กันยายน 2569 ณ โรงแรมแชงกรีล่า เชียงใหม่ อันเป็นโครงการสำคัญที่จะเปลี่ยนเชียงใหม่ให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมูลค่าสูง ผ่านแผนยุทธศาสตร์ด้านอายุรวัฒน์ของเชียงใหม่ 5 คลัสเตอร์หลัก โดยตั้งเป้าในปี 2574 หรือ 5 ปีข้างหน้าจะผลักดันรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติของจังหวัดเชียงใหม่ให้บรรลุเป้าหมาย 1.5 แสนล้านบาท

    โดยกลยุทธ์ที่วางไว้ในระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2570-2574) คือ การขยายฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากเดิม 3 ล้านคน สู่ 7.5 ล้านคน โดยเพิ่มค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของต่างชาติทั่วไปจาก 12,485 บาท เป็น 20,000 บาท/ครั้ง และดึงดูดกลุ่ม Wellness Tourist ต่างชาติ ที่มีการใช้จ่ายสูงถึง 45,000 – 80,000 บาท/ครั้ง โดยวางเป้าให้สัดส่วนเศรษฐกิจ Longevity Wellness เป็นร้อยละ 35 ของ GPP ให้มีมูลค่า 52,500 ล้านบาท ผ่านคลัสเตอร์ด้านอายุรวัฒน์ ที่เชียงใหม่ได้กำหนดไว้ได้แก่ 1.) ด้านการแพทย์และสุขภาพ 2.) ด้านอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารปลอดภัยและอาหารสุขภาพเฉพาะบุคคล 3.) ด้านเวชสำอาง สมุนไพร และผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง 4.) ด้านกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตใจและวิถีชีวิต มุ่งเน้นการบำบัดจิตใจ ธรรมชาติบำบัด และ Lifestyle Wellness และ 5.) ด้าน การตลาดเชิงรุกเพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวคุณภาพโดยเฉพาะด้านวัตกรรมและดิจิตัล

    ทั้งนี้แผนการลงทุนระยะ 5 ปี ที่ทางหอการค้าฯ ได้ร่วมกับทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ร่วมวางยุทธศาสตร์ไว้เพื่อขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่การเป็น Longevity Hub ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 1,141 ล้านบาท ผ่าน 5 เสาหลักยุทธศาสตร์ รวม 14 โครงการเรือธง (Flagship Projects) เช่น ด้านเวชสำอาง สมุนไพร และผลิตภัณฑ์สุขภาพ เนื่องจากเชียงใหม่เป็นมหานครแห่งสมุนไพรจังหวัดที่ 17 จำเป็นที่จะต้องดำเนินยกระดับมาตรฐานเวชสำอางและสมุนไพรสู่ตลาดมูลค่าสูงมาตรฐานสากล ด้านการแพทย์ได้แก่ ส่งเสริมพื้นที่นวัตกรรมและการบริการสุขภาพพิเศษ (Wellness Sandbox) โครงการระบบนิเวศเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) และยกระดับแบรนด์สุขภาวะล้านนา โครงการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจิตและจิตวิญญาณล้านนา (Lanna Mindfulness) เป็นต้น

    “การจัดโครงการครั้งนี้ถือเป็นโครงการนำร่องที่จังหวัดเชียงใหม่ถือว่ามีความพร้อม ในการยกระดับเป็นศูนย์กลางด้าน Wellness ในระดับสากล สอดคล้องกับแผน Longevity Economy ของสภาพัฒน์ได้กำหนดในแผน 14 แนวโน้มของสังคมผู้สูงวัยในอนาคตจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องสร้างกลไกใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพและการชะลอวัย (Wellness and Longevity) การประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์เพื่อสกัดสารสำคัญจากสมุนไพรสู่นวัตกรรมเชิงการแพทย์ (Medical-Grade) ขยายตลาดสุขภาพเชิงป้องกัน ตอบสนองกลุ่มผู้บริโภค Luxury ที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งมักจะมีการใช้จ่ายไปกับประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวและสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันเชียงใหม่มีการลงทุนมากขึ้นด้าน สปาเชิงการแพทย์ เวชศาสตร์ชะลอวัย Longevity Clinics”

    การจัดงานครั้งนี้ในวันที่ 3 กันยายน มีกิจกรรมไฮไลท์ภายในงาน ได้แก่ การบรรยายพิเศษหัวข้อ “Longevity Wellness Hub Thailand: The Land of Life” โดยอ.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ การแพทย์ อาหาร เวชสำอาง กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ และการท่องเที่ยว

    การเสวนาหัวข้อ “เชียงใหม่จุดหมายปลายทางของ Longevity และ Wellness – ระดับโลก” วิทยากรประกอบด้วย คุณเอิบลาภ ศรีภิรมย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสินค้าท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คุณศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) นพ.ประชา กัญญาประสิทธิ์ ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ และศัลยแพทย์ระบบประสาท โรงพยาบาลวิลเลี่ยม คุณชวลิต สินธุเขียว ประธานสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย และนายกสมาคมส่งเสริมบริการสุขภาพเชียงใหม่

    การบรรยายยุทธศาสตร์อายุวัฒน์เชียงใหม่และแผนงาน 5 ปี 5 Pillars ของ คลัสเตอร์ Chiang Mai Longevity และ Wellness โดย ผศ.ดร.เกษมศักดิ์ อุทัยชนะ รองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU STeP) การบรรยายหัวข้อ Chiang Mai Wellness Playbook 2026 โดย อาจารย์ ดร.รติมา ศรีสมวงศ์ และอาจารย์ ดร.อธิชา แขวงโสภา คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม , Networking-Workshop อนาคตยุทธศาสตร์อายุรวัฒน์เชียงใหม่ ทศวรรษหน้า 2035โดย คุณชวนัสถ์ สินธุเขียว ประธานสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย และนายกสมาคมส่งเสริมบริการสุขภาพเชียงใหม่ การจับคู่ธุรกิจ Business Matching และบูธจัดแสดงสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการและพันธมิตรด้าน Longevity Economy กว่า 20 กิจการ

    ส่วนกิจกรรมที่ 2 วันที่ 4 กันยายน 2569 เป็นการการลงพื้นที่สำรวจศักยภาพ Longevity-Wellness Route เส้นทางอายุรวัฒน์ 4 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทาง 1 Holistic Retreat – Longevity Route ผ่านประสบการณ์ Mindfullness กิจกรรมได้แก่ Welcome & Cacao Experience ดื่มคาเคาและซทาคเคา Yoga Nidra & Crystal Singing Bowls กิจกรรมโยคะนิทราและคริสตัลซิงกิงโบวล์ ขันโตกชุมชน (Community Khantoke) เยี่ยมชมวัดอรัญญาวาส (Wellness Temple) โลหะปราสาทพระธาตุศรีเมืองปง สัมผัสการเจริญสติ การนวดฝ้าเท้าด้วยตนเอง และการฝึกพิจารณาสติ และกิจกรรมอาชาบำบัด Horse Experience ที่ ปงยั้งม้า ถิ่นตำนานแห่งการหยุดม้าในอดีต ได้แก่ การทำขนมม้า ป้อนขนมม้า ขี่ม้า และถ่ายรูปกับม้า

    เส้นทาง 2 Hot Spring Agri-Gastronomy Route : เยี่ยมชมแผนพัฒนาน้ำพุร้อนสันกำแพง การนวดโพธิ์ ล้านนา ทดลองแช่เท้าและ Hydrotherapy กิจกรรมนวด ประคบสมุนไพร

    เส้นทางที่ 3 -Medical Innovation Excellence Route : ศึกษาศักยภาพด้านการแพทย์ Health Tech ได้แก่ เยี่ยมชมศึกษาดูงานโรงพยาบาลเชียงใหม่ราม และศูนย์ Wellness ของโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงใหม่ ชมนวตกรรม นอร์ท ไอวีเอฟ สหคลินิก และศูนย์ส่งเสริมพฤฒพลังผู้สูงอายุ

    เส้นทางที่ 4 – The Secrets of BoKaeo ถอดรหัสร้อยปี วิถีอายุรวัฒน์ : สะเมิง-บ่อแก้ว เยี่ยมชมหมู่บ้านอายุรวัฒน์ พักค้างคืนในหมู่บ้าน 1 คืน เพื่อชมวิถีชีวิตของผู้ที่มีอายุยืน เน้นการใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ และสุขภาวะที่ดี ในเส้นทางถ้ำสีรุ้ง Unseen Thailand อุทยานแห่งชาติขุนขาน รับฟังประวัติศาสตร์ชุมชน รายละเอียดเกี่ยวกับวิถีแห่ง Longevity และ เคล็ดลับแห่งการมีอายุรวัฒน์การสร้าง Healthspan ที่ยืนยาว ชิมเมนู Signature 12 เซียน ทะเลหมอก บ่อแก้ว และ เครื่องดื่มพิเศษของบ่อแก้ว วันที่สอง ถอดรหัสวิถีม้งห้วยน้ำจาง ศึกษาวิถีชุมชนชุมชนชาติพันธุ์ม้ง เยี่ยมชมบ้านม้งโบราณ ชิมกลางวันชาติพันธุ์ท้องถิ่น และถอดรหัสวิถีปกาเกอะญอ เดินทางสู่บ้านปกาเกอะญอบ้านแม่ชะปู ศึกษาวิถีชุมชนปกาเกอะญอ เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1672642&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JloI229e7tDnYecIuIkGA

  • รายงาน ธุรกิจบริการการขนส่งทางบก เส้นทางแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก (แม่สาย-ท่าขี้เหล็ก- ตองจี-มัณฑะเลย์) ปี 2569

    รายงาน ธุรกิจบริการการขนส่งทางบก เส้นทางแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก (แม่สาย-ท่าขี้เหล็ก- ตองจี-มัณฑะเลย์) ปี 2569

    สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเป็นประเทศเพื่อนบ้านสำคัญของไทย มีพรมแดนติดกัน 2,401 กิโลเมตร มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีความสำคัญต่อกันทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม ตลอดจนมีความต้องการและนิยมสินค้าไทย โดยเมียนมานอกจากเป็นตลาดการค้าแล้ว สามารถเป็นแหล่งวัตถุดิบและแหล่งผลิตที่สำคัญ เพราะเมียนมามีทรัพยากรที่มีศักยภาพและแรงงานจำนวนมาก สามารถเป็นพันธมิตรธุรกิจกับไทย ทั้งการค้ากับเมียนมารวมทั้งการลงทุนและการทำธุรกิจในเมียนมา

    อย่างไรก็ตาม เมียนมามีความท้าทายเรื่องต่างๆ เช่น ความขัดแย้งกันภายในเมียนมา การสู้รบปะทะกันบางพื้นที่ กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องการขอใบอนุญาตนำเข้า (Import License) อัตราแลกเปลี่ยน สภาพคล่องเงินต่างประเทศในเมียนมา การชำระเงินระหว่างประเทศ เงินเฟ้อสูง เงินจ๊าตอ่อนค่า กำลังซื้อลดลง ข้อจำกัดโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น กล่าวได้ว่าเมียนมาเป็นตลาดที่มีโอกาสและศักยภาพ แม้จะมีความท้าทายต่างๆ หลายประการ ซึ่งหากสามารถปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้รองรับและก้าวข้ามความท้าทายหรือข้อจำกัดต่างๆ ได้ ก็จะเป็นบันไดสู่ความสำเร็จ ปักหมุดในใจคนเมียนมาและตลาดเมียนมาต่อไป 

    ทั้งนี้ ในปี 2569 เป็นโอกาสอันดีที่ความท้าทายเรื่องต่างๆ ของเมียนมามีแนวโน้มดีขึ้นและคลี่คลายมากขึ้น เช่น การเลือกตั้งในเมียนมาและการจัดตั้งรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่ นโยบายเมียนมาที่มีท่าทีและแนวโน้มผ่อนคลาย กฎระเบียบและการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ การค้า การเงิน มากขึ้น ซึ่งต้องติดตามการดำเนินการตามนโยบายเมียนมาดังกล่าวต่อไป (Policy in Action) รวมทั้งการกลับมาเปิดด่านเมียวดี (สะพาน 2 รถขนส่งสินค้า) เมื่อปลายเดือน พ.ค. 69 หลังจากปิดชั่วคราวตั้งแต่ 18 ส.ค. 68 โดยปัจจุบันเมียนมาควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวได้แล้ว ซึ่งส่งผลดีต่อการค้าและการขนส่งของไทย-เมียนมาที่ใช้ด่านแม่สอด-เมียวดี และเส้นทางเมียวดี-ย่างกุ้ง อย่างไรก็ตาม สินค้านำเข้าเมียนมาทุกด่านการค้า ทุกเส้นทางการขนส่ง ได้แก่ ด่านแม่สอด-เมียวดี ด่านท่าเรือระนอง-ย่างกุ้ง ด่านท่าเรือแหลมฉบัง-ย่างกุ้ง และด่านแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก ต้องมีใบอนุญาตนำเข้า (Import License) ก่อนนำเข้าสู่เมียนมา

    สำหรับธุรกิจบริการการขนส่ง (ธุรกิจ Logsitics) เส้นทางแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก (แม่สาย-ท่าขี้เหล็ก- ตองจี-มัณฑะเลย์) เป็นเส้นทางสำคัญเชื่อมโยงไทยกับภาคเหนือของเมียนมา เป็นอีกประตูการค้าการขนส่งของไทยและเมียนมา โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับเมืองตองจีที่เป็นอีกเมืองเศรษฐกิจของเมียนมาและเชื่อมโยงกับเมืองมัณฑะเลย์ที่เป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญอันดับ 2 ของเมียนมา (รองจากกรุงย่างกุ้ง) กล่าวได้ว่าเส้นทางการค้าการขนส่งดังกล่าวมีศักยภาพและมีความสำคัญ ช่วยสนับสนุนโอกาสการค้าไทยและเมียนมา รวมทั้งการลงทุนและการทำธุรกิจในเมียนมาด้วย

    ในการนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง (สคต.ย่างกุ้ง) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดทำรายงาน “ธุรกิจบริการการขนส่งทางบก เส้นทางแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก (แม่สาย-ท่าขี้เหล็ก- ตองจี-มัณฑะเลย์)” เพื่อให้ทราบข้อมูลด่านการค้าและเส้นทางขนส่งเส้นทางดังกล่าว ช่วยส่งเสริมสนับสนุนการค้าไทยและเมียนมา รวมทั้งการลงทุนและการทำธุรกิจในเมียนมา

    สคต.ย่างกุ้ง หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานฉบับนี้จะมีส่วนสนับสนุนผู้ประกอบการและธุรกิจไทย ใช้เป็นข้อมูลและแนวทางให้พิจารณาวางแผนปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้รองรับโอกาสและก้าวข้ามความท้าทายหรือข้อจำกัดต่างๆ ปักหมุดสินค้าไทยและธุรกิจไทยในตลาดเมียนมาได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

      สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง

                          กันยายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ui8nk6wmce0m5082sm5nh3zx&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22YaOSwrX77-BP32sIsQqM

  • ‘เอกนิติ’ ยันเศรษฐกิจไทยอ่วมไฟสงครามลามค่าครองชีพ เร่งออกกม.กู้เงิน4แสนล.ตัดวงจรก่อนปะทุสู่ปัญหาตกงาน

    ‘เอกนิติ’ ยันเศรษฐกิจไทยอ่วมไฟสงครามลามค่าครองชีพ เร่งออกกม.กู้เงิน4แสนล.ตัดวงจรก่อนปะทุสู่ปัญหาตกงาน

    ‘เอกนิติ’ เผยเศรษฐกิจไทยอ่วมวิกฤตจากสงคราม ลามสู่วิกฤตค่าครองชีพ ยืนยันความจำเป็นต้องเร่งออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านกู้สถานการณ์ ตัดวงจรวิกฤตลุกลามสู่ปัญหาชะลอการใช้จ่าย-ตกงาน ลั่นถึงเวลาต้องเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านพลังงาน-ปฏิรูปโครงสร้าง ชู 3 ภารกิจสำคัญ พยุงกำลังซื้อ-เปลี่ยนผ่าน-เร่งลงทุน

    25 ส.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยสะสมมานาน ขณะที่ไตรมาส 2 ปี 2569 ยังได้รับผลกระทบจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง จนกลายเป็นวิกฤตค่าครองชีพ จากราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่สูงขึ้น หากรัฐบาลไม่เร่งหยุดวงจรวิกฤตดังกล่าว ปัญหาจะเดินหน้าไปสู่วิกฤตของการชะลอการใช้จ่าย และไปสู่ปัญหาการตกงานในที่สุด

    ดังนั้น ผลกระทบดังกล่าวจึงกลายมาเป็นหัวใจสำคัญในการเดินหน้าออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงาน วงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งจะได้มีการตอบข้อซักถามถึงความจำเป็นในมิติต่าง ๆ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 26 ส.ค. นี้ ซึ่งรัฐบาลจะมีการยืนยันตัวเลขต่าง ๆ ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เครื่องชี้หรือตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาในขณะนี้ตรงกับที่ได้คาดการณ์เอาไว้

    “หากเราไม่หยุดวงจรวิกฤตนี้ เศรษฐกิจไทยอาจจะไม่ได้เจอแค่วิกฤตปากท้อง การดำเนินการช่วยเหลือ และบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพยุง และประคองเศรษฐกิจและสถานการณ์ปากท้องของประชาชนไว้อยู่ เพราะปัญหาเศรษฐกิจไทยถูกสะสมมานาน เป็นเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ จึงเป็นที่มาของการออก พ.ร.ก. กู้เงินในครั้งนี้” นายเอกนิติ กล่าว

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งมั่นในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ แม้จะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาก็ตาม เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานค่อนข้างสูง ตรงนี้จึงกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญ และสะท้อนให้เห็นชัดเจนแล้วจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด สูงถึง 5-6 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน

    รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวอีกว่า ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญที่สุด 3 เรื่อง ได้แก่ 1. ช่วยพยุงกำลังซื้อ ซึ่งถือเป็นปัญหาระยะสั้น ผ่านการประคับประคองเศรษฐกิจ 2. เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานทันที โดยเรื่องนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้กำชับให้กระทรวงต่าง ๆ เร่งนำเสนอโครงการเพื่อการเปลี่่ยนผ่านพลังงาน หลังจากที่ พ.ร.ก. กู้เงินเรียบร้อยไม่มีข้อสงสัยใด ๆ และ 3. เร่งเรื่องการลงทุน ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจของคนไทย และเอสเอ็มอีไทย การยกระดับการพัฒนาทักษะแรงงาน เอาทักษะใหม่ ๆ มาให้คนไทยเรียนรู้ เพื่อจะมีรายได้มากขึ้น เหล่านี้คือกระบวนการเปลี่ยนผ่านการลงทุนทั้งหมด

    “การเปลี่ยนผ่าน และการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมันต้องใช้เวลา แต่วันนี้รัฐบาลพยายามให้เศรษฐกิจแบบ K-Shape ซึ่งปัจจุบัน K ขาบนไปได้ค่อนข้างดี แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ K ขาล่าง คนที่ต้องการเข้าสู่ธุรกิจใหม่ทำไม่ได้ วันนี้หน้าที่ คือ ถ้าเราไม่เกาะ K ขาบน เราก็จะไม่เหลืออะไรเลย เราจะมีแค่ตัว K ขาล่างอย่างเดียว อยากให้คิดง่าย ๆ ว่า แบบนั้นจะไม่ใช่เศรษฐกิจแบบ K-Shape แต่จะกลายเป็นเศรษฐกิจแบบ A หางยาวที่ดิ่งอย่างเดียว วันนี้อย่างน้อยเรามี K แล้ว แต่ทำอย่างไรที่จะให้ K ขาบนสามารถถ่ายทอดมาถึง K ขาล่างได้ นี่คือหัวใจที่ต้องให้ความสำคัญ” นายเอกนิติ กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1057135/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_U9L5MPfDZmcLVas7UHIG

  • ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ต้อนรับสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม  และสถาบันพลาสติก เยี่ยมชมโรงงานที่จังหวัดระยอง ในฐานะองค์กรต้นแบบด้านการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน

    ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ต้อนรับสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และสถาบันพลาสติก เยี่ยมชมโรงงานที่จังหวัดระยอง ในฐานะองค์กรต้นแบบด้านการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน

    ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ต้อนรับสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และสถาบันพลาสติก เยี่ยมชมโรงงานที่จังหวัดระยอง ในฐานะองค์กรต้นแบบด้านการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน


    25/08/2569 | 49 |

    กรุงเทพฯ, 25 สิงหาคม 2569 – บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์สินค้าของซันโทรี่และเป๊ปซี่โคในประเทศไทย ต้อนรับคณะผู้บริหารและผู้แทนจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) และสถาบันพลาสติก เข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตเครื่องดื่มของบริษัทฯ ในจังหวัดระยอง เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการบรรจุภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การบริหารจัดการพลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนแนวทางการดำเนินธุรกิจสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    นายบวร กิติไพศาลนนท์ รักษาการผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กล่าวว่า “สศอ. มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยท่ามกลางบริบท เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG Model) มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในองค์กรต้นแบบที่นำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาปรับใช้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการส่งเสริมการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ การศึกษาดูงานในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเรียนรู้แนวปฏิบัติที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”

    นายศตพร สภานุชาต ผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูล วิจัยตลาด และการพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันพลาสติก กล่าวว่า “การใช้พลาสติกรีไซเคิล (Post-Consumer Recycled: PCR) และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้ 100% กำลังเป็นทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม การนำแนวทางดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมไทยยังมีความท้าทายในหลายมิติ ทั้งการคัดเลือกวัสดุที่ตอบโจทย์ด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการผลิต การออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycling) การบริหารจัดการต้นทุน ตลอดจนการปฏิบัติตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลาสติกสู่ความยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ เจ้าของแบรนด์ ไปจนถึงผู้ประกอบการรีไซเคิล เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้พลาสติกหมุนเวียนในระยะยาว”

    นางสาวศิริญญา กวิหาญกิตติ์ชัย รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายซัพพลายเชน บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ได้เดินหน้าพัฒนาการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การออกแบบและเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมการคัดแยกและรวบรวมขวด PET ใช้แล้ว ไปจนถึงการรีไซเคิลหมุนเวียนเป็นขวดใหม่ (Bottle-to-Bottle Recycling) เพื่อให้ทรัพยากรถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด ซึ่งหนึ่งในความภาคภูมิใจของเราคือการเป็นผู้บุกเบิกการใช้ขวดพลาสติกรีไซเคิล 100% (ขวด rPET 100%) รายแรกในตลาดเครื่องดื่มไทยในปี 2566 และได้ขยายการใช้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์มากกว่า 10 SKU ความมุ่งมั่นดังกล่าวได้รับการยอมรับผ่านรางวัล Circular Economy Product Award จากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม”

    “นอกเหนือจากการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรภายในโรงงานผลิตทั้งสองแห่งในจังหวัดระยองและสระบุรีอย่างต่อเนื่อง โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต จนสามารถลดการใช้น้ำได้ 38% ลดการใช้พลังงาน 25% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 12% เมื่อเทียบกับปี 2562  ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจภายใต้ค่านิยม “การเติบโตอย่างยั่งยืน” (Growing for Good) ที่มุ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม” นางสาวศิริญญา กล่าวเพิ่มเติม

    ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย เชื่อว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน การศึกษาดูงานในครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติด้านการผลิตอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิต เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และสนับสนุนการต่อยอดองค์ความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการสู่การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero ต่อไป


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/535254&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35I0RnzOcZWHpSgefTK5-Q

  • น้ำมัน WTI 24/08/69 ปิดลบ 2.05 ดอลลาร์ นักลงทุนขายทำกำไร หลังราคาพุ่งแรง 2 สัปดาห์ติด

    น้ำมัน WTI 24/08/69 ปิดลบ 2.05 ดอลลาร์ นักลงทุนขายทำกำไร หลังราคาพุ่งแรง 2 สัปดาห์ติด

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/169894&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GFmWQIyTfMLWYW5bEoKCf

  • แรงงานแพลตฟอร์มไร้กฎหมายคุ้มครอง อุปสรรคใหญ่เศรษฐกิจดิจิทัล

    แรงงานแพลตฟอร์มไร้กฎหมายคุ้มครอง อุปสรรคใหญ่เศรษฐกิจดิจิทัล

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-288&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LFABGDtrN0a_p3v5o0iJH