Blog

  • “ศุภจี” เสนอ 3 เสาหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจรับบริบทโลกใหม่ สร้างสมดุล-ยืดหยุ่น-กระจายโอกาส สู่คนไทย บนเวทีเปิดภาคการศึกษาหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 69

    “ศุภจี” เสนอ 3 เสาหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจรับบริบทโลกใหม่ สร้างสมดุล-ยืดหยุ่น-กระจายโอกาส สู่คนไทย บนเวทีเปิดภาคการศึกษาหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 69

    Logo

    กระทรวงพาณิชย์

    Ministry of Commerce

    “ศุภจี” เสนอ 3 เสาหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจรับบริบทโลกใหม่ สร้างสมดุล-ยืดหยุ่น-กระจายโอกาส สู่คนไทย บนเวทีเปิดภาคการศึกษาหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 69


    9/10/2569 | 63 |

    “ศุภจี” เสนอ 3 เสาหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจรับบริบทโลกใหม่ สร้างสมดุล-ยืดหยุ่น-กระจายโอกาส
    สู่คนไทย บนเวทีเปิดภาคการศึกษาหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 69

        รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษเปิดหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 69 
    เสนอยุทธศาสตร์ความมั่นคงเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ การสร้างสมดุลอำนาจและรักษาทางเลือก
    เชิงยุทธศาสตร์ การสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือและฟื้นตัว และการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อให้การค้าและการลงทุนสร้างรายได้แก่คนไทย พร้อมเชื่อมพลังภาครัฐ ภาคทหาร 
    และภาคเอกชนร่วมลดความเปราะบางและเสริมขีดความสามารถของประเทศ
        นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษเปิดภาคการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 69 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ณ หอประชุมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจไทยในภูมิทัศน์โลกใหม่: การสร้างสมดุลอำนาจ ความยืดหยุ่น และการเติบโตอย่างยั่งยืน” โดยเน้นย้ำว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นส่วนหนึ่ง
    ของความมั่นคงแห่งชาติ ไทยต้องรักษาทางเลือกในการร่วมมือกับโลก เตรียมพร้อมรับแรงกระแทก และทำให้โอกาสจากการค้าและการลงทุนสร้างรายได้และความสามารถให้คนไทยอย่างทั่วถึง
        นางศุภจี ระบุว่า การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ การปรับห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI 
    การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสังคมสูงวัย กำลังเปลี่ยนกติกาเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
    นอกประเทศสามารถส่งผ่านถึงต้นทุนธุรกิจ การจ้างงาน และค่าครองชีพได้รวดเร็ว ไทยจึงต้องดูแลเสถียรภาพระยะสั้นควบคู่กับการปรับโครงสร้าง เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดความเปราะบาง โดยเสนอมุมมองให้วาง
    แนวทางผ่านยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก
        เสาหลักแรก Balancing Power: การสร้างสมดุลอำนาจและรักษาทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ กระจายตลาดและเครือข่ายหุ้นส่วน รักษาความสัมพันธ์กับขั้วเศรษฐกิจสำคัญ เชื่อมโยงอาเซียน และใช้ประโยชน์จาก FTA พร้อมขยายความร่วมมือแบบ Co-Creation หรือ Sell With สู่การร่วมพัฒนาสินค้า เทคโนโลยี การลงทุน และตลาด เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมระยะยาว โดยมีความน่าเชื่อถือของฐานการผลิต
    และระบบตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นรากฐาน
        เสาหลักที่สอง Building Resilience: การสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือ
    และฟื้นตัว กระจายแหล่งพลังงาน วัตถุดิบ และเส้นทางขนส่ง รักษาความมั่นคงทางอาหาร ปกป้องโครงสร้างพื้นฐานและระบบดิจิทัล รวมถึงลงทุนรับมือภัยพิบัติเพื่อลดการหยุดชะงักของการผลิตและโลจิสติกส์ ควบคู่กับการรักษากำลังสำรองทางการคลังและดูแลสภาพคล่องของครัวเรือนกับ SMEs ความพร้อมรับวิกฤตจึงเป็น
    ทั้งหลักประกันความเป็นอยู่ของประชาชนและปัจจัยสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย
        เสาหลักที่สาม Driving Sustainable Growth: การขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน 
    เชื่อมการส่งออกและการลงทุนเข้ากับผู้ผลิตและผู้ให้บริการไทย ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม การถ่ายทอดเทคโนโลยี และ
    การพัฒนาทักษะในประเทศ พร้อมยกระดับ SMEs ผ่านการแข่งขันที่เป็นธรรม การเข้าถึงเงินทุน และตลาดใหม่ ต่อยอดเศรษฐกิจผู้มาเยือนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน และสนับสนุนการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
        นางศุภจีกล่าวปิดท้าย ฝากผู้นำจากภาคทหาร ภาครัฐ และภาคเอกชนให้ร่วมขับเคลื่อนความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยทุกนโยบายควรตอบให้ได้ว่า เพิ่มขีดความสามารถของประเทศหรือไม่ ลดความเปราะบางและสร้างทางเลือกหรือไม่ และสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาวหรือไม่ พร้อมเสนอให้พัฒนาข้อมูลการพึ่งพาสินค้าสำคัญ ระบบเตือนภัย และแผนสำรองร่วมกัน เพื่อให้ประเทศตัดสินใจได้ทันการณ์ รักษาความต่อเนื่องของเศรษฐกิจ และคุ้มครองประชาชนเมื่อเผชิญวิกฤต
    —————————
    กระทรวงพาณิชย์
    8 ตุลาคม 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2263&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dyW9zMHFz2LMjekHHL3gX

  • สงครามเศรษฐกิจกลางไฟสงคราม ทรัมป์เดินหน้าบีบอิหร่าน เตหะรานไม่ยอมถอย | เดลินิวส์

    สงครามเศรษฐกิจกลางไฟสงคราม ทรัมป์เดินหน้าบีบอิหร่าน เตหะรานไม่ยอมถอย | เดลินิวส์

    นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านเปิดฉาก เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ปีนี้ ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลวอชิงตันกับรัฐบาลเตหะรานยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่แปด โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสู้รบทางทหาร แต่ขยายเป็นสงครามเศรษฐกิจที่รัฐบาลวอชิงตันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้การปิดล้อมและมาตรการคว่ำบาตรเป็นเครื่องมือกดดันให้อิหร่านยอมอ่อนข้อเรื่องโครงการนิวเคลียร์และเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ทว่าแม้เศรษฐกิจจะเสียหายหนักขึ้น เตหะรานก็ยังไม่ส่งสัญญาณว่าจะยอมจำนน

    ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา สหรัฐให้น้ำหนักกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจมากกว่าการเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ แม้มีรายงานว่ากองทัพสหรัฐเตรียมแผนโจมตีต่อเนื่องสามวันไว้แล้วก็ตาม เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ทรัมป์กล่าวว่าจะไม่โจมตีอิหร่านก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม โดยอ้างว่าทั้งสองฝ่ายกำลังหารือกันอย่างได้ผล แต่ยืนยันว่า มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านจะยังมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่

    หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือมาตรการกดดันการคลังสหรัฐ ซึ่งมุ่งตัดช่องทางการเงินที่หล่อเลี้ยงรัฐบาลเตหะราน ผ่านการคว่ำบาตรบุคคล บริษัท และเครือข่ายที่ถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานทางทหารของอิหร่าน โดยกระทรวงการคลังยังประกาศคว่ำบาตรเรือบรรทุกน้ำมันอีก 17 ลำ ซึ่งระบุว่าเกี่ยวข้องกับกองเรือเงาที่ใช้ขนส่งน้ำมันอิหร่านเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

    ที่ผ่านมา อิหร่านพยายามหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรผ่านกองเรือเงา การปิดระบบระบุตำแหน่งเรือ การถ่ายน้ำมันกลางทะเล และช่องทางชำระเงินนอกระบบธนาคารตะวันตก โดยมีจีนเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ แต่การปิดล้อมทางทะเลสร้างอุปสรรคที่ยากจะหลบเลี่ยง เพราะกระทบต่อการขนส่งน้ำมันโดยตรง ข้อมูลจากเคปเลอร์ระบุว่า อิหร่านไม่ได้บรรทุกน้ำมันดิบเพื่อส่งออกเลย นับตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา

    ผลกระทบเริ่มปรากฏชัดในเศรษฐกิจภายในประเทศ กำลังการผลิตน้ำมันดิบลดลงราวครึ่งหนึ่ง ขณะที่ข้อมูลของรัฐบาลอิหร่านระบุว่า เศรษฐกิจหดตัวในอัตรา 10% ต่อปี ระหว่างเดือนมี.ค.-มิ.ย. ส่วนเงินเฟ้อพุ่งแตะ 90% ในเดือนก.ย. และมีค่าเฉลี่ย 73% ตลอดปีที่ผ่านมา รายได้จากเงินตราต่างประเทศที่ลดลงยิ่งซ้ำเติมทุนสำรอง กดดันค่าเงินเรียล และเพิ่มภาระค่าครองชีพของประชาชน

    แม้เผชิญแรงกดดันอย่างหนัก อิหร่านยังไม่ยอมผ่อนปรนจุดยืนเรื่องโครงการนิวเคลียร์ ขณะที่การเจรจาเกี่ยวกับเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังสะดุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า นักวิเคราะห์มองว่าโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์และการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างเข้มงวดช่วยให้รัฐบาลรับมือกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจได้มากกว่าที่รัฐบาลวอชิงตันคาดการณ์ไว้

    รัฐบาลเตหะรานยังใช้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก เป็นเครื่องมือต่อรอง ความไม่แน่นอนด้านการเดินเรือทำให้สหรัฐฯ ต้องทุ่มทรัพยากรทางทหารเพื่อรักษาการปิดล้อมและคุ้มกันเรือ ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันโลกที่ยังสูงกว่าช่วงก่อนสงครามก็เพิ่มแรงกดดันทางการเมืองต่อทรัมป์ในช่วงใกล้การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ ในวันที่ 3 พ.ย. นี้

    ความขัดแย้งกำลังกลายเป็นการแข่งขันว่าใครจะทนต่อแรงกดดันได้นานกว่ากัน แม้คนใกล้ชิดทรัมป์บางส่วนเริ่มตั้งคำถามว่า การใช้กำลังทหารจะเปลี่ยนการตัดสินใจของอิหร่านได้จริงหรือไม่ แต่ยังมีฝ่ายที่เชื่อว่าการโจมตีอย่างหนักในระยะสั้นอาจเร่งให้อิหร่านอ่อนกำลังลง

    สำหรับรัฐบาลเตหะราน การต่อต้านไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่เกี่ยวพันกับศักดิ์ศรีและความอยู่รอดของระบอบ ขณะที่ทรัมป์มองว่า การปิดล้อมเป็นทางเลือกแทนการกลับเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ คำถามสำคัญคือ เศรษฐกิจอิหร่านจะทรุดหนักจนรัฐบาลต้องยอมถอยก่อนหรือไม่ หรือแรงกดดันทางเศรษฐกิจและต้นทุนของสงครามจะทำให้ทั้งสองฝ่ายหันกลับสู่โต๊ะเจรจาอย่างจริงจัง ก่อนที่ความเสียหายจะเกินกว่าจะรับไหว.

    ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : REUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6261326/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qjZ0UeTXeLPWEggJ9ad85

  • ‘ศุภจี’ เสนอ 3 เสาหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจรับบริบทโลกใหม่ | เดลินิวส์

    ‘ศุภจี’ เสนอ 3 เสาหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจรับบริบทโลกใหม่ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 9 ต.ค. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษเปิดภาคการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 69 ที่หอประชุม วปอ. เมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา ในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจไทยในภูมิทัศน์โลกใหม่: การสร้างสมดุลอำนาจ ความยืดหยุ่น และการเติบโตอย่างยั่งยืน” โดยเน้นย้ำว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นส่วนหนึ่ง
    ของความมั่นคงแห่งชาติ ไทยต้องรักษาทางเลือกในการร่วมมือกับโลก เตรียมพร้อมรับแรงกระแทก และทำให้โอกาสจากการค้าและการลงทุนสร้างรายได้และความสามารถให้คนไทยอย่างทั่วถึง

    นางศุภจี ระบุว่า การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ การปรับห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสังคมสูงวัย กำลังเปลี่ยนกติกาเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นนอกประเทศสามารถส่งผ่านถึงต้นทุนธุรกิจ การจ้างงาน และค่าครองชีพได้รวดเร็ว ไทยจึงต้องดูแลเสถียรภาพระยะสั้นควบคู่กับการปรับโครงสร้าง เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดความเปราะบาง โดยเสนอมุมมองให้วางแนวทางผ่านยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก

    เสาหลักแรก Balancing Power: การสร้างสมดุลอำนาจและรักษาทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ กระจายตลาดและเครือข่ายหุ้นส่วน รักษาความสัมพันธ์กับขั้วเศรษฐกิจสำคัญ เชื่อมโยงอาเซียน และใช้ประโยชน์จาก FTA พร้อมขยายความร่วมมือแบบ Co-Creation หรือ Sell With สู่การร่วมพัฒนาสินค้า เทคโนโลยี การลงทุน และตลาด เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมระยะยาว โดยมีความน่าเชื่อถือของฐานการผลิต
    และระบบตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นรากฐาน

    เสาหลักที่สอง Building Resilience: การสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือ และฟื้นตัว กระจายแหล่งพลังงาน วัตถุดิบ และเส้นทางขนส่ง รักษาความมั่นคงทางอาหาร ปกป้องโครงสร้างพื้นฐานและระบบดิจิทัล รวมถึงลงทุนรับมือภัยพิบัติเพื่อลดการหยุดชะงักของการผลิตและโลจิสติกส์ ควบคู่กับการรักษากำลังสำรองทางการคลังและดูแลสภาพคล่องของครัวเรือนกับ SMEs ความพร้อมรับวิกฤตจึงเป็น ทั้งหลักประกันความเป็นอยู่ของประชาชนและปัจจัยสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย

    เสาหลักที่สาม Driving Sustainable Growth: การขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน เชื่อมการส่งออกและการลงทุนเข้ากับผู้ผลิตและผู้ให้บริการไทย ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะในประเทศ พร้อมยกระดับ SMEs ผ่านการแข่งขันที่เป็นธรรม การเข้าถึงเงินทุน และตลาดใหม่ ต่อยอดเศรษฐกิจผู้มาเยือนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน และสนับสนุนการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    นางศุภจี กล่าวปิดท้าย ฝากผู้นำจากภาคทหาร ภาครัฐ และภาคเอกชนให้ร่วมขับเคลื่อนความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยทุกนโยบายควรตอบให้ได้ว่า เพิ่มขีดความสามารถของประเทศหรือไม่ ลดความเปราะบางและสร้างทางเลือกหรือไม่ และสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาวหรือไม่ พร้อมเสนอให้พัฒนาข้อมูลการพึ่งพาสินค้าสำคัญ ระบบเตือนภัย และแผนสำรองร่วมกัน เพื่อให้ประเทศตัดสินใจได้ทันการณ์ รักษาความต่อเนื่องของเศรษฐกิจ และคุ้มครองประชาชนเมื่อเผชิญวิกฤต.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6261364/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qV1MQZJ4NUwHi6u-u8LT1

  • พาณิชย์ ยอมรับ น้ำท่วมกระทบรายได้ประชาชน-เตรียมใช้ไทยช่วยไทย ธงฟ้า

    พาณิชย์ ยอมรับ น้ำท่วมกระทบรายได้ประชาชน-เตรียมใช้ไทยช่วยไทย ธงฟ้า

    พาณิชย์ ยอมรับ น้ำท่วมกระทบรายได้ประชาชน-เตรียมใช้ไทยช่วยไทย ธงฟ้า

    วันนี้, 11:02น.

              ผลกระทบเศรษฐกิจไทย หลังเผชิญอุทกภัยในปี 2569 นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ปี 2569 ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ณ วันที่ 7 ตุลาคม 2569 พบว่า ตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 เป็นต้นมา มีพื้นที่ประสบอุทกภัยสะสมรวม 50 จังหวัด และกรุงเทพฯ มีประชาชนได้รับผลกระทบ ประมาณ 1.48 ล้านครัวเรือน หรือมากกว่า 4.20 ล้านคน ขณะที่การติดตามราคาสินค้าในห้างโมเดิร์นเทรดช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 พบว่า กว่า 70% ของรายการสินค้าที่ติดตาม ราคาทรงตัว ขณะที่ 12.4% ราคาปรับเพิ่มขึ้น และอีก 16.9% ราคาปรับลดลง สะท้อนว่าการปรับขึ้นของราคาสินค้ายังไม่กระจายเป็นวงกว้าง

              อย่างไรก็ตาม ผักสดบางรายการเผชิญแรงกดดันด้านราคา เช่น ผักบุ้งจีน กะเพรา และโหระพา ซึ่งมีอายุการเก็บรักษาสั้น และอ่อนไหวต่อทั้งน้ำท่วม พื้นที่เพาะปลูก และข้อจำกัดด้านการขนส่ง กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จึงเร่งประสานนำผักจากแหล่งผลิตที่ไม่ได้รับผลกระทบเข้าสู่ตลาดกลางอย่างต่อเนื่อง

              ล่าสุด ราคาขายส่งผักหลายรายการเริ่มปรับลดลง สอดคล้องกับปริมาณผลผลิตที่ทยอยเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ขณะที่ไข่ไก่เป็นอีกสินค้าที่ต้องติดตาม เนื่องจากฟาร์มผู้ผลิตบางแห่ง ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม กระทรวงพาณิชย์ จึงขอความร่วมมือผู้ส่งออกไข่ไก่ชะลอและเลื่อนแผนการส่งออกในช่วงนี้ เพื่อเพิ่มปริมาณสินค้าในประเทศ พร้อมขอความร่วมมือผู้เลี้ยงตรึงราคาไข่ไก่หน้าฟาร์ม เพื่อรักษาปริมาณสินค้าและเสถียรภาพราคา

              นอกจากราคาสินค้าแล้ว อีกประเด็นที่ต้องติดตาม คือ รายได้สภาพคล่อง และกำลังซื้อของครัวเรือน เนื่องจากน้ำท่วมอาจทำให้การประกอบอาชีพ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ไม่สามารถดำเนินได้ตามปกติ ส่งผลให้รายได้บางส่วนลดลง ขณะที่ครัวเรือนมีรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้น ทั้งค่าอาหาร การเดินทาง การเคลื่อนย้ายและดูแลทรัพย์สิน ตลอดจนค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และอุปกรณ์ประกอบอาชีพหลังน้ำลด

              ภาวะที่รายได้ลดลง พร้อมกับรายจ่ายจำเป็นที่เพิ่มขึ้น ย่อมกดดันสภาพคล่อง ทำให้ครัวเรือนอาจต้องนำเงินออมออกมาใช้ หารายได้เพิ่มเติม หรือลดการใช้จ่ายในหมวดอื่น ซึ่งอาจส่งผลต่อกำลังซื้อ และกิจกรรมการค้าในพื้นที่ในระยะต่อไป

               สนค. เห็นว่า การรับมือน้ำท่วมในมิติด้านการค้า ควรให้ความสำคัญกับการรักษาความต่อเนื่องของการผลิต และการกระจายสินค้า การติดตามปริมาณและราคาสินค้าจำเป็น รวมถึงการดูแลค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชน ขณะที่หลังน้ำลดควรสนับสนุนให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้ากลับมาดำเนินได้โดยเร็ว เพื่อช่วยฟื้นฟูรายได้ของประชาชน และผู้ประกอบการ ในพื้นที่

              ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ เตรียมดำเนินโครงการ ไทยช่วยไทย ธงฟ้า ลดค่าครองชีพ ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป โดยนำสินค้าอุปโภค-บริโภคราคาประหยัดไปจำหน่าย เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงฟื้นฟู ตั้งเป้าจัดกิจกรรมกว่า 1,000 แห่ง ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/165044&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gxt2WxvU1mCu6hQ73pfJ_

  • “วราวุธ” เผย น้ำท่วมนิคมฯ ลาดกระบัง-บางชัน ยังไม่มีผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ กำชับ กนอ. ดูแลชุมชนรอบข้าง ระบุ ตราบใดที่ฟ้ายังครึ้มก็ยังประมาทไม่ได้

    “วราวุธ” เผย น้ำท่วมนิคมฯ ลาดกระบัง-บางชัน ยังไม่มีผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ กำชับ กนอ. ดูแลชุมชนรอบข้าง ระบุ ตราบใดที่ฟ้ายังครึ้มก็ยังประมาทไม่ได้

    “วราวุธ” เผย น้ำท่วมนิคมฯ ลาดกระบัง-บางชัน ยังไม่มีผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ กำชับ กนอ. ดูแลชุมชนรอบข้าง ระบุ ตราบใดที่ฟ้ายังครึ้มก็ยังประมาทไม่ได้

    วันที่ 28 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง และนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ว่า ปัจจุบันพบน้ำท่วมขังในบริเวณพื้นที่ส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรม โดยมีระดับน้ำสูงตั้งแต่ประมาณ 20 เซนติเมตร ถึงเกือบ 50 เซนติเมตร ขณะนี้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งใช้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังและนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ซึ่งเป็นช่วงที่ระดับน้ำทะเลกำลังลดลง ไม่ใช่น้ำทะเลหนุนสูง จึงต้องฉวยโอกาสนี้เร่งระบายน้ำออกจากทุกพื้นที่

    นายวราวุธ กล่าวว่า สถานการณ์ครั้งนี้มีความแตกต่างจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 54 เนื่องจากในปี 54 เป็นมวลน้ำหลากมาจากทางภาคเหนือไหลลงมาท่วมพื้นที่ ซึ่งนับตั้งแต่ปี 54 เป็นต้นมา แต่ละนิคมอุตสาหกรรมได้ดำเนินการสร้างคันกั้นน้ำรอบพื้นที่ไว้เรียบร้อยแล้วทุกแห่ง แต่สำหรับสถานการณ์ในช่วง 4–5 วันที่ผ่านมา เกิดจากสภาวะหย่อมความกดอากาศต่ำแช่ตัวในกรุงเทพ ไม่เคลื่อนตัวออกไปทำให้เกิดฝนตกหนักสะสม และขังอยู่ในพื้นที่ตัวนิคมอุตสาหกรรมโดยตรง อย่างไรก็ตาม จากรายงานเบื้องต้นยังไม่พบความเสียหายเชิงเศรษฐกิจในนิคมฯหรือมีความเสียหายเกิดขึ้นกับโรงงานอุตสาหกรรมในส่วนสำคัญ แม้จะมีน้ำเอ่อล้นเข้าพื้นที่ส่วนกลางบ้าง แต่ยังไม่เข้าถึงจุดสำคัญ โดยผู้ว่าการ กนอ. ได้จัดเตรียมกระสอบทรายและมาตรการป้องกันพื้นที่ของแต่ละโรงงานไว้แล้ว ทั้งนี้ หากมีประเด็นความเสียหายเกิดขึ้น ทาง กนอ. พร้อมที่จะเข้าไปช่วยสนับสนุนและดูแลทันที

    นายวราวุธ กล่าวว่า การสูบระบายน้ำออกจากนิคมฯ ไปยังลำคลองและทางระบายน้ำ ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในชุมชนโดยรอบด้วย เนื่องจากประชาชนก็ประสบปัญหาน้ำท่วมจากปริมาณฝนที่ตกหนักเช่นกัน ตนได้กำชับให้ผู้ว่าการ กนอ. เข้าไปดูแลชุมชนรอบนิคมฯ อย่างใกล้ชิด ซึ่งในนิคมฯ บางแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกที่เป็นนิคมเทคโนโลยีสูง (Hi-Tech) มีความจำเป็นต้องปกป้องระดับน้ำภายในนิคมอุตสาหกรรมไว้ แต่หากการสูบน้ำออกส่งผลกระทบให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน กนอ.ก็พร้อมเข้าไปช่วยเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนให้ตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่

    เมื่อถามว่า สถานการณ์ตอนนี้ไม่น่าห่วงแล้วใช่หรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ตราบใดที่สภาพอากาศยังครึ้มฝนก็ยังไม่สามารถประมาทได้ เนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นทำให้อัตราการระเหยของน้ำไปก่อตัวเป็นเมฆเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม จากการติดตามการเคลื่อนตัวของกลุ่มเมฆล่าสุด พบว่าเริ่มเคลื่อนตัวไปทางตอนเหนือของประเทศไทยแล้ว และคาดว่าภายใน 1–2 วันจะเคลื่อนผ่านประเทศไทยออกไป ซึ่งจะเป็นสัญญาณว่าปริมาณฝนในพื้นที่น่าจะเบาลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/80162&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i13Whkh5PXuyZD6i9aRdM

  • อนุ กมธ.ดิจิทัลฯ เผยไทยจ่ายค่าบริการต่างชาติกว่า 2 แสนล้านบาท เสนอ 5 มาตรการหนุนซอฟต์แวร์ไทย

    อนุ กมธ.ดิจิทัลฯ เผยไทยจ่ายค่าบริการต่างชาติกว่า 2 แสนล้านบาท เสนอ 5 มาตรการหนุนซอฟต์แวร์ไทย

    วันนี้, 05:24น.

              นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันดิจิทัลไทย ในคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการรวบรวมข้อมูลร่วมกับกรมสรรพากรและธนาคารแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับการใช้บริการและแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างประเทศของไทย ว่าข้อมูลในปีงบประมาณ 2568 พบว่าคนไทยและภาคธุรกิจจ่ายค่าบริการดิจิทัลแก่ผู้ให้บริการต่างประเทศประมาณ 260,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยวันละกว่า 700 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 300,000 ล้านบาท ส่วนบริการที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุดคือโฆษณาออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น Facebook และ TikTok รวมกว่า 115,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 44 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีบริการแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพลง เกม ภาพยนตร์ ปัญญาประดิษฐ์ และระบบคลาวด์ ซึ่งตลาดไทยยังพึ่งพาผู้ให้บริการต่างประเทศในสัดส่วนสูง

              ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยยังแสดงให้เห็นว่า ไทยขาดดุลบริการดิจิทัลประมาณ 380,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสูงที่สุดในอาเซียน ขณะที่รัฐจัดเก็บภาษีจากบริการได้ไม่ถึง 20,000 ล้านบาท จึงเสนอ 5 แนวทาง ได้แก่ ให้กรมสรรพากรและกระทรวงการคลังจัดทำรายงานเงินที่ไหลออกจากการใช้บริการดิจิทัลเป็นประจำทุกปี ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยจัดทำสถิติการชำระค่าบริการดิจิทัลข้ามพรมแดนแยกตามประเภท ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เชื่อมโยงทะเบียนบริการดิจิทัลให้อยู่ในระบบเดียวกัน พร้อมเสนอให้หน่วยงานส่งเสริมการลงทุนและนวัตกรรมร่วมสนับสนุนแพลตฟอร์มและซอฟต์แวร์ที่พัฒนาโดยผู้ประกอบการไทย รวมถึงขอให้หน่วยงานภาครัฐเพิ่มสัดส่วนการใช้ซอฟต์แวร์ไทย เพื่อลดการนำเข้าและรักษาเม็ดเงินไว้ภายในประเทศ

    …

    วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา

    #เศรษฐกิจ

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/165032&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0s1zwGcCYTB1JjbmumICXW

  • ยอดส่งออกเยอรมนีเดือนส.ค. พลิกลดลงผิดคาด ส่อแววเศรษฐกิจ Q3/69 ซบเซา หลังยอดส่งไปสหรัฐฯ วูบ : อินโฟเควสท์

    ยอดส่งออกเยอรมนีเดือนส.ค. พลิกลดลงผิดคาด ส่อแววเศรษฐกิจ Q3/69 ซบเซา หลังยอดส่งไปสหรัฐฯ วูบ : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีรายงานในวันนี้ (8 ต.ค.) ว่า ยอดส่งออกของเยอรมนีในเดือนส.ค. ปรับตัวลดลงสวนทางกับที่คาดการณ์ไว้ โดยมีสาเหตุหลักมาจากยอดส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่ทรุดตัวลง ซึ่งสะท้อนว่าโมเมนตัมการเติบโตของเศรษฐกิจเยอรมนี ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในยูโรโซน เริ่มแผ่วลงหลังจากที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี และส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 3/2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลง

    ตัวเลขสถิติชี้ว่า ยอดส่งออกเดือนส.ค. ปรับตัวลง 0.8% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ต่ำกว่าที่ผลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.6%

    ยอดส่งออกไปยังกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (EU) ลดลง 0.6% เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่ยอดส่งออกไปยังประเทศนอกกลุ่ม EU ปรับตัวลง 1.1% นำโดยยอดส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่ดิ่งลงถึง 6.3% เมื่อเทียบกับเดือนก.ค. สวนทางกับยอดส่งออกไปยังสหราชอาณาจักรที่พุ่งขึ้น 16.7%

    ส่วนยอดส่งออกไปยังจีนขยับขึ้น 4.7% ทว่ายอดนำเข้าสินค้าจากจีนกลับพุ่งสูงขึ้นกว่าถึง 11.0%

    ด้านยอดนำเข้ารวมของประเทศขยับขึ้น 0.9% เมื่อเทียบกับเดือนก.ค. หลังปรับตามปัจจัยฤดูกาลและตามปฏิทินแล้ว ส่งผลให้ยอดเกินดุลการค้าของเยอรมนีลดลงมาอยู่ที่ 1.95 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.18 หมื่นล้านดอลลาร์) ในเดือนส.ค. จากระดับ 2.16 หมื่นล้านยูโรในเดือนก.ค.

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/661387&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DiQrlRRgI3fp-8VKzrkc-

  • ตลาดหุ้นยุโรปเปิดลบ แรงกดดันน้ำมันพุ่ง-บอนด์ยีลด์ดีดตัว จุดชนวนวิตกเงินเฟ้อฉุดเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดลบ แรงกดดันน้ำมันพุ่ง-บอนด์ยีลด์ดีดตัว จุดชนวนวิตกเงินเฟ้อฉุดเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดลบในวันนี้ นำโดยหุ้นกลุ่มธนาคารที่ดิ่งลงเกือบ 2% ขณะที่แรงเทขายพันธบัตรระลอกใหม่และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ได้ซ้ำเติมความกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    • ดัชนี STOXX 600 [STOXX.X] เปิดตลาดที่ระดับ 627.91 จุด ลดลง 2.34 จุด หรือ -0.37%
    • ดัชนี CAC-40 [CAC40.X] ตลาดหุ้นฝรั่งเศสเปิดตลาดที่ระดับ 7,713.39 จุด ลดลง 55.82 จุด หรือ -0.72%
    • ดัชนี DAX [DAX.X] ตลาดหุ้นเยอรมนีเปิดตลาดที่ระดับ 24,884.62 จุด ลดลง 219.74 จุด หรือ -0.88%

    ณ เวลา 15:06 น. ตามเวลาไทย หุ้น Deutsche Bank ปรับตัวลดลง 1.46%, หุ้น Banco ‌Santander ปรับตัวลดลง 2.12%, หุ้น Societe Generale ปรับตัวลดลง 2.16% และหุ้น Unicredit ปรับตัวลดลง 2.64% โดยลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สอง หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในยูโรโซนพุ่งขึ้นเข้าใกล้ระดับสูงสุดในรอบล่าสุด

    ด้านรายงานการประชุมนโยบายการเงินครั้งล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ระบุว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงยังคงมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับความจำเป็นในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยตลาดกำลังรอดูรายงานการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อหาเบาะแสเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินในระยะถัดไป

    โดย กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/661298&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wRb3uxHyv4gzH6QlvzxcJ

  • ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ย. ร่วงครั้งแรกรอบ 4 เดือน กังวลน้ำมันพุ่งกระทบค่าครองชีพ-น้ำท่วมซ้ำ-การเมืองไม่นิ่ง : อินโฟเควสท์

    ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ย. ร่วงครั้งแรกรอบ 4 เดือน กังวลน้ำมันพุ่งกระทบค่าครองชีพ-น้ำท่วมซ้ำ-การเมืองไม่นิ่ง : อินโฟเควสท์

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือนก.ย. 69 อยู่ที่ 52.1 ปรับตัวลดลงจากระดับ 53.2 ในเดือนส.ค. และเป็นการปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมและราคาน้ำมันในตลาดโลกและในประเทศ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงเกินระดับ 40 บาทต่อลิตร ซึ่งส่งผลทางจิตวิทยาในเชิงลบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แม้ว่ารัฐบาลเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ต่อเนื่องอีก 2 เดือนก็ตาม

    นอกจากนี้ ผู้บริโภคเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตว่าจะมีเสถียรภาพมากน้อยเพียงใด และค่าครองชีพในอนาคตที่มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น ตามราคาน้ำมันที่เริ่มกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ระดับ 45.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม อยู่ที่ระดับ 50.1 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 61.2 ตามลำดับ โดยดัชนีทุกรายการ ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือนเช่นกัน

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่า ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้ เพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม และราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง แต่น่าจะเริ่มกลับมาใช้จ่ายมากขึ้นในกลางเดือนพ.ย.เป็นต้นไป เนื่องจากได้รับการกระตุ้นกำลังซื้อจากการต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพิ่มเติมอีก 2 เดือน

    ตลอดจนการท่องเที่ยวที่จะกลับเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น และราคาพืชผลทางการเกษตรหลักปรับตัวอยู่ในระดับสูงกว่าปีที่ผ่านมา หากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน คลี่คลายลง และราคาน้ำมันกลับมาลดลงต่ำกว่า 40 บาท/ลิตร อีกทั้งไม่มีปัญหาน้ำท่วมเพิ่มเติม คาดว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะกลับมาฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และการบริโภคจะปรับตัวจะกลับมาดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปลายปีนี้ หรือตั้งแต่กลางเดือน พ.ย.เป็นต้นไป

    นายธนวรรธน์ เชื่อว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลงนี้ เป็นสถานการณ์ชั่วคราวอันเนื่องมาจากภาวะน้ำท่วมในช่วงปลายเดือนก.ย. ซึ่งจะต้องจับตา 2 ปัจจัยว่าจะทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในระยะต่อไป สามารถพลิกกลับมาเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ นั่นคือ จะเกิดเหตุน้ำท่วมซ้ำในเดือนต.ค.นี้อีกหรือไม่ และปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิง จะเริ่มคลี่คลายลงได้หรือไม่

    “เป็นจังหวะที่ต้องเช็คว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคมาจากสาเหตุของโครงสร้างพื้นฐาน คือ ราคาน้ำมันแพง ค่าครองชีพสูง เศรษฐกิจยังเป็นรูป K-shape ฟื้นตัวช้า แต่ที่ผ่านมา ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับดีขึ้นต่อเนื่องมา 3 เดือน ดังนั้นการหักล้างในเดือนก.ย.นี้ที่สำคัญมาก คือ ราคาน้ำมันดีเซลไปอยู่ในจุดที่มีผลทางจิตวิทยา คือ 40 บาท/ลิตร และสถานการณ์น้ำท่วม” นายธนวรรธน์ กล่าว

    พร้อมประเมินว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมในรอบนี้ ที่ปัจจุบันผลกระทบส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งเป็นในโซนของเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม โดยบางจังหวัดยังมีสถานการณ์น้ำท่วมสูงอยู่นั้น คาดว่าระดับความเสียหายในปัจจุบันจะอยู่ที่ราว 22,000 ล้านบาท หากสถานการณ์ยังคงต่อเนื่องไปถึงสัปดาห์หน้า และค่อย ๆ เริ่มคลี่คลายลง ก็เชื่อว่าความเสียหายในภาพรวมจะยังอยู่ในกรอบที่เคยประเมินไว้ว่าไม่เกิน 30,000 ล้านบาท

    “โอกาสความเสียหาย น่าจะยังอยู่ในกรอบที่เราเคยประเมินไว้ ที่ 22,000 – 29,000ล้านบาท ถ้าสถานการณ์สัปดาห์หน้าเริ่มคลี่คลาย ความเสียหายทางเศรษฐกิจก็จะอยู่ประมาณนี้ แต่ต้องติดตามกรณีน้ำท่วมขังในพื้นที่เกษตร ว่าจะมีความเสียหายเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะนาข้าว ส่วนด้านปศุสัตว์ คงจะไม่เพิ่มไปมากกว่านี้” นายธนวรรธน์ กล่าว

    ขณะที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะยังสามารถขยายตัวได้ในระดับ 2.2-2.5%

    ส่วนกรณีที่ประเทศไทย ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Annual Meetings 2026) ในระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. 69 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ จะมีผลต่อเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของประเทศไทย ในสายตาชาวโลกอย่างไร นั้น นายธนวรรธน์ กล่าวว่า คงต้องมองใน 3 ประเด็น คือ ประเด็นแรก อยู่ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง และนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการสื่อสารข้อมูลหรือส่งสัญญาณอะไรให้นานาชาติได้รับทราบ และสัญญาณนั้น จะถูกตีพิมพ์เผยแพร่โดยสื่อหลักของโลกไปได้มากน้อยเพียงใด และในทิศทางใด

    ส่วนประเด็นที่สอง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) จะให้น้ำหนักของประเทศไทยในเวทีประชุมนี้มากน้อยเพียงใด และในมิติใด และประเด็นที่สาม กระแสตอบรับของการจัดประชุมนี้ จากมุมมองของสื่อ และผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลกที่พูดถึงประเทศไทยเป็นในทิศทางใด ซึ่งจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในด้านต่าง ๆ รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นที่นักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาลงทุนในไทยได้

    เพราะหากในท้ายสุดแล้ว ประเทศไทยสามารถทำได้ดี และเป็นที่พึงพอใจ ก็จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ทั้งในส่วนของการท่องเที่ยว การลงทุน และมีส่วนช่วยให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อาจจะพลิกกลับมาได้ในเดือนพ.ย.นี้

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/661141&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Fje8TIJ-PV2obFTAgixtn

  • STORY : สื่อนอกตีแผ่! วิกฤตลูกหนี้ไทยบนเส้นขนานเวทีเศรษฐกิจโลก “อาจสิ้นใจก่อนใช้หนี้หมด”

    STORY : สื่อนอกตีแผ่! วิกฤตลูกหนี้ไทยบนเส้นขนานเวทีเศรษฐกิจโลก “อาจสิ้นใจก่อนใช้หนี้หมด”

    STORY : สื่อนอกตีแผ่! วิกฤตลูกหนี้ไทยบนเส้นขนานเวทีเศรษฐกิจโลก

    ในขณะที่ประเทศไทยกำลังปูพรมแดงเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมทางการเงินระดับโลก “IMF-World Bank 2026” สำนักข่าวระดับโลกอย่างรอยเตอร์ ได้ตีแผ่อีกด้านของเหรียญที่สะท้อนชีวิตอันมืดมิดของ “ผู้ที่จมอยู่ในวังวนหนี้” ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับความจริงอันเจ็บปวดที่ว่า พวกเขาอาจหมดลมหายใจก่อนที่จะชำระหนี้ได้หมด!

    ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้วิสัยทัศน์หลัก “ขอบฟ้าใหม่ของไทย : พลังคน เสริมความทนทานต่อความเสี่ยง” ซึ่งรัฐบาลหวังให้เป็นต้นแบบการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจแก่ประเทศอื่นๆ แต่วิสัยทัศน์อันสวยหรูนี้ กลับสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับชีวิตจริงของคนไทยอีกนับล้าน
     

    🔵 [วังวนหนี้ 12 ล้าน และการหมุนเงินแบบวันต่อวัน]

    กวิตา วงศ์ยะเกษม เจ้าของธุรกิจแม่เลี้ยงเดี่ยววัย 51 ปี คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุด ปัจจุบันเธอแบกรับภาระหนี้สินรวมกว่า 12.1 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้ในระบบกับสถาบันการเงิน 7 แห่ง (10 ล้านบาท) และหนี้นอกระบบ (2.1 ล้านบาท) ตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นจาก 8 ล้านบาทเมื่อ 3 ปีก่อนที่รอยเตอร์เคยสัมภาษณ์เธอ

    แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทลากจูงเรือบรรทุกน้ำมัน และต้องขับรถส่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน Grab เพื่อหารายได้เสริม แต่เธอยังคงขาดสภาพคล่องถึงเดือนละ 50,000-60,000 บาท ทำให้ต้องหมุนเงินแบบวันต่อวันเพื่อจุนเจือครอบครัว ส่งลูกสาวสองคนเรียนหนังสือ และรักษาบ้านมูลค่า 3 ล้านบาทเอาไว้ จนสุดท้ายถูกสถาบันการเงิน 4 แห่งฟ้องร้องดำเนินคดี

    🔵 [หนี้ครัวเรือน 85.2% กับกับดัก “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง”]

    ระดับหนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งขึ้นแตะ 85.2% ต่อ GDP (ณ สิ้นเดือนมิถุนายน) ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 18 ปี และสูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย ปุณยวีร์ ศรีสิงห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก SCB EIC ยอมรับว่านี่คือหนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลที่สุด
    ธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่า วิกฤตนี้ไม่ได้เกิดจากแค่รายได้ที่ชะลอตัว แต่ยังมาจากพฤติกรรมการเข้าถึงสินเชื่อดิจิทัลที่ง่ายเกินไป โดยเฉพาะบริการ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” (Buy Now, Pay Later) ที่พุ่งพรวดจาก 620,000 บัญชีในปี 2564 กลายเป็น 6.3 ล้านบัญชีในปีที่แล้ว ดันยอดสินเชื่อทะยานจาก 6.8 พันล้านบาท สู่ระดับ 4.07 หมื่นล้านบาท

    ขณะที่ สุรพล โอภาสเสถียร อดีตผู้บริหารเครดิตบูโร เผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า จากผู้กู้ยืมทั้งหมด 27 ล้านรายในระบบ มีเพียงประมาณ 5 ล้านรายเท่านั้นที่มีสถานะทางการเงินแข็งแกร่งเพียงพอ
     

    🔵 [เป้าหมายของรัฐ vs ความเป็นจริงที่เอื้อมไม่ถึง]

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่ารัฐบาลกำลังเร่งแก้ปัญหาโดยใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำที่ 1% และตั้งเป้าผลักดัน GDP ให้โตแตะ 3% ภายใน 3 ปี ผ่านการดึงดูดการลงทุนต่างชาติ (FDI)

    อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องเติบโตให้ถึงระดับ 5% จึงจะสามารถดึงสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ให้ลดต่ำกว่าเส้นวิกฤตที่ 80% ได้ ซึ่งปีนี้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้เพียง 2.3% เท่านั้น

    สำหรับกวิตาและอีกหลายล้านครอบครัว การรอคอยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมหภาคอาจยาวนานเกินไป เธอทิ้งท้ายประโยคที่สะเทือนใจว่า “ถ้าถามว่าหนี้สินนี้จะหมดไปเมื่อไหร่… ชีวิตฉันคงจะจบสิ้นลงเสียก่อน”

    💬 จากข้อมูลที่พบว่าคนไทยเข้าสู่วงจรหนี้ผ่านบริการ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL)” เพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่าในเวลาไม่กี่ปี คุณคิดว่าการเข้าถึงสินเชื่อที่ง่ายดายผ่านแอปพลิเคชัน เป็นการช่วยเหลือเพิ่มสภาพคล่อง หรือเป็นกับดักที่ทำให้คนไทยเป็นหนี้เรื้อรังหนักกว่าเดิม?

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/nation-story/story/378984591&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24foMo7sIxoDzOgGB14BSO