Blog

  • อบจ.นครฯ เปิดงาน “1 ท่องเที่ยว 1 อำเภอ @ นบพิตำ” ปลุกเศรษฐกิจชุมชน | TOPNEWS

    อบจ.นครฯ เปิดงาน “1 ท่องเที่ยว 1 อำเภอ @ นบพิตำ” ปลุกเศรษฐกิจชุมชน | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 11/07/2026 18:01

    เมื่อคืนวันที่ 10 ก.ค. 2569 นางสาววาริน ชิณวงศ์ หรือ “นายกน้ำ” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานเปิดงาน โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอนบพิตำ “1 ท่องเที่ยว 1 อำเภอ@ นบพิตำ” ของอบจ.นครศรีธรรมราช พร้อมด้วยทีมผู้บริหาร สมาชิกสภา โดยมีนายอภิวัชร มีทุ่ม นายอำเภอนบพิตำ ให้การต้อนรับ ผู้บริหารท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้าร่วมงาน ภายในงานเต็มไปด้วยกิจกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน อาหารพื้นถิ่น ของดีอำเภอนบพิตำ กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และกิจกรรมสันทนาการสำหรับนักท่องเที่ยวทุกวัย ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นของขุนเขาและธรรมชาติอันสวยงาม

    นอกจากนี้ ยังมีการแสดงดนตรีสดจากศิลปินชื่อดัง ได้แก่ วงสวัสดี และวง ATK ที่มาร่วมสร้างสีสันและความบันเทิง สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนที่เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

    นางสาววาริน ชิณวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า อบจ.นครศรีธรรมราช ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในระดับพื้นที่ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชน และยกระดับแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดนครศรีธรรมราชให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวท่ามกลางธรรมชาติ สูดอากาศบริสุทธิ์ ชิมอาหารพื้นบ้าน เลือกซื้อสินค้าชุมชน และร่วมสนุกกับกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงานตลอดสองวัน

    สำหรับผู้ที่สนใจ ยังสามารถร่วมสัมผัสเสน่ห์แห่งขุนเขาและวิถีชุมชนอันเรียบง่ายได้ในงาน “1 ท่องเที่ยว 1 อำเภอ @ นบพิตำ ท่ามกลางหุบเขา” ณ ลานกิจกรรมข้างวัดภูเขาเหล็ก อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช จนถึงวันที่ 11 กรกฎาคมนี้

    02

    ascacw

    มูลนิธิร่วมกตัญญูส่งมอบอาคารโรงอาหารให้โรงเรียนบนดอยเชียงใหม่ หนุนคุณภาพชีวิตและการศึกษาเยาวชน

    “ภัทรพงศ์”รมช.คมนาคมสั่งแขวงทางหลวงสำรวจเร่งช่วยซ่อมถนนสากเหล็ก-สายคำโห้เหตุน้ำกัดเซาะถนนทรุด

    “พิพัฒน์” นำทีมคมนาคมทอดผ้าป่าวัดปากพล ส่งมอบศาสนสถานบูรณะถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช

    เจ้าอาวาสวัดศรีเสวตวนาราม สุโขทัย จัดพิธีบวงสรวงตั้งศาล “พ่อขุนรามคำแหง-พระมเหสี” ตามนิมิตหลวงปู่ศิลา ไม่พลาดส่องเลขเด็ดธูปมงคล

    “สรรเพชญ” ลุยเปิดทางปลายน้ำหาดใหญ่ เร่งขุดลอกคลอง ร.1–ร.3–อู่ตะเภา รับมือมรสุม ป้องกันน้ำท่วมซ้ำ

    เปิดแล้ว “ART & FOOD KORAT 2026” ชวนชม ชิม ช้อป เสพงานศิลป์ ฟินอาหารอร่อย 3 วันเต็ม พร้อมมินิคอนเสิร์ต “ม่อน วรวิทย์ – วง MEAN”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1627695&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Y8jLyFBBvNUsa0U9Cpq7k

  • ผู้ว่าฯธปท.ชี้ ‘จีดีพี’ ปีนี้ที่ 2.3% ‘ไม่ได้ดี’ แต่ไม่ได้แย่เหมือนที่คิด มอง‘เงินเฟ้อ’ต่ำกว่าคาด

    ผู้ว่าฯธปท.ชี้ ‘จีดีพี’ ปีนี้ที่ 2.3% ‘ไม่ได้ดี’ แต่ไม่ได้แย่เหมือนที่คิด มอง‘เงินเฟ้อ’ต่ำกว่าคาด

    ผู้ว่าธปท.ชี้เศรษฐกิจไทยที่ 2.3%ปีนี้เป็นตัวเลขที่ไม่ดี และต่ำลงเรื่อยๆหากเทียบกับอดีต แต่ไม่ได้แย่เหมือนที่คาดการณ์ไว้ตั้งแต่เกิดสงคราม แต่การเติบโตไม่ทั่วถึง รายใหญ่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ต่ำกว่าธุรกิจเอสเอ็มอี ขณะที่ครัวเรือนยังเปราะบางสูง มองเงินเฟ้อปีนี้ดีกว่าคาด รายเดือนอาจไม่สูงเกิน4.5%

    นายวิทัย รัตนากร ผู้วาการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)กล่าวในงานอบรม โครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง(พศส.) ประจำปี 2569 ว่าหากดูภาพรวมเศรษฐกิจไทยมองว่า การคาดการณ์เศรษฐกิจไทยหรือจีดีพี ปีนี้ที่ระดับ 2.3%ของธปท. แม้สูงจากหลายสำนักเศรษฐกิจคาดการณ์

    แต่ระดับที่ 2.3% เป็นตัวเลขที่ “ไม่ดี”และอยู่ในระดับที่ต่ำลงเรื่อยๆ แต่“ไม่ลงไปลึก”หรือแย่เหมือนที่คาดการณ์ไว้ในช่วงแรกที่เกิดผลกระทบจากสงครามอิหร่าน ที่ธปท.เคยคาดกาณณ์เศรษฐกิจไปต่ำสุดที่ระดับ 1.5%

    ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยยังประคองตัวอยู่ได้คือความยืดหยุ่น(Resilience)โดยเฉพาะความสามารถในการปรับตัวหาแหล่งวัตถุดิบและพลังงานทดแทน รวมถึงราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลดลงเร็วกว่าที่คิด

    แต่อย่างไรก็ตามการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังมีความไม่ทั่วถึง เป็นลักษณะK-shaped โดยรายใหญ่ยังเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำได้ง่าย ขณะที่รายย่อยและภาคครัวเรือนยังมีความเปราะบางสูงและเข้าไม่ถึงสินเชื่อ นอกจากนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างสังคมสูงวัย(Aging Population)และประสิทธิภาพการผลิตที่ต่ำลง ยังเป็นตัวฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

    ในส่วนของเสถียรภาพด้านราคา โดยเฉพาะเงินเฟ้อของไทยมีลักษณะเฉพาะที่ขึ้นเร็วและลงเร็วเนื่องจากน้ำหนักในตระกร้าเงินเฟ้อ(CPI)ส่วนใหญ่มาจากภาคพลังงานและอาหาร ที่มีน้ำหนักรวมกันสูงถึง 35% ของตระกร้าทั้งหมด 

    แต่ล่าสุด ธปท.ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปีลงมาอยู่ที่ 2.4%ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ล่าสุด จากเดิม 2.8%เนื่องจากมองว่าเงินเฟ้ออาจจะไม่ถึง 2.8% และจะไม่เห็นตัวเลขรายเดือนพุ่งสูงถึง 4.5% ตามที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้

    “สิ่งที่แบงก์ชาติและนักเศรษฐศาสตร์กังวลมากที่สุดคือการคาดการณ์เงินเฟ้อ(Inflation Expectation)ที่อาจนำไปสู่การปรับขึ้นค่าแรงและราคาสินค้าเป็นวงจร(Wage-Price Spiral)แต่สำหรับประเทศไทย โอกาสเกิดวงจรดังกล่าวยังมีจำกัด เนื่องจากระบบการปรับค่าแรงขั้นต่ำไม่ได้ปรับตัวขึ้นทันทีตามเงินเฟ้อเหมือนในต่างประเทศ”

    สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินในปัจจุบัน ภายใต้เงินเฟ้อที่ยังอยู่ระดับสูง การใช้นโยบายดอกเบี้ยเพื่อแก้เงินเฟ้อที่เกิดจากราคาน้ำมัน(Supply Driven)โดยตรงนั้นทำได้ยาก ธปท.จึงต้อง Look Through หรือการมองข้ามความผันผวนระยะสั้นจากฐานราคาพลังงานไป 

    ในปัจจุบัน ธปท. จึงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำ ที่1%เพื่อประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน เพื่อให้มั่นใจว่าสถาบันการเงินยังมีความเข้มแข็งและไม่เกิดวิกฤตซ้ำรอยปี 2540

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1242625&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Y85C31hT6N7uKf6j5G47Z

  • เมื่อความ “กลัวตกเทรนด์” นำทางเศรษฐกิจ “สกุชชี่” ยอดฮิตวันนี้ อาจเป็นหนี้สิ่งแวดล้อมวันหน้า

    เมื่อความ “กลัวตกเทรนด์” นำทางเศรษฐกิจ “สกุชชี่” ยอดฮิตวันนี้ อาจเป็นหนี้สิ่งแวดล้อมวันหน้า

    ปรากฏการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ Fidget Spinner ของเล่นหมุนปลายนิ้วที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปี 2560 ไปจนถึงกระแสกล่องสุ่มบางคอลเล็กชันในปี 2566 ที่เคยขาดตลาดและถูกนำไปขายต่อในราคาสูงกว่าปกติหลายเท่า

    ล่าสุด กระแสเดียวกันกำลังกลับมาอีกครั้งกับ “สกุชชี่” ของเล่นบีบมือที่กลับมาได้รับความนิยมบนโลกออนไลน์ โดยข้อมูล Social Listening ของ Zocial Eye 

    KTC
    เมื่อความ “กลัวตกเทรนด์” นำทางเศรษฐกิจ “สกุชชี่” ฮิตวันนี้ อาจเป็นหนี้สิ่งแวดล้อมวันหน้า

    โดย KTC มีข้อมูลจาก Wisesight ที่ระบุว่า ระหว่างวันที่ 1-24 มิถุนายน 2569 มีการพูดถึงสกุชชี่บนโซเชียลมีเดียไทยถึง 24,937 โพสต์ สร้าง Engagement กว่า 33.9 ล้านครั้ง โดย 85.8% ของการมีส่วนร่วมทั้งหมดมาจาก TikTok

    ความนิยมดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบนโลกออนไลน์ แต่ยังขยายไปสู่ตลาดจริงอย่างรวดเร็ว เกิดเทรนด์ “ซื้อสกุชชี่ตอนเที่ยงคืนที่สำเพ็ง” ขณะที่สกุชชี่บางรุ่นถูกนำไปขายต่อในราคาสูงกว่าปกติหลายเท่า

    อย่างไรก็ตาม แม้สินค้าที่ได้รับความนิยมในแต่ละช่วงเวลาจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกันคือ กระแสบนโลกออนไลน์มักเปลี่ยนเร็วกว่ารอบการผลิต เมื่อผู้บริโภคหันไปสนใจสินค้าใหม่ สินค้าที่ผลิตออกมาเพื่อรองรับความต้องการอาจยังจำหน่ายไม่หมด ทั้งที่วัตถุดิบ พลังงาน และบรรจุภัณฑ์ได้ถูกใช้ไปแล้ว

    คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า หากกระแสความนิยมลดลงเร็วกว่าที่ตลาดคาด สกุชชี่จำนวนมากที่ถูกผลิตขึ้นจะไปอยู่ที่ไหน

    โดยทั่วไป สกุชชี่ผลิตจาก โฟมโพลียูรีเทน (PU Foam) ซึ่งมีคุณสมบัติยืดหยุ่น คืนรูปได้ดี และมีความทนทาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง วัสดุชนิดนี้ไม่สามารถหลอมและขึ้นรูปใหม่ได้ง่ายเหมือนพลาสติกบางประเภท อีกทั้งยังรีไซเคิลได้ยาก เนื่องจากมีส่วนผสมของสารเติมแต่งหลายชนิด รวมถึงสิ่งปนเปื้อนที่เกิดขึ้นหลังการใช้งาน ทำให้เมื่อไม่มีระบบจัดการที่เหมาะสม ปลายทางของขยะประเภทนี้มักจบลงด้วยการฝังกลบหรือการเผาทำลาย

    ความย้อนแย้งจึงเกิดขึ้นเมื่อของเล่นที่ได้รับความนิยมเพียงไม่กี่เดือน กลับกลายเป็นขยะที่อาจคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมไปอีกยาวนาน

    KTC
    เมื่อความ “กลัวตกเทรนด์” นำทางเศรษฐกิจ “สกุชชี่” ฮิตวันนี้ อาจเป็นหนี้สิ่งแวดล้อมวันหน้า

    หลายคนอาจมองว่าปัญหาขยะย่อยสลายยากเป็นภาระของคนรุ่นหลัง แต่ในความเป็นจริง ผลกระทบอาจย้อนกลับมาสู่ผู้บริโภคเอง เพราะของเล่นหรือพลาสติกที่ถูกทิ้งในวันนี้ อาจยังคงอยู่ในระบบจัดการขยะในวันที่เจ้าของมีอายุ 40 ปี 60 ปี หรือ 80 ปี และอาจตกทอดเป็นภาระต่อไปถึงคนรุ่นลูกหลาน กล่าวได้ว่า เราไม่ได้กำลังส่งต่อขยะให้คนในอนาคตเพียงอย่างเดียว แต่กำลังสร้างสภาพแวดล้อมที่ตัวเราเองต้องใช้ชีวิตอยู่กับมันในระยะยาว

    ในมุมมองของ KTC การใช้เงินอย่างรับผิดชอบไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่สร้างหนี้ให้กับตัวเอง แต่ยังรวมถึงการไม่สร้าง “หนี้สิ่งแวดล้อม” จากการบริโภคตามกระแส เพราะทุกครั้งที่ผู้บริโภคยอมจ่ายแพงขึ้น ซื้อเกินความจำเป็น หรือซื้อโดยยังไม่วางแผนการใช้งานและการจัดการหลังหมดความนิยม ต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงค่าใช้จ่ายที่จ่ายออกไป แต่ยังรวมถึงการใช้ทรัพยากร พลังงาน บรรจุภัณฑ์ และปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นตามมา

    ทั้งนี้ การซื้อสินค้าตามกระแสไม่ใช่เรื่องผิด หากผู้บริโภคตัดสินใจอย่างมีสติ รู้ว่าจะใช้งานอย่างไร และวางแผนการส่งต่อหรือกำจัดอย่างเหมาะสม เพราะการใช้เงินอย่างรับผิดชอบ ไม่ได้จบเพียงการไม่สร้างภาระทางการเงินให้ตัวเอง แต่ยังหมายถึงการไม่ทิ้งภาระไว้ให้สิ่งแวดล้อมต้องรับต่อในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/sustainability/279422&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mA5hvr7IpTyxyN6ta5ZO1

  • ‘ผู้ว่าฯธปท.’ มั่นใจเงินเฟ้อปีนี้ต่ำกว่า 2.8% รับห่วงปัญหาโครงสร้าง กดเศรษฐกิจไทยโตต่ำ | เดลินิวส์

    ‘ผู้ว่าฯธปท.’ มั่นใจเงินเฟ้อปีนี้ต่ำกว่า 2.8% รับห่วงปัญหาโครงสร้าง กดเศรษฐกิจไทยโตต่ำ | เดลินิวส์

    วันที่ 11 ก.ค. นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยหัวข้อ “นโยบายการเงินไทย รับมือสงคราม และวิกฤติการเงินโลก” ในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ระบุว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะยังอยู่ในสภาวะที่ “ไม่ดี” แต่ภาพรวมถือว่ามีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดีกว่าที่เคยประเมินไว้ในช่วงเริ่มต้นของสงคราม

    ทั้งนี้ เดิมมีการคาดการณ์ว่าหากเกิดปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบและราคาพลังงานพุ่งสูง ทำให้เศรษฐกิจไทย (GDP) อาจดิ่งลงไปอยู่ที่ 1.5% แต่ในความเป็นจริง ภาคส่วนต่างๆ สามารถปรับตัวหาแหล่งวัตถุดิบและพลังงานทดแทนได้ดี ทำให้ตัวเลข GDP ล่าสุดที่ธปท.ประเมินไว้อยู่ที่ 2.3% ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูง

    นายวิทัย กล่าวว่า กังวลปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องหลังการเผชิญกับวิกฤติในแต่ละครั้ง โดยสาเหตุหลักมาจากผลิตภาพ (Productivity) ที่ต่ำเนื่องจากการขาดการลงทุนต่อเนื่องหลายปี ปัญหาการเข้าสู่สังคมสูงวัยที่ทำให้กำลังแรงงานหายไปจากระบบ และปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนขึ้นในรูปแบบการฟื้นตัวแบบ K-Shaped ซึ่งธุรกิจรายใหญ่เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายกว่ารายย่อย

    นอกจากนี้ ธปท. ได้ปรับบทบาทมาเป็นการใช้นโยบายแบบผ่อนคลายมากขึ้น โดยมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาเหลือเพียง 1% เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ ถือว่าต่ำมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่การจะลดต่ำไปกว่านี้ทำได้ยากเนื่องจากมีผลข้างเคียง โดยเฉพาะการบิดเบือนการจัดสรรทรัพยากรที่อาจไปกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนรายใหญ่ และส่งผลกระทบต่อเงินออมของผู้ฝากเงิน

    ส่วนเรื่องเงินเฟ้อของไทยส่วนใหญ่เป็นแบบ Supply-driven หรือเกิดจากต้นทุนด้านพลังงานและอาหารที่สูงขึ้น โดยนโยบายของธปท.จะเน้นการมองข้ามผลกระทบระยะสั้นจากปัจจัยเหล่านี้ เนื่องจากคาดว่าเงินเฟ้อจะทยอยปรับลดลงเองตามฐานราคาที่สูงขึ้นในปีหน้า ซึ่งเดิมที ธปท. ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนี้จะอยู่ที่ 2.8% และเคยมีความกังวลว่าในบางเดือนของไตรมาสที่ 4 อาจพุ่งสูงไปแตะระดับ 4.5% 

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา พบว่าอัตราเงินเฟ้อออกมาเพียง 2.4% ซึ่งต่ำกว่าระดับที่เคยประเมินไว้มาก ส่งผลให้ ธปท.เชื่อมั่นว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีจะไม่ถึง 2.8% และโอกาสที่จะได้เห็นเงินเฟ้อรายเดือนแตะระดับ 4.5% นั้นแทบจะไม่มีแล้ว

    “ถ้าดูเงินเฟ้อทั่วไปจะเห็นว่า สัดส่วนอาหารสดในตะกร้าอยู่ที่ 17% พลังงาน 12% รวมกันประมาณ 30% และมีเงินเฟ้อพื้นฐาน 69-70% เมื่อราคาพลังงานสูง ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นทันที เพราะมีสัดส่วน 12% และมีอาหารสด 17% ซึ่งมีราคาแพงขึ้นตามมา ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน ในนี้มีอาหารสำเร็จรูป 17% รวมอาหารสดและสำเร็จรูปสัดส่วนเกือบ 35% ของตะกร้าเงินเฟ้อ ดังนั้นเมื่อพลังงาน น้ำมัน ก๊าซแพง ทำให้อาหารแพงขึ้น เงินเฟ้อไทยจึงขึ้นเร็วลงเร็ว ในลักษณะวูบวาบ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6018437/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wHoMvAP2TxSHJ2lzxjnWI

  • Ep.01 จากบทเรียนเศรษฐกิจพอเพียง สู่ #ลองนาคาเฟ่ พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจที่ต้องปักหมุด!

    Ep.01 จากบทเรียนเศรษฐกิจพอเพียง สู่ #ลองนาคาเฟ่ พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจที่ต้องปักหมุด!

    วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.01 น.

    พิกัดใหม่สายสโลว์ไลฟ์! เปิดที่มา “ลองนา คาเฟ่” จุดเริ่มต้นจากประสบการณ์ 6 ปี ในรั้วปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน (อจย.) สู่โปรเจกต์ในฝันที่พร้อมส่งต่อพลังบวก แย้มมีให้ติดตามอีกหลายซีรีส์!

    กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ เมื่อ “ลองนา คาเฟ่” ได้ฤกษ์เปิดตัว EP.01 บอกเล่าจุดเริ่มต้นอันอบอุ่นที่ทำเอาหลายคนต้องอมยิ้ม โดยเบื้องหลังความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์ตรงตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมา

    คุณผรณเดช พูนศิริวงศ์ เจ้าของโปรเจกต์ได้ เปิดเผยความในใจว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มต้นจากการได้เข้าไปสัมผัสและเข้ารับการอบรม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐานร่วมกับ อาจารย์ยักษ์ หรือ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายปีนั้น นอกจากจะได้ความรู้ติดตัวมาอย่างมากมายแล้ว สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดคือการได้พบเจอกับ “กัลยาณมิตรที่น่ารัก” และได้เห็นวิถีชีวิตของการอยู่อาศัยอย่างพอเพียงที่แท้จริง

    “ความรู้และมิตรภาพที่ได้รับมาในวันนั้น คือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เรานำมาต่อยอดและสร้างสรรค์จนกลายเป็น ลองนา คาเฟ่ ในวันนี้”

    สำหรับใครที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต หรืออยากติดตามว่าจากห้องอบรมภูมิปัญญาไทย จะกลายมาเป็นคาเฟ่สุดชิคได้อย่างไร? ห้ามพลาด! เพราะนี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

    ช่องทางการติดตาม
    Facebook : ลองนา เชียงใหม่
    TikTok : ลองนา คาเฟ่ 

    @longna.9.cnx

    ลองนา คาเฟ่ EP.01 ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ ที่มาของแรงบันดาลใจ ประสบการณ์ตลอด 5 ถึง 6 ปีที่ผ่านมา ที่ได้เข้าไปสัมผัส และอบรมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน ต่อยอดความรู้เป็น #ลองนาคาเฟ่ ฝากติดตามดูต่อไปนะครับ มีอีกหลายEP.ให้ตามชมกันครับ

    เสียงต้นฉบับ – ลองนา คาเฟ่

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    Ep.02 'ชุมชนต้นน้ำน่าน' บนพื้นที่สูงก็มีน้ำใช้ ถอดสูตรสำเร็จ  สู่บทเรียนโคกหนองนา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/976583&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_s2l32ptxk-LMRo7dN8gh

  • 4 ย่านวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ ทุนทางปัญญา-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเมืองเก่าสู่เมืองรอง

    4 ย่านวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ ทุนทางปัญญา-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเมืองเก่าสู่เมืองรอง

    4 ย่านวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ ทุนทางปัญญา-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเมืองเก่าสู่เมืองรอง

    4 ย่านวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ รากฐานทุนวัฒนธรรมศักยภาพสูง ทุนทางปัญญา-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเมืองเก่าสู่การยกระดับเมืองรอง

    ทีมวิจัยโครงการบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชนเพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นำโดย ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ประธานมูลนิธิสื่อสานพลังชุมชน พร้อมคณะทำงาน ได้ลงพื้นที่สำรวจศักยภาพทางวัฒนธรรมในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ โดยการนั่งรถรางชมเมืองตลอดช่วงบ่าย เพื่อรวบรวมข้อมูลและประเมินแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านทุนทางวัฒนธรรม

    การลงพื้นที่ในครั้งนี้มี มนัสวี พรมโชติ นักวิจัยในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ และ เกศทัศน์ นาชัยเวียง พนักงานขับรถรางจากเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ร่วมเป็นแกนนำในการนำชมและให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับย่านวัฒนธรรมสำคัญทั้ง 4 ย่านของเมืองกาฬสินธุ์

    ย่านชุมชนเมืองเก่า: จุดตัดสถาปัตยกรรม 3 วัฒนธรรม

    ตั้งอยู่บริเวณชุมชนโดยรอบวัดกลาง พระอารามหลวง มีอัตลักษณ์โดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างไทย จีน และอีสาน โครงสร้างอาคารบ้านเรือนยังคงหลงเหลือร่องรอยประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้ สถานที่สำคัญในย่านนี้ อาทิ ตึกดินโบราณ ตึกฝรั่ง และบ้านดิน ซึ่งถือเป็นต้นทุนสำคัญในการพัฒนาเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม

    4 ย่านวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ ทุนทางปัญญา-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเมืองเก่าสู่เมืองรอง

    4 ย่านวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ ทุนทางปัญญา-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเมืองเก่าสู่เมืองรอง

    ย่านประวัติศาสตร์กาฬสินธุ์ (ริมน้ำปาว): พื้นที่ชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน

    พื้นที่ริมลำน้ำปาวซึ่งไหลผ่านชุมชนที่อยู่อาศัยหนาแน่น ได้แก่ ชุมชนหน้าโรงเลื่อย ชุมชนท่าสินค้า ชุมชนดอนสวรรค์ และชุมชนซอยน้ำทิพย์ ย่านนี้มีกายภาพที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Space) ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นแหล่งเศรษฐกิจชุมชนและตลาดวัฒนธรรมริมน้ำเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับคนในท้องถิ่น

    4 ย่านวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ ทุนทางปัญญา-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเมืองเก่าสู่เมืองรอง

    ย่านศาลากลางหลังเก่า: ศูนย์รวมองค์ความรู้และหอศิลป์เมือง

    อาคารศาลากลางจังหวัดหลังเดิมได้รับการทำนุบำรุงและปรับปรุงให้เป็น “พิพิธภัณฑ์ของดีเมืองกาฬสินธุ์ (หอศิลป์)” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณี และการเชิดชูเกียรติบุคคลสำคัญของจังหวัด เพื่อให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปได้เข้าถึงรากเหง้าของท้องถิ่น

    4 ย่านวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ ทุนทางปัญญา-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเมืองเก่าสู่เมืองรอง

    ย่านริมแก่งดอนกลาง: พื้นที่สีเขียวและอัตลักษณ์แห่งการเทิดพระเกียรติ

    พื้นที่ชุมชนริมแก่งดอนกลาง (เดิมชื่อแก่งสำโรง) มีลักษณะเด่นเป็นแก่งและมีดอนอยู่ตรงกลาง ปัจจุบันมีแนวคิดเชิงนโยบายในการสร้างสรรค์และพัฒนาพื้นที่แห่งนี้เพื่อเทิดพระเกียรติแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มุ่งเน้นการผสมผสานระหว่างการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการเชิดชูสถาบัน

    4 ย่านวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ ทุนทางปัญญา-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเมืองเก่าสู่เมืองรอง

    จากการลงพื้นที่สำรวจของคณะวิจัย พบข้อบ่งชี้สำคัญว่า แต่ละย่านวัฒนธรรมของเมืองกาฬสินธุ์ล้วนมีความโดดเด่นทางวัฒนธรรมที่หลากหลายและแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งเหล่านี้คือ “รากฐานทุนวัฒนธรรมดั้งเดิม” ที่มีศักยภาพสูง

    หากภาครัฐและภาคประชาสังคมร่วมกันสนับสนุน ฟื้นฟู และยกระดับย่านเหล่านี้อย่างเป็นระบบ นอกจากจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในฐานะเมืองรองที่มีมูลค่าสร้างสรรค์สูงแล้ว ยังจะเป็นการสร้างความมั่นคงให้ทุนวัฒนธรรมสามารถคงอยู่และเฟื่องฟูต่อไปได้อย่างยั่งยืน สอดรับกับแนวคิด “ทุนวัฒนธรรม สร้างชาติ” และ “ทุนทางวัฒนธรรมชุมชน = ทุนชาติ” ที่ต้องอาศัยการบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมเข้ามาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาขับเคลื่อนในอนาคต

    4 ย่านวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ ทุนทางปัญญา-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเมืองเก่าสู่เมืองรอง 4 ย่านวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ ทุนทางปัญญา-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเมืองเก่าสู่เมืองรอง

    4 ย่านวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ ทุนทางปัญญา-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเมืองเก่าสู่เมืองรอง

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/social/378980100&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tiODSt13kjiAGoESvoN3G

  • ผู้ว่าการ ธปท. ร่วมบรรยายให้ความรู้สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจประจำปี 2569

    ผู้ว่าการ ธปท. ร่วมบรรยายให้ความรู้สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจประจำปี 2569

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าร่วมบรรยายให้ความรู้ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจประจำปี 2569 ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ในหัวข้อ “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” โดย ธปท.มองว่าการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้อยู่ที่ 2.3% แม้ว่าจะดูว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวไม่สูงมาก แต่ถือว่าดีกว่าคาด เนื่องจากต้นปี ธปท.ประเมินว่าจากผลกระทบสงคราม ราคาน้ำปรับตัวสูงขึ้น และการขาดแคลนวัตถุดิบจะทำให้ จีดีพีไทยขยายตัวได้เพียง 1.5% แต่การที่เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่น (Resilience) สูง เราสามารถหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นทดแทน และมีการปรับตัว รวมถึงมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ทำให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวสูงกว่าที่เคยประเมินไว้

    rn

     

    rn”}}” id=”text-c4d4859be9″>

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าร่วมบรรยายให้ความรู้ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจประจำปี 2569 ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ในหัวข้อ “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” โดย ธปท.มองว่าการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้อยู่ที่ 2.3% แม้ว่าจะดูว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวไม่สูงมาก แต่ถือว่าดีกว่าคาด เนื่องจากต้นปี ธปท.ประเมินว่าจากผลกระทบสงคราม ราคาน้ำปรับตัวสูงขึ้น และการขาดแคลนวัตถุดิบจะทำให้ จีดีพีไทยขยายตัวได้เพียง 1.5% แต่การที่เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่น (Resilience) สูง เราสามารถหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นทดแทน และมีการปรับตัว รวมถึงมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ทำให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวสูงกว่าที่เคยประเมินไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/activities/activities-20260711.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2McSMR2TdDzS____iLeYpi

  • “แนน บุณย์ธิดา” รมช.ดีอี ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ตรวจติดตามการดำเนินงานสำคัญจาก ดีป้า – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “แนน บุณย์ธิดา” รมช.ดีอี ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ตรวจติดตามการดำเนินงานสำคัญจาก ดีป้า – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/116453&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24hcw-lJ6BRqaRj_No2Z6X

  • ธปท. ยืนยันใช้นโยบายการเงินช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ พร้อมรักษาเสถียรภาพด้านราคา และระบบการเงินไทย ระบุจีดีพีไทยโต 2.3% ยังไม่ดี คาดเงินเฟ้อปี 69 อาจต่ำกว่า 2.8%  

    ธปท. ยืนยันใช้นโยบายการเงินช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ พร้อมรักษาเสถียรภาพด้านราคา และระบบการเงินไทย ระบุจีดีพีไทยโต 2.3% ยังไม่ดี คาดเงินเฟ้อปี 69 อาจต่ำกว่า 2.8%  

    ผู้ว่าการ ธปท. ยืนยันใช้นโยบายการเงินช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ พร้อมรักษาเสถียรภาพด้านราคา และระบบการเงินไทย รวมทั้งใช้มาตรการเฉพาะจุดแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มองเศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังไม่ดี เพราะยังมีคนลำบากมาก มั่นใจเงินเฟ้อปีนี้มีโอกาสต่ำกว่า 2.8% ทำให้มองข้ามไปได้โดยไม่ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่การปล่อยเงินเข้าระบบผ่าน QE ไม่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้น

    11 ก.ค. 2569 – นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569  “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก หัวข้อ “นโยบายการเงิน รับมือวิฤติสงคราม และการเงินโลก” ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)  และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่ต้องรับมือกับสงคราม และความผันผวน คนอยากให้ ธปท.เข้ามาช่วย แต่ต้องทำความเข้าใจว่าหน้าที่ของนโยบายการเงิน และการคลังต่างกันชัดเจน โดยนโยบายการเงินดูแลหลักคือด้านเสถียรภาพใน 2 ด้าน คือ 1.เสถียรภาพระบบการเงิน ระบบการเงินมีความเข้มแข็ง ซึ่งไม่ใช่ว่าธนาคารพาณิชย์ต้องมีกำไรสูงสุด แต่จะต้องมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์ไม่มีปัญหา ระบบการชำระเงินไม่มีปัญหา และด้านที่ 2 เสถียรภาพด้านราคา หรือ ดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ 1-3%  และถ้าจำเป็นจะต้องหลุดให้หลุดกรอบในด้านต่ำ เพราะการหลุดกรอบด้านสูง เงินเฟ้อที่สูงจะส่งผลต่อค่าครองชีพของคนให้สูงเกินไป แต่หลุดด้านต่ำค่าครองชีพอาจจะไม่กระทบมาก แต่อย่างไรก็ตามอยู่ในกรอบดีที่สุด

    “นโยบายการเงินยุคผม ยังมีอีกหน้าที่ที่ผมเน้นคือ การช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะนโยบายการเงินจะมีผลกระทบเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ย หรือค่าเงิน ซึ่งกระทบกับคนเป็นวงกว้าง ในขณะที่นโยบายการคลัง มีหน้าที่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยให้เศรษฐกิจโต เกิดผลเร็ว แต่อยู่ระยะสั้น นโยบายการเงิน มีหน้าที่ช่วยประคับประคอง โดยการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. จะทำผ่านเครื่องมือหลักที่สำคัญที่สุด คือ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายผ่านคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)”

     ผู้ว่า ธปท. กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาสังคมอาจจะคาดหวังให้ ธปท. ทำมากมาย แต่ ธปท. มีเครื่องมือไม่ได้มากอย่างที่คิด เหมือนในขณะนี้ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ไม่สามารถที่จะหยุดเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในด้านราคา และด้านการผลิต หรือที่ด้านอุปทานได้ ในขณะนี้ราคาน้ำมันขึ้นไปมาก เงินเฟ้อสูง แต่การขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ช่วยให้ราคาน้ำมันลดลงได้ อย่างไรก็ตาม หากเงินเฟ้อขึ้นไปสูงจริงๆ บางประเทศก็ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย เพื่อลดในด้านความต้องการสินเชื่อ ซึ่งทำได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจก็จะชะลอลงตามด้วย

    “แล้วการขยายตัวของเศรษฐกิจซึ่งเราคาดว่าโต 2.3% เป็นอย่างไร มองว่าโต 2.3% เศรษฐกิจไม่ดี แต่ไม่ได้แย่เท่ากับการเกิดสงครามให้ช่วงแรก ที่ห่วงว่าสินค้าจำเป็นจะขาดแคลน น้ำมันขาดแคลน ปุ๋ยขาดแคลน พลาสติกขาดแคลน ไม่ใช่ราคาสูงขึ้นอย่างเดียว ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น จีดีพีปีนี้ของไทยอาจจะต่ำมาก 1.5% แต่เศรษฐกิจไทยมีการปรับตัวได้ดี หาแหล่งซื้อน้ำมัน ปุ๋ยใหม่ได้เร็ว และที่ดีที่สุด ราคาน้ำมันดิบโลกลดลงเร็วกว่าที่คิดมาก ทำให้เศรษฐกิจปรับขึ้นมาได้ แต่ก็ไม่ใช่เข้าสู่เศรษฐกิจดี เรามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ลดลงเรื่อยๆ มีปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข การขยายตัวของเศรษฐกิจยังเป็น K-Shape มีการจัดสรรทรัพยาการที่เหลื่อมล้ำ จะเห็นได้ว่า เอสเอ็มอียังเข้าถึงทรัพยาการได้น้อยกว่ารายใหญ่ คนจนถูกระทบจากเศรษฐกิจมากกว่าคนรวย การส่งออกกระจุกตัวในบางภาค”

    ดังนั้น การใช้นโยบายการเงินเพื่อรับมือความซบเซา และความผันผวนของเศรษฐกิจ ซึ่งเน้นการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ตั้งแต่ผมเข้ามาลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งลงมาเหลือ 1% และเพิ่มมาตรการเฉพาะจุด เพื่อช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว โดยอัตราเงินเฟ้อในขณะนี้มาจากด้านอุปทาน และในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยปรับตัวเร็ว น้ำมันลดลงเร็วกว่าคาด ทำให้คาดว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยในปีนี้จะต่ำลงกว่า 2.8% ที่คาดไว้ และตลอดทั้งปีนี้จะไม่เห็นเดือนไหนที่เงินเฟ้อของไทยขึ้นไปเกิน 4.5% การใช้นโยบายการเงินจึงสามารถมองข้ามเงินเฟ้อในขณะนี้ไปได้ ดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม  และเมื่อข้ามไปถึงเดือน เม.ย.ปีหน้า จากฐานปีนี้ที่สูงขึ้น เราจะเห็นอัตราเงินเฟ้อที่ปรับลดลง ซึ่งทำให้เงินเฟ้อวันนี้อยู่ในระดับที่ไม่น่าห่วง

    ส่วนที่มีคำถามจากนักเศรษฐศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีมาต่อเนื่องว่า ธปท. ทำไมไม่ปล่อยเงินเข้าระบบ หรือการทำ QE ประเทศไทยควรทำหรือไม่ นายวิทัย กล่าวว่า การใส่เงินเข้าไปในระบบ จะต้องพิจารณาด้วยว่าเงินที่ ธปท. ปล่อยเข้าไปจะไปอยู่ที่ไหน ซึ่งในช่วงที่ผานมา เมื่อ ธปท.ปล่อยเงินไปผ่านธนาคารพาณิชย์ เงินออกไปแทบทั้งหมดจะกลับเข้ามาที่ ธปท. ผ่านตลาดซื้อคืนในวันรุ่งขึ้น กลายเป็นเงินฝากของระบบธนาคารพาณิชย์ที่ ธปท. เงินไม่ได้เข้าระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ปล่อยเงินผ่านการซื้อพันธบัตรระยะยาว ก็ไม่ได้กระทบต่อเนื่องจนทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ลดลงได้ ดังนั้นการทำ QE  หรือ การปล่อยเงินเข้าระบบแบบในต่างประเทศ จึงทำไม่ได้ผลดีในประเทศไทย

    อย่างไรก็ตาม การขึ้นลงของค่าเงินบาทเป็นการแลกเปลี่ยนเงินตามความต้องการของตลาดเป็นหลัก ธปท.ไม่ได้อยู่ในวงจรนั้น ธปท.จะเข้าไปต่อดูแลหรือแทรกแซง เมื่อค่าเงินบาทมีความผันผวนทั้งในทางอ่อนค่า และแข็งค่าที่มากและเร็วเกินไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการและะเสถียรภาพทางการเงิน แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า ธปท.จะแทรกแซงเท่าไรก็ได้ แต่ธปท.จะทำแต่นโยบายการเงินอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องดูเกณฑ์ระดับสากล เช่น เกณฑ์ควบคุมการแทรกแซงค่าเงินของสหรัฐฯ ซึ่งต้องแทรกแซงได้ไม่เกิน 2% ของจีดีพี ทำให้เราทำได้ตามความเหมาะสมเพื่อไม่กระทบกับด้านอื่นๆ เช่น อัตราภาษีหรือการกีดกันการค้าการลงทุนจากสหรัฐฯ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1030537/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KRIcLZhd-4XqQYlXPepdn

  • ผู้ว่าธปท. ย้ำไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย   ชี้เศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังเปราะบาง

    ผู้ว่าธปท. ย้ำไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย  ชี้เศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังเปราะบาง

    วันนี้ ( 11 ก.ค.2569) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก หัวข้อ นโยบายการเงิน รับมือวิฤติสงคราม และการเงินโลก ว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่ต้องรับมือกับสงคราม และความผันผวนซึ่งหลายฝ่ายต้องการให้ ธปท.เข้ามาช่วย แต่ต้องทำความเข้าใจว่าหน้าที่ของนโยบายการเงิน และการคลังต่างกันชัดเจน โดยนโยบายการเงินดูแลหลักคือด้านเสถียรภาพใน 2 ด้าน คือ 1.เสถียรภาพระบบการเงิน ระบบการเงินมีความเข้มแข็ง ซึ่งไม่ใช่ว่าธนาคารพาณิชย์ต้องมีกำไรสูงสุด แต่จะต้องมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์ไม่มีปัญหา ระบบการชำระเงินไม่มีปัญหา

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    และด้านที่ 2 เสถียรภาพด้านราคา หรือ ดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ 1-3% และถ้าจำเป็นจะต้องหลุดให้หลุดกรอบในด้านต่ำ เพราะการหลุดกรอบด้านสูง เงินเฟ้อที่สูงจะส่งผลต่อค่าครองชีพของคนให้สูงเกินไป แต่หลุดด้านต่ำค่าครองชีพอาจจะไม่กระทบมาก แต่อย่างไรก็ตามอยู่ในกรอบดีที่สุด

    นโยบายการเงินยุคผม ยังมีอีกหน้าที่ที่เน้นคือ การช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะนโยบายการเงินจะมีผลกระทบเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ย หรือค่าเงิน ซึ่งกระทบกับคนเป็นวงกว้าง

    ผู้ว่าธปท. ย้ำไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย   ชี้เศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังเปราะบาง

    ผู้ว่าธปท. ย้ำไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย ชี้เศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังเปราะบาง

    ในขณะที่นโยบายการคลัง มีหน้าที่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยให้เศรษฐกิจโต เกิดผลเร็ว แต่อยู่ระยะสั้น นโยบายการเงิน มีหน้าที่ช่วยประคับประคอง โดยการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. จะทำผ่านเครื่องมือหลักที่สำคัญที่สุด คือ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายผ่านคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

    ผู้ว่า ธปท. กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาสังคมอาจจะคาดหวังให้ ธปท. ทำมากมาย แต่ ธปท. มีเครื่องมือไม่ได้มากอย่างที่คิด เหมือนในขณะนี้ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ไม่สามารถที่จะหยุดเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในด้านราคา และด้านการผลิต หรือที่ด้านอุปทานได้ ในขณะนี้ราคาน้ำมันขึ้นไปมาก เงินเฟ้อสูง แต่การขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ช่วยให้ราคาน้ำมันลดลงได้ อย่างไรก็ตาม หากเงินเฟ้อขึ้นไปสูงจริงๆ บางประเทศก็ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย เพื่อลดในด้านความต้องการสินเชื่อ ซึ่งทำได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจก็จะชะลอลงตามด้วย

    โครงการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569  โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก หัวข้อ นโยบายการเงิน รับมือวิฤติสงคราม และการเงินโลก

    โครงการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก หัวข้อ นโยบายการเงิน รับมือวิฤติสงคราม และการเงินโลก

    การขยายตัวของจีดีพีที่คาดว่าโต 2.3%เศรษฐกิจไม่ดี แต่ไม่ได้แย่เท่ากับการเกิดสงครามให้ช่วงแรก ที่ห่วงว่าสินค้าจำเป็นเช่น น้ำมัน ปุ๋ย พลาสติก จะขาดแคลนมากกว่า ไม่ใช่ราคาสูงขึ้นอย่างเดียว ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น จีดีพีปีนี้ของไทยอาจจะต่ำมาก 1.5% แต่เศรษฐกิจไทยมีการปรับตัวได้ดี หาแหล่งซื้อน้ำมัน ปุ๋ยใหม่ได้เร็วและที่ดีที่สุดราคาน้ำมันดิบโลกลดลงเร็วกว่าที่คิดมากทำให้เศรษฐกิจปรับขึ้นมาได้แต่ก็ไม่ใช่เข้าสู่เศรษฐกิจดี

    ทั้งนี้ไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง มีปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข การขยายตัวของเศรษฐกิจยังเป็น K-Shape มีการจัดสรรทรัพยากรที่เหลื่อมล้ำเห็นได้ว่าSMEยังเข้าถึงทรัพยากาได้น้อยกว่ารายใหญ่ คนจนถูกระทบจากเศรษฐกิจมากกว่าคนรวย การส่งออกกระจุกตัวในบางภาค

    ผู้ว่าธปท. ย้ำไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย   ชี้เศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังเปราะบาง

    ผู้ว่าธปท. ย้ำไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย ชี้เศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังเปราะบาง

    ดังนั้นการใช้นโยบายการเงินเพื่อรับมือความซบเซา และความผันผวนของเศรษฐกิจ เน้นการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าธปท.ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งลงมาเหลือ 1% และเพิ่มมาตรการเฉพาะจุด เพื่อช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว

    โดยอัตราเงินเฟ้อในขณะนี้มาจากด้านอุปทาน และในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยปรับตัวเร็ว น้ำมันลดลงเร็วกว่าคาด ทำให้คาดว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยในปีนี้จะต่ำลงกว่า 2.8% ที่คาดไว้ และตลอดทั้งปีนี้จะไม่เห็นเดือนไหนที่เงินเฟ้อของไทยขึ้นไปเกิน 4.5% การใช้นโยบายการเงินจึงสามารถมองข้ามเงินเฟ้อในขณะนี้ไปได้ ดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม และเมื่อข้ามไปถึงเดือน เม.ย.ปีหน้า จากฐานปีนี้ที่สูงขึ้น เราจะเห็นอัตราเงินเฟ้อที่ปรับลดลง ซึ่งทำให้เงินเฟ้อวันนี้อยู่ในระดับที่ไม่น่าห่วง

    ผู้ว่าธปท. ย้ำไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย   ชี้เศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังเปราะบาง

    ผู้ว่าธปท. ย้ำไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย ชี้เศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังเปราะบาง

    นายวิทัย กล่าวถึงกรณีที่ นักเศรษฐศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีมาต่อเนื่องว่า ธปท. ทำไมไม่ปล่อยเงินเข้าระบบ หรือการทำ QE ประเทศไทยควรทำหรือไม่ นั้น การใส่เงินเข้าไปในระบบ จะต้องพิจารณาด้วยว่าเงินที่ ธปท. ปล่อยเข้าไปจะไปอยู่ที่ไหน ซึ่งในช่วงที่ผานมา เมื่อ ธปท.ปล่อยเงินไปผ่านธนาคารพาณิชย์ เงินออกไปแทบทั้งหมดจะกลับเข้ามาที่ ธปท. ผ่านตลาดซื้อคืนในวันรุ่งขึ้น กลายเป็นเงินฝากของระบบธนาคารพาณิชย์ที่ ธปท. เงินไม่ได้เข้าระบบเศรษฐกิจ

    ขณะที่ปล่อยเงินผ่านการซื้อพันธบัตรระยะยาว ก็ไม่ได้กระทบต่อเนื่องจนทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ลดลงได้ ดังนั้นการทำ QE หรือ การปล่อยเงินเข้าระบบแบบในต่างประเทศ จึงทำไม่ได้ผลดีในประเทศไทย

    ผู้ว่าธปท. ย้ำไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย   ชี้เศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังเปราะบาง

    ผู้ว่าธปท. ย้ำไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย ชี้เศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังเปราะบาง

    ส่วนการดูแลค่าเงินบาทนั้น การขึ้นลงของค่าเงินบาทเป็นการแลกเปลี่ยนเงินตามความต้องการของตลาดเป็นหลัก ธปท.ไม่ได้อยู่ในวงจรนั้น ธปท.จะเข้าไปต่อดูแลหรือแทรกแซง เมื่อค่าเงินบาทมีความผันผวนทั้งในทางอ่อนค่า และแข็งค่าที่มากและเร็วเกินไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการและะเสถียรภาพทางการเงิน แต่

    อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า ธปท.จะแทรกแซงเท่าไรก็ได้ แต่ธปท.จะทำแต่นโยบายการเงินอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องดูเกณฑ์ระดับสากล เช่น เกณฑ์ควบคุมการแทรกแซงค่าเงินของสหรัฐฯ ซึ่งต้องแทรกแซงได้ไม่เกิน 2% ของจีดีพี ทำให้เราทำได้ตามความเหมาะสมเพื่อไม่กระทบกับด้านอื่นๆ เช่น อัตราภาษีหรือการกีดกันการค้าการลงทุนจากสหรัฐฯ

    อ่านข่าว:

    แบงก์ชาติจ่อคุมสินเชื่อ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” พบวัยเริ่มทำงานมีหนี้เสียสูงสุด

    เตือน ธปท. อุด 2 ช่องโหว่ คุมเกณฑ์ปล่อยกู้-ยืนยันตัวตนVirtual Bank

    ผู้ถือบัตรเครดิต “รัดเข็มขัด” พบใช้จ่ายหดตัว-ยกเลิกทริปเที่ยวพุ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508149&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QXQL3IxtFDcVmtJJ2i-ZP