Blog

  • คลัง เผยส่งออก-ท่องเที่ยวในปท. ยังเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจไทย เม.ย. จับตาความไม่แน่นอนตอ.กลาง : อินโฟเควสท์

    คลัง เผยส่งออก-ท่องเที่ยวในปท. ยังเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจไทย เม.ย. จับตาความไม่แน่นอนตอ.กลาง : อินโฟเควสท์

    นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนเม.ย.69 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนเม.ย.69 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว

    ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาท ราคาน้ำมัน และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตสินค้า และเศรษฐกิจไทย

    • เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน

    มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่และปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนเม.ย.69 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 8.8% และ 3.7% ตามลำดับ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนเม.ย.69 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.6 โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความกังวลของผู้บริโภคต่อสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน รวมถึงราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของผู้บริโภค

    อย่างไรก็ดี ประชาชนมีความคาดหวังต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ส่วนรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนเมษายน 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 1.4%

    • เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน

    มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนเม.ย.69 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 27.9% ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนเม.ย.69 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -11.3% สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ ในเดือนเม.ย.69 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -0.2%

    • มูลค่าการส่งออกสินค้า ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนเม.ย.69 อยู่ที่ 31,583.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 ที่ 23.1% และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมัน และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัว 25.7% ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตร

    ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเกือบทุกตลาด โดยเฉพาะในตลาดทวีปออสเตรเลีย สหรัฐฯ อาเซียน (5) และญี่ปุ่น

    • เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน

    โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยว จากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย กลับมาขยายตัว โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนเม.ย.69 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.37 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -7.0% ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 25.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 2.7%

    ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนเม.ย.69 ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน 1.2% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา ข้าวโพด และหมวดไม้ผล อย่างไรก็ดี ผลผลิตปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลัง ลดลงจากเดือนก่อน

    สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ในเดือนเม.ย.69 ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -0.4% ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนเม.ย.69 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 85.3 โดยได้รับปัจจัยกดดันจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาพลังงานและราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานในภาคอุตสาหกรรม

    • เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี

    สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเม.ย.69 อยู่ที่ 2.89% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน อยู่ที่ 0.83% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 66.4% ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ ตามพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

    สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 286.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/596875&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw037li2Br-fp7pkRqGuqrc3

  • 4 สส.กระบี่ ยื่น คมนาคม ขอเพิ่มเที่ยวบินค่ำ “กระบี่-ดอนเมือง” หนุนท่องเที่ยว | TOPNEWS

    4 สส.กระบี่ ยื่น คมนาคม ขอเพิ่มเที่ยวบินค่ำ “กระบี่-ดอนเมือง” หนุนท่องเที่ยว | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2569  4 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขอให้พิจารณาเพิ่มเที่ยวบินเส้นทาง “ดอนเมือง-กระบี่” และ “กระบี่-ดอนเมือง” ในช่วงเวลาหลัง 18.00 น. หลังได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวว่าประสบปัญหาการเดินทาง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัด โดย นายกิตติ กิตติธรกุล หรือ “สส.หนึ่ง” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกระบี่ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับ สส.จังหวัดกระบี่ ยื่นหนังสือถึง นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อขอให้พิจารณาเพิ่มเที่ยวบินในเส้นทางดังกล่าว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ รวมถึงพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยว และผู้ใช้บริการสายการบินในจังหวัดกระบี่และพื้นที่ใกล้เคียง ถึงปัญหาความไม่สะดวกในการเดินทางทางอากาศ โดยปัจจุบันไม่มีเที่ยวบินให้บริการในเส้นทาง “ดอนเมือง-กระบี่” และ “กระบี่-ดอนเมือง” ในช่วงเวลาหลัง 18.00 น. ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการเดินทางต่อเชื่อมธุรกิจ การท่องเที่ยว หรือเดินทางฉุกเฉินในช่วงค่ำ

    สส.กระบี่ ระบุเพิ่มเติมว่า การเพิ่มเที่ยวบินในช่วงเวลาดังกล่าว จะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยว สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดกระบี่และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของฝั่งอันดามัน พร้อมขอความอนุเคราะห์จากกระทรวงคมนาคมให้เร่งพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อรองรับความต้องการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต

    ประดิษฐ์ รอดเกิด ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.กระบี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1586491&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aFogoUvrlSaDPpSe1wvOO

  • คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    วันนี้ (28 พ.ค.2569) กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร หรือ เกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า เกียรตินาคิน ประเมินสถานะทางการคลังของไทยจากกรณีกู้เงินดังกล่าวว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นแตะเพดาน 70% ภายในปี 2027 และมีแนวโน้มที่จะต้องปรับเพดานขึ้นในที่สุด แม้ว่าความกังวลเรื่องเครดิตเรตติ้งอาจจะยังไม่เป็นประเด็นในระยะสั้น หลังจาก Moody’s ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจไทยดีขึ้น แต่ยังเป็นความเสี่ยงที่สำคัญในอนาคตหากไม่สามารถปรับลดหนี้สาธารณะได้ตามแผนการคลังระยะปานกลางที่วางไว้

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    โดยสิ่งที่ต้องติดตามสำคัญสำหรับสถานะทางการคลังของไทยในระยะต่อไป คือ 1) มาตรการการคลังที่อัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจถึง 4 แสนล้านบาทจะสามารถพยุงเศรษฐกิจหรือเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจริงหรือไม่ 2) รัฐบาลจะสามารถลดการขาดดุลในอนาคตได้หรือไม่ หลังจากมีการใช้จ่ายเงินกู้ออกไป และ 3) การลดระดับหนี้และรักษาวินัยการคลังหลังจากวิกฤตผ่านพ้นไปได้หรือไม่

    การออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาผลกระทบจากราคาน้ำมันและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน จะเป็นแรงสนับสนุนเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และคาดว่าจะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้น 0.3 % ในไตรมาสที่ 3 ของปี และทำให้เศรษฐกิจไทยรอดพ้นภาวะถดถอยทางเทคนิค หรือ Technical Recession ที่ก่อนหน้านี้คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปี

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    เปิด 3 ปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลัง “ลงทุน-ท่องเที่ยว-บริโภค”

    อย่างไรก็ตาม หากมองไปในช่วงครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างน้อย 3 ช่องทาง การลงทุนของภาคเอกชนและการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดีอาจจะไม่ได้ส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ เนื่องจากการลงทุนของไทยอาจมีสัดส่วนของการนำเข้า หรือ import content ที่สูงถึง 60-70% (โดยเฉพาะ Data Centers ที่อาจสูงไปได้ถึง 80-85%) ขณะที่การส่งออกมีความเสี่ยงต่อประเด็นสินค้าสวมรอย หรือ transshipment สะท้อนจากตัวเลขการนำเข้าที่สูงติดต่อกันมากกว่า 20-30% ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจมากนัก เมื่อเทียบกับตัวเลขเม็ดเงินที่เข้ามาลงทุนหรือได้จากการส่งออกดังกล่าว

    ในขณะที่ จำนวนท่องเที่ยวทั้งปีอาจหดตัวจากภาวะสงครามและราคาน้ำมันแพง จากเดิมที่คาดว่าการท่องเที่ยวจะเป็นเครื่องยนต์สำหรับในปีนี้ โดยคาดว่านักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันออกกลางอาจจะได้รับผลกระทบโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังและไม่เพียงพอที่นักท่องเที่ยวจีนที่เริ่มฟื้นตัวจะมาชดเชยได้ KKP Research ปรับเพิ่มประมาณเล็กน้อยจาก 31.2 ล้านคน เป็น 31.8 ล้านคนจากตัวเลขในไตรมาสแรกที่ยังคงแข็งแกร่งอยู่ แต่จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมทั้งปีจะหดตัวติดต่อกันเป็นปีที่สอง

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    รวมถึง การบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากราคาพลังงาน แม้ว่าจะมีการช่วยเหลือจากมาตรการไทยช่วยไทย แต่ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างมากคาดว่าจะยังคงเป็นแรงกดดันของการบริโภคในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยและประชาชนที่สถานะทางการเงินของครัวเรือนในปัจจุบันที่ตึงตัวอย่างมากสะท้อนจากหนี้ครัวเรือนที่สูงอยู่แล้ว

    นอกจากนี้ ความเสี่ยงสำคัญ คือ หากสงครามยืดเยื้อต่อไปนานกว่าที่คาด เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญกับความเสี่ยงด้านอุปทานจากภาวะขาดแคลน โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน วัตถุดิบกลุ่มปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ และปุ๋ย ซึ่งจะส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจผ่านห่วงโซ่การผลิตในธุรกิจอื่น ๆ แม้ว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยในปัจจุบัน แต่ผลกระทบในกรณีนี้จะสูงและทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วได้

    นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาใกล้ชิดคือบัญชีเดินสะพัดที่มีโอกาสเปลี่ยนเป็นขาดดุล ทั้งจากปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยชั่วคราว โดยปัญหาเชิงโครงสร้างมาจากการเร่งตัวของการลงทุนของเอกชน ที่จะทำให้การนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น แม้ว่าส่วนใหญ่คาดว่าจะได้รับการชดเชยจากเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และอาจจะมองว่าเป็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ดีได้ แต่ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงอาจไม่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากเท่าสมัยก่อน

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คาด กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายทั้งปี

    นอกจากนี้ ประเด็นความสามารถในการแข่งขัน ต้นทุนค่าขนส่ง และการนำเข้าบริการต่างๆ ก็จะสร้างแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัด การเปลี่ยนผ่านไปยังรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าที่เบียดบังรายได้ของการส่งออกของบริษัทรถยนต์สันดาปเดิม การนำเข้าบริการความบันเทิงในรูปแบบ subscription ต่าง ๆ หรือการใช้บริการ AI และค่าบริการขนส่งจากการนำเข้า (Transport balances) ที่มากขึ้น ทำให้บัญชีเดินสะพัดของไทยมีแนวโน้มขาดดุลมากขึ้น

    เมื่อรวมเข้ากับผลกระทบจากสงครามที่กระทบต่อต้นทุนการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น ภาคท่องเที่ยวที่อ่อนแอ และการขาดดุลการคลังที่เพิ่มขึ้น อาจเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินบาท ซึ่งอาจนำไปสู่เงินเฟ้อและต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อกลุ่มประชาชนหรือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงอยู่แล้ว

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    มองว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะเข้าสู่ปัญหาที่เรียกว่า Dual หรือ Twin Deficit คือขาดดุลการคลังพร้อมกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งจะส่งผลต่อค่าเงินที่อ่อนลง เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว และสร้างความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยมากขึ้น แม้ว่าเศรษฐกิจไทยอาจยังเดินไปไม่ถึงจุดดังกล่าวตอนนี้ แต่เป็นประเด็นที่ควรต้องจับตามอง

    อย่างไรก็ตามคาดว่า กนง. จะมองข้ามเงินเฟ้อที่เกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน (supply-side inflation shock) โดยจากการคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ มองว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ประมาณ 5% ในช่วงปลายปี 2026 และปรับลดลงหลังจากเข้าสู่ฐานราคาพลังงานใหม่ในปีหน้า ขณะที่อุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอจะเป็นแรงกดดันให้ กนง. เลือกที่จะคงดอกเบี้ยไว้ในปีนี้

    ทั้งนี้ กนง. อาจปรับเปลี่ยนมุมมองต่อดอกเบี้ยนโยบายจาก 2 ปัจจัย คือ เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมากกว่า 5% อย่างมีนัยสำคัญ และธนาคารกลางอื่น ๆ ทั่วโลกปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นจนกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าและซ้ำเติมเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้วมากขึ้นไปอีก

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    TISCO ESU เตือนพายุ “วิกฤตพลังงาน” จ่อซัดซ้ำ

    ด้าน นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า ทิสโก้ ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้ขึ้นเป็น 1.8% จากเดิมที่คาดไว้ 1.2% หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกออกมาดีกว่าคาด และภาครัฐมีการออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคผ่านโครงการ ไทยช่วยไทยพลัสอย่างไรก็ตาม สำหรับมุมมองเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะเติบโตชะลอลงเหลือ 1.7% จากเดิมคาด 2.4% เนื่องจากผลของฐานที่สูงขึ้นและการหมดมาตรการกระตุ้นแบบชั่วคราวของภาครัฐ

    แม้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกจะดูดี แต่เมื่อเจาะลึกลงไปกลับพบสัญญาณความเปราะบางและการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียม อย่างชัดเจน ในด้าน การส่งออก แม้ภาพรวมจะขยายตัวดีโดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวกับ AI และ Data Center แต่พบว่าดุลการค้าในไตรมาส 1/69 กลับมาติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส สะท้อนว่าสินค้าหลายรายการเข้าข่ายเป็นสินค้าทางผ่าน หรือแค่รับจ้างประกอบ

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    โดยพบว่าสินค้าหมวด ชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ และ หน่วยประมวลผลข้อมูลแบบดิจิทัล มีความเกี่ยวโยง ระหว่างการนำเข้าและส่งออกในรอบ 10 ปีสูงถึง 0.85 และ 0.92 ตามลำดับ อีกทั้งยังมีคะแนนความน่าสงสัย และ Re-routing Index สูงสุด 2 ลำดับแรกจากทั้งหมด 104 รายการที่เป็นสินค้าในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวกับ AI ซึ่งที่ผ่านมาสินค้ากลุ่มเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของภาคการส่งออกมาอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่าการส่งออกที่โตดี แทบไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจหรือกระจายรายได้สู่ภาคส่วนอื่นในประเทศเลย

    ด้านการลงทุนรวม ที่ดูเหมือนจะเป็นพระเอกด้วยการเติบโต 9.9% จากเงินลงทุนต่างชาติและการตื่นตัวเรื่อง AI แต่ความจริงที่น่าตกใจคือ มีจำนวนโรงงานที่ ปิดกิจการ มากกว่า เปิดใหม่ เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็ก สวนทางกับโรงงานขนาดใหญ่และกลางที่ขยายกิจการ ภาพนี้ตอกย้ำว่าธุรกิจดั้งเดิม (Traditional Industry) กำลังย่ำแย่ ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งโดยมากเป็นรายใหญ่ มีเงินทุนมาก โตกระจุกตัว และยังได้อานิสงส์จากอุปสงค์โลกที่มีต่อสินค้าอิเล็คทรอนิกส์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI และ Data Center ที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    ไทยช่วยไทยพลัส แค่ประคอง เตือน “พายุจริง” กำลังจะมา

    สำหรับนโยบายแจกเงิน ไทยช่วยไทยพลัส ประเมินว่าจะช่วยบวกจีดีพีได้ราว 0.3 ซึ่งมองว่าเป็นการประคองมากกว่ากระตุ้น และมีผลแค่ชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากรูปแบบโครงการมีตัวทวีคูณทางการคลังต่ำ แม้จะช่วยให้เม็ดเงินวิ่งเข้าหาร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมากขึ้น ซึ่งช่วยคนตัวเล็กในสภาวะที่ยากลำบากได้บาง แต่ขาดความยั่งยืน

    ตัวเลขไตรมาสแรกที่ดี เป็นภาพก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลางที่รุนแรง ต้นทุนต่างๆ ยังไม่พุ่ง รัฐบาลยังตรึงราคาน้ำมันได้ แต่ภาพวันนี้ต่างออกไป เตือนว่าอย่าประมาท เพราะพายุของจริงกำลังจะโถมเข้ามา หากสงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจดีดขึ้นไปได้อีก 40-50% และเสี่ยงจะขาดแคลน

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    นอกจากนี้ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซยังส่งผลให้ปุ๋ยและเม็ดพลาสติกขาดตลาด ราคาอาหารจ่อจะปรับขึ้น ธุรกิจบางรายขาดของต้องหยุดผลิต ผู้คนเริ่มรัดเข็มขัดและลดรายจ่ายอย่างจริงจัง และอัตราการว่างงานเริ่มถีบตัวสูงขึ้น ดังนั้นต่อจากนี้จะเริ่มเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เราจึงมองว่าความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยยังโน้มไปทางด้านต่ำ

    ส่วนทิศทางค่าเงินบาท มองว่ามีแนวโน้มอ่อนค่า โดยในช่วง 3 เดือนข้างหน้ามีโอกาสแตะระดับ 34.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จาก 3 ปัจจัยกดดัน คือ ตลาดกังวลเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจทำให้ Fed ขยับขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่ปีนี้ แนวโน้มดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในช่วงที่เหลือจ่อขาดดุลสูงต่อเนื่อง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี จ่อพุ่งแตะ 2.5% และอาจทะลุไปถึง 2.8% จากความเสี่ยงเงินเฟ้อและปริมาณพันธบัตร (Bond Supply) จากการที่รัฐเตรียมกู้เพิ่ม ซึ่งจะกดดันให้เม็ดเงินต่างชาติไหลออก

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่ค่าเงินบาทนั้นอาจอ่อนค่าไปได้ไกลกว่าระดับ 34.0 โดยเฉพาะในกรณีที่ราคาน้ำมันพุ่งแรง (Spike) 40-50% ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากสงครามยังหาข้อยุติไม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องทวีความรุนแรง แต่แค่สถานการณ์ยืดเยื้อไปอีก 3-4 เดือน อาจส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ในคลังของประเทศหลักปรับลดลงจนถึงจุดวิกฤติก็เพียงพอแล้วที่ตลาดการเงินจะเกิดความกลัวขึ้น

    อ่านข่าว:

    เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

    สภาพัฒน์ฯประเมิน 3 ฉากทัศน์ ชี้ทุกการปรับขึ้น “น้ำมัน” ฉุดจีดีพีลด 0.02%

    รบตะวันออกกลาง ฉุดสินทรัพย์ลงทุนเสี่ยง กรุงไทยแนะถือทองคำ 5-10%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506451&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gL_QhHdLdXJBlHtQvzysd

  • ไทย-เวียดนาม ลงนาม 4 ความร่วมมือสำคัญ เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอนาคต

    ไทย-เวียดนาม ลงนาม 4 ความร่วมมือสำคัญ เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอนาคต

    วันนี้, 14:35น.

             นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (H.E. Mr. To Lam, General Secretary of the Central Committee of the Communist Party of Viet Nam and the President of the Socialist Republic of Viet Nam) ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือสำคัญระหว่างไทยและเวียดนาม  จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่

              1. แผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย–เวียดนาม ปี 2569 – 2574

              2. การแลกหนังสือทางการทูตระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเวียดนาม เพื่อยืนยันว่าทั้งสองกระทรวงเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการดำเนินงานและการประสานความร่วมมือภายใต้ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

              3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ เวียตเจ็ท

              4. บันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และการจัดการปกครองแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

              จากนั้น นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเวียดนามได้ร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ภายใต้แนวคิด “Growing Together” หรือ “เติบโตไปด้วยกัน” เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 โดยตราสัญลักษณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงมิตรภาพอันยาวนาน การเติบโตร่วมกัน และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของไทยและเวียดนาม ผ่านการออกแบบเลข “5” ที่สื่อถึงความก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเลข “0” ที่สื่อถึงความมั่นคงและความเป็นเอกภาพ เพื่อนำพาทั้งสองประเทศก้าวสู่อนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน 

               นายกรัฐมนตรียินดีที่ประธานาธิบดีเวียดนามเลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนภายหลังเข้ารับตำแหน่ง สะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะในปีแห่งการครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – เวียดนาม

                ด้านประธานาธิบดีเวียดนาม ขอบคุณรัฐบาลและประชาชนชาวไทยสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและสมเกียรติ โดยชื่นชมความสำเร็จของประเทศไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และเชื่อมั่นว่าไทยจะสามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาประเทศในระยะต่อไปได้อย่างประสบความสำเร็จ

                นอกจากนั้น ไทยและเวียดนามยังได้ร่วมหารือเเบบเต็มคณะ ถึงประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

               1. ด้านการเมืองและความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือด้านการทหาร การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะ Online Scam และการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และย้ำหลักการไม่อนุญาตให้บุคคลใดใช้ดินแดนของอีกฝ่ายในการเคลื่อนไหวทางการเมือง และจะร่วมกันผลักดันการดำเนินการตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรอบอาเซียนไปปฏิบัติอย่างจริงจัง รวมถึงการธำรงบทบาทแกนกลางของอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายของภูมิภาค

                2. ด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยจะไปเปิดงานสัมมนาทางธุรกิจไทย-เวียดนามในบ่ายวันนี้ด้วย พร้อมตั้งเป้าหมายผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีโดยเร็ว รวมถึงส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังร่วมเป็นสักขีพยานในการแลกเปลี่ยน MOU ระหว่างบริษัท Vietjet กับ EEC เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในพื้นที่ EEC

                ไทยและเวียดนามจะร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Three Connects” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองประเทศ ประกอบด้วย การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์สีเขียว โดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กันไป

                 3. ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ยินดีที่ได้มีการแลกหนังสือทางการทูตระหว่างหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ของทั้งสองประเทศ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศ ดาวเทียม เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีการเกษตร ตลอดจนหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีเสนอให้ไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ร่วมกันมีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาในอนุภูมิภาคอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

    #ไทยเวียดนาม 

    #ประธานาธิบดีเวียดนามเยือนไทย 

    Cr:รัฐบาลไทย 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161780&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JC5iAueki8-LLSHr7NXdH

  • สศอ.หั่นเป้าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมปี 69 เหลือโต 1-2% พิษสงครามตะวันออกกลาง

    สศอ.หั่นเป้าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมปี 69 เหลือโต 1-2% พิษสงครามตะวันออกกลาง

    สศอ.หั่นเป้าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมปี 69 เหลือโต 1-2% พิษสงครามตะวันออกกลาง

    นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนเมษายน 2569 ว่า อยู่ที่ระดับ 92.76 หดตัวเล็กน้อยที่ 0.36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 56.41%

    ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมไทย ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ 

    ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาหดตัวหลังราคาน้ำมันสูงและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว กระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น นมสดพร้อมดื่ม มันฝรั่งทอดกรอบ แฮม และไส้กรอก นอกจากนี้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง 86.7% ต่อ GDP ยังคงเป็นแรงกดดันต่อกำลังซื้อภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

    มาตรการภาครัฐหนุน

    อย่างไรก็ตาม ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนเมษายน 2569 มีแรงสนับสนุนสำคัญจากมาตรการภาครัฐที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการช่วยเหลือภาคขนส่งผ่านการสนับสนุนค่าน้ำมัน รวมถึงการตรึงค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นการช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนและภาระต้นทุนของภาคธุรกิจ 

    นอกจากนี้การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง โดยเดือนเมษายน 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมมีมูลค่า 25,937 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 27.5% และการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถัง และอากาศยานรบ) มีมูลค่า 24,404 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 29.0% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 

    ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการลงทุนยังได้รับแรงสนับสนุนจากการที่ Moody’s Ratings ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยดีขึ้นสะท้อนเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย ซึ่งช่วยสนับสนุนบรรยากาศการลงทุนและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจไทย

    ด้านระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนพฤษภาคม 2569 ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง โดยปัจจัยในประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง จากความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ลดลงตามความกังวลต่อวัตถุดิบในการผลิตของกลุ่มปิโตรเคมีและพลาสติก ส่วนการนำเข้ายังขยายตัวในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่ปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง จากผลกระทบของสงครามที่ผลักดันให้ต้นทุนภาคการผลิตและการขนส่งปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม มูลค่าการส่งออกของจีนยังคงสามารถขยายตัวได้

    ปรับ MPI ปี 69 เหลือ 1-2%

    สำหรับแนวโน้มปี 2569 สศอ. ได้ปรับประมาณการ MPI และ GDP ภาคอุตสาหกรรมปี 2569 จากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 1.5-2.5% มาอยู่ที่ 1.0-2.0% เนื่องจากยังมีปัจจัยกดดันสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว รวมถึงการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 

    อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการค้าระหว่างประเทศของไทยกับคู่ค้าหลักที่ยังเติบโตต่อเนื่อง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ซึ่งจะช่วยประคับประคองภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป

    อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนเมษายน 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ 

    • เคมีภัณฑ์ขั้นมูลฐาน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 19.53% จากโซดาไฟ คลอรีน และเอทานอล เป็นหลัก จากผู้ผลิตบางรายขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งการผลิตเอทานอลที่ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้นหลังจากปัญหาราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น
    • น้ำตาล ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16.54% จากน้ำตาลทรายดิบ กากน้ำตาล และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ เป็นหลัก โดยปีนี้มีการปิดหีบช้าเมื่อเทียบกับปีก่อน จากสถานการณ์ชายแดนไทยทำให้ขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวอ้อย รวมถึงการขาดแคลนน้ำมันในช่วงก่อนหน้า
    • เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11.06% จากท่อเหล็กกล้า เหล็กลวด เหล็กเส้นข้ออ้อย และเหล็กแผ่นรีดร้อน เป็นหลัก เนื่องจากฐานต่ำในปีก่อน ประกอบกับความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องเพิ่มขึ้น เช่น บรรจุภัณฑ์และยานยนต์ ประกอบกับผู้ผลิตบางรายขยายตลาดเพิ่ม

    อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตเดือนเมษายน 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ 

    • เครื่องจักรอื่น ๆ ที่ใช้งานทั่วไป หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.86% จากเครื่องปรับอากาศเป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตชะลอการผลิตหลังได้รับคำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้าลดลง ประกอบกับความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจ 
    • น้ำมันปาล์มหดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16.12% จากน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ เป็นหลัก ตามปริมาณผลปาล์มที่ออกสู่ตลาดลดลง หลังอากาศร้อนจัด 
    • ปุ๋ยเคมีและสารประกอบไนโตรเจน หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 27.98% เนื่องจากผู้ผลิตชะลอการผลิต จากการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/660133&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hUFaD52CSb2Df9j1sbn67

  • สศอ. เผย MPI เม.ย.หดตัว 0.36% ผลกดดันจากสงคราม-นทท.ต่างชาติลด-หนี้ครัวเรือนสูง : อินโฟเควสท์

    สศอ. เผย MPI เม.ย.หดตัว 0.36% ผลกดดันจากสงคราม-นทท.ต่างชาติลด-หนี้ครัวเรือนสูง : อินโฟเควสท์

    นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนเม.ย.69 อยู่ที่ระดับ 92.76 หดตัว 0.36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) อยู่ที่ 56.41%

    สำหรับปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกดดัน ดัชนี MPI เดือนเม.ย.นี้ ได้แก่

    – สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก และอุตสาหกรรมไทย กระทบต่อต้นทุนการผลิต และความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ

    – นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาลดลง ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น นมสดพร้อมดื่ม มันฝรั่งทอดกรอบ แฮม และไส้กรอก เป็นต้น

    – ปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่ยังอยู่ในระดับสูง และเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ ส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศฟื้นตัวได้จำกัด

    – ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวลดลง โดยดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนเม.ย. อยู่ที่ระดับ 85.3 ปรับตัวลดลงจาก 88.6 ในเดือนมี.ค. โดยมีปัจจัยหลักจากราคาน้ำมัน, ราคาต้นทุนวัตถุดิบ และค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น

    • หั่นคาดการณ์ MPI และ GDP อุตสาหกรรมปี 69 เหลือ 1-2%

    ทั้งนี้ สศอ. ได้ปรับประมาณการดัชนี MPI และ GDP อุตสาหกรรม ปี 2569 โดยคาดว่าจะขยายตัวได้ 1.0-2.0% ลดลงจากเดิมที่เคยประมาณการไว้ที่ 1.5-2.5% โดยมีปัจจัยกดดันที่สำคัญ ได้แก่ ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อจากสงครามในตะวันออกกลาง, ความไม่แน่นอนของนโยบายด้านเศรษฐกิจ และมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ, ปัญหาหนี้ครัวเรือน และการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว รวมทั้งการแข่งขันจากสินค้านำเข้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/596752&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o7-p7a_jcOc1FRCby9f9J

  • “อนุทิน” เปิดทำเนียบต้อนรับ “โต เลิม” ปธน.เวียดนามเยือนไทยอย่างเป็นทางการ

    “อนุทิน” เปิดทำเนียบต้อนรับ “โต เลิม” ปธน.เวียดนามเยือนไทยอย่างเป็นทางการ

    วันนี้ (28 พ.ค.2569) เวลา 09.30 น. ณ บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ให้การต้อนรับ โต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และ โง เฟือง ลี ภริยา ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล (Official Visit)

    ทันทีที่เดินทางถึง นายกฯ ได้ให้การต้อนรับพร้อมนำ ประธานาธิบดีเวียดนาม ร่วมตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ และเมื่อเสร็จสิ้นพิธีต้อนรับและตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ต่อมาเข้าสู่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อถ่ายภาพร่วมกัน ณ บันไดโถงกลางตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมลงนามในสมุดเยี่ยมของรัฐบาลและชมของที่ระลึก ณ ห้องสีงาช้างด้านใน

    จากนั้น ได้มีการหารือกลุ่มเล็ก ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคและระดับโลก พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ในการยกระดับความร่วมมือระหว่างไทย-เวียดนามในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ความมั่นคง และความร่วมมือระดับภูมิภาค ก่อนเข้าสู่การหารือเต็มคณะ ณ ตึกภักดีบดินทร์ ต่อไป

    ทั้งนี้ 2 ฝ่ายจะหารือเกี่ยวกับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในทุกมิติ เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพ ความมั่นคง และการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันของทั้ง 2 ประเทศ ตลอดจนภูมิภาคอาเซียน ก่อนที่ ในเวลา 11.15 น. นายกรัฐมนตรี และเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม จะร่วมกันเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนแผนปฏิบัติการและบันทึกความเข้าใจ รวมถึงเป็นสักขีพยานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม ณ ตึกสันติไมตรี จากนั้นทั้งสองจะแถลงข่าวร่วมกัน

    ขณะที่ในช่วงค่ำ เวลา 19.00 น. นายกฯ และภริยา จะเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการเพื่อเป็นเกียรติแด่ เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และภริยา ณ ตึกสันติไมตรี หลังนอก ทำเนียบรัฐบาล อย่างไรก็ตาม การเยือนในครั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ โต เลิม เยือนอย่างเป็นทางการ หลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี

    “อนุทิน” เปิดทำเนียบต้อนรับ “โต เลิม” ปธน.เวียดนามเยือนไทยอย่างเป็นทางการ

    สำหรับบุคคลสำคัญที่เข้าร่วมการหารือเต็มคณะของทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายไทยประกอบด้วย

    • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง
    • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม
    • ศ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
    • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์

    ขณะที่ฝ่ายเวียดนามประกอบด้วย

    • Mr. Nguyen Duy Ngoc สมาชิกกรมการเมือง เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ประธานคณะกรรมาธิการจัดการองค์กรส่วนกลาง
    • Mr. Phan Van Giang รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม
    • Mr. Luong Tam Quang รมว.ความมั่นคงสาธารณะ
    • Mr. Trinh Van Quyet เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคฯ และ ประธานคณะกรรมาธิการส่วนกลางด้านสารนิเทศ การศึกษาและการระดมมวลชน
    • Mr. Nguyen Thanh Nghi เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคฯ และ ประธานคณะกรรมาธิการส่วนกลางด้านนโยบายและยุทธศาสตร์
    • Mr. Le Hoai Trung รมว.ต่างประเทศ
    • Mr. Ngo Van Tuan รมว.คลัง
    • Mr. Le Manh Hung รมว.อุตสาหกรรมและการค้า
    • Mr. Vu Hai Quan รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    อ่านข่าว :

    ราคา “ทองคำ”ดิ่ง -1,200บาท “รูปพรรณ”ขายออกเหลือ 68,850 บาท

    ศาลยกฟ้อง “ธนาธร” คดี ม.112 ปมไลฟ์วิจารณ์วัคซีนโควิด

    “โจ-ชัยวัฒน์” นำทัพ ปชน. สู้ศึกผู้ว่าฯ กทม. ชู “กรุงเทพโปร่งใส AI จับโกง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506450&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IEfJ3UO37FgI4kljeZBex

  • ไทย-เวียดนาม ร่วมลงนาม 4 ความร่วมมือสำคัญ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอนาคต

    ไทย-เวียดนาม ร่วมลงนาม 4 ความร่วมมือสำคัญ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอนาคต

    ไทย-เวียดนาม เดินหน้าสู่ 50 ปีแห่งการ “เติบโตไปด้วยกัน” ร่วมลงนาม 4 ความร่วมมือสำคัญ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอนาคต

    วันนี้ (28 พ.ค.69) เวลา 11.35 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย และ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือสำคัญระหว่างไทยและเวียดนาม จำนวน 4 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม การพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน และการศึกษา

    พร้อมเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ภายใต้แนวคิด “Growing Together” หรือ “เติบโตไปด้วยกัน” โดยตราสัญลักษณ์ออกแบบเป็นเลข “5” สื่อถึงความก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเลข “0” สื่อถึงความมั่นคงและความเป็นเอกภาพ เพื่อนำพาทั้งสองประเทศก้าวสู่อนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน

    หลังเสร็จสิ้นพิธีฯ ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดย ปธน.เวียดนามย้ำว่า เวียดนามให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศไทย และพร้อมร่วมมืออย่างใกล้ชิดเพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

    โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้ร่วมหารือเเบบเต็มคณะ และเห็นพ้องขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งด้านการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ รวมถึงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Three Connects” เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น และเชื่อมโยงยุทธศาสตร์สีเขียว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งสองประเทศ

    ทั้งนี้ นายกฯ ไทย ระบุว่า การเยือนครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย-เวียดนาม ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และช่วยต่อยอดความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม ซึ่งเติบโตอย่างมั่นคงตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนไทยและเวียดนามต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/72754&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31RkPk2YQRCVVxAiYcV-tm

  • ไทย-เวียดนาม เดินหน้าสู่ 50 ปีแห่งการ “เติบโตไปด้วยกัน” พร้อมเป็นสักขีพยานลงนาม 4 ความร่วมมือสำคัญ เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอนาคต

    ไทย-เวียดนาม เดินหน้าสู่ 50 ปีแห่งการ “เติบโตไปด้วยกัน” พร้อมเป็นสักขีพยานลงนาม 4 ความร่วมมือสำคัญ เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอนาคต

    ไทย-เวียดนาม เดินหน้าสู่ 50 ปีแห่งการ “เติบโตไปด้วยกัน” พร้อมเป็นสักขีพยานลงนาม 4 ความร่วมมือสำคัญ เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอนาคต


    28/05/2569 | 59 |

    วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2569) เวลา 11.35 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (H.E. Mr. To Lam, General Secretary of the Central Committee of the Communist Party of Viet Nam and the President of the Socialist Republic of Viet Nam) ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือสำคัญระหว่างไทยและเวียดนาม ก่อนร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม และแถลงข่าวร่วม ซึ่งบรรยากาศการพบหารือ ทั้งการหารือเเบบเต็มคณะ  (Plenary) และพิธีการต่าง ๆ เป็นไปด้วยความอบอุ่นและชื่นมื่น สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและเวียดนาม พร้อมทั้งแสดงถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของผู้นำทั้งสองประเทศในการสานต่อและยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

    ทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือ จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่

    1. แผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย–เวียดนาม ปี 2569 – 2574 (Plan of Action on Implementing the Comprehensive Strategic Partnership between Thailand and Viet Nam 2026 – 2031)
    2. การแลกหนังสือทางการทูตระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเวียดนาม เพื่อยืนยันว่าทั้งสองกระทรวงเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการดำเนินงานและการประสานความร่วมมือภายใต้ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Exchange of Diplomatic Notes between the Ministry of Higher Education, Science, Research and Innovation of the Kingdom of Thailand and the Ministry of Science and Technology of the Socialist Republic of Viet Nam confirming that the two ministries are the lead agencies responsible for the implementation and coordination of cooperation under the Agreement between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Socialist Republic of Viet Nam on Cooperation on Science, Technology and Innovation)
    3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน 
    (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ เวียตเจ็ท (VIETJET GROUP) (Memorandum of Understanding on the Collaboration for the Development of MRO Center at U-Tapao International Airport)
    4. บันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และการจัดการปกครองแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (Memorandum of Understanding between the Academy of Public Administration and Governance, Vietnam and Khon Kaen University)

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเวียดนามได้ร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ภายใต้แนวคิด “Growing Together” หรือ “เติบโตไปด้วยกัน” เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 โดยตราสัญลักษณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงมิตรภาพอันยาวนาน การเติบโตร่วมกัน และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของไทยและเวียดนาม ผ่านการออกแบบเลข “5” ที่สื่อถึงความก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเลข “0” ที่สื่อถึงความมั่นคงและความเป็นเอกภาพ เพื่อนำพาทั้งสองประเทศก้าวสู่อนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน

    ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดฯ ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

    นายกรัฐมนตรียินดีที่ประธานาธิบดีเวียดนามเลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนภายหลังเข้ารับตำแหน่ง สะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะในปีแห่งการครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – เวียดนาม โดยทั้งสองฝ่ายได้ร่วมพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์เฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามอย่างเป็นทางการ พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามแลกเปลี่ยนแผนปฏิบัติการว่าด้วยการดำเนินความร่วมมือภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศ เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระยะต่อไปอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม

    ด้านประธานาธิบดีเวียดนามกล่าวยินดีที่ได้เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในช่วงเวลาสำคัญของการครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – เวียดนาม พร้อมขอบคุณรัฐบาลและประชาชนชาวไทยสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและสมเกียรติ โดยชื่นชมความสำเร็จของประเทศไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และเชื่อมั่นว่าไทยจะสามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาประเทศในระยะต่อไปได้อย่างประสบความสำเร็จ ทั้งยังชื่นชมบทบาทสำคัญของไทยในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคและการเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาคมอาเซียน พร้อมย้ำว่าเวียดนามให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศไทย และพร้อมร่วมมืออย่างใกล้ชิดเพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของภูมิภาค

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้ร่วมหารือเเบบเต็มคณะ ถึงประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

    1. ด้านการเมืองและความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือด้านการทหาร การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะ Online Scam และการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และย้ำหลักการไม่อนุญาตให้บุคคลใดใช้ดินแดนของอีกฝ่ายในการเคลื่อนไหวทางการเมือง และจะร่วมกันผลักดันการดำเนินการตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรอบอาเซียนไปปฏิบัติอย่างจริงจัง รวมถึงการธำรงบทบาทแกนกลางของอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายของภูมิภาค

    2. ด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยจะไปเปิดงานสัมมนาทางธุรกิจไทย-เวียดนามในบ่ายวันนี้ด้วย พร้อมตั้งเป้าหมายผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีโดยเร็ว รวมถึงส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังร่วมเป็นสักขีพยานในการแลกเปลี่ยน MOU ระหว่างบริษัท Vietjet กับ EEC เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในพื้นที่ EEC

    ไทยและเวียดนามจะร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Three Connects” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองประเทศ ประกอบด้วย การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์สีเขียว โดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กันไป

    3. ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ยินดีที่ได้มีการแลกหนังสือทางการทูตระหว่างหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ของทั้งสองประเทศ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศ ดาวเทียม เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีการเกษตร ตลอดจนหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีเสนอให้ไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ร่วมกันมีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาในอนุภูมิภาคอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

    ในช่วงท้าย ประธานาธิบดีเวียดนาม กล่าวเชิญนายกรัฐมนตรีเยือนเวียดนามในโอกาสแรก ขณะที่นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ผลการหารือในครั้งนี้จะช่วยต่อยอดความสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม ซึ่งเติบโตอย่างมั่นคงตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนไทยและเวียดนามต่อไป

    ที่มา: https://www.thaigov.go.th/th/news/164544


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/507354&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PQYuXlz15Squs_RKMnUkR

  • “โจ ชัยวัฒน์” จากมือเศรษฐกิจ พรรคส้ม สู่ผู้ท้าชิงตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ กทม.”

    “โจ ชัยวัฒน์” จากมือเศรษฐกิจ พรรคส้ม สู่ผู้ท้าชิงตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ กทม.”

    ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ โจ อายุ 45 ปี และรองหัวหน้าพรรคประชาชน อดีต สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และนโยบายสาธารณะ ผลงานในสภาใน ฐานะ สส.อภิปรายวิพากษ์ และตั้งคำถามถึงนโยบายของรัฐบาลหลายครั้ง ทั้งการอภิปรายวิเคราะห์นโยบายแจกเงินดิจิทัลว่า จะสามารถสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ ปัญหาหนี้สาธารณะ และ วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2569 จากผลกระทบด้านต่าง ๆ

    “โจ ชัยวัฒน์” จากมือเศรษฐกิจ พรรคส้ม สู่ผู้ท้าชิงตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ กทม.”

    “โจ ชัยวัฒน์” จากมือเศรษฐกิจ พรรคส้ม สู่ผู้ท้าชิงตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ กทม.”

    ล่าสุด ชัยวัฒน์ ประกาศตัวเป็นแคนดิเดตผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สังกัดพรรคประชาชน โดยจับสลากได้หมายเลข 10 มีแคมเปญในการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ ทั้ง “กรุงเทพฯ ดีกว่านี้ได้อีก” และ “กรุงเทพฯ ง่ายๆ” โดย ชัยวัฒน์ มีประวัติที่น่าสนใจ ดังนี้

    ประวัติการศึกษา

    ปริญญาเอก : Doctor of Philosophy สาขา Information Science จาก Japan Advanced Institute of Science and Technology (JAIST) ประเทศญี่ปุ่น

    ปริญญาตรี : วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (เกียรตินิยมอันดับ 1) จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    มัธยม : โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

    “โจ ชัยวัฒน์” จากมือเศรษฐกิจ พรรคส้ม สู่ผู้ท้าชิงตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ กทม.”

    “โจ ชัยวัฒน์” จากมือเศรษฐกิจ พรรคส้ม สู่ผู้ท้าชิงตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ กทม.”

    ประสบการณ์การทำงาน

    รองผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร (ตำแหน่งสุดท้าย) ธนาคารแห่งประเทศไทย (2556 – 2566)

    ที่ปรึกษา, ศูนย์นวัตกรรมของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ Bank for International Settlements (BIS), Innovation Hub (2563-2564)

    นักวิจัยอาวุโส NEC Corporation, Central Research Labs. (2554-2556)

    นักวิจัย Japan Advanced Institute of Science and Technology (2551-2554)

    วิศวกร บริษัท Schlumberger Overseas S.A. (2545)

    “โจ ชัยวัฒน์” จากมือเศรษฐกิจ พรรคส้ม สู่ผู้ท้าชิงตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ กทม.”

    “โจ ชัยวัฒน์” จากมือเศรษฐกิจ พรรคส้ม สู่ผู้ท้าชิงตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ กทม.”

    เส้นทางการเมือง

    ชัยวัฒน์ เบนเข็ม เข้าสู่สนามการเมืองในฝั่งของค่ายสีส้ม โดยเป็นหนึ่งในทีมเศรษฐกิจ และลงสนามการเมืองอย่างเป็นทางการในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลเมื่อปี 2566 และเมื่อพรรคก้าวไกลถูกยุบ จึงมาสังกัดพรรคประชาชน

    ปัจจุบัน เพื่อลงชิงชัยในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพ ครั้งนี้ ทำให้เขาต้องลาออกจากตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ เปิดทางให้นายกรุณพล เทียนสุวรรณ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อลำดับถัดไป เลื่อนขึ้นมาดำรงตำแหน่ง สส. แทน

    อ่านข่าว

    สรุปหมายเลขผู้สมัครนายกพัทยา “อิทธิวัฒน์” เบอร์ 1 , “ปรเมศวร์” 2 , “ศักดิ์ชัย” 3

    “โจ-ชัยวัฒน์” นำทัพ ปชน. สู้ศึกผู้ว่าฯ กทม. ชู “กรุงเทพโปร่งใส AI จับโกง”

    เช็กหมายเลขผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. “ชัชชาติ” เบอร์ 9 “ชัยวัฒน์” เบอร์ 10

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506457&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jxuR2HHwNe_qP8Sk-Pig2