Blog

  • ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ย. ร่วงครั้งแรกรอบ 4 เดือน กังวลน้ำมันพุ่งกระทบค่าครองชีพ-น้ำท่วมซ้ำ-การเมืองไม่นิ่ง : อินโฟเควสท์

    ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ย. ร่วงครั้งแรกรอบ 4 เดือน กังวลน้ำมันพุ่งกระทบค่าครองชีพ-น้ำท่วมซ้ำ-การเมืองไม่นิ่ง : อินโฟเควสท์

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือนก.ย. 69 อยู่ที่ 52.1 ปรับตัวลดลงจากระดับ 53.2 ในเดือนส.ค. และเป็นการปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมและราคาน้ำมันในตลาดโลกและในประเทศ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงเกินระดับ 40 บาทต่อลิตร ซึ่งส่งผลทางจิตวิทยาในเชิงลบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แม้ว่ารัฐบาลเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ต่อเนื่องอีก 2 เดือนก็ตาม

    นอกจากนี้ ผู้บริโภคเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตว่าจะมีเสถียรภาพมากน้อยเพียงใด และค่าครองชีพในอนาคตที่มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น ตามราคาน้ำมันที่เริ่มกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ระดับ 45.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม อยู่ที่ระดับ 50.1 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 61.2 ตามลำดับ โดยดัชนีทุกรายการ ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือนเช่นกัน

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่า ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้ เพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม และราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง แต่น่าจะเริ่มกลับมาใช้จ่ายมากขึ้นในกลางเดือนพ.ย.เป็นต้นไป เนื่องจากได้รับการกระตุ้นกำลังซื้อจากการต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพิ่มเติมอีก 2 เดือน

    ตลอดจนการท่องเที่ยวที่จะกลับเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น และราคาพืชผลทางการเกษตรหลักปรับตัวอยู่ในระดับสูงกว่าปีที่ผ่านมา หากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน คลี่คลายลง และราคาน้ำมันกลับมาลดลงต่ำกว่า 40 บาท/ลิตร อีกทั้งไม่มีปัญหาน้ำท่วมเพิ่มเติม คาดว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะกลับมาฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และการบริโภคจะปรับตัวจะกลับมาดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปลายปีนี้ หรือตั้งแต่กลางเดือน พ.ย.เป็นต้นไป

    นายธนวรรธน์ เชื่อว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลงนี้ เป็นสถานการณ์ชั่วคราวอันเนื่องมาจากภาวะน้ำท่วมในช่วงปลายเดือนก.ย. ซึ่งจะต้องจับตา 2 ปัจจัยว่าจะทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในระยะต่อไป สามารถพลิกกลับมาเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ นั่นคือ จะเกิดเหตุน้ำท่วมซ้ำในเดือนต.ค.นี้อีกหรือไม่ และปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิง จะเริ่มคลี่คลายลงได้หรือไม่

    “เป็นจังหวะที่ต้องเช็คว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคมาจากสาเหตุของโครงสร้างพื้นฐาน คือ ราคาน้ำมันแพง ค่าครองชีพสูง เศรษฐกิจยังเป็นรูป K-shape ฟื้นตัวช้า แต่ที่ผ่านมา ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับดีขึ้นต่อเนื่องมา 3 เดือน ดังนั้นการหักล้างในเดือนก.ย.นี้ที่สำคัญมาก คือ ราคาน้ำมันดีเซลไปอยู่ในจุดที่มีผลทางจิตวิทยา คือ 40 บาท/ลิตร และสถานการณ์น้ำท่วม” นายธนวรรธน์ กล่าว

    พร้อมประเมินว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมในรอบนี้ ที่ปัจจุบันผลกระทบส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งเป็นในโซนของเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม โดยบางจังหวัดยังมีสถานการณ์น้ำท่วมสูงอยู่นั้น คาดว่าระดับความเสียหายในปัจจุบันจะอยู่ที่ราว 22,000 ล้านบาท หากสถานการณ์ยังคงต่อเนื่องไปถึงสัปดาห์หน้า และค่อย ๆ เริ่มคลี่คลายลง ก็เชื่อว่าความเสียหายในภาพรวมจะยังอยู่ในกรอบที่เคยประเมินไว้ว่าไม่เกิน 30,000 ล้านบาท

    “โอกาสความเสียหาย น่าจะยังอยู่ในกรอบที่เราเคยประเมินไว้ ที่ 22,000 – 29,000ล้านบาท ถ้าสถานการณ์สัปดาห์หน้าเริ่มคลี่คลาย ความเสียหายทางเศรษฐกิจก็จะอยู่ประมาณนี้ แต่ต้องติดตามกรณีน้ำท่วมขังในพื้นที่เกษตร ว่าจะมีความเสียหายเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะนาข้าว ส่วนด้านปศุสัตว์ คงจะไม่เพิ่มไปมากกว่านี้” นายธนวรรธน์ กล่าว

    ขณะที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะยังสามารถขยายตัวได้ในระดับ 2.2-2.5%

    ส่วนกรณีที่ประเทศไทย ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Annual Meetings 2026) ในระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. 69 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ จะมีผลต่อเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของประเทศไทย ในสายตาชาวโลกอย่างไร นั้น นายธนวรรธน์ กล่าวว่า คงต้องมองใน 3 ประเด็น คือ ประเด็นแรก อยู่ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง และนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการสื่อสารข้อมูลหรือส่งสัญญาณอะไรให้นานาชาติได้รับทราบ และสัญญาณนั้น จะถูกตีพิมพ์เผยแพร่โดยสื่อหลักของโลกไปได้มากน้อยเพียงใด และในทิศทางใด

    ส่วนประเด็นที่สอง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) จะให้น้ำหนักของประเทศไทยในเวทีประชุมนี้มากน้อยเพียงใด และในมิติใด และประเด็นที่สาม กระแสตอบรับของการจัดประชุมนี้ จากมุมมองของสื่อ และผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลกที่พูดถึงประเทศไทยเป็นในทิศทางใด ซึ่งจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในด้านต่าง ๆ รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นที่นักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาลงทุนในไทยได้

    เพราะหากในท้ายสุดแล้ว ประเทศไทยสามารถทำได้ดี และเป็นที่พึงพอใจ ก็จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ทั้งในส่วนของการท่องเที่ยว การลงทุน และมีส่วนช่วยให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อาจจะพลิกกลับมาได้ในเดือนพ.ย.นี้

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/661141&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Fje8TIJ-PV2obFTAgixtn

  • STORY : สื่อนอกตีแผ่! วิกฤตลูกหนี้ไทยบนเส้นขนานเวทีเศรษฐกิจโลก “อาจสิ้นใจก่อนใช้หนี้หมด”

    STORY : สื่อนอกตีแผ่! วิกฤตลูกหนี้ไทยบนเส้นขนานเวทีเศรษฐกิจโลก “อาจสิ้นใจก่อนใช้หนี้หมด”

    STORY : สื่อนอกตีแผ่! วิกฤตลูกหนี้ไทยบนเส้นขนานเวทีเศรษฐกิจโลก

    ในขณะที่ประเทศไทยกำลังปูพรมแดงเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมทางการเงินระดับโลก “IMF-World Bank 2026” สำนักข่าวระดับโลกอย่างรอยเตอร์ ได้ตีแผ่อีกด้านของเหรียญที่สะท้อนชีวิตอันมืดมิดของ “ผู้ที่จมอยู่ในวังวนหนี้” ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับความจริงอันเจ็บปวดที่ว่า พวกเขาอาจหมดลมหายใจก่อนที่จะชำระหนี้ได้หมด!

    ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้วิสัยทัศน์หลัก “ขอบฟ้าใหม่ของไทย : พลังคน เสริมความทนทานต่อความเสี่ยง” ซึ่งรัฐบาลหวังให้เป็นต้นแบบการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจแก่ประเทศอื่นๆ แต่วิสัยทัศน์อันสวยหรูนี้ กลับสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับชีวิตจริงของคนไทยอีกนับล้าน
     

    🔵 [วังวนหนี้ 12 ล้าน และการหมุนเงินแบบวันต่อวัน]

    กวิตา วงศ์ยะเกษม เจ้าของธุรกิจแม่เลี้ยงเดี่ยววัย 51 ปี คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุด ปัจจุบันเธอแบกรับภาระหนี้สินรวมกว่า 12.1 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้ในระบบกับสถาบันการเงิน 7 แห่ง (10 ล้านบาท) และหนี้นอกระบบ (2.1 ล้านบาท) ตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นจาก 8 ล้านบาทเมื่อ 3 ปีก่อนที่รอยเตอร์เคยสัมภาษณ์เธอ

    แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทลากจูงเรือบรรทุกน้ำมัน และต้องขับรถส่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน Grab เพื่อหารายได้เสริม แต่เธอยังคงขาดสภาพคล่องถึงเดือนละ 50,000-60,000 บาท ทำให้ต้องหมุนเงินแบบวันต่อวันเพื่อจุนเจือครอบครัว ส่งลูกสาวสองคนเรียนหนังสือ และรักษาบ้านมูลค่า 3 ล้านบาทเอาไว้ จนสุดท้ายถูกสถาบันการเงิน 4 แห่งฟ้องร้องดำเนินคดี

    🔵 [หนี้ครัวเรือน 85.2% กับกับดัก “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง”]

    ระดับหนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งขึ้นแตะ 85.2% ต่อ GDP (ณ สิ้นเดือนมิถุนายน) ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 18 ปี และสูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย ปุณยวีร์ ศรีสิงห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก SCB EIC ยอมรับว่านี่คือหนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลที่สุด
    ธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่า วิกฤตนี้ไม่ได้เกิดจากแค่รายได้ที่ชะลอตัว แต่ยังมาจากพฤติกรรมการเข้าถึงสินเชื่อดิจิทัลที่ง่ายเกินไป โดยเฉพาะบริการ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” (Buy Now, Pay Later) ที่พุ่งพรวดจาก 620,000 บัญชีในปี 2564 กลายเป็น 6.3 ล้านบัญชีในปีที่แล้ว ดันยอดสินเชื่อทะยานจาก 6.8 พันล้านบาท สู่ระดับ 4.07 หมื่นล้านบาท

    ขณะที่ สุรพล โอภาสเสถียร อดีตผู้บริหารเครดิตบูโร เผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า จากผู้กู้ยืมทั้งหมด 27 ล้านรายในระบบ มีเพียงประมาณ 5 ล้านรายเท่านั้นที่มีสถานะทางการเงินแข็งแกร่งเพียงพอ
     

    🔵 [เป้าหมายของรัฐ vs ความเป็นจริงที่เอื้อมไม่ถึง]

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่ารัฐบาลกำลังเร่งแก้ปัญหาโดยใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำที่ 1% และตั้งเป้าผลักดัน GDP ให้โตแตะ 3% ภายใน 3 ปี ผ่านการดึงดูดการลงทุนต่างชาติ (FDI)

    อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องเติบโตให้ถึงระดับ 5% จึงจะสามารถดึงสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ให้ลดต่ำกว่าเส้นวิกฤตที่ 80% ได้ ซึ่งปีนี้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้เพียง 2.3% เท่านั้น

    สำหรับกวิตาและอีกหลายล้านครอบครัว การรอคอยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมหภาคอาจยาวนานเกินไป เธอทิ้งท้ายประโยคที่สะเทือนใจว่า “ถ้าถามว่าหนี้สินนี้จะหมดไปเมื่อไหร่… ชีวิตฉันคงจะจบสิ้นลงเสียก่อน”

    💬 จากข้อมูลที่พบว่าคนไทยเข้าสู่วงจรหนี้ผ่านบริการ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL)” เพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่าในเวลาไม่กี่ปี คุณคิดว่าการเข้าถึงสินเชื่อที่ง่ายดายผ่านแอปพลิเคชัน เป็นการช่วยเหลือเพิ่มสภาพคล่อง หรือเป็นกับดักที่ทำให้คนไทยเป็นหนี้เรื้อรังหนักกว่าเดิม?

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/nation-story/story/378984591&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24foMo7sIxoDzOgGB14BSO

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 – สยามรัฐ

    เกาะติด 4 ประเด็นสำคัญ การเมือง-เศรษฐกิจ-ต่างประเทศ-ฝนหนัก

    1. ฝ่ายค้านยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาล จับตาศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

    พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ยื่นญัตติขออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569

    ญัตติดังกล่าวเป็นประเด็นการเมืองสำคัญที่ต้องจับตาต่อเนื่องในวันที่ 9 ตุลาคม โดยฝ่ายค้านเตรียมนำประเด็นการบริหารราชการ ปัญหาน้ำท่วม และประเด็นทางการเมืองต่าง ๆ มาอภิปราย

    หลังยื่นญัตติแล้ว ประเด็นที่ต้องติดตามคือ ขั้นตอนการพิจารณาญัตติ กรอบเวลาการอภิปราย และท่าทีของรัฐบาล รวมถึงการเตรียมข้อมูลเพื่อชี้แจงต่อสภา

    ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาหรือประเด็นที่ฝ่ายค้านนำเสนอในการอภิปรายถือเป็นข้อกล่าวหาทางการเมือง และยังไม่ใช่ข้อยุติว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตามกฎหมาย

    2. สภาพอากาศ: อุตุฯ เตือนฝนหนักถึงหนักมาก 9-13 ต.ค.
    กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนประเทศไทยมีสภาพอากาศแปรปรวน และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งในช่วงวันที่ 9-13 ตุลาคม 2569

    พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้

    ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรระวัง ฝนตกหนัก ฝนตกสะสม น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ริมทางน้ำ และพื้นที่ลาดเชิงเขา

    ส่วนกรุงเทพมหานครและปริมณฑลควรติดตามพยากรณ์อากาศและสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสภาพอากาศอาจเปลี่ยนแปลงได้

    3. ธนารักษ์เปิดแลกเหรียญที่ระลึก IMF-World Bank 2026

    กรมธนารักษ์เปิดจำหน่ายและจ่ายแลก เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2569

    เหรียญที่ระลึกมีทั้ง ประเภทขัดเงา ราคาจำหน่าย 700 บาท และ ประเภทธรรมดา ชนิดราคา 100 บาท ราคาจ่ายแลก 100 บาท

    ประชาชนและนักสะสมสามารถติดต่อขอแลกหรือซื้อเหรียญได้ตามช่องทางที่กรมธนารักษ์กำหนด
    การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 มีกำหนดจัดขึ้นในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศสำคัญที่ไทยเป็นเจ้าภาพ

    4. ฝรั่งเศสยังวุ่น นักเรียนเดินหน้าประท้วง

    สถานการณ์ใน ฝรั่งเศส ยังคงมีความเคลื่อนไหวจากการประท้วงของนักเรียน โดยมีการปิดกั้นโรงเรียนและการชุมนุมในหลายพื้นที่

    ผู้ประท้วงมีข้อเรียกร้องเกี่ยวกับปัญหาด้านการศึกษา ทั้งเรื่องสภาพโรงเรียน บุคลากรครู และทรัพยากรทางการศึกษา

    สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนในบางพื้นที่ ขณะที่ทางการฝรั่งเศสพยายามรับฟังข้อเรียกร้องและหาทางแก้ไขปัญหา
    ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นที่ควรติดตามประกาศจากทางการฝรั่งเศสและตรวจสอบเส้นทางก่อนเดินทาง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการชุมนุม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/327561&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Zib7KtThaVTNINWXYelGZ

  • ITD สร้างโอกาสใหม่ เศรษฐกิจไทย ผ่าน 4 เวทีสำคัญ เชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก 

    ITD สร้างโอกาสใหม่ เศรษฐกิจไทย ผ่าน 4 เวทีสำคัญ เชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก 

    ITD เดินหน้าสร้าง “โอกาสใหม่” ให้เศรษฐกิจไทย ผนึกพลังความรู้ การลงทุน เทคโนโลยี และอาเซียน ผ่าน 4 เวทีสำคัญ เชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก พร้อมผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายสู่การพัฒนาประเทศ

    นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD  เปิดเผยว่า   ในโลกเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยีดิจิทัล และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การสร้างความสามารถในการแข่งขัน

    ประเทศไทยจึงไม่สามารถมองเพียงมิติใดมิติหนึ่ง แต่จำเป็นต้องเชื่อมโยงทั้ง องค์ความรู้ ผู้ประกอบการ การลงทุน เทคโนโลยี นโยบาย และความร่วมมือระดับภูมิภาค เข้าด้วยกัน

    โดยในช่วงที่ผ่านมา ITD ได้จัด 4 กิจกรรมสำคัญที่มุ่งสร้างทั้ง “ความรู้” และ “โอกาส” ให้กับภาคธุรกิจ ภาครัฐ นักวิชาการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย

    1. TEF 2026 เปิดโลกธุรกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างผู้ประกอบการไทยให้ “โตไว โตไกล และยั่งยืน” โดยหนึ่งในเวทีสำคัญคือ Trade Exponential Fest 2026 (TEF 2026) ภายใต้แนวคิด “Commerce, Technology, and Innovation for an Exponential Future – โตไว โตไกล ยั่งยืน” จัดขึ้นที่ ICONSIAM HALL เพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยได้เรียนรู้แนวคิด กลยุทธ์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้จริง

    ITD สร้างโอกาสใหม่ เศรษฐกิจไทย ผ่าน 4 เวทีสำคัญ เชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก 

    2. งานสัมมนานานาชาติ “Global Investment Trends and Thailand’s Strategic Opportunities: Insights from UNCTAD’s World Investment Report 2026” เพื่อวิเคราะห์ทิศทางเงินลงทุนโลกและโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย

    โดย ITD ร่วมกับสมาคมนักเรียนเก่าฮาร์วาร์ดแห่งประเทศไทย และ UN Trade and Development หรือ UNCTAD  ซึ่งสาระสำคัญจากงานสะท้อนว่า แม้ FDI โลกในปี 2025 ขยายตัว 6% แตะระดับประมาณ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์

    ทว่าเงินลงทุนมีแนวโน้มกระจุกตัวในโครงการขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ชิปคอมพิวเตอร์ แร่ธาตุสำคัญ พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 44% ของมูลค่าโครงการ Greenfield ทั้งหมด
    สำหรับอาเซียนสามารถดึงดูด FDI ได้สูงเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 2.46 แสนล้านดอลลาร์

    ขณะที่ประเทศไทยมีการเติบโตของ FDI ประมาณ 30% แต่ในอีกด้านหนึ่ง การลงทุนใหม่ในภาคการผลิตแบบดั้งเดิมลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่งจากผลกระทบของสงครามการค้าและการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน 

    นายสุภกิจ กล่าวว่า สำหรับงานกิจกรรมที่ 3 คือ การจัดงาน Southeast Asia Trade and Development Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “The Voice of ASEAN: Transforming Crises into Opportunities” โดยมุ่งรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อจัดทำ “Bangkok Policy Briefs 2026” และนำเสนอต่อที่ประชุม World Bank–IMF Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพมหานคร 

    เวทีดังกล่าวสะท้อนว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคของการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยมีทั้งนโยบายภาษี สงครามการค้า และสงครามเทคโนโลยีเข้ามาเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

    ITD สร้างโอกาสใหม่ เศรษฐกิจไทย ผ่าน 4 เวทีสำคัญ เชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก 

    หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการผลักดันให้อาเซียนมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้น หรือ “Assertive ASEAN” โดยยังคงยึดหลัก ASEAN Centrality และการเป็นตัวกลางที่น่าเชื่อถือ เพื่อรักษาความเป็นเอกภาพของภูมิภาค พร้อมผลักดันการปฏิรูประบบการค้าโลก โดยเฉพาะกฎถิ่นกำเนิดสินค้าและกลไกระงับข้อพิพาทของ WTO 

    ส่วนกิจกรรมสุดท้ายคือ  โครงการ SHE Commerce Bootcamp 2026 : Beyond SHE – Empowering Every Entrepreneur for ASEAN ซึ่งมุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสตรีและผู้ประกอบการที่มีความหลากหลายทางเพศ กลุ่ม LGBTQ+ ให้สามารถพัฒนาธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเตรียมพร้อมเข้าสู่ตลาดอาเซียน

    โครงการจัดขึ้นเป็นปีที่ 3 โดยในปีนี้ขยายกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติมจากผู้ประกอบการสตรีให้ครอบคลุมผู้ประกอบการ LGBTQ+ ด้วย มีผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วม 300 กิจการ ผ่านเกณฑ์ 40 กิจการ และคัดเลือก 10 กิจการเข้าสู่หลักสูตร ซึ่งดำเนินกิจกรรมร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

    ตลอดระยะเวลา 5 วัน ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และทดลองใช้เครื่องมือที่สามารถนำไปประยุกต์กับธุรกิจได้จริง ตั้งแต่ AI การตลาดดิจิทัล การสร้างคอนเทนต์ Live Commerce Business Hackathon ไปจนถึงการนำเสนอแผนธุรกิจและการได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญและพี่เลี้ยง

    นายสุภกิจ กล่าวว่า ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไม่ได้เกิดจากภาครัฐหรือภาคธุรกิจเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากการที่ทุกภาคส่วนสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ โอกาส และความร่วมมือเข้าด้วยกัน”

    ดังนั้น ภารกิจของ ITD คือการเป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้จากระดับนานาชาติเข้าสู่ประเทศไทย และเชื่อมโยงศักยภาพของคนไทยออกไปสู่ภูมิภาคและตลาดโลก เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวได้เร็วขึ้น ภาคธุรกิจสามารถมองเห็นโอกาสใหม่ ขณะที่ประเทศไทยสามารถมีข้อมูลและข้อเสนอเชิงนโยบายที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

    “เป้าหมายสำคัญของ ITD คือการทำให้องค์ความรู้ไม่หยุดอยู่เพียงในห้องประชุม แต่ต้องสามารถนำไปต่อยอดเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในระดับธุรกิจ ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ เพราะท้ายที่สุดแล้ว การค้าและการพัฒนาจะมีความหมายก็ต่อเมื่อสามารถสร้างโอกาส สร้างความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทย” นายสุภกิจ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1255579&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LIU6OicaeQ1UmDXgK92CJ

  • จับตาสถานการณ์

    จับตาสถานการณ์

    สถานการณ์อุทกภัยส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ภาระหนี้สินครัวเรือน และบรรยากาศการจับจ่าย โดยดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ก.ย. 69 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 41.2

    ขณะที่ ส.อ.ท. ประเมินความเสียหายเฉพาะภาคอุตสาหกรรมพุ่งเกิน 6,000 ล้านบาท โดยเฉพาะโรงงานชิ้นส่วนยานยนต์ในภาคตะวันออกที่ต้องหยุดการผลิต ด้าน กกร. เตรียมยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเสนอแนวทางจัดการน้ำเชิงโครงสร้าง พร้อมประเมินความเสียหายภาพรวมเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท

    น้ำท่วมซ้ำเติมเศรษฐกิจปี 69 ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยดิ่งลงแตะ 41.2

    สถานการณ์น้ำท่วมขังขยายวงกว้างกำลังกลายเป็นปัจจัยลบสำคัญที่ซ้ำเติมความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ แม้ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจหลายแห่งจะยังคงประมาณการ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 2.1-2.5%

    แต่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยประจำเดือนกันยายน 2569 ที่ปรับตัวลดลงจากระดับ 41.8 มาอยู่ที่ 41.2 เนื่องจากผู้ประกอบการกังวลต่อผลกระทบในพื้นที่ กทม. ปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคเหนือ ที่กระทบภาคการผลิต ต้นทุนพุ่งสูง และทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า

    ส.อ.ท. ชี้อุตสาหกรรมเสียหายทะลุ 6,000 ล้าน กระทบโรงงานชิ้นส่วนยานธรรมผลิตสะงัก

    ทางด้านสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยเลขาธิการ ส.อ.ท. เผยว่า อุทกภัยลุกลามเข้าถึงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก

    ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นในภาคอุตสาหกรรมไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท ส่งผลให้โรงงานหลายแห่งต้องหยุดการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งหากสถานการณ์ไม่คลี่คลายภายในวันที่ 12 ตุลาคมนี้ อาจกระทบต่อเนื่องถึงสายการผลิตรถยนต์ภาพรวม

    กกร. จ่อร่อนหนังสือถึงนายกฯ เสนอผังเมือง-การจัดการน้ำ ป้องกันงบเยียวยาละลาย 5-6 หมื่นล้าน

    คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เตรียมทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอแนวทางรับมืออุทกภัยอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ระบบกักเก็บ ระบายน้ำ พื้นที่รับน้ำ ไปจนถึงการวางผังเมือง

    เนื่องจากภัยธรรมชาติได้กลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบเยียวยาสูงถึงปีละ 5-6 หมื่นล้านบาท พร้อมเสนอให้เอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และคณะอนุกรรมการบริหารจัดการน้ำทั้ง 3 คณะ เพื่อให้การกำหนดนโยบายสอดรับกับภาคธุรกิจและประชาชน

    จับตาผลกระทบภาพรวม ภาคเอกชนคาดความเสียหายเศรษฐกิจรวมไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้าน

    แม้ในปัจจุบันภาพรวมความเสียหายทั้งหมดจะยังไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขที่แน่ชัดได้ แต่ชัดเจนว่าได้เพิ่มภาระหนี้สินครัวเรือนและกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างแน่นอน

    อย่างไรก็ดี ในเบื้องต้นทางภาคเอกชนได้ประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในภาพรวมไว้ว่า อาจไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/program/khaoTieng/watch/2ag4b7xvyrib&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_6u_hfgY4qXAXgIbnRdHa

  • ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    set

    set

    • ข้อมูลการซื้อขาย

      ผลิตภัณฑ์

      ดัชนี

      ข้อมูลและสถิติ

      ข่าวและการแจ้งเตือน

      รายชื่อบริษัทจดทะเบียน/หลักทรัพย์

      ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

    • ผู้ออกหลักทรัพย์

      การออกตราสารทุน

      ข้อมูล IPO

      การเป็นบริษัทจดทะเบียน

      รายชื่อบริษัทจดทะเบียน/หลักทรัพย์

    • กฎเกณฑ์และการกำกับ

      เกณฑ์และการกำกับ

    • บริการ

      บริการเชื่อมต่อและข้อมูล

      บริการซื้อขาย

      บริการหลังการซื้อขาย

      บริการเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน

      บริการสำหรับสมาชิก

      บริการสำหรับนักลงทุนสถาบัน

      บริการอื่นๆ

    • ความรู้และวิจัย

      ความรู้

    • เกี่ยวกับ ตลท.

      กลุ่ม ตลท.

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ขออภัย
    ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/newsdetails%3Fid%3D107048501%26symbol%3DSET&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QPTj8UMWEt81Q1ztX1Sij

  • “ศุภจี” ยินดี ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ มองเป็นโอกาสชี้แจงประชาชน

    “ศุภจี” ยินดี ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ มองเป็นโอกาสชี้แจงประชาชน

    8 ตุลาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีฝ่ายค้านยื่น อภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 โดยยืนยันว่าไม่ตกใจที่มีชื่อเป็น 1 ใน 18 รัฐมนตรีเป้าหมายศึก ซักฟอกรัฐบาล ในเวทีสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ พร้อมมองเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ชี้แจงตัวเลขเศรษฐกิจ และตอบชัดทุกข้อสงสัยรวมถึงประเด็นไลฟ์สดขายทุเรียนให้ประชาชนได้รับทราบ

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 โดยมีรายชื่อปรากฏเป็น 1 ใน 18 รายชื่อ ว่า ตนยังไม่เห็น แต่ยอมรับว่าไม่เป็นไร ยินดี และถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ชี้แจงว่าสิ่งที่เราทำมีอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

    ส่วนการที่มีชื่อถูกอภิปรายเหนือความคาดหมายหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ไม่ เพราะหลักสำคัญของเราคือการดูแลภาพรวมเรื่องเศรษฐกิจ ฝ่ายค้านก็มีหน้าที่ตรวจสอบว่าเศรษฐกิจจะเป็นไปในทิศทางที่ต้องการ หรืออยากให้มีการเจริญเติบโตหรือไม่ ก่อนระบุว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะต้องตั้งคำถาม และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องตอบ ไม่ได้เกินความคาดหมายหรือต่ำกว่าความคาดหมายแต่อย่างใด

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    เมื่อถามว่า ไม่ว่าฝ่ายค้านจะหยิบยกเรื่องใดมาอภิปรายก็พร้อมที่จะชี้แจงใช่หรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า แน่นอน ยินดี เพราะเป็นโอกาสดีที่จะได้ชี้แจง

    นางศุภจี กล่าวอีกว่า ไม่ได้รู้สึกหนักใจอะไร เพียงแต่จะทำอย่างไรให้สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ภัยพิบัติ หรือสงคราม ซึ่งต้องพยายามดูแลจัดการ

    เมื่อถามว่า คาดการณ์ประเด็นซักถามของฝ่ายค้านอย่างไร นางศุภจี กล่าวว่า ไม่มีอะไรน่ากังวล หากถามว่าทำไมเศรษฐกิจไม่เติบโตอย่างที่คิด หรือทำไมไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ซึ่งเรื่องนี้มีอุปสรรคตามที่ปรากฏและทราบกันดีอยู่แล้ว แต่ถือเป็นเรื่องดีที่เราจะได้มีโอกาสชี้แจง

    เมื่อถามว่า หากมีการหยิบยกกรณีการถ่ายทอดสดขายทุเรียน ขึ้นมาอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย นางศุภจี กล่าวว่า ไม่เป็นไร ถือเป็นเรื่องดีจะได้ชี้แจง และจะได้ทำความเข้าใจว่าทุเรียนในปีนี้สามารถจำหน่ายได้ดีกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมาก ทั้งที่มีสถานการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

    เมื่อถามว่า รู้สึกตกใจหรือไม่ที่มีชื่อถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ นางศุภจี กล่าวว่า ไม่รู้สึกตกใจเลย และไม่ได้คาดหวังว่าอยากให้อภิปรายหรือไม่ แต่อย่างไรก็พร้อมชี้แจง ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้อธิบายให้เข้าใจ

         

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378984576&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HcVUifhiwN7-oWRp_vUTg

  • ชี้ทางรอดเศรษฐกิจไทย หนี้ครัวเรือนแค่ Symptom ต้องเร่งแก้ที่โครงสร้าง

    ชี้ทางรอดเศรษฐกิจไทย หนี้ครัวเรือนแค่ Symptom ต้องเร่งแก้ที่โครงสร้าง

    ชี้ทางรอดเศรษฐกิจไทย หนี้ครัวเรือนแค่ Symptom ต้องเร่งแก้ที่โครงสร้าง

    นายกวินทร์ เอี่ยมสกุลรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลไล รีท แมเนจเมนท์ จำกัด กล่าวในงาน Thailand Economic Outlook 2027 : New Horizon Beyond the Trap ในหัวข้อ “Panel Discussion | New Driving Force for Thailand’s Second Take off” จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ ว่า เศรษฐกิจไทยเหมือนรถที่วิ่งไปเรื่อยๆ และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลง สภาวะจะยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ

    โดยเศรษฐกิจไทยมี GDP เติบโตต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยมานานกว่า 10 ปี ขณะที่จำนวนวัยทำงานลดลง และภาคการท่องเที่ยวเริ่มโตจนเกือบเต็มกำลังความสามารถ หรือ Over Capacity ซึ่งทางออกหรือความท้าทายถัดไปคือการเพิ่ม Productivity หรือผลผลิตต่อคนทำงาน และการเพิ่ม Value ในภาคอสังหาริมทรัพย์

    “เสนอว่าเราต้องเร่งนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI, เครื่องจักร และ Automation เข้ามาใช้ในภาคส่วนที่มีฐานเดิมดีอยู่แล้ว ทั้งภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ท่องเที่ยว และกลุ่มธุรกิจ SME เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสเกลธุรกิจได้ดีขึ้น”

    หนี้ครัวเรือนเป็นอาการ ต้องแก้ที่ Productivity

    นายกวินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันเรื่องหนี้ครัวเรือนเป็นเพียง “อาการ” หรือ Symptom ที่เกิดจากการที่เศรษฐกิจเติบโตช้ากว่าดอกเบี้ย การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือต้องเร่งทำให้เศรษฐกิจและรายได้เติบโตเร็วขึ้นผ่านการสร้าง Productivity เพื่อให้รายได้เติบโตทันกับภาระหนี้ โดยประเทศไทยยังเป็นประเทศที่น่าอยู่ น่าท่องเที่ยว และน่าลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว แต่นักลงทุนต่างชาติยังต้องการความชัดเจนเรื่องนโยบาย กฎระเบียบ หรือ Regulations และยุทธศาสตร์การเติบโตในระยะยาว

    ทั้งนี้ รูปแบบการลงทุนได้เปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่เน้นซื้อเพื่อขายทำกำไร หรือ Capital Gain มาเป็นการลงทุนผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือ REITs ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้พัฒนาโครงการ และสร้างกระแสเงินสดหรือเงินปันผลสม่ำเสมอให้กับนักลงทุน เช่น ผู้เกษียณอายุ หรือบริษัทประกัน ในอัตราตอบแทนที่สูงกว่าการฝากธนาคาร

    สินทรัพย์ที่เน้นลงทุนส่วนใหญ่เป็นประเภท Community Mall, Retail และโครงการ Mixed-use ในทำเลชุมชนที่ตอบโจทย์การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือ Everyday Spending ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปสู่ Experience Economy ซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น แต่ออกมาศูนย์การค้าเพื่อแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ หรือ Offline Experience เช่น คลินิก Wellness, ศูนย์กีฬา, อาหารและเครื่องดื่มแบรนด์ใหม่

    ดังนั้น สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดคือการเพิ่ม Productivity ในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้คนทำงานสร้าง Value ได้มากขึ้น และชดเชยจำนวนประชากรวัยทำงานที่ลดลงอย่างยั่งยืน

    ปัญหาใหญ่เศรษฐกิจไทยอยู่ที่ “คนขับเคลื่อน”

    ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อสังหาริมทรัพย์เป็นอุตสาหกรรมสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่หลายปีที่ผ่านมาเผชิญปัจจัยรุมเร้า ทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแอ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และปัญหาหนี้สิน

    ดังนั้น เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการเหยียบคันเร่งที่รุนแรง เหมือน “รถยนต์” และประชากรเหมือน “คนขับรถ” โดยชี้ว่าปัญหาใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ที่ตัวเครื่องจักรหรือรถยนต์ แต่อยู่ที่ตัวคนขับ หากเอารถสปอร์ตอย่างปอร์เช่มาให้คนที่ขับไม่เก่งหรือมีอายุมากขับ รถก็ไม่สามารถวิ่งได้เต็มศักยภาพ

    “อยากเสนอเรื่องข้อมูลโครงสร้างประชากรไทย ว่า ปัจจุบัน 1 ใน 4 ของประชากรเป็นผู้สูงอายุ และในอีก 15 ปีข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 3 คนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยังมีภาระหนี้ครัวเรือนติดตัว รวมถึงมีปัญหาด้านระดับการศึกษา ซึ่งอัตราการเกิดของเด็กใหม่ลดลงอย่างน่ากังวล แต่ยังไม่เห็นนโยบายภาครัฐที่เข้ามาแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง เมื่อเทียบกับประเทศอย่างสิงคโปร์ที่มีนโยบายแจกเงิน แจกบ้าน และสนับสนุนการศึกษาเมื่อมีบุตร”

    ปัญหานี้ส่งผลกระทบยาวนาน แก้ไขยาก และจะส่งผลเสียต่อฐานภาษีในอนาคต รวมถึงทำให้นโยบายการเมืองถูกเบี่ยงเบนไปเอาใจกลุ่มผู้สูงอายุเพื่อผลประโยชน์ทางการเลือกตั้ง

    แก้หนี้ต้องเพิ่มรายได้ พร้อมสร้าง Supply Chain ไทย

    ผศ.ดร.เกษรา กล่าวว่า ในประเด็นเรื่องหนี้ครัวเรือน การประนอมหนี้หรือการลดหนี้ เช่น คลินิกแก้หนี้ เป็นเพียงการแก้ปัญหาชั่วคราว สิ่งสำคัญกว่าคือการทำให้รายได้เพิ่มขึ้นมาทวีคูณให้ทันกับหนี้ เรื่องนี้อยากเสนอแนะเชิงนโยบายด้านพลังงานสะอาดว่า ปัจจุบันรัฐบาลส่งเสริมให้คนซื้อติดตั้งโซลาร์เซลล์ แต่ฝั่ง Supply Chain ผู้ประกอบการยังต้องทำ LC สั่งซื้ออุปกรณ์จากต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้เงินหมุนเวียนออกนอกประเทศ และอยากให้รัฐบาลส่งเสริม Supply Chain โซลาร์เซลล์ภายในประเทศไทย เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

    สำหรับเสนา ดีเวลลอปเม้นท์ ท่ามกลางปัญหากำลังซื้ออ่อนแอและยอดปฏิเสธสินเชื่อ หรือ Reject Rate ที่สูง ได้ด้เปลี่ยนนิยามธุรกิจจากการเป็น “คนขายบ้าน” มาเป็น “ผู้ให้บริการด้านที่อยู่อาศัย” (Housing Service Provider) เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการผูกพันกับภาระการกู้เงิน 30 ปี โดยมองว่าที่อยู่อาศัยต้องช่วยลด “ต้นทุนในการใช้ชีวิต” (Cost of Living) เช่น การติดโซลาร์เซลล์ช่วยลดค่าไฟ การมี EV Charger และการจัด Shuttle Bus พร้อมระบบ GPS เชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้า

    พร้อมพัฒนาโมเดลทางเลือกการอยู่อาศัย 4 รูปแบบ หรือ 4 Business Models ได้แก่

    1. ซื้อขาดปกติ (Standard Sale) สำหรับลูกค้าที่มีความพร้อม
    2. เช่าออม (Rent to Own) ค่าเช่าจะถูกนำไปสะสมเป็นเงินต้น หรือ Equity Credit ช่วยลดวงเงินที่ต้องกู้แบงก์เมื่อพร้อมซื้อ
    3. ลองอยู่ก่อน (Next Model) สำหรับคนที่ต้องการทดลองอยู่อาศัยในทำเลนั้นๆ ก่อนตัดสินใจ
    4. เช่าปกติ (R-Next) สัญญาเช่าระยะสั้น เช่น 6 เดือน ยืดหยุ่นเหมือนหอพัก

    นอกจากนี้ สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดเฉพาะหน้าคือการรับมือและป้องกัน “ปัญหาน้ำท่วม” เพราะหากเกิดวิกฤตน้ำท่วม แผนงานและแผนการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งหมดที่เตรียมไว้จะเสียหายและหายไปทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/670977&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05NDdXwOhUHmakkph8MPc9

  • ‘ลลิดา’ แจงนายกฯไปสิงคโปร์ คนไทยได้โอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่ได้ทิ้งปัญหาน้ำท่วม

    ‘ลลิดา’ แจงนายกฯไปสิงคโปร์ คนไทยได้โอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่ได้ทิ้งปัญหาน้ำท่วม

    รองโฆษกรัฐบาลโต้ปมนายกฯ ไปสิงคโปร์ช่วงน้ำท่วม ย้ำ “ไปทำงานต่างประเทศ ไม่ได้แปลว่าทิ้งประชาชน” ชี้ใช้เวที Forbes เปิดโอกาสลงทุน–สร้างงาน–เพิ่มรายได้ให้คนไทย พร้อมพบผู้นำสิงคโปร์ ยืนยันยังบัญชาการน้ำท่วมต่อเนื่อง “ช่วยประชาชนก็ต้องช่วย เศรษฐกิจก็ต้องเดิน”

    8 ตุลาคม 2569 – นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การเดินทางไปสิงคโปร์ของนายกรัฐมนตรีในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมว่า รัฐบาลเข้าใจความห่วงใยของประชาชน แต่การเดินทางไปปฏิบัติภารกิจต่างประเทศไม่ได้หมายความว่านายกรัฐมนตรีละทิ้งการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เพราะยังมีการติดตามและบัญชาการสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับภารกิจด้านเศรษฐกิจที่สำคัญต่ออนาคตประเทศ

    นางสาวลลิดากล่าวว่า การเดินทางครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุม Forbes Global CEO Conference ครั้งที่ 24 ซึ่งมีผู้บริหารและนักลงทุนจากทั่วโลกประมาณ 450 คน โดยได้ร่วมเสวนากับ Steve Forbes เพื่อนำเสนอศักยภาพประเทศไทย ทั้งด้านโลจิสติกส์ ฐานการผลิต เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเปิดโอกาสดึงการลงทุนเข้าประเทศ ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การสร้างงาน รายได้ และโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยในอนาคต

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้พบหารือกับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อสานต่อความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงสื่อสารทิศทางนโยบายด้านพลังงานและความคืบหน้าการเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อการตัดสินใจของนักลงทุน

    “หากถามว่าคนไทยได้อะไรจากการเดินทางครั้งนี้ คำตอบคือโอกาสทางเศรษฐกิจค่ะ การลงทุนไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องออกไปสร้างความเชื่อมั่น วันนี้นายกรัฐมนตรีได้นำประเทศไทยไปเสนอโดยตรงต่อผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจลงทุน ส่วนเม็ดเงินลงทุนและการจ้างงานที่จะเกิดขึ้นจริง รัฐบาลต้องติดตามและรายงานผลให้ประชาชนทราบค่ะ” นางสาวลลิดากล่าว

    สำหรับสถานการณ์น้ำท่วม เช้าวันที่ 8 ตุลาคม นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ หรือ บกปภ.ช. ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากสิงคโปร์ พร้อมสั่งเร่งบริหารจัดการน้ำ เตรียมอพยพกลุ่มเปราะบาง เร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง และเร่งสำรวจความเสียหายเพื่อจ่ายเงินเยียวยาประชาชนโดยไม่ต้องรอให้น้ำลดทั้งหมด

    “ข้อเท็จจริงคือนายกรัฐมนตรียังบัญชาการน้ำท่วมจากสิงคโปร์ ไม่ได้หยุดทำงานหรือปล่อยให้ประชาชนเผชิญปัญหาตามลำพัง แน่นอนว่าการสั่งการยังต้องวัดผลว่าความช่วยเหลือถึงประชาชนรวดเร็วและทั่วถึงเพียงใด แต่ก็ไม่ควรสรุปว่าเป็นการทอดทิ้งประชาชนเพียงเพราะนายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศค่ะ”

    “วันนี้รัฐบาลต้องทำงานทั้งสองด้าน ช่วยน้ำท่วมก็ต้องช่วย เศรษฐกิจก็ต้องเดิน เพราะประชาชนต้องการทั้งความช่วยเหลือในวันนี้ และงาน รายได้ รวมถึงโอกาสทางเศรษฐกิจในวันข้างหน้าค่ะ” นางสาวลลิดากล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1084746/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29sCMDAeqjVdL4WmRPvFdL

  • น้ำท่วม69 สะเทือนภาคเกษตร ลุ้นผลกระทบต่อรายได้เกษตรกรและราคาสินค้า

    น้ำท่วม69 สะเทือนภาคเกษตร ลุ้นผลกระทบต่อรายได้เกษตรกรและราคาสินค้า

    สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ยังสร้างแรงกดดันต่อภาคเกษตรของไทย โดยเฉพาะในช่วงปลายฤดูเพาะปลูกและเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว นอกจากข้าวนาปีที่ได้รับผลกระทบแล้ว ยังมีทั้งพืชไร่ พืชผัก ไม้ผล และไม้ยืนต้นที่ต้องเฝ้าระวัง ขณะที่ความเสียหายของผลผลิตข้าวเพียงอย่างเดียวถูกประเมินว่าอาจสูงถึงประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท

    ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2569 ระบุว่า สถานการณ์อุทกภัยส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรในหลายจังหวัด โดยมีพื้นที่การเกษตรที่คาดว่าจะเสียหายรวมประมาณ 1.66 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ข้าว 1.33 ล้านไร่ พืชไร่และพืชผักประมาณ 246,435 ไร่ และไม้ผลไม้ยืนต้นประมาณ 96,442 ไร่

    อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็น พื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับความเสียหาย และยังต้องผ่านการสำรวจและตรวจสอบความเสียหายจริงจากหน่วยงานในพื้นที่ก่อน จึงจะสามารถสรุปมูลค่าความเสียหายและการช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างเป็นทางการ 

    ข้าวยังเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมาก

    ในบรรดาพืชเศรษฐกิจ ข้าวนาปีเป็นกลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากหลายพื้นที่อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยว ทำให้น้ำท่วมขังเป็นเวลานานอาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิตที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว และกระทบปริมาณข้าวที่จะเข้าสู่ตลาดในช่วงหลังจากนี้

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า สถานการณ์น้ำท่วมในช่วงวันที่ 25 กันยายน-14 ตุลาคม 2569 อาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิตข้าวนาปีประมาณ 12,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 0.06% ของ GDP

    นอกจากนี้ ยังประเมินว่าผลกระทบต่อพื้นที่ปลูกข้าวในภาคกลางอาจทำให้ราคาข้าวปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประมาณการภายใต้สมมติฐานของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ไม่ใช่ตัวเลขราคาที่เกิดขึ้นจริงหรือการยืนยันว่าราคาข้าวจะเพิ่มขึ้นในระดับดังกล่าวแน่นอน 

    พืชไร่–พืชสวนก็ได้รับผลกระทบ

    นอกจากข้าวแล้ว พืชไร่และพืชผัก รวมถึงไม้ผลและไม้ยืนต้น ก็เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ซึ่งอาจสร้างความเสียหายทั้งต่อต้นพืช ผลผลิต และต้นทุนในการฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด

    สำหรับพืชไร่และพืชผัก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประเมินพื้นที่คาดว่าจะเสียหายกว่า 246,000 ไร่ ขณะที่ไม้ผลและไม้ยืนต้นมีพื้นที่คาดว่าจะเสียหายกว่า 96,000 ไร่ สะท้อนว่าน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะผลผลิตข้าว แต่ยังมีผลต่อรายได้ของเกษตรกรในหลายกลุ่ม

    โดยเฉพาะไม้ผลและไม้ยืนต้น ความเสียหายอาจไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผลผลิตในฤดูกาลปัจจุบัน หากต้นไม้ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อการฟื้นตัวและผลผลิตในฤดูกาลถัดไปด้วย

    จับตาผลกระทบต่อรายได้เกษตรกรและราคาสินค้า

    ผลกระทบจากน้ำท่วมจึงมีทั้งในด้าน ผลผลิต รายได้เกษตรกร และปริมาณสินค้าเข้าสู่ตลาด หากพื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหายมากขึ้น อาจทำให้ผลผลิตบางชนิดออกสู่ตลาดลดลงในระยะสั้น ขณะที่เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มเติมจากการฟื้นฟูพื้นที่และการเพาะปลูกใหม่

    อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรแต่ละชนิดจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับระดับความเสียหายของผลผลิต สต็อกสินค้าในตลาด และความต้องการบริโภคในช่วงนั้น จึงยังต้องติดตามข้อมูลความเสียหายที่ได้รับการตรวจสอบจากภาครัฐควบคู่กับสถานการณ์ตลาด

     ด้านกรมชลประทานยังคงติดตามสถานการณ์น้ำและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งระบายน้ำและลดผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตร ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย เพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบตามหลักเกณฑ์ของทางราชการ

    ภาพรวมจึงต้องจับตาสถานการณ์น้ำในช่วงต่อจากนี้ เพราะหากน้ำลดลงได้เร็ว ความเสียหายจริงอาจอยู่ต่ำกว่าตัวเลขที่ประเมินไว้ แต่หากเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมขังต่อเนื่องในพื้นที่เกษตรสำคัญ ความเสียหายต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น

    แหล่งอ้างอิงหลัก

    ·     กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    ·     ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ

    ·     กรมชลประทาน

    ·     ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/s/218660&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UNa8AAB7jXi-08nDrE5fD