Blog

  • ‘พิพัฒน์’ เร่ง ทช.อัดเม็ดเงิน 4.5 หมื่นล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจปี 70

    ‘พิพัฒน์’ เร่ง ทช.อัดเม็ดเงิน 4.5 หมื่นล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจปี 70

    “พิพัฒน์” เร่ง ทช. เดินหน้าเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 ดันเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท ลุยโปรเจ็กต์สร้างถนนสนับสนุนรถไฟทางคู่ และเส้นทางท่องเที่ยว พร้อมประกาศสานต่อนโยบาย “แบริเออร์ยาง” จัดสรรงบเหลือจ่ายเพิ่มการผลิต

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมทางหลวงชนบท (ทช.) ครบรอบ 24 ปี วันนี้ (9 ต.ค.) โดยระบุว่า ทช.นับเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานสำคัญวางรากฐานด้านโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่งของประเทศ และเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการจ้างงานผ่านโครงการลงทุนต่างๆ ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ

    ขณะเดียวกัน โครงการลงทุนขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) ภายใต้การดูแลของ ทช. ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ คือ 2 โครงการสำคัญที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้ดำเนินการ ประกอบด้วย สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา – อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง งบประมาณ 4,604 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ งบประมาณ 1,781 ล้านบาท

    โดยปัจจุบันทั้งสองโครงการได้ลงนามเซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในการแจ้งเริ่มปฏิบัติงานต่อไป ซึ่งทราบว่าทาง ทช. มีกำหนดจะออกหนังสืออนุญาตเข้าพื้นที่ (NTP) ในวันที่ 14 พ.ย.นี้ คาดว่าทั้งสองโครงการจะเดินหน้าก่อสร้างเป็นไปตามแผนงานกำหนดไว้ อีกทั้งเป้าหมายสำคัญนอกจากสร้างทางเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง กระทรวงฯ ยังกำชับให้โครงการนี้ต้องคำนึงถึงทรัพยากรทางน้ำ โดยเฉพาะการอนุรักษ์โลมาอิราวดี

    'พิพัฒน์' เร่ง ทช.อัดเม็ดเงิน 4.5 หมื่นล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจปี 70

    นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ในปีงบประมาณ 2570 กระทรวงฯ ยังมีนโยบายให้ ทช. เดินหน้าสานต่อโครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราของหน่วยงานภาครัฐ โดยการนำยางธรรมชาติมาผลิตแผ่นยางแบริเออร์ครอบกำแพงคอนกรีต เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน แม้จะไม่ได้มีการตั้งงบประมาณไว้ในปี 2570 โดยตรง แต่ได้หารือกับปลัดกระทรวงคมนาคมและอธิบดี ทช.เพื่อศึกษานำยางพารามาใช้ โดยจะดำเนินการภายใต้งบเหลือจ่ายปี 2570

    “กระทรวงฯ ได้หารือกับผู้ประกอบการโรงงานสหกรณ์ 22 แห่งทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนโครงการต่อเนื่องจากยุคของ อดีตรัฐมนตรี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ เพราะผลการทดลองก่อนหน้านี้พิสูจน์แล้วว่าการนำยางพารามาใช้ทำแผ่นแบริเออร์ช่วยเซฟชีวิตได้เกือบ 15% และหากนำมาพัฒนาต่อเป็น Guide Rail ราวป้องกันอันตรายริมทางหลวง ในช่วงทางโค้งจะช่วยเซฟชีวิตจากอุบัติเหตุได้มากกว่า 20%”

    'พิพัฒน์' เร่ง ทช.อัดเม็ดเงิน 4.5 หมื่นล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจปี 70

    นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) กล่าวว่า ปัจจุบัน ทช. มีโครงข่ายในความรับผิดชอบทั่วประเทศ จำนวน 3,662 สายทาง ระยะทางรวม 51,295.934 กิโลเมตร สำหรับปีงบประมาณ 2569 ที่ผ่านมา ทช.ได้รับงบประมาณทั้งสิ้น 52,963.2368 ล้านบาท สิ้นปีงบประมาณเบิกจ่ายไปแล้ว จำนวน 48,749.1416 ล้านบาท คิดเป็น 92.04%

    ขณะที่แผนดำเนินงานในปีงบประมาณปี 2570 ทช. ได้รับงบประมาณรวม 45,840.3570 ล้านบาท โดยการดำเนินงาน แบ่งออกเป็น งานก่อสร้างถนนเพื่อยกระดับมาตรฐานชั้นทาง, ถนนเพื่อสนับสนุนเส้นทางรถไฟทางคู่ และถนนสนับสนุนการท่องเที่ยว จำนวน 231 โครงการ ระยะทางรวม 587.442 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีโครงการถนนเพื่อการแก้ไขปัญหาจราจรในปริมณฑลและภูมิภาค และถนนเพื่อเชื่อมต่อระบบขนส่ง และการพัฒนาถนนผังเมือง

    'พิพัฒน์' เร่ง ทช.อัดเม็ดเงิน 4.5 หมื่นล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจปี 70

    ทั้งนี้ ยังมีภารกิจที่ ทช. ได้เดินหน้าอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม คือ โครงการถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thailand Riviera) โดยระยะที่ 1 (สมุทรสงคราม – ประจวบคีรีขันธ์ – ระนอง – ชุมพร) ในส่วนของ ทช. ระยะทางรวม 514.616 กิโลเมตร ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ สำหรับระยะที่ 2 (ชุมพร – สุราษฎร์ธานี – นครศรีธรรมราช – สงขลา) ทช.ได้รับการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2570

    สำหรับการจ้างที่ปรึกษาโครงการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบเชิงหลักการของเส้นทางท่องเที่ยว ในส่วนของ ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) สมุทรปราการ – สมุทรสาคร – สมุทรสงคราม ระยะทางรวม 83 กิโลเมตรนั้น ได้ทำการสำรวจออกแบบ/จัดทำรายงาน EIA แล้วเสร็จ

    ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้าง และระยะที่ 3 (ช่วงที่ 2) เพชรบุรี – ประจวบคีรีขันธ์ (ตะนาวศรีคีรีพัฒน์) ระยะทางรวม 350 กิโลเมตร ได้ทำการสำรวจออกแบบ และผ่านการพิจารณาเล่มรายงาน EIA แล้ว โดยขณะนี้ ทช. ได้เริ่มเข้าพื้นที่ดำเนินการก่อสร้างแล้ว จำนวน 2 โครงการ รวมระยะทางราว 81 กิโลเมตร

    สำหรับ ระยะที่ 4 (สงขลา – ปัตตานี – นราธิวาส) ในส่วนของ ทช. ระยะทางรวม 155.680 กิโลเมตร ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569 และระยะที่ 5 เลียบชายฝั่งทะเลอันดามัน (ระนอง – พังงา – ภูเก็ต – กระบี่ – ตรัง – สตูล) ในส่วนของ ทช. ระยะทางรวม 600.268 กิโลเมตร ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1255728&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hRj9OuMvTlIVQNlIxsCiO

  • จับตาโจทย์ใหญ่ธุรกิจไทย เร่งสร้าง New Growth Engine รับโลกเปลี่ยน

    จับตาโจทย์ใหญ่ธุรกิจไทย เร่งสร้าง New Growth Engine รับโลกเปลี่ยน

    เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และกติกาการค้าที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ภาคธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยโจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่การลดต้นทุนหรือเพิ่มประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว แต่คือ การสร้างมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดจุดแข็งของประเทศ และพัฒนาขีดความสามารถใหม่ เพื่อคว้าโอกาสจากเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

    จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้ง บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวในงาน Thailand Economic Outlook 2027: New Horizon Beyond the trap จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” หัวข้อ ธุรกิจไทยบนโลกใบใหม่ The Next Chapter of Thai Business ณ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ว่า เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันกำลังอยู่ในภาวะ K-Shaped Economy หรือการฟื้นตัวที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มเศรษฐกิจ โดยเศรษฐกิจโลกเติบโตเฉลี่ยประมาณ 3.3% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่เคยอยู่ราว 3.7-3.8% แม้จะฟื้นตัวจากปีก่อนที่เติบโตเพียง 2.2%

    อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศอย่างเท่าเทียมกัน เนื่องจากกลุ่ม New Economy ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสามารถเติบโตได้สูงกว่าค่าเฉลี่ย ขณะที่เศรษฐกิจดั้งเดิมหรือ Old Economy ยังคงเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และการเติบโตที่ชะลอตัวลง โดยธุรกิจจำนวนมากของไทยยังอยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจเดิม

    ขณะที่กลุ่มเศรษฐกิจขาขึ้นได้รับแรงหนุนจากเทคโนโลยีใหม่ และธุรกิจแห่งอนาคต เช่น AI เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ โลกเสมือน บล็อกเชน และสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นกลุ่มที่สามารถดึงดูดเงินลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจแบบดั้งเดิมที่เน้นการผลิต และแข่งขันด้วยต้นทุน กำลังเผชิญกับความท้าทาย และข้อจำกัดมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับการเลือกผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำ และมีประสิทธิภาพสูงสุด ไปสู่การสร้างความยืดหยุ่น และลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน โดยประเทศต่างๆ จะไม่ได้เลือกคู่ค้าจากราคาที่ถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่จะให้ความสำคัญกับคู่ค้าที่มีความน่าเชื่อถือ และสามารถสร้างความมั่นคงในระยะยาว

    โดยแนวโน้มดังกล่าวจะทำให้ประเทศต่างๆ กระจายความเสี่ยงด้วยการเพิ่มจำนวนคู่ค้า ขณะเดียวกันมุ่งสร้างความสัมพันธ์กับคู่ค้าหลักในเชิงลึก และมองหาโอกาสใหม่จากตลาดภายในประเทศหรือภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศหันมาใช้นโยบายปกป้องตลาดภายในมากขึ้น

    สำหรับประเทศไทย หากยังคงแข่งขันด้วยจุดขาย “ราคาถูก และคุณภาพดี” จะเป็นเรื่องยากที่จะเอาชนะประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างจีน ดังนั้นไทยควรเปลี่ยนจุดยืนจากการแข่งขันด้านต้นทุนไปสู่การเป็นประเทศที่มีความน่าเชื่อถือสูง เพื่อให้ไทยกลายเป็นตัวเลือกสำคัญของประเทศต่างๆ ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงด้านการค้า และการลงทุน

    ทั้งนี้จุดแข็งของไทยมาจากความสามารถทำธุรกิจกับหลายฝ่ายได้โดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้างมหาอำนาจ และมีจุดเด่นด้านการบริการ การต้อนรับ และความคุ้มค่าระหว่างราคา และคุณภาพ จึงสามารถใช้ “Trust” เป็นจุดขายของประเทศ โดยการสร้างความเชื่อมั่นดังกล่าวจำเป็นต้องมาพร้อมกับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส เสถียรภาพ และความต่อเนื่องของนโยบาย รวมถึงการผลักดันให้อาเซียนมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น

    ขณะเดียวกัน AI กำลังกลายเป็นการเปลี่ยนผ่านทางแพลตฟอร์มครั้งสำคัญ เทียบเท่ากับการเข้ามาของคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ตในอดีต โดยในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ทุกอุตสาหกรรม และทุกอาชีพจะต้องนำ AI มาใช้ในการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ องค์กรที่สามารถนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพจะสามารถสร้างผลผลิตได้มากขึ้นโดยใช้ทรัพยากร และบุคลากรน้อยลง

    โดยเทคโนโลยีดังกล่าวยังจะขยายจาก AI บนหน้าจอไปสู่ Physical AI และ AI Agent ซึ่งสามารถทำงานอัตโนมัติได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงสื่อสาร และทำธุรกรรมกับ AI อื่นได้ ขณะที่ 3D Printing จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบห่วงโซ่อุปทาน โดยในอนาคตชิ้นส่วนบางประเภทไม่จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่สามารถส่ง Digital File และผลิตในพื้นที่ใกล้เคียงได้ทันที ช่วยลดระยะเวลา และต้นทุนด้านโลจิสติกส์

    ทั้งนี้ ในอนาคตมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจึงมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่กับผู้ถือครองทุน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจ และนักลงทุนจำเป็นต้องปรับตัวจากการพึ่งพารายได้จากแรงงานไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ และเทคโนโลยีที่สร้าง Capital Income ขณะที่ภาครัฐต้องเตรียมระบบภาษี และสวัสดิการให้รองรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ รวมถึงพิจารณาการจัดตั้ง Sovereign Wealth Fund เพื่อให้ประเทศสามารถได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ และเทคโนโลยีระดับโลก

    สำหรับไทยการแข่งขันด้านเทคโนโลยีไม่จำเป็นต้องมุ่งไปทุกระดับ เนื่องจากโครงสร้างประชากรของไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามมีประชากรอายุน้อยกว่า และมีศักยภาพในการผลิตบุคลากรด้านเทคโนโลยีจำนวนมาก ไทยจึงควรเลือกสนามที่ตัวเองมีความได้เปรียบ แทนที่จะพยายามแข่งขันในทุกอุตสาหกรรม

    โดยจุดแข็งที่ควรนำมาต่อยอด ได้แก่ การบริการ และการต้อนรับ สุขภาพ การแพทย์ Wellness อาหาร และทรัพยากรชีวภาพ โดยเฉพาะแนวโน้ม Global Aging ที่ประชากรทั่วโลกกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้เกิดความต้องการบริการด้านสุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งไทยสามารถนำจุดแข็งด้าน Hospitality มาผสมผสานกับบริการทางการแพทย์ และ Wellness เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้มีกำลังซื้อจากทั่วโลก

    นอกจากนี้ ไทยควรยกระดับจากการส่งออกวัตถุดิบไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุตสาหกรรม โดยใช้ทรัพยากรชีวภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ ข้อมูล Genomics และ Microbiome มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ขณะที่ตลาดจีนยังเป็นโอกาสสำคัญ เนื่องจากชนชั้นกลาง และกลุ่มผู้มีฐานะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 10 ปีข้างหน้า ทำให้เกิดความต้องการสินค้า และบริการที่มีคุณภาพ และมีเอกลักษณ์

    ขณะที่ผู้ประกอบการไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วย Mass Production แต่สามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ การสร้างแบรนด์ และเอกลักษณ์ของสินค้าเป็นจุดขาย เพื่อเจาะตลาดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ของจีน

    นอกจากนี้อีกปัจจัยสำคัญการรวมตัวของอาเซียน ซึ่งมีแนวโน้มเชื่อมโยงการเคลื่อนย้ายคน สินค้า บริการ และระบบชำระเงินเข้าด้วยกันมากขึ้น โดยคาดว่าจะมีเงินลงทุนไหลเข้าสู่ภูมิภาคจำนวนมหาศาล และเปลี่ยนจากการลงทุนแบบ Traditional FDI ไปสู่ Digital FDI มากขึ้น

    ขณะที่ภาครัฐต้องปรับรูปแบบนโยบายดึงดูดการลงทุนจากมาตรฐานเดียวไปสู่ Customized Policy พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อแข่งขันดึงดูดเงินทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงใช้มาตรการดึงดูด Talent จากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มการถ่ายทอดองค์ความรู้ และยกระดับทักษะของแรงงานไทย

    ขณะเดียวกัน รัฐควรให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมากกว่าการใช้งบประมาณเพื่อการแจกจ่าย เนื่องจากเศรษฐกิจยุคใหม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การประมวลผล คลาวด์ และระบบดิจิทัลที่เพียงพอ หากไทยไม่สามารถลงทุนเองได้ทั้งหมด จำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดึง Digital FDI เข้ามาในประเทศ

    นอกจากนี้ทักษะสำคัญที่ภาคเอกชนต้องการไม่ใช่เพียงความรู้ด้าน AI แต่ความสามารถในการนำ AI ไปใช้งานจริง หรือ Agency เพื่อเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นผลิตภัณฑ์ และบริการที่สร้างมูลค่า ขณะที่มหาวิทยาลัยต้องปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และห่วงโซ่มูลค่าใหม่

    อย่างไรก็ดี ทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจึงไม่ได้อยู่ที่การพยายามแข่งขันในทุกสนาม แต่เป็นการเลือกใช้จุดแข็งของประเทศให้ถูกที่ พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มขีดความสามารถ โดยมี “Trust” เป็นฐานสร้างความเชื่อมั่น และ “Tech” เป็นเครื่องมือสร้างผลิตภาพ และ New S-Curve เพื่อให้ไทยสามารถดึงดูดเงินทุน Talent และโอกาสทางเศรษฐกิจจากโลกยุคใหม่ได้มากขึ้น

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า สมการธุรกิจในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนจากกรอบ 3P ได้แก่ Profit, People และ Planet ไปสู่ 4P โดยมี Peace หรือสันติภาพเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ เนื่องจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม และความไม่ไว้วางใจระหว่างประเทศ กลายเป็นปัจจัยที่สามารถกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน เงินลงทุน และการดำเนินธุรกิจได้โดยตรง
    โดยในอดีตภาคธุรกิจสามารถมุ่งเน้นการค้าระหว่างประเทศ และการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน แต่บริบทปัจจุบันเปลี่ยนไป เพราะแม้องค์กรจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หากเดินไปผิดทิศทางก็ไม่สามารถสร้างการเติบโตได้ ดังนั้นโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การทำสิ่งเดิมให้ดีขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้าง Mindset ที่สามารถเข้าใจบริบทใหม่ และปรับตัวได้รวดเร็ว

    ทั้งนี้หนึ่งในกับดักสำคัญของไทยคือ ช่องว่างด้านขีดความสามารถ โดยประเทศไทยมีความสามารถในการเขียนแผนจำนวนมาก แต่ยังขาดศักยภาพในการนำแผนไปสู่การปฏิบัติจริง แม้หลายองค์กรจะพยายามสร้าง New Growth Engine มานาน 3-4 ปี แต่ยังไม่สามารถสร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมาได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากขาดบุคลากร เทคโนโลยี และระบบภายในที่เอื้อต่อการทดลอง และสร้างสิ่งใหม่

    ขณะเดียวกัน การเข้ามาของ AI และเทคโนโลยีทำให้ความรู้ และความเชี่ยวชาญที่เคยเป็นข้อได้เปรียบขององค์กรสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ความแตกต่างจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใคร “รู้มากกว่า” แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถสร้างขีดความสามารถในการนำความรู้เหล่านั้นไปใช้ให้เกิดมูลค่าได้จริง หากธุรกิจไม่สามารถสร้างความแตกต่าง และคุณค่าของตัวเองได้ ก็มีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่กับดักของการทำสิ่งที่เหมือนกันมากขึ้น

    โดยประเด็นดังกล่าวยังสะท้อนผ่านพฤติกรรมของประเทศไทยที่มักเลือกเป็น “ผู้ซื้อ” เทคโนโลยี เนื่องจากมองว่าเป็นทางเลือกที่มีความเสี่ยงต่ำในระยะสั้น แต่ในระยะยาวกลับทำให้ประเทศไม่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น กรณี Data Center หากไทยทำหน้าที่เพียงจัดหาพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐาน และกฎหมายรองรับ แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในเทคโนโลยีหรือบริการที่อยู่ในห่วงโซ่มูลค่าหลัก ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับก็จะมีข้อจำกัด

    ดังนั้น ภาคธุรกิจจำเป็นต้องสร้างขีดความสามารถในการคว้าโอกาสใหม่ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยง และไม่ควรยึดติดกับธุรกิจเดิมเพียงอย่างเดียว โดยต้องสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ขึ้นมาควบคู่กัน และเปิดรับความเปลี่ยนแปลงของตลาด

    ยกตัวอย่างกรณีของ Kodak และ Fujifilm ถือเป็นบทเรียนสำคัญ โดยทั้งสองบริษัทเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แต่ Fujifilm สามารถนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีฟิล์มไปต่อยอดในอุตสาหกรรมอื่น ขณะที่ Kodak ยังคงมุ่งเน้นการเป็นผู้นำในตลาดกล้องดิจิทัล แต่ไม่สามารถปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปใช้โทรศัพท์มือถือในการถ่ายภาพ

    สำหรับประเทศไทย การแข่งขันในอนาคตไม่ควรเน้นการแข่งด้วยปริมาณหรือ Economy of Scale กับประเทศขนาดใหญ่ โดยเฉพาะจีน แต่ต้องหันมาสร้างมูลค่าจากสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น คุณภาพ การบริการ ประสบการณ์ และความผูกพันของแบรนด์ เปลี่ยนจากการส่งออกสินค้าไปสู่การส่งออกคุณค่าในฐานะแบรนด์ โดยเฉพาะในธุรกิจที่ไทยมีศักยภาพ เช่น การแพทย์ และสุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    นอกจากนี้ ไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจากการพึ่งพาตลาดภายในประเทศไปสู่ Global Market Mindset เพราะตลาดไทยที่มีประชากรราว 60-70 ล้านคน แม้ไม่ถือว่าเล็ก แต่ก็ไม่ใหญ่เพียงพอที่จะรองรับการเติบโตในระยะยาว ภาคธุรกิจจึงต้องเริ่มต้นจากคำถามว่า “โลกต้องการอะไร” และไทยสามารถนำจุดแข็งที่มีอยู่ไปสร้างคุณค่าให้กับตลาดโลกได้อย่างไร

    อย่างไรก็ตามในระดับประเทศ สิ่งที่ไทยขาดไม่ใช่ยุทธศาสตร์ แต่เป็นการจัดลำดับความสำคัญ เพราะปัจจุบันมีแนวทางที่ถูกต้องอยู่จำนวนมาก แต่ภายใต้ทรัพยากร และงบประมาณที่จำกัด จำเป็นต้องเลือกให้ได้ว่า จาก 100 เรื่องที่ดี อะไรคือ Top 3 ที่ต้องลงมือทำจริง โดยการลงทุนควรอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชน หรือ PPP และจับคู่ทรัพยากรที่มีอยู่กับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพอย่างเหมาะสม

    ขณะที่บทบาทของภาครัฐภาคจากผู้คอยอำนวยความสะดวก มาเป็นผู้สร้างโอกาสให้ธุรกิจสามารถลงทุน และเติบโตได้จริง พร้อมสนับสนุน SMEs เพื่อสร้างงาน และลดความเหลื่อมล้ำ ขณะเดียวกันควรกระจายการเติบโตทางเศรษฐกิจออกจากกรุงเทพฯ โดยนำจุดแข็ง และทรัพยากรของแต่ละพื้นที่มาพัฒนาให้เกิดมูลค่า และทำให้ผลประโยชน์กลับไปสู่คนในชุมชนอย่างทั่วถึง

    ทั้งนี้ โลกยุคใหม่ไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำเหมือนในอดีต ดังนั้นโจทย์สำคัญของประเทศไทยจึงไม่ใช่การพยายามคาดเดาว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ต้องสร้างความพร้อมว่าไม่ว่าอนาคตจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด ประเทศและภาคธุรกิจจะสามารถคว้าโอกาสได้ทันหรือไม่ โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การพัฒนาคน การศึกษา เทคโนโลยี เงินทุน และระบบองค์กร เพื่อเปลี่ยนต้นทุนเดิมของไทยให้กลายเป็นขีดความสามารถ และมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1255714&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vqNZbC1k9jGvchOQYRwry

  • เปิดโจทย์ OECD ปฏิรูปกฎหมายและระบบยุติธรรมไทย ต้องไปสู่มาตรฐาน “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง”

    เปิดโจทย์ OECD ปฏิรูปกฎหมายและระบบยุติธรรมไทย ต้องไปสู่มาตรฐาน “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง”

    ผลจากงานวิจัยที่ OECD ทำร่วมกับ TIJ เมื่อปี 2565 พบว่า ประเทศไทยมีต้นทุนจากการเกิดอาชญากรรมในหนึ่งปี ทั้งค่าดำเนินการเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ค่าเสียเวลา ค่าเสียโอกาส คิดเป็นเงินถึงปีละ 9.73 แสนล้านบาท หรือ 5.6% ของ GDP ต่างจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่จะมีต้นทุนในส่วนนี้เพียง 2-3 % ต่อปีเท่านั้น … ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่เราต้องปรับปรุงระบบยุติธรรม

    ดร.อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รองผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างระบบยุติธรรมกับระบบเศรษฐกิจ ผ่านข้อมูลการประเมินต้นทุนจากอาชญากรรมและระบบยุติธรรม ที่ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจน

    ดร.อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รองผอ.สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)

    ดร.อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รองผอ.สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)

    ในเวที Common Ground ชวน Talk หัวข้อ “OECD Readiness: เตรียมพร้อมระบบยุติธรรมไทยสู่มาตรฐาน OECD” ซึ่งจัดขึ้นโดย TIJ เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2569 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมแลกเปลี่ยนถึงความพร้อมของประเทศไทย ในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และใช้เป็นแนวทางในการสร้างโอกาสพัฒนาปรับปรุงระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ให้ใกล้เคียงกับมาตรฐาน OECD มากขึ้น ในระหว่างที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในขั้นตอนรับการประเมินจากกลุ่มประเทศ OECD ว่ามีมาตรฐานเพียงพอที่จะรับเข้าเป็นสมาชิกใหม่หรือไม่

    ข้อมูลจากงานวิจัยของ OECD ที่รองผู้อำนวยการ TIJ นำเสนอ สะท้อนว่าปัญหาด้านความยุติธรรมส่งผลกระทบกว้างไกลกว่ากระบวนการพิจารณาคดี

    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงระบบยุติธรรมทำงานได้รวดเร็วเพียงใด หรือปิดคดีได้มากเพียงใด แต่สิ่งที่ OECD ให้ความสำคัญ คือระบบยุติธรรมที่มีมาตรฐานจะต้องพิจารณาว่า … ประชาชนเผชิญปัญหาอะไร เข้าถึงความช่วยเหลือได้หรือไม่ และเมื่อผ่านกระบวนการยุติธรรมแล้ว ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นเพียงใด และนั่นทำให้เราเชื่อมโยงไปหางานวิจัยอีกชิ้นคือ ความต้องการรับบริการความยุติธรรมของประชาชน (Justice Needs Survey) เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่ OECD วางไว้เป็นมาตรฐาน คือ ระบบยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

    แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การ คิดใหม่และออกแบบระบบยุติธรรม โดยเริ่มจากความต้องการของประชาชน (People-centred Justice) แทนการมองเพียงขั้นตอนและผลการดำเนินงานของหน่วยงาน โดย TIJ นำข้อมูลต้นทุนจากอาชญากรรมมาพิจารณา ควบคู่กับการสำรวจความต้องการด้านความยุติธรรม (Justice Needs Survey) และข้อมูลการบริหารงานยุติธรรม เพื่อทำความเข้าใจปัญหา และเส้นทางการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน ก่อนนำไปสู่การออกแบบนโยบายและบริการที่ตอบโจทย์มากขึ้น

    ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย ผอ.ฝ่ายวิเคราะห์ผลกระทบและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางกฎหมาย กองพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

    ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย ผอ.ฝ่ายวิเคราะห์ผลกระทบและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางกฎหมาย กองพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

    ในมิติการปฏิรูปกฎหมาย ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ผลกระทบและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางกฎหมาย กองพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่าการเข้า OECD เป็นโอกาสให้ประเทศไทยก้าวข้ามข้อจำกัดของระบบเดิม โดยเปลี่ยนจากการมุ่งออกกฎหมายไปสู่การประเมินว่ากฎหมายสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อประชาชนจริงหรือไม่

    พร้อมเสนอ 3 แนวทาง ได้แก่ การประเมินผลกระทบด้านความยุติธรรม (Justice Impact Assessment) เพื่อพิจารณาภาระและความเป็นธรรมที่เกิดจากกฎหมาย การเชื่อมต่อบริการยุติธรรมระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่อง และ การปรับระบบช่วยเหลือทางกฎหมายให้เน้นการป้องกันปัญหา ก่อนเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง ซึ่งจะช่วยลดภาระของศาลและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ

    นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผอ.กองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

    นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผอ.กองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

    ขณะที่ น.ส.นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เน้นย้ำว่าการยกระดับมาตรฐาน OECD ต้องครอบคลุมถึงความรับผิดชอบของภาคธุรกิจต่อสิทธิของประชาชน โดยกรมฯ ขับเคลื่อนแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Business Conduct: RBC) ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจตรวจสอบความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่การดำเนินงาน เพื่อป้องกันผลกระทบและจัดให้มีการเยียวยาที่เหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนากลไก National Contact Point (NCP) เพื่อรองรับข้อร้องเรียนและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

    ดร.ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ผอ.กองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สศช.

    ดร.ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ผอ.กองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สศช.

    สำหรับความคืบหน้าของประเทศไทย ดร.ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อธิบายว่า ปัจจุบันไทยอยู่ระหว่างการประเมินทางเทคนิค (Technical Review) ของ OECD ซึ่งครอบคลุมคณะกรรมการ 25 คณะ และเกี่ยวข้องกับหน่วยงานภาครัฐจำนวนมาก โดยมีฐานข้อมูล TH2OECD เชื่อมโยงข้อมูลการดำเนินงานของ 176 หน่วยงาน การเข้าเป็นสมาชิกจึงไม่ใช่เพียงการผ่านกระบวนการประเมิน แต่เป็นโอกาสยกระดับมาตรฐานของประเทศ และเปลี่ยนบทบาทจากผู้ปฏิบัติตาม ไปสู่การมีส่วนร่วมกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศ

    ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ

    ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ

    อย่างไรก็ตาม การยกระดับมาตรฐานของประเทศ จะมีความหมายมากขึ้น หากนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ จึงชวนตั้งคำถามว่า ประเทศไทยจะใช้โอกาสจากการเข้าเป็นสมาชิก OECD สร้างความเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างจากกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ผ่านมาได้อย่างไร โดยเฉพาะการนำแนวทางการเรียนรู้จากประเทศสมาชิก การทบทวนระหว่างประเทศ (Peer Review) และการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์มาปรับใช้

    ซึ่งยังเป็นความท้าทายของไทยที่มีข้อมูลกระจัดกระจายและขาดความต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการจัดเก็บ แลกเปลี่ยน และใช้ประโยชน์จากข้อมูลให้มากขึ้น

    สิ่งที่คาดหวังจึงไม่ใช่เพียงการได้เป็นสมาชิก OECD แต่คือการใช้กระบวนการนี้ เป็นโอกาสในการปรับวิธีคิดและวิธีทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง สร้างระบบยุติธรรมที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างแท้จริง

    อ่านข่าว :

    บช.ก. ยันส่งสำนวนโกงสอบท้องถิ่นถึง ป.ป.ช. ทันกรอบ 30 วัน

    กรมชลฯ ลดระบายเขื่อนเจ้าพระยา เหลือ 2,200 ลบ.ม./วินาที เริ่มเที่ยงวันนี้

    สทนช.เฝ้าระวัง 7 จังหวัดเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำล้นตลิ่ง ช่วงวันที่ 10-12 ต.ค.นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/568021&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XmfWq3pyDKoWpNW43M_xG

  • เซเว่นฯ ชู “เจง่าย สะดวก อิ่มไว” ร่วมพาณิชย์หนุน “ไทยช่วยไทย อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม” เพิ่มทางเลือกอาหารเจใกล้ตัว ร่วมส่งเสริมผู้ประกอบการและเศรษฐกิจช่วงเทศกาลกินเจ 2569 – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    เซเว่นฯ ชู “เจง่าย สะดวก อิ่มไว” ร่วมพาณิชย์หนุน “ไทยช่วยไทย อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม” เพิ่มทางเลือกอาหารเจใกล้ตัว ร่วมส่งเสริมผู้ประกอบการและเศรษฐกิจช่วงเทศกาลกินเจ 2569 – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    เทศกาลกินเจเป็นช่วงเวลาแห่งการตั้งใจทำความดี และการเลือกอาหารที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ร่วมเติมความสะดวกให้ผู้ถือศีลกินเจ ด้วยการนำอาหารและเครื่องดื่มเจหลากหลายมาร่วมงาน “ไทยช่วยไทย อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม เทศกาลกินเจ 2569” จัดโดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ณ ตลาดยิ่งเจริญ กรุงเทพมหานคร พร้อมร่วมกับภาคค้าปลีกส่งเสริมการบริโภคอาหารเจและสนับสนุนผู้ประกอบการในช่วงเทศกาล

    ภายในงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธี และเยี่ยมชมบูธของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ร่วมส่งเสริมเทศกาลกินเจ โดยมีนายโตมร จันทรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับในโอกาสเยี่ยมชมบูธเซเว่น อีเลฟเว่น

    เซเว่น อีเลฟเว่น นำเสนอแนวคิด “เจง่าย สะดวก อิ่มไว” ผ่านอาหารและเครื่องดื่มเจที่หลากหลาย เพื่อให้ทั้งผู้ที่ถือศีลกินเจเป็นประจำและผู้ที่เริ่มต้นกินเจสามารถเลือกเมนูให้เข้ากับชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีความต้องการและไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน ให้ความตั้งใจในการกินเจเดินไปพร้อมกับความสะดวกในทุกวัน

    นอกจากการแนะนำทางเลือกอาหารเจ ภายในงานยังมีกิจกรรมสร้างสีสัน พร้อมโซนจัดแสดงสินค้าและวัตถุดิบอาหารเจจากผู้ประกอบการที่ร่วมงาน เปิดโอกาสให้ประชาชนได้รู้จักและเลือกซื้อสินค้าที่หลากหลาย พร้อมร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการในช่วงเทศกาล

    การร่วมงานครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจของซีพี ออลล์ และเซเว่น อีเลฟเว่น ในการเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและเทศกาลสำคัญของชุมชน โดยเชื่อมความสะดวกในการเข้าถึงอาหารเจคุณภาพกับการร่วมส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยและกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เทศกาลกินเจ 2569 เป็นช่วงเวลาแห่งความอิ่มอร่อย อิ่มบุญ และการส่งต่อโอกาสไปด้วยกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cpall.co.th/news/jay-made-easy-at-7eleven/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uD2GMe_2DyH6_oDc1t5j6

  • เยอรมนีปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2569 สู่ 1.3% รับส่งออก-ภาครัฐโตเกินคาด : อินโฟเควสท์

    เยอรมนีปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2569 สู่ 1.3% รับส่งออก-ภาครัฐโตเกินคาด : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลเยอรมนีปรับขึ้นคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 สู่ระดับ 1.3% จากเดิมที่ 0.5% โดยระบุถึงความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาด แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

    คาเทอรินา ไรเช่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจเยอรมนี ระบุในรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจประจำฤดูใบไม้ร่วงว่า เศรษฐกิจของเยอรมนี ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป คาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกและการใช้จ่ายของภาครัฐ

    ไรเช่กล่าวว่า เศรษฐกิจเยอรมนีขยายตัวได้ดีเกินคาดในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แม้จะได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น โดยได้รับแรงดันสำคัญจากการส่งออกและการบริโภคของภาครัฐ

    อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังคงมีความไม่เท่าเทียม โดยการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มซบเซาต่อเนื่อง เนื่องจากเงินเฟ้อที่พุ่งสูงตามราคาพลังงานได้เข้ากัดกร่อนกำลังซื้อของประชาชน ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตที่ยังอยู่ในระดับต่ำและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงเป็นปัจจัยกดดันการลงทุนภาคเอกชน

    สำหรับแนวโน้มระยะยาว รัฐบาลประเมินว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเหลือ 1.1% ในปี 2570 และลดลงสู่ระดับ 0.6% ในปี 2571

    พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังเตือนว่าทิศทางเศรษฐกิจจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลางและยูเครนเป็นสำคัญ โดยหากความขัดแย้งยุติลงได้อย่างยั่งยืน จะช่วยฉุดราคาพลังงานให้ลดลงและเป็นปัจจัยเร่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ก็จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/661613&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0k9_NSl6RkKp_Bismh7IX_

  • เอกนิติเปิดใจสื่อนอก ชูลงทุนเทคโนโลยี กุญแจฟื้นเศรษฐกิจไทย | เดลินิวส์

    เอกนิติเปิดใจสื่อนอก ชูลงทุนเทคโนโลยี กุญแจฟื้นเศรษฐกิจไทย | เดลินิวส์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.กระทรวงการคลังของไทย กำลังผลักดันนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่เติบโตอย่างเชื่องช้ามาหลายปี ขณะที่กรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( ไอเอ็มเอฟ ) และธนาคารโลก ( เวิลด์แบงก์ )

    นายเอกนิติกล่าวว่า สมัยที่ยังเป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในสหรัฐ เมื่อปี 2540 เขาได้เห็นประเทศไทยประกาศลดค่าเงินบาท ซึ่งเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่วิกฤตการณ์การเงินเอเชียในเวลาต่อมา โดยในครั้งนั้น เงินกู้จากไอเอ็มเอฟและมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลายด้านช่วยให้ไทยค่อย ๆ ฟื้นตัวจากวิกฤติได้

    เกือบ 30 ปีผ่านไป ไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ นั่นคือการหาทางหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำอย่างต่อเนื่อง นายเอกนิติกล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับรอยเตอร์สว่า หลังวิกฤติการเงิน สัดส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( จีดีพี ) ของไทยลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 22-23% ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจอ่อนแอลง

    นายเอกนิติยืนยันว่า นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง เขาได้กำหนดให้การผลักดันนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการลงทุนเป็นวาระสำคัญอันดับต้น ๆ ของรัฐบาล

    นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟ เตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ และความเสี่ยงจากกระแสการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ( เอไอ ) ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ไทยต้องรับมือ ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยกำลังเข้าใกล้เพดานที่รัฐบาลกำหนดไว้ 70%

    ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เติบโตเฉลี่ยเพียง 2.34% ต่อปี ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่งที่ฟื้นตัวจากการระบาดของโรคโควิด-19 ได้รวดเร็วกว่า

    เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา นายเอกนิติเปิดเผยแผนผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตแตะ 3% ภายในสามปี ด้วยการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล และการผลิตขั้นสูง รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้า

    ขณะเดียวกัน ไทยซึ่งเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิ กำลังลงทุนในพลังงานหมุนเวียนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเหล่านี้ ซึ่งต้องใช้พลังงานในปริมาณมาก อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินอย่างระมัดระวังมากกว่า โดยมองว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไทยมีศักยภาพทำได้อยู่ที่ 2.7% และอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยสี่ปีจึงจะไปถึงระดับดังกล่าว

    แม้ยังเผชิญกับอุปสรรคทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่น เมื่อเทียบกับสถานการณ์เมื่อปี 2540

    บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือฟิตช์ เรตติงส์ ระบุเมื่อเดือนก.ย. ว่า เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับแรงกระแทกจากราคาพลังงานโลกได้ดีกว่าที่คาด แรงกดดันด้านเงินฝืดลดลง และความแน่นอนด้านนโยบายปรับตัวดีขึ้นหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนก.พ. 2569 โดยฟิตช์ เรตติงส์ ปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือของไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ”

    นายอนูป ซิงห์ อดีตหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ไอเอ็มเอฟ ซึ่งดูแลภารกิจในไทยช่วงวิกฤติการเงินปี 2540 กล่าวว่า การกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายชวน หลีกภัยในเวลานั้น ช่วยให้รัฐบาลมีความเป็นเจ้าของและความมุ่งมั่นทางการเมืองในการดำเนินมาตรการปฏิรูป ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    เขากล่าวว่า ไอเอ็มเอฟมีหน้าที่ทำความเข้าใจปัญหาและเสนอแนะแนวทางแก่รัฐบาล แต่การตัดสินใจและลงมือปฏิบัติเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลเอง ดังนั้น ความมุ่งมั่นทางการเมืองจึงมีความสำคัญที่สุด

    แม้ไทยเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และการรัฐประหาร รวมถึงการชุมนุมประท้วงที่รุนแรงในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีในเดือนก.พ. ปีนี้ ช่วยให้สถานการณ์การเมืองเข้าสู่ช่วงที่สงบลงในระดับหนึ่ง และบรรเทาแรงกดดันต่อเศรษฐกิจที่ยังซบเซา

    หลังชัยชนะในการเลือกตั้ง นักวิเคราะห์ชื่นชมการจัดตั้งรัฐบาลผสมวงกว้างอย่างรวดเร็วของนายอนุทิน รวมถึงการสนับสนุนบุคลากรด้านเศรษฐกิจอย่างนายเอกนิติ แต่ยังตั้งคำถามว่ารัฐบาลจะมีความมุ่งมั่นมากเพียงใดในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ

    นายเอกนิติย้ำถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน ปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า ส่งเสริมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และศูนย์ข้อมูล ตลอดจนพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

    ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความตึงเครียดทางการค้าที่เพิ่มขึ้น นายเอกนิติยังต้องการนำเสนอไทยในฐานะจุดหมายการลงทุนที่เป็นกลางและปลอดภัย โดยเตรียมผลักดันแนวคิดดังกล่าวในการประชุมไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก พร้อมระบุว่า ในโลกที่เศรษฐกิจแตกแยกออกเป็นหลายขั้ว ไทยสามารถทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงเศรษฐกิจที่แตกแยกเหล่านั้น และเป็นหุ้นส่วนที่ประเทศต่าง ๆ ไว้วางใจได้.

    ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : REUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6261606/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vSRKLJQKyDGTv3PN_gg0b

  • ปตท. หนุนเศรษฐกิจไทยเติบโต ขยายการลงทุนอย่างครบวงจร-ขับเคลื่อนองค์กรสู่โลกยุคดิจิทัล

    ปตท. หนุนเศรษฐกิจไทยเติบโต ขยายการลงทุนอย่างครบวงจร-ขับเคลื่อนองค์กรสู่โลกยุคดิจิทัล

    ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT มีบทบาทสำคัญในการช่วยพยุงและฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของชาติ ด้วยการปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาวิกฤติอย่างเป็นระบบ โดยเข้าปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัทในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี พร้อมทั้งนำ ปตท. เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งไม่เพียงทำให้องค์กรมีฐานะการเงินที่เข้มแข็งขึ้น แต่ยังช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยในช่วงเวลานั้นอีกด้วย

    นับตั้งแต่นั้นมา หุ้น ปตท. ได้กลายเป็นหลักทรัพย์ในกลุ่มพลังงานที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการเพิ่มมูลค่าของตลาดหลักทรัพย์ไทย เป็นแรงขับเคลื่อนที่ก่อให้เกิดการพัฒนาตลาดทุนไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมทั้งเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้กับประเทศโดยรวม ผลประกอบการของ ปตท. ยังเป็นกำลังสำคัญในการเสริมสร้างฐานะทางการเงินให้กับภาครัฐ ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี 2544 ถึงปี 2568 กลุ่ม ปตท. ได้นำส่งรายได้ให้แก่ภาครัฐในรูปแบบเงินปันผลและภาษีเงินได้รวมกว่า 1.38 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ภาครัฐที่ใช้สนับสนุนการพัฒนาประเทศในหลากหลายมิติ

    นอกเหนือจากบทบาทด้านการนำส่งรายได้แล้ว การขยายการลงทุนของกลุ่ม ปตท. ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในระดับมหภาคของเศรษฐกิจไทย ทั้งในแง่ของการสร้างงานและสร้างอาชีพให้กับคนไทย การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่คุณค่า ตลอดจนการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยให้ทัดเทียมและยืนหยัดได้อย่างสง่างามบนเวทีเศรษฐกิจระดับสากล สะท้อนถึงบทบาท ปตท. ในฐานะเสาหลักที่ร่วมขับเคลื่อนความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องยาวนาน

    • องค์กรแชมเปี้ยนของไทย

    ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน ปตท. ยกระดับศักยภาพขององค์กรอย่างต่อเนื่อง จนก้าวขึ้นสู่การเป็น “National Champion” หรือองค์กรแชมเปี้ยนของไทยที่ทำหน้าที่นำพาทั้งประเทศและองค์กรพันธมิตรไทยให้เติบโตไปด้วยกันบนเวทีโลก ผ่านธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่ ปตท. โดย ปตท.สผ. ขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทยในระยะยาว ควบคู่ไปกับการแสวงหาและเชื่อมโยงโอกาสใหม่ๆ ด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางธุรกิจในระดับนานาชาติ

    ทั้งนี้ ภายใต้กลยุทธ์ในการเดินหน้าขยายการลงทุนและการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศอย่างครบวงจร ผ่านเครือข่ายสำนักงานการค้าระหว่างประเทศที่เข้มแข็งและเปี่ยมด้วยความเชี่ยวชาญตามมาตรฐานสากล ส่งผลให้ปัจจุบัน ปตท. มีสำนักงานกระจายอยู่กว่า 6 แห่งในหลายภูมิภาคทั่วโลก ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์หลักครอบคลุมเครือข่ายการค้ากว่า 70 ประเทศ เครือข่ายนี้เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงธุรกิจไทยกับเวทีโลก ให้อุตสาหกรรมไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล เป็นกลไกที่สร้างมูลค่าเพิ่มและขยายการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับองค์กร พร้อมกับนำพาพันธมิตรทางธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างมั่นคง ตอกย้ำบทบาทของ ปตท. ในฐานะองค์กรที่สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทยในสายตานานาชาติ

    • ผสานเทคโนโลยีเข้ากับธุรกิจ

    ขณะเดียวกัน ปตท. ปรับกระบวนการดำเนินงานด้วยเทคโนโลยี AI และนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ากับทุกมิติของธุรกิจ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ และมุ่งพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน และสร้างการเติบโตในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร โครงสร้างและระบบบริหารจัดการ พร้อมก้าวสู่องค์กรแห่งอนาคต ภายใต้โครงการ AXIS: AI Transformation & Synergy หรือพลังร่วม ที่มุ่งผสานคน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้าด้วยกัน เพื่อขับเคลื่อนการทำงานในองค์กรเข้าสู่โลกยุคดิจิทัล

    ตัวอย่างสำคัญคือ Axistant แพลตฟอร์ม AI ระดับองค์กรของ ปตท. ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็น Enterprise Chat สำหรับพนักงาน ช่วยค้นหา วิเคราะห์ และสรุปข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการทำงานและการตัดสินใจในทุกระดับขององค์กร พร้อมส่งเสริมการประยุกต์ใช้ AI ให้เกิดประโยชน์จริงในการดำเนินธุรกิจ

    นอกจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีแล้ว ปตท. ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรควบคู่กัน โดยเดินหน้าโครงการ Upskill และ Reskill ด้านดิจิทัลและ AI อย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น AI Boost Camp เพื่อส่งเสริมความรู้และทักษะด้าน AI ให้พนักงาน จัดตั้ง AI Space พื้นที่แห่งการเรียนรู้ ทดลอง และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้าน AI สำหรับพนักงานกลุ่ม ปตท. เพื่อส่งเสริมการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานจริง โดยเปิดโอกาสให้พนักงานได้ร่วมพัฒนาแนวคิด แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อเร่งการสร้างนวัตกรรมภายในองค์กร

    ดังนั้น รากฐานที่มั่นคง ตลอดระยะเวลา 48 ปี  เกิดขึ้นจากกำลังใจและแรงสนับสนุนของทุกภาคส่วน และนับจากวันนี้  ทุกย่างก้าวของการเดินทางของ ปตท. จะยังคงยืดหยัด แน่วแน่ว และสร้างความแข็งแรงให้สังคม ประเทศและโลก เพื่อเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง และยั่งยืน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/870480&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mafHLMaRNDp_GoboNSJ_T

  • SCB EIC ชี้น้ำท่วมฉุดเศรษฐกิจไทยร่วง 0.1% ห่วงสภาพคล่องครัวเรือน-SMEs

    SCB EIC ชี้น้ำท่วมฉุดเศรษฐกิจไทยร่วง 0.1% ห่วงสภาพคล่องครัวเรือน-SMEs

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ภายใต้ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ประเมินสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมเป็นวงกว้างในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม 2026 โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. ที่เผชิญฝนตกหนักแบบกระจุกตัว (Rain Bomb) สะสมสูงถึง 250-300 มิลลิเมตร ว่า แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายและปริมาณน้ำเหนือมีแนวโน้มน้อยกว่ามหาอุทกภัยปี 2011 มาก แต่ยังคงสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

    โดยในกรณีฐาน (Base Case) วิกฤตครั้งนี้จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปี 2026 ขยายตัวลดลง 0.05-0.1% จากรายได้ครัวเรือนที่หดตัว การเดินทางและภาคการผลิตบางส่วนหยุดชะงัก หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นจากฝนระลอกใหม่ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจขยับขึ้นเป็น 0.1-0.2% และหากน้ำทะลักเข้าพื้นที่ชั้นในของ กทม. จะกระทบจีดีพีถึง 0.15-0.25% ซึ่งแม้จะยังต่ำกว่าปี 2011 ที่ฉุดเศรษฐกิจร่วงถึง 3.5-4% อย่างมาก ทว่าจุดเปราะบางในรอบนี้อยู่ที่ข้อจำกัดด้านสภาพคล่องของครัวเรือนและ SMEs ที่มีสายป่านสั้น ทำให้รองรับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นได้จำกัด

    ขณะที่ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (16 ก.ย. – 7 ต.ค. 2026) ระบุว่า น้ำท่วมรอบนี้กระทบครัวเรือนไทยสะสมกว่า 1.48 ล้านครัวเรือน หรือราว 6% ของครัวเรือนทั้งหมด โดยกระจุกตัวใน กทม. ปริมณฑล (สมุทรปราการ ปทุมธานี) และจังหวัดฐานการผลิตในภาคกลาง-ตะวันออก (นครนายก ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และอยุธยา) ปัจจุบันยังมีผู้ได้รับผลกระทบอยู่อีกกว่า 1.1 ล้านครัวเรือน

    ด้านตลาดแรงงาน มีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 1.69 ล้านคน หรือ 2% ของคนทำงานทั้งประเทศ โดยเฉพาะในสมุทรปราการและ กทม. ที่มีแรงงานรับผลกระทบถึง 4.45 แสนคน และ 4.20 แสนคนตามลำดับ กลุ่มที่น่าห่วงที่สุดคือแรงงานนอกระบบและภาคบริการที่รับค่าแรงรายวัน เนื่องจากขาดรายได้ทันทีในขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายทั้งการเดินทางและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยกลับพุ่งสูงขึ้น

    SCB EIC ชี้ว่าภาคธุรกิจรับแรงกระแทกผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1. กำลังซื้อผู้บริโภคหดตัว 2. ระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก 3. ความเสียหายต่อทรัพย์สินและสินค้าคงคลัง โดยธุรกิจค้าปลีก สินค้าคงทน ร้านอาหาร ท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์จะรับผลกระทบด้านอุปสงค์หนักสุดในช่วงน้ำท่วมขัง ส่วนธุรกิจขนาดเล็กจะเผชิญภาระต้นทุนในการซ่อมแซมสูง

    ขณะที่หลังน้ำลด ความท้าทายจะเปลี่ยนจากความเสียหายทางกายภาพ เป็นความสามารถในการฟื้นตัวของรายได้ แม้ธุรกิจกลุ่มวัสดุก่อสร้างและสินค้าจำเป็นจะได้รับอานิสงส์จากความต้องการซื้อทดแทน (Pent-up demand) แต่การตั้งหลักได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับเงินทุนเป็นหลัก SCB ย้ำว่า ภาคธุรกิจต้องมองข้ามแค่การซ่อมแซมชั่วคราว แต่ควรเร่งลงทุนสร้างภูมิคุ้มกัน (Flood Resilience) เช่น ระบบป้องกันน้ำท่วมและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้และฟื้นตัวไวที่สุดเมื่อเผชิญภัยพิบัติในอนาคต

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/870829&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hRka7C_YccasTHc_cpTB1

  • ‘เอกชนไทย’ พร้อมสู้กติกาโลก แนะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจพ้นกับดัก 40 ปี

    ‘เอกชนไทย’ พร้อมสู้กติกาโลก แนะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจพ้นกับดัก 40 ปี

    “ซีพีเอฟ” ก้าวสู่ ‘National Capability Builder’อุ้มซัปพลายเชนอาหารไทย สู้กติกาโลก “ปตท.” จี้ผ่าโครงสร้างเศรษฐกิจพ้นกับดัก 40 ปี “กัลฟ์” จี้รัฐผ่าโครงสร้างเศรษฐกิจ เร่ง “AI-Data Center” ชูเลิกอุ้มพลังงานหว่านแห ดึงเทคระดับโลกกู้วิกฤติแรงงาน

    • ภาคธุรกิจอาหาร (CPF) ปรับตัวรับกติกาการค้าระดับโลกที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมเปลี่ยนบทบาทเป็น “ผู้สร้างขีดความสามารถแห่งชาติ” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยทั้งระบบ
    • โครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาอุตสาหกรรมเดิมตลอด 40 ปี เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ มีขีดจำกัดในการเติบโต จึงต้องแสวงหาอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต เช่น AI, Semiconductor และ Data Center
    • เสนอให้ปรับมุมมองการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานด้วยเทคโนโลยี และ AI เพื่อรับมือกับปัญหาประชากรลดลง และสังคมสูงวัย
    • แนะให้ดึงดูดการลงทุนในห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรม AI ทั้งระบบเข้ามาในประเทศ โดยภาครัฐไม่ควรกำหนดกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไปจนทำให้เสียโอกาส

    “กรุงเทพธุรกิจ” จัดงาน “Thailand Economic Outlook 2027: New Horizon Beyond The Trap” เพื่อนำเสนอทิศทางการพัฒนาประเทศผ่านขอบฟ้าใหม่ ซึ่งจะทำให้ก้าวสู่ประเทศรายได้สูง โดยมีภาคเอกชนร่วมเสนอทิศทางของประเทศ

    นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เปิดเผยว่า บริบทการแข่งขันระหว่างธุรกิจอาหารระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงในทำให้ภาคธุรกิจอาหารไทยปรับตัวจากกติกา การค้าระดับโลกที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งบริษัทร่วมมือคู่ค้า และซัปพลายเออร์เพื่อปรับปรุงมาตรฐานไปพร้อมกันตลอด Value Chain

    ดังนั้น CPF จึงเร่งปรับจุดยืนจากการเป็นเพียงบริษัทอาหารแห่งชาติ(National Food Company)สู่การเป็นองค์กรผู้สร้างขีดความสามารถแห่งชาติ (National Capability Builder) ยกระดับความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทยทั้งระบบ โดยขอบฟ้าใหม่ในฝั่ง CPF คือ ควรปรับตำแหน่งตัวเองเป็น National Capability Builder ให้กับอุตสาหกรรมอาหารของไทยช่วยกันทั้งห่วงโซ่

    CPF ได้วางแนวทางดูแลทั้งกลุ่มซัปพลายเออร์ และกลุ่มลูกค้าให้ประสบความสำเร็จ และเติบโตไปด้วยกัน โดยเฉพาะในภาคเกษตรกร และผู้เลี้ยงสัตว์รายย่อยที่มีข้อจำกัดด้านบุคลากร และองค์ความรู้ทางวิศวกรรมในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Smart Farm หรือระบบ AI ด้วยตนเอง

    ‘เอกชนไทย’ พร้อมสู้กติกาโลก แนะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจพ้นกับดัก 40 ปี

    CPF พร้อมสู้ความไม่แน่นอน

    ท่ามกลางความไม่แน่นอนในอนาคตที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยไทยต้องเร่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหารให้มากขึ้น แม้ในอดีตคนไทยจะคุ้นชินกับความอุดมสมบูรณ์จนเข้าถึงอาหารในราคาถูกที่สุดเมื่อเทียบประเทศเพื่อนบ้าน แต่หากไม่เตรียมตัวรองรับสถานการณ์ความผันผวนอาจเผชิญวิกฤติความมั่นคงทางอาหาร

    ทั้งนี้ การสร้างความมั่นคงทางอาหารต้องขับเคลื่อนผ่านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการพัฒนาสายพันธุ์ และพันธุศาสตร์ (Genetics)เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่ไปกับการวิจัยบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต่างๆ

    นอกจากนี้ ภาครัฐ และสังคมต้องร่วมมือกันปกป้องตลาดสินค้าเกษตร และอาหารภายในประเทศที่คนไทยผลิตได้เอง เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ที่มีนโยบายจัดเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 30% สำหรับสินค้าที่มีส่วนผสมของข้าว เพื่อปกป้องผลผลิตของเกษตรกร และความมั่นคงทางอาหารของตนเอง

    ‘เอกชนไทย’ พร้อมสู้กติกาโลก แนะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจพ้นกับดัก 40 ปี

    ปตท.ชง 3 มิติ เพื่อการเติบโตในอีก 3-4 ปี

    ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่พึ่งพาอุตสาหกรรมเดิมมาตลอด 40 ปี นับตั้งแต่ยุคโชติช่วงชัชวาล เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ แม้ปัจจุบันยังคงเป็นฐานการผลิตที่แข่งขันได้ แต่เริ่มมีขีดจำกัดในการสร้างอัตราการเติบโตสูงในอนาคต 

    ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องแสวงหาอุตสาหกรรมใหม่ และเร่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อสร้างคลื่นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อีกครั้ง สำหรับการปรับตัวของไทยในระยะ 4-5 ปีข้างหน้าอาจมีแนวทางขับเคลื่อน 3 มิติหลัก คือ 

    1.ต่อยอดจุดแข็งเดิม และสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ ส่งเสริมภาคการท่องเที่ยว และบริการสุขภาพ ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทยต่อเนื่อง ขณะเดียวกันต้องเร่งดักจับโอกาสจากกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต เช่น AI, Semiconductor และ Data Center 

    2.ปรับตัววัดทางเศรษฐกิจ มุ่งสร้างรายได้ประเทศ เสนอให้ภาครัฐ และเอกชนมองก้าวข้ามเพียงการเติบโตของ GDP แต่ต้องมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ของประเทศ โดยสนับสนุนให้บริษัทไทยที่มีศักยภาพออกไปเติบโตในต่างประเทศ แล้วนำรายได้กลับเข้าสู่ประเทศไทย

    3.ยกระดับ Productivity พัฒนาศักยภาพแรงงาน การนำเทคโนโลยี และ AI มาใช้ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มต้นทุน แต่ต้องวัดผลการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรในองค์กรอย่างแท้จริง

    เตือนเร่ง Net Zero เกินไปเสี่ยงฉุด GDP

    ดร.ชญาน์ กล่าวในมิติด้านพลังงาน และการปรับตัวสู่สังคมคาร์บอนต่ำว่า ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ มีบทบาทสำคัญในการดูแลความมั่นคงทางพลังงาน การรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคา และการบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอน

    อย่างไรก็ดี การปรับตัวไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในอีก 24-25 ปีข้างหน้า จะต้องประเมินจังหวะเวลา ความเร็ว และกรอบการลดคาร์บอนที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ หากเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศในยุโรปที่เร่งลดคาร์บอนในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา พบว่ามีต้นทุนสูงถึง 1-1.5% ของ GDP

    สำหรับไทยที่มีอัตราการเติบโตของ GDP อยู่ที่ระดับ 2% กว่า หากต้องแบกรับต้นทุนการลดคาร์บอนในสัดส่วนดังกล่าว จะสร้างความท้าทาย และเป็นภาระต่อระบบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

    ‘เอกชนไทย’ พร้อมสู้กติกาโลก แนะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจพ้นกับดัก 40 ปี

    การเติบโตทางเศรษฐกิจต้องมองผ่านแรงงาน

    นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การผลักดัน GDP ให้เติบโตในปัจจุบันไม่เหมือนยุคหลังปี 2540 ที่พึ่งพาการย้ายแรงงานภาคเกษตรสู่อุตสาหกรรม หรือการอัดฉีดสินเชื่อเพื่อกระตุ้นการบริโภค เนื่องจากปัจจุบันประชากรไทยลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ 

    ดังนั้น สมการการเติบโตทางเศรษฐกิจยุคใหม่จึงต้องมองผ่านจำนวนแรงงาน คูณด้วยประสิทธิภาพการทำงาน หากจำนวนแรงงานลดลงจาก 10 คนเหลือ 5 คน แต่นำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ 2.5 ถึง 3.5 เท่า จะส่งผลให้ GDP พลิกกลับมาเติบโตเป็นบวกได้มหาศาล เช่น การใช้ AI ในองค์กรที่ลดเวลาทำงานวิเคราะห์ข้อมูลจากเดิม 2 สัปดาห์เหลือเพียง 2 นาที

    ดึงยักษ์ใหญ่เทคโลกเสริมทัพ SME

    นอกจากเร่งการใช้ AI แล้ว ประเทศไทยต้องไม่เป็นเพียงแค่ผู้ซื้อหรือผู้ใช้บริการ แต่ต้องดึงห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ของอุตสาหกรรม AI ทั้ง 5 ชั้นเข้ามาอยู่ในประเทศ ได้แก่ พลังงาน, Data Center, GPU, AI Model และแอปพลิเคชัน ซึ่งกัลฟ์ร่วมกับบริษัท AI ชั้นนำระดับโลก เช่น Google เพื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานให้บริษัทไทย กลุ่ม SME และประชาชน

    ทั้งนี้ Data Center เปรียบเสมือนถนนเส้นแรกที่ต้องสร้างขึ้นเพื่อรองรับการต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ เช่น การสร้างงานทักษะสูงสำหรับซอฟต์แวร์โปรแกรมเมอร์ โดยยืนยันว่าประเทศไทยมีความพร้อมทั้งระบบไฟฟ้า และน้ำ จึงฝากถึงภาครัฐว่า ไม่ควรกำหนดเงื่อนไขหรือกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไปจากความกลัวที่ไม่มีพื้นฐาน หรือการอ้างอิงข่าวต่างประเทศที่ไม่ตรงบริบท 

    เช่น ปัญหาน้ำหรือผังเมือง เพราะหากไทยตั้งเงื่อนไขยุ่งยาก ทุน และเทคโนโลยีจะย้ายไปประเทศคู่แข่งทันที ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม หรืออินเดีย พร้อมเตือนว่าการนำมาตรฐานระดับยุโรปมาบังคับใช้ ทั้งที่รายได้ของไทยยังไม่ถึงครึ่งของยุโรป จะทำให้ไทยเสียโอกาสในการเติบโต

    ชงรื้อระบบอุดหนุนพลังงาน เลิกอุ้มหว่านแห

    ในมิติพลังงาน นายสมิทธ์ มองว่า โครงสร้างราคาพลังงานต้องปรับให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง การอุดหนุนแบบหว่านแห เช่น การตรึงราคาดีเซลหน้าปั๊มที่ทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์หรูได้รับอานิสงส์ไปด้วย จะส่งผลให้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่การใช้พลังงานสะอาด เช่น EV หรือโซลาร์เซลล์ เป็นไปได้อย่างช้าลง

    ดังนั้น ภาครัฐควรอุดหนุนแบบเจาะจงรายบุคคลให้แก่ผู้มีรายได้น้อยที่จำเป็นจริงๆ โดยสามารถนำเทคโนโลยี Big Data และ AI ร่วมกับฐานข้อมูลจากผู้ให้บริการโทรคมนาคม เช่น AIS หรือ True มาใช้จัดทำมาตรการช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำ และตรงจุด เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณแฝงในระยะยาว

    ‘เอกชนไทย’ พร้อมสู้กติกาโลก แนะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจพ้นกับดัก 40 ปี

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1255621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02aTZaQznDCxVCas66FAqh

  • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วง ประชาชนยังกังวลค่าครองชีพและภาระหนี้ แม้จะมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วง ประชาชนยังกังวลค่าครองชีพและภาระหนี้ แม้จะมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส

    วันนี้ (9 ต.ค.2569) สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,424 ราย ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน ก.ย.2569 อยู่ที่ระดับ 48.9 ปรับลดลงจากระดับ 49.5 ในเดือนก่อนหน้า โดยอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 50 แม้มาตรการของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยลดภาระค่าครองชีพและพยุงกำลังซื้อของประชาชน ประกอบกับการส่งออกที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง แต่ประชาชนยังมีความกังวลต่อค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกันยายนปรับลดลง

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วง  ประชาชนยังกังวลค่าครองชีพและภาระหนี้ แม้จะมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วง ประชาชนยังกังวลค่าครองชีพและภาระหนี้ แม้จะมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 39.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 39.8 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 55.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 56.0 ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น

    ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความเชื่อมั่นของประชาชน ได้แก่

    (1) มาตรการของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทย พลัส มีส่วนช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน กระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ และเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย

    (2) การส่งออกยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี ตามการเติบโตของการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงทั่วโลก และการส่งออกผลไม้ที่เพิ่มขึ้นในระดับสูง จากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดตามฤดูกาล

    ปัจจัยสำคัญที่ลดทอนความเชื่อมั่นของประชาชน ได้แก่

    (1) ความกังวลต่อค่าครองชีพ รวมทั้งภาระหนี้ครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง

    (2) ความขัดแย้งและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ ผ่านความผันผวนของราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้า รวมถึงความไม่แน่นอนของการค้าและเศรษฐกิจโลก

    ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย.2569 มาจากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนระหว่างวันที่ 4-25 ก.ย.2569 ผลสำรวจจึงยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยที่เริ่มเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายนและต่อเนื่องถึงเดือน ต.ค.2569 อย่างมีนัยสำคัญ

    หากพิจารณาบทเรียนจากสถานการณ์มหาอุทกภัยในปี 2554 พบว่า อุทกภัยสามารถส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วง  ประชาชนยังกังวลค่าครองชีพและภาระหนี้ แม้จะมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วง ประชาชนยังกังวลค่าครองชีพและภาระหนี้ แม้จะมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส

    สำหรับผลกระทบในปี 2569 จะขึ้นอยู่กับขอบเขตพื้นที่ ระดับความรุนแรง และระยะเวลาของสถานการณ์อุทกภัย อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของครัวเรือนจากความเสียหายของพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตทางการเกษตร การหยุดชะงักของการประกอบอาชีพและกิจการค้า รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟูบ้านเรือนและทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วง  ประชาชนยังกังวลค่าครองชีพและภาระหนี้ แม้จะมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วง ประชาชนยังกังวลค่าครองชีพและภาระหนี้ แม้จะมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส

    ซึ่งอาจทำให้ครัวเรือนเผชิญแรงกดดันทั้งจากรายได้ที่ลดลงและค่าใช้จ่ายจำเป็นที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้ออ่อนแอลงและประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ตลอดจนสร้างความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนถัดไป จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนถัดไปอย่างใกล้ชิด

    อ่านข่าว :

    บช.ก. ยันส่งสำนวนโกงสอบท้องถิ่นถึง ป.ป.ช. ทันกรอบ 30 วัน

    ชื่นมื่น! ทรัมป์อวยมัสก์ “สมบัติแห่งชาติ” งานมอบเหรียญบิ๊กเทคสหรัฐฯ

    “เทศกาลกินเจ” คนจับจ่ายบางตาเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนราคาวัตถุดิบลดลงเล็กน้อย

    4 ชาติพันธุ์ภาคใต้ ส่งตัวแทนเข้า “สภาฯชาติพันธุ์” พร้อม “เปล่งเสียงสะท้อนปัญหา” ด้วยตัวเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/568000&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2R61hQ6P-8q3pnK98ceo8Q