Blog

  •  ‘เวียดนาม’ ยืนยันไม่โตโดดเดี่ยว พร้อมผนึก ‘ไทย’ ร่วมดันเศรษฐกิจอาเซียน

     ‘เวียดนาม’ ยืนยันไม่โตโดดเดี่ยว พร้อมผนึก ‘ไทย’ ร่วมดันเศรษฐกิจอาเซียน

    สมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม จัดงาน Thailand–Vietnam Business Forum 2026 ผู้นำไทย–เวียดนาม ร่วมเวที  ฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ประกาศยกระดับความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน ด้าน “โต เลิม” ชี้ไทย–เวียดนาม ต้องเติบโตไปด้วยกัน ขณะที่ “อนุทิน” ตั้งเป้าดันมูลค่าการค้าสองประเทศจาก 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ สู่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในอนาคต

    สมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม จัดงาน Thailand–Vietnam Business Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Growing Together” ผู้นำเวียดนาม-ไทย ร่วมแสดงวิสัยทัศน์งาน Thailand–Vietnam Business Forum 2026 เฉลิมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต  

    โดย นายโต เลิม (H.E. Mr. Tô Lâm) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ต่อทิศทางความร่วมมือไทย–เวียดนามในอนาคต ท่ามกลางผู้นำภาครัฐ ผู้บริหารระดับสูง นักลงทุน และภาคเอกชนชั้นนำจากทั้งสองประเทศที่ตบเท้าเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กล่าวว่า ในโลกปัจจุบัน ไม่มีประเทศใดสามารถเติบโตได้อย่างโดดเดี่ยว ไทย และเวียดนามจำเป็นต้องเดินไปด้วยกัน เพื่อร่วมกันสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน

    เวียดนามมีประชากรกว่า 100 ล้านคน และกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะฐานการผลิต และอุตสาหกรรมสำคัญของภูมิภาค ขณะที่ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งยานยนต์ อาหาร พลังงาน การค้า และบริการ รวมถึงมีภาคเอกชนที่เข้มแข็ง และมีศักยภาพสูง

    ดังนั้น ไทย และเวียดนามจึงสามารถผสานจุดแข็งของทั้งสองประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน เชื่อมโยงฐานการผลิต และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการผลิต และการส่งออกที่สำคัญของภูมิภาค เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ และอาเซียนโดยรวม

     ‘เวียดนาม’ ยืนยันไม่โตโดดเดี่ยว พร้อมผนึก ‘ไทย’ ร่วมดันเศรษฐกิจอาเซียน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเวียดนาม ในอาเซียน ขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับสองของไทยในอาเซียน มูลค่าการค้าระหว่างกันอยู่ที่ประมาณ 24,000 ล้านดอลลาร์  โดยมีเป้าหมายระยะสั้นที่ 25,000 ล้านดอลลาร์ และในอนาคตเราควรร่วมกันผลักดันให้เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50,000 ล้านดอลลาร์

    วันนี้ประเทศไทยมีการลงทุนในเวียดนามเป็นจำนวนมาก จึงอยากเห็นภาคธุรกิจเวียดนามเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นเช่นกัน เพราะเศรษฐกิจของไทย และเวียดนามมีขนาดใกล้เคียงกัน เราไม่ใช่คู่แข่งแต่คือ คู่ค้าและหุ้นส่วนที่จะเติบโตไปด้วยกัน

    ที่สำคัญเศรษฐกิจของเราทั้งสองประเทศเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง กว่าครึ่งของสินค้าที่ไทยส่งออกไปเวียดนาม เป็นวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ใช้ในภาคการผลิตเพื่อการส่งออกของเวียดนาม นี่แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของเราไม่ใช่เพียงการแข่งขัน แต่คือ การเติบโตร่วมกันผ่านห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน และนี่คือ ความหมายของคำว่า Strategic Partnership อย่างแท้จริง

     ‘เวียดนาม’ ยืนยันไม่โตโดดเดี่ยว พร้อมผนึก ‘ไทย’ ร่วมดันเศรษฐกิจอาเซียน

    นายสนั่น อังอุบลกุล นายกสมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม และประธานอาวุโสหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม จัดงาน Thailand–Vietnam Business Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Growing Together”โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยพันธมิตรองค์กรชั้นนำ ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาธุรกิจไทย–เวียดนาม และ หอการค้าไทยในเวียดนาม เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม และยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค

     ‘เวียดนาม’ ยืนยันไม่โตโดดเดี่ยว พร้อมผนึก ‘ไทย’ ร่วมดันเศรษฐกิจอาเซียน

    การจัดงานครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการขับเคลื่อนความร่วมมือผ่านแนวคิด “Three Connects” ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และเศรษฐกิจร่วมสมัย การเชื่อมโยงภาคธุรกิจ ท้องถิ่น และประชาชน และการเชื่อมโยงสู่อนาคตแห่งความยั่งยืน เทคโนโลยี และนวัตกรรมร่วมกัน

    โดยไฮไลต์สำคัญของการจัดงานครั้งนี้คือ การที่ประธานาธิบดีเวียดนาม ได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยเข้าพบในลักษณะ One-on-One เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะโดยตรง ซึ่งจะช่วยผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

    โดยเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพของทั้งสองประเทศ และพลังของผู้นำภาคธุรกิจไทย–เวียดนาม จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เป้าหมายการค้าระหว่างกัน 25,000 ล้านดอลลาร์ ขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้ พร้อมยืนยันว่า สมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม และเครือข่ายภาคเอกชนไทย พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ และประชาชนของทั้งสองประเทศ

    กิจกรรมภายในงาน Thailand–Vietnam Business Forum 2026 ประกอบด้วยการหารือ และแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ในหลายมิติ ทั้งด้านการค้า การลงทุน การเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาโลจิสติกส์ และการยกระดับความร่วมมือในอุตสาหกรรมศักยภาพของทั้งสองประเทศ

    พร้อมด้วยเวทีเสวนาระดับสูงจากผู้บริหารชั้นนำของภาคธุรกิจ การจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ และพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจทางธุรกิจ หรือ MoU ระหว่างภาคเอกชนไทย และเวียดนาม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1236099&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o24r6f4lWunagoueG7Uy0

  • IMF ร่วมหารือ บสย. ติดตามภาวะเศรษฐกิจไทย-มาตรการช่วยเหลือ SMEs

    IMF ร่วมหารือ บสย. ติดตามภาวะเศรษฐกิจไทย-มาตรการช่วยเหลือ SMEs

    วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.43 น.

    บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้การต้อนรับ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) พร้อมทีมผู้ประสานงานฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมหารือเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจการเงิน แนวนโยบาย และบทบาทของ บสย. ในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศไทย 

    ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) พร้อมด้วย นายวุฒิพันธุ์ ปริดิพันธ์ รองผู้จัดการทั่วไป สายงานกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์ และทีมงาน ให้การต้อนรับคณะผู้แทน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) นำโดย Mr. Peter Breuer, Chief in the Asia and Pacific Department and Mission Chief for Thailand, Mr. Seunghwan Kim, Senior Economist, Mr. Nur M. Adhi Purwanto, Senior Economist, and Ms. Ying Xu, Economist ในโอกาสที่ IMF เดินทางมาเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2569 เพื่อหารือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจการเงินล่าสุดของประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินภาวะเศรษฐกิจการเงินไทย ประจำปี 2569 ตามพันธะข้อตกลงของ IMF (Article IV Consultation) ในช่วงต้นปี 2570 ณ บสย. สำนักงานใหญ่ อาคารชาญอิสสระทาวเวอร์ 2 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569

    ในโอกาสนี้ บสย. ได้บรรยายสรุปการดำเนินงาน และบทบาทในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน SMEs ให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อที่สอดคล้องและรองรับกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน โดย IMF ได้ให้ความสนใจในประเด็นต่างๆ ได้แก่ การออกแบบมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อช่วยเหลือ SMEs ในช่วงวิกฤตพลังงาน, การช่วยเหลือลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลมผ่านมาตรการ บสย. พร้อมช่วย, การขยายขอบเขตการค้ำประกันไปยังกลุ่มผู้ให้สินเชื่อที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) และกลุ่มผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ (Nano Finance) ตลอดจนการออกแบบผลิตภัณฑ์ค้ำประกันสินเชื่อใหม่ๆ ของ บสย. ที่มุ่งเน้นสร้างความแข็งแกร่งให้ SMEs เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    532.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/967475&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xJcMC8bzxeMl3XD_LbF5I

  • ทำไมเศรษฐกิจภาคกลางมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่น

    ทำไมเศรษฐกิจภาคกลางมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่น

    หากติดตามข้อมูลภาวะเศรษฐกิจภาพรวมประเทศและภูมิภาค (ภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคใต้) ในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคมีความแตกต่างจากเศรษฐกิจภาพรวมประเทศอย่างชัดเจน โดยเศรษฐกิจภูมิภาคในช่วงหลังค่อนข้างอ่อนแรงกว่าในภาพรวมของประเทศ โดยเฉพาะด้านการบริโภค ตามรายได้ภาคเกษตรที่อ่อนแอ และภาระหนี้สูงที่ฉุดรั้ง สะท้อนให้เห็นถึงการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจภาคกลาง[1]ว่ามีบทบาทสำคัญมาก

    เป็นที่ทราบกันดีว่าเศรษฐกิจภาคกลางมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าภาคอื่น โดยมีสัดส่วนถึง 73% ของประเทศ ในขณะที่ภาคเหนือภาคอีสานและภาคใต้ มีสัดส่วนเพียง 8% 10% และ 9% ตามลำดับ[2] บทความนี้คลี่ให้เห็นโครงสร้างและปัจจัยสำคัญที่เป็นแรงส่งของเศรษฐกิจภาคกลางว่ามีอะไรบ้าง มีขนาดมากน้อยเพียงไร และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในช่วงที่ผ่านมาโดยเปรียบเทียบกับภูมิภาค เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมเศรษฐกิจภาคกลางถึงมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่นโดยเฉพาะในช่วงหลังโควิด[3]

    rn

     

    rn

    1. ภาคกลางมีสัดส่วนอุตสาหกรรมและบริการสูงมาต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ภาคกลางมีสัดส่วนอุตสาหกรรมและบริการสูงถึง 98% จากการเป็นแหล่งอุตสาหกรรมที่หลากหลายทั้งอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น ยานยนต์สันดาป ไปจนถึงอุตสาหกรรม และบริการสมัยใหม่ เช่น Cloud Service ขณะที่เศรษฐกิจภูมิภาคยังพึ่งพิงภาคเกษตรกรรมค่อนข้างมาก โดยมีการพึ่งพิงภาคอุตสาหกรรมและบริการประมาณ 75% นอกจากนี้ ภาคการผลิตส่วนใหญ่เน้นผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น ปศุสัตว์ขั้นต้น แปรรูปเกษตรขั้นต้น) และสำหรับภาคบริการก็ยังคงเป็นแบบดั้งเดิม (เช่น ร้านโชห่วย ร้านขายปุ๋ย ร้านซ่อมเครื่องจักรเกษตร) โดยเมื่อย้อนไปดูตั้งแต่ปี 2562 (ช่วงก่อนโควิด) โครงสร้างที่เห็นไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัย

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    เป็นที่ทราบกันดีว่าเศรษฐกิจภาคกลางมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าภาคอื่น โดยมีสัดส่วนถึง 73% ของประเทศ ในขณะที่ภาคเหนือภาคอีสานและภาคใต้ มีสัดส่วนเพียง 8% 10% และ 9% ตามลำดับ[2] บทความนี้คลี่ให้เห็นโครงสร้างและปัจจัยสำคัญที่เป็นแรงส่งของเศรษฐกิจภาคกลางว่ามีอะไรบ้าง มีขนาดมากน้อยเพียงไร และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในช่วงที่ผ่านมาโดยเปรียบเทียบกับภูมิภาค เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมเศรษฐกิจภาคกลางถึงมีแรงส่งมากกว่าภาคอื่นโดยเฉพาะในช่วงหลังโควิด[3]

    1. ภาคกลางมีสัดส่วนอุตสาหกรรมและบริการสูงมาต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ภาคกลางมีสัดส่วนอุตสาหกรรมและบริการสูงถึง 98% จากการเป็นแหล่งอุตสาหกรรมที่หลากหลายทั้งอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น ยานยนต์สันดาป ไปจนถึงอุตสาหกรรม และบริการสมัยใหม่ เช่น Cloud Service ขณะที่เศรษฐกิจภูมิภาคยังพึ่งพิงภาคเกษตรกรรมค่อนข้างมาก โดยมีการพึ่งพิงภาคอุตสาหกรรมและบริการประมาณ 75% นอกจากนี้ ภาคการผลิตส่วนใหญ่เน้นผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น ปศุสัตว์ขั้นต้น แปรรูปเกษตรขั้นต้น) และสำหรับภาคบริการก็ยังคงเป็นแบบดั้งเดิม (เช่น ร้านโชห่วย ร้านขายปุ๋ย ร้านซ่อมเครื่องจักรเกษตร) โดยเมื่อย้อนไปดูตั้งแต่ปี 2562 (ช่วงก่อนโควิด) โครงสร้างที่เห็นไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัย

    2. ภาคกลางเป็นแม่เหล็กที่สำคัญในการดึงดูดการลงทุน โดยมูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนมากกว่า 80% ของประเทศเพิ่มขึ้นถึง 3.5 เท่าจากช่วงก่อนโควิด จากโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุม ทั้งระบบสาธารณูปโภคจำพวกน้ำ ไฟฟ้า ตลอดจนด้านการขนส่งที่มีโครงข่ายถนน ทางด่วน ท่าเรือน้ำลึกและสนามบินนานาชาติ ซึ่งสะดวกต่อการนำเข้าวัตถุดิบและส่งออกสินค้า ทำให้ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนให้ไหลเข้ามาต่อเนื่อง นอกจากนี้ ภาคกลางยังมีศูนย์วิจัยและพัฒนา สถาบันการศึกษา และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ  ซึ่งช่วยสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ โดยในปี 2568 ภาคกลางมีสัดส่วนมูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 90% ของประเทศ เพิ่มจากประมาณ 80% ในปี 2562 โดยมูลค่าการออกบัตรภาคกลางสูงถึงเกือบ 1 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มธุรกิจสมัยใหม่ เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วนอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างความเจริญในพื้นที่ได้อีกต่อไป

    3. ภาคกลางมีพลังของมนุษย์เงินเดือน โดยภาคกลางเป็นภาคเดียวที่มีจำนวนแรงงานในระบบสูงกว่าแรงงานนอกระบบอย่างต่อเนื่อง และในปี 2568 มีแรงงานในระบบสูงกว่าภาคอื่นถึง 6 เท่า จำนวนแรงงานในระบบภาคกลางเพิ่มขึ้นถึง 1.7 ล้านคน จากปี 2562 เพราะเป็นแหล่งอุตสาหกรรมและบริการ ในขณะที่ภาคอื่นทรงตัว นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจ คือ แรงงานในระบบของภาคกลางนั้นส่วนใหญ่กว่า 70 % เป็น “มนุษย์เงินเดือน” ที่มีรายได้ประจำ มีสวัสดิการ ซึ่งจะสามารถเข้าถึงสินเชื่อธนาคารได้ง่ายกว่าเกษตรกรหรืออาชีพอิสระในภาคอื่น ๆ เมื่อคนมีรายได้มั่นคงจะช่วยส่งเสริมกำลังซื้อหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้ธุรกิจพร้อมที่จะลงทุนต่อเนื่อง

    4. แรงงานภาคกลางมีรายได้สูงกว่าภาคอื่นถึง 1.3-1.5 เท่า  และขยายตัวเร่งขึ้นมากกว่าภาคอื่น แม้รายได้แรงงานมีทิศทางปรับเพิ่มขึ้นในทุกภาค แต่อัตราการเพิ่มของรายได้แรงงานในภาคกลางมากกว่าภาคอื่น ๆ ภาคกลางโซน กทม. และปริมณฑล ยังคงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจหลักที่มีรายได้สูงที่สุด เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ ธุรกิจบริการมูลค่าสูง และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งต้องการแรงงานทักษะสูง (Skilled Labor) นอกจากนี้ ยังได้รับอานิสงส์จาก เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดแถบอยุธยาและสระบุรี ซึ่งเน้นการผลิตในกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนภาคเหนือและอีสานมีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน โดยแรงงานส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในภาคบริการขนาดเล็กและการแปรรูปสินค้าเกษตร ซึ่งมีมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรม ในขณะที่ภาคใต้ได้รับแรงหนุนจากการท่องเที่ยวส่งผลดีต่อแรงงานในภาคบริการ

    จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่า แรงส่งของเศรษฐกิจภาคกลางมีรากฐานสำคัญมาจากความเจริญ ซึ่งนำไปสู่ความต้องการแรงงานและระดับรายได้ที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น ดังนั้น โจทย์สำคัญของการกระจายแรงส่งไปยังภูมิภาค จึงอยู่ที่การยกระดับและกระจายความเจริญให้ทั่วถึงและยั่งยืน โดยประเด็นชวนคิดที่สำคัญในการกระจายความเจริญของภูมิภาค เช่น

    rn

     

    rn

    (1) การสร้างแรงจูงใจให้พื้นที่มีแรงดึงดูดเพียงพอจนการลงทุนตัดสินใจเลือก เพราะพื้นที่มีความพร้อม โดยมุ่งพัฒนาในมิติของระบบนิเวศโดยรวม (Total Ecosystem Incentive) ที่ช่วยลดต้นทุนตลอด
    rnห่วงโซ่การดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ควบคู่กับการออกแบบสิทธิประโยชน์การลงทุนที่เหมาะสมเพื่อชดเชยต้นทุนการดำเนินงาน ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเสินเจิ้น หนึ่งตัวอย่างของการกระจายความเจริญที่โดดเด่นที่สุดของจีน ยกระดับพื้นที่จากหมู่บ้านประมงเล็ก ๆ สู่การเป็นเมืองเทคโนโลยีระดับโลก สะท้อนบทบาทของการยกระดับความพร้อมของพื้นที่ควบคู่กับแรงจูงใจเชิงนโยบายในการดึงดูดการลงทุนอย่างยั่งยืน

    rn

     

    rn

    (2) การคว้าโอกาสจาก “จุดแข็งเฉพาะภูมิภาค” เชื่อมกับกระแสเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาในประเทศเรา ภาคเหนือและภาคใต้มีการท่องเที่ยวและภาคบริการเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่กระแสรักสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพเติบโตต่อเนื่อง หากผู้ประกอบการและคนในพื้นที่สามารถปรับตัว นำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้า บริการ และประสบการณ์การท่องเที่ยว ก็จะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและกระจายประโยชน์สู่ชุมชนได้มากขึ้น ขณะที่ภาคอีสาน ยังมีโอกาสต่อยอดจากฐานภาคเกษตร ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและข้อมูล ทั้งการพัฒนา smart farmer เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (data center) ที่เริ่มเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งการผลิตทางการเกษตรและกิจกรรมท่องเที่ยวในชุมชน ให้คนในพื้นที่สามารถปรับตัวและแข่งขันไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่ได้ดีขึ้นในระยะยาว

    rn”}}” id=”text-00b5b35e64″>

    จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่า แรงส่งของเศรษฐกิจภาคกลางมีรากฐานสำคัญมาจากความเจริญ ซึ่งนำไปสู่ความต้องการแรงงานและระดับรายได้ที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น ดังนั้น โจทย์สำคัญของการกระจายแรงส่งไปยังภูมิภาค จึงอยู่ที่การยกระดับและกระจายความเจริญให้ทั่วถึงและยั่งยืน โดยประเด็นชวนคิดที่สำคัญในการกระจายความเจริญของภูมิภาค เช่น

    (1) การสร้างแรงจูงใจให้พื้นที่มีแรงดึงดูดเพียงพอจนการลงทุนตัดสินใจเลือก เพราะพื้นที่มีความพร้อม โดยมุ่งพัฒนาในมิติของระบบนิเวศโดยรวม (Total Ecosystem Incentive) ที่ช่วยลดต้นทุนตลอด
    ห่วงโซ่การดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ควบคู่กับการออกแบบสิทธิประโยชน์การลงทุนที่เหมาะสมเพื่อชดเชยต้นทุนการดำเนินงาน ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเสินเจิ้น หนึ่งตัวอย่างของการกระจายความเจริญที่โดดเด่นที่สุดของจีน ยกระดับพื้นที่จากหมู่บ้านประมงเล็ก ๆ สู่การเป็นเมืองเทคโนโลยีระดับโลก สะท้อนบทบาทของการยกระดับความพร้อมของพื้นที่ควบคู่กับแรงจูงใจเชิงนโยบายในการดึงดูดการลงทุนอย่างยั่งยืน

    (2) การคว้าโอกาสจาก “จุดแข็งเฉพาะภูมิภาค” เชื่อมกับกระแสเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาในประเทศเรา ภาคเหนือและภาคใต้มีการท่องเที่ยวและภาคบริการเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่กระแสรักสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพเติบโตต่อเนื่อง หากผู้ประกอบการและคนในพื้นที่สามารถปรับตัว นำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้า บริการ และประสบการณ์การท่องเที่ยว ก็จะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและกระจายประโยชน์สู่ชุมชนได้มากขึ้น ขณะที่ภาคอีสาน ยังมีโอกาสต่อยอดจากฐานภาคเกษตร ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและข้อมูล ทั้งการพัฒนา smart farmer เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (data center) ที่เริ่มเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งการผลิตทางการเกษตรและกิจกรรมท่องเที่ยวในชุมชน ให้คนในพื้นที่สามารถปรับตัวและแข่งขันไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่ได้ดีขึ้นในระยะยาว

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด  **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด  **

    [1] เศรษฐกิจภาคกลาง ครอบคลุมพื้นที่ 26 จังหวัด ได้แก่ กทม. สมุทรปราการ ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี สระบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง ลพบุรี อยุธยา ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง ตราด จันทบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ราชบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม

    rn

    [2] ขนาดเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาค ณ ปี 2567

    rn

    [3] โควิด‑19 เริ่มแพร่ระบาดในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2563 และส่งผลกระทบต่อเนื่องยาวนานกว่าสองปี จนถึงปี 2565 ก่อนที่สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย มาตรการต่าง ๆ ทยอยผ่อนปรน และภาครัฐประกาศปรับลดสถานะของโควิดจากโรคติดต่ออันตรายเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง

    rn”}}” id=”text-709d7f2d38″>

    [1] เศรษฐกิจภาคกลาง ครอบคลุมพื้นที่ 26 จังหวัด ได้แก่ กทม. สมุทรปราการ ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี สระบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง ลพบุรี อยุธยา ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง ตราด จันทบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ราชบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม

    [2] ขนาดเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาค ณ ปี 2567

    [3] โควิด‑19 เริ่มแพร่ระบาดในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2563 และส่งผลกระทบต่อเนื่องยาวนานกว่าสองปี จนถึงปี 2565 ก่อนที่สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย มาตรการต่าง ๆ ทยอยผ่อนปรน และภาครัฐประกาศปรับลดสถานะของโควิดจากโรคติดต่ออันตรายเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง

    ผู้เขียน

    parinda photo

    ปริญดา สุลีสถิร 

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 26 พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20260528.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1B0tIV8g0N8P49yOUpQKu9

  • นายกฯ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำ ปธน.เวียดนามและคณะ ตอกย้ำมิตรภาพบนรากฐานความผูกพันด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อาหาร และการท่องเที่ยว

    นายกฯ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำ ปธน.เวียดนามและคณะ ตอกย้ำมิตรภาพบนรากฐานความผูกพันด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อาหาร และการท่องเที่ยว

    นายกฯ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำ ปธน.เวียดนามและคณะ ตอกย้ำมิตรภาพบนรากฐานความผูกพันด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อาหาร และการท่องเที่ยว

    (28 พ.ค.69) ช่วงค่ำที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และภริยา ณ ตึกสันติไมตรีหลังนอก ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนมิตรภาพอันใกล้ชิดระหว่างผู้นำไทยและเวียดนาม รวมทั้งยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมและการแสดงดนตรี ท่ามกลางบรรยากาศแห่งมิตรภาพและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ

    จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เชิญแขกผู้มีเกียรติร่วมดื่มอวยพร (toast) เพื่อเฉลิมฉลองมิตรภาพระหว่างไทยและเวียดนาม พร้อมกล่าวถึงความผูกพันทางประวัติศาสตร์ระหว่างไทยและเวียดนาม โดยประเทศไทยเคยเป็นสถานที่พำนักของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ และปัจจุบันยังมีอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ถึง 3 แห่ง ที่จังหวัดอุดรธานี นครพนม และพิจิตร ซึ่งสะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศได้เป็นอย่างดี

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “อาหาร” “วัฒนธรรม” และ “การท่องเที่ยว” เป็นอีกหนึ่งสะพานสำคัญที่เชื่อมโยงประชาชนของทั้งสองประเทศเข้าหากัน โดยหากมีเวลามากกว่านี้ อยากเชิญไปชิมอาหารไทยแบบง่าย ๆ และถ้ามีโอกาสก็อยากชิมอาหารเวียดนามเช่นกัน โดยอาหารเวียดนามได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย ขณะที่ละครและซีรีส์ไทยก็ได้รับความนิยมในเวียดนาม และช่วยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเวียดนามเดินทางมาเยือนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีขอให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตลอด 50 ปีที่ผ่านมา เข้มแข็งและยั่งยืนตลอดไป

    nbtconnext

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/72789&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HNHN2TMa0jc9TNzg03D-p

  • เปิดงาน “สามบุรี เทรดแฟร์ 2026” ดันสินค้าชุมชน-จับคู่ธุรกิจกระตุ้นเศรษฐกิจ

    เปิดงาน “สามบุรี เทรดแฟร์ 2026” ดันสินค้าชุมชน-จับคู่ธุรกิจกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ภูมิภาค

    เปิดงาน “สามบุรี เทรดแฟร์ 2026” ดันสินค้าชุมชน-จับคู่ธุรกิจกระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.43 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 28 พ.ค. 2569 ที่บริเวณลานด้านหน้า ศูนย์การค้าเซ็นทรัล มหาชัย อ.เมืองสมุทรสาคร ณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานเปิดงาน “สามบุรี เทรดแฟร์ 2026” โดยมี อุบลรัตน์ ทองเหลือ พาณิชย์จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วยพาณิชย์จังหวัดกาญจนบุรี พาณิชย์จังหวัดราชบุรี ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการจากกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 เข้าร่วมงาน

    สำหรับงาน “สามบุรี เทรดแฟร์ 2026” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 พ.ค. – 1 มิ.ย. 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. ภายใต้แนวคิด “เชื่อมการค้า สร้างโอกาส ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่สากล” โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุพรรณบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายผู้ประกอบการ จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการในกลุ่มจังหวัด “สามบุรี” ให้สามารถแข่งขันทางการค้าได้ในยุคเศรษฐกิจใหม่

    ภายในงานมีร้านค้ากว่า 100 ร้าน นำสินค้าคุณภาพจากทั้ง 3 จังหวัดมาจัดแสดงและจำหน่าย ทั้งสินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าชุมชน สินค้านวัตกรรม และสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น อาทิ ผลิตภัณฑ์ผ้าเคลือบยางพารา นิคแนค ตู้ไม้สักจิ๋วลายไทย จาก จ.ราชบุรี งาดำอบเกลือแม่ชั้น กาแฟสาละวะ ไล่โว่ วุ้นเส้นท่าเรือ มีดเรือทอง และเครื่องหนัง จาก จ.กาญจนบุรี รวมถึงขนมจีบหมูจัมโบ้ กะลาตาเดียว กลุ่มจักสานผักตบชวา และตุ๊กตาไทยทรงดำ จาก จ.สุพรรณบุรี

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเปิดโอกาสทางการตลาดและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทย

    ทั้งนี้ งาน “สามบุรี เทรดแฟร์ 2026” ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดสามบุรี ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก พร้อมเพิ่มช่องทางการตลาดและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    จึงขอเชิญชวนประชาชน นักธุรกิจ และผู้สนใจ เข้าร่วมเที่ยวชมงานได้จนถึงวันที่ 1 มิ.ย. 2569 ณ ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล มหาชัย จ.สมุทรสาคร โดยภายในงานยังมีกิจกรรมความบันเทิงและลุ้นรับรางวัลพิเศษตลอดการจัดงาน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/477823&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw307V5u0pxfUKHVsRg6Uxyg

  • เปิดเบอร์ชิงผู้ว่าฯ กทม. ‘ชัชชาติ’ ได้เบอร์ 9 ‘ดร.โจ’ คว้าเบอร์ 10 พร้อมลุยหาเสียง | เดลินิวส์

    เปิดเบอร์ชิงผู้ว่าฯ กทม. ‘ชัชชาติ’ ได้เบอร์ 9 ‘ดร.โจ’ คว้าเบอร์ 10 พร้อมลุยหาเสียง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 69 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) บรรยากาศการเปิดรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นไปอย่างคึกคัก ท่ามกลางผู้สมัครจากหลายพรรคการเมืองและผู้สมัครอิสระที่ทยอยเดินทางมาลงทะเบียนตั้งแต่ช่วงเช้ามืด

    ภายหลังเสร็จสิ้นขั้นตอนการลงทะเบียน เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจับสลากหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร เพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง โดยผลการจับหมายเลขผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. มีดังนี้

    • นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เบอร์ 9
    • ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข เบอร์ 14
    • ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี เบอร์ 1
    • นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล เบอร์ 13
    • ดร.ประยูร ครองยศ เบอร์ 11
    • ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พรรคประชาชน เบอร์ 10
    • นายอนุชา บูรพชัยศรี พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 5
    • พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช พรรคเศรษฐกิจ เบอร์ 12
    • นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ กลุ่มกรุงเทพบินได้ เบอร์ 7
    • นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์ เบอร์ 6
    • นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ เบอร์ 3
    • นายประทีบ วัชรโชคเกษม เบอร์ 4
    • นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล เบอร์ 8
    • นายสมัย ละเลิศ เบอร์ 2

    ส่วนผู้สมัครรายอื่นต่างทยอยรับหมายเลขครบถ้วน ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันที่เริ่มเข้มข้นขึ้นทันที หลังได้หมายเลขสำหรับใช้เปิดเกมหาเสียงทั่วกรุงเทพมหานคร ตลอดช่วงเลือกตั้งนี้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5898309/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ojVI74WQ20lzXyJ33OnbU

  • ผู้นำญี่ปุ่น-ฟิลิปปินส์เตรียมหารือทบทวนข้อตกลงเศรษฐกิจ จับมือเสริมความมั่นคงแร่สำคัญ-พลังงาน

    ผู้นำญี่ปุ่น-ฟิลิปปินส์เตรียมหารือทบทวนข้อตกลงเศรษฐกิจ จับมือเสริมความมั่นคงแร่สำคัญ-พลังงาน

    นายกฯ ญี่ปุ่นเตรียมหารือประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ที่กรุงโตเกียว คาดเห็นชอบศึกษาทบทวนข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ พร้อมกระชับความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ พลังงาน และความมั่นคงทางทะเล ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาค

    วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น มีกำหนดพบหารือกับนายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ ที่กรุงโตเกียว ในวันนี้  โดยคาดว่าทั้งสองฝ่ายจะเห็นชอบให้เดินหน้าศึกษาการทบทวนข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานด้านแร่สำคัญและพลังงาน

    รายงานระบุว่า การหารือจะมีขึ้นที่เรือนรับรองของรัฐในกรุงโตเกียว โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการวางกรอบความร่วมมือเพื่อรับมือความไม่แน่นอนด้านพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการขนส่งพลังงานทั่วโลก โดยแนวทางที่อยู่ระหว่างการพิจารณารวมถึงการจัดซื้อทรัพยากรร่วมกันในยามวิกฤต เพื่อให้ทั้งสองประเทศมีแหล่งจัดหาที่มั่นคงมากขึ้น และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

    ก่อนหน้านี้ ผู้นำญี่ปุ่นประกาศปรับยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกเสรีและเปิดกว้างของญี่ปุ่น โดยย้ำว่าญี่ปุ่นต้องการสร้างกติกาใหม่ด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบสำคัญจากบางประเทศ ขณะที่นอกจากด้านเศรษฐกิจ ผู้นำทั้งสองประเทศยังคาดว่าจะยืนยันการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง หลังญี่ปุ่นตัดสินใจเปิดทางให้สามารถส่งออกอาวุธร้ายแรงได้โดยหลักการเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

    ด้านพลเรือตรีรอย วินเซนต์ ตรินิแดด โฆษกกองทัพฟิลิปปินส์ฝ่ายทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า ฟิลิปปินส์มีความหวังว่าการเปลี่ยนนโยบายของญี่ปุ่นจะช่วยเสริมศักยภาพในการป้องกันหมู่เกาะของประเทศ

    เขาระบุว่า การส่งมอบยุทโธปกรณ์ของญี่ปุ่น รวมถึงเรือพิฆาตคุ้มกันชั้นอะบุกุมะที่อยู่ระหว่างการหารือ อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเร่งพัฒนากองทัพฟิลิปปินส์ให้ทันสมัยขึ้น โฆษกกองทัพฟิลิปปินส์ยังกล่าวถึงสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ว่า จีนยังคงเพิ่มแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณสการ์โบโรห์โชล ซึ่งทั้งจีนและฟิลิปปินส์ต่างอ้างสิทธิอธิปไตยเหนือพื้นที่นี้.

    ที่มา NHK

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2935826&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BpO8LcDzT0YwO94X2Z7t5

  • ไทย-เวียดนามเชื่อมสัมพันธ์ 50 ปี ร่วมหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

    ไทย-เวียดนามเชื่อมสัมพันธ์ 50 ปี ร่วมหุ้นส่วนเศรษฐกิจ


    สมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม เปิดเวที Thailand–Vietnam Business Forum 2026 ยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ตั้งเป้าสร้างมูลค่าการค้า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

    นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กล่าวในงาน Thailand–Vietnam Business Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Growing Together” โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยพันธมิตรองค์กรชั้นนำ ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย,

    สภาธุรกิจไทย–เวียดนาม และ หอการค้าไทยในเวียดนาม เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีแห่ง ว่า การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ในโลกปัจจุบัน ไม่มีประเทศใดสามารถเติบโตได้อย่างโดดเดี่ยว ไทยและเวียดนามจำเป็นต้องเดินไปด้วยกัน เพื่อร่วมกันสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน เวียดนามมีประชากรกว่า 100 ล้านคน และกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะฐานการผลิตและอุตสาหกรรมสำคัญของภูมิภาค

    ขณะที่ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งยานยนต์ อาหาร พลังงาน การค้า และบริการ รวมถึงมีภาคเอกชนที่เข้มแข็งและมีศักยภาพสูง ดังนั้น ไทยและเวียดนามจึงสามารถผสานจุดแข็งของทั้งสองประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน เชื่อมโยงฐานการผลิต และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและการส่งออกที่สำคัญของภูมิภาค เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศและอาเซียนโดยรวม

    ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเวียดนามในอาเซียน ขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับสองของไทยในอาเซียน มูลค่าการค้าระหว่างกันอยู่ที่ประมาณ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเป้าหมายระยะสั้นที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในอนาคตเราควรร่วมกันผลักดันให้เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ วันนี้ประเทศไทยมีการลงทุนในเวียดนามเป็นจำนวนมาก จึงอยากเห็นภาคธุรกิจเวียดนามเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นเช่นกัน เพราะเศรษฐกิจของไทยและเวียดนามมีขนาดใกล้เคียงกัน เราไม่ใช่คู่แข่งแต่คือคู่ค้าและหุ้นส่วนที่จะเติบโตไปด้วยกัน

    นอกจากนี้ที่สำคัญเศรษฐกิจของเราทั้งสองประเทศเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง กว่าครึ่งของสินค้าที่ไทยส่งออกไปเวียดนาม เป็นวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ใช้ในภาคการผลิตเพื่อการส่งออกของเวียดนาม นี่แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของเราไม่ใช่เพียงการแข่งขัน แต่คือการเติบโตร่วมกันผ่านห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน และนี่คือความหมายของคำว่า Strategic Partnership อย่างแท้จริง

    นายสนั่น  อังอุบลกุล  นายกสมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม และประธานอาวุโสหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดงานงานครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการขับเคลื่อนความร่วมมือผ่านแนวคิด “Three Connects” ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจร่วมสมัย การเชื่อมโยงภาคธุรกิจ ท้องถิ่น และประชาชน และการเชื่อมโยงสู่อนาคตแห่งความยั่งยืน เทคโนโลยี และนวัตกรรมร่วมกัน

    ทั้งนี้ไฮไลท์สำคัญของการจัดงานครั้งนี้คือการที่ท่านประธานาธิบดีเวียดนามได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยเข้าพบในลักษณะ One-on-One เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะโดยตรง ซึ่งจะช่วยผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพของทั้งสองประเทศและพลังของผู้นำภาคธุรกิจไทย–เวียดนาม จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เป้าหมายการค้าระหว่างกัน 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้ พร้อมยืนยันว่า สมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนามและเครือข่ายภาคเอกชนไทย พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและประชาชนของทั้งสองประเทศ

    สำหรับกิจกรรมภายในงาน Thailand–Vietnam Business Forum 2026 ประกอบด้วยการหารือและแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ในหลายมิติ ทั้งด้านการค้า การลงทุน การเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาโลจิสติกส์ และการยกระดับความร่วมมือในอุตสาหกรรมศักยภาพของทั้งสองประเทศ พร้อมด้วยเวทีเสวนาระดับสูงจากผู้บริหารชั้นนำของภาคธุรกิจ การจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ และพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจทางธุรกิจ หรือ MoU ระหว่างภาคเอกชนไทยและเวียดนาม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43210&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kWTKjanAIXzwfnPoB4k1x

  • คลังมองภาวะเศรษฐกิจ เม.ย. ส่งออกพุ่ง 23.1% ดันเศรษฐกิจโต จับตาปมภูมิรัฐศาสตร์

    คลังมองภาวะเศรษฐกิจ เม.ย. ส่งออกพุ่ง 23.1% ดันเศรษฐกิจโต จับตาปมภูมิรัฐศาสตร์

    นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน เม.ย. 2569 ทิศทางเศรษฐกิจไทย ยังคงได้รับแรงหนุนสำคัญจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับการท่องเที่ยวภายในประเทศที่เติบโตได้ดี แม้ว่าในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวลงบ้าง ทั้งนี้ ภาครัฐยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความผันผวนของค่าเงินบาท ราคาน้ำมันในตลาดโลก และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจสร้างแรงกระเพื่อมต่อห่วงโซ่การผลิตและภาพรวมเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป

    เมื่อเจาะลึกถึงเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านอุปสงค์ พบว่าการบริโภคภาคเอกชนมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะแรงซื้อในหมวดสินค้าคงทน สะท้อนจากยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งและรถจักรยานยนต์ใหม่ที่เพิ่มขึ้น 8.8% และ 3.7% ตามลำดับ เช่นเดียวกับรายได้เกษตรกรที่แท้จริงซึ่งขยายตัว 1.4%

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคกลับปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.6 จากระดับ 51.8 ในเดือนก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง รวมถึงราคาพลังงานที่สูงขึ้นซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพโดยตรง แต่ประชาชนยังคงคาดหวังแรงส่งจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

    ด้านการลงทุนภาคเอกชนเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากการนำเข้าสินค้าทุนที่พุ่งสูงถึง 27.9% และขยายตัวจากเดือนก่อนหน้า 8.1% ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์แม้จะหดตัว 11.3% เมื่อเทียบรายปี แต่เริ่มฟื้นตัว 3.2% จากเดือนก่อนหน้า ส่วนภาคการก่อสร้างยังคงชะลอตัวเล็กน้อย

    สำหรับเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักในเดือน เม.ย. ยังคงเป็นภาคการส่งออก ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นด้วยมูลค่ารวม 31,583.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงถึง 23.1% และเป็นการเติบโตต่อเนื่องยาวนานถึง 22 เดือน หากหักล้างสินค้ากลุ่มน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย การส่งออกที่แท้จริงขยายตัวเด่นชัดถึง 25.7%

    โดยได้รับอานิสงส์จากกลุ่มเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด 64.6% รวมถึงสินค้าเกษตรที่ขยายตัว 17.9% นำโดยกลุ่มผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งที่พุ่งกระฉูดถึง 74.3% ในด้านตลาดส่งออกสำคัญพบว่าขยายตัวในเกือบทุกภูมิภาค นำโดยออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา อาเซียน และญี่ปุ่น ที่เติบโต 53.2% 44.2% 34.3% และ 23.4% ตามลำดับ มีเพียงตลาดอินโดจีนที่หดตัว 13.4%

    ในด้านอุปทาน ภาคการท่องเที่ยวในประเทศเป็นฟันเฟืองหลัก โดยมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยสูงถึง 25.6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.7% สวนทางกับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย 2.37 ล้านคน หดตัวลง 7.0% ขณะที่ภาคการเกษตรดัชนีผลผลิตขยายตัว 1.2% จากแรงหนุนของผลผลิตยางพาราและข้าวโพด ทางด้านภาคอุตสาหกรรม ดัชนีผลผลิตลดลงเล็กน้อยที่ 0.4%

    สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ร่วงลงมาอยู่ที่ 85.3 จากผลกระทบต้นทุนการผลิต ราคาน้ำมันดีเซล และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ดี ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของไทยยังคงยืนเหนือระดับ 50 ที่ 52.7 สะท้อนว่าภาคการผลิตยังคงอยู่ในเกณฑ์ขยายตัว

    ทางด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยโดยรวมยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.89% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานทรงตัวที่ 0.83% สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2569 อยู่ที่ 66.4% ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ส่วนทุนสำรองระหว่างประเทศยังสูงถึง 2.86 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมรับมือความผันผวนจากภายนอก สอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่มีทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากดัชนี PMI ทั่วโลกที่ยืนเหนือระดับ 50 จุด

    ทั้งนี้ บรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินไทยยังคงได้รับความสนใจจากเม็ดเงินต่างชาติ โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 25 พ.ค. 2569 นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยสะสม 19,975.02 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้สูงถึง 30,482.15 ล้านบาท ตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของพันธบัตรรัฐบาลและสินทรัพย์ไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1236117&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rC-61h1yNb7jjjkGwc4hh

  • 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม ยกระดับ ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน’ สำรวจบทบาทเวียดนามที่มีต่อไทย

    50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม ยกระดับ ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน’ สำรวจบทบาทเวียดนามที่มีต่อไทย

    เมื่อวานนี้ (27 พฤษภาคม 2026) โต เลิม (Tô Lâm) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พร้อมด้วยภริยา โง เฟือง ลี (Ngô Phương Ly) เดินทางถึงประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาลไทย ซึ่งจะใช้เวลาพำนักอยู่ที่ประเทศไทยระหว่างวันที่ 27-28 พฤษภาคม 2026

    การเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนประเทศไทย ‘ครั้งแรก’ ของโต เลิม หลังขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศ อีกทั้งไทยยังเป็น ‘ประเทศแรก’ ของอาเซียน ที่โต เลิมเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการในฐานะประธานาธิบดีเวียดนามอีกด้วย

    ขณะเดียวกัน การเยือนรอบนี้ยังมีความสำคัญอีกประการ เนื่องจากวันที่ 6 สิงหาคมที่จะถึงนี้ จะถือเป็นวาระ ‘ครบรอบ 50 ปี’ ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม ภายหลังที่ทั้ง 2 ประเทศสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการเมื่อปี 1976

    นอกจากเป็นการเยือนเพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นแล้ว การพบกันระหว่างผู้นำทั้ง 2 ชาติ ยังอาจเปิดโอกาสใหม่ๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และความร่วมมือระดับภูมิภาคอีกด้วย

    The Momentum พูดคุยกับ รองศาสตราจารย์ ดร.พิทยา สุวคันธ์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อย้อนมองอดีต ทำความเข้าใจปัจจุบัน และตั้งรับเส้นทางอนาคตของความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม 

    ย้อนรอยความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติ ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา

    ก่อนการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ไทยและเวียดนามเคยมีขั้วอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกันในช่วงที่สงครามเย็นกำลังร้อนระอุ โดยไทยเลือกยืนหยัดเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา ในฐานะเสรีนิยมประชาธิปไตย ขณะที่ฝ่ายเวียดนามเหนือเข้าร่วมกับสหภาพโซเวียตและยึดแนวทางสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

    เมื่อกระแสการแข่งขันด้านอุดมการณ์การเมืองในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มคลี่คลายลงในปี 1975 เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้สามารถรวมประเทศได้สำเร็จ ภายใต้การนำของ โฮ จิ มินห์ (Hồ Chí Minh) รัฐบุรุษคนสำคัญและประธานาธิบดีคนแรกของเวียดนามเหนือ 

    ต่อมา ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 ประเทศไทยภายใต้การนำของ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ได้ผลักดันนโยบายสำคัญอย่าง ‘เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า’ เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีน ผ่านการใช้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์

    พลวัตดังกล่าวนำไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเวียดนามอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 สิงหาคม 1976 ก่อนที่ทั้ง 2 ประเทศจะเริ่มต้นกระชับความร่วมมือในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

    อนึ่ง หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญภายในเวียดนาม เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลเริ่มต้นปฏิรูปประเทศผ่านการประกาศใช้นโยบาย ‘โด่ยเหมย’ (Đổi Mới) ในปี 1986 ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของประเทศครั้งใหญ่ จากเดิมรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง (Centrally Planned Economy) มาสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดแนวสังคมนิยม (State-Led Market Economy) ที่ถึงแม้จะยังมีรัฐเป็นศูนย์กลาง แต่ก็เปิดโอกาสให้กลไกตลาดเข้ามามีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น

    ผลจากนโยบายดังกล่าวทำให้เวียดนามเริ่มเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาภายในประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) และทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยร้อยละ 6-7 ต่อปี นับตั้งแต่ปี 1986 เป็นต้นมา

    พิทยาชี้ว่า ในจุดนี้ นอกจากเวียดนามจะมองจีน หนึ่งในมหาอำนาจของโลกและประเทศพี่น้องที่มีความใกล้ชิดทางอุดมการณ์ ในฐานะ ‘ต้นแบบ’ ของการพัฒนาแล้ว เวียดนามยังมองไทยเป็นอีกหนึ่งต้นแบบสำคัญเช่นกัน

    โดยเวียดนามมองว่า ไทยเป็นประเทศที่มีพัฒนาการโดดเด่นและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจ นับตั้งแต่เริ่มดำเนินแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติในปี 1961 จนถึงปัจจุบัน

    นอกจากนี้ ปัจจุบันเวียดนามยังเดินหน้าเร่งพัฒนาประเทศผ่าน ‘การปฏิรูปโครงสร้างรัฐ’ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นมาตรการปราบปรามคอร์รัปชัน การยุบหรือควบรวมกระทรวง ทบวง กรม เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการทำงานของภาครัฐ ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการ และจวบจนถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจเวียดนามก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีอัตราการเติบโตสูงถึงร้อยละ 7.5 ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน

    เป้าหมายการพบกันของไทย-เวียดนามในครั้งนี้คืออะไร?

    ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ไทย-เวียดนามดำเนินความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจและผลประโยชน์ร่วมกัน โดยล่าสุด หุ้นส่วนทั้ง 2 ประเทศยกระดับความสัมพันธ์เป็น ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน’ (Comprehensive Strategic Partnership: CSP) เพื่อขยายความร่วมมือในทุกมิติมากขึ้น ซึ่งครอบคลุมถึงความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ ตลอดจนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและประชาชน

    สำหรับการพบกันในครั้งนี้ พิทยามองว่า ทั้งไทยและเวียดนามต่างมีเป้าหมายร่วมกันในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันในฐานะ ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน’ ให้ใกล้ชิดและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกว่าเดิม

    1. ด้านการเมืองและความมั่นคง

    อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่า ในมุมมองเวียดนาม เวียดนามต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะหนึ่งใน ‘ผู้นำของอาเซียน’ ร่วมกับไทย ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในอาเซียนมาตั้งแต่ช่วงเริ่มก่อตั้งองค์กร

    ขณะที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา เวียดนามพยายามผลักดันบทบาทของตนเองให้โดดเด่นขึ้นมาเหนือกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งประกอบด้วยกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม โดยถือเป็นกลุ่มประเทศที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนภายหลัง และยังถูกมองว่าเป็นกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจช้ากว่าประเทศอื่นภายในภูมิภาค

    2. ด้านเศรษฐกิจ

    ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า เวียดนามกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเทศดาวเด่นของอาเซียน หลังเศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่องและผลิตภัณฑ์มวลรวม (Gross Domestic Product: GDP) ภายในประเทศ ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนเริ่มมีศักยภาพเหนือหลายประเทศในภูมิภาคในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ ไทยและเวียดนามต่างมีการลงทุนระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง และต้องการขยายหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-เวียดนามมากขึ้น ผ่าน ‘การเชื่อมโยง 3 ด้าน’ (Three Connects) ได้แก่ 

     1. ด้านห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมที่เกื้อหนุนกัน 

     2. ด้านเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมและรายย่อย รวมถึงธุรกิจท้องถิ่น 

     3. ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่างรูปแบบเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน กับเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG) ของประเทศไทย และยุทธศาสตร์การพัฒนาสีเขียวของเวียดนาม

    3. ด้านสังคมและวัฒนธรรม

    ในการเยือนครั้งนี้ ผู้นำสูงสุดของเวียดนามยังต้องการกระชับความสัมพันธ์กับ ‘กลุ่มเวียดนามโพ้นทะเลในประเทศไทย’ ซึ่งถือเป็นชุมชนที่มีบทบาทและอิทธิพลไม่น้อยในสังคมไทย โดยพิทยาชี้ว่า ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา วัฒนธรรมเวียดนามเริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือแฟชั่นแบบเวียดนาม

    ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ ก็มีความใกล้ชิดมากขึ้นเช่นกัน เห็นได้จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติของเวียดนามหลายแห่งทั่วประเทศเริ่มเปิดหลักสูตรไทยศึกษา ขณะที่มหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทยหลายแห่งก็เปิดสอนภาษาเวียดนามมากขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีโครงการแลกเปลี่ยนนิสิต-นักศึกษาระหว่าง 2 ประเทศ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านภาษา การศึกษา และวัฒนธรรมร่วมกัน

    ในด้านการท่องเที่ยว ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนามก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 มีชาวเวียดนามเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยราว 6 แสนราย ขณะที่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปเวียดนามประมาณ 3 แสนราย

    ปัจจุบันมีการพูดถึง ‘Rising Vietnam’ มากขึ้น ไทยควรมองประเด็นนี้อย่างไร?

    อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ชี้ว่า ในตอนนี้หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนาม

    กล่าวคือ ความเป็นหุ้นส่วนดังกล่าวสามารถสร้างผลประโยชน์ร่วมกันอย่างมหาศาล และนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    เพื่อให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้น พิทยายกตัวอย่างความร่วมมือในแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันตก ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างเวียดนาม ลาว ไทย กับพม่า โดยมีจุดเริ่มต้นที่เมาะลำไย เมียวดี แม่สอด พิษณุโลก ขอนแก่น มุกดาหาร สะหวันนะเขต เว้ และสิ้นสุดที่ดานัง

    กิจกรรมที่ตามมาจากความร่วมมือดังกล่าวคือ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่าง 4 ประเทศ รวมถึงเพิ่มการกระชับความร่วมมือระหว่างภูมิภาคมากขึ้น

    นอกจากนี้ ไทยและเวียดนามยังมีการลงทุนและการค้าระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง โดยไทยมุ่งส่งออกสินค้าในกลุ่มเคมีภัณฑ์และอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปไปยังเวียดนาม ขณะที่เวียดนามส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าสู่ตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง

    พิทยาอธิบายเพิ่มเติมว่า แม้ไทยและเวียดนามจะมีจุดแข็งทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน แต่ทั้งสองประเทศกลับสามารถเกื้อหนุนกันได้เป็นอย่างดี โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามเริ่มเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมสมัยใหม่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยี AI หรืออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

    ขณะที่ประเทศไทยยังคงมีความโดดเด่นในฐานะศูนย์กลางด้านการแพทย์ การท่องเที่ยว และการศึกษา ซึ่งยังถือเป็นจุดแข็งสำคัญและอยู่ในระดับแนวหน้าของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า การเติบโตของเวียดนามจึงไม่ได้หมายถึงการสูญเสียความได้เปรียบของไทย ในทางกลับกันสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ร่วมกันให้กับไทยมากขึ้น

    เวียดนามกับอาเซียน

    เมื่อถามถึงบทบาทของเวียดนามในเวทีอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มองว่า แม้เวียดนามต้องการยกระดับบทบาทของตนเองในฐานะประเทศผู้นำอาเซียนร่วมกับไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของภูมิภาคท่ามกลางการแข่งขันทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของชาติมหาอำนาจ

    ในอีกด้านหนึ่ง เวียดนามเองยังคงให้ความสำคัญกับเสถียรภาพภายในประเทศเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ ไม่ว่าจะเป็นข้อพิพาทในทะเลจีนใต้กับจีน หรือการรักษาความสัมพันธ์และสร้างเสถียรภาพกับประเทศที่มีพรมแดนติดกันอย่างกัมพูชา

    ด้วยเหตุนี้ เวียดนามจึงยังมองความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นประเด็นความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีเป็นหลัก ขณะเดียวกัน เวียดนามยังคงผลักดันและสนับสนุนหลักการสำคัญของอาเซียน ทั้งแนวคิดไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก และหลักฉันทมติ (Consensus) ที่กำหนดให้ทุกข้อตกลงต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันจากทุกประเทศสมาชิกเสมอ

    ไทย-เวียดนามกับชาติมหาอำนาจ สงคราม และวิกฤตพลังงาน

    สำหรับผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมันและพลังงาน อันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง พิทยามองว่า ประเด็นดังกล่าวสะท้อนลักษณะของความขัดแย้งระหว่างประเทศไม่ต่างจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน หรือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของหลายภูมิภาคทั่วโลก

    ในมุมนี้ พิทยามองว่า ไทยและเวียดนามจำเป็นต้องร่วมมือและผนึกกำลังกันให้มากขึ้น เพื่อรักษาดุลอำนาจต่อรอง รวมถึงเสริมสร้างความมั่นคงของอาเซียน ท่ามกลางการแข่งขันและแรงกดดันจากชาติมหาอำนาจที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    เนื่องจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของโลก โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมและการค้าระหว่างประเทศที่สามารถเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกเข้าด้วยกัน อีกทั้งยังสร้างผลประโยชน์มหาศาลให้กับภูมิภาคอาเซียน

    อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวก็มีความเปราะบางมากขึ้นเช่นกัน ท่ามกลางความพยายามของชาติมหาอำนาจที่ต้องการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ หลังช่องแคบฮอร์มุซเผชิญข้อจำกัดจากการถูกปิด และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    “เราต้องยืดหยัดในเรื่องการสร้างความมั่นคงไปด้วยกัน พร้อมๆ กับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่อเร่งการเติบโตให้มากขึ้น” พิทยากล่าวทิ้งท้าย

    ที่มา:

    https://www.mfa.go.th/th/content/official-visit-to-vietnam-2025-th?cate=5d5bcb4e15e39c306000683b

    https://themomentum.co/analysis-vietnam-state-reformation/

    https://english.vov.vn/en/travel/vietnamese-arrivals-to-thailand-see-sharp-decline-in-2025-post1256092.vov

    Tags: , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/feature-50th-anniversary-of-thailand-vietnam/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2U2_s7fsMMNhi1Cpzx3w2Q