Blog

  • เมืองใหญ่ขับเคลื่อนการบริโภคของอินเดีย คาด 100 เมืองหลัก มีมูลค่าการใช้จ่ายกว่า 74.5 ล้านล้านรูปีอินเดีย ในปี 2568/69

    เมืองใหญ่ขับเคลื่อนการบริโภคของอินเดีย คาด 100 เมืองหลัก มีมูลค่าการใช้จ่ายกว่า 74.5 ล้านล้านรูปีอินเดีย ในปี 2568/69

    จากรายงานของ The Many Urban Indias ซึ่งจัดทำโดย People Research on India’s Consumer Economy (PRICE) ร่วมกับ Tata Sons ระบุว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจอินเดียในระยะต่อไปจะได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการเติบโตของเมือง โดยเฉพาะ 100 เมืองหลักของประเทศ ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าการบริโภครวม 74.5 ล้านล้านรูปีอินเดีย ในปีงบประมาณ 2568/69 คิดเป็น ร้อยละ 61 ของการบริโภคในเขตเมือง และประมาณร้อยละ 31 ของการบริโภคทั้งประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเมืองในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและการบริโภคของอินเดีย

    รายงานยังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการใช้จ่ายของครัวเรือนในเขตเมือง ทั้งด้านรายได้ที่เพิ่มขึ้น การออมที่ขยายตัว และบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเมืองขนาดกลางและเมืองเกิดใหม่ ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจและกำลังซื้อภายในประเทศ

    เมืองใหญ่ 6 แห่งครองสัดส่วนการบริโภคเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ

    เมืองใหญ่ 6 แห่ง ได้แก่ เดลี (Delhi NCR) มุมไบ เบงกาลูรู เจนไน โกลกาตา และไฮเดอราบัด มีมูลค่าการบริโภครวม 34.2 ล้านล้านรูปีอินเดีย หรือคิดเป็นร้อยละ 46 ของการบริโภคใน 100 เมืองหลัก

    โดยครัวเรือนในกลุ่มเมืองดังกล่าวมีรายได้เฉลี่ย 2.3 ล้านรูปีอินเดียต่อปี มีการใช้จ่ายเฉลี่ย 1.35 ล้านรูปีอินเดียต่อปี และมีอัตราการเติบโตของการบริโภคเฉลี่ยร้อยละ 10.9 ต่อปี ในช่วงปี 2558–2569 

    image.png
    image.png

    สัดส่วนการใช้จ่ายของครัวเรือนเขตเมือง

    รายงานระบุว่า โครงสร้างการใช้จ่ายของครัวเรือนในเขตเมืองส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหมวดที่ไม่ใช่อาหาร โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภค ซึ่งมีมูลค่าการใช้จ่ายรวม 17 ล้านล้านรูปีอินเดีย รองลงมาคือ ค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง มูลค่า 15.8 ล้านล้านรูปีอินเดีย ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและการรักษาพยาบาลมีมูลค่า 4.9 ล้านล้านรูปีอินเดีย และ 3.5 ล้านล้านรูปีอินเดีย ตามลำดับ

    image.pngแนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าค่าครองชีพในเขตเมือง โดยเฉพาะด้านที่อยู่อาศัยและการเดินทาง ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคอินเดีย

    image.png

    ผักและผลไม้เป็นหมวดอาหารที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงที่สุด

    ในกลุ่มสินค้าอาหาร พบว่า ผักและผลไม้ มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุดอยู่ที่ 4.6 ล้านล้านรูปีอินเดีย รองลงมา ได้แก่ ผลิตภัณฑ์นม มูลค่า 4 ล้านล้านรูปีอินเดีย และ ธัญพืชและถั่ว มูลค่า 3.4 ล้านล้านรูปีอินเดีย สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่ผู้บริโภคในเขตเมืองให้ความสำคัญกับการบริโภคอาหารสดและอาหารคุณภาพมากขึ้น

    image.png

    ครัวเรือนเมืองมีศักยภาพในการออมเพิ่มขึ้น

    รายงานระบุว่า ครัวเรือนในเขตเมืองมีเงินออมรวม 37.7 ล้านล้านรูปีอินเดียต่อปี หรือเฉลี่ย 6 แสนรูปีอินเดียต่อครัวเรือนต่อปี โดยครัวเรือนในเมืองใหญ่ทั้ง 6 แห่ง มีเงินออมรวม 9.7 ล้านล้านรูปีอินเดีย

    ทั้งนี้ รูปแบบการออมที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ การฝากเงินกับธนาคารและไปรษณีย์ ซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 89 ของครัวเรือน รองลงมา คือ การเก็บเงินสดไว้ใช้ยามฉุกเฉิน และการออมเพื่อการศึกษาของบุตร

    image.png
    image.png

    การใช้จ่ายช่วงวันหยุดสูงกว่าวันทำการอย่างมีนัยสำคัญ

    นอกจากนี้ รายงานพบว่า ผู้บริโภคในเขตเมืองมีการใช้จ่ายเฉลี่ยในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ 10,732 รูปีอินเดียต่อวัน สูงกว่าการใช้จ่ายในวันทำการซึ่งอยู่ที่ 6,724 รูปีอินเดียต่อวัน หรือสูงกว่าประมาณ 1.6 เท่า โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มแฟชั่น ซึ่งมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า ในช่วงวันหยุด สะท้อนถึงการขยายตัวของการบริโภคเพื่อการพักผ่อนและการใช้ชีวิต (Lifestyle Consumption)

    image.png

    ข้อคิดเห็น

    ผลการศึกษาสะท้อนว่า กำลังซื้อของผู้บริโภคอินเดียยังคงกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ขณะที่เมืองขนาดกลางและเมืองเกิดใหม่ (Boomtowns และ Breakout Cities) มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านรายได้ จำนวนครัวเรือน และการใช้จ่าย จึงเป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญควบคู่กับเมืองหลัก อาทิ เดลี มุมไบ และเบงกาลูรู

    นอกจากนี้ การที่ผู้บริโภคอินเดียมีการใช้จ่ายด้านผักและผลไม้ในมูลค่าสูง ประกอบกับการขยายตัวของการบริโภคอาหารนอกบ้านและการใช้จ่ายเพื่อการพักผ่อน สะท้อนถึงโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะผลไม้เมืองร้อน อาหารแปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน เครื่องดื่ม ตลอดจนร้านอาหารไทยและสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ตอบสนองผู้บริโภคเมืองที่มีกำลังซื้อสูง

    โดยสรุป การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริโภคของอินเดียสะท้อนถึงศักยภาพของตลาดเมืองที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการไทยจึงควรติดตามพัฒนาการของกำลังซื้อและพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดกลยุทธ์การทำตลาดให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ และใช้ประโยชน์จากการขยายตัวของชนชั้นกลางในเขตเมือง ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจอินเดียในระยะยาว

    แหล่งอ้างอิง

    1. Visually Urban India Drive Consumption. The Hindubusinessline.

    2PRICE and Tata Sons. The Many Urban Indias Report.

    3The Times of India. Bengaluru, Chandigarh, Delhi top average income: Report.

    4Mint. The urban Indian landscape is changing in ways that favour economic expansion.

    5. Moneycontrol. Metros dominate incomes, but Tiruppur and Surat outshine in household spending.

    6. The Economic Times. Urban India spends 1.6x more on weekends than weekdays: Study.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/post-knowledge/on6x6knuabjavs3u00ei4w1h&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tezf__LE9cJTA9lTNws_N

  • 3 อดีตนายกฯ ตระกูลชินวัตร พบผู้นำอินโดนีเซีย ถกเศรษฐกิจ-การลงทุน

    3 อดีตนายกฯ ตระกูลชินวัตร พบผู้นำอินโดนีเซีย ถกเศรษฐกิจ-การลงทุน

    3 อดีตนายกฯ ตระกูลชินวัตร พบผู้นำอินโดนีเซีย ถกเศรษฐกิจ-การลงทุน

    ประธานาธิบดีอินโดนีเซียเปิดหารือกับอดีตนายกรัฐมนตรีไทย 3 คนจากตระกูลชินวัตร ได้แก่ ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ และ แพทองธาร ที่กรุงจาการ์ตา โดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอินโดนีเซียเผยการพบปะเป็นไปอย่างอบอุ่นและไม่เป็นทางการ ขณะที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ในฐานะสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษา Danantara ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และกลยุทธ์บริหารสินทรัพย์ เพื่อสนับสนุนการเติบโตระยะยาวของอินโดนีเซีย

    ประธานาธิบดีปราโบโว สุเบียนโต ของอินโดนีเซีย ให้การต้อนรับอดีตนายกรัฐมนตรีไทย 3 คนจากตระกูลชินวัตร ได้แก่ นายทักษิณ ชินวัตร (พ.ศ. 2544-2549) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (พ.ศ. 2554-2557) และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร (พ.ศ. 2567-2568) ในโอกาสเข้าพบหารือที่อาคารดานันทารา (Danantara) กรุงจาการ์ตา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2569 โดยบรรยากาศการพบปะเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลสำคัญของทั้งสองประเทศ

                            3 อดีตนายกฯ ตระกูลชินวัตร ร่วมพบ “ปราโบโว” ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ที่จาการ์ตา

    นายเทดดี อินทรา วิจายา เลขาธิการคณะรัฐมนตรีอินโดนีเซีย เปิดเผยผ่านบัญชีอินสตาแกรม @sekretariat.kabinet ว่า การหารือครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสานต่อเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างอินโดนีเซีย กับผู้นำและบุคคลสำคัญจากนานาประเทศ เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ ตลอดจนขยายความร่วมมือระหว่างประเทศในบริบทของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

                           3 อดีตนายกฯ ตระกูลชินวัตร ร่วมพบ “ปราโบโว” ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ที่จาการ์ตา

    ในการหารือ นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาของ Danantara ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับประธานาธิบดีปราโบโว รวมถึงคณะผู้บริหารของ Danantara ในหลายประเด็นสำคัญ ทั้งโอกาสการลงทุน การบริหารสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ และ แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอินโดนีเซียให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    Danantara ถือเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) และบริษัทบริหารการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอินโดนีเซีย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการบริหารสินทรัพย์ของรัฐ การลงทุนในโครงการยุทธศาสตร์ และการผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

    นอกจาก ประธานาธิบดีปราโบโว และ อดีตนายกรัฐมนตรีไทยทั้ง 3 คนแล้ว การประชุมยังมีผู้บริหารระดับสูงของ Danantara เข้าร่วม ได้แก่ นาย Rosan Roeslani ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท (Group CEO) นาย Dony Oskaria ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) และนาย Pandu Sjahrir ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน (Chief Investment Officer)

    ทั้งนี้ ฝ่ายเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอินโดนีเซีย ระบุว่า รัฐบาลอินโดนีเซียยังคงเดินหน้าสร้างความสัมพันธ์กับผู้นำและบุคคลสำคัญระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหลากหลายมิติ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และยกระดับบทบาทของอินโดนีเซียบนเวทีโลก ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/663634&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_ZVJDvxJjbWP5uIrcjy3c

  • โลกทึ่ง ‘เศรษฐกิจไทย’

    โลกทึ่ง ‘เศรษฐกิจไทย’

    ป่านนี้ “กู้ภัยไทย” มาช่วยนานแล้ว!

    ผมก็ว่า ฮู้ยยย…จะต้องบ่นไปไย เดี๋ยว “กู้ภัยฮุน เซน” ก็มาช่วยเก็บไปสวดเองแหละ

    เรื่องน้ำปีนี้ อย่าว่าแต่ที่เขมรเลย ที่ไทยก็ใช่ว่าจะนอนเอาตูดแช่น้ำได้เย็นใจ

    ที่หาดใหญ่ “จะซ้ำรอยเดิม” หรือไม่อย่างไร เมื่อวานเห็นนายกฯ ลงไปสำรวจตรวจตราแล้ว

    แต่ก่อนจะคุยเรื่องน้ำ….

    คุยเรื่องเศรษฐกิจบ้านเมืองไทยของเราก่อนดีกว่า เพราะ ๒-๓ ปีก่อนหน้านี้ ไทยได้รับการขนานนามว่า

    เป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย”!

    แต่มาปี ๒๕๖๙ นี้ ด้วยทีมหมอผ่าตัด “รัฐบาลอนุทิน”

    จาก “คนป่วยแห่งเอเชีย”

    ถูกหามออกจากห้องไอซียู แล้วชูให้เป็น “ดาวรุ่งดวงใหม่” ของเศรษฐกิจโลกไปแล้ว!!

    …………………………….

    “Chira Shing”

     Bloomberg ยกให้ ‘ไทย’ เป็น ‘ดาวรุ่งดวงใหม่’  เศรษฐกิจโลก!!!!

    จากก่อนหน้านี้ ที่ “The Financial Times” ได้เสนอบทวิเคราะห์ ขนานนามให้ประเทศไทยเป็น ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’

    จาก “เศรษฐกิจ” ชะลอตัวต่อเนื่อง

    และ “การเมือง” ที่ยังไร้เสถียรภาพ

    แต่ล่าสุดนี้ สำนักข่าว “Bloomberg” สื่อชั้นนำระดับโลก ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ ๒ ฉบับซ้อน

    ยกให้ไทยเป็น ‘ดาวรุ่งดวงใหม่’ (Rising Star) ของเศรษฐกิจโลก เรียบร้อยแล้ว!!!!!!

    “Bloomberg” วิเคราะห์ไว้ว่า สาเหตุมาจาก การที่ไทยเป็นหมุดหมายสำคัญ ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจาก ๒ เมกะเทรนด์ใหญ่

    อย่างกระแส “ปัญญาประดิษฐ์” (AI)

    และการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain Migration)

    รวมถึงความพร้อมของ “ระบบโลจิสติกส์” และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ data center

    ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ส่งผลให้ไทยกลายเป็น “ฐานการผลิตยุคใหม่” ที่มี “เสถียรภาพ” และ “ปลอดภัยสูง” ในสายตาของนักลงทุนข้ามชาติอีกด้วย

    Cr.เชียร์ลุง

    ………………………………

    แค่ “Bloomberg” อวยยศ ยังไม่พอ

    IMF ยังชี้เปรี้ยง ไทยเป็น ๑ ใน ๔ ประเทศที่ “เซอร์ไพรส์” เศรษฐกิจโลก”!!!

    อ่านรายละเอียดตามโพสต์นี้

    ……………………………………….

    “Sathit Talaengsatya

    IMF เอ่ยชื่อไทยตรงๆ ในรายงาน เศรษฐกิจโลก ขณะที่ กนง. เพิ่งแถลงมุมมองล่าสุดสัปดาห์เดียวกัน – เทียบกันแล้ว เจออะไรน่าสนใจ?

    สัปดาห์นี้ IMF เผยแพร่ World Economic Outlook Update  ฉบับ เดือนกรกฎาคม 2026

    พร้อมๆ กับที่ กนง.แถลงผลการประชุมรอบเดือนมิถุนายน 2026 ผมอ่านทั้งสองฉบับ “เทียบกัน” แบบละเอียด

    และพบว่า มีทั้งจุดที่ “มองต่างกัน” อย่างมีนัยสำคัญ และจุดที่ “บรรจบกัน” แบบที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อย ขอสรุปเป็น 6 ประเด็น

    1.ไทยถูก IMF เอ่ยชื่อตรงๆ ว่า เป็นหนึ่งในสี่ประเทศที่ “เซอร์ไพรส์” เศรษฐกิจโลก

    IMF จัดกลุ่มผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI รายใหญ่ที่สุดของโลก 4 ประเทศ คือ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ไทย และมาเลเซีย

    พบว่าไตรมาสแรกปี 2569 กลุ่มนี้ เติบโตเกินคาดการณ์เฉลี่ยถึง 4.4 percentage point

    ขณะที่ประเทศอื่นทั่วโลก กลับต่ำกว่าคาดเฉลี่ย -0.3  percentage point นี่คือการยืนยันจาก “สถาบันระดับโลก” ว่า

    ไทยไม่ได้แค่ “ได้อานิสงส์” จากวัฏจักร AI

    แต่อยู่ในกลุ่มประเทศที่ขับเคลื่อน “ภาพรวมเศรษฐกิจโลก” ได้ดีเกินคาดจริงๆ

    2.IMF และ กนง.ชี้ไปที่ตัวขับเคลื่อนตัวเดียวกันเป๊ะ โดยไม่ได้นัดหมายกัน

    อีกจุดที่ผมว่าน่าสนใจ คือ IMF ระบุชัดว่า ที่ปรับ GDP ไทยปี 2569 ขึ้น 0.4 percentage point เป็น 1.9% นั้น

    มาจาก “emergency fiscal measures” ร่วมกับการส่งออกและการลงทุนที่แข็งแกร่งในกลุ่มเทคโนโลยี

    ซึ่งตรงกับที่ กนง.เอง ระบุในสไลด์แถลงข่าวว่า “เป็นผลจาก พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน 4 แสนล้านบาท” รับมือ “วิกฤตพลังงาน”

    3.ประมาณการเศรษฐกิจต่างกัน แต่ถ้าปรับผลมาตรการชั่วคราวออก ตัวเลขจริงใกล้กันมาก

    IMF คาด GDP ไทยปี 2569 ที่ 1.9% และปี 2570 ที่ 2.2% ขณะที่ กนง. คาดสูงกว่าที่ 2.3% และ 1.8% ตามลำดับ

    ดูเผินๆ เหมือนมองต่างกันมาก…

    แต่ กนง.เอง ระบุในสไลด์ว่า ถ้าตัดผล “มาตรการรัฐ” ออก ตัวเลขปี 2569 จะเหลือ 1.8% ใกล้เคียงกับตัวเลขของ IMF ทันที

    ความต่างส่วนใหญ่ จึงมาจากมุมมองต่อมาตรการชั่วคราว  ไม่ใช่มุมมองต่อพื้นฐานเศรษฐกิจที่แท้จริง

    4.แม้ได้แรงหนุนจาก AI เต็มที่ ไทยก็ยัง “โตต่ำกว่าค่าเฉลี่ย” เศรษฐกิจโลกและกลุ่ม “ตลาดเกิดใหม่”

    IMF คาดเศรษฐกิจโลกโต 3.0% ปี 2569 และ 3.4% ปี 2570 ส่วนกลุ่มตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนาโดยรวม โต 3.8% และ 4.5% ตามลำดับ

    ขณะที่ไทย ไม่ว่าจะใช้ตัวเลขของ IMF หรือ กนง.ก็ยัง “โตต่ำกว่าค่าเฉลี่ย” ทั้งสองกลุ่มอย่างชัดเจน

    สะท้อนว่า แม้ไทยจะอยู่ในตำแหน่งที่ได้ประโยชน์จากวัฏจักรเทคโนโลยีโลก

    แต่ “ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ” ยังฉุดไทยให้โตต่ำกว่าเพื่อนบ้านในกลุ่มเดียวกัน

    5.สมมติฐานราคาน้ำมัน – จุดที่สองสถาบันมองตรงกันแบบแทบไม่ต่างกันเลย

    IMF ตั้งสมมติฐานราคาน้ำมันดูไบ เฉลี่ยที่ 89.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลปี 2569 และ 78.70 ดอลลาร์ปี 2570

    ขณะที่ กนง.ใช้ตัวเลข 90 ดอลลาร์ และ 80 ดอลลาร์ตามลำดับ ใกล้เคียงกันมาก จนแทบไม่มีนัยสำคัญ

    นี่คือสัญญาณที่ดีว่า…

    อย่างน้อย “สมมติฐานตั้งต้น” ด้านพลังงาน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญของทั้งเงินเฟ้อและดุลการค้า ไม่ใช่จุดที่สองสถาบันมองต่างกัน

    6.ความเสี่ยงที่ทั้งสองฝ่ายจับตาคล้ายกัน แต่ IMF มองมุมโลก ส่วน กนง. มองมุมในประเทศ

    IMF เตือนความเสี่ยงจากการแบ่งขั้วการค้าที่อาจรุนแรงขึ้น และความเสี่ยงจากการ “ปรับฐานของมูลค่าหุ้น” กลุ่ม AI ที่ปรับขึ้นมามากแล้ว

    ซึ่งอาจกระทบไทยเป็นพิเศษ เพราะเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI รายหลักของโลก

    ขณะที่ กนง.เน้นความเสี่ยงในประเทศ คือความสามารถในการแข่งขันของ SME และคุณภาพ “หนี้ครัวเรือน” ที่เปราะบาง

    ทั้งสองมุมมองเป็นความเสี่ยงคนละชั้น แต่เชื่อมโยงกัน หากแรงกดดันจากภายนอกที่ IMF เตือนเกิดขึ้นจริง

    จะยิ่งซ้ำเติมจุดเปราะบางในประเทศที่ กนง.กังวลอยู่แล้ว

    โดยสรุป ภาพจาก IMF และ กนง. ไม่ได้ขัดแย้งกันอย่างที่ตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจแสดง

    ทั้งสองสถาบัน “เห็นตรงกัน” ในตัวขับเคลื่อนหลักและสมมติฐานสำคัญ

    ความต่างที่เหลืออยู่คือมุมมองต่อความยั่งยืนของมาตรการกระตุ้นระยะสั้น และจุดที่ต้องจับตาคือ

    ไทยได้ประโยชน์จากวัฏจักร AI โลกจริง แต่ยังโตต่ำกว่าศักยภาพ เมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มเดียวกัน

    …………………………………….

    ครับ…เรื่องอย่างนี้ อ่านเอาสนุก “ไม่สนุก”

    แต่อ่านเอาสาระจะมี “ความสุข” ที่ได้เห็นประเทศจาก “ป่วยเรื้อรัง” กลายเป็นไทย Rising Star ในวงจร “เศรษฐกิจโลก”!

    ย้อนกลับมาเรื่องหาดใหญ่บ้าง….

    จากน้ำท่วมจนแห้งและใกล้จะเปียกรอบใหม่ ก็เกิดสงครามน้ำลายการเมืองเรื่องงบแก้ปัญหาน้ำท่วม

    จะจาระไนที่แต่ละคนพูดก็ยาวยืด ฉะนั้น จะยกจากที่มีผู้สรุปไว้มาให้อ่าน ดังนี้

    “Anucha Supasee”

    “นายกแป้น” โอด งบแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ ปี 70 ถูกตัดเกือบหมด เหลือเพียงเรือยาง 4 ลำ – สิบล้อ 3 คัน – ถนน 1 สาย

    ยัน “งบเทศบาลเหลือแค่ 42 ล้าน” ไม่ใช่ 200 ล้าน สามารถตรวจสอบได้

    เผยขุดลอกคูคลองดำเนินการแล้ว กว่า 200 กิโลเมตร มั่นใจ บอก “จัดสรรได้เท่าที่งบมี”

    นายณรงค์พร ณ พัทลุง (นายกแป้น) นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ที่

    “นายภราดร ปริศนานันทกุล” รมต.สำนักนายกฯ อัดคลิปชี้แจงกระแสวิจารณ์เรื่องการตัดงบปี 70 แก้ปัญหาน้ำท่วมให้หาดใหญ่

    นายกแป้นย้ำ “งบถูกตัดหมด” เรื่องห้องเรียนอัจฉริยะ เป็นของสมัย “อดีตนายกฯ คนก่อน ไม่ใช่ยุคของเขา

     ซึ่งที่เขาขอไปได้เพียงเรือยาง 4 ลำ รถสิบล้อ 3 คันและถนน 1 สาย ซึ่งยังไม่ทราบว่า จะได้หรือไม่ได้  ต้องเข้ากรรมาธิการงบฯ ในปีหน้าอีก

    นายกแป้นกล่าวถึงการจัดซื้อเจ็ตสกีว่า “เราก็ขอไป เพราะต้องใช้ แต่เขาตัดหมดแล้ว ได้เรือยางมาแค่   4 ลำ”

    นักข่าวถาม “การซื้อเจ็ตสกี มีราคา 8 ล้าน ใช่หรือไม่”?

    นายกแป้นตอบ “ไม่รู้” เราประมูล e-bidding แต่เขาตัดไปแล้ว เสนอไปเขาก็ตัด เหลือแค่เรือยาง 4 ลำ

    ส่วนวันนี้ ที่จะเจอนายกฯ ด้วยตนเอง จะพูดคุยเรื่องนี้มั้ย “ไม่ได้คุย” แค่มาต้อนรับตามปกติ

    เมื่อถามว่า “ของบประมาณไป ‘แต่ถูกตัด’ เสียกำลังใจมั้ย?”

    “ไม่เป็นไร ก็แล้วแต่เขา ให้อะไรก็เอา เราก็มาบริหารจัดการเพิ่มเติม”

     กรณีที่รัฐบาลบอกว่า “เทศบาลนครหาดใหญ่เหลืองบ 200 ล้านบาท” นายกแป้นตอบกลับทันทีว่า

    “เหลือ 42 ล้านบาทเอง สามารถดูได้ เพราะเป็นวิทยาศาสตร์ 2-3 เดือนที่แล้ว 200 ล้าน เราใช้ซ่อมโรงเรียนและถนน รวมถึงซ่อมอนามัย เพราะจมน้ำหมด

    และยังรวมถึงซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เพราะเทศบาลจมทั้งหมด นอกจากนี้ ยังลอกคูคลอง ซื้อเครื่องสูบน้ำกว่า 200 ล้าน เมื่อสองเดือนที่แล้ว ก็เลยเหลือ 42 ล้าน ฉะนั้นสามารถไปดูได้”

    ………………………………….

    ทีนี้ มาดู “คนกลาง” พูดบ้าง คุณ “กวีเหลวไหลแท้” โพสต์ว่า

    “กวีเหลวไหลแท้”

    กรณีดราม่า “รัฐบาลใจดำ” ไม่อนุมัติงบฯ ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ จากคำชี้แจง “ดร.ไพโรจน์ ชัยจีระธิกุล” รองประธานกรรมการฝ่าย Digital และนวัตกรรม หอการค้าสงขลา

     ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ กกร. สรุปให้เข้าใจง่ายดังนี้

    “นายกรัฐมนตรี” มีสิทธิ์อนุมัติงบประมาณได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านมติ ครม.จำนวน 100 ล้านบาท

    จึงสอบถามมายังเทศบาลต่างๆ ซึ่งประสบภัยน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากมีแผนจะประชุม “ครม.สัญจร” สงขลาเดือนมิถุนายน

    แต่ต้องเลื่อนออกไป เนื่องจากนายกฯ ติดภารกิจต่างประเทศ

    แต่ “งบประมาณเพื่อความเร่งด่วน” ส่วนนี้ ยังคงมีอยู่

    ซึ่งคณะกรรมการ กกร.ก็เชิญเทศบาลต่างๆ เข้าร่วมประชุม เพื่อให้เสนอของบประมาณในวงเงินที่ได้รับมา (ไม่เกิน 100 ล้าน)

    ในการประชุมหลายครั้ง เทศบาลนครหาดใหญ่ส่งเพียงรองปลัดเทศบาล (ชื่อรองฯ กบ) เข้าประชุม

    โดยนายกแป้น “ไม่เคยเข้าประชุมเลย” สักครั้ง ซึ่งรองฯ กบในฐานะตัวแทนเทศบาลนครหาดใหญ่ไม่ได้ของบประมาณในส่วนนี้

    โดยแจ้งต่อคณะกรรมการว่า “จะใช้งบสะสม” และรองบฯ ก้อนใหญ่จากรัฐบาลซึ่งจะตามมาในไม่ช้า

    “ดร.ไพโรจน์” ยืนยันว่า ได้สอบถามเรื่องนี้หลายครั้ง ก็ยังได้คำตอบเดิม (มีผู้ว่าราชการเป็นพยาน)

    งบประมาณส่วนนี้ จึงถูกจัดสรรให้เทศบาลอื่นที่ขอมาแทน

    เมื่อมีการประชุม “กรอ.ระดับประเทศ”

    “เทศบาลนครหาดใหญ่” กลับคิดขึ้นมาได้ จึงของบประมาณไปด้วย (ห้องเรียนอัจฉริยะและเจ็ตสกี) แต่สภาพัฒน์ไม่อนุญาต

    เนื่องจากฉุกเฉินเกินไป ทำอะไรไม่ได้แล้ว!

    ต่อมา “นายกแป้น” จึงโพสต์ “น้อยเนื้อต่ำใจ” ว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ “สส.จูรี” ก็นำไปขยายความต่อ

    คน “ไม่รู้ที่มา-ที่ไป” ก็ขานรับ…

    พิจารณากันเอาเองเถิดครับว่า “ใครหมู่-ใครจ่า ใครหมา-ใครแมว”!

    ……………………..

    เรื่องราวมันก็เป็นอย่างนี้แหละครับ…พี่น้อง

    “ใครแมว-ใครหมา” ใครจะพาไปเลี้ยงไว้ที่บ้าน…ก็เชิญ!          

    -เปลว สีเงิน

    ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1030310/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20KNutOQPN1c5PTmn4xQEU

  • จีน-ไทย เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจ หนุนพลังงานใหม่-สิ่งแวดล้อมยั่งยืน | เดลินิวส์

    จีน-ไทย เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจ หนุนพลังงานใหม่-สิ่งแวดล้อมยั่งยืน | เดลินิวส์

    สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ร่วมกับสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จัดงานสัมมนาครั้งสำคัญภายใต้หัวข้อ แผนพัฒนาเศรษฐกิจของจีน กับความหวังพลังงานใหม่ เพื่อสิ่งแวดล้อมยั่งยืน เมื่อวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ โดยการสัมมนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เป็นผู้กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยงานในวันนี้ ถือเป็นการเปิดหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทยจีน หรือ บทจ. รุ่นที่ 3 อย่างเป็นทางการ โดยมีผู้เข้ารับการอบรมจากภาคธุรกิจ สื่อมวลชน ภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งล้วนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศเข้าร่วมฟังอย่างคับคั่ง ทั้งนี้ หลักสูตรดังกล่าวร่วมจัดโดย ศูนย์เอเชียแอฟริกา China Media Group หรือ CMG และหอการค้าไทย-จีน ภายใต้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

    นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้กล่าวปาฐกถาโดยระบุว่า ปีนี้ถือเป็นปีแรกแห่งการเริ่มต้นแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน ซึ่งเป็นพิมพ์เขียวใหม่สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่มีคุณภาพสูง โดยจีนมุ่งมั่นที่จะรักษาการเติบโตของจีดีพีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และพร้อมที่จะเป็นกำลังที่มั่นคงท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อจนกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก ส่งผลให้หลายประเทศตระหนักว่าความมั่นคงทางพลังงานไม่สามารถพึ่งพาช่องทางภายนอกได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างระบบพลังงานภายในประเทศให้สมบูรณ์

    ในด้านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เอกอัครราชทูตจีนเปิดเผยว่า จีนได้สร้างระบบพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดและเติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยปัจจุบันกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนคิดเป็นร้อยละ 60 ของทั้งหมด และไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั่วประเทศทุก 10 หน่วย จะมี 4 หน่วยที่เป็นไฟฟ้าสีเขียว รวมถึงมีเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยจีนตั้งเป้าว่าภายในปี 2035 ปริมาณการจ่ายพลังงานที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิล อาทิ พลังงานลม แสงอาทิตย์ น้ำ และนิวเคลียร์ จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 2025 ยิ่งไปกว่านั้น ความสำเร็จนี้เกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม ไม่ใช่เพียงแค่การอุดหนุนจากรัฐบาลตามที่บางฝ่ายเข้าใจ ซึ่งทางออกที่แท้จริงของนานาประเทศคือการร่วมมือกันขยายตลาดและแบ่งปันนวัตกรรม

    สำหรับความร่วมมือระหว่างจีนและไทยในด้านพลังงานใหม่นั้น มีความเข้มแข็งและมีอนาคตที่สดใสอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งปัจจุบันมีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จีนเข้ามาลงทุนสร้างโรงงานในไทยแล้ว 8 บริษัท มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีกำลังการผลิตรวมกว่า 5 แสนคันต่อปี ช่วยสร้างงานโดยตรงกว่าหมื่นตำแหน่งและกระตุ้นการจ้างงานในท้องถิ่นอีกกว่าแสนคน พร้อมทั้งมีการฝึกอบรมวิศวกรไทยและดึงซัพพลายเชนชิ้นส่วนรถยนต์เข้ามาตั้งฐานผลิตในไทย เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร ทั้งนี้ จีนได้เสนอแนวทาง 3 ข้อเพื่อยกระดับความร่วมมือ ได้แก่ การเสริมสร้างประสานยุทธศาสตร์และนโยบายด้านพลังงานร่วมกัน การขยายการค้าและการลงทุนในห่วงโซ่มูลค่าพลังงานใหม่ รวมถึงการส่งเสริมการผนึกกำลังระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคลากรทักษะสูงในท้องถิ่น

    นอกจากนี้ นายจาง เจี้ยนเว่ย ได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับกระแสข่าวเรื่องทุนจีนสีเทา โดยเน้นย้ำว่าการลงทุนของจีนส่วนใหญ่ในประเทศไทยดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้หลักการได้ประโยชน์ร่วมกันและมีแนวคิดที่จะหยั่งรากลึกเพื่อทำประโยชน์ให้กับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรได้รับการเคารพและคุ้มครอง ส่วนผู้กระทำผิดกฎหมายบางรายนั้น ควรถูกดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเด็ดขาด แต่ไม่ควรนำคนกลุ่มน้อยนี้ไปเปรียบเทียบกับภาพรวมของชาวจีนและวิสาหกิจจีนทั้งหมดในไทย พร้อมระบุว่าที่ผ่านมาหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของจีนและไทยมีความร่วมมือที่ยอดเยี่ยมในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งการพนันออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยล่าสุดการปฏิบัติการร่วมแม่น้ำโขง 4 ประเทศก็ประสบความสำเร็จในการสร้างความปลอดภัยให้ภูมิภาคอย่างมาก พร้อมทิ้งท้ายว่าสถานทูตจีนยินดีร่วมมือกับทุกภาคส่วนของไทยในการนำเสนอภาพรวมความร่วมมือที่เที่ยงธรรมและสมบูรณ์สู่ประชาชนเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีสืบไป

    หลังจากจบช่วงปาฐกถาพิเศษ งานสัมมนาได้ทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้นด้วยการเปิดเวทีเสวนาในหัวข้อ วิกฤตพลังงานกับความยั่งยืน ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีบทบาทสำคัญในนโยบายพลังงานและอุตสาหกรรมของไทยมาร่วมระดมความคิดเห็น ได้แก่ นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ รองประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา นายบรม เอ่งฉ้วน โฆษกคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ นายกฤษฎา อุตตโมทย์ อดีตนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย โดยมี นางสาวชญาน์ทิพย์ โลจนะโกสินทร์ ผู้ประกาศข่าวเศรษฐกิจจากสถานีข่าว TNN เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งผู้ร่วมเสวนาต่างได้แสดงทัศนะและร่วมวิเคราะห์ทิศทางพลังงานใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลกและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย-จีนให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6017351/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s9R8DuD54UtX1z0h7m9KT

  • นายกฯ ไทย-มาเลเซีย เปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่-บูกิตกายูฮิตัม เชื่อมเศรษฐกิจชายแดน

    นายกฯ ไทย-มาเลเซีย เปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่-บูกิตกายูฮิตัม เชื่อมเศรษฐกิจชายแดน

    นายกฯ ไทย–มาเลเซีย เปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่–บูกิตกายูฮิตัม อย่างเป็นทางการเปิดประตูเศรษฐกิจชายแดน เชื่อมการค้า การลงทุน และการเดินทาง ตั้งเป้าร่วมขยายมูลค่าการค้าให้ถึง 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

    10 ก.ค.2569- เวลา 10.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมกับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นประธานพิธีเปิดถนนเชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัมอย่างเป็นทางการ ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือไทย–มาเลเซียในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานชายแดน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนและภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ

    โดยถนนเชื่อมต่อสายนี้จะเปิดให้ประชาชนและผู้ประกอบการใช้สัญจรและขนส่งสินค้าได้ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป หลังทั้งสองประเทศร่วมกันผลักดันโครงการต่อเนื่องหลายปี จนสามารถเชื่อมด่านศุลกากรของทั้งสองฝ่ายเข้าหากันได้อย่างสมบูรณ์

    ทั้งนี้ มีรัฐมนตรีและผู้ร่วมคณะ อาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก พลโทนรธิป โพยนอก ได้ภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นต้น

    จากนั้นพิธีเปิด นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้เดินผ่านประตูด่านศุลกากรทั้งสองฝั่ง พร้อมเดินมาจับมือกัน ณ จุดกึ่งกลางของด่าน เพื่อแสดงถึงมิตรภาพและความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและมาเลเซีย ก่อนที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซียจะเชิญนายกรัฐมนตรีเดินทางไปยังฝั่งมาเลเซียเพื่อร่วมเปิดแผ่นจารึกและรับประทานอาหารกลางวันในฐานะเจ้าภาพ โดยมีเมนูอาหารหลัก คือ ข้าวบาสมาตี แกงเนื้อวัวต้นกล้วยแบบดั้งเดิม ไก่อบซัมบัลแปร์ซิก ปลาหมึกผัดพริก ปลากระพงแดงเสิร์ฟพร้อมซอสเปรี้ยวหวาน สลัดผักรวมแบบดั้งเดิมท้องถิ่น ของหวานเป็นทุเรียนเซนดอล ขนมสไตล์มาเลเซีย

    โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่ให้เกียรติร่วมเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งชื่นชมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการขับเคลื่อนการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างสันติสุข และการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ของไทย-ภาคเหนือของมาเลเซีย เป้าหมายสู่การสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

    นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ด่านสะเดาใหม่นี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นประตูเศรษฐกิจที่จะเชื่อมโยงผู้คน การค้า และการลงทุนของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยด่านสะเดา–บูกิตกายูฮิตัม ถือเป็นประตูการค้าชายแดนที่สำคัญที่สุดของไทยกับมาเลเซีย และเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งหลักของภูมิภาค อำนวยความสะดวกทั้งการขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว และการเดินทางระหว่างสองประเทศ เชื่อว่าเมื่อถนนเชื่อมต่อเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ จะช่วยลดความแออัดบริเวณด่าน ลดระยะเวลารอคอยและต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ทำให้ผู้ประกอบการส่งออกนำเข้าสินค้าได้รวดเร็วขึ้น เกษตรกรสามารถนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจขนส่ง การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และบริการในจังหวัดชายแดนก็จะได้รับอานิสงส์จากการเดินทางที่สะดวกขึ้น

    นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวด้วยว่า จากการหารืออย่างเป็นทางการกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งพัฒนาการเชื่อมโยงพื้นที่ชายแดน ทั้งในพื้นที่สงขลา–เคดาห์ สตูล–เปอร์ลิส และนราธิวาส–กลันตัน ควบคู่กับการผลักดันเขตเศรษฐกิจชายแดน การอำนวยความสะดวกด้านศุลกากรและการตรวจคนเข้าเมือง เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชนทั้งสองประเทศ รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงชายแดนในครั้งนี้จะช่วยดึงดูดการลงทุนใหม่ สร้างการจ้างงาน เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน พร้อมสร้างความแข็งแกร่งให้สองประเทศเป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาคในระยะยาว

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ไทยและมาเลเซียตั้งเป้าร่วมกันให้ขยายมูลค่าการค้าให้ถึง 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมูลค่าการค้าผ่านด่านสะเดาเพียงด่านเดียวคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 80 ของการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียทั้งหมด สะท้อนบทบาทของพื้นที่แห่งนี้ในฐานะหัวใจของการค้าและโลจิสติกส์ระหว่างสองประเทศ

    สำหรับด่านสะเดา ตั้งอยู่ที่ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสงขลา มีพื้นที่โครงการกว่า 596 ไร่ มีการจัดช่องตรวจรถยนต์ฝั่งละ 11 ช่อง ช่องตรวจคนเข้าเมืองฝั่งละ 14 ช่อง และอาคารตรวจสินค้า หรือ Cargo Terminal รองรับรถบรรทุกเข้า-ออกขาละ 8 ช่องตรวจ พร้อมติดตั้งระบบ X-ray แบบ Fast Scan 2 เครื่อง และเครื่องชั่งน้ำหนักรถบรรทุก เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการตรวจปล่อยสินค้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/1029830/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FCJzA4RDnJDb4xjX7MSuq

  • นายกฯ ไทย-มาเลเซีย ร่วมเปิดด่านสะเดาแห่งใหม่ ดันเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว | one31.co.th

    นายกฯ ไทย-มาเลเซีย ร่วมเปิดด่านสะเดาแห่งใหม่ ดันเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว | one31.co.th

    บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด
    อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส 50 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก)
    แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

    บริษัทในเครือ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)
    www.theoneenterprise.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.one31.net/news/detail/79637&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z9OPhmoHlMJyvUKJDEKWg

  • นายกฯ ขอมั่นใจเงินกู้ก้อนนี้ทำเศรษฐกิจไทยกระเตื้องขึ้น ลั่นไม่มีล็อกสเปกแน่

    นายกฯ ขอมั่นใจเงินกู้ก้อนนี้ทำเศรษฐกิจไทยกระเตื้องขึ้น ลั่นไม่มีล็อกสเปกแน่

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/159783&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CdUDFrLqLFOUwt4y5zSqW

  • ส.อ.ท. ขอบคุณรัฐบาล หั่นราคาน้ำมัน ช่วยประชาชน-SME ฟื้นเศรษฐกิจ

    ส.อ.ท. ขอบคุณรัฐบาล หั่นราคาน้ำมัน ช่วยประชาชน-SME ฟื้นเศรษฐกิจ

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ส.อ.ท. ขอขอบคุณรัฐบาล กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่เร่งดำเนินมาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมัน

    โดยกลุ่มดีเซลลดลง 2.56 บาทต่อลิตร และกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ลดลง 2.51 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัว

    การปรับลดราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นการดำเนินนโยบายที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เพราะราคาพลังงานในประเทศควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และส่งผ่านประโยชน์จากราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลงไปยังประชาชนและผู้ประกอบการอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกเริ่มคลี่คลายจากความตึงเครียดก่อนหน้า

    มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง โลจิสติกส์ การกระจายสินค้า ต้นทุนวัตถุดิบ สินค้าเกษตร อาหาร และต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดในการแบกรับต้นทุน เมื่อราคาน้ำมันลดลง จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีพื้นที่ในการบริหารต้นทุนมากขึ้น ลดแรงกดดันต่อราคาสินค้า และช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการหายใจได้คล่องขึ้น

    นอกจากนี้ การลดราคาน้ำมันยังช่วยเสริมกำลังซื้อของประชาชน ลดภาระค่าเดินทาง และสร้างความเชื่อมั่นต่อการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ เพราะสะท้อนว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับการดูแลต้นทุนที่กระทบต่อชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจจริง

    อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่าการบริหารราคาพลังงานควรดำเนินควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างสมดุล เพื่อให้มาตรการระยะสั้นไม่สร้างภาระในระยะยาว พร้อมใช้จังหวะนี้เร่งวางรากฐานด้านพลังงานของประเทศ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อรองรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1242539&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28xHLXJrciVu6wzd_3vrHS

  • แบงก์ชาติฝรั่งเศสเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจปี 69 แม้เผชิญผลกระทบจากคลื่นความร้อน : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติฝรั่งเศสเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจปี 69 แม้เผชิญผลกระทบจากคลื่นความร้อน : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางฝรั่งเศสคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของฝรั่งเศสซึ่งใหญ่เป็นอันดับสองของยูโรโซนจะขยายตัว 0.2% ในไตรมาส 2/2569 หลังจากที่หดตัวลง 0.1% ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มประมาณการจากเดิมที่คาดว่าจะทรงตัว

    ธนาคารกลางฝรั่งเศสเปิดเผยในรายงานคาดการณ์ล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดี (9 ก.ค.) ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศสแข็งแกร่งขึ้นในไตรมาส 2 เนื่องจากกิจกรรมในภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้นในเดือนมิ.ย. ขณะที่ภาคบริการและการก่อสร้างต่างก็ฟื้นตัว 

    หลังจากผ่านพ้นเดือนพ.ค. อันซบเซาเนื่องจากมีวันหยุดราชการหลายวัน บริษัทส่วนใหญ่ของฝรั่งเศสก็สามารถรักษากิจกรรมทางธุรกิจเอาไว้ได้ในเดือนมิ.ย. แม้ว่าจะเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงเป็นประวัติการณ์ในช่วงปลายเดือนก็ตาม โดยบริษัทเหล่านี้ใช้วิธีเปลี่ยนเวลาทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของวัน

    ทั้งนี้ ธนาคารกลางฝรั่งเศสระบุว่า แม้อุณหภูมิที่สูงจัดจะส่งผลให้โครงการก่อสร้างบางโครงการล่าช้าลง และทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนตารางเวลาของโรงงาน แต่โดยทั่วไปแล้วภาคธุรกิจสามารถหลีกเลี่ยงการหยุดชะงักที่รุนแรงได้

    นอกจากนี้ ธุรกิจบางส่วนในภาคบริการยังได้รับประโยชน์จากคลื่นความร้อนครั้งนี้ โดยยอดจองห้องพักโรงแรมพุ่งสูงขึ้นจากลูกค้าที่ต้องการห้องพักที่มีเครื่องปรับอากาศ ขณะที่ยอดสั่งซื้อระบบทำความเย็นก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/613367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nEh6smZE_f4YgyyIN57_M

  • ส.อ.ท. ประเมินลดราคาน้ำมัน 2.56 บาท หนุน SMEs ฟื้นตัว ลดแรงกดดันต้นทุนเศรษฐกิจ

    ส.อ.ท. ประเมินลดราคาน้ำมัน 2.56 บาท หนุน SMEs ฟื้นตัว ลดแรงกดดันต้นทุนเศรษฐกิจ

    ส.อ.ท. ประเมินลดราคาน้ำมัน 2.56 บาท หนุน SMEs ฟื้นตัว ลดแรงกดดันต้นทุนเศรษฐกิจ

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีที่กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เร่งดำเนินมาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมัน โดยกลุ่มดีเซลลดลง 2.56 บาทต่อลิตร และกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ลดลง 2.51 บาทต่อลิตร ว่า 

    เป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัว

    ลดราคาน้ำมันสนองสถานการณ์เหมาะสม

    การปรับลดราคาน้ำมันดังกล่าวเป็นการดำเนินนโยบายที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เพราะราคาพลังงานในประเทศควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง 

    และส่งผ่านประโยชน์จากราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลงไปยังประชาชนและผู้ประกอบการอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกเริ่มคลี่คลายจากความตึงเครียดก่อนหน้า

    ส.อ.ท. ประเมินลดราคาน้ำมัน 2.56 บาท หนุน SMEs ฟื้นตัว ลดแรงกดดันต้นทุนเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง โลจิสติกส์ การกระจายสินค้า ต้นทุนวัตถุดิบ สินค้าเกษตร อาหาร และต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดในการแบกรับต้นทุน 

    เมื่อราคาน้ำมันลดลง จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีพื้นที่ในการบริหารต้นทุนมากขึ้น ลดแรงกดดันต่อราคาสินค้า และช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการหายใจได้คล่องขึ้น

    นอกจากนี้ การลดราคาน้ำมันยังช่วยเสริมกำลังซื้อของประชาชน ลดภาระค่าเดินทาง และสร้างความเชื่อมั่นต่อการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ เพราะสะท้อนว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับการดูแลต้นทุนที่กระทบต่อชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจจริง

    บริหารราคาน้ำมันคู่เสถียรภาพกองทุนฯ

    อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่าการบริหารราคาพลังงานควรดำเนินควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างสมดุล เพื่อให้มาตรการระยะสั้นไม่สร้างภาระในระยะยาว 

    รวมถึงใช้จังหวะนี้เร่งวางรากฐานด้านพลังงานของประเทศ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อรองรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/663666&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YbAOQ_9Wye2N-pfWx2iO3