Blog

  • สมาคมนักข่าวฯ เชิญสื่อมวลชนฟังปาฐกถาเอกอัครราชทูตจีน “เศรษฐกิจจีนในมุมมองใหม่” พร้อมเวทีวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์การเมืองโลก 16 ต.ค. นี้ – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    สมาคมนักข่าวฯ เชิญสื่อมวลชนฟังปาฐกถาเอกอัครราชทูตจีน “เศรษฐกิจจีนในมุมมองใหม่” พร้อมเวทีวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์การเมืองโลก 16 ต.ค. นี้ – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ขอเชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังการปาฐกถาพิเศษและเวทีสาธารณะ เพื่อเปิดมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจจีนและบทบาทของจีนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก

    กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้โครงการ “มองจีนยุคใหม่ สิ่งที่สื่อไทยควรรู้” รุ่นที่ 8 โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศจีนในมิติต่าง ๆ ทั้งเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนความเชื่อมโยงและผลกระทบที่มีต่อประเทศไทยและภูมิภาค

    ภายในงานได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “เศรษฐกิจจีนในมุมมองใหม่” เพื่อสะท้อนมุมมองต่อพัฒนาการและทิศทางเศรษฐกิจจีนในบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

    นอกจากนี้ ยังมีเวทีสาธารณะในหัวข้อ “จีนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์การเมืองโลก” ร่วมแลกเปลี่ยนและวิเคราะห์บทบาทของจีนในสถานการณ์ระหว่างประเทศ โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่

    รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

    นายกวี จงกิจถาวร คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

    รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการมูลนิธิอาเซียน

    ดำเนินรายการโดย นางสาววัชรินทร์ เศรษฐกุดั่น ผู้อำนวยการฝ่ายข่าวต่างประเทศ สำนักข่าวไทย บมจ. อสมท

    กิจกรรมจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00–12.00 น. ณ ห้องปาร์ควิว โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร (Best Western Chatuchak) กรุงเทพมหานคร

    สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ขอเชิญสื่อมวลชนจากทุกสังกัดที่สนใจประเด็นเศรษฐกิจจีน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์การเมืองโลก เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนมุมมองในเวทีดังกล่าว

    สื่อมวลชนที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ผ่านลิงก์ด้านล่าง

    ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน: https://forms.gle/v8cj42MSQLGEPVSu9

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tja.or.th/view/activities/media-movements/1459216&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KndvyOibz7teml-S-UdEI

  • IMF ชี้ไทยเป็นเจ้าภาพประชุมถูกจังหวะ สะท้อนบทบาทเอเชีย-แปซิฟิก เติบโตบนเวทีเศรษฐกิจโลก : อินโฟเควสท์

    IMF ชี้ไทยเป็นเจ้าภาพประชุมถูกจังหวะ สะท้อนบทบาทเอเชีย-แปซิฟิก เติบโตบนเวทีเศรษฐกิจโลก : อินโฟเควสท์

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางคริสตาลินา กอร์เกียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวในงาน Forbes Global CEO Conference เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ถึงการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในสัปดาห์หน้าว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ท่ามกลางบทบาทของภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจโลกตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

    ซึ่งนับตั้งแต่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อปี 2534 บทบาทของภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกในเศรษฐกิจโลกได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของภูมิภาคเพิ่มขึ้นจากประมาณ 25% เป็น 43% ของ GDP โลก สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจโลก และบทบาทที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

    ทั้งนี้ การเติบโตของภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกเป็นผลจากการขยายตัวของการค้า การลงทุน และภาคการผลิต ตลอดจนการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าโลก ส่งผลให้ภูมิภาคมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก และเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีศักยภาพด้านการลงทุนและการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ

    “การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งสำคัญนี้ นับเป็นโอกาสในการแสดงศักยภาพและยกระดับบทบาทของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในสายตาประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนมุมมอง กระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ และต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว 

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/661288&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gTwN1aL436_iQrn9SWu5O

  • พลิกโฉมท่าเรือเอเชียสู่ ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ โอกาสทอง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

    พลิกโฉมท่าเรือเอเชียสู่ ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ โอกาสทอง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ภาคอุตสาหกรรมทางทะเลกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” เพื่อรับมือวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสร้างโอกาสการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดคาร์บอนมูลค่าสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

    • ภาคอุตสาหกรรมทางทะเลกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” เพื่อรับมือวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสร้างโอกาสการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดคาร์บอนมูลค่าสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเป็นตลาดโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือที่ใหญ่ที่สุด โดยครองส่วนแบ่งตลาดถึง 45% และมีศักยภาพสูงในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
    • การลงทุนมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเชื้อเพลิงทางเลือก เช่น เมทานอลเขียวและแอมโมเนียเขียว เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593
    • การพลิกโฉมท่าเรือให้ความสำคัญกับ “ธรรมชาติและผู้คน” โดยมุ่งสร้างงานใหม่และใช้โซลูชันจากธรรมชาติเพื่อสร้างความยั่งยืนและความสามารถในการปรับตัว

    ท่าเรือและห่วงโซ่อุปทานทางทะเลทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อวิกฤติสภาพภูมิอากาศบีบให้ภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด พร้อมชู “ธรรมชาติและผู้คน” เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหาสมุทรแห่งอนาคต

    ในยุคที่มูลค่าทางเศรษฐกิจของมหาสมุทรพุ่งสูงถึง 2.6 – 5.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นเส้นทางลำเลียงการค้าโลกมากกว่า 80% ท่าเรือและศูนย์กลางการค้าจึงไม่ใช่แค่จุดจอดเรืออีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “หัวใจสำคัญ” ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy)

    ข้อมูลจากรายงานล่าสุดชี้ว่า ตลาดโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 70% โดยคาดว่าจะทะยานจาก 1.645 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2566 สู่ 2.783 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2575 โดยมีภูมิภาค “เอเชีย-แปซิฟิก” ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดถึง 45% และท่าเรือในประเทศกำลังพัฒนาของเอเชียยังรับมือกับตู้คอนเทนเนอร์ทั่วโลกไปสูงถึง 60 % ในปี 2567 ที่ผ่านมา

    เมื่อวิกฤติภูมิอากาศเคาะประตูท่าเรือ

    แม้การเติบโตจะรวดเร็ว แต่ความเสี่ยงจากโลกร้อนตามรายงานความเสี่ยงระดับโลก (Global Risks Report) ก็กำลังสร้างแรงกดดันอย่างหนัก ท่าเรือทั่วโลกต้องเผชิญหน้ากับสภาพอากาศสุดขั้ว การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น

    สถิติที่น่าตกใจระบุว่า ความท้าทายด้านการดำเนินงานของท่าเรือในยุโรปที่เชื่อมโยงกับสภาพภูมิอากาศ พุ่งสูงจาก 41 % ในปี 2561 มาอยู่ที่ 69% ในปี 2568 เช่นเดียวกับท่าเรือหลักในเอเชียที่มีความเสี่ยงสูงต่อภัยธรรมชาติเหล่านี้

    อย่างไรก็ตาม วิกฤตินี้มาพร้อมกับโอกาส การปรับปรุงท่าเรือให้พร้อมรับอนาคต (Future-proofing) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน สามารถปลดล็อกมูลค่าสะสมได้มากกว่า 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 แต่ต้องแลกมาด้วยการลงทุนมหาศาลและการลงมือทำอย่างจริงจัง

    ทางสองแพร่ง ดีคาร์บอนไนเซชันและความยืดหยุ่น

    เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2550 (ค.ศ. 2050) ตามข้อกำหนดขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) กำลังผลักดันให้ภาคการเดินเรือต้องเปลี่ยนผ่านไปใช้เชื้อเพลิงทางเลือก เช่น เมทานอลเขียว แอมโมเนียเขียว และ e-fuels สังเคราะห์

    ความท้าทายคือ โครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันยังตามไม่ทัน ความต้องการแปลงสภาพเรือ (Retrofit) สูงถึงกว่า 1,000 ลำต่อปี แต่กำลังการผลิตทั่วโลกในปี 2568 กลับทำได้เพียงราว 465 ลำเท่านั้น ทำให้ต้องเร่งพัฒนาทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกในการเติมเชื้อเพลิง อู่ต่อเรือ และโครงสร้างพื้นฐานบนบก ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้งบลงทุนสูงถึง 1 – 1.4ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย 87% จะถูกเทงบไปที่โครงสร้างพื้นฐานบนบก

    คนและธรรมชาติ สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์

    การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้มองแค่เรื่องเครื่องจักร แต่ยังสร้างงานใหม่ๆ รองรับแรงงานในภาคการเดินเรือที่มีอยู่เดิมกว่า 30 ล้านคน และสร้างประโยชน์ทางอ้อมอีก 90 ล้านตำแหน่ง โดยเชื้อเพลิงไร้มลพิษอาจสร้างงานได้อีกถึง 4 ล้านตำแหน่งในห่วงโซ่อุปทานพลังงานภายในปี 2550

    หัวใจสำคัญของการสร้างความยืดหยุ่นคือการนำ “ธรรมชาติและผู้คน” มาเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ ผสานโซลูชันอิงธรรมชาติ (Nature-based Solutions) และการออกแบบที่เกื้อหนุนธรรมชาติเข้ากับระบบบริหารจัดการน้ำและของเสีย เพื่อให้ท่าเรือไม่เพียงแต่ลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังช่วยปกป้องชายฝั่งและสร้างชุมชนที่เข้มแข็งไปพร้อมกัน

    โอกาสทองของเอเชียสู่ผู้นำระดับโลก

    ด้วยขนาดและอัตราการเติบโตของท่าเรือในเอเชีย โดยเฉพาะอินเดียที่ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าเรือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ประกอบกับยุทธศาสตร์ระดับชาติอย่าง Sagarmala ทำให้เอเชียมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำ

    หากภูมิภาคนี้สามารถบูรณาการความยั่งยืน การลดคาร์บอน และการดูแลรักษาธรรมชาติเข้ากับการตัดสินใจลงทุนตั้งแต่วันนี้ ท่าเรือเอเชียจะไม่ใช่แค่จุดผ่านสินค้าธรรมดา แต่จะเป็น “ประตูบานใหญ่” สู่เศรษฐกิจสีน้ำเงินที่ยืดหยุ่น แข่งขันได้ และยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป

    ที่มา :  World Economic Forum

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1255513&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RrMb6DwKxciuR7R1m04Kq

  • ธปท. อัด 4 มาตรการทางการเงิน อุ้ม SME-ฐานราก เข้าถึงทุนแสนล้าน

    ธปท. อัด 4 มาตรการทางการเงิน อุ้ม SME-ฐานราก เข้าถึงทุนแสนล้าน

    แบงก์ชาติ อัด 4 มาตรการ อุ้ม SME-ฐานราก เข้าถึงทุนแสนล้าน

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ เปิดเผยในงาน Thailand Economic Outlook 2027 New Horizon Beyond The Trap ช่วงสร้างอนาคตพลิกโฉมประเทศไทย จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 2.3% ถึงแม้ว่าระบบเศรษฐกิจจะสามารถรับแรงกระแทกและปรับตัวได้ดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ แต่ยังคงเติบโตในระดับต่ำและเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง โดยเฉพาะภาวะความเหลื่อมล้ำแบบ K-Shaped ที่ขยายวงกว้างในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตที่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งภาคการส่งออกกลุ่ม AI ขยายตัวสูงเกือบ 40% ในขณะที่สินค้าส่งออกที่ไม่ใช่ AI เติบโตเพียงประมาณ 5% เท่านั้น

    ทั้งนี้ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างการส่งออกของไทยยังมีการกระจุกตัวสูงมาก โดยผู้ส่งออกเพียง 1% เป็นผู้ครองมูลค่าการส่งออกกลุ่ม AI ถึง 82% อีกทั้งยังมีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ (Import Content) ในระดับสูง ส่งผลให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่ได้กระจายตัวไปสู่ภาคส่วนอื่นอย่างทั่วถึง

    ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำ

    นายวิทัย กล่าวต่อว่า ยังพบว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ หลังเผชิญวิกฤตการณ์ในแต่ละช่วงเวลา โดยก่อนวิกฤตปี 2540 เศรษฐกิจไทยเคยเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 7.3% แต่หลังวิกฤตการณ์ทางการเงินหลายครั้ง อัตราการเติบโตเฉลี่ยก็ลดลงมาเหลือ 5.3% ต่อมาเหลือ 3.7% จนกระทั่งหลังโควิด-19 เหลือเพียง 2.4% และโต 2.3% ในปัจจุบัน

    ขณะเดียวกันช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดยอด (SME) รวมถึงรายได้ของประชาชนยังปรับตัวกว้างขึ้นอย่างน่ากังวล โดยสถิติย้อนหลัง 15 ปีชี้ว่ารายได้ของภาคธุรกิจขนาดใหญ่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 300%

    ส่วนรายได้ของ SME กลับโตขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 200% เท่านั้น ด้านโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อพบว่า ธุรกิจขนาดใหญ่มีอัตราการเข้าถึงสินเชื่อสูงถึง 63% ในขณะที่ SME กลุ่มที่มีศักยภาพดีที่สุดกลับเข้าถึงสินเชื่อได้เพียง 21%

    อย่างไรก็ดีสิ่งที่น่ากังวลคือ แรงส่งทางเศรษฐกิจจากภาค SME หลังโควิด-19 ลดลงเหลือเพียง 1% จากเดิมที่เคยมีส่วนช่วยขับเคลื่อนถึง 1.9% ทั้งที่ SME คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 99.5% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมดในประเทศ มีการจ้างงานมากกว่า 13.6 ล้านคน หรือคิดเป็น 70% ของการจ้างงานทั้งหมด และสร้างมูลค่าต่อ GDP ถึง 35%
     

    ดัน 4 มาตรการ อุ้ม SME

    นายวิทัย กล่าวต่อว่า ธปท.ได้วางมาตรการ 4 เรื่อง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาเชิงระบบอย่างยั่งยืน ได้แก่ 1.การแก้ปัญหาหนี้เรือนเรือน 2.การส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อของ SME 3.การลดต้นทุนทางการเงิน และ 4.การป้องกันภัยทุจริตทางการเงิน  โดยเร่งรัดขับเคลื่อนมาตรการสำคัญ 3-4 ด้าน ประกอบด้วย การปรับลดต้นทุนทางการเงินและค่าธรรมเนียม เช่น การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายและการเปิดให้ประชาชนและ SME ตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโรได้ฟรีปีละ 2 ครั้ง

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย Keynote Speech | Thailand’s New Crossroad สร้างอนาคตพลิกโฉมประเทศ ในงาน Thailand Economic Outlook 2027 | New Horizon Beyond the Trap ณ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลรูม ชั้น 1, โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ  ภาพ ธิติ วรรณมณฑา (Thiti Wannamontha) #NationPhoto

    ทั้งนี้ยังสร้างกลไกค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ (New Credit Guarantee Mechanism) เป็นโครงสร้างถาวร โดยใช้เงินจากภาคเอกชนค้ำประกันกันเอง ตั้งเป้าอัดฉีดสินเชื่อเข้าสู่ระบบกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อช่วยเหลือ SME ในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
     
    ด้านการพัฒนาระบบข้อมูลทางเลือก (Alternative Data Exchange) โดยบูรณาการข้อมูลภาครัฐ ค่าน้ำ ค่าไฟ รายได้จากการค้าขายออนไลน์ และข้อมูลการชำระเงิน มาใช้ประเมินความเสี่ยงแทนการพึ่งพาเพียงรายการเดินบัญชีธนาคาร ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อย อาชีพอิสระ และผู้มีรายได้น้อย (Underserved) เข้าถึงระบบสินเชื่อได้ง่ายขึ้น และการจัดตั้ง Credit Portal หรือตลาดกลางสินเชื่อ ซึ่งจะเปิดตัวในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงผู้ขอกู้ที่มีศักยภาพกับสถาบันการเงิน เกิดการแข่งขันและลดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านข้อมูล

    จับมือหน่วยงานปลดล็อกข้อจำกัดเศรษฐกิจ

    สำหรับความร่วมมือระหว่าง ธปท. กระทรวงการคลัง และสมาคมธนาคารไทย ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระลอกใหม่นี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ช่วยให้ธุรกิจ SME ที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเป็นธรรม ทั่วถึง และยั่งยืน ซึ่งจะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เศรษฐกิจไทยในการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาวต่อไป   

    นอกจากนี้ประชาชนกลุ่มฐานรากและผู้มีรายได้น้อยต้องแบกรับภาระค่าครองชีพจากราคาสินค้าหมวดจำเป็น เช่น อาหารและพลังงาน ที่ปรับตัวสูงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อภาระหนี้สินและการดำรงชีวิต โดยกลุ่มผู้มีรายได้น้อยมีอัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงินสูงถึง 63% และกว่า 30% กำลังเผชิญปัญหาการชำระหนี้
     
    “หัวใจสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศจะแข็งแรงได้ ฐานรากต้องแข็งแรง ถ้าคนฐานรากไม่แข็งแรง ประเทศและธุรกิจก็ไปต่อได้ลำบาก” นายวิทัย กล่าว 

    นายวิทัย กล่าวต่อว่า  ด้วยเหตุนี้การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจึงไม่สามารถพึ่งพาเพียงนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวได้ โดยการใช้นโยบายการเงินอย่างเดียวมีผลจำกัดและลดลงเรื่อยๆ ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ทั้งหมด แต่ต้องอาศัยมาตรการร่วมกันระหว่างภาครัฐ สภา และแบงก์ชาติ

    ขณะที่การช่วยเหลือภาค SME นั้น ธปท. มีแนวทางในการคัดเลือกและสนับสนุนกลุ่มที่มีศักยภาพ ตลอดจนผลักดันให้เกิดการปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในโลกยุคใหม่ เนื่องจากกระบวนการอัดฉีดสินเชื่อเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

    ทั้งนี้หาก SME ไม่ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตหรือปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี อีคอมเมิร์ซ และการทุ่มตลาดจากสินค้านำเข้าต่างประเทศ ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่า SME ในช่วงเริ่มตั้งไข่หากได้รับสินเชื่อจะมีอัตราการรอดชีวิตสูงถึง 87-93% ในปีที่ 3 รวมถึงมีความสามารถในการสร้างกำไรและขยายธุรกิจได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับสินเชื่ออย่างชัดเจน

     “เราต้องเลือกช่วย SME ที่มีศักยภาพ และตัว SME เองก็ต้องปรับตัว แก้ไขกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เพราะคงไม่ใช่ SME ทุกรายที่จะรอดได้หากไม่ปรับตัว” นายวิทัย กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/financial-banking/670954&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tz9sSzkZjGQd-ogN1T9Uc

  • ‘โกลด์แมน แซคส์’ ชี้ไทยปรับปรุง MPI จ่อดัน GDP ครึ่งปีแรกโต 2.9%

    ‘โกลด์แมน แซคส์’ ชี้ไทยปรับปรุง MPI จ่อดัน GDP ครึ่งปีแรกโต 2.9%

    “โกลด์แมน แซคส์” ประเมินไทยปรับสูตรดัชนี MPI จ่อดัน GDP ไทยครึ่งแรกปี 2026 ขยายตัวเพิ่ม 0.5% โกลด์แมน แซคส์ ประเมินไทยปรับสูตรดัชนี MPI จ่อดัน GDP ไทยครึ่งแรกปี 2026 ขยายตัวเพิ่ม 0.5% ชี้ปัจจัยภายในยังเปราะบาง โตกระจุกตัวแค่กลุ่มอุปกรณ์ Data Center ระบุเศรษฐกิจจริงยังน่าห่วง SMEs ขาดสภาพคล่อง คาดแบงก์ชาติยังไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย

    บทวิเคราะห์ โกลด์แมน แซคส์ เมื่อวันที่ 5 ต.ค.2569 เจาะลึกเศรษฐกิจไทยถึงกรณีที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ประกาศปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ครั้งใหญ่เมื่อช่วงปลายเดือน ก.ย. 2026 ที่ผ่านมา 

    โกลด์แมน แซคส์ มองว่าเรื่องนี้จะส่งผลบวกต่อตัวเลขเศรษฐกิจทางสถิติ แต่ยังไม่อาจสะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจฐานรากได้ทั้งหมด

    รื้อสูตร MPI ดันเป้าการผลิตพุ่ง

    การปรับระเบียบวิธีคำนวณดัชนี MPI ครั้งนี้ สศอ. ได้ขยายขอบเขตเก็บข้อมูลให้ครอบคลุมโรงงานและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ระบบสำรองไฟ และอุปกรณ์รับส่งสัญญาณแสง (Optical Transceivers)

    ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากกรณีที่สหรัฐเปิดการไต่สวนตามมาตรา 301 (Section 301) ซึ่งระบุว่า ไทยมีปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน โดยใช้กำลังการผลิตอุตสาหกรรมต่ำกว่า 60% ติดต่อกันถึงสองปี 

    ทางการไทยจึงกลับมาตรวจสอบและพบว่า ฐานข้อมูลเดิมตกสำรวจโรงงานส่งออกขนาดใหญ่แห่งใหม่ไปหลายแห่ง ทำให้ตัวเลขการผลิตสวนทางกับการส่งออกที่ยังแข็งแกร่ง

    ทั้งนี้ ผลจากการอัปเดตข้อมูลให้สะท้อนความจริงมากขึ้น ทำให้ สศอ. ขยับเป้าหมายการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมในปี 2026 ขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่ 0-0.5% เป็น 2.75-3.75%

    ‘โกลด์แมน แซคส์’ ชี้ไทยปรับปรุง MPI จ่อดัน GDP ครึ่งปีแรกโต 2.9%

    ผลพลอยได้ดัน GDPโตเพิ่ม 0.5%

    ทีมนักวิเคราะห์โกลด์แมน แซคส์ นำโดย คริส โพห์ แดนนี สุวรรณพฤติ และแอนดรูว์ ทิลตัน ระบุในรายงานเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2026 ว่า ภาคการผลิตมีสัดส่วนถึง 25% ของ GDP ไทย ดังนั้น เมื่อดัชนี MPI ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญถูกปรับฐานให้สูงขึ้น ย่อมเปิดช่องให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจตามไปด้วย

    โกลด์แมน แซคส์ ประเมินว่า การปรับสูตรนี้จะทำให้ตัวเลข GDP ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 พุ่งขึ้น 0.5% จากเดิม 2.4% เป็น 2.9% ส่วนปี 2025 คาดว่าจะขยับเพิ่ม 0.5% จาก 2.4% เป็น 2.9% และปี 2024 อาจบวกเพิ่มเล็กน้อย 0.1% จาก 3.0% เป็น 3.1%

    เศรษฐกิจยังโตกระจุก

    แม้ตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมจะดูมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่โกลด์แมน แซคส์ เตือนว่า นี่ไม่ใช่การฟื้นตัวอย่างทั่วถึง หากเจาะลึกข้อมูลช่วงเดือน ม.ค.-ส.ค. 2026 ที่ดัชนี MPI ขยายตัว 4.0% จะพบว่าการเติบโตนั้น “กระจุกตัว” อยู่ในสินค้าเพียงชนิดเดียว คือ “อุปกรณ์รับส่งสัญญาณแสง” ซึ่งเป็นอุปกรณ์แปลงสัญญาณในเครือข่าย Data Center ซึ่งดันดัชนีให้ขยายตัวถึง 3.3%

    ในขณะที่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ตัวอื่นๆ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ หรือฮาร์ดดิสก์ ช่วยดันดัชนีเพิ่มเพียง 0.7% 

    ในทางกลับกัน อุตสาหกรรมอื่นๆ ที่อยู่นอกหมวดเทคโนโลยีกลับหดตัวติดลบ 0.1% สะท้อนให้เห็นว่าภาคการผลิตส่วนใหญ่ของไทยยังคงซบเซา หากตัดกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ออกไป

    ‘โกลด์แมน แซคส์’ ชี้ไทยปรับปรุง MPI จ่อดัน GDP ครึ่งปีแรกโต 2.9%

    คาด ธปท. ยังเมินขึ้นดอกเบี้ย

    ด้วยสภาพคล่องที่ยังตึงตัว โกลด์แมน แซคส์ ประเมินว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะไม่นำตัวเลข GDP ที่เพิ่มขึ้นทางสถิตินี้ มาเป็นเหตุผลในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากเศรษฐกิจจริง (Real Economy) ยังเผชิญ 3 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่

    1.วิกฤติสภาพคล่อง SMEs โดยธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่รองรับการจ้างงานถึง 70% และสร้างมูลค่า 30% ของ GDP กำลังเจอทางตันด้านสภาพคล่อง โดยสินเชื่อหดตัวต่อเนื่องมา 16 ไตรมาส และยังแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงถึง 6.9% สวนทางกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่จ่ายดอกเบี้ยเพียงราว 3%

    2.หนี้กองทุนน้ำมันทะลุแสนล้าน การขาดดุลของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงกว่า 100,000 ล้านบาท บีบให้ภาครัฐมีแนวโน้มต้องปล่อยให้ราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนจริงในระยะถัดไป ซึ่งจะซ้ำเติมต้นทุนธุรกิจและฉุดกำลังซื้อของครัวเรือน

    3.เงินเฟ้อยังจำกัดวง โกลด์แมน แซคส์ มองว่าธปท. จะขยับดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อเงินเฟ้อลุกลามไปสู่สินค้าหมวดอื่นๆ และมีแนวโน้มยืดเยื้อ แต่ปัจจุบันเงินเฟ้อของไทยยังจำกัดอยู่แค่ในหมวดพลังงานเป็นหลัก 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1255492&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39veNDF0Y2GRd8E38LoYOY

  • น้ำท่วมเสียหาย  3 หมื่นล้าน ฉุด GDP ร่วง 0.1-0.2% เกษตรกระทบหนักสุด

    น้ำท่วมเสียหาย  3 หมื่นล้าน ฉุด GDP ร่วง 0.1-0.2% เกษตรกระทบหนักสุด

    วันนี้ (8 ต.ค.2569) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วมอยู่ที่ประมาณ 22,000 – 30,000 ล้านบาท ซึ่งกระทบต่อ GDP ราว 0.1% – 0.2% โดยความเสียหายส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภาคการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวในภาคกลาง แต่ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยยังมีเม็ดเงินจากโครงการ “ไทยช่วยไทย Plus” รวมถึงงบเยียวยาอุทกภัยและเงินชดเชยจากประกันภัย ที่จะถูกอัดฉีดเข้ามาช่วยพยุงและชดเชยผลกระทบดังกล่าว

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

    หากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายได้ภายในเดือน ต.ค. และไม่มีปัจจัยลบซ้ำเติม บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยและการท่องเที่ยวจะค่อยๆ ทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ตั้งแต่ช่วง กลางเดือนพ.ย.2569 เป็นต้นไป

    นอกจากนี้ ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประจำเดือน ก.ย.2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,241 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 52.1 ซึ่งเป็นการปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ทั้งนี้ จากการประมวลผลสำรวจพบปัจจัยลบสำคัญ ที่ส่งผลให้ต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค ได้แก่ สถานการณ์อุทกภัย น้ำท่วมส่งผลกระทบอย่างหนักทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคเหนือ กระทบต่อทรัพย์สิน ผลผลิตเกษตร ตลอดจนการค้าและการท่องเที่ยว

    น้ำท่วมเสียหาย  3 หมื่นล้าน  ฉุด GDP ร่วง 0.1-0.2% เกษตรกระทบหนักสุด

    น้ำท่วมเสียหาย 3 หมื่นล้าน ฉุด GDP ร่วง 0.1-0.2% เกษตรกระทบหนักสุด

    ราคาพลังงานและค่าครองชีพสูง ราคาน้ำมันขายปลีกปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ขยับเกินระดับ 40 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือน ก.ย. ส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งและราคาสินค้าปรับตัวขึ้น กำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า และมีลักษณะ K-Shape รายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือนสูง รวมทั้งดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET) ลดลงประมาณ 36 จุด และเงินบาทอ่อนค่าเล็กน้อยมาอยู่ที่ 33.22 บาท/ดอลลาร์

    อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกที่ช่วยประคองกำลังซื้อไว้ ได้แก่ การต่ออายุโครงการ ไทยช่วยไทย Plus เพิ่มเติมอีก 2 เดือน (วงเงินเฉลี่ยเดือนละ 500 บาท รวม 1,000 บาท), การคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไว้ที่ 7% ต่ออีก 1 ปี และตัวเลขการส่งออกเดือน ส.ค.ที่ยังขยายตัวได้ดีถึง 24.3% และราคาสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าว ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน

    น้ำท่วมเสียหาย  3 หมื่นล้าน  ฉุด GDP ร่วง 0.1-0.2% เกษตรกระทบหนักสุด

    น้ำท่วมเสียหาย 3 หมื่นล้าน ฉุด GDP ร่วง 0.1-0.2% เกษตรกระทบหนักสุด

    ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 45.1 ด้านดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาส ในการหางานทำปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 61.2 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 34.8 ขณะที่ดัชนีในอนาคตปรับลงมาอยู่ที่ 60.7

    นอกจากนี้ ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายสินค้าหมวดต่างๆ ปรับตัวลดลงทั้งหมดเช่นกัน โดยดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่ อยู่ที่ 55.4 ดัชนีการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว อยู่ที่ 75.8 และดัชนีการลงทุนทำธุรกิจ อยู่ที่ 26.6 ด้านดัชนีภาวะค่าครองชีพในปัจจุบัน ร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 18.3 สะท้อนถึงความกังวลอย่างหนัก ต่อภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค

    น้ำท่วมเสียหาย  3 หมื่นล้าน  ฉุด GDP ร่วง 0.1-0.2% เกษตรกระทบหนักสุด

    น้ำท่วมเสียหาย 3 หมื่นล้าน ฉุด GDP ร่วง 0.1-0.2% เกษตรกระทบหนักสุด

    การลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน ก.ย.ถือเป็นเหตุการณ์ชั่วคราว ที่เกิดจากปัจจัยเฉพาะหน้า 2 ประการหลัก คือ ปัญหาน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ และราคาน้ำมันดีเซล ที่พุ่งแตะระดับจิตวิทยาเกิน 40 บาท/ลิตร

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหนุนระยะยาวจากการเข้าสู่ช่วง High Season ของการท่องเที่ยว, บรรยากาศเทศกาลกินเจ, ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (FDI) ที่คาดว่าสะสม 3 ปี (2567-2569) จะเกิน 1 ล้านล้านบาท รวมทั้งผลจากการเป็นเจ้าภาพการประชุม World Bank และ IMF ที่จะช่วยสร้างภาพลักษณ์การลงทุนและการท่องเที่ยวของไทยในเวทีโลก

    อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังคงประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 ไว้ที่ 2.2% – 2.5% เนื่องจากมองว่าภาคธุรกิจและผู้บริโภคยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะสัญญาณการจ้างงานที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น

    อ่านข่าว:

    กกพ.เร่งแก้สัญญาซื้อไฟเอกชน จ่อกำหนดราคาใหม่ ลดภาระผู้ใช้ไฟ

    พลังงาน ย้ำยังไม่มีแผนกู้เงิน อุ้ม “กองทุนน้ำมันฯ” หวั่นเพิ่มภาระประชาชน

    ชู 4 วาระ ดันเศรษฐกิจโลกยั่งยืน ไทยเจ้าภาพ IMF–World Bank 2026

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/563013&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03TYt6Jxtwrn9rySmK9Deu

  • “แนน บุณย์ธิดา” รมช.ดีอี แจงสภาฯ เดินหน้าจัดระเบียบสายสื่อสาร-นำลงดิน ยืนยันงบ USO 700 ล้านพร้อมใช้ พร้อมคาดโทษฟันโอเปอเรเตอร์พาดสายเถื่อน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “แนน บุณย์ธิดา” รมช.ดีอี แจงสภาฯ เดินหน้าจัดระเบียบสายสื่อสาร-นำลงดิน ยืนยันงบ USO 700 ล้านพร้อมใช้ พร้อมคาดโทษฟันโอเปอเรเตอร์พาดสายเถื่อน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/123569&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1as7fzWNEanbrFSQUzZ7DF

  • ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ย. ร่วงครั้งแรกรอบ 4 เดือน

    ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ย. ร่วงครั้งแรกรอบ 4 เดือน

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือนก.ย. 69 อยู่ที่ 52.1 ปรับตัวลดลงจากระดับ 53.2 ในเดือนส.ค. และเป็นการปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมและราคาน้ำมันในตลาดโลกและในประเทศ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงเกินระดับ 40 บาทต่อลิตร ซึ่งส่งผลทางจิตวิทยาในเชิงลบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แม้ว่ารัฐบาลเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ต่อเนื่องอีก 2 เดือนก็ตาม

    นอกจากนี้ ผู้บริโภคเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตว่าจะมีเสถียรภาพมากน้อยเพียงใด และค่าครองชีพในอนาคตที่มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น ตามราคาน้ำมันที่เริ่มกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ระดับ 45.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม อยู่ที่ระดับ 50.1 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 61.2 ตามลำดับ โดยดัชนีทุกรายการ ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือนเช่นกัน

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่า ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้ เพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม และราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง แต่น่าจะเริ่มกลับมาใช้จ่ายมากขึ้นในกลางเดือนพ.ย.เป็นต้นไป เนื่องจากได้รับการกระตุ้นกำลังซื้อจากการต่ออายุโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส เพิ่มเติมอีก 2 เดือน

    ตลอดจนการท่องเที่ยวที่จะกลับเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น และราคาพืชผลทางการเกษตรหลักปรับตัวอยู่ในระดับสูงกว่าปีที่ผ่านมา หากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน คลี่คลายลง และราคาน้ำมันกลับมาลดลงต่ำกว่า 40 บาท/ลิตร อีกทั้งไม่มีปัญหาน้ำท่วมเพิ่มเติม คาดว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะกลับมาฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และการบริโภคจะปรับตัวจะกลับมาดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปลายปีนี้ หรือตั้งแต่กลางเดือน พ.ย.เป็นต้นไป

    นายธนวรรธน์ เชื่อว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลงนี้ เป็นสถานการณ์ชั่วคราวอันเนื่องมาจากภาวะน้ำท่วมในช่วงปลายเดือนก.ย. ซึ่งจะต้องจับตา 2 ปัจจัยว่าจะทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในระยะต่อไป สามารถพลิกกลับมาเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ นั่นคือ จะเกิดเหตุน้ำท่วมซ้ำในเดือนต.ค.นี้อีกหรือไม่ และปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิง จะเริ่มคลี่คลายลงได้หรือไม่

    เป็นจังหวะที่ต้องเช็คว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคมาจากสาเหตุของโครงสร้างพื้นฐาน คือ ราคาน้ำมันแพง ค่าครองชีพสูง เศรษฐกิจยังเป็นรูป K-shape ฟื้นตัวช้า แต่ที่ผ่านมา ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับดีขึ้นต่อเนื่องมา 3 เดือน ดังนั้นการหักล้างในเดือนก.ย.นี้ที่สำคัญมาก คือ ราคาน้ำมันดีเซลไปอยู่ในจุดที่มีผลทางจิตวิทยา คือ 40 บาท/ลิตร และสถานการณ์น้ำท่วม นายธนวรรธน์ กล่าว

    พร้อมประเมินว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมในรอบนี้ ที่ปัจจุบันผลกระทบส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งเป็นในโซนของเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม โดยบางจังหวัดยังมีสถานการณ์น้ำท่วมสูงอยู่นั้น คาดว่าระดับความเสียหายในปัจจุบันจะอยู่ที่ราว 22,000 ล้านบาท หากสถานการณ์ยังคงต่อเนื่องไปถึงสัปดาห์หน้า และค่อย ๆ เริ่มคลี่คลายลง ก็เชื่อว่าความเสียหายในภาพรวมจะยังอยู่ในกรอบที่เคยประเมินไว้ว่าไม่เกิน 30,000 ล้านบาท

    โอกาสความเสียหาย น่าจะยังอยู่ในกรอบที่เราเคยประเมินไว้ ที่ 22,000 29,000ล้านบาท ถ้าสถานการณ์สัปดาห์หน้าเริ่มคลี่คลาย ความเสียหายทางเศรษฐกิจก็จะอยู่ประมาณนี้ แต่ต้องติดตามกรณีน้ำท่วมขังในพื้นที่เกษตร ว่าจะมีความเสียหายเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะนาข้าว ส่วนด้านปศุสัตว์ คงจะไม่เพิ่มไปมากกว่านี้ นายธนวรรธน์ กล่าว

    ขณะที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะยังสามารถขยายตัวได้ในระดับ 2.2-2.5%

    ส่วนกรณีที่ประเทศไทย ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก (IMFWorld Bank Annual Meetings 2026) ในระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. 69 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ จะมีผลต่อเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของประเทศไทย ในสายตาชาวโลกอย่างไร นั้น นายธนวรรธน์ กล่าวว่า คงต้องมองใน 3 ประเด็น คือ ประเด็นแรก อยู่ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง และนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการสื่อสารข้อมูลหรือส่งสัญญาณอะไรให้นานาชาติได้รับทราบ และสัญญาณนั้น จะถูกตีพิมพ์เผยแพร่โดยสื่อหลักของโลกไปได้มากน้อยเพียงใด และในทิศทางใด

    ส่วนประเด็นที่สอง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) จะให้น้ำหนักของประเทศไทยในเวทีประชุมนี้มากน้อยเพียงใด และในมิติใด และประเด็นที่สาม กระแสตอบรับของการจัดประชุมนี้ จากมุมมองของสื่อ และผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลกที่พูดถึงประเทศไทยเป็นในทิศทางใด ซึ่งจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในด้านต่าง ๆ รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นที่นักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาลงทุนในไทยได้

    เพราะหากในท้ายสุดแล้ว ประเทศไทยสามารถทำได้ดี และเป็นที่พึงพอใจ ก็จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ทั้งในส่วนของการท่องเที่ยว การลงทุน และมีส่วนช่วยให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อาจจะพลิกกลับมาได้ในเดือนพ.ย.นี้

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12848992&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ywakiJBSwaoo7qkPgx1tS

  • ปลุกศักยภาพ ‘เมืองรอง’ สร้างเครื่องยนต์ใหม่ ดันเศรษฐกิจไทย

    ปลุกศักยภาพ ‘เมืองรอง’ สร้างเครื่องยนต์ใหม่ ดันเศรษฐกิจไทย

    ไม่นานมานี้ ธนาคารโลก (World Bank) ชี้ว่ากรุงเทพมหานครเดินมาถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ความหนาแน่นของประชากร ปัญหารถติด มลพิษ และต้นทุนการดำรงชีวิตที่พุ่งสูง ทำให้เมืองหลวงแห่งนี้เริ่มแบกรับบทบาท ‘หัวหอก’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทั้งประเทศได้ยากขึ้นทุกวัน

    ยิ่งไปกว่านั้น รายได้จากการท่องเที่ยวของไทยยังกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่จังหวัด ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ หรือชลบุรี การพึ่งพาเมืองไม่กี่แห่งเช่นนี้ทำให้เศรษฐกิจเปราะบางต่อวิกฤตและเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ขณะเดียวกันก็ทำให้เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมต้องรับภาระนักท่องเที่ยวเกินขีดความสามารถ ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม ค่าครองชีพ และความแออัด ส่วนจังหวัดอื่น ๆ กลับขาดโอกาสในการสร้างรายได้และการจ้างงาน ความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่จึงถ่างกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

    ทางออกที่หลายฝ่ายมองตรงกันคือ ‘การพัฒนาเมืองรอง’ เพื่อกระจายทั้งรายได้ โอกาส และการเติบโตออกไปสู่ภูมิภาค

    ที่ผ่านมา ไทยเริ่มลงมือพัฒนาเมืองรองไปแล้วหลายแห่ง ทั้งนครราชสีมา เชียงราย และบุรีรัมย์ โดยเฉพาะ ‘โคราช’ ที่คว้าชัยชนะจากเวที ‘งานอวดเมือง’ ของ TCED (Thailand Creative & Design Center) มาได้ สะท้อนให้เห็นว่าเมืองรองก็มีศักยภาพที่จะโดดเด่นได้ไม่แพ้เมืองใหญ่

    แต่คำถามสำคัญคือ ที่ผ่านมาประเทศไทยทำได้ดีแค่ไหน ยังขาดอะไรอีก และต้องพัฒนาการท่องเที่ยวด้านใดเพิ่มเติม เพื่อให้เมืองรองเติบโตได้อย่างยั่งยืนและแข่งขันกับเมืองรองในต่างประเทศได้จริง

    SPRiNG พาไปสนทนากับ ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย อาจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อหาแนวทางพัฒนากรุงเทพฯ และเมืองรองของไทยให้มีศักยภาพในการแข่งขันบนเวทีโลกได้ 

    ปลุกศักยภาพ ‘เมืองรอง’ สร้างเครื่องยนต์ใหม่ ดันเศรษฐกิจไทย

    “กรุงเทพฯ ยังไม่ถึงทางตัน และเมืองรองไทยยังมีศักยภาพ” 

    อาจารย์ณัฐพงศ์เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเราต้องกระจายรายได้และพัฒนาเมืองรอง แต่ไม่เห็นด้วยกับการบอกว่า กรุงเทพฯ ถึงทางตันแล้ว!

    หากมองเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ประเทศไทยควรมีเป้าหมายสำคัญ 3 เรื่อง คือ หนึ่ง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศโดยรวม สอง กระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่นและภูมิภาค และสาม ดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทยให้มากที่สุด

    เมืองใหญ่ทั่วโลกยังมีการฟื้นฟูและพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นโตเกียว โซล ไทเป สิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ ลอนดอน หรือบาร์เซโลนา กรุงเทพฯ ก็เช่นกัน เรายังมีพื้นที่ศักยภาพอีกมาก เช่น คลองเตย มักกะสัน บางซื่อ หัวลำโพง หรือพื้นที่ริมแม่น้ำ ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาเป็นสวนสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ สำนักงาน ที่อยู่อาศัย หรือพื้นที่รูปแบบใหม่ที่สร้างประสบการณ์ให้ทั้งคนไทยและต่างชาติได้

    ดังนั้น กรุงเทพฯ และเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น โคราช สงขลา พัทยา หรือชลบุรี ยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ต้องพัฒนาต่อไป แต่ในเวลาเดียวกัน เมืองรองก็คือ ‘ศักยภาพที่ซ่อนอยู่’ ของประเทศไทยที่เราต้องนำมาใช้ให้เต็มที่

    หัวใจสำคัญคือการเชื่อมโยงเมืองหลักกับเมืองรอง เช่น นักท่องเที่ยวที่ไปเชียงใหม่ สามารถเดินทางต่อไปลำพูนและลำปางได้ หรือเมื่อไปสงขลา สามารถต่อไปพัทลุงและนครศรีธรรมราช หรือจากพัทยาเดินทางต่อไปยังระยอง จันทบุรี และตราด

    สิ่งนี้จะสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว คนที่เคยมาไทยแล้วก็จะมีเหตุผลกลับมาอีกครั้ง เกิด Repeat Visitor (นักท่อวเที่ยวกลับมาเที่ยวซ้ำ) และยังช่วยเพิ่มระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยวให้นานขึ้น

    ดังนั้น เราต้องทำทั้งสองเรื่องพร้อมกัน คือพัฒนาเมืองหลักให้แข่งขันได้ และนำศักยภาพของเมืองรองมาใช้เพื่อสร้างมูลค่าและกระจายรายได้ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ

    ปลุกศักยภาพ ‘เมืองรอง’ สร้างเครื่องยนต์ใหม่ ดันเศรษฐกิจไทย

    “ตอนนี้สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง” 

    อาจารย์ณัฐพงศ์เผยว่า ตอนนี้การท่องเที่ยวไทยน่าเป็นห่วง ประเด็นแรกมองเรื่องรายได้และปริมาณนักท่องเที่ยว เทียบกับก่อนโควิด ทั้งจำนวนและรายได้ยังลดลง ยังไม่ฟื้นกลับไปถึงจุดพีคก่อนโควิด 

    ประเด็นที่สองคือเรามีคู่แข่งที่เติบโตเร็วทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก จากที่เราเคยเป็นผู้นำ ตอนนี้คู่แข่งตามมาทันแล้ว 

    ประเด็นที่สามคือค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวแม้จะเพิ่มขึ้น และมีการมองว่าไทยกำลังได้นักท่องเที่ยวคุณภาพมากขึ้น แต่ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง เพราะรายได้ของประชากรและชนชั้นกลางทั่วโลกก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน การใช้จ่ายต่อหัวที่สูงขึ้นจึงอาจเป็นแนวโน้มปกติของโลก ไม่ได้หมายความว่าความสามารถในการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยดีขึ้นเสมอไป

    สิ่งที่ควรจับตาคือ มูลค่าของภาคการท่องเที่ยวไทยยังไม่กลับไปสูงเท่าจุดพีคเดิม และยังไม่ได้เพิ่มสัดส่วนต่อ GDP อย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย

    “ไทยควรจับตาคู่แข่ง 4 ประเทศนี้เป็นพิเศษ”

    ประเทศที่ไทยควรจับตามองเป็นพิเศษ ได้แก่ เวียดนาม สิงคโปร์ จีน และญี่ปุ่น แต่ละประเทศมีแนวทางพัฒนาที่แตกต่างกัน

    เวียดนามอาจไม่ได้ทำอะไรหวือหวามาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือโครงสร้างพื้นฐาน การเดินทาง โรงแรม ร้านอาหาร และบริการต่าง ๆ ดีขึ้น เมื่อการเดินทางสะดวกขึ้น ประกอบกับมีการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวผ่านโซเชียลมีเดีย เวียดนามจึงกลายเป็นตลาดใหม่ของท่องเที่ยวเอเชีย เพราะมีทั้งวัฒนธรรม อาหาร และทรัพยากรธรรมชาติที่นักท่องเที่ยวยังรู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ใหม่

    ขณะที่จีนพัฒนาอย่างมากในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และความสะอาดในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา จนทำให้จีนกลับมาเป็นจุดหมายที่คนเอเชียจำนวนมากอยากเดิ

    ญี่ปุ่นมีต้นทุนเดิมที่แข็งแรง ทั้งมรดกวัฒนธรรม ธรรมชาติ และอาหาร ประกอบกับมีระบบขนส่ง โรงแรม ร้านอาหาร และบริการสาธารณะที่ดีอยู่แล้ว เมื่อหันมาให้ความสำคัญกับ Hospitality และการบริการนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น จึงสามารถดึงดูดคนทั่วโลกได้

    ส่วนสิงคโปร์เป็นตัวอย่างสำคัญของการสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่แบบ Man-made Tourism (การท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น) ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ สวนสนุก หรือแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น แม้จะมีทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมจำกัด แต่ก็สามารถสร้างคอนเทนต์และประสบการณ์ใหม่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวได้

    ดังนั้น วันนี้ไทยไม่ได้มีคู่แข่งเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่กำลังเผชิญคู่แข่งแทบทุกมิติของการท่องเที่ยว

    “เรายังติดกับปัญหาเดิม ไม่สามารถต่อยอดจุดแข็งที่มีอยู่ได้อย่างเต็มศักยภาพ”

    อาจารย์ณัฐพงศ์ชี้ว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทย ทั้งระดับประเทศและระดับท้องถิ่นยังล่าช้าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง หลายโครงการยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น รถไฟความเร็วสูง รถไฟเชื่อมสนามบิน รวมถึงการพัฒนาพื้นที่สำคัญหลายย่าน

    เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของเมืองอย่างรวดเร็ว ทั้งในญี่ปุ่น สิงคโปร์ และจีน ขณะที่ไทยมีพื้นที่จำนวนมากที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวหรือประสบการณ์ใหม่อย่างเต็มที่

    อีกปัญหาคือระดับท้องถิ่น หากไปญี่ปุ่นจะเห็นว่าหลายพื้นที่มีระบบขนส่งสาธารณะ ระบบดิจิทัล การบริการ โรงแรม ร้านอาหาร และบุคลากรที่รองรับนักท่องเที่ยวได้ แต่เมื่อกลับมามองประเทศไทย ตั้งแต่ยุค OTOP จนถึงปัจจุบัน หลายพื้นที่แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก

    นอกจากนี้ เรายังมีปัญหาเรื่องการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและมรดกวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการบุกรุกพื้นที่ธรรมชาติ น้ำเสีย ขยะ มลพิษ การจราจร ตลอดจนโบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ หรือแหล่งวัฒนธรรมในหลายจังหวัดที่ไม่ได้รับการพัฒนาให้สามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้มาเยือน

    งบประมาณอาจเป็นข้อจำกัดที่ทำให้การพัฒนาของเราไม่เป็นไปตามที่ควร แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการใช้งบประมาณอย่างมียุทธศาสตร์ ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนงบประมาณ เพียงแต่เมื่อทรัพยากรมีจำกัด เราต้องรู้ว่าควรลงทุนในด้านใดก่อน 

    ถ้าจะสร้าง Visitor Economy (เศรษฐกิจผู้มาเยือน) สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ โครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการเดินทาง การจัดการขยะและของเสีย ความปลอดภัย และบริการที่ราคาเข้าถึงได้

    ต่อมาคือการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ วัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ ศูนย์การเรียนรู้ ห้องสมุด หรือโบราณสถาน ให้สามารถสร้างประสบการณ์แก่ผู้มาเยือนได้จริง ไม่ใช่เพียงมีสถานที่ตั้งอยู่เฉยๆ

    และอีกส่วนสำคัญคือการพัฒนาคนและการใช้เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น

    “ทางรอดไทย ต้องสร้าง Cluster Tourism ให้เป็นจุดแข็งให้ได้” 

    อาจารย์ณัฐพงศ์ ขอแบ่งเป็น 3 เรื่องสำคัญ เรื่องแรก รัฐต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบการเดินทางที่เชื่อมเมืองต่างๆ ในคลัสเตอร์เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ รถบัส หรือแม้แต่เส้นทางจักรยาน พร้อมกับลงทุนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเดิมและสร้างสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ

    เรื่องที่สอง ต้องมีองค์กรที่ทำหน้าที่บริหารจัดการจุดหมายปลายทาง หรือ Destination Management Organization หรือ  DMO เพื่อให้จังหวัด ภาครัฐ ภาคเอกชน ท้องถิ่น และชุมชนสามารถทำงานร่วมกัน ทั้งเรื่องกิจกรรม โปรโมชั่น และการส่งต่อนักท่องเที่ยวระหว่างพื้นที่

    เรื่องที่สาม ต้องมีแรงจูงใจเพื่อให้ภาคเอกชน เช่น มาตรการภาษี การให้องค์ความรู้ หรือการผ่อนปรนกฎระเบียบบางประการ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและชุมชนสร้างสินค้า บริการ และคอนเทนต์ด้านการท่องเที่ยวใหม่ๆ

    เพราะฉะนั้น การทำคลัสเตอร์ไม่ใช่เพียงการจับจังหวัดหลายจังหวัดมารวมกันแล้วประชาสัมพันธ์ แต่ต้องมีทั้ง ‘โครงสร้างพื้นฐาน องค์กรบริหารจัดการ  แรงจูงใจในการลงทุน’

    ตัวอย่างที่ค่อนข้างใกล้เคียงคือเส้นทาง สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพราะคนที่เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปหัวหินมักแวะกินอาหาร เที่ยววัด วัง ชายทะเล หรือแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ระหว่างทาง

    แต่สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากนโยบาย Cluster Tourism โดยตรง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นตามพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวและลักษณะของเส้นทางที่เชื่อมแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้เข้าด้วยกันอยู่แล้ว

    สิ่งที่ไทยควรทำต่อคือใช้ ‘ข้อมูล’ มาวิเคราะห์พฤติกรรมการเดินทาง เช่น คนที่เดินทางไปจังหวัด A ในทริปเดียวกันเดินทางต่อไปจังหวัดไหนบ้าง หากเราเข้าใจพฤติกรรมเหล่านี้ ก็สามารถออกแบบคลัสเตอร์ วางโครงสร้างพื้นฐาน และกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำขึ้น

    นอกจากนี้ อาจารย์ณัฐพงศ์ได้เสนอเรื่องเร่งด่วนว่า ต้องเร่งส่งเสริมระบบขนส่งมวลชนในภูมิภาค เพื่อให้การเดินทางไปยังเมืองรองสะดวกยิ่งขึ้น

    ประโยชน์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ครอบคลุมถึงคนไทยด้วย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เยาวชนที่ยังไม่มีรถยนต์ และผู้ที่มีข้อจำกัดทางร่างกาย หากมีระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงได้ง่าย คนกลุ่มเหล่านี้ก็จะสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้มากขึ้น

    แม้การพัฒนาระบบคมนาคมอาจไม่ใช่ Quick Win ที่เห็นผลทันที แต่ก็มีทั้งมาตรการที่ทำได้ในระยะสั้นและการลงทุนที่ต้องใช้เวลาในระยะยาว และถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ Visitor Economy ไทย

    ปลุกศักยภาพ ‘เมืองรอง’ สร้างเครื่องยนต์ใหม่ ดันเศรษฐกิจไทย

    “เมืองรองไทยต้องเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ไม่ศูนย์เสียเสน่ห์ดั้งเดิม” 

    อย่างไรก็ตาม อาจารย์ณัฐพงศ์ย้ำว่า หัวใจของ Visitor Economy คือ ‘คุณค่าของประสบการณ์’ นักท่องเที่ยวไม่ได้เดินทางมาเพื่อเห็นสิ่งที่หาได้ทุกที่ แต่มาเพื่อสัมผัสสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของพื้นที่นั้น ดังนั้น อัตลักษณ์และคุณค่าของท้องถิ่นจึงเป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ให้ได้

    การรักษาดังกล่าวต้องเริ่มจากคนในพื้นที่เอง คนในชุมชนต้องเข้าใจก่อนว่าอะไรคือคุณค่าและทรัพยากรที่ตนมีอยู่ พร้อมทั้งสร้างความรักและความหวงแหนต่ออัตลักษณ์ วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ของพื้นที่ เพราะหากขาดสิ่งเหล่านี้ การท่องเที่ยวอาจกลายเป็นตัวทำลายอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของชุมชนเสียเอง

    Visitor Economy ที่ดีจึงไม่ควรมุ่งสร้างเพียงมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ต้องนำรายได้ที่เกิดขึ้นกลับมาพัฒนาสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และรักษามรดกทางวัฒนธรรมไปพร้อมกัน

    ที่ผ่านมีอยู่หลายพื้นที่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคืออัมพวาและเชียงคาน ซึ่งผู้ที่เคยไปเยือนในอดีตแล้วกลับไปอีกครั้งมักรู้สึกได้ว่าบรรยากาศเปลี่ยนไป พื้นที่เริ่มมีหน้าตาคล้ายแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ มากขึ้น ทัศนียภาพดั้งเดิมบางส่วนสูญหายไป และอาคารเก่าแก่ในบางจุดถูกรื้อถอนหรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

    นี่คือความเสี่ยงสำคัญที่ต้องตระหนัก การพัฒนา Visitor Economy จึงต้องเดินควบคู่ไปกับการรักษาคุณค่าเชิงพื้นที่ ไม่เช่นนั้น สิ่งที่เคยเป็นเหตุผลให้นักท่องเที่ยวเดินทางมา อาจถูกการท่องเที่ยวเองทำลายลงในที่สุด

    “เมืองรองไทยมีศักยภาพไม่แพ้ใคร แต่ยังแข่งขันได้ไม่เต็มที่” 

    อาจารย์ณัฐพงศ์มองว่า ไม่ว่าจะเป็นบุรีรัมย์ โคราช เชียงราย น่าน หรืออีกหลายเมืองในประเทศไทย ล้วนมีเสน่ห์ วัฒนธรรม อาหาร และทรัพยากรที่ดีอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือ Visitor Economy  ไม่ได้ต้องการเพียง ‘ของดี’ เท่านั้น หากต้องมี การบริการ ประสบการณ์ และความคุ้มค่า อย่างครบถ้วนด้วย

    ดังนั้น เราต้องนำทรัพยากรที่มีอยู่มาเป็นต้นทุน แล้วออกแบบและพัฒนาระบบรองรับทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งท่องเที่ยว บุคลากร หรือระบบดิจิทัล เพื่อสร้างประสบการณ์ที่สมบูรณ์ให้ผู้มาเยือน หากเรายังปล่อยให้ทุกอย่างเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ต่อให้ประเทศไทยมีของดีอยู่เต็มประเทศ ก็ยากที่จะแข่งขันกับเมืองท่องเที่ยวในต่างประเทศได้

    การพัฒนาการท่องเที่ยวจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการทำโปรโมชั่นเพื่อดึงคนเข้ามา แต่ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องกลับมาให้ความสำคัญกับ ‘Supply Side’ อย่างจริงจัง เราต้องนำของดีที่มีอยู่มาใช้ให้เหมาะสม พร้อมยกระดับศักยภาพด้านบริการ โครงสร้างพื้นฐาน คน เมือง และประสบการณ์ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันและสร้างประโยชน์จาก Visitor Economy ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/865343&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lH952w8WltxJ1Yw6NVEdf

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ WTI ร่วง 1.16 ดอลลาร์ ดาวโจนส์ลบ 341.41 จุด หลังบอนด์ยีลด์พุ่ง เช็ก ราคาน้ำมันวันนี้ 08/10/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ WTI ร่วง 1.16 ดอลลาร์ ดาวโจนส์ลบ 341.41 จุด หลังบอนด์ยีลด์พุ่ง เช็ก ราคาน้ำมันวันนี้ 08/10/69 – สยามรัฐ

    ตลาดการเงินและราคาน้ำมันโลกเผชิญแรงกดดันในวันที่ 7 ตุลาคม 2569 โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลง ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบกว่า 300 จุด หลังนักลงทุนกังวลการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะที่ราคาน้ำมันขายปลีกในไทยประจำวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยดีเซลอยู่ที่ 42.19 บาทต่อลิตรในหลายสถานีบริการ

    ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลดลงในวันพุธที่ 7 ตุลาคม 2569 หลังทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เดินหน้าเร่งระบายน้ำมันจากคลังสำรองออกสู่ตลาด โดยให้ความสำคัญกับน้ำมันดีเซลเป็นลำดับแรก เพื่อบรรเทาแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามอิหร่านที่ส่งผลต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก

    สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ลดลง 1.16 ดอลลาร์ หรือ 1.3% ปิดที่ 88.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนธันวาคม ลดลง 38 เซนต์ หรือ 0.38% ปิดที่ 100.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    IEA ระบุว่า การเร่งระบายน้ำมันสำรองที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว อาจทำให้น้ำมันเข้าสู่ตลาดโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 100 ล้านบาร์เรล ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณอุปทานและลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) หารือเกี่ยวกับข้อเสนอของฝรั่งเศสในการระบายน้ำมันดีเซลจากคลังสำรอง เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ยังผลักดันให้ประเทศในยุโรปร่วมมือกันเพิ่มปริมาณน้ำมันเข้าสู่ตลาด เพื่อช่วยชะลอแรงกดดันด้านราคา ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    ด้านตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันเดียวกัน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 341.41 จุด หรือ 0.66% ปิดที่ 51,179.87 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลง 17.16 จุด หรือ 0.22% ปิดที่ 7,801.77 จุด และดัชนี Nasdaq ลดลง 61.20 จุด หรือ 0.22% ปิดที่ 27,538.69 จุด

    ปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดหุ้นมาจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งแตะระดับ 5.350% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2545 ส่งผลให้นักลงทุนวิตกเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อ ภาระหนี้ และต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน

    ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ขยับขึ้นแตะ 5.724% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 24 ปี ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.818% สะท้อนความกังวลของตลาดต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

    การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของบอนด์ยีลด์ทำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นอาจกระทบต่อการบริโภค การลงทุน และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงกดดันมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย

    ส่วนราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยประจำวันที่ 8 ตุลาคม 2569 อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) โดยราคาที่รายงานเป็นราคาขายปลีกในกรุงเทพฯ และยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ควรตรวจสอบราคาหน้าสถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน

    ราคาน้ำมัน ปตท. (PTT)
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 31.63 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาทต่อลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 42.19 บาทต่อลิตร
    เบนซิน ราคา 49.68 บาทต่อลิตร

    ราคาน้ำมันบางจาก (Bangchak)
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 31.63 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาทต่อลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 42.19 บาทต่อลิตร
    ดีเซลพรีเมียม ราคา 50.05 บาทต่อลิตร

    ราคาน้ำมัน PT
    ดีเซล ราคา 42.19 บาทต่อลิตร
    ดีเซล B20 ราคา 37.19 บาทต่อลิตร
    เบนซิน ราคา 50.18 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาทต่อลิตร

    ราคาน้ำมัน Shell
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.89 บาทต่อลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.82 บาทต่อลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 41.19 บาทต่อลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 51.84 บาทต่อลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 42.19 บาทต่อลิตร
    เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 37.19 บาทต่อลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 51.84 บาทต่อลิตร

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งมีการอัปเดตเมื่อมีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในเวลา 05.00 น. ของวันที่มีการเปลี่ยนแปลงราคา โดยราคาหน้าสถานีบริการอาจแตกต่างกันตามพื้นที่และช่วงเวลาที่ประกาศ

    ภาพรวมจึงเป็นวันที่ตลาดโลกจับตาทั้งทิศทางราคาน้ำมันและตลาดหุ้น โดย WTI ปรับลดลงจากความคาดหวังว่าน้ำมันสำรองจะถูกนำเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกกดดันจากบอนด์ยีลด์ที่พุ่งขึ้นสู่ระดับสูง ส่งผลให้นักลงทุนต้องติดตามทั้งสถานการณ์อุปทานน้ำมัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เงินเฟ้อ และทิศทางดอกเบี้ยของเฟดอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/327296&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q5CeZzt3SppuTyNoqjTLH