Blog

  • รายงานชี้

    รายงานชี้

    ฮ่องกง, 7 ต.ค. (ซินหัว) — รายงานเสรีภาพทางเศรษฐกิจของโลก (Economic Freedom of the World) ประจำปี 2026 ที่เผยแพร่วันอังคาร (6 ต.ค.) โดยสถาบันเฟรเซอร์ (Fraser Institute) ระบุว่าเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีนครองตำแหน่งเขตเศรษฐกิจที่มีเสรีภาพมากที่สุดในโลกอีกครั้ง โดยผลการประเมิน 5 ด้าน ฮ่องกงยังคงครองอันดับหนึ่งในด้านเสรีภาพของการค้าระหว่างประเทศและครองอันดับสองในด้านการกำกับดูแล

    โฆษกรัฐบาลฮ่องกงระบุว่ารายงานดังกล่าวตอกย้ำจุดแข็งของฮ่องกงในฐานะเศรษฐกิจตลาดเสรี ควบคู่กับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปิดกว้าง มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรม โดยท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกและการกีดกันทางการค้าที่สูงขึ้น ฮ่องกงยังคงมุ่งมั่นจะรักษาสถานะท่าด่านเสรี นโยบายปลอดภาษีศุลกากร รวมถึงระบบภาษีที่เรียบง่ายและมีอัตราต่ำ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและการลงทุนที่มั่นคง มีเสถียรภาพ เป็นธรรม คาดการณ์ได้ และมีความเป็นสากลสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการจากทั่วโลก

    จีนยังคงมุ่งมั่นจะเปิดกว้างระดับสูงแบบสองทิศทางและบรรลุความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นพลังสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยฮ่องกงภายใต้หลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” จะได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากแผ่นดินใหญ่และยังคงเชื่อมโยงใกล้ชิดกับทั่วโลกต่อไป

    รัฐบาลฮ่องกงจะยังคงทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนของสังคมเพื่อยกระดับบทบาทของฮ่องกงในฐานะ “4 ศูนย์กลาง 1 ศูนย์รวม” และเร่งพัฒนานอร์เทิร์น เมโทรโปลิส (Northern Metropolis) เพื่ออัดฉีดแรงกระตุ้นสู่การเติบโตทางสังคมและเศรษฐกิจยิ่งขึ้น ขยายโอกาสการพัฒนาแก่ผู้ประกอบการและสาธารณชนในท้องถิ่น และเพิ่มโอกาสแก่ผู้ประกอบการ นักลงทุน และบุคลากรผู้มีความรู้ความสามารถจากทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/80073&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Rpgfd-G3BgTZ9oukTIsb5

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (7 ต.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (7 ต.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (7 ต.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (7 ต.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด  “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 75 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 49.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 31.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 40.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 40.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 35.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 42.19 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 37.19 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 50.05 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 42.19 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 37.19 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (7 ต.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/670815&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_u8NQtCWwgigLD5xcsVBW

  • ไอเอ็มเอฟเตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยง “พลังงานแพง-หนี้สูง-เอไอบูม” | เดลินิวส์

    ไอเอ็มเอฟเตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยง “พลังงานแพง-หนี้สูง-เอไอบูม” | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ว่านางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวก่อนการประชุมประจำปีของไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ที่กรุงเทพฯ ในสัปดาห์หน้า ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกระทบ 2 ด้าน ทั้งภาวะช็อกจากอุปทานพลังงานในเชิงลบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และแรงกระตุ้นด้านอุปสงค์ จากการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ซึ่งกำลังเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

    ผลกระทบดังกล่าวแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ และการขยายตัวของเอไอยังไม่ครอบคลุมหลายประเทศ โดยคาดการณ์เศรษฐกิจฉบับใหม่ของไอเอ็มเอฟจะสะท้อนการปรับลดประมาณการเติบโตครั้งใหญ่ ในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม เช่น ยูเครน และประเทศในอ่าวเปอร์เซีย

    ราคาน้ำมันยังอยู่ที่ระดับราว 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 3,366.95 บาท) ขณะที่กำลังการกลั่นที่ได้รับผลกระทบเพิ่มต้นทุนผลิตภัณฑ์สำคัญ เช่น น้ำมันดีเซล อีกทั้งฤดูหนาวอาจทำให้ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงต่อการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลวผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    ทั้งนี้ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นกำลังผลักดันเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของสหรัฐ เยอรมนี และญี่ปุ่น อยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 2552 และ 2539 ตามลำดับ

    นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟเตือนว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกอยู่ในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกิน 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ก่อนปี 2573 โดยประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐ เป็นกลุ่มที่มีภาระหนี้สูงที่สุด

    ไอเอ็มเอฟเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำแผนลดการขาดดุลงบประมาณในระยะกลางอย่างน่าเชื่อถือ พร้อมระบุว่า หลายประเทศควรใช้นโยบายการเงินที่มีแนวโน้มเข้มงวดอย่างระมัดระวัง เพื่อรับมือแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากเอไอ ราคาพลังงานและอาหาร ภาษีศุลกากร การใช้จ่ายด้านกลาโหม และต้นทุนชำระหนี้ที่สูงขึ้น

    สำหรับความเสี่ยงจากเอไอ กอร์เกียวากล่าวว่า การลงทุนในภาคเอไออาจมีสัดส่วนต่อจีดีพีสูงกว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในอดีต พร้อมเตือนว่า หากตลาดผิดหวังต่อผลประกอบการของบริษัทเอไอ อาจลุกลามเป็นแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินในวงกว้าง

    อย่างไรก็ตาม เอไออาจช่วยเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้อีก 0.5 จุดต่อปี หากมีการพัฒนาและใช้งานอย่างเหมาะสม โดยรัฐบาลควรวางหลักเกณฑ์กำกับดูแลเพื่อรับมือความเสี่ยง ทั้งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และความเสี่ยงที่เอไอขั้นสูงอาจหลุดพ้นจากการควบคุมของมนุษย์.

    เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : REUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6256023/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pODxtG0oNwQEBWYV0plOo

  • ไทยชวนโลกคุย 4 โจทย์ใหญ่ เปิด “ขอบฟ้าใหม่” เศรษฐกิจไทย

    ไทยชวนโลกคุย 4 โจทย์ใหญ่ เปิด “ขอบฟ้าใหม่” เศรษฐกิจไทย

    Bnomics ธนาคารกรุงเทพ วิเคราะห์ EP2: เมื่อโลกมาประชุมที่กรุงเทพฯ ไทยอยากชวนคุยเรื่องอะไร? จาก EP.1 ที่พาไปรู้จักว่าเหตุใดการประชุม IMF–World Bank จึงถูกเรียกว่า “Olympics of Finance” คราวนี้มาดูกันว่า ในฐานะเจ้าภาพ ประเทศไทยต้องการนำเสนอเรื่องอะไรบนเวทีนี้ การกลับมาเป็นเจ้าภาพในปี 2026 เกิดขึ้นในช่วงที่ไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ตั้งแต่การหาแหล่งการเติบโตใหม่ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ความขัดแย้งทางการค้า ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงสังคมสูงวัย

     ประเทศไทยจึงกำหนดแนวคิดหลัก “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” พร้อมวาง 4 เสาหลักเชิงนโยบายที่เชื่อมโจทย์การพัฒนาของไทยเข้ากับความท้าทายที่หลายประเทศกำลังเผชิญร่วมกัน
     
    ?เสาหลักที่ 1: ดิจิทัลและ AI จะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างทั่วถึงได้อย่างไร? (Digital and AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth)
     
    เสาหลักแรกให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมพัฒนาระบบที่ประชาชนและธุรกิจสามารถเข้าถึงและใช้งานได้อย่างปลอดภัย
     
    ไทยมีตัวอย่างที่เตรียมนำไปแลกเปลี่ยนกับประเทศอื่น โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ หรือ Digital Public Infrastructure เช่น PromptPay และการชำระเงินด้วย Cross-Border QR รวมถึงการใช้ข้อมูลและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของบริการภาครัฐและสาธารณสุข
     
    เมื่อบริการทางการเงินย้ายมาอยู่บนโทรศัพท์มือถือมากขึ้น ความปลอดภัยก็กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของความเชื่อมั่น การป้องกันการหลอกลวงและภัยไซเบอร์จึงต้องพัฒนาไปพร้อมกับการทำให้ผู้สูงอายุ กลุ่มที่เข้าถึงบริการทางการเงินได้ยาก และ SMEs สามารถใช้ประโยชน์จากระบบดิจิทัลได้อย่างเป็นธรรม
     
    หนึ่งในสิ่งที่ต้องติดตาม คือ “Bangkok Blueprint” ซึ่งไทยพัฒนาร่วมกับ IMF และ World Bank Group และถูกวางให้เป็นหนึ่งในผลลัพธ์สำคัญของการประชุม โดยครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานด้านนโยบายและกฎหมาย การป้องกันและตรวจจับการทุจริต การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและระหว่างประเทศ ไปจนถึงการเสริมความรู้และความพร้อมของประชาชนในการรับมือความเสี่ยงทางการเงินดิจิทัล เสาหลักนี้จึงพยายามเดินไปพร้อมกันสามเรื่อง คือ ความสะดวก ความปลอดภัย และการเข้าถึง เพราะระบบการเงินดิจิทัลจะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้เต็มที่ เมื่อคนสามารถใช้งานได้และมีความเชื่อมั่นในระบบ
     
    ?เสาหลักที่ 2: ไทยจะสร้างความเข้มแข็งในโลกที่แบ่งขั้วได้อย่างไร?(Building Resilience in a Fragmented World)
     
    ความตึงเครียดทางการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงมีน้ำหนักต่อการตัดสินใจทางธุรกิจและการลงทุนมากขึ้น เสาหลักที่สองจึงมุ่งผลักดันบทบาทของไทยในฐานะ “Trusted Hub” ด้านการค้า การเงิน และการลงทุนในเอเชีย พร้อมกับส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่สามารถรับมือกับความเสี่ยงได้ดีขึ้น และสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในรูปแบบใหม่
     
    สำหรับไทย การที่บริษัททั่วโลกให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของ Supply Chain มากขึ้น ความน่าเชื่อถือของประเทศ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายผู้ผลิต และความสามารถในการเชื่อมโยงกับหลายตลาด ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนและวางฐานการผลิต
     
    ?เสาหลักที่ 3: เงินทุนจะช่วยให้เรารับมือ Climate Change ได้อย่างไร? (Building a New Financial Architecture for Climate Adaptation)
     
    การปรับตัวต่อ Climate Change ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานที่รับมือกับภัยธรรมชาติ ระบบน้ำ ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ขณะที่หลายประเทศกำลังเผชิญข้อจำกัดทางการคลังในเวลาเดียวกัน เสาหลักที่สามจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนา สถาปัตยกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ เพื่อสนับสนุนการปรับตัวต่อ Climate Change และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่สมดุล
     
    คำว่า “สถาปัตยกรรมทางการเงิน” อาจฟังดูไกลตัว แต่ในทางปฏิบัติเกี่ยวข้องกับการออกแบบระบบและกลไกทางการเงินให้สามารถระดมเงินทุนไปสู่การลงทุนที่จำเป็นได้มากขึ้น ตั้งแต่การดึงเงินทุนภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม การจัดหาเงินทุนระยะยาว ไปจนถึงบทบาทของสถาบันการเงินระหว่างประเทศในการช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนารับมือกับต้นทุนของการปรับตัว หากเงินทุนไปไม่ถึง การปรับตัวก็เกิดขึ้นได้ช้า และต้นทุนจาก Climate Change อาจตกอยู่กับครัวเรือน ธุรกิจ และชุมชนที่มีความสามารถในการรับมือแตกต่างกัน
     
    ?เสาหลักที่ 4: เมื่อคนอายุยืนขึ้น เศรษฐกิจต้องเตรียมตัวอย่างไร? (Demographic Change and the Longevity Economy)
     
    เสาหลักสุดท้ายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและ “Longevity Economy” หรือเศรษฐกิจที่รองรับการมีชีวิตยืนยาวขึ้น โดยไทยต้องการเปลี่ยนความท้าทายจากสังคมสูงวัยให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างความพร้อมทางการเงิน
     
    เมื่อคนมีอายุยืนขึ้น รูปแบบการใช้ชีวิต การทำงาน การออม และการบริโภคก็เปลี่ยนตาม ความต้องการบริการสุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ รวมถึงสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ชีวิตที่ยืนยาวขึ้น ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามโครงสร้างประชากร ในมุมของครัวเรือน อายุที่ยืนขึ้นหมายถึงเงินออมหลังเกษียณอาจต้องรองรับช่วงเวลาที่ยาวกว่าเดิม ขณะที่ในมุมเศรษฐกิจ ประเทศต้องรับมือกับกำลังแรงงานที่เติบโตช้าลง พร้อมกับสร้างธุรกิจและบริการใหม่ที่ตอบสนองประชากรสูง ดังนั้น Longevity Economy จึงมีทั้งต้นทุนจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป และโอกาสจากความต้องการทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่
     

    หนึ่งสัปดาห์ที่โลกมาคุยกันที่กรุงเทพฯ
     
    Annual Meetings ครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการรับฟังว่าเศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไร เพราะทั้ง 4 เรื่อง คือ ภาพของเศรษฐกิจที่ไทยต้องการเดินไปตั้งแต่การเพิ่ม Productivity และรับมือกับจำนวนแรงงานที่ลดลง การดึงดูดเงินลงทุน ไปจนถึงความสามารถของไทยในการรักษาบทบาทใน Supply Chain โลก
     
    ตลอดวันที่ 12–18 ตุลาคม เราจึงน่าจะได้เห็นชัดขึ้นว่า ผู้กำหนดนโยบายและองค์กรเศรษฐกิจระหว่างประเทศกำลังมองความท้าทายเหล่านี้อย่างไร แนวทางใดกำลังได้รับความสนใจ และเรื่องใดมีความหมายต่อประเทศไทย หลังการประชุมสิ้นสุดลง เราจะกลับมาดูกันอีกครั้งว่า Bangkok 2026 ทิ้งข้อสรุปอะไรไว้ และข้อสรุปเหล่านั้นบอกอะไรเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลกและอนาคตเศรษฐกิจไทย เพราะ “ขอบฟ้าใหม่ของไทย” จะเกิดขึ้นได้เมื่อแนวคิดที่หารือกันบนเวทีโลกเชื่อมต่อมาถึงการลงทุน การทำงาน และคุณภาพชีวิตของคนไทย

    ที่มา : พรปวีณ์ ธรรมวิชัย Economist, Bnomics
    ภาพประกอบ: บริษัท ก่อการดี มีเดีย จำกัด
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/284813&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15xfi02QoU7X8HHv74ss-X

  • “อลงกรณ์” ปาฐกถาพิเศษยุทธศาสตร์ “ผงาดล้านนา” เสนอจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษและนวัตกรรม ขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์แห่งการเปลี่ยนผ่าน

    “อลงกรณ์” ปาฐกถาพิเศษยุทธศาสตร์ “ผงาดล้านนา” เสนอจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษและนวัตกรรม ขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์แห่งการเปลี่ยนผ่าน

    วันพุธ ที่ 07 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 13.33 น.

    มหาวิทยาลัยพายัพ ร่วมกับ บริษัท ทิวา คอร์ปอเรชั่น จำกัด จัดสัมมนาวิชาการภายใต้หัวข้อ “Raising Lanna: โอกาสใหม่ของธุรกิจภาคเหนือในการเติบโตในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่าน” ณอาคารศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้สิรินธร มหาวิทยาลัยพายัพเมื่อ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา มุ่งบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน และเครือข่ายธุรกิจ ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการภาคเหนือสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาคและการพัฒนาที่ยั่งยืน

    พร้อมทั้งมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง อาจารย์อภิชา อินสุวรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยพายัพ และ คุณชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานกรรมการ บริษัท ทีวา คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ พราหมณพันธุ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยพายัพ กล่าวต้อนรับและรายงานความเป็นมาของกรอบความร่วมมือ

    อธิการบดีมหาวิทยาลัยพายัพ อาจารย์อภิชา อินสุวรรณได้แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “วิสัยทัศน์มหาวิทยาลัยพายัพกับการสร้างระบบนิเวศแห่งความร่วมมือ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนแบบพอดี” ว่า มหาวิทยาลัยพายัพพร้อมทำหน้าที่เป็นคลังสมอง เสาหลักทางปัญญา และแหล่งบ่มเพาะทุนมนุษย์แห่งอนาคต โดยมุ่งบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรมเข้ากับภาคธุรกิจจริง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน สังคม และขับเคลื่อนชุมชนสุขยืนยาวตามหลักอารยเกษตรสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
        

    ในโอกาสนี้ ได้รับเกียรติจาก นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. (FKII) อดีตรัฐมนตรีและอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เป็นประธานกล่าวเปิดงานและแสดงปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ล้านนา Raising & Business Transformation สู่ศูนย์กลางเศรฐกิจภูมิภาค”

    นายอลงกรณ์ ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด ที่ต้องก้าวข้ามกรอบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวแบบเดิมและแก้โจทย์ใหญ่ 3 ด้านของภาคเหนือได้แก่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด วิกฤตสิ่งแวดล้อม-PM2.5 และกับดักสินค้ามูลค่าต่ำก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค 4 ชาติ” เชื่อมโยงการค้าการลงทุนการท่องเที่ยวการศึกษาและการแพทย์กับกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง(GMS) เมียนมา ลาว และมณฑลตอนใต้ของจีน คือยูนนานและเสฉวน ซึ่งมีประชากร131ล้านคนมี GDP รวมกว่า 43.5 ล้านล้านบาท ใหญ่กว่าไทย 2.5 เท่า

    ทั้งนี้ ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ได้นำเสนอตัวอย่างของประเทศต่างๆซึ่งมีภูมิประเทศป่าเขาไม่มีทางออกทะเลคล้ายล้านนาแต่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเช่นแคว้นเซาธ์ไทรอล (อิตาลี), เฉิงตู (จีน), บาเดน-เวือร์ทเทิมแบร์ค (เยอรมนี) และรัฐเกรละ (อินเดีย)

    อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ ยังชี้ว่า ล้านนาต้องจัดตั้ง“ระเบียงเศรษฐกิจ-นวัตกรรมล้านนา( LEC & LECi : LANNA Economic Corridor and Innovation) ” เป็นพื้นที่บริหารพิเศษโดยถอดรหัสความสำเร็จของ EEC และ EECi เป็นต้นแบบ เพื่อขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์แห่งการเปลี่ยนผ่าน (LANNA Transformation) ครอบคลุม

    1. Transform โลจิสติกส์: สู่ศูนย์กลางท่าเรือบก (Dry Port Hub) ที่เชียงของเชื่อมต่อระบบรางรถไฟจีน-ลาว ที่ด่านโม่ฮ่านกับรถไฟทางคู่เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ และเร่งพัฒนาขยายสนามบินเชียงใหม่-เชียงรายเป็นฮับการบินพร้อมยกระดับระบบ Cold Chain Logistics สู่ตลาดจีนและGMS

    2. Transform เกษตรกรรม: สู่ Agri-Food & Bio-Innovation ผ่านกลไกศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(AIC:Agritech and Innovation Center)ใน8จังหวัดล้านนาขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะและนวัตกรรมเกษตรอาหารมูลค่าสูงคู่ขนานไปกับเป้าหมายZero-Burn 100% ใน 3 ปี

    3. Transform การท่องเที่ยว: สู่ Wellness Longevity & Medical Hub รับ Silver Economy ดึงดูด Digital Nomads และยกระดับคราฟต์ท้องถิ่นสู่ Global Lifestyle Brands

    4. Transform เขตเศรษฐกิจพิเศษและนวัตกรรมล้านนาโดยผลักดัน พ.ร.บ. ระเบียงเศรษฐกิจล้านนา (LEC) และเขตนวัตกรรมล้านนา(LECi)เป็นซิลิคอนวัลเล่ย์ท่ามกลางธรรมชาติและวัฒนธรรมล้านนา

    5. Transform ธุรกิจและผู้ประกอบการ บ่มเพาะ 100 แบรนด์ล้านนาสู่ Cross-Border E-Commerce จีน ผลักดัน 20 บริษัทเข้าสู่MAIภายใน 5 ปี และเร่งทำ Dual Transformation ปรับธุรกิจเดิมและสร้างธุรกิจใหม่อิงกรอบ ESG
     

    ทั้งนี้การผงาดล้านนา (Raising LANNA)ต้องมีเป้าหมายเชิงพื้นที่ชัดเจนแต่ละจังหวัดแบ่งเป็น 2 โซน 1.ล้านนาตะวันตก (เชียงใหม่–ลำพูน–ลำปาง–แม่ฮ่องสอน): เชียงใหม่คือศูนย์กลางเศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย์ และวัฒนธรรมที่มี GPP สูงถึง 2.7 – 2.9 แสนล้านบาท, ลำพูนคือฐานอุตสาหกรรมไฮเทคที่มีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดในภาคเหนือกว่า 2 แสนบาท/คน/ปี, ลำปางคือศูนย์กลางพลังงาน เซรามิก และโลจิสติกส์เชื่อมภาคกลาง, แม่ฮ่องสอนคือขุมทรัพย์ทางชีวภาพและผืนป่าที่สมบูรณ์กว่า 85%

    2.ล้านนาตะวันออก (เชียงราย–พะเยา–แพร่–น่าน): เชียงรายคือประตูการค้ามูลค่าเฉียดแสนล้านบาทสู่ GMS, พะเยาคืออู่ข้าวอู่น้ำและนวัตกรรมอาหารปลอดภัยรอบกว๊านพะเยา, แพร่คือเมืองหลวงแห่งงานไม้และผ้าหม้อห้อมธรรมชาติ, และน่านคือเมืองต้นแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและป่าต้นน้ำที่หล่อเลี้ยง 40% ของแม่น้ำเจ้าพระยา

    นายอลงกรณ์ สรุปทิ้งท้ายว่า “ล้านนาไม่ได้รอคอยให้อนาคตมาถึง แต่พวกเราทุกคนกำลัง สร้างอนาคตใหม่ของล้านนาขอให้ร่วมกันปลุกพลังแห่งแผ่นดินล้านนาเปลี่ยนผ่านสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค”
        

    ขณะเดียวกัน ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ได้ร่วมแสดงปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Local Transformation: ภูมิภาคต้องปรับตัวอย่างไรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง” นำเสนอมุมมองเชิงนโยบาย การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการวางกลยุทธ์ทางการเงินระดับภูมิภาคเพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการระดมมุมมองและถ่ายทอดกลยุทธ์จากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในภาคเอกชน ได้แก่ Strategic Business Transformation: บรรยายหัวข้อ “การ Transform ธุรกิจให้ได้จริง ในยุคที่มีความท้าทายสูง” โดย คุณชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธาน บริษัท ทีวา คอร์ปอเรชั่น จำกัด AI Transformation นำเสนอแนวทาง “การทำ AI Transformation ให้เกิดขึ้นจริงด้วย PLAI Model” โดย คุณกฤชฐา โภคาสถิตย์ ผู้อำนวยการ สมาคมสถาบันทิวา Business Decoding: เทคนิคการเจาะแก่นธุรกิจเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาได้ตรงจุด โดย คุณปริญญา เร่งพินิจ ที่ปรึกษา TVA Business Decoding Consultant Fundraising: เจาะลึกการบริหาร Cash Flow และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการ โดย คุณศิริพร ศิริวรรณชัย ที่ปรึกษาทางการเงิน TVA Financial Consultant เพื่อผลักดันยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติจริง 

    ภายในงานยังได้เปิดรับสมัครผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร Fundamental PYU รุ่นที่ 1 เพื่อเตรียมความพร้อมและเสริมสร้างทักษะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ พร้อมทั้งจัดกิจกรรมภาคบ่าย Business Matching & Consultation Session ให้คำปรึกษาเชิงลึกและสัมภาษณ์ผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์ เพื่อร่วมวางยุทธศาสตร์ วิเคราะห์แนวทางการแก้ไขปัญหา และเสริมขีดความสามารถการแข่งขันระดับสากลอย่างเป็นรูปธรรม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/493461&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1I0xNU6FtcV4pD0rdu0s8n

  • In Focus: นับถอยหลัง IMF-เวิลด์แบงก์ รีเทิร์นกรุงเทพฯ ถกโจทย์เศรษฐกิจโลก-ทางออกประเทศกำลังพัฒนา : อินโฟเควสท์

    In Focus: นับถอยหลัง IMF-เวิลด์แบงก์ รีเทิร์นกรุงเทพฯ ถกโจทย์เศรษฐกิจโลก-ทางออกประเทศกำลังพัฒนา : อินโฟเควสท์

    อีกเพียง 5 วัน สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อ 35 ปีก่อนเพื่อรองรับเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ของโลก จะกลับมาเป็นจุดสนใจอีกครั้ง โดยศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเคยสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่จัดงานประชุมประจำปี กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) เมื่อปี 2534 กำลังเตรียมความพร้อมเพื่อต้อนรับการกลับมาของงานนี้อีกครั้ง

    ตั้งแต่วันที่ 12 ถึง 18 ตุลาคม ผู้แทนกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศทั่วโลก รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารองค์กรเพื่อการพัฒนา และผู้นำภาคธุรกิจ จะมารวมตัวกันที่กรุงเทพมหานคร และจะทำให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์รวมของผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารด้านเศรษฐกิจและการเงินจากทั่วโลกในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569

    สำหรับวาระการประชุมอย่างเป็นทางการนั้นแน่นอัดแน่นไปด้วยหลายประเด็น ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การจ้างงาน ทุนภาคเอกชน พลังงาน ไปจนถึงการค้า 

    นอกจากนี้ IMF จะใช้ไทยเป็นเวทีเปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ฉบับล่าสุด ซึ่งจะระบุตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจโลกประจำปี 2569 และ 2570

    ทว่าภายใต้หัวข้อเหล่านี้ยังมีคำถามที่ซ่อนอยู่ นั่นคือ จะเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้ เมื่อการกู้ยืมเงินของประเทศที่ร่ำรวยที่สุดกลับมีต้นทุนที่แพงขึ้น

    คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF ได้เปิดประเด็นสำคัญนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อเดือนที่แล้ว โดยเตือนว่า ภาระหนี้สินที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวสูงขึ้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ กำลังส่งผลกระทบและเสี่ยงที่จะทำลายความก้าวหน้าของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่มีรายได้น้อยที่ได้พยายามเร่งลดระดับหนี้สินของตนเอง

    คำเตือนดังกล่าวยังคงเป็นข่าวใหญ่ที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง และอาจเป็นหนึ่งในหัวข้อหลักที่เชื่อมโยงทุกการหารือในการประชุมสัปดาห์หน้า

    เลือกกรุงเทพฯ จัดประชุมใหญ่ ชูบทบาทกำหนดวาระการเงินการค้า

    โดยปกติแล้ว การประชุมประจำปี IMF-เวิลด์แบงก์ จะจัดขึ้น ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นเวลา 2 ปี และในปีที่ 3 จะหมุนเวียนไปจัดที่ประเทศอื่น เพื่อสะท้อนความเป็นนานาชาติของทั้งสองสถาบัน ทั้งนี้ ไทยเคยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพครั้งล่าสุดเมื่อปี 2534 ซึ่ง IMF ระบุว่า การกลับมาจัดงานที่ไทยอีกครั้งในรอบหลายสิบปีนี้ ถือเป็นการยอมรับบทบาทของทั้งไทยและภูมิภาคเอเชียในการกำหนดวาระความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเงินโลก

    ทิศทางดังกล่าวถือเป็นความตั้งใจอย่างชัดเจน เนื่องจากภูมิภาคเอเชียคือเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนการเติบโตและการผลิตของโลก ทั้งยังเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจโลกโดยตรง ไม่ว่าจะในเรื่องเส้นทางการขนส่งพลังงานไปจนถึงซัพพลายเชนชิปเซมิคอนดักเตอร์ ขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ ยังทำหน้าที่เป็นเวทีอุ่นเครื่องมาอย่างต่อเนื่อง โดย IMF ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมทบทวนเศรษฐกิจประจำปีที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รวมถึงจัดการประชุม “Asia in 2050” (เอเชียในปี 2593) เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเช่นกัน

    เศรษฐกิจโลกซ่อนความเปราะบาง แม้ตัวเลขทรงตัวแต่เหลื่อมล้ำสูง

    ภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจดูทรงตัวหากมองเพียงตัวเลขบนหน้ากระดาษ แต่ในความเป็นจริงกลับซ่อนความเปราะบางเอาไว้

    รายงานประมาณการล่าสุดของ IMF คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกไว้ที่ 3.0% สำหรับปี 2569 และ 3.4% สำหรับปี 2570 ซึ่งโดยรวมแล้วแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากตัวเลขเมื่อเดือนเมษายน 

    ตัวเลขดังกล่าวอาจดูไม่น่ากังวลมากนัก แต่ IMF ชี้ว่าความจริงกลับมีความเหลื่อมล้ำอย่างมาก โดยผลกระทบจากสงครามกำลังกดดันกลุ่มประเทศนำเข้าพลังงานและกลุ่มประเทศที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ความต้องการที่ขับเคลื่อนด้วย AI กำลังช่วยผลักดันเศรษฐกิจของประเทศที่มีบทบาทในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

    ปัจจัยทั้งสองด้านกำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจในทิศทางที่แตกต่างกัน สงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้กลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งกลุ่มประเทศผู้นำเข้าพลังงาน โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม IMF เคยตั้งสมมติฐานไว้ว่าช่องแคบแห่งนี้จะเริ่มกลับมาเปิดอีกครั้งในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม และสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติภายในเดือนมีนาคม 2570 ทว่านับจนถึงปัจจุบัน ช่องแคบดังกล่าวคงปิดอยู่ ความคลาดเคลื่อนนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหมายความว่าหนึ่งในสมมติฐานหลักที่ใช้อ้างอิงตัวเลขคาดการณ์เหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้นจริง

    มหาอำนาจก่อหนี้ ดันดอกเบี้ยโลกพุ่ง ทำชาติกำลังพัฒนาแบกรับกรรม

    IMF เปิดเผยว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้น เป็นผลมาจากระดับหนี้สินรวมที่เพิ่มสูงขึ้น แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่สืบเนื่องมาจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการแย่งชิงเงินทุนจากการออกตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้งนี้ พันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลกถือเป็นดัชนีชี้วัดต้นทุนการกู้ยืมของทุกประเทศทั่วโลก ดังนั้น เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้น นักลงทุนจึงเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามไปด้วยในการปล่อยกู้

    สำหรับประเทศกำลังพัฒนาแล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นไปตามกลไก เนื่องจากอัตราผลตอบแทนอ้างอิงที่สูงขึ้นจะส่งผลให้ต้นทุนการชำระหนี้และการรีไฟแนนซ์เพิ่มขึ้นทันที ซึ่งอาจลบล้างผลสำเร็จจากการปฏิรูปการคลังและการสร้างความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุนที่ประเทศนั้น ๆ พยายามทุ่มเททำมาทั้งหมด ต่อให้รัฐบาลจะทำทุกอย่างถูกต้องในประเทศของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการลดความสูญเสีย เพิ่มรายได้ และสร้างความเชื่อมั่น แต่ก็ยังอาจต้องเผชิญกับภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นอยู่ดี เพียงเพราะการตัดสินใจที่เกิดขึ้นในประเทศมหาอำนาจ

    IMF ยังย้ำด้วยว่า ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุดเท่านั้น เพราะตลาดเกิดใหม่ที่มีรายได้ปานกลางเองก็ใช้เวลานานหลายปีในการสร้างความไว้วางใจจากนักลงทุน แต่ความสำเร็จเหล่านั้นกลับเสี่ยงที่จะถูกลบล้างด้วยต้นทุนการชำระหนี้ที่สูงขึ้น

    นี่คือเหตุผลที่ทำให้การประชุมครั้งนี้ที่กรุงเทพฯ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกเปรียบเสมือนภาษีซ้ำเติมผู้กู้ที่จำเป็นต้องรีไฟแนนซ์ โดยเฉพาะประเทศที่เพิ่งเริ่มฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเงินของตนเองได้สำเร็จจะกลายเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสะสมทุนสำรอง และยังคงมีภาระหนี้สินก้อนใหญ่ที่ต้องหมุนเวียนกู้ใหม่อยู่ตลอดเวลา

    AI ดาบสองคมเศรษฐกิจโลก ดันต้นทุนกู้ยืมพุ่ง-ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ

    เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กลายเป็นหัวข้อหลักที่สอดแทรกอยู่ในเกือบทุกวาระการประชุม ซึ่งในมุมมองด้านบวกนั้น เป็นที่เชื่อกันว่า AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และช่วยให้ระบบเศรษฐกิจรับมือภาระหนี้สิน รวมถึงแรงกดดันจากกำลังแรงงานที่ลดลงอันเป็นผลจากปัญหาประชากรสูงวัย

    อย่างไรก็ตาม โอกาสย่อมมาพร้อมความเสี่ยง โดย IMF มองว่า การที่ตลาดอาจเกิดการปรับฐานอันเป็นผลมาจากการประเมินความสามารถในการทำกำไรของ AI ใหม่ ถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงขาลง ขณะที่ฟิทช์ (Fitch) ก็เคยออกมาเตือนเรื่องโอกาสที่ตลาด AI จะเกิดการปรับฐานเช่นกัน เมื่อพิจารณาจากราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่พุ่งสูงเกินจริง บวกกับหนี้สินจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ยังมองว่า AI กำลังเพิ่มความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา เพราะประเทศที่มีศักยภาพในการเข้าถึง AI เงินทุน และเทคโนโลยีขั้นสูงได้มากกว่า จะอยู่ในจุดที่ได้เปรียบในการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

    ประเด็นเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยี AI กำลังกู้ยืมเงินมหาศาล ซึ่งเข้าไปเพิ่มดีมานด์ในตลาดทุนและดันอัตราผลตอบแทนให้ปรับตัวสูงขึ้น และหากกระแสฟองสบู่ AI เกิดการพลิกผัน ตลาดก็อาจมีการปรับราคาอย่างรุนแรง จนส่งผลกระทบเป็นลูกคลื่นไปยังกลุ่มประเทศที่มีความสามารถในการรองรับแรงกระแทกได้น้อยที่สุด

    เปิด 5 ไฮไลต์สำคัญเวที IMF กรุงเทพฯ: จับตาประธานเฟด-รายงานเศรษฐกิจโลก-วิกฤตฮอร์มุซ

    • รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) วันที่ 13 ตุลาคม: ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญด่านแรกที่ต้องจับตา เพื่อดูว่าแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยังคงเกาะกลุ่มตามประมาณการเดิมหรือไม่ และ IMF ยังคงยึดสมมติฐานเรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซตามเดิมหรือไม่ หากรายงานฉบับนี้ส่งสัญญาณขยายระยะเวลาฟื้นตัวของสถานการณ์พลังงานออกไปอีก กลุ่มประเทศผู้นำเข้าพลังงานอาจต้องเตรียมรับมือกับการถูกหั่นประมาณการเศรษฐกิจลง
    • จับตา “เควิน วอร์ช” ขึ้นเวที ก่อน FED Blackout: หนึ่งในไฮไลต์สำคัญในการประชุมนี้ คือการปรากฏตัวของเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งเป็นผู้กุมบังเหียนธนาคารกลางที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก โดยประธานเฟดมีกำหนดขึ้นเวทีร่วมกับคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF ในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม เวลา 10:30-11:00 น. ในรายการที่ใช้ชื่อว่า “Managing Director’s Fireside Chat with Federal Reserve Chairman Kevin Warsh” ซึ่งทั้งสองจะพูดคุยกันบนเวทีเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และทิศทางนโยบายของเฟด โดยคาดว่าจะเป็นที่สนใจของตลาดการเงินทั่วโลก
      การกล่าวถ้อยแถลงของวอร์ชในวันที่ 16 ตุลาคม ถือว่ามีความสำคัญ เนื่องจากวันที่ 17 ตุลาคม เป็นวันที่เฟดจะเริ่มเข้าสู่ช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 27-28 ตุลาคม
    • บททดสอบอำนาจของ IMF ต่อประเทศมหาอำนาจ: สถาบันคลังสมอง แอตแลนติก เคาน์ซิล (Atlantic Council) มองว่า การประชุมที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญว่า IMF พร้อมจะใช้อำนาจของตนเองหรือไม่ หาก IMF ไม่สามารถส่งเสียงเตือนได้อย่างตรงไปตรงมาในยามที่นโยบายของประเทศเหล่านี้กำลังคุกคามเสถียรภาพการเงินโลก หน้าที่ในการกำกับดูแลของ IMF ก็แทบไม่เหลือความหมายในทางปฏิบัติ เพราะต้นตอของแรงกดดันในปัจจุบันมาจากปัญหาการขาดดุลมหาศาลของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ จึงต้องจับตาดูน้ำหนักและภาษาที่ IMF เลือกใช้เตือนมหาอำนาจทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก
    • ความย้อนแย้งเรื่อง AI: คาดว่าจะมีมุมมองที่ขับเคี่ยวกันสองฝั่ง ด้านหนึ่งคือการนำเสนอโอกาส ทั้งเรื่องการสร้างงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการกระตุ้นการลงทุนจากภาคเอกชน ส่วนอีกด้านคือความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่สูงเกินจริง การกระจุกตัวของผลประโยชน์อยู่เพียงบางกลุ่ม และความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่ต้องจับตาคือ บรรดาผู้นำจะยอมรับความเป็นจริงว่า กระแสเงินทุนที่ไหลทะลักเข้าสู่วงการ AI อาจกำลังแย่งชิงสภาพคล่องไปจากผู้กู้รายอื่นในตลาดหรือไม่
    • ช่องแคบฮอร์มุซ: พลังงานคือประเด็นที่แทรกซึมอยู่ในทุกเรื่อง หากช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดทำการได้ตามปกติ ก็จะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และในทางทฤษฎีจะช่วยลดความร้อนแรงของผลตอบแทนพันธบัตรลงได้บ้าง แต่หากยังคงปิดทำการอยู่อย่างต่อเนื่อง แรงกดดันนี้ก็จะยังคงอยู่ต่อไป ดังนั้น ความเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนแปลงสถานะของช่องแคบแห่งนี้ตลอดสัปดาห์การประชุม จะส่งผลกระทบสะท้อนไปถึงทุกวงหารืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    การหวนคืนสู่กรุงเทพฯ ในรอบ 35 ปี ของการประชุม IMF-เวิลด์แบงก์ จึงไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์แสดงความพร้อมของไทยและบทบาทที่โดดเด่นของภูมิภาคเอเชียบนเวทีโลกเท่านั้น หากแต่ยังเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของระบบการเงินระหว่างประเทศในการหาทางออกให้กับโจทย์ใหญ่ที่ท้าทาย ทั้งวิกฤตภาระหนี้สิน ต้นทุนการกู้ยืมที่พุ่งสูงตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตร และความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีที่กำลังขยายตัว ท่ามกลางสายตาของประชาคมโลกที่จับจ้องมายังเวทีกรุงเทพฯ ผลลัพธ์จากการหารือตลอดสัปดาห์หน้าจะเข้ามาเป็นตัวชี้ชะตาว่า ผู้นำระดับโลกจะส่งเสียงเตือนอย่างตรงไปตรงมา และร่วมกันประคับประคองกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาให้ก้าวผ่านคลื่นความผันผวนครั้งนี้ไปได้หรือไม่

    โดย กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์/กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/660521&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pEHl5-4A4lnFqGDlDgGOO

  • จับตาสถานการณ์

    จับตาสถานการณ์

    สถานการณ์น้ำท่วมขังใน 31 จังหวัดทั่วประเทศ ที่ส่งผลกระทบยืดเยื้อ ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักแก่ผู้ประกอบการรายย่อย โดย ม.หอการค้าไทย ประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจอาจพุ่งสูงเกือบ 30,000 ล้านบาท หากสถานการณ์ลากยาว 17-19 วัน ซึ่งกลุ่มค้าปลีก บริการ ร้านอาหาร และขนส่ง แบกรับความเสียหายมากที่สุดถึง 2 ใน 3

    ด้านผู้ประกอบการรายย่อยเรียกร้องให้ภาครัฐออกมาตรการพักชำระหนี้และลดดอกเบี้ย เพื่อเติมสภาพคล่องและฟื้นฟูกิจการ

    ม.หอการค้าไทย เตือนน้ำท่วมยืดเยื้อกระทบเศรษฐกิจเฉียด 3 หมื่นล้าน คิดเป็น 0.11% ของ GDP

    มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ 31 จังหวัดทั่วประเทศ หากสถานการณ์ต่อเนื่องนาน 14 วัน (25 ก.ย. – 8 ต.ค. 69) จะสร้างความเสียหายราว 22,500 ล้านบาท

    แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนานถึง 17–19 วัน คาดว่ามูลค่าความเสียหายจะสูงเกือบ 30,000 ล้านบาท แม้คิดเป็นร้อยละ 0.11 ของ GDP ซึ่งยังไม่เปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจทั้งปี 2569 แต่ถือเป็นแรงกดดันสำคัญในช่วงที่เหลือของปี

    กลุ่มผู้ประกอบการที่น่าเป็นห่วงที่สุดจากวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ คือ กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยในภาคการค้าปลีก การบริการ ร้านอาหาร และธุรกิจขนส่ง

    มีการประเมินว่าผู้ประกอบการกลุ่มนี้ ต้องแบกรับภาระความเสียหายคิดเป็น 2 ใน 3 ของความเสียหายทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่าสูงถึงประมาณ 15,000 ล้านบาท

    ในพื้นที่ชุมชนเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ผู้ประกอบการรายย่อยได้เข้าสำรวจความเสียหายภายในร้าน หลังต้องเผชิญกับน้ำท่วมขังมานานเกือบ 10 วัน

    จากการสำรวจพบว่าธุรกิจส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมด ทั้งในส่วนของทรัพย์สินและสินค้าอุปโภคบริโภคภายในร้านที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้งานได้

    ผู้ประกอบการศูนย์ซ่อมโทรศัพท์มือถือรายหนึ่งที่เพิ่งกลับมาเปิดร้านได้เป็นวันแรก พบความเสียหายของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และตู้โชว์สินค้ารวมกว่า 50,000 บาท

    เนื่องจากเพิ่งลงทุนเปิดร้านได้ไม่ถึง 1 ปี และยังไม่คืนทุน จึงอยากให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือเติมสภาพคล่อง เช่น การพักชำระหนี้ หรือลดดอกเบี้ย เพื่อนำเงินมาหมุนเวียนฟื้นฟูกิจการต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/program/khaoTieng/watch/fyao89pntw23&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39nnNdGeJNiPQbPeO_IQIq

  • กกร.จี้รัฐยกเครื่องรับมือน้ำท่วม ดึงเอกชนนั่ง กนช.เร่งฟื้นกิจกรรมเศรษฐกิจ

    กกร.จี้รัฐยกเครื่องรับมือน้ำท่วม ดึงเอกชนนั่ง กนช.เร่งฟื้นกิจกรรมเศรษฐกิจ

    วันนี้ (7 ต.ค.2569) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ภาครัฐและภาคเอกชนมีทิศทางสอดคล้องกันในการยกระดับเศรษฐกิจไทย โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจเติบโตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี และ GDP ในอุตสาหกรรมเป้าหมายขยายตัว 5.5% ซึ่งสอดรับกับ 7 กลุ่มธุรกิจภายใต้ Reinvent Thailand และข้อเสนอของธนาคารโลก

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

    กกร.พร้อมร่วมขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. ใน 3 ระยะ ได้แก่ Stabilize Todayแก้ปัญหาเร่งด่วนและปลดล็อกอุปสรรค Transition Nowเร่งการปรับตัวสู่เทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ และ Invest for Tomorrow ลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทักษะ และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

    สำหรับกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 กกร.ปรับประมาณการ GDP เป็นขยายตัว 2.1-2.5% จากกรอบเดิมช่วงเดือนมิ.ย.-ส.ค.ที่ 1.6-2.0% ขณะที่การส่งออกปรับเพิ่มเป็นขยายตัว 12-16% จากเดิม 8-10% ส่วนเงินเฟ้อยังคงกรอบเดิมที่ 2.5-3.0%

    กกร.จี้รัฐยกเครื่องรับมือน้ำท่วม  ดึงเอกชนนั่ง กนช.เรง่ฟื้นกิจกรรมเศรษฐกิจ

    กกร.จี้รัฐยกเครื่องรับมือน้ำท่วม ดึงเอกชนนั่ง กนช.เรง่ฟื้นกิจกรรมเศรษฐกิจ

    สำหรับสถานการณ์น้ำท่วม กกร.เห็นว่าภัยธรรมชาติกำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทย โดยที่ผ่านมา ภาครัฐต้องใช้งบประมาณเฉลี่ย 50,000-60,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อเยียวยาความเสียหายจากภัยธรรมชาติ

    น้ำท่วมครั้งล่าสุดส่งผลกระทบต่อประชาชน ธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ภาคเกษตร และการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และซัพพลายเชนในภาคกลางและภาคตะวันออก รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ตลอดจนสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของภาคธุรกิจและประชาชน ซึ่งยังไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ และยังเพิ่มภาระหนี้ รวมทั้งกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน

    ดังนั้น กกร.เห็นว่า ไทยจำเป็นต้องแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ต้องเปลี่ยนจากการเยียวยาหลังเกิดเหตุมาเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าและบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Resilience

    กกร.จี้รัฐยกเครื่องรับมือน้ำท่วม  ดึงเอกชนนั่ง กนช.เรง่ฟื้นกิจกรรมเศรษฐกิจ

    กกร.จี้รัฐยกเครื่องรับมือน้ำท่วม ดึงเอกชนนั่ง กนช.เรง่ฟื้นกิจกรรมเศรษฐกิจ

    การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า หรือ Early Warning ในระดับพื้นที่ให้รวดเร็ว แม่นยำ และมีข้อมูลเพียงพอต่อการตัดสินใจ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจเตรียมรับมือได้ทัน พร้อมยกระดับระบบบริหารจัดการน้ำตั้งแต่การกักเก็บ ส่ง และระบายน้ำ การจัดเตรียมพื้นที่รองรับน้ำหลาก ตลอดจนการป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม

    นอกจากนี้ ต้องบูรณาการผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับทิศทางการไหลของน้ำและความเสี่ยงจากอุทกภัย รักษาทางน้ำและพื้นที่รับน้ำ รวมทั้งพัฒนากลไกประกันภัยพิบัติ เพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ รักษาความต่อเนื่องของการผลิต และฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน

    กกร.จี้รัฐยกเครื่องรับมือน้ำท่วม  ดึงเอกชนนั่ง กนช.เรง่ฟื้นกิจกรรมเศรษฐกิจ

    กกร.จี้รัฐยกเครื่องรับมือน้ำท่วม ดึงเอกชนนั่ง กนช.เรง่ฟื้นกิจกรรมเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ กกร.เตรียมจัดทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อผลักดันให้ภาครัฐเร่งพิจารณาแนวทางเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย พร้อมเสนอให้มีผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และคณะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการน้ำ 3 คณะ ได้แก่ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำและโครงการสำคัญ คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และคณะอนุกรรมการพัฒนาหลักเกณฑ์นวัตกรรมการบริหารทรัพยากรน้ำของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)

    พร้อมกันนี้ กกร.มีมติจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อประเมินผลกระทบจากอุทกภัย และจัดทำข้อเสนอในการเตรียมความพร้อมและฟื้นฟู ตลอดจนจัดทำแผนบูรณาการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ สนับสนุนการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ และเร่งฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

    อ่านข่าว:

    ท่องเที่ยวชลบุรีจับตาน้ำท่วมก่อนเข้าไฮซีซัน พัทยายกเลิกจอง 10–20%

    “เอกนิติ-กกร.ดัน 7 ธุรกิจ ขับเคลื่อน Reinvent Thailand ตั้งเป้า GDP โต 3%

    เก็บ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” 450 บาทนักเที่ยวต่างชาติ คาดเริ่มไตรมาส1ปีหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/559287&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mVeNP0vj-iQHy2Zk11Yvm

  • รัฐ-เอกชนผนึกอุ้ม‘เศรษฐกิจ’ ยกการ์ดสูงสกัดเอฟเฟกต์น้ำท่วม

    รัฐ-เอกชนผนึกอุ้ม‘เศรษฐกิจ’ ยกการ์ดสูงสกัดเอฟเฟกต์น้ำท่วม

    ภาคเอกชน ตลาดทุน ภาครัฐ ร่วมมือเร่งวางมาตรการรับมือสถานการณ์อุทกภัยอย่างเข้มข้น WHA ยืนยันนิคมฯ ปลอดภัยจากน้ำท่วม ดันลงทุนใหม่ “ส.อ.ท.” ตั้งวอร์รูมช่วยสมาชิก จี้รัฐเร่งสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า “พาณิชย์” เร่งกระจายสินค้าเข้าพื้นที่เสี่ยง หวั่นขนส่งสะดุด “เฟทโก้” ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมไม่รุนแรงเท่าปี 54

    • ภาครัฐและเอกชนร่วมประเมินสถานการณ์น้ำท่วม โดยเชื่อว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะเป็นระยะสั้นและไม่รุนแรงเท่าปี 2554 เนื่องจากมีการเตรียมความพร้อมที่ดีกว่า
    • ภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลเร่งพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสียหายต่อภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในระยะยาว
    • กระทรวงพาณิชย์ออกมาตรการดูแลปัญหาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยขอความร่วมมือชะลอการส่งออกไข่ไก่ 30-50% เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการในประเทศ

    จากสถานการณ์น้ำท่วมปี 69 ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐ แม้จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยระยะสั้น เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานภาคอุตสาหกรรมและตลาดทุนยังมีภูมิคุ้มกันที่ดี ดังนั้น รัฐต้องเร่งแก้ปัญหาการกระจายสินค้า และการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อไม่ให้ความเสียหายลุกลามไปยังกำลังซื้อฐานรากของประเทศ

    นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์น้ำท่วมเป็นผลกระทบในระยะสั้นซึ่งปีนี้เน้นหนักในพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นหลัก แต่ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมและการผลิตของ WHA ยังไม่ได้รับผลกระทบ

    ทั้งนี้ ยืนยันว่านิคมอุตสาหกรรมของ WHA ทั้ง 15 แห่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่ EEC 14 แห่ง และสระบุรี 1 แห่ง รวมถึงศูนย์โลจิสติกส์ (Logistics Center) อีกกว่า 50 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในแถบบางนา-ตราด ทุกแห่งยังคงปลอดภัยและมีระบบบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นอย่างดี

    สิ่งสำคัญหลังจากนี้คือ การเร่งดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ เข้าประเทศ หลังจากหลายปีที่ผ่านมามีการดึงการลงทุนเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงการสร้างโรงงาน เริ่มเดินหน้าการผลิต และส่งออกอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การจัดงานประชุมระดับโลกที่มีผู้นำกว่า 5,000 คน ยังเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพและความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยเพื่อต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจ

    ส.อ.ท.เร่งรัฐเร่งสร้างระบบ Early Warning

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ประเด็นวิกฤติปัญหาน้ำท่วมที่กระทบภาคเอกชนและภาคธุรกิจ เห็นว่าอุทกภัยที่เกิดขึ้นสร้างผลกระทบวงกว้างตั้งแต่ระดับประชาชน พนักงานและกระบวนการผลิตภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเชื่อมโยงเป็นห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่มีความยาวและต่อเนื่องกัน

    ทั้งนี้ เพื่อรับมือวิกฤตการณ์ดังกล่าว ส.อ.ท.เปิดวอร์รูม (War Room) ทำหน้าที่ดูแลและเร่งช่วยเหลือสมาชิก ส.อ.ท.รวมถึงภาคอุตสาหกรรมในภาวะวิกฤติใกล้ชิด โดยภารกิจสำคัญขณะนี้เป็นการพยายามผลักดันให้น้ำลดลงเร็วที่สุด เพื่อให้ภาคธุรกิจและโรงงานกลับเข้ามาฟื้นตัวและเปิดดำเนินกระบวนการผลิตได้ปกติ

    นอกจากนี้ ส.อ.ท.เสนอแนะข้อเสนอสำคัญต่อภาครัฐ โดยย้ำความจำเป็นการเร่งพัฒนาและสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) ที่มีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมาระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพของประเทศยังไม่มีเพียงพอ ทำให้ครั้งนี้ต้องให้ความสำคัญและเร่งปรับปรุงระบบดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อสร้างระบบป้องกันและลดความเสียหายต่อภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมระยะยาว

    “เฟทโก้” ชี้อุทกภัยปีนี้ไม่น่าห่วง

    นายไพบูลย์ นรินทรางกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า จากความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน เมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤติอุทกภัยปี 2554 พบว่า สถานการณ์ในปัจจุบันมีความรุนแรงเบากว่ามาก เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูฝน ต่างจากปี 2554 ที่มีปริมาณน้ำสะสมมหาศาลมาตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม

    นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาความจุของเขื่อนขนาดใหญ่ 32 แห่งทั่วประเทศ ปัจจุบันมีระดับน้ำเก็บกักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 82% ขณะที่ปี 2554 อยู่สูงถึง 94% ซึ่งยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 12,700 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อเทียบกับปี 2554 ที่เหลือความจุรองรับเพียง 4,500 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น

    เมื่อเจาะลึกรายเขื่อน พบว่า ปัจจุบันมีเขื่อนที่น้ำเต็ม 100% เพียง 3 แห่ง เทียบกับปี 2554 ที่มีถึง 12 แห่ง ขณะที่เขื่อนหลักขนาดใหญ่ 2 เขื่อน คือ ในภาคเหนืออย่างเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำอยู่ที่ 67% และเขื่อนสิริกิติ์อยู่ที่ 80% ซึ่งยังรองรับน้ำได้อีกจำนวนมาก เทียบกับปี 2554 สองเขื่อนนี้รับน้ำไม่ได้อีกแล้ว

    ยันกระทบ บจ.จำกัด-กลุ่มซ่อมแซมได้อานิสงส์

    สำหรับผลกระทบน้ำท่วมรอบนี้ ต่อบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ประเมินว่า น้อยมาก เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมและ บจ. ส่วนใหญ่มีการเตรียมพร้อมและยกระดับมาตรการป้องกันโรงงานมาตั้งแต่ปี 2554 แล้ว แม้มองว่า จะมีผลกระทบทางอ้อมต่อกำลังซื้อของประชาชนในพื้นที่บ้าง แต่กลุ่มธุรกิจบางประเภทกลับได้รับอานิสงส์จากการซ่อมแซมบ้านเรือนและมาตรการเยียวยาจากภาครัฐ 

    ทั้งนี้ ทำให้ภาพรวมผลประกอบการ บจ. ยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้น ซึ่งนักลงทุนต่างชาติและสถาบันต่างเข้าใจดีว่าภัยธรรมชาติเป็นปัจจัยชั่วคราวและหันไปเน้นปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) เป็นหลัก

    ดังนั้น แนวโน้มทิศทางตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4 ปีนี้ นายไพบูลย์ คาดว่า จะกลับเข้าสู่ ทิศทางขาขึ้น หลังจากการปรับฐาน มองกรอบเป้าหมาย SET Index ไว้ที่ 1,650-1,700 จุด

    สำหรับปัจจัยสนับสนุนในประเทศ มีความผ่อนคลายทั้งจากสถานการณ์น้ำท่วมที่คาดไม่ได้รุนแรงและอยู่ในวิสัยที่จัดการได้,การเมืองที่นิ่งขึ้น และคาดการณ์กำไร บจ. ในไตรมาส 3 ที่จะโตกว่า 20% ส่งผลให้กำไร บจ. ทั้งปี 2569 มีโอกาสเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 15–20% ซึ่งจะเป็นปัจจัยดึงดูดให้เม็ดเงินต่างชาติ (Fund Flow) หันกลับเข้ามาซื้อสะสมหุ้นไทยอีกครั้งในระยะถัดไป

    “พาณิชย์” พร้อมรับมือน้ำท่วม

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงมาตรการรับมือสถานการณ์อุทกภัยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้ง Single Command โดยให้พาณิชย์จังหวัดทำหน้าที่ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569 เพื่อรวบรวมข้อมูลความต้องการสินค้าและปัญหาในแต่ละพื้นที่ พร้อมประสานผู้ผลิต ผู้จัดส่ง ห้างค้าปลีกค้าส่ง และตลาดทั่วประเทศ เพื่อให้มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

    หากพื้นที่ใดประสบปัญหาด้านการขนส่งและกระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้โดยตรง จะประสานกระทรวงกลาโหมและกองทัพเข้าช่วยลำเลียงสินค้าและสิ่งของจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ โดยกรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ที่อาจเกิดภาวะสินค้าขาดแคลนหรือมีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา

    ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์กระจายสินค้า เพื่อประเมินกำลังคน รอบการขนส่ง และปริมาณสต๊อกสินค้า โดยล่าสุดได้ลงพื้นที่ศูนย์กระจายสินค้าในจังหวัดปทุมธานี และขอให้ผู้ประกอบการเพิ่มและสำรองสต๊อกสินค้าในสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เพื่อรองรับความต้องการในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม

    นางศุภจี กล่าวว่า ขณะนี้สินค้าบางรายการ เช่น ไข่ไก่และผักสด เริ่มมีปัญหาด้านราคาในบางพื้นที่ เนื่องจากการขนส่งยังติดขัดจากสถานการณ์น้ำท่วม กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งเชื่อมโยงผู้ผลิตกับตลาดและพื้นที่ที่มีความต้องการ โดยเฉพาะตลาดขนาดใหญ่ เช่น ตลาดสี่มุมเมือง เพื่อกระจายสินค้าเข้าสู่พื้นที่ต่างๆ อย่างทั่วถึง

    นอกจากนี้ ยังเตรียมความพร้อมด้านสินค้าเพื่อรองรับเทศกาลกินเจที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม โดยประสานผู้ผลิตและตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้สถานการณ์น้ำท่วมกระทบต่อปริมาณสินค้าและราคาสินค้าในช่วงเทศกาล

    ชะลอส่งออกไข่ 30-50% ดึงสต๊อกไว้ในประเทศ

    สำหรับสถานการณ์ไข่ไก่ กรมการค้าภายในได้ประชุมร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยง ผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่ง ห้างสรรพสินค้า และเกษตรกร เพื่อประเมินปริมาณไข่ไก่และบริหารจัดการให้มีเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ

    มาตรการสำคัญคือ ขอความร่วมมือผู้ส่งออกชะลอการส่งออกไข่ไก่ประมาณ 30-50% และยืดระยะเวลาการส่งออกออกไปประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้มีปริมาณไข่ไก่สำรองและกระจายอยู่ในประเทศอย่างทั่วถึง พร้อมขอความร่วมมือผู้เลี้ยงให้ยืดอายุแม่ไก่ไข่ เพื่อช่วยรักษาปริมาณผลผลิตในระบบ

    ทั้งนี้ หากประชาชนพบปัญหาไข่ไก่หรือสินค้าจำเป็นมีราคาไม่เป็นธรรม สินค้าขาดแคลน หรือพบปัญหาในพื้นที่ที่หน่วยงานยังเข้าไม่ถึง สามารถแจ้งกรมการค้าภายในผ่านสายด่วน **1569** เพื่อให้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบและแก้ไขปัญหา

    นางศุภจี กล่าวว่า ระยะเวลาที่สถานการณ์สินค้าจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมยังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจน เนื่องจากต้องติดตามสถานการณ์น้ำป่าและผลกระทบในแต่ละพื้นที่ โดยปัจจุบันมีพื้นที่ได้รับผลกระทบแล้วกว่า 30 จังหวัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1255270&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2r-eWebdOvumyd5Kq2x4Db

  • ‘ดอลลาร์’ ยังครองบัลลังก์เงินโลก! จีนต้องเปิดทาง ‘หยวน’ หากคิดเปลี่ยนขั้วอำนาจ

    ‘ดอลลาร์’ ยังครองบัลลังก์เงินโลก! จีนต้องเปิดทาง ‘หยวน’ หากคิดเปลี่ยนขั้วอำนาจ

    ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยและความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ ผ่านรายการ “สนามข่าว 96” โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตประมาณ 2% ต่อปี ขณะที่ระยะต่อไปยังต้องจับตาความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน การเมืองยุโรป และความเปลี่ยนแปลงของระบบการเงินโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานะของดอลลาร์ในระยะยาว

    เศรษฐกิจไทยโต 2% ยังมีแรงกดดันจากน้ำมัน-การเติบโตที่ไม่ทั่วถึง

    ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยที่ธนาคารโลกประเมินไว้ที่ประมาณ 2% สอดคล้องกับมุมมองของ InnovestX ที่ประเมินไว้โดยตลอดว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตในระดับประมาณ 2% ต่อปีในช่วง 2 ปีข้างหน้า แม้ภาครัฐอาจประเมินตัวเลขไว้สูงกว่าเล็กน้อย

    ส่วนปัจจัยน้ำท่วมอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่หากสถานการณ์ไม่รุนแรงมาก ผลกระทบอาจถูกชดเชยด้วยมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” ที่กำลังจะเข้ามา

    อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพใหญ่ การเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังมาจากการลงทุนและการส่งออก โดยเฉพาะกระแสการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งแม้จะช่วยหนุนการส่งออก แต่ก็นำไปสู่การนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย ทำให้เกิดแรงกดดันต่อดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด

    ขณะเดียวกัน การเติบโตทางเศรษฐกิจยังไม่ได้กระจายไปในวงกว้าง ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตอย่างเต็มที่ และหากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง จะยิ่งกดดันการใช้จ่ายของประชาชนในระยะต่อไป

    ดอลลาร์แกว่งตัว หลังยูโรอ่อนค่า-การเมืองยุโรปเพิ่มความเสี่ยง

    ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวถึงความผันผวนของดอลลาร์ว่า ปัจจุบันค่าเงินดอลลาร์มีลักษณะสลับแข็งค่าและอ่อนค่า แต่ช่วงหลังเริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้น โดยดัชนีดอลลาร์ หรือ DXY ซึ่งวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุล สะท้อนการแข็งค่าของดอลลาร์ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับยูโรที่อ่อนค่าลงอย่างมาก

    นอกจากปัจจัยเรื่องน้ำท่วม ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย และราคาน้ำมันแล้ว อีกประเด็นที่ควรจับตาคือผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Bond Yield ในยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศสที่ปรับตัวขึ้นค่อนข้างแรง

    สาเหตุสำคัญมาจากความเสี่ยงด้านงบประมาณของฝรั่งเศส ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันในการลดการขาดดุล หลังจากมีการใช้จ่ายด้านสวัสดิการในระดับสูง ขณะที่รายได้ไม่เพียงพอกับภาระ โดยเฉพาะจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น

    รัฐบาลจึงมีแนวคิดปรับเพิ่มอายุเกษียณ รวมถึงลดภาระด้านบำนาญและสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ เพื่อดูแลฐานะการคลังให้ดีขึ้น แต่แนวทางดังกล่าวเผชิญเสียงต่อต้านทางการเมืองอย่างมาก จนเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

    ฝรั่งเศสเคยเผชิญความปั่นป่วนทางการเมืองอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา โดยมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 5 คนในปีเดียว ขณะที่นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดลาออก ก่อนถูกประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ขอให้กลับมารับตำแหน่งอีกครั้งเพื่อช่วยดูแลด้านการคลัง และในปีนี้ก็กลับมาเผชิญความเสี่ยงอีกครั้ง

    นอกจากฝรั่งเศสแล้ว หลายประเทศในยุโรปก็มีความเสี่ยงทางการเมืองเพิ่มขึ้น เช่น สเปนที่เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง รวมถึงเยอรมนี ทำให้ความเสี่ยงทางการเมืองในยุโรปเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวขึ้น และกดดันให้เงินยูโรอ่อนค่าลง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นในช่วงนี้

    ดอลลาร์ยังครองอำนาจ แต่ความเป็น “เงินโลก” เริ่มถูกตั้งคำถาม

    ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า หากมองในภาพระยะยาว ดอลลาร์อาจเผชิญความท้าทายต่อการเป็นสกุลเงินหลักของโลก เนื่องจากสหรัฐฯ ใช้ประโยชน์จากสถานะของดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินหลักในการดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจและการเงิน รวมถึงการคว่ำบาตรประเทศต่าง ๆ และจำกัดการเข้าถึงระบบการโอนเงินระหว่างประเทศ เช่น SWIFT

    ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ใช้มาตรการลักษณะดังกล่าวกับหลายประเทศ รวมถึงรัสเซียและอิหร่าน ทำให้เกิดคำถามต่อความเป็นกลางและความยั่งยืนของระบบที่มีดอลลาร์เป็นศูนย์กลาง

    ดร.ปิยศักดิ์ ย้อนถึงที่มาของสถานะดอลลาร์ว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลายประเทศแข่งขันกันลดค่าเงินเพื่อเพิ่มความสามารถในการส่งออก จนเกิดความปั่นป่วนในระบบเศรษฐกิจโลก และนำไปสู่การประชุมที่เบรตตันวูดส์ รัฐนิวแฮมป์เชียร์ สหรัฐฯ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF

    ระบบดังกล่าวกำหนดให้สกุลเงินต่าง ๆ ผูกกับดอลลาร์ และดอลลาร์ผูกกับทองคำ โดยในขณะนั้นกำหนดมูลค่าทองคำไว้ที่ประมาณ 35 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน จะประกาศยุติการผูกดอลลาร์กับทองคำในเวลาต่อมา หลังสหรัฐฯ มีภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากจากสงครามเวียดนาม

    แนวคิดในยุคนั้นสะท้อนผ่านคำกล่าวของรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ที่ว่า “Our Dollar, Your Problem” หรือดอลลาร์เป็นเงินของสหรัฐฯ แต่ปัญหาจากความผันผวนของดอลลาร์เป็นปัญหาของประเทศอื่น ซึ่งสะท้อนถึงอำนาจของสหรัฐฯ ในระบบการเงินโลก

    ปัจจุบัน ทั้งมาตรการทางภาษี สงครามในตะวันออกกลาง และหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่กดดันสถานะของดอลลาร์ในฐานะเครื่องมือทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจในระยะยาว

    ‘หยวน’ ยังไม่ขึ้นแท่น เพราะจีนไม่เปิดเงินออกสู่โลก

    ดร.ปิยศักดิ์ อ้างถึงมุมมองของ Kenneth Rogoff นักเศรษฐศาสตร์และอดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF ซึ่งศึกษาประวัติศาสตร์ของดอลลาร์และการแข่งขันจากสกุลเงินอื่น โดยที่ผ่านมาเคยมีหลายสกุลเงินที่ถูกมองว่าสามารถขึ้นมาท้าทายดอลลาร์ ทั้งรูเบิลของรัสเซีย เงินเยนของญี่ปุ่น ยูโร รวมถึงเงินหยวนของจีน

    อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีสกุลเงินใดสามารถขึ้นมาแทนที่ดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเงินหยวน ซึ่งมีศักยภาพสูงจากขนาดเศรษฐกิจจีนและปริมาณการค้าระหว่างจีนกับประเทศต่าง ๆ

    ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า หากพิจารณาจากปริมาณการค้าระหว่างไทยกับจีน เงินหยวนควรมีบทบาทมากกว่าปัจจุบัน แต่จีนยังไม่ต้องการเปิดให้เงินหยวนออกไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจโลก หรือทำให้เกิด Internationalization อย่างเต็มรูปแบบ เพราะกังวลถึงความผันผวนของเงินทุนไหลเข้าและไหลออก

    ตัวอย่างสำคัญเกิดขึ้นในปี 2015 เมื่อเศรษฐกิจจีนเผชิญแรงกังวลและเงินหยวนอ่อนค่าลงอย่างมาก ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากประเทศ จีนจึงต้องใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมหาศาลเพื่อรับมือกับแรงเก็งกำไร โดยขณะนั้นจีนมีทุนสำรองประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์ และใช้ไปประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อดูแลค่าเงิน

    ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้จีนระมัดระวังการเปิดเสรีเงินทุนและการทำให้หยวนเป็นสกุลเงินหลักของโลกมากขึ้น ขณะที่ในทางปฏิบัติ เงินหยวนยังไม่ได้มีสภาพคล่องและการเข้าถึงในระดับเดียวกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ เช่น เยนหรือวอน

    เมื่อเงินหยวนยังไม่สามารถขยายบทบาทได้เต็มที่ ดอลลาร์จึงยังคงครองความเป็นสกุลเงินหลัก และทำให้สหรัฐฯ สามารถใช้อำนาจทางการเงินระหว่างประเทศได้อย่างมาก

    Stablecoin-CBDC ยังไม่เปลี่ยนเกมการเงินโลก

    ส่วนความพยายามใช้คริปโทเคอร์เรนซีและ Stablecoin เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ในระบบการเงิน ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเดิมได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะประชาชนยังไม่ได้มีความเชื่อมั่นมากพอ ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกก็ไม่ต้องการสูญเสียอำนาจในการควบคุมระบบการเงิน

    ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารกลางหลายแห่งจึงเคยพัฒนาแนวคิด Central Bank Digital Currency หรือ CBDC ซึ่งเป็นเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง แต่ท้ายที่สุดหลายประเทศยังไม่ได้ผลักดันให้เกิดการใช้งานในวงกว้าง เนื่องจากระบบการเงินแบบเดิมยังสามารถทำงานได้ และธนาคารกลางยังสามารถรักษาอำนาจในการกำกับดูแลระบบการเงินไว้ได้

    สำหรับประเทศไทยก็เคยมีการพูดถึงการพัฒนาเงินดิจิทัลของธนาคารกลางเช่นกัน แต่แนวโน้มในระยะสั้นถึงระยะกลางยังเป็นการดำเนินงานผ่านระบบการเงินแบบเดิมมากกว่า

    ดอลลาร์ยังเป็น “พระเจ้า” แต่ธนาคารกลางหันสะสมทองคำ

    ดร.ปิยศักดิ์ สรุปว่า ในระยะสั้นถึงระยะกลาง ดอลลาร์ยังคงเป็นสกุลเงินหลักของโลก แม้การใช้งานอาจเริ่มลดลงบ้าง เนื่องจากธนาคารกลางหลายประเทศตระหนักว่า หากพึ่งพาดอลลาร์มากเกินไป สหรัฐฯ สามารถนำดอลลาร์มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและเศรษฐกิจได้

    สิ่งที่หลายประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยงคือการถือครองทองคำ โดยธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย มีการสะสมทองคำเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ทองคำยังมีข้อจำกัด เนื่องจากไม่สามารถใช้แลกเปลี่ยนได้สะดวกเหมือนสกุลเงินทั่วไป และไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย จึงยังไม่สามารถเข้ามาทดแทนดอลลาร์ได้โดยตรง

    จีนต้อง “ยอมเสียสละ” หากต้องการเปลี่ยนขั้วการเงินโลก

    ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า หากจีนต้องการเปลี่ยนดุลอำนาจทางการเงินของโลกอย่างแท้จริง จีนจำเป็นต้องยอมเปิดให้เงินหยวนหมุนเวียนออกนอกประเทศมากขึ้น

    แนวทางหนึ่งคือการยอมให้เกิดการขาดดุลการค้ามากขึ้น โดยใช้เงินหยวนซื้อสินค้าและบริการจากต่างประเทศ หรือเพิ่มการปล่อยเงินกู้และลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันจีนเริ่มดำเนินการมากขึ้นในบางภูมิภาค เช่น แอฟริกา แต่ยังไม่ถึงระดับที่จะทำให้เงินหยวนกลายเป็นสกุลเงินหลักของโลก

    ดังนั้น ในระยะต่อไปความผันผวนของดอลลาร์ยังมีแนวโน้มเกิดขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ทั้งภาครัฐและภาคประชาชนอาจต้องกระจายความเสี่ยงผ่านสินทรัพย์อื่น เช่น ทองคำ เนื่องจากความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์เริ่มลดลงในบางส่วน

    จากปอนด์สู่ดอลลาร์ การเปลี่ยนมหาอำนาจต้องใช้เวลา

    ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านอำนาจของมหาอำนาจโลกไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว แม้สหรัฐฯ จะเริ่มลดความสำคัญลง และจีนมีขนาดเศรษฐกิจและศักยภาพทางทหารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ดอลลาร์ยังเป็นจุดที่จีนตามหลังอยู่

    ตัวอย่างในอดีตคือการเปลี่ยนผ่านจากอังกฤษมายังสหรัฐฯ แม้สหรัฐฯ จะมีขนาดเศรษฐกิจและกำลังทหารเพิ่มขึ้นจนเหนือกว่าอังกฤษแล้ว แต่กว่าที่โลกจะเปลี่ยนจากการใช้เงินปอนด์สเตอร์ลิงมาเป็นดอลลาร์อย่างชัดเจน ก็ต้องใช้เวลาจนถึงช่วงหลังสงครามโลก

    เช่นเดียวกัน แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจค่อย ๆ ลดความสำคัญลง ขณะที่เศรษฐกิจจีนขยายตัวและมีบทบาทมากขึ้น แต่ดอลลาร์ยังมีแนวโน้มครองบทบาทสำคัญและเผชิญความผันผวนต่อไปอีกระยะ

    อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตจีนยอมเปิดให้เงินหยวนเป็นสกุลเงินระหว่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบ และสามารถพัฒนาหยวนให้เป็นหนึ่งในสกุลเงินหลักของโลกได้จริง บทบาทและความสำคัญของดอลลาร์ก็มีแนวโน้มลดลงในระยะย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/s/217189&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YcipV7lTPXAhsBbINa8kQ