Blog

  • สุพรรณบุรีตรวจเข้มจุดเสี่ยงน้ำท่วม เฝ้าระวังพื้นที่เศรษฐกิจ

    สุพรรณบุรีตรวจเข้มจุดเสี่ยงน้ำท่วม เฝ้าระวังพื้นที่เศรษฐกิจ

    วันอังคาร ที่ 06 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 21.06 น.

    สุพรรณบุรีระดมกำลังตรวจเข้มจุดเสี่ยงน้ำท่วม ลุยเช็กแม่น้ำท่าจีน-ตลาดสด ยันสถานการณ์ยังทรงตัว วอนชาวบ้านอดทนห้ามรื้อกระสอบทราย

    ตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรีสนธิกำลังร่วมกับเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำท่วมจุดเสี่ยงและเฝ้าระวังพื้นที่เศรษฐกิจ ตลาดสด พร้อมโรงพยาบาล พร้อมลุยเรือตรวจปริมาณน้ำแม่น้ำท่าจีน ป้องกันอุทกภัยหลังกรมอุตุฯ เตือนฝนตกช่วงวันที่ 5–8 ตุลาคมนี้

    เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 พล.ต.ต.อภิชิต สุรพินิจ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.ศักดิ์ชัย อินรปรีชา, พ.ต.อ.สมพร พุกหอม, พ.ต.อ.กฤศ จันทร์สว่าง, พ.ต.อ.นนท์ ภักดีพันธ์, พ.ต.อ.พีระ อัศวพิบูลย์ผล รอง ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี, พ.ต.อ.บุญย์พัชร์ ปิยะบุญสิทธิ ผกก.สภ.เมืองสุพรรณบุรี, นายสรชัด สุจิตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี เขต 1, นายเอกพันธุ์ อินทร์ใจเอื้อ นายกเทศมนตรีเมืองสุพรรณบุรี, นางศิรพร อินทร์ใจเอื้อ รองนายกเทศมนตรีเมืองสุพรรณบุรี, นายยิ่งยศ อ่ำประไพ เลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองสุพรรณบุรี และคณะผู้บริหารเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ตรวจระดับน้ำแม่น้ำท่าจีน บริเวณจุดเสี่ยงหลังโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช และจุดเสี่ยงในเขตเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี

    จากนั้นคณะได้ลงเรือตรวจปริมาณน้ำในแม่น้ำท่าจีน ตามจุดเสี่ยงพื้นที่เศรษฐกิจ เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์จะมีฝนตกหนักอีกระลอกระหว่างวันที่ 5–8 ตุลาคม 2569 ทุกฝ่ายจึงต้องเตรียมรับมืออย่างใกล้ชิด ขณะที่ตลาดสดริมเขื่อนเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี มีน้ำทะลักเข้ามาทางท่อระบายน้ำ ทางเทศบาลจึงได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เพื่อเร่งผลักดันน้ำลงสู่แม่น้ำท่าจีนอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจ เนื่องจากมีประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าตลอดทั้งวัน

    ด้าน พล.ต.ต.อภิชิต เปิดเผยว่า นายกเทศมนตรีเมืองสุพรรณบุรีได้นำตรวจสถานการณ์น้ำอย่างละเอียด ปัจจุบันสถานการณ์ในอำเภอเมืองสุพรรณบุรีonยังทรงตัว ปริมาณน้ำลดลงจากช่วงเช้าประมาณ 10 เซนติเมตร หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มก็น่าจะพยุงสถานการณ์ไว้ได้ ระดับน้ำในแม่น้ำท่าจีนไม่ได้เพิ่มขึ้นและมีการระบายลงมาอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะใช้เวลาไม่กี่วันระดับน้ำจะลดลงเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ยังต้องเฝ้าระวังเครื่องสูบน้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดกำลังตำรวจ อาสาสมัคร และมูลนิธิคอยดูแลความปลอดภัยและจัดระเบียบที่จอดรถให้ประชาชน รวมถึงประชาสัมพันธ์จุดเสี่ยงและการสัญจรให้ผู้ใช้รถใช้ถนนได้รับทราบ ยืนยันว่าเมืองสุพรรณบุรีจะปลอดภัย และขณะนี้ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

    ด้าน นายเอกพันธุ์ กล่าวว่า ทางเทศบาลยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เนื่องจากช่วงวันที่ 5–8 ตุลาคม 2569 มีการคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกลงมาอีก โดยในพื้นที่จุดเสี่ยงเขตเทศบาลได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำรวมทั้งหมด 38 เครื่อง พร้อมฝากถึงพี่น้องประชาชนว่า แนวกระสอบทรายที่วางกั้นไว้ขอความร่วมมืออย่าเพิ่งรื้อถอนออก เนื่องจากหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมาอีกจะป้องกันไม่ทัน ขอให้รอจนกว่าระดับน้ำในแม่น้ำท่าจีน ซึ่งปัจจุบันยังสูงกว่าระดับถนนอยู่ 81 เซนติเมตร ลดลงจนเข้าสู่ภาวะปกติเสียก่อน จึงค่อยรื้อแนวกั้นน้ำออก ซึ่งมีความจำเป็นต้องรักษาพื้นที่เศรษฐกิจโดยเฉพาะโรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช และเส้นทางคมนาคมเพื่อให้ประชาชนสัญจรและใช้ชีวิตได้ตามปกติ พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่นำเครื่องอุปโภคบริโภคและอาหารกล่องมาช่วยเหลือผู้ปฏิบัติงานป้องกันน้ำท่วม เชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องประชาชน จะทำให้วิกฤติน้ำท่วมปี 2569 ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/493377&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0l4AMVkuUkAqgEyoNsoygy

  • ครม.รับทราบจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 8 แห่ง | เดลินิวส์

    ครม.รับทราบจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 8 แห่ง | เดลินิวส์

    นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ (เขตส่งเสริมฯ) จำนวน 8 แห่ง ตามที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เสนอ ดังนี้ 

    (1) นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี 2 (2) สวนอุตสาหกรรม 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค 2 (3) อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน (4) นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด (5) นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง  (6) ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจรไลฟ์สเฟียร์ (พัทยา) (7) สถานีแอลเอ็นจีมาบตาพุด แห่งที่ 2 และ (8) สมาร์ท โลจิสติกส์ (ฉะเชิงเทรา)

    นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า การประกาศเขตส่งเสริมฯ จะก่อให้เกิดประโยชน์สรุปได้ ดังนี้

    1.ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้าร่วมลงทุนในพื้นที่เขตส่งเสริมฯ โดยสามารถขอรับสิทธิประโยชน์และการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน การอนุมัติ อนุญาต ตามพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561

    2.ส่งเสริมการขยายขนาดเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ ส่งเสริมการจ้างงานของคนในชุมชน

    3.ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคทั้งในและนอกพื้นที่โครงการฯ เช่น ถนน ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า อ่างเก็บน้ำ เป็นต้น เนื่องจากการขยายตัวของเขตอุตสาหกรรมและชุมชนเมือง

    4.โครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่ได้มีการพัฒนานอกจากจะเพิ่มศักยภาพรองรับการลงทุนภายในพื้นที่ EEC แล้ว ยังช่วยให้ชุมชนและเมืองเกิดการพัฒนา ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

    5.ประเทศไทยและชุมชนมีความมั่นคงด้านการเกษตรและอาหาร โดยบริหารจัดการทรัพยากรทางการเกษตรและเพิ่มการผลิตเกษตรแบบบูรณาการ โดยเน้นให้เกิดความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศและทางเกษตรมูลค่าเพิ่ม

    6.ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการใช้ก๊าซธรรมชาติ (LNG) ที่เป็นพลังงานสะอาด ในการผลิตกระแสไฟฟ้า เมื่อเทียบกับการใช้เชื้อเพลิง เช่น ถ่านหิน น้ำมันเตา เป็นต้น

    7.เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าจากการบริหารจัดการที่ชาญฉลาดลดการสูญเสีย (Waste) ในกระบวนการโลจิสติกส์แบบอัจฉริยะ (Smart Logistics) เช่น การขนส่งที่ไม่มีประสิทธิภาพ การเก็บสินค้าเกินความจำเป็น หรือการเสียหายของสินค้า ซึ่งช่วยประหยัดทรัพยากรของประเทศโดยรวม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6253676/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZTLEfc1V9f8lpG3L1EJl7

  • ธนาคารโลกหั่นเป้าเศรษฐกิจกัมพูชาปี 2026 เหลือ 3.5%

    ธนาคารโลกหั่นเป้าเศรษฐกิจกัมพูชาปี 2026 เหลือ 3.5%

    ธนาคารโลกหั่นเป้าเศรษฐกิจกัมพูชาปี 2026 เหลือ 3.5%

    ⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 6 นาที

    ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาในปี 2026 ลงสู่ระดับ 3.5% หลังเผชิญแรงกดดันหนักจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ดิ่งลงอย่างรวดเร็วและราคาเชื้อเพลิงในประเทศที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของธนาคารโลกฉบับล่าสุด ระบุว่าการเติบโตของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) กัมพูชาในปี 2026 ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 3.5% จากระดับ 5.3% ในปีก่อนหน้า สาเหตุสำคัญมาจากอุปสงค์ภายในประเทศที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนตัวลง ควบคู่ไปกับปริมาณเงินส่งกลับประเทศของแรงงานที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้รายได้ของภาคครัวเรือนลดลงตามไปด้วย

    นอกจากนี้ การปรับฐานในภาคอสังหาริมทรัพย์และมาตรการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้นของสถาบันการเงิน ยังกลายเป็นปัจจัยลบที่กดดันกิจกรรมการลงทุนภายในประเทศอย่างหนัก อย่างไรก็ดี ภาพรวมของเศรษฐกิจยังคงได้รับปัจจัยหนุนบางส่วนจากยอดการส่งออกสินค้าที่ยังขยายตัวได้ดี

    วิกฤตราคาน้ำมันพุ่งและตัวเลขท่องเที่ยวหดตัวฉุดการฟื้นตัว

    กระทรวงพาณิชย์ของกัมพูชารายงานสถานการณ์ราคาพลังงาน ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2026 พบว่าราคาค้าปลีกน้ำมันเบนซินธรรมดาปรับขึ้นมาอยู่ที่ 5,150 เรียล หรือประมาณ 43 บาทต่อลิตร คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 33.7% เมื่อเทียบกับระดับราคาก่อนเกิดความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นแตะ 5,650 เรียล หรือประมาณ 47 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้นถึง 46.7%

    ในส่วนของภาคการท่องเที่ยว ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงเดือนมกราคมถึงสิงหาคมของปี 2026 ปรับลดลงถึง 44% เหลือเพียง 2.25 ล้านคน ซึ่งได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับปัญหาแก๊งฉ้อโกงทางออนไลน์ ความตึงเครียดบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศ

    ด้านโครงสร้างการส่งออกสินค้าสำคัญ อันได้แก่ เสื้อผ้า สิ่งทอ รองเท้า และสินค้าเพื่อการเดินทาง ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2026 ยังคงสร้างมูลค่ารวม 1.17 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.96 แสนล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

    แนวโน้มระยะกลางคาดฟื้นตัวแตะ 4% ในปี 2027

    สำหรับทิศทางเศรษฐกิจในระยะกลาง ธนาคารโลกประเมินว่าเศรษฐกิจของกัมพูชาจะค่อยๆ ทยอยฟื้นตัวสู่ระดับ 4.0% ในปี 2027 และมีแนวโน้มขยายตัวที่ระดับ 5.0% ในปี 2028 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มราคาพลังงานที่คาดว่าจะเริ่มทรงตัว การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของกลุ่มแรงงานข้ามชาติ

    อย่างไรก็ดี ปัจจัยเสี่ยงทางธรรมชาติอย่างปรากฏการณ์เอลนีโญ ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตและการฟื้นตัวของภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเสาหลักทางเศรษฐกิจของประเทศตามที่คาดการณ์ไว้ในปี 2027

    #ธนาคารโลก #เศรษฐกิจกัมพูชา #GDPกัมพูชา #TheReporterAsia #วิกฤตพลังงาน #ท่องเที่ยวเขมร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thereporter.asia/2026/10/world-bank-cambodia-gdp-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uhGsdM2iHpQpTgEICvynj

  • ครม. รับทราบ 8 เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ปักธงดึงลงทุนเข้า EEC

    ครม. รับทราบ 8 เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ปักธงดึงลงทุนเข้า EEC

    นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ จำนวน 8 แห่ง ตามที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เสนอ ครอบคลุมทั้งนิคมอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ศูนย์การแพทย์ พลังงาน และโลจิสติกส์ เพื่อสนับสนุนการลงทุนและเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

    พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    สำหรับเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 8 แห่ง ประกอบด้วย 1. นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี 2 2. สวนอุตสาหกรรม 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค 2 3. อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน 4. นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 5. นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง 6. ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจรไลฟ์สเฟียร์ (พัทยา) 7. สถานีแอลเอ็นจีมาบตาพุด แห่งที่ 2 และ 8. สมาร์ท โลจิสติกส์ (ฉะเชิงเทรา)

    การประกาศเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยผู้ลงทุนสามารถขอรับสิทธิประโยชน์และการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน รวมถึงการอนุมัติและอนุญาตตามพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561

    นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจและการกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ เพิ่มการจ้างงานในชุมชน ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคทั้งภายในและภายนอกพื้นที่โครงการ เช่น ถนน ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า และอ่างเก็บน้ำ เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและชุมชนเมือง

    ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคยังช่วยเพิ่มศักยภาพรองรับการลงทุนในพื้นที่ EEC ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ พร้อมส่งเสริมความมั่นคงด้านการเกษตรและอาหาร ผ่านการบริหารจัดการทรัพยากรทางการเกษตรและการเพิ่มการผลิตแบบบูรณาการ โดยมุ่งเน้นความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาเกษตรมูลค่าเพิ่ม

    ในด้านพลังงาน การพัฒนาสถานีแอลเอ็นจีมาบตาพุด แห่งที่ 2 จะช่วยสนับสนุนการใช้ก๊าซธรรมชาติ LNG ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดในการผลิตกระแสไฟฟ้า และช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเมื่อเทียบกับการใช้เชื้อเพลิงประเภทถ่านหินและน้ำมันเตา

    ส่วนการพัฒนาระบบ Smart Logistics จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดความสูญเสียในกระบวนการโลจิสติกส์ เช่น การขนส่งที่ไม่มีประสิทธิภาพ การจัดเก็บสินค้าเกินความจำเป็น และความเสียหายของสินค้า ซึ่งจะช่วยประหยัดทรัพยากรของประเทศโดยรวม

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/869692&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1E4VVU7gzNvbkfpF0IcMNF

  • “เวิลด์แบงก์” มอง GDP ไทยปี 70 โต 2.3% คลายกังวลพลังงาน-รัฐอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจ

    “เวิลด์แบงก์” มอง GDP ไทยปี 70 โต 2.3% คลายกังวลพลังงาน-รัฐอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ธนาคารโลก (WORLD BANK) เปิดเผยว่า ทิศทางอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) จะกลับมาฟื้นตัวแข็งแกร่งขึ้นที่ระดับ 2.3% ในปี 2570 และ 2.4% ในปี 2571 เมื่อแรงกดดันจากราคาน้ำมันคลี่คลายลง ผสานกับมาตรการกระตุ้นทางการคลังที่เข้ามาช่วยชดเชยการชะลอตัวของการลงทุนภาคเอกชน ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากติดลบ 0.1% ในปี 2568 เป็น 2.2% ในปี 2569 ขณะที่หนี้สาธารณะมีแนวโน้มขยับสูงกว่า 69% ของ GDP ภายในปี 2571 ซึ่งเป็นผลพวงจากมาตรการบรรเทาค่าครองชีพและการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

    ขณะที่คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2569 จะชะลอตัวลงเหลือ 2.0% จากปี 2568 ที่ขยายตัว 2.4% โดยมีสาเหตุหลักจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเข้ามากดดันภาคการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ อย่างไรก็ดี การชะลอตัวดังกล่าวจะไม่รุนแรงเท่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากยังมีปัจจัยบวกจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และมาตรการบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานในช่วงครึ่งปีหลังเข้ามาช่วยลดแรงกดดัน

    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 พบว่า ไตรมาส 1 ขยายตัวเร่งขึ้นเป็น 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่ง และการส่งออก โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนในเดือนมิถุนายนที่ปรับตัวดีขึ้นจากอานิสงส์ของมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ทว่าในไตรมาส 2 การเติบโตกลับชะลอลงเหลือ 1.9%

    ด้านการส่งออกสินค้าถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจ โดยในเดือนกรกฎาคมพุ่งขึ้นเกือบ 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะสัดส่วนการส่งออกกลุ่มคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนที่ขยับขึ้นถึง 2 เท่าจากปี 2566 มาอยู่ที่ 8% ของตะกร้าสินค้าส่งออก ทว่าความแข็งแกร่งนี้ยังไม่กระจายตัวไปยังภาคการผลิตในวงกว้าง สะท้อนจากดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่หดตัวติดต่อกัน 3 เดือน โดยเดือนมิถุนายนติดลบ 3.1% แม้กลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้าจะขยายตัวได้ 8% ก็ตาม

    ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงซบเซา โดยในช่วงครึ่งปีแรกมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 15.9 ล้านคน ลดลง 4.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังคงต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดโควิดในปี 2562 ถึง 19.8%

    ปัญหาต้นทุนที่สูงขึ้นยังเป็นแรงกดดันสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจากที่เคยติดลบ 0.7% ในช่วงต้นปี 2569 ได้พลิกกลับมาพุ่งสูงถึง 2.5% ในเดือนสิงหาคม หลังจากราคาน้ำมันแพงขึ้นและส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าในประเทศ

    นอกจากนี้ ประเด็นหนี้สินยังเป็นความท้าทายที่ต้องเฝ้าระวัง หนี้ครัวเรือน ณ ไตรมาส 1/2569 ทรงตัวในระดับสูงถึง 86.9% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอย่างมาก ส่วนหนี้สาธารณะในเดือนมีนาคม 2569 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 66.7% ของ GDP เข้าใกล้เพดานตามกฎหมายที่กำหนดไว้ 70%

    อย่างไรก็ตาม ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกในปี 2569 ขึ้นเป็น 4.5% (เพิ่มขึ้น 0.3% จากเดิมที่เคยประเมินไว้เมื่อเดือนเมษายน) ปัจจัยหนุนหลักมาจากแรงขับเคลื่อนของการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    โดยรายงานระบุว่า ตัวเลขการเติบโตของภูมิภาคจะพุ่งแตะระดับสูงสุดในปี 2569 ก่อนจะค่อยๆ ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 4.4% ในปี 2570 และ 4.3% ในปี 2571 (ปรับแก้จาก 2071 ตามลำดับปีปฏิทิน) ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกในบรรดาเศรษฐกิจหลัก “เวียดนาม” เป็นประเทศที่ได้รับการปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโดดเด่นที่สุด โดยคาดว่าจะทะยานขึ้นถึง 7.4% หรือเพิ่มขึ้นถึง 1.1% จากการประเมินครั้งก่อน

    อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมตัวเลขเศรษฐกิจจะดูสดใส แต่ธนาคารโลกได้ออกโรงเตือนถึงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ เนื่องจากโมเมนตัมการส่งออกส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่แค่ในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เท่านั้น ซึ่งหากหักล้างสินค้ากลุ่มนี้ออกไป จะพบว่าการค้าโดยรวมของภูมิภาคอยู่ในภาวะทรงตัวหรือถึงขั้นติดลบ

    ขณะที่ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า สัดส่วนการเติบโตของการส่งออกในหลายประเทศพึ่งพาสินค้ากลุ่ม AI เกินกว่าครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอย่าง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม ที่มีสัดส่วนการพึ่งพาสูงทะลุ 70% ทำให้ภูมิภาคนี้ยังคงมีความเสี่ยงสูง และอาจได้รับผลกระทบอย่างหนักหากกระแสการลงทุนด้านเทคโนโลยีของโลกเกิดการชะลอตัวหรือพลิกกลับในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/869670&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3i6p80nBX8EayQ_E0leL9L

  • ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ความท้าทายของไทย  หากมุ่งหวังเข้า OECD

    ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ความท้าทายของไทย  หากมุ่งหวังเข้า OECD

    ประเด็นที่ถูกยกให้เป็น theme ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกปี 2026 คือ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” มุ่งเน้นการพัฒนาที่ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ

    ทำให้ชวนตั้งคำถามถึง ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ แนวคิดนี้ สำคัญกับชีวิตของผู้คคนในยุคนี้อย่างไร SPACEBAR ลองหาคำตอบ

    ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจของไทยแข็งแรงแค่ไหน

    ไทยกำลังเดินหน้าเข้า OECD แต่โจทย์ใหญ่กว่าการทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจดูดี คือทำอย่างไรให้คนไทย “ล้มแล้วลุกได้” เมื่อวิกฤตครั้งใหม่มาถึง Economic Immunity Challenge Thailand’s Road to OECD

    ถ้ามองจากระยะไกล เศรษฐกิจไทยอาจดูเหมือนยังยืนอยู่ได้ ระบบธนาคารยังมีเสถียรภาพ เงินเฟ้อไม่ได้อยู่ในระดับรุนแรง อัตราว่างงานต่ำ และหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ก็เริ่มลดลงจากจุดสูงสุด ถ้าขยับกล้องเข้าไปใกล้กว่านั้น ภาพที่เห็นกลับไม่เหมือนเดิม

    ครัวเรือนจำนวนมากยังมีหนี้สูง รายได้ไม่พอกับรายจ่าย เงินออมฉุกเฉินไม่ถึง 6 เดือน แรงงานกว่าครึ่งอยู่นอกระบบ และคนจำนวนมากยังไม่มีหลักประกันเพียงพอสำหรับวันที่รายได้หายไป นี่จึงเป็นคำถามที่สำคัญกว่า GDP โตเท่าไร

    “ประเทศไทยมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจจริงหรือ?” และถ้าไทยกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ OECD คำถามนี้ยิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้

    เศรษฐกิจที่ “ไม่ป่วย” ไม่ได้แปลว่า “คนแข็งแรง”

    ในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกปี 2026 มี theme คือ“Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience”

    Empowering People และ Building Resilience เพราะมันกำลังเปลี่ยนวิธีมองเศรษฐกิจ จากเดิมที่ถามว่า เศรษฐกิจโตหรือไม่?

    คนในประเทศรับแรงกระแทกได้แค่ไหน? นี่คือความหมายของ “ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ” มันไม่ได้หมายถึงแค่การมีเงินอยู่ในธนาคาร แต่หมายถึงความสามารถในการ รับมือ ปรับตัว และฟื้นกลับมาได้ เมื่อเจอแรงกระแทก โรคระบาด สงคราม เงินเฟ้อ เศรษฐกิจถดถอย เทคโนโลยีที่เข้ามาแทนงานสังคมสูงวัย หรือแม้แต่ภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น ประเทศที่มีภูมิคุ้มกันจึงไม่ใช่ประเทศที่ “ไม่เคยเจอวิกฤต” แต่คือประเทศที่ เจอแล้วไม่ล้มทั้งระบบ

    แล้วไทยอยู่ตรงไหน?

    ถ้ามองระดับประเทศ ไทยยังมี “กันชน” อยู่พอสมควร ระบบการเงินมีเสถียรภาพ สถาบันการเงินยังแข็งแรง และหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงจากระดับสูงสุด 95.5% ในปี 2564 มาอยู่ที่ประมาณ 86.8% ในไตรมาส 2 ปี 2568

    ฟังดูเป็นข่าวดี แต่ปัญหาคือ… ตัวเลขระดับประเทศไม่ได้บอกเสมอไปว่าแต่ละครัวเรือนกำลังอยู่ในสภาพแบบไหนเพราะแม้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลดลง แต่ครัวเรือนจำนวนหนึ่งยังมีหนี้สูงเมื่อเทียบกับรายได้ของตัวเอง เหมือนคนไข้ที่ผลตรวจเลือดโดยรวมดีขึ้น แต่บางอวัยวะยังมีปัญหา และอวัยวะนั้นก็คือ ครัวเรือน

    6 แสนบาท ไม่ใช่แค่ตัวเลขหนี้ แต่คือแรงกดทับชีวิต

    ผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยปี 2567 โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่าคนไทยมีหนี้เฉลี่ยประมาณ 606,378 บาทต่อครัวเรือน ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้น 8.4% จากปีก่อน และถ้าย้อนกลับไปปี 2552 หนี้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 143,476 บาท พูดอีกแบบคือ ในช่วงเวลาประมาณ 15 ปี หนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่า แต่ตัวเลขที่น่าคิดกว่าคือ

    คนก่อหนี้ไปทำไม?

    ประมาณ 14% ระบุว่าเป็นหนี้เพราะ รายได้ไม่พอรายจ่าย 12.4% เกิดจากเหตุฉุกเฉิน และอีก 12% มาจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น นี่ทำให้คำว่า “หนี้ครัวเรือน” เปลี่ยนความหมายทันที เพราะหนี้บางส่วนไม่ได้เกิดจากการซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือลงทุนทำธุรกิจ แต่เกิดจากการ “เอาเงินอนาคตมาใช้จ่ายในวันนี้ เพราะเงินวันนี้ไม่พอ” และนั่นคือจุดเริ่มต้นของวงจรความเปราะบาง

    คนมีงานทำ แต่ไม่ได้แปลว่ามีความมั่นคง อีกตัวเลขที่ดูดีของไทยคืออัตราว่างงาน อยู่ในระดับประมาณ 1% ถ้ามองเพียงตัวเลขนี้ ประเทศไทยอาจดูเหมือนมีตลาดแรงงานที่แข็งแรงมาก

    แต่ปัญหาคือ คนมีงานทำ ไม่ได้แปลว่าคนนั้นมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ข้อมูลปี 2567 ระบุว่า จากผู้มีงานทำประมาณ 40 ล้านคน มีราว 21.1 ล้านคน หรือ 52.7% อยู่ในระบบการจ้างงานนอกระบบ

    กลุ่มนี้มีตั้งแต่พ่อค้าแม่ค้า คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง คนทำงานบ้าน ไปจนถึงแรงงานรายวัย พวกเขามีงาน แต่ไม่ได้หมายความว่ามี รายได้สม่ำเสมอประกันสังคม เงินออม สวัสดิการ หลักประกันเมื่อเจ็บป่วย หรือรายได้หลังเกษียณ

    ดังนั้นในวันที่เศรษฐกิจสะดุด คนกลุ่มนี้อาจเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ และเป็นกลุ่มที่มี “เบาะรองรับ” น้อยที่สุด

    ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ “ไม่มีเงิน” แต่อยู่ที่ “ไม่มีทางเลือก”

    ความเปราะบางทางเศรษฐกิจไม่ได้วัดจากจำนวนเงินในกระเป๋าเพียงอย่างเดียว่า ถ้าวันพรุ่งนี้รายได้หายไป จะอยู่ได้อีกกี่เดือน? ตรงนี้ตัวเลขของไทยน่าคิด ประมาณ 77.3% ของคนไทยมีเงินออมฉุกเฉินน้อยกว่า 6 เดือนของค่าใช้จ่าย

    ขณะที่ประมาณ 86% ยังไม่ได้วางแผนเกษียณ หรือวางแผนแล้วแต่ไม่สามารถทำตามแผนได้ นั่นหมายความว่า คนจำนวนมากกำลังใช้ชีวิตโดยมี “ระยะปลอดภัย” ทางการเงินค่อนข้างสั้น เงินเดือนหยุด งานหาย ธุรกิจสะดุด เจ็บป่วย หรือเกิดเหตุฉุกเฉิน ระบบชีวิตก็สามารถเริ่มสั่นได้ทันที

    นี่คือเหตุผลว่าทำไม “ภูมิคุ้มกัน” สำคัญกว่า GDP ลองคิดง่ายๆ ถ้าประเทศมี GDP โต 2% แต่ครัวเรือนหนึ่งมีรายได้เพิ่มเพียงเล็กน้อย ขณะที่ค่าใช้จ่ายและหนี้เพิ่มเร็วกว่านั้น สำหรับครัวเรือนนั้น  GDP โตไม่ได้แปลว่าชีวิตดีขึ้น เช่นเดียวกับการที่อัตราว่างงานต่ำไม่ได้แปลว่าแรงงานทุกคนมีงานที่มั่นคง และการที่หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลง ก็ไม่ได้แปลว่าทุกครัวเรือนมีหนี้ลดลง นี่คือ “ช่องว่าง” ระหว่างเศรษฐกิจมหภาคกับชีวิตจริง

    OECD กำลังมองอะไร เมื่อไทยอยากเข้าเป็นสมาชิก?

    โจทย์ของ OECD ไม่ได้จบที่ตัวเลข GDP เพราะการยกระดับประเทศให้เข้าใกล้มาตรฐาน OECD หมายถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมในหลายด้าน ตั้งแต่ตลาดแรงงาน การศึกษา การแข่งขัน ธรรมาภิบาล ระบบภาษี สิ่งแวดล้อม

    นโยบายสังคม ไปจนถึงความสามารถในการรับมือกับวิกฤต และตรงนี้เองที่ “ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ” กลายเป็นโจทย์สำคัญ เพราะเศรษฐกิจที่แข็งแรงไม่ได้หมายถึงแค่ โตได้ แต่ต้องหมายถึง “โตแล้วคนส่วนใหญ่รับมือกับวันที่เศรษฐกิจไม่โตได้ด้วย”

    ระเบิดเวลาลูกแรก สังคมสูงวัย

    ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว แต่ระบบการออมเพื่อวัยเกษียณของคนจำนวนมากยังไม่แข็งแรง หากวันนี้คนจำนวนมากไม่มีเงินออมเพียงพอ อีก 10-20 ปีข้างหน้า ภาระจะไม่ได้ตกอยู่กับตัวบุคคลเท่านั้น แต่อาจย้อนกลับมาที่รัฐ ทั้งระบบสาธารณสุข สวัสดิการ และงบประมาณ คำถามจึงไม่ใช่แค่ “คนไทยจะเกษียณเมื่อไร?” แต่คือ “หลังเกษียณแล้ว เขาจะยังพึ่งตัวเองได้แค่ไหน?”

    ระเบิดเวลาลูกที่สอง Climate Change

    เกษตรกรคือหนึ่งในกลุ่มที่รับแรงกระแทกจากสภาพอากาศโดยตรง ฝนตกผิดฤดู น้ำท่วม ภัยแล้ง อุณหภูมิสูงขึ้น ผลผลิตเสียหาย ราคาสินค้าเปลี่ยน เมื่อรายได้มาจากแหล่งเดียว ความเสี่ยงก็จะกระจุกตัวทันที นี่คือเหตุผลที่ “ภูมิคุ้มกัน” ในภาคเกษตรอาจไม่ได้หมายถึงแค่การเพิ่มรายได้ แต่ต้องหมายถึง การมีรายได้หลายทาง การเข้าถึงเงินทุน การประกันความเสี่ยง เทคโนโลยี และตลาดที่เป็นธรรม

    ระเบิดเวลาลูกที่สาม AI และโลกการทำงานใหม่

    แรงกระแทกกำลังมาโดยไม่ต้องรอวิกฤตเศรษฐกิจ AI เทคโนโลยีไม่ได้เพียงสร้างงานใหม่ แต่กำลังเปลี่ยนวิธีทำงานของงานเดิม แรงงานที่ทักษะไม่ตรงกับตลาดอาจถูกกดค่าจ้างหรือถูกแทนที่ ขณะที่คนที่มีทักษะใหม่สามารถเพิ่มผลิตภาพและรายได้ได้มากขึ้น นี่อาจทำให้ความเหลื่อมล้ำขยายตัว หากระบบการศึกษาและการพัฒนาทักษะปรับตัวไม่ทัน ดังนั้น “ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ” ในยุค AI จึงไม่ได้หมายถึงการเก็บเงินอย่างเดียว แต่หมายถึง

    ความสามารถในการเรียนรู้ใหม่ตลอดชีวิต แล้ว “เศรษฐกิจพอเพียง” เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้? น่าสนใจว่าแนวคิดเรื่อง “ภูมิคุ้มกัน” ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย

    ในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีแกนสำคัญคือ พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันในตัวเอง ถ้าแปลเป็นภาษาของเศรษฐกิจสมัยใหม่ อาจมองได้ว่าเป็นเรื่องของ ความรอบคอบ การบริหารความเสี่ยง ความยืดหยุ่น แต่โจทย์สำคัญคือ เราจะทำอย่างไรให้แนวคิดนี้เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตคน เพราะจะบอกให้คน “มีภูมิคุ้มกัน” อย่างเดียวไม่ได้

    หากคนคนนั้น รายได้ไม่พอรายจ่าย หนี้สูง ไม่มีเงินออม ไม่มีหลักประกัน และไม่มีโอกาสเข้าถึงงานที่มีรายได้ดีขึ้น การสร้างภูมิคุ้มกันจึงต้องทำทั้งที่ ตัวคนและโครงสร้างเศรษฐกิจ  ประเทศอาจมี “กันชน” แต่คนจำนวนมากยังไม่มี

    ภาพของประเทศไทยจึงไม่ได้เป็นประเทศที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน ตรงกันข้าม ไทยยังมีจุดแข็งหลายด้าน แต่ปัญหาคือ ภูมิคุ้มกันไม่ได้กระจายเท่ากัน คนที่มีรายได้สูง มีทรัพย์สิน มีเงินออม และเข้าถึงสินเชื่อในระบบ สามารถกระจายความเสี่ยงได้ แต่คนที่รายได้น้อย มีหนี้สูง และอยู่ในตลาดแรงงานนอกระบบ อาจไม่มีแม้แต่พื้นที่ให้ “พลาด” นี่คือความแตกต่างระหว่าง “เศรษฐกิจที่มีภูมิคุ้มกัน” กับ “คนที่มีภูมิคุ้มกัน” สองอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

    ถ้า OECD คือเป้าหมาย “ภูมิคุ้มกัน” ต้องเป็นของทุกคน

    การเดินหน้าเข้าสู่ OECD ไม่ควรถูกมองเพียงเรื่องของการผ่านเกณฑ์หรือยกระดับมาตรฐานประเทศ แต่ควรถูกมองเป็นคำถามที่ง่ายกว่านั้น “เราจะทำให้คนไทยรับมือกับอนาคตได้ดีขึ้นอย่างไร?” เพราะวิกฤตครั้งต่อไปอาจไม่ได้มาในรูปแบบเดียวกับโควิด อาจเป็น AI อาจเป็นสงครามการค้า อาจเป็น Climate Change อาจเป็นสังคมสูงวัย หรืออาจเป็นวิกฤตที่วันนี้เรายังไม่รู้จักด้วยซ้ำ

    ประเทศที่พร้อมจึงไม่ใช่ประเทศที่รู้ว่า “วิกฤตจะมาเมื่อไร” แต่คือประเทศที่เมื่อวิกฤตมาถึงแล้ว คนยังมีเงินสำรอง ธุรกิจยังมีทางไปต่อ แรงงานยังมีทักษะใหม่ เกษตรกรยังมีทางเลือก และรัฐยังมีพื้นที่ทางการคลังพอที่จะเข้ามารับแรงกระแทก นี่ต่างหากคือความหมายของ “ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ” และนี่อาจเป็นโจทย์ที่ใหญ่กว่าการทำให้ไทย “โต” เพราะเป้าหมายสุดท้ายอาจไม่ใช่แค่ “เศรษฐกิจไทยจะโตแค่ไหน?” แต่คือ “เมื่อเศรษฐกิจไม่โต คนไทยจะยังอยู่รอดและเดินหน้าต่อได้หรือไม่?”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-immunity-challenge-thailand-aims-oecd-membership&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aEIpDvXtBcBwxBlzgmloU

  • น้ำท่วมยาวเกิน 14 วัน ทุบเศรษฐกิจไทยเสียหายเกือบ 3 หมื่นล้านบาท พื้นที่เกษตรกระทบ 1.66 ล้านไร่ | เดลินิวส์

    น้ำท่วมยาวเกิน 14 วัน ทุบเศรษฐกิจไทยเสียหายเกือบ 3 หมื่นล้านบาท พื้นที่เกษตรกระทบ 1.66 ล้านไร่ | เดลินิวส์

    จากสถานการณ์น้ำท่วมช่วงวันที่ 16 ก.ย.-4 ต.ค. 69 ที่เกิดน้ำท่วมใน 47 จังหวัดและกรุงเทพฯ แต่ ณ วันที่ 4 ต.ค. เหลือน้ำท่วม 30 จังหวัดและกรุงเทพฯ นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ศูนย์ฯ ยังไม่เปลี่ยนมุมมองต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 69 ยังประเมินการเติบโตในกรอบ 2.2-2.5% เพราะผลกระทบในภาพรวมยังอยู่ในวงจำกัดเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจทั้งประเทศ

    ทั้งนี้กรณีฐานประเมินความเสียหายใน 31 จังหวัด อยู่ที่ประมาณ 22,500 ล้านบาท คิดเป็น 0.11% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ภายใต้สมมุติฐานว่า สถานการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องประมาณ 14 วัน ช่วงวันที่ 25 ก.ย.-8 ต.ค. 69 แต่หากสถานการณ์คลี่คลายเร็วกว่ากรณีฐาน ความเสียหายจะลดลงเหลือประมาณ 17,000 ล้านบาท หรือ 0.09% ของ GDP ในทางกลับกัน หากยืดเยื้อเกิน 14 วัน ความเสียหายอาจเพิ่มเป็น 29,500 ล้านบาท หรือ 0.15% ของ GDP

    สำหรับผลกระทบรายภาคเศรษฐกิจ พบว่า ภาคบริการได้รับผลกระทบมากที่สุด 15,000 ล้านบาท หรือราว 2 ใน 3 ของความเสียหายทั้งหมด จากการลดลงของการจับจ่ายใช้สอย การเดินทาง การท่องเที่ยว ร้านอาหารและการขนส่ง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ 6,400 ล้านบาท และภาคเกษตร 1,200 ล้านบาท

    “ภาคบริการเป็นผลกระทบหลัก เพราะเมื่อประชาชนเดือดร้อน การจับจ่ายใช้สอย การออกไปเที่ยว หรือการออกไปซื้อของจะหายไป ส่วนภาคอุตสาหกรรมมีทั้งเรื่องโลจิสติกส์ การหยุดโรงงานชั่วคราว และคนทำงานไม่สะดวก”

    ด้าน นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ณ วันที่ 4 ต.ค. มีพื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบประมาณ 1.66 ล้านไร่ หรือ 1.1% ของพื้นที่เกษตรทั้งประเทศ โดยนาข้าวได้รับผลกระทบ 1.33 ล้านไร่ หรือ 2.0-2.1% ของพื้นที่นาทั้งประเทศ ขณะที่ไม้ผลและไม้ยืนต้น 96,000 ไร่ และพืชไร่-พืชผัก 246,000 ไร่ ส่วนภาคอุตสาหกรรม มีนิคมอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ 1 แห่งจากทั้งหมด 68 แห่ง และเป็นการท่วมเฉพาะบางเฟส ขณะที่โรงงานได้รับผลกระทบราว 34 แห่งจากประมาณ 5,000 โรงงาน หรือ 0.7% โดยมีโรงงานรถยนต์หยุดผลิตชั่วคราว และตัวโรงงานไม่ได้ถูกน้ำท่วม

    “กรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้รับผลกระทบสูงสุด โดยกรณีฐานประเมินความเสียหาย 13,984 ล้านบาท เป็นกรุงเทพฯ 10,083 ล้านบาท และปริมณฑล 3,900 ล้านบาท รองลงมาคือภาคตะวันออก 5,965 ล้านบาท ภาคกลาง 1,981 ล้านบาท ภาคเหนือ 514 ล้านบาท และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 97 ล้านบาท รวม 31 พื้นที่ที่ 22,540 ล้านบาท หรือ 0.113% ของ GDP แต่ยังต้องติดตามพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำบางปะกง รวมถึงระยะเวลาที่น้ำท่วมต่อเนื่อง เพราะจะเป็นตัวกำหนดว่าความเสียหายสุดท้ายจะอยู่ใกล้กรณีฐานหรือขยับไปสู่กรณีแย่กว่า”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6253414/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yLj1Sy2OOgss0amwOXVQ-

  • “กินเจ” คึกคัก แต่ระวังใช้จ่าย ม.หอการค้าคาดเงินสะพัด 4.6 หมื่นล้านสูงสุดรอบ 6 ปี

    “กินเจ” คึกคัก แต่ระวังใช้จ่าย ม.หอการค้าคาดเงินสะพัด 4.6 หมื่นล้านสูงสุดรอบ 6 ปี

    วันนี้ (6 ต.ค.2569) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาพรวมเทศกาลกินเจปี 2569 ระหว่างวันที่ 9-18 ต.ค. ยังมีความคึกคักไม่ต่ำกว่าปีก่อน แม้ประชาชนจะระมัดระวังการใช้จ่าย และคนกิจเจอาจลดลงหรือใกล้เคียงเดิม ขณะที่ราคาสินค้าที่สูงขึ้นทำให้มูลค่าการใช้จ่ายโดยรวมยังเพิ่มขึ้น

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจประเมินว่า เงินสะพัดในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้จะอยู่ที่ 46,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% จาก 45,903 ล้านบาทในปี 2568 และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี ขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 5,576 บาท เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน และอยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่มีการสำรวจ

    แม้ตัวเลขบางด้านจะสะท้อนว่า ประชาชนยังระมัดระวังการจับจ่าย แต่การใช้จ่ายยังมีแรงหนุนจากความตั้งใจทำบุญและกระแสรักสุขภาพ โดยเฉพาะอาหารที่ใช้โปรตีนจากพืช ขณะที่พฤติกรรมการกินเจอาจเปลี่ยนจากการกินครบทุกมื้อ มาเป็นการเลือกกินเฉพาะบางมื้อมากขึ้น

    “กินเจ” คึกคัก แต่ระวังใช้จ่าย  ม.หอการค้าคาดเงินสะพัด 4.6หมื่นล้านสูงสุดรอบ 6 ปี

    “กินเจ” คึกคัก แต่ระวังใช้จ่าย ม.หอการค้าคาดเงินสะพัด 4.6หมื่นล้านสูงสุดรอบ 6 ปี

    สำหรับมาตรการ ไทยช่วยไทยพลัสนาย มองว่า มีส่วนช่วยพยุงเศรษฐกิจและการใช้จ่าย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งผลสำรวจผู้ประกอบการพบว่า 62% เห็นว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการซื้ออาหารเจ ขณะที่ในฝั่งผู้บริโภค 26.6% ระบุว่าโครงการทำให้มีการใช้จ่ายช่วงเทศกาลกินเจเพิ่มขึ้น

    ด้าน น.ส.อุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลสำรวจพฤติกรรมและการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงเทศกาลกินเจปี 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,230 คนทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 21-28 ก.ย.2569 พบว่า ประชาชนที่ตั้งใจกินเจมีเพียง 32% ลดลงจาก 34% ในปี 2568 และต่ำสุดในรอบ 11 ปี ขณะที่ 68% ระบุว่าไม่กินเจ

    “กินเจ” คึกคัก แต่ระวังใช้จ่าย  ม.หอการค้าคาดเงินสะพัด 4.6หมื่นล้านสูงสุดรอบ 6 ปี

    “กินเจ” คึกคัก แต่ระวังใช้จ่าย ม.หอการค้าคาดเงินสะพัด 4.6หมื่นล้านสูงสุดรอบ 6 ปี

    สาเหตุสำคัญของกลุ่มที่ไม่กินเจ อันดับแรกคือเศรษฐกิจไม่ดี 25.8% รองลงมา ไม่มีเชื้อสายจีน 14.2% ที่บ้านไม่มีใครกิน 12.3% และอาหารเจแพง 11.3% สะท้อนว่าปัจจัยด้านรายได้และค่าครองชีพยังมีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค

    ส่วนกลุ่มที่เลือกกินเจ ระบุเหตุผลหลักคือ ตั้งใจทำบุญ 19.7% รองลงมา กินเฉพาะช่วงเทศกาล 18.3% ต้องการลดการกินเนื้อสัตว์ 15.4% มีกินฟรีที่โรงเจ 10.4% และกินเพื่อสุขภาพ 10.2%

    “กินเจ” คึกคัก แต่ระวังใช้จ่าย  ม.หอการค้าคาดเงินสะพัด 4.6หมื่นล้านสูงสุดรอบ 6 ปี

    “กินเจ” คึกคัก แต่ระวังใช้จ่าย ม.หอการค้าคาดเงินสะพัด 4.6หมื่นล้านสูงสุดรอบ 6 ปี

    ด้านมูลค่าการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลกินเจเมื่อเทียบกับปีก่อน 49.8% ระบุว่าจะใช้จ่ายใกล้เคียงเดิม 33% จะใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และ 17.2% จะใช้จ่ายลดลง โดยผู้ที่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 38.1% ระบุว่าเป็นผลจากอาหารเจแพงขึ้น รองลงมา 22.6% ระบุว่ารับประทานมากกว่าอาหารปกติ ขณะที่กลุ่มที่ลดการใช้จ่าย 46% ให้เหตุผลว่าต้องการประหยัด และ 19.8% ระบุว่าเศรษฐกิจไม่ดี

    ทั้งนี้ผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคมีมุมมองต่อเศรษฐกิจค่อนข้างระมัดระวัง โดยประมาณ 49% มองว่าเศรษฐกิจปีนี้แย่กว่าปีก่อน 36.6% มองว่าใกล้เคียงเดิม และมีเพียง 5.8% ที่มองว่าดีขึ้น ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการมีมุมมองดีกว่า โดย 48.9% มองว่าเศรษฐกิจใกล้เคียงเดิม และประมาณหนึ่งในสามมองว่าแย่กว่าปีก่อน

    อ่านข่าว:

    ราคาผักทรงตัว พณ.เข้มห้ามโก่งราคา ชี้กินเจความต้องการพุ่ง

    ​เงินเฟ้อ ก.ค.69 เพิ่ม 1.95% หลังน้ำมันทรงตัว ค่าโดยสารขยับ อาหารขึ้น

    น้ำท่วมแหล่งเพาะปลูกผักหลายพื้นที่ทั่วไทย ทำให้ราคาผักดีดตัวสูงขึ้นกว่าเท่าตัว แต่ยอดขายกลับหดตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/559239&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2r3a4G7C751EoCBC0gf9FV

  • ‘เศรษฐกิจการบินต่ำ’ ขุมทรัพย์ล้านล้านหยวนของจีน

    ‘เศรษฐกิจการบินต่ำ’ ขุมทรัพย์ล้านล้านหยวนของจีน

    เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-Altitude Economy) ณ ระดับความสูงไม่เกิน 3,000 เมตร ซึ่งครอบคลุมทั้งการบิน การปฏิบัติการ การให้บริการ การผลิต และการบำรุงรักษา ได้ถูกบรรจุเป็น “อุตสาหกรรมเสาหลักใหม่” ของจีนตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติจีน ฉบับที่ 15 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมการบินทั่วไป สู่การขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจยุคใหม่ระดับชาติ 

    โดยในปี 2569 จีนได้มีการขยายพื้นที่ทดลองการบินระดับต่ำหลายแห่ง อาทิ เครื่องบินไฟฟ้าที่ขึ้นลงแนวดิ่ง (eVTOL : electric Vertical Take-off and Landing) โดรนอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวทางอากาศการบินระดับต่ำ ซึ่งคาดว่าในปี 2569 ขนาดอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจการบินระดับต่ำจะมีมูลค่าถึง 800,000 ล้านหยวน (4 ล้านล้านบาท) และคาดการณ์ในปี 2573 จะสูงกว่า 2 ล้านล้านหยวน (10 ล้านล้านบาท) (อัตราแลกเปลี่ยน 1 หยวน เท่ากับ 5 บาท)   

    1. โครงสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรม 

    ห่วงโซ่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจการบินระดับต่ำแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 

    ต้นน้ำ: การผลิตอุปกรณ์การบินระดับต่ำ (Low-Altitude Manufacturing) ซึ่งเป็นรากฐานของอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ ครอบคลุมถึงอากาศยานไร้คนขับ (UAV/Drones) เครื่องบินไฟฟ้าที่ขึ้นลงแนวดิ่ง (eVTOL) ระบบควบคุมการบิน แบตเตอรี่สถานะแข็ง (Solid-state) และคาร์บอนไฟเบอร์เกรดการบิน ซึ่งก็จะมีอุปสรรคทางเทคโนโลยีสูงที่สุด รวมทั้งสงครามราคานำมาสู่การลดต้นทุนผลิต 

    กลางน้ำ: การดำเนินงานการบินระดับต่ำ (Low-Altitude Operation) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของอุตสาหกรรม ประกอบด้วยเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอัจฉริยะ ระบบควบคุมการจราจรทางอากาศดิจิทัล (Air Traffic Management) และสนามบินขึ้น-ลง (Vertiports) โดยมีความท้าทายด้านเงินลงทุนมหาศาลและระยะเวลาคืนทุนที่ค่อนข้างช้า

    ปลายน้ำ: การบริการการบินระดับต่ำ (Low-Altitude Services) ถือเป็นจุดสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงที่สุด ครอบคลุมการขนส่งโลจิสติกส์ การเดินทางทางอากาศในเมือง (Urban Air Mobility : UAM) การท่องเที่ยว การเกษตร/ป่าไม้ และการกู้ภัยฉุกเฉิน 

    2. จุดเปลี่ยนเชิงนโยบายและความต้องการ

    ปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ โดยยกระดับจากเดิมที่เป็นโครงการนำร่อง สู่การสร้างกฎหมาย การจัดหมวดหมู่กำกับดูแลกลุ่มอากาศยาน และการวางระบบกำกับดูแลการบินอย่างเป็นรูปธรรม

    • ด้านนโยบาย มีการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องผ่านการบังคับใช้กฎระเบียบจำแนกการบิน ลดขั้นตอนการอนุมัติเที่ยวบิน และสนับสนุนให้ระดับจังหวัดและเมืองจัดตั้งพื้นที่สาธิตการบินเพื่อการขนส่งระยะสั้น การท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าในเมือง

    • การสนับสนุนจากภาครัฐ หลายพื้นที่ได้ออกนโยบายอุดหนุนเงินทุนสำหรับวิจัยพัฒนาตัวเครื่อง สร้างจุดขึ้น-ลง และดำเนินงานเส้นทางบินสาธิต พร้อมมอบสิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดห่วงโซ่อุตสาหกรรมเข้าสู่พื้นที่

    • ด้านอุปสงค์ ตลาดแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 

    ตลาดหลักปัจจุบัน งานภาคอุตสาหกรรม เช่น ตรวจสอบระบบไฟฟ้า ท่อก๊าซ งานสำรวจ และเกษตรกรรม

    ตลาดเติบโต การท่องเที่ยวทางอากาศและการขนส่งสินค้าด่วน (โดรน/นั่งเฮลิคอปเตอร์ชมเมือง)

    ตลาดอนาคต การขนส่งผู้โดยสารในเมือง (Air Taxi) ยังต้องรอการอนุมัติ และลดต้นทุน

    3. ข้อจำกัดและอุปสรรคในการพัฒนา

    ถึงแม้ว่าขนาดตลาดจะมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่อุตสาหกรรมยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ดังนี้

    • ข้อจำกัดด้านนโยบายและน่านฟ้า กระบวนการอนุมัติและแจ้งบินยังมีความซับซ้อน ทำให้การบินข้ามเขตยังมีอุปสรรคสูง

    • ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ยานพาหนะแบบ eVTOL ส่วนใหญ่ยังติดขั้นตอนการทดสอบบินและรับรองความสมควรเดินอากาศ (Airworthiness) ทำให้ยังไม่สามารถทำกำไรเชิงพาณิชย์ได้ทันที

    • โครงสร้างพื้นฐานยังไม่เพียงพอรองรับ อาทิ สถานีขึ้น-ลง ระบบสื่อสาร และสถานีบำรุงรักษายังต้องใช้เงินลงทุนสูง ส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางธุรกิจยังชะลอตัว

    4. การแข่งขันและแนวโน้มเทคโนโลยี

    โครงสร้างการแข่งขันสามารถจำแนกผู้เล่นออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

    1) กลุ่มนวัตกรรมดั้งเดิม (eVTOL & Drone) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีสูง สามารถพัฒนาสินค้าได้รวดเร็ว

    2) ค่ายรถยนต์พลังงานใหม่และยักษ์ใหญ่การบิน ซึ่งมีความได้เปรียบด้านเงินทุนและระบบไฟฟ้าจากอุตสาหกรรม EV (แบตเตอรี่, มอเตอร์, ระบบควบคุม) มาปรับใช้กับยานบิน ซึ่งจะดึงต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง

    3) บริษัทเทคโนโลยีและโลจิสติกส์รายใหญ่ ซึ่งจะเน้นการพัฒนาระบบการให้บริการ เช่น การวางเครือข่ายโดรนส่งของในเมือง ระบบเน็ตเวิร์ก 5G-A และอัลกอริทึม AI เพื่อคุมการบิน

    4) ทุนรัฐวิสาหกิจและทุนอุตสาหกรรม เน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ถือครองสิทธิ์สัมปทานการบินและสนามบิน เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ในพื้นที่

    ในอีก 5 ปีข้างหน้า การแข่งขันของอุตสาหกรรมฯ จะเปลี่ยนผ่านสู่ 3 ประเด็นหลัก คือ 1) การผลิตชิ้นส่วนที่มีความแม่นยำสูง 2) การผลิตจำนวนมากเพื่อให้ได้ต้นทุนต่ำ แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพ และ 3) ระบบดิจิทัลเพื่อบริหารจัดการการบิน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ให้มีประสิทธิภาพ โดยเทคโนโลยีที่ใช้ในอุตสาหกรรมฯ สามารถแบ่งได้ 4 ประเภท ได้แก่

    ระบบควบคุมและการรับรู้อัจฉริยะ  ใช้ AI หลบหลีกอุปสรรคและประมวลผลจากเซ็นเซอร์หลายตัว ลดการพึ่งพาคนคุมระยะไกล รองรับการบินพร้อมกันหลายลำในเขตเมืองที่หนาแน่นได้อย่างปลอดภัย

    ระบบพลังงานหลากหลาย  โดรนอุตสาหกรรมยังใช้แบตเตอรี่ลิเธียมเป็นหลัก ส่วน eVTOL เริ่มทดลองไฮบริดและไฮโดรเจน เพื่อเพิ่มระยะเวลาและน้ำหนักบรรทุก 

    ระบบควบคุมดิจิทัล เริ่มสร้างระบบจัดการบิน แผนที่การบินดิจิทัล และเครือข่ายสื่อสาร เพื่อรวมการขออนุมัติบิน ติดตาม real time และเตือนภัยก่อนชนได้ครบในระบบเดียว

    การออกแบบจำเพาะเพื่อใช้งานตามภารกิจ เช่น สำหรับขนส่ง ตรวจสอบภาพ ท่องเที่ยว หรือแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อลดฟังก์ชันเกินจำเป็น 

    ความเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว

    จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างในการผลักดันเศรษฐกิจการบินระดับต่ำให้เป็นเสาหลักการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจยุคใหม่ของจีน เป็นโอกาสทางธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และผู้ให้บริการ ได้ดังนี้

    1. โอกาสในการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ ได้แก่

    – ชิ้นส่วนและวัสดุขั้นสูง ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และวัสดุคอมโพสิต (เช่น คาร์บอนไฟเบอร์/พลาสติกวิศวกรรม) สามารถยกระดับสายการผลิตสู่การเป็นซัพพลายเออร์ผลิตชิ้นส่วนเกรดการบินระดับต่ำ (Aviation-grade components) ให้กับผู้ผลิตโดรนหรือ eVTOL ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่มีมูลค่าสูงกว่า

    – ธุรกิจบริการซ่อมบำรุงชิ้นส่วน เช่น โดรนเกษตรและโดรนอุตสาหกรรม

    – การพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เหมาะกับการใช้งานเฉพาะทาง

    2. มุ่งเจาะธุรกิจบริการการบินระดับต่ำ (Low-Altitude Services) ที่เหมาะกับบริบทของไทย เช่น

    – ภาคเกษตรกรรม บริการฉีดพ่นและสำรวจแปลงเกษตรขนาดใหญ่ (Smart Farming)

    – ภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน บริการโดรนตรวจเช็กเสาไฟฟ้าแรงสูง สายส่งก๊าซ กังหันลม หรือรอยแตกร้าวของเขื่อน/ตึกสูง

    – ภาคสาธารณสุข บริการส่งมอบยา/การแพทย์ฉุกเฉินในพื้นที่ที่เข้าถึงยากหรือเกิดอุทกภัย รวมทั้งการกู้ภัย

    – การขนส่งมิติใหม่ (Drone Delivery) เช่น การขนส่งสินค้าด่วน หรือสินค้าอีคอมเมิร์ซ เป็นต้น

    – การท่องเที่ยวจุดขายใหม่ อาทิ บริการชมทิวทัศน์สถานที่ท่องเที่ยว การเดินทางเชื่อมต่อระหว่างเกาะระยะสั้น หรือการจัดโชว์โดรนแปลอักษรในเทศกาลสำคัญ

    ที่มา: 

    https://www.chinairn.com/hyzx/20260920/134942982.shtml

    https://www.chinairn.com/hyzx/20260920/171955956.shtml

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/uebfw5rwk9f46pfcg002m51b&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RNsDM_eN5XOkzpZI6FM3X

  • เนเธอร์แลนด์เสนอร่างงบประมาณปี 2570 เน้นลงทุนรับมือเศรษฐกิจชะลอตัว

    เนเธอร์แลนด์เสนอร่างงบประมาณปี 2570 เน้นลงทุนรับมือเศรษฐกิจชะลอตัว

    รัฐบาลเนเธอร์แลนด์เสนอร่างงบประมาณแผ่นดินปี 2570 (Rijksbegroting 2027) พร้อมบันทึกประกอบงบประมาณ (Miljoenennota 2027) ต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นวันแถลงนโยบายประจำปีหรือ Prinsjesdag โดยรัฐบาลกำหนดแนวทางหลักไว้สามด้าน ได้แก่ การลงทุน การปฏิรูป และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจและรองรับภาระรายจ่ายภาครัฐในระยะยาว

    เอกสารที่รัฐบาลเสนอมีบทบาทแตกต่างกัน โดย Rijksbegroting 2027 ประกอบด้วยร่างงบประมาณของกระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งระบุเป้าหมายและวงเงินสำหรับการดำเนินงาน ส่วน Miljoenennota 2027 อธิบายภาพรวมเศรษฐกิจ ฐานะการคลัง และเหตุผลในการจัดสรรงบประมาณ นอกจากนี้ รัฐบาลยังเสนอชุดร่างกฎหมายภาษี Belastingplan 2027 เพื่อรองรับมาตรการด้านรายได้และภาษีที่ต้องแก้ไขกฎหมาย การเผยแพร่เอกสารในวัน Prinsjesdag จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพิจารณาในรัฐสภา ก่อนที่ข้อเสนอจะได้รับอนุมัติและมีผลตามกฎหมาย

    ประมาณการที่ใช้ประกอบ Miljoenennota 2027 ระบุว่าเศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์จะขยายตัวร้อยละ 1.4 ในปี 2569 และชะลอลงเหลือร้อยละ 1.2 ในปี 2570 ขณะที่เงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 3.3 และ 2.7 ตามลำดับ ส่วนอัตราว่างงานคาดว่าจะเพิ่มจากร้อยละ 3.9 เป็นร้อยละ 4.0 แม้การว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ แต่บางอาชีพยังขาดแคลนแรงงาน รัฐบาลเห็นว่าการลงทุนภาคเอกชนและการเพิ่มผลิตภาพยังถูกจำกัดด้วยปัญหาโครงข่ายไฟฟ้า ภาระกฎระเบียบ และขั้นตอนอนุญาตโครงการ จึงต้องแก้ไขอุปสรรคเหล่านี้ควบคู่กับการจัดสรรเงินลงทุน

    สำหรับปี 2570 รัฐบาลคาดว่าจะมีรายรับจากภาษีและเงินสมทบประกันสังคม 481.2 พันล้านยูโร และรายจ่าย 516.8 พันล้านยูโร ส่วนการขาดดุลภาครัฐตามเกณฑ์ที่ใช้รายงานต่อสหภาพยุโรปคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 2.9 ของ GDP และหนี้สาธารณะที่ร้อยละ 46.9 ของ GDP รายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมและสาธารณสุขยังมีสัดส่วนสูงที่สุด โดยตั้งไว้ 132.4 พันล้านยูโร และ 125.6 พันล้านยูโรตามลำดับ รวมกันประมาณครึ่งหนึ่งของรายจ่ายทั้งหมด รัฐบาลระบุว่าการสูงวัยของประชากรจะทำให้ค่าใช้จ่ายในสองด้านนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากไม่เพิ่มผลิตภาพและปรับโครงสร้างรายจ่าย งบประมาณสำหรับการลงทุนที่ช่วยสร้างการเติบโตในอนาคตอาจถูกจำกัดมากขึ้น

    มาตรการด้านเศรษฐกิจจึงให้ความสำคัญกับการระดมเงินทุนและการสร้างเงื่อนไขให้ธุรกิจลงทุน รัฐบาลเตรียมจัดสรรวงเงินระยะยาวจำนวน 3.3 พันล้านยูโรสำหรับจัดตั้งสถาบันการลงทุนแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมและธุรกิจที่ต้องการขยายกิจการ พร้อมจัดสรร 375 ล้านยูโรสำหรับโครงการรอบใหม่ของกองทุน National Growth Fund และ 120 ล้านยูโรสำหรับการเข้าร่วมโครงการความร่วมมือด้าน AI ของสหภาพยุโรป นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างเงื่อนไขให้ภาคธุรกิจลงทุนได้ต่อเนื่อง

    ด้านค่าครองชีพ รัฐบาลเสนอชุดมาตรการวงเงิน 1.5 พันล้านยูโรเพื่อช่วยพยุงกำลังซื้อของผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง รวมถึงเสนอขยายเวลาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินและดีเซลอีกหนึ่งปี อย่างไรก็ตาม ประมาณการที่ใช้ประกอบ Miljoenennota 2027 ระบุว่า กำลังซื้อของครัวเรือนโดยรวมในปี 2570 อาจลดลงเล็กน้อยร้อยละ 0.1 ส่วนด้านที่อยู่อาศัย รัฐบาลเสนอเพิ่มความสามารถในการลงทุนขององค์กรที่จัดหาที่อยู่อาศัยเพื่อสังคม เพื่อสนับสนุนการสร้างบ้านและปรับปรุงที่อยู่อาศัยที่มีอยู่

    ในมิติการค้าระหว่างประเทศ บันทึกประกอบงบประมาณระบุว่าเนเธอร์แลนด์ต้องการลดอุปสรรคการทำธุรกิจภายในตลาดเดียวของสหภาพยุโรป เพิ่มช่องทางระดมทุนให้บริษัท และขยายความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับประเทศนอกยุโรป เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาคู่ค้าบางราย รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงาน วัตถุดิบสำคัญ และเทคโนโลยี ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

    บทวิเคราะห์และความเห็น สคต. 

    การเสนอร่างงบประมาณในวัน Prinsjesdag เป็นจุดเริ่มต้นของการพิจารณาในรัฐสภา โดยบันทึก Miljoenennota อธิบายภาพรวมเศรษฐกิจ ฐานะการคลัง และเหตุผลในการกำหนดนโยบาย ส่วนงบประมาณของแต่ละกระทรวงเสนอเป็นร่างกฎหมายแยกกัน ดังนั้น วงเงินและมาตรการที่รัฐบาลประกาศจึงยังอาจเปลี่ยนแปลงระหว่างการพิจารณา

    ในการอภิปรายแนวนโยบายเมื่อวันที่ 16 – 17 กันยายน 2569 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับค่าครองชีพ ภาระภาษี สวัสดิการสังคม ที่อยู่อาศัย และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากรัฐบาลผสมของ D66, VVD และ CDA เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย การผลักดันร่างงบประมาณจึงต้องอาศัยการสนับสนุนจากพรรคอื่น 

    ภายหลังการอภิปรายในรัฐสภา รัฐบาลได้เสนอปรับมาตรการเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 โดยขยับเกณฑ์รายได้ที่เริ่มเสียภาษีขั้นสูงสุดเพื่อพยุงกำลังซื้อ เสนอเปลี่ยนการจัดเก็บภาษีกำไรจากสินทรัพย์ทางการเงินในระบบ Box 3 ไปเป็นการเก็บเมื่อขายสินทรัพย์ และถอนมาตรการปรับสวัสดิการบางรายการออกจากร่างงบประมาณ 

    ขั้นตอนต่อไป คือ การพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณของแต่ละกระทรวงและร่างกฎหมายภาษีในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสามารถแก้ไขรายละเอียดก่อนลงมติได้ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบแล้ว จะส่งร่างให้วุฒิสภาพิจารณา โดยวุฒิสภาสามารถลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ แต่ไม่มีอำนาจแก้ไขข้อความในร่าง กระบวนการดังกล่าวมุ่งให้แล้วเสร็จและประกาศใช้ก่อนเริ่มปีงบประมาณวันที่ 1 มกราคม 2570 ส่วนมาตรการภาษีจะเริ่มใช้ตามวันที่กำหนดในกฎหมายแต่ละฉบับ

    ระหว่างปีงบประมาณ รัฐบาลต้องรายงานความคืบหน้าการใช้จ่ายต่อรัฐสภา หากจำเป็นต้องปรับวงเงินงบประมาณ จะต้องเสนอร่างกฎหมายปรับงบประมาณให้ทั้งสองสภาพิจารณา เมื่อสิ้นปีงบประมาณแล้ว รัฐบาลจะจัดทำรายงานผลการดำเนินงานและการใช้จ่ายเพื่อให้รัฐสภาตรวจสอบต่อไป

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก

    ตุลาคม  2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/cji9j242029mp7mzgcwwm3g0&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NCE1AviHSQwE0_rbddqcx