Blog

  • อิหร่านลั่นประเทศที่ร่วมคว่ำบาตรกับสหรัฐถือเป็นศัตรู | TOPNEWS

    อิหร่านลั่นประเทศที่ร่วมคว่ำบาตรกับสหรัฐถือเป็นศัตรู | TOPNEWS

    อิหร่านประกาศกร้าวประเทศไหนที่ยอมจับมือกับสหรัฐเพื่อคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านจะถือเป็นศัตรู ขณะที่รัฐมนตรีคลังสหรัฐเตรียมแถลงข่าวจันทร์นี้เพื่อประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ต่ออิหร่าน

    รอยเตอร์สและอัลจาซีร่า รายงานว่านายโมห์เซน เรซาอี หัวหน้าสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน ได้กล่าวทางสถานีโทรทัศน์ของทางการอิหร่านเมื่อวานนี้ (เสาร์ที่ 22 สค.) เตือนประเทศต่างๆทั่วโลกไม่ให้เข้าร่วมสงครามเศรษฐกิจของสหรัฐ พร้อมขู่ว่า “ประเทศใดก็ตามที่เข้าร่วมในมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน จะถูกมองว่าเป็นศัตรู” และอิหร่านพร้อมที่จะโจมตีผลประโยชน์ของประเทศเหล่่านั้น

    เรซาอี ยืนยันด้วยว่าอิหร่านยังมีไพ่ที่จะเล่นในสงครามนี้อีกมาก และว่าจนถึงขณะนี้
    ”อิหร่านยังไม่ได้โจมตีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอเมริกาเลย มีแต่โจมตีฐานทัพสหรัฐเท่านั้น แต่ถ้าสหรัฐหวังที่จะคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหราน ก็ควรพึงตระหนักด้วยว่าสหรัฐมีบริษัทน้ำมันและธุรกิจต่างๆอยู่รอบๆอิหร่าน และอิหร่านก็จะโจมตีเป้าหมายเหล่านั้น” เรซาอีขู่ว่าเมื่อไรก็ตามที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เริ่มดำเนินการ อิหร่านก็จะตอบโต้รุนแรงราวกับแผ่นดินไหว

    คำเตือนของอิหร่านมีขึ้นหลังจากที่สหรัฐขู่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติศาสตร์กดดันอิหร่านเพื่อให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมทั้งเรียกร้องประเทศต่างๆร่วมโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนซึ่งเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์อันดับต้นๆของอิหร่าน แต่จีนตอบปฏิเสธชี้ว่าการคว่ำบาตรของสหรัฐไม่ช่วยแก้ความข้ดแย้งในตะวันออกกลาง

    ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือยูเออี หนึ่งในประเทศคู่ค้าสำคัญของอิหร่านได้ออกมาประกาศเมื่อวันอังคาร (18 สค.) ว่ายูเออีจะระงับการค้าและธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดกับอิหร่านจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม

    ทั้งนี้ สก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐเตรียมที่จะเปิดแถลงข่าวในเวลา 1400 นาฬิกา ช่วงบ่ายวันพรุ่งนี้ (จันทร์ที่ 24 สค.) ตามเวลาท้องถิ่น คาดว่าจะเป็นการชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ที่สุดต่ออิหร่าน

    ด้านเอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่านออกมาเตือนผ่าน X ว่า การประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ของสหรัฐที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น เป็น “การอ้างสิทธิ์อธิปไตยเหนือดินแดนของรัฐอิสระ ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกของสหประชาชาติ” และว่า “มาตรการคว่ำบาตรขั้นที่สองเช่นนี้ไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ” การกระทำของสหรัฐจึงถือเป็น ‘การประกาศสงคราม’ ต่อทุกประเทศ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1670231&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mVgnVHCMTWpnfBhar82PR

  • สวนดุสิตโพลเผย ปชช.จี้ศึกซักฟอก ลุยแก้ปากท้อง-โกงสอบท้องถิ่น

    สวนดุสิตโพลเผย ปชช.จี้ศึกซักฟอก ลุยแก้ปากท้อง-โกงสอบท้องถิ่น

    สวนดุสิตโพลเผย ปชช.จี้ศึกซักฟอก ลุยแก้ปากท้อง-โกงสอบท้องถิ่น

    สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจอภิปรายไม่ไว้วางใจ ชูแก้เศรษฐกิจปากท้องอันดับ 1 ตามด้วยทุจริตสอบท้องถิ่น ย้ำไม่หวังล้มรัฐบาล แต่ต้องการเห็นการตรวจสอบจริงจัง

    23 สิงหาคม 2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ 1,267 คน ระหว่างวันที่ 18-21 สิงหาคม 2569 ในหัวข้อ “ประชาชนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล” พบประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจติดตามศึกซักฟอก โดยมุ่งหวังให้เน้นอภิปรายแก้ไข ปัญหาปากท้อง และเศรษฐกิจมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง (80.58%) ตามด้วยปม โกงสอบท้องถิ่น (54.54%) สะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์ถึงขั้นล้มรัฐบาล แต่ต้องการสร้างความรับผิดชอบทางการเมือง ผ่านการติดตามและตรวจสอบข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่องจริงจังหลังจบกระบวนการในสภา

    สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ประชาชนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,267 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 18-21 สิงหาคม 2569

    ผลการสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 38.28 ค่อนข้างสนใจติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่กำลังจะมีขึ้น

    โดยเรื่องที่อยากให้มีการอภิปรายมากที่สุด คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ร้อยละ 80.58 รองลงมาคือ ทุจริตสอบท้องถิ่น ร้อยละ 54.54

    กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 54.30 ไม่เชื่อว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้

    สำหรับสิ่งที่อยากเห็นภายหลังการอภิปราย คือ ต้องการให้มีการตรวจสอบข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่องจริงจัง ร้อยละ 56.99 และเห็นว่าสถานการณ์การเมืองไทยโดยรวมหลังจากการอภิปรายนี้ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง ร้อยละ 50.28

    สวนดุสิตโพลเผย ปชช.จี้ศึกซักฟอก ลุยแก้ปากท้อง-โกงสอบท้องถิ่น

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ประชาชนมากกว่าครึ่งยังไม่เชื่อว่าการอภิปรายจะช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ และมองว่าหลังการอภิปรายสถานการณ์การเมืองไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจึงเป็นการติดตามตรวจสอบข้อกล่าวหาอย่างจริงจัง การชี้แจงข้อสงสัย และการแสดงความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าการอภิปรายครั้งนี้จะสร้างผลทางการเมืองได้มากน้อยเพียงใด

    อาจารย์นนทวัฒน์ สุวรรณ อาจารย์ประจำโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลโพลครั้งนี้สะท้อนว่าประชาชนยังให้ความสำคัญกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในฐานะกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจรัฐบาล แต่คาดหวังให้เกิดผลในทางปฏิบัติมากกว่าการอภิปรายและลงมติในรัฐสภา ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และการทุจริตในระบบราชการยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ประชาชนใช้ประเมินประสิทธิภาพและความชอบธรรมของรัฐบาล

    ขณะเดียวกัน ประชาชนยังให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบทางการเมือง (Political Accountability) โดยต้องการให้ข้อกล่าวหาจากการอภิปรายได้รับการติดตามและตรวจสอบอย่างจริงจัง จึงกล่าวได้ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไม่ควรสิ้นสุดเพียงการลงมติในรัฐสภา แต่ควรนำไปสู่กระบวนการตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้จึงควรใช้โอกาสจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ในการยกระดับความเชื่อมั่น ความชอบธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเมืองของไทยในระยะยาว

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378982151&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2doqlGO0kJ8HnVkTeyTGel

  • สวนดุสิตโพล จี้ฝ่ายค้านซักฟอกรัฐบาลเรื่องเศรษฐกิจ-โกงสอบท้องถิ่น หวังติดตามตรวจสอบข้อกล่าวหาจริงจัง  – ข่าวสด

    สวนดุสิตโพล จี้ฝ่ายค้านซักฟอกรัฐบาลเรื่องเศรษฐกิจ-โกงสอบท้องถิ่น หวังติดตามตรวจสอบข้อกล่าวหาจริงจัง – ข่าวสด

    เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ประชาชนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,267 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 18-21 ส.ค.2569 ดังนี้

    ผลการสำรวจ พบว่า ประชาชนสนใจติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่กำลังจะมีขึ้นมากน้อยเพียงใด ค่อนข้างสนใจ 38.28%, สนใจมาก 29.68%, ไม่ค่อยสนใจ 27.15% และไม่สนใจ 4.89%

    เรื่องที่ประชาชนอยากให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจมากที่สุด พบว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง 80.58%, ทุจริตสอบท้องถิ่น 54.54%, ปัญหาพลังงานและราคาพลังงาน 53.59%, การใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท 35.04% และฮั้วสว. 34.25%

    ประชาชนเชื่อหรือไม่ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ ไม่เชื่อ 54.30% และเชื่อ 45.70% ส่วนหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประชาชนอยากเห็นสิ่งใดเกิดขึ้นมากที่สุด กลุ่มตัวอย่างระบุว่า มีการตรวจสอบข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่องจริงจัง 56.99%, รัฐบาลชี้แจงข้อสงสัยให้ประชาชนเข้าใจ 46.25% และผู้เกี่ยวข้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง 45.30%

    หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประชาชนคิดว่าสถานการณ์การเมืองไทยโดยรวมจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด กลุ่มตัวอย่างระบุว่า ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง 50.28%, ดีขึ้น 28.49%, ไม่แน่ใจ 14.36% และ แย่ลง 6.87%

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ประชาชนมากกว่าครึ่งยังไม่เชื่อว่าการอภิปรายจะช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้และมองว่าหลังการอภิปรายสถานการณ์การเมืองไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจึงเป็นการติดตามตรวจสอบข้อกล่าวหาอย่างจริงจัง การชี้แจงข้อสงสัย และการแสดงความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าการอภิปรายครั้งนี้จะสร้างผลทางการเมืองได้มากน้อยเพียงใด

    นายนนทวัฒน์ สุวรรณ อาจารย์ประจำโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลโพลครั้งนี้ สะท้อนว่าประชาชนยังให้ความสำคัญกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในฐานะกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจรัฐบาล แต่คาดหวังให้เกิดผลในทางปฏิบัติมากกว่าการอภิปรายและลงมติในรัฐสภา ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และการทุจริตในระบบราชการยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ประชาชนใช้ประเมินประสิทธิภาพและความชอบธรรมของรัฐบาล

    ขณะเดียวกันประชาชนยังให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบทางการเมือง โดยต้องการให้ข้อกล่าวหาจากการอภิปรายได้รับการติดตามและตรวจสอบอย่างจริงจัง จึงกล่าวได้ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไม่ควรสิ้นสุดเพียงการลงมติในรัฐสภา แต่ควรนำไปสู่กระบวนการตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้จึงควรใช้โอกาสจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ในการยกระดับความเชื่อมั่น ความชอบธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเมืองของไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaosod.co.th/politics/news_10371445&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hR3-3_hefPcuDFtKHvNjs

  • “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ดัน “ปูทะเล” ขึ้นแท่นสัตว์เศรษฐกิจมูลค่าสูง เร่งเพิ่มผลผลิตรับดีมานด์ตลาดกรมประมง | TOPNEWS

    “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ดัน “ปูทะเล” ขึ้นแท่นสัตว์เศรษฐกิจมูลค่าสูง เร่งเพิ่มผลผลิตรับดีมานด์ตลาดกรมประมง | TOPNEWS

    วันที่ 22 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสมุทรสาคร ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปูทะเลของกรมประมง โดยมีนายดำรงศักดิ์ ยอดทองดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง นายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร นายไวทัศน์ หนูกล่ำ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสมุทรสาคร หัวหน้าส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และเกษตรกรในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับ

    นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการติดตามและต่อยอดนโยบายส่งเสริม “ปูทะเล” ให้เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง ที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ชายฝั่ง เนื่องจากตลาดมีความต้องการสูง มีราคาจำหน่ายที่ดี และยังมีโอกาสขยายการผลิตได้อีกมาก โดยเฉพาะการนำพื้นที่บ่อกุ้งที่หยุดหรือพักการเลี้ยงกลับมาใช้ประโยชน์ สร้างทางเลือกในการประกอบอาชีพและเพิ่มมูลค่าให้กับพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยใช้ตลาดเป็นตัวนำการผลิต ควบคู่กับการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการของตลาดและมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ “ลูกพันธุ์” ถือเป็นต้นน้ำสำคัญของการขยายฐานการผลิตปูทะเล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถของหน่วยงานกรมประมงในการผลิตลูกพันธุ์ปูทะเลที่มีคุณภาพและมีปริมาณเพียงพอรองรับความต้องการของเกษตรกร พร้อมเร่งขยายองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเลี้ยงไปสู่พื้นที่ที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มอัตรารอด ลดต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพการผลิต โดยตั้งเป้าเชื่อมโยงตั้งแต่ “ลูกพันธุ์–พื้นที่เลี้ยง–การผลิต–ตลาด” ให้เป็นระบบ สามารถพัฒนาเป็นอาชีพที่สร้างรายได้อย่างมั่นคง และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนชายฝั่งในระยะยาว

    ด้านนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง ได้รายงานความคืบหน้าและสถานการณ์การเพาะเลี้ยงปูทะเลของประเทศว่า กรมประมงได้ขับเคลื่อนการเพิ่มผลผลิตและส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปูทะเลอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เป็นต้นมา ส่งผลให้ในปี พ.ศ. 2568 มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2567 จำนวน 263.38 ตัน คิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.12 ปัจจุบันประเทศไทยมีผลผลิตปูทะเลจากการเพาะเลี้ยงรวม 3,963.66 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,343.36 ล้านบาท จากจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยง 4,710 ฟาร์ม ครอบคลุมพื้นที่ 55,127.99 ไร่ ซึ่งจังหวัดนครศรีธรรมราชถือเป็นศูนย์กลางสำคัญ ของการเลี้ยงปูทะเลของประเทศ ทั้งด้านจำนวนฟาร์ม พื้นที่ ผลผลิต และมูลค่าทางเศรษฐกิจ ในส่วนของจังหวัดสมุทรสาครมีปริมาณผลผลิตจัดอยู่ในอันดับที่ 4 ของประเทศ สามารถสร้างผลผลิตได้ 273.32 ตัน หรือร้อยละ 6.9 ของผลผลิตทั้งประเทศ คิดเป็นมูลค่ากว่า 66.68 ล้านบาท

    ปูทะเล ถือเป็นสัตว์น้ำที่ตลาดต้องการและมีราคาจำหน่ายสูง โดยเฉพาะปูเนื้อมีราคาอยู่ในช่วง 230–680 บาท/กิโลกรัม ปูไข่ 470–600 บาท/กิโลกรัม ปูไข่ดอง 200–340 บาท/ตัว และปูทะเลในร้านบุฟเฟต์ 140–170 บาท/กิโลกรัม (ขึ้นกับขนาด) อีกทั้งการเลี้ยงยังมีความเสี่ยงน้อย โดยใช้ระยะเวลาเลี้ยงเพียง 4-5 เดือน ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยประมาณ 200 บาทต่อกิโลกรัม ให้ผลผลิตประมาณ 200 กิโลกรัมต่อไร่ต่อรุ่น สร้างรายได้เฉลี่ยให้เกษตรกรประมาณ 60,000 บาทต่อไร่ต่อรุ่น

    ทั้งนี้ กรมประมงได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาปูทะเลตลอดห่วงโซ่ โดยเฉพาะการสร้างความมั่นคงด้านลูกพันธุ์ โดยปัจจุบันหน่วยงานของกรมประมงมีศักยภาพผลิตลูกปูทะเลวัยอ่อน (Young crab) ประมาณ 3 ล้านตัวต่อปี เพื่อนำไปใช้ในการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงและสนับสนุนการเพิ่มผลผลิตในแหล่งน้ำธรรมชาติ ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเลี้ยงให้เหมาะสมกับเกษตรกรและสภาพพื้นที่ นอกจากนี้ กรมประมง ยังเป็นหน่วยงานเริ่มต้นในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงปูทะเลให้แก่เกษตรกร สถาบันการศึกษา และผู้ที่สนใจทั่วไป อีกทั้งยังขยายผลส่งเสริมการเลี้ยงปูทะเลอย่างเป็นรูปธรรมในหลายพื้นที่ อาทิ โครงการปูไทยสร้างชาติในจังหวัดตรัง ที่เข้าไปส่งเสริมการเลี้ยงปูทะเลในพื้นที่บ่อกุ้งที่หยุดหรือพักการเลี้ยงโดยสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ ลูกพันธุ์ และปัจจัยการผลิต เพื่อฟื้นฟูพื้นที่และยกระดับสู่ศูนย์เรียนรู้ต้นแบบ รวมไปถึงโครงการเสริมความเข้มแข็งสู่เกษตรอัจฉริยะในพื้นที่บ่อกุ้งที่หยุดหรือพักการเลี้ยงจังหวัดปัตตานี ซึ่งมีการนำเทคโนโลยี AI และ IoT เข้ามาประยุกต์ใช้ในการเลี้ยงปูทะเลและปูคอนโด โดยตั้งเป้าเพิ่มอัตรารอดของลูกปูให้ได้มากกว่าร้อยละ 50–70

    นอกจากนี้ กรมประมง ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ดำเนินโครงการการขยายองค์ความรู้และนวัตกรรมการเลี้ยงปูขาว เพื่อเพิ่มรายได้และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนอาชีพอย่างยั่งยืน ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สู่เกษตรกรจำนวน 100 ราย ในพื้นที่อำเภอเมือง ปากพนัง และหัวไทร โดยมุ่งเพิ่มอัตรารอด ลดต้นทุน เพิ่มรายได้สุทธิของเกษตรกร ตลอดจนพัฒนาระบบการเลี้ยงแบบผสมผสาน การเชื่อมโยงตลาด และสร้างผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรุ่นใหม่

    สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้เยี่ยมชมและศึกษากระบวนการผลิตปูทะเลของศูนย์วิจัยฯ ตั้งแต่ การขุนเลี้ยงแม่พันธุ์ปูทะเล การเพาะและอนุบาลลูกปูทะเล ตลอดจนการเลี้ยงปูเนื้อในบ่อดิน เพื่อรับทราบแนวทางการดำเนินงานตั้งแต่ต้นน้ำสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ พร้อมรับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนแนวทางในการยกระดับการผลิตปูทะเลให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า “กรมประมงพร้อมนำข้อเสนอแนะและแนวนโยบายจากการลงพื้นที่ครั้งนี้ไปต่อยอดสู่การปฏิบัติ โดยจะเดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการผลิตลูกพันธุ์คุณภาพ ควบคู่กับการส่งเสริมรูปแบบการเลี้ยงที่เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มและเชื่อมโยงตลาด เพื่อผลักดัน ‘ปูทะเล’ ให้เป็นอีกหนึ่งสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชนชายฝั่งของไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1670148&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZH7tRhf05bziERJ2bPOfB

  • อบต.บางคนที ใช้ข้อมูลนำพัฒนาชุมชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    อบต.บางคนที ใช้ข้อมูลนำพัฒนาชุมชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    อบต.บางคนที ใช้ข้อมูลนำพัฒนาชุมชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    อบต.บางคนที ใช้ข้อมูลนำพัฒนาชุมชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    อบต.บางคนที ใช้ข้อมูลชุมชนเป็นฐาน เปิดเวทีร่วมคิด แก้ปัญหาเศรษฐกิจ สุขภาพ สังคมและสิ่งแวดล้อม ต่อยอดเป็นต้นแบบให้ อปท.กว่า 65 แห่งทั่วประเทศ

    องค์การบริหารส่วนตำบลบางคนที อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ใช้ “ข้อมูลเป็นฐาน” วิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของประชาชน ผ่าน “เวทีกลางลานความคิด” เปิดให้ท้องถิ่น ชาวบ้าน หน่วยงานรัฐ และวัด ร่วมวางแผนแก้ปัญหา จนเกิดโครงการด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

    นางสาวเรณู เล็กนิมิตร นายก อบต.บางคนที ระบุว่า พื้นที่ขับเคลื่อนแนวคิด “ตำบลสุขภาวะ” โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนัก 3 สสส. ตั้งแต่ปี 2555 พร้อมใช้เครื่องมือ TCNAP และ RECAP จัดเก็บข้อมูล พบว่าผู้สูงอายุเพิ่มจาก 32% ในปี 2568 เป็น 34% ในปี 2569 และมีคนพิการ 140 คน ช่วยให้วางแผนดูแลได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

    อบต.บางคนที ใช้ข้อมูลนำพัฒนาชุมชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    หนึ่งในผลลัพธ์คือ “ตลาดร่องสวนยายแพง” ซึ่งเกิดจากปัญหาราคากล้วยและมะพร้าวตกต่ำ ชาวบ้านจึงร่วมกันสร้างตลาดเปิดทุกเสาร์-อาทิตย์ เพื่อเพิ่มช่องทางขายสินค้าและรายได้ โดยใช้กติกา “หน้าไม่งอ ราคาไม่แพง พร้อมรับ”

    ด้านความมั่นคงทางอาหาร วัดบางคนทีในดำเนินโครงการ “ปันผัก ปันสุข” ใช้พื้นที่กว่า 3 ไร่ปลูกผักปลอดสารพิษ แจกต้นกล้าและอาหารแก่ผู้ยากไร้กว่า 150 คนต่อครั้ง พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนปลูกกินเองและนำส่วนเกินกลับมาแบ่งปัน

    อบต.บางคนที ใช้ข้อมูลนำพัฒนาชุมชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    พื้นที่ยังรับมือสังคมสูงวัยด้วยการจ้าง Caregiver ผ่านกลไกมาตรา 33 และ 35 ช่วยดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ขณะเดียวกันกิจกรรม “ลงแขก-ลงคลอง” ที่ทำต่อเนื่องมากกว่า 10 ปีโดยไม่ใช้งบ อบต. ช่วยให้คลองสะอาดขึ้น กุ้งแม่น้ำกลับมาชุกชุม และต่อยอดเป็น “ชมรมคนตกกุ้ง” สร้างรายได้ควบคู่การอนุรักษ์

    ปัจจุบัน อบต.บางคนที เป็นพื้นที่ต้นแบบ มี อปท.มากกว่า 65 แห่งทั่วประเทศเข้ามาศึกษาเรียนรู้ สะท้อนแนวทางพัฒนาชุมชนจากข้อมูล พลังจิตอาสา และความร่วมมือของคนในพื้นที่ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    อบต.บางคนที ใช้ข้อมูลนำพัฒนาชุมชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    นายสมพร ใช้บางยาง ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ กล่าวว่า บทบาทของ สสส. คือช่วยให้ชุมชนเรียนรู้การใช้ข้อมูล วิเคราะห์ปัญหา และเชื่อมทุกภาคส่วนเข้ามาทำงานร่วมกัน โดยให้คนในพื้นที่เป็นผู้คิดและลงมือแก้ปัญหาด้วยตนเอง

    กรณีของบางคนทีจึงเป็นตัวอย่างของการพัฒนาจากฐานราก ที่เริ่มจากข้อมูล ความร่วมมือ และทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน ก่อนต่อยอดเป็นระบบดูแลคน สร้างรายได้ และรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/747447&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sYQogkAHpnqxdsQ7qkmaV

  •  “ปูทะเล” ขึ้นแท่นสัตว์เศรษฐกิจมูลค่าสูง เร่งเพิ่มผลผลิตรับตลาด  | เดลินิวส์

     “ปูทะเล” ขึ้นแท่นสัตว์เศรษฐกิจมูลค่าสูง เร่งเพิ่มผลผลิตรับตลาด  | เดลินิวส์

    นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การต่อยอดนโยบายส่งเสริม “ปูทะเล” ให้เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง ที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ชายฝั่ง เนื่องจากตลาดมีความต้องการสูง มีราคาจำหน่ายที่ดี และยังมีโอกาสขยายการผลิตได้อีกมาก โดยเฉพาะการนำพื้นที่บ่อกุ้งที่หยุดหรือพักการเลี้ยงกลับมาใช้ประโยชน์ สร้างทางเลือกในการประกอบอาชีพและเพิ่มมูลค่าให้กับพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยใช้ตลาดเป็นตัวนำการผลิต ควบคู่กับการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการของตลาดและมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม 

    ทั้งนี้ “ลูกพันธุ์” ถือเป็นต้นน้ำสำคัญของการขยายฐานการผลิตปูทะเล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถของหน่วยงานกรมประมงในการผลิตลูกพันธุ์ปูทะเลที่มีคุณภาพและมีปริมาณเพียงพอรองรับความต้องการของเกษตรกร พร้อมเร่งขยายองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเลี้ยงไปสู่พื้นที่ที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มอัตรารอด ลดต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพการผลิต โดยตั้งเป้าเชื่อมโยงตั้งแต่ “ลูกพันธุ์–พื้นที่เลี้ยง–การผลิต–ตลาด” ให้เป็นระบบ สามารถพัฒนาเป็นอาชีพที่สร้างรายได้อย่างมั่นคง และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนชายฝั่งในระยะยาว

    ด้านนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง ได้รายงานความคืบหน้าและสถานการณ์การเพาะเลี้ยงปูทะเลของประเทศว่า กรมประมงได้ขับเคลื่อนการเพิ่มผลผลิตและส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปูทะเลอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เป็นต้นมา ส่งผลให้ในปี พ.ศ. 2568 มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2567 จำนวน 263.38 ตัน คิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.12 ปัจจุบันประเทศไทยมีผลผลิตปูทะเลจากการเพาะเลี้ยงรวม 3,963.66 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,343.36 ล้านบาท จากจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยง 4,710 ฟาร์ม ครอบคลุมพื้นที่ 55,127.99 ไร่ ซึ่งจังหวัดนครศรีธรรมราชถือเป็นศูนย์กลางสำคัญ ของการเลี้ยงปูทะเลของประเทศ ทั้งด้านจำนวนฟาร์ม พื้นที่ ผลผลิต และมูลค่าทางเศรษฐกิจ ในส่วนของจังหวัดสมุทรสาครมีปริมาณผลผลิตจัดอยู่ในอันดับที่ 4 ของประเทศ สามารถสร้างผลผลิตได้ 273.32 ตัน หรือร้อยละ  6.9 ของผลผลิตทั้งประเทศ คิดเป็นมูลค่ากว่า 66.68 ล้านบาท

    ปูทะเลถือเป็นสัตว์น้ำที่ตลาดต้องการและมีราคาจำหน่ายสูง โดยเฉพาะปูเนื้อมีราคาอยู่ในช่วง 230–680 บาท/กิโลกรัม  ปูไข่ 470–600 บาท/กิโลกรัม ปูไข่ดอง 200–340 บาท/ตัว และปูทะเลในร้านบุฟเฟต์ 140–170 บาท/กิโลกรัม  (ขึ้นกับขนาด) อีกทั้งการเลี้ยงยังมีความเสี่ยงน้อย โดยใช้ระยะเวลาเลี้ยงเพียง 4-5 เดือน ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยประมาณ 200 บาทต่อกิโลกรัม ให้ผลผลิตประมาณ 200 กิโลกรัมต่อไร่ต่อรุ่น สร้างรายได้เฉลี่ยให้เกษตรกรประมาณ 60,000 บาทต่อไร่ต่อรุ่น

    ทั้งนี้ กรมประมงได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาปูทะเลตลอดห่วงโซ่ โดยเฉพาะการสร้างความมั่นคงด้านลูกพันธุ์ โดยปัจจุบันหน่วยงานของกรมประมงมีศักยภาพผลิตลูกปูทะเลวัยอ่อน (Young crab) ประมาณ 3 ล้านตัวต่อปี เพื่อนำไปใช้ในการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงและสนับสนุนการเพิ่มผลผลิตในแหล่งน้ำธรรมชาติ ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเลี้ยงให้เหมาะสมกับเกษตรกรและสภาพพื้นที่ นอกจากนี้ กรมประมง ยังเป็นหน่วยงานเริ่มต้นในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงปูทะเลให้แก่เกษตรกร สถาบันการศึกษา และผู้ที่สนใจทั่วไป อีกทั้งยังขยายผลส่งเสริมการเลี้ยงปูทะเลอย่างเป็นรูปธรรมในหลายพื้นที่ อาทิ โครงการปูไทยสร้างชาติในจังหวัดตรัง ที่เข้าไปส่งเสริมการเลี้ยงปูทะเลในพื้นที่

    บ่อกุ้งที่หยุดหรือพักการเลี้ยงโดยสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ ลูกพันธุ์ และปัจจัยการผลิต เพื่อฟื้นฟูพื้นที่และยกระดับสู่ศูนย์เรียนรู้ต้นแบบ รวมไปถึงโครงการเสริมความเข้มแข็งสู่เกษตรอัจฉริยะในพื้นที่บ่อกุ้งที่หยุดหรือพักการเลี้ยงจังหวัดปัตตานี ซึ่งมีการนำเทคโนโลยี AI และ IoT เข้ามาประยุกต์ใช้ในการเลี้ยงปูทะเลและปูคอนโด โดยตั้งเป้าเพิ่มอัตรารอดของลูกปูให้ได้มากกว่าร้อยละ 50–70  นอกจากนี้ กรมประมง ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ดำเนินโครงการการขยายองค์ความรู้และนวัตกรรมการเลี้ยงปูขาว เพื่อเพิ่มรายได้และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนอาชีพอย่างยั่งยืน ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สู่เกษตรกรจำนวน 100 ราย ในพื้นที่อำเภอเมือง ปากพนัง และหัวไทร โดยมุ่งเพิ่มอัตรารอด ลดต้นทุน เพิ่มรายได้สุทธิของเกษตรกร ตลอดจนพัฒนาระบบการเลี้ยงแบบผสมผสาน การเชื่อมโยงตลาด และสร้างผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรุ่นใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6132273/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28z-BDyx4BoJF6avtskUgv

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (23 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (23 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (23 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (23 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 46.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 28.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 37.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 37.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 32.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 38.39 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.39 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 38.39 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.39 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (23 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/667156&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3neCfXswixFU3Kx4i5AgOp

  • “ศุภจี” ดัน “โคเนื้อศรีสะเกษ” สู่ตลาดพรีเมียม เร่งเปิดตลาดจีน-เวียดนาม

    “ศุภจี” ดัน “โคเนื้อศรีสะเกษ” สู่ตลาดพรีเมียม เร่งเปิดตลาดจีน-เวียดนาม

    “ศุภจี” ดัน “โคเนื้อศรีสะเกษ” สู่ตลาดพรีเมียม เร่งเปิดตลาดจีน-เวียดนาม


    23/08/2569 | 122 |

    “ศุภจี” ลงพื้นที่ศรีสะเกษ รับฟังปัญหาเกษตรกรและผู้ประกอบการโคเนื้อ ชี้อุตสาหกรรมโคเนื้อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้จังหวัดกว่า 2,900 ล้านบาทต่อปี เดินหน้าดัน “โคเนื้อศรีสะเกษ” สู่สินค้าเกษตรพรีเมียม สร้างแบรนด์และเรื่องราวเชื่อมโยงอัตลักษณ์จังหวัด พร้อมเร่งแก้ปัญหาใบอนุญาต เปิดตลาดเวียดนาม–จีน ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง เพิ่มรายได้กลับสู่เกษตรกร ขณะที่รับข้อเสนอเรื่องโรงเชือด แหล่งทุน และอุปกรณ์การเลี้ยง เตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ

    วันที่ 23 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่กฤษฎาฟาร์มโคขุน อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ รับฟังสถานการณ์และปัญหาจากเกษตรกรและผู้ประกอบการโคเนื้อ โดยมีนายธาตรี สิริรุ่งวนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นายธนา กิจไพบูลย์ชัย สส.ศรีสะเกษ เขต 3 นายวิทวัส ไตรสรณกุล สส.เขต 9 นายศุภกิจ สีหาภาค สส.เขต 2 นายวิชิต ไตรสรณกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนร่วมด้วย

    นางศุภจี กล่าวว่า ศรีสะเกษมีศักยภาพด้านโคเนื้อและมีเครือข่ายเกษตรกรและผู้ประกอบการที่สามารถพัฒนาไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยในปี 2568 อุตสาหกรรมโคเนื้อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้จังหวัดประมาณ 2,909 ล้านบาทต่อปี จึงต้องเร่งพัฒนาทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การเลี้ยง คุณภาพ การแปรรูป ไปจนถึงการสร้างตลาด เพื่อให้มูลค่าที่เพิ่มขึ้นกระจายกลับไปถึงเกษตรกรในพื้นที่

    “ทำอย่างไรให้โคเนื้อของศรีสะเกษเป็นสินค้าพรีเมียมและมีราคาที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษที่สามารถสร้างชื่อและมูลค่าเพิ่มให้กับจังหวัดได้” นางศุภจี กล่าว

    ทั้งนี้ นางศุภจีมอบหมายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาศึกษาแนวทางสร้างแบรนด์และเรื่องราว (Story) ให้กับโคเนื้อศรีสะเกษ โดยทำงานร่วมกับคนในพื้นที่ พร้อมมอบหมายกรมพัฒนาธุรกิจการค้าช่วยด้านการสร้างแบรนด์และพัฒนาผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับโคเนื้อสู่ตลาดพรีเมียมและสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า

    สำหรับการขยายตลาดต่างประเทศ กฤษฎาฟาร์มได้ผ่านการตรวจประเมินและได้รับการรับรองเป็น “สถานกักกันสัตว์เพื่อการส่งออกนอกราชอาณาจักร” เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 และอยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อขึ้นทะเบียนสถานประกอบการกับประเทศปลายทาง โดยมีเวียดนามและจีนเป็นตลาดเป้าหมายสำคัญ

    นางศุภจี กล่าวว่า การผลักดันการส่งออกจำเป็นต้องทำงานร่วมกันหลายหน่วยงาน จึงได้นำกรมปศุสัตว์เข้ามารับทราบปัญหาและประสานเรื่องมาตรฐานและการเจรจากับประเทศปลายทาง พร้อมให้กรมการค้าต่างประเทศช่วยเรื่องใบอนุญาต กรมการค้าภายในช่วยดูแลตลาดในประเทศและจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ประกอบการในประเทศ และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศช่วยเชื่อมโยงตลาดและผู้ซื้อในต่างประเทศผ่านกลไกทูตพาณิชย์ เพื่อให้การพัฒนาและขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน จะร่วมกันพิจารณาหาพืชเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้แก่พี่น้องเกษตรกร พร้อมเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า(Contract Farming) เพื่อให้เกษตรกรมีตลาดรองรับและสามารถวางแผนการผลิตได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

    “เป้าหมายไม่ใช่เพียงส่งออกให้ได้ แต่ต้องทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์มากขึ้น หากสามารถลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลางและส่งออกได้โดยตรง ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าและทำให้รายได้กลับคืนสู่เครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่มากขึ้น” นางศุภจี กล่าว

    นอกจากนี้ นางศุภจีได้รับหนังสือจากกลุ่มโคขุนหนองฮาง ขอรับการสนับสนุนแหล่งเงินทุนหมุนเวียน เครื่องอัดฟาง และอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงโคขุน รวมถึงหนังสือจากสหกรณ์โคเนื้อดอกลำดวน จำกัด ซึ่งเสนอให้มีการพัฒนาโรงเชือดในจังหวัด เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรต้องส่งโคไปเชือดนอกพื้นที่ ทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาแนวทางช่วยเหลือต่อไป

    นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาโคเนื้อศรีสะเกษให้ครบทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งคุณภาพ มาตรฐาน แบรนด์ แหล่งทุน โรงเชือด และตลาด โดยมีเป้าหมายให้ “โคเนื้อศรีสะเกษ” ก้าวสู่สินค้าเกษตรพรีเมียมและตลาดต่างประเทศ พร้อมสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัด

    นอกจากนี้ นางศุภจี ระบุว่า ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้กำกับดูแลภาพรวมด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SME รวมถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยว ได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนงานในแต่ละด้าน โดยมี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และเกษตรมูลค่าสูง รวมถึงคณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs และมีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธานคณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy เพื่อร่วมกันนำศักยภาพของแต่ละพื้นที่มาต่อยอดให้เกิดมูลค่าและโอกาสทางเศรษฐกิจ

    “เราไม่ได้มองเรื่องการตลาดอย่างเดียว แต่ต้องดูว่าจะสร้างโอกาสอะไรให้พี่น้องชาวศรีสะเกษได้บ้าง ทั้งสินค้าเกษตร สินค้าชุมชน และ SME รวมถึงเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยว ซึ่งต้องนำมาทำงานเชื่อมโยงกัน เพื่อให้สินค้าที่มีศักยภาพของพื้นที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น” นางศุภจี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2121&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0D39x7xC_qr5yn7yHSY5Nd

  • อียิปต์กับบทบาทสร้างสันติภาพในลิเบียและซูดาน เสถียรภาพภูมิภาคกับโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    อียิปต์กับบทบาทสร้างสันติภาพในลิเบียและซูดาน เสถียรภาพภูมิภาคกับโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    อียิปต์กับบทบาทสร้างสันติภาพในลิเบียและซูดาน
    เสถียรภาพภูมิภาคกับโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    สถานการณ์ความขัดแย้งในลิเบียและซูดาน ยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดเสถียรภาพของภูมิภาคแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง โดยอียิปต์มีบทบาทโดยตรงต่อทั้งสองประเทศ เนื่องจากมีพรมแดนติดกับลิเบียทางตะวันตกและซูดานทางใต้ อีกทั้งมีความเชื่อมโยงด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า และการเคลื่อนย้ายประชากรอย่างใกล้ชิด ด้วยเหตุนี้ นโยบายของอียิปต์ในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้มุ่งเพียงป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามเข้าสู่ประเทศ แต่ยังพยายามผลักดันกระบวนการทางการเมืองที่รักษาความเป็นเอกภาพของรัฐ ลดการแทรกแซงจากภายนอก และสร้างเงื่อนไขสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้ สถานการณ์ของทั้งสองประเทศมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

    กรณีลิเบีย 

    แม้สงครามกลางเมืองขนาดใหญ่ได้ลดระดับลงภายหลังข้อตกลงหยุดยิงเมื่อปี 2563 แต่ประเทศยังเผชิญการแบ่งขั้วทางการเมือง การมีรัฐบาลและสถาบันอำนาจที่แข่งขันกัน ตลอดจนกลุ่มติดอาวุธจำนวนมาก และยังเกิดเหตุปะทะเฉพาะพื้นที่เป็นระยะ ล่าสุดในเดือนสิงหาคม 2569 สหประชาชาติยังต้องเรียกร้องให้ยุติการปะทะในเมือง Zawiya สะท้อนว่า ความเสี่ยงด้านความมั่นคงยังไม่หมดไป ขณะที่กระบวนการของสหประชาชาติยังมุ่งไปที่การจัดการเลือกตั้งระดับชาติและการรวมสถาบันของประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว

    อียิปต์มีบทบาทสำคัญในกระบวนการดังกล่าว โดยยึดหลักว่า แนวทางแก้ไขต้องเป็น กระบวนการลิเบียโดยชาวลิเบีย” (Libyan-led and Libyan-owned process) ควบคู่กับการสนับสนุนบทบาทขององค์การสหประชาชาติ จุดยืนหลักของอียิปต์ประกอบด้วยการรักษาเอกภาพ อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของลิเบีย การรวมสถาบันทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง การจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีและรัฐสภาพร้อมกัน ตลอดจนการถอนกองกำลังต่างชาติ นักรบต่างชาติ และทหารรับจ้างออกจากลิเบีย

    เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 กรุงไคโรเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 4 ของกลไกสามประเทศเพื่อนบ้านลิเบีย ได้แก่ อียิปต์ ตูนิเซีย และแอลจีเรีย โดยทั้งสามประเทศเห็นพ้องว่า  การแก้ไขวิกฤตลิเบียไม่ควรจำกัดเฉพาะด้านการเมืองหรือความมั่นคง แต่ต้องครอบคลุมปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นต้นเหตุของความไม่มั่นคง พร้อมสนับสนุนกระบวนการทางการเมืองภายใต้สหประชาชาติ การรวมสถาบันของรัฐ และการจัดการเลือกตั้ง จุดนี้สะท้อนว่า อียิปต์พยายามใช้สถานะ ประเทศเพื่อนบ้าน” เป็นกลไกเสริมกระบวนการของ UN มากกว่าการสร้างกระบวนการคู่ขนานขึ้นมาแข่งขันกัน

    แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับ Political Roadmap ของคณะผู้แทนสนับสนุนแห่งสหประชาชาติประจำลิเบีย (United Nations Support Mission in Libya: UNSMIL) ซึ่งมุ่งดำเนินการใน ด้านหลัก ได้แก่ การจัดทำกรอบกฎหมายเลือกตั้งที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ การรวมสถาบันภายใต้รัฐบาลที่เป็นเอกภาพ และการเปิด Structured Dialogue เพื่อแก้ปัญหาด้านธรรมาภิบาล เศรษฐกิจ ความมั่นคง และการปรองดอง โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 กระบวนการ Structured Dialogue ได้จัดทำข้อเสนอมากกว่า 525 ข้อเพื่อสนับสนุนการเลือกตั้งและแก้ปัจจัยที่เป็นรากเหง้าของความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ณ เดือนสิงหาคม 2569 ลิเบียยังไม่ได้เข้าสู่การเลือกตั้งระดับชาติ และการแบ่งขั้วของสถาบันรัฐยังเป็นอุปสรรคสำคัญ

    ในทางเศรษฐกิจ ลิเบียมีศักยภาพฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็วหากสถานการณ์การเมืองและการผลิตน้ำมันมีเสถียรภาพ ข้อมูลล่าสุดของธนาคารพัฒนาแอฟริกา (AfDB) ระบุว่า เศรษฐกิจลิเบียหดตัวประมาณ 0.4% เมื่อปี 2567 ก่อนขยายตัวประมาณ 12.4% เมื่อปี 2568 จากการฟื้นตัวของการผลิตน้ำมันสู่ระดับประมาณ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน และคาดว่า GDP จะขยายตัวประมาณ 6.5% ในปี 2569 และ 4.3% ในปี 2570 อย่างไรก็ตาม น้ำมันยังคิดเป็นประมาณ 97% ของรายได้จากการส่งออก 90% ของรายได้ภาครัฐ และประมาณ 60% ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทำให้การเติบโตของลิเบียยังผันผวนสูงตามสถานการณ์ความมั่นคงและราคาน้ำมันโลก

    ดังนั้น อนาคตของลิเบียในระยะ 2–3 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มเติบโตแบบมีเงื่อนไข หากสามารถรักษาการผลิตน้ำมัน รวมสถาบันเศรษฐกิจและการคลัง และสร้างความคืบหน้าสู่การเลือกตั้งได้ การลงทุนเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน ที่อยู่อาศัย โรงพยาบาล ระบบไฟฟ้า น้ำ การคมนาคม และภาคบริการจะสามารถขยายตัวได้อย่างมาก แต่หากข้อพิพาททางการเมืองนำไปสู่การปิดแหล่งน้ำมันหรือการปะทะระหว่างกลุ่มติดอาวุธอีกครั้ง อัตราการเติบโตอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังที่เกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

    กรณีซูดาน 

    สถานการณ์ในซูดานรุนแรงกว่าลิเบียอย่างมีนัยสำคัญ การสู้รบระหว่างกองทัพซูดาน (Sudanese Armed Forces: SAF) และกองกำลัง Rapid Support Forces (RSF) ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2566 ได้พัฒนาเป็นสงครามที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อประชาชน เมืองสำคัญ โครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณสุข การค้า เกษตรกรรม และภาคการเงิน แม้ในบางพื้นที่สถานการณ์จะดีขึ้น แต่การสู้รบยังดำเนินต่อ โดยสหประชาชาติเตือนเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ถึงความเสี่ยงจากการขยายตัวของการสู้รบใน North Kordofan และบริเวณรอบเมือง El Obeid แสดงให้เห็นว่า ยังไม่สามารถกล่าวได้ว่าสงครามเข้าสู่ระยะสิ้นสุดแล้ว

    อียิปต์มีบทบาทในวิกฤตซูดานหลายระดับ โดยตั้งแต่ปี 2566 ได้ริเริ่มการประชุมประเทศเพื่อนบ้านซูดาน และเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 เป็นเจ้าภาพการประชุมกลุ่มการเมืองและภาคประชาสังคมซูดานที่กรุงไคโร เพื่อสนับสนุนการสร้างฉันทามติทางการเมือง ขณะที่เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 อียิปต์เป็นประธานและเจ้าภาพการประชุมครั้งที่ 5 ของ Consultative Mechanism to Enhance Coordination of Peace Efforts in Sudan โดยมีผู้แทนสหประชาชาติ สหรัฐฯ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตุรกี กาตาร์ สหภาพแอฟริกา IGAD สหภาพยุโรป และประเทศอื่น ๆ เข้าร่วมเพื่อประสานความพยายามในการยุติสงคราม ซึ่งสหประชาชาติเองระบุว่า การประชุมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มการประสานงานระหว่างประเทศเพื่อผลักดันสันติภาพในซูดาน

    จุดยืนของอียิปต์ต่อซูดานมีความชัดเจนใน ประเด็น ได้แก่ การรักษาเอกภาพและบูรณภาพแห่งดินแดนซูดาน การรักษาสถาบันของรัฐและไม่ยอมรับการจัดตั้งโครงสร้างอำนาจคู่ขนาน การผลักดัน การพักรบด้านมนุษยธรรมก่อนนำไปสู่การหยุดยิงอย่างยั่งยืน และการสนับสนุนกระบวนการทางการเมืองที่ชาวซูดานเป็นเจ้าของ อียิปต์ยังทำงานภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมถึงกลไกสี่ฝ่ายที่ประกอบด้วยอียิปต์ สหรัฐฯ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    อย่างไรก็ดี ควรเข้าใจว่าอียิปต์ไม่ได้วางตัวเป็น ตัวกลางที่เป็นกลาง” ในความหมายที่ไม่เลือกจุดยืนทางสถาบัน เนื่องจากอียิปต์ประกาศอย่างชัดเจนว่า ต้องการรักษาสถาบันแห่งชาติของซูดาน และให้การสนับสนุนความเป็นเอกภาพของรัฐ รวมถึงกองทัพซูดานในฐานะสถาบันแห่งชาติ ดังนั้น บทบาทของอียิปต์จึงควรมองว่า เป็นทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านความมั่นคงโดยตรงและผู้ผลักดันกระบวนการยุติความขัดแย้ง เนื่องจากความไร้เสถียรภาพของซูดานส่งผลโดยตรงต่อพรมแดนทางใต้ ความมั่นคงของทะเลแดง ปัญหาผู้ลี้ภัย และประเด็นความมั่นคงทางน้ำของอียิปต์

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจของสงครามต่อซูดานรุนแรงมาก AfDB ประเมินว่า GDP ที่แท้จริงของซูดานหดตัวประมาณ 13.5% เมื่อปี 2567 ก่อนฟื้นตัวเพียงประมาณ 1.2% เมื่อปี 2568 และคาดว่าจะขยายตัวประมาณ 2.1% ในปี 2569 และ 3.2% ในปี 2570 การฟื้นตัวดังกล่าวยังอยู่บนฐานเศรษฐกิจที่ลดลงอย่างมากจากสงคราม และเกิดขึ้นจากการฟื้นตัวบางส่วนของภาคเกษตร บริการ และกิจกรรมบูรณะในพื้นที่ที่สถานการณ์สงบลง ขณะที่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ค่าเงินอ่อนตัว ระบบธนาคารเสียหาย และโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากจำเป็นต้องสร้างใหม่

    สงครามซูดานยังสร้างต้นทุนให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านโดยตรง โดยเฉพาะอียิปต์ ข้อมูล UNHCR ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 ระบุว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤตมีชาวซูดานประมาณ 1.058 ล้านคนที่เข้ามาติดต่อ UNHCR ในอียิปต์เพื่อขอลงทะเบียน และประมาณ 852,000 คน ได้รับการลงทะเบียนแล้ว ซึ่งเพิ่มภาระต่อระบบการศึกษา สาธารณสุข ที่อยู่อาศัย และงบประมาณด้านสังคมของอียิปต์ ในเวลาเดียวกัน ผู้ลี้ภัยและชาวซูดานที่ย้ายเข้ามายังสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การบริโภค และธุรกิจใหม่ในหลายพื้นที่ของอียิปต์ด้วย จึงมีผลทั้งด้านต้นทุนและกิจกรรมเศรษฐกิจควบคู่กัน

    ข้อสังเกต/ข้อเสนอแนะ

    • ในมุมมองต่ออนาคต สคต. ณ กรุงไคโร เห็นว่า ลิเบียมีโอกาสเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูทางเศรษฐกิจได้เร็วกว่าซูดานอย่างชัดเจน เนื่องจากลิเบียยังมีรายได้จากน้ำมันในระดับสูง เงินสำรองระหว่างประเทศจำนวนมาก และโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจหลักยังสามารถกลับมาทำงานได้เมื่อสถานการณ์การเมืองเอื้ออำนวย หากกระบวนการของ UN สามารถนำไปสู่การรวมสถาบันและการเลือกตั้งได้ ความต้องการด้านการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน อาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และสินค้าอุปโภคบริโภคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    • สำหรับซูดาน ภาพระยะสั้นยังมีความเสี่ยงสูงมาก โดยการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ AfDB คาดการณ์ในปี 2569–2570 ไม่ควรตีความว่า เศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติ แต่เป็นการฟื้นตัวจากฐานที่ลดลงอย่างรุนแรง การเติบโตที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการหยุดยิงที่มีประสิทธิผล การกลับมาทำงานของระบบธนาคารและภาครัฐ การฟื้นฟูเส้นทางคมนาคม และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศ อย่างไรก็ดี หากสงครามยุติลง ซูดานจะมีความต้องการสูงมากในด้านอาหาร ยา วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรกลการเกษตร ระบบชลประทาน เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ยานยนต์ อุปกรณ์โทรคมนาคม และสินค้าสำหรับการฟื้นฟูประเทศ

    • อย่างไรก็ตาม การสร้างเสถียรภาพในลิเบียและซูดานมีความสำคัญต่อไทยมากกว่ามิติทางการเมือง เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นตลาดที่มีศักยภาพในภูมิภาค และการฟื้นฟูหลังความขัดแย้งจะก่อให้เกิดความต้องการนำเข้าสินค้าจำนวนมาก โดยลิเบียเป็นตลาดที่มีโอกาสทางการค้าในระยะใกล้มากกว่า เนื่องจากมีรายได้จากน้ำมันและความสามารถในการนำเข้าสูงกว่า ขณะที่ซูดานเป็นตลาดระยะกลางถึงยาวที่มีศักยภาพสูง แต่ต้องรอให้ความเสี่ยงด้าน    ความมั่นคง ระบบชำระเงิน และโลจิสติกส์ลดลงก่อน

    • บทบาทของอียิปต์ยังมีความสำคัญต่อภาคธุรกิจไทย เนื่องจากอียิปต์มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ เส้นทางคมนาคม และเครือข่ายภาคธุรกิจกับทั้งสองประเทศ ผู้ประกอบการไทยจึงอาจพิจารณาการใช้พันธมิตรหรือผู้ประกอบการอียิปต์เป็นช่องทางเข้าสู่โครงการฟื้นฟูในลิเบียและซูดาน โดยเฉพาะสินค้าอาหาร วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักร ยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ทางการแพทย์ และสินค้าเกษตร ทั้งนี้ ในกรณีซูดานควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการตรวจสอบเครดิตคู่ค้า เงื่อนไขการชำระเงิน การประกันการส่งออก การคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้อง และความสามารถในการขนส่งสินค้าเข้าสู่พื้นที่ปลายทาง

    • โดยสรุป อียิปต์มีแนวโน้มที่จะยังคงทำหน้าที่เป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักด้านการรักษาเสถียรภาพของทั้งลิเบียและซูดาน โดยใช้ทั้งกลไกประเทศเพื่อนบ้าน การประสานงานกับสหประชาชาติและมหาอำนาจ รวมถึงความสัมพันธ์โดยตรงกับฝ่ายต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ลิเบียมีโอกาสเปลี่ยนไปสู่การฟื้นฟูและการเติบโตได้เร็วกว่า ขณะที่ซูดานยังจำเป็นต้องผ่านขั้นตอนพื้นฐานที่สุด คือ การหยุดสงครามและฟื้นฟูรัฐเสียก่อน 

    ———————————-

    รูปภาพ การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอียิปต์ แอลจีเรีย และตูนิเซีย ภายใต้กลไกสามประเทศเพื่อนบ้านลิเบีย ณ กรุงไคโร เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เพื่อหารือแนวทางสนับสนุนกระบวนการทางการเมืองและเสถียรภาพในลิเบีย โดย Ministry of Foreign Affairs of Egypt / Libyan News Agency (LANA)

    ที่มา

    1. Ministry of Foreign Affairs of Egypt, การประชุมกลไกสามประเทศเพื่อนบ้านลิเบีย ณ กรุงไคโร, 21 พฤษภาคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศอียิปต์ – Libya Tripartite Neighbouring Countries Mechanism

    2. Ministry of Foreign Affairs of Egypt, การหารืออียิปต์กรีซเกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพในลิเบีย, 4 มีนาคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศอียิปต์ – Egyptian-Greek Consultations on Libya

    3. United Nations Support Mission in Libya (UNSMIL), Political Roadmap, ปรับปรุง 22 กรกฎาคม 2569 UNSMIL – Political Roadmap

    4. UNSMIL, Structured Dialogue concludes, presents final recommendations for Libya’s political process, 7 มิถุนายน 2569 UNSMIL – Structured Dialogue Final Recommendations

    5. African Development Bank, Libya Economic Outlook 2026 AfDB – Libya Economic Outlook

    6. African Development Bank, Country Focus Report 2026 – Libya, 5 สิงหาคม 2569 AfDB – Libya Country Focus Report 2026

    7. Ministry of Foreign Affairs of Egypt, Fifth Consultative Mechanism to Enhance Coordination of Peace Efforts in Sudan, 14 มกราคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศอียิปต์ – Sudan Peace Consultative Mechanism

    8. United Nations, การประชุม Sudan Consultative Group ณ กรุงไคโร, 14 มกราคม 2569 United Nations – Sudan Consultative Group in Cairo

    9. Ministry of Foreign Affairs of Egypt, การประชุมกลุ่มการเมืองและภาคประชาสังคมซูดาน ณ กรุงไคโร กระทรวงการต่างประเทศอียิปต์ – Sudanese Political and Civil Forces Conference

    10. African Development Bank, Sudan Economic Outlook 2026 AfDB – Sudan Economic Outlook

    11. African Development Bank, Country Focus Report 2026 – Sudan, 30 กรกฎาคม 2569 AfDB – Sudan Country Focus Report 2026

    12. UNHCR Egypt, Fact Sheet – June 2026 ข้อมูลผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัยจากซูดานในอียิปต์ UNHCR Egypt – June 2026 Fact Sheet

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ye1bojeqsg7x9s3fjd1ekumv&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hEyUAN5oScehsBII7VO5z

  • อียิปต์ผลักดันบทบาทเชิงรุกในเวที BRICS  มุ่งขยายการค้า การลงทุน และเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าระหว่างประเทศสมาชิก

    อียิปต์ผลักดันบทบาทเชิงรุกในเวที BRICS มุ่งขยายการค้า การลงทุน และเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าระหว่างประเทศสมาชิก

    อียิปต์ผลักดันบทบาทเชิงรุกในเวที BRICS 
    มุ่งขยายการค้า การลงทุน และเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าระหว่างประเทศสมาชิก

    ระหว่างวันที่ 6–7 สิงหาคม 2569 อินเดียในฐานะประธานกลุ่ม BRICS ประจำปี 2569 เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านอุตสาหกรรมและการค้า ณ เมืองชัยปุระ (Jaipur) รัฐราชสถาน ภายใต้แนวคิด Building for Resilience, Innovation, Cooperation and Sustainability (การสร้างความเข้มแข็งผ่านความยืดหยุ่น นวัตกรรม ความร่วมมือ และความยั่งยืน) โดยวันที่ สิงหาคม 2569 เป็นการประชุมรัฐมนตรีอุตสาหกรรม BRICS ครั้งที่ 10 และวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เป็นการประชุมรัฐมนตรีการค้า BRICS ครั้งที่ 16 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของกลุ่มในระยะต่อไป

    สำหรับการประชุมรัฐมนตรีการค้า BRICS ครั้งที่ 16 มีนาย Piyush Goyal รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดียเป็นประธาน และมีรัฐมนตรีหรือผู้แทนระดับสูงจากประเทศสมาชิกเข้าร่วม รวมถึง ดร. Mohamed Farid Saleh รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุนและการค้าต่างประเทศของอียิปต์ โดยประเด็นหารือสำคัญครอบคลุมการรักษาระบบการค้าพหุภาคีที่มีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นศูนย์กลาง การสร้างห่วงโซ่มูลค่าโลกที่มีความยืดหยุ่น การสนับสนุน SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน การส่งเสริมบริการดิจิทัลข้ามพรมแดน และการเพิ่มความสมดุลของการค้าระหว่างประเทศสมาชิก BRICS

    บทบาทและประเด็นที่อียิปต์ผลักดัน

    การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ สะท้อนความพยายามของอียิปต์ที่จะใช้ประโยชน์จากการเป็นสมาชิก BRICS ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2567 ให้เกิดผลในเชิงเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยเมื่อปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างอียิปต์กับประเทศ BRICS อยู่ที่ประมาณ 53.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อียิปต์ส่งออกไปประเทศสมาชิกประมาณ 13.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รัฐบาลอียิปต์จึงมองว่า การค้าภายในกลุ่มยังสามารถขยายตัวได้อีก โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและการดึงดูดการลงทุนเพื่อพัฒนา ฐานการผลิตภายในประเทศ

    ในการกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุม ดร. Mohamed Farid เน้นว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากมาตรการทางการค้าแบบฝ่ายเดียว ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่มูลค่าโลก จึงเห็นว่า ประเทศ BRICS ควรเพิ่มความร่วมมือระหว่างกันเพื่อสนับสนุนระบบการค้าโลกที่มีความสมดุล ครอบคลุม ยืดหยุ่น และยั่งยืนมากขึ้น โดยใช้ความได้เปรียบ  เชิงเปรียบเทียบและความหลากหลายของโครงสร้างเศรษฐกิจของแต่ละประเทศมาสร้างความเชื่อมโยงด้านการผลิตและห่วงโซ่มูลค่าระหว่างกัน

    อียิปต์เสนอให้เร่งขยายการค้าภายใน BRICS โดยเฉพาะสินค้าที่ผ่านการผลิตและมีมูลค่า เพิ่มสูง ควบคู่กับความร่วมมือในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น โครงสร้างพื้นฐาน พลังงานใหม่และพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และเศรษฐกิจดิจิทัล นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้ใช้กลไกของ New Development Bank (NDB) และสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาอื่น ๆ ในการพัฒนาเครื่องมือทางการเงินใหม่ เพื่อสนับสนุนโครงการลงทุนและช่วยลดข้อจำกัดด้านเงินทุนของประเทศกำลังพัฒนาและภาคธุรกิจ

    อีกประเด็นที่อียิปต์ให้ความสำคัญคือการเปลี่ยนความร่วมมือของ BRICS จากกรอบการหารือไปสู่โครงการที่สามารถดำเนินการได้จริง ผ่านแพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยกำหนดสาขาสำคัญ ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร สาธารณสุข การสร้างงาน การลดความยากจน และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศของอียิปต์เอง

    นอกเหนือจากการประชุมพหุภาคี รัฐมนตรีอียิปต์ยังใช้เวที BRICS เป็นโอกาสหารือทวิภาคีกับประเทศสมาชิกหลายประเทศ เช่น อินเดีย บราซิล รัสเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อขยายการค้า เปิดตลาดใหม่สำหรับสินค้าอียิปต์ และดึงดูดการลงทุน โดยการหารือกับอินเดียมีประเด็นเรื่องการเพิ่ม ลงทุนของภาคเอกชนอินเดียและแนวคิดการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมอินเดีย ในเขตเศรษฐกิจคลองสุเอซ (SCZONE) ขณะที่การหารือกับรัสเซียครอบคลุมความร่วมมือด้านธัญพืช ห่วงโซ่อุปทาน การลงทุน และการอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจ ส่วนการหารือกับบราซิลและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มุ่งเน้นการลงทุนร่วมและการใช้ตลาดอียิปต์เป็นฐานเชื่อมโยงไปยังตลาดแอฟริกาและภูมิภาคอื่น ๆ

    ข้อสรุปสำคัญของการประชุม

    ที่ประชุมออก Chair’s Statement and Outcome Document พร้อมภาคผนวก ฉบับ โดยมีสาระสำคัญ ได้แก่

    1. ยืนยันการสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่มี WTO เป็นศูนย์กลาง พร้อมรักษาหลัก Special and Differential Treatment (S&DT) สำหรับประเทศกำลังพัฒนา และผลักดันให้กลไกระงับข้อพิพาทของ WTO กลับมาทำงานอย่างเต็มรูปแบบ

    2. รับรอง Jaipur Consensus และแนวทางด้านการประเมินสินเชื่อสำหรับ SMEs ที่มุ่งส่งออก รวมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ของกลไก BRICS Invoice Discounting Mechanism เพื่อเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อการค้าของธุรกิจขนาดเล็ก

    3. รับรองแผนปฏิบัติการด้าน Global Value Chains ระยะปี 2026–2030 ซึ่งรวมถึงการสร้างเครือข่ายและแพลตฟอร์มเพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและส่งเสริมการลงทุน โดยมีสาขาเภสัชกรรมและความมั่นคงทางอาหารเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน

    4. รับรองหลักการอำนวยความสะดวกสำหรับบริการดิจิทัลข้ามพรมแดน และเดินหน้าจัดทำ Strategy for BRICS Economic Partnership 2030 เพื่อครอบคลุมการค้า บริการ เศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรม เทคโนโลยี การลงทุน การเงิน และการพัฒนาที่ยั่งยืน ก่อนเสนอผู้นำ BRICS ให้ความเห็นชอบต่อไป

    ข้อสังเกต/ข้อเสนอแนะ 

    • สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไคโร เห็นว่า การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า อียิปต์กำลังปรับบทบาทใน BRICS จากการเป็นสมาชิกใหม่ไปสู่การใช้กลุ่มเป็นเครื่องมือเชิงเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเป้าหมายของอียิปต์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มการค้ากับประเทศสมาชิก แต่ครอบคลุมถึงการดึงดูดเงินลงทุน การพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ การสร้างห่วงโซ่การผลิต และการใช้ทำเลที่ตั้งของอียิปต์เป็นฐานการผลิตและกระจายสินค้าไปยังตลาดแอฟริกา ตะวันออกกลาง และตลาดอื่นที่อียิปต์มีความตกลงทางการค้าเชื่อมโยงอยู่

    • แนวทางดังกล่าวมีนัยต่อไทย เนื่องจากตั้งแต่วันที่ มกราคม 2568 ไทยมีสถานะเป็นประเทศหุ้นส่วนของ BRICS (BRICS Partner Country) และไทยยังคงยืนยันว่า จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมของ BRICS อย่างแข็งขันในปี 2569 พร้อมใช้บทบาทของไทยเป็นสะพานเชื่อม BRICS กับอาเซียน ดังนั้น การติดตามทิศทางการดำเนินงานของอียิปต์ภายในกลุ่มจึงมีความสำคัญต่อภาคธุรกิจไทย

    • การที่อียิปต์ผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่ม พลังงานหมุนเวียน ดิจิทัล สาธารณสุข และความมั่นคงทางอาหาร สอดคล้องกับหลายสาขาที่ไทยมีศักยภาพ ทั้งอาหารและเกษตรแปรรูป ชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง สุขภาพ และบริการดิจิทัล ผู้ประกอบการไทยจึงอาจพิจารณาอียิปต์ไม่เฉพาะในฐานะตลาดปลายทาง แต่ในฐานะ ฐานการผลิตหรือพันธมิตรในการขยายตลาดไปยังแอฟริกาและตะวันออกกลาง โดยเฉพาะโครงการในเขตเศรษฐกิจคลองสุเอซและพื้นที่อุตสาหกรรมที่รัฐบาลอียิปต์กำลังเร่งดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ

    • การที่ประเทศ BRICS รายใหญ่ เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย บราซิล และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เร่งสร้างความเชื่อมโยงทางการค้าและการลงทุนกับอียิปต์ อาจทำให้การแข่งขันในตลาดอียิปต์เพิ่มสูงขึ้น ทั้งในด้านราคา แหล่งเงินทุน และการลงทุนเพื่อผลิตในประเทศ ผู้ส่งออกไทยจึงควรเร่งสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพ มาตรฐานสินค้า แบรนด์ และบริการหลังการขาย รวมทั้งพิจารณารูปแบบความร่วมมือกับคู่ค้าอียิปต์ที่มากกว่าการส่งออกสินค้าเพียงอย่างเดียว เช่น การร่วมลงทุน การผลิตตามสัญญา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาช่องทางกระจายสินค้าร่วมกัน

    ————————————

    ที่มา 

    รูปภาพ https://sis.gov.eg/en/media-center/events/egypts-participation-in-the-16th-brics-trade-ministers-meeting

    https://www.egypt-business.com/web/details/2633-egypt-promotes-investment-trade-opportunities-during-brics-trade-ministers-meeting/440465

    https://sis.gov.eg/en/media-center/events/egypts-participation-in-the-16th-brics-trade-ministers-meeting

    https://sis.gov.eg/en/media-center/news/minister-of-investment-to-participate-in-16th-brics-trade-ministers-meeting-in-india

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/jmf9pqgoretdo9uiiptssufg&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KPOypEEjX_CF5HdufGodv