Blog

  • โซลาร์ครัวเรือนขยายตัวช้า ภาครัฐต้องช่วยลดต้นทุน-แก้กฎระเบียบ

    โซลาร์ครัวเรือนขยายตัวช้า ภาครัฐต้องช่วยลดต้นทุน-แก้กฎระเบียบ

    Loading…

    โซลาร์ครัวเรือนขยายตัวช้า ภาครัฐต้องช่วยลดต้นทุน-แก้กฎระเบียบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-256&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PBijsxyah0DgSukoT8P_B

  • แรงงานฝีมือ ลุ้นค่าแรงใหม่ บอร์ดค่าจ้างเคาะฐานขึ้น 2.9% ยอมรับ พิษเศรษฐกิจส่งผลการตัดสินใจ

    แรงงานฝีมือ ลุ้นค่าแรงใหม่ บอร์ดค่าจ้างเคาะฐานขึ้น 2.9% ยอมรับ พิษเศรษฐกิจส่งผลการตัดสินใจ

    พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง ว่า ความคืบหน้าการพิจารณาปรับค่าจ้างแรงงานในขณะนี้ ยังอยู่ระหว่างการทบทวนรายละเอียดในหลายด้าน โดยเฉพาะการกำหนดค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน ซึ่งที่ประชุมให้ความสำคัญกับความแตกต่างของแต่ละสาขาอาชีพ ทั้งในด้านทักษะ ความยากง่าย และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

    ทั้งนี้ ผลการประชุมทบทวนค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน 129 สาขาอาชีพในวันนี้ ที่ประชุมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ 

    เนื่องจากแต่ละสาขาวิชาชีพมีลักษณะงานและระดับทักษะที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก รวมถึงมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องนำปัจจัยเหล่านี้มาพิจารณาในการคำนวณค่าจ้าง

    พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าวว่า ในการประชุมมีการหารือกันหลายด้านทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง โดยก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่ง ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ ซึ่งวันนี้ได้ข้อสรุปสำคัญ 2-3 ประเด็น

    ประเด็นแรก ที่ประชุมเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการ ให้ใช้อัตราเพิ่มขึ้น 2.9% เป็นฐานเริ่มต้นในการคำนวณค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานในทุกสาขาอาชีพ

    อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นเพิ่มเติมที่มอบหมายให้คณะอนุกรรมการกลับไปพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อใช้ประกอบการกำหนดอัตราค่าจ้างให้เหมาะสมกับแต่ละสาขา โดยเฉพาะเรื่องอัตราค่าจ้างที่มีการจ้างจริงในตลาดแรงงาน

    พ.ต.ท.วรรณพงษ์ ยกตัวอย่างว่า สาขาช่างซ่อมรถยนต์ กับสาขาช่างบำรุงรักษารถยนต์ แม้จะเกี่ยวข้องกับงานลักษณะใกล้เคียงกัน แต่ใช้ทักษะต่างกัน ดังนั้น หากใช้วิธีคำนวณอัตราเดียวกันทุกสาขา อาจไม่สะท้อนความเป็นธรรมต่อแรงงาน และไม่ช่วยส่งเสริมมาตรฐานฝีมือแรงงานจริง

    นอกจากนี้ ยังต้องนำช่วงเวลาของการสำรวจอัตราค่าจ้างในแต่ละสาขามาพิจารณาด้วย เนื่องจากข้อมูลที่ใช้ประกอบการคำนวณมาจากช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ทำให้อัตราค่าจ้างที่กำหนดในแต่ละครั้งไม่เท่ากัน และบางส่วนยังมีระยะเวลาคงค้างอยู่

    อีกประเด็นสำคัญ คือเรื่องทักษะที่จำเป็นในแต่ละสาขาอาชีพ ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าควรมีน้ำหนักสำคัญในการกำหนดค่าจ้าง เพราะสะท้อนถึงความสามารถของแรงงาน และเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ประกอบการและลูกจ้าง

    พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าวว่า ทั้งฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และกระทรวงแรงงาน เห็นตรงกันว่าให้คณะอนุกรรมการกลับไปนำหลักเกณฑ์ทั้ง 3 ด้านไปคำนวณใหม่ โดยเชื่อว่าอัตราค่าจ้างจะปรับเพิ่มขึ้นทุกรายการ และจะไม่มีการปรับลดลง แต่แต่ละสาขาอาชีพอาจปรับขึ้นไม่เท่ากัน เนื่องจากมีรายละเอียดและปัจจัยแตกต่างกัน

    ตั้งกรอบ 90 วัน ข้อสรุปต้องชัดเจน

    สำหรับกรอบเวลาการดำเนินการ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 90 วัน เนื่องจากมีรายละเอียดจำนวนมาก แต่ระหว่างนี้คณะอนุกรรมการจะทยอยนำความคืบหน้าเสนอเข้าสู่ที่ประชุมทุก 30 วัน โดยสาขาใดที่ดำเนินการเสร็จก่อนก็สามารถเสนอพิจารณาได้ทันที

    รับพิษเศรษฐกิจ-ต้นทุนพลังงาน ส่งผลตัดสินใจปรับค่าจ้าง

    ส่วนประเด็นสภาพเศรษฐกิจที่อาจส่งผลต่อการพิจารณาค่าจ้าง พ.ต.ท.วรรณพงษ์ ยอมรับว่าเป็นปัจจัยสำคัญ ทั้งเรื่องเงินเฟ้อ สถานการณ์สงคราม และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมและภาคการจ้างงาน

    โดยในการประชุมมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างจากผลกระทบดังกล่าว รวมถึงมีข้อเสนอให้กระทรวงแรงงานนำประเด็นต่าง ๆ ไปหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทย เพื่อจัดการด้านแรงงานของประเทศ

    ยกตัวอย่างภาคขนส่ง ซึ่งฝ่ายนายจ้างสะท้อนปัญหาเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงต้นทุนด้านต่าง ๆ ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจและการรักษาระดับการจ้างงาน

    ผู้สื่อข่าวได้ถามต่อว่า ฝ่ายนายจ้างมีมุมมองว่ายังไม่ควรปรับค่าจ้างในช่วงนี้หรือไม่ จากสถานการณ์ด้านพลังงานที่เกิดขึ้น พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าวว่า ทุกฝ่ายต้องการให้กลไกต่าง ๆ ดำเนินไปอย่างราบรื่น และลดผลกระทบทั้งต่อนายจ้างและลูกจ้าง ไม่ได้มองเฉพาะเรื่องการเพิ่มหรือลดค่าจ้างเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาหลายองค์ประกอบร่วมกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถดำเนินต่อไปได้ พร้อมระบุว่า ความเดือดร้อนของลูกจ้างก็เป็นเรื่องสำคัญ และมีการหารือกันอย่างละเอียดในที่ประชุม

    ยืนนยันเดินหน้าถก “ค่าแรงขั้นต่ำ” 

    ส่วนแนวโน้มการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งเป็นค่าจ้างแรกเข้าในปี 2569 พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าวว่า จะต้องมีการหารือกันอย่างแน่นอน แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและต้นทุนต่างๆ โดยเฉพาะด้านพลังงานที่ยังส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและการดำเนินธุรกิจ

    “ยืนยันว่า เรื่องการพิจารณาปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะมีการนำเข้าสู่การหารือแน่นอน แต่ขณะนี้ยังต้องรอดูสถานการณ์อีกระยะ เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ ยังไม่นิ่ง และยังมีสถานการณ์ใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง” 

    เผยตัวเลขว่างงานยังน่าพอใจ

    สำหรับแนวโน้มตลาดแรงงานและอัตราการว่างงานในปีนี้ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าวว่า จากตัวเลขที่รายงานในวันนี้ ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ และยังไม่ปรับเพิ่มขึ้นมากจนเกินไป ทั้งนี้ ต้องขอบคุณทั้งฝ่ายผู้ประกอบการและแรงงานที่พยายามประคับประคองให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ แม้อาจมีบางส่วนที่เกิดการเลิกจ้าง การปิดกิจการ หรือการชะลอตัวของอุตสาหกรรมใหม่ แต่โดยรวมสถานการณ์การจ้างงานยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ และยังมีโอกาสในการรักษาระดับการจ้างงานต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/276314&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BBc_UIpnscJ__ap-aKyNo

  • 10 อันดับท่าเรือจีนที่มีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าสูงสุด ปี 2568

    10 อันดับท่าเรือจีนที่มีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าสูงสุด ปี 2568

    ในปี 2568 อุตสาหกรรมท่าเรือของจีนได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงคมนาคมจีนระบุว่า ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ที่ผ่านท่าเรือทั่วประเทศในปี 2568 อยู่ที่ 354.47 ล้าน TEU* เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.8 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์นำเข้า–ส่งออกระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 9.8 สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงต้นปี

    ในอันดับอันโดดเด่นนี้ ท่าเรือ 10 อันดับแรกไม่เพียงเป็นเสาหลักของอุตสาหกรรมท่าเรือจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลกอีกด้วย วันนี้เราจะพาไปดูท่าเรือที่มีปริมาณการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์สูงสุด 10 อันดับแรกของจีน พร้อมวิเคราะห์สาเหตุและปัจจัยสำคัญโดยอ้างอิงจากข้อมูลรายงานประจำปีของแต่ละท่าเรือ

    10 อันดับท่าเรือจีนที่มีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าสูงสุด ปี 2568

    image.png

    กราฟที่ 1: 10 อันดับท่าเรือจีนที่มีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าสูงสุด ปี 2568 (หน่วย: ล้านTEU)

    *TEU ย่อมาจาก Twenty-foot Equivalent Unit คือ “หน่วยเทียบเท่าตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต” ใช้เป็นมาตรฐานสากลในการวัดปริมาณการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ของท่าเรือ เรือสินค้า หรือระบบโลจิสติกส์

    การเปรียบเทียบอัตราการเติบโต

    image.png

    กราฟที่ 2เปรียบเทียบอัตราการเติบโตของปริมาณการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ของท่าเรือจีน ปี 2568

    หน่วย: อัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน (%)

    หมายเหตุ: ท่าเรือบางแห่งยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลอัตราการเติบโตอย่างเป็นทางการ

    1. ท่าเรือเซี่ยงไฮ้

    image.png

    ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่า 55.063 ล้าน TEU ครองอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 16

    ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

    (1) ความได้เปรียบด้านที่ตั้ง ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำแยงซีเกียง เป็นจุดบรรจบระหว่างเขตเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำแยงซีและเส้นทางสายไหมทางทะเล

    (2) โครงสร้างพื้นฐาน ประกอบด้วยเขตท่าเรือหลัก 4 แห่ง ได้แก่ ท่าเรือเขตหยางซาน ท่าเรือเขตว่ายเกาเฉียว ท่าเรือเขตอู๋ซงโข่ว และท่าเรือเขตลั่วจิ่ง

    (3) ท่าเรืออัจฉริยะ ใช้ระบบ AI ในการจัดสรรตู้สินค้า ทำให้อัตราการย้ายตู้ซ้ำลดลงร้อยละ 20.6 และมีเทคโนโลยีท่าเรืออัตโนมัติระดับแนวหน้าของโลก

    (4) ศูนย์กลางการขนส่งทางเรือ ในปี 2568 มีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างประเทศเพื่อการถ่ายลำ (Transshipment) จำนวน 7.911 ล้าน TEU เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6 เมื่อเทียบกับปีก่อน

    (5) การขนส่งหลายรูปแบบ ปริมาณการขนส่งต่อเนื่องทางทะเล–รถไฟ (Sea-Rail Intermodal Transport) ทะลุ 1 ล้าน TEU เป็นครั้งแรก เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.1

    วิเคราะห์สาเหตุ

    นครเซี่ยงไฮ้ในฐานะศูนย์กลางการเงินและการขนส่งทางเรือระหว่างประเทศของจีนมีความได้เปรียบด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อย่างโดดเด่น ควบคู่กับการมีฐานเศรษฐกิจขนาดใหญ่และเครือข่ายอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ ยังได้รับแรงสนับสนุนจากระบบขนส่งและกระจายสินค้าผ่านแม่น้ำแยงซีเกียง รวมถึงปริมาณสินค้าจำนวนมหาศาลจากกลุ่มเมืองระดับโลกในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี ส่งผลให้ท่าเรือเซี่ยงไฮ้พัฒนาขึ้นจนกลายเป็นท่าเรือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

    2. ท่าเรือหนิงโป–โจวซาน

    image.png

    ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่า: 43.87 ล้าน TEU ทะลุระดับ 40 ล้าน TEU เป็นครั้งแรก เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.6

    ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

    (1) ปริมาณการขนถ่ายสินค้าสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก ในปี 2568 ปริมาณการขนถ่ายสินค้าทะลุ 1.4 พันล้านตัน ครองอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 17

    (2) เครือข่ายเส้นทางเดินเรือครอบคลุม มีเส้นทางเดินเรือตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 309 เส้นทาง และดัชนีการเชื่อมต่อท่าเรืออยู่ในอันดับ 2 ของโลก

    (3) การขนส่งทางทะเล–รถไฟ (Sea-Rail Intermodal Transport) มีเส้นทางขนส่งทางทะเล–รถไฟมากกว่า 110 เส้นทาง และมีปริมาณขนส่งมากกว่า 2 ล้าน TEU

    (4) ความได้เปรียบด้านที่ตั้ง ตั้งอยู่บริเวณจุดบรรจบของเขตเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำแยงซีและเส้นทางสายไหมทางทะเล จึงเป็นศูนย์กลางการขนส่งและกระจายสินค้าที่สำคัญของชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของจีน

    วิเคราะห์สาเหตุ

    ท่าเรือหนิงโป–โจวซาน อาศัยความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์และศักยภาพด้านการรวบรวม–กระจายสินค้า ปัจจุบันได้เร่งพัฒนาเครือข่ายเส้นทางเดินเรือและยกระดับระบบขนส่งทางทะเล–รถไฟอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สามารถลดช่องว่างกับท่าเรือเซี่ยงไฮ้ได้อย่างรวดเร็ว โดยในปี 2568 มีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์แตกต่างจากท่าเรือสิงคโปร์เพียง 790,000 TEU และมีแนวโน้มที่จะก้าวขึ้นแซงหน้าได้ในปี 2569

    3. ท่าเรือเซินเจิ้น

    image.png

    ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่า มากกว่า 35 ล้าน TEU โดยเป็นตู้สินค้าการค้าต่างประเทศจำนวน 33.156 ล้าน TEU

    ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

    (1) ความได้เปรียบด้านการค้าต่างประเทศ ตู้สินค้าการค้าต่างประเทศมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 90 ถือเป็นท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ด้านการค้าต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของจีน

    (2) การสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรม อาศัยฐานการผลิตขนาดใหญ่ของเขตสามเหลี่ยมปาก       แม่น้ำจูเจียง ซึ่งเป็น “โรงงานของโลก” โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สารสนเทศและรถยนต์พลังงานใหม่ที่มีการส่งออกเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

    (3) การส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ ในปี 2025 ปริมาณการส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

    (4) รูปแบบ “ท่าเรือผสมผสาน” เปิดเส้นทางขนส่งแบบผสมผสาน Combination Port แล้ว รวม 49 เส้นทาง ครอบคลุม 7 เขตศุลกากรและ 11 เมืองภายในมณฑลกวางตุ้ง

    (5) อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน เปิดให้บริการเส้นทางขนส่งทางทะเลสำหรับอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนเป็นประจำจำนวน 30 เส้นทาง

    วิเคราะห์สาเหตุ

    ท่าเรือเซินเจิ้นตั้งอยู่ใกล้ฮ่องกง และได้รับแรงสนับสนุนจากฐานการผลิตขนาดใหญ่ของเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง รวมถึงโครงสร้างเศรษฐกิจแบบมุ่งสู่ต่างประเทศของนครเซินเจิ้น จึงพัฒนาเป็นท่าเรือที่เน้นธุรกิจที่เน้นตู้คอนเทนเนอร์เพื่อการค้าระหว่างประเทศเป็นหลัก นอกจากนี้ การเติบโตแบบก้าวกระโดดของการส่งออกสินค้าสามกลุ่มใหม่* โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานใหม่ ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับบทบาทของท่าเรือเซินเจิ้นมากยิ่งขึ้น

    *สินค้าสามกลุ่มใหม่ ได้แก่ รถยนต์พลังงานใหม่ แบตเตอรี่ลิเธียม และเซลล์แสงอาทิตย์

    4. ท่าเรือชิงต่าว

    image.png

    ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ 34.2 ล้าน TEU เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 เมื่อเทียบกับปีก่อน

    ปัจจัยความสำเร็จ

    (1) การบูรณาการท่าเรือซานตง ในฐานะท่าเรือหลักของกลุ่มท่าเรือซานตง ท่าเรือชิงต่าวได้รับประโยชน์จากการบูรณาการทรัพยากรท่าเรือทั้งมณฑลเข้าด้วยกัน

    (2) ศูนย์กลางการขนส่งในเขตเศรษฐกิจรอบทะเลป๋อไห่ เป็นประตูทางออกสู่ทะเลที่สะดวกที่สุดของลุ่มแม่น้ำเหลือง ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนในวงกว้าง

    (3) เครือข่ายเส้นทางเดินเรือ มีเครือข่ายเส้นทางเดินเรือทั้งระยะใกล้และระยะไกลที่ครอบคลุม

    (4) ท่าเรืออัตโนมัติ เทคโนโลยีท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์อัตโนมัติเต็มรูปแบบอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก และยังเป็นผู้สร้างสถิติโลกด้านประสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน

    วิเคราะห์สาเหตุ

    ท่าเรือชิงต่าวตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลเหลือง ถือเป็นช่องทางออกสู่ทะเลที่สำคัญที่สุดของลุ่มแม่น้ำเหลืองและภาคเหนือของจีน ภายหลังการปฏิรูปบูรณาการท่าเรือของมณฑลซานตงที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ท่าเรือชิงต่าว ท่าเรือรื่อจ้าว และท่าเรือเยียนไถ ได้พัฒนาความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้น ส่งผลให้กลุ่มท่าเรือซานตงมีศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันเพิ่มสูงขึ้น

    5. ท่าเรือกว่างโจว

    image.png

    ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ 27.68 ล้าน TEU (หากรวมข้อมูลการขนส่งทางน้ำภายใน จะมากกว่า 28 ล้าน TEU)

    ปัจจัยความสำเร็จ:

    (1) การปรับตัวสู่รูปแบบใหม่อย่างประสบความสำเร็จ เปลี่ยนบทบาทจาก “ท่าเรือการค้าภายในประเทศอันดับ 1” สู่ “ศูนย์กลางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสองวงจร” ของจีน

    (2) การเติบโตของการค้าต่างประเทศ ในปี 2025 ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ด้านการค้าต่างประเทศเติบโตเกือบร้อยละ 20 และสัดส่วนตู้สินค้าต่างประเทศมากกว่าร้อยละ 50

    (3) ความได้เปรียบด้านที่ตั้ง ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำจูเจียง เป็นท่าเรือศูนย์กลางแบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของจีน

    (4) การค้ากับอาเซียน อาศัยประโยชน์จากเขตการค้าเสรีจีน–อาเซียน ทำให้มีการค้ากับประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง

    (5) เส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ เปิดเส้นทางเดินเรือตรงระยะไกล เช่น เส้นทางด่วนตรงสู่ลอสแอนเจลิส พร้อมขยายธุรกิจขนส่งต่อระหว่างประเทศ

    วิเคราะห์สาเหตุ

    ท่าเรือกว่างโจวมีประวัติศาสตร์ยาวนาน และเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายไหมทางทะเลในสมัยโบราณ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ท่าเรือกว่างโจวได้เร่งขยายธุรกิจการค้าต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จนสามารถเปลี่ยนผ่านจากท่าเรือที่พึ่งพาการค้าภายในประเทศเป็นหลัก ไปสู่รูปแบบที่ให้ความสำคัญทั้งการค้าภายในและต่างประเทศควบคู่กัน โดยปัจจุบันสัดส่วนตู้คอนเทนเนอร์ด้านการค้าต่างประเทศมีมากกว่าร้อยละ 50 ของปริมาณทั้งหมด

    6.ท่าเรือเทียนจิน

    image.png

    ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ 20.81 ล้าน TEU (บางสถิติระบุว่าเกิน 24 ล้าน TEU)

    ปัจจัยความสำเร็จ

    (1) ความได้เปรียบด้านที่ตั้ง เป็นประตูทางทะเลของกรุงปักกิ่งและนครเทียนจิน รวมถึงเป็นช่องทางออกสู่ทะเลของประเทศมองโกเลีย

    (2) ฐานเศรษฐกิจโดยรอบ รองรับการพัฒนาแบบบูรณาการของเขตปักกิ่ง–เทียนจิน–เหอเป่ย และการก่อสร้างเขตใหม่สงอัน

    (3) เครือข่ายเส้นทางเดินเรือ จำนวนเส้นทางเดินเรือตู้คอนเทนเนอร์เป็น 150 เส้นทาง

    (4) ท่าเรืออัจฉริยะ มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น ท่าเรืออัตโนมัติ และรถบรรทุกไร้คนขับ

    (5) การพัฒนาอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โครงการท่าเรือสีเขียว เช่น การเติมเชื้อเพลิง LNG และระบบไฟฟ้าจากฝั่ง มีความก้าวหน้าอย่างชัดเจน

    วิเคราะห์สาเหตุ

    ท่าเรือเทียนจินเป็นกำลังสำคัญของเขตการเดินเรือนานาชาติหลักในภาคเหนือของจีน มีบทบาทสำคัญในการให้บริการพื้นที่ปักกิ่ง–เทียนจิน–เหอเป่ย รวมถึงการเชื่อมโยงสู่พื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ในฐานะทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของเขตมหานครเมืองหลวง ท่าเรือเทียนจินมีบทบาทที่ไม่อาจทดแทนได้ในการรักษาความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานระดับประเทศ

    7. ท่าเรือเซี่ยเหมิน

    image.png

    ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ 12.5077 ล้าน TEU เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.06 เมื่อเทียบกับปีก่อน

    ปัจจัยความสำเร็จ

    (1)ความได้เปรียบด้านความเชื่อมโยงกับไต้หวัน เป็นท่าเรือขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้ไต้หวันมากที่สุด และเป็นช่องทางสำคัญของการแลกเปลี่ยนเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองฝั่งช่องแคบ

    (2)ศูนย์กลางเส้นทางสายไหม เป็นท่าเรือยุทธศาสตร์สำคัญของเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่ง ศตวรรษที่ 21

    (3)ท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์สายหลัก มีเครือข่ายเส้นทางเดินเรือระยะใกล้ที่สมบูรณ์ และเป็นท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์หลักของชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของจีน

    (4)เศรษฐกิจเรือสำราญ ส่งเสริมอุตสาหกรรมเรือสำราญ และพัฒนาท่าเรือแม่สำหรับเรือสำราญระดับนานาชาติ

    วิเคราะห์สาเหตุ

    ท่าเรือเซี่ยเหมินตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันตกของช่องแคบไต้หวัน และถือเป็นพื้นที่แนวหน้าสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับไต้หวัน ภายหลังการผลักดันการพัฒนาเขตเศรษฐกิจฝั่งตะวันตกของช่องแคบและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองฝั่งที่แน่นแฟ้นมากขึ้น บทบาทของท่าเรือ   เซี่ยเหมินจึงยิ่งโดดเด่นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    8. ท่าเรือซูโจว

    image.png

    ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ 10.21 ล้าน TEU เป็นครั้งแรกที่ทะลุระดับ 10 ล้าน TEU

    ปัจจัยความสำเร็จ

    (1)ปาฏิหาริย์แห่งท่าเรือแม่น้ำภายในประเทศ เป็นท่าเรือแม่น้ำภายในประเทศเพียงแห่งเดียวที่ติดอันดับ 10 ท่าเรือสำคัญของจีน และถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการพัฒนาท่าเรือแม่น้ำภายในประเทศ

    (2)การสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรม อาศัยฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งของนครซูโจว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สารสนเทศและการผลิตอุปกรณ์เครื่องจักร

    (3)การส่งออกสามกลุ่มสินค้าใหม่ การส่งออกสินค้า “สามกลุ่มใหม่” ได้แก่ รถยนต์พลังงานใหม่ แบตเตอรี่ลิเธียม และเซลล์แสงอาทิตย์ มีปริมาณรวมถึง 930,000 TEU เพิ่มขึ้น 83% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้

    (4)ระบบขนส่งเชื่อมแม่น้ำและทะเล ใช้ประโยชน์จากเส้นทางทองคำของแม่น้ำแยงซีเพื่อเชื่อมการขนส่งทางแม่น้ำและทางทะเล พร้อมระบบกระจายสินค้าและรวบรวมสินค้าที่สมบูรณ์

    วิเคราะห์สาเหตุ

    แม้ว่าท่าเรือซูโจวจะเป็นท่าเรือแม่น้ำภายในประเทศ แต่ด้วยการพึ่งพานครซูโจวซึ่งเป็นฐานการผลิตระดับโลก โดยเฉพาะการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการส่งออก “สามกลุ่มสินค้าใหม่” ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ท่าเรือซูโจวสามารถก้าวขึ้นสู่กลุ่มท่าเรือที่มีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ระดับสิบล้าน TEU และกลายเป็นต้นแบบสำคัญของการพัฒนาท่าเรือแม่น้ำภายในประเทศของจีน

    9.ท่าเรืออ่าวเป่ยปู้

    image.png

    ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์: 10.06 ล้าน TEU เป็นครั้งแรกที่ทะลุระดับ 10 ล้าน TEU

    ปัจจัยความสำเร็จ

    (1)อัตราการเติบโตที่โดดเด่น ระหว่างปี 2560 – 2568 ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์เติบโตเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 20 ต่อปี ถือเป็นหนึ่งในท่าเรือชายฝั่งที่เติบโตเร็วที่สุดของจีน

    (2)ระเบียงการค้าเชื่อมทางบกและทางทะเลฝั่งตะวันตก เป็นท่าเรือประตูสู่ต่างประเทศที่สำคัญของโครงการระเบียงการค้าเชื่อมทางบกและทางทะเลฝั่งตะวันตกของจีน

    (3)ประตูสู่อาเซียน มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงกับอาเซียน และเป็นศูนย์กลางสำคัญในการส่งเสริมประชาคมระหว่างจีน–อาเซียน

    (4)การขยายเส้นทางเดินเรือ มีจำนวนเส้นทางขนส่งตู้คอนเทนเนอร์รวม 100 เส้นทาง

    (5)การสนับสนุนจากภาครัฐ ได้รับประโยชน์จากนโยบาย “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” และยุทธศาสตร์พัฒนาภาคตะวันตกของจีน

    วิเคราะห์สาเหตุ

    ท่าเรืออ่าวเป่ยปู้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเขตกว่างซี และเป็นช่องทางออกสู่ทะเลที่สะดวกที่สุดของภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ภายใต้การผลักดันโครงการระเบียงการค้าทางบกและทางทะเลสายใหม่ รวมถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจจีน–อาเซียนที่แน่นแฟ้นมากขึ้น บทบาทของท่าเรืออ่าวเป่ยปู้จึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และกลายเป็น “ม้ามืด” ที่โดดเด่นที่สุดของอุตสาหกรรมท่าเรือจีนในปี 2568

    10. ท่าเรือรื่อจ้าว

    image.png

    ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ 7.37 ล้าน TEU เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.84 เมื่อเทียบกับปีก่อน

    ปัจจัยความสำเร็จ

    (1)การบูรณาการท่าเรือซานตง พัฒนาร่วมกับท่าเรือชิงต่าวและท่าเรือเยียนไถ จนเกิดพลังเสริมร่วมกันของกลุ่มท่าเรือซานตง

    (2)จุดแข็งด้านสินค้าขนาดใหญ่ ปริมาณนำเข้าแร่เหล็ก เศษไม้ และสินค้าอีก 6 ประเภท อยู่อันดับ 1 ของประเทศ

    (3)จุดเด่นด้านสินค้าทั่วไป เปิดเส้นทางขนส่งสินค้าทั่วไปใหม่ 8 เส้นทาง โดยสินค้าประเภทปุ๋ยและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

    (4)ความได้เปรียบด้านที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของคาบสมุทรซานตง และเป็นท่าเรือสำคัญของลุ่มแม่น้ำเหลือง

    วิเคราะห์สาเหตุ

    แม้ว่าท่าเรือรื่อจ้าวจะมีจุดเด่นด้านการขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้เร่งพัฒนาธุรกิจตู้คอนเทนเนอร์ควบคู่กัน โดยอาศัยแรงสนับสนุนจากนโยบายบูรณาการท่าเรือซานตง และการเติบโตของเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำเหลือง ส่งผลให้ปริมาณการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนสามารถก้าวขึ้นติดอันดับ 10 ท่าเรือสำคัญของจีนได้สำเร็จ

    สรุปจุดแข็งของ 10 ท่าเรือชั้นนำของจีน

    จากการวิเคราะห์ท่าเรือทั้ง 10 แห่ง สามารถสรุปปัจจัยแห่งความสำเร็จร่วมกันได้ ดังนี้

    1. ความได้เปรียบด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์

    1.1)ท่าเรือชายฝั่ง ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญตามแนวชายฝั่ง และเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญของเส้นทางสายไหมทางทะเล

    1.2)ท่าเรือแม่น้ำภายในประเทศ อาศัยเส้นทางน้ำสายสำคัญ เช่น แม่น้ำแยงซีและแม่น้ำจูเจียง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งทางแม่น้ำและทางทะเล

    2. การสนับสนุนจากฐานเศรษฐกิจขนาดใหญ่

    2.1)เขตเศรษฐกิจสำคัญ เช่น สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี สามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง เขตเศรษฐกิจรอบอ่าวป๋อไห่ ฝั่งตะวันตกของช่องแคบไต้หวัน และอ่าวเป่ยปู้ล้วนเป็นแหล่งสินค้าสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของท่าเรือ

    2.2)ฐานการผลิตอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ช่วยสร้างปริมาณสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ที่มั่นคงและต่อเนื่อง

     3. ระบบขนส่งและกระจายสินค้าที่ครบวงจร

    3.1)การขนส่งเชื่อมทางทะเล–รถไฟ เชื่อมต่อกับเครือข่ายรถไฟอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยขยายการเข้าถึงพื้นที่ตอนในของประเทศ

    3.2)การขนส่งเชื่อมแม่น้ำและทะเล ท่าเรือแม่น้ำสามารถใช้ประโยชน์จากเส้นทางน้ำสายหลักในการเชื่อมต่อกับการขนส่งทางทะเล

    3.3)เครือข่ายทางหลวง มีระบบขนส่งทางถนนที่สะดวกและครอบคลุม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์

    4. การพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะและท่าเรือสีเขียว

    4.1)ท่าเรืออัจฉริยะ มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ รถไร้คนขับ และระบบขนถ่ายสินค้าอัตโนมัติมาใช้อย่างแพร่หลาย

    4.2)ท่าเรือสีเขียว ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน เช่น ระบบเติมเชื้อเพลิง LNG ระบบจ่ายไฟจากฝั่ง และพลังงานสะอาด

    5. การสนับสนุนจากยุทธศาสตร์ระดับชาติ

    ท่าเรือสำคัญของจีนได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติ อาทิ

    5.1)โครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” 

    5.2)โครงการระเบียงการค้าเชื่อมทางบกและทางทะเลฝั่งตะวันตก 

    5.3)การพัฒนาแบบบูรณาการปักกิ่ง–เทียนจิน–เหอเป่ย 

    5.4)การพัฒนาแบบบูรณาการเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี 

    5.5)การพัฒนาเขตอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า

    แนวโน้มในอนาคต

    ในปี 2568 อุตสาหกรรมท่าเรือของจีนได้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและศักยภาพที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางการปรับโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานโลก โดยในอนาคตมีแนวโน้มสำคัญ ดังนี้

    1. ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ และท่าเรือหนิงโป–โจวซาน จะยังคงเป็นผู้นำระดับโลก และมีแนวโน้มสร้างแรงกดดันต่อท่าเรือสิงคโปร์มากยิ่งขึ้น

    2. ท่าเรือเซินเจิ้น จะได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของการส่งออก “สามกลุ่มสินค้าใหม่” โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานใหม่

    3. ท่าเรือชิงต่าว และท่าเรือเทียนจิน จะได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของเศรษฐกิจภาคเหนือและการปฏิรูปบูรณาการท่าเรือซานตง ซึ่งจะช่วยผลักดันการพัฒนาในระยะต่อไป

    4. ท่าเรือซูโจว ในฐานะต้นแบบของท่าเรือแม่น้ำภายในประเทศ จะยังคงได้รับประโยชน์จากการเติบโตของการส่งออก “สามกลุ่มสินค้าใหม่”

    5. ท่าเรืออ่าวเป่ยปู้ ในฐานะ “ดาวรุ่งแห่งการเติบโต” มีแนวโน้มรักษาอัตราการขยายตัวสูงต่อเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า

    โดยภาพรวม อุตสาหกรรมท่าเรือของจีนกำลังก้าวผ่านจากรูปแบบ “การนำเข้าและส่งออกปริมาณมหาศาล” ไปสู่ “การพัฒนาคุณภาพสูง” และกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ท่าเรือของโรงงานโลก” ไปสู่ “ศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานโลก” ท่าเรือชั้นนำทั้ง 10 แห่งนี้ จึงไม่เพียงเป็นพยานของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญดังกล่าว แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงด้วย

    ข้อคิดเห็น / ข้อเสนอแนะ สคต. ณ นครเฉิงตู

    ข้อมูล 10 อันดับท่าเรือจีนที่มีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าสูงสุดในปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่า จีนยังคงรักษาสถานะการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และการค้าทางทะเลที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญกับความไม่แน่นอนและการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ แต่ท่าเรือสำคัญของจีนยังคงมีอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะท่าเรือเซี่ยงไฮ้ หนิงโป–โจวซาน และเซินเจิ้น ซึ่งล้วนเป็นท่าเรือที่เชื่อมโยงกับฐานการผลิตและเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศ

    ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ท่าเรือจีนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง คือ ความได้เปรียบด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และการสนับสนุนจากยุทธศาสตร์ระดับชาติ โดยท่าเรือชายฝั่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น เขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี เขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง และเขตเศรษฐกิจรอบทะเลป๋อไห่ ซึ่งเป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางการส่งออกของจีน ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนยังผลักดันนโยบายสำคัญ เช่น “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” การพัฒนาเขตอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า และโครงการระเบียงการค้าเชื่อมทางบกและทางทะเลฝั่งตะวันตก ซึ่งช่วยเพิ่มบทบาทของท่าเรือในฐานะศูนย์กลางเชื่อมโยงการค้าโลก

    อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การเติบโตของการส่งออก “สามกลุ่มสินค้าใหม่” ได้แก่ รถยนต์พลังงานใหม่ แบตเตอรี่ลิเธียม และเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของหลายท่าเรือ โดยเฉพาะท่าเรือเซินเจิ้นและท่าเรือซูโจว สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างการส่งออกจีนจากสินค้าอุตสาหกรรมทั่วไปไปสู่สินค้าที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงมากขึ้น

    นอกจากนี้ จีนยังให้ความสำคัญกับการพัฒนา “ท่าเรืออัจฉริยะ” และ “ท่าเรือสีเขียว” ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ระบบอัตโนมัติ รถขนส่งไร้คนขับ รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น LNG และระบบจ่ายไฟจากฝั่ง ซึ่งช่วยยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของจีน

    ในระยะต่อไป การแข่งขันระหว่างท่าเรือหลักของจีนกับท่าเรือระดับโลก เช่น สิงคโปร์ มีแนวโน้มเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะท่าเรือเซี่ยงไฮ้และหนิงโป–โจวซาน ที่ยังคงขยายศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ท่าเรือเกิดใหม่อย่างอ่าวเป่ยปู้ก็มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเชื่อมโยงกับอาเซียนและภูมิภาคจีนตะวันตกเฉียงใต้ สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมท่าเรือของจีนกำลังก้าวจาก “ศูนย์กลางการผลิตของโลก” ไปสู่ “ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานโลก” อย่างชัดเจน

    —————————————————-

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู

    พฤษภาคม 2569

    แหล่งข้อมูล : https://mp.weixin.qq.com/s/cx_iKKxw7yTzps3N09EmKA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/sonp8yuvbaq2f23fm7h1ljjc&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fwNSKj7uBW36iwNGJElbl

  • 813 บจ. ส่งงบแล้ว! กำไร Q1/69 โต 25% หุ้นพลังงาน-ท่องเที่ยวหนุน แต่แบงก์เริ่มสะดุด

    813 บจ. ส่งงบแล้ว! กำไร Q1/69 โต 25% หุ้นพลังงาน-ท่องเที่ยวหนุน แต่แบงก์เริ่มสะดุด

    813 บจ. ส่งงบแล้ว! กำไร Q1/69 โต 25% หุ้นพลังงาน-ท่องเที่ยวหนุน แต่แบงก์เริ่มสะดุด

    ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยคำถาม ตลาดหุ้นไทยกลับส่งสัญญาณที่น่าสนใจ เมื่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาสแรก ปี 2569 ออกมาดีกว่าคาด

    กำไรหลายกลุ่มธุรกิจฟื้นแรง โดยเฉพาะ “พลังงานและท่องเที่ยว” ที่ได้แรงหนุนจากปัจจัยภายนอก 

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศและกลุ่มธนาคารยังต้องต่อสู้กับแรงกดดันจากเศรษฐกิจชะลอตัว

    นี่คือจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัว หรือเพียงภาพชั่วคราวจากแรงหนุนเฉพาะกลุ่ม ?

    นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียน(บจ.)ไทย จำนวน 813 บริษัท คิดเป็น 93.7% จากทั้งหมด 868 บริษัท (รวม SET และ mai ที่มีกำหนดส่งงบการเงิน ณ สิ้นงวด 31 มีนาคม 2569 และไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน)

    นำส่งผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 พบว่ามี บจ. รายงานกำไรสุทธิ 624 บริษัท คิดเป็น 76.8% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

    ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 เทียบกับไตรมาส 1/2568 บจ. ใน SET มียอดขาย 4,239,969 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% แต่มีกำไรขั้นต้น (Gross profit) 1,042,628 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.7% กำไรจากการดำเนินงาน (Core profit) 506,939 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.5%

    และ บจ. มีกำไรสุทธิ 369,201 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.3% ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.28 เท่า ลดลงจาก 1.34 เท่า ณ ไตรมาส 1/2568

    “ในไตรมาส 1/2569 สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น จึงทำให้ บจ. ในหมวดพลังงาน หมวดปิโตรเคมีภัณฑ์ มีผลประกอบการปรับดีขึ้นจากอัตรากำไรที่สูงขึ้นและกำไรสินค้าคงคลัง ซึ่งได้ประโยชน์จากค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นมาก ขณะที่ บจ. ในธุรกิจทั่วไปอาจมีความกดดันด้านการขายและมีความท้าทายในการบริหารจัดการต้นทุนการผลิต และ บจ. ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว สะท้อนจากสินเชื่อขยายตัวเพียงเล็กน้อย และอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดต่ำลงจากปีก่อน สำหรับ บจ. ที่มีการเติบโตในไตรมาสแรกของปีนี้ นอกเหนือจากที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันข้างต้นแล้ว คือ หมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในประเทศ ได้แก่ พาณิชย์ โรงแรม เทคโนโลยี และสินเชื่อรายย่อย”นายอัสสเดช กล่าว

    ด้านผลการดำเนินงานของ บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 โดยมียอดขายรวม 51,660 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% มีกำไรจากการดำเนินงาน 3,920 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.8%

    และมีกำไรสุทธิรวม 2,526 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.3% ซึ่งเป็นผลจากการที่บริหารจัดการต้นทุนผลิตและต้นทุนขายอย่างระมัดระวังท่ามกลางกำลังซื้อหดตัว

    สรุปผลประกอบการตามกลุ่มอุตสาหกรรมและหมวดธุรกิจ ไตรมาส 1/2569 (หน่วย: ล้านบาท) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/742977&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33UH9TuPzd8Q1fpjN17Z6s

  • ‘กอบศักดิ์’ ย้ำเศรษฐกิจไทยปีนี้ ‘อยู่รอดสำคัญกว่าเติบโต’ แนะรัฐเร่งดึงต่างชาติลงทุน | เดลินิวส์

    ‘กอบศักดิ์’ ย้ำเศรษฐกิจไทยปีนี้ ‘อยู่รอดสำคัญกว่าเติบโต’ แนะรัฐเร่งดึงต่างชาติลงทุน | เดลินิวส์

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยในงานเตรียมอุดมฯ ดินเนอร์ทอล์ก 2026 ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในปี 2569 ว่า เป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากมีปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้นเกินความคาดหมายตั้งแต่ต้นปี ทั้งราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 40-50% และปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเน้นย้ำว่าโจทย์สำคัญของปีนี้ไม่ใช่การตั้งเป้าให้จีดีพีเติบโต 3% หรือ 4% แต่คือการทำอย่างไรให้ทุกคนอยู่รอดปลอดภัย

    สำหรับธนาคารกรุงเทพได้คาดการณ์เศรษฐกิจไทย (GDPปีนี้อยู่ที่ 1.5-2% โดยยังเร็วเกินไปที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะตอนนี้ยังไม่มีใครรู้เลยว่า ข้อตกลงเจรจาของทรัมป์จะสำเร็จหรือไม่ ย้ำว่า ปีนี้ไม่ใช่เป้าหมายของการโต ปีนี้คือเป้าหมายของการรอด และจะทำอย่างที่จะเตรียมสภาพคล่องไว้ เตรียมสายป่านไว้ ลดแรงกระแทก ทั้งหมดคือหัวใจให้ผ่านไปได้ คนที่รอดคือคนที่ชนะ

    ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ระดับ 1% นั้น ดีใจที่มีการลดดอกเบี้ยไว้แต่เนิ่นๆจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ ต้องดูข้อตกลงเจรจายุติสงครามสหรัฐกับอิหร่าน ซึ่งเป็นเรื่องต้องติดตาม และข้อดีของไทยคือที่ผ่านมาเงินเฟ้อติดลบ และตอนนี้เพิ่มขึ้นมา ตามที่ธปท.คาดการณ์ไว้คือ 4-5% จากนั้นในอีก 12 เดือนจะปรับลดลงมา ซึ่งมองว่า ธปท.ยังคงระดับดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ได้

    ขณะเดียวกันอยากเห็นค่าเงินบาทอยู่ที่ประมาณ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อช่วยภาคส่งออก เกษตร และการท่องเที่ยว ส่วนดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ระดับ 1,500 จุดถือว่าอยู่ในระดับที่ดีและน่าสนใจสำหรับนักลงทุน โดยยืนยันว่า ธนาคารกรุงเทพและธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง มีการตั้งสำรองไว้เป็นจำนวนมาก พร้อมที่จะช่วยเหลือและเคียงข้างลูกค้าที่มีปัญหาในช่วงวิกฤตนี้

    ปีนี้ไม่ใช่วันของการโต ปีนี้เป้าหมายคือการรอด… คนที่รอดคือคนชนะ คนที่คิดว่าจะวิ่งเร็วๆ แล้วไม่รอดเนี่ย คือคนแพ้”

    ทั้งนี้ ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือแรงกระแทกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ (President Trump) ที่อาจใช้มาตรการมาตรา 301 (Section 301) และมาตรการภาษีอื่นๆ ซึ่งจะกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยโดยตรง โดยเสนอว่าไทยควรหาทางลดสัดส่วนการพึ่งพาตลาดอเมริกาจากปัจจุบันที่เกือบ 23% ให้ลงมาเหลือเพียง 10% เพื่อลดความเสี่ยง

    นายกอบศักดิ์ ระบุว่า แม้สงครามในอิหร่านจะจบลง แต่อาจมีจุดเสี่ยงใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น ในคิวบา กรีนแลนด์ หรือไต้หวัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงประเทศไทย โดยยอมรับว่าปีนี้เป็นปีที่น่ากังวลใจและต้องเตรียมการรับมืออย่างหนัก โดยเฉพาะการรักษาสภาพคล่องและสายป่าน ให้เพียงพอเพื่อพยุงธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงที่ลำบากนี้ไปให้ได้

    ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” หรือการลดภาระค่าน้ำมันช่วยได้เพียงบางส่วน แต่เสนอให้รัฐบาลใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยในส่วน 2 แสนล้านบาทเพื่อปรับโครงสร้างพลังงานอย่างจริงจัง แทนที่จะนำเงินหลายแสนล้านไปพยุงราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว

    แทนที่จะเอาเงินแสนกว่าล้านเนี่ย ไปใช้ในการพยุงราคาน้ำมัน… เอาเงิน 2 แสนล้านบาทเนี่ย มาขับเคลื่อนเรื่องโซล่าเซลล์ดีไหม แล้วก็ขับเคลื่อนเรื่องของ EV ดีไหม… ทุกอย่างเนี่ยเป็นการลงทุน จะได้เงินคืนมาอยู่แล้ว”

    นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะผันผวน แต่มองว่าเป็นความโชคดีของไทย ที่กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของการลงทุนในขณะที่ภูมิภาคอื่นมีความขัดแย้ง ทั้งในตะวันออกกลาง ยุโรป หรือจีน ซึ่งหากไทยสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้ดี เช่น กรณี TikTok ที่มีการลงทุนสูงถึง 8 แสนล้านบาท จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ถึง 3.5-4% ในอนาคต

    “ถ้าเกิดการกระทำที่แรงกว่าที่เราคาดเนี่ย จะทำอย่างไรที่เราจะรอดพ้น มีสภาพคล่องที่พอเพียง แล้วก็สามารถพยุงเศรษฐกิจ พยุงตัวเองให้ผ่านไปได้ ผมว่านี่คือโจทย์ของปีนี้ที่สำคัญที่สุด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5895301/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y-PErzFLToefk3VwfG_0G

  • อลังการหลุมฟ้า ท่องสามสะพานสวรรค์แห่งอู่หลง

    อลังการหลุมฟ้า ท่องสามสะพานสวรรค์แห่งอู่หลง

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/8y0Vd5Qejel2&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CNwWHrcvB-TA4iR6o0jCN

  • SME วิกฤติชะลอจ่ายหนี้ พิษเศรษฐกิจ ต้นทุนพุ่ง กำลังซื้อฉุด ‘กำไร’ วูบ

    SME วิกฤติชะลอจ่ายหนี้ พิษเศรษฐกิจ ต้นทุนพุ่ง กำลังซื้อฉุด ‘กำไร’ วูบ

    SME วิกฤติชะลอจ่ายหนี้ พิษเศรษฐกิจ ต้นทุนพุ่ง กำลังซื้อฉุด ‘กำไร’ วูบ

    ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภาพรวมสินเชื่อไตรมาส 1 ปี 2569 โดยแม้ภาพรวม “หนี้เสีย” หรือ “เอ็นพีแอล” ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา อยู่ระดับทรงตัวที่ 2.85% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 2.84% ในไตรมาสก่อนหน้า 

    แต่หากดูภาพของ “สินเชื่อเอสเอ็มอี” พบว่าหนี้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมาที่ 9.16% จาก 9.03% โดยส่วนหนึ่งมาจากฐานของสินเชื่อที่ลดลง และบางส่วนพบว่าเปราะบางเพิ่มขึ้น ทั้งเปราะบางอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนโควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี

    เช่นเดียวกับภาพรวมสินเชื่อที่ภาพรวมกลับมาขยายตัวได้ที่บวก 0.2% จาก “ติดลบ” เกือบ 2 ปี แต่หากดูสินเชื่อเอสเอ็มอียังติดลบต่อเนื่องเป็น 15 ไตรมาสติด มาอยู่ที่ -4.0% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ -3.9% ส่วนหนึ่งมาจากธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังปล่อยสินเชื่อให้ทั้ง 2 กลุ่มมากขึ้น

    ขณะที่หลายหน่วยงานออกมาเตือนถึงสถานการณ์ของเอสเอ็มอี ซึ่งกำลังเผชิญผลกระทบเพิ่มมากขึ้น โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานสถานการณ์อุตสาหกรรมไตรมาส 1 ปี 2569 เห็นสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจน่ากังวล

    เมื่อจำนวนโรงงานที่เลิกกิจการพุ่งสูงขึ้นมากกว่าจำนวนโรงงานเปิดใหม่แรกรอบ 2 ปีครึ่ง (10 ไตรมาส)
    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนการฟื้นตัวที่ไม่สมดุลของเศรษฐกิจที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ยังขยายตัวได้

    แต่เอสเอ็มอีเข้าภาวะถดถอยและปิดกิจการมากขึ้น โดยเฉพาะสาขาที่เปราะบางเมื่อเผชิญปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

    สศช.ระบุข้อมูลไตรมาส 1 ปี 2569 จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม พบโรงงานเลิกกิจการ 156 แห่ง เพิ่มขึ้น 11.4% ขณะที่การเปิดกิจการใหม่เพียง 139 แห่ง ปรับตัวลดลงรุนแรงถึง 63.9% เมื่อเทียบปีก่อนหน้า นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกรอบ 10 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ปลายปี 2566 ที่ยอดปิดตัวสูงกว่าการเกิดใหม่ ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญถึงความเชื่อมั่นการลงทุนใหม่ที่ลดลงท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน

    อย่างไรก็ตาม การจ้างงานใหม่ 99.3% กระจุกเฉพาะโรงงานขนาดใหญ่และขนาดกลาง สะท้อนโอกาสเศรษฐกิจไม่กระจายถึงฐานรากทั่วถึงส่งผลโดยตรงต่อกิจการขนาดเล็กไม่ได้ประโยชน์จากการเปิดกิจการหรือขยายกิจการเพิ่มเหมือนธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่

    ทั้งนี้กลุ่มที่น่าเป็นห่วงสุดเป็นโรงงานขนาดเล็กที่จ้างงานไม่เกิน 50 คน ซึ่งการลงทุนและจำนวนแรงงานของโรงงานปิดกิจการเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวของปีก่อน โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะและผลิตภัณฑ์จากพืชปิดตัวเพิ่มขึ้นจากขีดความสามารถการแข่งขันลดลง ความต้องการสินค้าลดลง สินค้านำเข้าราคาถูกมาทุ่มตลาด รวมถึงวัตถุดิบและพลังงานสูงต่อเนื่องทำให้แบกรับภาระไม่ไหว

    • เอสเอ็มอี” เรือเล็กเผชิญมรสุม

    นายพีรพงศ์ นิธิไกรวุฒิ ประธานกลุ่มกลยุทธ์ลูกค้าธุรกิจทีทีบี กล่าวในงาน “เปิดผลสำรวจ SME Insight 2026” ของธนาคารโดยมองว่า ปี 2569 เป็นปีท้าทายสำหรับ “ธุรกิจเอสเอ็มอี” ปัจจุบันสถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอีไทยอยู่ภาวะที่ “น่ากังวล”

    โดยเปรียบเทียบเอสเอ็มอีปัจจุบันเปรียบเสมือน “เรือเล็ก” ที่กำลังเผชิญมรสุมลูกใหญ่ในมหาสมุทร ส่งผลทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลงอย่างต่อเนื่อง  

    แม้ว่าเอสเอ็มอีจะคิดเป็นประมาณ 70% ของการจ้างงานทั้งหมด หรือมีแรงงานในระบบกว่า 13.6 ล้านคน ที่อยู่ในระบบของเอสเอ็มอี หากเทียบกับประชากรทั้งหมดของประเทศ แต่หากดูจากการสร้างรายได้ต่อ “จีดีพี” พบว่า มีผลเพียง 1 ใน 3 ของจีดีพีเท่านั้น ซึ่งยังต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้ที่มีสัดส่วนราว 45%

    • เอสเอ็มอี” เจอแรงกดดันรอบด้าน

    สำหรับปัจจัยกดดันเอสเอ็มอีไทยในปัจจุบันเกิดขึ้นทั้งจากภายในประเทศและภายนอกประเทศ ดังนี้ 
    ประการแรก เอสเอ็มอีไทยอยู่ภายใต้เศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้าเพียง 2-3% ประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงถึงประมาณ 90% ของจีดีพี

    ส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน สินค้าและผู้ประกอบการจากจีนก็หลั่งไหลเข้ามาในไทยและอาเซียนมากขึ้น หลังเศรษฐกิจจีนชะลอตัว และการส่งออกจากจีนไปสหรัฐฯ ลดลงถึง 40-50%

    ผู้ประกอบการจำนวนมากยังสะท้อนตรงกันว่าต้นทุนคือ ปัญหาที่หนักที่สุดในเวลานี้ ทั้งค่าขนส่ง พลังงาน ค่าไฟฟ้า รวมถึงราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นและหายากมากขึ้น 

    ขณะที่การขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ก็มีภาระจากค่าธรรมเนียม (GP) ในระดับสูง ทำให้บางธุรกิจเหลือกำไรน้อยมาก หรือบางรายถึงขั้นขาดทุน

    • พบ 33% เอสเอ็มอีไม่มีแผนธุรกิจ

    ทั้งนี้ หากดูจากการสำรวจเชิงลึกในกลุ่มลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอีกว่า 120 ราย ธนาคารยังพบ “5 ปัญหาสำคัญ” ที่เป็นปัจจัยทำให้เอสเอ็มอีไทยไม่สามารถเติบโตต่อได้ ปัญหาแรกคือ เอสเอ็มอีคิดเพียงเพื่ออยู่ให้รอด แต่ไม่คิดเพื่อชนะในเกม ใช้ดิจิทัล แต่ไม่สามารถพลิกเกมธุรกิจ รู้กำไรขาดทุนแต่ไม่บริหารความเสี่ยง โตเพียงขนาด แต่ไม่โตที่ประสิทธิภาพ และสุดท้ายอยากไปต่อแต่ไม่มีแผนที่นำทาง

    ปัญหาแรกคือเรื่อง Mindset และการขาดแผนธุรกิจ ผู้ประกอบการจำนวนมากยังคงมุ่งเน้นเพียงการเอาตัวรอดมากกว่าการมองหาแนวทางเพื่อแข่งขันและเอาชนะในตลาด
    ผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการประมาณ 33% แทบไม่มีแผนธุรกิจเลย หรือมีเพียงแผนระยะสั้นแค่ 1-2 ปี ขณะที่อีก 27% คิดเพียงว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจยังอยู่ต่อและสามารถดูแลพนักงานได้ ซึ่งกลุ่มที่ไม่มีการวางแผนชัดเจนเหล่านี้ มักเผชิญปัญหายอดขายลดลงมากกว่า 30%

    สำหรับจุดล็อกที่สอง คือการใช้ดิจิทัลและ AI เพียงในระดับผิวเผิน แม้ผลสำรวจจะพบว่าเอสเอ็มอีกว่า 87% เริ่มใช้ดิจิทัล และ 59% เริ่มใช้ AI แล้ว แต่กว่า 60% ของกลุ่มดังกล่าวกลับมียอดขายไม่เติบโตหรือปรับลดลง เนื่องจากการใช้งานยังอยู่เพียงระดับพื้นฐาน ไม่สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ปรับโครงสร้างธุรกิจหรือสร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง 

    ส่วนระบบดิจิทัลที่เอสเอ็มอีใช้มากที่สุดในปัจจุบันยังคงเป็นเพียง Digital Banking สำหรับการโอนและรับเงิน ขณะที่การประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับการดำเนินธุรกิจยังเกิดขึ้นไม่มากนัก

    จากการศึกษาใน 4 อุตสาหกรรมหลักที่ยังมีโอกาสเติบโต หัวใจสำคัญคือเอสเอ็มอีต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการรอความช่วยเหลือ มาเป็นการมองหา Market Niche หรือกลุ่มลูกค้าเฉพาะที่ตนเองเข้าใจอย่างแท้จริง เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและเพิ่มโอกาสอยู่รอดในระยะยาว

    • เอสเอ็มอีชะลอ “จ่ายหนี้-สินเชื่อชะลอ”

    ทั้งนี้ หากดูพอร์ตสินเชื่อเอสเอ็มอีคงค้างในปัจจุบันอยู่ที่ 80,000 ล้านบาท และยอมรับว่าภาพรวมสินเชื่อเอสเอ็มอีทั้งอุตสาหกรรมอยู่ในทิศทางชะลอตัว

    โดยสอดคล้องกับข้อมูล ธปท.เปิดเผยว่าสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบ 15 ไตรมาสติดต่อกันในปัจจุบัน โดยภาพรวมพบยอดสินเชื่อลดต่อเนื่องหลายไตรมาส ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากธนาคารระมัดระวังปล่อยสินเชื่อ และผู้ประกอบการระวังการลงทุนมากขึ้น

    โดยเฉพาะในปัจจุบันที่พบว่ายอดขายของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีลดลงเฉลี่ยราว 4-5% ส่งผลต่อความต้องการใช้สินเชื่อก็ลดลงตามไปด้วย จึงสะท้อนภาพรวมของอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีที่ยังชะลอตัว

    อย่างไรก็ตาม ธนาคารคาดหวังว่าตลาดอาจใกล้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ดังนั้น สำหรับสินเชื่อเอสเอ็มอีธนาคารคงตั้งเป้าการเติบโตสินเชื่อไว้ระดับใกล้เคียงเป้าหมายแบงก์คือ 0-2% ปีนี้

    วันนี้เราเห็นเอสเอ็มอี มีปัญหาและชะลอจ่ายหนี้คืนมากขึ้น โดยเฉพาะจ่ายคืนหนี้คืนให้กับลูกค้าของทีทีบี จ่ายคืนหนี้ให้กับลูกหนี้ทางการค้า จากยอดขายไม่ได้เป็นไปตามคาดหวัง ตอนนี้ยังเป็นเทรนด์นี้ เราเห็นการดีเลย์การจ่ายชำระมากขึ้น แต่ถึงเกณฑ์ที่รู้สึกแพนิกหรือไม่ ยัง เรายังคงเฝ้าระวัง และเราก็ไม่ได้รู้สึกสบายใจ ส่วนในพอร์ตเอสเอ็มอีเราเชื่อว่าเรายังบริหารได้คุมได้

    • หวั่นผลกระทบลากยาวยังไม่จบ

    ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าอิมแพคที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่มาเต็มรูปแบบเพราะสงครามยังไม่จบ และราคาน้ำมันยังไม่จบจึงต้องดูว่าเกมสั้นยาวเพียงใดแล้วประเมินผลกระทบต่อพอร์ตลูกค้าระดับใด สำหรับการขอสินเชื่อปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการขอสินเชื่อเพื่อใช้พยุงสภาพคล่องเป็นหลักมากกว่าการลงทุน

    สำหรับคุณภาพพอร์ตสินเชื่อในพอร์ตลูกค้าของธนาคารดีขึ้นเรื่อย ๆ จากการเรียนรู้และคัดเลือกลูกหนี้มากขึ้น โดยเฉพาะการเลือกกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในการแข่งขันระยะยาว รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ

    เช่น กลุ่มที่เกี่ยวข้องในโครงการ Reinvent Thailand ซึ่งเป็นกลุ่มที่ธนาคารต้องการสนับสนุนเพิ่มเติม เพราะยังเห็นโอกาสในการเติบโต
    จับตาเอสเอ็มอีกลุ่มใช้พลังงานสูง
    ขณะที่กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษยังอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและวัตถุดิบหายากขึ้นเป็นกลุ่มน่ากังวล

    โดยเฉพาะอุตสาหกรรม commodity หนัก เช่น กลุ่มเหล็ก ที่มีต้นทุนสูงแต่ผลักภาระต้นทุนไปลูกค้าไม่ได้ทั้งหมด ขณะที่ความต้องการซื้อยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ จึงเป็นกลุ่มที่ธนาคารต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และเลือกเติบโตอย่างระมัดระวัง

    ดังนั้น ภายใต้ปัจจัยท้าทายมากขึ้นสำหรับกลุ่มเอสเอ็มอี จึงจำเป็นที่ต้องมีเครื่องมือในการช่วยเหลือกลุ่มนี้เพื่อให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงสินเชื่อ สภาพคล่องและการช่วยเหลือในบริการทางการเงินมากขึ้น ธนาคารจึงออก ttb sme smart plus เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี และช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงโครงการต่างๆได้มากขึ้น ทั้ง Credit Boost, Soft Loan โดยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อแคมเปญนี้ 6,000 ล้านบาทในปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1235807&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nmNbNJMxcssYDJRvmrxdC

  • ศรีลังกาขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 1% สู่ระดับ 8.75% สกัดเงินเฟ้อรุนแรง

    ศรีลังกาขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 1% สู่ระดับ 8.75% สกัดเงินเฟ้อรุนแรง

    26 พฤษภาคม 2569, 22:30น.

              ธนาคารกลางศรีลังกา (Central Bank of Sri Lanka : CBSL) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือดอกเบี้ยพื้นฐานมากถึงร้อยละ 1 หรือ 100 จุด (100 basis points) อัตราดอกเบี้ยข้ามคืนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7.75 เป็นร้อยละ 8.75 นายพี. นันดาลัล วีระสิงห์ ผู้ว่าการธนาคารกลาง ชี้แจงว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ย จะช่วยรักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราเงินเฟ้อ

              การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้สูงสุดในรอบ 3 ปี ส่งสัญญาณว่าจะมีมาตรการเข้มงวดทางการเงินเพิ่มเติม เนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ทำให้ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นมาก เงินรูปีอ่อนค่าและเงินเฟ้อสูงกว่าร้อยละ 5.4 กดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่เพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ทางการเงินปี 2565

              นักเศรษฐศาสตร์จาก Capital Economics เห็นว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเปราะบางของประเทศต่อวิกฤตในตะวันออกกลาง

              นอกจากนี้เงินสำรองของศรีลังกายังลดลงร้อยละ 3.8 เหลือ 6,700 ล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน หลังจากที่ใช้เงิน 1,500 ล้านดอลลาร์ในการนำเข้าเชื้อเพลิงในช่วง 4 เดือนแรกของปี ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 77 ในเดือนมีนาคมเพียงเดือนเดียว

              ศรีลังกาได้รับการสนับสนุนจากโครงการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มูลค่า 2,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคณะกรรมการ IMF จะประชุมในวันพุธ (27 พ.ค.69) เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับการให้เงินช่วยเหลืองวดแรกจำนวน 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐแก่ศรีลังกา ซึ่งจะช่วยเสริมทุนสำรองของประเทศ

    #เศรษฐกิจ

    #ศรีลังกา

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161733&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SQF7cw-_dBPeoiIpvbt2j

  • อินเดียส่ง “บิ๊กดีลธุรกิจ” เยือนแคนาดา หวังดันการค้าโตเท่าตัว

    อินเดียส่ง “บิ๊กดีลธุรกิจ” เยือนแคนาดา หวังดันการค้าโตเท่าตัว

    นายมานินเดอร์ สินธุ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศของแคนาดา เปิดเผยว่า อินเดียได้ส่งคณะผู้แทนด้านการค้าและการลงทุนระดับสูงมากกว่า 150 คน ซึ่งถือเป็นคณะผู้แทนขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเดินทางเยือนแคนาดา ระหว่างวันที่ 25–27 พฤษภาคม 2569 เพื่อหารือแนวทางขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน ตลอดจนฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้กลับมาใกล้ชิดยิ่งขึ้น 

    การเยือนครั้งนี้ถือเป็นพัฒนาการสำคัญต่อเนื่องจากการเดินทางเยือนอินเดียของนายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้ปูทางสู่การยกระดับความร่วมมือทวิภาคีในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยี ยานยนต์ อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ ตลอดไปจนถึงห่วงโซ่อุปทานระหว่างแคนาดาและอินเดีย โดยระหว่างการเยือนครั้งนี้ นายปิยุช โกยาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดียมีกำหนดหารือกับนายมานินเดอร์ สินธุ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศของแคนาดา เพื่อเดินหน้าเจรจาข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมมากกว่าการลดภาษีนำเข้า (Comprehensive Economic Partnership Agreement: CEPA) รวมถึงแสวงหาโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างทั้งสองประเทศ

    รัฐบาลอินเดียระบุว่า ทั้งสองฝ่ายมีความตั้งใจที่จะเร่งกระบวนการเจรจาให้คืบหน้าโดยเร็ว ขณะที่รัฐบาลแคนาดามองว่า อินเดียเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง และตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันเป็นสองเท่า แตะระดับ 70,000 ล้านดอลลาร์แคนาดาภายในปีค.ศ. 2030 นอกจากนี้ นายโกยาลยังมีกำหนดเข้าพบกับนายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดาและนางอานิตา อานันท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงผู้บริหารบริษัทชั้นนำ กลุ่มสตาร์ทอัพ และกองทุนบำเหน็จบำนาญของแคนาดา ด้านรัฐบาลแคนาดาระบุว่า ความมั่นคงทางพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดยังคงเป็นหัวใจสำคัญของความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่มีการหารือระหว่างการเยือนอินเดียของนายคาร์นีย์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

    ซึ่งจากการเยือนครั้งดังกล่าวนำไปสู่การลงนามข้อตกลงหลายฉบับ รวมถึงข้อตกลงการค้ามูลค่าราว 2.6 พันล้านดอลลาร์แคนาดา สำหรับการจัดส่งยูเรเนียมประมาณ 22 ล้านปอนด์ให้อินเดีย เพื่อใช้ในการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ ตลอดจนข้อตกลงการค้าอื่น ๆ รวมมูลค่ากว่า 5.5 พันล้านดอลลาร์ นายคาร์นีย์กล่าวในขณะนั้นว่า ทั้งสองประเทศตั้งเป้าบรรลุข้อตกลงทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมภายในสิ้นปีนี้ พร้อมระบุว่า การเยือนอินเดียไม่ใช่เพียงการฟื้นฟูความสัมพันธ์ แต่เป็นการยกระดับความร่วมมือของพันธมิตรสำคัญ ด้วยวิสัยทัศน์และความทะเยอทะยานใหม่ร่วมกัน

    แม้แคนาดาและอินเดียจะเริ่มเจรจาการค้าตั้งแต่ปี 2553 แต่การหารือถูกระงับในปี 2566 หลังรัฐบาลแคนาดากล่าวหาว่ารัฐบาลอินเดียมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลอบสังหารนักเคลื่อนไหวชาวซิกข์สัญชาติแคนาดาในเมืองเซอร์เล่ย์ รัฐบริติชโคลัมเบีย ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตึงเครียดและเกิดความไม่ลงรอยกันเรื่อยมา อย่างไรก็ตาม หลังนายคาร์นีย์เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2568 จึงให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอินเดีย และผลักดันให้ทั้งสองประเทศกลับมาเดินหน้าเจรจาทางเศรษฐกิจอีกครั้ง โดยที่ผ่านมาเดือนพฤษภาคม คณะผู้แทนจากแคนาดาได้เดินทางเยือนกรุงนิวเดลี เพื่อเข้าร่วมการเจรจารอบที่สองเกี่ยวกับข้อตกลง CEPA ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของทั้งสองฝ่ายในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระยะยาวร่วมกันอีกครั้ง

    ความเห็น สคต. แคนาดามองอินเดียเป็นพันธมิตรเศรษฐกิจสำคัญ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงและมีศักยภาพด้านการผลิต ขณะที่อินเดียต้องการขยายความร่วมมือด้านพลังงาน เทคโนโลยี และความมั่นคงทางอาหารจากแคนาดา หากการเจรจา CEPA ประสบความสำเร็จ สินค้าอินเดียอาจได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดแคนาดารุนแรงขึ้น และอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอาหาร สิ่งทอ และสินค้าอุตสาหกรรม ทำให้ไทยจำเป็นต้องติดตามความคืบหน้าของข้อตกลงอย่างใกล้ชิด และเร่งสร้างความร่วมมือทางการค้าใหม่ ๆ กับแคนาดาเพื่อรักษาความได้เปรียบทางการค้าในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/k65vzdztam6k2z01cidly8mk&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vbgfPIYowWcFiR7er-rd4

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 5 ประจำปี 2569 จาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 5 ประจำปี 2569 จาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

    s ภาพรวมเศรษฐกิจ s

    เศรษฐกิจของประเทศชิลีประจำเดือนมีนาคม 2569 ในภาพรวม GDP ปรับลดลง -0.2เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยธนาคารกลางชิลีคาดการณ์ว่าการเติบโตของ GDP สำหรับปีนี้จะลดลงเหลือ 1.5% – 2.5การบริโภคภาคเอกชนลดลงที่ -0.9% ด้านอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นอยู่ที่ระดับ 2.8% เนื่องจากราคาน้ำมันและสงครามในตะวันออกกลาง ในขณะที่อัตราว่างงานเพิ่มขึ้นแตะระดับ 8.9% อีกครั้ง การนำเข้าโดยรวมของชิลีเพิ่มขึ้น 2.9% ในขณะที่การส่งออกเพิ่มขึ้นที่ 14.7% โดยปริมาณการส่งออกสินค้ากลุ่มสินแร่และทองแดงซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักขยายตัวจากปีก่อนหน้าถึง 20.44คิดเป็นปริมาณ 11.6 ล้านตัน รวมมูลค่า 1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ในเดือนมีนาคม 2569 ชิลีมีมูลค่าการค้ารวมกับไทยกว่า 275.1 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีการนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 0.4% รวมมูลค่า 151.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ในส่วนของรายละเอียดในแต่ละด้านประจำเดือนมีนาคม 2569 สคต. ณ กรุงซันติอาโก ขอสรุปรายละเอียด ดังนี้ 

    1. การบริโภคภาคเอกชน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี )

    การบริโภคภาคเอกชนของชิลีประจำเดือนมีนาคม 2569 ในภาพรวมปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ -0.9% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 

    สงครามในตะวันออกกลางส่งผลต่อราคาน้ำมันในชิลีโดยรวม ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 30% (ดีเซลเพิ่มขึ้นถึง60%) จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกชาวชิลีระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น การบริโภคภาคเอกชนของชาวชิลีในภาพรวมชะลอตัวลง ทั้งนี้ ชาวชิลีจำนวนมากตื่นตระหนกไปเติมน้ำมันเพราะเกรงว่าราคาจะเพิ่มสูงขึ้นอีกในอนาคต ส่งผลให้ตัวเลขการบริโภคสินค้าในหมวดพลังงานเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นถึง 28.7% สูงที่สุดในรอบ 5 ปี

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนมีนาคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าจากระดับ 40.8 มาอยู่ที่ 48.8 เพิ่มขึ้น 19.6%

    2.การลงทุน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://www.bcentral.cl/)

    บรรยากาศการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชนในชิลีประจำเดือนมีนาคม 2569 ในภาพรวมปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 48.8เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนจากตัวเลขการขออนุญาตก่อสร้าง (คิดเป็นตารางเมตร) เพิ่มขึ้นจาก 5.4 แสนตารางเมตร มาอยู่ที่ 8 แสนตารางเมตร โดยปัจจัยหลักมาจากการก่อสร้างของภาคอุตสาหกรรมและภาคที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นถึง 72.8% และ 48.7% ตามลำดับ สอดคล้องกับตัวเลขการนำเข้าเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น 8.2%

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจโดยรวมประจำเดือนมีนาคม 2569 ปรับระดับจาก 46.0 มาอยู่ที่ 50.4 เพิ่มขึ้น 9.8จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยภาคธุรกิจที่มีดัชนีความเชื่อมั่นสูงที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ (1) ภาคธุรกิจเหมืองแร่ (2) ภาคการค้า และ  (3) ภาคการผลิต โดยอยู่ที่ 63.853.0 และ 47.5 ตามลำดับ 

    3. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://si3.bcentral.cl และสำนักงานสถิติแห่งชาติของชิลี https://www.ine.gob.cl)

    อัตราการว่างงานของประเทศชิลีในเดือนมีนาคม 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 8.9ของจำนวนผู้ใช้แรงงานทั้งหมดในประเทศ หากพิจารณาแยกตามเขตการปกครอง แคว้นที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดคือ แคว้นบิโอบิโอ  ที่ 10.0% และแคว้นที่มีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดคือ แคว้นไอเซน ที่ 4.8%

    image.png            

    อัตราเงินเฟ้อของประเทศชิลีในเดือนมีนาคม 2569 ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.8หมวดที่ปรับราคาเพิ่มขึ้นสูงสุด 3 อันดับแรกในรอบ 12 เดือนได้แก่ (1) หมวดร้านอาหารและโรงแรม (2) หมวดการศึกษา และ (3) หมวดสุขภาพและสาธารณสุข โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ 6.26.1% และ 5.0% ตามลำดับ

    image.png

    4. การส่งออก-นำเข้า (ข้อมูลจากกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศของชิลี SUBREI – www.subrei.gob.cl)

    การส่งออกสินค้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม 2569  มีมูลค่ารวมที่ 30,307 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 14.7% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่  

    สินค้า

    ม.ค.-มี.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (68/69)

    ปี 2568

    ปี 2569

    สินแร่

    14,513

    17,819

    22.8%

    ผลไม้

    3,255

    2,930

    -10.0%

    เคมีภัณฑ์

    1,794

    2,487

    38.6%

    ปลาแซลมอน

    1,744

    1,908

    9.4%

    เยื่อกระดาษ

    1,062

    896

    -15.6%

    ไม้และเฟอร์นิเจอร์ไม้

    548

    451

    -17.7%

    เครื่องจักรและส่วนประกอบ

    327

    392

    19.9%

    การนำเข้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม 2569  มีมูลค่ารวมที่ 20,682 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.9เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่

    สินค้า

    ม.ค.-มี.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (68/69)

    ปี 2568

    ปี 2569

    สินค้าอุปโภคบริโภค

    6,206

    6,242

    0.6%

    สินค้าหมวดพลังงาน

    3,272

    3,311

    1.2%

    สินค้าทุน

    4,308

     4,774

    10.8%

     รถยนต์เชิงพาณิชย์

    654

    639

    2.3%

     เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมก่อสร้าง

    402

    435

    8.2%

       จากตัวเลขการส่งออกของชิลีที่สูงกว่าตัวเลขการนำเข้า ทำให้ชิลีได้ดุลการค้าจำนวน 9,625 ล้านเหรียญสหรัฐ

    5. การค้าของชิลีกับไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน (ข้อมูลสถิติทางการค้าจาก Global Trade Atlas)

    ชิลีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยระหว่างเดือน มกราคม – มีนาคม 2569 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 151.70 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 0.44% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) ซึ่งสินค้าที่นำเข้าจากไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 

    • รถยนต์และส่วนประกอบ (66.93 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.86%) 

    • เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (26.99 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น -13.24%

    • ปลากระป๋อง (11.94 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -36.33%)

    • เครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า (9.89 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น  69.31%)

    • อัญมณีและไข่มุก (5.72 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.11%)

    สำหรับตัวเลขการนำเข้าของชิลีจากกลุ่มประเทศอาเซียน ใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีนำเข้าจากเวียดนาม 346.59 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -19.73%)

    • ชิลีนำเข้าจากไทย 151.70 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 0.44%)

    • ชิลีนำเข้าจากอินโดนีเซีย 110.69 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 4.42%)

    • ชิลีนำเข้าจากมาเลเซีย 67.64 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 12.00%)

    • ชิลีนำเข้าจากสิงคโปร์ 24.09 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง 28.75%)

    ชิลีส่งออกสินค้าไปยังประเทศไทยระหว่างเดือน มกราคม – มีนาคม 2569 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 123.36 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -32.17% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า)  ซึ่งสินค้าที่ส่งออกไปยังไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ทองแดง (34.84 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -57.40%) 

    • แซลมอนและอาหารทะเล (28.88 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -18.70%)

    • สินแร่อื่น ๆ (27.19 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 108.75%)

    • เยื่อกระดาษ (12.49 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -55.36%)

    • ผลไม้และผลิตภัณฑ์ธัญพืช (7.74 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -28.87%)

    สำหรับตัวเลขการส่งออกของชิลีไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน ใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีส่งออกไปยังไทย 123.36 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง32.17%)

    • ชิลีส่งออกไปยังเวียดนาม 97.70 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 2.48%)

    • ชิลีส่งออกไปยังมาเลเซีย 52.05 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 28.48%)

    • ชิลีส่งออกไปยังกัมพูชา 29.92 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 57.09%)

    • ชิลีส่งออกไปยังสิงคโปร์ 29.05 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 26.30%)

    มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทย-ชิลี ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม 2569 อยู่ที่ 275.06 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -17.37%)                               โดยชิลีนำเข้าสินค้าจากไทย มากกว่าส่งออกสินค้ามายังไทย ทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าที่ 28.34 ล้านเหรียญสหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/rtsihtof6c6mf9h6i5bppx5v&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aukndXVkTmmRgfJMB-P8F