Blog

  • อียิปต์ก้าวสู่ช่วงสุดท้ายของโครงการ IMF  จับตาการทบทวนครั้งที่ 8 และทิศทางเศรษฐกิจหลังสิ้นสุดโครงการ

    อียิปต์ก้าวสู่ช่วงสุดท้ายของโครงการ IMF จับตาการทบทวนครั้งที่ 8 และทิศทางเศรษฐกิจหลังสิ้นสุดโครงการ

    อียิปต์ก้าวสู่ช่วงสุดท้ายของโครงการ IMF 
    จับตาการทบทวนครั้งที่ และทิศทางเศรษฐกิจหลังสิ้นสุดโครงการ

    อียิปต์กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของโครงการปฏิรูปเศรษฐกิจภายใต้การสนับสนุนของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) หลังคณะกรรมการบริหาร IMF เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 อนุมัติผลการทบทวนครั้งที่ 7 (Seventh Review) ภายใต้โครงการ Extended Fund Facility (EFF) ทำให้อียิปต์สามารถเบิกเงินภายใต้ EFF เพิ่มอีกประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเหลือการทบทวนครั้งที่ 8 ซึ่งเป็นรอบสุดท้าย ก่อนโครงการสิ้นสุดในวันที่ 15 ธันวาคม 2569

    ที่มาของโครงการและวงเงินจริง

    โครงการ EFF ปัจจุบันของอียิปต์ เริ่มเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2565 โดย IMF อนุมัติวงเงินระยะเวลาเดิม 46 เดือน จำนวน SDR 2.35017 พันล้าน หรือประมาณ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และให้อียิปต์เบิกเงินทันทีประมาณ 347 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป้าหมายสำคัญ คือ รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ แก้ปัญหาการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ ลดเงินเฟ้อและหนี้สาธารณะ พร้อมปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้น

    อย่างไรก็ดี เมื่อปี 2566 การดำเนินการบางส่วนมีความล่าช้า โดยเฉพาะการใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่นและการลดบทบาทรัฐในระบบเศรษฐกิจ ประกอบกับอียิปต์เผชิญแรงกดดันจากการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ เงินเฟ้อสูง และผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาค IMF จึงอนุมัติเมื่อเดือนมีนาคม 2567 ให้เพิ่มวงเงินอีก SDR 3.76 พันล้าน หรือประมาณ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้วงเงิน EFF รวมเพิ่มเป็น SDR 6.11169 พันล้าน ซึ่งเทียบโดยประมาณกับ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ทั้งนี้ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นวงเงินรวมโดยประมาณของ EFF ไม่ใช่เงินที่อียิปต์ได้รับทั้งหมดในคราวเดียว แต่ IMF จะทยอยอนุญาตให้เบิกตามผลการทบทวนแต่ละรอบ นอกจากนี้ เมื่อเดือนมีนาคม 2568 IMF ยังอนุมัติ Resilience and Sustainability Facility (RSF) แยกต่างหากอีก SDR 1 พันล้าน หรือประมาณ 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปด้านสภาพภูมิอากาศและ  ความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจ ดังนั้น วงเงิน RSF ไม่ควรนำไปรวมกับวงเงิน EFF 8 พันล้านดอลลาร์เมื่อกล่าวถึงโครงการหลักของอียิปต์

    เงิน EFF ที่อียิปต์ได้รับจนถึงปัจจุบัน

    ตามข้อมูล IMF การเบิกเงินภายใต้ EFF ในแต่ละช่วงสำคัญ ประกอบด้วย 

    • เงินงวดแรก เมื่ออนุมัติโครงการเมื่อเดือนธันวาคม 2565 จำนวนประมาณ 347 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

    • การทบทวนครั้งที่ และ ซึ่งดำเนินการรวมกันเมื่อเดือนมีนาคม 2567 ประมาณ 820 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

    • การทบทวนครั้งที่ เดือนกรกฎาคม 2567 ประมาณ 820 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

    • การทบทวนครั้งที่ เดือนมีนาคม 2568 ประมาณ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

    • การทบทวนครั้งที่ และ ซึ่งดำเนินการรวมกันในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ประมาณ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ

    • การทบทวนครั้งที่ เดือนกรกฎาคม 2569 อีกประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    งวดสุดท้าย คือ การทบทวนครั้งสุดท้าย ครั้งที่ 8 ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    เงื่อนไขสำคัญของ IMF และผลการดำเนินงานของอียิปต์

    ตั้งแต่เริ่มโครงการ IMF กำหนดนโยบายสำคัญหลายด้าน ได้แก่ การใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่น การดำเนินนโยบายการเงินเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ การลดหนี้และความต้องการกู้ของภาครัฐ การจำกัดการลงทุนของรัฐ การเสริมมาตรการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง และการลดบทบาทของรัฐเพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชน

    ช่วง Review 1–2 ถือเป็นช่วงที่อียิปต์มีปัญหามากที่สุด การทบทวนที่เดิมควรเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2566 ถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากการปรับอัตราแลกเปลี่ยนและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างดำเนินการช้ากว่าเป้าหมาย จนเมื่อเดือนมีนาคม 2567 ธนาคารกลางอียิปต์ปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ย ลดการลงทุนภาครัฐ และดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่เข้มงวดขึ้น จึงสามารถผ่าน Review 1 และ 2 ได้ ทั้งนี้ IMF ระบุว่า อียิปต์บรรลุเกณฑ์เชิงปริมาณเกือบทั้งหมด ยกเว้นเกณฑ์ด้านเงินสำรองระหว่างประเทศ ซึ่ง IMF อนุมัติ waiver หลังอียิปต์ดำเนินมาตรการแก้ไข

    Review 3 IMF ประเมินว่า สถานการณ์เริ่มดีขึ้น โดยปัญหาการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศลดลง อียิปต์สามารถบรรลุเป้าหมายทางการคลังและควบคุมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม IMF ยังคงเน้นให้รักษาอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่น เพิ่มรายได้ภาครัฐ และเร่งการปฏิรูปเพื่อให้ภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    Review 4 เมื่อเดือนมีนาคม 2568 IMF เห็นว่า อียิปต์สามารถรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคได้ แม้ได้รับผลกระทบจากรายได้คลองสุเอซที่ลดลง แต่ระบุว่า ความคืบหน้าในการปฏิรูปโครงสร้างยังไม่ดี โดยประเด็นสำคัญยังคงเป็นการเพิ่มรายได้ภาษี การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ การเร่งขายหรือถอนการลงทุนจากทรัพย์สินรัฐ และสร้างการแข่งขันที่เท่าเทียมระหว่างรัฐกับเอกชน

    Review 5–6ซึ่งรวมการพิจารณาเป็นครั้งเดียวในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 IMF ระบุว่าสถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคของอียิปต์ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดย GDP จริงขยายตัว 4.4% เมื่อปีงบประมาณ 2567/68 เงินเฟ้อลดลง และฐานะภาคต่างประเทศแข็งแกร่งขึ้น แต่ IMF ย้ำว่า การปฏิรูปเชิงโครงสร้างยังคงดำเนินการได้ไม่ดีพอ โดยเฉพาะการลดบทบาทของรัฐและสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกับภาคเอกชน อียิปต์ต้องดำเนินมาตรการเพิ่มเติมด้านภาษี การบริหารหนี้ การกำกับรัฐวิสาหกิจ การขายทรัพย์สินของรัฐ และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

    Review 7เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 IMF เห็นว่า อียิปต์รับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางได้ค่อนข้างดี โดยยังคงใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น ปรับราคาพลังงาน และควบคุมรายจ่ายงบประมาณ อย่างไรก็ตาม IMF ยังคงระบุว่า จำเป็นต้องรักษานโยบายการเงินที่เหมาะสมกับการลดเงินเฟ้อ รักษาวินัยการคลัง โดยเฉพาะเร่งดำเนิน State Ownership Policy และแผนขายหรือถอนการลงทุนของรัฐอย่างจริงจัง เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตโดยภาคเอกชนมากขึ้น

    กล่าวโดยสรุป อียิปต์ไม่ได้ดำเนินการตามเงื่อนไขทุกด้านได้ตรงตามกำหนดเดิม สะท้อนจากการเลื่อนและรวม Review หลายรอบ รวมถึงการขอ waiver สำหรับเกณฑ์บางรายการ แต่หลังการปรับนโยบายครั้งใหญ่ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 เป็นต้นมา อียิปต์สามารถดำเนินมาตรการด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จุดที่ IMF ยังเห็นว่า ล่าช้าที่สุด คือ การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการลดบทบาทของรัฐ การขายสินทรัพย์ และการส่งเสริมการแข่งขันของภาคเอกชน

    Review 8 (ครั้งสุดท้าย) และแผนหลังสิ้นสุดโครงการ IMF

    ปัจจุบันเหลือ Review 8 ซึ่งเป็นการทบทวนครั้งสุดท้าย โดย IMF กำหนดวงเงิน EFF ที่เหลือสำหรับรอบนี้ไว้ที่ SDR 1.11302 พันล้าน และจะประเมินผลจากเป้าหมายเชิงปริมาณ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 รวมถึงตัวชี้วัดในช่วงต่อมา ก่อนที่ EFF จะสิ้นสุดในวันที่ 15 ธันวาคม 2569

    สำหรับช่วงหลังโครงการ รัฐบาลอียิปต์ได้ส่งสัญญาณค่อนข้างชัดเจนว่า ขณะนี้ มีความจำเป็น ที่จะเข้าสู่โครงการเงินกู้ IMF ใหม่ทันที โดยนายกรัฐมนตรี Mostafa Madbouly ระบุเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ว่ารัฐบาลไม่เห็นความจำเป็นสำหรับโครงการระดมทุนใหม่ภายหลังโครงการปัจจุบันสิ้นสุดลง ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดี Abdel Fattah El-Sisi ได้มอบหมายให้รัฐบาลจัดทำ National Economic Program สำหรับยุคหลัง IMF

    รัฐบาลอียิปต์ระบุว่า แผนดังกล่าวจะจัดทำร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับธนาคารกลาง โดยมีเป้าหมายและตัวชี้วัดที่สามารถวัดผลได้ และต่อยอดจาก National Structural Reform Program, National Narrative for Sustainable Development และ Egypt Vision 2030 ก่อนนำเสนอประธานาธิบดีและเปิดรับความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งนี้ แม้โครงการ EFF สิ้นสุดลง ความสัมพันธ์กับ IMF จะยังดำเนินต่อไปตามกลไกปกติ เช่น Article IV Consultation และความร่วมมือทางวิชาการ

    ข้อสังเกต/ข้อเสนอแนะ 

    • สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไคโร เห็นว่า การที่อียิปต์สามารถเดินทางมาถึง Review 7 และใกล้เข้าสู่การทบทวนครั้งสุดท้าย ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกเมื่อเทียบกับสถานการณ์เมื่อช่วงปี 2565–2566 ซึ่งอียิปต์ประสบปัญหาขาดแคลนเงินตราต่างประเทศอย่างรุนแรง เกิดตลาดอัตราแลกเปลี่ยนนอกระบบ และผู้นำเข้าประสบปัญหาในการจัดหาเงินตราต่างประเทศเพื่อชำระค่าสินค้า การเปลี่ยนมาใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่นมากขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 ช่วยลดความบิดเบือนของตลาดและทำให้ปัญหาความต้องการเงินตราต่างประเทศที่ค้างอยู่ลดลงอย่างมาก

    • สำหรับผู้ส่งออกไทย เสถียรภาพของตลาดเงินตราต่างประเทศและการปรับปรุงระบบเศรษฐกิจของอียิปต์ถือเป็นปัจจัยบวก เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการชำระเงินและข้อจำกัดในการนำเข้าสินค้า ขณะเดียวกันการที่รัฐบาลมุ่งเพิ่มบทบาทภาคเอกชน ส่งเสริมการลงทุน การผลิต และการส่งออก อาจสนับสนุนความต้องการสินค้าไทยในกลุ่มวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลาง เครื่องจักร ชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารและสินค้าเกษตรแปรรูป รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภค

    • อย่างไรก็ดี การสิ้นสุดโครงการ IMF ไม่ได้หมายความว่า ปัญหาเศรษฐกิจของอียิปต์จะสิ้นสุดลงพร้อมกัน อียิปต์ยังมีหนี้สาธารณะและภาระดอกเบี้ยในระดับสูง รวมทั้งต้องรักษาค่าเงินแบบยืดหยุ่น ปรับราคาพลังงาน ลดเงินอุดหนุน และเพิ่มรายได้ภาษี ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนธุรกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค ผู้ส่งออกไทยจึงควรติดตามค่าเงินปอนด์ อัตราเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และเครดิตของผู้นำเข้าอย่างใกล้ชิด

    • ทั้งนี้ การเร่งลดบทบาทของรัฐและการขายทรัพย์สินภายใต้เงื่อนไข IMF อาจสร้างโอกาสให้ภาคธุรกิจต่างชาติเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งการลงทุน การร่วมทุน และการผลิตในประเทศ ซึ่งอาจเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป ยานยนต์และชิ้นส่วน ยางและผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักร พลังงาน โลจิสติกส์ และบริการต่าง ๆ รวมถึงการใช้อียิปต์เป็นฐานเข้าสู่ตลาดแอฟริกา ตะวันออกกลาง และตลาดที่อียิปต์มีความตกลงทางการค้า

    • สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไคโร เห็นว่า เราไม่ควรมองเพียงว่า อียิปต์จะผ่าน Review 8 หรือไม่ แต่ควรให้ความสำคัญกับความสามารถของรัฐบาลในการรักษาวินัยทางเศรษฐกิจหลัง IMF สิ้นสุดบทบาทในฐานะกรอบกำกับโครงการ หาก National Economic Program หลัง IMF สามารถรักษาความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน ลดภาระหนี้ เปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชน และรักษานโยบายการค้าและการลงทุนที่คาดการณ์ได้ จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจของอียิปต์ทั้งในฐานะตลาดส่งออกและฐานการลงทุนของไทยในระยะกลางถึงยาว

    ——————————————

    รูปภาพ http://businessmonthlyeg.com/unlocking-egypts-economic-future-key-insights-from-the-imfs-staff-report/

    ที่มา

    1. International Monetary Fund (IMF), IMF Executive Board Approves 46-month US$3 Billion Extended Arrangement for Egypt, 16 December 2022
      https://www.imf.org/en/news/articles/2022/12/16/pr22441-egypt-imf-executive-board-approves-46-month-usd3b-extended-arrangement

    2. International Monetary Fund (IMF), IMF Executive Board Completes the First and Second Reviews of Extended Fund Facility Arrangement for Egypt, Approves Augmentation of the Arrangement, 29 March 2024
      https://www.imf.org/en/news/articles/2024/03/29/pr24101-egypt-imf-executive-board-completes-first-second-reviews-eff-approves-augmentation

    3. International Monetary Fund (IMF), IMF Executive Board Completes the Third Review of the Extended Arrangement under the Extended Fund Facility for Egypt, 29 July 2024
      https://www.imf.org/en/news/articles/2024/07/29/pr24293-egypt-imf-exec-board-completes-3rd-rev-extended-arr-eff

    4. International Monetary Fund (IMF), IMF Executive Board Completes the Fourth Review of the Extended Fund Facility Arrangement for Egypt, 11 March 2025
      https://www.imf.org/en/news/articles/2025/03/11/pr-2558-egypt-imf-completes-4th-rev-eff-arrangement-under-rsf-concl-2025-art-iv-consult

    5. International Monetary Fund (IMF), Fifth and Sixth Reviews Under the Extended Arrangement Under the Extended Fund Facility and First Review Under the RSF, February 2026
      https://www.imf.org/en/news/articles/2026/02/26/pr-26064-egypt-imf-completes-5th-and-6th-revs-under-ext-arrange-under-eff-and-1st-rev-under-rsa

    6. International Monetary Fund (IMF), Arab Republic of Egypt: Fifth and Sixth Reviews—IMF Country Report No. 26/69, 2026
      https://www.imf.org/-/media/files/publications/cr/2026/english/1egyea2026001.pdf

    7. International Monetary Fund (IMF), IMF Executive Board Completes the Seventh Review Under the EFF and Second Review Under the RSF for Egypt, 30 July 2026
      https://www.imf.org/en/news/articles/2026/07/30/pr26271-egypt-imf-completes-the-7th-review-under-eff-and-2nd-review-under-the-rsf

    8. State Information Service (SIS), PM: No need for a new IMF funding programme, 4 June 2026
      https://sis.gov.eg/en/media-center/news/pm-no-need-for-a-new-imf-funding-programme/

    9. State Information Service (SIS), PM orders clear, measurable post-IMF national economic program, 20 July 2026
      https://sis.gov.eg/en/media-center/news/pm-orders-clear-measurable-post-imf-national-economic-program/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/e9r9m72be55y41dfkouxf3jy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DLj0TBpJNI-weNQARZrhT

  • “ปูติน” เตือนยูเครน หลังโจมตีเป้าหมายเศรษฐกิจ ขู่ตอบโต้จุดเปราะบาง : อินโฟเควสท์

    “ปูติน” เตือนยูเครน หลังโจมตีเป้าหมายเศรษฐกิจ ขู่ตอบโต้จุดเปราะบาง : อินโฟเควสท์

    วลาดิเมียร์ ปูติน (ภาพ: Thaigov)

    ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย กล่าวเตือนว่า ยูเครนเป็นฝ่ายยกระดับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของรัสเซีย พร้อมขู่ว่ารัสเซียจะตอบโต้ด้วยการมุ่งเป้าไปยังภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญและเปราะบางที่สุดของยูเครน

    ปูตินให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ของรัสเซียเมื่อวันเสาร์ (22 ส.ค.) ว่า ยูเครนพยายามสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจรัสเซีย แต่การดำเนินการดังกล่าวกลับเป็นการเปิดทางให้รัสเซียตอบโต้ในลักษณะเดียวกัน

    ช่วงที่ผ่านมา ยูเครนเพิ่มการใช้โดรนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของรัสเซีย โดยเฉพาะโรงกลั่นน้ำมัน รวมถึงคลังสินค้าของธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ ซึ่งยูเครนมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สนับสนุนการทำสงครามของรัสเซีย

    ขณะที่รัสเซียตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของยูเครนเช่นกัน รวมถึงเส้นทางและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกธัญพืชของยูเครนผ่านทะเลดำ

    อย่างไรก็ตาม ปูตินระบุว่า ผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของยูเครนจะไม่ทำให้ตลาดโลกเผชิญภาวะขาดแคลนอาหาร เนื่องจากรัสเซียสามารถเข้ามาทดแทนปริมาณการส่งออกของยูเครนได้ แม้โครงสร้างพื้นฐานด้านการส่งออกธัญพืชของรัสเซียเองจะตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของยูเครนเช่นกัน

    ก่อนหน้านี้ รัสเซียและยูเครนเคยมีข้อตกลงที่ตุรกีเป็นคนกลาง เพื่อรับประกันความปลอดภัยในการส่งออกธัญพืชผ่านทะเลดำ แต่รัสเซียถอนตัวจากข้อตกลงดังกล่าวในปี 2566

    ขณะเดียวกัน ปูตินย้ำจุดยืนว่า รัสเซียยังเปิดกว้างสำหรับการเจรจาสันติภาพกับยูเครน แต่การเจรจาต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงในพื้นที่ มากกว่าข้อเสนอที่เขาเรียกว่า “แปลกประหลาด” ซึ่งยูเครนส่งผ่านคนกลางมายังรัสเซีย

    โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/635990&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rYcJ8O99tFt4jba4SGDWm

  • ลงทุนพุ่ง แต่ไทยได้อะไร? เปิดภาวะ “เศรษฐกิจไข่แดง” เสี่ยงเป็นแค่พื้นที่ให้เช่า

    ลงทุนพุ่ง แต่ไทยได้อะไร? เปิดภาวะ “เศรษฐกิจไข่แดง” เสี่ยงเป็นแค่พื้นที่ให้เช่า

    ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 อาจดูเหมือนมีสัญญาณบวกจากการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึง 13.4% แต่เมื่อมองลึกลงไป กลับพบภาพที่น่ากังวล

    นายนพรุจ จินดาสมบัติเจริญ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% ว่า การลงทุนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าเครื่องจักรและชิ้นส่วนเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

    TDRI
    นายนพรุจ จินดาสมบัติเจริญ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

    ผลที่ตามมาคือ ไทยมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงเป็นประวัติการณ์ราว 5.75 แสนล้านบาท แม้ส่วนหนึ่งจะเกิดจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

    แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ เมื่อหันกลับมาดู “ภาคการผลิตจริง” ในประเทศ กลับขยายตัวเพียง 0.1% ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงเหลือ 57.47% ต่ำสุดในรอบ 6 ปี

    พูดง่ายๆ คือ เงินลงทุนเข้ามา แต่ภาคผลิตไทยไม่ได้โตตาม

    เมื่อการลงทุนสูง แต่ประโยชน์ไม่กระจายถึงเศรษฐกิจไทย

    นายนพรุจ อธิบายว่า ภาวะดังกล่าวเรียกว่า “เศรษฐกิจแบบไข่แดง” (Enclave Economy)

    ลักษณะคือ ต่างชาติเข้ามาตั้งฐานผลิตหรือติดตั้งเทคโนโลยีขั้นสูงในไทย แต่การดำเนินธุรกิจกลับแยกออกจากระบบเศรษฐกิจในประเทศ ไม่ได้เชื่อมโยงกับผู้ผลิตหรือวัตถุดิบไทยมากนัก

    ผลกำไรส่วนใหญ่จึงไหลกลับไปต่างประเทศ ขณะที่ไทยได้รับเพียงมูลค่าเพิ่มในขั้นปลายน้ำและค่าจ้างแรงงานที่จำกัด

    โดยมองว่า นี่สะท้อนว่านโยบายเศรษฐกิจไทยยังติดอยู่กับแนวคิดส่งเสริมการลงทุนแบบเดิมเมื่อประมาณ 40 ปีก่อน ซึ่งเชื่อว่า หากให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อดึง FDI เข้ามา การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตไทยจะเกิดขึ้นเอง

    แต่วันนี้บริบทเปลี่ยนไปแล้ว

    เพราะข้อตกลงการค้าเสรี หรือ FTA เปิดทางให้บริษัทต่างชาติสามารถนำเข้าชิ้นส่วนต้นทุนต่ำจากประเทศต้นทางได้โดยตรง ฐานผู้ผลิตในประเทศจึงไม่ได้ถูกพัฒนาเท่าที่ควร

    จนเกิดคำถามสำคัญว่า…ประเทศไทยกำลังกลายเป็นเพียง “พื้นที่ให้เช่า” สำหรับตั้งโรงงานและโกดังเซิร์ฟเวอร์หรือไม่?

    ถ้าอยากเป็นประเทศรายได้สูง ต้องสร้าง “ของตัวเอง”

    นายนพรุจ ระบุว่า ไทยไม่มีทางก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูง หากยังเป็นเพียงฐานรับจ้างประกอบสินค้าขั้นปลาย หรือเปิดพื้นที่ให้ต่างชาติเข้ามาตั้งฐานผลิต

    หัวใจสำคัญของการเพิ่มรายได้ต่อหัวอย่างยั่งยืน คือ การยกระดับผลิตภาพ มีเทคโนโลยีและความสามารถของตัวเอง และสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ

    ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยต้นทุนแรงงานราคาถูก ไปสู่การผลิตสินค้าเทคโนโลยีมูลค่าสูง ที่สามารถสร้างผลตอบแทนและกระจายรายได้กลับสู่คนในประเทศ

    3 ทางออก สู่ “นโยบายอุตสาหกรรมยุคใหม่”

    อย่างไรก็ตาม นายนพรุจเสนอว่า ภาครัฐต้องเปลี่ยนวิธีคิด และสร้างยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการพัฒนาเทคโนโลยีของไทย โดยเฉพาะสาขาที่ต่อยอดจากฐานความเชี่ยวชาญเดิม เพื่อสร้างความสามารถเฉพาะทางจนไทยสามารถขึ้นมาเป็นผู้นำ หรือใช้เป็นข้อต่อรองในการเจรจาการค้ากับต่างประเทศได้

    1. เลือกให้ชัดว่าไทยจะเก่งอะไร

    แทนที่จะตั้งเป้าหมายกว้างๆ เช่น การเป็น “ศูนย์กลางระดับภูมิภาค” หรือส่งเสริมทุกอุตสาหกรรมแบบหว่านแห จนงบประมาณและสิทธิประโยชน์กระจายตัว

    รัฐควรกำหนด “ตำแหน่งเฉพาะในห่วงโซ่อุปทานโลก” ที่สอดคล้องกับขีดความสามารถและฐานทุนเดิมของไทย

    ไทยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของเทคโนโลยีทุกตัวหรือผลิตสินค้าทุกขั้นตอน แต่ต้องเลือกจุดที่สามารถสร้างความได้เปรียบเฉพาะทางจนโลกขาดไม่ได้

    เช่น ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ไทยควรมุ่งไปที่ การประกอบและทดสอบขั้นสูง รวมถึงเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ ซึ่งสามารถต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เดิมได้

    ขณะเดียวกัน ต้องเปิดทางให้แรงงานและผู้ประกอบการจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่กำลังชะลอตัว เช่น ยานยนต์สันดาปและพลาสติก นำความเชี่ยวชาญไปต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอนาคต เช่น ชิ้นส่วนเครื่องมือแพทย์ ระบบราง และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

    เพื่อรักษาการจ้างงานทักษะสูงและเพิ่มมูลค่าในประเทศ

    2. ทุกหน่วยงานต้องเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

    รัฐบาลต้องเลิกทำงานแบบต่างคนต่างทำตามภารกิจของแต่ละกระทรวง แต่ต้องออกแบบ “ชุดนโยบาย” โดยมีเป้าหมายของแต่ละอุตสาหกรรมเป็นตัวตั้ง

    ตั้งแต่การสนับสนุนทุนวิจัย การยกระดับโรงงานให้ได้มาตรฐานสากล การปลดล็อกกฎระเบียบ การเร่งทดสอบมาตรฐานในประเทศ ไปจนถึงการใช้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสร้างตลาดนำและการใช้งานจริง

    เพราะหากขาดเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง การพัฒนาอุตสาหกรรมก็จะไม่สมดุล

    ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ที่ไทยสามารถสร้างตลาดได้ในปริมาณมาก แต่ยังขาดการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

    3. รัฐต้องทำงานข้ามกระทรวง และจับมือเอกชนอย่างใกล้ชิด

    ความสำเร็จของนโยบายอุตสาหกรรมไม่ได้อยู่แค่การมีนโยบาย แต่ต้องมีกลไกที่สามารถทลายกำแพงการทำงานแบบไซโลได้

    นายนพรุจเสนอให้มีทั้งกลไกระดับชาติที่ประสานงานข้ามกระทรวงได้จริง และคณะทำงานเฉพาะด้านที่ลงลึกถึงรายละเอียดและช่วยปลดล็อกปัญหาของแต่ละอุตสาหกรรม

    ขณะเดียวกัน รัฐควรยึดหลัก “ใกล้ชิดแต่ไม่ถูกครอบงำ”

    เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ นักวิจัย และผู้ใช้งานจริงเข้ามาร่วมออกแบบนโยบายและทดลองผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้รัฐเข้าใจปัญหาหน้างานและตอบโจทย์ตลาดได้จริง

    แต่ในเวลาเดียวกัน ต้องรักษาความเป็นอิสระในการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อไม่ให้การสนับสนุนของรัฐกลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม

    สุดท้ายแล้ว “ลงทุนมาก” อาจไม่ใช่คำตอบ

    สำหรับ นายนพรุจ ตัวชี้วัดความสำเร็จของเศรษฐกิจไทยไม่ควรอยู่ที่ว่าไทยดึงต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานได้มากแค่ไหน หรือเข้าไปเป็นซัพพลายเออร์ให้บริษัทต่างชาติได้กี่ราย

    แต่ต้องถามว่า…ไทยสามารถเพิ่มผลิตภาพของประเทศ ด้วยการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นหัวหอกเชิงยุทธศาสตร์ของตัวเองได้หรือไม่

    เพราะหากไทยไม่สามารถสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับโลกได้ ผลิตภาพของประเทศก็อาจติดเพดาน และไทยก็จะยังวนเวียนอยู่กับ “กับดักรายได้ปานกลาง” ต่อไป

    โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่ “จะดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศได้เท่าไร”

    แต่คือ “ทำอย่างไรให้การลงทุนที่เข้ามา สร้างเทคโนโลยี ผลิตภาพ และมูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่กับคนไทยได้จริง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/282038&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw301JjZHoFPoj9B4QW9nR7_

  • คาดคงดอกเบี้ยนโยบาย 1% ถึงสิ้นปี ไม่ขยับตามต่างประเทศ

    คาดคงดอกเบี้ยนโยบาย 1% ถึงสิ้นปี ไม่ขยับตามต่างประเทศ

    Loading…

    คาดคงดอกเบี้ยนโยบาย 1% ถึงสิ้นปี ไม่ขยับตามต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-140&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04GBmOLaI6BCCSPrlBXAug

  • ‘สันติธาร’ ชี้ไทยเผชิญมรสุม ‘คลื่น 3 ระลอก’ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพุ่ง-กำลังซื้อหดตัว

    ‘สันติธาร’ ชี้ไทยเผชิญมรสุม ‘คลื่น 3 ระลอก’ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพุ่ง-กำลังซื้อหดตัว

    “สันติธาร” ชี้เศรษฐกิจไทยเผชิญมรสุม ‘คลื่น 3 ระลอก’ วิกฤตพลังงาน-เงินเฟ้อ-กำลังซื้อในประเทศ สะท้อนชัดผ่านจีดีพีไตรมาส 2 ร่วงเหลือ 1.9% เร่งสร้างกันชนรับแรงกระแทก ประคอง-เปลี่ยนผ่าน-ลงทุน ใช้ประโยชน์จากความเป็นกลาง ดึงโอกาสลงทุนรอบใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มแท้จริง

    นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ รายงานการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 2 ที่ 1.9% ชะลอตัวลงจากระดับ 2.8% ในไตรมาสแรก สะท้อนชัดถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ประเทศต้องเผชิญในยุคเปลี่ยนผ่านจาก ‘คลื่น 3 ระลอก’

    เจาะลึก ‘คลื่น 3 ระลอก’ มรสุมเศรษฐกิจไทย

    ระลอกที่ 1: วิกฤตราคาพลังงาน และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ราคาพลังงานที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะค่าครองชีพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังกดดันเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยในไตรมาส 2 มูลค่าการนำเข้าเร่งตัวสูงขึ้น ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยพลิกกลับมาขาดดุลกว่า 600,000 ล้านบาท

    สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มปริมาณการสำรองพลังงานเพื่อความมั่นคง ทำให้ต้องมีการนำเข้าพลังงานที่มีราคาสูงขึ้น โดยราคาที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มส่งผ่านไปยังค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว

    ระลอกที่ 2: ต้นทุนผู้ผลิตพุ่งทั่วระบบ SME เกิดภาวะ “Double Squeeze” อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภค (CPI) เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจากระดับติดลบ 0.5% ในไตรมาส 1 ขึ้นมาอยู่ที่บวก 2.7% ในไตรมาส 2 ขณะเดียวกัน ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) พุ่งสูงขึ้นถึง 8.3% สะท้อนว่าผู้ผลิตแบกรับภาระต้นทุนส่วนเพิ่มไว้สูงมากและยังส่งผ่านราคาไปยังผู้บริโภคได้ไม่ทั้งหมด

    โดยประเด็นนี้น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กหรือ SME ซึ่งกำลังเผชิญภาวะบีบคั้นสองทาง (Double Squeeze) กล่าวคือ รายได้หดตัวลงในขณะที่ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้นรอบด้าน และไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้าได้ง่ายในภาวะที่กำลังซื้ออ่อนแรงลง

    “SME จำนวนมากมีทุนสำรองไม่มาก อำนาจต่อรองราคาน้อยกว่า และเข้าถึงสินเชื่อได้ยากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ ดังนั้น เมื่อรายได้ชะลอแต่ต้นทุนขึ้น ปัญหาที่เกิดก่อนจึงมักเป็นเรื่องสภาพคล่อง ถึงแม้จะเป็นธุรกิจพื้นฐานดีก็อาจต้องลดคน ลดการลงทุน หรือถึงขั้นปิดกิจการ เพียงเพราะเงินหมุนไม่ทัน” นายสันติธาร กล่าว

    ระลอกที่ 3: กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอและการบริโภคชะลอตัว ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลงอย่างชัดเจนจากระดับ 3.3% ในไตรมาสแรก ลงมาเหลือเพียง 1.9% ในไตรมาสสอง สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.3 แสดงให้เห็นว่าประชาชนและผู้บริโภคชาวไทยเริ่มระมัดระวังและปรับลดสัดส่วนการใช้จ่ายลงอย่างมีนัยสำคัญ

    “คลัง” เปิด 3 ยุทธศาสตร์: “ประคองวันนี้ เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้ ลงทุนเพื่อพรุ่งนี้”

    เพื่อตอบรับกับแรงกระแทกจากคลื่นทั้งสามระลอกและใช้ประโยชน์จากโอกาสการลงทุนรอบใหม่ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน กระทรวงการคลังและทีมงานได้เน้นย้ำกรอบการดำเนินนโยบายใน 3 มิติหลักที่ต้องทำควบคู่กันไปอย่างเป็นระบบ

    1.) ประคองวันนี้ เน้นการดำเนินมาตรการระยะสั้นเพื่อบรรเทาค่าครองชีพและช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่ม SME เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสียหายชั่วคราวกลายสภาพเป็นแผลเป็นเรื้อรังทางเศรษฐกิจ เช่น ธุรกิจต้องปิดตัว หรือเลิกจ้างแรงงาน ซึ่งปัจจุบันมาตรการพยุงเศรษฐกิจ เช่น โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ยังคงดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจในส่วนนี้

    นอกจากนี้ รัฐบาลจะมุ่งเน้นการปรับปรุงมาตรการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การค้ำประกันสินเชื่อ และการปรับโครงสร้างหนี้ให้สามารถกระจายตัวเข้าช่วยเหลือ SME ที่ยังมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจได้อย่างแม่นยำและเจาะจงมากขึ้น ท่ามกลางความท้าทายในฝั่งแรงงานนอกระบบที่ปัจจุบันอยู่ในสัดส่วนที่สูงมาก

    2.) เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้ เร่งลดความเปราะบางด้านพลังงานในระยะยาวเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบซ้ำซากเมื่อเกิดความผันผวนของราคาพลังงานโลก โดยจะใช้เม็ดเงินจากพระราชกำหนด (พรก.) เงินกู้ในส่วนที่สองอีกจำนวน 200,000 ล้านบาท ในการผสมผสานนโยบายระหว่างการลดภาระค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพของครัวเรือนและภาคธุรกิจอย่างยั่งยืน

    พร้อมกันนี้ ต้องเร่งส่งเสริมทั้งการผลิตและการใช้พลังงานสะอาด (Green Energy) เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการและซัพพลายเออร์ไทยสามารถเข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Green Transition) นี้ด้วยตนเอง เพื่อสร้างงานและเพิ่มขีดความสามารถในประเทศด้วย

    3.) ลงทุนเพื่อพรุ่งนี้ ในรายงานทางเศรษฐกิจของสภาพัฒน์ มีด้านดีอยู่เรื่องหนึ่ง ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวสูงถึง 13.4% สูงที่สุดในรอบกว่า 13 ปี โดยเฉพาะยอดนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขยายตัวกว่า 16.6% สะท้อนว่าไทยยังคงได้รับอานิสงส์อย่างมากจากการย้ายห่วงโซ่อุปทาน และระบบนิเวศของเทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรม Green Economy

    ไทยต้องใช้โอกาสนี้วางสถานะตัวเองเป็น “Trusted Connector” หรือฐานการเชื่อมต่อที่น่าเชื่อถือสำหรับนักลงทุนจากหลากหลายประเทศท่ามกลางปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก ทั้งนี้ ภาครัฐและคณะทำงานด้านการลงทุนและการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม (Investment and Industrial Transformation) ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จะร่วมกันขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว

    จากเดิมที่เน้นวัดผลเฉพาะยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ไปสู่การวัดมูลค่าเพิ่มที่เกิดในเศรษฐกิจจริงภายในประเทศช่วงเวลา 3-5 ปี (Local Value-added) เช่น การพัฒนาทักษะวิศวกรไทยระดับสูง การร่วมมือทำวิจัยและพัฒนา (R&D) และการดึง SME ไทยเชื่อมโยงเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าใหม่ของอุตสาหกรรมอนาคตเหล่านี้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1248278&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2R89LMcM9uiLdypn9SftXZ

  • พช.สุโขทัย เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจฐานราก เปิดโครงการส่งเสริมเครือข่ายอาหารและเกษตรปลอดภัย ชูมาตรฐานสินค้าสู่ตลาดผู้บริโภค

    พช.สุโขทัย เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจฐานราก เปิดโครงการส่งเสริมเครือข่ายอาหารและเกษตรปลอดภัย ชูมาตรฐานสินค้าสู่ตลาดผู้บริโภค

    ภูมิภาค

    พช.สุโขทัย เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจฐานราก เปิดโครงการส่งเสริมเครือข่ายอาหารและเกษตรปลอดภัย ชูมาตรฐานสินค้าสู่ตลาดผู้บริโภค

    วันเสาร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.10 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 22 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาสุโขทัย นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล มอบหมายให้ นางทองหล่อ สวัสดิเทพ พัฒนาการจังหวัดสุโขทัย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการส่งเสริมการสร้างรายได้จากกิจการอาหารปลอดภัย และโครงการเสริมสร้างรายได้ด้วยเครือข่ายเกษตรปลอดภัย โดยมี นายอลงกต สุขเกตุ ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชน เป็นผู้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน

    นายอลงกต สุขเกตุ ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชนได้รับมอบหมายให้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ทั้งในระดับนโยบายและระดับพื้นที่ ภายใต้เป้าหมายหลักคือ “สร้างรายได้ให้กับชุมชน เพื่อประชาชนมีความสุข” การจัดโครงการในครั้งนี้ มุ่งเน้นให้กลุ่มเป้าหมายจำนวน 13 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มจากโครงการส่งเสริมการสร้างรายได้จากกิจการอาหารปลอดภัย จำนวน 3 กลุ่ม และเครือข่ายเกษตรปลอดภัย จำนวน 10 กลุ่ม ได้รับความรู้ความเข้าใจในการดำเนินงานด้านเกษตรปลอดภัย พร้อมทั้งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการของภาครัฐได้ เช่น การขอรับมาตรฐานรับรองสินค้า การยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ การจับคู่ทางธุรกิจ และการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย

    ด้าน นางทองหล่อ สวัสดิเทพ พัฒนาการจังหวัดสุโขทัย ประธานในพิธี ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของกระแสการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน ที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจเลือกบริโภคอาหารที่ปลอดภัยเพื่อป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ การดำเนินโครงการนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาศักยภาพของกลุ่มเกษตรกร ให้สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน ซึ่งครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการผลิต การตรวจสอบ การแปรรูป ไปจนถึงการกระจายสินค้าสู่มือผู้บริโภค สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างสุขภาพที่ดีให้แก่ผู้บริโภคและรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

    การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ คาดหวังว่าจะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดการต่อยอดและเชื่อมโยงช่องทางการตลาดจากกลุ่มผู้ผลิตเกษตรปลอดภัยไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/487607&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QlFNJuXPHs7ftQW3_GAAG

  • เทศกาลบอลลูนไต้หวัน 45 วัน โมเดลสร้างเศรษฐกิจไถตง

    เทศกาลบอลลูนไต้หวัน 45 วัน โมเดลสร้างเศรษฐกิจไถตง

    เทศกาลบอลลูนนานาชาติไต้หวัน 2569
    จากแรงลอยตัว สู่ประสบการณ์เหนือฟ้า ‘ลู่เหย่’

    อะไรที่เคลื่อนไหวขึ้นสู่ที่สูง โดยอาศัยแรงลมธรรมชาติ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีทั้ง ‘ศาสตร์’ และ ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ คอยควบคุม ‘บอลลูน’ ก็เช่นกัน

    ภาพบอลลูนหลากสีค่อยๆ พองตัวขึ้น ก่อนลอยจากพื้นดินสู่ท้องฟ้า อาจดูเหมือนเป็นเพียงฉากสวยงามสำหรับนักท่องเที่ยว แต่เบื้องหลังไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกการบินต้องอาศัยทั้งความเข้าใจในหลักการทางวิทยาศาสตร์ การอ่านสภาพอากาศ และการตัดสินใจของนักบินอย่างแม่นยำ

    ทีมข่าว SPACEBAR มีโอกาสเดินทางร่วมกับ Team Vision Thai สื่อออนไลน์ภาษาจีนชั้นนำของประเทศไทย ซึ่งร่วมกับสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำกรุงเทพฯ พาไปสัมผัส “Taiwan International Balloon Festival 2026” หรือเทศกาลบอลลูนลมร้อนนานาชาติไต้หวัน ณ ที่ราบสูงลู่เหย่ (Luye Highland) เมืองไถตง ของไต้หวัน ตั้งแต่เช้าตรู่

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo02.png

    ภารกิจครั้งนี้เราออกเดินทางเข้าสู่พื้นที่ตั้งแต่ตี 4 และถึงสถานที่จัดงานตี 5 เมื่อแสงแรกของวันเริ่มปรากฏ สิ่งที่เห็นไม่ใช่เพียงบอลลูนที่เตรียมขึ้นบิน แต่คือกระบวนการทำงานที่ต้องอาศัยทีมงาน นักบิน และผู้ควบคุมการบินอย่างเป็นระบบ

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo03.png

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo04.png

    นั่นทำให้คำถามหนึ่งเกิดขึ้นทันทีว่า…อะไรทำให้ ‘บอลลูน’ กลายเป็นมากกว่ากิจกรรมท่องเที่ยว และใครกันหนอ? คือจุดเริ่มต้นของ ‘บอลลูน’ จนต่อยอดมาสู่การเป็นเครื่องมือสร้างเศรษฐกิจให้เมืองหนึ่งได้?

    จากแรงลอยตัว สู่ประสบการณ์บนท้องฟ้า

    ระหว่างการเตรียมบอลลูนของคณะผู้จัดงาน เราเห็นแรงอัดลมร้อนเข้าบอลลูนลูกแล้วลูกเล่า โดยหลักการที่ทำให้บอลลูนลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า เชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่อง ‘แรงลอยตัว’ (Buoyancy) ซึ่งมีรากฐานจากการศึกษาของอาร์คิมิดิส นักปราชญ์กรีกโบราณ

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo05.png

    ก่อนที่แนวคิดดังกล่าวจะถูกต่อยอดสู่การบินจริง โดยสองพี่น้องตระกูลมงต์กอลฟิเยร์ (Montgolfier brothers) ชาวฝรั่งเศส ซึ่งนำหลักการของอากาศร้อนมาพัฒนาเป็น ‘บอลลูนลมร้อน’ และประสบความสำเร็จในการนำมนุษย์ขึ้นบินในปี ค.ศ.1783

    กว่าสองศตวรรษต่อมา เทคโนโลยีและองค์ความรู้เหล่านั้นถูกพัฒนาเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวในหลายประเทศทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือ ‘ไต้หวัน’

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo06.png

    ไถตง (Taitung) ทำอะไรในเทศกาลบอลลูน ที่แตกต่างออกไป

    กล่าวได้ว่า ‘เมืองไถตง’ ไม่ได้มอง ‘บอลลูน’ เป็นเพียงกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อสร้างสีสันในช่วงสุดสัปดาห์ หากแต่พยายามพัฒนาให้กลายเป็น Destination Tourism ที่สามารถดึงนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้าพื้นที่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน และนี่คือจุดที่น่าสนใจในเชิงเศรษฐกิจ

    45 วัน ไม่ใช่แค่เทศกาล แต่คือการสร้าง ‘เหตุผลให้เดินทาง’

    เทศกาลบอลลูนนานาชาติไต้หวันปี 2569 เดินทางมาถึงปีที่ 16 จัดขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม ถึง 20 สิงหาคม 2569 ในธีมการ์ตูนสุดฮิตจากญี่ปุ่น ‘จิคาวะ’ (Chiikawa)

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo07.png

    โดยจุดเด่นสำคัญที่ผู้บริหารการท่องเที่ยวไถตงย้ำตรงกัน คือระยะเวลาการจัดงานที่ยาวนาน โดยเทศกาลนี้จัดต่อเนื่องอย่างน้อย 45 วัน หรือประมาณ 7 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับเทศกาลบอลลูนในหลายพื้นที่ ซึ่งมักจัดเพียง 2-4 วัน ความยาวของเทศกาลไถตงจึงกลายเป็นจุดแตกต่างสำคัญ

    หง กั๋วชิน รองผู้อำนวยการกองพัฒนาการท่องเที่ยว รัฐบาลมณฑลไถตง อธิบายว่า เป้าหมายไม่ได้ต้องการให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเพียงช่วงสุดสัปดาห์แล้วกลับ แต่ต้องการให้ผู้คนจากทั่วไต้หวัน รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีเวลามาพักผ่อนและทำความรู้จักไถตงมากขึ้น หรือพูดง่ายๆ คือ จากเดิมที่ ‘เทศกาล’ อาจเป็นเพียงเหตุผลหนึ่งในการเดินทาง ไถตงกำลังพยายามทำให้เทศกาลกลายเป็น แม่เหล็กที่ช่วยดึงคนเข้าสู่เมืองในระยะเวลาที่ยาวขึ้น

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo08.png

    เพราะเมื่อมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเพื่อดูบอลลูน การใช้จ่ายไม่ได้จบลงที่ค่ากิจกรรมบนพื้นที่จัดงาน แต่ยังต่อเนื่องไปถึงที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง แหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมอื่นๆ ในพื้นที่ นี่จึงเป็นการออกแบบเทศกาลให้ทำหน้าที่เป็น ‘เครื่องยนต์’ ของการท่องเที่ยว

    จากบอลลูน 2 ลูก สู่มากกว่า 50 ลูก

    ความสำเร็จในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรก โดยเมื่อย้อนกลับไปประมาณ 16 ปีก่อน ไถตงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีฐานเศรษฐกิจและงบประมาณจำกัดเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นของไต้หวัน รัฐบาลท้องถิ่นจึงพยายามหากิจกรรมใหม่ๆ เพื่อเสริมศักยภาพด้านการท่องเที่ยว หนึ่งในโจทย์ที่ถูกมองเห็น คือธรรมชาติของพื้นที่ลู่เหย่ ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาและมีสภาพลมค่อนข้างนิ่งในช่วงเช้าและเย็น

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo01-1.png

    จากโจทย์เรื่อง ‘ธรรมชาติ’ จึงนำไปสู่ไอเดียเรื่อง ‘บอลลูน’

    ปีแรกมีบอลลูนเพียง 2 ลูก และในเวลานั้นไต้หวันยังไม่มีบอลลูนสำหรับกิจกรรมลักษณะนี้มากนัก จึงต้องเชิญบอลลูนจากต่างประเทศเข้ามา แต่วันนี้จำนวนบอลลูนในช่วงเทศกาลเพิ่มขึ้นเป็น มากกว่า 50 ลูกต่อปีแล้ว

    การเติบโตนี้สะท้อนให้เห็นว่า ตลอดช่วง 15-16 ปีที่ผ่านมา เทศกาลไม่ได้เติบโตเพียงในแง่จำนวนบอลลูน แต่เกิดการสะสมองค์ความรู้ ระบบการจัดงาน บุคลากร และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมบอลลูนขึ้นมาพร้อมกัน

    จากกิจกรรมทดลอง จึงค่อยๆ กลายเป็นระบบการท่องเที่ยวที่มีโครงสร้างรองรับ

    ‘ความปลอดภัย’ คือสินค้าสำคัญที่มองไม่เห็น

    หนึ่งในภาพที่นักท่องเที่ยวอาจไม่ได้สังเกต คือก่อนที่บอลลูนจะขึ้นสู่ท้องฟ้า ทีมงานต้องประเมินสภาพอากาศอย่างละเอียด เพราะบอลลูนไม่ได้สามารถบินได้ทุกสภาพอากาศ โดยหากมีฝนตก หรือลมกระโชกแรงจนเกินมาตรฐานที่กำหนด การบินจะต้องถูกระงับทันที แม้นั่นหมายถึงนักท่องเที่ยวอาจผิดหวังจากกิจกรรมที่ตั้งใจมารอชม สำหรับเทศกาลไถตง เรื่องนี้ถูกวางไว้เป็นหลักสำคัญ

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo09.png

    Mr. Wout Bakker ผู้อำนวยการควบคุมการบินบอลลูนชาวเนเธอร์แลนด์ ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการควบคุมการบินของเทศกาล เปรียบเสมือน ‘หอบังคับการบิน’ ของกิจกรรมบนท้องฟ้า

    คำสั่งว่า ‘บินได้’ ก็คือบิน แต่หากสภาพอากาศไม่เหมาะสม คำสั่งคือ ‘หยุด’ ทุกอย่างก็ต้องหยุด

    นี่จึงเป็นอีกด้านหนึ่งของเทศกาลที่น่าสนใจ เพราะประสบการณ์ท่องเที่ยวไม่ได้ขายเพียงภาพความสวยงามบนท้องฟ้า แต่ขายความเชื่อมั่นในระบบการจัดการด้วย และสิ่งที่ผู้จัดงานพยายามทำคือการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นว่า บอลลูนทำงานอย่างไร สภาพอากาศมีผลอย่างไร และเหตุใดบางเที่ยวบินจึงต้องถูกยกเลิก

    เมื่อผู้ชมเข้าใจเหตุผลมากขึ้น การยกเลิกเที่ยวบินจึงไม่ได้กลายเป็นความผิดหวังเพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่พวกเขาเข้าใจได้

    เทศกาลบอลลูนนานาชาติไต้หวัน ไม่เพียงแค่ Mr. Bakker จะอำนวยการควบคุมการบินบอลลูนตลอดทั้งงานเท่านั้น โดยบนบอลลูนที่ลอยขึ้นท้องฟ้านั้น ยังมีนักบินสาวชาวไทย ร่วมดูแลพวกเราพร้อมคอยให้คำแนะนำ ขณะบอลลูนลอยเหนือพื้นอีกด้วย 

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo10.png

    จุดขายท่องเที่ยวไถตง ไม่ได้อยู่แค่ ‘ขึ้นบอลลูน’

    ไถตงมีสิ่งที่ทำให้ประสบการณ์บอลลูนแตกต่างจากหลาย Destination ทั่วโลก นั่นคือภูมิทัศน์ โดยพื้นที่ลู่เหย่อยู่ท่ามกลางเทือกเขา Central Mountain Range และ Coastal Mountain Range ขณะที่สภาพอากาศบริเวณนี้ค่อนข้างเหมาะกับการบินบอลลูน

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo11.png

    โดยเมื่อบอลลูนลอยขึ้น สิ่งที่ผู้โดยสารพบ จะไม่ใช่มีแค่เพียงตัวบอลลูนอย่างเดียว แต่ว่าสภาพ ภูเขา หุบเขา และภูมิประเทศโดยรอบล้วนเป็นอีกบรรยากาศที่แตกต่าง นักบินจึงมองว่า ‘Landscape’ คือหนึ่งในจุดขายสำคัญของไถตง

    เพราะแม้นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นบอลลูนได้ในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตุรกี แอฟริกาใต้ สหรัฐฯ หรือเม็กซิโก แต่ภูมิทัศน์และบรรยากาศของไถตงสร้างประสบการณ์อีกแบบหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น เทศกาลยังมีทั้งการขึ้นแบบผูกโยงกับพื้นดิน (Tethering) และการบินอิสระ (Free Flight)

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo12.png

    ซึ่งสำหรับการบินอิสระ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์ได้แม้นอกช่วงเทศกาล หากสภาพอากาศเอื้ออำนวย โดยการบินใช้เวลาประมาณ 45 นาที และต้องมีการจองล่วงหน้า สิ่งนี้จึงทำให้ ‘บอลลูน’ ไม่ได้จบลงพร้อมวันสุดท้ายของเทศกาล

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo13.png

    จาก Festival Tourism สู่การท่องเที่ยวตลอดปี

    นี่อาจเป็นจุดที่น่าสนใจที่สุดของโมเดลไถตง โดยในช่วงเทศกาล นักท่องเที่ยวจะได้เห็นบอลลูนจากหลายประเทศจำนวนมากกว่า 40-50 ลูก แต่หลังจากเทศกาลสิ้นสุด ไถตงยังมีบอลลูนให้บริการในพื้นที่อีกประมาณ 10 ลูก และมีภาคเอกชนเข้ามาร่วมให้บริการการบินอิสระ

    หมายความว่า รัฐบาลไม่ได้พยายามสร้างเฉพาะ ‘เทศกาลใหญ่’ แล้วจบลง แต่ใช้เทศกาลเป็นตัวสร้างการรับรู้ ก่อนต่อยอดไปสู่กิจกรรมการท่องเที่ยวที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี สิ่งนี้จึงเป็นการเปลี่ยนจาก ‘การมาดูบอลลูน’ ไปสู่ “การมาไถตงเพื่อสัมผัสประสบการณ์บอลลูน”

    ซึ่งมีความหมายทางเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างมาก เพราะแบบแรกผูกการเดินทางไว้กับ ‘วันจัดงาน’ แต่แบบหลังเปิดโอกาสให้เกิดการเดินทางนอกฤดูกาล และช่วยกระจายรายได้ด้านการท่องเที่ยวออกไปตลอดทั้งปี

    บทเรียนจากท้องฟ้าสู่เศรษฐกิจการท่องเที่ยว

    สำหรับไถตง บอลลูนจึงไม่ใช่เพียงวัตถุที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า แต่มันกำลังทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือสร้างภาพจำของเมือง” จากท้องฟ้าลู่เหย่ สู่เศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไถตง และนี่อาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมบอลลูนลูกหนึ่งจึงพาคนเดินทางมาได้ไกลกว่าที่คิด

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo14.png

    taiwan-balloon-taitung-SPACEBAR-Photo15.png

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/taiwan-balloon-taitung&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20Pch35pANxW7vscjSePbX

  • ดร.พิพัฒน์ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ฉายภาพคนละทาง แนะปรับดัชนี MPI วัดแบบเดิมไม่ทันการเปลี่ยนแปลง

    ดร.พิพัฒน์ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ฉายภาพคนละทาง แนะปรับดัชนี MPI วัดแบบเดิมไม่ทันการเปลี่ยนแปลง

    ‘ดร. พิพัฒน์’ ชี้ตัวเลขเศรฐกิจไทย ‘ฉายภาพคนละทาง’ แนะปรับดัชนี MPI เหตุวัดแบบเดิมไม่ทันการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจใหม่

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์เฟซบุ๊ก “Pipat Luengnaruemitchai” วิเคราะห์ความย้อนแย้งของตัวเลขเศรษฐกิจไทยโดยระบุว่าในปัจจุบันไม่มีตัวเลขตัวไหนเพียงตัวเดียวที่สามารถบอกภาพรวมทั้งหมดของเศรษฐกิจได้เนื่องจากดัชนีแต่ละตัวกำลังจับภาพคนละมุมในภาวะที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

    ดร.พิพัฒน์ ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันตัวเลขเศรษฐกิจไทยเดินสวนทางกันหลายตัวชี้วัด เช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนกรกฎาคมพุ่งสูงถึง 54.2 สะท้อนกิจกรรมที่ขยายตัวสูงสุดตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ในทางกลับกัน ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายนกลับหดตัว 3% และ GDP ไตรมาส 2 เติบโตเพียง 1.9% ซึ่งต่ำที่สุดในบรรดาประเทศหลักในเอเชีย 

    สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะแต่ละดัชนีตอบคำถามคนละอย่าง PMI บอก “ทิศทาง” ว่าดีขึ้นหรือแย่ลงจากเดือนก่อน  MPI วัดปริมาณการผลิตจริง ส่วน GDP วัดมูลค่าเพิ่มทั้งระบบ 

    ดร.พิพัฒน์ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ฉายภาพคนละทาง แนะปรับดัชนี MPI วัดแบบเดิมไม่ทันการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นแม้โรงงานส่วนใหญ่จะเริ่มดีขึ้นจากฐานต่ำจน PMI พุ่ง แต่หากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ยังผลิตลดลง MPI รวมก็จะยังติดลบอยู่ 

    อย่างไรก็ตามยังมีข่าวดีคือเศรษฐกิจไทยเริ่มเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมใหม่ระดับโลกแล้วจริงๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่เติบโตตามคลื่นการลงทุนด้าน AI ทั่วโลก ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ชิ้นส่วนโฟโตนิกส์ (Photonics) และอุปกรณ์เครือข่าย โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญคืออุตสาหกรรมที่เป็น ”ผู้ชนะ“ กำลังโตเร็วแต่ยังมีขนาดเล็กขณะที่  ”ผู้แพ้“ กำลังหดตัว และยังมีขนาดใหญ่ทำให้น้ำหนักของอุตสาหกรรมเก่าที่กำลังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น รถยนต์ที่หดตัวต่อเนื่อง ปิโตรเคมีที่เผชิญกำลังการผลิตส่วนเกินจากจีน และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สู้สินค้านำเข้าไม่ได้ ยังคงกดทับภาพรวมเศรษฐกิจไทยอยู่ 

    ดร.พิพัฒน์ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ฉายภาพคนละทาง แนะปรับดัชนี MPI วัดแบบเดิมไม่ทันการเปลี่ยนแปลง

    ดร.พิพัฒน์ ให้ข้อสังเกตว่าดัชนีเศรษฐกิจแบบเดิมอาจเริ่มตามโครงสร้างที่เปลี่ยนไปไม่ทัน เช่น การวัดเป็น “จำนวนหน่วย” อาจประเมินต่ำเกินไป เช่น ฮาร์ดดิสก์ 1 ลูกในปัจจุบันเก็บข้อมูลได้มากกว่าในอดีตมหาศาล หากวัดแค่จำนวนชิ้นอาจดูเหมือนไม่โต ทั้งที่ศักยภาพเพิ่มขึ้นมาก 

    นอกจากนั้นยังมีเรื่องไส้ในของมูลค่าเพิ่มที่เปลี่ยนไป เช่น การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) แม้จำนวนการผลิตจะดูดี แต่มีสัดส่วนการนำเข้าชิ้นส่วนสูงกว่ารถกระบะแบบเดิมที่มีห่วงโซ่อุปทานในประเทศลึกกว่าทำให้มูลค่าเพิ่มที่ตกถึงคนไทยจริงๆ อาจลดลง 

    นอกจากนั้นในไตรมาส 2 แม้ส่งออกและการลงทุนจะขยายตัวแรง แต่ GDP กลับโตต่ำ เพราะกิจกรรมใหม่ๆ มีการนำเข้าสูง (Import Content) เช่น การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องนำเข้าเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์จากต่างประเทศเกือบทั้งหมด 

    ดร.พิพัฒน์ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ฉายภาพคนละทาง แนะปรับดัชนี MPI วัดแบบเดิมไม่ทันการเปลี่ยนแปลง

    ดร. พิพัฒน์เห็นประเทศไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่แล้ว ซึ่งเป็นทิศทางที่ต้องไป แต่เสนอแนะว่าเราต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมใหม่ให้มากขึ้น โดยต้องยอมให้ทรัพยากร (แรงงาน-เงินทุน-ที่ดิน) เคลื่อนย้ายออกจากอุตสาหกรรมที่แข่งขันไม่ได้ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีโอกาสมากกว่า เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปได้อย่างถูกทิศทาง

    https://www.facebook.com/share/198b5M9wsw/?mibextid=wwXIfr

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1248609&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw032vpxaalbVbdWJj0-D0CH

  • ข่าวเจาะย่อโลก

    ข่าวเจาะย่อโลก

    ข่าวเจาะย่อโลก

    ข่าวเจาะย่อโลก

    “ทักษิณ” คืนสนาม โชว์วิชันเศรษฐกิจประเทศ

    หน้ารายการ

    22 ส.ค. 69

    แม้ไม่ใช่งานดินเนอร์ทอล์คเหมือนที่เคยทำในรัฐบาลก่อน แต่การปรากฎตัวของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร กล่าวปาฐกถาเรื่องเศรษฐกิจและอนาคตประเทศ ก็เรียกความสนใจจากคอการเมืองได้มาก คำถามสำคัญคือ นี่เป็นเพียงการไปร่วมงานของภาคเอกชนตามปกติ หรือเป็นการส่งสัญญาณหวนคืนเวทีการเมือง คุณอุรชัย ศรแก้ว ชวนคุยเรื่องนี้กับอดีต สส. เทพไท เสนพงศ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/program/KaoJoh/watch/yrqp6dp2ks45&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VwgLHFH3TXZDUsgQE6Bzl

  • สลด! อดีตเสาหลักวูบเส้นเลือดสมองแตกป่วยติดเตียง น้องสาวทิ้งทุกอย่างมาดูแล แบกหนี้ท่วมหัว | เดลินิวส์

    สลด! อดีตเสาหลักวูบเส้นเลือดสมองแตกป่วยติดเตียง น้องสาวทิ้งทุกอย่างมาดูแล แบกหนี้ท่วมหัว | เดลินิวส์

    มื่อวันที่ 22 ส.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องขอความช่วยเหลือจาก ว่าที่ร้อยตรี คณิศร ศรีสุข อายุ 55 ปี ชาวบ้านตาเตาะ หมู่ 11 ต.ตระแสง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง หลังป่วยด้วยภาวะเส้นเลือดในสมองแตก ต้องเข้ารับการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ ส่งผลให้ร่างกายซีกซ้ายอ่อนแรง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และต้องพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านมานานกว่า 8 เดือน

    เมื่อเดินทางไปถึงบ้าน พบว่าเป็นบ้านเก่าและค่อนข้างทรุดโทรม ภายในมีข้าวของเครื่องใช้วางอยู่จำนวนมาก โดย นางศิริวรรณ สารมะโน อายุ 54 ปี น้องสาวของผู้ป่วย กำลังเตรียมอาหารให้พี่ชาย โดยเน้นอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก อกไก่ ปลา และถั่วแดง เพื่อช่วยดูแลสุขภาพและระบบขับถ่าย

    แม้ร่างกายจะอ่อนแรง แต่ ว่าที่ร้อยตรี คณิศร ยังสามารถใช้แขนข้างขวาที่พอมีแรง ตักอาหารรับประทานได้ด้วยตัวเอง หลังรับประทานอาหารเสร็จ น้องสาวจะช่วยทำกายภาพบำบัดให้ทุกวันตามคำแนะนำของแพทย์ แม้บางครั้งผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดจากกล้ามเนื้อหดเกร็ง แต่ยังคงพยายามฝึกอย่างต่อเนื่อง โดยหวังว่าสักวันร่างกายจะสามารถฟื้นกลับมาได้อีกครั้ง

    อย่างไรก็ตาม ครอบครัวกำลังเผชิญปัญหาด้านฐานะและค่าใช้จ่ายอย่างหนัก ปัจจุบัน ว่าที่ร้อยตรี คณิศร มีรายได้เพียงเบี้ยผู้พิการเดือนละ 800 บาท ขณะที่ยังมีหนี้นอกระบบมากกว่า 100,000 บาท ต้องจ่ายดอกเบี้ยประมาณเดือนละ 5,000 บาท ภาระทั้งหมดจึงตกอยู่กับน้องสาว ซึ่งมีรายได้จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพียงเดือนละ 300 บาท ส่วนสามีของนางศิริวรรณซึ่งทำงานอยู่กรุงเทพฯ จะส่งเงินมาช่วยเป็นครั้งคราว ขณะที่พี่น้องอีก 3 คน ต่างช่วยกันตามกำลัง แม้แต่ละคนจะมีภาระของตัวเอง

    นางศิริวรรณ เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า หลังทราบว่าพี่ชายป่วยหนัก ตนตัดสินใจลาออกจากงานและทิ้งครอบครัวที่กรุงเทพฯ กลับมาดูแลทั้งแม่วัย 85 ปี และพี่ชายที่ป่วยติดเตียงตลอด 24 ชั่วโมง แต่หลังจากดูแลแม่ได้เพียง 6 เดือน แม่ก็เสียชีวิต ทำให้ปัจจุบันเหลือเพียงพี่ชายที่ต้องดูแลเพียงลำพัง

    นางศิริวรรณ ยังเล่าว่า การทำกายภาพบำบัดให้พี่ชายในแต่ละวันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตนเองมีอาการบาดเจ็บที่แขนจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้ม ขณะเดินทางไปหาซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหารให้พี่ชาย ทำให้บางครั้งไม่สามารถทำกายภาพบำบัดได้ครบทุกขั้นตอนตามหลักการรักษา

    ด้าน ว่าที่ร้อยตรี คณิศร เล่าว่า ก่อนป่วยเคยทำงานที่สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ก่อนลาออกมาทำงานเป็นช่างประกอบเครื่องล้างรถอัตโนมัติในบริษัทแห่งหนึ่ง และเป็นเสาหลักในการดูแลแม่ซึ่งอาศัยอยู่ด้วยกัน

    ก่อนเกิดเหตุ แพทย์เคยตรวจพบว่ามีภาวะความดันโลหิตสูง และแนะนำให้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์ แต่ด้วยภาระทั้งการดูแลแม่ ปัญหาหนี้สิน และความจำเป็นต้องทำงานหนัก ทำให้พักผ่อนน้อยและละเลยเรื่องอาหาร

    กระทั่งเช้าวันหนึ่ง ขณะกำลังเตรียมตัวไปทำงาน ตื่นขึ้นมาพบว่าร่างกายซีกซ้ายอ่อนแรง จึงร้องเรียกให้คนช่วย ก่อนที่แม่ซึ่งนอนอยู่ข้างกันจะรีบไปตามญาติและนำตัวส่งโรงพยาบาลสุรินทร์ จากนั้นถูกส่งต่อไปผ่าตัดด่วนที่โรงพยาบาลขอนแก่น โดยใช้เวลารักษาตัวนานกว่า 1 เดือน ก่อนกลับมาพักฟื้นที่บ้าน

    หลังทราบข่าวการเจ็บป่วย เพื่อนร่วมงานและผู้ใหญ่จากหลายหน่วยงานได้ผลัดเปลี่ยนกันเข้าเยี่ยมและให้ความช่วยเหลือ ทั้ง ว่าที่ร้อยตรี กิติวรรณ มณีล้ำ ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ นายธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว จากสุรินทร์นิวส์และสมาคมสุรินทร์นิวส์ รวมถึงสนับสนุนรถพยาบาลสำหรับเดินทางไปพบแพทย์ตามนัด ขณะที่หน่วยงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ให้ความช่วยเหลือเป็นเงินจำนวน 3,000 บาท

    ว่าที่ร้อยตรี คณิศร ยอมรับว่า บางครั้งรู้สึกน้อยใจตัวเองที่ไม่ดูแลสุขภาพให้ดีกว่านี้ แต่ยังพยายามให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอ โดยพูดกับตัวเองว่า “มันต้องหายสิ” พร้อมฝากเตือนทุกคนให้หมั่นตรวจสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง อย่าละเลยเรื่องอาหารและการพักผ่อน เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อสุขภาพ และอาจเปลี่ยนแปลงชีวิตได้เพียงชั่วข้ามคืน

    สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่ต้องการช่วยเหลือ ว่าที่ร้อยตรี คณิศร ศรีสุข สามารถร่วมบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็นสำหรับผู้ป่วยติดเตียง เช่น แพมเพิส ทิชชูเปียก ทิชชู่แห้ง และอาหาร โดยติดต่อ นางศิริวรรณ สารมะโน น้องสาวผู้ป่วย โทร. 08-8630-1037

    เพราะในวันที่ครอบครัวหนึ่งกำลังเผชิญความยากลำบาก น้ำใจจากคนในสังคม แม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจกลายเป็นกำลังสำคัญให้พวกเขามีแรงเดินหน้าต่อได้อีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6130301/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hNh8GYs52zXK61JGjIrIa