Blog

  • โกยความสำเร็จเยือนฝรั่งเศส สื่อน้ำหอม ชี้ไทยเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

    โกยความสำเร็จเยือนฝรั่งเศส สื่อน้ำหอม ชี้ไทยเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

    วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.29 น.

    โกยความสำเร็จเยือนฝรั่งเศส สื่อน้ำหอม ชี้”ไทยเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ปูทางกวาดเม็ดเงินอุตฯไฮเทค-พลังงานสะอาด

    ความเคลื่อนไหวภารกิจระดับชาติในการเดินทางเยือนประเทศฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 21 – 27 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา เป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิดจากสำนักข่าวและหน่วยงานทางการในกรุงปารีส โดยสื่อมวลชนฝรั่งเศสพุ่งเป้าไปที่มิติภูมิรัฐศาสตร์โลก เศรษฐกิจนวัตกรรมขั้นสูง และการใช้กลยุทธ์ซอฟต์พาวเวอร์บนเวทีโลกของรัฐบาลไทย

    ทำเนียบเอลีเซส่งสัญญาณหนุนไทย “จุดยุทธศาสตร์” อินโด-แปซิฟิก

    เว็บไซต์ทางการของทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศส (Élysée.fr) และกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส ได้เผยแพร่ข้อมูลผลการหารือระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำ (Working Dinner) ณ ทำเนียบประธานาธิบดีเอลีเซ ระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทย และ ประธานาธิบดี เอมานูว์แอล มาครง โดยระบุถึงความสำเร็จในการลงนาม แผนปฏิบัติการร่วมไทย-ฝรั่งเศส ปี 2026–2028 (Joint Action Plan)

    บทวิเคราะห์จากปารีสสะท้อนว่า ฝรั่งเศสกำลังมองประเทศไทยเป็น “พันธมิตรที่ไว้ใจได้และมีความสมดุล” ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งของมหาอำนาจโลก โดยโรดแมป 3 ปีฉบับใหม่นี้ จะเป็นสปริงบอร์ดสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศสู่การเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” (Strategic Partnership) อย่างเป็นทางการ

    สื่อเศรษฐกิจปารีสจับตา เอกชนฝรั่งเศสขานรับ FTA-ปักหมุดลงทุนไฮเทค

    ทางด้านมิติเศรษฐกิจและการค้า MEDEF International (สมาพันธ์สภานายจ้างฝรั่งเศส) รวมถึงสื่อธุรกิจชั้นนำอย่าง Les Échos และ La Tribune ได้รายงานถึงความเนื้อหอมของประเทศไทยในสายตากลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ยุโรป โดยเฉพาะความก้าวหน้าของการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thailand–EU FTA) ที่ตั้งเป้าปิดดีลให้เสร็จสิ้นภายในปี 2026 นี้

    รายงานข่าวระบุว่า กลุ่มทุนระดับโลกของฝรั่งเศสแสดงความสนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับเมกะโปรเจกต์ของไทยใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่:

    อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ (Aviation & Aerospace): ผ่านการหารือกับบริษัท Thales ในการพัฒนาระบบควบคุมการบินและความปลอดภัยทางไซเบอร์

    เทคโนโลยีความปลอดภัยดิจิทัล: การร่วมมือกับ IN Groupe รัฐวิสาหกิจไฮเทคของฝรั่งเศสในการพัฒนาระบบเอกสารความปลอดภัยสูง

    ตลาดสินค้าหรูหรา (Luxury Goods): สื่อไลฟ์สไตล์ฝรั่งเศสระบุถึงศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลาง (Hub) กระจายสินค้าแฟชั่นและแบรนด์เนมชั้นสูงสู่ตลาดอาเซียน

    โชว์วิสัยทัศน์พลังงานสะอาดเวที IEA – ดัน “ชุดไทย” ขึ้นมรดกโลกยูเนสโก

    นอกเหนือจากเรื่องความมั่นคงและเศรษฐกิจแล้ว สำนักข่าวทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA News) ณ กรุงปารีส ได้นำเสนอประเด็นที่ผู้นำไทยเข้าหารือด้านการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Clean Energy Transition) โดยฝรั่งเศสพร้อมสนับสนุนเทคโนโลยีโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ขณะเดียวกันไทยยังได้แสดงมุมมองเชิงบวกต่อการบริหารความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซ

    ขณะที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Media Services) ได้บันทึกวาระสำคัญในการเข้าพบผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก เพื่อผลักดันการขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” (Chud Thai) ให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งสื่อวัฒนธรรมในฝรั่งเศสยกให้เป็นตัวอย่างของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ที่โดดเด่นของภูมิภาคเอเชีย

    ทั้งนี้ ในรายงานข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศยังระบุเพิ่มเติมว่า ผู้นำไทยได้ใช้เวทีสากลในฝรั่งเศสครั้งนี้ ชี้แจงสถานการณ์พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างตรงไปตรงมาและโปร่งใสตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งได้รับความเข้าใจเป็นอย่างดีจากทั้งรัฐบาลฝรั่งเศสและองค์กรระหว่างประเทศ ถือเป็นการปิดฉากการเยือนฝรั่งเศสที่มีความสมบูรณ์ทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรม

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/967042&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jt2io16EhvlabBLUCeRxJ

  • พรรคเศรษฐกิจ เปิดตัว 48 ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร

    พรรคเศรษฐกิจ เปิดตัว 48 ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร

    พรรคเศรษฐกิจ เปิดตัว 48 ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร รอเคาะส่งใครชิงชัย เก้าอี้ สก.เขตบางพลัดนาทีสุดท้าย

    วันที่ 27 พ.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเศรษฐกิจได้เปิดตัว 48 ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พร้อมการเปิดตัว “พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช” ชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. โดย 48 ว่าที่ผู้สมัครสก. จะขาดเพียง เขต มีนบุรี ที่จะลงเป็นกลุ่มอิสระ โดยนายคริสต์ โปตระนันท์ ระบุว่า  ผู้สมัครเขตมีนบุรี พร้อมมีนบุรี ที่จะแยกลงอิสระ พร้อมสนับสนุนพล.ต.ท.ชาญเทพ จึงนับเป็นทีมเดียวกัน  ขณะที่เขตบางพลัดกำลังคัดเลือกนาทีสุดท้าย

    โดยว่าที่ผู้สมัครสก.ของพรรคทั้ง 48 เขต ประกอบด้วย

    1. น.ส.ศวนงชภรณ์ เงินดี – เขตคลองเตย

    2. นายทรงวุฒิ จันทร์อำนวยโชค – เขตคลองสาน

    3. นายณรงค์ เกียรติเสรีกุล – เขตคลองสามวา

    4. นายดำรงศักดิ์ ปลอดโปร่ง – เขตคันนายาว

    5. นายวริษทนนต์ คุณธนานุวัฒน์ – เขตจตุจักร

    6. นายภาณุภณ พฤฒิวโรดม – เขตจอมทอง

    7. น.ส.ปราณี ธรรมนิยม – เขตดอนเมือง

    8. พลตรีดนัย ดิษาภิรมย์ – เขตดินแดง

    9. นายวิชาญชัย บุญแสง – เขตดุสิต

    10. น.ส.พรพิมล ฉิมสวัสดิ์ – เขตตลิ่งชัน

    11. น.ส.ณัฐชยา ปานแก้ว – เขตทวีวัฒนา

    12. นายสันติ การสมจิตต์ – เขตทุ่งครุ

    13. นายบัณทัต ฤทธิบุตร – เขตธนบุรี

    14. นางเรณู ทองคำสุก – เขตบางกอกน้อย

    15. นายภูบฎิณณ์ วงศ์สง่าศรี – เขตบางกอกใหญ่

    16. นายกัณฑ์ชาติ มนต์กันภัย – เขตบางกะปิ

    17. นายสุทิน พร้อมสระน้อย – เขตบางขุนเทียน

    18. นายณัฐกานต์ สุวรรณะโสภณ – เขตบางเขน

    19. น.ส.วาสนา ชาหอม – เขตบางคอแหลม

    20. นายธเนศ ชูแสงโรจน์ – เขตบางแค

    21. นายรวิภัทร ระวีเผ่าพงษ์ – เขตบางซื่อ

    22. นายพีรพันธ์ สิริเอี่ยมสกุล – เขตบางนา

    23. นายศุภกิจ พันธ์ครุฑ – เขตบางบอน

    24. นายธนะสิทธิ์ ล้อสุวรรณประทีปต์ – เขตบางรัก

    25. นายกฤษฎ์ เครือเจริญพร – เขตบึงกุ่ม

    26. นายธีรนัย จอมมณี – เขตปทุมวัน

    27. นายกิตติธัช อยู่ดี – เขตประเวศ

    28. นายโดมม์ บำรุงศรี – เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย

    29. นายกิติคุณ ชื่นแย้ม – เขตพญาไท

    30. นายอานนต์ ชินเวโรจน์ – เขตพระโขนง

    31. นายอัครพล คฤหเดชรัตนา – เขตพระนคร

    32. นายรัชชานนท์ พูนรัตน์ – เขตภาษีเจริญ

    33. น.ส.กัณฐณัฏฐ์ สุวรรณประภา – เขตยานนาวา

    34. นายอำนาจ มัจฉา – เขตราชเทวี

    35. นายมณูเทพย์ ทองปน – เขตราษฎร์บูรณะ

    36. นายวันชัย รัตนขจรไชย – เขตลาดกระบัง

    37. น.ส.เฌอมินทร์ สถิตโอฬารโรจน์ – เขตลาดพร้าว

    38. นายสุรัตน์ ทับหิรัญ – เขตวังทองหลาง

    39. นางสาวพัชรมณฑ์ ปลื้มอารมย์ – เขตวัฒนา

    40. นายสิทธิ นาคนาวา – เขตสวนหลวง

    41. นายหวังจันทร์ ยิ้มวิไล – เขตสะพานสูง

    42. นายคมค์ปภัส ตั้งธนสิรินนท์ – เขตสัมพันธวงศ์

    43. นายพิราพงศ์ ปริญานุภาพ – เขตสาทร

    44. น.ส.ธัญทิพย์ คติยาจิตรายุส์ – เขตสายไหม

    45. น.ส.นิธิสนี กลิ่นพันธหิรัญ – เขตหนองแขม

    46. นายวรชัย สมบัติเจริญกิจ – เขตหนองจอก

    47. พลตรี อัชฌา บุญกระพือ – เขตหลักสี่

    48. นายปัฐน์ชนนท์ คูณธนานุวัฒน์ – เขตห้วยขวาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2935683&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1h81ilANHG7N3lOX5vDz9K

  • “กอบศักดิ์” เตือนแรง! ปี 69 เศรษฐกิจไทยขอแค่ “รอด” แนะธุรกิจตุนเงินสด ลดพึ่ง “สหรัฐฯ”

    “กอบศักดิ์” เตือนแรง! ปี 69 เศรษฐกิจไทยขอแค่ “รอด” แนะธุรกิจตุนเงินสด ลดพึ่ง “สหรัฐฯ”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/150246&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QtX1CaxBU9zcA_w326PKh

  • เปิดลิสต์ 5 จังหวัดแชมป์ท่องเที่ยวไทยปี 69 คนทะลัก 12 สิบล้านคน แต่ทำไมรายได้รวมแอบสะดุด?

    เปิดลิสต์ 5 จังหวัดแชมป์ท่องเที่ยวไทยปี 69 คนทะลัก 12 สิบล้านคน แต่ทำไมรายได้รวมแอบสะดุด?

    วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.28 น.

    เปิดลิสต์ 5 จังหวัดแชมป์ท่องเที่ยวไทยปี 69 คนทะลัก 12 สิบล้านคน แต่ทำไมรายได้รวมแอบสะดุด?

    ในยุคที่การท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังแข่งขันกันสร้างจุดขายเพื่อดึงดูดเม็ดเงินและนักเดินทางอย่างดุเดือด “ประเทศไทย” ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่ขับเคลื่อนด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งวัฒนธรรม อาหารการกิน และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่หลากหลาย ล่าสุด กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา (Economics Tourism and Sports Division) ได้เปิดเผยตัวเลขสถิติที่น่าสนใจสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของบ้านเราในช่วงต้นปีออกมาแล้ว

    ภาพรวม สถานการณ์ท่องเที่ยวไทย ในช่วงเดือนมกราคม – เมษายน 2569 (ข้อมูลเบื้องต้น) แสดงให้เห็นถึงสัญญาณการเติบโตในแง่ของจำนวนเม็ดเงินและผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามา โดยประเทศไทยสามารถโกยรายได้รวมเข้าประเทศเข้าใกล้หลักล้านล้านบาทเข้าไปทุกที

    เปิดสถิตินักท่องเที่ยวหลั่งไหล 12.47 สิบล้านคนขยายตัวต่อเนื่อง

    นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินชมวัฒนธรรมในกรุงเทพมหานคร ปี 2569

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    ตลอด 4 เดือนแรกของปี 2569 ข้อมูลระบุว่ามี ผู้เยี่ยมเยือน เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 12.47 สิบล้านคน ซึ่งตัวเลขนี้คิดเป็นการเติบโตและขยายตัวขึ้นร้อยละ 1.08 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าประเทศไทยยังคงมีแรงดึงดูดที่ดีอย่างต่อเนื่อง เเละเมื่อเจาะลึกดูเป็นรายพื้นที่ พบว่าจังหวัดยอดฮิตที่มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนแวะเวียนไปเยือนมากที่สุด 5 อันดับแรกของประเทศ ยังคงเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักที่มีจุดเด่นเฉพาะตัวดังนี้ : 

    5 จังหวัดที่มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนสูงสุด

    • กรุงเทพมหานคร : ศูนย์กลางความเจริญ แหล่งช้อปปิ้ง และวัฒนธรรมที่ไม่มีวันหลับใหล

     ชลบุรี : เมืองชายทะเลใกล้กรุงที่มีสีสันตอบโจทย์ทั้งการพักผ่อนและความบันเทิง

     กาญจนบุรี : แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติที่กำลังมาแรง

     ภูเก็ต : ไข่มุกแห่งอันดามัน สวรรค์ของคนรักทะเลระดับโลก

     เชียงใหม่ : เมืองแห่งวัฒนธรรมล้านนาและธรรมชาติบนยอดดอยสูง

    เจาะลึกเม็ดเงิน รายได้ท่องเที่ยวสะพัด 9.90 แสนล้านบาท

    แม้ว่าจำนวนคนจะเพิ่มขึ้น แต่ในแง่ของเม็ดเงินจับจ่ายใช้สอยกลับมีจังหวะที่ชะลอตัวลงเล็กน้อย โดย รายได้จากผู้เยี่ยมเยือน รวมทั้งหมดทำไปได้ที่ 9.90 แสนล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้หดตัวลงร้อยละ 0.10 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว นับเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้ประกอบการและภาครัฐต้องร่วมมือกันกระตุ้นยอดใช้จ่ายต่อหัวให้เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมืองท่องเที่ยวหลักก็ยังคงทำหน้าที่เป็นเครื่องจักรสำคัญในการปั๊มเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างเหนียวแน่น

    อันดับจังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุด

    1. กรุงเทพมหานคร

    2. ภูเก็ต

    3. ชลบุรี

    4. สุราษฎร์ธานี

    5. เชียงใหม่

    สังเกตได้ว่า สุราษฎร์ธานี เบียดขึ้นมาติดอันดับ Top 5 ในแง่ของรายได้ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวระดับลักชัวรีและเกาะยอดนิยมอย่าง เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ที่สามารถดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงได้เป็นอย่างดี

    สามารถเข้าไปดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็มได้โดยตรงที่เว็บไซต์ของ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา www.mots.go.th

    สถิติตัวเลขจำนวนผู้เยี่ยมเยือน 4 เดือนแรกปี 2569

    สถิติตัวเลขรายได้ผู้เยี่ยมเยือน มกราคม-เมษายน ปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/967107&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T4GOZtnvIv4aHkOPiCTIB

  • ‘รทสช.’ ค้าน ‘รัฐบาล’ ส่งออกน้ำมันเครื่องบินไป ‘เวียดนาม-ฟิลิปปินส์’

    ‘รทสช.’ ค้าน ‘รัฐบาล’ ส่งออกน้ำมันเครื่องบินไป ‘เวียดนาม-ฟิลิปปินส์’

    ‘รทสช.’ค้าน ‘รัฐบาล’ ส่งออก ‘น้ำมันเครื่องบิน’ ไปเวียดนาม-ฟิลิปปินส์ ข้องใจขายให้ประเทศคู่แข่งการท่องเที่ยว แนะขายให้ ‘สายการบิน’ ลดราคาตั๋วในประเทศ กระตุ้นท่องเที่ยวไทยดีกว่า

    27 พ.ค.2569 – ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นำสมาชิกพรรคฯแถลงคัดค้านกรณีสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)มีมติส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง ประเภท Jet A-1 หรือน้ำมันเครื่องบิน ไปยังประเทศเวียดนาม และฟิลิปปินส์ จากข้อเสนอของกระทรวงพลังงานว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับประเทศ ดังนั้นพรรครวมไทยสร้างชาติ ขอให้รัฐบาลยุติ การส่งออกน้ำมันเครื่องบินทันที เพราะขณะนี้สงครามในตะวันกลาง และช่องแคบฮอร์มุซยังปิดอยู่ ซึ่งจะส่งผลต่อการใช้น้ำมันภายในประเทศ และขณะนี้โรงกลั่นหลายโรงฯ ได้มีการปรับสูตรการกลั่นน้ำมันแล้ว ซึ่งไม่ใช่ว่า จะต้องกลั่นออกมาเป็นน้ำมันประเภท Jet A-1 จนล้นคลัง ดังนั้นขอยืนยันว่า ข้อมูลของกระทรวงพลังงานที่ชี้แจงต่อ สมช. เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ครบถ้วน และไม่จริงคือ ที่บอกว่า คลังน้ำมันล้น ขอให้ไปดูบริษัทรัฐวิสาหกิจที่ชื่อว่า บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัทรัฐวิสาหกิจ ที่มีคลังน้ำมันอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง โดยปัจจุบันคลังน้ำมันยังเก็บได้อีกเกือบครึ่ง ดังนั้นน้ำมันประเภท Jet A-1 ยังไม่ได้ล้นคลังจริง

    นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า ช้าราชการฝ่ายประจำของกระทรวงพลังงานพูดไม่หมด เพราะปัจจุบันน้ำมัน สามารถกลั่นออกมาได้หลายประเภท และได้มีการปรับสูตรไปแล้วหลายโรงกลั่น ซึ่งเวลาปรับสูตรจะมีต้นทุน โดยเวลาปรับสูตรจะมีการปรับลดน้ำมันเครื่องบินลงมาเป็นน้ำมันดีเซล ซึ่งแปลว่า โรงกลั่นมีต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น และในส่วนที่กลายเป็นน้ำมันดีเซล เพราะส่งออกน้ำมันเครื่องบินไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงพลังงาน ไม่ได้รายงานต่อ สมช. ทำให้สิ่งที่ตามมาคือ การอนุมัติให้ส่งออกน้ำมันเครื่องบิน เพราะต้องการให้โรงกลั่นขายน้ำมันแพงได้ในตลาดโลก ทั้งที่ความจริงแล้ว ควรจะเก็บน้ำมันชุดนี้ไว้ใช้ภายในประเทศ

    นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ขอเสนอไปยังรัฐบาลว่าต้องยกเลิกการส่งออกน้ำมันประเภท Jet A-1 และเก็บไว้ใช้ภายในประเทศ และไปเจรจากับบริษัทสายการบิน ให้ลดค่าตั๋วเครื่องบินลง ซึ่งตนได้ประสานงานไปยังบริษัทสายการบินบางสายการบินแล้ว โดยบริษัทเหล่านั้นยินดีที่จะลดราคา ถ้ารัฐบาลลดราคาน้ำมันเครื่องบิน Jet A-1 และราคาน้ำมันเครื่องบินดังกล่าว ไม่มีความจำเป็นต้องไปอ้างอิงจากราคาน้ำมันประเทศสิงคโปร์อีกต่อไป และขอให้ประเทศไทยเป็นผู้กำหนดราคาเอง และทุบราคาหน้าโรงกลั่นของราคาน้ำมันเครื่องบินลงมา ก็จะทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินถูกลงได้ และให้เพิ่มจำนวนเที่ยวบิน เพราะขณะนี้แหล่งท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นจังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย และภาคใต้ เงียบมาก ไม่มีเที่ยวบิน เนื่องจากตั๋วมีราคาแพง ซึ่งตรงนี้จะเป็นโอกาสให้รัฐบาลแก้ไข เพื่อให้เศรษฐกิจดีขึ้น เพราะรัฐบาลกำลังดำเนิน โครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อลดค่าใช้จ่าย ที่ประชาชนต้องการท่องเที่ยว แต่ไม่มีเที่ยวบิน

    นายอรรถวิชช์ กล่าวด้วยว่า ขอให้มีการยกเลิกการขายน้ำมันเครื่องบินให้กับประเทศเวียดนาม และประเทศฟิลิปปินส์ เนื่องจากประเทศเวียดนามถือเป็นคู่แข่งที่มีความสำคัญกับประเทศไทย ด้านการท่องเที่ยว แต่รัฐบาลกำลังทำจุดอ่อนของประเทศเวียดนาม ให้แข็งขึ้น ซึ่งไม่เข้าใจว่า ทำไมข้าราชการฝ่ายประจำกระทรวงพลังงานถึงทำเช่นนี้ ต้องการให้เวียดนามมาเป็นคู่แข่งกับไทยหรือไม่ ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดมาก

    “ผมเข้าใจรัฐบาล แม้รวมไทยสร้างชาติ จะไม่ได้อยู่ใน ครม. แต่เราร่วมยกมือสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี เราถึงอยากเห็นรัฐบาลนี้ ทำงานได้อย่างราบรื่น และแม่นยำ ดังนั้นขอให้ฝ่ายประจำของกระทรวงพลังงาน รีบเสนอข้อมูลให้ถูกต้อง และครบถ้วนเดี๋ยวนี้ เพราะการส่งออกให้เวียดนาม จะทำให้โรงกลั่นมีกำไรอื้อซ่า เนื่องจากโรงกลั่นลดต้นทุนการปรับแต่งน้ำมัน และเพิ่มกำไรขึ้น โดยขายน้ำมันเครื่องบินให้กับต่างประเทศ ในราคาแพง“ นายอรรถวิชช์ กล่าว

    นายอรรถวิชช์ ยังกล่าวอีกว่า เรื่องนี้ตนได้คุยโทรศัพท์กับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ตั้งแต่ก่อนที่จะมีเรื่องนี้เกิดขึ้น โดยได้บอกว่า ให้ระวังเรื่องน้ำมันเครื่องบิน และได้เสนอว่า ให้ไปลดราคาน้ำมันเครื่องลงมาดีกว่า เพราะเห็นว่า นายเอกนัฏ กล้าที่จะทุบราคาหน้าโรงกลั่น จึงได้บอกว่า ทำไมถึงไม่ทุบราคาน้ำมันเครื่องบินลงมา แล้วนำไปให้สายการบินภายในประเทศ แต่ตนคิดไม่ถึงว่า ตอนที่ฝ่ายประจำนำเสนอเรื่องเข้าที่ประชุม สมช. กลับนำเสนอให้สามารถส่งออกได้ จนทำให้โรงกลั่น ได้กำไรหลายเด้ง ซึ่งไม่เป็นธรรมกับคนไทย แต่เชื่อว่า นายเอกนัฏ ได้ทำอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ข้าราชการกระทรวงพลังงาน สวมหมวก 2 ใบ ซึ่งใบหนึ่งคือ ฝ่ายกำกับตรวจสอบโดยระบบข้าราชการ และอีกใบคือ นั่งเป็นบอร์ดโรงกลั่น ที่ต้องตอบโจทย์ความขาดแคลนน้ำมันในขณะนี้ ไม่ใช่กำไรโรงกลั่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1003504/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lrBB611oWdfsFesMRlTg_

  • หัวหินปลูกเฟื่องฟ้า 1 หมื่นต้น พลิกโฉมถนนสาย 112 สู่แลนด์มาร์กไม้ดอกเมืองท่องเที่ยว

    หัวหินปลูกเฟื่องฟ้า 1 หมื่นต้น พลิกโฉมถนนสาย 112 สู่แลนด์มาร์กไม้ดอกเมืองท่องเที่ยว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/150251&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oHVgHjTtEAsoh1eIEMjjf

  • ภูเก็ตจับตามาตรการรัฐลดฟรีวีซ่าเหลือ 30 วัน ผู้ประกอบการหวั่นผลกระทบบรรยากาศท่องเที่ยว

    ภูเก็ตจับตามาตรการรัฐลดฟรีวีซ่าเหลือ 30 วัน ผู้ประกอบการหวั่นผลกระทบบรรยากาศท่องเที่ยว

    ภาคธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตกำลังจับตาท่าทีของรัฐบาล หลังมีแนวคิดปรับลดระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยวต่างชาติภายใต้มาตรการฟรีวีซ่า จากเดิม 60 วัน เหลือ 45 วัน หรือ 30 วัน เพื่อแก้ปัญหาชาวต่างชาติแอบแฝงทำงานผิดกฎหมาย และลดปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ที่เริ่มส่งผลต่อภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว

    Phuket-tourists-are-watching-closely-for-government-measures-to-reduce-the-visa-free-period-to-30-days-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ก้องศักดิ์ คู่พงศกร ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ภาคเอกชนยังมีความกังวลต่อกระแสข่าวเรื่อง “ยกเลิกฟรีวีซ่า” เนื่องจากหากในอนาคตนักท่องเที่ยวต้องเข้าสู่กระบวนการขอวีซ่าก่อนเดินทางเข้าไทย อาจกระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวอย่างมาก เพราะนักท่องเที่ยวยุคปัจจุบันนิยมวางแผนเดินทางระยะสั้น และให้ความสำคัญกับความสะดวกในการเดินทางเป็นหลัก

    “อย่างไรก็ตาม มองว่าการให้พำนักฟรีวีซ่านานถึง 60 วัน อาจยาวเกินความจำเป็น และเปิดช่องให้บางกลุ่มใช้วีซ่าท่องเที่ยวเข้ามาแอบแฝงทำงานหรือพำนักระยะยาวผิดวัตถุประสงค์ จึงเห็นว่าการปรับลดเหลือ 45 วัน หรือ 30 วัน อาจช่วยให้ภาครัฐสามารถคัดกรองและติดตามชาวต่างชาติได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

    “ทั้งนี้ ภาคธุรกิจท่องเที่ยวยังเห็นตรงกันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ท่องเที่ยวไม่ได้มาจากมาตรการฟรีวีซ่าเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย การตรวจสอบ และการติดตามพฤติกรรมของชาวต่างชาติหลังเดินทางเข้าประเทศ ว่าเข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวจริง หรือใช้วีซ่าผิดประเภทเพื่อแอบแฝงประกอบอาชีพ”

    Phuket-tourists-are-watching-closely-for-government-measures-to-reduce-the-visa-free-period-to-30-days-SPACEBAR-Photo03.jpg

    Phuket-tourists-are-watching-closely-for-government-measures-to-reduce-the-visa-free-period-to-30-days-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ประธานหอการค้าภูเก็ต กล่าวเพิ่มเติมว่า หากมาตรการเข้มงวดมากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวกลุ่ม “ลองสเตย์” ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญของจังหวัดภูเก็ต และอาจทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเปลี่ยนจุดหมายไปยังประเทศคู่แข่งในภูมิภาคแทน

    Phuket-tourists-are-watching-closely-for-government-measures-to-reduce-the-visa-free-period-to-30-days-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ด้าน จุฬารัตน์ จันทกูล นายกสมาคมโรงแรมหาดป่าตอง มองว่า ในระยะสั้นยังไม่เห็นผลกระทบชัดเจน เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางมาท่องเที่ยวจริง มักพำนักไม่เกิน 1 เดือนอยู่แล้ว จึงเชื่อว่าการลดฟรีวีซ่าเหลือ 30 วัน ไม่น่าจะกระทบต่อตลาดท่องเที่ยวหลักมากนัก

    “ส่วนประเด็นการแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ มองว่า มาตรการดังกล่าวอาจช่วยได้ในระดับหนึ่ง เพราะอย่างน้อยจะทำให้กระบวนการตรวจสอบและคัดกรองนักท่องเที่ยวเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม”

    Phuket-tourists-are-watching-closely-for-government-measures-to-reduce-the-visa-free-period-to-30-days-SPACEBAR-Photo05.jpg

    สำหรับสถานการณ์คดีที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติในจังหวัดภูเก็ต ข้อมูลของตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 30 เมษายน 2569 พบว่า มีคดีที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติรวม 3,218 คดี ผู้ต้องหา 3,484 คน โดยคดีส่วนใหญ่เป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา 642 คดี รองลงมาคือคดีทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต 410 คดี คดียาเสพติด 231 คดี และคดีลักทรัพย์หรือยักยอก 88 คดี

    ขณะที่สัญชาติที่พบผู้ต้องหาสูงสุด ได้แก่ เมียนมา 946 คน รัสเซีย 269 คน อังกฤษ 143 คน และฝรั่งเศส 141 คน สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาการใช้วีซ่าผิดประเภทและการกระทำผิดกฎหมายของชาวต่างชาติ ยังคงเป็นอีกโจทย์สำคัญที่ภาครัฐและภาคท่องเที่ยวต้องเร่งหาสมดุลระหว่าง “การอำนวยความสะดวกด้านท่องเที่ยว” กับ “การรักษาความมั่นคงและภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยว” ควบคู่กันไป

    Phuket-tourists-are-watching-closely-for-government-measures-to-reduce-the-visa-free-period-to-30-days-SPACEBAR-Photo06.jpg

    Phuket-tourists-are-watching-closely-for-government-measures-to-reduce-the-visa-free-period-to-30-days-SPACEBAR-Photo07.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/phuket-tourists-are-watching-closely-for-government-measures-to-reduce-the-visa-free-period-to-30-days&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QeJSg9CIGR9Z5LUg2omNq

  • Photo Story : พรรคเศรษฐกิจ เปิดตัว ‘ชาญเทพ’ ลุยศึกเลือกตั้ง ‘ผู้ว่าฯ กทม.’

    Photo Story : พรรคเศรษฐกิจ เปิดตัว ‘ชาญเทพ’ ลุยศึกเลือกตั้ง ‘ผู้ว่าฯ กทม.’

    ‘พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์’ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ เปิดตัว ‘พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช’ อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมทีมผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) 49 คน ที่สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรล ลิงก์ มักกะสัน โดย ‘พล.อ.รังษี’ ระบุว่า พรรคตัดสินใจส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ภายใต้นโยบายหลัก 5 ด้าน ได้แก่

    • แก้ปัญหารถติดและความปลอดภัยทางถนน ด้วยระบบ AI พร้อมเชื่อมข้อมูลกับการรถไฟฯป้องกันอุบัติเหตุทางข้าม  
    • ติดตั้งกล้องวงจรปิดครอบคลุมทั่วกรุงภายใน 4 ปี .เพิ่มความปลอดภัยประชาชน  
    • แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเพิ่มจุดระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ และล้างท่อระบายน้ำตามรอบ  
    • ยกระดับการจัดการขยะด้วยเทคโนโลยี ‘ระบบพลาสม่า’  
    • ลดปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้างและอนุญาตก่อสร้าง โดยเชื่อว่า ‘อดีตนายตำรวจ’ อย่าง ‘พล.ต.ท.ชาญเทพ’ จะช่วยสร้างความเกรงกลัวต่อการทุจริตในหน่วยงาน กทม.

    Economic-party-27-May-2026-SPACEBAR-Photo01.png

    Economic-party-27-May-2026-SPACEBAR-Photo02.png

    Economic-party-27-May-2026-SPACEBAR-Photo03.png

    ด้าน ‘พล.ต.ท.ชาญเทพ’ กล่าวถึงอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์และเหตุอาชญากรรมว่า ไม่ควรรอให้เกิดเหตุแล้วค่อยแก้ พร้อมตั้งคำถามถึงการบริหารจุดเสี่ยงของผู้ว่าฯ กทม. ชุดที่ผ่านมา โดยระบุว่าหากได้รับเลือก จะใช้ประสบการณ์ ‘อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล’ ประสานตำรวจวางแผนป้องกันเหตุอย่างเป็นระบบ 

    Economic-party-27-May-2026-SPACEBAR-Photo04.png

    Economic-party-27-May-2026-SPACEBAR-Photo05.png

    Economic-party-27-May-2026-SPACEBAR-Photo06.png

    ส่วนกระแสความนิยมของ ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ นั้น อยู่ที่ประชาชนควรพิจารณาผลงานและนโยบายที่ทำได้จริง พร้อมตั้งคำถามว่านโยบายที่เคยหาเสียงไว้สำเร็จมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ พรรคเศรษฐกิจส่งผู้สมัคร ส.ก. 49 เขต และได้รับการสนับสนุนจากผู้สมัครอิสระ ‘กลุ่มมีนบุรีพึ่งได้’ ทำให้มีผู้สมัครครบทั้ง 50 เขตแข่งขันศึกเลือกตั้ง กทม. (27 พ.ค. 2569) 

    Economic-party-27-May-2026-SPACEBAR-Photo07.png

    Economic-party-27-May-2026-SPACEBAR-Photo08.png

    Economic-party-27-May-2026-SPACEBAR-Photo09.png

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/economic-party-27-may-2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IVQp_0pjHlmdbULWi3pbs

  • หลัง Net Zero ต้องรู้จัก

    หลัง Net Zero ต้องรู้จัก

    Biodiversity

    ได้ยินคำว่า ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity)’ คุณอาจจะอาจนึกถึงเรื่องต้นไม้ ป่าไม้ การอนุรักษ์สัตว์ป่า แต่ในความเป็นจริง คำนี้ครอบคลุม ธรรมชาติทั้งหมดที่เป็นฐานความอยู่รอดของมนุษย์ 

    คำนี้กำลังทวีความสำคัญต่อภาคธุรกิจ เพราะนอกจากองค์กรต้องเก็บข้อมูลการปล่อยคาร์บอน ลดการปล่อยคาร์บอน ทำเรื่อง Carbon Credit แล้ว ธุรกิจยังต้องเก็บข้อมูลและจัดทำรายงานที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงเรื่อง Biodiversity Credit ด้วย

    Biodiversity บนโครงสร้างความยั่งยืน 17 ข้อ

    จากข้างต้นที่กล่าวถึง ‘ธรรมชาติทั้งหมดที่เป็นฐานความอยู่รอดของมนุษย์’ อธิบายให้เห็นภาพผ่านโครงสร้างความยั่งยืน 17 ข้อ ได้ด้วยโมเดล SDG Wedding Cake (ใช่แล้ว เค้กแต่งงาน SDG) จะพบว่าฐานล่างสุด ใหญ่สุด ซึ่งรองรับระบบสังคม (Society) และเศรษฐกิจ (Economy) เอาไว้ก็คือ Biosphere หรือ ธรรมชาติ ฐานทรัพยากร และระบบนิเวศทั้งหมดที่เป็นรากฐานของสิ่งมีชีวิต 

    หากฐานของธรรมชาติเปราะบางจนพังทลายไป ก็จะไม่มีเศรษฐกิจหรือสังคมใดที่จะสามารถอยู่รอดได้บนโลกใบนี้

    ‘นิเวศบริการ’ มูลค่าทางเศรษฐกิจที่ซ่อนในธรรมชาติ

    ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ อธิบายว่า เบื้องหลังความหลากหลายทางชีวภาพที่หลายคนมองข้ามไปนั้น ธรรมชาติมอบ นิเวศบริการ (Ecosystem Services) ให้มนุษย์ใช้ฟรี ทั้งในด้านการเป็นแหล่งผลิตอาหาร แหล่งน้ำสะอาด ยารักษาโรค ตลอดจนบริการที่เฝ้าควบคุมสภาพแวดล้อมต่างๆ 

    ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด  ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ 

    ข้อมูลจาก World Economic Forum ชี้ให้เห็นว่ากว่า 55% ของ GDP โลกต้องพึ่งพาธรรมชาติ และผลประโยชน์จากนิเวศบริการทั่วโลกนั้นมีมูลค่าสูงถึงปีละ 125 ล้านล้านดอลลาร์ สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือ ระหว่างปี 1992 – 2014 แม้ทุนมนุษย์ (Human Capital) และสินค้าที่ผลิตได้จะเติบโตขึ้น 13% แต่ทุนธรรมชาติ (Natural Capital) กลับลดฮวบถึง 40%

    ตัวอย่างนิเวศบริการที่หลายคนไม่รู้ เช่น ทุเรียน มี ‘ค้างคาว’ ช่วยผสมเกสรดอกทุเรียนตามธรรมชาติในเวลากลางคืน ส่งผลให้มีผลผลิตทุเรียนออกมามากมาย แต่หากค้างคาวลดจำนวนลงหรือหายไปเพราะถูกทำลายแหล่งที่อยู่อาศัย เกษตรกรก็จะไม่สามารถผลิตทุเรียนได้อย่างเดิม อาจต้องจ้างแรงงานไปผสมเกสรดอกทุเรียน ต้นทุนการเกษตรก็จะเพิ่มขึ้น

    5 แรงกดดันที่กำลังทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ

    วันนี้นิเวศบริการได้รับผลกระทบรอบด้าน ระบบนิเวศก็กำลังวิกฤตและถูกเร่งด้วย 5 แรงขับเคลื่อนหลักที่ก่อให้เกิดการสูญเสีย (5 Drivers of Biodiversity Loss) ได้แก่

    Source : https://www.facebook.com/MaeFahLuangFoundation

    1. การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและแหล่งน้ำ (Land/Ocean/Freshwater Use Change) เป็นที่สาเหตุที่สร้างผลกระทบรุนแรงมากเป็นอันดับ 1 โดยเฉพาะ ‘การสร้างสิ่งปลูกสร้าง’ ที่ทำให้พื้นที่ธรรมชาติถูกแยกออกจากกัน (Fragmentation) เช่น การตัดถนนผ่ากลางป่า ทำให้สัตว์อย่างชะนี ซึ่งใช้ชีวิตบนต้นไม้ไม่สามารถข้ามไปมาหาสู่กันได้ นำไปสู่การผสมพันธุ์กันเองในเครือญาติ และทำให้สายพันธุ์อ่อนแอลง
    2. การตักตวงทรัพยากรมากเกินไป (Overexploitation) เช่น การบริโภคหรือจับสัตว์น้ำเกินขีดจำกัด ธรรมชาติก็ฟื้นตัวไม่ทัน
    3. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่กำลังส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิโลก ความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตทั่วโลก และกระทบถึงภาคธุรกิจ
    4. มลพิษ (Pollution) คำนี้ไม่ได้ยึดโยงอยู่แค่เพียงขยะหรือสารเคมี แต่หมายรวมถึง มลพิษทางแสง’ เช่น สภาพแวดล้อมในเมืองที่มีแต่แสงไฟ LED สาดส่องตลอดคืน หิ่งห้อยไม่สามารถอวดแสงแข่งกับแสงไฟได้ จึงไม่สามารถหาคู่ผสมพันธุ์ได้ จึงลดจำนวนลงอย่างมาก ตลอดจน ‘มลพิษคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า’ จากการใช้งานอุปกรณ์ที่มีคลื่นความถี่ต่างๆ ส่งผลกระทบต่อระบบการนำทางของนก ทำให้นกอพยพถิ่นฐานผิดเพี้ยนไปจากเดิม
    5. ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน (Invasive Alien Species) เช่น ทุ่งดอกบัวตอง ที่ทำให้พืชพื้นเมืองไม่สามารถเติบโตได้ หอยเชอรี่ นกกระจอกเทศ ปลาหมอคางดำ ที่เข้ามาแพร่ขยายพันธุ์และทำลายสมดุลของสิ่งมีชีวิตในพื้นถิ่นต่างๆ อย่างรุนแรง

    ‘Nature Positive’ คำสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องรู้

    BiodiversitySource : https://www.facebook.com/MaeFahLuangFoundation

    เพื่อรับมือกับวิกฤตด้านสภาพแวดล้อม ประชาคมโลกจึงกำหนดกรอบการทำงาน Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework ขึ้น เพื่อมุ่งสู่การเป็น ‘Nature Positive’ คือ การหยุดทำลายและฟื้นคืนธรรมชาติให้กลับสู่สภาพที่สมบูรณ์ภายในปี 2050

    World Economic Forum (2021) ให้คำจำกัดความคำว่า ‘Nature Positive’ ว่าหมายถึง การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของโลกและสังคม เพื่อหยุดยั้งความเสียหายก่อนที่จะเกิดการสูญเสียธรรมชาติที่ดีของโลกตลอดไป

    การตระหนักรู้ในประเด็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่ง และต่อไป ภาคธุรกิจจำเป็นต้องประเมินตัวเองผ่าน กรอบการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ TNFD (Taskforce on Nature-related Financial Disclosures) เพื่อดูว่าองค์กรพึ่งพาอะไรจากธรรมชาติ (Dependency) บ้าง และสร้างผลกระทบ (Impact) ต่อสภาพแวดล้อมด้านไหน อย่างไรบ้าง 

    จากนั้นจึงบริหารจัดการธุรกิจตามหลัก Mitigation Hierarchy หรือ การสร้างความเปลี่ยนแปลงตามลำดับ 4 ขั้นตอน ได้แก่ 

    1. หลีกเลี่ยงผลกระทบ (Avoid)
    2. ลดผลกระทบ (Reduce)
    3. ฟื้นฟูธรรมชาติกลับคืนมา (Restore & Regenerate)
    4. การปรับปรุงและเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจใหม่ (Transform) หากวิธีเดิมสร้างผลกระทบต่อธรรมชาติมากเกินไป

    มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ นำร่องทำรายงาน TNFD และอยู่ระหว่างศึกษา Biodiversity Credit

    คุณธานิษฎ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

    ในประเทศไทย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยกระดับงานอนุรักษ์และพัฒนาชุมชนสู่การสร้าง ทุนธรรมชาติ (Natural Capital) ที่สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ โอกาส และการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความร่วมมือจากภาคเอกชน และทิศทางนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

    คุณธานิษฎ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ให้ข้อมูลว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นองค์กรต้นแบบที่ลงมือปฏิบัติเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างจริงจัง ผ่านการปรับใช้แนวคิด ‘Nature-based Solutions (NbS)’ ในการทำงานระดับพื้นที่ เช่นที่ ดอยตุง จังหวัดเชียงราย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 90,000 ไร่ 

    มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังขับเคลื่อน แผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ หรือ National Biodiversity Strategy and Action Plan (NBSAP) ผ่านความร่วมมือและการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ Office of Natural Resources and Environmental Policy and Planning (ONEP) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) (BEDO) และ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ National University of Singapore (NUS) เพื่อทำให้โครงการพัฒนาต่างๆ ของมูลนิธิฯ สามารถเป็นแบบอย่างด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างยั่งยืน

    BiodiversitySource : https://www.facebook.com/MaeFahLuangFoundation

    นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (BEDO) ศึกษา กลไกเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credit) ภายใต้มาตรฐาน Terrasos จากประเทศโคลอมเบีย และยังผลักดันการจัดทำ พื้นที่อนุรักษ์นอกเขตพื้นที่คุ้มครอง หรือ Other Effective Area-based Conservation Measures (OECM) ภายใต้เป้าหมาย 30×30 หรือเป้าหมายการอนุรักษ์พื้นที่บกและทะเลอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 

    อีกสิ่งที่ควรรู้คือ มูลนิธิฯ ยังริเริ่มนำร่องการทำรายงาน TNFD (TNFD Taskforce on Nature-related Financial Disclosures) หรือ กรอบแนวทางที่ช่วยองค์กรธุรกิจเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง ผลกระทบ และโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเป็นตัวอย่างและแนวทางให้หน่วยงานอื่นใช้เป็นต้นแบบได้ต่อไป

    ถึงเวลาแล้วที่ภาคธุรกิจจะต้องมองให้ไกลกว่าเรื่อง ‘การลดคาร์บอน’ ‘Carbon Creadit’ ‘Net Zero’ และมองให้รอบด้านเรื่องผลกระทบต่อ ‘ความหลากหลายทางชีวภาพ’ ปกป้อง ‘ทุนธรรมชาติ’ ร่วมกัน เพราะรากฐานของความยั่งยืน ต้องอยู่บนพื้นฐานของระบบนิเวศอันสมบูรณ์ หลักประกันเดียวที่จะช่วยให้ เศรษฐกิจ สังคม และมนุษยชาติ อยู่รอดได้ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/sustainable-focus/knowledge-sharing-5-drivers-biodiversity-loss&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13Bic2a4h98xi-yvzAbvtX

  • พรรคเศรษฐกิจ เปิดตัว “บิ๊กหยม” ชิงผู้ว่าฯ กทม. ถาม 4 ปี “ชัชชาติ” มีผลงานอะไรจับต้องได้ ? | one31.co.th

    พรรคเศรษฐกิจ เปิดตัว “บิ๊กหยม” ชิงผู้ว่าฯ กทม. ถาม 4 ปี “ชัชชาติ” มีผลงานอะไรจับต้องได้ ? | one31.co.th

    บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด
    อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส 50 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก)
    แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

    บริษัทในเครือ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)
    www.theoneenterprise.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.one31.net/news/detail/79209&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZRJTUA5w5z52YjBvsKXJi