Blog

  • “สิริพงศ์” เร่งเชื่อมราง-ถนนโคราชไร้รอยต่อ ดันเศรษฐกิจอีสาน

    “สิริพงศ์” เร่งเชื่อมราง-ถนนโคราชไร้รอยต่อ ดันเศรษฐกิจอีสาน

    “สิริพงศ์” เร่งเชื่อมราง-ถนนโคราชไร้รอยต่อ ดันเศรษฐกิจอีสาน

    “สิริพงศ์” เร่งเชื่อมราง-ถนนโคราชไร้รอยต่อ ดันเศรษฐกิจอีสาน

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม  เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นประตูสู่ภาคอีสานว่าในส่วนของโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย – จีน ระยะที่ 1 (กรุงเทพฯ – นครราชสีมา) ระยะทาง 250.77 กิโลเมตร ปัจจุบันงานโยธาสะสมอยู่ที่ 55.97% ซึ่งกระทรวงฯ ได้เร่งรัดงานที่ล่าช้ากว่าแผนเพื่อให้พร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2574

    โดยในสัญญา 3 – 5 ช่วงโคกกรวด – นครราชสีมา ระยะทางรวม 12.38 กม. คืบหน้า 17.89% อยู่ระหว่างปรับรูปแบบช่วงโคกกรวด – สถานีภูเขาลาด ระยะทาง 7.85 กิโลเมตร จากระดับดินเป็นทางยกระดับตามความต้องการของชุมชน ซึ่งจะเพิ่มวงเงินราว 2,049 ล้านบาท และใช้เวลาเพิ่มขึ้น 36 เดือน ขณะเดียวกัน ระยะที่ 2 (นครราชสีมา – หนองคาย) ระยะทาง 357.12 กิโลเมตร ได้ผ่านการอนุมัติจาก ครม. แล้วเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 เตรียมประกวดราคาปี 2569 – 2570 เพื่อเปิดให้บริการปี 2576 ควบคู่กับสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ (หนองคาย – เวียงจันทน์) ที่ตั้งเป้าเปิดบริการในปี 2574

    “สิริพงศ์” เร่งเชื่อมราง-ถนนโคราชไร้รอยต่อ ดันเศรษฐกิจอีสาน

    ด้านโครงการรถไฟทางคู่ สายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงมาบกะเบา – ชุมทางถนนจิระ ระยะทางรวม 132 กิโลเมตร มีความก้าวหน้ารวม 49.16% โดยงานอุโมงค์รถไฟ 3 แห่ง (สัญญาที่ 3) เสร็จสมบูรณ์ 100% แล้ว ระบบอาณัติสัญญาณ (สัญญาที่ 4) คืบหน้า 64.08% และช่วงมาบกะเบา – คลองขนานจิตร (สัญญาที่ 1) คืบหน้า 96.36% คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม 2570 สำหรับช่วงคลองขนานจิตร – ชุมทางถนนจิระ (สัญญาที่ 2) ได้ปรับแบบยกระดับผ่านเมืองนครราชสีมาเพื่อลดผลกระทบชุมชน คาดว่าจะสามารถประกวดราคาได้ในปี 2570 โดยกระทรวงฯ เชื่อมั่นว่า การเชื่อมโยงโครงข่ายระบบรางทั้งรถไฟความเร็วสูงและรถไฟทางคู่ทั้งหมดนี้ จะช่วยยกระดับระบบโลจิสติกส์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค และเปิดประตูการค้า การเดินทางเชื่อมต่อในระดับสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    นอกจากระบบรางแล้ว กระทรวงฯ ยังเร่งพัฒนาระบบทางหลวงสำคัญในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยปัจจุบันมีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างดำเนินการรวม 7 โครงการ ระยะทางรวม 106.329 กิโลเมตร มูลค่าก่อสร้างรวม 35,692 ล้านบาท และ กระทรวงยังมีแผนโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินงานของกรมทางหลวง ระหว่างปีงบประมาณ 2568-2570 ที่เตรียมเสนอโครงการก่อสร้างทางหลวงเพิ่มเติมอีก 9 โครงการ วงเงินงบประมาณรวม 9,640 ล้านบาท ซึ่งเมื่อทุกโครงการแล้วเสร็จสมบูรณ์ จะช่วยยกระดับโครงข่ายคมนาคมขนส่งอย่างไร้รอยต่อ เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือสู่ระดับสากลได้อย่างยั่งยืน

    โดยนายสิริพงศ์ กล่าวเน้นย้ำถึงนโยบายที่สำคัญคือ การเชื่อมโยงระบบขนส่งสาธารณะและสถานีขนส่งผู้โดยสารอย่างไร้รอยต่อ (One Transport) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบเชื่อมต่อและขนส่งผู้โดยสาร (FEEDER) ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ปัจจุบันสถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 2 (บขส.2) ถือเป็นศูนย์กลางสำคัญที่มีผู้ใช้บริการเฉลี่ยสูงถึง 10,293 คนต่อวัน มีเที่ยวรถวิ่ง 620 เที่ยวต่อวัน รวม 92 เส้นทาง จึงได้วางแผนบูรณาการจัดระบบรถโดยสารประจำทางหมวดต่างๆ เข้ามาทำหน้าที่เป็น FEEDER ประสิทธิภาพสูง เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ประกอบด้วย สถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 1 (บขส.1) บขส.2 สถานีรถไฟนครราชสีมา สถานีรถไฟชุมทางถนนจิระ และท่าอากาศยานนครราชสีมา เข้าด้วยกันทั้งหมด ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเปลี่ยนถ่ายการเดินทางจากระบบรางสู่ระบบถนนได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และแก้ปัญหาการจราจรในเขตเมืองได้อย่างยั่งยืน

    “สิริพงศ์” เร่งเชื่อมราง-ถนนโคราชไร้รอยต่อ ดันเศรษฐกิจอีสาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/747403&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0A7nXLTpXTAsbC5xCNhJVj

  • ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: FTSE ปิดบวก 0.6% หุ้นเหมืองแร่พุ่ง เศรษฐกิจอังกฤษส่งสัญญาณแข็งแกร่ง : อินโฟเควสท์

    ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: FTSE ปิดบวก 0.6% หุ้นเหมืองแร่พุ่ง เศรษฐกิจอังกฤษส่งสัญญาณแข็งแกร่ง : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกในวันศุกร์ (21 ส.ค.) โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ หลังราคาทองคำและทองแดงปรับตัวสูงขึ้น แม้ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ

    ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ปิดที่ 10,816.56 จุด เพิ่มขึ้น 68.40 จุด หรือ +0.64% และปรับตัวขึ้น 0.6% ในรอบสัปดาห์นี้

    หุ้นกลุ่มเหมืองโลหะมีค่าและโลหะอุตสาหกรรมปรับตัวขึ้น หลังราคาทองคำและทองแดงขยับสูงขึ้น ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงจากมาตรการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ โดยหุ้น Antofagasta และหุ้น Endeavour Mining เพิ่มขึ้น 5.4% และ 4.1% ตามลำดับ และเป็นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดใน FTSE 100

    สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า รัฐบาลอาจเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อีก เพื่อสนับสนุนตลาดพันธบัตรที่เริ่มเผชิญแรงกดดัน หลังจากกระทรวงการคลังประกาศแผนเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรเป็น 2 เท่าจากเดิมอย่างเหนือความคาดหมายเมื่อวันพุธ

    ความเคลื่อนไหวในตลาดพันธบัตรยังเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก โดยตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มปิดตลาดสัปดาห์นี้ด้วยการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนก.ค. เนื่องจากแรงกดดันในตลาดพันธบัตรทั่วโลกยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย

    ด้านสถานการณ์ตะวันออกกลาง อิหร่านระบุว่าจะตอบโต้ด้วยมาตรการรุนแรง หากเผชิญภัยคุกคามครั้งใหม่จากสหรัฐฯ หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการเงินที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีเป้าหมายโค่นล้มรัฐบาลอิหร่าน

    สำหรับเศรษฐกิจอังกฤษ ยอดค้าปลีกลดลงตามคาดในเดือนก.ค. หลังจากพุ่งขึ้นในเดือนมิ.ย. โดยสภาพอากาศร้อนช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อพัดลมและเครื่องปรับอากาศ ขณะที่ซูเปอร์มาร์เก็ตจัดโปรโมชั่นในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกชาย

    อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจล่าสุดระบุว่า ภาคบริการของอังกฤษ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ ขยายตัวอย่างไม่คาดคิดในเดือนนี้ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจอังกฤษ แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงสร้างความไม่แน่นอน

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/635888&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1B4ivCVqFrWesHyHX_HELU

  • “รมช.สรรเพชญ” เดินหน้าพัฒนาพื้นที่ท่านุ่น 765 ไร่ ยกระดับทรัพย์สินรัฐสู่การลงทุนด้านท่องเที่ยว สร้างโอกาสเศรษฐกิจให้ชุมชนอย่างยั่งยืน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “รมช.สรรเพชญ” เดินหน้าพัฒนาพื้นที่ท่านุ่น 765 ไร่ ยกระดับทรัพย์สินรัฐสู่การลงทุนด้านท่องเที่ยว สร้างโอกาสเศรษฐกิจให้ชุมชนอย่างยั่งยืน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/118802&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2br8IE69P39pnRLYgltxF2

  • ภาวะตลาดหุ้นยุโรป: หุ้นยุโรปปิดบวก ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจยูโรโซนแข็งแกร่ง : อินโฟเควสท์

    ภาวะตลาดหุ้นยุโรป: หุ้นยุโรปปิดบวก ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจยูโรโซนแข็งแกร่ง : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกในวันศุกร์ (21 ส.ค.) โดยได้แรงหนุนจากสัญญาณเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่งและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดี อย่างไรก็ตาม ดัชนี STOXX 600 ยังคงปิดสัปดาห์นี้ในแดนลบเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง

    • ดัชนี STOXX 600 [STOXX.X] ปิดที่ 654.18 จุด เพิ่มขึ้น 3.83 จุด หรือ +0.59%
    • ดัชนี CAC-40 [CAC40.X] ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,484.43 จุด เพิ่มขึ้น 31.34 จุด หรือ +0.37%
    • ดัชนี DAX [DAX.X] ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 26,136.56 จุด เพิ่มขึ้น 153.52 จุด หรือ +0.59%
    • ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,816.56 จุด เพิ่มขึ้น 68.40 จุด หรือ +0.64%

    ในช่วงต้นสัปดาห์ การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกเพิ่มความระมัดระวังและลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ก่อนที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะประกาศมาตรการเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ซึ่งนักลงทุนจำนวนมากมองว่าเป็นเพียงมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้น

    อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในยุโรปที่แข็งแกร่งช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปยังส่งสัญญาณความแข็งแกร่ง แม้เผชิญความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    ข้อมูลเศรษฐกิจที่เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ยังสะท้อนภาพการฟื้นตัว โดยกิจกรรมทางธุรกิจของยูโรโซนขยายตัวในอัตราสูงสุดของปีนี้ จากคำสั่งซื้อใหม่ในภาคการผลิตและการส่งออกที่กลับมาเติบโต ขณะที่ดัชนี Flash Euro zone Composite PMI Output Index ของ S&P Global ในเดือนส.ค.แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2568

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงระมัดระวังในการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจ เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเงินเฟ้อ

    นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า เศรษฐกิจยุโรปกำลังส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างระมัดระวัง โดยการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมโดยไม่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมากของอุปสงค์โดยรวม ถือเป็นภาวะที่ค่อนข้างสมดุล เพราะเศรษฐกิจเติบโตมากพอที่จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่น แต่ยังไม่มากพอที่จะทำให้ ECB ลดความระมัดระวังเกี่ยวกับเงินเฟ้อ

    หุ้นกลุ่มสินค้าหรูหราปรับตัวขึ้น 1.4% โดยฟื้นตัวจากการร่วงลงอย่างหนักในวันก่อนหน้า ขณะที่หุ้นกลุ่มทรัพยากรพื้นฐานพุ่งขึ้น 2.5% นำการปรับตัวขึ้นในบรรดาหุ้นรายกลุ่ม โดยได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งช่วยหนุนราคาทองคำ

    ข้อมูลจาก LSEG/Lipper ระบุว่า ตลาดหุ้นยุโรปมีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 2.44 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 12 ส.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 25 ก.พ. ก่อนเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านไม่นาน

    หุ้นกลุ่มค้าปลีกเพิ่มขึ้น 1% โดยหุ้น JD Sports พุ่งขึ้น 5.6% หลังจากร่วงลง 14% ในวันพฤหัสบดี เนื่องจากบริษัทปรับลดคาดการณ์กำไรประจำปี

    ด้านตลาดเงิน นักลงทุนเตรียมรับมือกับแนวโน้มที่ ECB อาจดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อมีความไม่แน่นอนมากขึ้น

    สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะใช้มาตรการทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน โดยระบุว่าสหรัฐฯ จะใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านที่เข้มงวดที่สุดในประวัติศาสตร์

    ท่าทีดังกล่าวลดความหวังเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูป และส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 0.5%

    นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า ความไม่แน่นอนบางส่วนได้สะท้อนอยู่ในราคาน้ำมันและความเชื่อมั่นของตลาดแล้ว แต่ยังไม่ได้กลายเป็นปัจจัยหลัก เนื่องจากตลาดยังไม่เชื่ออย่างเต็มที่ว่าสหรัฐฯ จะเดินหน้าบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวในท้ายที่สุด

    หุ้นกลุ่มพลังงานเป็นหนึ่งในไม่กี่กลุ่มที่ปรับตัวลง เช่นเดียวกับหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและกลุ่มกลาโหม

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/635886&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Dla3jYZc41-rmx3Rdgz7_

  • เผยชื่อ 32 ประเทศ “ผู้สูงอายุยากจน” ที่สุดในโลก อันดับ 1 ทำหลายคนแปลกใจ!

    เผยชื่อ 32 ประเทศ “ผู้สูงอายุยากจน” ที่สุดในโลก อันดับ 1 ทำหลายคนแปลกใจ!

    วิกฤตสังคมสูงวัยกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลก ล่าสุดได้มีการเปิดเผยข้อมูลการจัดอันดับกลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) พบว่า อัตราความยากจนของผู้สูงอายุ (อายุ 66 ปีขึ้นไป) มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยมีตั้งแต่ประเทศที่ผู้สูงอายุเผชิญความยากจนสูงเกือบ 40% ไปจนถึงประเทศที่มีผู้สูงอายุยากจนต่ำกว่า 5% เท่านั้น

    ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงจากฐานข้อมูลการกระจายรายได้ของ OECD (OECD Income Distribution Database) ซึ่งกำหนดเส้นความยากจนไว้ที่ “ครึ่งหนึ่งของค่ามัธยฐานรายได้ครัวเรือนของประชากรทั้งหมดในประเทศนั้นๆ” ซึ่งเป็นการวัดระดับความยากจนสัมพัทธ์ตามมาตรฐานการครองชีพของแต่ละประเทศ


    ทำไม “เกาหลีใต้” ถึงมีผู้สูงอายุยากจนสูงที่สุด?

    เกาหลีใต้ครองอันดับหนึ่งด้วยตัวเลขสูงถึง 39.8% ซึ่งสูงกว่าลัตเวียที่ตามมาเป็นอันดับสองถึง 5.5% ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งมาจากระบบบำนาญแห่งชาติของเกาหลีใต้ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1988 (พ.ศ. 2531) ซึ่งถือว่าค่อนข้างใหม่ ส่งผลให้ผู้สูงอายุในปัจจุบันมีเวลาสะสมเงินสิทธิประโยชน์บำนาญไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

    นอกจากนี้ ตัวเลขความยากจนของผู้สูงอายุในเกาหลีใต้ยังสูงกว่าอัตราความยากจนรวมของประชากรทั้งประเทศที่อยู่ที่ 14.9% และสูงกว่าอัตราความยากจนของเด็กซึ่งอยู่ที่เพียง 8.5% อย่างมาก สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างวัยที่ชัดเจน


    กลุ่มประเทศบอลติก และสถานการณ์ในสหรัฐอเมริกา

    ในกลุ่มประเทศแถบบอลติก ทั้งลัตเวีย (34.3%), เอสโตเนีย (29.8%) และลิทัวเนีย (25.9%) ต่างติดอันดับต้นๆ โดยมีค่าเฉลี่ยความยากจนของผู้สูงอายุในแถบนี้สูงถึง 30% ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD (14.8%) กว่าเท่าตัว

    ขณะที่ สหรัฐอเมริกา ติดอันดับที่ 7 ด้วยตัวเลข 22.9% แม้จะเป็นประเทศที่มีมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ แต่ผู้สูงอายุชาวอเมริกันมากกว่า 1 ใน 5 กลับมีรายได้ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของค่ามัธยฐานของประเทศ ซึ่งสูงกว่าประเทศในกลุ่ม G7 อื่นๆ เช่น สหราชอาณาจักร (15.0%), เยอรมนี (14.5%) และอิตาลี (12.3%)


    ประเทศที่มีสวัสดิการผู้สูงอายุดีที่สุด

    ในทางกลับกัน มี 5 ประเทศในกลุ่ม OECD ที่มีอัตราความยากจนของผู้สูงอายุต่ำกว่า 5% ได้แก่ นอร์เวย์ (3.2%), เช็กเกีย (3.6%), เนเธอร์แลนด์ (4.6%) และสโลวาเกีย (4.7%) ซึ่งหากนำตัวเลขของเกาหลีใต้ (39.8%) มาเปรียบเทียบกับนอร์เวย์ จะพบว่าเกาหลีใต้มีอัตราความยากจนของผู้สูงอายุสูงกว่านอร์เวย์ถึงมากกว่า 12 เท่าเลยทีเดียว

    สรุป: เนื่องจากเกณฑ์ของ OECD วัดจากรายได้สัมพัทธ์เทียบกับค่ามัธยฐานภายในแต่ละประเทศ ตัวเลขเหล่านี้จึงสะท้อนให้เห็นว่าผู้สูงอายุในแต่ละประเทศมีสถานะทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำอย่างไรเมื่อเทียบกับคนรุ่นอื่นๆ ในสังคมของตนเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9904559/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GwNG4-4dsrREi1uxr1i8m

  • ‘ดร. พิพัฒน์’ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ‘ฉายภาพคนละทาง’ แนะปรับดัชนี MPI เหตุวัดแบบเดิมไม่ทันการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจใหม่

    ‘ดร. พิพัฒน์’ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ‘ฉายภาพคนละทาง’ แนะปรับดัชนี MPI เหตุวัดแบบเดิมไม่ทันการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจใหม่

    ‘ดร. พิพัฒน์’ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ‘ฉายภาพคนละทาง’ แนะปรับดัชนี MPI เหตุวัดแบบเดิมไม่ทันการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจใหม่

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์เฟซบุ๊ก ‘Pipat Luengnaruemitchai’ วิเคราะห์ความย้อนแย้งของตัวเลขเศรษฐกิจไทยโดยระบุว่า ในปัจจุบันไม่มีตัวเลขตัวไหนเพียงตัวเดียวที่สามารถบอกภาพรวมทั้งหมดของเศรษฐกิจได้เนื่องจากดัชนีแต่ละตัวกำลังจับภาพคนละมุมในภาวะที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    ดร.พิพัฒน์ ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันตัวเลขเศรษฐกิจไทยเดินสวนทางกันหลายตัวชี้วัด เช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนกรกฎาคมพุ่งสูงถึง 54.2 สะท้อนกิจกรรมที่ขยายตัวสูงสุดตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ในทางกลับกัน ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายนกลับหดตัว 3% และ GDP ไตรมาส 2 เติบโตเพียง 1.9% ซึ่งต่ำที่สุดในบรรดาประเทศหลักในเอเชีย

    สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะแต่ละดัชนีตอบคำถามคนละอย่าง PMI บอก ‘ทิศทาง’ ว่าดีขึ้นหรือแย่ลงจากเดือนก่อน MPI วัดปริมาณการผลิตจริง ส่วน GDP วัดมูลค่าเพิ่มทั้งระบบ

    ดังนั้นแม้โรงงานส่วนใหญ่จะเริ่มดีขึ้นจากฐานต่ำจน PMI พุ่ง แต่หากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ยังผลิตลดลง MPI รวมก็จะยังติดลบอยู่

    อย่างไรก็ตามยังมีข่าวดีคือเศรษฐกิจไทยเริ่มเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมใหม่ระดับโลกแล้วจริงๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่เติบโตตามคลื่นการลงทุนด้าน AI ทั่วโลก ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ชิ้นส่วนโฟโตนิกส์ (Photonics) และอุปกรณ์เครือข่าย โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญคืออุตสาหกรรมที่เป็น ‘ผู้ชนะ’ กำลังโตเร็วแต่ยังมีขนาดเล็ก ขณะที่ ‘ผู้แพ้’ กำลังหดตัว และยังมีขนาดใหญ่ทำให้น้ำหนักของอุตสาหกรรมเก่าที่กำลังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น รถยนต์ที่หดตัวต่อเนื่อง ปิโตรเคมีที่เผชิญกำลังการผลิตส่วนเกินจากจีน และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สู้สินค้านำเข้าไม่ได้ ยังคงกดทับภาพรวมเศรษฐกิจไทยอยู่

    ดร.พิพัฒน์ ให้ข้อสังเกตว่าดัชนีเศรษฐกิจแบบเดิมอาจเริ่มตามโครงสร้างที่เปลี่ยนไปไม่ทัน เช่น การวัดเป็น ‘จำนวนหน่วย’ อาจประเมินต่ำเกินไป เช่น ฮาร์ดดิสก์ 1 ลูกในปัจจุบันเก็บข้อมูลได้มากกว่าในอดีตมหาศาล หากวัดแค่จำนวนชิ้นอาจดูเหมือนไม่โต ทั้งที่ศักยภาพเพิ่มขึ้นมาก

    นอกจากนั้นยังมีเรื่องไส้ในของมูลค่าเพิ่มที่เปลี่ยนไป เช่น การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) แม้จำนวนการผลิตจะดูดี แต่มีสัดส่วนการนำเข้าชิ้นส่วนสูงกว่ารถกระบะแบบเดิมที่มีห่วงโซ่อุปทานในประเทศลึกกว่าทำให้มูลค่าเพิ่มที่ตกถึงคนไทยจริงๆ อาจลดลง

    นอกจากนั้นในไตรมาส 2 แม้ส่งออกและการลงทุนจะขยายตัวแรง แต่ GDP กลับโตต่ำ เพราะกิจกรรมใหม่ๆ มีการนำเข้าสูง (Import Content) เช่น การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องนำเข้าเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์จากต่างประเทศเกือบทั้งหมด

    ดร. พิพัฒน์เห็นประเทศไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่แล้ว ซึ่งเป็นทิศทางที่ต้องไป แต่เสนอแนะว่าเราต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมใหม่ให้มากขึ้น โดยต้องยอมให้ทรัพยากร (แรงงาน-เงินทุน-ที่ดิน) เคลื่อนย้ายออกจากอุตสาหกรรมที่แข่งขันไม่ได้ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีโอกาสมากกว่า เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปได้อย่างถูกทิศทาง

    ภาพ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP 1ภาพ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP 2ภาพ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP 3

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pipat-thai-economy-mpi-adjust/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ENDz_U7o-XRLY_YVApRe-

  • ดร.พิพัฒน์ชี้ ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ‘ชี้คนละทาง’ อุตสาหกรรมใหม่โตเร็วแต่ยังเล็ก แนะปรับ MPI ให้ทันโครงสร้างใหม่

    ดร.พิพัฒน์ชี้ ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ‘ชี้คนละทาง’ อุตสาหกรรมใหม่โตเร็วแต่ยังเล็ก แนะปรับ MPI ให้ทันโครงสร้างใหม่

    วันนี้ (22 สิงหาคม) ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์ความย้อนแย้งของตัวเลขเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่า ในปัจจุบันไม่มีตัวเลขใดเพียงตัวเดียวที่สามารถบอกภาพรวมทั้งหมดของเศรษฐกิจได้ เพราะดัชนีแต่ละตัวกำลังจับภาพคนละมุม ท่ามกลางโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    ดร.พิพัฒน์ยกตัวอย่างว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นแตะระดับ 54.2 สูงสุดในรอบ 7 เดือน สะท้อนกิจกรรมภาคการผลิตที่ขยายตัวแข็งแกร่ง ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายนกลับลดลง 3.10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วน GDP ไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวเพียง 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามข้อมูลของ S&P Global, สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    ความแตกต่างดังกล่าวเกิดจากดัชนีแต่ละตัวตอบคำถามไม่เหมือนกัน โดย PMI สะท้อน ‘ทิศทาง’ ว่ากิจกรรมของผู้ประกอบการดีขึ้นหรือแย่ลงจากเดือนก่อน ขณะที่ MPI วัดปริมาณการผลิตจริง และ GDP วัดมูลค่าเพิ่มของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งระบบ

    ดังนั้น แม้โรงงานจำนวนมากจะเริ่มฟื้นตัวจากฐานต่ำจนทำให้ PMI ปรับสูงขึ้น แต่หากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ยังลดกำลังการผลิต น้ำหนักของอุตสาหกรรมเหล่านั้นก็สามารถฉุดให้ MPI โดยรวมยังติดลบได้

    อย่างไรก็ตาม ดร.พิพัฒน์มองว่า ข่าวดีคือประเทศไทยเริ่มเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมใหม่ระดับโลก โดยเฉพาะกลุ่มที่เติบโตตามกระแสการลงทุนด้าน AI ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ชิ้นส่วนโฟโตนิกส์และอุปกรณ์เครือข่าย ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์

    ปัญหาคืออุตสาหกรรมกลุ่ม ‘ผู้ชนะ’ แม้เติบโตเร็ว แต่ยังมีขนาดเล็ก ขณะที่อุตสาหกรรมกลุ่ม ‘ผู้แพ้’ ซึ่งกำลังหดตัวกลับยังมีขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ที่หดตัวต่อเนื่อง ปิโตรเคมีที่เผชิญกำลังการผลิตส่วนเกินจากจีน และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่แข่งขันกับสินค้านำเข้าได้ยาก จึงยังคงกดทับภาพรวมเศรษฐกิจไทย

    ดร.พิพัฒน์ยังตั้งข้อสังเกตว่า ดัชนีเศรษฐกิจแบบเดิมอาจเริ่มตามโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปไม่ทัน โดยเฉพาะการวัดผลผลิตเป็น ‘จำนวนหน่วย’ เช่น ฮาร์ดดิสก์ 1 ลูกในปัจจุบันสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าในอดีตมหาศาล หากวัดเฉพาะจำนวนชิ้น อุตสาหกรรมนี้อาจดูเหมือนไม่เติบโต ทั้งที่ศักยภาพของผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก

    ขณะเดียวกัน ‘ไส้ใน’ ของมูลค่าเพิ่มก็เปลี่ยนไป เช่น การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) แม้จำนวนรถที่ผลิตได้จะเพิ่มขึ้น แต่มีสัดส่วนชิ้นส่วนนำเข้าสูงกว่ารถกระบะแบบเดิม ซึ่งมีห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศลึกกว่า ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่กับเศรษฐกิจและแรงงานไทยอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนรถที่ผลิต

    สถานการณ์เดียวกันยังเกิดขึ้นกับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งต้องนำเข้าเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์จำนวนมากจากต่างประเทศ จึงเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ไตรมาส 2 แม้การส่งออกและการลงทุนขยายตัวแรง แต่ GDP กลับเติบโตในระดับต่ำ เพราะกิจกรรมใหม่เหล่านี้มีสัดส่วนการนำเข้าสูง และยังสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้ไม่เต็มที่

    ดร.พิพัฒน์สรุปว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเป็นทิศทางที่จำเป็นต้องเดินหน้า แต่โจทย์สำคัญคือการเพิ่มมูลค่าที่ตกอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย พร้อมยอมให้ทรัพยากรทั้งแรงงาน เงินทุน และที่ดิน เคลื่อนย้ายออกจากอุตสาหกรรมที่แข่งขันไม่ได้ ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีโอกาสมากกว่า เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้อย่างถูกทิศทาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pipat-thai-economy-new-industries/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PtVbuGz4PlUxta5NeGlT8

  • “นายกฯ” สรุปภารกิจเยือน “ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์” ยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ-ความมั่นคง

    “นายกฯ” สรุปภารกิจเยือน “ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์” ยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ-ความมั่นคง

    วันนี้ (22 ส.ค.2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปภาพรวมภารกิจเยือนประเทศนิวซีแลนด์ โดยระบุว่า คณะเริ่มเดินทางจากนครซิดนีย์ สู่กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีโอกาสไปเยือนวัดไทยและพบปะชุมชนไทยที่นั่น และเข้าพบทั้งผู้ว่าการรัฐและนายกฯ ภาพรวมความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก

    โดยได้มีการวางกลยุทธ์และลงนามข้อตกลง (MOU) เพื่อยกระดับสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างยั่งยืน ทั้งในด้านการค้า เศรษฐกิจ วัฒนธรรม เทคโนโลยี และการลงทุน โดยจะมีการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) อย่างเต็มรูปแบบ

    นอกจากนี้ นายกฯ ยังกล่าวถึงมิติของความมั่นคงบริเวณชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยยืนยันว่าสถานการณ์ชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นแนวชายแดนกัมพูชา สระแก้ว ปราจีนบุรี บุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี จันทบุรี ตราด ล้วนมีความสงบเรียบร้อย ไม่มีการปะทะทางทหารใด ๆ

    สำหรับประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับกัมพูชานั้น รัฐบาลใช้นโยบายชะลอการเจรจาข้อพิพาท เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและมุ่งเน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

    ส่วนประเด็นความไม่สงบในเมียนมา รัฐบาลยืนยันว่า ไม่สนับสนุนให้ชนกลุ่มน้อยใช้อาวุธหรือใช้พื้นที่ชายแดนสร้างผลกระทบต่อไทย โดยไทยกำลังทำงานร่วมกับอาเซียนอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่ตามมา เช่น ปัญหายาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการบริหารจัดการพลังงานก๊าซธรรมชาติ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

    นายกฯ ยังกล่าวถึงมิติทางเศรษฐกิจว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่เป็นบวกอย่างชัดเจน เพื่อตอกย้ำเสถียรภาพของรัฐบาล ปัจจุบันตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เติบโตขึ้นเกือบ 100%

    ขณะที่การส่งออกขยายตัวถึง 20% ประกอบกับค่าเงินบาทที่มีเสถียรภาพ ตลาดหลักทรัพย์ที่แข็งแกร่ง และความน่าเชื่อถือของประเทศที่อยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม

    ในช่วงท้าย นายอนุทิน กล่าวยกย่องคนไทยในต่างแดน ไม่ว่าจะประกอบอาชีพใด เช่น เจ้าของร้านอาหารไทย หรือ เชฟ ว่า ทุกคนเปรียบเสมือนเอกอัครราชทูตหรือทูตวัฒนธรรม ที่ช่วยสร้างชื่อเสียง สร้างความเชื่อมั่น และดึงดูดชาวต่างชาติให้สนใจประเทศไทย

    พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนและรับฟังทุกปัญหาอย่างเต็มที่ และขอให้ทุกคนรอข่าวดีในเร็ว ๆ นี้เกี่ยวกับการที่สายการบินไทย มีแผนจะกลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินตรง กรุงเทพฯ-โอ๊คแลนด์ อีกครั้ง

    อ่านข่าว :

    นายกฯ เตรียมลงพื้นที่ จ.น่าน หลังกลับจากเยือนออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์

    นายกฯ เผยน้ำท่วม “น่าน” ประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติแล้ว

    นายกฯ สั่งเข้มปืนทั้งระบบ หยุดออกใบ ป.3-ปืนสวัสดิการ ให้ต่ออายุใบ ป.4 ทุก 3 ปี

    นายกฯ เข้ม 100% ห้ามพกพาปืนออกนอกบ้าน จ่อรื้อกฎหมายใหม่

    ไทย–นิวซีแลนด์ ลงนามปฏิญญา “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ฉลอง 70 ปีความสัมพันธ์

    “อนุทิน” เยือนนิวซีแลนด์ เดินหน้าหารือเศรษฐกิจ เชื่อมโอกาสสู่ไทย

    “อนุทิน” เยือนนครซิดนีย์ ชูสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลียใกล้ครบ 75 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509739&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XZCvaAHdx2XJHx4DpWM6U

  • PDP 2026 ถึงเวลาตอบโจทย์เศรษฐกิจใหม่ ไม่ใช่แค่ไฟฟ้าที่เพียงพอ

    PDP 2026 ถึงเวลาตอบโจทย์เศรษฐกิจใหม่ ไม่ใช่แค่ไฟฟ้าที่เพียงพอ

    PDP 2026 ถึงเวลาตอบโจทย์เศรษฐกิจใหม่ ไม่ใช่แค่ไฟฟ้าที่เพียงพอ

    ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 หรือ PDP 2026 กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ หลังคณะอนุกรรมการจัดทำร่างแผนฯ เห็นชอบ 4 แนวทางจัดหากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ และเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในช่วงต้นเดือนกันยายน ก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาภายในสิ้นปี 2569 

    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ไทยจะเลือกแนวทางใด แต่คือ PDP ฉบับใหม่ จะตอบโจทย์โครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่ เพราะเศรษฐกิจไทยในอีก 25 ปีข้างหน้า จะไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมแบบเดิมเพียงอย่างเดียว แต่กำลังเข้าสู่ยุค Data Center, AI, รถยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง EEC และ เศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งล้วนต้องการไฟฟ้าปริมาณมากและมีคุณภาพสูง 

    โดยเฉพาะ Data Center ที่กลายเป็น New Demand สำคัญ การมีไฟฟ้าเพียงพอจึงไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะผู้ลงทุนต้องการ ไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ ราคาสามารถแข่งขันได้ และเป็นพลังงานสะอาด การมี Renewable Energy จึงกำลังกลายเป็นปัจจัยดึงดูดการลงทุน ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม 

    ขณะเดียวกัน EV จะเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อการชาร์จรถยนต์เกิดขึ้นในช่วงกลางคืนมากขึ้น Peak ของประเทศก็มีโอกาสเปลี่ยนจากกลางวันไปสู่ช่วงคํ่า นั่นหมายความว่า ระบบไฟฟ้าในอนาคตต้องมีความยืดหยุ่นมากกว่าเดิม 

    การเพิ่ม Solar, Wind, BESS และ Demand Response ในร่าง PDP จึงเป็นทิศทางที่เหมาะสม เพราะช่วยบริหารความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน และลดความจำเป็นในการสร้างกำลังผลิตสำรองจำนวนมาก แต่การวาง SMR ประมาณ 9,000 เมกะวัตต์ในทุกแนวทาง ก็จำเป็นต้องมีคำตอบเรื่องต้นทุน ความปลอดภัย การกำกับดูแล และ การยอมรับของสังคมอย่างชัดเจน  

    ที่สำคัญที่สุดคือ ต้นทุนไฟฟ้า เพราะหลัก Economy ใน PDP ไม่ควรหมายถึงเพียงต้นทุนการผลิตที่ตํ่า แต่ต้องหมายถึงการทำให้ต้นทุนพลังงานของประเทศแข่งขันได้ในเวทีโลก หากไทยมีไฟฟ้าสะอาดแต่ราคาแพง นักลงทุนก็อาจไม่เลือกไทย หากมีไฟฟ้าราคาถูกแต่ไม่เสถียร Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีก็ไม่สามารถรับความเสี่ยงได้  

    ดังนั้น การเปิดรับฟังความคิดเห็น PDP 2026 จึงควรเป็นเวทีสำคัญในการตอบคำถามเรื่อง ต้นทุน ค่าไฟ ความมั่นคง พลังงานสะอาด และความสามารถในการรองรับธุรกิจใหม่  เพราะ PDP 2026 ไม่ควรเป็นเพียง “แผนสร้างโรงไฟฟ้า” แต่ต้องเป็น “แผนสร้างขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ” ของประเทศไทยในอีก 25 ปีข้างหน้า 

    หากออกแบบได้ถูกต้อง ไฟฟ้าจะไม่ใช่เพียงสาธารณูปโภคพื้นฐาน แต่จะกลายเป็นแต้มต่อในการดึงดูด Data Center อุตสาหกรรมดิจิทัล EV เซมิคอนดักเตอร์ และการลงทุนสีเขียวเข้าสู่ประเทศ 

    โจทย์ของ PDP 2026 จึงไม่ใช่เพียง “ไทยจะมีไฟฟ้าพอหรือไม่” แต่คือ “ไทยจะมีไฟฟ้าที่เหมาะกับเศรษฐกิจอนาคตหรือไม่”

    บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษบกิจ ปีที่ 46  ฉบับที่ 4,229 วันที่ 23 – 26 สิงหาคม พ.ศ. 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/editorial/667068&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1suFbauaOx_U2doJsmonJF

  • “รมว.พัฒนา” เปิดมหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติครั้งแรกของประเทศ ชู 5 ไฮไลท์เด่น “เชิดชูภูมิปัญญาไทย ต่อยอดเศรษฐกิจใหม่ ก้าวไกลสู่สากล”

    “รมว.พัฒนา” เปิดมหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติครั้งแรกของประเทศ ชู 5 ไฮไลท์เด่น “เชิดชูภูมิปัญญาไทย ต่อยอดเศรษฐกิจใหม่ ก้าวไกลสู่สากล”

               รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิด “มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ National NUAD THAI & Wellness Expo 2026” ครั้งแรกของประเทศ ชู 5 ไฮไลท์เด่น ทั้งนวดฟรีกว่า 70 เตียง จากหมอนวดกว่า 100 คน อาทิ นวดไทยอัตลักษณ์ 4 ภาค หมอนวดมือทอง, VR DOME แสดงเรื่องราวมรดกนวดไทยผ่านเทคโนโลยีเสมือนจริง, Workshop สุขภาพ, ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมสมุนไพรไทย และการจับคู่ธุรกิจเวลเนสทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขยายสู่ตลาดโลก คาดตลอด 3 วัน มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คน

               วันนี้ (21 สิงหาคม 2569) ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดงาน “มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ National NUAD THAI & Wellness Expo 2026” ภายใต้แนวคิด “เชิดชูภูมิปัญญาไทย ต่อยอดเศรษฐกิจใหม่ ก้าวไกลสู่สากล” โดยมี คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ดร. นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ ภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ ผู้ประกอบการ และประชาชน เข้าร่วม

               นายพัฒนา กล่าวว่า “นวดไทย” “สมุนไพรไทย” “การแพทย์แผนไทย” และ “เวลเนสไทย” เป็นทั้งมรดกทางภูมิปัญญาและทุนของชาติที่สามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจสุขภาพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับนานาชาติได้ กระทรวงสาธารณสุขจึงขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพสร้างรายได้ (Health for Wealth) โดยเร่งผลักดันอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพทุกแขนง รวมถึงผลิตภัณฑ์สมุนไพรและบริการสุขภาพของไทยให้ก้าวสู่ตลาดสุขภาพระดับโลก พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และเวลเนส (Medical & Wellness Hub) ด้วยจุดแข็งสำคัญ ได้แก่ รากฐานทางภูมิปัญญาที่ลึกซึ้ง บุคลากรที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญ ตลอดจนองค์ความรู้ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ควบคู่กับการบูรณาการภูมิปัญญาไทยเข้ากับมาตรฐานสมัยใหม่ นวัตกรรมและเทคโนโลยี พร้อมทั้งต่อยอดสู่การลงทุนและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
    “การรวมพลังของทุกภาคส่วนจัดงานครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างระบบนิเวศเวลเนสไทยที่เข้มแข็ง และเป็นเวทีสำคัญในการประกาศศักยภาพของประเทศไทยว่ามีความพร้อมที่จะยกระดับ “นวดไทย” และ “เวลเนสไทย” จากรากฐานทางวัฒนธรรมสู่การสร้างความเชื่อมั่นในระดับโลก จากองค์ความรู้ดั้งเดิมสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ และจากทุนทางภูมิปัญญาไทยสู่การสร้างโอกาสให้แก่ประเทศในเวทีสากล” นายพัฒนากล่าว

               vด้าน ดร.นพ.พงศธร กล่าวเสริมว่า “มหกรรมนวดไทย และเวลเนสแห่งชาติ National NUAD THAI & Wellness Expo 2026” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 สิงหาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “เชิดชูภูมิปัญญาไทย ต่อยอดเศรษฐกิจใหม่ ก้าวไกลสู่สากล” เพื่อขับเคลื่อนนวดไทยและเวลเนสไทยให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระบบสุขภาพ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม มีเป้าหมายสำคัญ 4 ข้อ คือ 1.เชิดชูและเผยแพร่คุณค่าของ นวดไทย ในฐานะภูมิปัญญาไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า 2.ยกระดับมาตรฐานบริการนวดไทยและเวลเนสไทยให้มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล 3.เปิดพื้นที่แห่งการเชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้ วิชาการ นวัตกรรม การลงทุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และเครือข่ายธุรกิจสุขภาพ นำไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ และ 4.ส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทย ในฐานะประเทศที่มีทุนทางวัฒนธรรมและสุขภาพ ซึ่งสามารถต่อยอดสู่อนาคตของเศรษฐกิจเวลเนสโลกได้อย่างมั่นคง

               ทั้งนี้ ในงานมีไฮไลท์สำคัญ ได้แก่  1.โซนนวดฟรีกว่า 70 เตียง จากหมอนวดกว่า 100 คนทั่วประเทศ ทั้งนวดไทยอัตลักษณ์ 4 ภาค ได้แก่ โพธิ์-ล้านนา (ภาคเหนือ) ที่เด่นด้านการนวดตอกเส้น, โพธิ์-ทศวาโย (ภาคกลาง) กดจุดตามสัญญาณและเส้นประธานพร้อมศาสตร์ฤาษีดัดตน, โพธิ์-ออนซอน (ภาคอีสาน) ถ่ายทอดภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านอีสาน ผสานการใช้สมุนไพรท้องถิ่นและศาสตร์การเยียวยา และ โพธิ์-ทักษิณา (ภาคใต้) นวดบำบัดและนวดน้ำมันพื้นบ้าน และยังมีหมอนวดมือทอง นวดนักกีฬา นวดคอ บ่า ไหล่ พอกเข่า 2.VR DOME เล่าเรื่องราวและภูมิปัญญานวดไทยในรูปแบบที่ทันสมัยผ่านเทคโนโลยีเสมือนจริง 3.ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมสมุนไพรไทย อาทิ น้ำมันมนต์พระเส้น กลิ่นว่านสาวหลง ลิปสติกเปลี่ยนสีตามธาตุเจ้าเรือน มะแขว่นเมืองลี นวัตกรรมระดับรางวัลที่ช่วยลดอาการปวดและบำรุงผิว การตรวจวิเคราะห์ธาตุเจ้าเรือนผ่านแอปพลิเคชัน Pen Diag 4.Workshop สุขภาพ อาทิ ทำบาล์มหอมรูปแบบสติ๊กจากสมุนไพร ฤาษีดัดตนคลายเส้น สมาธิบำบัด เสวนาวิชาการด้านการแพทย์แผนไทยและการนวดไทย จากผู้เชี่ยวชาญทั่วประเทศ และ 5.B2B Business Matching การจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการกับนักลงทุนและเครือข่ายธุรกิจเวลเนสทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ และขยายสู่ตลาดโลก ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าตลอด 3 วัน จะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คน

    *********************************************21 สิงหาคม 2569

    View 314    21/08/2569   ข่าวเพื่อมวลชน    สำนักสารนิเทศ



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr.moph.go.th/online/index/news/346730&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HMcnrgqnBQaNDIOt7lLz7