Blog

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (5 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (5 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (5 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (5 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 75 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 49.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 31.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 40.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 40.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 35.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 42.19 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 37.19 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 50.05 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 42.19 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 37.19 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (5 ต.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/670621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VK9UFMr55vN963X0IeL4z

  • “ยศชนัน” โชว์กึ๋นเวทีระดับโลก STS Forum! ท้านักวิจัยปั้น ‘ทุนธรรมชาติ’ ไทยให้มีมูลค่าเทียบชั้นแร่ธาตุ-น้ำมัน พร้อมเดินเครื่อง 3 โปรเจกต์ยักษ์ ดันเศรษฐกิจไทยสู่ประเทศรายได้สูง

    “ยศชนัน” โชว์กึ๋นเวทีระดับโลก STS Forum! ท้านักวิจัยปั้น ‘ทุนธรรมชาติ’ ไทยให้มีมูลค่าเทียบชั้นแร่ธาตุ-น้ำมัน พร้อมเดินเครื่อง 3 โปรเจกต์ยักษ์ ดันเศรษฐกิจไทยสู่ประเทศรายได้สูง

    การศึกษา

    “ยศชนัน” โชว์กึ๋นเวทีระดับโลก STS Forum! ท้านักวิจัยปั้น ‘ทุนธรรมชาติ’ ไทยให้มีมูลค่าเทียบชั้นแร่ธาตุ-น้ำมัน พร้อมเดินเครื่อง 3 โปรเจกต์ยักษ์ ดันเศรษฐกิจไทยสู่ประเทศรายได้สูง

    วันอาทิตย์ ที่ 04 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 16.22 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่  4 ตุลาคม 2569  ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขึ้นเวทีระดับโลกปาฐกถาพิเศษในพิธีเปิดการประชุม Science and Technology in Society forum (STS forum) ครั้งที่ 23 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “Navigating Tectonic Shifts in Science, Technology, and Society” โดยมีนักวิจัยชั้นนำ ผู้ได้รับรางวัลโนเบล และรัฐมนตรีด้านวิจัยและนวัตกรรมจากกว่า 30 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    ไฮไลต์สำคัญของการปาฐกถาครั้งนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ได้จุดประกายให้นักวิจัยทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับ “การเงินบนฐานทุนธรรมชาติ” (Natural Capital Financing) โดยเปรียบเทียบว่า ในขณะที่กลุ่มประเทศผู้ค้าน้ำมันหรือแร่ธาตุสามารถนำทรัพยากรเหล่านั้นมาตีเป็นมูลค่าทางบัญชี (Book Value) เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ ประเทศไทยซึ่งมีความโดดเด่นด้านความหลากหลายทางชีวภาพและมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ก็ควรสามารถจัดทำบัญชีทรัพยากรเหล่านี้เพื่อสร้างความมั่นคงของชาติได้เช่นเดียวกัน ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยได้เริ่มเดินหน้าโครงการนำร่องแล้วในพื้นที่จังหวัดน่าน

    ทั้งนี้ การจัดทำบัญชีทุนธรรมชาติ (Natural Capital Accounting : NCA) คือระบบการวัดและรายงานปริมาณการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงบริการของระบบนิเวศอย่างเป็นระบบ ทั้งในเชิงกายภาพและมูลค่าทางการเงิน เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำคัญประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายและการลงทุน โดยอ้างอิงมาตรฐานสากลจากระบบบัญชีสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ (SEEA) ของสหประชาชาติ ซึ่งในส่วนของประเทศไทยนั้น เป็นความร่วมมือระหว่างธนาคารโลก (World Bank) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และมูลนิธิกสิกรไทย ที่ร่วมกันพัฒนาระบบโดยใช้จังหวัดน่านเป็นพื้นที่ต้นแบบ

    นอกจากนี้ ในการประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรี (Ministerial Roundtable) ร่วมกับผู้แทนจากกว่า 30 ประเทศ ศ.ดร.ยศชนัน ได้นำเสนอแผนยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “ประเทศรายได้สูง” โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน ผ่าน 3 โครงการหลัก ประกอบด้วย

    Siam Silica – ยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ มุ่งยกระดับไทยจากการเป็นเพียงฐานประกอบและทดสอบอุตสาหกรรมชิป ก้าวขึ้นสู่ขั้นที่มีมูลค่าสูงขึ้นในห่วงโซ่อุปทานของโลก ควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรม

    Siam Medica – ยุทธศาสตร์ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพแบบองค์รวม (Wellness Hub) ของโลก โดยมีวิทยาศาสตร์เป็นฐานรากสำคัญ

    Siam Terra – ยุทธศาสตร์พลิกโฉมภาคการเกษตร ด้วยการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มผลิตภาพและรายได้ เปลี่ยนโมเดลจากการขายผลผลิตดิบ สู่การแปรรูปเป็นอาหารและยา โดยตั้งเป้าให้เกษตรกรเป็นเจ้าของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) อย่างแท้จริง ซึ่งเตรียมเปิดตัวนำร่องในปี 2570

    สำหรับการประชุม STS forum ถือเป็นเวทีหารือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับนานาชาติที่สำคัญ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ นครเกียวโต โดยในปีนี้ถือเป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ของบุคลากรระดับมันสมอง ทั้งผู้ได้รับรางวัลโนเบลถึง 12 ท่าน รัฐมนตรี ผู้นำภาคธุรกิจ ผู้บริหารสถาบันวิจัย และอธิการบดีมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จะมีผลต่ออนาคตของมนุษยชาติในอีก 100 ถึง 500 ปีข้างหน้า

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/education/493060&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E3uiLv805vJfPVbqPBl5T

  • ฮ่องกงขึ้นค่าแรง “ผู้ช่วยแม่บ้านชาวต่างชาติ” แตะ 2.3 หมื่นบาทต่อเดือน | เดลินิวส์

    ฮ่องกงขึ้นค่าแรง “ผู้ช่วยแม่บ้านชาวต่างชาติ” แตะ 2.3 หมื่นบาทต่อเดือน | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 4 ต.ค. ว่ารัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงของจีนประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับผู้ช่วยแม่บ้านชาวต่างชาติในฮ่องกง อยู่ที่ 5,220 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 23,000 บาท) ต่อเดือน เพิ่มขึ้น 2.35%

    อัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่จะมีผลกับสัญญาจ้างผู้ช่วยแม่บ้านชาวต่างชาติทั้งหมด ซึ่งลงนามตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค. ที่ผ่านมา ส่วนเงินค่าอาหารที่นายจ้างต้องจ่ายในกรณีไม่ได้จัดอาหารให้ฟรี ยังคงอยู่ที่ไม่น้อยกว่า 1,236 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 5,200 บาท) ต่อเดือน

    รัฐบาลฮ่องกงได้ทบทวนอัตราค่าจ้างครั้งนี้ตามกลไกที่กำหนดไว้ โดยรับฟังความคิดเห็นจากทั้งนายจ้างและผู้ช่วยแม่บ้านชาวต่างชาติ พร้อมพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ อาทิ ภาวะเศรษฐกิจและตลาดแรงงานของฮ่องกง แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะใกล้ กำลังในการจ่ายเงินของนายจ้าง และความต้องการพื้นฐานในการดำรงชีวิตของผู้ช่วยแม่บ้านชาวต่างชาติ.

    เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

    ข้อมูล : XINHUA

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6248058/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0keZBibVj6ZA4s6i5Dxs6h

  • สืบสานภูมิปัญญาใต้! ดร.ธนภณ นำทีมหนุนวิจัยวัฒนธรรม ดัน “เป-ตะ เฟสติวัล” ปลุกเมืองทุ่งสง

    สืบสานภูมิปัญญาใต้! ดร.ธนภณ นำทีมหนุนวิจัยวัฒนธรรม ดัน “เป-ตะ เฟสติวัล” ปลุกเมืองทุ่งสง

    🔵ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ทุนวัฒนธรรมสร้างชาติ”

    การลงพื้นที่ครั้งนี้สืบเนื่องจากโครงการวิจัยเรื่อง “การบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชนเพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญ “ยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม” ซึ่งมุ่งเน้นการนำทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ตามปณิธาน “ทุนวัฒนธรรม สร้างชาติ” และ “ทุนทางวัฒนธรรมชุมชน = ทุนชาติ”

    โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณและบูรณาการความร่วมมือจาก

    • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
    • กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.)
    • สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.)
    • หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.)
    • โดยมีมูลนิธิสื่อสานพลังชุมชนเป็นผู้ดำเนินงาน

    🔵สืบสานประเพณีบุญสารทเดือนสิบ “รับตายาย”

    สำหรับประเพณีทำบุญรับตายาย เป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของภาคใต้ ตามความเชื่อที่ว่าในวันแรม 1 ค่ำ ถึงแรม 15 ค่ำ เดือน 10 บรรพบุรุษผู้ล่วงลับจะกลับมายังโลกมนุษย์ โดยวันแรม 1 ค่ำ เรียกว่า “วันรับตายาย” และวันแรม 15 ค่ำ เรียกว่า “วันส่งตายาย” ลูกหลานจะจัดเตรียมอาหารและขนมจัดเป็น “หมรับ” บนถาด ก่อเป็นรูปพระธาตุ โดยมีหัวใจสำคัญคือขนมเดือนสิบ 5 ชนิด ได้แก่ ขนมพอง, ขนมลา, ขนมกง, ขนมดีซำ และขนมบ้า เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษ

    🔵ต่อยอด “เป-ตะ เฟสติวัล ครั้งที่ 3” กระตุ้นเศรษฐกิจ

    เพื่อเป็นการต่อยอดนโยบายการเปลี่ยนทุนวัฒนธรรมให้เป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม คณะขับเคลื่อนงานวิจัยยังได้เตรียมจัดงาน เทศกาล เป-ตะ เฟสติวัล ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กันยายน – 11 ตุลาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ณ หลาดยิบ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อเป็นพื้นที่นำร่องในการใช้สื่อวัฒนธรรมชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับเมืองรองอย่างยั่งยืน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/social/378984360&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fQczhYJBATCScWTaJ9jFT

  • ‘ศุลกากรช่องจอม’ กวักมือเรียกเอกชนลงทุน ‘โคราช’ ชี้เส้นทางธุรกิจยังสดใส ลุยจับของเถื่อนเกินเป้า 568% | เดลินิวส์

    ‘ศุลกากรช่องจอม’ กวักมือเรียกเอกชนลงทุน ‘โคราช’ ชี้เส้นทางธุรกิจยังสดใส ลุยจับของเถื่อนเกินเป้า 568% | เดลินิวส์

    ตามนโยบายรัฐบาลและกรมศุลกากรที่ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคเอกชนผู้ผลิตและส่งออกเพื่อขยายฐานตลาดต่างประเทศและเพิ่มขีดความสามารถทางการค้าซึ่งเป็นหัวใจหลักในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร น.ส.สุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีฯ และ น.ส.ลลิตา อรรถพิมล ผอ.ศุลกากรภาค 2 ได้มอบนโยบายให้ด่านศุลกากรช่องจอม ซึ่งรับผิดชอบ 3 จังหวัด คือ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และนครราชสีมา เร่งยกระดับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชนเพื่อเร่งส่งเสริมการลงทุนและการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรให้ได้มากที่สุด

    นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องจอม เปิดเผยว่าแม้ด่านพรมแดนจะปิดอย่างถาวรแต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้การกำกับดูแลของศุลกากรช่องจอมที่ จ.นครราชสีมา และ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งประกอบด้วย 2 สนามบินนานาชาติ 3 เขตปลอดอากร และ 1 คลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้า ยังคงดำเนินไปอย่างปกติและมีแนวโน้มการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตรถโดยสาร , เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ , เครื่องมือและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ฯลฯ

    นายประสิทธิ์กล่าวต่อไปว่า จากนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลและกรมศุลกากรทำให้เราได้ลงไปช่วยดูแลภาคเอกชนในการส่งเสริมสนับสนุนการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดการสื่อสารและตอบสนองความต้องการที่ถูกต้องตรงประเด็นได้อย่างรวดเร็วทันท่วงที ซึ่งส่งผลให้ในปีงบประมาณ 69 ที่ผ่านมา เราสามารถจัดเก็บรายได้ศุลกากรกว่า 33,400,000 บาท ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดถึง 568% และ จัดเก็บรายได้แทน กรมสรรพากร , กรมสรรพสามิต , กระทรวงมหาดไทย รวมกว่า 74,700,000 บาท ตลอดจนได้รับการเปิดเผยจากภาคเอกชนว่าเรามีส่วนร่วมและผลักดันมูลค่าหมุนเวียนทางเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกได้มากกว่า 3,500,000,000 บาท อีกทั้งเกิดการจ้างงานจ้างอาชีพรวมแล้วราว 2,000 อัตรา 

    นายประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่านอกจากเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้าแล้วก็ยังมีเรื่องการปกป้องสังคมซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของกรมศุลกากรด้วยเช่นกันโดยสามารถจับกุมสินค้าเถื่อน อาทิเช่น เครื่องสำอางเถื่อน เสื้อผ้ากระเป๋าแบรนด์เนมปลอม อาหารไม่มี อย. เครื่องใช้ไฟฟ้าไม่มี มอก. บุหรี่เถื่อน บุหรี่ไฟฟ้า พลุดอกไม้ไฟ ฯลฯ ได้กว่า 55 คดี จำนวน 79,000 รายการ มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 101,400,000 บาท ซึ่งเมื่อคดีสิ้นสุดจะเร่งทำลายและจำหน่ายเพื่อนำส่งเป็นรายได้เข้ารัฐต่อไป

    ”เราพยามสร้างบรรยากาศที่ดีแห่งการลงทุนและอยากเชิญชวนบริษัททั้งไทยและต่างชาติมาลงทุนกันที่นี่เยอะๆเพราะโคราชมีจุดเด่นตรงที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสมทางภูมิรัฐศาสตร์ใกล้แหล่งทรัพยากรในภาคกลางและอีสานอีกทั้งไม่ไกลจากท่าเรือในภาคตะวันออก ตลอดจนมี

    โครงสร้างพื้นฐานด้านระบบสาธารณูปโภคที่เข้มแข็ง เช่น มอเตอร์เวย์ M6 หรือ มีปริมาณแรงงานจำนวนมาก และเมื่อรวมกับการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรตามกฎหมายศุลกากรแล้วย่อมเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการซึ่งเป็นนโยบายที่กรมศุลกากรสนับสนุนในเรื่องนี้อย่างชัดเจน“ นายประสิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6246855/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C8lwI4EgiVJJ2tm7iyedV

  • ค้าภายใน สั่งผู้ผลิต-ฟาร์มไข่ไก่ ลดส่งออกไข่ไก่ออกนอก 30-50% เน้นบริโภคในประเทศให้พอ | เดลินิวส์

    ค้าภายใน สั่งผู้ผลิต-ฟาร์มไข่ไก่ ลดส่งออกไข่ไก่ออกนอก 30-50% เน้นบริโภคในประเทศให้พอ | เดลินิวส์

    นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัย กรมฯ ได้ติดตามผลกระทบต่อปริมาณไข่ไก่อย่างใกล้ชิด โดยขอความร่วมมือฟาร์มผู้เลี้ยงไก่ไข่เร่งส่งไข่ไก่เข้าสู่ช่องทางการค้าปกติ และกำชับไม่ให้มีการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา ขณะเดียวกันได้ขอความร่วมมือผู้ส่งออกชะลอการส่งออก  โดยลดปริมาณลงประมาณ 30–50% ในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อให้มีไข่ไก่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ

    สำหรับในพื้นที่ที่เริ่มคลี่คลายถึงระยะฟื้นฟูหลังน้ำลด กระทรวงพาณิชย์เตรียมจัดกิจกรรมไทยช่วยไทย–ธงฟ้า นำสินค้าอุปโภคบริโภค อุปกรณ์ทำความสะอาด และวัสดุซ่อมแซมบ้านเรือนมาจำหน่ายในราคาที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนประชาชนให้สามารถฟื้นฟูที่อยู่อาศัยกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ทั้งนี้ หากประชาชนพบปัญหาสินค้าไม่เพียงพอ จำหน่ายไม่เป็นธรรม ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือสงสัยว่ามีการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6247317/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3p72jslUYBQ-ImB_mX027O

  • ‘ศุภจี’ เคาะแผนเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ SME วางเป้าหมาย 4.1 หมื่นราย

    ‘ศุภจี’ เคาะแผนเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ SME วางเป้าหมาย 4.1 หมื่นราย

    ‘ศุภจี’ เคาะแผนเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ SME ปี 2570 อีก 5.8 พันล้าน ตามแผน สสว. ดันเพิ่มศักยภาพ 4.1 หมื่นราย มอบ 4 ยุทธศาสตร์พัฒนา ช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย

    4 ตุลาคม 2569 – รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (บอร์ดส่งเสริม SME) ที่มี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เป็นประธานที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบเป้าหมายสำคัญในการยกระดับและขับเคลื่อนศักยภาพผู้ประกอบการ SME ไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ผ่านกรอบงบประมาณรวม 786 ล้านบาท ที่ได้รับการจัดสรรจากเงินกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงินปกติ 640.3 ล้านบาท และเงินสมทบกองทุนฯเพิ่มเติมอีก 145.7 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้อุดหนุนและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศตามเป้าหมายที่ไม่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 41,480 ราย เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการ SME ของไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้น

    ทั้งนี้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) คาดการณ์ว่าจากเม็ดเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร 786 ล้านบาทที่รัฐบาลอนุมัติให้ จะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกและก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในระบบรวมกัน ไม่ต่ำกว่า 5,856 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 7.4 เท่า ของวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร ถือเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้น ฟื้นฟู และวางรากฐานความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป

    ทั้งนี้นางศุภจีได้มอบนโยบายว่าการจัดสรรงบประมาณต้องมุ่งเน้นที่จะสร้างความคุ้มค่าผ่าน 4 ยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อขับเคลื่อนการเพิ่มขีดความสามารถของ SME ไทยได้แก่

    1.การเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SME สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและธุรกิจดิจิทัล พร้อมขยายการให้บริการผ่านระบบ e-Service และเร่งผลักดันการลงทะเบียน SME ONE ID และ SME Profile เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับ SME ในการเข้าถึงบริการภาครัฐ

    โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการ SME ที่อยู่ในฐานข้อมูล SME ONE ID และ SME Profile แล้วจำนวนทั้งสิ้น 623,323 ราย ได้มีการตั้งเป้าหมายในปี 2570 ให้มีจำนวนผู้ประกอบการ SME ที่เข้าสู่ระบบนี้เพิ่มขึ้น 35% หรือประมาณ 8.04 แสนราย

    2.ส่งเสริมให้ SME ไทยสามารถเข้าถึงช่องทางตลาดสากลมากขึ้น โดยขยายโอกาสการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในเวทีการค้าระดับสากลผ่านแพลตฟอร์ม และช่องทางต่างๆให้มากขึ้น

    3.ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SME ไทยปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยสนับสนุนธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Renewable Energy & Green Business)  และ

     4.เร่งช่วยเหลือและฟื้นฟู โดยให้ความสำคัญในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการ SME ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยเฉพาะอุทกภัยอย่างเร่งด่วน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1082032/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0x3vNrKPFW21OWiaS2TPmh

  • ‘ศุลกากรช่องจอม’ โชว์ผลงานปี 69 ดันเศรษฐกิจ 3.5 พันล้าน เก็บรายได้เกินเป้า 568%

    ‘ศุลกากรช่องจอม’ โชว์ผลงานปี 69 ดันเศรษฐกิจ 3.5 พันล้าน เก็บรายได้เกินเป้า 568%

    “ศุลกากรช่องจอม” เผยปีงบฯ 69 จัดเก็บรายได้ศุลกากร 33.4 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 568% พร้อมเก็บรายได้แทนหน่วยงานรัฐกว่า 74.7 ล้านบาท ภาคเอกชนระบุดันมูลค่าหมุนเวียนเพื่อการส่งออกกว่า 3,500 ล้านบาท เกิดการจ้างงานราว 2,000 อัตรา ขณะที่ปราบสินค้าผิดกฎหมาย 55 คดี มูลค่ากว่า 101.4 ล้านบาท

    แม้สถานการณ์ด่านพรมแดนจะปิดอย่างถาวร แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่รับผิดชอบของ “ศุลกากรช่องจอม” ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ จ.นครราชสีมา และ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งมีทั้งสนามบินนานาชาติ เขตปลอดอากร และคลังสินค้าทัณฑ์บน รองรับกิจกรรมทางการค้าและการลงทุนของภาคเอกชน

    ด่านศุลกากรช่องจอม ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ จ.สุรินทร์ จ.บุรีรัมย์ และ จ.นครราชสีมา ยกระดับความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมการลงทุน ตลอดจนผลักดันการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องจอม เปิดเผยว่า แม้ด่านพรมแดนจะปิดอย่างถาวร แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้การกำกับดูแลของศุลกากรช่องจอมในพื้นที่ จ.นครราชสีมา และ จ.บุรีรัมย์ ยังคงดำเนินไปตามปกติและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยพื้นที่ดังกล่าวมีสนามบินนานาชาติ 2 แห่ง เขตปลอดอากร 3 แห่ง และคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้า 1 แห่ง

    สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตรถโดยสาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องมือและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ รวมถึงกิจกรรมการผลิตและส่งออกอื่น ๆ

    นายประสิทธิ์กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลและกรมศุลกากรที่มุ่งสนับสนุนภาคเอกชน ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปดูแลและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

    ผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2569 พบว่า ด่านศุลกากรช่องจอมสามารถจัดเก็บรายได้ศุลกากรกว่า 33.4 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ถึง 568% ขณะเดียวกันยังสามารถจัดเก็บรายได้แทนกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกระทรวงมหาดไทย รวมกว่า 74.7 ล้านบาท

    ขณะที่ข้อมูลจากภาคเอกชนระบุว่า การดำเนินงานของศุลกากรช่องจอมมีส่วนร่วมในการผลักดันมูลค่าหมุนเวียนทางเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกมากกว่า 3,500 ล้านบาทและก่อให้เกิดการจ้างงานราว 2,000 อัตรา

    นอกจากการอำนวยความสะดวกทางการค้าแล้ว ศุลกากรช่องจอมยังเดินหน้าภารกิจด้านการปกป้องสังคม โดยสามารถจับกุมสินค้าผิดกฎหมาย อาทิ เครื่องสำอาง เสื้อผ้าและกระเป๋าแบรนด์เนมปลอม อาหารไม่มี อย. เครื่องใช้ไฟฟ้าไม่มีเครื่องหมาย มอก. บุหรี่ผิดกฎหมาย บุหรี่ไฟฟ้า และพลุดอกไม้ไฟ รวม 55 คดี จำนวน 79,000 รายการคิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 101.4 ล้านบาท

    นายประสิทธิ์กล่าวว่า เมื่อคดีสิ้นสุดตามกระบวนการแล้ว จะเร่งดำเนินการทำลายหรือจำหน่ายของกลางตามระเบียบ เพื่อนำรายได้ส่งเข้ารัฐต่อไป

    ‘ศุลกากรช่องจอม’ โชว์ผลงานปี 69 ดันเศรษฐกิจ 3.5 พันล้าน เก็บรายได้เกินเป้า 568%

    ‘ศุลกากรช่องจอม’ โชว์ผลงานปี 69 ดันเศรษฐกิจ 3.5 พันล้าน เก็บรายได้เกินเป้า 568%

    ส่วนแนวทางการส่งเสริมการลงทุน นายประสิทธิ์กล่าวว่า ศุลกากรช่องจอมต้องการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน พร้อมเชิญชวนบริษัททั้งไทยและต่างชาติเข้ามาลงทุนใน จ.นครราชสีมา เนื่องจากมีศักยภาพด้านทำเลที่ตั้งและภูมิรัฐศาสตร์ อยู่ใกล้แหล่งทรัพยากรในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือในภาคตะวันออก

    นอกจากนี้ ยังมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับการลงทุน ทั้งระบบสาธารณูปโภคและเส้นทางคมนาคม โดยเฉพาะมอเตอร์เวย์ M6 รวมถึงมีแรงงานจำนวนมาก ซึ่งเมื่อผนวกกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรตามกฎหมายศุลกากร จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ

    “ศักยภาพของโคราช ทั้งทำเล โครงสร้างพื้นฐาน แรงงาน และสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ซึ่งกรมศุลกากรพร้อมสนับสนุนภาคเอกชนอย่างเต็มที่” นายประสิทธิ์กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1254923&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12PLiKgYzikVEEfGQqi4Y_

  • มธ.ยกระดับทุนมนุษย์ ผนึก 3 มหาวิทยาลัยระดับโลกรับความท้าทายในยุคเศรษฐกิจผันผวน | เดลินิวส์

    มธ.ยกระดับทุนมนุษย์ ผนึก 3 มหาวิทยาลัยระดับโลกรับความท้าทายในยุคเศรษฐกิจผันผวน | เดลินิวส์

    รายงานข่าวจาก คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ได้เดินหน้ายกระดับระบบการศึกษาด้านวิศวกรรมเพื่อตอบโจทย์ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยจัดงาน “TEP-TEPE CONNECT 30th Anniversary” ผสานความร่วมมือเข้มแข็งระหว่างภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และศิษย์เก่า (Alumni Network) เพื่อรองรับความท้าทายในยุคเศรษฐกิจผันผวน

    งานครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “TEP-TEPE CONNECT” โดยเน้นการสร้าง Ecosystem เชื่อมโยงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา ศิษย์เก่า ไปจนถึงพันธมิตรระดับสากล ผ่านกิจกรรมแนะแนวเชิงยุทธศาสตร์ เสวนาเชิงวิชาการและอุตสาหกรรม ตลอดจนงาน Grand Reunion เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่ายคอนเนกชันในเชิงธุรกิจและการพัฒนาองค์ความรู้

    ขณะเดียวกันยังสะท้อนถึงศักยภาพการแข่งขันในระดับสากลผ่านความยินดีจาก 3 มหาวิทยาลัยพันธมิตรชั้นนำระดับโลก ได้แก่ University of Nottingham (สหราชอาณาจักร), University of New South Wales (ออสเตรเลีย) และ KU Leuven (เบลเยียม) ซึ่งนับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างแรงงานทักษะสูง (High-skilled Talent) สู่ตลาดแรงงานข้ามชาติ

    ไฮไลต์สำคัญทางธุรกิจและวิชาการ คือเวที TEP Talk ภายใต้หัวข้อ “Global Mindset Engineers Against an Uncertain World” ชวนวิเคราะห์วิสัยทัศน์การปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมและวิศวกรไทยในบริบทโลกยุคใหม่ ผ่านมุมมองผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า ประกอบด้วย:

    • Engineering Education and Thailand’s Future: โดย ศ.ดร.สื่อจิตต์ เพ็ชร์ประสาน คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรังสิต สะท้อนทิศทางการปฏิรูปการศึกษาเพื่อขับเคลื่อนประเทศ
    • New Industrial Policy for Thailand’s Economy: โดย ดร.นพรุจ จินดาสมบัติเจริญ นักวิจัยจาก TDRI ฉายภาพนโยบายอุตสาหกรรมใหม่ในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทย
    • Thailand’s Energy Strategic Planning and Sustainability: โดย นายศิริชัย จิระพงษ์พันธ์ จาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เจาะลึกแผนยุทธศาสตร์พลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน
    • I DON’T KNOW… YET., Preparing for an Unpredictable Future: โดย คุณเพชรภรณ์ เชิงวิวัฒน์กิจ Mrs. Thailand World 2026, Edu-preneur & Content Creator ร่วมแบ่งปันแนวคิดการพัฒนาความพร้อมเชิงจิตวิทยาและทักษะยืดหยุ่น (Adaptability) ในโลกที่ไม่แน่นอน

    นอกจากนี้ได้รับสมัคร TEP-TEPE Admission 2027 เพื่อเตรียมความพร้อมในการผลิตบุคลากรรุ่นใหม่ ตอกย้ำบทบาทของ TEP-TEPE ในฐานะหมุดหมายสำคัญของการสร้างวิศวกรรุ่นใหม่ที่มี Global Mindset พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6246626/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vKkOeGx1w_7MqKUyaD3nh

  • ศุลกากรช่องจอมชวนลงทุน ‘โคราช’ ปี 69 ดันเศรษฐกิจ 3.5 พันล้าน

    ศุลกากรช่องจอมชวนลงทุน ‘โคราช’ ปี 69 ดันเศรษฐกิจ 3.5 พันล้าน

    ศุลกากรช่องจอมเผยแม้ด่านพรมแดนปิด แต่กิจกรรมเศรษฐกิจในพื้นที่รับผิดชอบยังเดินหน้า ปีงบฯ 69 มีส่วนผลักดันมูลค่าเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกกว่า 3,500 ล้านบาท เกิดการจ้างงานราว 2,000 อัตรา จัดเก็บรายได้ศุลกากรเกินเป้า 568% พร้อมจับสินค้าเถื่อนมูลค่าความเสียหายกว่า 101 ล้านบาท

    4 ตุลาคม 2569 – นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องจอม เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐบาลและกรมศุลกากรที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการสนับสนุนภาคเอกชน ผู้ผลิต และผู้ส่งออก เพื่อขยายตลาดต่างประเทศและเพิ่มขีดความสามารถทางการค้า นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร น.ส.สุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมศุลกากร และ น.ส.ลลิตา อรรถพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 ได้มอบนโยบายให้ด่านศุลกากรช่องจอม ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่สุรินทร์ บุรีรัมย์ และนครราชสีมา ยกระดับความร่วมมือกับภาคเอกชน พร้อมส่งเสริมการลงทุนและการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร

    นายประสิทธิ์ กล่าวว่า แม้ด่านพรมแดนจะปิด แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้การกำกับดูแลของด่านศุลกากรช่องจอมในพื้นที่ จ.นครราชสีมา และ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งประกอบด้วยสนามบินนานาชาติ 2 แห่ง เขตปลอดอากร 3 แห่ง และคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้า 1 แห่ง ยังคงดำเนินไปตามปกติและมีแนวโน้มเติบโต โดยมีทั้งอุตสาหกรรมการผลิตรถโดยสาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องมือและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ เป็นต้น

    สำหรับผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2569 ด่านศุลกากรช่องจอมจัดเก็บรายได้ศุลกากรกว่า 33.4 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด 568% และจัดเก็บรายได้แทนกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกระทรวงมหาดไทย รวมกว่า 74.7 ล้านบาท

    ขณะเดียวกัน จากข้อมูลที่ได้รับจากภาคเอกชน พบว่าการดำเนินงานมีส่วนร่วมในการผลักดันมูลค่าหมุนเวียนทางเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกมากกว่า 3,500 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานและสร้างอาชีพราว 2,000 อัตรา

    นายประสิทธิ์ กล่าวว่า นอกจากการอำนวยความสะดวกทางการค้าแล้ว ด่านศุลกากรช่องจอมยังดำเนินการด้านการปกป้องสังคม โดยในปีงบประมาณที่ผ่านมา สามารถจับกุมสินค้าเถื่อน อาทิ เครื่องสำอาง เสื้อผ้าและกระเป๋าปลอม อาหารที่ไม่มี อย. เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่มี มอก. บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และพลุดอกไม้ไฟ รวมกว่า 55 คดี จำนวนประมาณ 79,000 รายการ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 101.4 ล้านบาท โดยเมื่อคดีสิ้นสุดจะดำเนินการตามขั้นตอน ทั้งการทำลายหรือจำหน่ายเพื่อนำรายได้ส่งรัฐต่อไป

    นายประสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ต้องการเชิญชวนบริษัททั้งไทยและต่างชาติเข้ามาลงทุนใน จ.นครราชสีมา เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งใกล้แหล่งทรัพยากรทั้งภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือในภาคตะวันออก อีกทั้งมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ อาทิ มอเตอร์เวย์ M6 และมีแรงงานจำนวนมาก

    ทั้งนี้ การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรตามกฎหมายศุลกากรสามารถเป็นเครื่องมือช่วยลดต้นทุนและเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นแนวทางที่กรมศุลกากรให้การสนับสนุน เพื่อส่งเสริมการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/1082063/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw058yLXpdmXka_yQUyK_k_5