ทั้งนี้นางศุภจีได้มอบนโยบายว่าการจัดสรรงบประมาณต้องมุ่งเน้นที่จะสร้างความคุ้มค่าผ่าน 4 ยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อขับเคลื่อนการเพิ่มขีดความสามารถของ SME ไทยได้แก่
1.การเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SME สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและธุรกิจดิจิทัล พร้อมขยายการให้บริการผ่านระบบ e-Service และเร่งผลักดันการลงทะเบียน SME ONE ID และ SME Profile เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับ SME ในการเข้าถึงบริการภาครัฐ
โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการ SME ที่อยู่ในฐานข้อมูล SME ONE ID และ SME Profile แล้วจำนวนทั้งสิ้น 623,323 ราย ได้มีการตั้งเป้าหมายในปี 2570 ให้มีจำนวนผู้ประกอบการ SME ที่เข้าสู่ระบบนี้เพิ่มขึ้น 35% หรือประมาณ 8.04 แสนราย
2.ส่งเสริมให้ SME ไทยสามารถเข้าถึงช่องทางตลาดสากลมากขึ้น โดยขยายโอกาสการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในเวทีการค้าระดับสากลผ่านแพลตฟอร์ม และช่องทางต่างๆให้มากขึ้น
3.ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SME ไทยปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยสนับสนุนธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Renewable Energy & Green Business) และ
4.เร่งช่วยเหลือและฟื้นฟู โดยให้ความสำคัญในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการ SME ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยเฉพาะอุทกภัยอย่างเร่งด่วน
ขณะเดียวกันยังสะท้อนถึงศักยภาพการแข่งขันในระดับสากลผ่านความยินดีจาก 3 มหาวิทยาลัยพันธมิตรชั้นนำระดับโลก ได้แก่ University of Nottingham (สหราชอาณาจักร), University of New South Wales (ออสเตรเลีย) และ KU Leuven (เบลเยียม) ซึ่งนับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างแรงงานทักษะสูง (High-skilled Talent) สู่ตลาดแรงงานข้ามชาติ
ไฮไลต์สำคัญทางธุรกิจและวิชาการ คือเวที TEP Talk ภายใต้หัวข้อ “Global Mindset Engineers Against an Uncertain World” ชวนวิเคราะห์วิสัยทัศน์การปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมและวิศวกรไทยในบริบทโลกยุคใหม่ ผ่านมุมมองผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า ประกอบด้วย: