Blog

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 21 สิงหาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 21 สิงหาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 21 สิงหาคม 2569 เวลา 10.29 น.

    กลยุทธ์: ทองคำไปต่อเตรียมพุ่งทดสอบด่าน 4,600$ !!
    แนวต้าน: $4,600 = 71,000 บาท
    แนวรับ: $4,460 = 69,500 บาท

    .

    Bond Yield พุ่งกดดันทองคำ แต่ภาพเศรษฐกิจยังหนุนแรงซื้อระยะยาว
    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (UST 10Y) พุ่งแตะ 4.70% และ 30Y ขึ้นสู่ 5.25% หลังแรงหนุนจาก Treasury Buyback เริ่มสิ้นสุดลง ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยและดึงเงินทุนออกจากสินทรัพย์ที่ไม่มีปันผล กดดันทองคำให้แกว่งตัวบริเวณ $4,516 ขณะที่ราคาน้ำมัน Brent พุ่ง 2.4% สู่ $93.78 และงบ Walmart เติบโตเพียง 2.6% ต่ำสุดในรอบ 6 ปี สะท้อนแรงกดดันจากค่าครองชีพและกำลังซื้อที่ชะลอตัว ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจและหนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

    จีนตรึงดอกเบี้ย ลุ้นภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมจับตา PMI สหรัฐฯ
    จีนคงอัตราดอกเบี้ย LPR 1 ปีที่ 3.00% และ 5 ปีที่ 3.50% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 เนื่องจากส่วนต่างดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์เหลือน้อย ทำให้ตลาดหันไปจับตาการเร่งใช้งบโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐว่าจะช่วยฟื้นอุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์ในเอเชียได้มากน้อยเพียงใด ขณะที่คืนนี้ต้องติดตาม S&P Global Manufacturing PMI ที่คาด 54.0 และ Services PMI ที่คาด 53.9 หากตัวเลขต่ำกว่าคาด อาจสะท้อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวและเพิ่มความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อทองคำ

    ทองคำยังเป็นขาขึ้น ลุ้นทดสอบ $4,600
    ด้านเทคนิคในกรอบ 4 ชั่วโมง ราคาทองคำยังเคลื่อนไหวใน Ascending Channel อย่างแข็งแกร่งบริเวณ $4,522 ขณะที่ RSI อยู่ที่ 65.54 สะท้อนโมเมนตัมฝั่งซื้อที่ยังดีและยังมีโอกาสขึ้นต่อก่อนเข้าสู่ภาวะ Overbought โดยหากราคายังไม่หลุดแนวรับสำคัญที่ $4,460 หรือประมาณ 69,500 บาท แนวโน้มหลักยังเป็นขาขึ้น และมีเป้าหมายแนวต้านถัดไปบริเวณ $4,600 หรือประมาณ 71,000 บาท

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyz-20-08-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WzjKDNxBwyVSuk96EzSYv

  • นี่คือการเติมไฟ!! “อิหร่าน”สวนกลับ “ทรัมป์” ประกาศ “วันดีเดย์เศรษฐกิจ” เพิ่มแรงกดดัน ชี้เท่าภัยคุกคามโลก ไม่แก้ปัญหาแต่ยิ่งเพิ่มความพ่ายแพ้ | TOPNEWS

    นี่คือการเติมไฟ!! “อิหร่าน”สวนกลับ “ทรัมป์” ประกาศ “วันดีเดย์เศรษฐกิจ” เพิ่มแรงกดดัน ชี้เท่าภัยคุกคามโลก ไม่แก้ปัญหาแต่ยิ่งเพิ่มความพ่ายแพ้ | TOPNEWS

    อาราคชียังได้ยกข้อมูลเกี่ยวกับสถานะทางการคลังของสหรัฐ มาประกอบคำกล่าวของเขา โดยมีการแชร์รายงานจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์และสำนักข่าว CNN เกี่ยวกับหนี้สาธารณะของสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นจนแตะระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก โดยรายงานของนิวยอร์กไทมส์ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงภาระทางการคลังที่สะสมจากการกู้ยืม เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ของรัฐบาล รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านกลาโหม, โครงการสวัสดิการสังคม, และมาตรการลดภาษีของรัฐบาลทรัมป์ นอกจากนี้ ในปีนี้เพียงปีเดียว รัฐบาลสหรัฐมีแนวโน้มกู้ยืมเงินมากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรองรับภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาล

    ด้านคาเซ็ม การรีบาบาดี รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านฝ่ายกฎหมายและกิจการระหว่างประเทศ ก็ออกมาแสดงความเห็นต่อมาตรการของสหรัฐผ่าน X เช่นกัน โดยระบุว่า แผนการกดดันทางเศรษฐกิจของวอชิงตัน มีแนวโน้มล้มเหลว สหรัฐอ้างว่าอิหร่านกำลังใกล้พ่ายแพ้ และอยู่ในสถานการณ์ที่แทบจะไปต่อไม่ได้ แต่ในเวลาเดียวกัน สหรัฐกลับต้องร้องขอให้พันธมิตรของตนเข้ามาช่วยเหลือ ในการดำเนินมาตรการกดดันอิหร่าน

    การรีบาบาดีกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาเกิดจากการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดของสหรัฐ ซึ่งทุกครั้งที่พยายามปกปิดความผิดพลาดดังกล่าว กลับทำให้สหรัฐต้องเผชิญกับความล้มเหลวที่รุนแรงยิ่งขึ้น สงครามทางทหารไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ และขณะนี้สหรัฐ ก็เรียกความพ่ายแพ้ครั้งต่อไปว่า เป็นสงครามเศรษฐกิจ

    ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ประกาศว่า สหรัฐจะดำเนินปฏิบัติการทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยใช้กับประเทศใดประเทศหนึ่ง ต่ออิหร่าน โดยเรียกมาตรการดังกล่าวว่า “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” และระบุว่า จะเป็นการทำสงครามทางเศรษฐกิจ และการโดดเดี่ยวอิหร่าน ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พร้อมเรียกร้องให้พันธมิตรของสหรัฐ เข้าร่วมความพยายามในการโดดเดี่ยวอิหร่านทางเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1668424&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2030h6NcQwDoLAneqsdFPe

  • “อารักชี” เตือน “ทรัมป์” เปิดสงครามเศรษฐกิจ ยิ่งพ่ายแพ้ | เข้มข่าวเย็น | 20 ส.ค. 69

    “อารักชี” เตือน “ทรัมป์” เปิดสงครามเศรษฐกิจ ยิ่งพ่ายแพ้ | เข้มข่าวเย็น | 20 ส.ค. 69

    รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านไม่ให้ค่าการประกาศเปิดสงครามเศรษฐกิจของผู้นำสหรัฐฯ โดยระบุว่า เป็นเพียงการเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศของสหรัฐฯ

    #อารักชี #ทรัมป์ #สงครามเศรษฐกิจ #อิหร่าน #เข้มข่าวเย็น #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 02-118-0054
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/225069&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DPpDsACVoDQfPkqSxHhCK

  • ขุนคลังสหรัฐฯ ชูการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเป็นวาระสูงสุดในการประชุม G20 สิ้นเดือนนี้ : อินโฟเควสท์

    ขุนคลังสหรัฐฯ ชูการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเป็นวาระสูงสุดในการประชุม G20 สิ้นเดือนนี้ : อินโฟเควสท์

    สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (20 ส.ค.) ว่า การสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกจะเป็นวาระสำคัญสูงสุดในการประชุมรมว.คลังของกลุ่ม G20 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นที่สหรัฐฯ ในช่วงปลายเดือนนี้

    เบสเซนต์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CNBC ว่า “ข้อความที่เราส่งไปยังประเทศพันธมิตรและคู่ค้าคือ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกคือแนวทางในการจัดการกับกองหนี้มหาศาลนี้” พร้อมเน้นย้ำว่า ประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลก ซึ่งรวมถึงจีน เยอรมนี ญี่ปุ่น และอินเดีย จำเป็นต้องนำกลุ่ม G20 กลับคืนสู่ “ภารกิจหลัก”

    ทั้งนี้ เบสเซนต์ได้เรียกร้องให้มีการผ่อนคลายกฎระเบียบทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม และกล่าวว่า “เรากำลังผลักดันวาระการเติบโตแบบอเมริกันไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของโลกอย่างจริงจัง”

    การประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่ม G20 จะจัดขึ้นที่เมืองแอชวิลล์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ระหว่างวันที่ 31 ส.ค. ถึง 1 ก.ย. โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการวางรากฐานสำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำปลายปีที่เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เป็นประธาน

    ในระหว่างการให้สัมภาษณ์สด เบสเซนต์กล่าวว่า สหรัฐฯ ยังคงดำเนินนโยบายดอลลาร์แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ส่วนประเด็นสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เขากล่าวว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะบังคับใช้ “มาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดที่สุดในประวัติศาสตร์” ต่ออิหร่าน

    “ผมจะจัดงานแถลงข่าวในวันจันทร์ (24 ส.ค.) เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังจะดำเนินการอย่างละเอียด” เขากล่าว

    เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (19 ส.ค.) ปธน.ทรัมป์ได้ประกาศเปิดฉาก “สงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน” ต่ออิหร่าน ในขณะที่เขาพยายามหาทางเพื่อบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 6 เดือน

    โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/ปนัยดา ปัทมโกวิท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/635288&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VyiNvYuDVLhcSi-19kWr7

  • เปิดประตูสู่อาเซียน: หมุดหมายเศรษฐกิจไทยในฐานะ

    เปิดประตูสู่อาเซียน: หมุดหมายเศรษฐกิจไทยในฐานะ

    เปิดประตูสู่อาเซียน: หมุดหมายเศรษฐกิจไทยในฐานะ “Hub” ยุทธศาสตร์แห่งภูมิภาค


    21/08/2569 | 31 |

    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ส่งผลให้เกิดการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Relocation) ครั้งใหญ่ ภูมิภาคอาเซียนได้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญที่เม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกกำลังไหลเข้ามา และในสมรภูมิแห่งโอกาสนี้ “ประเทศไทย” กำลังก้าวขึ้นมาโดดเด่นในฐานะศูนย์กลาง (Hub) เชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่เพียงแต่มีความพร้อมด้านภูมิศาสตร์ แต่ยังมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นรากฐานที่แข็งแกร่ง

    นี่คือปัจจัยสำคัญที่ตอกย้ำว่า ทำไมไทยจึงเป็น “ประตูสู่อาเซียน” ที่นักลงทุนทั่วโลกไม่อาจมองข้าม

    1. ศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ (The Logistics & Infrastructure Hub)
    ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน (Mainland ASEAN) ทำให้ไทยสามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) ไปจนถึงจีนตอนใต้ได้อย่างไร้รอยต่อ

    โครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC): เป็นหัวหอกสำคัญที่ดึงดูดการลงทุนระดับโลก ผ่านความพร้อมของท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง ท่าอากาศยานอู่ตะเภา และโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง

    การเชื่อมโยงระบบราง: การพัฒนาระบบรางเพื่อเชื่อมต่อกับรถไฟจีน-ลาว ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังตลาดโลก ทำให้ไทยเป็นจุดศูนย์กลางในการกระจายสินค้าที่สำคัญของภูมิภาค

    2. หมุดหมายใหม่ของอุตสาหกรรมอนาคต (The New Economy Frontier)
    เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) โดยมีจุดเด่นใน 2 ภาคส่วนหลัก:

    ศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub of ASEAN): จากฐานะ “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” ไทยได้ปรับตัวอย่างรวดเร็วด้วยมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้ดึงดูดค่ายรถยนต์ชั้นนำจากทั้งเอเชียและยุโรปให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตรถยนต์ EV และแบตเตอรี่ในไทย

    เศรษฐกิจดิจิทัลและศูนย์ข้อมูล (Digital & Data Center Hub): โครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมที่แข็งแกร่ง ประกอบกับนโยบายสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยี ดึงดูดให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกตบเท้าเข้ามาลงทุนสร้าง Data Center และ Cloud Infrastructure ในไทยอย่างต่อเนื่อง

    3. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ: เกราะคุ้มกันที่สร้างความเชื่อมั่น (Economic Stability)
    การเป็น Hub ที่ดีต้องอาศัยรากฐานที่มั่นคง ซึ่งเป็นจุดแข็งที่เศรษฐกิจไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล:

    เสถียรภาพด้านการเงินและการคลัง: ไทยมีระดับทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงลิ่วและหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำ ซึ่งเป็น “เบาะรองรับแรงกระแทก” จากวิกฤตเศรษฐกิจโลกได้อย่างดีเยี่ยม

    ความยืดหยุ่นของค่าเงินบาท: การบริหารจัดการนโยบายการเงินที่รัดกุมช่วยให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค เอื้อต่อการวางแผนธุรกิจระยะยาวสำหรับนักลงทุนต่างชาติและการนำเข้า-ส่งออก

    4. คุณภาพชีวิตและบุคลากร (Soft Power & Livability)
    นอกจากตัวเลขทางเศรษฐกิจแล้ว “ความน่าอยู่” ยังเป็นแม่เหล็กสำคัญ ระบบสาธารณสุขที่ได้รับการยกย่องระดับโลก โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Expat ที่ครบครัน และเสน่ห์ทางวัฒนธรรม ทำให้ไทยเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับการดึงดูดแรงงานทักษะสูง (Talent) และนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาตั้งฐานธุรกิจและอยู่อาศัย

    บทสรุป
    เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ได้เติบโตด้วยการพึ่งพาโมเดลเดิมอีกต่อไป แต่กำลังยกระดับตัวเองสู่การเป็น “ศูนย์กลางยุทธศาสตร์ของอาเซียน” อย่างแท้จริง การผสมผสานระหว่างข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานที่ล้ำสมัย การมุ่งสู่อุตสาหกรรมอนาคต และที่สำคัญที่สุดคือ “เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน” ที่แข็งแกร่ง ทำให้ประเทศไทยพร้อมกางใบเรือรับลมแห่งโอกาส ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ และก้าวสู่อนาคตในฐานะผู้นำเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/35/iid/533435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pIEWYkwTNTje-bLfA4sU1

  • ทรัมป์โดดเดี่ยวเศรษฐกิจอิหร่านเสี่ยงถูกจีน’ตอบโต้’

    ทรัมป์โดดเดี่ยวเศรษฐกิจอิหร่านเสี่ยงถูกจีน’ตอบโต้’

    ชัดเจนว่าสหรัฐหันมาใช้มาตรการทางเศรษฐกิจกดดันอิหร่านหลังจากการโจมตีทางอากาศไม่ได้ผล เป้าหมายสำคัญคือจีน ลูกค้าน้ำมันอันดับหนึ่ง การกระทำดังกล่าวอาจกระตุ้นให้จีนต้องตอบโต้

    เว็บไซต์บลูมเบิร์กรายงานว่า ตอนที่ขุนคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ ลั่นวาจามุ่งกดดันคู่ค้าเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน เขาใช้คำพูดของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ที่เตือนพันธมิตรสหรัฐหลังการโจมตี 11 ก.ย.

    “คุณจะเป็นพวกเราหรือต่อต้านเรา”

     “นี่จะเป็นการร่วมมือกันโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์โลก” เบสเซนต์ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซีเมื่อวันพฤหัสบดี (20 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

    ภาษาตรงไปตรงมาแบบนี้เน้นย้ำความปรารถนาของรัฐบาลวอชิงตันที่จะลงโทษประเทศที่ยังทำธุรกิจกับอิหร่าน โดยเบสเซนต์จะเผยแผนการในวันจันทร์ (24 ส.ค.) อย่างไรก็ตาม นั่นยังสะท้อนว่าสหรัฐไม่มีทางลงจากสงคราม และจีนถือเป็นบททดสอบใหญ่สุดต่อความมุ่งมั่นของวอชิงตันว่าจะทำได้จริงหรือไม่

    จีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ และนับถึงขณะนี้รัฐบาลทรัมป์ก็ไม่อยากเข้าไปวอแวกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างปักกิ่งกับเตหะราน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กำลังจะไปเยือนสหรัฐในเดือนหน้า สองเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลกกำลังหาทางสงบศึกการค้าระหว่างกัน

    อิหร่านนั้นถูกคว่ำบาตรหนักหน่วงมาหลายสิบปีแล้ว ขณะนี้ยังถูกสหรัฐปิดล้อมท่าเรือมานานหลายเดือน หลังการโจมตีทางอากาศไม่สามารถบีบให้เตหะรานลงนามยุติสงคราม, เปิดช่องแคบฮอร์มุซ และละทิ้งวัตถุนิวเคลียร์ได้

    ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าวอชิงตันจะมีเครื่องมือทางเศรษฐกิจใดหลงเหลืออยู่ มากไปกว่าการเล่นงานจีน หรือเพิ่มการคว่ำบาตรต่อบริษัทเล็กๆ ที่ทำธุรกิจกับอิหร่านในประเทศอื่น แต่ความเสียหายต่อนานาประเทศทั่วโลกนั้นหนักขึ้นทุกทีเมื่อสงครามยืดเยื้อ

    “สหรัฐไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มงวดกับประเทศอย่างอิหร่าน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร” อาลี วาเอซ รองผู้อำนวยการโครงการของกลุ่มวิเคราะห์วิกฤตการณ์ระหว่างประเทศกล่าว “ประธานาธิบดีไม่มีความอดทนมากพอที่จะทำให้มาตรการดังกล่าวประสบผลสำเร็จ ซึ่งผลลัพธ์จะวัดกันเป็นเดือน ไม่ใช่สัปดาห์”

    ในวันพุธ (19 ส.ค.) ทรัมป์เตือนว่า “ประเทศใด ๆ ก็ตามที่ปล่อยให้สถาบันการเงิน ธุรกิจ สนามบิน หรือหน่วยงานรัฐบาลต่อชีวิตให้กับอิหร่าน จะต้องเจอผลร้ายแรงทางเศรษฐกิจตามมา” ทรัมป์เน้นย้ำถึง “การลักลอบค้าน้ำมัน การสวอปเงิน โอนเงิน แลกเปลี่ยนเงินตรา จดทะเบียนเรือ บริษัทบังหน้า ทั้งหมดต้องหยุดเดี๋ยวนี้”

    การมุ่งเน้นไปที่น้ำมันทำให้ปักกิ่งที่ซื้อน้ำมันส่งออกของอิหร่านถึง 90% ตกเป็นเป้าหมายวอชิงตันคว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันอิสระบางแห่งของจีนไปแล้วตั้งแต่เริ่มสงครามในเดือน ก.พ.แต่ยังไม่ได้เล่นงานธนาคารขนาดใหญ่ของจีนที่ให้เงินทุนสนับสนุนการค้าดังกล่าว

    “วอชิงตันต้องการให้ความสำคัญกับสงครามเศรษฐกิจรอบใหม่เหนือกว่าความสัมพันธ์กับจีนอย่างนั้นหรือ? ถ้าเลือกทำเช่นนั้น ผลที่ตามมาจะร้ายแรงมาก” คริส เคนเนดี นักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของรัฐ จากบลูมเบิร์กอีโคโนมิค กล่าวและว่า ภัยคุกคามใหม่คือ “การยอมรับว่าสหรัฐกำลังหมดทางเลือก”

    การตัดสินใจใดๆ เพื่อเล่นงานจีนเสี่ยงทำให้ความตึงเครียดหนักข้อขึ้นไม่กี่สัปดาห์ก่อนทรัมป์จะต้อนรับสี มาเยือนวอชิงตันครั้งแรกในรอบสิบปี ทั้งยังเสี่ยงถูกจีนโต้กลับซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือน พ.ย.

    ปักกิ่งส่งสัญญาณชัดเจนแล้วว่าเอาคืนทรัมป์แน่ ที่เห็นได้ชัด เช่น ประกาศห้ามส่งออกแรร์เอิร์ธเพื่อบีบให้ทำเนียบขาวลดท่าทีแข็งกร้าวเรื่องภาษีลง

    ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีนไม่ได้ให้คุณค่ากับคำขู่ของทรัมป์ที่จะใช้ “สงครามเศรษฐกิจ” กับคู่ค้าของอิหร่าน โดยระบุว่าวิธีการดังกล่าวจะไม่ช่วยคลี่คลายความตึงเครียดในภูมิภาค

    “ไม่มีสิ่งใดที่รัฐบาลทรัมป์เสนอได้เพียงพอที่จะขอให้สี จิ้นผิง ยอมจำนนต่อทรัมป์อย่างเปิดเผยและมีผลกระทบอย่างมากเช่นนี้” เบรตต์ เอริคสัน กรรมการผู้จัดการของ Obsidian Risk Advisors และผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการคว่ำบาตรกล่าว

    “นี่เป็นการขอให้ปักกิ่งยินยอมให้สหรัฐเป็นผู้กำหนดว่าพวกเขาสามารถทำธุรกิจกับใครได้ ทำกับใครไม่ได้ จีนไม่ได้ต้องการสร้างบรรทัดฐานแบบนั้น” เอริคสันย้ำ

    การที่ทรัมป์เน้นหยุดการขายน้ำมันแหล่งรายได้หลักของเตหะรานได้ส่งผลกระทบไปเรียบร้อยแล้ว

    “ภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ การส่งออกน้ำมันของเราแทบหยุดไปเลย” อับโดลนาเซอร์ เฮมมาตี ผู้ว่าการธนาคารกลางอิหร่านให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ของรัฐในสัปดาห์นี้

    แม้จีนเป็นเป้าหมายชัดเจนที่สุด แต่ชาติอื่นๆ ก็อาจโดนด้วยหากสหรัฐโดดเดี่ยวเศรษฐกิจอิหร่านมากขึ้นไปอีก

    สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่านโดยรวม และเป็นผู้จัดหาสินค้าต่างประเทศและเงินตราต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดสัปดาห์นี้ ยูเออีประกาศตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทั้งหมดกับอิหร่าน โดยอ้างว่าเตหะรานยิงขีปนาวุธใส่ดินแดนของตน

    ตุรกี พันธมิตรนาโตของสหรัฐเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่รองจากจีน อินเดีย พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐ ที่ทรัมป์พยายามเจรจาการค้าด้วย ก็เป็นผู้ส่งออกสินค้ารายสำคัญให้อิหร่านโดยเฉพาะอาหารและยา

    บริษัทแลกเปลี่ยนเงินตราในยูเออีและอิรักยังช่วยอิหร่านส่งเงินจากการขายน้ำมันกลับประเทศด้วยเช่นกัน โดยแปลงเงินที่ได้รับ (ส่วนใหญ่มักเป็นเงินหยวนของจีน) เป็นสกุลเงินที่เตหะรานสามารถใช้ได้ แต่การมุ่งเป้าไปที่บริษัทเหล่านั้นอาจไม่เพียงพอที่จะบีบให้อิหร่านยอมจำนน

    และแม้นานาประเทศไม่โต้กลับก็ไม่แน่ใจว่าการเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะได้ผล

    นักวิเคราะห์เตือนด้วยว่า สหรัฐจะตัดสายสัมพันธ์ทางการค้าของอิหร่านได้ทั้งหมดหรือไม่ เช่น เส้นทางการค้าทางบกกับประเทศเพื่อนบ้านที่ดำรงอยู่หลายชั่วอายุคน เนื่องจากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และความผูกพันอันลึกซึ้งในประวัติศาสตร์

    แคลร์ โอ’นีล แมคเคลสกี อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านมาตรการคว่ำบาตร Clarity Compliance Consulting กล่าวว่า หลายสิ่งหลายอย่างจะขึ้นอยู่กับรายละเอียดของนโยบายสหรัฐและระดับของการบังคับใช้กฎหมาย

    “ณ จุดนี้เฉพาะการขู่กว้าง ๆ ออกสื่อไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ “จะต้องมีการดำเนินการจริงต่อธนาคารหรือบริษัทต่างชาติเสียก่อน ประเทศที่ 3 จึงจะเข้าใจได้อย่างแน่ชัดว่ารัฐบาลทรัมป์เล็งใครเป็นเป้าหมาย” นักวิเคราะห์รายนี้ให้ความเห็น

    ที่มา: บลูมเบิร์ก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1248386&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31VQnLfE4Ls5TCfiS6NHQR

  • “สหรัฐฯ” ต่อกร “อิหร่าน” เตรียมคว่ำบาตรหนักสุดในประวัติศาสตร์

    “สหรัฐฯ” ต่อกร “อิหร่าน” เตรียมคว่ำบาตรหนักสุดในประวัติศาสตร์

    เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2569 สกอตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐอเมริกา ระบุผ่านสำนักข่าว CNBC ว่า สหรัฐฯ เตรียมบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านแบบหนักหน่วงที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งจะบดขยี้เศรษฐกิจและทำลายระบอบการปกครองของอิหร่าน โดยมาตรการเหล่านี้จะช่วยให้สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องเปิดปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่อีกในอนาคต

    ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุผ่าน Truth Social ว่า เตรียมทำสงครามทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน พร้อมเตือนประเทศใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือแก่อิหร่าน อาจต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวงตามมา

    ขณะที่ เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า การสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดที่สหรัฐฯ จะใช้เพื่อต่อกรกับอิหร่าน รวมถึงจะช่วยให้สหรัฐฯ บรรลุเป้าหมายสูงสุดคือ การที่อิหร่านไม่สามารถสร้างขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่ได้ แต่ยอมรับว่าแนวทางนี้อาจค่อนข้างละเอียดอ่อน เพราะอิหร่านต้องพยายามใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจโต้กลับสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน

    ด้านอับบาส อารัคชี รมว.ต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่า ปฏิบัติการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ (Economic D-Day) ที่สหรัฐฯ เตรียมใช้ต่ออิหร่าน ก็เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯ เอง พร้อมเตือนว่าการกดดันเช่นนี้จะไม่มีทางประสบผลสำเร็จ

    เช่นเดียวกับกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกแถลงการณ์ประณามมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ของสหรัฐฯ ว่าละเมิดกฎหมาย และเตือนว่าสหรัฐฯ รวมถึงใครก็ตามที่ปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรจะต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา

    ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน USS George Washington ไปตะวันออกกลาง

    นอกจากนี้ยังมีความเคลื่อนไหวจากกองทัพสหรัฐฯ โดยกองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันว่า กองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS George Washington ซึ่งปกติประจำการอยู่ที่ญี่ปุ่น เดินทางถึงตะวันออกกลางแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้รายงานข่าวเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่บนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ที่ประจำการในตะวันออกกลางมาตั้งแต่เดือน พ.ย.2568

    สื่อหลายสำนักรายงานอ้างคำพูดของญาติลูกเรือ ว่า บนเรือ USS Abraham Lincoln มีปัญหาขาดแคลนอาหารและระบบประปาชำรุด รวมทั้งมีข่าวลูกเรือพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง ขณะที่ทรัมป์เคยออกมาปฏิเสธข้อกังวลดังกล่าว แต่ยืนยันเช่นกันว่า จะมีเรือบรรทุกเครื่องบินลำอื่นเข้ามาแทน ส่วนสำนักข่าว CNN รายงานอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า เรือ USS Abraham Lincoln เริ่มเดินทางมุ่งหน้ากลับประเทศแล้ว

    สถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังไม่แน่นอน ทำให้หลายชาติเดินหน้าใช้กระบวนการทางการทูตหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยอียิปต์เปิดบ้านหารือกับผู้นำกาตาร์ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรับประกันเสรีภาพการเดินเรือและไม่นำมาใช้เป็นตัวประกันเพื่อข่มขู่ใดๆ เช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่หารือโอมาน โดยเน้นประเด็นความมั่นคงทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ

    ความเคลื่อนไหวทั้งหลายที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดีดตัวสู่ระดับสูงสุด นับตั้งแต่กลางเดือน ก.ค.2569 ทั้งราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ Brent พุ่งแตะ 94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ West Texas Intermediate เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 2 ทะลุ 86 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

    อ่านข่าว :

    จับตาอิหร่านเปลี่ยนเกมสงคราม มุ่งโจมตีเชิงรุก-กดดันสหรัฐฯ

    ทรัมป์โพสต์ “ฮอร์มุซ” ดินแดนใหม่สหรัฐฯ เตหะรานสวนกลับ “ไม่มีสิทธิ์”

    เหมืองทองถล่มใน “แอฟริกากลาง” ดับทะลุ 100 คน จนท.เร่งค้นหาผู้สูญหาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509690&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yMhzfCY7d1n6yGh1Y3qdf

  • มาเลเซียในฐานะประตูการค้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของอิหร่าน

    มาเลเซียในฐานะประตูการค้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของอิหร่าน

    ภายใต้นโยบายกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอิหร่านกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย (Look East Policy) นั้นอิหร่านให้ความสำคัญกับการขยายตลาดส่งออกและกระจายความเสี่ยงทางการค้า เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านระบบการเงินระหว่างประเทศ โดยมองว่ามาเลเซียเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ เนื่องจากมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ ระบบการเงิน และเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นสมาชิกอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดที่มีประชากรกว่า 680 ล้านคนและมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จึงเหมาะสมที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าและประตูเชื่อมโยงสินค้านำเข้า-ส่งออกของอิหร่านสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ภาคธุรกิจของอิหร่านเห็นว่า จุดแข็งของมาเลเซียอยู่ที่การเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การขนส่ง และโลจิสติกส์ของภูมิภาค มีท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับการกระจายสินค้าไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนและตลาดใกล้เคียงได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับความพร้อมด้านกฎระเบียบ การอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม   ฮาลาลระดับโลก จึงเอื้อต่อการขยายตลาดของสินค้าอิหร่าน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหารฮาลาล ปิโตรเคมี ผลิตภัณฑ์ยาง พลังงาน และบริการด้านวิศวกรรมและเทคนิค ทั้งนี้ ผู้แทนภาคธุรกิจอิหร่านเสนอให้ใช้มาเลเซียเป็นทั้งศูนย์กลางกระจายสินค้า (Regional Distribution Hub) และฐานการส่งออกต่อ (Re-export Hub) เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดอาเซียนและขยายการลงทุนในภูมิภาค

    ประธานคณะกรรมการการค้าร่วมอิหร่านมาเลเซีย เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ มีเป้าหมายในการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการค้าระหว่างสองประเทศ ควบคู่กับการผลักดันความร่วมมือด้านการทูตเศรษฐกิจ และการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อสนับสนุนการลงทุนและการขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    ด้านการค้า สำนักข่าว Mehr News รายงานว่า อิหร่านนำเข้ายางธรรมชาติจากมาเลเซียคิดเป็นมูลค่าประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่น้ำมันปาล์มยังเป็นสินค้านำเข้าหลัก โดยประมาณร้อยละ 80 ของน้ำมันปาล์มจากมาเลเซียถูกใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมผลิตผงซักฟอกและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดของอิหร่าน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานระหว่างทั้งสองประเทศ

    อย่างไรก็ตาม การค้าระหว่างอิหร่านกับมาเลเซียยังเผชิญข้อจำกัดจากมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านธุรกรรมทางการเงิน ทำให้การซื้อขายสินค้าหลายประเภทต้องดำเนินการผ่านบริษัทตัวกลาง ส่งผลให้ต้นทุนทางการค้าเพิ่มสูงขึ้นและกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ภาคเอกชนของอิหร่านจึงเสนอให้ทั้งสองประเทศพัฒนากลไกความร่วมมือด้านการเงินรูปแบบใหม่ เช่น การค้าระบบแลกเปลี่ยนสินค้า (Barter Trade) หรือการจัดทำช่องทางการชำระเงินทางเลือก เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างผู้ประกอบการโดยตรง ลดการพึ่งพาตัวกลาง และบรรเทาผลกระทบจากข้อจำกัดของระบบการเงินระหว่างประเทศ

    นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ยกระดับความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนผ่านการจัดทำฐานข้อมูลทางการค้า การศึกษาตลาด การจับคู่ธุรกิจ และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติของมาเลเซีย โดยเฉพาะงานด้านผลิตภัณฑ์ฮาลาล เพื่อสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและขยายโอกาสทางการค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    โดยสรุป แม้การคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านระบบการเงินยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอิหร่านกับมาเลเซีย แต่ภาคธุรกิจของอิหร่านยังคงมองว่ามาเลเซียเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์และเป็นประตูสำคัญสู่ตลาดอาเซียน หากสามารถพัฒนากลไกการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการค้ารูปแบบแลกเปลี่ยนสินค้า ลดบทบาทของตัวกลาง และเพิ่มความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ก็จะช่วยยกระดับมูลค่าการค้าทวิภาคีและเสริมสร้างบทบาทของมาเลเซียในฐานะศูนย์กลางการกระจายสินค้าอิหร่านสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/lqeikvukl53r3gsrfg6jzi6n&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q-MN49-85Y1TGmIFnjfQn

  • คลังสหรัฐฯ เรียกร้องนานาชาติร่วมมือกดดันเศรษฐกิจอิหร่าน

    คลังสหรัฐฯ เรียกร้องนานาชาติร่วมมือกดดันเศรษฐกิจอิหร่าน

    คลังสหรัฐฯ เรียกร้องนานาชาติร่วมมือกดดันเศรษฐกิจอิหร่าน

    วันนี้, 05:50น.

              นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เรียกร้องให้พันธมิตรของสหรัฐฯ สนับสนุนความพยายามในการกดดันเศรษฐกิจของอิหร่าน เพื่อนำไปสู่การโค่นล้มผู้ปกครองอิหร่าน ในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CNBC นายเบสเซนต์ กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่พันธมิตรของสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ทั่วโลกจะต้องตัดสินใจว่าจะอยู่ฝ่ายเดียวกับสหรัฐฯ หรือต่อต้านสหรัฐฯ

              คำกล่าวของนายเบสเซนต์มีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ กล่าวว่า ประเทศที่ให้ความช่วยเหลือในรูปแบบใดก็ตามแก่ฝ่ายปกครองอิหร่านจะต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

              นายเบสเซนต์ไม่ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกใด ๆ เกี่ยวกับมาตรการที่จะนำมาใช้ แต่กล่าวว่าความร่วมมือกดดันเศรษฐกิจอิหร่าน จะช่วยลดความจำเป็นในการใช้ปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ มาตรการทางเศรษฐกิจที่จะมีการเปิดเผยรายละเอียดในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งของการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจที่ประสานงานกันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

    #คลังสหรัฐฯ

    #อิหร่าน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/163863&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1F-lKjG0AQoeWxnbQxTrsW

  • ขุนคลังสหรัฐฯ จี้ชาติพันธมิตรร่วมมืออเมริกัน คว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่าน

    ขุนคลังสหรัฐฯ จี้ชาติพันธมิตรร่วมมืออเมริกัน คว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่าน

    รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการโจมตีเศรษฐกิจของอิหร่าน พร้อมยื่นคำขาดถึงพันธมิตรว่า “คุณจะอยู่ฝ่ายเดียวกับเรา หรือเป็นศัตรูกับเรา”

    เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 ส.ค. 2569 นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรร่วมมือกับวอชิงตันในการ “บดขยี้” เศรษฐกิจอิหร่าน เพื่อโค่นล้มระบอบการปกครองโดยส่งสัญญาณเตือนอย่างเด็ดขาดถึงนานาประเทศว่า “คุณจะอยู่ฝ่ายเดียวกับเรา หรือเป็นศัตรูกับเรา”

    คำพูดของนายเบสเซนต์เป็นการขานรับคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุก่อนหน้านี้ว่าประเทศใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลอิหร่านจะต้องเจอกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

    ทรัมป์อ้างว่า สหรัฐฯ กำลังเตรียมเปิดตัวมาตรการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยจะลงโทษทั้งอิหร่าน และประเทศพันธมิตร รวมถึงภาคธุรกิจต่างชาติที่ยังคงค้าขาย โอนเงิน หรือซื้อน้ำมันจากอิหร่าน ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดจะเปิดเผยในงานแถลงข่าววันที่ 24 ส.ค.นี้

    กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจแบบเข้มข้นดังกล่าว จะช่วยลดความจำเป็นในการกลับไปใช้กำลังทางทหารเพื่อเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบ

    ความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจาก สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยอ้างเหตุผลเพื่อยับยั้งการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ และปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนอย่างหนัก

    แม้จะมีการตกลงหยุดยิงในเดือนเมษายนและมิถุนายนเพื่อเจรจา แต่ข้อตกลงกลับถูกละเมิดเรื่อยมา และการเจรจาต้องหยุดชะงักลงในที่สุด ในขณะที่อิหร่านยังคงถือไพ่เหนือกว่าในเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ และเป็นผู้กุมเงื่อนไขในการเปิดเส้นทางเดินเรือสายสำคัญแห่งนี้

    โดนัลด์ ทรัมป์ จึงเปลี่ยนแผนมาโจมตีเศรษฐกิจของอิหร่าน ซึ่งเปราะบางอย่างหนักจากการโดนนานาชาติคว่ำบาตรมานานหลายทศวรรษ โดยตัวเลขทางการชี้ว่าในช่วง 12 เดือนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สินค้าจำเป็นในอิหร่านมีราคาสูงขึ้นเฉลี่ย 60% และราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นถึงสองเท่า จนเกิดการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศ

    อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดว่า แม้สหรัฐฯ จะตั้งเป้าสั่นคลอนการปกครอง แต่ชาวเมืองในอิหร่านมองว่า ประชาชนเคยชินกับการใช้ชีวิตภายใต้มาตรการคว่ำบาตรมานานแล้ว และเชื่อว่ารัฐบาลจะหาช่องทางในการค้าขายเพื่อพยุงตัวต่อไปได้ แม้เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบแต่ก็อาจจะไม่ถึงขั้นล่มสลายอย่างที่สหรัฐฯ คาดการณ์

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : bbc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2954225&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wEIYJNPG-HXbduUdlWP4y