Blog

  • เครือข่ายอนุรักษ์จี้ชะลอโครงการน้ำผุดเขาใหญ่ หวั่นกระทบมรดกโลก

    เครือข่ายอนุรักษ์จี้ชะลอโครงการน้ำผุดเขาใหญ่ หวั่นกระทบมรดกโลก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/150024&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cty4M2bosPmWTGoFNTaaK

  • IHG ปักหมุด “โวโค ภูเก็ต ป่าตอง” 307 ห้อง เปิดปี 2571 รับท่องเที่ยวฟื้น

    IHG ปักหมุด “โวโค ภูเก็ต ป่าตอง” 307 ห้อง เปิดปี 2571 รับท่องเที่ยวฟื้น

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า IHG Hotels & Resorts หรือ IHG หนึ่งในบริษัทโรงแรมชั้นนำระดับโลก ประกาศลงนามข้อตกลงบริหารโรงแรมร่วมกับบริษัท ภูเก็ต เอชเอ ทู จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาโครงการ “โวโค ภูเก็ต ป่าตอง” โรงแรมขนาด 307 ห้อง ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2571

    การลงนามครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการขยายแบรนด์ “โวโค” ในประเทศไทย หลังจากเปิดตัวแบรนด์ครั้งแรกในกรุงเทพฯ เมื่อปีที่ผ่านมา และปัจจุบันมีโรงแรมภายใต้แบรนด์โวโคเปิดให้บริการแล้ว 1 แห่ง ขณะที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 4 แห่ง สะท้อนการเติบโตอย่างรวดเร็วของแบรนด์ในตลาดไทย

    สำหรับโครงการ “โวโค ภูเก็ต ป่าตอง” จะตั้งอยู่ภายในโครงการมิกซ์ยูส Abov Patong ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่ประกอบด้วยโรงแรม Branded Residences และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ คลับเฮาส์ โรงภาพยนตร์ สระว่ายน้ำหลายโซน และสนามเด็กเล่น บนทำเลเนินเขาของหาดป่าตอง

    ทั้งนี้ โรงแรมดังกล่าวโดดเด่นด้วยวิวทะเลแบบพาโนรามาและฉากหลังของทิวเขา อยู่ห่างจากหาดป่าตองเพียง 150 เมตร สามารถเข้าถึงแหล่งบันเทิง ศูนย์การค้า และร้านอาหารได้อย่างสะดวก พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงแรม อาทิ ห้องอาหารและบาร์ 2 แห่ง สปา สระว่ายน้ำ และฟิตเนส รวมถึงสามารถเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางยอดนิยมของภูเก็ต เช่น หาดกะรน หาดกะตะ และหาดกมลา ได้อย่างง่ายดาย

    ปัจจุบัน “โวโค” เป็นหนึ่งในแบรนด์ระดับพรีเมียมที่เติบโตเร็วที่สุดของ IHG โดยมีโรงแรมเปิดให้บริการแล้วกว่า 137 แห่งทั่วโลก อาทิ voco Bangkok Surawong, voco Bandung Setiabudi และ voco Scenia Bay Nha Trang รวมถึงโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 113 แห่ง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งมอบประสบการณ์การเข้าพักที่มีเอกลักษณ์และเป็นกันเองให้แก่นักเดินทางทั่วโลก

    คุณปัฐน์ จิตเสรีธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการ ประจำประเทศไทย ของ IHG กล่าวว่า ในปี 2568 ภูเก็ตมีฤดูกาลท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในรอบ 5 ปี โดยมีดัชนีการเติบโตสูงกว่าช่วงก่อนสถานการณ์โควิด สะท้อนถึงเสน่ห์ของภูเก็ต ทั้งชายหาดที่สวยงาม น้ำทะเลใส อาหารที่โดดเด่น และบริการระดับโลกตามแบบฉบับของไทย ซึ่งทำให้ภูเก็ตเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    ทั้งนี้ IHG รู้สึกยินดีที่ได้ร่วมมือกับบริษัท ภูเก็ต เอชเอ ทู จำกัด ในการพัฒนาโครงการโรงแรมที่มีเอกลักษณ์แห่งนี้ โดย “โวโค ภูเก็ต ป่าตอง” จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอของ IHG ในภูเก็ต ซึ่งปัจจุบันมีโรงแรมรวม 7 แห่ง ภายใต้ 5 แบรนด์ ได้แก่ InterContinental, Vignette Collection, Hotel Indigo, Holiday Inn และ Holiday Inn Express

    ด้านคุณวุฒิไกร กุลสิริสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ภูเก็ต เอชเอ ทู จำกัด กล่าวว่า แบรนด์โวโคมีความโดดเด่นด้านบรรยากาศที่อบอุ่น มีเสน่ห์ และผสานเข้ากับมาตรฐานระดับโลกของ IHG ซึ่งจะเข้ามาเติมเต็มโครงการ Abov Patong พร้อมยกระดับป่าตองให้เป็นแลนด์มาร์กชั้นนำสำหรับผู้อยู่อาศัยและนักเดินทาง

    ขณะที่ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการโรงแรมแห่งแรกที่บริษัทได้ร่วมมือกับ IHG และคาดหวังว่าจะสามารถต่อยอดความร่วมมือในอนาคต เพื่อร่วมกันนำเสนอประสบการณ์พักผ่อนระดับคุณภาพในป่าตองให้แก่นักเดินทางทั้งชาวไทยและต่างชาติ

    การลงนามครั้งนี้ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอของ IHG ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีโรงแรมที่เปิดให้บริการและอยู่ระหว่างการพัฒนารวมกว่า 80 แห่งทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนการเติบโตของแบรนด์โวโคอย่างต่อเนื่อง ผ่านแผนเปิดตัวโรงแรมเพิ่มเติมอีก 4 แห่งในกรุงเทพฯ และภูเก็ต

    สำหรับโรงแรมโวโค เป็นแบรนด์ในกลุ่มคอลเลกชันพรีเมียมของ IHG ที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดดเด่นด้านการมอบประสบการณ์การเข้าพักที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสานความน่าเชื่อถือของแบรนด์ระดับโลกเข้ากับบรรยากาศที่เป็นกันเอง ภายใต้แนวคิดหลัก “Come on in”, “Me time” และ “voco life” เพื่อสร้างประสบการณ์การเข้าพักที่น่าจดจำให้แก่แขกผู้เข้าพัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/834421&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yMW_VtgCMKhNnwBdA4F2j

  • กรมการท่องเที่ยวเผยกองถ่ายต่างชาติจากเทศกาลหนังเมืองคานส์แห่สนใจลงทุนถ่ายทำในไทยกว่า 3.3 พันล้านบาท

    กรมการท่องเที่ยวเผยกองถ่ายต่างชาติจากเทศกาลหนังเมืองคานส์แห่สนใจลงทุนถ่ายทำในไทยกว่า 3.3 พันล้านบาท

    กรมการท่องเที่ยวสรุปผลความสำเร็จจากการเข้าร่วมออกคูหาในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ครั้งที่ 79 ณ คูหาประเทศไทย ภายใน International Village เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 12 – 20 พฤษภาคม 2569 สามารถดึงดูดผู้ผลิตภาพยนตร์และกองถ่ายต่างประเทศจากทั่วโลกให้ความสนใจเข้ามาลงทุนถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย คาดการณ์มูลค่าการลงทุนกว่า 3,380 ล้านบาท

    การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ กรมการท่องเที่ยวมุ่งประชาสัมพันธ์ศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลก ทั้งด้านความหลากหลายของสถานที่ถ่ายทำที่สามารถดัดแปลงเป็นฉากในประเทศต่าง ๆ ได้ทั่วโลก ความพร้อมของทีมงานมืออาชีพ สตูดิโอถ่ายทำที่ได้มาตรฐานสากล ตลอดจนมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย หรือ Cash Rebate สูงสุด 30% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดกองถ่ายจากนานาประเทศให้เข้ามาถ่ายทำในไทยอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาการจัดงาน มีผู้ผลิตและผู้สร้างภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก

    โดยมีผู้ผลิตรายใหญ่ จำนวน 18 ราย จากฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา บราซิล บัลแกเรีย เดนมาร์ก เยอรมนี อิสราเอล อินเดีย นิวซีแลนด์ อิตาลี สหราชอาณาจักร และสาธารณรัฐประชาชนจีน แสดงความสนใจเข้ามาลงทุนถ่ายทำในประเทศไทย คาดการณ์มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 3,380 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมการจ้างงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องของประเทศไทย

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า การเข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปีนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์ศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตาผู้ผลิตภาพยนตร์ระดับโลก โดยประเทศไทยยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากผู้สร้างภาพยนตร์ต่างประเทศ ทั้งด้านสถานที่ถ่ายทำ บุคลากรที่มีคุณภาพ ระบบการอำนวยความสะดวก และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งกรมการท่องเที่ยวพร้อมผลักดันและอำนวยความสะดวกให้กองถ่ายต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ กรมการท่องเที่ยวยังได้จัดกิจกรรมสำคัญภายในคูหาประเทศไทย ได้แก่ งานแถลงความพร้อมการเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย “Thailand Filming Paradise Reception” และกิจกรรม “Thailand Happy Hour” เพื่อสร้างเครือข่ายและดึงดูดผู้ผลิตภาพยนตร์จากนานาประเทศให้เข้ามาสอบถามข้อมูลและเจรจาทางธุรกิจด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น

    ทั้งนี้ การเข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 ในปีนี้ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้บูรณาการความร่วมมือร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อร่วมกันส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/72602&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YFbldIAyvYgnHzfvsAUYY

  • “กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์” อัดโปรท่องเที่ยว มอบเครดิตเงินคืนสูงสุด 14,000 บาท

    “กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์” อัดโปรท่องเที่ยว มอบเครดิตเงินคืนสูงสุด 14,000 บาท

    กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลในเครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เดินหน้าจัดโปรโมชันสุดพิเศษเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การเดินทาง ภายใต้แคมเปญ “ครบจบคุ้ม! ทริปเที่ยวในโปรเดียว” โดยมอบสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้แก่สมาชิกบัตรเครดิตกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ วีซ่า แพลทินัม และบัตรเครดิต เอ็กซ์ยู บัตรเครดิต ดิจิทัล เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569

    สำหรับแคมเปญดังกล่าว สมาชิกบัตรจะได้รับสิทธิพิเศษถึง 3 ต่อ เมื่อมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรตามเงื่อนไขที่กำหนดในหมวดการท่องเที่ยว อาทิ การจองที่พัก โรงแรม และตั๋วเครื่องบินผ่านแอปพลิเคชันชั้นนำ ได้แก่ Agoda, Traveloka, Trip.com, Booking.com และ Gother รวมถึงการเช่ารถท่องเที่ยว และการใช้จ่ายที่ King Power

    ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ต่อที่ 1 ผู้ถือบัตรจะได้รับเครดิตเงินคืนสูงสุดถึง 14,000 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายตามเงื่อนไข โดยสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์เพียงครั้งเดียวผ่านแอปพลิเคชัน UCHOOSE และค้นหาพิมพ์คำว่า “TR2”

    สิทธิประโยชน์ต่อที่ 2 พิเศษเฉพาะสมาชิกสถานะ BLUE PLUS รับสิทธิ์ใช้บริการห้องรับรองพิเศษ Miracle Lounge ฟรีจำนวน 1 ครั้งต่อ 1 ท่าน (สามารถใช้บริการได้ทั้งที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง) เมื่อสะสมยอดใช้จ่ายในหมวดท่องเที่ยวครบ 30,000 บาทขึ้นไปต่อเดือน

    และสิทธิประโยชน์ต่อที่ 3 ผู้ถือบัตรยังได้รับสิทธิในการเปลี่ยนยอดรูดจ่ายเต็มจำนวน เป็นการผ่อนชำระในอัตราดอกเบี้ย 0% ได้นานสูงสุด 3 เดือน ผ่านฟีเจอร์ U PLAN บนแอปพลิเคชัน UCHOOSE (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด)

    ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://kfc.cards/pr-travel พร้อมกันนี้ ทางบริษัทยังคงเน้นย้ำนโยบายการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ โดยแนะนำให้ผู้ถือบัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียดอกเบี้ยในอัตรา 16% ต่อปี

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/finance/834379&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l7LXIUkS271FEpB7FFuOf

  • “รมว.วราวุธ” ดันเครื่องยนต์ลงทุนไทย ชูไทยขึ้นฮับเทคโนโลยี-พลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “รมว.วราวุธ” ดันเครื่องยนต์ลงทุนไทย ชูไทยขึ้นฮับเทคโนโลยี-พลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/115416&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hYtmnTNMG0aSApoe9-6gz

  • “เอเซียพลัส” คัด 11 หุ้นรับเทรนด์น้ำมันดิ่ง-เศรษฐกิจฟื้น ชู GULF-BDMS เด่น

    “เอเซียพลัส” คัด 11 หุ้นรับเทรนด์น้ำมันดิ่ง-เศรษฐกิจฟื้น ชู GULF-BDMS เด่น

    บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASP เปิดเผยว่า กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้แนะนำหุ้นที่ได้รับปัจจัยบวกจากสถานการณ์สงครามที่ผ่อนคลายลง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนพลังงานลดลง ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP, บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SJWD, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW และ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS

    นอกจากนี้ ยังแนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและการฟื้นตัวของการบริโภค ได้แก่ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC, บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD, บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC และ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK

    ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากราคาน้ำมันดิบ BRENT ที่ทยอยปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดในรอบปีที่ 118.0 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 99.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความหวังเชิงบวกเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) อีกครั้ง และช่วยลดระดับความกังวลจากปัญหาภาวะขาดแคลนอุปทาน (Supply Shortage) ลงได้ ในขณะเดียวกัน ตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลงมาแล้ว 11% และยังมีแนวโน้มย่อตัวลงต่อจากปัจจัยทางเทคนิคที่ราคาน้ำมันทำรูปแบบ Diamond Top มีโอกาสย่อตัวลงต่อ ประกอบกับความคืบหน้าในการเจรจา และผลกระทบจากสงครามที่ยืดเยื้อซึ่งกดดันคะแนนความพึงพอใจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ตาม ร่องรอยผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อที่ทิ้งไว้ส่งผลให้การตัดสินใจในการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น ขณะที่มุมมองของตลาดพันธบัตรกำลังเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคดอกเบี้ยสูงยาวนาน (Higher-for-longer) โดยล่าสุดส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (Spread) ระหว่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี และ 5 ปี ลดลงเหลือเพียง 0.81% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี นับเป็นหนึ่งในความเสี่ยงของตลาดหุ้นในระยะถัดไป

    ด้านภาพรวมเศรษฐกิจไทย กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนเมษายน 2569 ขยายตัวที่ระดับ 23.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 20.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การนำเข้าขยายตัว 45.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 29.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหลักๆ มาจากการนำเข้าวัตถุดิบ กึ่งสำเร็จรูป สินค้าทุน และน้ำมันดิบ ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 10,020 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ วัฏจักรสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นขาขึ้น ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการนำเข้าและส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีแรก ตามการเติบโตของโลกจากกระแสเทคโนโลยี AI ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานการส่งออก

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/834435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13f5o4k0LQhtwePU-NrVVS

  • “รมว. สุชาติ” เปิดงานวันป่าชุมชนแห่งชาติ ปี 69 ชูแนวคิด “สร้างสุข สร้างรายได้ สร้างอนาคต” มุ่งเป้าป่าชุมชน 12,000 แห่งทั่วประเทศ สู่ฐานเศรษฐกิจสีเขียวที่ยั่งยืน

    “รมว. สุชาติ” เปิดงานวันป่าชุมชนแห่งชาติ ปี 69 ชูแนวคิด “สร้างสุข สร้างรายได้ สร้างอนาคต” มุ่งเป้าป่าชุมชน 12,000 แห่งทั่วประเทศ สู่ฐานเศรษฐกิจสีเขียวที่ยั่งยืน

    25 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์สมุททานุภาพกองทัพเรือ จังหวัดชลบุรี – นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงาน “วันป่าชุมชนแห่งชาติ” ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้แนวคิด “Community Forest Based Wellness : ป่าชุมชน สร้างสุข สร้างรายได้ สร้างอนาคต” โดยมี นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ. ชลบุรี ให้การต้อนรับ โอกาสนี้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารในสังกัด หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ตลอดจนเครือข่ายป่าชุมชนเข้าร่วมงาน โดยการจัดงานครั้งนี้ มุ่งเน้นส่งเสริมให้ประชาชนอยู่ร่วมกับป่าอย่างเกื้อกูลตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมยกระดับป่าชุมชนกว่า 1.2 หมื่นแห่ง ให้เป็นรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีระกุล ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ โดยเฉพาะการส่งเสริมบทบาทของชุมชนในการดูแลรักษาป่าตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ซึ่งปัจจุบันมีการจัดตั้งป่าชุมชนกระจายอยู่ทุกภูมิภาคกว่า 12,000 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 7 ล้านไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 5 ล้านครัวเรือน การจัดงานในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ที่ทรงวางรากฐานตามแนวพระราชดำริด้านการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ มุ่งเน้นให้เกิดความสมดุลระหว่างการดูแลรักษาและการใช้ประโยชน์อย่างเกื้อกูล เพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งยังเป็นฐานทรัพยากรที่สำคัญในการกักเก็บคาร์บอน ช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อส่งต่อมรดกทางธรรมชาติที่สมบูรณ์นี้ให้แก่รุ่นลูกหลานต่อไป

    ด้าน นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า กรมป่าไม้มีภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนให้เครือข่ายป่าชุมชนมีความเข้มแข็งและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ. 2562 กรมป่าไม้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ผู้กำกับดูแล แต่เปรียบเสมือน “พี่เลี้ยง” ที่คอยสนับสนุนทั้งในด้านวิชาการ การส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์จากป่า รวมถึงการบริหารจัดการเพื่อให้ป่าชุมชนเป็นแหล่งรายได้และแหล่งความสุขที่ยั่งยืนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง สำหรับการจัดงานในวันนี้มีกิจกรรมสำคัญ คือการมอบถ้วยและโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่เครือข่ายป่าชุมชนต้นแบบสู่ความยั่งยืน และภาคีเครือข่ายที่ให้การสนับสนุน อีกทั้งจะได้มอบเงินอุดหนุนให้แก่ตัวแทนป่าชุมชน 4 ภาค และการมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “รักษ์ป่า รักแผ่นดิน” มีการจัดแสดงตลาดนัดผลผลิตป่าชุมชน และการสาธิตการทำผลิตภัณฑ์และบริการที่เกิดจากการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน

    ทั้งนี้ กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอเชิญชวนประชาชนและทุกภาคส่วนร่วมรณรงค์ทำกิจกรรมเพื่อรักษาป่าชุมชนในพื้นที่ของตน ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้ การทำฝายชะลอน้ำ การลาดตระเวน หรือการทำแนวกันไฟ เพื่อร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ฐานทรัพยากรของชาติอย่างยั่งยืนสืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1022038&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xWPNBcCju3RXbpIwwJ8yD

  • ถึงคิวบัตรสวัสดิการ คลังเผยแล้ว เงินไทยช่วยไทย 1,000  มิ.ย.69 โอนเข้าวันไหน | เดลินิวส์

    ถึงคิวบัตรสวัสดิการ คลังเผยแล้ว เงินไทยช่วยไทย 1,000 มิ.ย.69 โอนเข้าวันไหน | เดลินิวส์

    นายธนะโชค รุ่งธิปานนท์ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 ผู้มีสิทธิสามารถใช้สิทธิผ่านบัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ตการ์ด ซึ่งในเดือนมิถุนายน 2569 จะได้รับสิทธิ ดังนี้

    วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ได้รับวงเงินสิทธิเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค และค่าเดินทาง (ไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้และไม่สะสมในเดือนถัดไป) ประกอบด้วย

    – วงเงินซื้อสินค้า 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ระยะเวลา 4 เดือน (มิ.ย.-ก.ย. 69)

    – วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน (เม.ย.-มิ.ย. 69)

    – วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาทต่อคนต่อเดือน (ได้แก่ บขส. รถไฟ ขสมก. รถไฟฟ้า และรถโดยสารเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ)

    วันที่ 19 มิถุนายน 2569

    – ได้รับเงินเพิ่มเบี้ยความพิการ 200 บาทต่อเดือน

    สำหรับผู้มีสิทธิที่เป็นคนพิการ ซึ่งมีบัตรประจำตัวคนพิการและได้รับเบี้ยความพิการ 800 บาทต่อเดือน (โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ของผู้มีสิทธิ หรือบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้มีสิทธิหรือผู้รับมอบอำนาจที่ใช้รับเงินเบี้ยความพิการ 800 บาท)

    “หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 0 2109 2345 หรือ Call บัญชีเงินสิทธิ Center กรมบัญชีกลาง 0 2270 6400 ในวัน เวลาราชการ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5891348/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37CSp79iffn5KSevRXhVm6

  • บิ๊กหยม มาแล้ว พรรคเศรษฐกิจเล่นใหญ่ เปิดตัวลงผู้ว่า กทม.พร้อมผู้สมัครสก.49เขต

    บิ๊กหยม มาแล้ว พรรคเศรษฐกิจเล่นใหญ่ เปิดตัวลงผู้ว่า กทม.พร้อมผู้สมัครสก.49เขต

    พรรคร่วมรัฐบาลเขย่าเก้าอี้ ‘ศุภจี’ หากแก้ปัญหาทุเรียนไม่ได้ ก็ลาออกไป จี้จัดการใบอนุญาตส่งออก

    นายคริส โปตระนันท์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ กล่าวถึงกรณีที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปรากฏตัวอยู่ในคลิปของ อินฟลูเอนเซอร์ ก่อนที่จะมีการไลฟ์สดขายทุเรียน ว่า สิ่งที่นางศุภจี ทำ อาจไม่ได้แก้ไขเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ เรื่องที่เป็นหัวใจโครงสร้างปัญหาทุเรียนในปัจจุบัน จนตอนนี้โซเชียลฯได้ถล่มรมว.พาณิชย์จำนวนมาก และขอเรียกร้องให้นางศุภจี ลาออกจากตำแหน่ง

    ‘คริส’ ขนพรรคเศรษฐกิจค้านขึ้นแวต 10%

    พรรคเศรษฐกิจ แถลงจุดยืนคัดค้านการขึ้น VAT จากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10 พร้อมเสนอ 2 แนวทางในการเพิ่มรายได้ให้รัฐโดยการเก็บภาษีจากคนต่างด้าวและปราบปรามการคอร์รัปชันให้ลดลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1002802/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09j-X0SvMl8CB_YPHyyuzV

  • เปิดสาเหตุ ลงทะเบียนไทยช่วยไทย 23 ล้าน แต่ทำไมคน 3 แสนราย “ลงทะเบียนไม่สำเร็จ” | เดลินิวส์

    เปิดสาเหตุ ลงทะเบียนไทยช่วยไทย 23 ล้าน แต่ทำไมคน 3 แสนราย “ลงทะเบียนไม่สำเร็จ” | เดลินิวส์

    เกาะติดความคืบหน้าโครงการ ล่าสุด ยอดประชาชนที่แห่เข้ามาลงทะเบียนพุ่งสูงถึง 23 ล้านคนแล้ว ซึ่งระบบได้ดำเนินการคัดกรองและจัดสรรสิทธิอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางผู้ที่สมหวัง ยังมีประชาชนอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องติดขัดกับปัญหา “ลงทะเบียนไม่สำเร็จ” เราจะมาเจาะลึกสรุปตัวเลข ส่องสาเหตุหลัก

    สรุปสถานะตัวเลขยอดลงทะเบียน (ณ เวลา 12.00 น.)

    จากจำนวนผู้ลงทะเบียนทั้งหมดกว่า 22.6 ล้านคน สามารถจำแนกสถานะออกเป็น 4 กลุ่มหลัก และจำนวนสิทธิที่ยังเปิดกว้าง ดังนี้

    • ลงทะเบียนสำเร็จ : 17,374,758 คน (กลุ่มนี้ผ่านด่านแรกฉลุย รอก้าวต่อไป)
    • อยู่ระหว่างรอตรวจสอบคุณสมบัติ : 4,921,910 คน (ระบบกำลังดึงข้อมูลเพื่อเช็กเงื่อนไขอย่างละเอียด)
    • ลงทะเบียนไม่สำเร็จ : 335,319 คน
    • สิทธิประชาชนที่ยังคงเหลือ : 7,368,013 สิทธิ (โอกาสยังเปิดกว้างสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน)

    กางสาเหตุ : ทำไมคน 3.3 แสนรายถึง “ลงทะเบียนไม่สำเร็จ”?

    เมื่อดูจากตัวเลขผู้ที่ลงทะเบียนไม่สำเร็จจำนวน 335,319 คน พบว่าไม่ได้เกิดจากระบบล่ม แต่เกิดจากเงื่อนไขทางคุณสมบัติเฉพาะบุคคล โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มชัดเจน ดังนี้

    กลุ่มผู้ลงทะเบียนไม่สำเร็จ จำนวน (ราย) สาเหตุหลัก
    1. ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 335,153 คน เนื่องจากกลุ่มนี้มีฐานข้อมูลในระบบเดิมอยู่แล้ว หรือมีเงื่อนไข/สิทธิประโยชน์ในรูปแบบอื่นที่แยกเฉพาะออกไป ทำให้ระบบไม่เปิดให้ลงทะเบียนซ้ำซ้อนในช่องทางนี้
    2. กลุ่มอื่น ๆ 166 คน เป็นกลุ่มที่มีประวัติการทำผิดเงื่อนไขในโครงการรัฐที่ผ่านมา เช่น เคยทำผิดเงื่อนไขในโครงการ “คนละครึ่ง” เป็นต้น ทำให้ถูกจำกัดสิทธิโดยระบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5891432/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DZ-MjWH3htpMbNUggZ4fw