Blog

  • Scope เตือนหนี้สหรัฐฯ พุ่งแตะ 160% ของ GDP ใน 10 ปี : อินโฟเควสท์

    Scope เตือนหนี้สหรัฐฯ พุ่งแตะ 160% ของ GDP ใน 10 ปี : อินโฟเควสท์

    Scope Ratings บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เตือนว่า หนี้รัฐบาลสหรัฐฯ อาจเพิ่มขึ้นแตะประมาณ 160% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ภายใน 10 ปีข้างหน้า ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยสุทธิอาจเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงเป็นพิเศษภายในปี 2574

    Scope ระบุว่า การขาดดุลงบประมาณจำนวนมากและการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจทำให้สหรัฐฯ อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะการคลัง

    บริษัทเตือนว่า แนวโน้มการคลังของสหรัฐฯ ในปัจจุบันยังไม่ยั่งยืนในระยะกลาง หากไม่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น หรือการปรับเพิ่มรายได้ของรัฐบาลและลดการใช้จ่ายลงอย่างมีนัยสำคัญ

    Scope ระบุเพิ่มเติมว่า หากสหรัฐฯ ไม่สามารถเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ หรือปรับฐานะการคลังครั้งใหญ่ด้วยการเพิ่มรายได้หรือลดการใช้จ่าย แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของหนี้จะยังคงเป็นปัจจัยลบ

    นอกจากนี้ Scope ยังเตือนถึงความเสี่ยงจากความขัดแย้งในสภาคองเกรสที่กำลังจะเกิดขึ้นเกี่ยวกับเพดานหนี้ของสหรัฐฯ

    แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มทางการคลัง แต่ Scope ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ไว้ที่ AA- พร้อมแนวโน้มอันดับเครดิตที่มีเสถียรภาพ โดยอันดับดังกล่าวต่ำกว่าอันดับเครดิตสูงสุดของ Scope อยู่ 3 ระดับ

    Scope ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ครั้งล่าสุดในช่วงที่เกิดความขัดแย้งเรื่องเพดานหนี้ในปี 2568 และปัจจุบันให้อันดับเครดิตสหรัฐฯ ต่ำกว่า Moody’s Ratings, Fitch Ratings และ S&P Global Ratings อยู่ 2 ระดับ

    ปัจจุบัน บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายใหญ่ไม่มีแห่งใดให้อันดับเครดิตสูงสุดแก่สหรัฐฯ หลังจาก Moody’s ปรับลดอันดับเครดิตสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว

    การประเมินความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ โดย Scope มีท่าทีระมัดระวังมากกว่าบริษัทจัดอันดับรายใหญ่แห่งอื่น โดยหัวหน้านักวิเคราะห์อันดับเครดิตของ Fitch กล่าวเมื่อเดือนม.ค.ว่า การปรับลดอันดับเครดิตสหรัฐฯ อีกครั้งในช่วงเวลาไม่นานหลังจากการปรับลดในปี 2566 จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

    ทั้งนี้ Scope ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากยุโรป เป็นหนึ่งในบริษัทจัดอันดับ 5 แห่งที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ใช้ในการประเมินหลักประกัน และเป็นบริษัทเพียงแห่งเดียวในกลุ่มดังกล่าวที่มีฐานอยู่ในยุโรป

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/658718&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JPstZ9uV7aau0y2aQJdDn

  • ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีเกาหลีใต้ 2 เท่า หากไม่ร่วมโครงการ LNG อะแลสกา : อินโฟเควสท์

    ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีเกาหลีใต้ 2 เท่า หากไม่ร่วมโครงการ LNG อะแลสกา : อินโฟเควสท์

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ขู่ว่าจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้เป็น 2 เท่า หากรัฐบาลเกาหลีใต้ไม่สรุปการเข้าร่วมโครงการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มูลค่า 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์ในอะแลสกา

    ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวก่อนเดินทางไปร่วมงานหาเสียงว่า หากเกาหลีใต้ไม่ต้องการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว สหรัฐฯ ก็จะเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น พร้อมเตือนว่าหากเกาหลีใต้ไม่ดำเนินการตามข้อตกลงโดยเร็ว สหรัฐฯ จะเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้เป็น 2 เท่า

    คำขู่ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้แสดงท่าทีเกี่ยวกับขอบเขตการมีส่วนร่วมในโครงการ โดยทำเนียบขาวระบุว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์เป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนในสหรัฐฯ ของเกาหลีใต้ ขณะที่ตัวแทนเกาหลีใต้ชี้แจงว่า การเข้าร่วมโครงการยังต้องผ่านการประเมินความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจก่อน

    ท่าทีดังกล่าวอาจเพิ่มแรงกดดันต่อความสัมพันธ์ทางการค้าและการทูตระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรระยะยาว โดยทั้งสองฝ่ายเจรจากันมาหลายเดือนเกี่ยวกับรายละเอียดการลงทุนมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ของเกาหลีใต้ในสหรัฐฯ ซึ่งเดิมถูกวางกรอบให้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญเพื่อแลกกับการลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้

    นอกเหนือจากประเด็นการค้า โครงการ LNG ในอะแลสกายังมีความสำคัญทางการเมืองต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง โดยพรรครีพับลิกันมองว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานขนาดใหญ่นี้เป็นโครงการสำคัญด้านเศรษฐกิจในรัฐอะแลสกา ซึ่งกำลังมีการแข่งขันเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับความสนใจในระดับประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าฝ่ายบริหารสหรัฐฯ มีอำนาจตามกฎหมายที่จะปรับขึ้นภาษีตอบโต้สินค้าจากเกาหลีใต้เพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ เนื่องจากคำตัดสินของศาลในช่วงต้นปีนี้ได้จำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีฝ่ายเดียวอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้การบังคับใช้มาตรการดังกล่าวอาจเผชิญการตรวจสอบทางกฎหมายเพิ่มเติม

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/658646&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zv9CM2LRgRAs5ncPsZQv5

  • อิหร่านเผชิญแรงกดดันรอบด้าน หลังสหรัฐฯ เพิ่มกำลัง-คว่ำบาตร : อินโฟเควสท์

    อิหร่านเผชิญแรงกดดันรอบด้าน หลังสหรัฐฯ เพิ่มกำลัง-คว่ำบาตร : อินโฟเควสท์

    อิหร่านกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการทหารเพิ่มขึ้น ขณะที่สหรัฐฯ ขยายกำลังในตะวันออกกลางและการส่งออกน้ำมันของภูมิภาคเริ่มฟื้นตัว

    สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่และนักวิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจอิหร่านเผชิญแรงกดดันมากขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อกำลังเข้าใกล้ 90% ขณะที่เงินเรียลอิหร่านอ่อนค่าลงราว 25% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา และสูญเสียมูลค่าเกือบครึ่งหนึ่งนับตั้งแต่ต้นปี

    ขณะเดียวกัน การปิดกั้นการส่งออกของสหรัฐฯ ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านลดลงอย่างมาก โดยประมาณการเบื้องต้นระบุว่า อิหร่านไม่ได้ขนถ่ายน้ำมันดิบขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันในเดือนก.ย. แม้โรงกลั่นบางแห่งในจีนยังคงรับน้ำมันจากคลังลอยน้ำ

    อิหร่านจึงหันไปเพิ่มการค้าผ่านพรมแดนทางบกและทะเลแคสเปียน แต่เส้นทางเหล่านี้ยังมีขีดความสามารถไม่เพียงพอที่จะทดแทนการขนส่งผ่านอ่าวเปอร์เซียได้ทั้งหมด

    ขณะเดียวกัน ความสามารถของอิหร่านในการจำกัดการไหลเวียนของพลังงานในภูมิภาคผ่านช่องแคบฮอร์มุซดูเหมือนกำลังเผชิญแรงกดดัน โดยซาอุดีอาระเบียส่งออกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 6.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนก.ย. จาก 3.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนส.ค.

    เจพีมอร์แกนประเมินว่า การขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 17.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 98% ของระดับก่อนเกิดสงคราม อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลแตกต่างกันเกี่ยวกับระดับการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน โดยเจ้าหน้าที่ด้านกลาโหมในภูมิภาคคนหนึ่งระบุว่า อิหร่านยังคงมีอิทธิพลอย่างมาก ขณะที่อีกคนระบุว่าอิทธิพลของอิหร่านกำลังลดลง

    ในด้านการทหาร รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังส่งเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส ธีโอดอร์ รูสเวลต์ (USS Theodore Roosevelt) พร้อมทหารเรือและนาวิกโยธินเพิ่มเติมราว 10,000 นาย มุ่งหน้าไปยังตะวันออกกลาง โดยการเดินทางมาถึงของเรือลำนี้อาจทำให้สหรัฐฯ มีกองเรือโจมตีจากเรือบรรทุกเครื่องบินประจำอยู่ในภูมิภาคถึง 3 กลุ่ม อย่างไรก็ตาม เรือบรรทุกเครื่องบินที่ประจำการอยู่ในภูมิภาค 1 ลำอาจเดินทางออกจากพื้นที่

    การเจรจาทางการทูตยังไม่มีความคืบหน้า โดยนักการทูตที่บลูมเบิร์กอ้างข้อมูลระบุว่า อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เสนอให้อิหร่านเปิดทางให้เจ้าหน้าที่กลับเข้าตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์ เพื่อแลกกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร

    สหรัฐฯ ยังเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน โดยประกาศคว่ำบาตรผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่และบริษัทด้านระบบรางของอิหร่านเมื่อวันที่ 1 ต.ค. หลังจากมาตรการก่อนหน้านี้ส่งผลกระทบต่อเส้นทางการบินของอิหร่าน

    ด้านอิหร่านกำลังเตรียมพร้อมรับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะกลับมาโจมตีทางอากาศอีกครั้ง ตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่อิหร่าน ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เตือนว่าจะตอบโต้หากเกิดการโจมตีครั้งใหม่จากสหรัฐฯ หรืออิสราเอล

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/658694&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NuQL00CU3Y23vNOtvKu6K

  • “รองโฆษกรัฐบาล” โต้ “ไทยสร้างไทย” ยันรัฐบาลต้องทำให้ไข่ไก่เพียงพอ ราคาเป็นธรรม  – สยามรัฐ

    “รองโฆษกรัฐบาล” โต้ “ไทยสร้างไทย” ยันรัฐบาลต้องทำให้ไข่ไก่เพียงพอ ราคาเป็นธรรม – สยามรัฐ

    วันที่ 3 ตุลาคม 2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคไทยสร้างไทยเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์เร่งแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่ที่ปรับสูงขึ้นในบางพื้นที่ว่า รัฐบาลเห็นตรงกันว่าไข่ไก่เป็นอาหารจำเป็น ราคาที่สูงขึ้นย่อมกระทบค่าครองชีพ โดยเฉพาะครอบครัวรายได้น้อยและผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อย แต่ต้องชี้แจงว่า มาตรการหลายเรื่องที่มีการเรียกร้อง กระทรวงพาณิชย์ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว

    น.ส.ลลิดา กล่าวว่า กรมการค้าภายในได้หารือร่วมกับผู้เลี้ยงไก่ไข่ ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก และห้างค้าปลีก-ค้าส่ง โดยขอความร่วมมือผู้ส่งออกลดปริมาณการส่งออกลง 30–50% และเลื่อนแผนการส่งออกบางส่วน เพื่อเพิ่มปริมาณไข่ไก่ในประเทศ พร้อมประสานห้างค้าปลีกและค้าส่งเพิ่มคำสั่งซื้อและเร่งกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ขณะที่สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการปรับเพิ่มราคาไข่ไก่หน้าฟาร์ม

    “ข้อเสนอให้รัฐบาลเร่งเพิ่มไข่เข้าสู่ตลาด เรารับฟังค่ะ แต่ต้องบอกประชาชนด้วยว่าเรื่องนี้ไม่ได้รอให้มีใครออกมาเรียกร้องแล้วจึงเริ่มทำ กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานทั้งผู้ผลิต ผู้ส่งออก และห้างให้เพิ่มปริมาณไข่ในประเทศไปแล้ว เป้าหมายสำคัญตอนนี้คือทำอย่างไรให้ไข่จากฟาร์มไปถึงมือประชาชนได้เร็วและในราคาที่เป็นธรรมค่ะ” น.ส.ลลิดา กล่าว

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม้ราคาไข่ไก่หน้าฟาร์มยังไม่ปรับขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาขายปลีกทุกจุดจะไม่มีปัญหา กรมการค้าภายในจึงส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบร้านค้าที่มีการร้องเรียนเรื่องการปรับราคา หากพบว่าไม่มีต้นทุนเพิ่มขึ้นจริง หรือมีการปรับราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

    ส่วนกรณีมีการระบุว่าไข่ไก่เบอร์ 0 บางแห่งจำหน่ายถึงฟองละ 6.50 บาท ขอให้แจ้งพื้นที่และจุดจำหน่ายให้ชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี เพราะไม่ควรนำราคาที่พบในบางจุดไปสรุปว่าเป็นราคาทั่วประเทศ ขณะเดียวกันรัฐบาลจะไม่มองข้ามความเดือดร้อนของประชาชน แม้เกิดขึ้นเพียงบางพื้นที่

    “เรื่องนี้วัดกันที่ผลลัพธ์ค่ะ ไม่ใช่ว่าใครพูดก่อนหรือใครเรียกร้องก่อน รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนมีไข่เพียงพอและซื้อได้ในราคาที่เป็นธรรม หากประชาชนพบการจำหน่ายในราคาที่ผิดปกติหรือสงสัยว่าถูกเอาเปรียบ แจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ได้ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ” น.ส.ลลิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/326169&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JwWCMP91g6GqPco5ATcmS

  • “ทอง” ราคาร่วงแรง! ในประเทศเปิดเช้านี้ลดลง บาทละ 500 – สยามรัฐ

    “ทอง” ราคาร่วงแรง! ในประเทศเปิดเช้านี้ลดลง บาทละ 500 – สยามรัฐ

    ราคาทองคำในประเทศเปิดตลาดเช้าวันนี้ (3 ตุลาคม 2569) ปรับตัวลดลงแรง โดยราคาทองคำความบริสุทธิ์ 96.5% ลดลงบาททองคำละ 500 บาท เมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดก่อนหน้า หลังสมาคมค้าทองคำประกาศราคาซื้อขายทองคำครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.02 น.

    สำหรับราคาทองคำแท่ง 96.5% รับซื้ออยู่ที่บาททองคำละ 65,700 บาท และขายออกบาททองคำละ 65,900 บาท ขณะที่ทองรูปพรรณ 96.5% รับซื้ออยู่ที่บาททองคำละ 64,384.52 บาท และขายออกบาททองคำละ 66,700 บาท

    ราคาทองคำประจำวันที่ 3 ตุลาคม 2569 ครั้งที่ 1 เวลา 09.02 น. มีดังนี้

    ทองคำแท่ง 96.5% รับซื้อบาททองคำละ 65,700 บาท ขายออกบาททองคำละ 65,900 บาท

    ทองรูปพรรณ 96.5% รับซื้อบาททองคำละ 64,384.52 บาท ขายออกบาททองคำละ 66,700 บาท

    นักลงทุนและประชาชนที่ติดตามราคาทองคำควรตรวจสอบราคาประกาศจากสมาคมค้าทองคำในแต่ละช่วงเวลา เนื่องจากราคาทองคำในประเทศสามารถปรับเปลี่ยนระหว่างวันได้ตามทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก ค่าเงินบาท และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับตลาดทองคำ

    #ราคาทองวันนี้ #ราคาทอง #ทองวันนี้ #ราคาทอง3ตุลาคม2569 #ทองคำแท่ง #ทองรูปพรรณ #ราคาทองคำ #สมาคมค้าทองคำ #ทองคำวันนี้ #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าวการเงิน #ราคาทองล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/326113&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CvY6cHAxfb3EWLESFTT_q

  • ศก.ไทยบนทางแยกแรงส่งและแรงกระแทก! ‘น้ำท่วม’ สมการใหม่จากภัยพิบัติสู่บททดสอบความแข็งแรงของการฟื้นตัว

    ศก.ไทยบนทางแยกแรงส่งและแรงกระแทก! ‘น้ำท่วม’ สมการใหม่จากภัยพิบัติสู่บททดสอบความแข็งแรงของการฟื้นตัว

    เศรษฐกิจไทย กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่แรงส่งการฟื้นตัวยังไม่แข็งแรง ขณะที่ปัจจัยกดดันจากทั้งภายในและภายนอกประเทศยังเข้ามาและสลับซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ แม้ภาคส่งออกและการลงทุนบางกลุ่มยังมีแรงขับเคลื่อน โดยเฉพาะกลุ่มที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีและวัฏจักรการลงทุนใหม่ แต่กำลังซื้อในประเทศยังมีข้อจำกัด ขณะที่ภาคธุรกิจจำนวนหนึ่งยังเผชิญต้นทุนและข้อจำกัดด้านเงินทุน ทำให้ภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังมีความเปราะบางอยู่ในหลายมิติ

    แรงกดดันจากต่างประเทศยังเป็นอีกตัวแปรที่ยากต่อการประเมิน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบราคาพลังงาน ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและเศรษฐกิจโลก ตลอดจนความผันผวนของตลาดการเงิน ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศอย่างภาระหนี้ กำลังซื้อที่ฟื้นตัวอย่างจำกัด และความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจบางกลุ่ม ยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัว ทำให้เศรษฐกิจไทยในระยะนี้ต้องพึ่งพาแรงส่งจากเครื่องยนต์ที่ยังเดินได้ มากกว่าการฟื้นตัวที่เกิดขึ้นพร้อมกันในทุกภาคส่วน

    ท่ามกลางภาพดังกล่าว ความหวังสำคัญยังอยู่ที่การลงทุนรอบใหม่ การส่งออกสินค้าเทคโนโลยี และการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเข้ามาช่วยเติมแรงส่งให้กับเศรษฐกิจในช่วงที่เครื่องยนต์ภายในประเทศยังมีข้อจำกัด อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนเหล่านี้ยังต้องใช้เวลาในการส่งผ่านไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ขณะที่ภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอียังคงมีความเปราะบางและมีความสามารถในการรองรับแรงกระแทกที่แตกต่างกัน

    เมื่อเศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่แรงส่งยังไม่เต็มกำลัง ความเสี่ยงใหม่ที่เข้ามากระทบจึงมีนัยสำคัญมากกว่าการเป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า เพราะทุกการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจย่อมหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งต่อภาคธุรกิจ แรงงาน การเดินทาง การค้า และการใช้จ่ายของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคส่วนต่างๆ ยังอยู่ระหว่างการประคองตัวจากแรงกดดอกเบี้ยและต้นทุนที่สะสมมา

    สถานการณ์ล่าสุดจึงทำให้ ‘น้ำ’ กลายเป็นอีกตัวแปรที่ต้องจับตา เมื่อฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่าภาคกลางและกรุงเทพฯ มีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ และมีรายงานน้ำท่วมต่อเนื่องในหลายจังหวัด อาทิ พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี และสระบุรี

    ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าน้ำจะลดลงเมื่อใด แต่คือ ผลกระทบจะลุกลามจากพื้นที่ประสบภัยไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด เพราะกรุงเทพมหานครและพื้นที่โดยรอบเป็นศูนย์กลางสำคัญของการค้า บริการ การเดินทาง และกิจกรรมทางธุรกิจ ดังนั้นในจังหวะที่เศรษฐกิจยังอยู่ระหว่างการประคองแรงส่ง ปัจจัยเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องเศรษฐกิจมหภาคหรือความผันผวนจากต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึง ‘ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่อยู่นอกสมการเศรษฐกิจ’ ซึ่งสามารถเข้ามากระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้โดยตรงในเวลาอันสั้น โดยหนึ่งในนั้นคือ ภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำท่วมที่ไม่ได้กระทบเพียงบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรม แต่สามารถลุกลามไปถึงการเดินทาง การค้า การผลิต การขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานได้

    โจทย์ของน้ำท่วมในครั้งนี้จึงอาจไม่ได้วัดกันเพียงระดับน้ำหรือจำนวนพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม แต่ต้องมองต่อไปว่า น้ำจะหยุดเศรษฐกิจได้มากแค่ไหน เพราะยิ่งพื้นที่ได้รับผลกระทบเชื่อมโยงกับศูนย์กลางเศรษฐกิจมากเท่าไร ต้นทุนที่เกิดขึ้นก็ยิ่งขยายวงกว้าง จากความเสียหายในระดับพื้นที่อาจกลายเป็นการสะดุดของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับประเทศได้ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคกลางซึ่งเป็นทั้งศูนย์กลางการบริโภค การค้า การคมนาคม และฐานการผลิตสำคัญของประเทศ

    สถานการณ์จึงกลายเป็นอีกบททดสอบของเศรษฐกิจไทยว่า ภายใต้แรงกดดันที่มีอยู่เดิม เศรษฐกิจจะสามารถรับมือกับแรงกระแทกใหม่ได้มากน้อยเพียงใด เพราะหากน้ำท่วมจำกัดอยู่ในวงและคลี่คลายได้เร็ว ผลกระทบอาจเป็นเพียงการชะงักชั่วคราว แต่หากขยายวงหรือยืดเยื้อจนกระทบโครงสร้างพื้นฐาน โรงงาน ระบบขนส่ง และห่วงโซ่อุปทาน ความเสี่ยงก็จะเปลี่ยนจาก ‘ภัยพิบัติ’ เป็น ‘แรงกระแทกทางเศรษฐกิจ’ ที่เข้ามาซ้ำเติมเครื่องยนต์เศรษฐกิจซึ่งกำลังเดินด้วยแรงส่งอย่างจำกัดอยู่แล้ว

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากสถานการณ์อุทกภัยระหว่างวันที่ 25-29 ก.ย.2569 รวม 5 วัน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร และ 26 จังหวัดในภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรณีฐาน อยู่ที่ราว 12,283 ล้านบาท หรือราว 0.066% ของจีดีพี โดยมีกรอบประมาณการอยู่ระหว่าง 5,896-20,635 ล้านบาท (0.03-0.11% ของจีดีพี) ขึ้นอยู่กับขอบเขตพื้นที่น้ำท่วม และความสามารถในการชดเชยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงักภายหลัง

    ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ และสินค้าคงคลัง รวมถึงผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจะประเมินได้ชัดเจนภายหลังน้ำลด โดยศูนย์พยากรณ์ฯ คาดว่าสถานการณ์อุทกภัยจะคลี่คลายภายใน 1 สัปดาห์ หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่าที่คาดจะมีการทบทวนผลการประเมินอีกครั้ง ธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์ฯ ระบุ

    สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครนั้น มีการประเมินว่าความเสียหายสูงสุดราว 7,014 ล้านบาท คิดเป็นราว 57% ของความเสียหายทั้งหมด หรือเทียบเท่าราว 0.11% ของจีดีพีของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากกรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และกิจกรรมเศรษฐกิจหลักเป็นภาคการค้าและบริการ ซึ่งต้องอาศัยการเดินทางของผู้บริโภคและแรงงาน  รวมถึงแหล่งท่องเที่ยว

    นอกจากนี้ ประเมินว่า การบริโภค การท่องเที่ยว และภาคบริการในเขตเมือง เป็นช่องทางที่มีน้ำหนักมากที่สุด น้ำท่วมทำให้การจับจ่ายใช้สอยในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และสถานบริการน้ำมันลดลง การเดินทางของแรงงานหยุดชะงัก และวันหยุดพิเศษ 2 วันใน 4 จังหวัด ทำให้วันทำงานหายไปในพื้นที่ที่มีขนาดเศรษฐกิจเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ ขณะที่ในภาคตะวันออก น้ำท่วมขังในเมืองพัทยา และพื้นที่ท่องเที่ยวของจังหวัดชลบุรี ทำให้นักท่องเที่ยวยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทาง และรายได้ของธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการที่เกี่ยวเนื่องลดลง ความเสียหายในช่องทางนี้ส่วนใหญ่ไม่สามารถชดเชยคืนได้ โดยเฉพาะรายได้ของแรงงานรายวัน และผู้ประกอบการรายย่อย

    ธนวรรธน์ ชี้ให้เห็นถึงความเสียหายในกรณีฐาน เทียบเท่าราว 0.06% ของจีดีพีทั้งปี 2569 หรือราว 0.26% ของจีดีพีไตรมาส 3/2569 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัว ทำให้มองว่าผลกระทบดังกล่าวอาจจะ ยังไม่รุนแรงถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจทั้งปี แต่เพิ่มแรงกดดันด้านต่ำต่อการขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะหากสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยายืดเยื้อเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี

    คำถามดังกล่าวเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นเมื่อพิจารณาจากการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะสั้น เพราะแม้น้ำท่วมครั้งนี้จะยังไม่ถึงขั้นกระทบฐานการผลิตในวงกว้าง แต่การหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบย่อมมีต้นทุนเกิดขึ้นทันที ทั้งต่อภาคธุรกิจ แรงงาน และการใช้จ่ายของประชาชน ขณะที่ความเสียหายจะมากน้อยเพียงใดยังขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่สถานการณ์ยืดเยื้อ และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบเพิ่มเติม โดยในมุมนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า น้ำท่วมกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และหลายจังหวัด จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจสุทธิ 7,000-17,000 ล้านบาท หรือราว 0.03-0.11% ของจีดีพี แม้ปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่ในกรุงเทพมหานครจะทยอยกลับสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ก็ยังคงมีอีกหลายพื้นที่ที่ผลกระทบยังคงยืดเยื้อและน่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์กว่าจะคลี่คลาย ในกรณีที่ไม่มีเหตุมาซ้ำเติม

    โดยผลกระทบส่วนใหญ่ในระยะแรกเป็นการสูญเสียกิจกรรมทางเศรษฐกิจชั่วคราว มากกว่าความเสียหายต่อฐานการผลิต อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนสูง และขึ้นอยู่กับระยะเวลาของสถานการณ์ หากน้ำท่วมยืดเยื้อ หรือขยายวงกว้างไปกระทบโรงงาน นิคมอุตสาหกรรม หรือระบบขนส่งและห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ว่า ผลกระทบไม่ได้สิ้นสุดทันทีเมื่อน้ำลด เนื่องจากครัวเรือนและภาคธุรกิจยังต้องทยอยรับรู้ความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ที่อยู่อาศัย รถยนต์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟูตามมา ซึ่งอาจทำให้การใช้จ่ายด้านอื่นเป็นไปอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยผลกระทบจะแตกต่างกันตามฐานะทางการเงินและความสามารถในการรับมือของแต่ละครัวเรือนและธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีภาระหนี้สูง เงินออมจำกัด หรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ซึ่งจะมีความสามารถในการรองรับความเสียหายต่ำกว่ากลุ่มอื่น

    ส่วนในระยะข้างหน้า ความเสี่ยงจากภัยพิบัติและสภาพอากาศสุดขั้วที่มีแนวโน้มเกิดถี่และรุนแรงขึ้น จะกลายเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่สำคัญมากขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งต่อวิถีชีวิต การดำเนินธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และภาระทางการคลัง ดังนั้น การเพิ่มความสามารถในการรับมือและฟื้นตัว (Resilience) จึงจำเป็นต้องดำเนินการในหลายมิติ ตั้งแต่ระบบบริหารจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน การเตือนภัยและการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ไปจนถึงกลไกประกันภัยและเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยกระจายความเสี่ยง เพื่อไม่ให้ภาระจากภัยพิบัติตกอยู่กับครัวเรือน ภาคธุรกิจ หรือภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว

    ขณะที่ อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ประเมินมูลค่าความเสียหายต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้แปรรูป ค้าส่ง ค้าปลีก ร้านอาหาร ขนส่ง ผู้บริโภค และผู้ส่งออก จากผลกระทบน้ำท่วมช่วงวันที่ 24-30 ก.ย.2569 รวม 7 วัน โดยใช้รายงานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ณ วันที่ 30 ก.ย.2569 เวลา 06.00 น. พบว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจ รวมเสียหาย 69,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.36% ของจีดีพี

    โดยเกษตรกรเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากสุด ที่มูลค่าความเสียหาย 25,000 ล้านบาท ตามมาด้วยผู้แปรรูปสินค้าเกษตร มูลค่าความเสียหาย 18,000 ล้านบาท และผู้ส่งออก มูลค่าความเสียหาย 5,4000 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนผู้บริโภคมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่ม 13,000 ล้านบาท จากสินค้าที่ขาดแคลนและมีราคาที่สูงขึ้น

    ตัวเลขดังกล่าวจึงสะท้อนว่า ผลกระทบจากน้ำท่วมไม่ได้หยุดอยู่เพียงพื้นที่ที่ประสบภัยหรือกิจกรรมที่ต้องหยุดชะงักในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่สามารถส่งต่อเป็นทอดๆ ไปตามห่วงโซ่เศรษฐกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เมื่อการผลิตสะดุด การขนส่งติดขัด หรือสินค้าเข้าสู่ตลาดไม่ต่อเนื่อง ผลกระทบย่อมขยายไปถึงต้นทุนของผู้ประกอบการ รายได้ของแรงงาน ตลอดจนภาระของผู้บริโภค สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทำให้ ‘แรงกระแทก’ จากภัยธรรมชาติสามารถขยายวงได้มากกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น ณ จุดเริ่มต้น

    ท้ายที่สุดแล้ว น้ำท่วม ครั้งนี้อาจไม่ได้เป็นแรงกระแทกที่รุนแรงพอจะเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจไทยทั้งปี แต่กำลังสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจในช่วงที่แรงส่งการฟื้นตัวยังมีข้อจำกัด เพราะทุกวันที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การค้า การผลิต หรือการขนส่ง ล้วนมีต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง และบางส่วนไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ โดยเฉพาะรายได้ของแรงงานและผู้ประกอบการรายย่อย

    โจทย์จึงไม่ได้อยู่เพียงการเร่งฟื้นฟูหลังน้ำลด แต่คือการเพิ่ม ‘ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ’ ให้สามารถรับมือกับแรงกระแทกที่เกิดได้ดีขึ้น ทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ระบบบริหารจัดการน้ำ การเตือนภัย ตลอดจนการวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจและเครื่องมือทางการเงินเพื่อรองรับความเสียหาย เพราะในวันที่เศรษฐกิจต้องเผชิญทั้งความเสี่ยงจากภายนอกและข้อจำกัดภายในประเทศ ภัยธรรมชาติที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้น อาจไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้าอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น ‘หนึ่งในต้นทุนเชิงโครงสร้าง’ ที่เศรษฐกิจไทยต้องเตรียมรับมือ

    ดังนั้น บททดสอบสำคัญของเศรษฐกิจไทยจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าน้ำจะลดเมื่อไหร่ แต่คือ เศรษฐกิจจะกลับมาเดินต่อได้เร็วแค่ไหน และพร้อมแค่ไหนหากแรงกระแทกครั้งต่อไปมาถึง เพราะความสามารถในการฟื้นตัวอาจกลายเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขสำคัญของการรักษาแรงส่งเศรษฐกิจในระยะต่อไป.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1081707/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3du931Xv8tNkt9ZsvcLMmm

  • เวียดนาม ยึดฮับ QR ข้ามพรมแดนเชื่อม 6 ตลาดเอเชีย สปีดดีลดันเศรษฐกิจ-เขย่าการค้าไทย

    เวียดนาม ยึดฮับ QR ข้ามพรมแดนเชื่อม 6 ตลาดเอเชีย สปีดดีลดันเศรษฐกิจ-เขย่าการค้าไทย

    ธนาคารแห่งชาติ ‘เวียดนาม’ ปรับยุทธศาสตร์พัฒนาระบบชำระเงินข้ามพรมแดน รุกเชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน VietQRGlobal สู่ 6 ตลาดใหญ่ในภูมิภาค ทั้งไทย ลาว กัมพูชา จีน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ดันยอดธุรกรรมพุ่งหลายเท่าตัว มุ่งใช้ประโยชน์จากภาคการท่องเที่ยวและการค้าปลีกเพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจจริง พร้อมบีบผู้ประกอบการไทยเร่งปรับตัวรองรับระบบการเงินดิจิทัลไร้พรมแดน

    3 ตุลาคม 2569 – สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม อ้างอิงรายงานการประชุมเชิงปฏิบัติการจากธนาคารแห่งชาติเวียดนาม (State Bank of Vietnam: SBV) และ vietnamnews.vn เปิดเผยว่า ประเทศเวียดนามได้เดินหน้าปรับทิศทางการพัฒนาระบบการชำระเงินด้วย QR Code ข้ามพรมแดนอย่างเต็มรูปแบบ โดยเปลี่ยนผ่านจากการเน้นสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินเพียงอย่างเดียว ไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพการใช้งานจริงเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ความสำคัญกับการนำระบบไปสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว การค้าปลีก และการค้าระหว่างประเทศ

    ในการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การส่งเสริมการชำระเงินด้วย QR Code ข้ามพรมแดน : ปัจจัยขับเคลื่อนใหม่สำหรับการค้าปลีกและการท่องเที่ยว” นาย Pham Tien Dung รองผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติเวียดนาม ได้สะท้อนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจว่า “การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ขณะที่เป้าหมายสำคัญคือการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายถึงการทำให้ระบบการชำระเงินที่เชื่อมโยงกันสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและสร้างมูลค่าให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว การบริโภค และการค้าระหว่างประเทศ”

    ฐานผู้ใช้ในประเทศแกร่ง ดันระบบการเงินดิจิทัลพุ่ง 28 เท่าของ GDP

    ยุทธศาสตร์การรุกการชำระเงินข้ามพรมแดนของเวียดนาม มีรากฐานที่แข็งแกร่งมาจากอัตราการขยายตัวของการชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสดภายในประเทศอย่างรวดเร็ว โดย ณ สิ้นปี 2568 ประชาชนเวียดนามที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปเกือบร้อยละ 89 มีบัญชีทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาตแล้ว ขณะที่มูลค่าการชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสดรวมพุ่งสูงเกินกว่า 28 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

    นอกจากนี้ ในช่วงปี 2564–2568 ปริมาณและมูลค่าธุรกรรมชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสดมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 58.86 และร้อยละ 24.36 ตามลำดับ และสถิติล่าสุดในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 จำนวนธุรกรรมยังคงเติบโตต่อเนื่องอีกร้อยละ 34.56 และมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.26 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ขณะที่พฤติกรรมการใช้จ่ายผ่าน QR Code เติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีจำนวนธุรกรรมรวมสูงถึง 311 ล้านรายการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.66 คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 274.2 ล้านล้านเวียดนามด่ง (ประมาณ 10,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.85 ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่าระบบการชำระเงินดิจิทัลได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานชีวิตประจำวันของคนเวียดนามอย่างสมบูรณ์ และเป็นฐานพร้อมต่อยอดสู่วงกว้างระดับภูมิภาค

    ปักหมุดเชื่อม 6 ตลาดเอเชีย ดันยอดใช้จ่ายข้ามพรมแดนทะลัก

    จากความพร้อมภายในประเทศ ธนาคารแห่งชาติเวียดนามได้เร่งสร้างความร่วมมือทวิภาคีด้านการชำระเงินรายย่อยผ่าน QR Code กับ 6 ตลาดสำคัญในเอเชีย ได้แก่ ประเทศไทย สปป.ลาว กัมพูชา จีน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ พร้อมส่งผลให้อัตราการทำธุรกรรมระหว่างประเทศเติบโตอย่างก้าวกระโดด

    ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณธุรกรรมของผู้เดินทางจากไทย สปป.ลาว และกัมพูชา ที่เข้ามาใช้บริการชำระเงินในเวียดนาม ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่าในแง่จำนวนรายการ และเพิ่มขึ้น 6 เท่าในแง่มูลค่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะเดียวกัน ผู้ใช้บริการชาวเวียดนามที่เดินทางไปทำธุรกรรมใน 3 ประเทศดังกล่าว มีจำนวนรายการเพิ่มขึ้น 5 เท่า และมูลค่าเพิ่มขึ้น 4 เท่า

    นอกจากนี้ เวียดนามยังประสบความสำเร็จในการเจาะตลาดจีนผ่านองค์กรชำระเงินแห่งชาติ (NAPAS) ที่เข้าเชื่อมต่อระบบ VietQRGlobal กับยักษ์ใหญ่การเงินจีนอย่าง UnionPay International (UPI) ในเดือนธันวาคม 2568, Alipay ในเดือนเมษายน 2569 และ Weixin Pay (WeChat Pay) ในเดือนสิงหาคม 2569 ส่งผลให้เพียง 4 เดือนหลังการขยายระบบ ธุรกรรมของนักท่องเที่ยวจีนที่สแกนจ่ายในเวียดนามพุ่งขึ้นทันที 3 เท่าในด้านจำนวน และ 4 เท่าในด้านมูลค่า

    นาย Pham Tien Dung ระบุเพิ่มเติมถึงเกณฑ์การวัดผลสำเร็จในเฟสใหม่ว่า “การประเมินความสำเร็จไม่ควรพิจารณาจากจำนวนประเทศหรือตลาดที่เชื่อมโยงได้เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาควบคู่กันทั้งการใช้งานจริง ความครอบคลุมของจุดรับชำระเงิน คุณภาพการให้บริการ ต้นทุนการทำธุรกรรม ความสะดวกในการใช้งาน และมูลค่าที่เกิดขึ้นแก่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจ”

    คุมเข้มไซเบอร์-สแกนโกง ย้ำความปลอดภัยคือฐานความเชื่อมั่น

    เมื่อเครือข่ายการเงินข้ามพรมแดนขยายกว้างขึ้น การบริหารความเสี่ยงและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากธุรกรรมต้องผ่านทั้งธนาคาร ผู้ให้บริการตัวกลาง แพลตฟอร์มดิจิทัล และกฎหมายของหลายประเทศที่แตกต่างกัน SBV จึงเน้นย้ำการคุมเข้มมาตรการป้องกันการฟอกเงิน (AML) การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และความต่อเนื่องของระบบชำระดุล

    บทเรียนจากระบบบริหารความเสี่ยงภายในประเทศผ่านระบบ SIMO ที่เริ่มใช้เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นดังกล่าว โดยระบบได้ออกคำเตือนความเสี่ยงแก่ผู้ใช้งานไปแล้วกว่า 5.1 ล้านรายการ ส่งผลให้ลูกค้าระงับหรือยกเลิกธุรกรรมต้องสงสัยเกือบ 1.7 ล้านราย ป้องกันความเสียหายทางการเงินได้มากกว่า 5.7 ล้านล้านเวียดนามด่ง

    รองผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติเวียดนาม ย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า “ความปลอดภัยและความเชื่อมั่นต้องเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้เทคโนโลยีจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่หลักการด้านการคุ้มครองผู้ใช้บริการ การกำหนดความรับผิดชอบอย่างชัดเจน การควบคุมความเสี่ยง และการรักษาความสามารถในการรองรับและฟื้นตัวจากเหตุขัดข้องของระบบจะต้องได้รับการให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง”

    วิเคราะห์ผลกระทบต่อไทย ชี้โอกาสทองค้าปลีก-เตือนธุรกิจเร่งสปีด

    ผลกระทบต่อประเทศไทยจากการยกระดับระบบ VietQRGlobal ของเวียดนามถือเป็นเรื่องที่ภาคเอกชนไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ในมุมหนึ่ง นี่คือการสร้างสภาพแวดล้อมทางการเงินที่เอื้อต่อภาคการท่องเที่ยวและการค้าชายแดนระหว่างไทยกับเวียดนาม การชำระเงินผ่าน QR Code ช่วยลดภาระและต้นทุนการแลกเปลี่ยนเงินตรา เพิ่มความคล่องตัวให้แก่นักท่องเที่ยวไทยในเวียดนาม และนักท่องเที่ยวเวียดนามที่เดินทางมาไทยอย่างมหาศาล

    อย่างไรก็ตาม ในแง่การแข่งขัน การที่เวียดนามเร่งสร้างเครือข่ายชำระเงินครอบคลุมกว่า 154,000 จุดรับชำระ และดึงนักท่องเที่ยวจากเอเชีย (ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 74.2–78.6 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในเวียดนาม) เข้าสู่ระบบการใช้จ่ายดิจิทัลได้ง่ายขึ้น อาจทำให้เม็ดเงินการใช้จ่ายในภาคท่องเที่ยวและการค้าปลีกของเวียดนามโตแซงหน้า หากผู้ประกอบการไทยไม่เร่งปรับตัว

    สคต. ณ นครโฮจิมินห์ ให้ข้อเสนอแนะและโอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการไทยว่า

      1. ผู้ส่งออกและธุรกิจบริการไทยในเวียดนาม: ต้องเร่งเชื่อมต่อระบบรับชำระ VietQRGlobal และศึกษาเงื่อนไข อัตราแลกเปลี่ยน ตลอดจนค่าธรรมเนียมของผู้ให้บริการ เพื่อสร้างช่องทางรับเงินที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
      2. กลุ่มค้าปลีก ร้านอาหาร และท่องเที่ยว: ควรใช้ประโยชน์จากระบบ QR ข้ามพรมแดนในการจัดทำโปรโมชัน เชื่อมระบบสมาชิก (CRM) และการตลาดดิจิทัล เพื่อดึงดูดกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคชาวเวียดนามที่มีแนวโน้มใช้จ่ายผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น
      3. การปฏิบัติตามกฎระเบียบความปลอดภัย: ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามต้องเตรียมความพร้อมด้านการตรวจสอบยืนยันตัวตน (KYC) การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการป้องกันการฉ้อโกงตามเกณฑ์ของธนาคารกลางเวียดนาม เพื่อป้องกันความเสี่ยงสะดุดหยุดชะงักทางธุรกิจ

    พัฒนาการของ QR Code ข้ามพรมแดนเวียดนามมิใช่เพียงเรื่องของนวัตกรรมทางการเงิน แต่คือเครื่องมือยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ขยายฐานลูกค้าและเชื่อมต่อห่วงโซ่การค้าบริการในภูมิภาค ซึ่งภาคธุรกิจไทยจำเป็นต้องเร่งใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานนี้เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้าอย่างทันท่วงที

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจอาเชียน ทั้งหมด ได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://moneyandbanking.co.th/2026/275498/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JTpD00aT24Q6yTiImcQe7

  • G20 เห็นต่างแผนสหรัฐฯ แก้ปัญหากำลังการผลิตอุตสาหกรรมส่วนเกิน : อินโฟเควสท์

    G20 เห็นต่างแผนสหรัฐฯ แก้ปัญหากำลังการผลิตอุตสาหกรรมส่วนเกิน : อินโฟเควสท์

    รัฐมนตรีการค้ากลุ่ม G20 หลายประเทศปฏิเสธความพยายามที่นำโดยสหรัฐฯ ในการแก้ไขปัญหากำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมส่วนเกินและนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเห็นต่างระหว่างประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่

    สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เปิดเผยว่า ร่างแถลงการณ์ระดับรัฐมนตรีเกี่ยวกับปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินได้รับการสนับสนุนจากสมาชิก G20 ส่วนใหญ่ แต่มีหลายประเทศคัดค้านอย่างชัดเจนต่อการจัดทำกรอบความร่วมมือเพื่อดำเนินการในประเด็นดังกล่าว

    สหรัฐฯ ซึ่งเป็นประธาน G20 ในปีนี้ ไม่ได้เปิดเผยว่าประเทศใดบ้างที่คัดค้านข้อเสนอดังกล่าว โดยก่อนหน้านี้จีนเคยคัดค้านแถลงการณ์ในลักษณะเดียวกันที่มุ่งจัดการกับการใช้แรงงานบังคับและนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาดในการประชุมรัฐมนตรีคลัง G20 เมื่อเดือนที่แล้ว

    รัฐบาลจีนปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ที่ระบุว่า การอุดหนุนภาคอุตสาหกรรมและนโยบายของจีนก่อให้เกิดกำลังการผลิตส่วนเกิน โดยระบุว่าประเทศตะวันตกกำลังใช้ประเด็นดังกล่าวเป็นเหตุผลในการดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้า

    ข้อพิพาทดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กำลังดำเนินการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ต่อประเทศคู่ค้า 16 ประเทศที่พบสัญญาณของกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมส่วนเกิน โดยกระบวนการดังกล่าวอาจนำไปสู่การเรียกเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า

    ขณะเดียวกัน มีเพียงเม็กซิโกและอาร์เจนตินาที่สนับสนุนแถลงการณ์ที่นำโดยสหรัฐฯ ซึ่งเรียกร้องให้เพิ่มความร่วมมือในการนำสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับออกจากห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

    รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตรา 10% หรือ 12.5% สำหรับสินค้าจาก 59 ประเทศและสหภาพยุโรป โดยอ้างว่าประเทศเหล่านี้บังคับใช้มาตรการป้องกันการใช้แรงงานบังคับไม่เพียงพอ

    อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีการค้า G20 สามารถบรรลุฉันทามติในการประณามการใช้การค้าอาหารเป็นเครื่องมือในการบีบบังคับทางเศรษฐกิจหรือการเมือง โดยสมาชิกเห็นพ้องว่ามาตรการที่มีเป้าหมายจำกัดหรือเปลี่ยนเส้นทางการค้าอาหารและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เพื่อแลกกับข้อเรียกร้องทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่เกี่ยวข้อง ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านมนุษยธรรมและเศรษฐกิจ

    รัฐมนตรีการค้ายังหารือถึงความเป็นไปได้ในการปรับเปลี่ยนระบบภาษีศุลกากรภายใต้หลักชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favoured-Nation – MFN) ขององค์การการค้าโลก (WTO)

    เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กล่าวว่า หลัก MFN ของ WTO จำกัดความสามารถของประเทศต่าง ๆ ในการใช้มาตรการทางการค้าที่แตกต่างกันกับประเทศที่มีนโยบายเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามกลไกตลาด ขณะที่สหรัฐฯ ระบุว่า สมาชิก G20 บางประเทศเปิดกว้างต่อการพิจารณาขยายข้อยกเว้นของกฎดังกล่าว หรือปรับการตีความกฎ WTO ที่มีอยู่

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/658682&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jjZbHH7vFGDwuwqlO3OTk

  • นอนฟาร์มสหรัฐฯ เพิ่มแค่ 29,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าคาด หนุนหวัง Fed ลดดอกเบี้ย

    นอนฟาร์มสหรัฐฯ เพิ่มแค่ 29,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าคาด หนุนหวัง Fed ลดดอกเบี้ย

    Siam Blockchain

    By

    ตุลาคม 2, 2026

    นอนฟาร์มสหรัฐฯ เพิ่มแค่ 29,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าคาด หนุนหวัง Fed ลดดอกเบี้ย

    สรุปข่าว
    • ตัวเลขนอนฟาร์มเดือนล่าสุดอยู่ที่ 29K ต่ำกว่าที่คาดไว้ 89K อย่างชัดเจน และชะลอลงมากจากเดือนก่อนหน้าที่ 162K
    • ตัวเลขว่างงานสหรัฐฯ (อัตราว่างงาน) ขยับขึ้นเป็น 4.2% สูงกว่าที่คาด 4.1% และสูงกว่าเดือนก่อนหน้าที่ 4.1%
    • ตลาดต้องจับตาว่าแรงงานที่อ่อนแรงลงจะกดดันให้ Fed ลดดอกเบี้ยเร็วขึ้นหรือไม่ ขณะที่ BTC อยู่ที่ $86,832 และ ETH อยู่ที่ $2,753.98

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

    ตัวเลขว่างงานที่สูงกว่าคาดบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานอ่อนแอลง เพิ่มแรงกดดันให้ Fed ลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนสินทรัพย์เสี่ยงและคริปโตอย่างมีนัยสำคัญ

    ตัวเลขนอนฟาร์ม (จำนวนการจ้างงานใหม่นอกภาคเกษตรในแต่ละเดือน) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนล่าสุดออกมาที่ 29K ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 89K อย่างชัดเจน และลดลงมากจากเดือนก่อนหน้าที่ 162K โดยข้อมูลถูกเผยแพร่ในวันที่ 2 ต.ค. เวลา 20:30 น. ตามเวลาไทย (8:30 AM EST)

    ในช่วงเวลาเดียวกัน ตัวเลขว่างงานสหรัฐฯ (อัตราส่วนของผู้ว่างงานต่อกำลังแรงงานทั้งหมด) ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 4.2% สูงกว่าที่คาดไว้ 4.1% และสูงกว่าเดือนก่อนหน้าที่ 4.1% ถือเป็นการขยับขึ้นเพียง 0.1 จุด แต่เมื่อมองคู่กับตัวเลขนอนฟาร์มที่ชะลอลงอย่างรุนแรง ภาพรวมจึงชี้ไปที่ตลาดแรงงานที่กำลังเย็นลงชัดเจนขึ้น

    หลังข้อมูลออก ราคา Bitcoin อยู่ที่ $86,832 เพิ่มขึ้น 3.7% ในรอบ 24 ชั่วโมง ส่วน Ethereum อยู่ที่ $2,753.98 เพิ่มขึ้น 2.0% ในกรอบเวลาเดียวกัน

    ตลาดแรงงานเย็นลงจริงหรือไม่

    การจ้างงานใหม่ที่หายไปเกือบ 60,000 ตำแหน่งเมื่อเทียบกับที่คาด และหายไปกว่า 130,000 ตำแหน่งเมื่อเทียบกับเดือนก่อน สะท้อนว่าบริษัทในสหรัฐฯ เริ่มชะลอการรับพนักงานใหม่ เมื่อคนมีงานทำน้อยลง กำลังซื้อของผู้บริโภคก็มีแนวโน้มลดลงตามไปด้วย ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากฝั่งค่าจ้างและการบริโภค

    ประเด็นที่ต้องดูต่อคือรายละเอียดเชิงลึก เช่น การเติบโตของค่าจ้างต่อชั่วโมง อัตราการมีส่วนร่วมของกำลังแรงงาน และการกระจายตัวของตำแหน่งงานรายภาคส่วน หากค่าจ้างชะลอตัวพร้อมกับการจ้างงานที่ลดลง จะยิ่งตอกย้ำว่าตลาดแรงงานเย็นลงมากพอให้ Fed ผ่อนคลายนโยบายได้

    Fed ลดดอกเบี้ยได้เร็วขึ้นหรือไม่

    เมื่ออัตราว่างงานสูงกว่าคาดและการจ้างงานใหม่ต่ำกว่าคาดมาก ความน่าจะเป็นที่ Fed จะลดดอกเบี้ยเร็วขึ้นก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ดอกเบี้ยที่ลดลงมักทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าและเพิ่มสภาพคล่องในระบบ เป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และ Ethereum ซึ่งสอดคล้องกับแรงซื้อที่เห็นในตลาดขณะนี้

    ความเสี่ยงที่ต้องจับตา

    อย่างไรก็ตาม หากตลาดแรงงานอ่อนแรงเร็วเกินไป นักลงทุนอาจเริ่มกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งอาจทำให้เกิดแรงขายในสินทรัพย์เสี่ยงระยะสั้นได้ ดังนั้นการเคลื่อนไหวของราคาคริปโตหลังจากนี้จะขึ้นอยู่กับว่าตลาดตีความข้อมูลชุดนี้เป็น “แรงงานเย็นลงพอให้ Fed ลดดอกเบี้ย” หรือ “เศรษฐกิจกำลังชะลอตัวแรง”


    ความเห็นผู้เขียน

    ส่วนตัวผมมองว่าตัวเลขชุดนี้ส่งสัญญาณที่ค่อนข้างชัดว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ เริ่มหมดแรง 29K เทียบกับ 162K ของเดือนก่อนไม่ใช่การสะดุดเล็ก ๆ แน่นอน แต่ผมก็ยังไม่อยากรีบสรุปว่าทุกอย่างจะเป็นบวกต่อคริปโตไปหมด เพราะถ้าตัวเลขรอบหน้าอ่อนลงอีก ตลาดอาจเปลี่ยนจากการลุ้นลดดอกเบี้ยไปเป็นการกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอยได้

    สำหรับคนที่ถือ Bitcoin และ Ethereum อยู่ ผมแนะนำให้จับตาข้อมูลค่าจ้างและการปรับปรุงตัวเลขเดือนก่อนหน้าในรายงานฉบับเต็ม รวมถึงท่าทีของกรรมการ Fed ในช่วงต่อจากนี้ เพราะนั่นจะเป็นตัวบอกว่าตลาดจะเดินต่อในโหมดลุ้นลดดอกเบี้ยหรือเริ่มระวังความเสี่ยงมากขึ้น

    ภาพจาก AI

    📅 ผู้ที่สนใจดูปฏิทินเศรษฐกิจ สามารถดูได้ที่นี่

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/10/02/us-nonfarm-payrolls-29k-unemployment-4-2-crypto/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29yiW240sBBtzaVhEvlUox

  • เอกนิติ ชี้น้ำท่วมกระทบจีดีพีไม่ถึง 0.1% มั่นใจปีนี้โต 2-2.5%

    เอกนิติ ชี้น้ำท่วมกระทบจีดีพีไม่ถึง 0.1% มั่นใจปีนี้โต 2-2.5%

    เอกนิติ ชี้น้ำท่วมกระทบจีดีพีไม่ถึง 0.1% มั่นใจปีนี้โต 2-2.5%

    ตามที่เกิดฝนตก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นวงกว้าง กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน การเดินทาง กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วน 

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า เบื้องต้นกระทรวงการคลังประเมินสถานการณ์น้ำท่วมจะกระทบเศรษฐกิจไทย ไม่ถึง 0.1% ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวได้ 2-2.5%

    “ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมีบ้าง แต่ไม่มาก สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องชีวิตและความเดือดร้อนของประชาชน”

    ส่วนการเตรียมจัดประชุม World Bank-IMF Annual Meetings 2026 วันที่ 12-18 ต.ค.นี้ กระทรวงการคลังได้เตรียมแผนรับมือสถานการณ์น้ำท่วม โดยประสานกรมอุตุนิยมวิทยาและ ปภ. พร้อมกำหนดเกณฑ์เตือนภัยและแผนเคลื่อนย้ายคนหากระดับน้ำสูงเกินเกณฑ์

    นายเอกนิติ ยืนยันว่า ไทยมีความพร้อมค่อนข้างมาก และได้ทดสอบระบบผ่านการซ้อมแผนฉุกเฉิน (Dry Run) ทั้งกรณีไฟดับ แผ่นดินไหว น้ำท่วม และการชุมนุม เพื่อดูแลความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมประชุมทั้งชาวไทยและต่างชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/749819&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1g8tTi0Fn0iTKiEHaV42Y-