Blog

  • “เบสเซนต์” ชี้แผนทำลายเศรษฐกิจอิหร่านจะช่วยเลี่ยงสงคราม : อินโฟเควสท์

    “เบสเซนต์” ชี้แผนทำลายเศรษฐกิจอิหร่านจะช่วยเลี่ยงสงคราม : อินโฟเควสท์

    นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวในวันนี้ว่า การที่รัฐบาลสหรัฐมีแผนทำลายเศรษฐกิจของอิหร่าน ทำให้มีแนวโน้มว่าสหรัฐไม่จำเป็นต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมต่ออิหร่าน

    “หากเราใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ นั่นหมายความว่า มีแนวโน้มว่าเราจะไม่ต้องกลับมาเปิดปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่อีกครั้ง” นายเบสเซนต์กล่าวในรายการ Squawk on the Street ของสำนักข่าว CNBC

    คำกล่าวของนายเบสเซนต์มีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า สหรัฐมีแผนที่จะกดดันเศรษฐกิจของอิหร่านอย่างหนัก โดยจะใช้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ต่อประเทศใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือแก่อิหร่าน

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/635178&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08M1Qqx2_L6aMY4Ef7_15j

  • เศรษฐกิจไทยต้องเปลี่ยนเกม! “ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงาน รับมือโลก 5D

    เศรษฐกิจไทยต้องเปลี่ยนเกม! “ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงาน รับมือโลก 5D

    โลกกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้น และเศรษฐกิจไทยไม่สามารถเดินด้วยวิธีเดิมได้อีกต่อไป

    “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มองภาพเศรษฐกิจไทยผ่าน 5D ที่กำลังเปลี่ยนโลก ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Decoupling) – การกระจายความเสี่ยง (Diversification) – เทคโนโลยีและ AI (Digital/AI) – การลดคาร์บอน (Decarbonization) – โครงสร้างประชากร (Demographics) ซึ่งล้วนกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย

    กระทรวงพาณิชย์
    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    โจทย์ใหม่จึงไม่ใช่แค่ “เรามีอะไร” หรือ “เราจะผลิตอะไร” แต่ต้องเปลี่ยนเป็น “ตลาดต้องการอะไร และเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร”

    เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เชื่อมโยงกันทั้งระบบ จึงตั้ง 4 คณะทำงาน ภายใต้แนวคิด Cluster ดึงภาครัฐและเอกชนมาทำงานร่วมกัน ประกอบด้วย

    1. สินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร
    ยกระดับตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ ทั้งเทคโนโลยี การผลิต การแปรรูป การเก็บรักษา และการขยายตลาด เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคเกษตร

    ประเทศไทยมีครัวเรือนเกษตรกรประมาณ 7.7 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 30% ของครัวเรือนทั้งประเทศ แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 8.8% ของ GDP จึงยังมีช่องว่างในการยกระดับอีกมาก

    2. เศรษฐกิจชุมชนและ SMEs
    ใช้แนวคิด “SME Journey” ดูแลตั้งแต่เริ่มธุรกิจ ขยายกิจการ ไปจนถึงการก้าวขึ้นเป็น Regional Player พร้อมยกระดับทักษะ เทคโนโลยี การเข้าถึงเงินทุน ตลาด และ Supply Chain

    ไทยมี SMEs ประมาณ 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด และสร้างรายได้ประมาณ 35% ของ GDP เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่ทำให้ SMEs “อยู่รอด” แต่ต้องทำให้ “เกิดง่าย โตง่าย และก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้”

    3. เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy
    เปลี่ยนมุมมองจากการนับแค่ “จำนวนนักท่องเที่ยว” ไปสู่การสร้าง “มูลค่าและประสบการณ์” เข้าใจว่าผู้มาเยือนเดินทางมาเพื่ออะไร ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ การทำงาน การศึกษา กีฬา หรือการพักผ่อน แล้วออกแบบสินค้า บริการ และประสบการณ์ให้ตอบโจทย์มากขึ้น

    เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าประมาณ 1.44 ล้านล้านบาท หรือราว 8% ของ GDP ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและผู้มาเยือนสร้างรายได้ประมาณ 1.58 ล้านล้านบาท ในปีที่ผ่านมา

    4. การค้าระหว่างประเทศ
    ลดการกระจุกตัวของตลาดและผู้ประกอบการ ขยายตลาดใหม่ รักษาตลาดเดิม ใช้ประโยชน์จาก FTA ลดอุปสรรคทางการค้า เพิ่ม Local Content และเชื่อม SMEs เข้าสู่ Supply Chain โลก

    แม้การส่งออกไทยช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้เติบโตประมาณ 17% แต่โจทย์ต่อไปคือการมอง “ไส้ใน” ของตัวเลข ทั้งการกระจายตลาด การเพิ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป และการเพิ่มบทบาทของ SMEs

    ขณะที่ “วีระศักดิ์ โควสุรัตน์” มองว่า Visitor Economy ต้องเปลี่ยนจากการมอง “นักท่องเที่ยว” เป็น “ผู้มาเยือน” เพราะการเดินทางไม่ได้มีเพียงเป้าหมายด้านการท่องเที่ยว แต่ยังรวมถึงสุขภาพ การทำงาน การศึกษา กีฬา และประสบการณ์เฉพาะด้าน

    หัวใจสำคัญคือ “การท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ” จำนวนผู้มาเยือนจึงไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด แต่ต้องทำให้ประสบการณ์นำไปสู่การใช้จ่าย การลงทุน การกลับมาเยือนซ้ำ และการมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจของชุมชน

    ด้าน “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” ระบุว่า คณะทำงานรวบรวมข้อเสนอแล้วเกือบ 100 แนวทาง แต่จะไม่เน้นทำ “แผน” เพิ่ม เพราะไทยมีแผนจำนวนมากอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือ “รู้ปัญหาแล้วต้องแก้ให้ได้”

    ข้อเสนอจะถูกจัดลำดับตามความพร้อม เรื่องที่ทำได้เร็วจะเร่งดำเนินการทันที ส่วนเรื่องที่ต้องวางระบบ เช่น ฐานข้อมูล จะดำเนินการเป็นระยะ โดยตั้งเป้าทั้ง Quick Big Win ใน 6 เดือน–1 ปี และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างใน 2–4 ปี

    เป้าหมายของ 4 คณะทำงานไม่ใช่การทำงานแบบแยกส่วน แต่ต้องเชื่อมตั้งแต่ การมองแนวโน้มโลก → กำหนดนโยบาย → ลงมือทำ → วัดผล

    เพราะแกนกลางของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย คือการทำให้ เกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทยเติบโตไปพร้อมกัน พร้อมเดินหน้าไปหาตลาด และดึงตลาดเข้ามาหาสินค้าและบริการของไทย
     

    กระทรวงพาณิชย์
    เปิดวิสัยทัศน์และแผนยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/281883&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BQltj6_2iKCe0NpewRZrO

  • ทรัมป์ขู่จะลงโทษทางเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วงต่อประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน

    ทรัมป์ขู่จะลงโทษทางเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วงต่อประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพุธว่า เขาจะเริ่มปฏิบัติการครั้งใหญ่เพื่อโจมตีเศรษฐกิจของอิหร่าน โดยขู่ว่าจะลงโทษอย่าง “มหาศาล” ต่อประเทศใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือหรือทำธุรกิจกับสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้

    การกดดันทางเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้นนี้เกิดขึ้นในขณะที่สงครามใกล้จะครบ 6 เดือนแล้ว โดยยังไม่มีทางออกทางการทูตหรือทางทหารในเร็ววัน และช่องแคบฮอร์มุซที่สำคัญยังคงถูกปิดกั้นอย่างมาก

    ด้วยการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนที่ใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว ทรัมป์ยังเผชิญกับการตรวจสอบภายในประเทศอีกครั้งเกี่ยวกับต้นทุนของสงครามที่มีต่อผู้บริโภคชาวอเมริกันและภาระที่เกิดขึ้นกับกองทัพ

    “วันนี้ ผมขอประกาศปฏิบัติการทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศใดๆ! นี่จะเป็นสงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน” ทรัมป์เขียนบน Truth Social

    “ประเทศใดก็ตามที่อนุญาตให้สถาบันการเงิน ธุรกิจ สนามบิน หรือหน่วยงานของรัฐให้ความช่วยเหลือใดๆ แก่อิหร่าน จะต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล” เขากล่าว

    เขาไม่ได้ระบุว่าประเทศใดบ้างที่จะได้รับโทษ และไม่มีประเทศใดนอกจากอิหร่านที่ถูกเอ่ยถึงชื่อ

    เขาระบุถึงกิจกรรมหลายอย่างที่เขาบอกว่าต้องหยุดทันที ได้แก่ “การลักลอบขนน้ำมัน สายการแลกเปลี่ยนเงินตรา การโอนเงินสด บ้านแลกเปลี่ยนเงินตรา การจดทะเบียนเรือ บริษัทหน้าฉาก”

    สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ก็กล่าวในทำนองเดียวกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า สหรัฐฯ จะเพิ่มความพยายามในการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจอิหร่านในเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางสองด้านร่วมกับการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ

    “มันจะเป็นการผสมผสานของการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก” เบสเซนต์กล่าวกับสถานีโทรทัศน์นิวส์แม็กซ์ ซึ่งเป็นเครือข่ายโทรทัศน์อนุรักษ์นิยม

    กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ดำเนินการมาหลายเดือนแล้วในปฏิบัติการที่เรียกว่า “ความโกรธแค้นทางเศรษฐกิจ” โดยมีเป้าหมายเพื่อตัดแหล่งเงินทุนของอิหร่านด้วยมาตรการคว่ำบาตรแบบเจาะจง

    การท้าทายของอิหร่าน
    อิหร่านแสดงท่าทีท้าทาย หลังจากรอดพ้นจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ มาหลายเดือนซึ่งล้มเหลวในการยุติสงครามอย่างเด็ดขาด และตามรายงานของสื่อสหรัฐฯ อิหร่านได้ลดคลังอาวุธของสหรัฐฯ ลงอย่างมาก เพนตากอนปฏิเสธรายงานเหล่านี้

    ความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ด้วยการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่อสาธารณรัฐอิสลาม ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนทั่วภูมิภาค

    ภัยคุกคามจากขีปนาวุธและโดรนของเตหะรานได้ลดปริมาณการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบลงอย่างมาก เนื่องจากข้อตกลงกรอบความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในการเปิดช่องแคบอีกครั้งได้ล่มสลายลง

    อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ในวันพุธ ทรัมป์ได้ยกย่องความพยายามทางทหารของสหรัฐฯ ในการช่วยเหลือเรือออกจากช่องแคบ โดยกล่าวว่า “ตอนนี้มีเรือจำนวนมากกำลังแล่นผ่าน”

    สำนักข่าวออนไลน์ Axios รายงานว่ากองกำลังสหรัฐฯ ได้อำนวยความสะดวกในการผ่านเข้าออกช่องแคบฮอร์มุซของเรือ 15 ถึง 20 ลำในแต่ละคืนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยขนส่งน้ำมัน “ประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณก่อนสงคราม” ในแต่ละวัน

    ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายกล่าวว่ามีการแลกเปลี่ยนข้อความกัน อย่างไรก็ตาม ในวันอังคาร ทรัมป์ยืนยันว่าการเจรจาได้ยุติลงแล้ว และโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียที่บ่งชี้ว่าช่องแคบอาจเป็น “ดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ”

    ในวันอังคาร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประกาศระงับการทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดกับอิหร่าน หลังจากกล่าวว่าถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธสองลูก

    ประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองฝั่งอ่าวเปอร์เซียมีสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้ง และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวอิหร่านขนาดใหญ่ เคยเป็นคู่ค้าสำคัญของอิหร่านที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร อย่างน้อยก็ก่อนสงคราม

    “เราต้องการให้พันธมิตรทั้งหมดของเรายืนหยัดเคียงข้างสหรัฐอเมริกาเพื่อโดดเดี่ยวและเอาชนะภัยคุกคามจากอิหร่าน” ทรัมป์กล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมาในรายการ Truth Social

    Agence France-Presse

    Photo – ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ระหว่างการประชุมกับผู้บริหารด้านสกุลเงินดิจิทัลในห้องรูสเวลต์ของทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2026 (Photo by Jim WATSON / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/45941&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1po10VonNYYAjhNCuCz9qm

  • “สุวัจน์”เป็นประธานทิ้งกระจาดโคราช ชี้เศรษฐกิจฐานรากซบเซา

    “สุวัจน์”เป็นประธานทิ้งกระจาดโคราช ชี้เศรษฐกิจฐานรากซบเซา

    “สุวัจน์”เป็นประธานทิ้งกระจาดโคราช ชี้เศรษฐกิจฐานรากซบเซา

    “สุวัจน์”เป็นประธานทิ้งกระจาดโคราช ชี้เศรษฐกิจฐานรากซบเซา

    วันที่ 20 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น.ที่วิหารเซ็งหงั่มตั่ง หรือศาลเจ้าเซ็งหงั่มตั่ง มูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 นครราชสีมา ถนนพายพาส อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี “โพวโต่วซิโกว” หรือพิธีแจกทานทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 เพื่อแจกจ่ายข้าวสารและอาหารแห้งช่วยเหลือผู้ยากไร้ โดยมีประชาชนจากทั่วสารทิศเดินทางมารับความช่วยเหลือกว่า 4,000 คน

                         สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นประธานในพิธีแจกทานทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 ที่จ.นครราชสีมา

    ภายในงานมี นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายวัชรพล โตมรศักดิ์ สส.นครราชสีมา เขต 2 พรรคเพื่อไทย นางเข็มทอง เรืองกฤตยา ประธานกิตติคุณมูลนิธิ นายสุวัฒน์ จึงวิวัฒนากร ประธานกิตติคุณมูลนิธิ และนายประวิทย์ อัศวินชัย ประธานมูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 นครราชสีมา ร่วมพิธี

    นายสุวัจน์ กล่าวว่า มูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 ถือเป็นองค์กรการกุศลหลักของชาวโคราช ดำเนินงานมานานกว่า 30 ปี และมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในสถานการณ์ภัยพิบัติสาธารณะ งานด้านพระพุทธศาสนา กีฬา ตลอดจนการดูแลผู้ยากไร้ในจังหวัดนครราชสีมาและพื้นที่ประสบภัยทั่วประเทศ

                      สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นประธานในพิธีแจกทานทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 ที่จ.นครราชสีมา

    โดยเฉพาะกิจกรรมแจกทานของมูลนิธิฯ ที่มีประชาชนเดินทางมารอรับความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นทุกปี สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจระดับรากหญ้ายังคงซบเซา และปัญหาความยากจนยังเป็นเรื่องที่น่าห่วง โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังมีประชาชนจำนวนมากที่ขาดโอกาสและขาดทุนในการประกอบอาชีพ ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเต็มที่ 

    นายสุวัจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีปัจจัยภายนอกที่ต้องจับตาโดยเฉพาะเทคโนโลยี AI ซึ่งอาจเข้ามากระทบต่อตลาดแรงงานและการจ้างงานมากขึ้น ดังนั้น ทุกภาคส่วนที่มีศักยภาพต้องร่วมกันประคับประคองประชาชนไม่ให้จมน้ำไม่ต้องเผชิญวิกฤตทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้น 

                                   สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นประธานในพิธีแจกทานทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 ที่จ.นครราชสีมา

    สำหรับแนวทางแก้ไข นายสุวัจน์ เห็นว่า รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณให้ชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับการพยุงเศรษฐกิจฐานรากและผู้มีรายได้น้อยให้อยู่รอดก่อน พร้อมเสนอ 3 เรื่องสำคัญที่ควรเร่งดำเนินการ คือ 

    1.อุ้ม SME และผู้ประกอบการรายย่อย เพราะ SME เป็นหัวใจสำคัญของการจ้างงานในต่างจังหวัด รัฐต้องดูแลเรื่องสภาพคล่องและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อให้ธุรกิจสามารถรักษาการจ้างงานไว้ได้

    2.อัดฉีดภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากการท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญที่สามารถกระจายรายได้ลงสู่ชุมชน ชนบท และหมู่บ้านได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่โดยตรง 

                           สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นประธานในพิธีแจกทานทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 ที่จ.นครราชสีมา

    และ 3.สนับสนุนการลงทุนและการส่งออก เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในภาพรวม และรักษาการเติบโตของ GDP ให้เศรษฐกิจมหภาคยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้

    “สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ คือการร่วมมือกันแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชนก่อน คนไทยต้องรักและสามัคคีกัน เพื่อฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจนี้ไปให้ได้” นายสุวัจน์ กล่าว

                           สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นประธานในพิธีแจกทานทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 ที่จ.นครราชสีมา

    อดีตรองนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวขอบคุณผู้มีจิตศรัทธา นักธุรกิจ และประชาชนทุกคนที่ร่วมบริจาคสนับสนุนภารกิจของมูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 พร้อมให้กำลังใจประชาชนกว่า 4,000 คน ที่เดินทางมารับแจกทานว่า

    “อย่าท้อถอย ขอให้ทุกคนต่อสู้ รักและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเชื่อมั่นว่าจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน“

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/666959&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2db-9yv2kCMbiSgFLhpnF2

  • กรมการพัฒนาชุมชน เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการตรวจติดตามผลการดำเนินงาน ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุบลราชธานี ชูพลังความร่วมมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการตรวจติดตามผลการดำเนินงาน ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุบลราชธานี ชูพลังความร่วมมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการตรวจติดตามผลการดำเนินงาน ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุบลราชธานี ชูพลังความร่วมมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก


    20/08/2569 | 51 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการตรวจติดตามผลการดำเนินงาน ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุบลราชธานี ชูพลังความร่วมมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    วันที่ 20 สิงหาคม 2569 เวลา 11.00 น. ณ หอประชุมคำคูณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุบลราชธานี อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจราชการและสนับสนุนหน่วยรับตรวจในการขับเคลื่อนงานตามแผนปฏิบัติราชการกรมการพัฒนาชุมชน (กิจกรรมที่ 1 ประชุมเชิงปฏิบัติการตรวจติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยรับตรวจรายไตรมาส) โดยมี ผู้ตรวจราชการกรม พัฒนาการจังหวัด พัฒนาการอำเภอ ตลอดจนเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น สะท้อนถึงความรัก ความสามัคคี และความพร้อมเพรียงในการปฏิบัติงานร่วมกันของพี่น้องชาวพัฒนาชุมชน

    การจัดโครงการในครั้งนี้ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนภารกิจตามแผนปฏิบัติราชการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมในระดับพื้นที่ ในโอกาสนี้ รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้ให้เกียรติมอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติแก่บุคลากรและหน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่น รวมจำนวน 50 รางวัล เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งบรรยายพิเศษมอบแนวทางและกรอบทิศทางในการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับบริบทความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน

    นอกจากนี้ รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้พบปะพูดคุยและให้กำลังใจแก่ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และทีมงานผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานเคียงข้างพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนสืบไป

    #กระทรวงมหาดไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/408738&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qDqrYXRVUekJ0zd4Cqlxu

  • แอ่วเหนือรับลมหนาว ช้อป OTOP ชุมชน: เชื่อมโยงเกษตรท่องเที่ยวสู่เศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน

    แอ่วเหนือรับลมหนาว ช้อป OTOP ชุมชน: เชื่อมโยงเกษตรท่องเที่ยวสู่เศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน

    แอ่วเหนือรับลมหนาว ช้อป OTOP ชุมชน: เชื่อมโยงเกษตรท่องเที่ยวสู่เศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน


    20/08/2569 | 35 |

    เมื่อลมหนาวแรกพัดผ่านในช่วงเดือนธันวาคม ไม่เพียงแต่นำพาอากาศอันสดชื่นมาสู่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดทางเศรษฐกิจของชุมชน หรือ “High Season” ของภาคการท่องเที่ยว ในมิติของเศรษฐกิจฐานราก (Local Economy) เดือนธันวาคมไม่ได้เป็นแค่ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน แต่คือโอกาสทองในการผสาน 3 ฟันเฟืองสำคัญ ได้แก่ เกษตรกรรมสมัยใหม่ สินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่น (OTOP) และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ให้กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนรายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างแท้จริง

    1. สัมผัสวิถีเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agri-Tourism) บนดอยสูง ภาพจำของแปลงเกษตรในอดีตกำลังถูกเปลี่ยนผ่านด้วยเทคโนโลยี เมื่อเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) นำระบบ Smart Farming มาประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมการให้น้ำอัจฉริยะ โรงเรือนควบคุมอุณหภูมิ หรือเซนเซอร์วัดความชื้นในดิน การยกระดับแปลงเกษตรนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อเพิ่มผลผลิตเพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็น “จุดขายใหม่” ทางการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวในฤดูหนาวไม่เพียงแค่มาถ่ายรูปกับสตรอว์เบอร์รี ชา หรือกาแฟอาราบิกา แต่ยังได้เรียนรู้กระบวนการผลิตระดับพรีเมียมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างประสบการณ์ความประทับใจผ่านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    2. เปลี่ยนผลผลิตจากแปลง สู่ของฝาก OTOP เกรดพรีเมียม สิ่งสำคัญในการยกระดับรายได้ชุมชน คือการเปลี่ยนสินค้าเกษตรโภคภัณฑ์ (Commodity) ให้กลายเป็นสินค้านวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง (Value-Added Products) บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองและส่งมอบของขวัญช่วงสิ้นปี เป็นปัจจัยหนุนชั้นดีให้สินค้า OTOP และวิสาหกิจชุมชนเติบโต ผลผลิตสดจากฟาร์มถูกนำมาแปรรูปเป็นชาดอกไม้สกัด ผลไม้อบแห้งเกรดส่งออก ไปจนถึงเครื่องสำอางสมุนไพรพื้นบ้าน การเชื่อมโยงเกษตรอัจฉริยะเข้ากับสินค้า OTOP ทำให้เกิดเรื่องราว (Storytelling) ของสินค้าที่น่าสนใจ และช่วยขยายช่องทางการจำหน่ายจากหน้าร้านในชุมชนสู่การจัดกระเช้าของขวัญระดับองค์กร

    3. โมเดลกระจายรายได้: เที่ยว ฟาร์ม ช้อป ชุมชนยั่งยืน หัวใจของเศรษฐกิจฐานรากคือการทำให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวตกอยู่กับคนในพื้นที่มากที่สุด การท่องเที่ยวเชื่อมโยง (Integrated Tourism) ในช่วงหน้าหนาวจึงเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ โดยมีฟาร์มเกษตรเป็นจุดดึงดูด (Attraction) มีโฮมสเตย์และร้านอาหารชุมชนเป็นผู้ให้บริการ และมีศูนย์สินค้า OTOP เป็นจุดกระจายรายได้ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาพักผ่อนจะเกิดการใช้จ่ายแบบครบวงจร ตั้งแต่ค่าเข้าชมฟาร์ม ค่าอาหารพื้นบ้าน ไปจนถึงการซื้อของฝากกลับบ้าน ซึ่งเป็นการกระจายรายได้ตรงโดยไม่ผ่านคนกลาง

    บทสรุป

    การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในฤดูหนาวไม่ได้เป็นเพียงการพึ่งพาโชคชะตาจากสภาพอากาศ แต่คือการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ที่นำ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการเกษตร (Smart Farming) มาบวกกับ เสน่ห์ของภูมิปัญญาท้องถิ่น (OTOP) แล้วส่งผ่าน การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Agri-Tourism) โมเดลนี้นอกจากจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและกระจายรายได้สู่ชุมชนในระยะสั้นช่วงเทศกาลแล้ว ยังเป็นการสร้างรากฐานที่เข้มแข็งให้เกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/35/iid/532773&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19gYbPeHJ6X5HHaHopXO-R

  • “ศุภจี”แท็กทีม วีระศักดิ์ -กอบศักดิ์ ขับเคลื่อนจีดีพีประเทศ  ดันส่งออก-ท่องเที่ยว สู่เศรษฐกิจชุมชน  | เดลินิวส์

    “ศุภจี”แท็กทีม วีระศักดิ์ -กอบศักดิ์ ขับเคลื่อนจีดีพีประเทศ  ดันส่งออก-ท่องเที่ยว สู่เศรษฐกิจชุมชน  | เดลินิวส์

     ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายพร้อมกันหลายมิติ ทั้งจากแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ พลังงาน หรือค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยและทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในโอกาสนี้เมื่อวันที่ 19 ส.ค.69 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ในฐานะรองนายกฯ ที่ดูแลด้านการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ได้ออกมาฉายภาพถึงวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินงานในปัจจุบัน และที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างน่าสนใจ

    ชู 5 D 4 คณะทำงาน

    รองนายกฯ ศุภจี เริ่มต้นว่า ในวันที่ประเทศเผชิญความเปลี่ยนแปลงของโลกหลายด้านพร้อมๆกัน ไทยไม่สามารถดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในรูปแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป ซึ่งจำเป็นต้องปรับตัวให้มีความยืดหยุ่นอยู่ตลอดเวลา ผ่านการขับเคลื่อนด้วยกรอบแนวคิด “5D” ซึ่งเป็น 5 มิติความเปลี่ยนแปลงหลักของโลก ได้แก่ Decoupling  การแบ่งแยกและปรับเปลี่ยนขั้วภูมิรัฐศาสตร์ , Diversification  การกระจายความเสี่ยงในทุกมิติ , Digital/AI  การปรับตัวสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI , Decarbonization  การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และ Demographics การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร  

    ทั้งนี้ กรอบแนวคิดดังกล่าว ได้สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลที่เน้นการทำงานแบบคลัสเตอร์ หรือการบูรณาการข้ามกระทรวง ซึ่งในส่วนที่ตนเองดูแล ได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนขึ้นมา 4 คณะ เพื่อลงมือให้ปฏิบัติได้จริง ประกอบด้วย 1.คณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 2. คณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและเอสเอ็มอี 3. คณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ วิซิเตอร์ อีโคโนมี และ 4. คณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ โดยมีรายละเอียดการทำงาน 4 ด้าน ดังนี้

    หยั่งรากเศรษฐกิจชุมชน

    ชุดแรกคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร จะมุ่งเน้นแก้ปัญหาเกษตรกรทั้งระบบ เนื่องจากปัจจุบันไทยมีครัวเรือนเกษตรกรถึง 7.7 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 30% ของประเทศ แต่กลับสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียง 8.8% ของจีดีพีเท่านั้น ดังนั้นจะเร่งยกระดับตั้งแต่ต้นน้ำ คือ ใช้เทคโนโลยีและข้อมูล กลางน้ำ โดยใช้วิธีแปรรูปและเพิ่มการเก็บรักษาในช่วงผลผลิตออกมามาก และปลายน้ำ คือขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ

    ขณะที่ด้านเศรษฐกิจชุมชนและเอสเอ็มอี จะขับเคลื่อนผ่านแนวคิด SME Journey ดูแลผู้ประกอบการกว่า 3.28 ล้านราย ซึ่งคิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด และสร้างรายได้ 35% ของจีดีพี  เริ่มตั้งแต่การก่อตั้ง ขยายกิจการ ไปจนถึงการเติบโต  ส่วนด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ฯ จะมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลง ไม่ดูแค่จำนวนคน แต่จะเน้นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยนำมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์เดิมที่มีอยู่ 1.44 ล้านล้านบาท มาเชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยว สินค้า และบริการ  และด้านการค้าระหว่างประเทศ จะมุ่งลดการกระจุกตัวของตลาด ขยายตลาดใหม่รักษาตลาดเดิม โดยใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอให้เต็มที่ พร้อมทั้งเพิ่มโลคอล คอนเทนท์ เพื่อดึงเอสเอ็มอีไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

    เร่งรายได้ 13.5 ล้านล้าน

    นางศุภจี ระบุในช่วงสัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างตรงไปตรงมาว่า สำหรับตัวเลขจีดีพีไตรมาส  2 ที่สภาพัฒน์เพิ่งประกาศออกมานั้น ยอมรับว่ายังไม่ใช่ตัวเลขที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้กำกับดูแลด้านการค้าและการบริการ ได้สั่งการให้ทุกภาคส่วนเร่งเครื่องช่วงที่เหลือของปีอย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่เป็นเครื่องยนต์หลัก ซึ่งครึ่งปีแรกขยายตัวได้ดีถึง 17% ทำมูลค่าไปมากกว่า 6 ล้านล้านบาท ซึ่งเชื่อมั่นว่าทั้งปีจะรักษาการเติบโตระดับเลข 2 หลัก มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 12 ล้านล้านบาทได้ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์มุ่งเน้นสู่นักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ มากกว่าการวัดเพียงปริมาณจำนวนหัว โดยปีนี้ตั้งเป้าสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่น้อยกว่าปีที่แล้วที่ 1.53 ล้านล้านบาท หลังจากครึ่งปีแรกทำรายได้แล้วกว่า 7.8 แสนล้านบาท  

    รุกท่องเที่ยวคุณภาพ

    ต่อมา นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ฯ และคณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ ได้ขยายความนโยบายของรองนายกฯศุภจี ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดโดยด่วน จากเดิมที่เคยเน้นเพียงการนับจำนวนนักท่องเที่ยว ไปสู่การทำความเข้าใจในบริบทของผู้มาเยือน เนื่องจากผู้เดินทางยุคใหม่ไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อท่องเที่ยวพักผ่อนเท่านั้น แต่อาจเข้ามาด้วยจุดประสงค์ที่หลากหลาย ทั้งการดูแลสุขภาพ การทำงาน การศึกษา การแข่งขันกีฬา หรือการแสวงหาประสบการณ์เฉพาะด้าน

    ดังนั้น หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การออกแบบระบบเศรษฐกิจ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้มาเยือนแต่ละกลุ่ม และเปลี่ยนประสบการณ์อันน่าประทับใจให้กลายเป็นการใช้จ่าย การลงทุน การเดินทางมาเยือนซ้ำ และการมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่านแนวคิดน้ำตก 5 ชั้น เพราะการท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ และจำนวนผู้มาเยือนก็ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด หากแต่เป็นคุณภาพของประสบการณ์ที่ไทยส่งมอบให้จนเกิดความรู้สึกอยากมีส่วนร่วม และที่สำคัญต้องเร่งกระจายโอกาสเศรษฐกิจจากเมืองหลักไปสู่เมืองรอง ด้วยการสร้างสรรค์กิจกรรมและจุดขายใหม่ๆ เพื่อกระจายการใช้จ่ายไปสู่ฐานรากอย่างแท้จริง

    พลิกโฉมภาคเกษตร-เอสเอ็มอี

    ขณะที่ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และคณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนฯ ได้กล่าวเสริมว่า จากการประชุมร่วมกันอย่างเข้มข้นในช่วงที่ผ่านมา ได้รวบรวมข้อเสนอเป็นรูปธรรมได้เกือบ 100 ข้อเสนอ ซึ่งหลังจากนี้จะมุ่งกลั่นกรองให้เกิดการลงมือเกิดผลจริง โดยภาคเกษตรจะเน้นยกระดับตั้งแต่ ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่านการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ การนำเทคโนโลยี นวัตกรรม โดรน ศูนย์บริการเครื่องจักรกลมาลดต้นทุน ตลอดจนยกระดับความมั่นคงทางอาหาร และสร้างเกษตรกรยุคใหม่ เพื่อขยายช่องทางตลาดใหม่ๆ ทั้งอีคอมเมิร์ซ การเชื่อมโยงสินค้าเกษตรสู่นิคมอุตสาหกรรมเพื่อลดการพึ่งพาตลาดเพียงช่องทางเดียว

    ส่วนภาคเอสเอ็มอีจะเดินหน้าแนวคิด  SME Journey เพื่อผลักดันธุรกิจไทยสู่ระดับโลก ผ่านมาตรการปลดล็อกกฎระเบียบ การลดขั้นตอนใบอนุญาต การจัดทำเอสเอ็มอี ไอดี, การส่งเสริมนักบัญชีชุมชน การใช้ระบบให้พี่ใหญ่ช่วยดูแลธุรกิจน้องเล็ก ตลอดจนการใช้เอไอ และช่องทางออนไลน์ในการบุกตลาดต่างประเทศ โดยข้อเสนอทั้งหมดจะถูกจัดลำดับความพร้อมเพื่อสร้างผลงานเด่นชัดเร็วภายในช่วง 6 เดือนถึง 1 ปี ควบคู่ไปกับการวางระบบฐานข้อมูลเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว 2–4 ปี ข้างหน้า

    ท้ายนี้ รองนายกฯ ศุภจี กล่าวปิดท้ายว่า  การทำงานของทั้ง 4 คณะทำงานจะไม่ทำงานแบบแยกส่วนหรือต่างคนต่างทำ แต่จะร่วมมือกันแบบไร้รอยต่อตั้งแต่การติดตามแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของโลก การกำหนดนโยบาย การลงมือปฏิบัติจริง ไปจนถึงการวัดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยให้มีความยืดหยุ่น สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล พร้อมกระจายรายได้และโอกาสอย่างทั่วถึง  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6122495/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Id75eUyS9ktb3b7h5xnq9

  • ‘ศุภจี’ เปิดแผน 5D ดึง ‘วีระศักดิ์-กอบศักดิ์’ นำทัพ วางหมากเศรษฐกิจไทย ดันเกษตร-SMEs-ท่องเที่ยว-การค้ายุคใหม่

    ‘ศุภจี’ เปิดแผน 5D ดึง ‘วีระศักดิ์-กอบศักดิ์’ นำทัพ วางหมากเศรษฐกิจไทย ดันเกษตร-SMEs-ท่องเที่ยว-การค้ายุคใหม่

    ‘ศุภจี’ เปิด 4 คณะทำงานเชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ รับมือโลก 5D ผนึก ‘รัฐ-เอกชน’ ดันเกษตร-ชุมชน-SMEs-การท่องเที่ยว-การค้าระหว่างประเทศ สู่ผลลัพธ์จริง

    ‘ศุภจี’ เปิดภาพใหญ่เศรษฐกิจไทยรับโลกเปลี่ยนผ่าน ชู 5D ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การกระจายความเสี่ยง เทคโนโลยีและ AI สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร ย้ำไทยต้องเปลี่ยนจาก ‘เรามีอะไร’ เป็น ‘ตลาดต้องการอะไร’

    พร้อมขับเคลื่อนผ่าน 4 คณะทำงานภายใต้แนวคิด Cluster ดึงรัฐ เอกชนทำงานร่วมกัน มุ่งสร้างผลลัพธ์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์และทิศทางการทำงานของคณะทำงานด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนว่า

    วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายมิติพร้อมกัน จึงไม่สามารถดำเนินเศรษฐกิจด้วยวิธีการแบบเดิมได้

    โดยมองผ่าน 5D สำคัญ ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Decoupling) การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI (Digital/AI) การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน (Decarbonization) และโครงสร้างประชากร (Demographics) ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย

    ศุภจี กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ไทย ต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านการค้าและการตลาด

    โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘เรามีอะไร’ หรือ ‘เราจะผลิตอะไร’ แต่ต้องถามว่า ‘ตลาดต้องการอะไร และเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร’ พร้อมกระจายตลาด กระจายรายได้ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ลงไปถึงทุกระดับ

    โดยแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการทำงานแบบ Cluster หรือการบูรณาการข้ามกระทรวงและหน่วยงาน โดยนำภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาทำงานร่วมกัน เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สามารถต่างคนต่างเดินได้ แต่ต้องเดินไปด้วยกัน และแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลสัมฤทธิ์จริง

    สำหรับภารกิจด้านการค้า การผลิต การบริการ และเศรษฐกิจชุมชนที่รองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบ ได้จัดตั้ง 4 คณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั้งระบบ

    ได้แก่ 1. คณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 2. คณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs 3. คณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และ 4. คณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ

    “เราไม่ได้ตั้งใจเป็นคณะกรรมการเพิ่มขึ้นอีกคณะหนึ่งจากที่มีแล้ว 320 คณะ แต่ตั้งใจตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง และสามารถวัดผลได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว” ศุภจี กล่าว

    สำหรับคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ศุภจี กล่าวว่า ต้องแก้ปัญหาเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยประเทศไทยมีครัวเรือนเกษตรกรประมาณ 7.7 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 30% ของครัวเรือนทั้งประเทศ แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงประมาณ 8.8% ของ GDP จึงต้องยกระดับผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น

    ในส่วนต้นน้ำ ต้องยกระดับการผลิต เทคโนโลยี และข้อมูล ในส่วนกลางน้ำต้องเพิ่มการแปรรูปและการเก็บรักษา เพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องเร่งขายผลผลิตในช่วงที่มีผลผลิตออกมาก ขณะที่ปลายน้ำต้องขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากสามารถแปรรูปและเก็บรักษาผลผลิตได้ จะช่วยลดแรงกดดันจากฤดูกาลและทำให้รายได้ของเกษตรกรกระจายตัวได้ตลอดทั้งปี

    รองนายกรัฐมนตรี ยกตัวอย่างว่า การส่งออกสินค้าเกษตรในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ยังติดลบประมาณ 3.2% แม้มีมูลค่ากว่า 800,000 ล้านบาท สะท้อนว่า ภาคเกษตรยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก หากสามารถยกระดับทั้งห่วงโซ่และเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรแปรรูปได้มากขึ้น

    ด้านเศรษฐกิจชุมชน และ SMEs จะใช้แนวคิด “SME Journey” ดูแลผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ การขยายกิจการ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ไปจนถึงการเป็น Regional Player โดยเน้นการยกระดับทักษะ เทคโนโลยี การเข้าถึงแหล่งทุน ช่องทางตลาด และการเชื่อมโยงเข้าสู่ Supply Chain ของธุรกิจขนาดใหญ่

    ปัจจุบันประเทศไทยมี SMEs ประมาณ 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด และสร้างรายได้ประมาณ 35% ของ GDP ดังนั้น เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้ SMEs “อยู่รอด” แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้ผู้ประกอบการ เกิดง่าย โตง่าย และก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้

    นอกจากนี้ ยังต้องปลดล็อกอุปสรรคด้านกฎระเบียบและใบอนุญาต รวมถึงการพัฒนา SME ID และฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ภาครัฐสามารถเข้าใจสถานะของผู้ประกอบการและออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด

    ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy ศุภจี ชี้ว่า ต้องเปลี่ยนจากการมองเพียง ‘จำนวนนักท่องเที่ยว’ ไปสู่การมอง มูลค่าทางเศรษฐกิจและประสบการณ์ของผู้มาเยือน

    โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่า ผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาด้วยวัตถุประสงค์ใด และออกแบบสินค้า บริการ และประสบการณ์ให้ตอบโจทย์มากขึ้น

    ปัจจุบันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าประมาณ 1.44 ล้านล้านบาท หรือราว 8% ของ GDP ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและผู้มาเยือนสร้างรายได้ประมาณ 1.58 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา จึงมีโอกาสที่จะเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว สินค้า บริการ และการลงทุนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย

    ด้านการค้าระหว่างประเทศ จะมุ่งลดการกระจุกตัวของตลาดและผู้ประกอบการ โดยเดินหน้าขยายตลาดใหม่ ควบคู่กับรักษาตลาดเดิม เร่งใช้ประโยชน์จาก FTA และลดอุปสรรคทางการค้า รวมทั้งเพิ่ม Local Content และเชื่อม SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

    นอกจากนี้ แม้การส่งออกของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้เติบโตประมาณ 17% ถือว่าเป็นผลงานที่ดีท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่ต้องมอง “ไส้ใน” ของตัวเลขด้วยว่าโครงสร้างการส่งออกมีความสมดุลเพียงใด โดยเฉพาะการกระจายตลาด การเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป และการเพิ่มการมีส่วนร่วมของ SMEs

    “ด้านหนึ่งเราต้องนำสินค้าที่เรามีออกไปหาตลาด อีกด้านหนึ่งเราต้องนำตลาดเข้ามาหาสินค้าและบริการของเรา และแกนกลางที่สำคัญที่สุดคือเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทยต้องเติบโตไปพร้อมกัน” ศุภจี กล่าว

    ‘วีระศักดิ์’ ชู Visitor Economy เปลี่ยน ‘นักท่องเที่ยว’ เป็นผู้มาเยือนสร้างประสบการณ์-กระจายรายได้

    ด้านวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และคณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องปรับมุมมองจากการนับจำนวนนักท่องเที่ยว ไปสู่การทำความเข้าใจว่า ผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาเพื่ออะไร เพราะผู้เดินทางจำนวนมากไม่ได้เข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่อาจเดินทางมาเพื่อสุขภาพ การทำงาน การศึกษา กีฬา การพักผ่อน หรือประสบการณ์เฉพาะด้าน

    ดังนั้น Visitor Economy จึงเป็นการออกแบบระบบเศรษฐกิจให้สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ของผู้มาเยือนแต่ละกลุ่ม และเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้รับให้กลายเป็นการใช้จ่าย การลงทุน การกลับมาเยือนซ้ำ และการมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจของชุมชน

    โดยการท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ และจำนวนผู้มาเยือนก็ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด สิ่งสำคัญคือประสบการณ์ที่ประเทศไทยส่งมอบ และทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกอยากมีส่วนร่วมกับชุมชน เศรษฐกิจ และประเทศไทย

    ทั้งนี้ ยังต้องกระจายโอกาสจากเมืองหลักไปสู่เมืองรอง รวมถึง ‘เมืองรองในเมืองหลัก’ และสร้างกิจกรรมใหม่ที่ทำให้ผู้มาเยือน มีเหตุผลที่จะใช้เวลาและใช้จ่ายในพื้นที่มากขึ้น โดยให้ชุมชนเป็นผู้ร่วมสร้างประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการ

    ‘กอบศักดิ์’ เจาะต้นตอปัญหา รู้แล้วต้องแก้ให้ได้

    ขณะที่กอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และคณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs กล่าวว่า คณะทำงานได้ประชุมมาแล้ว 2 ครั้ง และรวบรวมข้อเสนอได้เกือบ 100 ข้อเสนอ โดยจะไม่มุ่งจัดทำ “แผน” เพิ่มเติม แต่จะเน้นนำข้อเสนอที่มีอยู่ไปสู่การปฏิบัติ

    “ประเทศไทยมีแผนเยอะแล้ว แต่หัวใจ คือ เรามีอุปสรรคและปัญหาที่รู้คำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีคนลงมือแก้จุดนั้นให้ได้” นายกอบศักดิ์ กล่าว

    สำหรับภาคเกษตร จะมุ่งยกระดับตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยี พัฒนาเครื่องจักรที่เหมาะสมกับพื้นที่เกษตรไทย การใช้โดรนและศูนย์บริการเครื่องจักรในชุมชน การยกระดับ Food Safety การพัฒนาฐานข้อมูลภาคเกษตรร่วมกัน การส่งเสริม Young Smart Farmer ตลอดจนการเพิ่มการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

    ขณะเดียวกัน ยังเสนอแนวทางสร้างตลาดให้เกษตรกรผ่านช่องทางใหม่ ทั้งการเชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรม การพัฒนาช่องทาง E-commerce การลดต้นทุนโลจิสติกส์ และการเชื่อมตลาดต่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการขายมากขึ้น และลดการพึ่งพาตลาดเพียงช่องทางเดียว

    สำหรับ SMEs จะเน้นการสร้าง “SME Journey” ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจจนเติบโตเป็นผู้ประกอบการระดับโลก โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น การลดขั้นตอนใบอนุญาต การจัดทำ SME ID และฐานข้อมูล การพัฒนานักบัญชีชุมชน การสร้างระบบ “Big Brother” ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยพัฒนาธุรกิจขนาดเล็ก การเชื่อม SMEs เข้าสู่ Supply Chain การยกระดับสินค้าและบรรจุภัณฑ์ การใช้ AI และดิจิทัล ตลอดจนการขยายช่องทางการตลาดออนไลน์

    นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ข้อเสนอทั้งหมดจะถูกจัดลำดับตามความพร้อม โดยเรื่องที่สามารถทำได้เร็วจะเร่งดำเนินการทันที ขณะที่เรื่องที่ต้องใช้เวลาในการวางระบบ เช่น ฐานข้อมูล จะเดินหน้าเป็นระยะ เพื่อให้เกิดทั้ง Quick Big Win ในช่วงประมาณ 6 เดือน–1 ปี และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะ 2–4 ปี

    นางศุภจี กล่าวสรุปว่า การทำงานของทั้ง 4 คณะทำงานจะไม่ใช่การทำงานแบบแยกส่วน แต่ต้องบูรณาการตั้งแต่การติดตามแนวโน้มโลก การกำหนดนโยบาย การลงมือปฏิบัติ ไปจนถึงการวัดผล โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่น สามารถแข่งขันได้ และสร้างรายได้และโอกาสที่กระจายไปถึง เกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทย

    “เราไม่ได้เดินจังหวะเดียว ต้องเดินทางไปหาตลาด ดึงตลาดเข้ามาหาเรา และแกนกลางที่เป็นแก่นของการทำงานทุกวันนี้ คือเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทยที่ต้องเติบโตไปพร้อมกัน”นางศุภจี กล่าว

    ภาพ: Thailand janews / Shutterstock

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/supajee-5d-plan-thai-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ni-Ki1_So8VtfQE4t5H_U

  • นายกฯ ลุยต่อ เยือนนิวซีแลนด์ ปักหมุดถกยักษ์ใหญ่เอกชน ดันความร่วมมือเศรษฐกิจ

    นายกฯ ลุยต่อ เยือนนิวซีแลนด์ ปักหมุดถกยักษ์ใหญ่เอกชน ดันความร่วมมือเศรษฐกิจ

    ‘นายกฯ’ ลุยต่อเยือนนิวซีแลนด์ 20-22 ส.ค. ปักหมุดถกยักษ์ใหญ่เอกชน ดันความร่วมมือเศรษฐกิจ

    เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 19 สิงหาคม (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงแคนเบอร์รา ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 3 ชม.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยภริยา และคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหารแฟร์เบิร์น กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย ไปยังนครโอ๊คแลนด์ เพื่อเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 20–22 ส.ค. โดยมีนางแอน แอลลี (The Honourable Anne Aly MP)
    รัฐมนตรีด้านการพัฒนานะหว่างประเทศ กิจการพหุวัฒนธรรม และดูแลด้านกิจการขนาดเล็กในฐานะผู้แทนนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเป็นผู้มาส่งที่สนามบิน

    ทั้งนี้ นายกฯ และคณะ มีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานโอ๊คแลนด์ (Auckland Airport) ประเทศนิวซีแลนด์ ในเวลาประมาณ 14.35 น. ของวันนี้ ตามเวลาท้องถิ่นนครโอ๊คแลนด์ ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 5 ชม. โดยมีนางเพนนี ซิมมอนด์ส (The Honourable Penny Simmonds) รัฐมนตรีด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และ เทคโนโลยีนิวซีแลนด์ เป็นผู้มาต้อนรับ

    เมื่อเดินทางถึงนิวซีแลนด์ นายกฯ มีกำหนดการเริ่มปฏิบัติภารกิจทันที โดยในช่วงเย็น นายกฯมีกำหนดพบหารือกับภาคเอกชนนิวซีแลนด์ เพื่อหารือแนวทางต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และเปิดโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ

    สำหรับวันศุกร์ที่ 21 ส.ค. ในช่วงเช้า นายกฯมีกำหนดเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ ทำเนียบผู้สำเร็จราชการแห่งนิวซีแลนด์ ก่อนเข้าร่วมการหารือกลุ่มเล็กกับนายคริสโตเฟอร์ ลักซอน (The Right Honourable Christopher Luxon) นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ และหารือทวิภาคีแบบเต็มคณะ จากนั้น ผู้นำทั้งสองประเทศจะร่วมแถลงข่าว ก่อนที่นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์จะเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและภริยา

    ในช่วงบ่าย นายกฯมีกำหนดเยี่ยมชมบริษัท NZAero ผู้ผลิตอากาศยานของนิวซีแลนด์ เพื่อศึกษาศักยภาพด้านอุตสาหกรรมการบิน และแสวงหาโอกาสต่อยอดความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมการบินระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์

    ทั้งนี้ นายกฯ และคณะจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันเสาร์ที่ 22 ส.ค.นี้ ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจการเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ

        

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5854244&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WKAAZD3Lx4OCHKNlBXjgk

  • ทรัมป์ขู่ลงโทษหนักทุกประเทศที่ช่วยเหลืออิหร่าน พร้อมประกาศเปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ

    ทรัมป์ขู่ลงโทษหนักทุกประเทศที่ช่วยเหลืออิหร่าน พร้อมประกาศเปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ

    “โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศเดินหน้าปฏิบัติการกดดันเศรษฐกิจอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุด ขู่ลงโทษทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่อทุกประเทศที่ช่วยเหลือหรือทำธุรกิจกับรัฐบาลอิหร่าน

    วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเดินหน้าปฏิบัติการกดดันทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน พร้อมเตือนว่าทุกประเทศที่ให้ความช่วยเหลือหรือทำธุรกิจกับอิหร่านจะต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

    ทรัมป์ประกาศผ่านแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล ว่าสหรัฐฯ กำลังเปิดฉากปฏิบัติการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีต่อประเทศใดๆ โดยระบุว่าจะเป็นการทำสงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยว อิหร่านในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

    ผู้นำสหรัฐฯ ยังเตือนว่า ประเทศใดก็ตามที่เปิดทางให้สถาบันการเงิน บริษัทธุรกิจ สนามบิน หรือหน่วยงานรัฐบาลจัดหาความช่วยเหลือหรือเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยง ในรูปแบบใดๆ ให้แก่อิหร่าน จะต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล 

    อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดว่ามาตรการลงโทษประเทศที่ช่วยเหลืออิหร่านจะมีรูปแบบใด หรือจะมุ่งเป้าไปยังประเทศใดเป็นพิเศษ ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงส่งผลกระทบต่อการค้าและพลังงานในภูมิภาค 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2953968&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KF_uRTYP7aF4MYKaEvhiG