Blog

  • ‘เอกนิติ’ ชี้น้ำท่วมกระทบศก.ไทยไม่ถึง0.1% ยันชีวิต-ความลำบากประชาชนสำคัญกว่า

    ‘เอกนิติ’ ชี้น้ำท่วมกระทบศก.ไทยไม่ถึง0.1% ยันชีวิต-ความลำบากประชาชนสำคัญกว่า

    ‘เอกนิติ’ ประเมินน้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจไทยไม่ถึง 0.1% มองทั้งปี 69 ยังยืนเป้าหมายได้ที่ 2-2.5% ระบุชีวิตและความลำบากของประชาชนสำคัญกว่า พร้อมลงพื้นที่ตรวจความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมใหญ่ระดับโลก World Bank-IMF 2026 ไม่หวั่นน้ำท่วม-ม็อบบุก ยันเตรียมระบบร้องรับเรียบร้อย การันตีไทยพร้อม 100%

    2 ต.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ น่าจะไม่ถึง 0.1% ตามที่ได้รับรายงานมา ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำ ส่วนภาพรวมทั้งปี 2569 นั้น กระทรวงการคลังยังเชื่อมั่นและมั่นใจว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ที่ระดับ 2-2.5%

    “ในเชิงภาพรวมของเศรษฐกิจมีผลกระทบบ้าง แต่ไม่มากนัก โดยสิ่งสำคัญคงไม่ใช่ผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของชีวิตคน และก็ความลำบากของประชาชนมากกว่า” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุ

    อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2569 เวลา 15.00 น. นายเอกนิติ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมของสถานที่ในการจัดประชุมผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank-IMF Annual Meetings 2026) ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมระบุว่า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือหากเกิดสถานการณ์น้ำท่วมระหว่างช่วงการจัดประชุม ซึ่งการประชุมในครั้งนี้เปรียบเหมือนโอลิมปิกทางการเงินของโลก โดยได้มีการรับฟังข้อมูลคาดการณ์ฝนจากกรมอุตุนิยมวิทยา รวมถึงการทำงานร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยได้มีการนำประสบการณ์จากเหตุการณ์น้ำท่วมต่าง ๆ มาปรับใช้ในการวางเกณฑ์เตือนภัยและการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย

    นอกจากนี้ ในด้านความเชื่อมั่นขององค์กรระหว่างประเทศ มั่นใจว่าทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) เข้าใจดีว่า เรื่องภัยธรรมชาติและสภาพอากาศเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่ทุกฝ่ายยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยในการจัดประชุมครั้งนี้อย่างเต็มเปี่ยม

    “วันนี้เรามีประสบการณ์จากสถานการณ์น้ำท่วมอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นเชื่อว่าเราจะสามารถเตรียมความพร้อม และสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ทั้งหมดได้เป็นอย่างดี ทั้งในกรณีที่หากมีระดับน้ำเกินระดับต่าง ๆ เราจะต้องเตรียมการเคลื่อนย้ายคนอย่างไร เพื่อให้ทุกคนปลอดภัย ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่เข้ามาเข้าร่วมประชุม โดยเราได้มีการทดสอบระบบทุกอย่าง มีการเตรียมความพร้อมทั้งหมด ซึ่งยืนยันว่าประเทศไทยพร้อมค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลใด ๆ” นายเอกนิติ กล่าว

    รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ยังกล่าวถึงข้อกังวลกรณีหากมีการชุมนุมประท้วงเกิดขึ้น ว่า ควรให้ความเข้าใจ ภายใต้กรอบของกฎหมาย โดยทาง World Bank และ IMF จะมีการจัดสรรพื้นที่เฉพาะสำหรับแสดงความคิดเห็น เพื่อให้การประชุมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและรักษาชื่อเสียงของประเทศ

    “ถ้าม็อบจะมา ก็ให้มาแสดงความคิดเห็นอย่างถูกต้อง ตรงไปตรงมา ไม่ทำลายการประชุม ผมว่าครั้งนี้เป็นชื่อเสียงประเทศไทยด้วย ดังนั้นจึงขอเชิญชวนคนไทยทุกคนร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดีในการเปิดบ้านต้อนรับผู้นำทางการเงินจากทั่วโลก เพื่อโชว์ศักยภาพของประเทศไทยในเวทีระดับสากลครั้งนี้” นายเอกนิติ กล่าว

    สำหรับการประชุม World Bank – IMF Annual Meetings 2026) จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. 2569 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ปัจจุบันมีผู้แทนทางการเงินและผู้นำระดับโลกสนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานแล้วมากกว่า 15,000 คน ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายขั้นต่ำที่ตั้งไว้ที่ 5,000 คนอย่างมาก โดยระบบทั้งหมดได้รับ การทดสอบซ้อมแผนฉุกเฉิน (Dry Run) ทั้งในกรณีไฟดับ แผ่นดินไหว น้ำท่วม รวมถึงการรับมือการชุมนุมตามมาตรฐานสากล

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1081220/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2p1I2NR5IR1Yb-XbSC-tTJ

  • ยุโรปยินดี G7 ไม่ใช้มาตรการแบนส่งออกน้ำมัน หนุนระบายน้ำมันจากคลังสำรอง : อินโฟเควสท์

    ยุโรปยินดี G7 ไม่ใช้มาตรการแบนส่งออกน้ำมัน หนุนระบายน้ำมันจากคลังสำรอง : อินโฟเควสท์

    นางเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) กล่าวแสดงความยินดีกับการตัดสินใจของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 7 หรือ  G7 ที่จะไม่ใช้มาตรการระงับการส่งออกน้ำมันกับประเทศพันธมิตร และแสดงการสนับสนุนการระบายน้ำมันเชื้อเพลิงจากคลังสำรอง

    “ประชาชนของเราต้องการและสมควรที่จะได้รับพลังงานในราคาที่สามารถจ่ายได้” นางฟอน เดอร์ เลเยน โพสต์ข้อความบน X หลังการประชุมผู้นำ G7 ผ่านระบบออนไลน์

    เธอกล่าวว่า สหภาพยุโรปสนับสนุนการระบายน้ำมันสำรองดังกล่าว เพราะจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน

    ทั้งนี้ G7 เห็นพ้องกันในวันนี้ (2 ต.ค.) ในการระบายน้ำมันดีเซลและน้ำมันดิบออกสู่ตลาด เพื่อควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

    G7 ระบุในแถลงการณ์ว่า การระบายน้ำมันสำรองในครั้งนี้จะมีปริมาณสูงสุด 100 ล้านบาร์เรล ภายในระยะเวลา 4 เดือน โดยจะมีการระบายน้ำมันดีเซลในปริมาณมากภายในช่วง 20 วันแรก

    ก่อนหน้านี้ ประเทศต่าง ๆ ที่เป็นสมาชิกของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ได้อนุมัติการระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรองจำนวน 400 ล้านบาร์เรลในเดือนมีนาคม

    การระบายน้ำมันดังกล่าวช่วยบรรเทาปัญหาด้านอุปทานพลังงานได้บางส่วน แต่ราคายังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    G7 บรรลุข้อตกลงในวันนี้ หลังจากรัฐบาลทรัมป์ใช้เวลาหลายวันในการกดดันพันธมิตรในยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนีและฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศที่กักเก็บน้ำมันดีเซลสำรองของสหภาพยุโรปในสัดส่วนจำนวนมาก

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ โพสต์ข้อความบน Truth Social ในวันนี้ ระบุว่า ยุโรปได้ตกลงที่จะระบายน้ำมันดีเซลจากคลังสำรองแล้ว โดยกระบวนการดังกล่าวจะเริ่มขึ้นในทันที

    “ยุโรปเพิ่งตกลงที่จะระบายน้ำมันดีเซลจำนวนมหาศาลจากคลังสำรองที่มีปริมาณน้ำมันจำนวนมากของพวกเขา”

    “กระบวนการดังกล่าวจะเริ่มขึ้นในทันที”

    “ขอบคุณสำหรับความสนใจในเรื่องนี้!”

    ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

    สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวระบุว่า ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ได้หารือกันในวันนี้ (2 ต.ค.) เกี่ยวกับข้อเสนอของฝรั่งเศสในการระบายน้ำมันดีเซลจากคลังสำรอง เพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันจากสหรัฐที่ต้องการให้ชาติยุโรปช่วยชะลอการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

    แหล่งข่าวระบุว่า ข้อเสนอดังกล่าว เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ในยุโรประบายน้ำมันดีเซลจำนวน 50 ล้านบาร์เรล และให้ประเทศสมาชิกสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ระบายน้ำมันดิบอีก 50 ล้านบาร์เรล

    การหารือดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อยุโรป ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการสั่งห้ามการส่งออกน้ำมันดีเซลของสหรัฐ เพื่อช่วยลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในวันที่ 3 พฤศจิกายน

    รอยเตอร์รายงานเมื่อวันพฤหัสบดีว่า รัฐบาลทรัมป์ได้แจ้งให้เยอรมนีและฝรั่งเศสระบายน้ำมันดีเซลในคลังสำรองฉุกเฉิน มิฉะนั้นอาจต้องเผชิญกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะห้ามการส่งออกน้ำมันดีเซล

    แหล่งข่าวรายหนึ่งเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า สหรัฐเรียกร้องให้ชาติใหญ่ในยุโรป ซึ่งรวมถึงฝรั่งเศสและเยอรมนี ระบายน้ำมันดีเซลจำนวน 100 ล้านบาร์เรล ภายในกรอบเวลา 20 วัน

    นอกจากนี้ ในการประชุมทางโทรศัพท์ในวันนี้ ประเทศสมาชิก EU ได้หารือกันเกี่ยวกับการกำหนดเงื่อนไขว่า หากมีการทำข้อตกลงเกี่ยวกับการระบายน้ำมันดีเซลจากคลังสำรองของยุโรป สหรัฐจะต้องให้คำมั่นว่าจะไม่ใช้มาตรการห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลแต่เพียงฝ่ายเดียว

    ในอดีต ยุโรปพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดีเซลจากรัสเซียและตะวันออกกลางเป็นหลัก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยุโรปพึ่งพาการนำเข้าจากสหรัฐเพิ่มมากขึ้น

    ผู้นำประเทศสมาชิกกลุ่ม G7 อาจจัดการประชุมทางโทรศัพท์ภายในวันนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับขั้นตอนต่อไป โดยขณะนี้ฝรั่งเศสเป็นประธานกลุ่ม G7

    IEA ซึ่งมีสมาชิก 32 ประเทศ ได้ตกลงกันในเดือนมีนาคมที่จะร่วมกันระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์จำนวน 400 ล้านบาร์เรล เพื่อรับมือผลกระทบจากสงครามอิหร่าน ซึ่งถือเป็นการระบายน้ำมันสำรองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

    นายฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการ IEA กล่าวว่า ประเทศสมาชิกได้ระบายน้ำมันออกมาแล้วประมาณ 2 ใน 3 ของปริมาณทั้งหมดที่ตกลงกันไว้

    ทั้งนี้ อุปทานน้ำมันดีเซลทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน และการที่รัสเซียห้ามส่งออกน้ำมัน หลังจากยูเครนทำการโจมตีและสร้างความเสียหายต่อโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่ง นอกจากนี้ โรงกลั่นน้ำมันของจีนก็ได้ระงับการส่งออกเชื้อเพลิงในเดือนตุลาคม เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/658615&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22KtcXZDgR-BomZFn6XHQD

  • ‘คอร์รัปชั่น’ ต้นทุนทางเศรษฐกิจไทย โจทย์ใหญ่เข้า OECD

    ‘คอร์รัปชั่น’ ต้นทุนทางเศรษฐกิจไทย โจทย์ใหญ่เข้า OECD

    'คอร์รัปชั่น' ต้นทุนทางเศรษฐกิจไทย โจทย์ใหญ่เข้า OECD

    รองผู้อำนวยการ OECD ชี้ “คอร์รัปชัน” เป็นต้นทุนเศรษฐกิจ กระทบความเชื่อมั่นและความสามารถแข่งขัน ขณะไทยเดินหน้ากระบวนการเข้า OECD ด้านธรรมาภิบาล ด้าน กกร.เร่ง “Zero Corruption” เปลี่ยนจาก Policy สู่ Action หลังพบกฎ Conflict of Interest ไทยมีคะแนน 78% ใกล้ค่าเฉลี่ย OECD 80% แต่การบังคับใช้จริงอยู่เพียง 11% เทียบ OECD 45%

    • ปัญหาคอร์รัปชันถูกมองเป็น “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ” ที่กระทบขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญของไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
    • OECD ชี้ว่าความซื่อสัตย์สุจริตในภาครัฐเป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะช่วยสร้างความเชื่อมั่น เพิ่มความเป็นธรรมในการแข่งขัน และลดต้นทุนในการทำธุรกิจ
    • แม้กรอบกฎหมายด้านการต่อต้านทุจริตของไทยจะใกล้เคียงมาตรฐาน OECD แต่ความท้าทายหลักอยู่ที่ “การบังคับใช้กฎหมายในทางปฏิบัติ” ซึ่งไทยยังมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิกอย่างมีนัยสำคัญ
    • ข้อเสนอแนะจาก OECD คือไทยควรเร่งยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใสในการตัดสินใจของภาครัฐ และพัฒนาระบบคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส

    “ปัญหาคอร์รัปชัน” กำลังถูกยกระดับจากประเด็นด้านจริยธรรมและธรรมาภิบาล ไปสู่ “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ” ที่กระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยเดินหน้ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งมาตรฐานด้านความโปร่งใส ความซื่อสัตย์สุจริต และการกำกับดูแลภาครัฐ จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นต่อการยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและการลงทุน

    ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นเป็นโจทย์สำคัญในงาน Dinner Talk “Zero Corruption : From Policy to Action” ซึ่งจัดโดยคณะทำงาน “Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน” ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย

    เวทีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงแนวนโยบายการป้องกันและต่อต้านการทุจริตไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมระดมความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและแข่งขันได้

    งานครั้งนี้ยังจัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 1 ปีของการขับเคลื่อน “Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน” ซึ่งเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 ต.ค.2568 โดยมีเป้าหมายผลักดันความร่วมมือจากหลายภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในเชิงระบบ ขณะที่ กกร. ได้จัดเวทีและกิจกรรมเกี่ยวกับ Zero Corruption อย่างต่อเนื่องในปี 2569 ทั้งการทำงานร่วมกับภาครัฐและการนำ Data และเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการปฏิรูปความโปร่งใส

    'คอร์รัปชั่น' ต้นทุนทางเศรษฐกิจไทย โจทย์ใหญ่เข้า OECD

    นายยานอส เบอร์ทอค (János Bertók) รองผู้อำนวยการฝ่ายการกำกับดูแลภาครัฐ OECD กล่าวว่า  ความซื่อสัตย์สุจริตในภาครัฐ (Public Integrity) ไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายด้านธรรมาภิบาล แต่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขัน

    ในมุมมองของ OECD ระบบความซื่อสัตย์ที่เข้มแข็งช่วยป้องกันการทุจริต การฉ้อโกง และการสูญเสียทรัพยากร สนับสนุนการแข่งขันที่เป็นธรรม และช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อสถาบันภาครัฐและระบบเศรษฐกิจ

    ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ความเสียหายของงบประมาณภาครัฐ แต่เชื่อมโยงไปถึงภาคธุรกิจโดยตรง เพราะเมื่อการตัดสินใจของรัฐขาดความโปร่งใส ต้นทุนในการทำธุรกิจจะเพิ่มขึ้น ขณะที่การแข่งขันอาจถูกบิดเบือนจากกลไกตลาด

    ข้อมูลที่ถูกนำเสนอในเวทีสะท้อนว่า บริษัทประมาณ 1 ใน 4 แห่งทั่วโลกมองว่าการทุจริตเป็นข้อจำกัดสำคัญหรือรุนแรงต่อการดำเนินธุรกิจ ขณะที่มีการประเมินว่าองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรไม่แสวงหากำไรทั่วโลกสูญเสียรายได้ประมาณ 5% ต่อปีจากการทุจริตในองค์กร สะท้อนว่า “ความโปร่งใส” จึงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับประสิทธิภาพและต้นทุนทางเศรษฐกิจ

    อีกโจทย์ที่ OECD ให้น้ำหนักคือ “ความไว้วางใจ” (Trust) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับระดับความซื่อสัตย์สุจริตของภาครัฐ

    เมื่อประชาชนหรือภาคธุรกิจไม่มั่นใจว่าการตัดสินใจของภาครัฐจะเป็นไปอย่างโปร่งใสและคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ ความเชื่อมั่นต่อสถาบันและนโยบายภาครัฐย่อมได้รับผลกระทบ

    ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะความไว้วางใจเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนในการทำธุรกรรมและการลงทุน หากกฎเกณฑ์และการบังคับใช้ถูกมองว่าไม่แน่นอนหรือไม่เป็นกลาง ภาคธุรกิจย่อมต้องแบกรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ OECD ยังให้น้ำหนักกับ ระบบยุติธรรมที่เป็นอิสระ มีประสิทธิภาพ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ในฐานะส่วนประกอบสำคัญของระบบ Public Integrity เพราะทำให้กฎเกณฑ์ได้รับการบังคับใช้อย่างจริงจัง ข้อพิพาทได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรม และหน่วยงานรัฐสามารถถูกตรวจสอบและรับผิดชอบได้ ซึ่งท้ายที่สุดจะช่วยสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมและเอื้อต่อตลาดและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ Transcript OECD

    ในส่วนของประเทศไทย OECD ประเมินว่า ไทยมีความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบความซื่อสัตย์สุจริตในภาครัฐ ทั้งผ่านยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริต การเสริมความเข้มแข็งของหน่วยงานเฉพาะด้าน พระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม ตลอดจนการปรับปรุงกฎหมายด้านการจัดซื้อจัดจ้าง สิทธิในทรัพย์สิน การแข่งขัน และกระบวนการยุติธรรม โดยกรอบกฎหมายไทยด้าน การขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ผ่านเกณฑ์ของ OECD เฉลี่ย 78% เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 80% สะท้อนว่ากรอบกฎหมายของไทยในภาพรวมมีความใกล้เคียงกับมาตรฐาน OECD แล้ว

    อย่างไรก็ตาม “ช่องว่างสำคัญไม่ได้อยู่ที่การมีกฎ แต่คือการนำกฎไปปฏิบัติ” โดยไทยผ่านเกณฑ์ด้านการนำกฎเรื่อง Conflict of Interest ไปใช้จริงเพียง 11% เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 45% ดังนั้นโจทย์ระยะต่อไปคือทำให้กฎเกณฑ์ถูกบังคับใช้อย่างสม่ำเสมอ โปร่งใส และเป็นกลาง พร้อมฝังมาตรฐานด้านความซื่อสัตย์สุจริตให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานประจำวันของหน่วยงานภาครัฐ

    ทั้งนี้ OECD เสนอให้ไทยเร่งดำเนินการในหลายด้าน ได้แก่ การยกระดับระบบติดตามและประเมินผลยุทธศาสตร์ด้านความซื่อสัตย์สุจริต การสร้างความสอดคล้องของมาตรการทางวินัย การเพิ่มความโปร่งใสในการตัดสินใจของรัฐ และการพัฒนาระบบคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส โดย OECD พร้อมสนับสนุนไทยทั้งในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกและความร่วมมือด้านธรรมาภิบาลในระยะต่อไป

    หากไทยต้องการให้เข้าเป็นสมาชิก OECD   คอร์รัปชั่นจึงเป็นโจทย์สำคัญของไทยที่จะก้าวข้ามก่อนเข้าเป็นสมาชิก OECD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1254674&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pXLEqY35BbihkcVR5ebPZ

  • เศรษฐกิจ ‘เวียดนาม’ โตแรงเกินคาด ไตรมาส 3 จีดีพีพุ่งเฉียด 10%

    เศรษฐกิจ ‘เวียดนาม’ โตแรงเกินคาด ไตรมาส 3 จีดีพีพุ่งเฉียด 10%

    เศรษฐกิจเวียดนามเร่งตัวแรงเกินคาดในไตรมาส 3 เติบโต 9.95% ผลจากเงินลงทุนต่างชาติ-ภาคการผลิตโตแกร่ง ดันประเทศเข้าใกล้เป้าหมายจีดีพี ‘เลขสองหลัก’ ที่ตั้งเป้าเริ่มในปีนี้

    สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม เปิดเผยข้อมูลล่าสุดในวันเสาร์นี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ประจำไตรมาส 3 ปีนี้ ระหว่างเดือน ก.ค.-ก.ย. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.95% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน 

    ตัวเลขล่าสุดนี้นับเป็นการเติบโตรายไตรมาสที่ “สูงที่สุดในรอบ 4 ปี” หรือนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2022 และยังสูงกว่าค่ากลางที่นักเศรษฐศาสตร์ 8 คนในผลสำรวจของบลูมเบิร์ก คาดการณ์ไว้ที่ 8.65% รวมถึงสูงกว่าตัวเลขไตรมาส 2 ที่ผ่านมาซึ่งขยายตัวที่ 8.81%

    เวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตโดดเด่นที่สุดในเอเชีย ตั้งเป้าให้เศรษฐกิจขยายตัว “อย่างน้อย 10%” ในปีนี้ ขณะที่รัฐบาลพยายามยกระดับประเทศขึ้นไปในห่วงโซ่มูลค่าและบรรลุสถานะ “ประเทศรายได้สูง” ภายในปี 2045

    ข้อมูลล่าสุด เป็นสัญญาณชัดเจนที่สุดจนถึงขณะนี้ว่า เวียดนามกำลังเดินหน้าไปตามเป้าหมาย และโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาลกำลังสร้างผลลัพธ์ตามที่ต้องการ

    “ภาคการค้า” เติบโตแข็งแกร่งเป็นพิเศษในไตรมาส 3 โดย “การส่งออก” เดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 39.1% สูงกว่าคาดการณ์ไว้ที่ 26.6% อย่างมาก ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 45.8% เทียบกับที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 38.1%

    ดุลการค้า กลับมาเกินดุล 1.27 พันล้านดอลลาร์ หลังขาดดุลมาตลอด 8 เดือนแรกของปีนี้

    ขณะเดียวกัน มูลค่า “การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ” (FDI) ที่ได้รับอนุมัติ เพิ่มขึ้น 76.4% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี แตะ 5.04 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยภาคการผลิตและอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในเซกเตอร์สำคัญ ขณะที่ FDI ที่เบิกจ่ายจริงในช่วงเดียวกันเพิ่มขึ้น 12.1%

    ส่วนราคาผู้บริโภคเดือนก.ย. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.08% จากปีก่อน เทียบกับที่คาดไว้ 5.10% โดยต้นทุนด้านการขนส่งและการก่อสร้างยังอยู่ในระดับสูงจากผลกระทบของสงครามอิหร่าน ในขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าควบคุมเงินเฟ้อไว้ไม่เกิน 4.5% ในปีนี้

    สำนักงานสถิติระบุว่า เศรษฐกิจมีผลการดำเนินงานเชิงบวกในเกือบทุกภาคส่วน โดยได้รับแรงหนุนจากความพยายามของรัฐบาลในการผลักดันการเติบโตระดับเลขสองหลักในปี 2026 ขณะที่ “การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง” ช่วยยกระดับธรรมาภิบาลและการใช้ทรัพยากร

    เศรษฐกิจ 'เวียดนาม' โตแรงเกินคาด ไตรมาส 3 จีดีพีพุ่งเฉียด 10%

    สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ จนถึงเดือนก.ย. ขยายตัวได้ 9.01% ซึ่งหมายความว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเห็นการเติบโตมากกว่า 10% ในไตรมาสสุดท้ายที่เหลือของปีนี้ จึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งปีที่ 10%

    สำนักงานสถิติยังระบุว่า เวียดนาม “เกินดุลการค้ากับสหรัฐ” ซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุด เพิ่มขึ้น 23.8% แตะ 122.6 พันล้านดอลลาร์ในช่วง 9 เดือนแรกของปี

    ตัวเลขดังกล่าวอาจกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยความตึงเครียดของประเทศ ท่ามกลางการสอบสวนภายใต้ “มาตรา 301” ของสหรัฐที่ยังดำเนินอยู่

    โต เลิม ประธานาธิบดีและเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กในนครนิวยอร์กเมื่อปลายเดือนที่แล้วว่า เวียดนาม “ใกล้มากแล้ว” ที่จะบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ พร้อมให้คำมั่นว่าจะซื้อสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงจากสหรัฐเพิ่มขึ้น

    อย่างไรก็ตาม “การเจรจาโดยตรงกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างการเยือนสหรัฐครั้งนั้น”

    เวียดนามใช้เวลาหลายเดือนในการเจรจาที่ยืดเยื้อกับสหรัฐเพื่อบรรลุข้อตกลงการค้าฉบับสุดท้าย โดยมีประเด็นสำคัญที่ยังติดขัด อาทิ การส่งสินค้าผ่านประเทศที่สามเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี (Transshipment) และมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี 

    เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐมากที่สุดในโลก ขณะที่วอชิงตันกำลังกดดันฮานอยให้ลดความไม่สมดุลดังกล่าว

    ในอีกด้านหนึ่ง เวียดนามก็กำลัง “ขาดดุลการค้ากับจีน” ซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนรายใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยการขาดดุลการค้ากับจีนในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 1.215 แสนล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นถึง 43% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ที่มา: Bloomberg, Nikkei Asia

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1254821&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2obJYc1Ou0OLtdRh4O5I_T

  • ‘ความโปร่งใส’ คือ ‘ทางรอด’ ของเศรษฐกิจไทยในยุค OECD

    ‘ความโปร่งใส’ คือ ‘ทางรอด’ ของเศรษฐกิจไทยในยุค OECD

    เมื่อไทยกำลังยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิก ‘องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD’ คำว่า ‘ความโปร่งใส’ จะไม่ใช่เพียงแค่คำสวยหรูอีกต่อไป แต่มันได้กลายเป็น ‘ข้อบังคับ’ หรือความจำเป็นที่ไทยไม่สามารถเลี่ยงได้อีกต่อไป โจทย์ที่ใหญ่ที่สุดที่ ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT (Anti-Corruption Organization of Thailand) ได้เน้นย้ำคือการทำให้โลกเห็นว่าประเทศไทยสะอาดพอที่จะเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจได้

    สังคมไทยกำลังถูกตั้งคำถามถึงความ ‘ไม่โปร่งใส’ ผ่านคดีทุจริตมากมาย

    ดร.มานะ เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่า วันนี้คอร์รัปชันไม่ใช่แค่เรื่องของการเบียดบังงบประมาณ แต่มันคือการทำลายความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ยกตัวอย่างในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา คดีทุจริตกว่า 13 คดีที่ปรากฏบนหน้าสื่อ ตั้งแต่การโกงสอบท้องถิ่น คดีฮั้วสว. รวมไปถึงการตั้งคำถามในการใช้จ่ายงบประมาณหลักพันล้านบาทเพื่อจัดซื้อ AI Passport แสดงให้เห็นถึงปัญหาความไม่โปร่งใสในประเทศไทยที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและชัดเจน

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทุจริตกำลังทำร้ายและสร้างความเดือดร้อนอย่างมากต่อประชาชนคนไทย อย่างกระบวนการของเหล่ามิจฉาชีพ หรือ สแกมเมอร์ ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย ดร.มานะ กล่าวว่า

    “เราก็รู้ว่าพวกนี้มันเกิดได้ ตั้งฐานได้อย่างใหญ่โต สามารถที่จะทำปฏิบัติการของเขาได้อย่างทั่วถึง เป็นเพราะมีคอร์รัปชันเกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ของเรา เริ่มตั้งแต่ปล่อยให้คนพวกนี้เข้ามาในพื้นที่ประเทศไทย ตั้งฐานทำงาน หลบซ่อนอยู่ มันต้องมีการคอรัปชันเกี่ยวข้องไม่อย่างนั้น มันไม่สามารถเป็นกระบวนการใหญ่อย่างนี้ได้”

    ปัญหาใหญ่ที่คนตั้งคำถามคือ กระบวนการยุติธรรมเข้มแข็งจริงหรือไม่ การบังคับใช้กฎหมายทำเต็มที่แล้วหรือยัง รวมไปถึงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญของไทยยังเป็นที่พึ่งได้อยู่ไหม แล้วประเทศไทยจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร อีกทั้งยังมีบางปัจจัยที่เสริมขึ้นมาแล้วทำให้คนรู้สึกว่า ‘สถานการณ์อาจแย่ไปกว่านี้’

    “ปัจจัยในการแก้คอร์รัปชัน สำคัญก็คือว่าต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม หรือจะต้องมีการเปิดเผยข้อมูล ต้องแก้อย่างเป็นระบบ”

    แม้สถานการณ์ที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นไปในเชิงลบ แต่ ดร.มานะ ยังคงมองเห็นแนวโน้มในการแก้ปัญหาคอร์รัปชันของไทยกำลังจะไปในทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากคนไทยมีความตื่นตัวมากขึ้นหลังผ่านวิกฤตสำคัญทั้ง วิกฤตเศรษฐกิจ ‘ต้มยำกุ้ง’ มาจนถึง ‘โควิด 19’ โดยเฉพาะภาคเอกชน อย่าง ‘คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน’ หรือ กกร. ที่ออกมาต่อต้านการคอร์รัปชันอย่างจริงจังภายใต้แคมเปญ ‘Zero Corruption’ โดยประกาศว่า ภาคเอกชนจะหยุดการจ่ายสินบน ไม่ยอมให้สินบน เงินใต้โต๊ะเป็นต้นทุนและเป็นอุปสรรคของคนไทยอีกต่อไป สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าภาคเอกชนไม่นิ่งดูดายกับการทุจริต  

    ในฟากของรัฐบาล ดร.มานะ มองเห็นสัญญาณที่ดีจากแนวคิดของ ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายที่มีความเข้าใจในเรื่องการเปลี่ยนแปลงประเทศ การปฏิรูปกฎหมาย การเปลี่ยนระบบราชการที่มุ่งเน้นการลดขั้นตอน การลดหน่วยงาน ลดจำนวนข้าราชการแต่จ่ายเงินเดือนเพิ่มขึ้น และนำเทคโนโลยีมาใช้ ซึ่งความชัดเจนนี้ทำให้ภาคเอกชนเชื่อใจ ภาคประชาชน นักวิชาการให้ความไว้วางใจ ซึ่งนี่ถือเป็นจุดแข็งจุดหนึ่งของรัฐบาล

    ‘อภินิหารกฎหมาย’ การตีความเอื้อประโยชน์คือจุดเปราะบางของระบบยุติธรรมไทย

    ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชันมากถึง 16 ฉบับ แต่ดร.มานะมองว่าปัญหาใหญ่ คือการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ไม่จริงจัง สิ่งสำคัญคือการบังคับใช้กฎหมายโดยยึด ‘หลักนิติธรรม’ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่างชาติกำลังจับตามอง อย่างแรกคือ ‘Rule of law’ หลักนิติธรรมต้องเข้มข้นจริงจัง และอย่างที่สองต้องมองประเด็นเรื่อง ‘สิทธิมนุษยชน’ เป็นประเด็นสำคัญ โดยกฎหมายต้องมีไว้เพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อผู้มีอำนาจในการปกครองควบคุมประชาชน

    ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าการบังคับใช้กฎหมายจะมีไว้เพื่อผู้มีอำนาจมากกว่าประชาชน ซึ่งทำให้ถูกเรียกว่า “อภินิหารของกฎหมาย” คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้มาตรฐานการต่อต้านการโกงของไทยยังไม่ถึงเกณฑ์สากล

    “คุณจะต้องมีความรับผิดชอบมากกว่าบุคคลธรรมดา อย่างวันนี้เราได้ยินเยอะมากเลย ยิ่งเป็นนักการเมือง เราจะได้ยินเรื่องของการตีความว่า บ่อยครั้ง ประชาชนตั้งคำถามว่า ‘อภินิหารของกฎหมาย’ ตีความอย่างนี้ก็ได้หรือ เพราะฉะนั้นเอาง่ายๆ หลักกฎหมายก็คือหลักความชอบธรรม หลักของผลประโยชน์ส่วนรวม เน้นผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลักตีความอย่างตรงไปตรงมา เพื่อประโยชน์ของประชาชน”

    mana-nimitmongkol-oecd-anti-corruption-thailand-strategy-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ประชาชนควรตรวจสอบความโปร่งใสได้ แต่ยังทำได้ไม่เต็มที่

    ดร.มานะ ยังมองว่าประชาชนควรมีส่วนร่วมในตรวจสอบการทุจริต เพราะถ้าพบเห็นการทุจริตไม่ว่าเป็นเรื่องเล็ก เช่น การแซงคิว ไปจนถึงเรื่องใหญ่ เช่น การทุจริตการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการจัดสรรผลประโยชน์ของรัฐ เช่น การตั้ง Data Center แต่ยังไม่มีการตั้งคำถาม สงสัยหรือปล่อยผ่าน ก็จะทำให้มีการทุจริตต่อไป ดังนั้นทุกคนจึงต้องช่วยกัน

    ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าการตรวจสอบของประชาชนในปัจจุบันยังเข้าถึงได้น้อยมาก

    “สาเหตุเพราะหน่วยงานรัฐทุกวันนี้ไม่เปิดเผยข้อมูล เรามี พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารในรัฐธรรมนูญ เขาเขียนเรื่องข้อมูลสาธารณะในความครอบครองของรัฐ ประชาชนต้องมีสิทธิ์รู้ รัฐต้องเปิดเผย ต้องอำนวยความสะดวกให้ แต่ในความจริงแล้วไม่ใช่ จะเต็มไปด้วยข้ออ้างว่าความลับของทางราชการ กฎหมาย PDPA ข้อมูลส่วนบุคคล อ้างกันแบบซี้ซั้วเลย เยอะแยะมากมายเลย สิ่งเหล่านี้ยังเกิดขึ้น

    อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยลงทุนไปกับระบบดิจิทัล ระบบสารสนเทศ ผมไม่รู้ว่ากี่หมื่น เป็นแสนล้านแล้วนะ แต่วันนี้ข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ยังเก็บไว้ที่หน่วยงานของใครของมัน มันไม่มีการเชื่อมโยง พอจะขอดูก็ไม่ได้ ระหว่างหน่วยงานด้วยกันเองจะขอดูด้วยกันเอง อย่างเช่น ป.ป.ช. จะไปดูข้อมูลของหน่วยงานอื่นก็ต้องทำเรื่องร้อง ขอเป็นเรื่องเป็นราวไป ตรงนี้เป็นอุปสรรคอย่างมาก ทั้งหน่วยงานปราบปราม ทั้งประชาชน สื่อมวลชนเองก็ยากด้วย ล่าสุดมีพระราชกำหนด เรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานของภาครัฐที่ต้องเปิดเผยในรูปของดิจิทัล อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์ แต่เราก็ยังไม่แน่ใจว่าในทางปฏิบัติแต่ละหน่วยงานจะมีข้ออ้าง หรือกฎระเบียบของตัวเองบล็อกเอาไว้แค่ไหน”

    OECD บังคับให้ไทยต้องเปลี่ยน

    สำหรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD ดร.มานะเชื่อมั่นว่านี่คือกลไกที่จะบังคับให้ไทยต้องจริงจังและประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาการทุจริต เพราะกติกาของ OECD นั้นเข้มงวดและมีระบบตรวจสอบย้อนหลังที่ทรงพลัง

    “ที่ผ่านมา ทั่วโลก ประเทศต่าง ๆ องค์กรต่าง ๆ เครือข่ายต่าง ๆ เขาจะเอาเรื่องคอร์รัปชันเป็นการกีดกันประเทศอื่น ๆ กีดกันโดยเฉพาะเรื่องการค้า OECD เขาให้ความสำคัญในเรื่องธุรกิจมาก เพราะฉะนั้นกติกาของเขาจะค่อนข้างมีความเข้มงวด แต่ที่สำคัญคือระบบตรวจสอบย้อนหลังอยู่ตลอดเวลาของเขา ถ้าไทยวันนี้ได้เข้าเป็นสมาชิกแล้ว แต่ทำไม่ได้จริง ไม่ทำจริง ดีแต่พูด เดี๋ยวเราจะโดนเขาแฉ โดนเขาประณามจากการตรวจสอบ อันนี้เป็นตัวกดดันที่สำคัญ”

    นอกจากนี้ จำนวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านคอร์รัปชันไม่สำคัญเท่ากับผลของการบังคับใช้กฎหมายที่ต้องเห็นผลจริง และประชาชนรวมถึงนักลงทุนมีความเชื่อมั่นจริง

    “เขาไม่ได้รับฟังนะครับว่าเรามีกฎหมาย มีหน่วยงานเท่าไหร่ เราทำไปแล้วเท่าไหร่ เขาดูผลที่ออกมาจริงว่าประชาชน ประเทศชาติได้รับผลประโยชน์เหล่านั้นจริงหรือเปล่า การค้าเราแฟร์ เป็นธรรมจริงไหม ประชาชนเชื่อมั่น trust ไหม เขามองนักธุรกิจของเขามาติดต่อในประเทศไทย trust ประเทศไทยไหม”

    ก้าวสำคัญที่เป็นความหวังสำหรับคนไทย คือการที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก ‘Open Government Partnership’ หรือ OGP ซึ่งเป็นรัฐบาลเปิด มีการบังคับว่าในการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ ต้องได้มาตรฐานสากล ไม่เหมือนในอดีตที่ผ่านมาที่หน่วยงานต่าง ๆ มักอ้างว่าเปิดเผยตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร หรือ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง หรือตามอำนาจกฎหมายต่างๆ แต่ประชาชนกลับไม่ได้สิ่งที่อยากได้

    นอกจากนี้ สิ่งที่กำลังจะสำเร็จเร็ว ๆ นี้ โดยสำนักงาน ป.ป.ช. เป็นเจ้าภาพคือไทยยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิก Anti bribery action หรือ อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชัน ของ OECD ซึ่งจะมีมาตรฐานอีกระดับหนึ่ง นี่จึงเป็นความสำเร็จที่ใกล้ที่สุดที่ไทยต้องทำให้ได้ ถ้าไทยเข้าไม่ได้ก็จะเข้า OECD ไม่ได้

    ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันสะท้อนให้เห็นว่าการต่อต้านคอร์รัปชันไม่ใช่แค่การไล่จับคนโกงเข้าคุก แต่มันคือการสร้าง ‘ความซื่อตรงของประเทศ’ (National Integrity) ให้เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน

    “พอมาถึงวันนี้ เราก็มั่นใจมากขึ้นนะว่าความตื่นตัว ความหวาดกลัวต่อความล้มเหลวของชาติ การที่จะทำให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ ลูกหลานของไทยไม่มีความเชื่อมั่นในประเทศ ไม่มีความสุขนะครับ มันทำให้คนอยากเปลี่ยนแปลง ถึงจุดนี้ก็ยังมั่นใจว่าในช่วง 2 ปี หรือ 3 ปีนี้จะเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งที่อยากเห็นก่อน ก็คือว่าวันนี้ภาคประชาชนตื่นตัว เอกชนตื่นตัว ข้าราชการน่ะ อยากให้ทุกๆท่านมีความเป็นมืออาชีพให้มากขึ้น แล้วก็ต้องเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาเกียรติยศของทุกๆท่านให้เป็นอิสระจากนักการเมือง ในแง่ของการครอบงำ แล้วตรงนี้จะทำให้ทุกอย่างมันก้าวเดินได้อย่างรวดเร็วครับ”

    การเดินทางสู่มาตรฐานสากลอาจจะยากลำบากในระยะแรก แต่ถ้าเราสามารถเปลี่ยน ‘ความเคยชินในการโกง’ให้เป็น ‘ความซื่อตรงที่เป็นมาตรฐาน’ ประเทศไทยจะไม่ได้เพียงแค่ตั๋วสมาชิก OECD เท่านั้น แต่จะได้ความมั่นใจจากนักลงทุนทั่วโลกคืนกลับมาเป็นผลกำไรที่กินได้จริงสำหรับคนไทยทุกคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/mana-nimitmongkol-oecd-anti-corruption-thailand-strategy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05FtbxqBx9WdZZRHb7UO02

  • น้ำมันแพง-เงินบาทอ่อน เศรษฐกิจไทยโดน 2 เด้ง

    น้ำมันแพง-เงินบาทอ่อน เศรษฐกิจไทยโดน 2 เด้ง

    เศรษฐกิจไทยกำลังเจอโจทย์ที่ต้องจับตา เมื่อ ราคาน้ำมันดิบกลับขึ้นมาเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เงินบาทยังอยู่ในระดับอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ กลายเป็นแรงกดดันสองด้านที่มาบรรจบกันตรง ‘ต้นทุน’ ของเศรษฐกิจไทย

    ล่าสุดวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบ Brent เคลื่อนไหวที่ประมาณ 102.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังวันก่อนหน้าเพิ่งพุ่งขึ้นกว่า 4% จากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมัน ขณะที่เงินบาทวันที่ 1 ตุลาคมอยู่ที่ราว 33.63 บาทต่อดอลลาร์ และตลาดยังมองเงินบาทในเชิงลบ ท่ามกลางราคาน้ำมันที่สูงและดอลลาร์ที่แข็งค่า

    สำหรับไทย เรื่องนี้มีความหมายมากกว่าการเห็นราคาน้ำมันหน้าปั๊มขยับขึ้น เพราะไทยเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงาน เมื่อราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น ต้นทุนการนำเข้าก็เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว และเมื่อเงินบาทอ่อน ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าพลังงานที่คิดเป็นดอลลาร์ก็ยิ่งสูงขึ้นเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาท

    พูดง่าย ๆ คือ น้ำมันแพงคือเด้งแรก ส่วนเงินบาทอ่อนคือเด้งที่สอง

    เด้งแรก น้ำมันแพง ต้นทุนเศรษฐกิจเริ่มสูงขึ้น

    ราคาน้ำมันไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ใช้รถ แต่สามารถส่งผ่านไปยังต้นทุนแทบทุกส่วนของระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่การขนส่ง โลจิสติกส์ การผลิตสินค้า ไปจนถึงต้นทุนของธุรกิจบริการ

    เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ผู้ประกอบการขนส่งมีต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้น ต้นทุนดังกล่าวอาจถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้า ขณะที่ภาคการผลิตก็ต้องรับภาระต้นทุนด้านพลังงานและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อง

    ผลที่ตามมา คือ หากราคาน้ำมันสูงต่อเนื่อง ผู้ประกอบการมีทางเลือกไม่มากนัก ทั้งแบกรับต้นทุนเอง ลดกำไร หรือทยอยส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมราคาน้ำมันจึงไม่ได้จบแค่ “เติมน้ำมันแพงขึ้น” แต่สามารถกลายเป็นแรงกดดันต่อค่าครองชีพและเงินเฟ้อในวงกว้างได้

    เด้งสอง บาทอ่อน ทำให้น้ำมันแพงขึ้นอีกในมุมของไทย

    ประเด็นที่น่าจับตากว่าคือ ราคาน้ำมันโลกกับค่าเงินบาทกำลังเพิ่มแรงกดดันในทิศทางเดียวกัน น้ำมันซื้อขายกันในสกุลดอลลาร์ ดังนั้นหาก Brent อยู่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไทยต้องใช้เงินบาทมากขึ้นเพื่อซื้อดอลลาร์มาจ่ายค่าน้ำมันเมื่อเงินบาทอ่อนลง

    ลองนึกภาพง่าย ๆ หากน้ำมันอยู่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินบาทอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ ต้นทุนน้ำมันคิดเป็นเงินบาทจะอยู่ที่ประมาณ 3,200 บาทต่อบาร์เรล แต่หากเงินบาทอ่อนเป็น 34 บาทต่อดอลลาร์ ต้นทุนเดียวกันจะกลายเป็นประมาณ 3,400 บาทต่อบาร์เรล ทั้งที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังเท่าเดิม

    นี่คือแรงกดดันอีกชั้นที่เศรษฐกิจไทยต้องรับ เพราะค่าเงินสามารถทำให้ต้นทุนนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นได้ แม้ราคาสินค้าในตลาดโลกจะไม่ได้ขยับขึ้นเพิ่มเติม

    ล่าสุด Reuters รายงานว่า เงินบาทเป็นหนึ่งในสกุลเงินเอเชียที่ถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง โดยไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงจากภาวะราคาพลังงาน เพราะเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ขณะที่ดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นก็เป็นอีกแรงกดดันต่อสกุลเงินเอเชีย

    เมื่อสองแรงกดดันมาชนกัน ต้นทุนไทยอาจถูกบีบจากสองทาง

    ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่น้ำมันแพงหรือเงินบาทอ่อนเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือ เมื่อทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกัน ผลกระทบต่อผู้นำเข้าจะซ้อนกัน

    สำหรับธุรกิจที่ต้องใช้น้ำมันหรือวัตถุดิบนำเข้า ต้นทุนอาจเพิ่มขึ้นจากราคาสินค้าในตลาดโลก และยังต้องรับผลจากอัตราแลกเปลี่ยนอีกชั้นหนึ่ง ขณะที่ธุรกิจที่มีต้นทุนขนส่งสูงก็อาจได้รับผลกระทบต่อเนื่อง

    เมื่อธุรกิจต้องจ่ายต้นทุนมากขึ้น สิ่งที่ต้องจับตาคือการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า หากผู้ประกอบการเลือกขึ้นราคา ผู้บริโภคก็ต้องจ่ายมากขึ้น แต่หากเลือกแบกรับต้นทุนเอง กำไรของธุรกิจก็อาจลดลง ซึ่งทั้งสองทางล้วนไม่ใช่ผลบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวม

    เงินเฟ้ออาจกลับมาเป็นโจทย์ หากราคาพลังงานสูงนาน

    แรงกดดันจากพลังงานยังเชื่อมโยงไปถึงเงินเฟ้อโดยตรง ธนาคารแห่งประเทศไทยเคยระบุว่าราคาพลังงานเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเงินเฟ้อ และราคาน้ำมันที่สูงขึ้นสามารถส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าและบริการได้

    ขณะเดียวกัน สถานการณ์รอบล่าสุดมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากภูมิรัฐศาสตร์ โดย Brent ขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์อีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลเรื่องอุปทานจากตะวันออกกลางและมาตรการด้านการส่งออกน้ำมันของจีน ซึ่งทำให้ตลาดต้องจับตาว่าราคาพลังงานจะอยู่ในระดับสูงเพียงชั่วคราวหรือยืดเยื้อ

    หากราคาน้ำมันปรับขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจจำกัดอยู่ในวงแคบ แต่หากราคาสูงต่อเนื่อง ต้นทุนจะมีเวลาส่งผ่านเข้าสู่ระบบมากขึ้น ทั้งค่าขนส่ง ราคาสินค้า ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพ

    แต่เงินบาทอ่อนก็มีด้านบวก

    อย่างไรก็ตาม เงินบาทอ่อนไม่ได้สร้างผลกระทบด้านลบทั้งหมด เพราะผู้ส่งออกไทยที่มีรายได้เป็นเงินดอลลาร์สามารถได้รับประโยชน์เมื่อแปลงรายได้กลับมาเป็นเงินบาท ขณะที่ภาคท่องเที่ยวก็อาจได้แรงหนุนบางส่วนจากรายได้ต่างประเทศ

    ธปท. ระบุว่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงอาจเป็นประโยชน์ต่อภาคส่งออก หากการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ แต่ในอีกด้านหนึ่ง เงินบาทที่อ่อนลงก็เพิ่มต้นทุนสินค้านำเข้า โดยเฉพาะพลังงาน ซึ่งเป็นจุดที่ไทยต้องจับตาเป็นพิเศษ ดังนั้น ผลกระทบของเงินบาทอ่อนจึงไม่ได้มีคำตอบด้านเดียว แต่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจและระยะเวลาที่เงินบาทเคลื่อนไหวในระดับนั้น

    โจทย์ใหญ่คือ ‘ต้นทุน’ จะลากยาวแค่ไหน

    สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า Brent จะอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์หรือไม่ หรือเงินบาทจะอยู่ที่ระดับใด แต่คือ ราคาพลังงานสูงและเงินบาทอ่อนจะอยู่นานแค่ไหน เพราะหากน้ำมันลดลงเร็ว แรงกดดันด้านต้นทุนก็อาจคลี่คลายตาม แต่หากราคาน้ำมันยืนสูงพร้อมกับเงินบาทที่ยังอ่อน ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและสินค้านำเข้าของไทยก็มีโอกาสถูกกดดันต่อเนื่อง

    ท้ายที่สุด ‘2 เด้ง’ ของไทยในรอบนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราคาน้ำมันแพงขึ้นกับเงินบาทอ่อนลง แต่คือโจทย์ว่า เศรษฐกิจไทยจะรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้นานแค่ไหน โดยไม่ผลักภาระกลับไปยังธุรกิจและประชาชนจนกระทบกำลังซื้อและการเติบโตของเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/s/212324&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WWi0v1n2NDcddSEJXfmn9

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI ร่วง 1.9% ดาวโจนส์พุ่ง 250.40 จุด  เช็ก ราคาน้ำมันวันนี้ 03/10/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI ร่วง 1.9% ดาวโจนส์พุ่ง 250.40 จุด  เช็ก ราคาน้ำมันวันนี้ 03/10/69 – สยามรัฐ

    ตลาดการเงินโลกวันที่ 2 ตุลาคม 2569 มีความเคลื่อนไหวสำคัญทั้งตลาดน้ำมันและตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลง หลังสหภาพยุโรปเห็นชอบแนวทางระบายน้ำมันดีเซลสำรองเพิ่มเติม ขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวก หลังข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอกว่าคาด ส่งผลให้นักลงทุนลดคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

    น้ำมัน WTI ร่วง 1.9% หลัง EU เตรียมระบายน้ำมันดีเซลสำรอง

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลดลงในวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม โดยสัญญา WTI ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ลดลง 1.76 ดอลลาร์ หรือ 1.9% ปิดที่ 91.11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนธันวาคม ลดลง 6 เซนต์ หรือ 0.06% ปิดที่ 102.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 0.11% ส่วน WTI ลดลง 1.6%

    ปัจจัยกดดันราคาน้ำมันมาจากรายงานที่ระบุว่า ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) เห็นชอบข้อเสนอของฝรั่งเศสในการระบายน้ำมันดีเซลจากคลังสำรองเพิ่มเติมออกสู่ตลาด ซึ่งตลาดประเมินว่าอาจช่วยเพิ่มปริมาณเชื้อเพลิงและลดแรงกดดันด้านราคา

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เรียกร้องให้ยุโรประบายน้ำมันดีเซลสำรองที่มีการกักเก็บไว้ในปริมาณมาก เพื่อช่วยลดราคาเชื้อเพลิงและลดการพึ่งพาการนำเข้าจากสหรัฐฯ

    ขณะเดียวกัน ทรัมป์ระบุผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า ยุโรปเห็นชอบที่จะระบายน้ำมันดีเซลสำรองจำนวนมากออกมา หลังจากก่อนหน้านี้เขากล่าวว่ากำลังพิจารณามาตรการห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลจากสหรัฐฯ

    ดาวโจนส์ปิดบวก 250.40 จุด รับตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ อ่อนแอ

    ด้านตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันที่ 2 ตุลาคม หลังสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลการจ้างงานเดือนกันยายนที่ออกมาอ่อนแอกว่าคาดการณ์ ทำให้นักลงทุนลดการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมช่วงปลายเดือนตุลาคม

    ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 51,176.96 จุด เพิ่มขึ้น 250.40 จุด หรือ 0.49% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,722.72 จุด เพิ่มขึ้น 56.27 จุด หรือ 0.73% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 27,190.86 จุด เพิ่มขึ้น 319.27 จุด หรือ 1.19%

    กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่งในเดือนกันยายน ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ประมาณ 90,000 ตำแหน่ง ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมถูกปรับลดลงรวม 60,000 ตำแหน่ง

    ส่วนอัตราการว่างงานเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นเป็น 4.2% จาก 4.1% ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ค่าจ้างรายชั่วโมงเฉลี่ยของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนกันยายน และเพิ่มขึ้น 3.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ข้อมูลตลาดแรงงานที่ชะลอตัวทำให้นักลงทุนลดการคาดการณ์โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมช่วงปลายเดือนตุลาคม โดยข้อมูลจาก CME FedWatch ระบุว่า ตลาดให้น้ำหนักโอกาสดังกล่าวที่ 22.7% ลดลงจาก 24.4% ในวันก่อนหน้า และ 64.2% เมื่อสัปดาห์ก่อน

    ราคาน้ำมันวันนี้ 3 ต.ค. 69 เช็ก 4 ปั๊ม PTT-บางจาก-PT-Shell

    สำหรับราคาน้ำมันขายปลีกในกรุงเทพฯ ประจำวันที่ 3 ตุลาคม 2569 อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งอัปเดต ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 05.00 น. พบว่าราคาน้ำมันของผู้ให้บริการหลัก 4 แห่งมีดังนี้

    ปตท. (PTT)

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 31.63 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 42.19 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 49.68 บาท/ลิตร

    บางจาก (Bangchak)

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 31.63 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 42.19 บาท/ลิตร
    ดีเซลพรีเมียม ราคา 50.05 บาท/ลิตร

    พีที (PT)

    ดีเซล ราคา 42.19 บาท/ลิตร
    ดีเซล B20 ราคา 37.19 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 50.18 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาท/ลิตร

    เชลล์ (Shell)

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.89 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.82 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 41.19 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 51.84 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 42.19 บาท/ลิตร
    เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 37.19 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 51.84 บาท/ลิตร

    ราคาข้างต้นเป็นราคาขายปลีกในกรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร และอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศของผู้ค้าน้ำมัน ผู้บริโภคควรตรวจสอบราคาที่สถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน

    ข้อมูลราคาน้ำมันอ้างอิงจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งมีการอัปเดตเมื่อมีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในเวลา 05.00 น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/326093&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vRIbbkD_fXWc4LqsrCw5d

  • ‘5 รองนายกฯ’ ผนึกกำลังเคลื่อน ‘แผนฯ14’  พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย สู่เป้าหมาย ‘รายได้สูง’

    ‘5 รองนายกฯ’ ผนึกกำลังเคลื่อน ‘แผนฯ14’ พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย สู่เป้าหมาย ‘รายได้สูง’

    5 รองนายกฯ ผนึกกำลังลุยแผนชาติฉบับ 14 ชูยุทธศาสตร์ “Idea to Do” พลิกโฉมไทยทลายไซโลราชการ สู่การลงมือทำจริง ดันประเทศไทยสู่เป้าหมายประเทศรายได้สูง เพิ่มขีดแข่งขันแตะ Top 20 ประเทศโลก

    • รองนายกรัฐมนตรี 5 คน ร่วมกันประกาศทิศทางยุทธศาสตร์ชาติภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง
    • ตั้งเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี เศรษฐกิจขยายตัวมากกว่า 3% และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก
    • แต่ละกระทรวงนำเสนอยุทธศาสตร์เฉพาะทางเพื่อขับเคลื่อนแผนฯ เช่น การคลังเสนอโมเดล “ทีมฟุตบอล” พาณิชย์เน้นการค้าสู้โลกแบ่งขั้ว และต่างประเทศใช้การทูตเชิงรุก
    • เน้นการเปลี่ยนระบบราชการจาก “แผนที่คิด” สู่ “การลงมือทำจริง” โดยยึดหลัก “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” พร้อมผลักดันการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานประเทศ

    การประชุมประจำปี 2569 ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)  ที่เพิ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ให้ โดยมีการจัดในเวทีเสวนาพิเศษ “ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม : เปลี่ยนอย่างไรให้ไปต่อ” ภายใต้การประกาศร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 “เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม” โดย 5 รองนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมกันประกาศทิศทางยุทธศาสตร์ชาติเชิงรุก มุ่งฝ่าวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกแบ่งขั้ว ถึงเวลาเปลี่ยนระบบราชการจากเพียง “แผนที่คิด” สู่ “การลงมือทำจริง” (Idea to Do)

    โดยมีรองนายกรัฐมนตรีถึง 5 คนที่ขึ้นมาพูดบนเวทีเดียวกันในโจทย์ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่ทิศทางการพัฒนาที่ดีขึ้น และทำให้เป้าหมายสำคัญโดยเฉพาะเป้าหมายทางเศรษฐกิจบรรลุผลได้ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายในเรื่องการเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี การผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวมากกว่า 3% (3% พลัส) และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้อยู่ใน Top 20 ของโลก ภายในปี 2572

    “เอกนิติ” เร่งยกเครื่องเศรษฐกิจ

    นายเอกนิติ นิติประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้ให้เห็นถึง 4 สัญญาณวิกฤตชาติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และการเมือง โดยเปรียบเศรษฐกิจไทยขณะนี้เหมือน “เครื่องจักรเก่า แรงงานแก่” ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โตต่ำ จึงเสนอทางออกเร่งด่วนด้วยการซ่อมวินัยการคลัง เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และยกระดับแรงงานด้วย AI

    ‘5 รองนายกฯ’ ผนึกกำลังเคลื่อน ‘แผนฯ14’  พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย สู่เป้าหมาย ‘รายได้สูง’

    พร้อมกันนี้ได้เสนอโมเดล “ทีมฟุตบอล” ผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยมี 7 อุตสาหกรรมหลักเป็น “กองหน้า” รัฐมนตรีเป็น “กองกลาง” คอยสนับสนุนนโยบายและการลงทุน และมี “กองหลัง” ดูแลเสถียรภาพการคลังและแก้หนี้ครัวเรือน เพื่อผลักดันแผน 14 ให้เกิดขึ้นจริง ภายใต้หลักการเป้าหมายชัดเจนวัดผลได้ เลือกทำเรื่องที่สร้างจุดเปลี่ยน (Game Changer) และทลายการทำงานแบบไซโล

    “พาณิชย์” ชู 3 แกน หนุนคนตัวเล็ก 

    ด้าน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กางยุทธศาสตร์การค้าสู้โลกแบ่งขั้ว ชู 3 แกนหลัก “สมดุล เติบโต และกระจายตัว” พร้อมตั้งเป้าพลิกชีวิตผู้ประกอบการรายย่อยจากที่เกิดยากตายง่าย ให้เป็น “เกิดง่าย ตายยาก” ผ่านการแก้กฎระเบียบ หนุนการเข้าถึงแหล่งทุน และเปิดตลาดใหม่ผ่านข้อตกลง กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA)

    ‘5 รองนายกฯ’ ผนึกกำลังเคลื่อน ‘แผนฯ14’  พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย สู่เป้าหมาย ‘รายได้สูง’

    สำหรับการค้าระหว่างประเทศ นางศุภจี เน้นย้ำการดึงไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก บนหลักผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) โดยเฉพาะการตั้งคณะกรรมการร่วมกับจีนเพื่อผลักดันให้จีนใช้วัตถุดิบในไทยมากขึ้น นำร่องในกลุ่มอาหารแปรรูปและยา ควบคู่ไปกับการปราบปรามนอมินีอย่างเด็ดขาด และเร่งขยายตลาดใหม่ผ่าน FTA ไทย-อียู

    พลิกโฉมการทูตเชิงรุก 

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประกาศพลิกโฉมการทูตไทยสู่เชิงรุก (Proactive) ผ่านนโยบาย “4 Pillars of New Diplomacy” โดยย้ำว่าไทยต้องมีอิสรภาพเชิงนโยบาย (Strategic Autonomy) ท่ามกลางสงครามมหาอำนาจ

     “เราจะอยู่ตรงกลางโดยไม่มีท่าทีไม่ได้ ท่าทีของเราต้องรู้ว่าผลประโยชน์และหลักการอยู่ตรงไหน”

    นายสีหศักดิ์ ยังเร่งเครื่องการทูตเชิงเศรษฐกิจ นำเอกชนบุกตลาดใหม่ในคาซัคสถานและแอฟริกา พร้อมสะกิดระบบราชการให้ก้าวออกจาก “Safe Zone” เพื่อสร้างสรรค์นโยบายใหม่ๆ โดยชี้ว่านโยบายต่างประเทศที่เข้มแข็งต้องเริ่มต้นจากความเป็นเอกภาพภายในประเทศ

    ลงทุนคน เทคโนโลยี สร้างความหวังชาติ 

    นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตอกย้ำวิสัยทัศน์แห่งอนาคต ด้วยการผลักดันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ระดับลึก (Scientific Infrastructure) เพื่อสร้างนวัตกรรมระดับโมเลกุล ซึ่งจะสร้างมูลค่ามหาศาลให้ประเทศในระยะยาว พร้อมระบุว่าแม้การพัฒนาคนจะไม่ใช่ความสำเร็จชั่วข้ามคืน แต่จะเป็นการสร้าง “ความหวัง” ให้คนไทยเชื่อมั่นว่าประเทศกำลังเดินหน้าไปถูกทิศทาง

    ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง 

    นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเน้นย้ำถึงปรัชญาการพัฒนาของแผน 14 ว่าต้องยึดหลัก “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” (People-Centered) โดยมองความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสังคมแบบองค์รวม ซึ่งจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และท้ายที่สุดจะเป็นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

    รัฐบาลจะเร่งปรับโครงสร้างภาครัฐ ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย และการปรับปรุงโครงสร้างระบบราชการ เช่นเดียวกับระบบงบประมาณใหม่ หากทำสำเร็จโดยปรับโครงสร้างให้เหมาะสมแล้ว จะพิจารณาปรับสวัสดิการ วิธีการจ้าง และค่าตอบแทนให้เป็นไปตามกลไกตลาดต่อไป

    พร้อมทั้งผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ภายในช่วงแผนภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) เพื่อรับมือโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้น โดยต้องรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับสังคม บนหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

    ขณะนี้วิวัฒนาการของโลกแต่เดิมเปลี่ยนแปลงช้ามากคนไทยจึงไม่ค่อยคิดถึงโลกภายนอก แต่ปัจจุบันระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงสั้นลงต่อเนื่องและมีผลกระทบอย่างมาก ตัวอย่างเช่น เรื่อง OECD ที่ตั้งมาตั้งแต่ปี 2504 และนายกรัฐมนตรีตั้งเป้าให้ไทยเข้าเป็นสมาชิกภายในแผนฯ 14 แต่ผลสำรวจล่าสุดพบว่าคนไทยไม่รู้จัก OECD และไม่รู้ว่าองค์กรนี้ทำอะไร สะท้อนว่าคนไทยมีความเข้าใจต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกน้อยมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1254610&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zJn1d1i7RVy5cB6dNXllZ

  • เจาะเศรษฐกิจโลก ไทย สหรัฐฯ จีน พักรบการค้า ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันแพง

    เจาะเศรษฐกิจโลก ไทย สหรัฐฯ จีน พักรบการค้า ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันแพง

    เจาะเศรษฐกิจโลก ไทย สหรัฐฯ จีน พักรบการค้า ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันแพง

    เจาะเศรษฐกิจโลก ไทย สหรัฐฯ จีน พักรบการค้า ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันแพง

    การที่สหรัฐฯ และจีนส่งสัญญาณพักรบสงครามการค้า ช่วยบรรเทาแรงกดดันเศรษฐกิจโลก ขณะที่ราคาน้ำมันทรงตัวระดับสูง หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนออิหร่าน ฟากส่งออกไทยเดือนสิงหาคมขยายตัวแข็งแกร่ง ช่วยลดยอดขาดดุลทางการค้าลงอย่างเห็นได้ชัดเจน

    ภาพรวมเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญปัจจัยเร่งรอบด้าน ทั้งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่เริ่มผ่อนคลายลงชั่วคราว ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กดดันราคาพลังงาน ตลอดจนทิศทางส่งออกของไทยที่ขยายตัวต่อเนื่องจนช่วยลดการขาดดุลการค้าลงอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางความท้าทายจากแรงกดดันด้านนโยบายการเงินและต้นทุนพลังงานนำเข้า

    ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อรวม (Composite PMI)

    สถานการณ์พลังงานโลกและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

    แม้ว่าซาอุดีอาระเบียจะดำเนินการปรับเพิ่มปริมาณการส่งออกน้ำมันขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มต้นเกิดสงคราม ซึ่งมีส่วนช่วยอุดหนุนอุปทานในตลาดและกดให้ราคาน้ำมันปรับลดลงมาได้บ้างในบางช่วง แต่ในภาพรวมราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เหตุผลสำคัญมาจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินไปอย่างรุนแรงและไม่มีท่าทีจะสงบลงโดยง่าย

    นอกจากนี้ ความหวังต่อการเจรจาทางการเมืองและการทูตระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านยังคงมีความเปราะบางสูงมาก หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงท่าทีปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านเกี่ยวกับการเปิดเส้นทางขนส่งทางเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มูซ การปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวส่งผลให้ภาวะงักงันของอุปทานพลังงานโลกมีแนวโน้มยืดเยื้อออกไปอีก ซึ่งกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เพิ่มความสุ่มเสี่ยงต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในระยะถัดไป

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย

    ผลจากการที่ราคาน้ำมันยังคงปักหลักอยู่ในระดับสูง ได้กลายเป็นตัวเร่งความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดการเงินเกิดความกังวลและพากันเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อายุ 10 ปี ทะยานขึ้นสู่ระดับ 5.2% ซึ่งนับเป็นจุดสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี

    มูลค่าการค้าและการส่งออกของจีน

    ทางด้านทิศทางนโยบายการเงิน ตลาดการเงินเริ่มคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1-2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงขยายตัวได้ดีเกินคาด พบว่า

    • ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อรวม (Composite PMI) เดือนกันยายน 2569: ขยายตัวด้วยอัตราเร่งสูงสุดในรอบ 62 เดือน
    • ตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก: ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 19 กันยายน 2569 ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน

    ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเช่นนี้สะท้อนว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังคงมีแรงส่ง แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นแรงกดดันให้เฟดต้องตรึงหรือปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสยบความร้อนแรงของเงินเฟ้อ

    สภาพเศรษฐกิจจีนและการพักรบทางการค้าระหว่างสองมหาอำนาจ

    รัฐบาลจีนเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างเข้มข้น โดยเตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว พร้อมทั้งอัดฉีดเม็ดเงินผ่านการแจกคูปองและเงินอุดหนุนคิดเป็นมูลค่ารวมราว 310 ล้านหยวน ซึ่งมีกำหนดการดำเนินงานตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนไปจนถึงเดือนตุลาคม

    ในมิติของการค้าระหว่างประเทศ สหรัฐฯ และจีนได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการขยายเวลาพักรบทางการค้าออกไปจนถึงวันที่ 10 มกราคม อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มที่จะจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในอัตราที่ใกล้เคียงกับช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่ผลกระทบโดยรวมต่อภาคการส่งออกของจีนคาดว่าจะมีอย่างจำกัด เนื่องจากกลุ่มสินค้าไฮเทค ซึ่งถือเป็นสินค้าส่งออกหลักและมีความสำคัญต่อโครงสร้างการค้าของจีน มีแนวโน้มสูงที่จะยังคงได้รับการยกเว้นภาษีดังกล่าว

    มูลค่าการส่งออกและนำข้าของไทย

    วิเคราะห์ภาคการส่งออกและการดุลการค้าของไทย

    ภาคการส่งออกของประเทศไทยได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากวัฏจักรการลงทุนในระดับโลก โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ตัวเลขการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนสิงหาคม 2569 จะพบว่า

    มูลค่าการส่งออก: มีมูลค่า 34.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26 โดยมีอัตราการเติบโตเร่งขึ้นจาก 21.6% (YoY) ในเดือนก่อนหน้า สู่ระดับ 24.3% มูลค่าการนำเข้า: มีมูลค่า 37.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะยังขยายตัวที่ระดับ 25.1% แต่ถือเป็นการชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับอัตราเติบโต 36.7% ในเดือนก่อนหน้า ดุลการค้า: จากการที่การส่งออกเร่งตัวขึ้นและชะลอการเติบโตของการนำเข้า ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าในเดือนสิงหาคมเพียง 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นการขาดดุลรายเดือนที่น้อยที่สุดในรอบ 8 เดือน

    เมื่อพิจารณาภาพรวมในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกของไทยสามารถขยายตัวได้ 18.9% ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 36.1% ส่งผลให้มียอดขาดดุลการค้าสะสมรวมอยู่ที่ 37.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    โครงสร้างการค้า สินค้าทุน และปัจจัยเสี่ยงในระยะถัดไป

    จากการวิเคราะห์สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศของไทย สามารถสรุปประเด็นสะท้อนภาพเศรษฐกิจและปัจจัยท้าทายออกเป็น 2 ด้านหลัก ดังนี้:

    • ประเด็นสะท้อนเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจ ประกอบไปด้วย แรงส่งจากเทคโนโลยี: การส่งออกไทยได้ประโยชน์อย่างมากจากวัฏจักรการลงทุนในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก, การขาดดุลการค้าลดลง: ยอดขาดดุลการค้ารายเดือนปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อดุลชำระเงิน
    • การเติบโตของสินค้าทุน: การนำเข้าสินค้าทุนยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องที่ +33.9% โดยเฉพาะหมวดเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบที่เติบโตถึง +61.4% รวมถึงคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่เติบโต +57.2% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงการนำเข้าเครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อรองรับแนวโน้มการลงทุนภายในประเทศที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
    • ปัจจัยท้าทายและความเสี่ยงที่ต้องจับตา ได้แก่ การกระจายตัวของการส่งออก: การเติบโตของการส่งออกยังคงกระจุกตัวและไม่ครอบคลุมทุกหมวดสินค้า (Broad-based) โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตรที่ยังคงประสบภาวะหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 อยู่ที่ -1.9%, มาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯ: ภาคการส่งออกในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากมาตรการด้านภาษีของสหรัฐฯ

    โดยเฉพาะการเปิดสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ในประเด็นเรื่องการใช้กำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) และ ความผันผวนของราคาพลังงาน: หากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการนำเข้าเชื้อเพลิงของไทย ซึ่งตัวเลขล่าสุดยังคงขยายตัวสูงถึง 42.8% ซึ่งจะกลับมาเป็นปัจจัยกดดันการขาดดุลการค้าและกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยโดยรวมในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/670518&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27Yhsdl8ctR4M5ldzEQ9p8

  • “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟส 2 ทะลุ 22.9 ล้านคน เร่งผู้มีสิทธิยืนยันสิทธิภายใน 15 ต.ค. – สยามรัฐ

    “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟส 2 ทะลุ 22.9 ล้านคน เร่งผู้มีสิทธิยืนยันสิทธิภายใน 15 ต.ค. – สยามรัฐ

    โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) (เพิ่มเติม) หรือ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” ซึ่งขยายระยะเวลาโครงการออกไปอีก 2 เดือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.-พ.ย. 2569 วงเงินรวมสูงสุด 1,000 บาทต่อคน เปิดให้ประชาชนกดยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดข้อมูล ณ วันที่ 2 ต.ค. เวลา 09.00 น. พบว่า มีผู้ได้รับสิทธิเดิมและผู้ได้รับสิทธิรายใหม่จากกลุ่มที่ตกหล่นสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ลงทะเบียนและยืนยันสิทธิแล้วรวมกว่า 22.9 ล้านคน จากผู้มีสิทธิทั้งหมด 30,709,378 ราย

    ข้อมูลล่าสุดพบว่า ผู้ได้รับสิทธิรายเดิมกดยืนยันสิทธิแล้ว 21,631,326 ราย คิดเป็น 87% จากจำนวนผู้มีสิทธิเดิมทั้งหมด 24,789,387 ราย ขณะที่ผู้ได้รับสิทธิรายใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตกหล่นจากสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 มีผู้ลงทะเบียนแล้ว 1,359,371 ราย คิดเป็น 23% จากจำนวนผู้มีสิทธิในกลุ่มดังกล่าวทั้งหมด 5,919,991 ราย

    ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิสามารถตรวจสอบสิทธิและดำเนินการลงทะเบียนหรือยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ตั้งแต่วันที่ 1-15 ต.ค. 2569 โดยผู้มีสิทธิที่ได้รับอนุมัติสามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.-30 พ.ย. 2569 ขณะที่โครงการจะไม่เปิดรับสมัครร้านค้ารายใหม่ในส่วนของการขยายโครงการครั้งนี้ ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ผ่านคุณสมบัติแล้วไม่ต้องกดยืนยันสิทธิเพิ่มเติมสำหรับสิทธิในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) (เพิ่มเติม) รัฐบาลกำหนดให้ดำเนินการระหว่างวันที่ 1 ต.ค.-30 พ.ย. 2569 เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการร้านค้า โดยภาครัฐร่วมจ่ายในอัตรา 60% ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทตลอดระยะเวลาโครงการ โดยประชาชนสามารถใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ หรือใช้บริการผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหารที่เข้าร่วมโครงการได้

    สำหรับผลการดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ในระยะแรก ซึ่งดำเนินการเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ก.ย. 2569 มีประชาชนได้รับสิทธิรวม 26,040,623 ราย และมียอดใช้จ่ายรวม 171,961.30 ล้านบาท

    ยอดใช้จ่ายดังกล่าวแบ่งเป็นส่วนที่ 1 เงินที่ประชาชนใช้จ่ายจำนวน 73,205.32 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 70,271.03 ล้านบาท และการใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 2,934.29 ล้านบาท

    ส่วนที่ 2 เป็นเงินที่ภาครัฐร่วมจ่ายจำนวน 98,755.99 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 94,979.63 ล้านบาท และเงินที่ภาครัฐร่วมจ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 3,776.36 ล้านบาท

    ขณะที่ในส่วนของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ มีร้านค้าที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้ทั้งหมด 1,101,930 ราย ในจำนวนนี้เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่รับชำระเงินผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหารจำนวน 106,832 ราย

    สำหรับประชาชนที่มีสิทธิในโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 และยังไม่ได้ดำเนินการยืนยันสิทธิ ควรตรวจสอบสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และดำเนินการภายในวันที่ 15 ต.ค. 2569 ตามกรอบเวลาที่รัฐบาลกำหนด เพื่อให้สามารถใช้สิทธิในช่วงการขยายโครงการได้ โดยโครงการกำหนดระยะเวลาการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.-30 พ.ย. 2569

    #ไทยช่วยไทยพลัส #ไทยช่วยไทยพลัสเฟส2 #ไทยช่วยไทยพลัส2569 #60ต่อ40 #ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส #ยืนยันสิทธิ #เป๋าตัง #ถุงเงิน #บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ #เงินช่วยเหลือ #มาตรการรัฐ #กระตุ้นเศรษฐกิจ #ค่าครองชีพ #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าวการเงิน #ข่าวรัฐบาล #ข่าววันนี้ #ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/326065&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0T0kMkonsoc3njNujGUw1a