Blog

  • นายกฯ หารือ ‘กก.ผจก.WEF’ ย้ำความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ดึงการลงทุนฝ่าความผันผวนโลก

    นายกฯ หารือ ‘กก.ผจก.WEF’ ย้ำความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ดึงการลงทุนฝ่าความผันผวนโลก

    6 ก.ค.2569-ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายมารูน ไครูซ (Mr. Maroun Kairouz) กรรมการผู้จัดการ World Economic Forum (WEF) เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โดยนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีที่ WEF มีบทบาทร่วมกับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมชื่นชมว่า WEF เป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนมุมมองและความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และทุกภาคส่วนของโลก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความไม่แน่นอนสูง เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ

    ด้านนายมารูน ไครูซ กรรมการผู้จัดการ WEF แสดงความยินดีในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่ง พร้อมชื่นชมประเทศไทยที่มีเสถียรภาพทางการเมืองและมีทิศทางการบริหารประเทศที่ชัดเจน ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ยังกล่าวชื่นชมแนวทางของรัฐบาลไทยในการบริหารเศรษฐกิจและรับมือกับความท้าทายของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมถือโอกาสเชิญนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุม WEF Annual Meeting 2027 ซึ่งจะจัดขึ้นในปีหน้า

    ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มการพัฒนาในระยะต่อไป โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความไม่แน่นอน พร้อมชี้ว่าเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทย

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปประเทศควบคู่กับการเร่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ยกระดับธรรมาภิบาล และผลักดันประเทศไทยสู่การเข้าเป็นสมาชิก OECD ในอนาคตอันใกล้ เพื่อยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    แม้การแข่งขันด้านการลงทุนในภูมิภาคจะทวีความเข้มข้น แต่ประเทศไทยมีจุดแข็งที่โดดเด่น คือ การเป็นฐานการผลิตอาหารที่สำคัญของโลก และเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานอาหารโลก (Global Food Supply Chain) ซึ่งทำให้ไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานโลก

    ประเทศไทยมีศักยภาพจากที่ตั้งซึ่งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพร้อมก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การเชื่อมโยง การลงทุน นวัตกรรม และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของภูมิภาค โดยรัฐบาลเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thai–EU FTA) ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้แสดงความยินดีที่จะรับฟังข้อเสนอแนะจาก WEF เกี่ยวกับรูปแบบการประชุมและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ประเทศไทยสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างสร้างสรรค์ ประเทศไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ของประชาคมโลก และยังมีบทบาทเชิงรุกในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านเวที WEF Annual Meeting 2027 เพื่อร่วมสร้างเศรษฐกิจโลกที่มีความยั่งยืน เข้มแข็ง และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1027080/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2K51s1GMrPhoZkuY-b_K0l

  • ราคาน้ำมันโลกลดลง เศรษฐกิจไทยเร่งไม่ขึ้น ติดกับดักปัญหาเชิงโครงสร้าง : ข่าวลึกปมลับ 06/07/69

    ราคาน้ำมันโลกลดลง เศรษฐกิจไทยเร่งไม่ขึ้น ติดกับดักปัญหาเชิงโครงสร้าง : ข่าวลึกปมลับ 06/07/69

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@news1_live

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/playlist04/watch/ZvbfLiLFbyE&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Hu5hZiBO-oMrqv57geA9w

  • “เอกนิติ” เปิดเฟซบุ๊กทางการ สื่อสารนโยบายเศรษฐกิจตรงสู่ประชาชน ร่ายยาวการทำงานในรัฐบาลอนุทิน 2

    “เอกนิติ” เปิดเฟซบุ๊กทางการ สื่อสารนโยบายเศรษฐกิจตรงสู่ประชาชน ร่ายยาวการทำงานในรัฐบาลอนุทิน 2

    “เอกนิติ” เปิดเฟซบุ๊กทางการ โพสต์ร่ายยาวการทำงานในรัฐบาลอนุทิน 2 ลั่นตั้งใจสื่อสารนโยบายเศรษฐกิจตรงสู่ประชาชน เผยรัฐบาลเจอวิกฤตตะวันออกกลาง กระทบปากท้อง ทำการตัดสินใจเชิงนโยบายไม่เคยง่าย

    วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้เปิดเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการชื่อ “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” โดยโพสต์ข้อความว่า สวัสดีครับ หลังจากที่ตั้งใจมาสักพักว่าจะเปิด Facebook เป็นทางการของตนเองในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อใช้เป็นพื้นที่สื่อสารและอธิบายแนวคิดและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจรวมทั้งผลการลงมือปฏิบัติเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับสาธารณะในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจมหภาค การคลัง งบประมาณ การเงิน ตลาดทุน และการลงทุน วันนี้ผมขอเปิด post แรกแบบภาพรวมก่อนนะครับ

    นายเอกนิติ ระบุว่า ผมเริ่มรับตำแหน่งในรัฐบาลอนุทิน 2 ช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 พร้อมกับวิกฤตราคาพลังงาน อันเกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบเป็นระลอก ตั้งแต่วิกฤตน้ำมันขาดและแพง วิกฤตต้นทุนส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น จนกลายเป็นวิกฤตปากท้อง ซึ่งหากหยุดวิกฤตเหล่านี้ไม่ได้ จะนำมาซึ่งปัญหาวิกฤตซ้อนวิกฤต  ความท้าทายนี้เกิดขึ้นบนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่มีปัญหาเรื้อรังมานาน ไม่ว่าจะเป็นการที่ประเทศโตต่ำกว่าศักยภาพ ความสามารถในการแข่งขันถดถอย ปัญหาการขาดดุลการคลังเรื้อรังที่รายได้โตไม่ทันรายจ่าย โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้ลงทุนใหม่มานาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกยุคใหม่ หากเปรียบเป็นคนป่วย ก็เรียกได้ว่าเป็นโรคมะเร็งเรื้อรัง ยังรักษาไม่หายก็มีโรคแทรกซ้อนมาอีก

    ด้วยงบประมาณประเทศที่มีอย่างจำกัด ผมในฐานะดูแลภาพรวมทั้งรายรับและรายจ่ายของประเทศและเห็นตัวเลขทั้งหมด ต้องคิดรอบด้านและระมัดระวังที่สุดเพื่อประคองสถานการณ์ในระยะสั้น ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้โอกาสนี้เปลี่ยนผ่าน และสร้างรากฐานให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่เติบโตแข็งแกร่งให้ได้ในอนาคต ภายใต้หลักการที่ผมเรียกว่า 5 T ประกอบด้วย Target, Transition, Transform, Transparency, Together เพื่อประคองเศรษฐกิจระยะสั้น (Stabilize Today) และสร้างการเปลี่ยนผ่านเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส (Transition Now) รวมทั้งลงทุนสร้างอนาคตให้ประเทศไทยกลับมาเข้มแข็งในระยะยาว (Transform for Tomorrow) บนฐานวินัยการเงินการคลัง

    Stabilizing Today: ประคับประคองเศรษฐกิจฝ่ามรสุมโลก

    นายเอกนิติ ระบุว่า จากที่ตั้งธงจะเข้ามาสานต่อนโยบาย Quick Big Win ที่ได้ทำไว้ก่อนหน้าจนเศรษฐกิจไทยเมื่อปลายปีก่อนฟื้นตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อมีวิกฤตการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น จึงต้องประคองเศรษฐกิจฝ่ามรสุมวิกฤตพลังงานโลกที่กระทบไทยอย่างแรงก่อน เพราะประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับต้นๆ ในเอเชีย รัฐบาลจึงพยายามประคับประคองให้ราคาน้ำมันไม่ผันผวนสุดโต่งและขาดแคลนเหมือนหลายประเทศ โดยรัฐบาลสามารถประคองให้ไทยมีน้ำมันใช้ในราคาที่ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียนในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม การตัดสินใจใช้กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารราคาน้ำมันทำให้ไม่กระทบฐานะการคลัง (ซึ่งมีสถานะตึงตัวอย่างมากอย่างที่ทุกท่านทราบกันดีในช่วงอภิปรายงบประมาณที่ผ่านมา) จนลามไปเกิดวิกฤตการคลังเหมือนกรณีตัวอย่างประเทศในอาเซียนที่ต่างชาติไม่เชื่อมั่นในฐานะการคลังและแห่ถอนเงินออกจากประเทศนั้น (เลยกลายเป็นอานิสงส์ส่วนหนึ่งที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยทำให้ set index โตขึ้นมาเฉียด 1600 จุดในปัจจุบัน) พร้อมกันนั้นได้ออกมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบภาคขนส่งและภาคเกษตรเมื่อวันที่ 11 เมษายน เพื่อชะลอผลกระทบไม่ให้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าอื่นๆ มากเกินไป นอกจากนั้น รัฐบาลยังได้มีมาตรการไทยช่วยไทยพลัสและเติมเงินสวัสดิการเพื่อช่วยคนมีรายได้น้อยลดค่าครองชีพ ป้องกันวิกฤตปากท้อง และต่อลมหายใจร้านค้ารายย่อยในช่วงที่ผ่านมา

    Transition Now: เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดวันนี้เพื่อลดจุดเปราะบางและสร้างความมั่นคงในระยะยาว

    นายเอกนิติ ระบุว่า อย่างที่ทุกท่านทราบกันดี ผมย้ำเสมอว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดสำคัญมากในช่วงเวลาที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความผันผวนสูง หลายท่านอาจจะมีแนวคิดว่าจำเป็นเร่งด่วนไหม ค่อยๆ ทำตามแผนงานที่วางไว้ได้ไหม งบประมาณก็มีจัดสรรตามหน่วยงานไว้แล้วในระยะยาว ทำไมต้องออกพ.ร.ก. เงินกู้ฯ ให้เป็นหนี้เพิ่มมาอีก ผมอยากใช้โอกาสนี้ ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ในระยะสั้น หากเราไม่เร่งเปลี่ยนผ่านโดยเริ่มลงมือทำเลยเราอาจจะเจอวิกฤตซ้อนวิกฤตหนักขึ้น ดั่งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว คือ หลังจากไทยเจอวิกฤติราคาน้ำมันแพงในเดือนเม.ย-พ.ค ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เคยเกินดุลมาตลอดก็กลับมาขาดดุลถึงเกือบ 5 แสนล้านบาทในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะไทยเราต้องนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในราคาที่สูงขึ้นในจำนวนที่มาก ซึ่งหากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ไปเรื่อยๆ และสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันในโลกผันผวนยังไม่จบง่ายๆ เราอาจจะต้องขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไปเรื่อยๆ จนอาจเกิดวิกฤตขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเหมือนในอดีต

    การเร่งเปลี่ยนผ่านวันนี้ โดยการส่งเสริมการใช้รถที่ใช้พลังงานสะอาดหรือ ไบโอดีเซล โดยเฉพาะในระบบขนส่งสาธารณะ และการส่งเสริมการติดตั้ง Solar ภาคประชาชนพร้อมรับขายคืนครบวงจร รวมทั้งการลงทุนพัฒนา upgrade สายส่ง ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ smart grid และยังทำได้ไม่ครอบคลุมทั้งประเทศเนื่องจากงบประมาณที่ได้รับจัดสรรแต่ละปีมีจำกัด การลงมือทำในสิ่งเหล่านี้ให้เร็วที่สุดจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวของประเทศได้ เงินกู้ 2 แสนล้านอาจจะเป็นงบประมาณที่ไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดทั้งประเทศ แต่ผมตั้งใจให้โครงการภายใต้เงินกู้นี้ ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งและร่นระยะให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่จำเป็นเร่งด่วนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจ

     Transform for tomorrow: พลิกโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยการลงทุน

    หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของไทย คือเราลงทุนน้อยเกินไปมานาน ทั้งการลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน ปีนี้รัฐบาลประกาศให้เป็นปีแห่งการลงทุน ซึ่งเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในเทคโนโลยี และการลงทุนในทุนมนุษย์เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว รวมทั้งการปลดล็อกกฎหมาย ทำให้การลงทุนง่ายขึ้น จะทำให้การลงทุนเป็นเครื่องยนต์หลักของการเติบโตอีกครั้ง (investment-led growth) โดยตั้งเป้าให้สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ค่อย ๆ กลับไปอยู่ใกล้ระดับประมาณ 30% เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว แต่การลงทุนรอบใหม่นี้ต้องไม่ใช่การลงทุนแบบเดิมเท่านั้น ต้องเป็นการลงทุนที่ช่วยเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และเตรียมประเทศสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    อย่างที่เคยเรียนในระหว่างการอภิปรายงบประมาณ การลงทุนภาครัฐผ่านงบประมาณเป็นเครื่องมือหนึ่งของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศเท่านั้น เรายังมีการลงทุนโดยรัฐวิสาหกิจ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และเครื่องมือระดมทุนอื่นๆ เช่น Thailand Future Fund และที่สำคัญอย่างมาก คือการลงทุน FDI ที่ได้รับการเร่งรัดผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินการลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ประมาณ 9 แสนล้านบาทในปี 2569 นี้ แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการลงทุน หรือเพิ่มมูลค่า FDI ให้สูงขึ้นเท่านั้น คำถามสำคัญกว่านั้นคือ การลงทุนเหล่านี้จะสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยและเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ไทยเข้าไปอยู่ใน supply chain ของการผลิตสมัยใหม่ของโลกได้อย่างไร และสร้างงานและยกระดับคุณภาพให้แรงงานไทยได้เท่าไร เหล่านี้จะกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ในการให้สิทธิประโยชน์ใหม่ของ BOI 

    ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานที่ทำแล้ว ทำอยู่ และกำลังจะทำต่อไป ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนร่วมกับภาคเอกชนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐภาคเอกชน (กรอ.) และมีหลายสิ่งที่รัฐบาลต้องปฏิรูปอีกมาก โดยเฉพาะด้านการจัดทำงบประมาณและด้านการคลัง เราไม่ได้นิ่งนอนใจ รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ดีและอยู่ในระหว่างการวางแผนปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังทั้งหมด โดยก้าวแรกของเราคือ สร้างความโปร่งใส เปิดข้อมูล เปิดแผล และเปิด Live ในระหว่างการประชุมกรรมาธิการงบประมาณ และเชื่อว่าจะมีก้าวต่อไปตามมา เพราะหากเราไม่ทำวันนี้ เราอาจจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว

    การตัดสินใจเชิงนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในฐานะรองนายกฯ และ รมว.คลัง ไม่เคยง่าย และไม่สามารถถูกใจทุกคนได้ แต่ผมเชื่อว่าหากเรายึดหลักการและลงมือทำด้วยความบริสุทธิ์ใจและตั้งใจจริงเพื่อประเทศ ก็จะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระยะยาวได้อย่างแน่นอน

    นายเอกนิติ ระบุว่า ท้ายที่สุด Teamwork เป็นเรื่องสำคัญ ผมไม่สามารถทำทุกอย่างได้คนเดียว แรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วนสำคัญอย่างมาก ตั้งแต่รัฐบาล ข้าราชการประจำในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ภาคเอกชน และทีมงานที่เข้มแข็งของรองนายกฯ และ รมว.คลัง ผมขอขอบคุณทุกท่านจากใจ

    ผมจะพยายามมา Update  เรื่องต่างๆ อยู่เรื่อยๆ นะครับ โดยอาจจะมีทีม Admin ของ page มาสรุป กิจกรรมของผมและให้ความรู้ต่างๆ รวมทั้งช่วยตอบคำถามเป็นระยะๆ ในช่วงที่ผมติดภารกิจครับ  Stay Tune และขอบคุณครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2944299&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FwDfKs6AVERTamsrWCvO9

  • ราคาน้ำมันโลกลดลง เศรษฐกิจไทยเร่งไม่ขึ้น ติดกับดักปัญหาเชิงโครงสร้าง : ข่าวลึกปมลับ 06/07/69

    ราคาน้ำมันโลกลดลง เศรษฐกิจไทยเร่งไม่ขึ้น ติดกับดักปัญหาเชิงโครงสร้าง : ข่าวลึกปมลับ 06/07/69

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@news1_live

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/ZvbfLiLFbyE&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XQyymvKKl2AqoyZeVFB1_

  • เอกนิติ ย้ำเศรษฐกิจไทยไม่ใช่ผู้ป่วย แต่กำลังเป็นมะเร็งเรื้อรัง ชูกู้เงิน 2 แสนแก้วิกฤติขาดดุลฯ | เดลินิวส์

    เอกนิติ ย้ำเศรษฐกิจไทยไม่ใช่ผู้ป่วย แต่กำลังเป็นมะเร็งเรื้อรัง ชูกู้เงิน 2 แสนแก้วิกฤติขาดดุลฯ | เดลินิวส์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เริ่มรับตำแหน่งช่วงต้นเดือน เม.ย. 69 ไทยได้เผชิญกับวิกฤติราคาพลังงาน อันเกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบเป็นระลอกให้เกิดวิกฤติน้ำมันขาดและแพง ต้นทุนส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น จนกลายเป็นวิกฤติปากท้อง ซึ่งหากหยุดวิกฤติเหล่านี้ไม่ได้ จะนำมาซึ่งปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติ โดยความท้าทายนี้เกิดขึ้นบนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่มีปัญหาเรื้อรังมานาน ไม่ว่าจะเป็นการที่ประเทศโตต่ำกว่าศักยภาพ ความสามารถในการแข่งขันถดถอย ปัญหาการขาดดุลการคลังเรื้อรังที่รายได้โตไม่ทันรายจ่าย โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้ลงทุนใหม่มานาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกยุคใหม่ หากเปรียบเป็นคนป่วย ก็เรียกได้ว่าเป็นโรคมะเร็งเรื้อรัง ยังรักษาไม่หายก็มีโรคแทรกซ้อนมาอีก

    นอกจากนี้ ไทยยังประสบปัญหาด้านงบประมาณประเทศที่มีอย่างจำกัด ซึ่งในฐานะดูแลภาพรวมทั้งรายรับและรายจ่ายของประเทศและเห็นตัวเลขทั้งหมด ต้องคิดรอบด้านและระมัดระวังที่สุด เพื่อประคองสถานการณ์ในระยะสั้น ในขณะเดียวกัน จำเป็นต้องใช้โอกาสนี้เปลี่ยนผ่าน และสร้างรากฐานให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่เติบโตแข็งแกร่งให้ได้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งสำคัญมากในช่วงเวลาที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความผันผวนสูง 

    “หลายคนอาจคิดว่าจำเป็นเร่งด่วนไหม ค่อยๆ ทำตามแผนงานที่วางไว้ได้ไหม งบประมาณก็มีจัดสรรตามหน่วยงานไว้แล้วในระยะยาว ทำไมต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ ให้เป็นหนี้เพิ่มมาอีก 

    ผมอยากใช้โอกาสนี้ ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ  หากเราไม่เร่งเปลี่ยนผ่านโดยเริ่มลงมือทำเลย เราอาจจะเจอวิกฤติซ้อนวิกฤติหนักขึ้น ดั่งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว คือ หลังจากไทยเจอวิกฤติราคาน้ำมันแพงในเดือน เม.ย-พ.ค. ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เคยเกินดุลมาตลอดก็กลับมาขาดดุลถึงเกือบ 5 แสนล้านบาทในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะไทยเราต้องนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในราคาที่สูงขึ้นในจำนวนที่มาก ซึ่งหากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ไปเรื่อยๆ และสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันในโลกผันผวนยังไม่จบง่ายๆ เราอาจจะต้องขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไปเรื่อยๆ จนอาจเกิดวิกฤติขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเหมือนในอดีต”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า การเร่งเปลี่ยนผ่านวันนี้ โดยการส่งเสริมการใช้รถที่ใช้พลังงานสะอาดหรือไบโอดีเซล โดยเฉพาะในระบบขนส่งสาธารณะ และการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชนพร้อมรับขายคืนครบวงจร รวมทั้งการลงทุนพัฒนาสายส่ง ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของสมาร์ทกริด และยังทำได้ไม่ครอบคลุมทั้งประเทศเนื่องจากงบประมาณที่ได้รับจัดสรรแต่ละปีมีจำกัด การลงมือทำในสิ่งเหล่านี้ให้เร็วที่สุดจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวของประเทศได้ ซึ่งเงินกู้ 2 แสนล้านบาท อาจจะเป็นงบประมาณที่ไม่เพียงพอต้องการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดทั้งประเทศ แต่ก็ตั้งใจให้โครงการภายใต้เงินกู้นี้ ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งและร่นระยะให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่จำเป็นเร่งด่วนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ จะเร่งพลิกโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยการลงทุน โดยหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของไทย คือเราลงทุนน้อยเกินไปมานาน ทั้งการลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน ปีนี้รัฐบาลประกาศให้เป็นปีแห่งการลงทุน ซึ่งเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในเทคโนโลยี และการลงทุนในทุนมนุษย์เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว รวมทั้งการปลดล็อก กฎหมายทำให้การลงทุนง่ายขึ้น จะทำให้การลงทุนเป็นเครื่องยนต์หลักของการเติบโตอีกครั้ง โดยตั้งเป้าหมายให้สัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีค่อยๆ กลับไปอยู่ใกล้ระดับประมาณ 30% เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว แต่การลงทุนรอบใหม่นี้ต้องไม่ใช่การลงทุนแบบเดิมเท่านั้น ต้องเป็นการลงทุนที่ช่วยเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และเตรียมประเทศสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    สำหรับการลงทุนภาครัฐ นอกจากงบประมาณจะเป็นเครื่องมือหนึ่งของรัฐบาลในการพัฒนาแล้ว เรายังมีการลงทุนโดยรัฐวิสาหกิจ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) และเครื่องมือระดมทุนอื่นๆ เช่น กองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์  และที่สำคัญอย่างมาก คือการลงทุนจากต่างประเทศ ที่ได้รับการเร่งรัดผ่านกลไกไทยแลนด์ ฟาสต์พาส ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินการลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ประมาณ 9 แสนล้านบาทในปีนี้  โดยการลงทุนเหล่านี้จะสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยและเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ไทยเข้าไปอยู่ในซัพพลาย เชน ของการผลิตสมัยใหมของโลกได้อย่างไร และสร้างงานและยกระดับคุณภาพให้แรงงานไทยได้เท่าไร  เหล่านี้จะกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ในการให้สิทธิประโยชน์ใหม่ของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6004842/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1elkgNy812hFvjHd3qQK-x

  • นายกฯ หารือ WEF แชร์มุมมองเศรษฐกิจ ย้ำดึงการลงทุนฝ่าโลกผันผวน | เดลินิวส์

    นายกฯ หารือ WEF แชร์มุมมองเศรษฐกิจ ย้ำดึงการลงทุนฝ่าโลกผันผวน | เดลินิวส์

    วันที่ 6 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายมารูน ไครูซ (Mr. Maroun Kairouz) กรรมการผู้จัดการ World Economic Forum (WEF) เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

    ภายหลังการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีที่ WEF มีบทบาทร่วมกับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมชื่นชมว่า WEF เป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนมุมมองและความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และทุกภาคส่วนของโลก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความไม่แน่นอนสูง เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ

    ด้านนายมารูน ไครูซ กรรมการผู้จัดการ WEF แสดงความยินดีในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่ง พร้อมชื่นชมประเทศไทยที่มีเสถียรภาพทางการเมืองและมีทิศทางการบริหารประเทศที่ชัดเจน ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    นอกจากนี้ ยังกล่าวชื่นชมแนวทางของรัฐบาลไทยในการบริหารเศรษฐกิจและรับมือกับความท้าทายของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมถือโอกาสเชิญนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุม WEF Annual Meeting 2027 ซึ่งจะจัดขึ้นในปีหน้า

    ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มการพัฒนาในระยะต่อไป โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความไม่แน่นอน พร้อมชี้ว่าเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทย

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปประเทศควบคู่กับการเร่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ยกระดับธรรมาภิบาล และผลักดันประเทศไทยสู่การเข้าเป็นสมาชิก OECD ในอนาคตอันใกล้ เพื่อยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    นายกรัฐมนตรียังย้ำว่า แม้การแข่งขันด้านการลงทุนในภูมิภาคจะทวีความเข้มข้น แต่ประเทศไทยมีจุดแข็งที่โดดเด่น คือ การเป็นฐานการผลิตอาหารที่สำคัญของโลก และเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานอาหารโลก (Global Food Supply Chain) ซึ่งทำให้ไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานโลก

    นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีศักยภาพจากที่ตั้งซึ่งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพร้อมก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การเชื่อมโยง การลงทุน นวัตกรรม และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของภูมิภาค โดยรัฐบาลเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thai–EU FTA) ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้แสดงความยินดีที่จะรับฟังข้อเสนอแนะจาก WEF เกี่ยวกับรูปแบบการประชุมและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ประเทศไทยสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างสร้างสรรค์ ประเทศไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ของประชาคมโลก และยังมีบทบาทเชิงรุกในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านเวที WEF Annual Meeting 2027 เพื่อร่วมสร้างเศรษฐกิจโลกที่มีความยั่งยืน เข้มแข็ง และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

    ต่อมาในเวลา 16.30 น. วันเดียวกันนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของประเทศไทยว่า ในวันนี้ได้พบกับนายมารูน ไครูซ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ World Economic Forum (WEF) ซึ่งก็ให้ความมั่นใจ แล้วก็บอกว่าประเทศไทยมีอนาคตที่สดใส มีโอกาสที่จะดีมากที่จะเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในภูมิภาคได้

    “การเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ตอนนี้ ถือว่าไทยก็ได้รับการสนับสนุนจากทุกประเทศ โดยการที่ได้พบกับตัวแทนจากประเทศต่างๆที่เป็นสมาชิก OECD ทุกประเทศก็สนับสนุนให้ประเทศไทย”

    นายอนุทิน กล่าวต่อว่า วันนี้ในเรื่องเศรษฐกิจของประเทศมีสัญญาณเป็นบวกเพราะจีดีพีก็โต เงินลงทุนต่างชาติมาไทยก็เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นก็เสถียรขึ้น ตอนนี้ดัชนีขึ้นมาเกินกว่า 1,600 จุด ขณะที่การจัดอันดับขีดแข่งขันของประเทศก็ได้ลำดับที่สูงขึ้น

    “ตอนนี้เรื่องอะไรที่เป็นภาระ เป็นสิ่งที่ฉุดรั้งเรา ก็ต้องพยายามสลัดให้ออก กำจัดสิ่งชั่วร้ายต่างๆ แล้วต้องเดินหน้าเศรษฐกิจของประเทศไทยให้มากที่สุด”นายอนุทิน กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6004737/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cj4ZWk8OGKaJWBbeXXB5C

  • “ผู้แทนไทย” หารือ “รมต.อิหร่าน” คุยซื้อน้ำมัน ผลักดันร่วมมือเศรษฐกิจ 2 ประเทศ | TOPNEWS

    “ผู้แทนไทย” หารือ “รมต.อิหร่าน” คุยซื้อน้ำมัน ผลักดันร่วมมือเศรษฐกิจ 2 ประเทศ | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 06/07/2026 22:53

    “ปานปรีย์” ผู้แทนพิเศษไทยเข้าพบ “รมว.ต่างประเทศอิหร่าน” หารือซื้อขายน้ำมัน ผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 2 ประเทศ

    “ผู้แทนไทย” หารือ “รมต.อิหร่าน” คุยซื้อน้ำมัน ผลักดันร่วมมือเศรษฐกิจ 2 ประเทศ – Top News รายงาน

    เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย เผยภาพนายปานปรีย์ พหิทธานุกร ผู้แทนพิเศษแห่งราชอาณาจักรไทย และซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ได้หารือร่วมกันเมื่อวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2026 ในระหว่างการเยือนอิหร่านของนายปานปรีย์ เพื่อเข้าร่วมพิธีศพอย่างเป็นทางการของท่านอยาตุลเลาะห์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

    ในการพบปะครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับพัฒนาการทางการทูตล่าสุดภายหลังช่วงเวลาแห่งความขัดแย้ง การบรรเทามาตรการคว่ำบาตร และความเป็นไปได้ในการซื้อขายน้ำมันให้กับประเทศไทย, ความมั่นคงทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ, ความสำคัญของการรื้อฟื้นกลไกคณะกรรมาธิการร่วมไทย-อิหร่าน เพื่อผลักดันและกระชับความร่วมมือทวิภาคีให้มีความเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น รวมถึงการสำรวจความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ เช่น สินค้าอาหาร รวมถึงข้าวและน้ำตาล, การท่องเที่ยว และสุขภาพ

    1275297

    02

    “ผู้แทนไทย” หารือ “รมต.อิหร่าน” คุยซื้อน้ำมัน ผลักดันร่วมมือเศรษฐกิจ 2 ประเทศ

    “รมว.วธ.” เปิดการแสดงโขนสงขลานครินทร์ “รามเกียรติ์ ชุดศึกกุมภกรรณ ตอน สุครีพถอนต้นรัง” เชิดชูพระมหากรุณาธิคุณ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ผู้ทรงสืบสานโขนไทย พร้อมร่วมเฉลิมฉลอง 35 ปี ม.อ.สุราษฎร์ธานี

    แอดมินไขข้อข้องใจ “ศุภจี” หายไปไหน เพจกระทรวงพาณิชย์ มีคำตอบ

    ตร.จ่อเอาผิด “แม่-ยาย” ฐานปล่อยปละละเลย “เด็ก 11 ขวบ” ขับรถชนพระธุดงค์มรณภาพ

    เปิด 5 ชื่อบิ๊กสถ. “ปลัดมหาดไทย” ตั้งคกก.สอบวินัยร้ายแรง “ทุจริตสอบท้องถิ่นปี 68”

    “กปภ.” ผนึก “อจน.” ลงนาม MOU ยกระดับการบริหารองค์กรสู่การเสริมศักยภาพการจัดการน้ำของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1622530&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E5e6G6wl6CDV2lTJ01cwI

  • ‘อันดามัน’…ไม่ได้มีดีแค่ทะเล กกร.ชง ‘Blue Economy’ ปลดล็อกเศรษฐกิจอันดามัน ยกระดับสร้างมูลค่าเศรษฐกิจทะเลอย่างยั่งยืน

    ‘อันดามัน’…ไม่ได้มีดีแค่ทะเล กกร.ชง ‘Blue Economy’ ปลดล็อกเศรษฐกิจอันดามัน ยกระดับสร้างมูลค่าเศรษฐกิจทะเลอย่างยั่งยืน

    คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) อันดามัน เตรียมเสนอรัฐบาลผลักดันโมเดล “Blue Economy” หรือเศรษฐกิจฐานทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับการพัฒนา 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล โดยเตรียมยื่นหนังสือต่อ ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เพื่อผลักดันเป็นวาระการพัฒนาเศรษฐกิจระดับประเทศ

    Andaman-promotes-Blue Economy-a-future-economic-model-to-create-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ‘ชัยยันต์ ใจเย็น’ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมภาคใต้ (อันดามัน) และประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) อันดามัน เปิดเผยว่า ภาคเอกชนต้องการผลักดันแนวคิด “Blue Economy : เชื่อมโยงพลังอันดามัน สู่อนาคตอย่างยั่งยืน”

    โดยมองว่าอันดามันไม่ควรถูกจำกัดบทบาทเพียงการเป็นเมืองท่องเที่ยว แต่ควรพัฒนาเป็นฐานเศรษฐกิจทางทะเลที่สร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    “เวลาพูดถึงอันดามัน คนส่วนใหญ่นึกถึงทะเลสวยและการท่องเที่ยว แต่ในมุมเศรษฐกิจ พื้นที่แห่งนี้ยังมีศักยภาพอีกมาก ทั้งประมง อุตสาหกรรมอาหารทะเล การเดินเรือ การซ่อมเรือ นวัตกรรมทางทะเล และพลังงานสะอาด หากมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ จะสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้คนในพื้นที่ได้มหาศาล” ชัยยันต์ กล่าว

    Andaman-promotes-Blue Economy-a-future-economic-model-to-create-SPACEBAR-Photo02.jpg

    Andaman-promotes-Blue Economy-a-future-economic-model-to-create-SPACEBAR-Photo03.jpg

    เสนอ 3 ยุทธศาสตร์ ยกระดับ 6 จังหวัดอันดามัน

    ข้อเสนอของ กกร.อันดามัน ประกอบด้วย 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่

    * Strategic Infrastructure พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจทั้งภูมิภาค

    * Green Economy – Clean Energy – Blue Economy สร้างการเติบโตบนฐานทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานสะอาด

    * Quality Tourism & Community Economy ยกระดับการท่องเที่ยวคุณภาพ พร้อมกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น

    ภาคเอกชนยังเสนอให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกในจังหวัดระนอง ตรัง หรือสตูล เพื่อรองรับการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงผลักดันอันดามันให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมต่อเรือ ซ่อมเรือยอชต์ และเรือพาณิชย์ ตลอดจนเสนอให้มีท่าเทียบเรือสำราญขนาดใหญ่ในภูเก็ต พังงา หรือกระบี่ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวเรือสำราญจากต่างประเทศ ซึ่งแต่ละเที่ยวสามารถนำนักท่องเที่ยวขึ้นฝั่งได้หลายพันคน

    Andaman-promotes-Blue Economy-a-future-economic-model-to-create-SPACEBAR-Photo04-1.jpg

    จาก “ขายทรัพยากร” สู่ “สร้างมูลค่าเพิ่ม”

    ชัยยันต์ กล่าวว่า แนวคิด Blue Economy ไม่ได้หมายถึงการใช้ทรัพยากรทางทะเลให้มากขึ้น แต่เป็นการเพิ่มมูลค่าจากทรัพยากรที่มีอยู่ ผ่านการพัฒนาประมงอย่างยั่งยืน อาหารทะเลมูลค่าสูง อุตสาหกรรมแปรรูป การท่องเที่ยวทางทะเล การวิจัยนวัตกรรม พลังงานสะอาด การอนุรักษ์ระบบนิเวศ และเศรษฐกิจชุมชนชายฝั่ง

    “เป้าหมายคือเปลี่ยนจากการขายวัตถุดิบ ไปสู่การสร้างมูลค่าจากทรัพยากร เพื่อให้ชาวประมง เกษตรกร ผู้ประกอบการท่องเที่ยว SME และคนรุ่นใหม่ ได้รับประโยชน์ร่วมกัน”

    กกร.อันดามันยังเสนอให้เริ่มจากโครงการที่สามารถดำเนินการได้ทันที เช่น การยกระดับสินค้าอาหารทะเล การพัฒนานวัตกรรมทางทะเล การท่องเที่ยวคุณภาพ และการสร้างเศรษฐกิจชุมชน ก่อนต่อยอดสู่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในระยะถัดไป

    Andaman-promotes-Blue Economy-a-future-economic-model-to-create-SPACEBAR-Photo05.jpg

    จัดบทบาทใหม่ 6 จังหวัดอันดามัน

    ข้อเสนอของภาคเอกชนกำหนดบทบาทของแต่ละจังหวัดให้สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่ ได้แก่

    * ระนอง ประตูการค้าสู่เมียนมาและอ่าวเบงกอล ศูนย์กลางโลจิสติกส์ การค้าชายแดน และการอนุรักษ์ป่าชายเลน

    * พังงา เมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศ แหล่งอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล และศูนย์กลางการลงทุนใหม่

    * ภูเก็ต ศูนย์กลางท่องเที่ยวระดับโลก เมืองสุขภาพ การศึกษา เมืองอัจฉริยะ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    * กระบี่ เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ เชื่อมโยงการลงทุน พร้อมส่งเสริมประมงและเกษตรยั่งยืน

    * ตรัง เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร (Gastronomy) และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    * สตูล ประตูสู่อาเซียนตอนใต้และโลกมุสลิม เชื่อมโยงการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ

    Andaman-promotes-Blue Economy-a-future-economic-model-to-create-SPACEBAR-Photo07-1.jpg

    Blue Economy กำลังเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของโลก

    แนวคิด Blue Economy ได้รับการผลักดันจากหลายประเทศทั่วโลก โดยข้อมูลขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ประเมินว่า เศรษฐกิจมหาสมุทรมีมูลค่ามากกว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หากนับเป็นประเทศจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

    ขณะที่องค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า ประชาชนกว่า 3,000 ล้านคน พึ่งพาทรัพยากรทางทะเลในการดำรงชีพ และมากกว่าร้อยละ 80 ของการค้าระหว่างประเทศขนส่งผ่านเส้นทางทะเล ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจทางทะเลกำลังเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจโลกในอนาคต

    สำหรับประเทศไทย พื้นที่ชายฝั่งทะเลยาวกว่า 3,100 กิโลเมตร ครอบคลุมทั้งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน โดยฝั่งอันดามันถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลสูงที่สุดของประเทศ และเป็นฐานรายได้สำคัญจากการท่องเที่ยว การประมง และการค้าระหว่างประเทศ

    กกร.อันดามัน ระบุว่า ภาคเอกชนพร้อมร่วมมือกับภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน เพื่อผลักดันให้อันดามันเป็นต้นแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจชายฝั่งที่สมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมย้ำว่า “Blue Economy ไม่ใช่การใช้ทะเลให้มากขึ้น แต่คือการใช้ทะเลให้เกิดคุณค่ามากขึ้น เพื่อให้ทะเลสร้างอนาคตที่มั่นคงแก่ประชาชน และเป็นรากฐานของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว”

    Andaman-promotes-Blue Economy-a-future-economic-model-to-create-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/andaman-promotes-blue-economy-a-future-economic-model-to-create-sustainable-marine-economic-value&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VWWjlFFaJHAkH1bVuctT1

  • ‘ขุนคลัง’ ไม่หวั่นคำตัดสิน ศาลรธน. คดี ‘พร.ก.เงินกู้’ เล็งแผนสำรองพร้อม

    ‘ขุนคลัง’ ไม่หวั่นคำตัดสิน ศาลรธน. คดี ‘พร.ก.เงินกู้’ เล็งแผนสำรองพร้อม

    ‘เอกนิติ’ เผยแล้วแต่ศาลรธน.ชี้ชะตา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ย้ำ รัฐบาลจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านพลังงาน รับ หากผลเป็นลบ เร่งจับมือเอกชนแก้ปัญหา

    6 ก.ค.2569-นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาทว่า ต้องแล้วแต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สิ่งที่รัฐบาลทำได้ดีที่สุดคือ พยายามชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนว่า รัฐบาลมีความจำเป็น เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาพลังงานมาก

    “เรื่องนี้ถือเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เราพึ่งพาน้ำมันมากสะท้อนให้เห็นจากตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุล ส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และวันนี้ยังไม่รู้ว่าสงครามจะจบอย่างไรหรือจะเริ่มใหม่หรือไม่ ตรงนี้ทำให้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานโลกถูกทำลายลงไปเยอะ ส่งผลต่อราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในตลาดโลกยังสูงขึ้น”

    ถามว่า เตรียมแผนสำรองในกรณีที่คำพิพากษาของศาล อาจไม่เป็นคุณต่อรัฐบาลไว้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ต้องใช้ทุกภาคส่วน และแผนสำคัญที่เราดำเนินการอยู่ในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือ พยายามจับมือนำภาคเอกชนมาร่วมลงทุนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.)

    เมื่อถามย้ำว่า หากผลออกมาเป็นลบจะมีแผนสำรองไว้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า จะใช้ความร่วมมือกับภาคเอกชน ในการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งงบประมาณที่จะนำมาช่วยตรงนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้เร็วขึ้น วันนี้ประเทศไทยจะรอการเปลี่ยนผ่านก็ได้ แต่ถ้ารอจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ ในขณะที่ราคาน้ำมันตลาดโลกยังสูงและไทยยังต้องนำเข้าในภาวะที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก

    ถามว่า มีโครงการที่จะเสนอขอการสนับสนุนจากพ.ร.ก.กู้เงิน มาบ้างหรือยัง นายเอกนิติ กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยบ้างในเรื่องการเปลี่ยนผ่านใช้พลังงานสะอาด รวมทั้งเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานของรถยนต์จากการพึ่งพาน้ำมันดีเซล โดยเฉพาะในภาคขนส่ง ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านมาใช้ไบโอดีเซลเป็นพลังงานชีวมวลที่มาจากปาล์ม อ้อย และน้ำตาล ตรงนี้จะมีผลพลอยได้ทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น

    นายเอกนิติ กล่าวถึงการตัดสินใจเปิดเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส”ว่า เพื่อจะได้อธิบายให้เห็นภาพรวมเศรษฐกิจ และหวังว่า ทุกฝ่ายจะได้ช่วยกัน และพร้อมรับฟังความเห็นทั้งบวกและลบอยู่แล้ว ขอให้ทุกคนเข้าไปติดตามความเคลื่อนไหวในเพจดังกล่าวได้

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/1027027/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pSQ_RSG5-M59wyr3pQWDu

  • ‘เอกนิติ’ รับเศรษฐกิจป่วยหนัก ดันกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน

    ‘เอกนิติ’ รับเศรษฐกิจป่วยหนัก ดันกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน

    ‘เอกนิติ’ รับเศรษฐกิจป่วยหนัก ดันกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจรอบด้าน โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น จนเกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนและราคาพลังงานแพง กระทบต่อค่าครองชีพและต้นทุนการผลิตของประชาชนและภาคธุรกิจ

    ทั้งนี้ หากไม่สามารถควบคุมหรือบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติดังกล่าวได้ อาจนำไปสู่ภาวะ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” ที่จะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย ซึ่งเดิมก็เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมาเป็นเวลานานอยู่แล้ว

    นายเอกนิติกล่าวว่า ความท้าทายครั้งนี้เกิดขึ้นบนโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีปัญหาเรื้อรัง ทั้งการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง การขาดดุลการคลังต่อเนื่องจากรายได้รัฐเติบโตไม่ทันรายจ่าย รวมถึงการขาดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ โดยเฉพาะด้านพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    “หากเปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นคนไข้ ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นโรคมะเร็งเรื้อรัง และยังต้องเผชิญโรคแทรกซ้อนเพิ่มเติมอีก” นายเอกนิติ กล่าว

     ชี้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 5 แสนล้านใน 2 เดือน

    นายเอกนิติ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ เนื่องจากภาครัฐต้องดูแลทั้งรายรับและรายจ่ายของประเทศอย่างรอบคอบ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปราะบาง จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการทั้งการประคองเศรษฐกิจระยะสั้นและการวางรากฐานการเติบโตในระยะยาวควบคู่กันไป โดยเฉพาะการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งถือเป็นเรื่องจำเป็นในช่วงที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความผันผวนสูง

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    นายเอกนิติ กล่าวว่า หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการออกพระราชกำหนดกู้เงินเพิ่มเติมวงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนการลงทุนด้านพลังงานสะอาด ทั้งที่มีงบประมาณประจำปีรองรับอยู่แล้ว

    อย่างไรก็ตาม หากไม่เร่งดำเนินการในช่วงเวลานี้ ประเทศไทยอาจเผชิญปัญหาเศรษฐกิจรุนแรงมากขึ้น เห็นได้จากผลกระทบจากวิกฤติราคาน้ำมันในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เคยเกินดุลต่อเนื่อง กลับพลิกเป็นขาดดุลเกือบ 500,000 ล้านบาทภายในเวลาเพียง 2 เดือน

    สาเหตุสำคัญมาจากการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในราคาที่สูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้เงินตราต่างประเทศไหลออกจากประเทศเพิ่มขึ้น

    “หากปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไป และความขัดแย้งที่ทำให้ราคาพลังงานโลกผันผวนยังไม่ยุติ ไทยอาจเผชิญภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง จนเสี่ยงกลับไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจแบบที่เคยเกิดขึ้นในอดีต” นายเอกนิติ กล่าว

    ดันพลังงานสะอาด-โซลาร์ภาคประชาชน

    สำหรับแนวทางการใช้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท รัฐบาลจะมุ่งเน้นการเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ผ่านการสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงสะอาด โดยเฉพาะไบโอดีเซลในระบบขนส่งสาธารณะ การส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชนแบบครบวงจร พร้อมระบบรับซื้อไฟฟ้าคืน รวมถึงการลงทุนพัฒนาโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบสมาร์ทกริดในอนาคต

    แม้ว่าวงเงินดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดทั้งประเทศ แต่รัฐบาลต้องการให้เป็นกลไกเร่งรัดการลงทุนที่จำเป็น เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ และเพิ่มความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ปักธงลงทุนแตะ 30% ของ GDP

    นอกจากการลงทุนด้านพลังงานแล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านการเร่งลงทุนในทุกมิติ โดยประกาศให้ปี 2569 เป็น “ปีแห่งการลงทุน” เพื่อฟื้นบทบาทของการลงทุนให้กลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือระดับการลงทุนที่ต่ำเกินไป ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง

    ดังนั้น รัฐบาลจึงตั้งเป้าหมายผลักดันสัดส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ให้ทยอยกลับไปอยู่ใกล้ระดับ 30% เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    การลงทุนรอบใหม่จะมุ่งเน้นทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการพัฒนาทุนมนุษย์ ควบคู่กับการปรับปรุงกฎระเบียบและปลดล็อกข้อจำกัดด้านการลงทุน เพื่อเพิ่มความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ

    เร่งดึงเม็ดเงินลงทุน 9 แสนล้านผ่าน Thailand Fast Pass

    สำหรับการลงทุนภาครัฐ นอกจากงบประมาณแผ่นดินแล้ว ยังมีเครื่องมือสนับสนุนการลงทุนอื่นๆ ทั้งการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ โครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ตลอดจนกองทุนระดมทุนเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเร่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศผ่านกลไก “Thailand Fast Pass” ซึ่งคาดว่าจะช่วยผลักดันให้เกิดเม็ดเงินลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้ประมาณ 900,000 ล้านบาทภายในปีนี้

    โดยรัฐบาลจะกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ในการให้สิทธิประโยชน์การลงทุน เน้นการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก สร้างการจ้างงาน และยกระดับทักษะแรงงานไทย เพื่อให้การลงทุนใหม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/663275&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CEwxKGnVF-Sbr6y0JDeJm