Blog

  • กรมการพัฒนาชุมชน X OTOP สระแก้ว ยกทัพของดีชุมชน บุกศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    กรมการพัฒนาชุมชน X OTOP สระแก้ว ยกทัพของดีชุมชน บุกศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    กรมการพัฒนาชุมชน X OTOP สระแก้ว ยกทัพของดีชุมชน บุกศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก


    25/05/2569 | 31 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน X OTOP สระแก้ว ยกทัพของดีชุมชน บุกศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    วันนี้ (25 พฤษภาคม 2569) เวลา 11.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการขยายช่องทางการตลาดสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน (ROADSHOW OTOP) จังหวัดสระแก้ว โดยมีนางพัชรี ศาลาศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ตรวจราชการกรม พัฒนากาารจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ผู้ประกอบการ OTOP จังหวัดสระแก้ว รวมทั้ง แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

    การจัดงานในครั้งนี้ ดำเนินการ ระหว่างวันที่ 25 – 29 พฤษภาคม 2569 โดยจัดแสดงและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ของดีขึ้นชื่อจากจังหวัดสระแก้ว กว่า 148 บูธ เป็นสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนส่งตรงถึงมือผู้บริโภคในเมืองหลวงโดยตรง เพิ่มช่องทางการตลาดและขยายโอกาสกระจายสินค้าให้แก่กลุ่มผู้ผลิต และผู้ประกอบการ OTOP และส่งเสริมรายได้ขับเคลื่อนกลับคืนสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชน จึงขอเชิญชวนข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และพี่น้องประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง ร่วมอุดหนุนและเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีจากจังหวัดสระแก้ว ในงาน ROADSHOW OTOP ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ ตั้งแต่วันที่ 25 – 29 พฤษภาคม 2569 นี้

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/367876&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nai7HKSCocbWufVzE44dF

  • สงครามตะวันออกกลาง กระทบ ยอดส่งออกรถยนต์ของไทย ร่วงต่ำสุดในรอบ 5  ปี

    สงครามตะวันออกกลาง กระทบ ยอดส่งออกรถยนต์ของไทย ร่วงต่ำสุดในรอบ 5 ปี

    25 พฤษภาคม 2569, 14:23น.

               นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่ายอดผลิตรถยนต์เดือนเม.ย.2569 อยู่ที่ 103,794 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.44% จากการส่งออกรถยนต์ ลดลง 8.43% อยู่ที่ 60,190 คัน

    เนื่องจากไทยส่งออกรถยนต์ไปตลาดตะวันออกกลางได้เพียง 993 คัน ลดลงถึง 11,053 คัน คิดเป็นการลดลงถึง 91.76% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี เพราะผลกระทบจากสงครามระหว่าง สหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่าน นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ไม่สามารถส่งออกรถยนต์ได้ และการลดลงในตลาดยุโรป อเมริกากลางและอเมริกาใต้

              นอกจากนี้ ยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศอยู่ที่ 36,532 คัน ลดลง 1.70% จากรถกระบะที่มียอดขายลดลง 9.7% เพราะความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน จากเศรษฐกิจและดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำ การลงทุนและการจ้างงานยังน่ากังวล ส่งผลให้อำนาจซื้อของประชาชนอ่อนแอ เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและสงครามการค้า

               “ปัจจัยข้างต้น โดยเฉพาะการผลิตรถกระบะเพื่อส่งออกที่ลดลงในตลาดตะวันออกกลาง จากสงครามและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจส่งผลให้การผลิตเพื่อส่งออกไม่ถึงเป้าปีนี้ที่ตั้งไว้ที่ 9.5 แสนคัน หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อไปนานมากกว่า 3 เดือน”

              ทั้งนี้ แม้ว่ายอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือนเม.ย.2569 จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.54% เนื่องจากการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าที่จองมากกว่าครึ่งของยอดจองรวมในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เมื่อปลายเดือนมี.ค.-ต้นเดือนเม.ย. จากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นมากจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ประกอบกับการออกรถรุ่นใหม่และการเริ่มผลิตรถบรรทุกของบริษัทหนึ่งที่ย้ายโรงงาน

              ขณะเดียวกัน การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศไตรมาส 1/2569 ที่ 2.8% และการลงทุนที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อนุมัติโครงการต่างๆ อาจช่วยสร้างงานสร้างเศรษฐกิจของประเทศเติบโตในอัตราสูงขึ้นหากได้ลงทุนในปีนี้ รวมทั้งการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล ที่จะลดการนำเข้าพลังงานและเพิ่ม การลงทุนที่จะเพิ่มการจ้างงานในประเทศไทยด้วย

              อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท.ยังต้องติดตามภาวะสงครามอย่างใกล้ชิดในเดือนพ.ค.-มิ.ย.ต่อไปว่า จะยืดเยื้อแค่ไหน เพื่อประกอบการทบทวนประมาณการยอดผลิตรถยนต์ปี 2569 ให้มีความชัดเจนอีกครั้ง โดยขณะนี้เรายังคงเป้าหมายยอดผลิตรถยนต์ปี 2569 อยู่ที่ 1.5 ล้านคัน แบ่งเป็นยอดผลิตเพื่อส่งออก 9.5 แสนตันคน และยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 5.5 แสนคัน

              นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบที่น่ากังวลมาก คือ การขอปรับราคาขึ้นของชิ้นส่วนต่างๆ โดยอ้างสงครามตะวันออกกลาง จะยิ่งซ้ำเติมต่อยอดขายและยอดผลิตรถยนต์ให้ลดลงด้วย จึงใคร่ขอให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนและรถยนต์คุมราคาไว้ในภาวะที่กำลังซื้อยังอ่อนแอไประยะหนึ่ง

    #ส่งออกรถยนต์ 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161688&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z4iRt8GfiJcGqrYmiioRS

  • ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ อาจไม่ได้ทำให้ ‘เศรษฐกิจไทย’ พลิกฟื้นได้ชั่วข้ามคืน

    ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ อาจไม่ได้ทำให้ ‘เศรษฐกิจไทย’ พลิกฟื้นได้ชั่วข้ามคืน

    ‘ไทยช่วยไทยพลัส’เริ่มเปิดยืนยันสิทธิ์และลงทะเบียนวันแรกแล้ววันนี้ (25 พ.ค. 2569) ผ่านแอปฯ ‘เป๋าตัง’ โดยรัฐบาลเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมรวมกว่า 30 ล้านสิทธิ์ ภายใต้มาตรการร่วมจ่ายแบบ 60/40 หรือรัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% วงเงินสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน นาน 4 เดือน รวมสูงสุด 4,000 บาทต่อคน ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจกลางปี ท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังชะลอตัวและค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง

    สำหรับการใช้จ่าย ประชาชนสามารถนำสิทธิไปใช้ซื้อสินค้า อาหาร เครื่องดื่ม และบริการจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่ 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 2569 ผ่าน G-Wallet ในแอปฯ ‘เป๋าตัง’ รวมถึงเตรียมขยายไปยังบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน เป้าหมายสำคัญคือการอัดเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานราก กระจายรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย ร้านชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อพยุงการบริโภคภายในประเทศในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า

    อย่างไรก็ตาม ในมิติของการกระตุ้นการจ้างงานนั้นพบว่า มาตรการนี้อาจส่งผลต่อการจ้างงานได้เพียงในระดับหนึ่งหรือ “ช่วยได้บ้าง” เท่านั้น แต่ยังไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในตลาดแรงงานได้โดยกลไกที่จะช่วยเรื่องการจ้างงานคือ หากประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นจากอานิสงส์ของโครงการ จะช่วยให้ ผู้ประกอบการขนาดเล็กยังคงสามารถรักษาการจ้างงานเดิมเอาไว้ได้ เพื่อประคองธุรกิจให้เดินหน้าต่อ มากกว่าจะเป็นการสร้างตำแหน่งงานใหม่จำนวนมากซึ่งประเด็นนี้ยังต้องรอการประเมินผลอย่างละเอียดในระยะถัดไป

    ยกระดับรายย่อยด้วยเทคโนโลยี AI ในโครงการ

    ความน่าสนใจของ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่แตกต่างจากมาตรการในอดีต คือการพยายาม ยกระดับผู้ประกอบการร้านค้าไทย ด้วยการนำเทคโนโลยี AI (ในชื่อที่เรียกกันว่า “นกกระสิบ”) เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยบริหารจัดการเนื่องจากผู้ประกอบการรายย่อยส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่การขายเพียงอย่างเดียวจนขาดการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก

    ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ อาจไม่ได้ทำให้ ‘เศรษฐกิจไทย’ พลิกฟื้นได้ชั่วข้ามคืน

    ตัวระบบ AI นี้จะเข้ามาช่วยในหลายด้าน ได้แก่วิเคราะห์พฤติกรรมการขาย: ช่วยให้ร้านค้าทราบว่าสินค้าใดขายดีในช่วงเวลาไหน หรือสินค้าใดมียอดขายต่ำกว่าที่ควรจะเป็น การควบคุมต้นทุนช่วยให้รายย่อยสามารถบริหารจัดการรายได้และควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น

    สร้างโอกาสหากมีการอบรมการใช้ AI อย่างจริงจัง จะช่วยให้ผู้ค้ากลุ่มนี้เข้าถึงโอกาสในการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนมากกว่าแค่การรอรับความช่วยเหลือเงินเยียวยาเพียงอย่างเดียวสถิติการลงทะเบียนถล่มทลาย สะท้อนความต้องการประชาชนในด้านกระแสตอบรับ พบว่าโครงการได้รับความสนใจอย่างมหาศาลจากประชาชน โดยข้อมูลระบุว่า เพียงแค่ครึ่งชั่วโมงแรกหลังจากเปิดให้ลงทะเบียน มีผู้เข้ามาใช้สิทธิ์แล้วเกือบ 20 ล้านคน

    ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ อาจไม่ได้ทำให้ ‘เศรษฐกิจไทย’ พลิกฟื้นได้ชั่วข้ามคืน

    จากเป้าหมายรวมที่ตั้งไว้ 30 ล้านคน ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนกำลังมองหาช่องทางในการบรรเทาภาระต้นทุนในการประกอบอาชีพและค่าใช้จ่ายรายวันอย่างเร่งด่วน ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ฝากเน้นย้ำให้ผู้ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนรีบเข้าไปกดรับสิทธิ์เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือตามเป้าหมายของโครงการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/863569&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3N7R__fCMBRBEGCbQyKQGh

  • ยังไม่ถึงคิว! บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ต้องลงทะเบียน รับสิทธิ 4,000 บาท | เดลินิวส์

    ยังไม่ถึงคิว! บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ต้องลงทะเบียน รับสิทธิ 4,000 บาท | เดลินิวส์

    รัฐบาลเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ประกาศเปิดตัว “โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569” เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยการเพิ่มวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านร้านค้าธงฟ้าเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด

    แต่อย่าสับสน โครงการไทยช่วยไทย พลัส “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ไม่ต้องลงทะเบียน แต่ที่ต้องลงทะเบียนและยืนยันสิทธิ คือ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 สำหรับกลุ่มประชาชนทั่วไป

    รายละเอียดการเพิ่มวงเงิน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ดังนี้

    • วงเงินใช้จ่ายปกติ: 300 บาท/คน/เดือน
    • วงเงินพิเศษเพิ่มเติม: รับสิทธิเพิ่มอีก 700 บาท /คน/เดือน
    • รวมวงเงินที่จะได้รับทั้งหมด: 1,000 บาท/คน/เดือน
    • ระยะเวลาโครงการ: ระยะเวลา 4 เดือน รวมวงเงินสูงสุด 4,000 บาท

    เงื่อนไขสำคัญที่ต้องรู้

    • วงเงินนี้สามารถใช้จ่ายได้ “เฉพาะร้านค้าธงฟ้า” เท่านั้น
    • ไม่สามารถสะสมได้ หากในเดือนนั้นใช้ไม่หมด สิทธิที่เหลือจะไม่ทบไปยังเดือนถัดไป

    ระยะเวลาโครงการ และช่วงเวลาใช้สิทธิ

    • ระยะเวลาดำเนินโครงการ: ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ถึง 30 กันยายน 2569
    • เวลาที่สามารถใช้สิทธิได้ในแต่ละวัน: ตั้งแต่เวลา 05:00 น. ถึง 23:00 น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5888629/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UezlIh1YxONBClfQ6aEkO

  • ยุโรป-สหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ย ส่งบาทอ่อน โอกาสของทองคำไทยมาแล้ว?? – InterGold

    ยุโรป-สหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ย ส่งบาทอ่อน โอกาสของทองคำไทยมาแล้ว?? – InterGold

    .

    ยุโรป สหรัฐส่อขึ้นดอก เงินบาทเตรียมอ่อน นักลงทุนทองคำเอาไง?

    .

    ดอกเบี้ยโลกที่ยังสูงและเงินบาทอ่อนค่า จะกระทบราคาทองคำอย่างไร และนักลงทุนควรวางกลยุทธ์รับมือแบบไหนในช่วงตลาดผันผวน? Bond Yield และดอลลาร์แข็งค่ายังกดดันทองคำระยะสั้น แต่ระยะยาวทองยังมีแรงหนุนจากเงินเฟ้อ ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก และเงินบาทอ่อนค่า นักลงทุนจึงอาจใช้จังหวะย่อตัวทยอยสะสมในโซนแนวรับสำคัญได้

    .

    ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ยสูง เงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้ตลาดหุ้นยังได้แรงหนุนจากความหวังว่า Fed จะเข้าช่วยพยุงเศรษฐกิจ แต่ตลาดตราสารหนี้เริ่มส่งสัญญาณตึงตัวมากขึ้น ขณะที่ Bond Yield สหรัฐฯ ที่พุ่งสูงกำลังกดดันราคาทองคำในระยะสั้น เพราะนักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า

    .

    อีกด้านหนึ่ง ราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวสูงจากความตึงเครียดด้านพลังงาน อาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาฝังลึกและบังคับให้หลายประเทศคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าคาด หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกอาจเพิ่มขึ้น และอาจกลายเป็นปัจจัยที่ดันให้นักลงทุนกลับมาถือทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอีกครั้ง

    .

    สำหรับนักลงทุนไทย ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าจากการขึ้นดอกเบี้ยช้ากว่าตะวันตก จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อราคาทองคำในประเทศ โดยโซนประมาณ 69,700 บาท ถูกมองเป็นแนวรับสำคัญและจุดสะสมที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะกลางถึงยาว แม้ราคาทองอาจยังไม่ฟื้นตัวทันที แต่ภาพระยะยาวยังมีโอกาสกลับเป็นขาขึ้นได้อีกครั้ง

    .

    ทำไม Bond Yield สูงขึ้นถึงกดดันทองคำ? เพราะนักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า ทำให้เงินไหลออกจากทองคำ

    เงินบาทอ่อนค่ามีผลต่อทองคำไทยอย่างไร? เงินบาทอ่อน ทำให้ราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นได้แรงกว่าราคาทองโลก

    ถ้า Fed ขึ้นดอกเบี้ยอีก ทองจะลงต่อไหม? ระยะสั้นอาจถูกกดดัน แต่ถ้าเศรษฐกิจเริ่มเสี่ยง ทองอาจกลับขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

    ราคาน้ำมันสูงเกี่ยวอะไรกับทองคำ? น้ำมันแพงดันเงินเฟ้อสูง นักลงทุนจึงมักเข้าถือทองเพื่อป้องกันความเสี่ยง

    โซน 69,700 บาทยังน่าสะสมไหม? หลายมุมมองยังมองว่าน่าสนใจสำหรับทยอยสะสมระยะยาว แต่ควรแบ่งไม้ลงทุนและบริหารความเสี่ยง

    .

    เขียนโดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD  

    รับชมเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/31WalA-mL40

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold 

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-25-05-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I7L3LuTqMSdyBRR373R2H

  • ตราดเปิดเวทีรับฟังสร้างถนนบูรพาชลทิตเฟส 3 ชูหนุนท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ ชาวบ้านห่วงกระทบเลี้ยงหอยนางรม

    ตราดเปิดเวทีรับฟังสร้างถนนบูรพาชลทิตเฟส 3 ชูหนุนท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ ชาวบ้านห่วงกระทบเลี้ยงหอยนางรม

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/149898&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gCzhfpHe776r778dxgoE7

  • “สิริพงศ์” เร่งดันงานวิจัยสู่รูปธรรม “รถไฟไฮบริดอินทรีย์เมฆา”-รถไฟท่องเที่ยวสุดหรู -รถไฟแอร์ชั้น 3 | เดลินิวส์

    “สิริพงศ์” เร่งดันงานวิจัยสู่รูปธรรม “รถไฟไฮบริดอินทรีย์เมฆา”-รถไฟท่องเที่ยวสุดหรู -รถไฟแอร์ชั้น 3 | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 25 พ.ค. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายการดำเนินงานแก่สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) หรือ สทร. ว่า ได้ให้ สทร. เร่งวิจัย พัฒนา และสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีระบบราง พร้อมขับเคลื่อนการสร้างหัวรถจักร ล้อเลื่อน ขบวนรถโดยสาร และตู้โบกี้โดยสารภายในประเทศให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรมในระยะเวลาอันสั้น โดยให้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ และเอกชนนำงานวิจัย และนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อนำมาสู่การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน และการจ้างงานภายในประเทศ และการนำไอเดียรถ Dual-Mode Vehicle (DMV) ที่ใช้ในระบบล้อ และรางร่วมกัน ซึ่งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เห็นด้วยในหลักการ ขอให้ สทร. พิจารณาศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ DMV บนเส้นทางราง เพื่อลดการขาดทุนของผลประกอบการเดินรถของ รฟท.

    นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา สทร. ได้ผลผลิตที่สำคัญต่อการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทางรางของไทยหลายโครงการ ได้แก่ 1. การพัฒนาขบวนรถไฟไทยไฮบริดในปีงบประมาณ 2568 สทร. ได้ผลผลิตโมเดลรถไฟไฮบริดที่ออกแบบขึ้นมาใหม่ภายใต้ชื่อ “อินทรีย์เมฆา” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากอาวุธโบราณของไทยคือ ง้าว (NGAO Inspiration) ขณะนี้การออกแบบแล้วเสร็จ ทั้งภายนอก และภายใน ปัจจุบันอยู่ระหว่างผลิตรถไฟต้นแบบ 1 ขบวน ประกอบด้วย ตู้โดยสาร 4 ตู้ รวมหัวรถจักรหน้าหลัง มูลค่าการผลิตรวมประมาณ 400 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2572 หากผลิตจำนวนมาก ต้นทุนในการผลิตจะลดลง โดยจะนำไปเป็นต้นแบบในการพัฒนาขบวนรถไฟ รองรับการเปิดให้บริการรถไฟทางคู่

    โดยโมเดลรถไฟนี้ได้รับความร่วมมือจากสถานทูตอิตาลี ประจำประเทศไทย และบริษัทดีไซเนอร์ชั้นนำระดับโลก Blue Engineering S.r.l. มาร่วมออกแบบ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับคนไทย เตรียมจดลิขสิทธิ์ในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ในการผลิตขอให้ส่งเสริมการใช้อุตสาหกรรมภายในประเทศ ลดการนำเข้าและเพิ่มการผลิตในประเทศ (Local Content) 2. ต้นแบบรถไฟท่องเที่ยว “Siamese Train” ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการความร่วมมือ (MOA) กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อพัฒนารถไฟท่องเที่ยงเชิงประวัติศาสตร์ และสร้างประสบการณ์ในการเดินทางระดับหรู (Luxury Tourist Train) ด้วยการรีโนเวทจากโบกี้รถไฟ JR West ที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว มาออกแบบ และตกแต่งใหม่ ปัจจุบันออกแบบแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างผลิตขบวนรถต้นแบบ 5 ตู้โดยสาร วงเงินประมาณ 65 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569

    3. การปรับปรุงรถไฟโดยสารชั้น 3 เป็นรถปรับอากาศ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาตู้โดยสารต้นแบบ 1 ตู้ ใช้งบประมาณปี 2569 จำนวน 12 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 และส่งมอบให้ รฟท. เป็นต้นแบบในการดำเนินการต่อไป ซึ่งหากผลการพัฒนาสำเร็จจะช่วยลดการนำเข้ารถไฟจากต่างประเทศ ส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตรถไฟภายในประเทศ และการจ้างแรงงานไทยด้วย ทั้งนี้หากซื้อตู้โดยสารใหม่แบบปรับอากาศ ราคาอยู่ที่ตู้ละประมาณ 50 ล้านบาท 4. การจดอนุสิทธิบัตร วัสดุโฟมดูดกลืนเสียงที่มีส่วนผสมจากยางธรรมชาติสำหรับกำแพงกันเสียงในระบบราง ซึ่งในการผลิตจะใช้ยางพาราภายในประเทศช่วยส่งเสริมผลผลิตของเกษตรกร ทั้งนี้การสนับสนุนการใช้ยางพาราต้องกำหนดราคาที่เป็นกลางให้สามารถผลิตได้จริง และเกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจสูงสุด และไม่กระทบกับราคายางภายในประเทศ

    นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า ได้กำชับให้ สทร. ต้องนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ และให้ทำความร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการพัฒนาต่อยอดร่วมกัน ทั้งนี้ สทร. จัดทำ และเผยแพร่มาตรฐานระบบรางมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้าและอาณัติสัญญาณ งานก่อสร้าง การทดสอบ และการบำรุงรักษา เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้สนับสนุนการพัฒนาระบบราง และยกระดับความปลอดภัยแก่ผู้ใช้บริการมากขึ้น

    ด้าน น.ส.เพียงออ เลาหะวิไลย ผู้อำนวยการ สทร. กล่าวว่า สทร. ได้จัดทำมาตรฐานระบบรางแล้วเสร็จหลายมาตรฐาน มี 6 มาตรฐานสำหรับงานโครงการรถไฟความเร็วสูง ที่ได้รับการรับรองจากสภาวิศวกรแล้ว และนำไปเป็นข้อบังคับในการกำหนดรายละเอียดต่างๆ ในการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีด) ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ได้แก่ มาตรฐานการเก็บตัวอย่างคอนกรีตสดในสนาม, มาตรฐานการทดสอบการยุบตัวของคอนกรีตสด, มาตรฐานการทดสอบการไหลแผ่ของคอนกรีต, มาตรฐานการทดสอบอุณหภูมิของคอนกรีต, มาตรฐานการทดสอบค่าการเยิ้มของคอนกรีตสด และมาตรฐานการทดสอบปริมาณอากาศคอนกรีต โดยวิธีความดัน ทั้งนี้การกำหนดมาตรฐานระบบราง ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่จะมีมาตรฐานเป็นของตัวเอง สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย ที่ผ่านมาจะใช้ของต่างประเทศ

    ขณะนี้ประเทศไทยยังตามประเทศมาเลเซียอยู่ เพราะขณะนี้มาเลเซียสามารถผลิตขบวนรถไฟได้เองแล้ว ขณะที่ประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตรถไฟเองได้ ส่วนประเทศเวียดนามก็เริ่มจะผลิตขบวนรถไฟเองแล้ว ดังนั้นเราจะต้องเร่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมถึงผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรม เปลี่ยนโหมดเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตรถไฟ และผลิตชิ้นส่วนต่างๆ โดยใช้ชิ้นส่วนในประเทศ เพราะขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีอุตสาหกรรมระบบราง ซึ่งเบื้องต้น สทร. เตรียมจะเชิญผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ประมาณ 35 ราย และผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมประมาณ 100 ราย มาร่วมหารือ  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5892009/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s9J6c3__kvf4JP7nfuNcJ

  • “ภัทรพงศ์” จับมือ ททท.-สายการบิน ผุดไอเดียท่องเที่ยวเมืองรอง รวมแพ็คเกจตั๋วเครื่องบิน ที่พักพร้อมอาหาร กระจายรายได้

    “ภัทรพงศ์” จับมือ ททท.-สายการบิน ผุดไอเดียท่องเที่ยวเมืองรอง รวมแพ็คเกจตั๋วเครื่องบิน ที่พักพร้อมอาหาร กระจายรายได้

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/business/149888&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PgmPGjZ9YtEMQpbRc1yaU

  • เตรียมพบ “บ้านหลวงมิวสิคเฟสติวัล” ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ กระตุ้นท่องเที่ยวอำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน | TOPNEWS

    เตรียมพบ “บ้านหลวงมิวสิคเฟสติวัล” ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ กระตุ้นท่องเที่ยวอำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน | TOPNEWS

    “ดร.รัฐรุจน์ ปิยะพงศ์ภัทร์” อดีตผู้สมัคร สส.ชลบุรี ในฐานะ “เขยบ้านหลวง” เตรียมจัดงาน “บ้านหลวงมิวสิคเฟสติวัล” ภายใต้ชื่อคอนเสิร์ตสุดแนว “ตามรอยควาย” ควักงบจัดใหญ่ระเบิดความสนุกข้ามปี 31 ธ.ค. 69 – 1 ม.ค. 70 คืนความสุขกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    ดร.รัฐรุจน์ ปิยะพงศ์ภัทร์ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 จังหวัดชลบุรี และเขยอำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน เตรียมจัดงาน “บ้านหลวงมิวสิคเฟสติวัล” ภายใต้ชื่อคอนเสิร์ต “ตามรอยควาย” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อำเภอบ้านหลวง พร้อมสร้างสีสันช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

    งานดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2569 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2570 ณ สนามโรงพักเก่า ตำบลสวด อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน โดยแนวคิดการจัดงานเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสคล้ายวันเกิดของคุณฐิตาภัสร์ ปิยะพงศ์ภัทร์ ภรรยาของ ดร.รัฐรุจน์ ซึ่งต้องการใช้โอกาสนี้สร้างกิจกรรมดี ๆ คืนสู่บ้านเกิดและชุมชนท้องถิ่น

    สำหรับเวทีคอนเสิร์ตภายในงาน จะได้รับการดูแลโดย “เสี่ยอิ๊ดแม่อิงมิวสิค” จากจังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นทีมงานที่มีชื่อเสียงด้านการจัดแสง สี เสียง และเวทีคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ คาดว่าจะสร้างความคึกคักและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั้งในและนอกจังหวัดเข้าร่วมงานจำนวนมาก

    ทั้งนี้ ผู้จัดงานตั้งเป้าหมายให้ “บ้านหลวงมิวสิคเฟสติวัล” เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่ช่วยประชาสัมพันธ์เสน่ห์ของอำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ซึ่งมีธรรมชาติและวัฒนธรรมที่สวยงามไม่แพ้อำเภอท่องเที่ยวชื่อดังอื่น ๆ ของจังหวัดน่าน

    อย่างไรก็ตาม จะมีการแถลงข่าวเปิดตัวงานอย่างเป็นทางการอีกครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อเปิดเผยรายละเอียดกิจกรรม ศิลปิน และรูปแบบการจัดงานต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1583604&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hgq4csCE3iM0UyVisc8vx

  • คมนาคมรุกเที่ยวเมืองรอง นำร่อง 7 สนามบิน ผุดไอเดียแพ็กเกจ บิน-พัก-กิน ครบวงจร

    คมนาคมรุกเที่ยวเมืองรอง นำร่อง 7 สนามบิน ผุดไอเดียแพ็กเกจ บิน-พัก-กิน ครบวงจร

    คมนาคม จับมือ ททท. และสายการบิน นำร่อง 7 สนามบินเมืองรอง จัดแพ็กเกจท่องเที่ยวครบวงจร พร้อมดันหัวหินเป็นฮับ Wellness รับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองผ่านท่าอากาศยานในสังกัดของกรมท่าอากาศยานว่า การประชุมดังกล่าว ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ,นายธานี ธราภาค กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม-แลนดาร์ช จำกัด (EZY AIRLINES) และ นายพิชิต สถาปัตยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน)  โดยได้พบหารือเพื่อขับเคลื่อน และบูรณาการทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น กรมท่าอากาศยาน สายการบิน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อส่งเสริมให้เกิดเส้นทางการท่องเที่ยว กระตุ้นการเดินทางในเมืองรอง กระจายรายได้สู่ประชาชน และทุกภาคส่วน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายสำคัญของกระทรวงคมนาคม ที่ต้องการยกระดับท่าอากาศยานให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระดับภูมิภาค (Airport for Regional Development)

    นำร่อง 7 สนามบินเมืองรอง จัดแพ็กเกจครบวงจร “บิน-พัก-กิน”

    จากการหารือเบื้องต้น ได้มีการเสนอจัดทำแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยจะนำร่องในพื้นที่ท่าอากาศยาน 7 แห่ง ประกอบด้วย:

    • ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช

    • ท่าอากาศยานลำปาง

    • ท่าอากาศยานแม่ฮ่องสอน

    • ท่าอากาศยานหัวหิน

    • ท่าอากาศยานร้อยเอ็ด

    • ท่าอากาศยานน่านนคร

    • ท่าอากาศยานแพร่

    โดยรูปแบบจะเป็น “แพ็กเกจท่องเที่ยว” ที่รวมทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และอาหารไว้ในที่เดียว เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความคุ้มค่าให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งจะมีการหารือรายละเอียดเชิงลึกและเชิญชวนสายการบินอื่นๆ เข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมในอนาคต

    ปักหมุด 3 ฮับการบินภูมิภาค เชื่อมต่อการเดินทาง

    นอกจากแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวแล้ว กระทรวงคมนาคมยังมีแผนผลักดันให้เกิดศูนย์กลางการบินในแต่ละภูมิภาค เพื่อทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อไปยังเมืองรองต่างๆ ดังนี้

    1. ภาคเหนือ ท่าอากาศยานเชียงใหม่

    2. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ท่าอากาศยานอุดรธานี

    3. ภาคใต้ ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี

    นายภัทรพงศ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนกำลังพยายามผลักดันแนวคิดที่จะทำให้ท่าอากาศยานหัวหิน เป็นท่าอากาศยานที่สามารถรองรับเที่ยวบินต่างประเทศให้กลับมาบินได้อีกครั้ง เพื่อดึงนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพการใช้จ่ายสูง พักอาศัยในระยะยาว โดยเชื่อมโยงกับศูนย์กลางทางการแพทย์ เน้นจุดขายในการรักษาและการพักผ่อนเชิงสุขภาพไปพร้อมกัน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2935228&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LZ95njZ7zbg-vhA5BNhGx