Blog

  • เม็กซิโกเร่งเจรจาสหรัฐฯ หวังลดภาษีเหล็ก-อะลูมิเนียม-รถยนต์ : อินโฟเควสท์

    เม็กซิโกเร่งเจรจาสหรัฐฯ หวังลดภาษีเหล็ก-อะลูมิเนียม-รถยนต์ : อินโฟเควสท์

    มาร์เซโล เอบราร์ด รัฐมนตรีเศรษฐกิจเม็กซิโก เปิดเผยว่า เม็กซิโกกำลังผลักดันให้สหรัฐฯ ปรับลดภาษีนำเข้าเหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์ ขณะที่การเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศยังดำเนินต่อไป

    เอบราร์ดกล่าวว่า แม้ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศมีความคืบหน้า และได้หารือกับ เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เกือบทุกวัน แต่การเจรจาเพื่อลดภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บตามมาตรา 232 แห่งกฎหมายขยายการค้าของสหรัฐฯ (Trade Expansion Act of 1962) ยังไม่ได้ข้อยุติ

    “สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือการปกป้องธุรกิจและการจ้างงานในเม็กซิโก ท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังเปลี่ยนแปลง” เอบราร์ดกล่าวระหว่างเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีการค้า G20 ที่เมืองมิลวอกี รัฐวิสคอนซิน เมื่อวันพฤหัสบดี (1 ต.ค.)

    ปัจจุบัน สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถบรรทุกขนาดเล็กในอัตรา 25% โดยรถยนต์จากเม็กซิโกที่เข้าเกณฑ์จะเสียภาษีเฉพาะมูลค่าชิ้นส่วนที่ผลิตนอกสหรัฐฯ ส่วนภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมจากเม็กซิโกในอัตรา 50% ที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำหนดไว้นั้น ทั้งสองประเทศอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อลดหรือยกเลิกภาษีดังกล่าว

    เอบราร์ดกล่าวว่า เม็กซิโกยังต้องติดตามมาตรการการค้าเพิ่มเติมจากรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรการที่เกี่ยวข้องกับปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน

    เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีตามมาตรา 301 จากประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน รัฐมนตรีเศรษฐกิจเม็กซิโกระบุว่า ประเด็นดังกล่าวไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นหารือในการประชุมระหว่างสองประเทศเมื่อวันพฤหัสบดี และเม็กซิโกกำลังรอการตัดสินใจจากสหรัฐฯ

    เอบราร์ดย้ำว่า การรักษาสถานะของเม็กซิโกในตลาดสหรัฐฯ ยังคงเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก โดยข้อมูลทางการระบุว่า สหรัฐฯ เป็นปลายทางของสินค้าส่งออกที่ไม่ใช่น้ำมันจากเม็กซิโกราว 85% ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้

    เอบราร์ดเสริมว่า การรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของเม็กซิโกจำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมในเวทีการค้าระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนแปลง และสหรัฐฯ รวมถึงประเทศเศรษฐกิจอื่น ๆ กำลังพิจารณามาตรการใหม่

    โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/658185&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw238guPc4h1HJLfl8t3faZx

  • ไทยช่วยไทยพลัส จะต้องคืนเงินไหม ถ้าใช้ไม่ครบ หลัง 31 ต.ค. ครบ 1 เดือนพอดี

    ไทยช่วยไทยพลัส จะต้องคืนเงินไหม ถ้าใช้ไม่ครบ หลัง 31 ต.ค. ครบ 1 เดือนพอดี

              ไทยช่วยไทยพลัส จะต้องคืนเงินไหม ถ้าใช้ไม่ครบ หลังจากจบวันที่ 31 ตุลาคม ครบ 1 เดือนพอดี มีคำตอบ

    ไทยช่วยไทยพลัส

              วันที่ 2 ตุลาคม 2569 ไทยช่วยไทยพลัส เข้าสู่ช่วงเวลาการต่ออายุ ได้รับเงิน 1,000 บาทกันไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหลายคนก็ยังสงสัยว่า เงินก้อนนี้จะมีเงื่อนไขการใช้แบบเดิมคือ เดือนต่อเดือนไหม ถ้าจบวันที่ 31 ตุลาคม 2569 จะเป็นยังไง

              สำหรับ ไทยช่วยไทยพลัส (เพิ่มเติม) รอบนี้ ถ้าหากจบวันที่ 31 ตุลาคม นี้ แม้เงินเหลือก็ยังสามารถใช้ต่อได้ เนื่องจากอายุโครงการครั้งนี้ ใช้ใน 2 เดือน ไม่ใช่ 1 เดือน เท่ากับว่า เงิน 1,000 บาทนี้ ใช้ได้ถึง 30 พฤศจิกายน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view304112.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04iVJ9B6CNgJfFzCMyRQz8

  • ธปท.เปิดจุดเปราะบาง “เศรษฐกิจไทย” เร่งคุม BNPL หวั่นซ้ำเติมหนี้

    ธปท.เปิดจุดเปราะบาง “เศรษฐกิจไทย” เร่งคุม BNPL หวั่นซ้ำเติมหนี้

    ธปท.เปิด 5 จุดเปราะบาง “เศรษฐกิจไทย” ปี 2569 จับตา 30% ครัวเรือนรายได้ไม่พอ ห่วง BNPL โตเร็ว ซ้ำเติมหนี้ครัวเรือน พร้อมจับตา SMEs อสังหาฯ และสภาพคล่องธุรกิจรายใหญ่

    2 ต.ค.2569 – ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่ รายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทย 2569 โดยระบุว่า ระบบการเงินไทยในภาพรวมยังมีเสถียรภาพ โดยธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร และสหกรณ์ออมทรัพย์ยังมีฐานะอยู่ในเกณฑ์ดี ขณะที่ตลาดการเงินยังสามารถทำหน้าที่สนับสนุนเศรษฐกิจได้ตามปกติ

    อย่างไรก็ดีภายใต้ความไม่แน่นอนจากสงครามในตะวันออกกลางและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ทั่วถึง ยังมี 5 จุดเปราะบางสำคัญ ที่ต้องจับตา ทั้งจากภาคต่างประเทศและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ประกอบด้วย

    1. สงคราม–พลังงาน กระทบต้นทุนไทยผ่าน 3 ช่องทาง

    รายงานระบุว่า ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางยังไม่หมดไป แม้สถานการณ์จะคลี่คลายลงบ้าง โดย ธปท.ประเมินว่าผลกระทบต่อไทยส่งผ่านหลัก ๆ 3 ช่องทาง ได้แก่ ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น การขาดแคลนวัตถุดิบ และความผันผวนของราคาสินทรัพย์และอัตราผลตอบแทนในตลาดการเงิน

    โดยไทยมีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงดังกล่าวค่อนข้างมาก เพราะพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วน มากกว่า 60% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยมีข้อจำกัดด้านกันชนรองรับแรงกระแทกมากขึ้น จากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง พื้นที่ทางการคลังที่จำกัด ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ดีผลกระทบเริ่มเห็นผ่านต้นทุนสินค้าและบริการ โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง ขณะที่กลุ่มขนส่ง วัสดุก่อสร้าง เกษตร รวมถึงท่องเที่ยวและโรงแรม มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น หากต้นทุนไม่สามารถส่งผ่านไปยังราคาขายได้เต็มที่ ก็จะกดดันกำไรและท้ายที่สุดอาจกระทบคุณภาพสินเชื่อของสถาบันการเงิน

    2. ครัวเรือน 30% เสี่ยง “รายได้ไม่พอรายจ่าย”

    ในรายงานระบุถึง จุดเปราะบางที่กระทบประชาชนโดยตรง คือฐานะการเงินของครัวเรือน ธปท.ประเมินว่า ประมาณ 30% ของครัวเรือนทั้งหมดอาจมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้บางครัวเรือนต้องนำเงินออมออกมาใช้ หรือเปลี่ยนสินทรัพย์ทางการเงินเป็นสภาพคล่องเพื่อประคองการดำรงชีวิต

    โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ย ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน พบว่าประมาณหนึ่งในสามอยู่ในกลุ่มเปราะบางหรือจำเป็นต้องพึ่งเงินเก็บ เนื่องจากรายได้แทบไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายและภาระหนี้ในแต่ละเดือน หากเงินเก็บไม่เพียงพอ อาจต้องกู้เพิ่มเพื่อชดเชยรายได้ที่ขาดหาย และทำให้การหลุดพ้นจากกับดักหนี้ทำได้ยากขึ้น นอกจากนี้ ความสามารถของครัวเรือนในการรับมือกับ Income Shock ยังจำกัด ขณะที่สินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้มีแนวโน้มลด ทำให้ความสามารถในการรองรับภาวะฉุกเฉินลง

    3. SMEs ที่เก่งยังติดข้อจำกัดด้านเงินทุน

    ขณะที่อีกหนึ่งประเด็นเชิงโครงสร้างที่ ธปท.ให้ความสำคัญ คือ การจัดสรรเงินทุนที่ยังไม่ทั่วถึงและไม่มีประสิทธิภาพ (Misallocation of Capital) ธุรกิจ SMEs มีความเปราะบางเพิ่มขึ้นจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น รวมถึงมีข้อจำกัดในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค ขณะที่กันชนทางการเงินของธุรกิจลดลงจากการเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจหลายระลอก

    ตัวเลขที่สะท้อนปัญหานี้ชัดเจนคือ เมื่อเปรียบเทียบธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% พบว่า SMEs เข้าถึงสินเชื่อธนาคารพาณิชย์เพียง 21% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่เข้าถึงได้ 63% ไม่เพียงเข้าถึงสินเชื่อยากกว่า แต่ SMEs ยังมีต้นทุนทางการเงินสูงกว่า โดย EIR ค่ากลางอยู่ที่ 7.8% สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก และ 6.6% สำหรับธุรกิจขนาดกลาง เทียบกับ 3.9% สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่

    “ภาพดังกล่าวสะท้อนปัญหาเงินทุนไปไม่ถึงธุรกิจที่มีศักยภาพและทำให้ SMEs มีข้อจำกัดในการลงทุน ปรับตัว และขยายธุรกิจ ยิ่งไปกว่านั้น สัดส่วน SMEs ที่มีฐานะการเงินสามารถรองรับ Income Shock ลดลงจาก 22.7% เหลือเพียง 7.7% ขณะที่กลุ่มที่มีฐานะการเงินเปราะบางเพิ่มจาก 24.1% เป็น 30.8%”

    4. อสังหาริมทรัพย์ซบเซา เสี่ยงโยงตลาดตราสารหนี้

    รายงาน เปิดเผยด้วยว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ อุปทานคงค้างในระดับสูง และต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้ซื้อได้เต็มที่ ทำให้สภาพคล่องของ developer บางรายตึงตัว โดยเฉพาะผู้ที่พึ่งพาการออก High Yield Bond หรือ HY Bond

    จุดที่ต้องจับตาคือ developer พึ่งพาเงินทุนทั้งจากสินเชื่อสถาบันการเงินและตลาดตราสารหนี้ หากตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซายืดเยื้อ รายได้และสภาพคล่องที่ลดลงอาจทำให้ความสามารถในการชำระหนี้อ่อนแอลง และเพิ่มความเสี่ยงในการ rollover ตราสารหนี้เมื่อครบกำหนด

    รายงานยังระบุว่า developer บางรายที่มีอันดับเครดิตอยู่ในระดับลงทุนได้ หรือ Investment Grade แต่เริ่มเข้าใกล้ระดับที่ไม่ควรลงทุน หากสงครามยืดเยื้อและกำลังซื้อในประเทศไม่ฟื้นตัว อาจนำไปสู่การปรับลดอันดับเครดิตและกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดตราสารหนี้

    อย่างไรก็ตาม ธปท.ประเมินว่าความเสี่ยงต่อภาคการเงินในปัจจุบัน ยังมีขนาดค่อนข้างจำกัด โดย ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 สินเชื่อของ developer คิดเป็น 3.3% ของสินเชื่อธุรกิจในระบบสถาบันการเงิน และตราสารหนี้ที่ออกโดย developer คิดเป็น 7.9% ของยอดคงค้างตราสารหนี้ภาคเอกชนทั้งหมด

    5. ฐานะการคลัง–หนี้สาธารณะ เป็นโจทย์ที่ต้องจับตา

    นอกจากความเสี่ยงจากภาคธุรกิจและครัวเรือนแล้ว ธปท.ยังติดตาม เสถียรภาพการคลัง อย่างใกล้ชิด หลังระดับหนี้สาธารณะและภาระดอกเบี้ยต่อรายได้อยู่ในระดับสูงและเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รายงานระบุถึงการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งอาจมีผลต่อการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ และมีนัยต่อทั้งเสถียรภาพตลาดการเงินและต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและเอกชน

    ขณะที่กรอบวินัยการคลังกำหนดเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ของ GDP โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ารัฐจะสามารถเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย รวมถึงการปฏิรูปด้านรายได้ เช่น การเพิ่ม VAT หากดำเนินการไม่ได้ตามแผน หนี้สาธารณะอาจเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและทำให้ภาระดอกเบี้ยของภาครัฐสูงขึ้นตามไปด้วย
    ห่วง BNPL โตเร็ว ซ้ำเติมหนี้ครัวเรือน

    รายงานระบุว่าด้วย ธปท. จับตาการขยายตัวของสินเชื่อ Buy Now Pay Later (BNPL) หลังพบว่าครัวเรือนบางกลุ่มเผชิญข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ยากขึ้น โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย ขณะที่ BNPL มีจุดเด่นด้านการเข้าถึงง่ายและเงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อที่ผ่อนปรนกว่าสินเชื่อทั่วไป จึงอาจกลายเป็นอีกช่องทางที่ครัวเรือนใช้เพื่อประคองค่าใช้จ่ายในช่วงที่รายได้ไม่เพียงพอ

    ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อครัวเรือนบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคจากสถาบันการเงินได้ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย จึงมีการหันไปพึ่งแหล่งเงินทุนอื่นมากขึ้น ทั้งการกู้จากสหกรณ์ การใช้บริการ BNPL ผ่านแพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์ รวมถึงโรงรับจำนำ และบางส่วนอาจต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ

    จุดที่ ธปท.ให้ความสำคัญคือ BNPL มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และอาจส่งผลต่อวินัยทางการเงินของประชาชน รวมถึงเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนในระยะยาว โดย ธปท.อยู่ระหว่างศึกษาและพิจารณาแนวทางกำกับดูแลผู้ให้สินเชื่อให้เหมาะสมกับพัฒนาการของธุรกิจดังกล่าว

    “โจทย์ใหญ่ คือ ครัวเรือนบางกลุ่มกำลังใช้สินเชื่อเพื่อรับมือกับปัญหารายได้และสภาพคล่อง หากรายได้ยังไม่ฟื้นตัว ขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายและหนี้ยังอยู่ในระดับสูง การเข้าถึงสินเชื่อที่ง่ายขึ้นอาจช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่องเฉพาะหน้า แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามต่อความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต”

    จับตาธุรกิจรายใหญ่ เสี่ยงสภาพคล่องตึงตัว หนี้สูง

    ด้านกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อระบบการเงิน หรือ SiCorp (Systemically Important Corporations) ยังคงมีภาระหนี้อยู่ในระดับสูง โดยสามารถลดภาระหนี้ได้ช้ากว่าบริษัทจดทะเบียนกลุ่มอื่น ทั้งในประเทศและต่างประเทศนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ทั่วถึง ทำให้ธุรกิจบางกลุ่มเผชิญความเสี่ยงด้านเครดิตเพิ่มขึ้น

    สำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ สงครามในตะวันออกกลางทำให้ความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และ Supply Disruptions ที่กล่าวข้างต้นมีความชัดเจนขึ้น โดยบริษัทในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และปิโตรเคมีบางรายได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่บางรายเผชิญการขาดแคลนวัตถุดิบจากการพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบในตะวันออกกลาง

    ธปท.ได้ประเมินความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง หรือ Liquidity Gap ของกลุ่ม SiCorp ภายใต้สถานการณ์ที่ราคาดีเซลเฉลี่ยปี 2569 เพิ่มจาก 32 บาทเป็น 38 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 20% พร้อมสมมติฐานว่าต้นทุนวัตถุดิบสำคัญ เช่น ปุ๋ย เม็ดพลาสติก และค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ Supply Disruptions ทำให้รายได้ลดลงจากการลดกำลังการผลิต และความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายแตกต่างกันในแต่ละธุรกิจ

    ผลการประเมินพบว่า SiCorp บางแห่งมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความเปราะบางอยู่เดิมและถูกซ้ำเติมด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบ

    กลุ่มที่ต้องจับตา ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเผชิญกำลังซื้ออ่อนแอและต้นทุนวัสดุก่อสร้างสูงขึ้น, ปิโตรเคมีบางรายที่มีปัญหาอุปทานส่วนเกิน และ ธุรกิจการค้า ที่ได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงในช่วงสงคราม ขณะที่ปิโตรเคมีบางรายได้รับผลกระทบจากการพึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง

    อย่างไรก็ตาม ธปท.ระบุว่า ธุรกิจรายใหญ่ส่วนใหญ่ยังมีฐานะการเงินที่เข้มแข็งและสามารถปรับตัวได้ เช่น การหาแหล่งผลิตใหม่ การเพิ่มสต็อกวัตถุดิบ และการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้ซื้อ รวมถึงสามารถจัดหาสภาพคล่องจากแหล่งเงินทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะตลาดตราสารหนี้ ซึ่งนักลงทุนยังคงให้น้ำหนักกับตราสารหนี้คุณภาพสูง

    ความเสี่ยงยังไม่ลามระบบการเงิน

    แม้ SiCorp บางรายมีสภาพคล่องตึงตัวขึ้น แต่ความเชื่อมโยงกับระบบการเงินยังอยู่ในระดับจำกัด โดยกลุ่มธุรกิจที่เปราะบางอยู่เดิมมีภาระหนี้กับสถาบันการเงินคิดเป็น 2% ของสินเชื่อธุรกิจทั้งระบบ และมียอดคงค้างตราสารหนี้คิดเป็น 1.9% ของตราสารหนี้ภาคเอกชนทั้งหมด ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจาก Supply Disruptions มีภาระหนี้กับสถาบันการเงินเพียง 0.4% ของสินเชื่อธุรกิจทั้งระบบ

    ธุรกิจรายใหญ่ยังไม่ได้กำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องทั้งระบบ แต่คือ บางบริษัทเริ่มมี Liquidity Gap สูงขึ้น หากต้นทุนเพิ่ม รายได้ลด และสถานการณ์ยืดเยื้อ ซึ่ง ธปท.จำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหากสถานการณ์สงครามมีความรุนแรงหรือยืดเยื้อกว่าที่คาด

    รายงานฉบับเต็ม : www.bot.or.th

    อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://moneyandbanking.co.th/2026/275302/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2s_XGGGaGswKvE3q2QbD85

  • นายกฯ ร่วมงานวันชาติเกาหลี ปลื้มความสัมพันธ์แน่นแฟ้นทุกมิติ

    นายกฯ ร่วมงานวันชาติเกาหลี ปลื้มความสัมพันธ์แน่นแฟ้นทุกมิติ

    นายกฯ ร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสวันชาติสาธารณรัฐเกาหลี ประจำปี 2569 ย้ำความสัมพันธ์ไทย–เกาหลีใต้แน่นแฟ้น พร้อมเดินหน้าความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์–เศรษฐกิจ

    2 ตุลาคม 2569 – เวลา 18.30 น. ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมแชงกรี-ลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสวันชาติสาธารณรัฐเกาหลี ประจำปี 2569 โดยมีนายพัก ยงมิน (H.E. Mr. Park Yongmin) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทยให้การต้อนรับ

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีต่อรัฐบาลและประชาชนสาธารณรัฐเกาหลี เนื่องในวันชาติ พร้อมย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งมีรากฐานจากความร่วมมือและมิตรภาพที่ยาวนาน โดยเมื่อกว่า 7 ทศวรรษที่ผ่านมา ไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ส่งกำลังทหารเข้าร่วมสงครามเกาหลี และยืนเคียงข้างสาธารณรัฐเกาหลีเพื่อสันติภาพและเสรีภาพ ความสัมพันธ์ดังกล่าวได้พัฒนาเป็น หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ครอบคลุมทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

    นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงโอกาสในการพบหารือกับประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลีในช่วงที่ผ่านมา ทั้งที่เมืองคยองจูในห้วงการประชุมเอเปคปีที่ผ่านมา และที่นครนิวยอร์กเมื่อการประชุม UNGA สัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมแสดงความมุ่งหวังที่จะได้พบกันอีกในอนาคตอันใกล้

    นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ประชาชนคือหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–เกาหลีใต้ โดยไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวเกาหลี ขณะที่วัฒนธรรมเกาหลีได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในประเทศไทย ตั้งแต่ละครเกาหลี อาหาร ไปจนถึงวัฒนธรรม K-pop ซึ่งได้รับความนิยมในระดับโลก อาทิ BTS และ ลิซ่า BLACKPINK สะท้อนถึงความใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

    ในด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สาธารณรัฐเกาหลีเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย และไทยยินดีต้อนรับการลงทุนจากเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น โดยหวังว่าการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (Comprehensive Economic Partnership Agreement: CEPA) ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ จะช่วยเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศให้เติบโตยิ่งขึ้น พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าไทยและเกาหลีใต้จะสามารถยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

    ในโอกาสเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตพัก ยงมิน ซึ่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในประเทศไทยในปีนี้ สำหรับความทุ่มเทในการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย–เกาหลีใต้ พร้อมอวยพรให้ประสบความสุขและความสำเร็จในภารกิจต่อไป โดยกล่าวถึงมิตรภาพ ความอบอุ่น และความเป็นกันเองของเอกอัครราชทูตฯ ซึ่งจะเป็นที่จดจำของฝ่ายไทย

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวคำอวยพรและเชิญชวนผู้เข้าร่วมงานดื่มอวยพรแด่มิตรภาพอันยั่งยืนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี รวมถึงประชาชนของทั้งสองประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1081413/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BWHtpsYVBQPM2l6CQkgoW

  • เวียดนามยกระดับระบบการชำระเงินด้วย QR Code ข้ามพรมแดน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ เชื่อม 6 ตลาดเอเชีย

    เวียดนามยกระดับระบบการชำระเงินด้วย QR Code ข้ามพรมแดน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ เชื่อม 6 ตลาดเอเชีย

    เนื้อข่าว 

    เวียดนามเดินหน้าปรับทิศทางการพัฒนาระบบการชำระเงินด้วย QR Code ข้ามพรมแดน จากเดิมที่มุ่งเน้นการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานจริงและการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการนำระบบที่เชื่อมโยงกับต่างประเทศแล้วมาใช้สนับสนุนการท่องเที่ยว การค้าปลีก และการค้าระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม 

    image.png

    ทั้งนี้ ในการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การส่งเสริมการชำระเงินด้วย QR Code ข้ามพรมแดน: ปัจจัยขับเคลื่อนใหม่สำหรับการค้าปลีกและการท่องเที่ยว” (Promoting Cross-Border QR Payments: New Drivers for Retail and Tourism) เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นาย Pham Tien Dung รองผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติเวียดนาม (State Bank of Vietnam: SBV) ระบุว่า การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ขณะที่เป้าหมายสำคัญคือการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายถึงการทำให้ระบบการชำระเงินที่เชื่อมโยงกันสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและสร้างมูลค่าให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว การบริโภค และการค้าระหว่างประเทศ

    พัฒนาการดังกล่าวสอดคล้องกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของระบบการชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสด ในเวียดนาม โดย ณ สิ้นปี 2568 ประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปเกือบร้อยละ 89 มีบัญชีสำหรับทำธุรกรรมกับธนาคารหรือสถาบันที่ได้รับอนุญาต ขณะที่มูลค่าการชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสดมีมากกว่า 28 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และในช่วงปี 2564–2568 จำนวนและมูลค่าธุรกรรมการชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสดมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 58.86 และร้อยละ 24.36 ตามลำดับ แนวโน้มดังกล่าวยังคงดำเนินต่อเนื่องในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 โดยจำนวนธุรกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 34.56 และมูลค่าธุรกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.26 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การชำระเงินผ่าน QR Code มีจำนวน 311 ล้านรายการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.66 คิดเป็นมูลค่า 274.2 ล้านล้านเวียดนามด่ง หรือประมาณ 10,600 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.85 สะท้อนให้เห็นว่าการชำระเงินดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนสำคัญของระบบการชำระเงินภายในประเทศ และเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาระบบการชำระเงินข้ามพรมแดน

    จากฐานการใช้งานภายในประเทศดังกล่าว ธนาคารแห่งชาติเวียดนามจึงได้ส่งเสริมความร่วมมือด้านการชำระเงินรายย่อยผ่าน QR Code ในลักษณะทวิภาคีกับประเทศไทย สปป.ลาว กัมพูชา จีน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ พร้อมทั้งขยายการเชื่อมโยงกับตลาดอื่นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณธุรกรรมระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ธุรกรรมของผู้เดินทางจากประเทศไทย สปป.ลาว และกัมพูชาที่ใช้บริการชำระเงินในเวียดนามเพิ่มขึ้น 8 เท่าในด้านจำนวน และ 6 เท่าในด้านมูลค่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกัน ผู้ใช้บริการชาวเวียดนามที่ทำธุรกรรมในทั้ง 3 ประเทศดังกล่าวมีจำนวนธุรกรรมเพิ่มขึ้น 5 เท่า และมูลค่าธุรกรรมเพิ่มขึ้น 4 เท่า ทั้งนี้ จีนมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะตลาดสำคัญของระบบ VietQRGlobal โดยบริษัทเครือข่ายการชำระเงินแห่งชาติของเวียดนาม (National Payment Corporation of Vietnam: NAPAS) ได้เชื่อมโยงระบบกับ UnionPay International (UPI) เมื่อเดือนธันวาคม 2568 กับ Alipay เมื่อเดือนเมษายน 2569 และกับ Weixin Pay เมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ส่งผลให้ภายในเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นเวลาเพียง 4 เดือนหลังเริ่มขยายการเชื่อมโยง ธุรกรรมของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ใช้แอปพลิเคชันชำระเงินของจีนสแกน VietQRGlobal ในเวียดนามเพิ่มขึ้น 3 เท่าในด้านจำนวน และ 4 เท่าในด้านมูลค่าเมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2569 นอกจากนี้ NAPAS ยังได้ขยายการเชื่อมโยงระบบชำระเงินด้วย QR Code กับสิงคโปร์และเกาหลีใต้เพิ่มเติมในปี 2569

    อย่างไรก็ตาม การขยายเครือข่ายดังกล่าวทำให้ประเด็นสำคัญของการพัฒนาระบบเปลี่ยนจากการพิจารณาว่าสามารถเชื่อมโยงระบบได้หรือไม่ไปสู่การพิจารณาว่าระบบที่เชื่อมโยงแล้วสามารถใช้งานได้อย่างแพร่หลาย มีประสิทธิภาพ และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้เพียงใด โดยรองผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติเวียดนามเห็นว่า การประเมินความสำเร็จไม่ควรพิจารณาจากจำนวนประเทศหรือตลาดที่เชื่อมโยงได้เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาควบคู่กันทั้งการใช้งานจริง ความครอบคลุมของจุดรับชำระเงิน คุณภาพการให้บริการ ต้นทุนการทำธุรกรรม ความสะดวกในการใช้งาน และมูลค่าที่เกิดขึ้นแก่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ดังนั้น ระยะต่อไปของ VietQRGlobal จึงจำเป็นต้องมุ่งเพิ่มจำนวนธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง ขยายเครือข่ายร้านค้าและจุดรับชำระเงิน ตลอดจนยกระดับประสบการณ์การชำระเงินของผู้ใช้บริการระหว่างประเทศ

    ขณะเดียวกัน การเชื่อมโยงระบบการชำระเงินในระดับระหว่างประเทศที่กว้างขวางขึ้นย่อมทำให้ข้อกำหนดด้านความมั่นคงปลอดภัยและการบริหารความเสี่ยงมีความสำคัญเพิ่มขึ้น เนื่องจากธุรกรรมข้ามพรมแดนเกี่ยวข้องกับธนาคาร ระบบประมวลผลหรือระบบสับเปลี่ยนธุรกรรมการชำระเงิน ผู้ให้บริการตัวกลาง บริษัทเทคโนโลยี และแพลตฟอร์มดิจิทัล ตลอดจนอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและกฎระเบียบของหลายประเทศที่แตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ ธนาคารแห่งชาติเวียดนามจึงเน้นย้ำว่าการขยายการเชื่อมโยงต้องดำเนินควบคู่กับการรักษาคุณภาพและความปลอดภัยของระบบ โดยครอบคลุมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การป้องกันการฉ้อโกง มาตรการป้องกันและต่อต้านการฟอกเงิน (Anti-Money Laundering: AML) การคุ้มครองข้อมูล การคุ้มครองสิทธิของลูกค้า และการรักษาความต่อเนื่องของการให้บริการชำระเงินและการชำระดุล

    ประสบการณ์จากระบบการชำระเงินภายในประเทศยังสะท้อนถึงความจำเป็นของมาตรการดังกล่าว โดยนับตั้งแต่การเปิดใช้งานระบบ SIMO เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ระบบได้ออกคำเตือนแก่ลูกค้ามากกว่า 5.1 ล้านรายการ และมีลูกค้าเกือบ 1.7 ล้านรายระงับหรือยกเลิกธุรกรรมภายหลังได้รับคำเตือน โดยธุรกรรมที่เกี่ยวข้องมีมูลค่ามากกว่า 5.7 ล้านล้านเวียดนามด่ง ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงบทบาทของกลไกบริหารความเสี่ยงและการป้องกันธุรกรรมที่อาจมีความผิดปกติในการสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการชำระเงิน ทั้งนี้ นาย Pham Tien Dung เน้นย้ำว่า ความปลอดภัยและความเชื่อมั่นต้องเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้เทคโนโลยีจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่หลักการด้านการคุ้มครองผู้ใช้บริการ การกำหนดความรับผิดชอบอย่างชัดเจน การควบคุมความเสี่ยง และการรักษาความสามารถในการรองรับและฟื้นตัวจากเหตุขัดข้องของระบบจะต้องได้รับการให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ การพัฒนาระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน มิใช่เป็นภารกิจของภาคธนาคารเพียงฝ่ายเดียว โดยต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของธนาคาร องค์กรให้บริการชำระเงิน บริษัทเทคโนโลยี ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการค้าปลีก และผู้ประกอบการรายย่อยหรือธุรกิจครัวเรือน เพื่อขยายการยอมรับระบบและเพิ่มการใช้งานในกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง ดังนั้น ทิศทางการพัฒนา VietQRGlobal ในระยะต่อไปจึงครอบคลุมทั้งการขยายการเชื่อมโยงระหว่างประเทศ การเพิ่มจำนวนและมูลค่าธุรกรรม การขยายจุดรับชำระเงิน และการยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของบริการ เพื่อให้ระบบการชำระเงินดิจิทัลสามารถรองรับการเดินทาง การบริโภค และการค้าข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ในภาพรวม เวียดนามมีเป้าหมายที่จะต่อยอดข้อได้เปรียบจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การชำระเงินดิจิทัล และการยอมรับการใช้บริการชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสดในวงกว้าง ให้เกิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจโดยรวม โดยสาระสำคัญของการพัฒนาในระยะต่อไปจึงมิได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนระบบหรือประเทศที่สามารถเชื่อมโยงได้เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการทำให้โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้จริง มีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเอื้อต่อการขยายตัวของการท่องเที่ยว การค้าปลีก และการค้าระหว่างประเทศของเวียดนาม

    (แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 26 กันยายน 2569)

    วิเคราะห์ผลกระทบ

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องด้านการชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสด ทั้งในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลและการขยายตัวของช่องทางการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะการชำระเงินผ่าน QR Code ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มประชาชนและภาคธุรกิจ และมีบทบาทมากขึ้นในธุรกรรมประจำวัน พัฒนาการดังกล่าวได้วางรากฐานสำคัญสำหรับการยกระดับระบบการชำระเงินรายย่อยข้ามพรมแดน โดยเชื่อมโยงผู้บริโภค ผู้ประกอบการ สถาบันการเงิน และระบบเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ทั้งนี้ ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ธุรกรรมการชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสดในเวียดนามเพิ่มขึ้นร้อยละ 34.56 ในด้านจำนวนรายการ และร้อยละ 13.26 ในด้านมูลค่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ขณะที่ธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นร้อยละ 46.57 และร้อยละ 21.77 ตามลำดับ และธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.33 และร้อยละ 2.39 ตามลำดับ สำหรับธุรกรรมผ่าน QR Code มีจำนวน 311 ล้านรายการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.66 มูลค่า 274.2 ล้านล้านเวียดนามด่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.85 สะท้อนว่า QR Code กำลังพัฒนาไปจากการเป็นช่องทางการชำระเงินทางเลือกสู่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบการชำระเงินดิจิทัลภายในประเทศ ซึ่งเป็นฐานรองรับการขยายตัวไปสู่ธุรกรรมระหว่างประเทศ

    การขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความจำเป็นในการพัฒนาระบบการชำระเงินข้ามพรมแดน เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นกลุ่มผู้ใช้บริการที่ต้องการช่องทางการชำระเงินที่สะดวก รวดเร็ว และสามารถใช้งานร่วมกับระบบที่คุ้นเคยในประเทศต้นทางได้ โดยในปี 2568 เวียดนามต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 21.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.4 จากปีก่อนหน้า โดยนักท่องเที่ยวจากเอเชียมีจำนวน 16.6 ล้านคน หรือร้อยละ 78.6 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ขณะที่ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเกือบ 16 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวจากเอเชียประมาณ 11.8 ล้านคน หรือร้อยละ 74.2 ของทั้งหมด จึงสะท้อนว่าเอเชียยังคงเป็นตลาดสำคัญของภาคการท่องเที่ยวเวียดนาม และการเชื่อมโยงระบบชำระเงินกับประเทศในภูมิภาคจึงมีศักยภาพในการลดข้อจำกัดด้านการทำธุรกรรม เพิ่มความสะดวกแก่ผู้เดินทาง และสนับสนุนการใช้จ่ายในภาคเศรษฐกิจจริง โดยเวียดนามได้เชื่อมโยงระบบการชำระเงินผ่าน QR กับ 6 จาก 8 ตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ไทย สปป.ลาว กัมพูชา และสิงคโปร์ ขณะที่อินเดียและญี่ปุ่นอยู่ระหว่างการผลักดันการเชื่อมโยงเพิ่มเติม ทั้งนี้ ตลาดจีนและเกาหลีใต้มีความสำคัญในด้านขนาดตลาดและปริมาณนักท่องเที่ยว ส่วนอินเดีย ญี่ปุ่น และสิงคโปร์มีศักยภาพในการขยายตัวของผลิตภัณฑ์และบริการ ขณะที่ไทย สปป.ลาว และกัมพูชามีลักษณะการเดินทางระยะใกล้และการเดินทางข้ามพรมแดนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายของผู้บริโภคในพื้นที่ปลายทาง

    ผลจากการเชื่อมโยงดังกล่าวเริ่มสะท้อนผ่านการใช้งานจริงอย่างชัดเจน โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ธุรกรรมของนักท่องเที่ยวจากไทย ลาว และกัมพูชาที่ใช้บริการชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน VietQRGlobal ในเวียดนามเพิ่มขึ้น 8 เท่าในด้านจำนวนรายการ และ 6 เท่าในด้านมูลค่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ขณะที่ธุรกรรมของชาวเวียดนามที่เดินทางไปยังทั้ง 3 ประเทศเพิ่มขึ้น 5 เท่าในด้านจำนวนรายการ และ 4 เท่าในด้านมูลค่า การเติบโตดังกล่าวสะท้อนว่าโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินข้ามพรมแดนสามารถสนับสนุนการหมุนเวียนของเม็ดเงินระหว่างประเทศได้โดยตรง โดยเฉพาะการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในร้านค้าปลีก ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ และกิจการของผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกันยังช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภคชาวเวียดนามในการใช้จ่ายในต่างประเทศ ทั้งนี้ การพัฒนา VietQRGlobal จึงมีนัยสำคัญต่อการเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนามกับตลาดต่างประเทศ และสามารถช่วยลดต้นทุนด้านธุรกรรม เพิ่มความคล่องตัวของการชำระเงิน และสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวและการค้าระหว่างประเทศ

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเครือข่ายการเชื่อมโยงขยายตัว ประเด็นสำคัญของการพัฒนาจะมิได้จำกัดอยู่เพียงจำนวนประเทศหรือระบบที่สามารถเชื่อมต่อกันได้ แต่จะอยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยนการเชื่อมโยงทางเทคนิคให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยจำเป็นต้องขยายความครอบคลุมทั้งด้านผู้ใช้งานและจุดรับชำระ ควบคู่กับการเพิ่มจำนวนร้านค้าและหน่วยรับชำระ ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 154,000 แห่ง รวมทั้งพัฒนามาตรฐานและความสามารถในการทำงานร่วมกันของระบบ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของโครงสร้างพื้นฐาน ต้นทุน และขั้นตอนการดำเนินงานเมื่อมีการเชื่อมโยงกับหลายประเทศ นอกจากนี้ การขยายระบบจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงและการคุ้มครองผู้ใช้งาน เนื่องจากธุรกรรมข้ามพรมแดนเกี่ยวข้องกับธนาคาร ผู้ให้บริการชำระเงิน ผู้ให้บริการเทคโนโลยี และกฎระเบียบของหลายประเทศ จึงมีความเสี่ยงด้านการฉ้อโกง ภัยคุกคามทางไซเบอร์ การฟอกเงิน และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การกำหนดมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัย การตรวจสอบธุรกรรม การคุ้มครองข้อมูล ความโปร่งใสด้านค่าธรรมเนียม และกลไกการรับเรื่องร้องเรียนจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นและความต่อเนื่องในการใช้งาน

    ในระยะต่อไป การประเมินประสิทธิผลของการเชื่อมโยงระบบ QR Code ข้ามพรมแดนจึงควรให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจมากกว่าการวัดเพียงขนาดของเครือข่าย โดยพิจารณาจากจำนวนธนาคารและผู้ให้บริการชำระเงินที่เข้าร่วมจริง ความครอบคลุมของจุดรับชำระ จำนวนและมูลค่าธุรกรรม อัตราความสำเร็จของธุรกรรม ต้นทุนและค่าธรรมเนียม ความโปร่งใสของข้อมูลสำหรับผู้ใช้ ตลอดจนประสิทธิภาพด้านการตรวจสอบและป้องกันธุรกรรมที่มีความเสี่ยง ตัวชี้วัดดังกล่าวจะช่วยสะท้อนว่าการเชื่อมโยงระบบสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคเศรษฐกิจจริงได้มากน้อยเพียงใด ในภาพรวม การชำระเงิน QR Code ข้ามพรมแดนจึงกำลังพัฒนาจากเครื่องมือทางเทคโนโลยีไปสู่ส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัลที่สนับสนุนการท่องเที่ยว การค้าปลีก การค้าและบริการระหว่างประเทศ และการเชื่อมโยงห่วงโซ่เศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะสำหรับร้านค้า ร้านอาหาร ธุรกิจท่องเที่ยว และผู้ประกอบการรายย่อย การมีช่องทางรับชำระจากลูกค้าต่างชาติที่สะดวก รวดเร็ว และมีต้นทุนเหมาะสมสามารถช่วยขยายฐานลูกค้าและเพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจ ขณะที่ในระดับมหภาค การเพิ่มขึ้นของธุรกรรมรายย่อยจำนวนมากอย่างต่อเนื่องสามารถช่วยส่งเสริมการหมุนเวียนของเงินระหว่างประเทศ สนับสนุนการบริโภคและการท่องเที่ยว และเพิ่มประสิทธิภาพของการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างเวียดนามกับประเทศคู่ค้าในภูมิภาค

    นำเสนอโอกาส/แนวทาง

    การขยายตัวของระบบการชำระเงินด้วย QR Code ข้ามพรมแดนระหว่างไทยกับเวียดนามมีแนวโน้มช่วยลดข้อจำกัดและต้นทุนด้านการชำระเงินสำหรับผู้บริโภค นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการ ตลอดจนเอื้อต่อการขยายตัวของการค้าปลีก การท่องเที่ยว และธุรกิจบริการระหว่างสองประเทศ ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้า หรือจำหน่ายสินค้าและบริการแก่ผู้บริโภคเวียดนามและนักท่องเที่ยว ควรติดตามพัฒนาการของ VietQRGlobal และมาตรฐานการชำระเงินข้ามพรมแดนอย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินต้นทุน ค่าธรรมเนียม อัตราแลกเปลี่ยน และเงื่อนไขของผู้ให้บริการ เพื่อพัฒนาช่องทางรับชำระเงินที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้าในตลาดเวียดนาม

    สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนาม การขยายเครือข่าย VietQRGlobal เป็นโอกาสในการเพิ่มช่องทางรับชำระจากนักท่องเที่ยวและลูกค้าต่างชาติ โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ และธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ประกอบการสามารถประยุกต์ใช้ระบบชำระเงินดิจิทัลร่วมกับการตลาดออนไลน์ ระบบสมาชิก และกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารข้อมูลการขายและพฤติกรรมผู้บริโภค ทั้งนี้ ควรเตรียมความพร้อมด้านการปฏิบัติตามข้อกำหนดของเวียดนามและเงื่อนไขของผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการยืนยันตัวตน การบริหารความเสี่ยง การป้องกันการฉ้อโกง มาตรการป้องกันและต่อต้านการฟอกเงิน และการคุ้มครองข้อมูลลูกค้า เพื่อให้การรับชำระเงินมีความปลอดภัยและสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

                  ในภาพรวม การพัฒนาระบบ QR Code ข้ามพรมแดนถือเป็นปัจจัยสนับสนุนการค้าดิจิทัลและการเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเวียดนาม โดยผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากช่องทางดังกล่าวเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการรับชำระเงิน ขยายฐานลูกค้า และเพิ่มโอกาสทางการตลาดในกลุ่มผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะในสาขาที่มีธุรกรรมรายย่อยจำนวนมาก ขณะเดียวกัน การเตรียมระบบบริหารธุรกรรมและข้อมูลการชำระเงินให้รองรับการค้าข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัลที่กำลังขยายตัว และสนับสนุนการเชื่อมโยงห่วงโซ่การค้าและบริการระหว่างไทยกับเวียดนามให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/xp8por49eybz355n1w500ldl&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2d3mDGrugn_gaS8SLjFtMe

  • น้ำท่วมกระทบ SME 1.66 ล้านราย ชงพักหนี้-เติมทุน หวั่นปิดกิจการลามเศรษฐกิจ

    น้ำท่วมกระทบ SME 1.66 ล้านราย ชงพักหนี้-เติมทุน หวั่นปิดกิจการลามเศรษฐกิจ

    “แสงชัย” คาดอุทกภัยกระทบ SME 1.66 ล้านราย หรือ 51% ของทั้งประเทศ ครอบคลุมการจ้างงาน 8.74 ล้านคน ชี้ 1.33 ล้านรายเสี่ยงต้องหยุดกิจการชั่วคราว จี้รัฐเร่งพักหนี้-เติมสภาพคล่อง-ลดขั้นตอนเข้าถึงเงินช่วยเหลือ หวั่นหนี้เดิมทบหนี้ใหม่ ฉุดเอสเอ็มอีกลุ่มเสี่ยง 71% ทรุดหนัก

    • สถานการณ์อุทกภัยปี 2569 ส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอี 1,664,309 ราย หรือ 51% ของทั้งประเทศ และกระทบการจ้างงาน 8.74 ล้านคน หรือ 64% ของภาคเอกชน
    • หวั่นเอสเอ็มอีรายย่อย 1.33 ล้านราย หรือ 80% ของผู้ที่ได้รับผลกระทบ อาจต้องหยุดกิจการชั่วคราว ซึ่งจะส่งผลต่อการจ้างงานกว่า 3.34 ล้านคน
    • ผู้ประกอบการจำนวนมากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะ “หนี้เดิมทบหนี้ใหม่” เนื่องจากเพิ่งผ่านช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวและเผชิญต้นทุนสูง
    • เสนอมาตรการเร่งด่วนให้ภาครัฐ “พักหนี้” ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยแบบยกงวด โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมหรือดอกเบี้ยเพิ่ม เพื่อเสริมสภาพคล่อง
    • เสนอให้ “เติมทุน” หมุนเวียนผ่านโครงการ “SME Credit Wallet” ในรูปแบบสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำ เพื่อใช้ซื้อวัตถุดิบและจ่ายค่าจ้าง
    • ข้อเสนออื่นๆ เพื่อฟื้นฟู SMEs รวมถึงรัฐช่วยค่าเช่าคนละครึ่ง 3 เดือน, จัดศูนย์ “ซ่อมฟรี” อุปกรณ์ประกอบอาชีพ, และใช้ E-commerce ช่วยฟื้นฟูรายได้

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วม ปี 2569 ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และครัวเรือน โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ประกอบการSME ในกรุงเทพมหานครและ 29 จังหวัด ซึ่งจำเป็นต้องเร่งบริหารจัดการเพื่อลดและแบ่งเบาความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้น

    จากการประเมินเบื้องต้น พบว่า พื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม มีเอสเอ็มอีรวม 1,664,309 ราย จากเอสเอ็มอีทั้งประเทศ 3,283,653 ราย หรือคิดเป็น 51% ขณะที่มีการจ้างงานรวม 8,744,129 คน จากการจ้างงานภาคเอกชนทั้งประเทศ 13,601,129 คน หรือ 64% สะท้อนว่าอุทกภัยครั้งนี้มีความเสี่ยงกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจ้างงานในวงกว้าง

    พื้นที่กรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบครบทั้ง 50 เขต มีเอสเอ็มอี 544,821 ราย จ้างงาน 3.59 ล้านคน รองลงมาคือภาคกลางและภาคตะวันตก 12 จังหวัด มีเอสเอ็มอี 512,238 ราย จ้างงาน 2.66 ล้านคน ภาคตะวันออก 8 จังหวัด มีเอสเอ็มอี 270,497 ราย จ้างงาน 1.52 ล้านคน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 จังหวัด 210,484 ราย จ้างงาน 581,137 คน และภาคเหนือ 5 จังหวัด 126,269 ราย จ้างงาน 383,089 คน

    หวั่น 1.33 ล้านรายหยุดกิจการ

    นายแสงชัย กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลคือ เบื้องต้นประเมินว่าจะมีเอสเอ็มอีรายย่อยที่ได้รับผลกระทบและต้องหยุดกิจการชั่วคราวถึง 1,330,567 ราย หรือ 80% ของเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบ แบ่งเป็นภาคบริการ 588,408 ราย ภาคการค้า 559,097 ราย ภาคการผลิต 168,077 ราย และภาคธุรกิจการเกษตร 14,985 ราย โดยกลุ่มดังกล่าวมีการจ้างงานรวม 3,347,491 คน

    ผลกระทบไม่ได้จำกัดเฉพาะความเสียหายของทรัพย์สิน แต่ยังรวมถึงการสูญเสียรายได้และยอดขายที่เป็นศูนย์ ขณะที่ผู้ประกอบการต้องเร่งฟื้นฟูกิจการ ทั้งการซ่อมแซมสถานประกอบการ จัดหาเครื่องจักร เครื่องมือ วัตถุดิบ และสต๊อกสินค้า รวมถึงต้องมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อนำกลับมาประกอบธุรกิจ

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจSME มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยในปี 2568 GDP SME มีมูลค่า 6.6 ล้านล้านบาท คิดเป็น 35% ของ GDP ประเทศ ขณะที่ไตรมาส 2 ปี 2569 GDP ประเทศมีมูลค่า 4.79 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพียง 1.9% ส่วน GDP SME อยู่ที่ 1.62 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพียง 0.8% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 2.9%

    ห่วง “หนี้เดิมทบหนี้ใหม่”

    นายแสงชัย กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้นในช่วงที่เกษตรกรและเอสเอ็มอีจำนวนมากเพิ่งผ่านช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวและเผชิญต้นทุนสูง จึงมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็น “หนี้เดิมทบหนี้ใหม่” ขณะที่แหล่งทุนในระบบยังเข้าถึงได้ยาก และมาตรการช่วยเหลือที่มีอยู่ยังมีช่องว่าง ทั้งเรื่องขั้นตอนการประเมิน การพิจารณา และการเข้าถึงเงินช่วยเหลือ

    โดยข้อมูลสถานการณ์เอสเอ็มอีพบว่า กลุ่มที่ขาดทุนต่อเนื่อง อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างหนี้ และเป็น NPL มีสัดส่วน 12% ขณะที่กลุ่มที่อยู่ในช่วงขาลงแต่ยังพอประคองธุรกิจได้ 38% และกลุ่มที่มีรายได้เพียงพอชำระหนี้แต่ไม่เพียงพอต่อการลงทุนอีก 33% รวมกันถึง 71% ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่จะมีขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจลดลง หากสถานการณ์อุทกภัยยืดเยื้อ

    “หากไม่มีเงินทุนและสภาพคล่องเพียงพอ ห่วงโซ่เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบลุกลามไปถึงลูกจ้าง ทั้งการลดแรงงาน ลดชั่วโมงทำงาน หรือเลิกจ้าง ขณะที่บางรายอาจต้องปิดกิจการหรือเปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่น” นายแสงชัย กล่าว

    จี้รัฐ 8 มาตรการฟื้น SMEs

    สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่ภาครัฐควรดำเนินการ นายแสงชัยเสนอให้ พักหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยแบบยกงวด โดยนำไปต่อท้ายสัญญาโดยไม่มีค่าธรรมเนียมและไม่คิดดอกเบี้ยเพิ่ม เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการนำเงินไปซื้อวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตที่จำเป็น

    ขณะเดียวกันควรเร่งมาตรการ Credit Term ช่วยสภาพคล่องเอสเอ็มอี โดยลดระยะเวลาจาก 45 วันเหลือ 30 วัน หรือน้อยกว่านั้น และสำหรับกลุ่มเกษตรกรควรอยู่ที่ 15 วันหรือน้อยกว่า โดยให้ครอบคลุมทั้งการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐและเอกชน

    นอกจากนี้ เสนอให้ใช้ E-commerce เป็นเครื่องมือช่วยผู้ประสบอุทกภัยฟื้นตลาดและรายได้ โดยลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมบนแพลตฟอร์มของรัฐและเอกชน รวมถึงให้ห้างสรรพสินค้าและ Modern Trade เข้ามาช่วยส่งเสริมการขายสินค้าและบริการของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ

    พร้อมกันนี้ควรต่ออายุมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ออกไปอีก 3 เดือน และมุ่งเป้าไปยังประชาชน เกษตรกร และเอสเอ็มอีในพื้นที่ประสบอุทกภัย เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

    ชง “SME Credit Wallet” เติมทุนหมุนเวียน

    นายแสงชัยเสนอให้จัดทำ “SME Credit Wallet” สำหรับใช้ซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าจ้าง และค่าสาธารณูปโภค โดยอาจออกแบบเป็นสินเชื่อซัพพลายเชนหมุนเวียนระยะ 45-60 วัน ในรูปแบบปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย ส่วนเอสเอ็มอีนิติบุคคลควรมีมาตรการ Supply Chain Factoring หรือ PO เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการจัดซื้อวัตถุดิบ

    นอกจากนี้ เสนอให้รัฐช่วยค่าเช่าสถานประกอบการแบบคนละครึ่งเป็นเวลา 3 เดือน สำหรับเอสเอ็มอีที่ประสบภัยน้ำท่วม รวมถึงจัดมาตรการ “ซ่อมฟรี” โดยให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัยจัดตั้งศูนย์ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ประกอบอาชีพ เพื่อลดภาระการซื้อใหม่

    อีกด้านควรจัดระบบพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาธุรกิจ รวมถึงระบบวินิจฉัยธุรกิจ เพื่อเร่งฟื้นฟูและเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรและเอสเอ็มอี โดยเพิ่มการเข้าถึงมาตรการของ สสว. เช่น BDS, SME-GP + Made in Thailand, SME Coach และ SME Academy365

    เสนอทบทวนระบบบัญชาการภัยพิบัติ

    นายแสงชัย กล่าวว่า ในระยะยาวรัฐบาลควรทบทวนและออกแบบระบบบริหารจัดการภัยพิบัติใหม่ ทั้งศูนย์บัญชาการภัยพิบัติ ระบบฐานข้อมูลประเมินความเสี่ยง ระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า รวมถึงกำหนดแนวปฏิบัติและอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานให้ชัดเจน เพื่อให้การเผชิญเหตุและการฟื้นฟูเป็นไปอย่างรวดเร็วและบูรณาการ

    ส่วนกองทุนภัยพิบัติแห่งชาติ ถือเป็นมาตรการที่มีประโยชน์ต่อการบริหารความเสี่ยงของประเทศ แต่ต้องกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน โดยเน้นการช่วยเหลือที่รวดเร็วและบรรเทาภาระภาครัฐ ไม่ใช่การผลักภาระทั้งหมดไปยังอุตสาหกรรมประกันภัย

    ขณะเดียวกันควรบูรณาการภาคธุรกิจประกันภัยเข้ามาบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นธรรม มีธรรมาภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมจัดทำระบบประเมินความเสี่ยงและเปรียบเทียบความคุ้มค่า รวมถึงประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

    “สิ่งสำคัญที่สุดคือการให้โอกาสและความช่วยเหลือที่เพียงพอและเหมาะสม โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่สิ้นเนื้อประดาตัวจากภัยพิบัติ ต้องทำให้สามารถลุกขึ้นสู้ใหม่ได้ ขณะเดียวกันประเทศต้องมีแผนยุทธศาสตร์น้ำและแผนเผชิญเหตุที่มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้ภัยพิบัติครั้งต่อไปสร้างความเสียหายซ้ำเติมเศรษฐกิจ” นายแสงชัย กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1254746&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34BH24RQrlErXF0fAHGkEN

  • สรุปราคาทองคำ 2 ต.ค.2569  ปิดตลาด ผันผวน 17 ครั้ง ไม่เปลี่ยนแปลง 

    สรุปราคาทองคำ 2 ต.ค.2569 ปิดตลาด ผันผวน 17 ครั้ง ไม่เปลี่ยนแปลง 

    วันนี้ (2 ต.ค.2569) “ฮั่วเซ่งเฮง” เผย ภาพรวมราคาทองโลกที่ผ่านมา ราคาทองโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น จากดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี มีแนวโน้มย่อตัวลงระยะสั้นในวันนี้ หลังปรับตัวขึ้นหลายวันติดต่อกัน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI มีแนวโน้มย่อตัวลง หลังจากรายงานข้อมูลการเดินเรือระบุว่า ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ฟื้นตัวกลับขึ้นมาแตะเกือบ 98% ของระดับก่อนเกิดสงคราม

    อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงจับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรในคืนนี้ หากตัวเลขออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ และตามที่วอร์ชวิเคราะห์เอาไว้ อาจกดดันให้ทองคำปรับตัวลงในคืนนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม คืนนี้เวลา 19.30 น. สหรัฐอเมริกา เผยค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมง เทียบรายเดือน / รายปี เดือน ก.ย., และอัตราการว่างงาน เดือน ก.ย.

    วิเคราะห์ราคาทองในช่วงบ่าย ทองโลกมีการปรับตัวขึ้นหลังทดสอบแนวรับที่ 4,135 ดอลลาร์ แต่ภายหลังยังไม่สามารถทะลุแนวต้านที่ 4,220 ดอลลาร์ ทำให้ภาพรวมยังอยู่ในระยะ Sideways และอาจแกว่งตัวตามกรอบแนวรับ / ต้านดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากทองโลกหลุดแนวรับที่ 4,120 ดอลลาร์ ทองโลกมีความเสี่ยงกลับตัวเป็นขาลงทดสอบแนวรับระยะถัดไป

    ครั้งที่ 17 ลบ 100 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 66,200 บาท

    ขายออก บาทละ 66,400 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 64,869.64 บาท

    ขายออก บาทละ 67,200 บาท

    ครั้งที่ 16 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 66,300 บาท

    ขายออก บาทละ 66,500 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 64,975.76 บาท

    ขายออก บาทละ 67,300 บาท

    ครั้งที่ 15 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 66,250 บาท

    ขายออก บาทละ 66,450 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 64,930.28 บาท

    ขายออก บาทละ 67,250 บาท

    ครั้งที่ 14 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 66,300 บาท

    ขายออก บาทละ 66,500 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 64,975.76 บาท

    ขายออก บาทละ 67,300 บาท

    ครั้งที่ 13 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 66,350 บาท

    ขายออก บาทละ 66,550 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 65,021.24 บาท

    ขายออก บาทละ 67,350 บาท

    ครั้งที่ 12 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 66,400 บาท

    ขายออก บาทละ 66,600 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 65,066.72 บาท

    ขายออก บาทละ 67,400 บาท

    ครั้งที่ 11 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 66,450 บาท

    ขายออก บาทละ 66,650 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 65,127.36 บาท

    ขายออก บาทละ 67,450 บาท

    ครั้งที่ 10 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 66,400 บาท

    ขายออก บาทละ 66,600 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 65,066.72 บาท

    ขายออก บาทละ 67,400 บาท

    ครั้งที่ 9 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 66,350 บาท

    ขายออก บาทละ 66,550 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 65,021.24 บาท

    ขายออก บาทละ 67,350 บาท

    ครั้งที่ 8 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 66,400 บาท

    ขายออก บาทละ 66,600 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 65,066.72 บาท

    ขายออก บาทละ 67,400 บาท

    ครั้งที่ 7 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 66,350 บาท

    ขายออก บาทละ 66,550 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 65,021.24 บาท

    ขายออก บาทละ 67,350 บาท

    ครั้งที่ 6 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 66,300 บาท

    ขายออก บาทละ 66,500 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 64,975.76 บาท

    ขายออก บาทละ 67,300 บาท

    ครั้งที่ 5 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 66,250 บาท

    ขายออก บาทละ 66,450 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 64,930.28 บาท

    ขายออก บาทละ 67,250 บาท

    ครั้งที่ 4 บวก 100 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 66,200 บาท

    ขายออก บาทละ 66,400 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 64,869.64 บาท

    ขายออก บาทละ 67,200 บาท

    ครั้งที่ 3 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 66,100 บาท

    ขายออก บาทละ 66,300 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 64,778.68 บาท

    ขายออก บาทละ 67,100 บาท

    ครั้งที่ 2 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 66,050 บาท

    ขายออก บาทละ 66,250 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 64,733.2 บาท

    ขายออก บาทละ 67,050 บาท

    ครั้งที่ 1 ลบ 100 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 66,000 บาท

    ขายออก บาทละ 66,200 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 64,672.56 บาท

    ขายออก บาทละ 67,000 บาท

    อ่านข่าว:

    ราคา “ทองคำ” เช้านี้ -200 บาท “รูปพรรณ” ขายออก 67,050 บาท

    สรุปราคาทองคำ 1 ต.ค.2569 ปิดตลาด ผันผวน 22 ครั้ง ลบ 150 บาท

    ราคา “ทองคำ” เช้านี้ +400 บาท “รูปพรรณ” ขายออก 68,700 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/559055&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19gRQ-RYoX1NofqZCqjHkl

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชี้ดัชนีนวัตกรรมโลก 2569 ไทยขยับขึ้นอันดับ 44 ของโลก และรั้งอันดับ 3 กลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูง สะท้อนโอกาสต่อยอดนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชี้ดัชนีนวัตกรรมโลก 2569 ไทยขยับขึ้นอันดับ 44 ของโลก และรั้งอันดับ 3 กลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูง สะท้อนโอกาสต่อยอดนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชี้ดัชนีนวัตกรรมโลก 2569 ไทยขยับขึ้นอันดับ 44 ของโลก และรั้งอันดับ 3 กลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูง สะท้อนโอกาสต่อยอดนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ


    2/10/2569 | 74 |

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชี้ดัชนีนวัตกรรมโลก 2569
    ไทยขยับขึ้นอันดับ 44 ของโลก และรั้งอันดับ 3 กลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูง
    สะท้อนโอกาสต่อยอดนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ
     
    ​กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เผยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO)
    จัดอันดับ ดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index: GII) ประจำปี 2569 สะท้อนจุดแข็งของไทย
    ทั้งด้านสินค้าสร้างสรรค์ เทคโนโลยีขั้นสูง และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยกรมฯ ประกาศเดินหน้าส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยด้วยทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งเป็นแนวนโยบายที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ให้ความสำคัญ
     
    ​นางสาวจิตติมา ศรีถาพร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ดัชนีนวัตกรรมโลก หรือ GII เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนขีดความสามารถด้านนวัตกรรมของประเทศในมิติต่างๆ โดยในปีนี้ WIPO ได้ทำการประเมินและจัดอันดับประเทศและเขตเศรษฐกิจกว่า 139 แห่งทั่วโลก ใน 79 ตัวชี้วัด และเผยแพร่รายงาน
    GII 2026 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งภาพรวมประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 44 จาก
    139 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ขยับขึ้นมา 1 อันดับจากปีก่อน และรั้งอันดับที่ 3 จาก 35 ประเทศในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper Middle-Income Economies) รองจากจีนและมาเลเซีย
     
    ​นางสาวจิตติมา กล่าวว่า ผลการจัดอันดับ GII 2026 ได้สะท้อนจุดแข็งของประเทศไทยหลายด้าน อาทิ การส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ (Creative Goods Exports) อยู่ในอันดับที่ 6 ของโลก การส่งออกสินค้า
    กลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง (High-Tech Exports) อยู่ในอันดับที่ 8 ของโลก และความสามารถของบุคลากร
    ด้านการวิจัยและพัฒนา (Research talent) อยู่ในอันดับที่ 7 ของโลก ชี้ให้เห็นว่าไทยมีทั้งฐานการผลิตและ
    การส่งออกสินค้าที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยี ตลอดจนมีบุคลากรที่สนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดนวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการของไทย
     
    ​ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวยังมีตัวชี้วัดด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่น่าสนใจหลายด้าน โดยเฉพาะจำนวนคำขอรับอนุสิทธิบัตรในประเทศ (Utility Models by Origin) ครองอันดับที่ 5 ของโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน สะท้อนการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีของไทย รวมถึงความพร้อมของภาคธุรกิจในการนำองค์ความรู้ไปต่อยอด ขณะที่ จำนวนการยื่นคำขอสิทธิบัตรออกแบบผลิตภัณฑ์ไทย (Industrial Designs by Origin) อยู่ในอันดับที่ 30 ของโลก ดีขึ้นจากปีก่อน 4 อันดับ ที่บ่งบอกถึงการให้ความสำคัญกับการออกแบบและการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า ส่วน การลงทุนเพื่อซื้อสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
    จากต่างประเทศ (IP Payments) อยู่ในอันดับที่ 20 ของโลก ชี้ให้เห็นว่าภาคธุรกิจไทยมีความตื่นตัว
    ในการนำเข้า ถ่ายทอด และจ่ายค่าสิทธิเพื่อนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมจากต่างประเทศมาใช้ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลกเข้ามาต่อยอด ยกระดับ และขับเคลื่อนห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
     
    ​อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลจากรายงาน GII ครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าไทย
    มีพื้นฐานที่ดีทั้งด้านการสร้างนวัตกรรม การออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนการนำทรัพย์สินทางปัญญาและองค์ความรู้จากทั้งในและต่างประเทศมาใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นโอกาสในการต่อยอดผลงานนวัตกรรม
    ให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและตอบโจทย์ภาคธุรกิจได้มากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากการวิจัยและพัฒนาไปสู่การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
     
    ​ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมผนึกกำลังกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ผู้เชี่ยวชาญจาก WIPO และหน่วยงานภาคี ขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาแบบครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการสร้างสรรค์ การวิจัยและพัฒนา การคุ้มครอง ไปจนถึงการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมใช้กลไกคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (คทป.) ในการบูรณาการภาครัฐ เพื่อให้การส่งเสริมเติบโตสอดรับกับความต้องการของภาคธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
     
    —————-

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2245&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pmhG3FsE4C4ErtaXHlg9d

  • คลังเร่งเบิกจ่ายงบปี 70 อัดเม็ดเงิน 4.31 ล้านล้าน ดันเศรษฐกิจ

    คลังเร่งเบิกจ่ายงบปี 70 อัดเม็ดเงิน 4.31 ล้านล้าน ดันเศรษฐกิจ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 มีมติเห็นชอบ มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ 2570 

    เพื่อให้เม็ดเงินจากงบประมาณรายจ่ายลงสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว รวมถึงใช้เป็นแนวทางให้หน่วยงานของรัฐเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี งบประมาณ และงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ

    มาตรการดังกล่าวครอบคลุมทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ เพื่อให้การใช้จ่ายภาครัฐสอดคล้องกับเป้าหมายในภาพรวมของประเทศ และเป็นกลไกสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570

    เปิดเม็ดเงินภาครัฐ 4.31 ล้านล้านบาท

    สำหรับปีงบประมาณ 2570 มีเม็ดเงินภาครัฐรวม 4.31 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ 2569 จำนวน 2.44 แสนล้านบาท งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 จำนวน 3.79 ล้านล้านบาท และงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ จำนวน 2.79 แสนล้านบาท

    กระทรวงการคลังกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนไม่น้อยกว่า 75% รายจ่ายประจำไม่น้อยกว่า 98%และรายจ่ายภาพรวมไม่น้อยกว่า 93%

    ขณะที่เป้าหมายการใช้จ่ายงบประมาณ หรือการก่อหนี้ กำหนดไว้ที่ 100% ทั้งรายจ่ายลงทุน รายจ่ายประจำ และรายจ่ายภาพรวม ส่วนรัฐวิสาหกิจตั้งเป้าเบิกจ่ายงบลงทุนไม่น้อยกว่า 95% ของกรอบงบลงทุน

    เร่งเคลียร์งบกันเหลื่อมปี

    สำหรับเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ 2569 รายการที่ก่อหนี้ผูกพันแล้วตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ให้เร่งรัดการเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จตามสัญญาหรือข้อผูกพัน

    ส่วนรายการที่อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2569 ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 หากไม่สามารถก่อหนี้ผูกพันได้ทันภายในวันที่ 31 มีนาคม 2570 กระทรวงการคลังจะพิจารณาไม่อนุมัติให้ขยายเวลาเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ต่อไป

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ด้านงบประมาณรายจ่ายปี 2570 กำหนดให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันงบลงทุนให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 เช่นกัน หากไม่ทันวันที่ 31 มีนาคม 2570 สำนักงบประมาณจะนำรายการดังกล่าวไปจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย เพื่อนำไปใช้กับรายการที่มีความสำคัญและมีความพร้อมในการดำเนินการมากกว่า

    นอกจากนี้ ให้เร่งรัดการดำเนินการและเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม และสัมมนาให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3

    ใช้ผลงานเบิกจ่ายประเมินผู้บริหาร

    มาตรการครั้งนี้ยังเพิ่มความเข้มข้นในการกำกับติดตาม โดยให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเจ้าสังกัดกำกับดูแลหน่วยงานของรัฐในสังกัดให้เร่งรัดการเบิกจ่ายตามเป้าหมาย

    ผลการก่อหนี้ผูกพัน การเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงผลการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม และสัมมนา จะถูกนำไปใช้ประกอบการพิจารณาประเมินผลการปฏิบัติราชการของหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเจ้าของงบประมาณ รวมถึงการพิจารณาแต่งตั้งและโยกย้าย

    ขณะที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐต้องรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานงบลงทุน พร้อมระบุปัญหา อุปสรรค แนวทางแก้ไข และแผนการใช้จ่ายเงินต่อกรมบัญชีกลางภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไป เพื่อเสนอ ครม.ต่อไป

    ส่วนสำนักงบประมาณจะนำผลการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 ไปประกอบการพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายปี 2571 ให้สอดคล้องกับศักยภาพของหน่วยรับงบประมาณ

    รัฐวิสาหกิจเร่งลงทุน 60% ครึ่งปีแรก

    สำหรับงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายปี 2570 ไม่น้อยกว่า 95% ของกรอบงบลงทุน และกำหนดให้ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนเป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของผู้บริหารสูงสุดรัฐวิสาหกิจ

    ขณะเดียวกัน ให้รัฐวิสาหกิจเร่งดำเนินโครงการลงทุนและเบิกจ่ายงบลงทุนในลักษณะ Front-loaded โดยนำการลงทุนมาไว้ในไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2 ไม่น้อยกว่า 60% ของกรอบงบลงทุนทั้งปี รวมถึงพิจารณานำโครงการหรือแผนงานอื่นที่มีความพร้อมมาดำเนินการก่อน เพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็วและต่อเนื่องตลอดปี

    นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจต้องเร่งทบทวนกรอบงบลงทุนและประมาณการเบิกจ่ายตั้งแต่ต้นปี หากจำเป็นต้องปรับกรอบงบลงทุนในระหว่างปี 2570 ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสแรก ขณะที่การก่อหนี้ผูกพันต้องเร่งให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2

    หากติดขัดต้องรายงานภายใน 7 วัน

    สำหรับการบริหารความเสี่ยง รัฐวิสาหกิจต้องนำปัญหาและอุปสรรคในการเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2569 มาทบทวนและถอดบทเรียน เพื่อจัดทำแผนบริหารความเสี่ยง แผนรองรับ และเตรียมโครงการหรือแผนงานสำรองที่มีความพร้อมไว้รองรับกรณีโครงการไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน

    หากพบปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการเบิกจ่าย ให้เร่งรายงานต่อคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจเพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหา ภายใน 7 วัน

    ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจต้องจัดทำแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนรายไตรมาส กำหนดเป้าหมายและขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง การก่อหนี้ผูกพัน การส่งมอบงาน จนถึงการเบิกจ่าย เพื่อให้สามารถติดตามความก้าวหน้าและประเมินความเสี่ยงได้ตลอดกระบวนการ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐปี 2570 จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการใช้จ่ายเงินและกระตุ้นการลงทุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ และช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2569 และปี 2570

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/670462&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AiQERc0kPpPR8PHkc_zAb

  • “รมว.คลัง” ประเมินน้ำท่วมกระทบจีดีพีปี 2569 ไม่เกิน 0.1% มั่นใจเศรษฐกิจไทยทั้งปีโต 2-2.5% – สยามรัฐ

    “รมว.คลัง” ประเมินน้ำท่วมกระทบจีดีพีปี 2569 ไม่เกิน 0.1% มั่นใจเศรษฐกิจไทยทั้งปีโต 2-2.5% – สยามรัฐ

    เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมที่มีต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2569 โดยคาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ไม่ถึง 0.1% ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำ

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยตลอดทั้งปี 2569 กระทรวงการคลังยังคงมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถขยายตัวได้ในกรอบประมาณ 2-2.5% แม้ในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันหลายด้าน รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า หากพิจารณาในภาพรวม สถานการณ์น้ำท่วมมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอยู่บ้าง แต่ยังไม่มากจนส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาพรวมการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยกระทรวงการคลังจะติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

    “ในเชิงภาพรวมของเศรษฐกิจ มีผลกระทบบ้าง แต่ไม่มากนัก สิ่งสำคัญคงไม่ใช่ผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของชีวิตคน และความลำบากของประชาชนมากกว่า” นายเอกนิติกล่าว

    ทั้งนี้ การประเมินผลกระทบดังกล่าวเป็นการประเมินในเบื้องต้น ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความเสียหายต่อภาคประชาชน ภาคธุรกิจ การเกษตร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามระดับน้ำและระยะเวลาที่สถานการณ์คลี่คลาย

    กระทรวงการคลังจึงยังคงติดตามผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมควบคู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เพื่อประเมินแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 โดยเป้าหมายสำคัญยังคงอยู่ที่การดูแลผลกระทบต่อประชาชนและช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้

    #รมวคลัง #เอกนิติ #กระทรวงการคลัง #น้ำท่วม #น้ำท่วม2569 #เศรษฐกิจไทย #จีดีพี #GDP #เศรษฐกิจปี2569 #เศรษฐกิจไทยโต #ผลกระทบน้ำท่วม #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าวการเงิน #ข่าวรัฐบาล #ข่าววันนี้ #ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/326002&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-e32Y9BVPJPrdFuKXfMYz