Blog

  • ธปท. ผนึกกำลังต้านทุจริต ปิดช่องบัญชีม้า-สกัดทุนเทา เร่งแก้ 4 ปัญหาเชิงโครงสร้างทางการเงิน : อินโฟเควสท์

    ธปท. ผนึกกำลังต้านทุจริต ปิดช่องบัญชีม้า-สกัดทุนเทา เร่งแก้ 4 ปัญหาเชิงโครงสร้างทางการเงิน : อินโฟเควสท์

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในหัวข้อ “ระบบการเงินที่ไม่โปร่งใส กับอนาคตเศรษฐกิจไทย” ในงานดินเนอร์ทอล์ค ZERO Corruption : FROM POLICY TO ACTION โดยหยิบยก 4 ปัญหาเชิงโครงสร้างทางการเงินที่ ธปท.ให้ความสำคัญ และลงมือแก้ไขอย่างจริงจังตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เพื่อแก้วิกฤติอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยที่ลดถอยลงเรื่อย ๆ จากอดีตที่เคยเติบโตถึงระดับ 7% ก่อนจะลดต่ำลงมาเหลือ 5%, 3% และปีนี้ คาดว่าปีนี้จะเติบโตได้เพียง 2.3% เท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรังมายาวนาน

    สำหรับ 4 ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการเงิน ที่ต้องดำเนินการแก้ไขควบคู่กัน ได้แก่ 1.ปัญหาหนี้ครัวเรือน 2.การเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs 3.การเข้าถึงแหล่งเงินด้วยอย่างเป็นธรรม ด้วยต้นทุนที่เหมาะสม ทั้งอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม และ 4.ปัญหาเงินเทา และการทุจริตคอร์รัปชัน

    ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวว่า ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น ปัญหาเงินเทาและคอร์รัปชัน คือ การสูญหายของทรัพยากร ซึ่งเป็นงบประมาณและเม็ดเงินที่ไม่ควรหายไปจากระบบ ซึ่งหากสามารถควบคุมได้ จะทำให้เงินในส่วนนี้จะสามารถสร้างกำไร จัดเก็บภาษีให้รัฐบาล และสร้างการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างถูกต้อง

    “แนวทางของ ธปท. ชัดเจน คือถ้าเราไม่ร่วมลงมือทำ ปัญหามันก็ไม่ได้รับการแก้ไข ถ้าเราพูดอย่างเดียว เราโชว์ PR อย่างเดียว ปัญหามันก็ไม่สามารถแก้ไขได้ ในทางเศรษฐศาสตร์ เรื่องเงินเทา เรื่องคอร์รัปชัน มันเป็นเรื่องของการสูญหายไปของทรัพยากร เป็นเงินที่ไม่ควรหายออกไปจากระบบ มันเป็นส่วนที่สามารถสร้างกำไร และเก็บภาษีให้รัฐบาล เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจมันหมุนได้” นายวิทัย กล่าว

    นายวิทัย ระบุว่า แม้ ธปท. จะไม่มีอำนาจในการจับกุมได้โดยตรง แต่เนื่องจากธุรกรรมเงินเทา พนันออนไลน์ และการคอร์รัปชัน ต้องใช้เส้นทางและบริการของสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน การรับชำระเงิน (Payment) การถอนเงินสด หรือการแปลงสภาพเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน

    ดังนั้น ธปท. จะใช้แนวทางสร้างคอขวดตลอดทั้งระบบ เพื่อให้เกิดความยากลำบากในการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย โดยมาตรการสำคัญ ที่นอกจากต้องมีการพิสูจน์และยืนยันตัวตน (KYC) แล้ว ยังออกเกณฑ์ตรวจสอบข้อมูลลูกค้าเชิงลึก (Customer Due Diligence: CDD) และตรวจสอบเข้มงวดพิเศษ (Enhanced Due Diligence: EDD) เพื่อป้องกันการเกณฑ์คนมาเปิดบัญชีม้าเป็นกลุ่ม

    นอกจากนี้ ธปท.ยังคุมเข้มผู้ให้บริการรับชำระเงิน ห้ามให้บริการแก่กลุ่มทุนเทา และเว็บพนันออนไลน์ โดยประกาศนี้ เตรียมจะลงราชกิจจานุเบกษาในสัปดาห์หน้า

    ส่วนมาตรการการถอนเงินสดเกิน 1 ล้านบาท ที่เริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.69 ถ้าถอนเงินสดเกิน 1 ล้านบาท จะต้องทำ Due Diligence และตอบให้ได้ว่าเอาเงินไปทำอะไร โดยได้จัดทำ “24 แพทเทิร์นธุรกรรมต้องสงสัย” ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กำหนดนิยามพฤติกรรมทางการเงินต้องสงสัย เช่น เงินโอนเข้าช่วงกลางคืนเป็นตัวเลขกลม ๆ 100, 500, 1,000 บาท แล้วโอนออกทันที ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมพนันออนไลน์

    ขณะที่ในเรื่องทองคำนั้น ธปท. ได้กำหนดให้ต้องรายงานชื่อเมื่อมีการถอนเงินไปซื้อทองคำเกินกว่า 2 กิโลกรัม (มูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท) รวมถึงการพบพฤติกรรมแปลงสภาพเป็นธนบัตรดอลลาร์ โดยไปซื้อขาย (เทรด) USDT ผิดปกติหลายแสนล้านบาทใน 4-5 เดือนที่ผ่านมา ซึ่ง ธปท.ได้ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พบพฤติกรรมถอนเงินสด หรือโอนเงินไปซื้อ USDT แล้วโอนออกไปต่างประเทศในชื่อบุคคลอื่น เพื่อฟอกเงิน

    ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวว่า จากการดำเนินมาตรการสร้างคอขวดทางการเงินอย่างจริงจัง ได้ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อปริมาณธุรกรรมต้องสงสัย โดยการถอนเงินสดเกิน 1 ล้านบาท ลดลงมากกว่า 50% จากเดิมเคยมีการถอนสูงถึงประมาณ 100,000 ล้านบาทต่อเดือน แต่ปัจจุบัน ลดลงเหลือเพียงประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อเดือน และการถอนทองคำผ่านแอปพลิเคชัน การถอนทองคำเกิน 2 กิโลกรัม ลดลงมากกว่า 70% ทันที

    นอกจากนี้ ธปท.ได้ร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทย และสมาคมพันธมิตรรวม 11 สมาคม ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. ร่วมลงนามประกาศเจตนารมณ์ว่าจะไม่ยอมให้ภาคการเงิน ถูกใช้เป็นเครื่องมือหรือช่องทางทำผิดกฎหมาย ซึ่งไม่ใช่แค่การเซ็น MOU หรือประกาศเจตนารมณ์ทั่วไป แต่มีการระบุหน้าที่ชัดเจนว่า ธปท. สมาคมธนาคารไทย กลุ่ม Non-bank, Money Exchange และ Money Transfer ต้องทำอะไรบ้าง รวมถึงการแชร์ข้อมูลร่วมกัน

    “เรื่องเงินเทา และคอร์รัปชัน อยู่คู่กับประเทศไทยมานานหลายสิบปี ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคนี้ แต่ถ้าเราไม่ช่วยกันแก้ไข ปัญหาเหล่านี้ จะเกาะกินประเทศไทยจนไม่สามารถไปต่อได้” ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวในท้ายสุด

    โดย ธปฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/658149&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zmBq6lnjg-fEgDOnBKKFz

  • อุตสาหกรรมอาหาร-เครื่องดื่ม ฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เชื่อมโยงภูมิภาค

    อุตสาหกรรมอาหาร-เครื่องดื่ม ฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เชื่อมโยงภูมิภาค

    การประชุมประจำปี IMF–World Bank Annual Meetings ณ กรุงเทพมหานคร เป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ โดยอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยซึ่งเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน ถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเร่งเพิ่มผลิตภาพและนำพาประเทศก้าวสู่โครงสร้างเศรษฐกิจรายได้สูงที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมในระดับภูมิภาค

    IMF–World Bank บริบทเศรษฐกิจโลก

    การที่ผู้นำภาคธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารกลางจากทั่วโลก เดินทางมารวมตัวกันที่กรุงเทพมหานคร เพื่อเข้าร่วมการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF–World Bank Annual Meetings) นับเป็นการกลับมารวมตัวครั้งสำคัญในประเทศไทยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2534

    การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกและภูมิภาคกำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญหลายประการ ทั้งคำถามเกี่ยวกับแหล่งที่มาของการเติบโตในระยะต่อไป การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนการสร้างความสามารถในการรับมือกับความผันผวนและความไม่แน่นอนที่ปรับตัวสูงขึ้น

    สำหรับประเทศไทย การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลกในครั้งนี้ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การจัดการประชุมเท่านั้น แต่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศกำลังพิจารณาและกำหนดทิศทางการเติบโตในระยะต่อไป โอกาสของประเทศไทยจึงครอบคลุมถึงการดึงดูดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการลงทุนจากนานาประเทศเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ พร้อมทั้งนำปัจจัยเหล่านี้มาเชื่อมโยงกับโจทย์และความต้องการของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    จับตาอาเซียนจาก ‘การขยายตัว’ สู่ ‘การเพิ่มผลิตภาพ’

    ที่ผ่านมา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตจากการเป็นฐานการผลิต การขยายตัวของกำลังซื้อ ตลาดผู้บริโภคที่เติบโตต่อเนื่อง และความเชื่อมโยงทางการค้าในห่วงโซ่อุปทานโลก อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับปัจจัยกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ข้อจำกัดด้านทรัพยากร และการดิสรัปชันทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

    อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ

    ส่งผลให้รูปแบบการแข่งขันทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไป การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคตจึงไม่อาจพึ่งพาเพียงการขยายกำลังการผลิตหรือการดึงดูดเงินทุนเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องพึ่งพา “ผลิตภาพ” (Productivity) ซึ่งหมายถึงความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการยกระดับไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

    การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจที่ดำเนินงานในหลายประเทศ สามารถนำโซลูชันที่ประสบความสำเร็จในตลาดหนึ่งไปทดลองและขยายผลในตลาดอื่น ดังเช่น โครงการ Greenhouse Program ของเป๊ปซี่โคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งได้ริเริ่มโครงการนำร่องมากกว่า 22 โครงการร่วมกับสตาร์ทอัพกว่า 30 ราย เพื่อทดสอบเทคโนโลยีตั้งแต่ด้านระบบโลจิสติกส์ เกษตรกรรม ไปจนถึงระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมีเป้าหมายในการนำโซลูชันที่ผ่านการพิสูจน์แล้วไปใช้งานเชิงพาณิชย์และขยายผลในวงกว้าง

    โอกาสประเทศไทยสู่เศรษฐกิจรายได้สูง

    รายงานล่าสุดของกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ระบุว่า การเร่งเติบโตของผลิตภาพเป็นปัจจัยชี้ขาดในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจรายได้สูงที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของการนำเทคโนโลยีมาใช้ การสร้างนวัตกรรม การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ซึ่งรายงานได้ระบุชัดเจนว่า อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร รวมถึงอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่ประเทศไทยมีศักยภาพและความได้เปรียบสูง

    ในระดับภูมิภาค การลงทุนด้านการผลิตกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเป๊ปซี่โคได้ขยายการลงทุนด้านการผลิตในอินโดนีเซียและเวียดนาม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ในประเทศไทย เป๊ปซี่โคมีโรงงานผลิตขนมขบเคี้ยว 2 แห่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฐานการผลิตอาหารที่แข็งแกร่ง เมื่อผนวกกับตลาดผู้บริโภคที่มีพัฒนาการหลากหลายและความเชื่อมโยงกับตลาดโลก ประเทศไทยจึงมีศักยภาพสูงในการต่อยอดเทคโนโลยีและการลงทุนใหม่ ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

    ไร่มันฝรั่ง

    อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เชื่อมโยงทุกมิติ

    อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเป็นตัวอย่างที่สะท้อนภาพโอกาสของประเทศไทยได้อย่างชัดเจนที่สุด เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีความเชื่อมโยงย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นน้ำอย่างวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทานการเกษตรภายในประเทศ ไปจนถึงกลางน้ำและปลายน้ำ ซึ่งได้แก่ กระบวนการผลิต การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ระบบโลจิสติกส์ การค้าปลีก และการส่งมอบถึงมือผู้บริโภค นอกจากนี้ อุตสาหกรรมนี้ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำและพลังงาน

    ด้วยเหตุนี้ โอกาสในการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การ “ผลิตให้มากขึ้น” แต่คือการ “สร้างมูลค่าให้มากขึ้น” ตลอดทั้งห่วงโซ่ ผ่านการคิดค้นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ และการตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

    เสริมศักยภาพระดับโลกเพื่อตอบโจทย์บริบทท้องถิ่น

    การนำเทคโนโลยีมาใช้จะเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดเมื่อสามารถตอบโจทย์และแก้ปัญหาในระดับท้องถิ่นได้อย่างตรงจุด ตลอดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องมือดิจิทัลและการบริหารจัดการข้อมูลสามารถยกระดับกระบวนการผลิตและเพิ่มความยืดหยุ่นให้ห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน การนำข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้บริโภคมาวิเคราะห์จะช่วยให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมที่สอดคล้องกับพฤติกรรมและวิถีชีวิตในแต่ละพื้นที่

    ในประเทศไทย เป๊ปซี่โคได้รวมเอาศักยภาพระดับโลกด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) การออกแบบ และข้อมูลผู้บริโภค เข้ากับความเข้าใจในวัฒนธรรมไทย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวเลย์รสชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น รส “เมี่ยงคำครบรส” รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมเครื่องดื่มเพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

    ในส่วนของห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ เป๊ปซี่โคได้ทำงานร่วมกับครอบครัวเกษตรกรไทยมากกว่า 4,830 ครอบครัว ในพื้นที่ 9 จังหวัดทั่วประเทศ โดยประมาณ 70% ของมันฝรั่งที่ใช้ในการผลิตขนมขบเคี้ยวในประเทศไทย มาจากการเพาะปลูกและแหล่งผลิตภายในประเทศ ซึ่งช่วยสร้างรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตรกรท้องถิ่น

    ทรัพยากรสร้างความได้เปรียบใหม่ทางการแข่งขัน

    ท่ามกลางแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและข้อจำกัดด้านทรัพยากร ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรกลายเป็นปัจจัยชี้วัดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรน้ำซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ตั้งแต่ภาคการเกษตร การแปรรูป ไปจนถึงมาตรฐานความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบจึงช่วยลดความเสี่ยงในการดำเนินงาน และทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด

    แนวคิดดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการจัดการพลังงาน วัสดุ และบรรจุภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ตัวอย่างรูปธรรมคือ โรงงานผลิตอาหารของเป๊ปซี่โคในจังหวัดลำพูน ที่มีการติดตั้งเทคโนโลยีเพื่อดักจับไอน้ำที่ระเหยจากมันฝรั่งในระหว่างกระบวนการปรุง แล้วนำไอน้ำนั้นเข้าสู่กระบวนการบำบัดเพื่อนำกลับมาใช้หมุนเวียนภายในโรงงาน ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาทรัพยากรน้ำจากภายนอกอย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/670464&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GrCk4SiOKgHEUfA9kodE2

  • เริ่มวันนี้! ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  คลังเผย ยืนยันสิทธิได้ถึง 12 ม.ค.70

    เริ่มวันนี้! ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คลังเผย ยืนยันสิทธิได้ถึง 12 ม.ค.70

    วันนี้ (1 ต.ค.2569) กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป ผู้มีสิทธิที่ยืนยันตัวตนสำเร็จแล้ว สามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตามโครงการฯ สำหรับผู้ที่ตรวจสอบสถานะแล้วพบว่า ต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) อย่าลืมดำเนินการให้เรียบร้อย และตรวจสอบระยะเวลาของแต่ละช่องทางเพื่อไม่ให้พลาดสิทธิ

    โดยสามารถ ยืนยันตัวตนใน แอปฯ เป๋าตัง และธนาคารกรุงไทยวันนี้ ถึง 12 ม.ค.2570 และ ธนาคารออมสิน | ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารอิสลาม ถึงวันที่ 14 ต.ค.2569 ซึ่งประชาชนสามารถเช็กสถานะ เช็กวัน และดำเนินการให้เรียบร้อย เพื่อให้สามารถใช้สิทธิได้อย่างต่อเนื่อง

    เริ่มวันนี้ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  คลังเผย ยืนยันสิทธิได้ถึง 12 ม.ค. 70

    เริ่มวันนี้ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คลังเผย ยืนยันสิทธิได้ถึง 12 ม.ค. 70

    ทั้งนี้ผู้ผ่านคุณสมบัติรอบทบทวนสิทธิ 1.75 ล้านคน ซึ่งได้ประกาศผลดังกล่าว ในวันที่ 30 ก.ย.2569 ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ผ่าน 4 ช่องทางหลัก ได้แก่ เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดย โครงการฯ ปี 2569 มีผู้ได้รับสิทธิ รวมทั้งสิ้น 11.25 ล้านคน โดยการลงทะเบียนรอบใหม่นี้ได้ขยายการเข้าถึงกลุ่มตกหล่นจากฐานข้อมูลของ พม. และ มท. รวมถึงการลงพื้นที่เชิงรุกทั่วประเทศ ทำให้ภาครัฐสามารถปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันและคัดกรองได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ส่งผลให้พบผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในภาวะยากลำบากและเดือดร้อนจริง เพิ่มเติมกว่า 2.66 ล้านคน

    สำหรับผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 สามารถเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ได้ เพียงกดยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ตั้งแต่วันที่ 1-15 ต.ค.2569 โดยจะต้องมีคุณสมบัติตามที่โครงการกำหนด

    อ่านข่าว:

    1 ต.ค.เริ่มกดรับสิทธิอีก 1,000 บาท #ไทยช่วยไทยพลัส #เป๋าตัง ติดเทรนด์ X

    คลังประกาศผู้ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการ 11.25 ล้านคน เริ่มรับสิทธิ 1 ต.ค.

    คนโดนตัดสิทธิ “บัตรคนจน” ดิ้นรนสู้ชีวิตต่อ หนุน อปท.รับช่วงแก้จนอย่างมีระบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/558963&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XXFR8wskXhY_TDapvSlGd

  • คลังเร่งเบิกจ่าย 4.31 ล้านล้าน เงินเข้าระบบหวังกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง

    คลังเร่งเบิกจ่าย 4.31 ล้านล้าน เงินเข้าระบบหวังกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง

    วันนี้ ( 2 ต.ค.2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2569 มีมติเห็นชอบ มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 เพื่อเร่งให้เม็ดเงินจากงบประมาณรายจ่ายลงสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว พร้อมให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นแนวทางเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี งบประมาณรายจ่าย และงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ

    นาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    นาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    สำหรับปีงบประมาณ 2570 มีเม็ดเงินภาครัฐรวม 4.31 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ 2569 จำนวน 2.44 แสนล้านบาท งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 จำนวน 3.79 ล้านล้านบาท และงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ 2.79 แสนล้านบาท

    ทั้งนี้กระทรวงการคลังกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุน ไม่น้อยกว่า 75% รายจ่ายประจำไม่น้อยกว่า 98% และรายจ่ายภาพรวมไม่น้อยกว่า 93% ขณะที่การก่อหนี้หรือการใช้จ่ายงบประมาณทั้งรายจ่ายลงทุน รายจ่ายประจำ และภาพรวม กำหนดเป้าหมาย 100% ส่วนรัฐวิสาหกิจต้องเบิกจ่ายงบลงทุนไม่น้อยกว่า 95% ของกรอบงบลงทุน

    คลังเร่งเบิกจ่าย 4.31 ล้านล้าน  เงินเข้าระบบหวังกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง

    คลังเร่งเบิกจ่าย 4.31 ล้านล้าน เงินเข้าระบบหวังกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง

    ในส่วนของเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี 2569 รายการที่ก่อหนี้ผูกพันแล้ว ให้เร่งเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จตามสัญญาหรือข้อผูกพัน ส่วนรายการที่อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ให้เร่งก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 หากไม่สามารถก่อหนี้ผูกพันได้ภายในวันที่ 31 มี.ค.2570 กระทรวงการคลังจะพิจารณาไม่อนุมัติการขยายเวลาเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ต่อไป

    สำหรับงบประมาณรายจ่ายปี 2570 กำหนดให้เร่งก่อหนี้ผูกพันงบลงทุนให้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 เช่นกัน หากไม่ทันกำหนด สำนักงบประมาณจะนำรายการดังกล่าวไปจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ เพื่อนำไปใช้กับโครงการที่มีความสำคัญและมีความพร้อมในการดำเนินการมากกว่า ขณะเดียวกัน ให้เร่งดำเนินการและเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม การประชุม และสัมมนาให้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 3

    คลังเร่งเบิกจ่าย 4.31 ล้านล้าน  เงินเข้าระบบหวังกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง

    คลังเร่งเบิกจ่าย 4.31 ล้านล้าน เงินเข้าระบบหวังกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง

    มาตรการดังกล่าวยังเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามผล โดยให้ผู้บริหารหน่วยงานรัฐเร่งรัดการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามเป้าหมาย และนำผลการก่อหนี้ผูกพันและการเบิกจ่ายไปประกอบการประเมินผลการปฏิบัติราชการของหัวหน้าหน่วยงาน รวมถึงการพิจารณาแต่งตั้งและโยกย้าย ขณะที่หน่วยงานต้องรายงานความคืบหน้าการเบิกจ่ายงบลงทุน ปัญหาอุปสรรค แนวทางแก้ไข และแผนการใช้จ่ายต่อกรมบัญชีกลางภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไป

    ด้าน รัฐวิสาหกิจ กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2570 ไม่น้อยกว่า 95% ของกรอบงบลงทุน และให้นำผลการเบิกจ่ายเป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของผู้บริหารสูงสุด พร้อมกำหนดให้เร่งลงทุนในลักษณะ Front-loaded โดยนำการลงทุนและการเบิกจ่ายมาไว้ในไตรมาส 1 และ 2 ไม่น้อยกว่า 60% ของกรอบงบลงทุนทั้งปี เพื่อให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นปีและต่อเนื่องตลอดทั้งปี

    คลังเร่งเบิกจ่าย 4.31 ล้านล้าน  เงินเข้าระบบหวังกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง

    คลังเร่งเบิกจ่าย 4.31 ล้านล้าน เงินเข้าระบบหวังกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจต้องเร่งทบทวนกรอบงบลงทุนและประมาณการเบิกจ่ายตั้งแต่ต้นปี หากจำเป็นต้องปรับกรอบงบลงทุนระหว่างปี ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสแรก และเร่งก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 พร้อมจัดทำแผนการเบิกจ่ายรายไตรมาส ตั้งแต่การเตรียมโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง การก่อหนี้ผูกพัน การส่งมอบงาน จนถึงการเบิกจ่าย เพื่อให้สามารถติดตามและบริหารความเสี่ยงได้ตลอดกระบวนการ

    ขณะเดียวกัน หากพบปัญหาที่กระทบต่อเป้าหมายการเบิกจ่าย ให้รัฐวิสาหกิจรายงานต่อคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจเพื่อแก้ไขปัญหาภายใน 7 วัน และให้กระทรวงเจ้าสังกัดติดตามผลการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเป็นรายไตรมาส โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่มีผลเบิกจ่ายต่ำกว่า 95% ในปี 2569 หรือมีแนวโน้มไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในปี 2570

    ทั้งนี้ มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐปี 2570 จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการใช้จ่ายและกระตุ้นการลงทุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเร่งให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2569 และตลอดปี 2570

    อ่านข่าว:

    กมธ.งบฯ ปี 2570 เคาะตั้ง 7 คณะอนุกรรมาธิการฯ ประชุมนัดแรก 15 ก.ค.นี้

    กกร.ห่วงเศรษฐกิจไทย โตต่ำ 2% เหตุปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ งบปี70 ล่าช้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/559015&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DxL_Kn5dWVYdkaJ4D2mfR

  • สรุป 5 ข่าวเด่นการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ประจำเช้าวันที่ 2 ตุลาคม 2569

    สรุป 5 ข่าวเด่นการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ประจำเช้าวันที่ 2 ตุลาคม 2569

    วันศุกร์ ที่ 02 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 10.07 น.

    สถานการณ์ข่าวสำคัญของประเทศไทยในเช้าวันที่ 2 ตุลาคม 2569 มีทั้งเรื่องการเดินทางที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม มาตรการเยียวยาประชาชน การเร่งแก้ปัญหาวาระค้างของ กสทช. ตลอดจนราคาพลังงานและทิศทางตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล  โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

    1. การบินไทยยกเลิกเที่ยวบินวันที่ 2 ต.ค. ผู้โดยสารเร่งตรวจสอบสถานะก่อนเดินทาง

    บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งยกเลิกเที่ยวบินบางส่วนในวันที่ 2 ตุลาคม 2569 หลังสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติการภาคพื้น ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบมีทั้งเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ อาทิ กรุงเทพฯ–อุบลราชธานี กรุงเทพฯ–อุดรธานี กรุงเทพฯ–ขอนแก่น และกรุงเทพฯ–เชียงใหม่ รวมถึงเส้นทางระหว่างประเทศ

    ก่อนหน้านี้ การบินไทยได้ประกาศปรับเปลี่ยนและยกเลิกเที่ยวบินเพิ่มเติมในช่วงวันที่ 1–3 ตุลาคม โดยขอให้ผู้โดยสารตรวจสอบตารางบินและสถานะเที่ยวบินกับสายการบินก่อนออกเดินทาง เพื่อป้องกันผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินอย่างกะทันหัน

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนผลกระทบต่อเนื่องจากปัญหาน้ำท่วมที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ชุมชน แต่ยังส่งผลต่อการเดินทางและระบบปฏิบัติการด้านการบินด้วย

    2. เปิดลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” รับเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท

    กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. เปิดระบบให้ผู้ประสบอุทกภัยลงทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือ ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 08.00 น. ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” หรือยื่นคำร้องด้วยตนเองผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือสำนักงานเขตในพื้นที่ โดยมาตรการครอบคลุมพื้นที่ที่เข้าเกณฑ์ใน 65 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร

    ผู้ที่ผ่านหลักเกณฑ์จะได้รับเงินช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 9,000 บาท โดยเป็นการช่วยเหลือ 1 ครั้งต่อ 1 หลังคาเรือน ทั้งนี้ผู้ประสบภัยสามารถตรวจสอบคุณสมบัติและเงื่อนไขก่อนยื่นคำร้อง เพื่อให้ข้อมูลเป็นไปอย่างถูกต้อง

    ภาครัฐยังเน้นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนด้วยระบบดิจิทัล เพื่อลดขั้นตอนการยื่นเอกสารและช่วยให้กระบวนการตรวจสอบและจ่ายเงินเป็นไปอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันประชาชนควรระมัดระวังข้อความหรือลิงก์ที่อ้างว่าเป็นช่องทางรับเงินเยียวยา และควรใช้ช่องทางราชการที่กำหนดเท่านั้น

    3. กสทช. นัดประชุมพิเศษ 6 กรรมการ เร่งจัดระบบวาระค้างกว่า 220–233 เรื่อง

    กรรมการ กสทช. จำนวน 6 คน นัดประชุมพิเศษในวันที่ 2 ตุลาคม 2569 เพื่อเดินหน้าการทำงานของบอร์ด หลังที่ผ่านมาไม่สามารถประชุมเพื่อพิจารณาวาระต่าง ๆ ได้หลายครั้ง

    วาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ ได้แก่ การเลือกประธานในที่ประชุม การจัดระบบและจัดลำดับความสำคัญของวาระที่ค้างอยู่ รวมถึงกำหนดแนวทางการประชุมในครั้งต่อไป โดยมีข้อมูลว่าวาระที่ค้างสะสมมีประมาณ 220–233 เรื่อง

    การประชุมพิเศษจึงมีความสำคัญต่อการทำให้การดำเนินงานของ กสทช. กลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกิจการกระจายเสียง โทรทัศน์ และโทรคมนาคม ซึ่งมีผลต่อทั้งผู้ประกอบการและประชาชน

    4. ราคาน้ำมันปรับขึ้น ดีเซลแตะ 42.19 บาทต่อลิตร เพิ่มแรงกดดันต้นทุนขนส่ง

    ตลาดพลังงานในประเทศต้องจับตาการปรับราคาขายปลีกน้ำมันวันที่ 2 ตุลาคม 2569 หลังมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มดีเซล เบนซิน และแก๊สโซฮอล์ 0.75 บาทต่อลิตร โดยมีรายงานว่าราคาดีเซลขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 42.19 บาทต่อลิตร ขณะที่แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ประมาณ 40.69 บาทต่อลิตร

    การปรับราคาดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคธุรกิจและประชาชน เนื่องจากน้ำมันเป็นต้นทุนพื้นฐานของระบบขนส่งและโลจิสติกส์ และอาจส่งผลต่อค่าใช้จ่ายของภาคธุรกิจ รวมถึงราคาสินค้าและบริการในห่วงโซ่อุปทาน

    สำหรับประชาชน ราคาน้ำมันยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทางและต้นทุนการดำเนินชีวิตประจำวัน

    5. Bitcoin เคลื่อนไหวใกล้ 85,000 ดอลลาร์ Ethereum ยืนเหนือ 2,700 ดอลลาร์

    ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลกลับมาเคลื่อนไหวในระดับสูงในช่วงต้นเดือนตุลาคม โดย Bitcoin ขยับเข้าใกล้ระดับ 85,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Ethereum เคลื่อนไหวบริเวณ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐ

    ข้อมูลตลาดวันที่ 2 ตุลาคมระบุว่า Bitcoin เคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 83,000–85,000 ดอลลาร์ โดยราคาล่าสุดอยู่ใกล้ 84,700–84,900 ดอลลาร์ ขณะที่ Ethereum อยู่บริเวณ 2,700 ดอลลาร์

    การเคลื่อนไหวของตลาดคริปโตเกิดขึ้นท่ามกลางการจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร ซึ่งอาจมีผลต่อมุมมองของนักลงทุนต่อนโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ขณะที่ก่อนหน้านี้ Bitcoin เคยขยับผ่านระดับ 85,000 ดอลลาร์ และ Ethereum ผ่านระดับ 2,700 ดอลลาร์มาแล้วในช่วงปลายเดือนกันยายน

    สรุปภาพรวมข่าวเช้าวันที่ 2 ตุลาคม 2569

    ข่าวเด่นทั้ง 5 เรื่องสะท้อนสถานการณ์ที่เชื่อมโยงกันระหว่าง ภัยพิบัติ เศรษฐกิจ การบริหารภาครัฐ และตลาดการเงิน โดยสถานการณ์น้ำท่วมยังส่งผลต่อทั้งการเดินทางและมาตรการช่วยเหลือประชาชน ขณะที่ กสทช. เร่งจัดการวาระค้างเพื่อให้การทำงานขององค์กรเดินหน้าต่อ ส่วนราคาพลังงานยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อค่าครองชีพ และตลาดคริปโตยังเคลื่อนไหวในระดับสูงท่ามกลางการรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ​

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/492848&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vKzHav2xwACYCUZQH0Yw7

  • น้ำท่วมทุบเศรษฐกิจ เกษตรยับ 7 หมื่นล้าน สะเทือนผลิต-ส่งออก GDP โตตํ่า ท่องเที่ยว-ค้าปลีกปรับแผน

    น้ำท่วมทุบเศรษฐกิจ เกษตรยับ 7 หมื่นล้าน สะเทือนผลิต-ส่งออก GDP โตตํ่า ท่องเที่ยว-ค้าปลีกปรับแผน

    เศรษฐกิจไทยโค้งสุดท้ายปี 2569 เผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์น้ำท่วมที่ขยายวงกว้าง กระทบตั้งแต่ภาคเกษตร วัตถุดิบอาหาร การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการส่งออกและการบริโภค ขณะที่ภาคท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวอย่างระมัดระวัง ส่งผลให้ภาคเอกชนต้องเร่งปรับแผนรับมือ ท่ามกลางความเสี่ยงที่ผลกระทบจะลากยาวเข้าสู่ไตรมาส 4 และกดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจทั้งปี

    น้ำท่วมทุบเศรษฐกิจ เกษตรยับ 7 หมื่นล้าน สะเทือนผลิต-ส่งออก GDP โตตํ่า ท่องเที่ยว-ค้าปลีกปรับแผน

    รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” โดยประเมินว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่ยังเกิดขึ้นในหลายจังหวัดรวมถึงในพื้นที่กรุงเทพฯจะกดดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) หรือเศรษฐกิจไทยใน ไตรมาส 3 ลดลงราว 0.5% หากนำฐานการเติบโตของ GDP ไตรมาส 2 ที่ 1.9% มาคำนวณ จะทำให้ GDP ไตรมาส 3 เหลือประมาณ 1.4%

    อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณ 0.1% ต่อเดือน หรือรวม 0.3% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา จะช่วยพยุงให้ GDP ไตรมาส 3 ขยายตัวได้ราว 1.7-1.8%

    สำหรับภาพรวมทั้งปี ประเมินว่า GDP ไทยปี 2569 จะขยายตัวประมาณ 2.1% ต่ำกว่าปี 2568 ที่ขยายตัว 2.4% หรือหายไปประมาณ 0.3% สะท้อนแรงกดดันจากน้ำท่วมที่เข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจในช่วงโค้งท้ายของปี

    ฉุด GDP ลามสะเทือนห่วงโซ่เกษตร

    ทั้งนี้ ผลกระทบจากน้ำท่วมไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นในพื้นที่เกษตร แต่ยังส่งผ่านไปยังห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยจากการประเมินคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จากสถานการณ์น้ำท่วมช่วงวันที่ 24-30 กันยายน 2569 ซึ่งครอบคลุม 31 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร รวม 32 พื้นที่ คาดความเสียหายต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตรทั้งระบบอยู่ที่ 69,102.86 ล้านบาท หรือประมาณ 6.9 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.36% ของ GDP ประเทศไทย

    ภาคกลางได้รับผลกระทบหนักที่สุด มูลค่าความเสียหาย 31,521.58 ล้านบาท หรือประมาณ 45.6% ของความเสียหายรวม รองลงมาคือภาคตะวันออก 19,923.97 ล้านบาท ภาคเหนือ 11,795.69 ล้านบาท และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5,861.61 ล้านบาท

    เมื่อแยกตามห่วงโซ่อุปทาน พบว่าเกษตรกรซึ่งเป็นต้นน้ำได้รับความเสียหายสูงถึง 25,864.70 ล้านบาท จากการสูญเสียผลผลิต พืชผล และปศุสัตว์ ขณะที่กลางน้ำ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้แปรรูปสินค้าเกษตรได้รับความเสียหาย 18,307.44 ล้านบาท จากการขาดแคลนวัตถุดิบป้อนโรงสี โรงงานแป้งมัน และโรงงานอาหารสัตว์ ส่งผลให้กระบวนการผลิตบางส่วนหยุดชะงัก

    ส่วนปลายน้ำ ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นรวม 13,402.45 ล้านบาท จากภาวะสินค้าเกษตรและอาหารขาดแคลน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการซื้อข้าวเพิ่มขึ้นประมาณ 6.5 พันล้านบาท เนื้อสัตว์ 2 พันล้านบาท และเนื้อไก่ 1.7 พันล้านบาท ขณะที่ธุรกิจร้านอาหารมีต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งเพิ่มขึ้น 3,479.24 ล้านบาท

    ด้านการส่งออกสินค้าเกษตรได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยมูลค่าการส่งออกลดลงรวม 5,482.56 ล้านบาท โดยเฉพาะข้าวที่สูญเสียประมาณ 2.36 พันล้านบาท และมันสำปะหลัง 2.14 พันล้านบาท จากปัญหาผลผลิตส่งมอบล่าช้า ขณะที่ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง และการขนส่งมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นรวมกว่า 2.5 พันล้านบาท จากอุปสรรคในการเดินทางและจัดส่งสินค้า

    ซัพพลายช็อกลาม Q4

    ดร.อัทธ์มองว่า ผลกระทบสำคัญที่จะตามมาในไตรมาส 4 คือปัญหา “ซัพพลายช็อก” หรือการชะงักงันของห่วงโซ่การผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป โดยเฉพาะในเดือนตุลาคม ซึ่งคาดว่าจะเกิดปัญหาประมาณ 1 เดือน สินค้าที่ต้องจับตา ได้แก่ ผัก เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อเป็ด และไข่ไก่ ขณะที่ผลไม้แปรรูปได้รับผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากพ้นฤดูกาลของภาคตะวันออกแล้ว อย่างไรก็ดีในด้านการส่งออกของไทยทั้งปีนี้คาดจะยังขยายตัวเป็นตัวเลข 2 หลัก โดยเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 10-15%

    นอกจาก GDP และการส่งออกแล้ว น้ำท่วมยังส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและเงินเฟ้อ โดย ดร.อัทธ์ระบุว่า หากย้อนกลับไปดูมหาอุทกภัยปี 2554 เงินเฟ้อเคยปรับเพิ่มขึ้นถึง 3-4% จากระดับ 3% พุ่งขึ้นเป็น 7% ขณะที่ปี 2569 เงินเฟ้อเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 2.5% และคาดว่าเดือนกันยายนจะขยับขึ้นเป็น 2.8-3.0% หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 0.3-0.5%

    ปัจจัยหลักมาจากซัพพลายสินค้าเกษตรและอาหารสดในภาคกลาง ทั้งผัก เนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ได้รับความเสียหายจนสินค้าในตลาดบางรายการขาดแคลนและราคาปรับตัวสูงขึ้น ผลกระทบดังกล่าวจึงมีโอกาสกระจายไปยังผู้บริโภค ร้านอาหาร ค้าปลีก และธุรกิจที่ใช้วัตถุดิบอาหาร โดยเฉพาะเมื่อปัญหาการขนส่งเข้ามาซ้ำเติมต้นทุน แม้จะยังต้องติดตามว่าสถานการณ์น้ำจะคลี่คลายได้เร็วเพียงใด

    สศช.เกาะติดเศรษฐกิจ โค้งท้าย

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2569 ยังต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และคาดว่าการลงทุนและการส่งออกยังคงช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยปีนี้ โดยสภาพัฒน์ยังคงติดตามสถานการณ์ ปัจจัยเสี่ยง และเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด

    ที่ผ่านมา สศช.ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 2-2.5% หรือมีค่ากลางการประมาณการ 2.2% โดยยังคงต่อเนื่องจาก 2.4% ในปี 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ คือการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนในเกณฑ์สูง รวมทั้งการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคภาค ครัวเรือน เช่นเดียวกับการส่งออกสินค้าขยายตัวในเกณฑ์ดี และมีแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐ

    แนะรัฐบาลกระตุ้นศก.แก้สภาพคล่อง

    นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย กล่าวว่า นอกจากปัญหาน้ำท่วมแล้ว ยังมีปัญหาที่จะต้องติดตามใกล้ชิด คือสภาพคล่องทางการเงินทั้งของครัวเรือนและ SMEs ที่อ่อนแออยู่แล้วเมื่อเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายเพื่อฟื้นฟูครัวเรือนหรือธุรกิจจะทำให้ฐานะการเงินทรุดตัว อาจลามไปถึงหนี้เสียตลอดจนกระทบกำลังซื้อซ้ำเติมเศรษฐกิจช่วงไตรมาสสุดท้าย

    ดังนั้นมาตรการที่รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งออกมาคือการกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมกับแก้ปัญหาสภาพคล่อง เช่น พักหนี้ หรือลดค่างวดเพื่อลดภาระการเงินให้กับครัวเรือนและหรือธุรกิจที่ประสบภัยพิบัติเพื่อให้ไม่กระทบกำลังซื้อและประคับประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้า

    ค้าปลีก-ท่องเที่ยวเร่งรับมือ

    ในภาคค้าปลีก ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่อย่างใกล้ชิด และประเมินผลกระทบเป็นรายพื้นที่ พร้อมเตรียมแผนรองรับโดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของลูกค้า พนักงาน ร้านค้า และชุมชนโดยรอบ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศยังเปิดพื้นที่จอดรถเพื่อรองรับประชาชนที่ต้องการนำรถมาจอดในพื้นที่ปลอดภัยจากน้ำท่วม เปิดจุดรับบริจาคสิ่งของจำเป็น และประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่นเพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันมีการดูแลพนักงานและปรับการปฏิบัติงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    สำหรับภาคการท่องเที่ยว เซ็นทรัลพัฒนายังคงเดินหน้าแผนรองรับ Golden Week พร้อมติดตาม Travel Sentiment อย่างใกล้ชิด และทำงานร่วมกับพันธมิตรด้านการท่องเที่ยว การเดินทาง และการชำระเงิน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวจีน

    ขณะที่การขนส่งยังเป็นโจทย์สำคัญของธุรกิจค้าปลีก โดยบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ในกลุ่มบีเจซีเร่งบริหารจัดการสต็อกและร่วมมือกับคู่ค้าเพื่อจัดเตรียมสินค้าจำเป็นให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค โดยอาศัยระบบโลจิสติกส์ของบริษัท บีเจซี ดีเอชแอล โลจิสติกส์ โซลูชั่น จำกัด ในการกระจายสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้าบางปะอินไปยังสาขาบิ๊กซีทั่วประเทศ

    ด้านนายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรม (THA) กล่าวว่า โรงแรมได้รับผลกระทบเพียงบางส่วน โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีน้ำท่วมขัง เช่น ถนนศรีนครินทร์ มีลูกค้าขอเลื่อนหรือยกเลิกการจองบางกรณี แต่ผู้ประกอบการสามารถประสานโรงแรมพันธมิตรเพื่อส่งต่อนักท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมและเดินทางสะดวก เช่น พระราม 9

    สำหรับการจองใหม่คาดว่าเดือนตุลาคมอาจชะลอตัวประมาณ 5-10% แต่หากสถานการณ์น้ำท่วมดีขึ้น ตลาดท่องเที่ยวมีโอกาสฟื้นตัวได้รวดเร็ว โดยสมาคมยังเชื่อมั่นว่าภาพรวมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปีจะไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

    อสังหาฯ ฟื้นแบบประคองตัว

    ส่วนตลาดที่อยู่อาศัย นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ไตรมาส 4 ตลาดเริ่มฟื้นตัว แต่เป็นการฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไปและเลือกซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มเรียลดีมานด์และสินค้าที่มีระดับราคาสอดคล้องกับกำลังซื้อ

    ข้อมูลศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุว่า ครึ่งแรกปี 2569 มียอดโอนทั่วประเทศ 167,665 หน่วย เพิ่มขึ้น 17.6% ขณะที่มูลค่าการโอนอยู่ที่ 429,839 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8% หลังไตรมาส 1 เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว โดยยอดโอนทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 11.2% และไตรมาส 2 มีแรงส่งชัดขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ซัพพลายใหม่ยังหดตัว สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังระมัดระวังการเปิดโครงการใหม่ ขณะที่การเร่งโอนก่อนมาตรการเดิมสิ้นสุดในเดือนมิถุนายนเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขครึ่งปีแรกขยายตัว ดังนั้น ไตรมาส 3-4 จะเป็นบททดสอบว่าตลาดมี Real Demand มากน้อยเพียงใด

    นายสุนทรมองว่า น้ำท่วม อาจทำให้การซื้อขายชะลอตัวในระยะสั้น และหากเกิดอุทกภัยรุนแรงจะกลายเป็นอีกปัจจัยที่กระทบตลาดเพิ่มเติมจากปัจจัยหลักอย่างภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่หายไป โดยภาพรวม Q4/69 จึงมีแนวโน้มเป็นการฟื้นแบบประคองตัว มากกว่าการฟื้นตัวแบบก้าวกระโดด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/670452&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mGJ82hni0RMYS7Dz5KvEu

  • ‘คลัง’ เผยผ่านเกณฑ์ ‘บัตรคนจน’ เพิ่ม 1.75 ล้านคน ไม่ผ่านกดรับสิทธิไทยช่วยไทย พลัส ก่อน 15 ต.ค.69 นี้

    ‘คลัง’ เผยผ่านเกณฑ์ ‘บัตรคนจน’ เพิ่ม 1.75 ล้านคน ไม่ผ่านกดรับสิทธิไทยช่วยไทย พลัส ก่อน 15 ต.ค.69 นี้

    “คลัง” ประกาศผลการทบทวนสิทธิ “บัตรคนจน” ปี 2569 ผู้ผ่านคุณสมบัติเพิ่ม 1.75 ล้านคน รวม 11.25 ล้านคน เริ่มใช้สิทธิตั้งแต่ 1 ต.ค.2569 เป็นต้นไป ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติ กดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ผ่านแอปเป๋าตัง ได้ถึง 15 ต.ค.69 นี้

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมประชุม ครั้งที่ 12/2569 เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2569 มีมติเห็นชอบผลการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 รอบทบทวนสิทธิ

    ซึ่งได้เปิดให้ผู้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติยื่นทบทวนสิทธิได้ระหว่างวันที่ 17 ก.ค. – 31 ส.ค. 2569โดยมีผู้ยื่นทบทวนสิทธิ 5.01 ล้านราย และจากการตรวจสอบ มีผู้ผ่านคุณสมบัติรอบทบทวนสิทธิ 1.75 ล้านราย ซึ่งได้ประกาศผลดังกล่าวในวันที่ 30 ก.ย.2569 ตั้งแต่เวลา 06.00 น.

    ‘คลัง’ เผยผ่านเกณฑ์ ‘บัตรคนจน’ เพิ่ม 1.75 ล้านคน ไม่ผ่านกดรับสิทธิไทยช่วยไทย พลัส ก่อน 15 ต.ค.69 นี้

    “โครงการปี 2569 มีผู้ได้รับสิทธิรวม 11.25 ล้านคน หลังภาครัฐขยายการเข้าถึงกลุ่มตกหล่นจากฐานข้อมูลของ พม. และ มท. และลงพื้นที่เชิงรุกทั่วประเทศ เพื่อปรับปรุงข้อมูลเป็นปัจจุบัน และคัดกรองครอบคลุมยิ่งขึ้น ทำให้พบผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในภาวะยากลำบาก และเดือดร้อนจริงเพิ่มเติมถึง 2.66 ล้านคน” นายวินิจ กล่าว

    ‘คลัง’ เผยผ่านเกณฑ์ ‘บัตรคนจน’ เพิ่ม 1.75 ล้านคน ไม่ผ่านกดรับสิทธิไทยช่วยไทย พลัส ก่อน 15 ต.ค.69 นี้

    ทั้งนี้ ผู้ได้รับสิทธิ เริ่มรับสิทธิพร้อมกันตั้งแต่ 1 ต.ค.2569 เป็นต้นไป โดยผู้มีบัตรรายใหม่สามารถยืนยันตัวตน (e-KYC) ได้ที่แอปเป๋าตัง และที่ธนาคารกรุงไทย ถึงวันที่ 12 ม.ค.2570 หรือที่ ธ.ก.ส., ธนาคารออมสิน, ธอส., และ ธอท. ได้ถึงวันที่ 14 ต.ค. 2569

    โดยความคืบหน้าการยืนยันตัวตน (e-KYC) ณ วันที่ 27 ก.ย.2569 พบว่า ยังเหลือผู้ที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตนอีก ราว 400,000 ราย ซึ่งคลังย้ำเตือนให้เร่งดำเนินการ สำหรับกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้สูงอายุที่ไม่สะดวกเดินทาง สามารถมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง มหาดไทย ช่วยดำเนินการยืนยันตัวตนแทนได้

    “หากยืนยันตัวตนสำเร็จภายในเดือนต.ค.นี้ จะได้รับสิทธิย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.69 รวมถึงสิทธิรับเงินเพิ่ม 700 บาทตามมติคณะรัฐมนตรี แต่หากพ้นเดือนต.ค.ไปแล้ว จะเสียสิทธิดังกล่าว และได้รับเฉพาะวงเงินสวัสดิการรายเดือนย้อนหลังตามปกติเท่านั้น”

    สำหรับผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติโครงการ ปี 2569 สามารถเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ได้ เพียงกดยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 15 ต.ค.2569 โดยต้องมีคุณสมบัติตามที่โครงการกำหนด

    ‘คลัง’ เผยผ่านเกณฑ์ ‘บัตรคนจน’ เพิ่ม 1.75 ล้านคน ไม่ผ่านกดรับสิทธิไทยช่วยไทย พลัส ก่อน 15 ต.ค.69 นี้

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1254349&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lqwnVSkgOhJq3i0xHwxpG

  • 77 ปี วันชาติจีน สีจิ้นผิง ย้ำต้อฝ่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจ พร้อมสานเป้าหมายรวมชาติ

    77 ปี วันชาติจีน สีจิ้นผิง ย้ำต้อฝ่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจ พร้อมสานเป้าหมายรวมชาติ

    สีจิ้นผิงส่งสารวันชาติจีน ย้ำความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ แม้เผชิญแรงกดดันทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้บรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจปีนี้ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพ ชี้จะไม่ยอมจำนนต่อประเด็นไต้หวัน

    เมื่อวานนี้ (30 กันยายน) สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสครบรอบ 77 ปี การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนวันชาติจีน 1 ตุลาคม พร้อมกล่าวสุนทรพจน์ถึงทิศทางเศรษฐกิจของประเทศและสถานการณ์ข้ามช่องแคบไต้หวัน

    สีเรียกร้องให้จีนเร่งบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจตลอดทั้งปี โดยระบุว่า แม้ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมทั้งภายในและระหว่างประเทศที่ซับซ้อน เศรษฐกิจจีนยังคงเดินหน้าภายใต้แรงกดดัน และแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและพลังอย่างแข็งแกร่ง

    เขาย้ำว่า จีนจะต้องเดินหน้าสร้างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพ ส่งเสริมการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนดูแลและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน พร้อมผลักดันให้บรรลุเป้าหมายและภารกิจที่กำหนดไว้สำหรับปีนี้

    อีกประเด็นสำคัญในสุนทรพจน์คือไต้หวัน โดยสีระบุว่า จีนควรขยายการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือข้ามช่องแคบ พร้อมย้ำว่า จะ ‘ต่อสู้อย่างเด็ดขาด’ กับกลุ่มที่สนับสนุนเอกราชของไต้หวัน และคัดค้านการแทรกแซงจากกองกำลังภายนอก

    ขณะเดียวกัน เขายังกล่าวถึงการส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบอย่างสันติ และเดินหน้าสู่เป้าหมายการรวมชาติ

    ภาพ: Florence Lo / Reuters

    อ้างอิง:

    ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงรับรองวันชาติจีน 1ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงรับรองวันชาติจีน 2ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงรับรองวันชาติจีน 3ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงรับรองวันชาติจีน 4

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    อัยย์ลดา แซ่โค้ว

    Content Creator กองบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/on-the-77th-anniversary-of-chinas-national-day/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tEAxeYnAMRqXGU9i8X_Pm

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI พุ่ง 2.71% ดาวโจนส์บวก จับตาจ้างงานสหรัฐฯ เช็กราน้ำมันปั๊ม 02/10/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI พุ่ง 2.71% ดาวโจนส์บวก จับตาจ้างงานสหรัฐฯ เช็กราน้ำมันปั๊ม 02/10/69 – สยามรัฐ

    ราคาพลังงานและตลาดหุ้นโลกเคลื่อนไหวในทิศทางฟื้นตัว โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดตลาดวันที่ 1 ตุลาคม 2569 พุ่งขึ้น 2.71% แตะ 92.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจีนระงับการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันในเดือนตุลาคม ขณะที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันโลก ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดาวโจนส์ปิดบวกเล็กน้อย หลังบอนด์ยีลด์ชะลอตัว ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ส่วนราคาน้ำมันขายปลีกในไทยวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ดีเซลอยู่ที่ 42.19 บาทต่อลิตร

    น้ำมัน WTI พุ่ง 2.71% รับข่าวจีนระงับส่งออกน้ำมัน

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกแรงในวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2569 โดย WTI ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 2.45 ดอลลาร์ หรือ 2.71% ปิดที่ 92.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 4.28 ดอลลาร์ หรือ 4.37% ปิดที่ 102.31 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    แรงหนุนสำคัญมาจากรายงานว่ารัฐบาลจีนสั่งให้โรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศระงับการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันในเดือนตุลาคม เพื่อรักษาระดับน้ำมันสำรองภายในประเทศ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานโลก

    การตัดสินใจดังกล่าวทำให้ตลาดกังวลว่าอุปทานเชื้อเพลิงในตลาดโลกอาจตึงตัวมากขึ้น ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตา หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ ส่งกำลังทหารและเรือบรรทุกเครื่องบินเพิ่มเติมเข้าสู่ภูมิภาค

    แรงกดดันด้านอุปทานดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคาเบรนท์กลับมายืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง

    ดาวโจนส์ปิดบวก 20.51 จุด หลังบอนด์ยีลด์ชะลอตัว

    ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันเดียวกัน โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 50,926.56 จุด เพิ่มขึ้น 20.51 จุด หรือ 0.04% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,666.45 จุด เพิ่มขึ้น 14.91 จุด หรือ 0.19% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,871.60 จุด เพิ่มขึ้น 10.53 จุด หรือ 0.04%

    ในช่วงเปิดตลาด ดาวโจนส์ปรับตัวลง หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งแตะ 5.327% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 24 ปี ท่ามกลางแรงเทขายพันธบัตร ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นอาจกดดันการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

    อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นฟื้นตัวในช่วงท้าย หลังบอนด์ยีลด์ชะลอตัวลง ทำให้แรงกดดันต่อตลาดหุ้นลดลง และนักลงทุนกลับเข้าซื้อหุ้นบางส่วน ส่งผลให้ดัชนีหลักทั้ง 3 ตลาดปิดในแดนบวก

    ขณะเดียวกัน นักลงทุนจับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เพื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยเฉพาะแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไป

    เช็ก “ราคาน้ำมันวันนี้” 2 ต.ค. 69 ดีเซล 42.19 บาท/ลิตร

    สำหรับราคาน้ำมันขายปลีกในกรุงเทพฯ วันที่ 2 ตุลาคม 2569 ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ เวลา 05.00 น. พบว่าราคาหลักของผู้ให้บริการแต่ละรายมีดังนี้

    ปตท. (PTT)

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 31.63 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาท/ลิตร
    ดีเซล ราคา 42.19 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 49.68 บาท/ลิตร

    บางจาก (Bangchak)

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 31.63 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาท/ลิตร
    ดีเซล ราคา 42.19 บาท/ลิตร
    ดีเซลพรีเมียม ราคา 50.05 บาท/ลิตร

    พีที (PT)

    ดีเซล ราคา 42.19 บาท/ลิตร
    ดีเซล B20 ราคา 37.19 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 50.18 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.32 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาท/ลิตร

    เชลล์ (Shell)

    ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.89 บาท/ลิตร
    ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.82 บาท/ลิตร
    ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 41.19 บาท/ลิตร
    วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 51.84 บาท/ลิตร
    ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 42.19 บาท/ลิตร
    ดีเซล B20 ราคา 37.19 บาท/ลิตร
    วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 51.84 บาท/ลิตร

    ราคาดังกล่าวเป็นราคาขายปลีกน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพฯ และยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ผู้ใช้รถควรตรวจสอบราคาหน้าสถานีบริการอีกครั้ง เนื่องจากราคาอาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศของแต่ละผู้ให้บริการ

    ข้อมูลราคาน้ำมันอ้างอิงจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งมีการอัปเดตเมื่อมีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมัน โดยราคาที่แสดงเป็นข้อมูล ณ เวลา 05.00 น. วันที่ 2 ตุลาคม 2569

    ราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นแรงจากความกังวลด้านอุปทาน หลังจีนระงับการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมัน ขณะที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวเล็กน้อยหลังบอนด์ยีลด์ชะลอตัว และตลาดกำลังรอตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ซึ่งอาจมีผลต่อมุมมองทิศทางดอกเบี้ยของเฟด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/325790&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IuGJT6e9808PBvVBzdksx

  • สหรัฐคว่ำบาตรอุตสาหกรรมรถยนต์-รถไฟอิหร่าน เพิ่มแรงกดดันเศรษฐกิจภาคพื้นดิน | เดลินิวส์

    สหรัฐคว่ำบาตรอุตสาหกรรมรถยนต์-รถไฟอิหร่าน เพิ่มแรงกดดันเศรษฐกิจภาคพื้นดิน | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ว่ากระทรวงการคลังสหรัฐออกแถลงการณ์ คว่ำบาตรภาคอุตสาหกรรมรถยนต์และระบบรถไฟของอิหร่าน รวมถึงบริษัทต่างชาติที่เป็นผู้จัดหา เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลเตหะรานในช่วงสงคราม

    มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “ตัดขาดทางเศรษฐกิจ” ซึ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ปีนี้ มีเป้าหมายตัดแหล่งเงินทุนของอิหร่านสำหรับการทำสงคราม การพัฒนาขีปนาวุธ การโจมตีทางไซเบอร์ และกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม ( ไออาร์จีซี )

    มาตรการล่าสุดขยายแรงกดดันจากทางทะเลสู่ภาคพื้นดิน หลังการปิดล้อมทางทะเลส่งผลให้อิหร่านต้องพึ่งพารถยนต์และระบบรถไฟมากขึ้น ในการลำเลียงน้ำมัน ปุ๋ย สารเคมี และสินค้าอื่น ๆ

    Under Operation Economic Outcast, the U.S. Department of the Treasury is targeting some of the last significant elements of Iran’s failing industrial infrastructure, including its rail and automotive conglomerates today. Iran’s automotive and rail industries have been coopted by…

    — Treasury Department (@USTreasury) October 1, 2026

    ทั้งนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐขึ้นบัญชีดำบริษัท อิหร่าน โคดโร และบริษัทผลิตรถยนต์ซาอิปา ซึ่งครองสัดส่วนมากกว่า 90% ของตลาดรถยนต์ภายในอิหร่าน

    นอกจากนี้ ยังขึ้นบัญชีบริษัทการรถไฟแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน บริษัทเรจา ผู้ให้บริการรถไฟโดยสาร และบริษัทขนส่งทางรถไฟ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางรถไฟเอกชนรายใหญ่ของประเทศ

    นายสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.กระทรวงการคลังสหรัฐ กล่าวว่า มาตรการนี้มุ่งตัดวงจรสนับสนุนรัฐบาลอิหร่าน และวางรากฐานเพื่อสกัดรายได้ของรัฐบาลเตหะราน

    ขณะเดียวกัน สหรัฐยังคว่ำบาตรบริษัทต่างชาติในอินโดนีเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ( ยูเออี ) และตุรกี ซึ่งจัดหาสินค้าให้แก่อุตสาหกรรมรถยนต์ของอิหร่านด้วย.

    เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : REUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6240977/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw149leVTyffNf-UgtnIecql