Blog

  • ททท. ปรับเกมท่องเที่ยว ดัน “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” หลังตลาดใกล้โตต่อ

    ททท. ปรับเกมท่องเที่ยว ดัน “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” หลังตลาดใกล้โตต่อ

    แม้เศรษฐกิจโลกและการแข่งขันท่องเที่ยวในภูมิภาคจะยังร้อนแรง แต่ตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ยังเป็นแรงขับสำคัญของไทย หลัง 4 เดือนครึ่งแรกปี 2569 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 8.24 ล้านคน โดย “จีน” ยังครองแชมป์ตลาดหลัก พร้อมแรงหนุนจากวันหยุดยาว กระแสคอนเสิร์ต และเทรนด์เที่ยวใกล้แทนญี่ปุ่น ส่งให้ ททท. เร่งปรับเกมสู่ยุค “Value-driven Growth” เน้นดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างรายได้มากกว่าปริมาณคน

    นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม-16 พฤษภาคม 2569 ไทยมีนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้ หรือกลุ่มเอเชียและแปซิฟิกใต้ เดินทางเข้าประเทศรวม 8.24 ล้านคน แบ่งเป็นตลาดเอเชียตะวันออก 3.73 ล้านคน และตลาดอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิกใต้ รวม 4.50 ล้านคน

    5 ตลาดหลักที่เดินทางเข้าไทยมากที่สุด ได้แก่ จีน 2.15 ล้านคน มาเลเซีย 1.46 ล้านคน อินเดีย 941,331 คน เกาหลีใต้ 510,000 คน และไต้หวัน 410,785 คน โดย ททท. คาดว่าตลอดปี 2569 ตลาดระยะใกล้จะสร้างนักท่องเที่ยวเข้าไทยได้ราว 21.87 ล้านคน

    “จีน” ยังเป็นตัวแปรสำคัญของตลาดท่องเที่ยวไทย หลังมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 2.15 ล้านคน เติบโต 18.79% หรือเพิ่มขึ้นกว่า 340,000 คนจากปีก่อน ถือเป็นตลาดที่ขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาคอย่างชัดเจน สอดคล้องกับจำนวนเที่ยวบินและที่นั่งบินเข้าไทยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    ขณะที่ “ไต้หวัน” ยังรักษาทิศทางเติบโตได้ดี มีนักท่องเที่ยวสะสม 410,785 คน เพิ่มขึ้น 3.68% และเป็นตลาดที่มีสัดส่วน FIT และ Repeat Visitor สูง โดยทั้งจีนและไต้หวันได้รับแรงหนุนจากช่วงวันหยุดตรุษจีน รวมถึงพฤติกรรม Shift Destination ที่นักท่องเที่ยวบางส่วนเปลี่ยนเป้าหมายจากญี่ปุ่นมาเที่ยวไทยมากขึ้น

    ด้าน “อินเดีย” ยังถูกมองเป็นตลาดศักยภาพขนาดใหญ่ หลังมีนักท่องเที่ยวเข้าไทยแล้ว 941,331 คน เพิ่มขึ้น 8.80% ส่วน “เมียนมา” แม้เผชิญข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์ภายในประเทศ แต่ยังเติบโตสูงถึง 24.47% หรือราว 291,913 คน โดยส่วนใหญ่เดินทางมาเพื่อรักษาพยาบาล ศึกษาต่อ และติดต่อธุรกิจ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง

    ส่วน “ฟิลิปปินส์” มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยแล้ว 244,375 คน เพิ่มขึ้น 2.21% และไทยยังติดอันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยม Top 10 ของนักท่องเที่ยวฟิลิปปินส์ สะท้อนศักยภาพของไทยในฐานะฮับท่องเที่ยวสำคัญของเอเชีย

    อีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญของตลาดท่องเที่ยวไทยในปีนี้ มาจากกระแส “Concert Tourism” หลังไทยกลายเป็นจุดหมายจัดคอนเสิร์ต แฟนมีต และแฟนคอนของศิลปิน K-pop และ T-pop ต่อเนื่อง ดึงแฟนคลับจากอาเซียน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และจีน เดินทางเข้าไทยมากขึ้น โดยเป็นกลุ่มที่มีกำลังใช้จ่ายสูง

    นอกจากนี้ ททท. ยังเดินหน้าทำตลาดเชิงรุก เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ ทั้ง Incentive, Golf, Wellness และ Couples ควบคู่โครงการ Thailand Summer Blast ที่สนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำและการตลาดออนไลน์ เพื่อรักษาโมเมนตัมการเดินทางในช่วงฤดูท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ตาม ททท. มองว่าไตรมาส 3 ของปีนี้ ตลาดระยะใกล้อาจทรงตัวถึงขยายตัวเพียงเล็กน้อย แม้จะมีแรงหนุนจากช่วง School Holidays และ Summer Holiday ของหลายประเทศ โดยเฉพาะจีน เพราะราคาบัตรโดยสารที่ยังสูง อาจทำให้นักท่องเที่ยวเลือกเดินทางใกล้บ้านมากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันท่องเที่ยวในภูมิภาครุนแรงขึ้นตามไปด้วย

    ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ททท. เตรียมปรับกลยุทธ์จากแนวคิด “Volume Recovery” หรือการเร่งปริมาณนักท่องเที่ยว ไปสู่ “Value-driven Growth” ที่เน้นสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากนักท่องเที่ยวคุณภาพมากขึ้น ทั้งเพื่อเพิ่มรายได้ กระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจท่องเที่ยว และสร้างความได้เปรียบการแข่งขันระยะยาวให้ไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/276180&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O3o-P6o6KFII5Yq1B2Qp9

  • SCB EIC คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โต 1.7% ชี้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ดันจีดีพีเพิ่ม 0.6%

    SCB EIC คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โต 1.7% ชี้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ดันจีดีพีเพิ่ม 0.6%

    SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 อยู่ที่ 1.7% (เดิม 1.4%) แต่การเติบโตกระจุกตัวในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากกระแส AI และ Digital ประเด็นหลักในการปรับประมาณการครั้งนี้ คือ

    1) พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทจะมีบทบาทช่วยพยุงเศรษฐกิจปีนี้กลับมาได้ราว 0.6 pp. บนสมมติฐานว่าเม็ดเงินจะแบ่งเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ปีนี้ 274,000 ล้านบาท คือ แผนงานช่วยเหลือ (เช่น ไทยช่วยไทย พลัส) 198,000 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยลดแรงกดดันค่าครองชีพระยะสั้นตั้งแต่เดือน มิ.ย. และแผนงานเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดราว 76,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายสู่เศรษฐกิจได้ในไตรมาสที่ 3-4

    2) การส่งออกและการลงทุนมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นตามโมเมนตัมที่ดีในไตรมาสแรก อีกทั้ง ยอดมูลค่าการอนุมัติและการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนของ BOI ยังสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับ AI และ Data center

    3) มูลค่านำเข้ามีแนวโน้มสูงขึ้นมาก ส่วนหนึ่งสะท้อนผลของราคานำเข้าที่ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบโลก

    4) ประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ปรับลดลงอยู่ที่ 31.7 ล้านคน (เดิม 33.2 ล้านคน) ตามจำนวนเที่ยวบินที่ปรับลดลงและตั๋วโดยสารแพงขึ้น ขณะที่ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัยและความเปราะบางของกำลังซื้อ 

    ทั้งนี้คาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ที่ 1.7% นับว่าชะลอตัวจากปี 2568 ที่ 2.4% และปี 2567 ที่ 2.9% มาก สะท้อนความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่มีอยู่เดิม และแรงกดดันเพิ่มเติมจากสงครามในตะวันออกกลาง สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2569 มีแนวโน้มเร่งตัวเกินกรอบเป้าหมายอยู่ที่ 3.6% จากที่เคยติดลบ -0.1% ในปีก่อน สะท้อนแรงกดดันจากสงครามที่กระทบต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378977841&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13AyfudDhfBdjw9ZOuZQyR

  • รมช.ดีอี ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ติดตามโครงการจัดระเบียบสายสื่อสารลงใต้ดิน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

    รมช.ดีอี ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ติดตามโครงการจัดระเบียบสายสื่อสารลงใต้ดิน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

    รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดเชียงใหม่
    ติดตามโครงการจัดระเบียบสายสื่อสารลงใต้ดิน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของ NT

    วันที่ 24 พฤษภาคม 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ บริเวณวัดทรายมูล อำเภอเมืองเชียงใหม่ เพื่อติดตามการดำเนินงานของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และโครงการจัดระเบียบสายสื่อสารลงใต้ดิน เพื่อยกระดับภูมิทัศน์เมือง ความปลอดภัย และคุณภาพการให้บริการประชาชน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยนายเสกสรรค์ มิตรเกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานขายและปฏิบัติการลูกค้า 2 และ นายธนากร ทองใบ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มขายและปฏิบัติการลูกค้าภาคเหนือ คณะผู้บริหาร NT และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ

    โดยมี นายเสกสรรค์ มิตรเกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานขายและปฏิบัติการลูกค้า 2  และนายธนากร ทองใบ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มขายและปฏิบัติการลูกค้าภาคเหนือ พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงาน NT ให้การต้อนรับ  ในการนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ลงพื้นที่บริเวณวัดทรายมูลเมือง รอบคูเมืองด้านใน อำเภอเมืองเชียงใหม่ เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการ Single Last Mile ของ NT ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาและจัดระเบียบโครงข่ายสายสื่อสารในพื้นที่เมืองชั้นใน โดยมุ่งเน้นการลดความซ้ำซ้อนของสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้า เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงข่าย และยกระดับความเป็นระเบียบเรียบร้อยของภูมิทัศน์เมือง

    พร้อมกันนี้ NTได้นำเสนอแนวทางการให้บริการโครงข่ายสื่อสารในพื้นที่ การบริหารจัดการโครงข่ายร่วมระหว่างผู้ให้บริการ รวมถึงแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองอัจฉริยะ (Smart City) การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจดิจิทัลของจังหวัดเชียงใหม่ในอนาคต นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยังได้ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการดูแล พัฒนา และปรับปรุงโครงข่ายสื่อสารของ NT เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง

    การลงพื้นที่ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ NT ในการร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สร้างภูมิทัศน์เมืองที่สวยงาม ปลอดภัย และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3939477/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qdjARl7RXGK9W2mLaJC6P

  • พรุ่งนี้ห้ามพลาด รัฐเปิดลงทะเบียนไทยช่วยไทย พลัส 60/40

    พรุ่งนี้ห้ามพลาด รัฐเปิดลงทะเบียนไทยช่วยไทย พลัส 60/40

    “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เปิดลงทะเบียนประชาชน–ร้านค้า รัฐช่วยจ่ายสูงสุด 60% พรุ่งนี้ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    24 พ.ค. 2569 –  นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ (25 พฤษภาคม 2569) เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ให้ร้านค้าชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ

    โครงการดังกล่าวเป็นมาตรการร่วมจ่ายระหว่างภาครัฐและประชาชน โดยรัฐบาลช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชนในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว

    สำหรับประชาชน สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 29 กันยายน 2569 หรือจนกว่าจะครบ 30 ล้านคน โดยต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ ทั้งนี้ สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น. และในส่วนของ Food Delivery จะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 21.00 น.

    ในส่วนของร้านค้า ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569 ขณะที่ร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ สามารถลงทะเบียนผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านทำผม ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้

    โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ครอบคลุมร้านค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า ร้านอาหาร รถเข็น Food Delivery ร้าน OTOP และบริการขนส่งสาธารณะ โดยรัฐบาลคาดว่าจะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการจับจ่ายในระดับชุมชน และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถฟื้นตัวและเดินหน้าธุรกิจได้ต่อเนื่อง

    ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการ และสอบถามข้อมูลผ่านศูนย์ช่วยเหลือ (Help Center) สำหรับประชาชน โทร. 0 2111 1122 กด 2 ร้านค้า โทร. 0 2111 1122 กด 3 หรือสอบถามผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยทั่วประเทศ ในวันและเวลาทำการ

    รัฐบาลเชื่อมั่นว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานราก คือกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทย โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 จะช่วยทั้งประชาชนและผู้ประกอบการไปพร้อมกัน ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง และช่วยประคับประคองค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเวลานี้

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1001748/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KhmQVstZytecMcDcptwQZ

  • รัฐมนตรีการค้าเอเปคเห็นพ้อง ขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ ดันภาคบริการ-การค้าดิจิทัล | เดลินิวส์

    รัฐมนตรีการค้าเอเปคเห็นพ้อง ขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ ดันภาคบริการ-การค้าดิจิทัล | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองหนานจิง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ว่ากระทรวงพาณิชย์จีนออกแถลงการณ์ ว่าผู้เข้าร่วมการประชุม ซึ่งรวมถึงคณะผู้แทนจากเขตเศรษฐกิจเอเปค 21 แห่ง ผู้สังเกตการณ์เอเปค องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างตรงไปตรงมา ลึกซึ้ง และสร้างสรรค์ ซึ่งเอื้อให้บรรลุผลลัพธ์เป็นรูปธรรม

    การประชุมระยะ 2 วันสิ้นสุดลง ด้วยการออกแถลงการณ์ร่วมการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค ประจำปี 2569 รวมถึงการรับรองแผนงานเอเปคว่าด้วยบริการที่เป็นนวัตกรรม มีศักยภาพการแข่งขัน และมีความยืดหยุ่น

    หวังกล่าวว่า ที่ประชุมสนับสนุนวิสัยทัศน์ระยะยาวในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก โดยทุกฝ่ายมุ่งส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ผลักดันการปฏิรูปองค์การการค้าโลก พร้อมทั้งกำหนดพิมพ์เขียว สำหรับการพัฒนาภาคส่วนการบริการในช่วงทศวรรษหน้า

    ส่วนผลสำเร็จอื่นที่บรรลุร่วมกันในการประชุม ได้แก่ การบรรลุฉันทามติใหม่เพื่อขยายความร่วมมือการค้าดิจิทัล โดยมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในการจัดทำเอกสารกรอบความร่วมมือการค้าดิจิทัลระดับภูมิภาค ตลอดจนการสำรวจมาตรการใหม่ ๆ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาการค้าสีเขียว

    หวังกล่าวว่า ผลลัพธ์เหล่านี้ถือว่า ได้มาอย่างยากลำบากท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เต็มไปด้วยความท้าทาย พร้อมเสริมว่า จีนจะเดินหน้าทำงานร่วมกับเขตเศรษฐกิจอื่น ๆ เพื่อผลักดันการปฏิบัติตามฉันทามติสำคัญที่บรรลุในการประชุมครั้งนี้ ส่งเสริมให้เกิดผลลัพธ์และฉันทามติเพิ่มเติม และมีส่วนสนับสนุนเชิงบวก ต่อการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายปีนี้

    ทั้งนี้ การประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปคเป็นเวทีสำคัญที่มักจัดขึ้นช่วงกลางปีของการประชุมเอเปค เพื่อส่งต่อผลลัพธ์ไปยังการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค อีกทั้งสะท้อนทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการค้าในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงในพื้นที่เศรษฐกิจอื่น.

    ข้อมูล : XINHUA

    เครดิตภาพ : REUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5887611/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nP_6Nv7vk_TRGieED3oLr

  • ผู้สูงอายุแห่ยืนยันตัวตน เตรียมลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” 6 โมงเช้า 25 พ.ค.

    ผู้สูงอายุแห่ยืนยันตัวตน เตรียมลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” 6 โมงเช้า 25 พ.ค.

    วันนี้ (24 พ.ค.2569) บรรยากาศตามสาขาของธนาคารกรุงไทย ในหลายพื้นที่ช่วงสุดสัปดาห์เป็นไปอย่างคึกคัก หลังประชาชนจำนวนมาก เดินทางเข้ามาติดต่อขอยืนยันตัวตน เพื่อเตรียมลงทะเบียนเข้าร่วม “โครงการไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งจะเปิดให้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันที่ 25 พ.ค.2569 โดยประชาชนต่างคาดหวังว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้อยังชะลอตัว

    ที่ จ.กำแพงเพชร ประชาชนจำนวนมากเดินทางมายังธนาคารกรุงไทย สาขาชากังราว เพื่อดำเนินการยืนยันตัวตน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่มีลูกหลานพามาด้วย หลังไม่สามารถดำเนินการผ่านโทรศัพท์มือถือด้วยตนเองได้ เนื่องจากมีการเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์จากเบอร์เดิมที่เคยผูกไว้กับระบบ ทำให้ไม่สามารถรับรหัส OTP เพื่อยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันได้ตามขั้นตอนปกติ หลายคนยอมรับว่าไม่ต้องการพลาดสิทธิ์ เพราะมองว่า โครงการนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้

    ขณะเดียวกัน ที่ จ.นครสวรรค์ ร้านจำหน่ายอาหารสัตว์หลายแห่งเริ่มติดป้ายประชาสัมพันธ์เตรียมรองรับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งมีกำหนดเริ่มใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.นี้ ผู้ประกอบการเชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นยอดขายและทำให้ประชาชนกล้าจับจ่ายมากขึ้น

    เจ้าของร้านรายหนึ่งเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เคยเข้าร่วม “โครงการคนละครึ่ง” มาแล้ว 2 ครั้ง และทุกครั้งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ส่งผลให้ยอดขายของร้านเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จึงคาดหวังว่าโครงการใหม่จะช่วยสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

    ด้านมุมมองทางเศรษฐกิจ นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจาก TDRI ประเมินว่า ประสิทธิภาพของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจลดลงเมื่อเทียบกับ “โครงการคนละครึ่ง” และ “คนละครึ่งพลัส” ในอดีต เนื่องจากแนวคิดของคนละครึ่งใช้หลักตัวคูณทางเศรษฐกิจที่ทำให้เงิน 1 บาทจากภาครัฐสามารถสร้างมูลค่าหมุนเวียนได้มากกว่า 2 บาท หรือประมาณ 2 เท่า แต่สำหรับไทยช่วยไทยพลัส หากรัฐอัดฉีดเงิน 60 บาท เพื่อหวังผลทางเศรษฐกิจ 100 บาท ตัวคูณทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ประมาณ 1.6 เท่าเท่านั้น

    นักวิชาการยังมองว่า ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ อาจทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเลือกเก็บเงินไว้ใช้หนี้หรือสำรองค่าใช้จ่ายจำเป็น มากกว่านำไปจับจ่ายซื้อสินค้า ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการบางส่วนอาจใช้สินค้าที่มีอยู่ในสต๊อกเดิมออกมาจำหน่าย จึงอาจไม่เกิดการจ้างงานหรือการผลิตใหม่เพิ่มขึ้นมากนัก

    สำหรับประชาชนที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ สามารถลงทะเบียนได้ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น. ของวันที่ 25 – 29 พ.ค. หรือจนกว่าจะครบจำนวน 30 ล้านสิทธิ โดยผู้มีสิทธิ์ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยและมีอายุ 18 ปีขึ้นไป วิธีลงทะเบียนคือเข้าไปที่หน้าแรกของแอปฯ แล้วกดเลือกแบนเนอร์ “โครงการไทยช่วยไทยพลัส” ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของระบบ

    หลังจากได้รับการยืนยันสิทธิแล้ว ผู้ใช้งานจะต้องเติมเงินเข้า G-Wallet เพื่อใช้สแกนจ่ายกับร้านค้าที่มีแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยสามารถเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย.นี้ ครอบคลุมการซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค และบริการขนส่งสาธารณะ แต่ไม่รวมบริการบางประเภท เช่น นวด สปา ทำเล็บ และทำผม

    อ่านข่าวอื่น :

    สื่อเผยมือยิงทำเนียบขาว พบประวัติป่วยจิตอ้างเป็นพระเยซู-โพสต์ขู่ทำร้าย “ทรัมป์”

    กู้ภัยไทยเดินทางเข้าร่วมภารกิจ ช่วย 7 ชีวิตติดถ้ำในลาว

    ป๊อบ-ปองกูลสวนกลับอมรินทร์ทีวี “คำขอโทษ” ไร้ความเห็นอกเห็นใจเชิงมนุษย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506284&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AY7QYyoidU7H5MyO8A8jo

  • กะหล่ำปลีภูทับเบิกราคาดิ่งเหวเหลือโลละ 1 บาท ชาวไร่สิ้นหวังขนทิ้งข้างทาง

    กะหล่ำปลีภูทับเบิกราคาดิ่งเหวเหลือโลละ 1 บาท ชาวไร่สิ้นหวังขนทิ้งข้างทาง

    (24 พ.ค. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นดราม่า “กะหล่ำปลี” บนโลกโซเชียลมีเดียของจังหวัดเพชรบูรณ์ยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง หลังมีการส่งต่อคลิปวิดีโอที่กล่าวอ้างเรื่องสารพิษตกค้างในกะหล่ำปลี จนสร้างความตื่นตระหนกและวิตกกังวลให้กับผู้บริโภคในวงกว้าง ล่าสุดเอฟเฟกต์ดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบเชิงพาณิชย์โดยตรงต่อเกษตรกรผู้ปลูกกะหล่ำปลีบนภูทับเบิก อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์

    ผลจากการที่ผู้บริโภคชะลอการรับซื้ออย่างกะทันหัน ส่งผลให้กลไกตลาดหยุดชะงักและราคารับซื้อหน้าสวนดิ่งลงเหว เหลือเพียงกิโลกรัมละ 1 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนการเพาะปลูกหลายเท่าตัว จนเกษตรกรบางรายถึงขั้นตัดสินใจขนผลผลิตไปเททิ้งริมถนน เนื่องจากไม่คุ้มทุนค่าขนส่งและค่าแรงในการเก็บเกี่ยว

    หนึ่งในเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบสะท้อนเสียงด้วยความสิ้นหวังว่าท”ผลกระทบมันเกิดขึ้นจริงแล้วครับ ตอนนี้ราคาตกต่ำมาก ขายไม่ออกเลย กะหล่ำปลีคืออาชีพ คืออนาคตของครอบครัว และคือความหวังเดียวของพวกเราที่ลงแรงไปโดยหวังว่าตอนเก็บขายจะได้กำไรมาจุนเจือบ้าน”

    พร้อมกันนี้ กลุ่มเกษตรกรได้เรียกร้องให้สังคมออนไลน์และผู้บริโภคหยุดแชร์ข้อมูลที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน และอยากให้รับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน เพราะข่าวปลอมในโลกไซเบอร์ได้ลุกลามกลายเป็นวิกฤตปากท้องที่ทำลายชีวิตของชาวไร่ในความเป็นจริงแล้ว

    ตามหลักวิชาการเกษตร การจะชี้วัดว่าพืชผลทางการเกษตรมีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานจนเป็นอันตรายหรือไม่ จำเป็นต้องใช้วิธีการเก็บตัวอย่างเข้าตรวจสกัดในห้องปฏิบัติการ (Lab) ที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อยืนยันผลลัพธ์ที่เป็นวิทยาศาสตร์และมีความแม่นยำสูงสุด ไม่สามารถใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลหรือการทดสอบอย่างง่ายมาตัดสินได้

    ในแง่ของมาตรการเร่งด่วน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควรต้องรีบส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สุ่มตรวจสารตกค้างอย่างโปร่งใส เพื่อออกใบรับรองความปลอดภัยและแถลงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะโดยเร็วที่สุด เพื่อกู้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้กลับคืนมา ควบคู่ไปกับการเยียวยาและพยุงราคากะหล่ำปลีเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ก่อนที่จะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจไปมากกว่านี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NFPrplQco&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AW4qAUjr9uHHKXyMY_lu7

  • ดีเดย์ 25 พ.ค.ยืนยันสิทธิ์-ลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส 30 ล้านสิทธิ์  รัฐจ่าย60% คนละ 1,000 บาท 4 เดือน

    ดีเดย์ 25 พ.ค.ยืนยันสิทธิ์-ลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส 30 ล้านสิทธิ์ รัฐจ่าย60% คนละ 1,000 บาท 4 เดือน

    วันนี้ ( 24 พฤษภาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ (25 พฤษภาคม 2569) เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ให้ร้านค้าชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ

    รองโฆษกฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นมาตรการร่วมจ่ายระหว่างภาครัฐและประชาชน โดยรัฐบาลช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชนในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว

    สำหรับประชาชน สามารถ ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 29 พฤษภาคม 2569 หรือจนกว่าจะครบ 30 ล้านคน โดยต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ ทั้งนี้ สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น. และในส่วนของ Food Delivery จะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 21.00 น.

    ในส่วนของร้านค้า ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569 ขณะที่ร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ สามารถลงทะเบียนผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านทำผม ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า “โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ครอบคลุมร้านค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า ร้านอาหาร รถเข็น Food Delivery ร้าน OTOP และบริการขนส่งสาธารณะ โดยรัฐบาลคาดว่าจะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการจับจ่ายในระดับชุมชน และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถฟื้นตัวและเดินหน้าธุรกิจได้ต่อเนื่อง

    ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการ และสอบถามข้อมูลผ่านศูนย์ช่วยเหลือ (Help Center) สำหรับประชาชน โทร. 0 2111 1122 กด 2 ร้านค้า โทร. 0 2111 1122 กด 3 หรือสอบถามผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยทั่วประเทศ ในวันและเวลาทำการ

    ดีเดย์ 25 พ.ค.ยืนยันสิทธิ์-ลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส 30 ล้านสิทธิ์  รัฐจ่าย60% คนละ 1,000 บาท 4 เดือน

    “รัฐบาลเชื่อมั่นว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานราก คือกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทย โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 จะช่วยทั้งประชาชนและผู้ประกอบการไปพร้อมกัน ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง และช่วยประคับประคองค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเวลานี้” รองโฆษกฯ กล่าว

    เปิดขั้นตอนลงยืนยันเข้าร่วมและลงทะเบียนของร้านค้าใหม่ ไทยช่วยไทย พลัส

    สำหรับขั้นตอนการลงทะเบียนของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ รัฐบาลได้กำหนดแนวทางและขั้นตอนการสมัครเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” สำหรับร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะอย่างชัดเจน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมโครงการได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

    รองโฆษกฯ กล่าวว่า ร้านค้าสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ผ่านจุดตั้งบูธของกระทรวงมหาดไทยร่วมกับธนาคารกรุงไทย หรือธนาคารกรุงไทยทุกสาขาทั่วประเทศ โดยแบ่งแนวทางการสมัครออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

    1. ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สามารถยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ทันที

    2. ร้านค้าและผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ต้องลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย โดยต้องมีบัญชีกรุงไทยประเภทบุคคลธรรมดา สมัครเป็นร้านค้าถุงเงินผ่านเว็บไซต์
    พร้อมดาวน์โหลดแบบฟอร์มเพื่อขอรับรองจากหน่วยงานที่กำหนด ที่    ไทยช่วยไทยพลัส.th/howto/merchant และอัปเดตแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ก่อนยื่นเอกสารสมัคร

    3. ผู้ประกอบการขนส่งมวลชนสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า รถโดยสารประจำทาง เรือโดยสารสาธารณะ และรถร่วมบริการ สามารถสมัครผ่านการเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยตรงกับธนาคารกรุงไทย

    สำหรับขั้นตอนการสมัครของร้านค้าใหม่ ร้านค้าจะต้องตรวจสอบประเภทกิจการ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัคร และนำเอกสารไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรอง ก่อนนำมายื่นสมัคร ณ จุดให้บริการของธนาคารกรุงไทย เมื่อผ่านการพิจารณาแล้ว ระบบจะส่ง SMS แจ้งผล และแบนเนอร์ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะปรากฏบนแอปฯ ถุงเงิน เพื่อให้ร้านค้ากดยอมรับเงื่อนไขโครงการและเริ่มรับชำระเงินจากประชาชนได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น.

    ประเภทร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส

    ทั้งนี้ รัฐบาลกำหนดคุณสมบัติร้านค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ร้านอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า วิสาหกิจชุมชน กองทุนหมู่บ้าน ร้านค้าชุมชน ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ รวมถึงนิติบุคคลขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยกิจการต้องสามารถตรวจสอบได้ และต้องไม่เป็นร้านสะดวกซื้อประเภทแฟรนไชส์ หรือธุรกิจรับสินค้าผู้อื่นมาจำหน่ายในลักษณะตัวแทน

    นอกจากนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะต้องไม่เคยถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนจากโครงการของรัฐที่ผ่านมา เช่น โครงการคนละครึ่ง ระยะต่าง ๆ และโครงการคนละครึ่ง พลัส

    สำหรับประเภทสินค้าและบริการที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และบริการขนส่งสาธารณะ ยกเว้น สลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสด และบริการที่เป็นการชำระเงินล่วงหน้า

    รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากร้านค้าไม่มีข้อมูลการประกอบกิจการอยู่ในฐานข้อมูลภาครัฐ จะต้องได้รับการรับรองว่ามีการประกอบกิจการจริงจากเจ้าหน้าที่ที่กระทรวงมหาดไทยหรือกรุงเทพมหานครมอบหมาย เพื่อให้การเข้าร่วมโครงการเป็นไปอย่างถูกต้องและป้องกันการสวมสิทธิ

    ในส่วนของการรับชำระเงิน ภาครัฐจะโอนเงินในส่วนที่รัฐร่วมจ่ายเข้าบัญชีร้านค้าผ่านระบบแอปฯ ถุงเงินตามระยะเวลาที่กำหนด และกรณีโอนเงินไม่สำเร็จ จะมีการ Retry ทุกวันศุกร์ จนถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2569

    “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการรายย่อย ควบคู่กับการกำกับดูแลความโปร่งใส เพื่อให้โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เป็นอีกกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนอย่างทั่วถึง” รองโฆษกฯ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1235413&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SgYBSARNcS9Xm8YmcwpUV

  • ฮานอยเร่งรื้อถอนบ้านเรือนหลักแสนหลังเพื่อแผนพัฒนาเมือง 100 ปี

    ฮานอยเร่งรื้อถอนบ้านเรือนหลักแสนหลังเพื่อแผนพัฒนาเมือง 100 ปี

    เวียดนามเร่งดำเนินแผนพัฒนาเมืองหลวงฮานอยอย่างรวดเร็ว โดยรื้อถอนแถวบ้านเรือนในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ใช้รถแทรกเตอร์ขุดถนน และทำลายตึกแถวทั้งช่วงตึกเพื่อความก้าวหน้า ขณะที่ไซต์ก่อสร้างขนาดใหญ่กระจัดกระจายทั่วฮานอยในขณะที่เมืองแห่งนี้เร่งดำเนินการต่ออายุเมือง

    แผนยุทธศาสตร์ 100 ปีสู่การพัฒนา

    “แผนแม่บท 100 ปี” สำหรับเมืองหลวงเวียดนามรวมถึงสะพานใหม่ เส้นทางรถไฟใต้ดิน และโครงการพัฒนาริมแม่น้ำ เจ้าหน้าที่ระบุว่าประชาชนหลักแสนคนอาจถูกย้ายถิ่นฐานเพื่อให้ทางการก่อสร้าง ขณะที่เมืองแปดล้านคนเตรียมรองรับประชากรเป็นสองเท่าภายในปี 2045

    ผู้นำคอมมิวนิสต์หวังว่าเวียดนามจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในเวลานั้น โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตอย่างรวดเร็วและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

    ผลกระทบต่อชาวบ้าน

    ฮุง นักธุรกิจวัย 51 ปี ซึ่งบ้านถูกรื้อถอนเมื่อเดือนที่แล้วเพื่อโครงการสะพานมูลค่า 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐข้ามแม่น้ำแดง กล่าวว่า “ไม่เคยเห็นเจ้าหน้าที่ทำงานเร็วขนาดนี้มาก่อน”

    “พ่อผมอยู่ที่นั่นมาตลอดชีวิต รู้จักทุกซอกทุกมุม ทุกคน แต่ตอนนี้เห็นทุกอย่างถูกรื้อถอนในพริบตา” เขาเล่าต่อ โดยขอให้เรียกชื่อแค่ชื่อจริงเท่านั้น

    เขาได้รับเงินชดเชย 10 พันล้านดองเวียดนาม (380,000 ดอลลาร์สหรัฐ) พร้อมที่ดินแปลงหนึ่งในชนบท แต่ราคาตลาดของบ้านนั้นสูงกว่าเกือบสามเท่า

    ความท้าทายของการพัฒนาอย่างรวดเร็ว

    แดเนียล แลบเบ ศาสตราจารย์ด้านการวางผังเมืองจากมหาวิทยาลัยมอนทรีออลที่เชี่ยวชาญเรื่องเวียดนาม อธิบายว่าแผนการก่อนหน้านี้ “มักถูกล้อเลียนเพราะยังคงเป็นเพียงโปสเตอร์บนผนังและมีการดำเนินการน้อยมาก”

    ปัจจุบันแผนแม่บท 100 ปีกำลังดำเนินการอย่างเร่งด่วน ผู้นำสูงสุดโต ลาม ได้ประกาศ “แบบจำลองการเติบโตใหม่” ที่รวมถึงการก่อสร้างครั้งใหญ่ เขาเผยแพร่การลดกระบวนการราชการและการตัดสินใจที่เร็วขึ้น ส่งผลให้มีการอนุมัติโครงการมากมาย

    งบประมาณและแผนการขนาดใหญ่

    ด้วยแผนสะพานใหม่เจ็ดแห่งและเส้นทางรถไฟใต้ดินและรถไฟมากกว่า 1,200 กิโลเมตร การพัฒนาฮานอยใหม่คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายมากกว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงสองทศวรรษ

    พื้นที่มากกว่า 11,000 เฮกตาร์ตามแม่น้ำจะกลายเป็นเครือข่ายของโครงการที่อยู่อาศัยและสวนสาธารณะ โดยมีประชาชนประมาณ 250,000 คนถูกย้ายที่ สื่อของรัฐรายงานว่าโดยรวมแล้วอาจมีถึง 860,000 คนถูกย้ายถิ่น

    A

    A “100-year master plan” for Hanoi includes new bridges, subway lines and riverside developments

    Top Vietnamese leader To Lam's new growth model has led to a flurry of project approvals

    Top Vietnamese leader To Lam’s new growth model has led to a flurry of project approvals

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/hanoi-urban-development-100-year-master-plan-demolition&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AC4HTU55TpWDBlJScoPDE

  • เศรษฐกิจไทยน่าห่วง สภาพัฒน์ เผย โรงงานทยอยปิดตัว สูงรอบ 10 ปี SMEs สาหัส

    เศรษฐกิจไทยน่าห่วง สภาพัฒน์ เผย โรงงานทยอยปิดตัว สูงรอบ 10 ปี SMEs สาหัส

    เศรษฐกิจไทยในปี 2569 กำลังส่งสัญญาณเปราะบางมากกว่าที่หลายคนคิด แม้ตัวเลขภาพรวมบางด้านยังถูกมองว่าฟื้นตัว แต่ภายใต้ความเคลื่อนไหวของภาคอุตสาหกรรม กลับเริ่มเห็นรอยร้าวที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลาง หรือ SMEs ที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนสูง สินค้านำเข้าราคาถูก และการแข่งขันจากเทคโนโลยีใหม่

    หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ การทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากแข่งขันได้ยาก ขณะเดียวกัน ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบยังอยู่ในระดับสูง ซ้ำเติมภาระของธุรกิจขนาดเล็กที่มีสภาพคล่องจำกัด

    นอกจากนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ยังเริ่มส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตสินค้าไทยหลายประเภท ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ และอาหารแปรรูป ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยมองว่า ตัวเลขโรงงานปิดกิจการที่ปรากฏ อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงยังมี SMEs อีกจำนวนมากที่เข้าสู่ภาวะ “หยุดกิจการชั่วคราว” หรือดำเนินธุรกิจต่อแบบประคองตัว เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนและบริหารซัพพลายเชนได้

    ขณะเดียวกัน ระบบเศรษฐกิจฐานรากยังเผชิญปัญหาหนี้สินและการเข้าถึงเงินทุน โดยยอดสินเชื่อ SMEs ของไทยติดลบต่อเนื่องยาวนานถึง 13 ไตรมาส สอดคล้องกับตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงถึง 87.8% ของ GDP สะท้อนว่าทั้งผู้ประกอบการและประชาชนกำลังเผชิญภาวะขาดสภาพคล่องพร้อมกัน

    สวนทางกับกลุ่มทุนขนาดกลางและขนาดใหญ่ ที่ยังสามารถเดินหน้าลงทุนและขยายกิจการได้ต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 152,500 ล้านบาท อีกทั้งการจ้างงานใหม่กว่า 99.3% ยังอยู่ในโรงงานขนาดกลางและขนาดใหญ่เป็นหลัก แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น

    ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV และ AI ผู้ประกอบการที่ปรับตัวไม่ทันกำลังเผชิญความเสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือ SMEs ทั้งการป้องกันการทุ่มตลาด การเพิ่มทักษะแรงงาน การลดต้นทุน และการเปิดทางให้ธุรกิจรายเล็กเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริง

    เพราะหากปล่อยให้ SMEs ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทยอ่อนแอลงต่อเนื่อง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียงปัญหาโรงงานปิดกิจการ แต่คือสัญญาณความน่ากลัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อจากนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/863552&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Opo55po-t8dXH1GkXbuFO