Blog

  • องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) คาดเศรษฐกิจซาอุดีอาระเบียขยายตัวร้อยละ 4.10 ในปี 2027

    องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) คาดเศรษฐกิจซาอุดีอาระเบียขยายตัวร้อยละ 4.10 ในปี 2027

    องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Cooperation and Development – OECD) คาดการณ์ว่า ในปี 2027 เศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียจะเติบโตร้อยละ 4.10 ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และประเทศในกลุ่ม G20

    การขยายตัวของเศรษฐกิจซาอุดีอาระเบียที่คาดการณ์ไว้ สูงกว่าที่ OECD คาดการณ์ว่า GDP โลกและ G20 จะเติบโตร้อยละ 3 ในปี 2027 และยังสูงกว่าอัตราการเติบโตที่คาดการณ์ไว้ของประเทศสมาชิก G7 ทุกประเทศ 

    การคาดการณ์ของ OECD เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะกิจกรรมทางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในอัตรารายปี (annualized rate) ชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.60 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 จากร้อยละ 3.60 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 อย่างไรก็ตามมีการระบุว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายประเทศยังคงมีความยืดหยุ่น แม้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สต็อกน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง การเพิ่มขึ้นของอุปทานจากนอกกลุ่มประเทศเศรษฐกิจอ่าวอาหรับ และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่ใช้ตามความเหมาะสม ล้วนช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

    นอกจากนี้มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศ G20 จะขยายตัวร้อยละ 3 ในปี 2027 โดยสหรัฐอเมริกาคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.10 ในปี 2027 ประเทศจีนคาดว่าจะเติบโตร้อยละ 4.20 ประเทศอินเดียคาดว่าจะเติบโตร้อยละ 6.50 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/kbe0e0vr7zmyfgnc14b8vfqx&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GAEzQaCXH6dzjLvEDqkaq

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ ราคาน้ำมัน WTI พุ่งแตะ 90.42 ดอลลาร์ กดดันดาวโจนส์ร่วง 443.87 จุด เช็กราคาน้ำมันไทย 01/10/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ ราคาน้ำมัน WTI พุ่งแตะ 90.42 ดอลลาร์ กดดันดาวโจนส์ร่วง 443.87 จุด เช็กราคาน้ำมันไทย 01/10/69 – สยามรัฐ

    ตลาดการเงินและพลังงานโลกยังคงจับตาทิศทางราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด หลังราคาน้ำมันดิบ WTI ตลาดนิวยอร์กปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง ท่ามกลางความกังวลว่าราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ แม้ข้อมูลเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ จะออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก็ตาม

    ราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดบวก 1.16%

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ปิดตลาดวันที่ 30 กันยายน 2569 ที่ระดับ 90.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.04 ดอลลาร์ หรือ 1.16% ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ปิดที่ 103.53 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 94 เซนต์ หรือ 0.92%

    ราคาน้ำมันได้รับแรงหนุนจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังการเจรจาเพื่อยุติสงครามยังไม่มีความคืบหน้าอย่างชัดเจน ส่งผลให้นักลงทุนประเมินความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด

    แม้กาตาร์จะยังมีความหวังว่าช่องทางการทูตจะนำไปสู่ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุว่าสหรัฐฯ อาจผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน ทำให้ตลาดยังคงกังวลว่าความขัดแย้งอาจยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันในภูมิภาค

    ตลอดเดือนกันยายน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้นประมาณ 14% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ขณะที่ WTI เพิ่มขึ้นประมาณ 5%

    ดาวโจนส์ร่วง 443.87 จุด นักลงทุนกังวลราคาน้ำมันดันเงินเฟ้อ

    ด้านตลาดหุ้นนิวยอร์ก ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดวันที่ 30 กันยายน 2569 ที่ 50,906.05 จุด ลดลง 443.87 จุด หรือ 0.86% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,651.54 จุด ลดลง 19.30 จุด หรือ 0.25% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,861.06 จุด เพิ่มขึ้น 63.52 จุด หรือ 0.24%

    บรรยากาศการลงทุนถูกกดดันจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการ และทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นอีกปัจจัยที่ตลาดจับตา

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ล่าสุดส่งสัญญาณชะลอตัว โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ทั่วไปในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 3.7% และลดลงจากระดับ 3.7% ในเดือนกรกฎาคม

    ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 3.0% เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 3.3% ขณะที่เมื่อเทียบรายเดือนเพิ่มขึ้น 0.2%

    ตัวเลข PCE ถือเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ใช้ประกอบการพิจารณานโยบายการเงิน โดยตลาดยังต้องติดตามทั้งราคาน้ำมัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และข้อมูลเศรษฐกิจชุดใหม่ เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยของเฟด

    เช็ก ราคาน้ำมันวันนี้ 1 ต.ค. 69

    สำหรับราคาขายปลีกน้ำมันในกรุงเทพฯ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) โดยราคาที่ระบุเป็นราคาขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ และยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร มีดังนี้

    ปตท. (PTT)

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 41.44 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 48.93 บาท/ลิตร

    บางจาก (Bangchak)

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 30.88 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 41.44 บาท/ลิตร
    ดีเซลพรีเมียม ราคา 50.05 บาท/ลิตร

    พีที (PT)

    ดีเซล ราคา 41.44 บาท/ลิตร
    ดีเซล B20 ราคา 36.44 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 49.43 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาท/ลิตร

    เชลล์ (Shell)

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.14 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.07 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.44 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 51.84 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 41.44 บาท/ลิตร
    เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 36.44 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 51.84 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งมีการปรับปรุงข้อมูลเมื่อมีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมัน โดยราคาขายปลีกอาจแตกต่างกันตามพื้นที่และการประกาศของแต่ละผู้ให้บริการ ผู้บริโภคควรตรวจสอบราคาที่หน้าสถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน

    ที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) www.eppo.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/325517&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00XjCoy5GFFfl0Bb4l3wgm

  • ‘หุ้นไทย’ผวาน้ำท่วมฉุดเศรษฐกิจ ดิ่งแรง 35 จุด วอลุ่ม 1.2 แสนล้าน โบรกหวั่นสะเทือน ‘เอสเอ็มอี’  

    ‘หุ้นไทย’ผวาน้ำท่วมฉุดเศรษฐกิจ ดิ่งแรง 35 จุด วอลุ่ม 1.2 แสนล้าน โบรกหวั่นสะเทือน ‘เอสเอ็มอี’  

    “หุ้นไทย” วานนี้ดิ่ง 35 จุด อยู่ที่ 1,559.01 จุด วอลุ่ม 1.21 แสนล้าน “บล.บัวหลวง” ตลาดเริ่มกลับมากังวลผลกระทบน้ำท่วมระยะข้างหน้าทำให้เกิดแรงขายหนัก “บล.พาย” ชี้กลุ่มแบงก์ปรับตัวลงแรง กังวลกระทบเศรษฐกิจและการเติบโตสินเชื่อ “บล.ยูโอบี เคย์เฮียนฯ” หวั่นกระทบกิจกรรมเศรษฐกิจและกำลังซื้อ “บล.กสิกรไทย” ชี้ถูกกดดันขายหุ้นใหญ่ โดยเฉพาะ “กลุ่มแบงก์” ทำฟันด์โฟลว์ไหลออก 4 หมื่นล้าน

    ความเคลื่อนไหว “ดัชนีหุ้นไทย” วานนี้ (30 ก.ย.2569) ดิ่งแรง 35.29 จุด อยู่ที่ 1,559.01 จุด มูลค่าซื้อขาย (วอลุ่ม) 1.21 แสนล้านบาท หลังนักลงทุนกลับมากังวลในประเด็นน้ำท่วมเริ่มส่งแรงกดดันจากระดับพื้นที่สู่ภาพรวม “เศรษฐกิจ” โดยเฉพาะกลุ่ม SME ค้าปลีก ร้านอาหาร และบริการ ที่เผชิญกิจกรรมทางธุรกิจและกำลังซื้อชะลอตัว ขณะที่ภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการยังมีภาระซ่อมแซมและฟื้นฟู ส่งผลให้ตลาดกังวลต่อ “คุณภาพสินเชื่อ” และ “การเติบโตของเศรษฐกิจ” ในระยะข้างหน้า

    ‘หุ้นไทย’ผวาน้ำท่วมฉุดเศรษฐกิจ ดิ่งแรง 35 จุด วอลุ่ม 1.2 แสนล้าน โบรกหวั่นสะเทือน ‘เอสเอ็มอี’  

    ยิ่งไปกว่านั้น กรมอุตุนิยมวิทยาออกเตือนฝนรอบใหม่ที่จะเข้ามาเพิ่มในช่วง 5-10 ต.ค. ทำให้เกิดความกังวลว่าน้ำท่วมอาจกลับมาซ้ำหรือยืดเยื้อ ส่งผลกดดันแรงขายในกลุ่ม Domestic Play โดยเฉพาะ “กลุ่มธนาคาร” ขณะที่ “เงินทุนต่างชาติ” (Fund Flow) ช่วง ส.ค.-ก.ย. ไหลออกกว่า 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทย ส่วนทางกับภูมิภาคเอเซียที่อยู่ในแดนบวก

    นายพิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บล.บัวหลวง ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ก่อนหน้านี้น้ำท่วมกระทบกำไรบริษัทจดทะเบียนจำกัด โดยกลุ่มค้าปลีกได้รับผลกระทบหลัก ขณะที่ไฟแนนซ์กระทบไม่ถึง 2% และกำไรตลาดโดยรวมกระทบไม่ถึง 1% แต่ทว่าตลาดเริ่มกลับมากังวลผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมในระยะข้างหน้าอีกครั้ง ทำให้เกิดแรงขาย Domestic Play โดยเฉพาะ KBANK และ TTB จากความเสี่ยงลูกหนี้รายย่อยและเช่าซื้อรถยนต์ชำระหนี้ได้ลดลง ส่งผลกดดันบรรยากาศลงทุนโดยรวม

    สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะสั้น ยังคงความกังวลเกี่ยวกับระดับน้ำที่จะเพิ่มขึ้น รวมถึงแนวโน้มฝนที่อาจตกเพิ่มเติม ล่าสุด มีการประกาศเตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา เนื่องจากระดับน้ำในเขื่อนอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ทำให้สถานการณ์ตลาดหุ้นในช่วงสัปดาห์นี้ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย กล่าวว่า การปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้เป็นลักษณะของ Correction จากความกังวลเกี่ยวกับปริมาณน้ำเหนือที่อาจเข้ามาเพิ่มเติม ประกอบกับคาดการณ์สภาพอากาศในช่วงวันที่ 5-10 ต.ค. จะมีฝนตกหนักอีกระลอก ทำให้นักลงทุนกังวลว่าอาจเกิดสถานการณ์น้ำท่วมขังซ้ำ

    สำหรับ ผลกระทบกลุ่มธนาคารปรับตัวลงชัดเจน เนื่องจากตลาดกังวลหากเกิดน้ำท่วมซ้ำจะกระทบเศรษฐกิจและการเติบโตสินเชื่อ กลุ่มบริโภคและค้าปลีกยังเผชิญแรงกดดัน แม้ก่อนหน้านี้มีมุมมองการซ่อมแซมบ้านหลังน้ำท่วมอาจช่วยกระตุ้นยอดขาย แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แข็งแรง ประชาชนและนักท่องเที่ยวยังมีกำลังซื้อจำกัด จึงอาจไม่ได้เห็นการเร่งซื้อสินค้าซ่อมแซมบ้านในทันที

    ส่วน กลุ่มท่องเที่ยวยังถูกกดดันจากความกังวลสถานการณ์น้ำท่วมและข่าวสารเกี่ยวกับน้ำท่วมอาจทำให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทาง อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในรอบนี้ยังเบากว่ามาก โดยในปี 2554 ตลาดหุ้นไทยเคยปรับตัวลดลงถึงประมาณ 25% ขณะที่แม้บางพื้นที่จะเผชิญน้ำท่วมหนัก แต่ในภาพรวมยังไม่ได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศในระดับเดียวกับปี 2554

    นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้น้ำท่วมรอบนี้ยังไม่รุนแรงเท่าปี 2554 หรือปี 2568 แต่สร้างความเสียหายเฉพาะพื้นที่ โดยเฉพาะร้านค้าและ SME กระทบกิจกรรมเศรษฐกิจและกำลังซื้อ และอาจกดดันธนาคารที่มีสัดส่วนสินเชื่อ SME สูง รวมถึงการบริโภคจากภาระซ่อมแซมที่เพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ Bond Yield ที่ย่อตัวกดดันหุ้นธนาคารจากแรงขายทำกำไร ขณะที่ต่างชาติทยอยล็อกกำไร ส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ-ไทยที่กว้างและดอกเบี้ยโลกทรงตัวสูง เพิ่มความเสี่ยง Fund Flow ไหลออกต่อเนื่อง

    ด้านกลยุทธ์การลงทุนแนะนำ ลดน้ำหนัก Domestic Play จากความเสี่ยงน้ำท่วมและกำลังซื้ออ่อนแอ ซึ่งอาจกดดันประมาณการกำไร ขณะที่ Global Play ยังมีพื้นฐานแข็งแกร่ง โดยเฉพาะพลังงาน โรงกลั่น ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งยังไม่เห็นสัญญาณปรับลดกำไรและมีมุมมองบวกต่อผลประกอบการระยะยาว

    นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย มองตลาดหุ้นไทยถูกกดดันจากแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร ขณะที่ Fund Flow ช่วง ส.ค.-ก.ย. 2569 ไหลออกประมาณ 4 หมื่นล้านบาท แม้ตั้งแต่ต้นปียังเป็นบวก 3.5 หมื่นล้านบาท โดยระยะถัดไปต้องจับตาความเสี่ยงเงินทุนไหลกลับอินโดนีเซีย หลัง MSCI Indonesia อาจถูกเพิ่มน้ำหนัก

    นอกจากนี้ อีกปัจจัยกดดันมาจาก EPS ตลาดเริ่มมีข้อจำกัดในการปรับขึ้น โดย มอง EPS ปี 2569 ผ่านจุดสูงสุดของรอบการปรับประมาณการบริเวณ 110 บาท และประเมิน EPS ปี 2570 ที่ 105 บาท ต่ำกว่าปีนี้ราว 5% ทำให้ตลาดยังมีความผันผวนในระยะสั้น

    อย่างไรก็ตาม มองการปรับฐานยังเป็นจังหวะทยอยสะสม โดยประเมินแนวรับ SET ที่ 1,565 และ 1,520 จุด พร้อมจับตาทิศทาง Fund Flow ในภูมิภาคเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างไทยและอินโดนีเซีย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1254388&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UinMearqm0FfCoPlVzkdT

  • คลังชี้เศรษฐกิจภูมิภาค ส.ค. 69 กำลังซื้อฟื้นยกแผง “ตะวันออก-อีสาน-กทม.” ภาคเอกชนจับจ่ายคึกคักหนุนเชื่อมั่นผู้บริโภค : อินโฟเควสท์

    คลังชี้เศรษฐกิจภูมิภาค ส.ค. 69 กำลังซื้อฟื้นยกแผง “ตะวันออก-อีสาน-กทม.” ภาคเอกชนจับจ่ายคึกคักหนุนเชื่อมั่นผู้บริโภค : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจภูมิภาค เดือนส.ค. 69 มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ กทม. และปริมณฑล ขณะที่การท่องเที่ยวขยายตัวยังขยายตัวได้ในภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันตก

    นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจภูมิภาคประจำส.ค. 69 มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ กทม. และปริมณฑล ขณะที่การท่องเที่ยวขยายตัวยังขยายตัวได้ในภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันตก

    *เศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑล มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรที่ขยายตัวได้ดี

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรขยายตัวที่ 9.5% 43.1% 21.5% และ 14.8% ต่อปี ตามลำดับ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 52.7 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.3

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 18.6% และ 23.2% ต่อปี ตามลำดับ

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 97.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 98.8

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 0.8% ต่อปี อย่างไรก็ตาม รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -1.3% ต่อปี 

    *เศรษฐกิจภาคตะวันออก ปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรที่ขยายตัวได้ดี ขณะที่การท่องเที่ยวหดตัว

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรขยายตัวที่ 15.4% 16.4% 22.8% และ 9.9% ต่อปี ตามลำดับ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 55.7 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 54.4

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 5.4% และ 55.7% ต่อปี ตามลำดับ

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 96.8 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 95.6

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -0.4% และ -2.5% ต่อปี ตามลำดับ 

    *เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรขยายตัวที่ 11.0% 28.5% 13.6% และ 10.2% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 56.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 54.7

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 1.7% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -1.8% ต่อปี

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 72.8 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 71.5

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ ทรงตัวสะท้อนจากรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวเล็กน้อยที่ -0.3% ต่อปี 

    *เศรษฐกิจภาคใต้ ปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี ขณะที่การท่องเที่ยวหดตัว

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรขยายตัวที่ 6.2% 39.4% 17.5% และ 17.1% ต่อปี ตามลำดับ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 49.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 48.1

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 10.6% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -2.5% ต่อปี 

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 77.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 78.7

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -0.5% และ -2.0% ต่อปี ตามลำดับ

    *เศรษฐกิจภาคเหนือ ปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรขยายตัวที่ 5.7% 38.8% 28.8% และ 17.7% ต่อปี ตามลำดับ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 54.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 52.9

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 15.8% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -23.7% ต่อปี 

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 87.4 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 89.1

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 2.9% และ 3.4% ต่อปี ตามลำดับ 

    *เศรษฐกิจภาคกลาง ปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรหดตัว 

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรขยายตัวที่ 2.4% 16.3% 20.2% และ 9.8% ต่อปี ตามลำดับ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 52.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.1

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -3.7% และ -18.9% ต่อปี ตามลำดับ

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 97.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 98.8

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 3.5% และ 4.1% ต่อปี ตามลำดับ 

    *เศรษฐกิจภาคตะวันตก ปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน การลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรขยายตัวที่ 37.4% 8.6% และ 7.2% ต่อปี ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่หดตัวที่ -8.3% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 52.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.1

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 21.4% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -0.9% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 9.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 97.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 98.8

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 1.0% และ 0.6% ต่อปี ตามลำดับ

    โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/656988&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ywpbwNBKRS3gin3WJb75E

  • ธปท.ระบุเศรษฐกิจไทย ส.ค.69 ยังทรงตัว แนวโน้มระยะต่อไปฟื้นตัว แต่ยังไม่ทั่วถึง : อินโฟเควสท์

    ธปท.ระบุเศรษฐกิจไทย ส.ค.69 ยังทรงตัว แนวโน้มระยะต่อไปฟื้นตัว แต่ยังไม่ทั่วถึง : อินโฟเควสท์

    น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนส.ค.69 ทรงตัวจากเดือนก่อน โดยอุปสงค์ต่างประเทศทรงตัวตามการส่งออกสินค้า แม้โดยรวมยังอยู่ในระดับสูงตามแรงส่งจากวัฏจักรเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ของโลก ประกอบกับรายรับภาคท่องเที่ยวทรงตัวจากเดือนก่อน

    อย่างไรก็ดี อุปสงค์ในประเทศปรับเพิ่มขึ้นจากการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากหมวดบริการและสินค้าคงทน สำหรับด้านอุปทาน ปรับลดลงจากทั้งการผลิตภาคอุตสาหกรรมและกิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิต ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวต่อเนื่อง ตามการเบิกจ่ายของทั้งรัฐบาลกลาง และรัฐวิสาหกิจ

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ตามราคาอาหารสดที่ปรับเพิ่มขึ้นจากผลผลิตที่ลดลง เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนและต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ประกอบกับราคาน้ามันขายปลีกในประเทศปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นตามการทยอยส่งผ่านต้นทุน โดยเฉพาะหมวดอาหารสาเร็จรูป

    • เศรษฐกิจด้านอุปสงค์

    –การบริโภคภาคเอกชน เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อน ตามการใช้จ่ายในหมวดบริการ โดยเฉพาะโรงแรมและร้านอาหาร สอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การท่องเที่ยวในประเทศของคนไทยชะลอลงหลังเร่งไปในเดือนก่อนที่มีวันหยุดยาวพิเศษ

    การใช้จ่ายในหมวดสินค้ากึ่งคงทนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ตามปริมาณการนำเข้าสิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม ด้านการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากทั้งยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ อย่างไรก็ดี หมวดสินค้าไม่คงทนทรงตัว โดยยอดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งจากที่ได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง และการใช้ไฟฟ้าปรับลดลง

    ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับดีขึ้นต่อเนื่อง จากมาตรการภาครัฐเป็นสำคัญ แม้ยังมีความกังวลต่อค่าครองชีพ และภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง

    –การลงทุนภาคเอกชน เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ตามยอดจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศ โดยเฉพาะเครื่องจักรและเครื่องมือไฟฟ้า และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ประกอบกับการนำเข้าสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้นจากหมวดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงาน

    นอกจากนี้ การลงทุนในหมวดยานพาหนะเพิ่มขึ้น ตามยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่ง และการนำเข้าเครื่องบิน ขณะที่ยอดจด
    ทะเบียนรถกระบะลดลง อย่างไรก็ตาม การลงทุนหมวดก่อสร้างลดลงเล็กน้อย จากหมวดที่มิใช่ที่อยู่อาศัยในกลุ่มโรงงานในพื้นที่นิคมฯ และอาคารเพื่อการพาณิชย์ ขณะที่การก่อสร้างที่อยู่อาศัยทรงตัว

    –จำนวนและรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ จำนวนนักท่องเที่ยวที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ส่วนหนึ่งจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน ประกอบกับนักท่องเที่ยวอินเดียปรับเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่กลุ่มตลาดระยะไกลทรงตัว หลังเร่งไปในเดือนก่อน

    สำหรับรายรับภาคท่องเที่ยวที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลทรงตัวจากเดือนก่อน โดยค่าใช้จ่ายต่อทริปลดลงจากจำนวนวันพักที่สั้นลง โดยเฉพาะกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) ตามจำนวนเที่ยวบินที่เริ่มกลับมาปกติมากขึ้น โดยในเดือน ส.ค. 69 จำนวนเที่ยวบินระยะไกลกลับมาฟื้นตัวได้เกือบเท่าช่วงก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง

    –การส่งออกสินค้า มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลทรงตัวจากเดือนก่อน โดยหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าปรับลดลง แต่ยังอยู่ในระดับสูง ตามแรงส่งจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ของโลก โดยการส่งออกชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ไปสหรัฐฯ จีน และมาเลเซีย รวมทั้งแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนไปฮ่องกงปรับลดลง อย่างไรก็ดี การส่งออกอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลชนิดโซลิดสเตต (SSD) ไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ หมวดยานยนต์ปรับลดลงตามการส่งออกรถยนต์นั่งไปอาเซียน ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย รวมถึงชิ้นส่วนยานยนต์ไปอาเซียน สำหรับการส่งออกปิโตรเลียม ปรับเพิ่มขึ้นตามการส่งออกน้ำมันดีเซลไปสิงคโปร์ และมาเลเซีย ประกอบกับหมวดสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ตามการส่งออกน้ำตาลไปอินโดนีเซีย

    –การนำเข้าสินค้า มูลค่าการนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากหมวดเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ และตะวันออกกลาง นอกจากนี้ หมวดสินค้าทุนไม่รวมเครื่องบิน เพิ่มขึ้นตามการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์จากอาเซียน และสหราชอาณาจักรเป็นสำคัญ ประกอบกับหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่มขึ้นตามการนำเข้าโทรศัพท์มือถือจากจีน

    อย่างไรก็ตาม การนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางลดลง ตามการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากไต้หวัน
    สอดคล้องกับการส่งออกสินค้าในหมวดนี้ที่ปรับลดลง

    –การใช้จ่ายภาครัฐ การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากระยะเดียวกันในปีก่อน จากทั้งรายจ่ายของรัฐบาลกลาง และรัฐวิสาหกิจ โดยรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลาง ขยายตัวตามการเบิกจ่ายค่าจัดการเรียนการสอนของหน่วยงานด้านการศึกษา และรายจ่ายอุดหนุน และค่าจัดบริการด้านสาธารณสุข

    นอกจากนี้ รายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง ขยายตัวตามการเบิกจ่ายของหน่วยงานด้านคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค สำหรับรายจ่ายลงทุนรัฐวิสาหกิจ ขยายตัวตามการเบิกจ่ายลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค และ
    คมนาคมเป็นสำคัญ

    • เศรษฐกิจด้านอุปทาน

    –การผลิตภาคอุตสาหกรรม ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วลดลงจากเดือนก่อน จากการผลิตอุปกรณ์ในการรับส่งสัญญาณแบบออปติคอลที่ชะลอลง หลังเร่งไปในช่วงก่อน ประกอบกับการผลิตในหมวดฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ และคอมพิวเตอร์ รวมถึงหมวดยานยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์นั่งปรับลดลง สอดคล้องกับการส่งออกที่ลดลง

    อย่างไรก็ดี การผลิตหมวดปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น ตามการสะสมสินค้าคงคลังของผู้ประกอบการ ขณะที่การผลิตในหมวดเคมีภัณฑ์เพิ่มขึ้นตามการผลิตปุ๋ยเคมีและสี จากอุปสงค์ในประเทศที่ปรับดีขึ้น

    –ภาคบริการ เครื่องชี้ภาคบริการที่ไม่รวมการซื้อขายทองคำและขจัดปัจจัยฤดูกาล ลดลงจากเดือนก่อน ตามกิจกรรมในภาคการค้าและการขนส่งสินค้า สอดคล้องกับภาคการผลิต การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และการขายส่งเชื้อเพลิงที่ลดลง อย่างไรก็ดี
    กิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวปรับดีขึ้น ทั้งธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร รวมถึงธุรกิจขนส่งผู้โดยสาร ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ

    –รายได้เกษตรกร รายได้เกษตรกรขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน จากราคาสินค้าเกษตรที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นสำคัญ โดยเฉพาะราคายางพารา ข้าวขาว มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ตามความต้องการสะสมสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้นจากความกังวลต่อ
    สถานการณ์เอลนีโญ ประกอบกับผลผลิตสินค้าเกษตรขยายตัว จากทุเรียนจากผลของฐานต่ำในปีก่อน และการขยายพื้นที่
    เพาะปลูก รวมถึงปศุสัตว์โดยเฉพาะสุกร และไก่ ที่ขยายตัวตามการเพิ่มจำนวนแม่พันธุ์ในช่วงก่อนหน้า

    • ภาวะการเงินและเสถียรภาพ

    –ภาวะการเงิน การระดมทุนของภาคธุรกิจโดยรวมปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนจากการระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิเป็นสำคัญ โดยการระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิในเดือน ส.ค. 69 เพิ่มขึ้นจากธุรกิจการค้า และธุรกิจในสาขาการผลิตโลหะ รวมถึงการผลิตยางและพลาสติก ประกอบกับการระดมทุนผ่านตลาดทุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากธุรกิจในสาขาการผลิต และแปรรูปอาหาร และเคมีภัณฑ์ ขณะที่การระดมทุนผ่านตราสารหนี้ปรับลดลง จากธุรกิจกลุ่มพลังงานและอาหาร

    สำหรับต้นทุนการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ในเดือน ก.ย. 69 (ข้อมูลถึง 24 ก.ย.69) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาวปรับเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ได้รับแรงกดดันจากเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลก อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของเดือน ก.ย. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยเคลื่อนไหวผันผวน โดยปรับลดลงในบางช่วงตามแรงซื้อของนักลงทุนในประเทศ และราคาน้ำมันที่ปรับลดลง

    –อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐ ในเดือน ส.ค. และ ก.ย. 69 เคลื่อนไหวตามปัจจัยต่างประเทศเป็นสำคัญ โดยในเดือนส.ค. 69 เงินบาทแข็งค่าตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ตามตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ชะลอลง ทำให้ตลาดลดการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

    ขณะที่ในเดือน ก.ย. 69 (ข้อมูลถึง 24 ก.ย. 69) เงินบาทกลับมาเฉลี่ยอ่อนค่า ตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ หลัง Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และมีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดมากขึ้น ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง และราคาน้ำมันโลกปรับเพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมาปะทุอีกครั้ง

    ด้านดัชนีค่าเงินบาท (NEER) เดือน ส.ค. 69 ทรงตัวใกล้เคียงกับเดือนก่อน ขณะที่เดือน ก.ย. 69 เฉลี่ยอ่อนค่าลงตามราคาน้ำมันโลกที่ปรับสูงขึ้น

    • เสถียรภาพเศรษฐกิจ

    –อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนจากทุกหมวดสำคัญ โดยหมวดอาหารสดเพิ่มขึ้นจากราคาเนื้อสัตว์และไข่ไก่ตามผลผลิตที่ลดลง เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน และต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ขณะที่หมวดพลังงานเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับเพิ่มขึ้น ตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียด ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เพิ่มขึ้นตามการทยอยส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในหมวดอาหารสำเร็จรูป

    –ภาวะตลาดแรงงาน การจ้างงานโดยรวมทรงตัว สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่ใกล้เคียงกับเดือนก่อน อย่างไรก็ดี ตลาดแรงงานยังมีความเปราะบาง สะท้อนจากจำนวนผู้ขอรับสิทธิว่างงานตามมาตรา 38 ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ ต้องติดตามตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะในกลุ่มที่เผชิญการแข่งขันรุนแรง

    –ดุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากดุลบริการ รายได้ และเงินโอน ตามดุลรายได้ที่กลับมาเกินดุลหลังผ่านช่วงการส่งกลับกำไรและเงินปันผล ขณะที่ดุลการค้าเกินดุลใกล้เคียงเดือนก่อน โดยมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ตามการส่งออกทองคำ ขณะที่มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการนำเข้าน้ำมันดิบ

    • แนวโน้มเศรษฐกิจไทยระยะต่อไป

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปนั้น โฆษก ธปท. กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ยังไม่ทั่วถึง โดยแรงส่งสำคัญมาจากการส่งออกสินค้า และการลงทุนภาคเอกชนที่ได้รับผลบวกจากวัฎจักรอิเล็กทรอนิกส์ และปัญญาประดิษฐ์ของโลก ขณะที่การบริโภคของครัวเรือน มีแรงสนับสนุนจากมาตรการรัฐ และแนวโน้มรายได้แรงงานที่ปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว และราคาสินค้าเกษตร

    ทั้งนี้ ในระยะต่อไปมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่

    1. ความต่อเนื่องของวัฎจักรเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์โลก
    2. พัฒนาการของสงคราม และนโยบายกีดกันการค้าระหว่างประเทศ
    3. ผลของมาตรการรัฐต่อการบริโภค และการลงทุน
    4. ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม และเอลนีโญ
    5. การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว

    โดย ธปฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/656950&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gOEXSO6W5xCoi6w0y0enI

  • คลัง ระบุส่งออก-ลงทุนเอกชนฟื้น ดันเศรษฐกิจ ส.ค. แม้ท่องเที่ยวยังชะลอ : อินโฟเควสท์

    คลัง ระบุส่งออก-ลงทุนเอกชนฟื้น ดันเศรษฐกิจ ส.ค. แม้ท่องเที่ยวยังชะลอ : อินโฟเควสท์

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง แถลงภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนสิงหาคม 2569 สถานการณ์เศรษฐกิจไทยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องของการส่งออกสินค้าและการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่มีสัญญาณดีขึ้น ขณะที่การท่องเที่ยวต่างชาติยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ จำเป็นต้องติดตามทิศทางราคาพลังงาน, ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต และเศรษฐกิจไทย

    นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการ กองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ในเดือนสิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน สอดคล้องกับรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนสิงหาคม 2569

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนสิงหาคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 มาอยู่ที่ระดับ 53.2 จากระดับ 51.8 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ และความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ผ่อนคลายลง

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนสิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนสิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ในเดือนสิงหาคม 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวต่อเนื่อง โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐในเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 34,618.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 24.3% และถือเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมัน และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ 19.5% ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่าปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในตลาดทวีปออสเตรเลีย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และอาเซียน (5)

    เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะการผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่การท่องเที่ยวยังคงชะลอตัว โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนสิงหาคม 2569 มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย จำนวน 22.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 1.7% ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม ในเดือนสิงหาคม 2569 มีจำนวน 2.52 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -2.6%

    ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนสิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 2.1% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ปาล์มน้ำมัน และหมวดไม้ผล สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ในเดือนสิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 4.4%

    ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนสิงหาคม 2569 ปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 89.7 จากระดับ 90.0 ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนสิงหาคม 2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 53.8 สะท้อนว่าการผลิตอุตสาหกรรมยังอยู่ในภาวะขยายตัว

    เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 2.53% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน อยู่ที่ 1.44% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 67.5% ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

    สำหรับเสถียรภาพภายนอก ยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 283.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/656924&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JXcVtflat4X5-lAzqAab1

  • ร่างก.ม.ใหม่หนุนที่พักรายย่อย ปลดล็อค โฮมสเตย์-บูทีคโฮเทล-แชริ่ง

    ร่างก.ม.ใหม่หนุนที่พักรายย่อย ปลดล็อค โฮมสเตย์-บูทีคโฮเทล-แชริ่ง

    Loading…

    ร่างก.ม.ใหม่หนุนที่พักรายย่อย ปลดล็อค โฮมสเตย์-บูทีคโฮเทล-แชริ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-302&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VURA5wame45cuv8SAK9jj

  • ชูแผนพัฒนา14 ดันเศรษฐกิจโต บัตรคนจน11ล.

    ชูแผนพัฒนา14 ดันเศรษฐกิจโต บัตรคนจน11ล.

    นายกฯ เปิดประชุมสภาพัฒน์ ชู  “แผนฉบับ 14” ปลดล็อกข้อจำกัดประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจ-คน-รัฐ รับโลกเปลี่ยนแปลง เดินหน้าสู่ผลลัพธ์จริง “เอกนิติ” เปรียบเข็มทิศประเทศ เปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม ปูพรมไทยโตยั่งยืน คลังเคาะผ่านเกณฑ์รับบัตรคนจนรอบใหม่ 11.25 ล้านราย เริ่มรับสิทธิ 1 ต.ค.นี้ ปลอบใจกลุ่มตกรอบโยกใช้ไทยช่วยไทยพลัส 2  

    ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค  เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 30 กันยายน เวลา 10.00  น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) โดยมีคณะรัฐมนตรี  ปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม/เทียบเท่า รัฐวิสาหกิจ ผู้แทนภาคธุรกิจ กลุ่มองค์กรภาคเอกชน นักวิชาการ องค์กรระหว่างประเทศ สื่อมวลชน และประชาชนเข้าร่วม ทั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสาระสำคัญของร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14  (พ.ศ.2571-2575) พร้อมเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานและภาคีการพัฒนาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อประกอบการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะ 5 ปีข้างหน้า

    นายกฯ กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “แผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s  Next Agenda” โดยเน้นย้ำว่า แผน 14 ต้องปลดล็อกข้อจำกัดของประเทศไทย ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และเปลี่ยนการพัฒนาให้เป็นรายได้ โอกาส และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สังคมสูงวัย และสภาพภูมิอากาศ โดยเหตุการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ สะท้อนว่าการพัฒนาประเทศ คือ ความสามารถของประเทศ ในการทำให้ประชาชนใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง ทั้งในวันที่สถานการณ์เป็นปกติและในวันที่เกิดวิกฤต

     “ถ้าเรายังใช้วิธีคิดและวิธีทำงานแบบเดิม  ผลลัพธ์ก็จะถดถอย และในขณะที่ประเทศอื่นกำลังเดินหน้าอย่างรวดเร็ว การยืนอยู่ที่เดิม ก็เท่ากับการเดินถอยหลัง ฉะนั้นคำถามสำคัญของแผน 14 ไม่ใช่เพียงว่าอยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไรในอีก  5 ปีข้างหน้า แต่คืออะไรคือข้อจำกัดที่ทำให้ประเทศไทยไปได้ไม่ไกลเท่าที่ควร และจะปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านั้นอย่างไร” นายกฯ ระบุ

    นายอนุทินกล่าวถึงโอกาสของประเทศไทยว่า  ประเทศที่เชื่อถือได้ มีกติกาชัดเจน มีพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานเพียงพอ มีกำลังคนที่มีทักษะ มีห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง และมีรัฐบาลที่ตัดสินใจและแก้ปัญหาได้รวดเร็ว โอกาสคือ สภาวะที่ทั่วโลกกระจายฐานการผลิตและจัดระบบห่วงโซ่อุปทานใหม่ เป็นโอกาสในการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น โดยการลงทุนใหม่ต้องเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างงานที่มีคุณค่า และต้องทำให้คนไทยกับธุรกิจไทยขยับขึ้นไปอยู่ในส่วนที่มี “มูลค่าสูงขึ้น” ของห่วงโซ่การผลิต เราจะไม่แข่งขันด้วยแรงงานราคาถูก หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป  แต่จะแข่งขันด้วยคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์  เทคโนโลยี มาตรฐาน และความสามารถของคนไทย ใช้ประโยชน์จากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และระบบขนส่งโลจิสติกส์ที่ได้เปรียบ

    ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง กล่าวในวงเสวนาพิเศษหัวข้อ “ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” ว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 จะเป็นเข็มทิศสำคัญของประเทศ โดยมีแพลตฟอร์มคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เป็นเครื่องมือลงมือทำจริงร่วมกับภาคเอกชน เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม กระจายรายได้ลงสู่เศรษฐกิจฐานรากและเอสเอ็มอี นำพาประเทศไทยให้กลับมาเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีโลก ดังนั้น หัวใจสำคัญคือการเลือกจัดลำดับความสำคัญ ที่เน้นโครงการสร้างผลกระทบสูง และสามารถเป็นตัวเปลี่ยนเกมได้จริง  แทนที่จะกระจายงบประมาณและกำลังคนไปทำโครงการย่อยๆ นับร้อยโครงการ

    ทั้งนี้ จำเป็นต้องมุ่งเน้น 4 เสาหลักเป้าหมายเศรษฐกิจ คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ,  เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ, การกระจายรายได้และการดูแลสิ่งแวดล้อม ส่วนสาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เครื่องจักรเก่า และแรงงานแก่ อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้เร่งซ่อมแซมและเข้มงวดเกี่ยวกับวินัยการคลัง จนสามารถทำให้ทั้ง 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับมุมมองกลับมาอยู่ในระดับเสถียรภาพมั่นคงได้สำเร็จ ช่วยป้องกันวิกฤตการคลังและสร้างความมั่นใจแก่ตลาดทุน ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยฟื้น รวมถึงมุ่งเปลี่ยนเงินทุนให้กลายเป็นทักษะความสามารถ โดยนำเอไอเข้ามาเพิ่มผลิตภาพ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส และการใส่เอไอลงในแอปพลิเคชันถุงเงิน ผ่านเอไอนกกระซิบ เพื่อช่วยพ่อค้าแม่ค้าขนาดเล็กให้สามารถค้าขายออนไลน์ได้จริง

    ขณะเดียวกัน ต้องต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมสู่ S-Curve ใหม่ โดยปรับเปลี่ยนภาคเกษตรกรรมเดิมสู่เกษตรอัจฉริยะ และเร่งแปรรูปอาหารเพื่อตอบโจทย์วิกฤตอาหารโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) ที่กำลังเติบโตสูงถึงปีละ 20% จากเทรนด์สังคมสูงวัยที่นิยมเลี้ยงสัตว์ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 และ 2 ของโลก และรัฐบาลยังเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไปสู่พลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพานำเข้าและลดผลกระทบภาวะโลกร้อน

    ที่กระทรวงการคลัง นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ  ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)  ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ได้มีมติเห็นชอบผลการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 รอบทบทวนสิทธิ ที่เปิดให้ผู้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติยื่นทบทวนสิทธิได้ระหว่างวันที่ 17 ก.ค.-31 ส.ค.2569 ซึ่งมีผู้ยื่นทบทวนสิทธิ 5.01  ล้านราย โดยจากการตรวจสอบ พบว่ามีผู้ผ่านคุณสมบัติรอบทบทวนสิทธิ 1.75 ล้านราย และเป็นผู้ไม่ผ่านการทบทวนสิทธิทั้งหมด 3.26 ล้านราย

    โดยเมื่อรวมกับผู้ที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองในช่วงแรก 9.5 ล้านราย ส่งผลให้มีประชาชนที่ได้สิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 รวมทั้งสิ้น 11.25  ล้านราย และมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองทั้งสิ้น 7.6 ล้านคน จากผู้ลงทะเบียนทั้งหมด 18.82 ล้านคน

    สำหรับผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติการคัดกรอง 7.6  ล้านราย สามารถเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ได้ เพียงกดยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันที่ 1-15 ต.ค.  2569 ทั้งนี้จะส่งผลให้ยอดผู้ที่ได้รับสิทธิในโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพิ่มเป็น 30.8 ล้านคน จากปัจจุบันมีผู้ได้รับสิทธิอยู่ที่ 26.8 ล้านคน แต่ต้องบอกว่าตัวเลขตรงนี้ยังไม่นิ่ง ยังมีการปรับเปลี่ยนสิทธิจาก 2 โครงการทั้งเพิ่มขึ้นและลดลงได้อีก โดยจะมีตัวเลขที่สรุปออกมาอย่างชัดเจนที่สุดในวันที่ 1 ต.ค.นี้

    นายวินิจกล่าวด้วยว่า จากการยื่นทบทวนสิทธิในครั้งนี้ พบข้อมูลเบื้องต้นว่ามีประชาชนที่ถูกนำชื่อไปแอบอ้างกว่า 8,000 ราย อาทิ การครอบครองกรรมสิทธิ์รถยนต์ การนำชื่อไปแอบอ้างเป็นกรรมการบริษัท ร่วมจัดตั้งบริษัท เป็นลูกจ้างบริษัทมีรายได้เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการลดหย่อนภาษี เป็นต้น ซึ่งกระทรวงการคลังได้ประสานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตรวจสอบในเชิงลึกต่อไป เพราะทุกกรณีประชาชนยืนยันว่าถูกแอบอ้างสิทธิและมีการแจ้งความดำเนินคดีอย่างชัดเจน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/1079876/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UP9GCk2BuxMkG7PcuxJnV

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 9 ประจำปี 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 9 ประจำปี 2569

    ภาพรวมเศรษฐกิจ 

    เศรษฐกิจของประเทศชิลีประจำเดือนกรกฎาคม 2569 GDP ปรับตัวลดลง -1.5% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า  การบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้นที่ 2.0% ด้านอัตราเงินเฟ้อของชิลีปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.5% ในขณะที่อัตราว่างงานยังอยู่ในระดับสูงที่ 9.5% การนำเข้าโดยรวมของชิลีเพิ่มขึ้น 4.6% ในขณะที่การส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 20.1% โดยสินค้ากลุ่มสินแร่และทองแดงซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 30.3% รวมมูลค่า 4.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ระหว่างเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2569 ชิลีมีมูลค่าการค้ารวมกับไทยกว่า 595.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ชิลีนำเข้าสินค้าจากไทยลดลง -5.3% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า รวมมูลค่า 382.2 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าที่ 169.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ในส่วนของรายละเอียดในแต่ละด้านประจำเดือนกรกฎาคม 2569 สคต. ณ กรุงซันติอาโกขอสรุปรายละเอียด ดังนี้ 

    1. การบริโภคภาคเอกชน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี )

    การบริโภคภาคเอกชนของชิลีประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ในภาพรวมปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.0% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 

    สอดคล้องกับดัชนีค้าปลีกที่เพิ่มขึ้น 2.2% การบริโภคภาคเอกชนของชาวชิลีในภาพรวมปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า-อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค และหมวดสินค้าอาหาร เพิ่มขึ้น 4.0% 3.4% และ 3.3% ตามลำดับ 

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนกรกฎาคม 2569  ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าจากระดับ 31.1  มาอยู่ที่ 32.8 เพิ่มขึ้น 5.6%

    2.การลงทุน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://www.bcentral.cl/)

    บรรยากาศการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชนในชิลีประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ในภาพรวมยังคงหดตัวเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนจากตัวเลขการขออนุญาตก่อสร้าง (คิดเป็นตารางเมตร) ลดลงจาก 9.7 แสนตารางเมตร มาอยู่ที่ 7.7 แสนตารางเมตร โดยการนำเข้าเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ลดลงเช่นกันที่ –19% 

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจโดยรวมประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ปรับตัวลดลง -4.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จากระดับ 45.8 มาอยู่ที่ 43.6 ทั้งนี้ หากพิจารณาภาคธุรกิจที่มีดัชนีความเชื่อมั่นสูงที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ (1) ภาคการค้า (2) ภาคการผลิต และ (3)  ภาคธุรกิจเหมืองแร่ โดยอยู่ที่ 50.9, 44.9 และ 41.7 ตามลำดับ 

    3. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://si3.bcentral.cl และสำนักงานสถิติแห่งชาติของชิลี https://www.ine.gob.cl)

    อัตราการว่างงานของประเทศชิลีในเดือนกรกฎาคม 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 9.5% โดยแคว้นที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดคือแคว้น Biobio และ แคว้น Los Rios ที่ 10.6% 

    image.png

    อัตราเงินเฟ้อของประเทศชิลีในเดือนกรกฎาคม 2569 ปรับลดลง มาอยู่ที่ระดับ 3.5% ทั้งนี้ หมวดที่ปรับราคาเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 12 เดือนได้แก่ (1) หมวดร้านอาหารและโรงแรม (2) หมวดการศึกษา และ (3) สุขภาพ โดยเพิ่มขึ้นที่ 6.6%, 5.9% และ 5.1% ตามลำดับ 

    image.png

    4. การส่งออก-นำเข้า (ข้อมูลจากกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศของชิลี SUBREI – www.subrei.gob.cl)

         การส่งออกสินค้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2569  มีมูลค่ารวมที่ 73,753 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.1% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่  

    สินค้า

    ม.ค.-ก.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (68/69)

    ปี 2568

    ปี 2569

    สินแร่

    35,620

    46,411

    30.3%

    เคมีภัณฑ์

    4,479

    6,097

    36.1%

    ผลไม้

    5,131

    4,774

    -6.9%

    ปลาแซลมอน

    3,511

    3,722

    6.0%

    เยื่อกระดาษ

    2,346

    2,115

    –9.8%

    เครื่องจักรและส่วนประกอบ

    1,491

    1,680

    12.7%

    ไม้และเฟอร์นิเจอร์ไม้

    1,290

    1,123

    –12.9%

    การนำเข้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2569  มีมูลค่ารวมที่ 51,768 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.6% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่

    สินค้า

    ม.ค.-ก.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (68/69)

    ปี 2568

    ปี 2569

    สินค้าอุปโภคบริโภค

    14,537

    14,981

    3.1%

    สินค้าหมวดพลังงาน

    7,965

    9,383

    17.8%

    สินค้าทุน

    11,307

     11,631

    2.9%

     –รถยนต์เชิงพาณิชย์

    1,684

    1,704

    1.2%

     –เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมก่อสร้าง

    1,185

    960

    –19.0%

    จากตัวเลขการส่งออกของชิลีที่สูงกว่าตัวเลขการนำเข้า ทำให้ชิลีได้ดุลการค้าจำนวน 21,985 ล้านเหรียญสหรัฐ

    5. การค้าของชิลีกับไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน (ข้อมูลสถิติทางการค้าจาก Global Trade Atlas)

    ชิลีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยระหว่างเดือน มกราคม – กรกฎาคม 2569 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 382.20 ล้านเหรียญสหรัฐ      (ลดลง -5.33% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า)      ซึ่งสินค้าที่นำเข้าจากไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 

    • รถยนต์และส่วนประกอบ (168.63 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -7.45%) 

    • เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (61.84 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -21.83%) 

    • ปลากระป๋อง (34.50 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -12.19%)

    • เครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า (29.05 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 85.94%)

    • อัญมณีและไข่มุก (13.50 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.03%)

    สำหรับตัวเลขการนำเข้าของชิลีจากกลุ่มประเทศอาเซียน ใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีนำเข้าจากเวียดนาม 872.36 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -2.40%)

    • ชิลีนำเข้าจากไทย 382.20 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -5.33%)

    • ชิลีนำเข้าจากอินโดนีเซีย 299.97 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -3.96%)

    • ชิลีนำเข้าจากมาเลเซีย 135.74 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -21.04%)

    • ชิลีนำเข้าจากสิงคโปร์ 49.19 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง –25.27%)

    ชิลีส่งออกสินค้าไปยังประเทศไทยระหว่างเดือน มกราคม – กรกฎาคม 2569 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 213.05 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -36.68% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า)  ซึ่งสินค้าที่ส่งออกไปยังไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

    • แซลมอนและอาหารทะเล (48.09 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -31.78%)

    • เยื่อกระดาษ (45.24 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -30.23%)

    • ทองแดง (45.20 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -63.06%) 

    • สินแร่อื่น ๆ (27.26 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -14.85%)

    • ผลไม้และผลิตภัณฑ์ธัญพืช (11.78 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง –12.29%)

    สำหรับตัวเลขการส่งออกของชิลีไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน ใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีส่งออกไปเวียดนาม 215.80 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 15.81%)

    • ชิลีส่งออกไปไทย 213.05 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -36.68%)

    • ชิลีส่งออกไปมาเลเซีย 150.86 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -11.21%)

    • ชิลีส่งออกไปอินโดนีเซีย 76.32 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 111.07%)

    • ชิลีส่งออกไปสิงคโปร์ 63.78 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 20.75%)

    มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทย-ชิลี ระหว่างเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 595.25 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -19.58%) โดยชิลีนำเข้าสินค้าจากไทย มากกว่าส่งออกสินค้ามายังไทย ทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าที่ 169.15 ล้านเหรียญสหรัฐ

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

    กันยายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/az5eqe0jrg9fv94jr7ggycmb&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IVyAhxr_xtFKxcmrYoL0L

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 – สยามรัฐ

    เปิดฉาก 1 ตุลาคม 2569 จับตา 4 เรื่องใหญ่ การเมือง-ปากท้อง-โลก-โซเชียล

    วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงวันเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ของไทย แต่ยังมีหลายความเคลื่อนไหวสำคัญที่กระทบทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ชีวิตประจำวันของประชาชน และสถานการณ์ต่างประเทศ

    ตั้งแต่การเปลี่ยนผู้นำ 3 องค์กรในกระบวนการยุติธรรม การเริ่มมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ ไปจนถึงสถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลาง และผลกระทบจากเที่ยวบินที่ถูกยกเลิก มีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามดังนี้

    การเมืองและโครงสร้างรัฐ: 3 องค์กรยุติธรรมเปลี่ยนผู้นำ
    หนึ่งในหมุดหมายสำคัญของวันที่ 1 ตุลาคม คือการเปลี่ยนผ่านผู้บริหารระดับสูงของ 3 องค์กรในกระบวนการยุติธรรมไทย ได้แก่ ศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

    นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ จะเข้ารับตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนที่ 52 ขณะที่นายโกวิท ศรีไพโรจน์ มีกำหนดเข้ารับตำแหน่งอัยการสูงสุด และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 16 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569

    อีกประเด็นที่มีผลตั้งแต่วันเดียวกัน คือ การยุบเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

    เศรษฐกิจและปากท้อง: บัตรสวัสดิการ-ไทยช่วยไทย พลัส เริ่มมาตรการใหม่

    ด้านมาตรการช่วยเหลือประชาชน วันที่ 1 ตุลาคมเป็นวันเริ่มต้นของมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)” ซึ่งดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม-30 พฤศจิกายน 2569

    ประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ระหว่างวันที่ 1-15 ตุลาคม 2569 โดยโครงการกำหนดวงเงินร่วมจ่ายสูงสุด 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทตลอดระยะเวลาโครงการ

    ขณะเดียวกัน ผู้มี บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 จะได้รับการเพิ่มวงเงินซื้อสินค้าอีก 700 บาทในเดือนตุลาคม จากเดิม 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อคน โดยกลุ่มเป้าหมายตามโครงการมีจำนวนไม่เกิน 14.52 ล้านคน

    ส่วนผลการตรวจสอบผู้ขอทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กระทรวงการคลังมีกำหนดประกาศผลวันที่ 30 กันยายน 2569 ทำให้วันที่ 1 ตุลาคมเป็นอีกหนึ่งวันที่ประชาชนต้องติดตามสถานะและเงื่อนไขการใช้สิทธิอย่างใกล้ชิด
    เกษตรกร: เพิ่มกรอบช่วยเหลือชาวนา

    ในส่วนภาคเกษตร ครม. มีมติเพิ่มกรอบวงเงินโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 อีก 1,544.98 ล้านบาท

    วงเงินดังกล่าวใช้สำหรับเกษตรกรที่มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติมจำนวน 233,729 ครัวเรือน จึงเป็นอีกมาตรการที่ต้องติดตามต่อเนื่องในช่วงเริ่มต้นเดือนตุลาคม

    ต่างประเทศ: สหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากอิรักครบกำหนด
    สถานการณ์ต่างประเทศที่ต้องจับตาคือการถอนกำลังของสหรัฐฯ และกองกำลังพันธมิตรออกจากอิรัก โดยสหรัฐฯ เสร็จสิ้นการถอนกำลังชุดสุดท้ายจากอิรักเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และอิรัก

    หลังจากนี้ ภารกิจด้านความมั่นคงและการรับมือกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ IS จะอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของฝ่ายอิรักมากขึ้น ขณะที่หลายฝ่ายยังติดตามผลต่อสมดุลอำนาจและความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด

    การเดินทาง: การบินไทยยกเลิก 4 เที่ยวบิน 1 ต.ค.
    สำหรับประชาชนที่มีแผนเดินทางทางอากาศ ต้องตรวจสอบสถานะเที่ยวบินก่อนออกเดินทาง หลัง การบินไทย ประกาศยกเลิกเที่ยวบินเพิ่มเติมรวม 37 เที่ยวบิน ระหว่างวันที่ 29 กันยายน-1 ตุลาคม 2569

    เฉพาะวันที่ 1 ตุลาคม 2569 มีเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ประกาศยกเลิก 4 เที่ยวบิน ได้แก่ กรุงเทพฯ-ปารีส TG930, กรุงเทพฯ-บรัสเซลส์ TG934, กรุงเทพฯ-มิลาน TG940 และกรุงเทพฯ-สตอกโฮล์ม TG960

    ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบควรตรวจสอบสถานะเที่ยวบินและติดต่อการบินไทยก่อนเดินทาง เพื่อป้องกันปัญหาตกค้างและการจัดการสัมภาระ

    โลกออนไลน์: ประชาชนจับตาสิทธิรัฐ-น้ำท่วม-การเดินทาง
    ด้านโลกออนไลน์ ประเด็นที่มีแนวโน้มได้รับความสนใจต่อเนื่อง ได้แก่ การตรวจสอบสิทธิมาตรการช่วยเหลือของรัฐในวันเริ่มต้นโครงการ สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ รวมถึงประสบการณ์ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเที่ยวบินยกเลิก
    สำหรับวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จึงเป็นอีกวันสำคัญที่หลายเรื่องเริ่มเข้าสู่การปฏิบัติจริง ตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านผู้บริหารองค์กรสำคัญ มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ การดูแลภาคเกษตร ไปจนถึงสถานการณ์ความมั่นคงในต่างประเทศและผลกระทบต่อการเดินทาง

    ประชาชนควรติดตามประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องสิทธิเงินช่วยเหลือและสถานะการเดินทาง เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน

    #ข่าววันนี้ #1ตุลาคม2569 #การเมืองไทย #เศรษฐกิจวันนี้ #บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ #ไทยช่วยไทยพลัส #ชาวนา #ข่าวต่างประเทศ #ข่าวอิรัก #การบินไทย #น้ำท่วม2569 #ข่าวโซเชียล #siamrathonline

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/325512&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33Y_st8satRLQwWZbIwmYd