Blog

  • จับตาตลาดหุ้นสหรัฐฯ โอกาสหรือความเสี่ยงก่อนเปิดตลาด 25/05/69

    จับตาตลาดหุ้นสหรัฐฯ โอกาสหรือความเสี่ยงก่อนเปิดตลาด 25/05/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/149580&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ylC7_fQCPtqyfaipknmOQ

  • กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มยอด รัฐบาลตีปี๊บ ชวนร้านค้าทั่วประเทศ ร่วม‘ไทยช่วยไทยพลัส’

    กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มยอด รัฐบาลตีปี๊บ ชวนร้านค้าทั่วประเทศ ร่วม‘ไทยช่วยไทยพลัส’

    วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มยอด
    รัฐบาลตีปี๊บ
    ชวนร้านค้าทั่วประเทศ
    ร่วม‘ไทยช่วยไทยพลัส’

    รัฐบาลชวนร้านค้าทั่วประเทศสมัครเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มยอดขาย ร้านค้าที่เคยร่วม โครงการยืนยันสิทธิผ่านแอปฯ “ถุงเงิน” 25-30 พ.ค. ส่วนร้านค้าใหม่ลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย 25 พ.ค.-31 ก.ค. ขณะที่สารคามห้างแตก! ชาวบ้านแห่เหมารถข้ามอำเภอนับ 100 ก.ม. ปักหลักรอคิวกรุงไทย ยืนยันตัวตนแอปฯ“เป๋าตัง”รับเงิน“ไทยช่วยไทยพลัส”

    เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการ
    รายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยเปิดรับสมัครร้านค้าเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

    รองโฆษกฯ กล่าวว่า ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569 ส่วนร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการมาก่อน สามารถลงทะเบียนผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านทำผม ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้

    สำหรับการใช้จ่ายผ่านร้านค้าในโครงการ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา06.00 – 23.00 น. ขณะที่การใช้จ่ายผ่านระบบ Food Delivery จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 21.00 น.เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้ร้านค้า

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ ผ่านการสนับสนุนการใช้จ่ายระหว่างภาครัฐ ประชาชน และผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง และช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชนในช่วงฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

    “รัฐบาลขอเชิญชวนร้านค้าทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า ขยายฐานลูกค้า และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากระดับชุมชน โดยรัฐบาลเชื่อมั่นว่า การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ร้านค้ารายเล็กและประชาชนในพื้นที่ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

    วันเดียวกัน ที่บริเวณหน้าศูนย์การค้าเสริมไทยคอมเพล็กซ์ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ได้มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมารวมตัวยืนเข้าแถวรอคิวอย่างเนืองแน่นตั้งแต่ช่วงเช้า ก่อนที่ห้างสรรพสินค้าจะเปิดทำการในเวลา 10.30 น.โดยจุดประสงค์หลักของประชาชนกลุ่มร้อยละ 90 คือการเดินทางมาติดต่อทำธุรกรรมที่ธนาคารกรุงไทย สาขาภายในห้างฯ เพื่อทำการยืนยันตัวตนและแก้ไขปัญหาทางเทคนิคในแอปพลิเคชัน เป๋าตัง ซึ่งบางรายเจอปัญหาเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์มือถือใหม่ บางรายระบบล็อกเนื่องจากจำรหัสผ่านไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถลงทะเบียนเตรียมรับสิทธิ์โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่าง “โครงการไทยช่วยไทยพลัส”ได้

    จากการตรวจสอบพบว่าประชาชนส่วนใหญ่เดินทางมารอตั้งแต่เวลา 08.00 น. ซึ่งก่อนเวลาห้างเปิดถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยหลายคนยอมรับว่าต้องเดินทางมาจากต่างอำเภอที่ห่างไกล เช่น อำเภอโกสุมพิสัย, อำเภอกุดรัง และอำเภอวาปีปทุม เป็นต้น เนื่องจากธนาคารกรุงไทยสาขาตามต่างอำเภอจะปิดให้บริการในวันเสาร์และอาทิตย์ มีเพียงสาขาในห้างสรรพสินค้าภายในตัวเมืองเท่านั้นที่เปิดทำการ ส่งผลให้ประชาชนที่ไม่มีเวลาในวันธรรมดาจำเป็นต้องหลั่งไหลเข้ามาในเมืองพร้อมๆ กัน

    ทั้งนี้ เมื่อใกล้ถึงเวลาห้างเปิด ทางเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทยได้เร่งเดินเท้าออกมาบริหารจัดการระบบคิวที่บริเวณด้านนอก เพื่อลดความแออัดภายในสำนักงาน โดยมีการแจกใบคำร้อง ข้อมูลส่วนตัว เลขประจำตัวประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ และให้เขียนกำกับความประสงค์ให้ชัดเจน เช่น จำรหัสไม่ได้ หรือ เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ พร้อมชี้แจงว่าจะเรียกคิว
    ให้เข้าใช้บริการภายในธนาคารรอบละ10 คิวเท่านั้น เพื่อความรวดเร็วและปลอดภัย

    จากการสอบถาม นางสมบูรณ์ ชาวบ้านบ้านหวาย อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม เปิดเผยว่า ตนเองและเพื่อนบ้านรวม 3 คน ต้องตัดสินใจลงขันรวมเงินกันคนละ 200 กว่าบาท เพื่อเหมารถยนต์จากหมู่บ้านในราคา 700 บาท มารอกันตั้งแต่ 8 โมงเช้า ระยะทางจากบ้านมาถึงตัวเมืองรวม 50 กิโลเมตร หากเดินทางไป-กลับก็ร่วม 100 กิโลเมตร

    สาเหตุที่ต้องดั้นด้นมาเพราะตนเองพึ่งซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่และเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ จึงต้องมาให้ธนาคารช่วยแก้ไขระบบให้ ที่ผ่านมาตนเองเสียสิทธิ์และไม่เคยได้รับเงินเยียวยาจากโครงการใดๆ ของรัฐบาลเลย ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง หรือโครงการเติมเงินดิจิทัล 10,000 บาท เนื่องจากโทรศัพท์เครื่องเก่าตกรุ่นและไม่รองรับระบบเทคโนโลยี

    “ถามว่าเงินโครงการไทยช่วยไทยที่รัฐบาลจะแจกให้ใช้คนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน (รวม 4,000 บาท)มันพอไหม ก็บอกตรงๆ เลยว่าไม่พอหรอก แต่มันก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ถ้าได้เดือนละ 5,000 บาทน่าจะพอพยุงชีพได้ ตอนนี้ค่าใช้จ่ายมันเยอะมาก ของแพงไปหมดทุกอย่าง หันไปดูอาชีพทำนาก็มีแต่จะตาย ค่ารถแพง ค่าแรงแพง ค่าปุ๋ยแพง ค่ารถเกี่ยวข้าวก็แพงขึ้นทุกปี มีแต่อย่างเดียวที่ถูกคือราคาข้าว ขายไม่ได้ราคาเลย ขาดทุนย่อยยับ ทำได้แค่เก็บไว้กินเองใน
    ครัวเรือน จึงอยากวิงวอนให้รัฐบาลหันมาใส่ใจดูแลประชาชนบ้าง เผื่อเลือกพวกท่านเข้าไปเป็นตัวแทนแล้วก็อย่าเข้าไปเอาแต่เถียงกันในสภาเลย มันน่าเบื่อ ชาวบ้านข้างนอกเขาจะอดตายกันหมดแล้ว” นางสมบูรณ์ กล่าวอย่างอัดอั้น

    ด้าน นางสาวจำปา อายุ 50 ปี ราษฎรบ้านหัวช้าง อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า ตนเองเดินทางข้ามอำเภอเข้ามาในเมืองระยะทางไป-กลับรวม 96 กิโลเมตร เนื่องจากโครงการคนละครึ่งในรอบที่ผ่านมาตนลงทะเบียนไม่ทันมารอบนี้พยายามศึกษาจนดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเป๋าตังมาติดตั้งและทำตามขั้นตอนเองเสร็จหมดแล้ว แต่ปรากฏว่าระบบสมาร์ทโฟนแจ้งข้อความเตือนให้เดินทางมาติดต่อธนาคารกรุงไทยในวันถัดไป ตนจึงต้องยอมเสียเงินเสียเวลาเดินทางมา ยอมรับว่าขั้นตอนระบบดิจิทัลของรัฐบาลมันยุ่งยากมากสำหรับตาสีตาสาที่ทำไม่เป็น แต่หากรอบนี้ระบบมีปัญหาจนต้องเสียสิทธิ์อีกก็คงไม่เป็นไร คงต้องรอลงทะเบียนรอบใหม่ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ(บัตรคนจน) แทน

    “สำหรับเงิน 4,000 บาท จากโครงการไทยช่วยไทยพลัสในครั้งนี้ มองว่าไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตท่ามกลางสภาวะข้าวของแพง แต่ก็ยังดีที่เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระได้บ้าง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาได้ อยากเสนอให้รัฐบาลจ่ายเงินก้อนเดียวรวดเดียว 4,000 บาทเลยจะบริหารจัดการง่ายและดีกว่าการทยอยแบ่งจ่ายรายเดือน” นางสาวจำปา ระบุ

    ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ตลอดทั้งวันยังคงมีประชาชนจากตำบลและอำเภอต่างๆ ในจังหวัดมหาสารคาม ทยอยเดินทางมาเข้าคิวเพื่อแก้ไขระบบแอปพลิเคชันเป๋าตังกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางธนาคารกรุงไทยสาขาในห้างฯ ยืนยันว่าจะให้บริการประชาชนทุกคนที่มาติดต่ออย่างเต็มกำลังเพื่อไม่ให้ตกหล่นจากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐในรอบนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/966376&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14EjDamd0krioSYwwYUWqg

  • ททท. รุกตลาดวัย 50+ ดันท่องเที่ยวคุณภาพกระตุ้นเศรษฐกิจภาคกลาง

    ททท. รุกตลาดวัย 50+ ดันท่องเที่ยวคุณภาพกระตุ้นเศรษฐกิจภาคกลาง

    ททท. รุกตลาดวัย 50+ ดันท่องเที่ยวคุณภาพกระตุ้นเศรษฐกิจภาคกลาง

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการกระตุ้นการท่องเที่ยวในกลุ่มนักท่องเที่ยว Active Senior หรือผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงทั้งในด้านกำลังซื้อ และความต้องการประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

    โดยดำเนินการผ่าน Feel Young Travel On – ทริปสดใสหัวใจ Young แจ๋วอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ 17 จังหวัดภาคกลาง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กาญจนบุรี ชัยนาท นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี เป็นต้น 

    ทั้งนี้ จะมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ เที่ยวใกล้ เดินทางสบาย สุขภาพดี สนุกแบบมีคุณค่า รวมถึงถ่ายทอดแนวคิดการออกไปสัมผัสทุกโมเมนต์ของความสุข หรือ Feel All The Feelings ผ่านการเดินทางที่ตอบโจทย์ทั้งร่างกายและจิตใจ ภายใต้แนวคิดสุขทันทีที่เที่ยวภาคกลาง 

    ททท. รุกตลาดวัย 50+ ดันท่องเที่ยวคุณภาพกระตุ้นเศรษฐกิจภาคกลาง

    สำหรับการดำเนินการภายใต้โครงการดังกล่าว จะมี 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิน Young แจ๋ว โดยจะมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ผ่านการคัดสรรร้านอาหาร คาเฟ่ และสถานประกอบการที่มีคุณภาพ เพื่อนำเสนออาหารที่หลากหลาย ทั้งบรรยากาศผ่อนคลายและบริการระดับพรีเมียม สอดคล้องกับแนวคิดการเติมเต็มความสุขในทุกช่วงเวลา

    และเที่ยว Young แจ๋ว ซึ่งจะมุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพควบคู่การดูแลสุขภาพ (Well-being Tourism) โดยครอบคลุมบริการด้านที่พัก การเดินทาง และกิจกรรมท่องเที่ยวที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัย ช่วยให้ผู้เดินทางสามารถพักผ่อน ฟื้นฟูร่างกาย และสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้อย่างเต็มที่

    การดำเนินโครงการดังกล่าว ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญของ ททท.ภูมิภาคภาคกลาง ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยมุ่งเน้นการตอบโจทย์ความต้องการและพฤติกรรมของกลุ่มนักท่องเที่ยว Active Senior (50+) ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวภายในประเทศ 

    และการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/659770&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CenzWqQT_Uzn82wW2_zHN

  • นักวิชาการ มธ.เสนอนายกฯ หารือ ‘มาครง’ ดึงลงทุน ดันไทยสู่สายตาโลก

    นักวิชาการ มธ.เสนอนายกฯ หารือ ‘มาครง’ ดึงลงทุน ดันไทยสู่สายตาโลก

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอนายกฯ หารือ “มาครง-ยูเนสโก” ดึงลงทุนเพิ่ม พร้อมต่อยอด 9 เมืองสร้างสรรค์ไทย หนุน Creative Economy แนะสร้างความสัมพันธ์ IEA เปิดทางหาแหล่งน้ำมัน

    ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยควรใช้โอกาสจากการเดินทางไปเยือนประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 22-25 พ.ค. 2569 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ในการสร้างความร่วมมือและต่อยอดการสนับสนุนเชิงเศรษฐกิจ

    ตลอดจนนำเสนอมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติม เนื่องจากได้พบนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญ อาทิ ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ฯลฯ และนักธุรกิจอีกหลากหลายประเทศ

    ในส่วนของประเด็นที่สามารถพูดคุยได้ทันที เช่น การหารือร่วมกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกเพื่อต่อยอด 9 เมืองสร้างสรรค์ของไทย ซึ่งยูเนสโกได้รับรองให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต สุโขทัย เพชรบุรี สุพรรณบุรี เชียงราย สงขลา และน่าน

    โดยตั้งเป้าผลักดันให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก ซึ่งหากทำสำเร็จจะช่วยทั้งเมืองหลักและเมืองที่อยู่รอบๆ ในแง่เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รวมถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ของประเทศด้วย

    นักวิชาการ มธ.เสนอนายกฯ หารือ 'มาครง' ดึงลงทุน ดันไทยสู่สายตาโลก

    “พิสูจน์แล้วว่าเศรษฐกิจที่เน้นการผลิตและอุตสาหกรรมจะอ่อนไหวต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจไทยจึงกำลังเจ็บหนักจากการเป็นเศรษฐกิจการผลิต การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กลายเป็นอีกเครื่องยนต์ของไทยจึงสำคัญมาก เพราะสิ่งที่ส่งออกจะไม่ใช่สิ่งของ แต่คือวัฒนธรรม หรือความคิดสร้างสรรค์ การเน้นไปที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะทำให้ไทยไม่เจ็บหนักเช่นนี้ในอนาคต” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

    ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ในส่วนการเข้าพบผู้อำนวยการ IEA นั้น ถึงแม้ว่า IEA จะไม่มีอำนาจในการกำหนดราคาพลังงานโลก แต่การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับ IEA จะมีส่วนช่วยในการเปิดประตูให้ไทยเชื่อมโยงไปสู่แหล่งพลังงาน หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้

    ตลอดจนการได้รับคำแนะนำ หรือแนวทางดีๆ ที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อรับมือกลับวิกฤตพลังงาน และช่วยบรรเทาปัญหาพลังงานในประเทศได้

    สำหรับการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for Trade: MRT) ประจำปี 2569 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 22-23 พ.ค. 2569 ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ตอนหนึ่งว่า สิ่งที่ควรดำเนินการมี 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

    1. หาช่องทางในการพูดคุยเพื่อผลักดันให้ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมในประเทศต่างๆ ให้ได้ ไม่ว่าจะผลิตและส่งออก หรือการดึงดูดการลงทุนเข้าในประเทศ

    2. การแสดงจุดยืนและท่าทีทางการเมืองเรื่องความเป็นกลางของไทยในเวทีโลก

    3. การสื่อสารถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และแผนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศต่างๆ เช่น แผนในการใช้เงินกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท

    ทั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้เป็นจังหวะที่ทุกประเทศกำลังมองหาพื้นที่ในการลงทุนใหม่ๆ เพื่อปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งทำให้การตัดสินใจลงทุนจะพิจารณาจากพื้นที่ที่ความเสี่ยงน้อย ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว และไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความน่าสนใจ

    ฉะนั้น หากมีการวางมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจชัด ประกอบกับการเชิญชวนนักลงทุนในเวทีโลก จะช่วยให้ไทยสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งหากใช้เวทีนี้ในการตกลง หรือวางแผนในการขับเคลื่อนต่อได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว

    “การเดินทางไปพบปะหารือและร่วมประชุมของรัฐบาลไทยครั้งนี้จะเป็นหมุดหมายสำคัญของไทยในการจะขยับนโยบายเศรษฐกิจ เนื่องจากทำให้โลกเห็นไทยอยู่ในสายตา ท่ามกลางโลกที่วุ่นวายในปัจจุบัน”

    ทั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการนำไปสู่ความร่วมมืออื่นๆ นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมบทบาทของไทยในเวทีเศรษฐกิจโลกจากการมีตำแหน่งแห่งที่ที่ชัดเจนในทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) โดยเฉพาะหากสามารถวางตัวได้เหมาะสม และหาสมดุลระหว่างความวุ่นวายทางการเมืองกับโอกาสทางเศรษฐกิจได้ดี”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1235333&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FuTqLOmYcdM6UPYztpTzZ

  • รัฐบาลชวนร้านค้าทั่วประเทศสมัคร ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    รัฐบาลชวนร้านค้าทั่วประเทศสมัคร ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    รัฐบาลชวนร้านค้าทั่วประเทศสมัคร ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ลดภาระค่าครองชีพประชาชน

    วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ‘ลลิดา เพริศวิวัฒนา’ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยเปิดรับสมัครร้านค้าเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

    รองโฆษกฯ กล่าวว่า ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สามารถยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569 ส่วนร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการมาก่อน สามารถลงทะเบียนผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านทำผม ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้

    สำหรับการใช้จ่ายผ่านร้านค้าในโครงการ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น. ขณะที่การใช้จ่ายผ่านระบบ Food Delivery จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 21.00 น. เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้ร้านค้า

    รองโฆษกฯ กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ ผ่านการสนับสนุนการใช้จ่ายระหว่างภาครัฐ ประชาชน และผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง และช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชนในช่วงฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

    “รัฐบาลขอเชิญชวนร้านค้าทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า ขยายฐานลูกค้า และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากระดับชุมชน โดยรัฐบาลเชื่อมั่นว่า การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ร้านค้ารายเล็กและประชาชนในพื้นที่ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืน” รองโฆษกฯ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/-2vXXXa4Q&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vi2SsnbdrKnOVsm9SFf6l

  • “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ” ขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ต่อยอดทุนธรรมชาติ สู่เศรษฐกิจยั่งยืน

    “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ” ขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ต่อยอดทุนธรรมชาติ สู่เศรษฐกิจยั่งยืน

    สะท้อนความสำคัญของการขับเคลื่อนจากพื้นที่จริงสู่ผลลัพธ์ในวงกว้าง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่มุ่งยกระดับงานอนุรักษ์และพัฒนาชุมชน สู่การสร้าง “ทุนธรรมชาติ” หรือ Natural Capital ที่สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ โอกาส และการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความร่วมมือจากภาคเอกชน และทิศทางนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

    นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ หรือ ประธานสายงาน NbS มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ (Chief Nature-Based Solutions Officer) กล่าวว่าความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ ธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน ท่ามกลางวิกฤตธรรมชาติที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงนำประสบการณ์จากการทำงานในพื้นที่จริง โดยเฉพาะแนวทาง “ปลูกคน ปลูกป่า” ที่พิสูจน์ผลลัพธ์มาเกือบ 4 ทศวรรษ มาต่อยอดสู่การขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1. การใช้การแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน หรือ Nature-based Solutions (NbS)
    2. การร่วมขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพในระดับชาติและสากล และ 3. การขยายผลและส่งต่อองค์ความรู้สู่ภาคธุรกิจผ่านบริการที่ปรึกษา

    สำหรับยุทธศาสตร์แรก คือ ใช้การแก้ปัญหาโดยธรรมชาติเป็นฐาน Nature-based Solutions (NbS) ต่อยอดผลสัมฤทธิ์จากแนวทาง “ปลูกป่า ปลูกคน” โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย มากว่า 38 ปี ในพื้นที่ 91,779 ไร่ มาพร้อมกับฐานข้อมูลสิ่งมีชีวิตที่สำคัญของประเทศ โดยพบพันธุ์ไม้ถึง 1,459 ชนิด ซึ่งรวมถึงการค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกถึง 12 ชนิด อาทิ นครินทรา เทียนดอยตุง และม่วงพายัพ นอกจากนี้ยังพบสัตว์ป่า 1,177 ชนิด โดยมี 8 ชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างเลียงผาและเต่าปูลู สะท้อนว่าแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิที่ดูแลคนและธรรมชาติไปด้วยกัน สามารถนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่ให้ประโยชน์แก่ทุกสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะชุมชน และทำให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น เริ่มส่งผลกระทบต่องานพัฒนา ทั้งต่อการเพาะปลูกและผลผลิตของชุมชน ระบบนิเวศ และความเสี่ยงจากภัยพิบัติ มูลนิธิฯ จึงเริ่มศึกษาและขับเคลื่อนการจัดการความเสี่ยงทางธรรมชาติ หรือ Nature-related Risks เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบในระยะยาว

    ด้านยุทธศาสตร์ที่ 2 การขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติและสากล
    นายธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ
    กล่าวว่า มูลนิธิ มุ่งมั่นขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ หรือ National Biodiversity Strategy and Action Plan (NBSAP) ผ่านความร่วมมือและการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ Office of Natural Resources and Environmental Policy and Planning (ONEP) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) (BEDO) และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ National University of Singapore (NUS) เพื่อทำให้โครงการพัฒนาต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ สามารถเป็นแบบอย่างด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

    พร้อมกันนี้ยังอยู่ระหว่างการผลักดันดอยตุงสู่การเป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ หรือ Other Effective Area-based Conservation Measures (OECM) ภายใต้เป้าหมาย 30×30 หรือเป้าหมายการอนุรักษ์พื้นที่บกและทะเลอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573

    ขณะเดียวกันยังร่วมกับ BEDO ศึกษากลไกเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credit) ภายใต้มาตรฐาน Terrasos จากประเทศโคลอมเบีย

    นอกจากนี้เตรียมนำเสนอโมเดลการทำงานร่วมกับชุมชนในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 17 หรือ the 17th meeting of the Conference of the Parties to the Convention on Biological Diversity (CBD COP17) ณ กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย ในปลายปีนี้ เพื่อแสดงศักยภาพของไทยในการเป็นต้นแบบระดับภูมิภาค

    ทั้งนี้มูลนิธิ ยังขยายพื้นที่ศึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จังหวัดเชียงราย ไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย อาทิ

    • จัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ ในป่าชายเลนเป้าหมาย จังหวัดตรัง พื้นที่ 10,832 ไร่ ระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี (ธันวาคม 2568 – พฤศจิกายน 2570) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศป่าชายเลน ประกอบด้วย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ สำนักงาน กปร. และบริษัท ปตท.สำรวจ และ ผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
    • ศึกษาความเป็นไปได้ในการขึ้นทะเบียนป่าชุมชน 11 แห่ง ภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ (OECM) ผ่านการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 1.5 ล้านบาทจาก High Ambition Coalition for Nature and People (HAC) ซึ่งจะช่วยยกระดับบทบาทของชุมชนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

    ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 3 คือการขยายผล และส่งต่อองค์ความรู้สู่ภาคธุรกิจผ่านบริการที่ปรึกษา โดยมูลนิธิฯ
    ได้ก้าวสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity Advisory Service ให้กับภาคธุรกิจที่ต้องการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ดำเนินธุรกิจ เช่น โครงการ Rewilding ในพื้นที่ชลบุรี การพัฒนาระบบน้ำในพื้นที่เชียงดาว เป็นต้น โดยเน้นการวัดผลที่จับต้องได้

    อย่างไรก็ตาม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เชื่อมั่นว่าการผนวกวิทยาศาสตร์เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มูลนิธิฯ
    สั่งสมมาตลอด 38 ปี จะเป็น “ทางรอด” ที่สำคัญของเศรษฐกิจและโลกใบนี้ การขับเคลื่อนงานในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการแสดงผลสำเร็จจากอดีต แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งอนาคตที่คน ป่า และธุรกิจเติบโตไปพร้อมกันอย่างสมดุลและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/mae-fah-luang-foundation-biodiversity-sustainable-economy/environment/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fz13sgTLrBDLAfKXQKo69

  • ‘รักชนก’ เหน็บ ‘อ.เชน’ คิดแบบนี้ 100 ปี ถึงแก้คอร์รัปชั่นไม่ได้ | เดลินิวส์

    ‘รักชนก’ เหน็บ ‘อ.เชน’ คิดแบบนี้ 100 ปี ถึงแก้คอร์รัปชั่นไม่ได้ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 23 พ.ค.น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แชร์โพสต์ข่าวกรณี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ระบุว่า “ผมตั้งเป้าว่าเป็นประเทศรายได้สูง คนอาจจะหัวเราะ แต่ทุกอย่างจะกลับมาที่ปากท้อง หากจะไปแก้ปัญหาคอร์รัปชัน แก้อีก 100 ปีก็ไม่หมด แต่หากเราทำให้คนมีตังค์ ใครจะอยากคอร์รัปชัน”ผ่านโซเฟสบุ๊คพร้อมโพสต์ความเห็นว่า “โห ไม่อยากเชื่อเลยว่าคำพูดเหล่านี้จะออกจากปากคนที่เป็นถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาปัจจุบัน อีก 100 ปีประเทศไทยก็แก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่สำเร็จ ไม่ใช่เพราะคอร์รัปชันมันแก้ไม่ได้ แต่เพราะคนที่อยู่ในอำนาจ คิดแบบนี้ไง 100 ปีมันถึงแก้ไม่ได้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5886396/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JL2ODEz_guW-zlB8UrAvU

  • ทำความเข้าใจ “16 ข้อ แลนด์บริดจ์” สนข. ยันรับฟังทุกเสียงสะท้อน แจงแผนดูแลป้องกันผลกระทบ พร้อมมาตรการเยียวยา-การชดเชย ย้ำให้ความสำคัญพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อม | TOPNEWS

    ทำความเข้าใจ “16 ข้อ แลนด์บริดจ์” สนข. ยันรับฟังทุกเสียงสะท้อน แจงแผนดูแลป้องกันผลกระทบ พร้อมมาตรการเยียวยา-การชดเชย ย้ำให้ความสำคัญพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อม | TOPNEWS

    จากประเด็นที่เกิดขึ้นกับโครงการ “แลนด์บริดจ์” หรือโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย ที่รัฐบาลผลักดันเพื่อยกระดับประเทศสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคเอเชีย

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความคาดหวังด้านเศรษฐกิจ โครงการดังกล่าว ก็กำลัะเผชิญข้อกังวลจากประชาชนในหลายมิติ ทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน ประมง วิถีชีวิต และทรัพยากรธรรมชาติ

    ทางด้าน สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ออกมาชี้แจงข้อสงสัยสำคัญของประชาชนรวม 16 ประเด็น เพื่อสร้างความเข้าใจต่อแนวทางพัฒนาแลนด์บริดจ์ในระยะต่อไป

    1. เหตุใดไม่ขุด “คลองไทย” แทนแลนด์บริดจ์

    สนข. อธิบายว่า แนวคิดขุดคลองเชื่อมอ่าวไทยและอันดามัน แม้จะทำให้เรือเดินทางผ่านได้โดยไม่ต้องขนถ่ายสินค้า แต่มีต้นทุนก่อสร้างและบำรุงรักษาสูงมหาศาล อีกทั้งยังอาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ การแบ่งแยกพื้นที่ รวมถึงทำให้เกิดการโยกย้ายชุมชนจำนวนมาก นอกจากนี้ การขุดคลองยังเสี่ยงต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง ทั้งต่อระบบนิเวศ น้ำทะเล และวิถีชีวิตของชุมชนภาคใต้ ด้วยเหตุนี้ รัฐจึงเลือกแนวทาง “แลนด์บริดจ์” ที่ใช้ระบบรางและมอเตอร์เวย์เชื่อมท่าเรือทั้งสองฝั่งแทน

    2. แลนด์บริดจ์จะช่วยลดต้นทุนและเวลาได้อย่างไร โครงการแลนด์บริดจ์จะเชื่อมท่าเรือน้ำลึกสองฝั่งด้วยรถไฟและทางหลวงพิเศษ ทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกไม่ต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา

    สนข. ประเมินว่า จะช่วยลดระยะเวลาขนส่งได้ประมาณ 5 วัน และช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ของไทย โดยโครงการมีมูลค่าลงทุนรวมประมาณ 1 ล้านล้านบาท และจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP

    3. จะมีโรงกลั่นน้ำมันหรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมีหรือไม่

    หนึ่งในข้อกังวลสำคัญ คือการเปลี่ยนพื้นที่ภาคใต้ให้เป็นฐานอุตสาหกรรมหนัก สนข. ยืนยันว่า แผนแม่บทโครงการไม่ได้กำหนดให้มีโรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกก๊าซ หรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมี แต่จะเน้นอุตสาหกรรมต่อยอดจากทรัพยากรในพื้นที่ เช่น ยางพารา , ปาล์มน้ำมัน ,อาหารทะเล ,อาหารฮาลาล ,AI และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อย่างไรก็ตาม ภายในท่าเรือจะมีบริการเติมน้ำมันเรือ (Bunkering Service) สำหรับเรือสินค้า ซึ่งหากเอกชนจะลงทุนเพิ่มเติม ต้องผ่าน EIA และการอนุญาตตามกฎหมาย

    4. สินค้าหลักที่จะใช้บริการแลนด์บริดจ์คืออะไร

    สินค้าที่จะผ่านแลนด์บริดจ์มาจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้ง EEC ภาคกลาง และภาคใต้ รวมถึงสินค้าทรานซิตจากจีนตอนใต้ ประเภทสินค้า ได้แก่ สินค้าเกษตร , ยางพารา ,ผลไม้ ,อาหารทะเล ,สินค้าอุตสาหกรรมแปรรูป สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง

    5. เหตุใดต้องถมทะเลจำนวนมาก

    สนข. ชี้แจงว่า การถมทะเลเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก รองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ร่องน้ำลึกมากกว่า 18 เมตร พื้นที่ถมทะเลจะใช้สำหรับ ลานตู้คอนเทนเนอร์ , พื้นที่พักสินค้า ,ระบบราง ,ถนนขนส่ง
    ศูนย์โลจิสติกส์

    6. มีการทำ SEA หรือไม่

    สนข. ระบุว่า ได้มีการศึกษาผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) ตั้งแต่ปี 2559 ครอบคลุมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เกษตรกรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้เป็นกรอบประกอบการตัดสินใจโครงการขนาดใหญ่

    7. รับมือปัญหาน้ำมันรั่วอย่างไร

    โครงการเตรียมแผนป้องกันเหตุรั่วไหลของน้ำมัน พร้อมจัดตั้งทีมปฏิบัติการฉุกเฉิน และประสานกับหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล เพื่อควบคุมสถานการณ์หากเกิดอุบัติเหตุ

    8. ผลกระทบต่อป่าชายเลนและสัตว์ทะเล

    ในการจัดทำ EIA และ EHIA มีการสำรวจข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมทั้งระบบนิเวศทางทะเล ป่าชายเลน สัตว์น้ำหายาก และพื้นที่อุทยานแห่งชาติ สนข. ระบุว่า จะมีมาตรการป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างละเอียด

    9. ปัญหาตะกอนทะเลและการกัดเซาะชายฝั่ง

    สนข.ระบุว่า มีการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ศึกษาการฟุ้งกระจายของตะกอนและการเปลี่ยนแปลงกระแสน้ำ เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงต่อการกัดเซาะชายฝั่ง ผลศึกษาจะถูกนำไปกำหนดมาตรการควบคุมในช่วงก่อสร้าง

    10. ผลกระทบต่อสัตว์ทะเลและนกชายฝั่ง ขณะนี้มีการศึกษาคุณภาพอากาศ เสียง แสง และระบบนิเวศทางทะเล รวมถึงแนวปะการัง หญ้าทะเล สัตว์ทะเลหายาก และนกอพยพ

    สนข.ชี้แจงว่า การสำรวจดำเนินทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง เพื่อให้ครอบคลุมช่วงผสมพันธุ์และอพยพของสัตว์

    11. การนำดินและหินมาถมทะเลจะกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่

    โครงการกำหนดให้ติดตั้งม่านกันตะกอนรอบพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของตะกอน พร้อมมีระบบติดตามตรวจสอบผู้รับเหมาอย่างต่อเนื่อง

    12. หลักเกณฑ์เวนคืนที่ดิน

    การชดเชยที่ดินจะอ้างอิงตาม พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2562 โดยคำนึงถึงราคาตลาดจริง ค่าก่อสร้าง และค่าขนย้าย ไม่ใช่ราคาประเมินราชการที่ต่ำกว่าความจริง สำหรับพื้นที่ ส.ป.ก. จะมีแนวทางช่วยเหลือ เช่น จัดหาที่ดินใหม่ , ชดเชยพืชผล , เงินเยียวยา

    13. การเยียวยาชาวประมงและชุมชน

    สนข. เสนอให้ตั้งคณะกรรมการกลางตรวจสอบผลกระทบ และหากพิสูจน์ได้ว่าชุมชนหรือชาวประมงได้รับผลกระทบจากโครงการ จะต้องได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม พร้อมกันนี้ จะจัดตั้ง “กองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิต” โดยให้ผู้รับเหมาและผู้รับสัมปทานท่าเรือร่วมสมทบเงินต่อเนื่องตลอดอายุสัมปทาน 50 ปี

    14. การใช้น้ำจะกระทบชุมชนหรือไม่

    สนข.ระบุว่า มีการสำรวจแหล่งน้ำเดิมในพื้นที่ เพื่อวางระบบใช้น้ำไม่ให้กระทบประชาชน พร้อมกำหนดมาตรการติดตามการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม

    15. หลักเกณฑ์ชดเชยต้นไม้และพืชผล

    สนข.ชี้แจงว่า การประเมินค่าชดเชยต้นไม้จะอ้างอิงบัญชีราคากลางของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ซึ่งครอบคลุมไม้ยืนต้น 412 ชนิด และไม้ล้มลุก 154 ชนิด หากไม่มีชนิดไม้ในบัญชี จะใช้การเทียบเคียงกับชนิดใกล้เคียง

    16. โครงการจะทำลายวิถีชีวิตชุมชนหรือไม่

    สนข. ยืนยันว่า โครงการจะยึดหลัก “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ให้เศรษฐกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมสามารถอยู่ร่วมกันได้ แนวทางสำคัญคือ สนับสนุนอาชีพท้องถิ่น , กิจกรรม CSR , กองทุนชุมชน
    การมีส่วนร่วมของประชาชนในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม แม้แลนด์บริดจ์จะถูกมองว่าเป็นโครงการเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ยังเป็นบททดสอบสำคัญว่า ประเทศจะสามารถพัฒนาเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ โดยรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตชุมชนได้มากน้อยเพียงใด

    ทั้งนี้เมื่อตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับ “มาตรการเยียวยาและการชดเชยผลกระทบ” ที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนท้องถิ่น ทรัพยากรธรรมชาติ และอาชีพดั้งเดิมของคนในพื้นที่ จากโครงการ “แลนด์บริดจ์” ข้อมูลของ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้อธิบายแนวทางการเยียวยาและมาตรการรองรับผลกระทบในหลายด้าน ทั้งการเวนคืนที่ดิน การชดเชยชาวประมง การดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงการจัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในระยะยาว

    โดยเฉพาะข้อกังวลสำคัญของประชาชน คือการเวนคืนที่ดินเพื่อก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ระบบราง ถนน และพื้นที่ถมทะเล สนข. ระบุว่า การพิจารณาค่าชดเชยจะอ้างอิงตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2562 โดยใช้หลัก “ราคาซื้อขายจริงในตลาด” ไม่ใช่ราคาประเมินทุนทรัพย์ของราชการที่มักต่ำกว่าความเป็นจริง

    ทั้งนี้หลักเกณฑ์การพิจารณาจะครอบคลุมหลายด้าน ได้แก่ ราคาซื้อขายที่ดินในพื้นที่ใกล้เคียง , สภาพและศักยภาพของที่ดิน ,มูลค่าสิ่งปลูกสร้าง ,ค่ารื้อถอน ,ค่าขนย้ายทรัพย์สิน และ ค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ เป็นต้น

    สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. หรือไม่มีเอกสารสิทธิ์ สนข. ระบุว่าจะหารือร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อกำหนดแนวทางช่วยเหลือเฉพาะกรณี เช่น การจัดหาที่ดินแปลงใหม่ , ค่าชดเชยพืชผล
    ค่ารื้อย้าย , เงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการย้ายถิ่นฐาน , เปิดบัญชีชดเชยต้นไม้กว่า 566 ชนิด เป็นต้น

    อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม คือการตัดต้นไม้และผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม สนข. ชี้แจงว่า การประเมินค่าชดเชยต้นไม้จะอ้างอิงบัญชีราคากลางของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งแบ่งเป็น ไม้ยืนต้น 412 ชนิด , ไม้ล้มลุก 154 ชนิด และ หากไม่พบชนิดพันธุ์ไม้ในบัญชี จะใช้วิธีเทียบเคียงกับพืชชนิดใกล้เคียงที่สุด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับเจ้าของที่ดิน

    ส่วนประเด็นการตั้งกองทุนชุมชน ดูแลผลกระทบระยะยาว สนข. ระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์จะจัดตั้ง “กองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน” เพื่อใช้ดูแล เยียวยา และสนับสนุนชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการในระยะยาว
    โดยโครงสร้างของกองทุนแบ่งเป็น 2 ระยะ

    ได้แก่ ระยะก่อสร้าง ผู้รับเหมาก่อสร้างและผู้ดำเนินงานถมทะเล จะต้องร่วมสมทบเงินเข้ากองทุน เพื่อใช้สำหรับ ฟื้นฟูผลกระทบต่อชุมชน , สนับสนุนกิจกรรมสาธารณะ , ดูแลสิ่งแวดล้อม , ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบเฉพาะหน้า

    และ ระยะดำเนินโครงการ หลังเปิดใช้ท่าเรือ ผู้รับสัมปทานและผู้ประกอบการท่าเรือ จะต้องสมทบเงินเข้ากองทุนต่อเนื่องตลอดอายุสัมปทาน 50 ปี สนข. ระบุว่า จะมีการตั้ง “คณะกรรมการกองทุน” ที่ประกอบด้วยตัวแทนประชาชนในพื้นที่ เพื่อร่วมบริหารและกำหนดแนวทางใช้เงินอย่างโปร่งใส

    รวมถึงจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการพิสูจน์ผลกระทบชาวประมง เนื่องจากอาชีพประมงพื้นบ้าน ถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่กังวลว่าจะได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างท่าเรือ การขุดลอกทะเล และการเดินเรือสินค้า โดยสนข. ระบุว่า โครงการจะตั้ง “คณะกรรมการกลาง” เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและพิสูจน์สาเหตุของผลกระทบ หากพบว่าชุมชนประมงได้รับผลกระทบจากโครงการโดยตรง จะต้องมีการชดเชยและเยียวยาอย่างเป็นธรรม

    นอกจากนี้แนวทางช่วยเหลืออาจครอบคลุม เช่น เงินชดเชยรายได้ที่สูญเสีย , การฟื้นฟูแหล่งประมง ,การสนับสนุนอุปกรณ์หรืออาชีพเสริม , การฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่ง สนข. ย้ำว่า กระบวนการพิจารณาจะต้อง “โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีส่วนร่วมจากประชาชน”

    สำหรับมาตรการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนข. ระบุว่า มีการกำหนดมาตรการรองรับผลกระทบหลายด้านควบคู่กับการจัดทำ EIA และ EHIA โดยมีมาตรการสำคัญ ได้แก่ ป้องกันตะกอนฟุ้งกระจาย , ติดตั้งม่านกันตะกอนรอบพื้นที่ก่อสร้างและถมทะเล เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ

    ขณะที่การศึกษาการกัดเซาะชายฝั่ง สนข.เลือกใช้แบบจำลองคณิตศาสตร์ศึกษาทิศทางกระแสน้ำและการฟุ้งกระจายของตะกอน เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการกัดเซาะชายฝั่ง รวมถึงการดูแลสัตว์ทะเลและระบบนิเวศ จะมีการสำรวจ
    แนวปะการัง , หญ้าทะเล , สัตว์ทะเลหายาก ,นกอพยพ ,แหล่งวางไข่สัตว์น้ำ โดยเก็บข้อมูลทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง เพื่อประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน

    ขณะที่ แผนรับมือเหตุการณ์น้ำมันรั่ว สนข.จะจัดทำโครงการจทีมปฏิบัติการฉุกเฉินและแผนรับมือมลพิษทางน้ำ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุมและลดผลกระทบหากเกิดอุบัติเหตุทางทะเล

    รวมถึง“พัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ชุมชน” สนข. ยืนยันว่า แนวคิดหลักของแลนด์บริดจ์ คือ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยพยายามสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจขนาดใหญ่ กับการรักษาวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนการส่งเสริมการจ้างงานคนในพื้นที่ , การสนับสนุนอาชีพชุมชน , กิจกรรม CSR และการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอน

    ทั้งนี้ แม้หลายมาตรการยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและออกแบบรายละเอียด แต่ สนข. ระบุว่า เสียงสะท้อนของประชาชนจะถูกนำมาประกอบการตัดสินใจ ก่อนโครงการเดินหน้าสู่ขั้นตอนการลงทุนจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1582147&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3t3Kt9Fh1iobQ228OUSCb4

  • ราคาน้ำมันประจำวันที่ 23/05/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    ราคาน้ำมันประจำวันที่ 23/05/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/149449&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2X26w_XCDTN3p-Epaa2f21

  • ‘เสรีพิศุทธ์’ คาใจฝ่ายค้านไม่ช่วยขอ 50 รายชื่อถอด ‘อนุทิน-ไชยชนก’ ปมที่ดินเขากระโดง | เดลินิวส์

    ‘เสรีพิศุทธ์’ คาใจฝ่ายค้านไม่ช่วยขอ 50 รายชื่อถอด ‘อนุทิน-ไชยชนก’ ปมที่ดินเขากระโดง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 23 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ประกาศล่า 50 รายชื่อ สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ถอดถอน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย และ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ออกจากตำแหน่ง จากเรื่องที่ดินเขากระโดง 

    โดยล่าสุด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “หยุดอนุทิน ทวงคืนเขากระโดง ขอ “ส้ม” เพียง 50 ชื่อเพื่อจับ “ยักษ์น้ำเงิน” ที่ส้มปล่อยออกมากลับเข้าขวด แต่ส้มไม่ช่วย มีอะไรกันหรือเปล่า อยากให้เห็นประโยชน์ของส่วนรวมเหนือนโยบายส่วนตน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5885485/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CWGVg6RYz8OZlvC7NLTP9