Blog

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำเดือนมิถุนายน 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำเดือนมิถุนายน 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

    ประจำเดือนมิถุนายน 2569

    ***************************************

    1. ภาพรวมเศรษฐกิจ/ สถานการณ์สำคัญ

    สำหรับมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศของโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ ณ เดือน เมษายน 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 74,977.754 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่ยังคงลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ฮ่องกง 4) สหราชอาณาจักร และ 5) ไทย ตามลำดับ โดยไทยอยู่ในลำดับที่ 5 มูลค่า 4,465.914 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 6.14 โดยมีโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ จำนวน 103 โครงการ

    1.1 เครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รายงานล่าสุด (ข้อมูล เม.ย. 69) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของเมียนมา (GDP) ปี 68 หดตัวร้อยละ 2.7 อัตราเงินเฟ้อ ปี 68 อยู่ที่ร้อยละ 31.00 และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per Capita) ปี 68 อยู่ที่ระดับ 1,100 เหรียญสหรัฐฯ รวมทั้งคาดการณ์ ปี 69 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศของ เมียนมา (GDP) ปี 69 คาดว่าขยายตัวร้อยละ 3 อัตราเงินเฟ้อ ปี 69 คาดว่าร้อยละ 19 และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per Capita) ปี 69 คาดว่า 1,520 เหรียญสหรัฐฯ ดังตาราง

    เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจเมียนมา

    ตัวชี้วัดทาง

    เศรษฐกิจที่สำคัญ

    ปี

    2561

    ปี

    2562

    ปี

    2563

    ปี

    2564

    ปี

    2565

    ปี 2566

    ปี 2567

    ปี
     2568

    ปี 2569

    (คาดการณ์)

    GDP Growth (%)

    6.3

    6.6

    -9

    -11.99

    4.01

    0.99

    -1.1

    -2.7

    3

    GDP (billions of US$)

    66.7

    68.8

    81.26

    68.05

    61.77

    64.51

    64.28

    65.01

    83.83

    GDP per Capita (US$)

    1,270

    1,300

    1,530

    1,271

    1,146

    1,190

    1,179

    1,100

    1,520

    Inflation (%)

    7.3

    9.1

    2.2

    9.60

    28.00

    25.48

    26.50

    31.00

    19.00

    ที่มา: IMF https://www.imf.org/en/countries/mmr

    1.2 อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

    เปรียบเทียบอัตราแลกเปลี่ยนเงินจ๊าตต่อสกุลเงินสำคัญ มิ.ย. 68 และ มิ.ย. 69

    ประเทศ/สหภาพ

    สกุลเงิน

    อัตราทางการ

    สิ้นเดือน มิ.ย. 68

    อัตราทางการ

    สิ้นเดือน มิ.ย. 69

    อัตราตลาดออนไลน์

    สิ้นเดือน มิ.ย. 69

    อัตราตลาด

    สิ้นเดือน มิ.ย. 69

    USA 

    USD

    2,100.00 MMK

    2,100.0 MMK

    3,658.00 MMK

    4,330.00 MMK

    Euro

    EUR

    2,461.62 MMK

     2,390.85 MMK

    4,164.63 MMK

    4,935.00 MMK

    Singapore 

    SGD

    1,648.74 MMK

    1,621.50 MMK

    2,824.49 MMK

    3,280.00 MMK

    Thailand

    THB

    64.45 MMK

    62.88 MMK

    109.54 MMK

    129.87 MMK

                        ข้อมูลจากธนาคารกลางเมียนมา https://forex.cbm.gov.mm/index.php/fxrate,Myanmar Market Price Application

    1.3 ภาวะการลงทุน

    1.3.1 มูลค่าการลงทุนตามรายประเทศนักลงทุนสำคัญ

    ภาพรวมด้านการลงทุนทางตรงของต่างประเทศในเมียนมา (FDI) ในเดือน เมษายน 2569 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเมียนมา (Myanmar Investment Commission : MIC) อนุมัติโครงการไปแล้ว คิดเป็นมูลค่า 472.627 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังตาราง

    ประเทศที่มีการลงทุนทางตรง FDI ในเมียนมา เดือนเมษายน 2569

    อันดับ

    ประเทศ

    มูลค่าการลงทุน 

    (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    เม.ย.69

    สัดส่วน (%)

    1

    สิงคโปร์

    155.004

    32.79 %

    2

    จีน

    201.129

    42.55%

    3

    ฮ่องกง

    54.891

    11.61 %

    4

    ไทย

    31.589

    6.68 %

    5

    เกาหลีใต้

    14.823

     3.14 %

    6

    ไต้หวัน

    2.295

     0.49 %

    7

    ญี่ปุ่น

    1.500

    0.32 %

    รวม

    472.627  

    100%

                                                    https://www.dica.gov.mm

    มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่เคยได้รับอนุญาตสะสม จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027

    image.png

    https://www.dica.gov.mm

    สำหรับมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่เคยได้รับอนุญาตสะสมจนถึงปีงบประมาณ 2026-2027 (ณ เดือน เมษายน 2569) มีมูลค่าทั้งสิ้น 96,388.942 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ไทย 4) ฮ่องกง และ 5) สหราชอาณาจักร ตามลำดับ โดยไทยอยู่ในลำดับที่ 3 มูลค่า 11,716.148 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 12.45 โดยมีโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว จำนวน 160 โครงการ

    มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่ยังดำเนินการอยู่ จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027

    ­­image.png

                         https://www.dica.gov.mm 

    สำหรับมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศของโครงการที่ยังดำเนินการอยู่จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027 (ณ เดือน มีนาคม 2569) มีมูลค่าทั้งสิ้น 74,977.754 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่ยังคงลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ฮ่องกง 4) สหราชอาณาจักร และ 5) ไทย ตามลำดับ โดยไทยอยู่ในลำดับที่ 5 มูลค่า 4,465.914 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 6.14 โดยมีโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ จำนวน 103 โครงการ

    1.3.2 มูลค่าการลงทุนตามประเภทสาขาการลงทุนที่สำคัญ

         ในส่วนของอุตสาหกรรมที่ต่างชาติลงทุนในเมียนมาของปีงบประมาณ 2026 – 2027 ในเดือน เมษายน 2569 รายละเอียดดังตาราง 

    อุตสาหกรรมที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในเมียนมา

    ปีงบประมาณ 2026-2027 (เม.ย. 69)

    อันดับ

    ประเภทธุรกิจ มูลค่า(ล้านเรียญสหรัฐ) มี.ค. 69 สัดส่วน

    1

    Manufacturing  

    245.249

    51.8%

    2

    Power  

    68.750

    14.55 %

    3

    Services  

    3.688

    0.78 %

    4

    Livestock&Fisheries

    2.500

    0.53 %

    5

    Agriculture  

    0.525

    0.11 %

    รวม

    472.627

    100%

      สาขาการลงทุนจากต่างประเทศที่ยังดำเนินการอยู่จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027

    image.png

                                   https://www.dica.gov.mm

    2. สถานการณ์การค้า (การนำเข้า-ส่งออก) ของเมียนมา 

    การค้าระหว่างประเทศเมียนมา (ข้อมูล GTA)

    1. เมียนมามีการค้ารวมประมาณ 4-5 หมื่นล้านเหรียญ

    2. เมียนมานำเข้าประมาณ 2.1-2.5 หมื่นล้านเหรียญ

    3. เมียนมาส่งออกประมาณ 2.1-2.3 หมื่นล้านเหรียญ

    อันดับของไทยกับการค้าเมียนมา

     1. ไทย เป็นคู่ค้า ลำดับ 2 ของเมียนมา (รองจากจีน)

     2. ไทย เป็นแหล่งนำเข้า ลำดับ 2 ของเมียนมา

        (รองจากจีน) ไทยประมาณ 20% จีนประมาณ 50%

     3. ไทย เป็นตลาดส่งออก ลำดับ 2 ของเมียนมา

        (รองจากจีน) ไทยประมาณ 15% จีนประมาณ 40%

    image.png

    image.png

    สถิติการค้าระหว่างประเทศของเมียนมา (ข้อมูล GTA: .. – เม.ย. 69)

    มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของเมียนมา (ม.. – เม.ย. 69)

                                                                                                                          หน่วย : ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    Export

    Import

    Trade Volume

    2026

    2025

    %

    2026

    2025

    %

    2026

    2025

    %

    Jan-Apr

    Jan-Apr

    change

    Jan-Apr

    Jan-Apr

    change

    Jan-Apr

    Jan-Apr

    change

    7,526

    6,907

    9 %

    8,185

    7,756

    5 %

    15,818

    14,765

    6 %

    GTA:GlobalTradeAtalas

    ในเดือนมกราคม  เมษายน 2569 มูลค่าการค้าระหว่างประเทศโดยรวมของเมียนมามีมูลค่า 15,818 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยในส่วนของการส่งออกมีมูลค่า 7,526 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ  9 % การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศของเมียนมามีมูลค่า 8,185 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 % ทั้งนี้ ในเดือน    มกราคม  เมษายน 2569 เมียนมาขาดดุลการค้าเป็นมูลค่า 56 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 

    สินค้าที่เมียนมาส่งออก ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องแต่งกาย ก๊าซธรรมชาติ พืชพันธุ์ ผักต่างๆ  สินแร่ รองเท้า ยางพารา  ปลา สัตว์น้ำ ไม้ เมล็ดน้ำมัน อัญมณี เป็นต้น 

    สินค้าที่เมียนมานำเข้า ที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องจักรกล ผ้าทอ เส้นด้าย ยานพาหนะ พลาสติก เหล็ก ปุ๋ย เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ยา เป็นต้น

     สถานการณ์การค้าระหว่างไทย – เมียนมา (ข้อมูลกรมศุลกากรไทย: .. – พ.ค. 69)

    ตารางที่ 11 สรุปมูลค่าการค้าระหว่างไทย – เมียนมา

    รายการ

    มูลค่า: ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    อัตราขยายตัว (%)

    สัดส่วน (%) / โลก

    2568

    ม.ค.-พ.ค.

    2569

    ม.ค.-พ.ค.

    2568

    ม.ค.-พ.ค.

    2569

    ม.ค.-พ.ค.

    2568

    ม.ค.-พ.ค.

    2569

    ม.ค.-พ.ค.

    มูลค่าการค้า

    3,201.57

    3,211.89

    4.75

    0.32

    1.16

    0.92

    การส่งออกของไทย

    1,938.52

    2,130.10

    8.80

    9.88

    1.40

    1.31

    การนำเข้าของไทย

    1,263.05

    1,081.79

    -0.91

    -14.35

    0.91

    0.58

    ดุลการค้าของไทย

    675.47

    1,048.31

    33.21

    55.20

           ที่มา : Thailand’s Trade Statistic (moc.go.th) 

    ปี 2569 มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและเมียนมาระหว่าง เดือน มกราคม-พ.ค  มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น  3,211.89              ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.32 จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยไทยมีการส่งออกไปยังเมียนมาเป็นมูลค่า 2,130.10          ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.88 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สำหรับการนำเข้าสินค้าจากเมียนมามายังประเทศไทย         มีมูลค่า 1,081.79 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ -0.91 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ไทยได้ดุลการค้าเป็นมูลค่า 1,048.31 ล้านเหรียญสหรัฐ 

    สินค้าที่ไทยส่งออกไปเมียนมา ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์ เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรอืนๆ เม็ดพลาสติก เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ปูนซิเมนต์ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ เป็นต้น

    สินค้าที่ไทยนำเข้าจากเมียนมา ที่สำคัญ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ สัตว์น้ำสด แช่เย็น  แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ กาแฟ ชา เครื่องเทศ ลวดและสายเคเบิล ไม้ซูง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ  กล้อง เสนส์และอุปกรณ์การถ่ายรูป    ถ่ายภาพยนตร์ เสื่อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้น

    3. สถานการณ์สำคัญ 

    3.1 ด่านเมียวดี สะพาน 2 รถขนส่งสินค้า กลับมาเปิดด่านอีกครั้ง และให้ Import License

    ด่านเมียวดี สะพาน 2 รถขนส่งสินค้า กลับมาเปิดด่านอีกครั้ง และให้ Import License นำเข้าสินค้าจากไทยแล้ว ตามที่ด่านเมียวดี สะพาน 2 ได้ปิดชั่วคราวตั้งแต่ 18 ส.ค. 68 เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่นั้น เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 69 มีการกลับมาเปิดให้บริการเบื้องต้น (แม้ยังไม่เต็มรูปแบบ) มีรถขนส่งสินค้าเริ่มเข้าและออกด่านเมียวดี สะพาน 2 ดังกล่าว  ล่าสุด วันที่ 2 มิ.ย. 69  ข่าวเมียนมา นสพ.Global New Light of Myanmar ออกข่าวทางการ “การกลับมาเปิดด่านเมียวดี สะพาน 2 รถขนส่งสินค้า” โดยระบุว่า ด่านเมียวดี สะพาน 2 รถขนส่งสินค้า กลับมาเปิดใช้งานและสามารถขอใบอนุญาต     ทั้งการขอ Import License สินค้านำเข้าเมียนมา และการขอ Export License สินค้าส่งออกเมียนมา ได้แล้ว โดยสินค้าส่งออกจากเมียนมา ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หอมใหญ่ เป็นต้น ส่วนสินค้านำเข้าจากไทย เบื้องต้นเมียนมาได้อนุมัติให้ Import License นำเข้าสินค้า ด่านเมียวดี สะพาน 2 ดังกล่าวแล้ว มูลค่า 620 ล้านบาท เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค ของกินของใช้ วัตถุดิบเพื่อการผลิต เป็นต้น

    ผลกระทบ/โอกาส การกลับมาเปิดด่านเมียวดี สะพาน 2 รถขนส่งสินค้าเป็น “ข่าวดีอย่างยิ่ง” ซึ่งจะเป็นช่องทางการค้าการขนส่งไทยและเมียนมา ทั้งการส่งออกจากไทยและนำเข้าเมียนมา รวมทั้งการส่งออกจากเมียนมาและนำเข้าไทย  เป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งไทยและเมียนมา ประการสำคัญ ขอให้ผู้ประกอบการขอใบอนุญาตก่อนส่งออกหรือนำเข้า ทุกด่านทางการเมียนมา ได้แก่ ผู้นำเข้าเมียนมา ขอ Import License ก่อนนำเข้าสู่เมียนมา และผู้ส่งออกเมียนมา ขอ Export License ก่อนส่งออกจากเมียนมา รวมทั้ง หวังว่าสถานการณ์ในพื้นที่จะสงบปลอดภัย ไม่กระทบด่านเมียวดี สะพาน 2 และเส้นทางการขนส่งสินค้าดังกล่าวต่อไป 

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์และเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนธุรกิจและปรับใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ได้แก่ สถานการณ์ต่างๆ นโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และเรื่องต่างๆ ของรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่ ซึ่งเมียนมาได้เปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น มีนโยบายและแนวทางการพัฒนาประเทศ บนพื้นฐานของความมั่นคง สันติภาพและการพัฒนาประเทศ รวมทั้งมีแนวโน้มที่ดีในการการผ่อนคลายกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ สร้างความเชื่อมั่นและได้รับการยอมรับมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีกับภาคธุรกิจ การค้า การขนส่ง การลงทุน ทั้งธุรกิจเมียนมาและธุรกิจไทย โดย สคต.ย่างกุ้ง ยินดีสนับสนุนธุรกิจไทยคว้าโอกาสและก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของไทยและเมียนมาต่อไป

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    3.2  เมียนมาส่งเสริมธุรกิจ MSME และธุรกิจเกษตร เป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจเมียนมาให้เติบโต

    เมียนมาส่งเสริมธุรกิจ MSME และธุรกิจเกษตร เป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจเมียนมาให้เติบโต โดยพลเอกอาวุโส มินอ่องไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา เน้นย้ำว่าการพัฒนาเศรษฐกิจเมียนมาจะสนับสนุนธุรกิจ MSME (Micro, Small and Medium Enterprises) หรือธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และขนาดย่อย รวมทั้งธุรกิจเกษตร ปศุสัตว์ ประมง การแปรรูปสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งบริโภคในเมียนมาและส่งออกจากเมียนมา โดยใช้กลไกสหกรณ์การเกษตรช่วยส่งเสริม รวมทั้งพัฒนาองค์ความรู้วิชาเกษตร ปศุสัตว์ การแปรรูปสินค้าเกษตรและอาหาร เป็นหลักสูตรการศึกษาอบรมในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เพื่อบ่มเพาะนักเรียน นักศึกษา และคนทำงานต่อไป

    ผลกระทบ/โอกาส การส่งเสริมธุรกิจ MSME และธุรกิจเกษตรของเมียนมา “เป็นโอกาส” ซึ่งส่งผลดีต่อประเทศเมียนมา เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะธุรกิจที่สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาของเมียนมา เช่น การพัฒนาธุรกิจ MSME ธุรกิจเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร การผลิตในเมียนมาทดแทนการนำเข้า การส่งออกจากเมียนมา โดยเมียนมามีกลไกภาครัฐสนับสนุน MSME คือ กรม MSME กระทรวงอุตสาหกรรมเมียนมา มีแหล่งข้อมูล https://msmewebportal.gov.mm/ โดยเว็บไซต์มีภาษาอังกฤษให้เลือก (แม้บางข้อมูลเป็นภาษาเมียนมา)

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ธุรกิจไทยพิจารณาใช้ประโยชน์จากนโยบายส่งเสริมพัฒนาสินค้า MSME ของเมียนมา เช่น การเป็นคู่ค้ากัน การเป็นพันธมิตรธุรกิจกัน การพัฒนาศักยภาพ พัฒนาสินค้าหรือกระบวนการผลิต รองรับสอดคล้องกับความต้องการตลาดเป้าหมาย หรือการจับคู่กับรายได้ส่งออก (Export Earning) ของผู้ส่งออกสินค้า หรือธุรกิจ MSME กับผู้นำเข้าสินค้าไทย เพื่อประกอบการขอ Import License นำเข้าสินค้าไทย เป็นต้น โดย สคต.ย่างกุ้ง ยินดีสนับสนุนธุรกิจไทยคว้าโอกาสและก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของไทยและเมียนมาต่อไป

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    3.3 เมียนมาส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตร เช่น ถั่ว ยางพารา

    เมียนมาส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตร เช่น ถั่ว ยางพารา โดยปีงบประมาณ 2568-69 (เม.ย. 68 – มี.ค. 69) เมียนมาส่งออกถั่ว 1.77 ล้านตัน ส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1.2 ล้านตัน ส่งออกยางพารา 3 แสนตัน ส่งออกงา 1.17 แสนตัน สำหรับยางพารา มีมูลค่าส่งออกช่วงดังกล่าว 520 ล้านเหรียญฯ ใช้ในเมียนมา 10% ส่งออก 90% (ส่วนใหญ่ส่งออกไปจีน  75% ของการส่งออกทั้งหมด) ซึ่งการส่งเสริมและส่งออกสินค้าเกษตร เป็นนโยบายสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจเมียนมา

    ผลกระทบ/โอกาส การส่งเสริมและส่งออกสินค้าเกษตรของเมียนมา “เป็นโอกาส” ส่งผลดีต่อเมียนมา ทั้งเรื่องความมั่นคงทางเกษตรและอาหารในเมียนมา รวมทั้งการส่งออกของเมียนมาให้มีรายได้การส่งออก (Export Earning) นำเงินตราต่างประเทศจากการส่งออกเข้าสู่เมียนมา เป็นโอกาสให้จับคู่ Export Earning รายได้การส่งออกสินค้าเกษตรดังกล่าว กับการขอ Import License นำเข้าสินค้าไทยสู่เมียนมาต่อไป

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ผู้ประกอบการไทยพิจารณาโอกาสธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น การส่งออกสินค้าเกษตรต่างๆ จากเมียนมา หรือการจับคู่รายได้การส่งออกจากเมียนมา (Export Earning) กับการขอใบอนุญาตนำเข้า (Import License) เพื่อนำเข้าสินค้าไทยมายังตลาดเมียนมา ตามแนวทางของเมียนมาที่จะพิจารณาอนุญาตให้นำเข้าสินค้า หากมีรายได้ส่งออก (Export Earning) จับคู่กับการขอ Import License และเป็นสินค้านำเข้าที่สำคัญจำเป็นหรือเป็นประโยชน์กับเมียนมา   เช่น การนำเข้าวัตถุดิบหรือปัจจัยการผลิต (Import for Production) ซึ่งจะมีโอกาสได้รับ Import License อนุมัติให้นำเข้ามากกว่าการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปหรือสินค้าอุปโภคบริโภค (Import for Consumption)

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง

                                                                                                                     กรกฎาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/zpxy6mz98ayhacux8v52acuz&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1osHHyvd3dsWqgGwdT7uIA

  • ‘สภาพัฒน์’ ยันสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่กระทบภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ | เดลินิวส์

    ‘สภาพัฒน์’ ยันสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่กระทบภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 3 ก.ค. 69 ที่รัฐสภา น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แถลงภายหลังการประชุม กมธ. ว่า ที่ประชุมเริ่มพิจารณางบประมาณในส่วนมาตรา 6 งบกลาง วงเงิน 693,880,000,000 บาท ซึ่งการพิจารณางบประมาณภาพรวมเป็นการพิจารณาข้อมูลภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยคณะกรรมาธิการได้เชิญหน่วยงานด้านเศรษฐกิจเศรษฐกิจ 4 หน่วยงานมาชี้แจงถึงภาวะเศรษฐกิจภาพรวม ได้แก่ 1.สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 2.กระทรวงการคลัง 3.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 4.สำนักงบประมาณ

    น.ส.ณัฐธิดา กล่าวว่า สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้ ธปท. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในระยะสั้นมีทิศทางขยายตัว แม้เผชิญแรงกดดันเชิงลบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาสินค้า ราคาน้ำมัน และวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น ก่อให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งคาดว่าอาจสูงกว่า ร้อยละ 4  ในไตรมาสที่ 4 ก่อนจะทยอยลดลงในปีหน้า ทั้งเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้การบริโภคภาคครัวเรือนชะลอตัวในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แต่มีมาตรการภาครัฐ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจและสนับสนุนการใช้จ่ายภาคเอกชนในไตรมาสที่ 3 ให้ปรับตัวดีขึ้น

    น.ส.ณัฐธิดา กล่าวต่อว่า ขณะที่ปัจจัยเชิงบวกสำคัญมาจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ขยายตัวทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการสินค้าเทคโนโลยีและการส่งออกของไทยเพิ่มขึ้น โดยการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขยายตัว ร้อยละ 34.2 ในปี 2568 และคาดว่าจะเติบโต ร้อยละ 43.8 ในปีนี้ และ ร้อยละ 17.2 ในปีหน้า สะท้อนว่า AI กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ธปท. คาดว่าแม้การบริโภคจะได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อ แต่แรงหนุนจากการลงทุนและอุตสาหกรรม AI จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโต ร้อยละ 2.3 ในปีนี้ และ ร้อยละ 1.8 ในปีหน้า โดยต้องติดตามการใช้จ่ายของผู้บริโภคและผลของมาตรการภาครัฐอย่างใกล้ชิด

    น.ส.ณัฐธิดา ยังกล่าวว่า ในที่ประชุมกรรมาธิการ ได้สอบถามผลจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา ว่า สภาพัฒน์ได้มีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจหรือไม่ หากเกิดความขัดแย้งซ้ำ หรือมีการยกระดับความรุนแรงในอนาคต หน่วยงานได้ทำแผนรองรับและจัดสรรงบประมาณเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจไว้อย่างไร

    โดยผู้แทนสภาพัฒน์ ได้ชี้แจงกับกรรมาธิการ ว่า หน่วยงานได้มีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจไว้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา พบว่ามีผลกระทบทางเศรษฐกิจน้อยมาก ปริมาณการค้าชายแดนทางเศรษฐกิจไม่ได้มากพอที่จะกระทบกับเศรษฐกิจภาพใหญ่ของประเทศ

    สำหรับการประชุมกรรมาธิการ ในวันที่ 6 ก.ค. นี้ จะเริ่มพิจารณางบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นหน่วยงานแรก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5997836/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VtDPIGfsf9EcxcGYw6IXl

  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลัง ไทยเบฟ ขับเคลื่อน “โครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ” | เดลินิวส์

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลัง ไทยเบฟ ขับเคลื่อน “โครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ” | เดลินิวส์

    บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (“ไทยเบฟ”) ผนึกความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ “โครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ” เพื่อส่งเสริมและขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการพัฒนาชุมชน มุ่งขยายผลด้านการพัฒนาเชิงพื้นที่ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้เกิดผลลัพธ์และประโยชน์สู่ประชาชนอย่างครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ และการเสริมสร้างศักยภาพคนในชุมชนให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิชาการ ตลอดจนสนับสนุนการจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ เพื่อสร้างต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ และสามารถขยายผลสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับประเทศ

    พิธีลงนามดังกล่าวจัดขึ้นโดยมี ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้ริเริ่มโครงการ “ด้วยจงรักและภักดี” และประธานกรรมการ บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือฯ ร่วมด้วยคณะอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะผู้บริหารไทยเบฟ และบริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วม ณ เรือนจุฬานฤมิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่าความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และไทยเบฟในครั้งนี้ สะท้อนถึงการบูรณาการองค์ความรู้จากสถาบันการศึกษาเข้ากับศักยภาพของภาคเอกชน เพื่อร่วมสร้างกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์บริบทของแต่ละพื้นที่ โดยการนำองค์ความรู้ด้านการศึกษา การวิจัย วิชาการ และการบริหารจัดการองค์ความรู้ในด้านการผลิต การค้า และการบริการ ไปถ่ายทอดให้กับประชาชนในพื้นที่เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนในระดับอำเภออย่างเหมาะสม พร้อมติดตามให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถวัดผลและเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มุ่งมั่นในการเป็น ผู้นำแห่งการสร้างสรรค์องค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อสร้างเสริมสังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยยึดมั่นในปณิธานที่ว่า เกียรติภูมิจุฬาฯ คือเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการนำองค์ความรู้ไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมผลักดันงานวิจัยสร้างประโยชน์แก่สังคมสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนต่อไป”

    นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้ริเริ่มโครงการ “ด้วยจงรักและภักดี” และประธานกรรมการ บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ไทยเบฟ น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะทรง “สืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” พร้อมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อนำไปต่อยอดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ โดยได้ดำเนิน โครงการ “ด้วยจงรักและภักดี” สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เนื่องในปีมหามงคล พุทธศักราช ๒๕๖๙ – ๒๕๗๐ ผ่านการจัดตั้ง บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท (อำเภอ) พอเพียง จำกัด เพื่อพัฒนาให้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมในระดับอำเภอทั่วประเทศ จำนวน ๙๒๘ บริษัท โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานใน ๓ ภาคส่วน ประกอบด้วย การผลิต การค้า และการบริการ รวมถึงบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของคนในพื้นที่ระดับอำเภอและสร้างประโยชน์ในท้องถิ่น ตลอดจนร่วมกันพัฒนาและยกระดับท้องถิ่นสู่สากล ควบคู่กับการนำองค์ความรู้และมาตรฐานสากลมาพัฒนาท้องถิ่น (Drive Local to Global and Bring Global Back Locally)

    ความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการศักยภาพระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชน เพื่อนำองค์ความรู้ด้านวิชาการ งานวิจัย และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่

    ไทยเบฟเชื่อมั่นว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการสร้างองค์ความรู้ การสร้างโอกาส และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการลงนามบันทึกความเข้าใจฯ แต่เป็นการร่วมกันสร้างกลไกการพัฒนาที่เชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน”

    ความร่วมมือในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานของ บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด ที่เดินหน้าขยายเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อร่วมกันยกระดับองค์ความรู้ในมิติต่าง ๆ เสริมสร้างศักยภาพชุมชน และผลักดันเศรษฐกิจฐานรากในระดับอำเภอให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนอันนำไปสู่เป้าหมายในการ “สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5997683/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26pWHxOaThC7BUzlkBRwAW

  • สุชาติ ขอบคุณเยอรมนี หนุนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดขยะพลาสติก-ขยะทะเล

    สุชาติ ขอบคุณเยอรมนี หนุนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดขยะพลาสติก-ขยะทะเล

    สุชาติ ขอบคุณเยอรมนี หนุนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดขยะพลาสติก-ขยะทะเล

    สุชาติ ขอบคุณเยอรมนี หนุนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดขยะพลาสติก-ขยะทะเล

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ร่วมปิดโครงการ MA-RE-DESIGN พร้อมแสดงความขอบคุณรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีที่สนับสนุนประเทศไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อยกระดับการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกและป้องกันขยะทะเล โดยความร่วมมือดังกล่าวได้วางรากฐานสำคัญด้านนโยบาย เครื่องมือ และกลไกการจัดการพลาสติกของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    ขอบคุณเยอรมนีสนับสนุนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน

    นายสุชาติ กล่าวว่า โครงการ MA-RE-DESIGN ดำเนินงานตั้งแต่ปี 2566 โดย GIZ ร่วมกับ WWF และ UNEP-COBSEA ภายใต้ความร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีกรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานคู่ร่วมมือหลัก และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นพันธมิตรหลัก ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนี ส่งผลให้ประเทศไทยมีองค์ความรู้ เครื่องมือ และข้อเสนอเชิงนโยบายที่พร้อมรองรับการผลักดันระบบความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อลดขยะพลาสติกและขยะทะเลอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การลดปริมาณขยะพลาสติกและการป้องกันขยะทะเล เพื่อสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน

     โครงการ MA-RE-DESIGN

    ยกระดับการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกของประเทศ

    ด้าน ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า โครงการได้พัฒนาแนวทางการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycling: D4R) จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและกฎหมายรองรับระบบ EPR รวมถึงเครื่องมือสนับสนุนการจัดตั้งองค์กรความรับผิดชอบของผู้ผลิต (PRO) เพื่อยกระดับการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกของประเทศ

    นอกจากนี้ ในระดับพื้นที่ โครงการได้พัฒนาต้นแบบการจัดการขยะพลาสติกตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดตรัง ผ่านความร่วมมือของท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และชุมชน พร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เพื่อขยายผลแนวปฏิบัติที่ดีของประเทศไทยสู่ระดับภูมิภาค อันเป็นการเสริมความร่วมมือในการแก้ไขปัญหามลพิษพลาสติกและขยะทะเลอย่างยั่งยืน ดร.สุรินทร์ กล่าว

    สุชาติ ขอบคุณเยอรมนี หนุนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดขยะพลาสติก-ขยะทะเลเพื่อยกระดับการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/sustainable/environment/663027&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yd4nTwnzVVkp3vRAui4yF

  • “ดูไบ” ทุ่มงบฟื้นเศรษฐกิจ รับแรงกระแทกตะวันออกกลาง เร่ง ท่องเที่ยว ค้าปลีก

    “ดูไบ” ทุ่มงบฟื้นเศรษฐกิจ รับแรงกระแทกตะวันออกกลาง เร่ง ท่องเที่ยว ค้าปลีก

    นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ล่าสุดได้รับรายงานจากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถึงนโยบายของดูไบที่กำลังเร่งพัฒนาการท่องเที่ยว การค้าปลีก เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 หลังจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เป็นโอกาสในการส่งออกสินค้าอาหารไทย รองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น

    ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 กรมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวดูไบ (Dubai Department of Economy and Tourism : DET) ได้จัดการประชุม City Briefing มีผู้แทนจากภาคการท่องเที่ยว การบิน การโรงแรม ค้าปลีก และธุรกิจการจัดงาน เข้าร่วมกว่า 1,700 คน นับเป็นการประชุมที่มีผู้เข้าร่วมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพื่อร่วมกันหาแนวทางรักษาโมเมนตัมการเติบโต ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวของดูไบ รับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาค

    ภายใต้แผนการฟื้นฟู ได้มีการเปิดใช้แผนฉุกเฉินและประสานความร่วมมือกับสายการบิน Emirates และ Flydubai เพื่อรักษาความต่อเนื่องของเส้นทางการเดินทางและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว และรัฐบาลดูไบยังได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว การโรงแรม และสันทนาการ ประมาณ 680.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อดำเนินมาตรการบรรเทาภาระทางการเงินแก่ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ พร้อมทั้งเร่งรัดกระบวนการด้านกฎระเบียบและการออกใบอนุญาต อันเป็นการส่งเสริมความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจและรักษาระดับการจ้างงานในภาคเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง

    นอกจากนี้ จะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตของรัฐดูไบในอนาคต อาทิ โครงการรถไฟฟ้าใต้ดินสาย Gold Line ระยะทาง 42 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่สำคัญ 15 เขต และโครงการขยายท่าอากาศยานนานาชาติ Al Maktoum International Airport มูลค่ากว่า 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ พัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการบินที่ใหญ่ที่สุดของโลก
    ในส่วนของธุรกิจร้านอาหารและบริการอาหาร ได้รับแรงสนับสนุนจากกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารของนครดูไบ อาทิ โครงการ Dubai, A Fine Way to Dine, Dubai Restaurant Week และ Summer Restaurant Week ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว กระตุ้นการใช้จ่าย และเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานอาหารและเครื่องดื่ม ส่งผลให้เกิดการจ้างงาน การลงทุน และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

    “การขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว มีแนวโน้มผลักดันความต้องการบริโภคอาหารและวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น โดยยูเออียังคงพึ่งพาการนำเข้าอาหารมากกว่าร้อยละ 85 ของความต้องการภายในประเทศ ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวและกิจกรรมด้านอาหาร ย่อมส่งผลให้ปริมาณและมูลค่าการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารจากต่างประเทศขยายตัวตามไปด้วย จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะสินค้าอาหารที่ไทยมีศักยภาพและได้รับการยอมรับในตลาดยูเออี อาทิ ข้าว อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป เครื่องปรุงรส และวัตถุดิบประกอบอาหาร”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/278875&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MyDvEXvsZ3syWwg_ebeDb

  • เศรษฐกิจเวียดนาม Q2/69 โตแกร่ง 8.39% ส่งออกเดือนมิ.ย.สูงกว่าคาด  : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจเวียดนาม Q2/69 โตแกร่ง 8.39% ส่งออกเดือนมิ.ย.สูงกว่าคาด  : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามเปิดเผยในวันนี้ (3 ก.ค.) ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2569 ของเวียดนามขยายตัว 8.39% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 7% และแข็งแกร่งกว่าในไตรมาส 1/2569 ที่มีการขยายตัว 7.94%

    รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าที่จะผลักดัน GDP ให้เติบโตที่ระดับ 11.9% ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ระดับ 10% สำหรับตลอดทั้งปี ส่วนในช่วงครึ่งปีแรกนั้น สำนักงานสถิติฯ ระบุว่า GDP ของเวียดนามมีการขยายตัว 8.18% 

    รายงานของสำนักงานสถิติฯ ยังระบุด้วยว่า การค้าของเวียดนามในเดือนมิ.ย.เติบโตรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยยอดส่งออกในเดือนมิ.ย.พุ่งขึ้น 28.1% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 20% ขณะที่ยอดนำเข้าพุ่งขึ้น 45.2% มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 35%

    เวียดนามยังคงเป็นผู้ส่งออกสินค้ารายใหญ่ทุกประเภทตั้งแต่รองเท้าไปจนถึงชิ้นส่วนเครื่องจักร แม้ว่าวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในปีนี้ได้กลายเป็นบททดสอบโมเดลเศรษฐกิจของประเทศ แต่ข้อมูลที่มีการเปิดเผยในวันนี้บ่งชี้ว่า ความพยายามของรัฐบาลเวียดนามในการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจกำลังประสบผลสำเร็จ

    นอกจากนี้ สำนักงานสถิติฯ ระบุว่า เงินเฟ้อของเวียดนามชะลอตัวลง โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวขึ้น 4.69% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งชะลอตัวลงจากระดับ 5.60% ในเดือนพ.ค.

    ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าที่จะควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ที่ระดับ 4.5% ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางเวียดนามคาดการณ์ว่าเงินเฟ้ออาจพุ่งขึ้นแตะระดับ 5.5%

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/609468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VFTDMNJtSwgh4XFe0ifua

  • เศรษฐกิจเวียดนามโต จีดีพีไตรมาส 2 พุ่ง 8.4% รับแรงหนุนส่งออก-การลงทุนต่างชาติพุ่ง

    เศรษฐกิจเวียดนามโต จีดีพีไตรมาส 2 พุ่ง 8.4% รับแรงหนุนส่งออก-การลงทุนต่างชาติพุ่ง

    เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวแข็งแกร่งเกินความคาดหมายในไตรมาส 2 ปี 2026 โดยเติบโตกว่า 8.4% แม้เผชิญผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ขณะที่การส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังเติบโตโดดเด่น ส่งผลให้ธนาคารโลกยกระดับเวียดนามขึ้นเป็น “ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง”

    สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามเปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ของเวียดนามในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน 2026 ขยายตัว 8.39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ของบลูมเบิร์กคาดการณ์ไว้ที่ 7% และเร่งตัวขึ้นจากการเติบโต 7.9% ในไตรมาสแรก

    ส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขยายตัว 8.18% สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เติบโต 7.63% และยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดของโลก

    รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตเป็นตัวเลขสองหลักในช่วง 5 ปีข้างหน้า หลังจากปี 2568 เศรษฐกิจขยายตัวถึง 8% แม้จะเผชิญมาตรการภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของประเทศ

    ภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้างยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยมีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้น 9.86% ในช่วงครึ่งปีแรก คิดเป็นกว่า 40% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งหมด ขณะที่ภาคบริการเติบโต 8.09% จากการฟื้นตัวของการบริโภค การค้า และการท่องเที่ยว ส่วนภาคเกษตรกรรมขยายตัว 3.57% จากการส่งออกสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น

    ด้านการค้าระหว่างประเทศ เวียดนามมีมูลค่าการค้ารวม 549,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 6 เดือนแรกของปี โดยการส่งออกเพิ่มขึ้น 21% แตะ 266,520 ล้านดอลลาร์ ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 37% ส่งผลให้เวียดนามขาดดุลการค้า 16,650 ล้านดอลลาร์ พลิกจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เกินดุล 7,950 ล้านดอลลาร์

    สหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของเวียดนาม ด้วยมูลค่าส่งออก 86,500 ล้านดอลลาร์ ส่วนจีนยังเป็นแหล่งนำเข้าสินค้ารายใหญ่ที่สุด มูลค่า 115,200 ล้านดอลลาร์

    การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยในช่วงครึ่งปีแรกมีมูลค่ารวม 34,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 61% จากปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจเวียดนาม

    นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งหรือกลับมาดำเนินธุรกิจใหม่กว่า 169,800 แห่ง แม้ว่าจะมีธุรกิจราว 151,100 แห่งที่ระงับกิจการหรือออกจากตลาดก็ตาม ขณะที่ผลสำรวจผู้ประกอบการภาคการผลิตพบว่า 39.4% คาดว่าสถานการณ์ธุรกิจจะปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 3

    อย่างไรก็ตาม เวียดนามยังเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยดัชนีราคาผู้บริโภคในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5.25% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.38% ในช่วงครึ่งปีแรก

    นางเหงียน ถิ เฮือง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม ระบุว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในหลายภูมิภาค แต่เศรษฐกิจเวียดนามยังคงมีเสถียรภาพ โดยอุปสงค์ภายในประเทศ การท่องเที่ยว และภาคการผลิตยังขยายตัวต่อเนื่อง

    ขณะที่ธนาคารโลกได้ประกาศยกระดับเวียดนามขึ้นเป็น “ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง” (Upper-Middle-Income Country) ในสัปดาห์นี้ โดยให้เหตุผลว่าประเทศมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่องในระยะยาว แม้จะยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลัง.

    ที่มา VnExpress / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2943793&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZhiSIPqz1fzaxSfQp8UM_

  • สยอง! หนุ่มเขมรคลั่งจุดไฟเผาทั้งเป็น คนงานพม่าชาย-หญิงเจ็บสาหัส 5 คน | เดลินิวส์

    สยอง! หนุ่มเขมรคลั่งจุดไฟเผาทั้งเป็น คนงานพม่าชาย-หญิงเจ็บสาหัส 5 คน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ได้รับแจ้งเหตุ คนงานชาวพม่าถูกทำร้ายด้วยการจุดไฟเผา มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายราย ภายในซอยปุณณวิถี 12 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร จึงรุดไปตรวจสอบ

    ที่เกิดเหตุพบกลุ่มผู้บาดเจ็บสาหัส จำนวน 5 คน แบ่งเป็นชาย 3 คน หญิง 2 คน ทั้งหมดเป็นแรงงานชาวพม่า เจ้าหน้าที่จึงช่วยกันลำเลียงส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลหลายแห่งอย่างโกลาหล ส่วนผู้ก่อเหตุนั้นทราบว่าเป็น ชายชาวกัมพูชา เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวนถึงสาเหตุแรงจูงใจในครั้งนี้

    ขอบคุณข้อมูลจาก มูลนิธิร่วมกตัญญู

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5996049/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_2WHv7UfpEvaqkgzVlfR9

  • กรมการพัฒนาชุมชน จัดประชุมคณะกรรมการคัดเลือกผลความสำเร็จผู้นำการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการสร้างตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดประชุมคณะกรรมการคัดเลือกผลความสำเร็จผู้นำการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการสร้างตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดประชุมคณะกรรมการคัดเลือกผลความสำเร็จผู้นำการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการสร้างตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง


    2/07/2569 | 36 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดประชุมคณะกรรมการคัดเลือกผลความสำเร็จผู้นำการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการสร้างตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

    วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ณ ห้องศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการตัดสินใจ (War Room) ชั้น 5 กรมการพัฒนาชุมชน นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกผลความสำเร็จผู้นำการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากแผนพัฒนาตำบล ในพื้นที่ตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ระดับประเทศ พร้อมด้วยคณะกรรมการคัดเลือกฯ เข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาวาระสำคัญประกอบด้วย

    – การขับเคลื่อนโครงการเสริมสร้างและพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อเสริมสร้างตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และแสดงผลสำเร็จการส่งเสริมการใช้ประโยชน์และขยายผลแผนพัฒนาตำบลสู่ความยั่งยืน

    – คำสั่งกรมการพัฒนาชุมชน ที่ 555/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกผลความสำเร็จผู้นำการเปลี่ยนแปลงฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ลงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569

    – กำหนดการคัดเลือกผลความสำเร็จฯ ระดับประเทศ และ ระดับศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน

    – แนวทางการคัดเลือกผลความสำเร็จผู้นำการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากแผนพัฒนาตำบล ในพื้นที่ตำบลเข้มแข็ง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

    กรมการพัฒนาชุมชนมุ่งมั่นที่จะสร้างฐานรากที่แข็งแกร่งผ่านการทำงานเชิงรุกในทุกมิติ โดยมุ่งเน้นส่งเสริม และสนับนุนการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชน กลุ่มองค์กร และเครือข่ายการพัฒนาชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมวิถีการพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อยกระดับตำบลเข้มแข็งและขยายผลแผนพัฒนาตำบลไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคง ยั่งยืน และกินดีอยู่ดีให้แก่พี่น้องประชาชนในระดับพื้นที่ทั่วไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/386626&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1__nOt1d6R4dIrrMQ_sjpV

  • “เท้ง” โชว์วิสัยทัศน์เปลี่ยนงบกลาโหมเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ดันไทยสู่ Middle Power

    “เท้ง” โชว์วิสัยทัศน์เปลี่ยนงบกลาโหมเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ดันไทยสู่ Middle Power

    ปชน. เปิดวิสัยทัศน์ Offset Policy เปลี่ยนงบกลาโหมเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ดันไทยสู่ Middle Power เลิกเป็นเพียงผู้ซื้ออาวุธ แต่ใช้ทุกเม็ดเงินความมั่นคงสร้างเทคโนโลยี สร้างงาน อุตสาหกรรมประเทศ

    วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการทูตของไทยในโลกยุคใหม่” ประกาศวิสัยทัศน์ใช้นโยบาย Offset Policy เปลี่ยนงบซื้ออาวุธให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศอำนาจขนาดกลาง 

    นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า Offset Policy คือมาตรการจัดซื้อแบบชดเชย เป็นนโยบายที่ประเทศผู้ซื้ออาวุธกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมนอกจากการซื้ออาวุธโดยตรง โดยผู้ขายต้องเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ กลับมายังประเทศผู้ซื้ออาวุธด้วย ซึ่งประเทศไทยไม่สามารถเป็นผู้ซื้ออาวุธได้เพียงอย่างเดียว ต้องพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตัวเองขึ้นมาด้วย ซึ่งนโยบาย Offset Policy เป็นก้าวสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศขึ้นมา 

    ทั้งนี้ ไทยยังสามารถใช้ Offset Policy ร่วมกับประเทศพันธมิตรรายอื่นๆ สร้างการทูตแบบใหม่ของกลุ่มประเทศอำนาจขนาดกลาง (Middle Power) เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย อิสราเอล สวีเดน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลก ประเทศเหล่านี้มีเทคโนโลยีด้านยุทโธปกรณ์ล้ำสมัย และมีความจริงใจในการเจรจาเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับวิศวกรชาวไทย สร้างฐานการผลิต ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาวุธในไทย เพื่อให้เงินลงทุนที่มาจากภาษีของคนไทยคุ้มค่ามากที่สุด

    ขณะเดียวกัน นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงโมเดล “Triple Helix” ที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาวิจัย ที่จะถูกเชื่อมโยงกันด้วย Offset Policy พร้อมยกตัวอย่างเกาหลีใต้ ที่ใช้ความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ภาควิจัย และภาคเอกชน จนพัฒนาอุตสาหกรรมอากาศยานของตนเองภายใต้โครงการ KF-21 และขยายความร่วมมือไปยังประเทศอินโดนีเซีย มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี และให้อินโดนีเซียเป็นฐานการผลิตบางส่วน และนี่คือตัวอย่างความร่วมมือระหว่างชาติที่เป็น Middle Power ด้วยกัน

    พรรคประชาชน ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และพัฒนาอุตสาหกรรม ที่กำหนดเงื่อนไขให้การจัดซื้อขนาดใหญ่ของภาครัฐจำเป็นต้องมี Offset Policy โดยไม่จำกัดเฉพาะการซื้อยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมการจัดซื้อของหน่วยงานอื่นๆ ด้วย และกำหนดให้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เป็นแกนกลางดูแลเงื่อนไข Offset Policy ของประเทศไทย

    “ประเทศไทยมีความพร้อมในทุกเรื่อง สิ่งที่เราต้องทำคือการกำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกภาคส่วนเดินทางร่วมกันอย่างมีทิศทาง เราต้องใช้การทูตนำการทหาร และเทคโนโลยีนำการพัฒนา”

    สำหรับการบรรยายดังกล่าวจัดขึ้นในงานสัมมนาหัวข้อ “รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และพัฒนาอุตสาหกรรม” จัดโดยคณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ที่อาคารรัฐสภา โดยมีบริษัทเอกชนในกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สมาคมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มหาวิทยาลัย และผู้แทนจากสถานทูตหลายแห่งมาร่วมงาน 

    อีกทั้งในงานมีการเสวนาบนเวที โดยมี รศ.ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน สส.พรรคประชาชน และอดีตอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พล.อ.อ.พิบูล วรวรรณปรีชา กรรมการผู้จัดการ บ.อุตสาหกรรมการบิน จำกัด และนายกฤต กุลหิรัญ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ บ.ชัยเสรี เมททัลแอนด์รับเบอร์ จำกัด ร่วมกันเสวนาเกี่ยวกับ Offset Policy พูดถึงหลักการ ขั้นตอนการทำ Offset รวมทั้งประสบการณ์ ทั้งในฐานะผู้ส่งมอบและผู้รับเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ผ่านกระบวนการ Offset ขณะที่ ในช่วงบ่าย กลุ่มผู้ผลิตอาวุธทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ จะร่วมกิจกรรม Workshop เพื่อความรู้ความเข้าใจต่อนโยบาย Offset Policy ที่มากขึ้น มีทั้งการบรรยายสรุปเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. และขั้นตอนที่แต่ละภาคส่วนจะต้องดำเนินการในการจัดหายุทโธปกรณ์ให้ประเทศไทยในอนาคต.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2943784&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hbQEuheuUi8nVMbQy1fTY