Blog

  • เวียดนามเปิดตัวตลาดซื้อขายคาร์บอนภายในประเทศในวันที่ 29 มิถุนายน 2569

    เวียดนามเปิดตัวตลาดซื้อขายคาร์บอนภายในประเทศในวันที่ 29 มิถุนายน 2569

    เวียดนามเปิดตัวตลาดซื้อขายคาร์บอนภายในประเทศในวันที่ 29 มิถุนายน 2569 

    image.png

     สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เวียดนาม (State Securities Commission: SSC) ประกาศว่า เวียดนามได้พร้อมสำหรับการเปิดดำเนินการ ตลาดซื้อขายคาร์บอนภายในประเทศแห่งแรก อย่างเป็นทางการในวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ตามแผนงานที่รัฐบาลกำหนด

    การเปิดดำเนินการดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาตลาดคาร์บอนของเวียดนาม เพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามพันธกรณีของประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    SSC ระบุว่า ปัจจุบันได้จัดเตรียมกรอบกฎหมาย ข้อกำหนดการซื้อขาย ประเภทสินทรัพย์ที่สามารถซื้อขายได้ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และกลไกการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ (Settlement) ไว้ครบถ้วนแล้ว เพื่อให้ตลาดสามารถเริ่มดำเนินการได้ตามกำหนด เพื่อรองรับการดำเนินงานของตลาด กระทรวงการคลังได้ออกระเบียบว่าด้วยการกำกับดูแลตลาดและข้อกำหนดด้านการรายงานสำหรับตลาดซื้อขายคาร์บอน ในขณะที่ SSC ได้มอบหมายให้ตลาดหลักทรัพย์เวียดนาม (Vietnam Exchange: VNX) ตลาดหลักทรัพย์ฮานอย (Hanoi Stock Exchange: HNX) และบรรษัทรับฝากและชำระบัญชีหลักทรัพย์เวียดนาม (Vietnam Securities Depository and Clearing Corporation: VSDC) จัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการซื้อขาย การชำระราคา และการโอนกรรมสิทธิ์สินทรัพย์คาร์บอนให้แล้วเสร็จ

    SSC เปิดเผยว่า ปัจจุบันองค์ประกอบสำคัญทั้งหมดที่จำเป็นต่อการดำเนินงานของตลาดซื้อขายคาร์บอนภายในประเทศได้ดำเนินการเสร็จแล้ว ทำให้มั่นใจได้ว่าระบบมีความพร้อมสำหรับการเปิดดำเนินการตามแผน

    ในด้านการบริหารจัดการสินทรัพย์คาร์บอน กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมได้จัดสรรโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะนำร่องให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมจำนวน 110 แห่ง พร้อมทั้งออกระเบียบว่าด้วยระบบทะเบียนแห่งชาติสำหรับโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนเครดิต เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการบริหารจัดการและการซื้อขายสินทรัพย์คาร์บอน นอกจากนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับ ตลาดหลักทรัพย์เวียดนาม ตลาดหลักทรัพย์ฮานอย และ บรรษัทรับฝากและชำระบัญชีหลักทรัพย์เวียดนาม เพื่อกำหนดกลไก                การแลกเปลี่ยนข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และการบริหารจัดการเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นระหว่าง        การดำเนินงานของตลาด 

    โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีของตลาดมีความพร้อมอย่างสมบูรณ์ โดยแพลตฟอร์มการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฮานอย ระบบหักบัญชีและชำระราคาของบรรษัทรับฝากและชำระบัญชีหลักทรัพย์เวียดนาม รวมถึงระบบทะเบียนแห่งชาติ ได้เชื่อมโยงการทำงานร่วมกันและผ่านการทดสอบทั้งในระดับหน่วยงานและระดับตลาดโดยรวมในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งผลการทดสอบเป็นไปด้วยความราบรื่นและเป็นไปตามข้อกำหนดด้าน  การปฏิบัติงาน

    ในขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เวียดนามได้คัดเลือกธนาคารที่จะทำหน้าที่เป็นธนาคารรับชำระเงินสำหรับตลาดซื้อขายคาร์บอนเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่กระทรวงการคลังได้จัดโครงการฝึกอบรมและการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่หน่วยงานและผู้ประกอบการที่คาดว่าจะเข้าร่วมตลาด โดยมุ่งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกรอบกฎหมายและกระบวนการซื้อขายคาร์บอน

    กระทรวงการคลังร่วมกับกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดดำเนินการตลาดซื้อขายคาร์บอนภายในประเทศอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 มิถุนายน 2569

    รัฐบาลเวียดนามคาดว่า การเปิดตลาดซื้อขายคาร์บอนภายในประเทศจะช่วยเร่งการพัฒนาตลาดคาร์บอนของประเทศ สนับสนุนการบรรลุพันธกรณีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับนานาชาติ ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเพิ่มเครื่องมือเชิงตลาดให้ภาคธุรกิจสามารถบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    (จาก https://vneconomy.vn/)

    ข้อคิดเห็น สคต

    การเปิดดำเนินการตลาดซื้อขายคาร์บอนภายในประเทศของเวียดนามถือเป็นพัฒนาการสำคัญของการปฏิรูปเศรษฐกิจที่มุ่งใช้กลไกตลาดเป็นเครื่องมือในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจ   สีเขียว ซึ่งเป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลเวียดนามในการดำเนินนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยการจัดตั้งตลาดดังกล่าวยังเป็นการเตรียมความพร้อมของเวียดนามให้สอดคล้องกับมาตรฐานและแนวโน้มด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก รวมถึงการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 การเตรียมความพร้อมอย่างครบถ้วนทั้งด้านกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ระบบทะเบียนคาร์บอน กลไกการซื้อขาย การชำระราคา ตลอดจนการกำหนดโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมในระยะนำร่อง แสดงให้เห็นว่าเวียดนามได้วางรากฐานสำหรับการดำเนินตลาดคาร์บอนอย่างเป็นระบบ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน                    และลดต้นทุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านกลไกการซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซ แทนการใช้มาตรการกำกับดูแลเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ตลาดซื้อขายคาร์บอนยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการเวียดนาม โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ต้องเผชิญกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า เช่น กลไกการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการที่สามารถบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพมีความได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้น และสามารถรักษาการเข้าถึงตลาดสำคัญ นโยบายดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือระหว่างไทยและเวียดนามในด้านการพัฒนาตลาดคาร์บอน การซื้อขายคาร์บอนเครดิต การให้คำปรึกษาด้านการตรวจวัดและรับรองการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การพัฒนาเทคโนโลยีลดคาร์บอน ตลอดจนการลงทุนในโครงการด้านพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเป็นสาขาที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคอาเซียน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/o5dimsyy8iln704oht1ksqim&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FjsjXX593nhcZH9ms7ThE

  • “รมว.สุรศักดิ์” ดัน “มรดกโลก มรดกธรรม” ขับเคลื่อนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ 25 จังหวัดทั่วไทย เปิดศูนย์เรียนรู้ต้นแบบ ณ วัดอรุณราชวราราม ยกระดับวัฒนธรรมไทยสู่เศรษฐกิจคุณภาพ

    “รมว.สุรศักดิ์” ดัน “มรดกโลก มรดกธรรม” ขับเคลื่อนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ 25 จังหวัดทั่วไทย เปิดศูนย์เรียนรู้ต้นแบบ ณ วัดอรุณราชวราราม ยกระดับวัฒนธรรมไทยสู่เศรษฐกิจคุณภาพ

    “รมว.สุรศักดิ์” ดัน “มรดกโลก มรดกธรรม” ขับเคลื่อนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ 25 จังหวัดทั่วไทย เปิดศูนย์เรียนรู้ต้นแบบ ณ วัดอรุณราชวราราม ยกระดับวัฒนธรรมไทยสู่เศรษฐกิจคุณภาพ

    วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วมและกล่าวรายงานในพิธีเททองหล่อพระพุทธรัตนสุข พร้อมร่วมพิธีเปิดศูนย์เรียนรู้โครงการ “มรดกโลก มรดกธรรม” ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร โดยมีเจ้าจอม พลโทหญิง ท่านผู้หญิงอรอนงค์ ปิยนาฏวชิรพัทธ์ เป็นผู้แทนพระองค์ในการประกอบพิธี เมื่อเวลา 18.00 น.

    นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้ความสำคัญกับการใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่ “การท่องเที่ยวคุณภาพ” (Quality Tourism) โดยประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO จำนวน 5 แห่ง และยังมีแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมอีก 6 แห่งที่อยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น ซึ่งล้วนมีศักยภาพในการต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงฯ ได้บูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ขับเคลื่อนโครงการ “มรดกโลก มรดกธรรม” เพื่อเชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมกับประเพณีและวิถีพระพุทธศาสนา สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่า ควบคู่กับการอนุรักษ์และสืบสานอัตลักษณ์ของชาติ
    “ในปี 2569 กระทรวงฯ เดินหน้าขยายการดำเนินงานผ่านเครือข่ายการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ครอบคลุมพื้นที่ 25 จังหวัดทั่วประเทศ โดยต่อยอดจากการสนับสนุนทุนวิจัยของ วช. ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2568 เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ สร้างนวัตกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และยกระดับแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมให้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพที่สามารถสร้างรายได้แก่ชุมชน ควบคู่กับการปลูกฝังคุณค่าทางจิตใจและภูมิปัญญาให้แก่ประชาชน” นายสุรศักดิ์ กล่าว

    โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงฯ ยังได้ร่วมรับชมการแสดงแสง สี เสียง ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ซึ่งสะท้อนศักยภาพของการนำทุนทางศิลปวัฒนธรรม ศาสนา และประวัติศาสตร์ มาสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและความหมาย พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับโลก

    การเปิดศูนย์เรียนรู้โครงการ “มรดกโลก มรดกธรรม” ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคศาสนา เพื่อสร้างต้นแบบการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงมิติทางวัฒนธรรม ศรัทธา และการเรียนรู้ อันจะนำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง และการพัฒนาการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/74864&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NN-shUpwLvCg-k-TI61t7

  • “ไทยเบฟ” ผนึกกำลังจุฬาฯ ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ

    “ไทยเบฟ” ผนึกกำลังจุฬาฯ ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ

    “ไทยเบฟ” ผนึกความร่วมมือกับ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ พร้อมยกระดับองค์ความรู้สู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ไทยเบฟ ผนึกความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ “โครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ” เพื่อส่งเสริมและขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการพัฒนาชุมชน มุ่งขยายผลด้านการพัฒนาเชิงพื้นที่ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

    โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้ริเริ่มโครงการด้วยจงรักและภักดี และประธานกรรมการ บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือฯ ร่วมด้วยคณะอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะผู้บริหารไทยเบฟ และบริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วม ณ เรือนจุฬานฤมิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2943646&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MZmU7ZjfNIK0ZozUitXoI

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.58 น.


    กลยุทธ์: แบ่งขาย 10%
    แนวต้าน: $4,060 , 64,000 บาท
    แนวรับ: $3,900 , 62,500 บาท
    .

    ตลาดทองคำได้รับแรงพยุงในระยะสั้น หลังตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐฯ (ADP) เดือนมิถุนายนออกมาต่ำกว่าคาดที่ระดับ 98,000 ตำแหน่ง สะท้อนสัญญาณการชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ และช่วยลดแรงกดดันต่อราคาทองคำบางส่วน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงจับตาการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต่อไป ขณะที่ท่าทีของประธาน Fed คนใหม่ที่เน้นการตัดสินใจตามข้อมูลเศรษฐกิจจริง ยังคงทำให้ตลาดประเมินว่ามีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนอยู่ในระดับสูง

    .

    ด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านช่วยลดความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง และลดความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกยังคงมีความผันผวน หลังตลาดหุ้นเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและ AI เผชิญแรงขายอย่างหนัก ซึ่งอาจกระตุ้นให้เม็ดเงินบางส่วนไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำได้

    .

    ในมุมมองทางเทคนิค ราคาทองคำเริ่มแสดงสัญญาณฟื้นตัวหลังสามารถยืนเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ได้อีกครั้ง โดยเครื่องมือ RSI และ MACD หลายกรอบเวลาเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก อย่างไรก็ตาม ราคากำลังเข้าใกล้แนวต้านสำคัญบริเวณ 4,060 ดอลลาร์ หรือประมาณ 64,000 บาท จึงแนะนำให้ทยอยแบ่งขายทำกำไรประมาณ 10% เพื่อบริหารความเสี่ยงและสำรองเงินสดไว้รอเข้าซื้อคืนบริเวณแนวรับสำคัญที่ 3,900 ดอลลาร์ หรือประมาณ 62,500 บาท ขณะที่ภาพรวมระยะกลางถึงยาวยังคงมีโอกาสฟื้นตัวได้ หากปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์กลับมากดดันตลาดอีกครั้ง

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyz-2-7-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32PyMH_1MYDQfIHZWUMtfB

  • OECD เตือนเกาหลีใต้พึ่งพาส่งออกชิปมากเกินไป เสี่ยงเจอภาวะช็อกทางเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    OECD เตือนเกาหลีใต้พึ่งพาส่งออกชิปมากเกินไป เสี่ยงเจอภาวะช็อกทางเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เปิดเผยในวันนี้ (2 ก.ค.) ว่า การที่เกาหลีใต้พึ่งพาการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์มากขึ้นเรื่อย ๆ อาจทำให้ประเทศมีความเปราะบางต่อปัจจัยกระทบจากภายนอกและความผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจมากขึ้น แม้ว่าการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์จะเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญก็ตาม

    OECD เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในรายงาน “OECD Economic Surveys: Korea 2026” เพียงหนึ่งเดือนหลังจากที่ OECD ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ในปี 2569 สู่ระดับ 2.6% จากระดับ 1.7% เมื่อสามเดือนก่อนหน้านี้ โดยให้เหตุผลว่าได้รับแรงหนุนจากกระแสการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    เมื่อวันที่ 1 ก.ค. กระทรวงการค้าเกาหลีใต้เพิ่งรายงานว่า ยอดส่งออกเดือนมิ.ย.ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทะลุหลัก 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก โดยได้แรงหนุนจากยอดส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่งทุบสถิติเช่นกัน โดยพุ่งขึ้นเกือบสามเท่า ทะลุหลัก 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก

    อย่างไรก็ตาม OECD เตือนว่า การพึ่งพาการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ในระดับสูงส่งผลให้ผลผลิตและรายได้จากภาษีมีความผันผวน อีกทั้งยังเพิ่มความเปราะบางในเชิงยุทธศาสตร์ “การพึ่งพาการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มขึ้นช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้จากภาษี แต่ก็อาจทำให้เศรษฐกิจมีความอ่อนไหวต่อแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอกและความผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจมากขึ้น”

    ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว OECD เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้นโยบายการคลังเพื่อสนับสนุนอุปสงค์ภายในประเทศ ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงทางการคลังในระยะปานกลาง เพื่อเสริมสร้างฐานะการคลังของประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันด้านรายจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การเข้าสู่สังคมสูงวัย

    จากความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการคลังของเกาหลีใต้ OECD จึงแนะนำให้เกาหลีใต้สร้างฉันทามติทางการเมืองในวงกว้างเกี่ยวกับการเสริมสร้างกรอบนโยบายการคลัง ซึ่งรวมถึงการกำหนดเป้าหมายทางการคลังระยะปานกลาง และการปรับโครงสร้างรายจ่ายภาคบังคับให้สอดคล้องกับความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว นอกจากนี้ OECD ยังแนะนำให้เกาหลีใต้ปรับเพิ่มอายุผู้มีสิทธิรับเงินบำนาญให้สูงกว่าเกณฑ์ปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 63 ปี ภายในปี 2578

    ในประเด็นตลาดอสังหาริมทรัพย์ OECD แนะนำให้เกาหลีใต้ผลักดันการปฏิรูปภาษีอย่างครอบคลุม โดยปัจจุบัน โครงสร้างรายได้ภาษีอสังหาริมทรัพย์ของเกาหลีใต้พึ่งพาภาษีจากการทำธุรกรรมเป็นหลัก มากกว่าภาษีที่จัดเก็บเป็นประจำซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่า เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD

    OECD ยังระบุด้วยว่า มากกว่าหนึ่งในสามของผู้มีรายได้จากค่าจ้างในประเทศไม่ได้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา พร้อมชี้ว่าการปฏิรูปนโยบายการยกเว้นภาษีอาจช่วยเพิ่มรายได้จากภาษี ในขณะที่ประเทศจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งรายได้ใหม่เพื่อรองรับความท้าทายในอนาคต เช่น การเข้าสู่สังคมสูงวัย

    โดย ปรียพรรณ มีสุข/รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/608733&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rGlWNvofCmmlVhyGKZ60q

  • เวิลด์แบงก์เลื่อนชั้น “เวียดนาม” รายได้ปานกลางระดับสูง หลังเศรษฐกิจโต ดัน GNI ทะลุเกณฑ์

    เวิลด์แบงก์เลื่อนชั้น “เวียดนาม” รายได้ปานกลางระดับสูง หลังเศรษฐกิจโต ดัน GNI ทะลุเกณฑ์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารโลก (World Bank) ประกาศปรับการจัดประเภทของประเทศเวียดนามจากกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง (Lower Middle Income) ขึ้นสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper Middle Income) หลังรายได้ประชาชาติต่อหัว (Gross National Income: GNI per capita) ในปี 2568 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4,970 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 4,490 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงที่กำหนดไว้ที่ 4,636 ดอลลาร์สหรัฐ โดยการจัดประเภทดังกล่าวอ้างอิงจากรายได้ประชาชาติต่อหัว ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานที่ธนาคารโลกใช้ในการจำแนกกลุ่มประเทศตามระดับรายได้ และมีการทบทวนผลการจัดประเภทเป็นประจำทุกวันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปี

    ทั้งนี้ ธนาคารโลก ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เวียดนามได้รับการปรับการจัดประเภทในครั้งนี้ มาจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและภาคการส่งออก โดยในช่วงปี 2567-2568 การส่งออกของเวียดนามขยายตัวมากกว่า 15% ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัว 7% ในปี 2567 และ 8% ในปี 2568 นอกจากนี้ ในช่วงปี 2564-2568 รายได้ประชาชาติ (GNI) ของเวียดนามยังเติบโตเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปี ซึ่งธนาคารโลกประเมินว่าเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนที่สุดในภูมิภาค

    สำหรับการจัดประเภทประเทศในปีนี้ ธนาคารโลกได้ประเมินทั้งหมด 218 ประเทศและดินแดน โดยมี 6 ประเทศที่ได้รับการปรับการจัดประเภท ได้แก่ เวียดนาม ศรีลังกา จอร์แดน ฟิลิปปินส์ และไมโครนีเซีย ซึ่งขยับจากกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างขึ้นสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง ขณะที่ประเทศโตโกได้รับการปรับจากกลุ่มประเทศรายได้ต่ำขึ้นสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง

    อย่างไรก็ตาม การก้าวเข้าสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่ารายได้ประชาชาติต่อหัวของเวียดนามได้เพิ่มขึ้นจนสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ธนาคารโลกกำหนดไว้ และถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจเวียดนามบนเส้นทางสู่การยกระดับคุณภาพการเติบโตและการพัฒนาประเทศในระยะยาว

    ที่น่าสนใจคือ เวียดนามใช้เวลาเพียงประมาณ 15 ปี (ตั้งแต่ปี 2554-2568) ในการเลื่อนสถานะจากประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างสู่ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมา โดยหากเปรียบเทียบกับประเทศไทย พบว่าไทยต้องใช้เวลาถึง 24 ปี นับตั้งแต่ได้รับการจัดกลุ่มเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างในปี 2530 จนกระทั่งธนาคารโลกประกาศยกระดับให้เป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงอย่างเป็นทางการในปี 2554

    ปัจจุบันในปี 2569 ประเทศไทยยังคงอยู่ในสถานะกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง โดยคาดการณ์รายได้ประชาชาติต่อหัวจะอยู่ที่ 8,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี และกำลังมีความพยายามผลักดันการเติบโตเพื่อก้าวข้ามไปสู่กลุ่มประเทศรายได้สูงต่อไป ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างชะลอตัวมายาวนานหลายปีด้วยค่าเฉลี่ยเพียง 2% และโครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบเก่าที่กำลังล้าหลัง

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/843335&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29ho7Sp2EJtR1nozIkEM4o

  • “สุชาติ” ขอบคุณเยอรมนี หนุนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดขยะพลาสติก-ขยะทะเล  – ข่าวสด

    “สุชาติ” ขอบคุณเยอรมนี หนุนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดขยะพลาสติก-ขยะทะเล – ข่าวสด

    “สุชาติ ชมกลิ่น” ขอบคุณเยอรมนี หนุนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดขยะพลาสติก-ขยะทะเล

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ร่วมปิดโครงการ MA-RE-DESIGN พร้อมแสดงความขอบคุณรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีที่สนับสนุนประเทศไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อยกระดับการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกและป้องกันขยะทะเล โดยความร่วมมือดังกล่าวได้วางรากฐานสำคัญด้านนโยบาย เครื่องมือ และกลไกการจัดการพลาสติกของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    นายสุชาติ กล่าวว่า โครงการ MA-RE-DESIGN ดำเนินงานตั้งแต่ปี 2566 โดย GIZ ร่วมกับ WWF และ UNEP-COBSEA ภายใต้ความร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีกรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานคู่ร่วมมือหลัก และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นพันธมิตรหลัก ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนี

    ส่งผลให้ประเทศไทยมีองค์ความรู้ เครื่องมือ และข้อเสนอเชิงนโยบายที่พร้อมรองรับการผลักดันระบบความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อลดขยะพลาสติกและขยะทะเลอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การลดปริมาณขยะพลาสติกและการป้องกันขยะทะเล เพื่อสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน

    ด้าน ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า โครงการได้พัฒนาแนวทางการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycling: D4R) จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและกฎหมายรองรับระบบ EPR รวมถึงเครื่องมือสนับสนุนการจัดตั้งองค์กรความรับผิดชอบของผู้ผลิต (PRO) เพื่อยกระดับการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกของประเทศ

    นอกจากนี้ ในระดับพื้นที่ โครงการได้พัฒนาต้นแบบการจัดการขยะพลาสติกตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดตรัง ผ่านความร่วมมือของท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และชุมชน พร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เพื่อขยายผลแนวปฏิบัติที่ดีของประเทศไทยสู่ระดับภูมิภาค อันเป็นการเสริมความร่วมมือในการแก้ไขปัญหามลพิษพลาสติกและขยะทะเลอย่างยั่งยืน ดร.สุรินทร์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaosod.co.th/politics/news_10306945&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aMitqChe6HqLvxzIcx7z8

  • ‘สุชาติ’ ขอบคุณเยอรมนี หนุนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดขยะพลาสติก-ขยะทะเล

    ‘สุชาติ’ ขอบคุณเยอรมนี หนุนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดขยะพลาสติก-ขยะทะเล

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ร่วมปิดโครงการ MA-RE-DESIGN พร้อมแสดงความขอบคุณรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีที่สนับสนุนประเทศไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อยกระดับการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกและป้องกันขยะทะเล โดยความร่วมมือดังกล่าวได้วางรากฐานสำคัญด้านนโยบาย เครื่องมือ และกลไกการจัดการพลาสติกของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    นายสุชาติ กล่าวว่า โครงการ MA-RE-DESIGN ดำเนินงานตั้งแต่ปี 2566 โดย GIZ ร่วมกับ WWF และ UNEP-COBSEA ภายใต้ความร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีกรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานคู่ร่วมมือหลัก และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นพันธมิตรหลัก ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนี ส่งผลให้ประเทศไทยมีองค์ความรู้ เครื่องมือ และข้อเสนอเชิงนโยบายที่พร้อมรองรับการผลักดันระบบความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อลดขยะพลาสติกและขยะทะเลอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การลดปริมาณขยะพลาสติกและการป้องกันขยะทะเล เพื่อสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน

    ด้าน ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า โครงการได้พัฒนาแนวทางการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycling: D4R) จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและกฎหมายรองรับระบบ EPR รวมถึงเครื่องมือสนับสนุนการจัดตั้งองค์กรความรับผิดชอบของผู้ผลิต (PRO) เพื่อยกระดับการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกของประเทศ

    นอกจากนี้ ในระดับพื้นที่ โครงการได้พัฒนาต้นแบบการจัดการขยะพลาสติกตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดตรัง ผ่านความร่วมมือของท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และชุมชน พร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เพื่อขยายผลแนวปฏิบัติที่ดีของประเทศไทยสู่ระดับภูมิภาค อันเป็นการเสริมความร่วมมือในการแก้ไขปัญหามลพิษพลาสติกและขยะทะเลอย่างยั่งยืน ดร.สุรินทร์ กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/1024804/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j0oQqdVN5sE7w2eWTo43e

  • “เอกนิติ” รองนายกฯ และรมว.คลัง สรุปงบปี 70 รัฐบาลยอมเปิดแผลการคลัง ทำงบโปร่งใส วางวินัยลดขาดดุล ดึงทุกฝ่ายร่วมผ่าตัดพลิกวิกฤตเป็นโอกาสประเทศ. – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “เอกนิติ” รองนายกฯ และรมว.คลัง สรุปงบปี 70 รัฐบาลยอมเปิดแผลการคลัง ทำงบโปร่งใส วางวินัยลดขาดดุล ดึงทุกฝ่ายร่วมผ่าตัดพลิกวิกฤตเป็นโอกาสประเทศ. – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/116092&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VrbTABzmP8jbamzFhaj_s

  • งบประมาณ 2570 จะช่วยให้คนไทยในอนาคต “มีรายได้เพิ่มขึ้น” เช่นคนในประเทศรายได้สูงหรือไม่ ? – BBC News ไทย

    งบประมาณ 2570 จะช่วยให้คนไทยในอนาคต “มีรายได้เพิ่มขึ้น” เช่นคนในประเทศรายได้สูงหรือไม่ ? – BBC News ไทย

    วิพากษ์ ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 2570 ช่วยวางรากฐานเศรษฐกิจให้ไทยยกระดับสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปีข้างหน้าหรือไม่ ?

    Thananchai Kaewsowatana / Thai News Pix

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขณะหาเสียงเลือกตั้ง ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
      • Author, ปณิศา เอมโอชา
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • Published

    • เวลาอ่าน: 12 นาที

    เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นั่งเป็นประธาน พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐบาลเสนอนโยบาย “Reinvent Thailand” (อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า ‘สร้างประเทศไทยขึ้นมาใหม่’) ซึ่งแผนนี้มีเป้าหมายที่จะยกระดับศักยภาพในการแข่งขันของไทย และสัญญาว่าจะพาเราไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี และยังระบุว่า จะส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ให้สูงกว่า 3% ต่อปี

    คล้อยหลังแค่เพียงหนึ่งวันเท่านั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่สำนักงบประมาณเป็นผู้เสนอ และขณะนี้ ร่างฯ ดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏร ซึ่งกินเวลาถึง 3 วัน ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย. ถึงวันนี้ (1 ก.ค.)

    ในบทความชิ้นนี้ บีบีซีไทยสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตร์ ประกอบกับการรวบรวมความคิดเห็นและการวิจารณ์ร่างงบประมาณดังกล่าวว่าจะสามารถช่วยให้เศรษฐกิจของไทยในปี 2570 รวมไปถึงการเป็นฐานรากของปีต่อ ๆ ไป เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนตามที่รัฐบาลตั้งเป้าเอาไว้ได้หรือไม่

    อะไรคือหัวใจสำคัญของการเติบโตระยะยาว

    ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ Gross Domestic Product ซึ่งมักถูกเรียกย่อ ๆ ว่า ‘จีดีพี’ นั้นเกิดจากสมการที่เขียนว่า “GDP = C+I+G+(X-M)”

    โดยตัวอักษรภาษาอังกฤษแต่ละตัวหมายถึง

    • ‘C’ หรือ Consumption หมายถึง การบริโภคของภาคเอกชนและประชาชน
    • ‘I’ หรือ Investment หมายถึง การลงทุนจากภาคเอกชน
    • ‘G’ หรือ Government Spending หมายถึง การลงทุนหรือค่าใช้จ่ายจากภาครัฐ
    • ‘X’ หรือ Export หมายถึง มูลค่าการส่งออก
    • ‘M’ หรือ Import หมายถึง มูลค่าการนำเข้า

    จากสมการดังกล่าวนี้ จะเห็นได้ว่าการใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งแต่ละปีจะถูกวางเอาไว้ในกรอบของงบประมาณของแต่ละประเทศนั้น มีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, “การเพิ่มขึ้น (หรือลดลง) ของการลงทุนภาครัฐ จะนำไปสู่การเพิ่มขึ้น (หรือลดลง) ของจีดีพีในระยะยาว” ผู้เขียนรายงานของธนาคารโลกชี้

    งานศึกษาเรื่อง Public Investment, Government Consumption, and Growth: A Long Run Analysis (อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า ‘การลงทุนภาครัฐ การบริโภคภาครัฐ และการเติบโตทางเศรษฐกิจ: การวิเคราะห์ระยะยาว’) โดยธนาคารโลก ที่เผยแพร่เมื่อเดือน ต.ค. 2024 เข้าไปศึกษารูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนและการบริโภคภาครัฐกับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP) หรือหมายถึงการเอาตัวเลขจีดีพีปรับออกด้วยอัตราเงินเฟ้อ ใน 112 ประเทศทั่วโลก ระหว่างปี 1960-2019

    ผู้เขียนรายงานชิ้นนี้ของธนาคารโลก พบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ทั้งการลงทุนภาครัฐและการบริโภคภาครัฐต่างมีผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อผลผลิตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในระยะสั้น โดยที่ผลกระทบของการบริโภคภาครัฐจะมีขนาดใหญ่กว่าก็ตาม ทว่าสำหรับการเติบโตระยะยาวนั้น ตัวแปรจะไปอยู่ที่ “การลงทุนภาครัฐมากกว่า”

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • .

    • Composite image of an Iranian banknote featuring a large engraved portrait of former Ayatollah Ruhollah Khomeini on the left, with Persian script, combined with an aerial view of a container ship carrying multicolored cargo on the right

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “การเพิ่มขึ้น (หรือลดลง) ของการลงทุนภาครัฐ จะนำไปสู่การเพิ่มขึ้น (หรือลดลง) ของจีดีพีในระยะยาว” ผู้เขียนรายงานชี้

    ตามข้อมูลของธนาคารโลก​ ณ ปี 2024 ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง-ระดับสูง (Upper-middle Income) โดยมีจีดีพีต่อหัวหรือค่าเฉลี่ยรายได้ของประชากรต่อคนต่อปี อยู่ที่ 7,346.62 ดอลลาร์สหรัฐ (คำนวณตามค่าเงิน ณ ปี 2024) คิดเป็นตัวเลขประมาณ 245,182 บาท (ตามอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน)

    ปัจจุบัน ธนาคารโลกกำหนดว่า ประเทศที่มีรายได้สูงจะต้องมีค่าเฉลี่ยรายได้ของประชากรต่อคนต่อปี มากกว่า 13,935 ดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นไป คิดเป็นตัวเลขประมาณ 465,059 บาท (ตามอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน)

    หากไทยจะขยับขึ้นมาเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 หรืออีก 11 ปีต่อจากนี้ ประเทศจะต้องมีจีดีพีที่เติบโตราว ๆ 5% ต่อปี “พร้อมกับแหล่งที่มาของการเติบโตแบบใหม่” อ้างอิงจากรายงานติดตามภาวะเศรษฐกิจไทย (Thailand Economic Monitor) ฉบับ ก.พ. 2026 ของธนาคารโลก

    ด้วยเหตุนี้ คำถามที่สำคัญที่สุดคือ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 นั้น จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายนั้นได้หรือไม่ ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย ประเมินไว้​ ณ วันที่ 24 มิ.ย. ว่า ตัวเลขจีดีพีของปี 2570 จะอยู่ที่ 1.8%

    งบลงทุนคือกุญแจตัวกระตุ้น ‘จีดีพี’

    นายฐากูร จุลินทร ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณของรัฐสภา (สงธ.) กล่าวไว้ในงานสัมมนาวิชาการเรื่อง วิเคราะห์ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ว่า โดยรวมแล้ว ตัวเลขงบประมาณ 3.78 ล้านล้านบาท นับว่าเพิ่มขึ้นเพียง 7.4 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 0.2% เท่านั้น เพราะฉะนั้น “อย่าไปคาดหวังกับงบประมาณปี 2570 ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง”

    เขาอธิบายว่าสิ่งที่น่ากังวลมากไปกว่ากรอบตัวเลขรวม คือสัดส่วนระหว่างรายจ่ายลงทุนเทียบกับวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีทั้งหมด

    เมื่อเข้าไปดูในร่าง พ.ร.บ.งบฯ ดังกล่าวพบว่าแผนรายจ่ายประจำของปี 2570 กินพื้นที่ไปแล้วถึง 73.6% ของงบทั้งหมดของรัฐบาล หรือคิดเป็นตัวเลข 2.78 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 5% จากงบปี 2569 ขณะที่รายจ่ายลงทุนหดตัวลงมาเหลือแค่เพียง 20.8% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด หรือคิดเป็นตัวเลข 7.89 แสนล้านบาท ปรับลดลงจากรายจ่ายลงทุนปีก่อนหน้าถึง 8.4%

    ต่อมิติโครงสร้างของงบประมาณเช่นนั้น นายฐากูร ชี้ว่านี่จึงเป็นร่างงบประมาณ “ที่คาดหวังในเชิงผลลัพธ์ได้ยาก เพราะว่ารายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น 1.3 แสนล้านบาท แต่รายจ่ายลงทุนลดลงประมาณ 7 หมื่นล้านบาท เพราะฉะนั้น เราจะไปคาดหมายหรือคาดหวังในเชิงผลลัพธ์ไม่ได้เลย” โดยผลลัพธ์ที่เขาพูดถึงนั้นคือศักยภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ผู้อำนวยการ สงธ.รายนี้ อธิบายว่า เมื่อรัฐบาลนำงบที่มีอยู่ไปใช้เพื่อการลงทุน เมื่อนั้นเม็ดเงินจะถูกแปรสภาพไปเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งอาจแบ่งย่อยลงไปได้อีกว่า หากเป็นการลงทุนด้านสาธารณูปโภค อาทิ ถนน แหล่งน้ำ ไฟฟ้า หรือการประปา ผลกระทบเชิงบวกจะมีทั้งแบบ “backward effect” หรือหมายถึงผลกระทบที่ย้อนกลับไปสู่ต้นนำ และ “forward effect” หรือผลกระทบที่ส่งต่อไปข้างหน้า

    ยกตัวอย่างเช่น หากรัฐบาลมีการลงทุนสร้างทางรถไฟ ผลกระทบเชิงบวกที่กลับไปสู่ต้นน้ำก็คืออุตสาหกรรมการผลิตที่ป้อนวัตถุดิบในการผลิตรถไฟ รวมไปถึงแรงงานที่ถูกจ้างงาน ขณะเดียวกันเมื่อมองไปข้างหน้า รางรถไฟที่เสร็จแล้วก็สามารถช่วยส่งเสริมฝั่งโลจิสติกส์หรือภาคการท่องเที่ยวได้

    ขณะเดียวกัน รายจ่ายลงทุนของภาครัฐอีกแบบหนึ่ง อาทิ การลงทุนกับอาคารสถานที่ราชการ จะได้ประโยชน์แค่เพียงฝั่งย้อนกลับไปหาต้นน้ำเท่านั้น เพราะการสร้างอาคารราชการหนึ่งหลังแทบไม่สร้างให้เกิดผลผลิตทางเศรษฐกิจได้ แต่อาจช่วยอำนวยความสะดวกต่อผู้มาติดต่อราชการ

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, การลงทุนด้านสาธารณูปโภค อาทิ ถนน แหล่งน้ำ ไฟฟ้า หรือการประปา ผลกระทบเชิงบวกจะมีทั้งแบบ “backward effect” หรือหมายถึงผลกระทบที่ย้อนกลับไปสู่ต้นนำ และ “forward effect” หรือผลกระทบที่ส่งต่อไปข้างหน้า

    ด้าน ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) บอกกับบีบีซีไทยว่า โดยหลักแล้วงบประมาณของรัฐนั้นจำแนกได้เป็น 2 ประเภทคือ “งบที่รักษาสภาพกับงบที่ทำให้เฟื่องฟู” ซึ่งงบรายจ่ายประจำจะหมายถึงแบบแรก และงบลงทุนจะหมายถึงแบบหลัง

    อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ผู้นี้วิเคราะห์ว่า สำหรับประเทศไทย สัดส่วนราว 70% ที่ใช้ไปกับงบประจำกำลังบอกสังคมว่าประเทศไทยมีภาคราชการที่ใหญ่ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องผิด หากภาคส่วนที่ใหญ่นี้กลายเป็นรากฐานในการเติบโตของประเทศได้ แบบที่เรียกว่า “ภาคราชการที่ยิ่งใหญ่ต้องสร้างเศรษฐกิจที่ใหญ่ยิ่ง” เพราะสุดท้ายแล้ว ภาคราชการแบบนี้จะสามารถสร้างและเก็บเงินภาษีเข้ามาเป็นรายได้ของภาครัฐสืบไปได้

    อย่างไรก็ดี เขาชี้ว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ประเทศไม่สามารถหารายได้หรือเศรษฐกิจไม่ดีพอจะสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น แต่รายจ่ายประจำกลับเท่าเดิม เมื่อนั้นเงินส่วนใหญ่ที่หาไม่ได้และไม่พอใช้อยู่แล้วก็ต้องถูกแบ่งไปจ่ายให้กับรายจ่ายประจำก่อน “แล้วเหลือเท่าไหร่ค่อยลงทุน มันเลยเป็นสัดส่วนแบบนี้ เพราะฉะนั้นอาการนี้มันคืออาการที่มันเงินมันไม่เฟื่องฟูพอ เศรษฐกิจมันไม่โตพอ”

    นอกจากนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ภายนอกจะออกมาแสดงความกังวลต่อตัวเลขงบลงทุนประจำปี 2570 ของรัฐบาลแล้ว สถานการณ์ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่ออภิปรายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2570 ก็ตั้งข้อสังเกตรวมถึงวิพากษ์วิจารณ์ต่อการวางแผนจัดการงบประมาณของรัฐบาลนายอนุทินด้วย

    ทั้ง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) รวมไปถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ต่างก็หยิบยกมิตินี้ขึ้นมาวิจารณ์

    ฝั่ง น.ส.ศิริกัญญา เธอชี้ว่านี่คือการบริหารงบแบบ “ฝีแตก” โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่องบลงทุนของแต่ละกระทรวงหรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่ถูกตัดลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ เธอชี้ว่าเมื่อลงไปดูในรายละเอียด จะพบว่าแม้แต่รายการที่ระบุว่าเป็นรายจ่ายลงทุนก็ยังมีความคลุมเครืออยู่มาก อาทิ มีการตั้งเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินเอาไว้ในงบกลางเป็นเงิน 1 แสนล้านบาท ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะถูกใช้ไปกับเรื่องไหนหรือโครงการใด อย่างไรก็ดี จากตัวเลขดังกล่าว เม็ดเงิน 6 หมื่นล้านบาทถูกนับว่าเป็นรายจ่ายลงทุน

    ขณะที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ชี้ว่านี่คือการจัดงบแบบ “มองไม่เห็นอนาคต” โดยเขาชี้ไปที่โครงสร้างงบประมาณปี 2570 ซึ่งจากงบทั้งหมด 3.78 ล้านล้านบาทนั้น จะมาจากรายได้ของรัฐบาลเพียง 3 ล้านล้านบาท ขณะที่อีก 7.88 แสนล้านบาทนั้น จะมาจากงบประมาณขาดดุล

    Panumas Sanguanwong / Thai News Pix

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท มีขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิ.ย. ถึง 1 ก.ค. 2569

    นายอภิสิทธิ์ อภิปรายในรัฐสภาว่า เงินเกือบทุกบาทที่เป็นงบลงทุนต้องมาจากงบขาดดุลซึ่งใช้เงินกู้ แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันศักยภาพการหารายได้ของรัฐบาลและการจัดเก็บภาษีอากร “ทำได้แค่เพียงประคับประคองสิ่งที่มีอยู่และชดใช้หนี้ที่ได้สร้างไว้ในอดีต”

    รายงาน “วิเคราะห์ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของสำนักงบประมาณของรัฐสภาชี้ว่า ในปีงบประมาณ 2570 นี้ รัฐบาลจะมีกรอบวงเงินกู้สูงสุดเพื่อชดเชยการขาดดุลอยู่ที่ราว 8.78 แสนล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้คำนวณจาก มูลค่า 80% ของรายการชำระคืนต้นเงินกู้ บวกกับมูลค่า 20% ของกรอบวงเงินงบประมาณ

    รายงาน ฉบับนี้ยังสะท้อนข้อมูลที่สอดคล้องกับการอภิปรายของนายอภิสิทธิ์ โดยชี้ว่า ภาระชำระคืนต้นเงินกู้ในปี 2570 เพิ่มขึ้นเป็นระดับสูงสุดในช่วง 10 ปี ซึ่งตอกย้ำถึงงบประมาณที่ขาดดุลและความสามารถในการหารายได้ของรัฐที่เป็นปัญหา

    ด้านรัฐบาล โดย น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวเมื่อวันที่ 1 ก.ค. ระบุว่า รัฐบาลเข้าใจข้อห่วงใยของ สส. และประชาชนต่อภาพรวมงบประมาณ โดยเฉพาะประเด็นงบลงทุนและการขาดดุล แต่ขอย้ำว่าการจัดทำงบประมาณครั้งนี้เป็นการจัดทำแบบมุ่งเป้า จัดลำดับความสำคัญใหม่ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลัง โดยคำนึงถึงทั้งการดูแลประชาชน การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการเงินการคลัง และการลงทุนเพื่ออนาคตประเทศ

    เธอลงรายละเอียดว่า สำหรับประเด็นงบลงทุน ที่มีตัวเลขลดลงจากปี 2569 ราว 7.2 หมื่นล้านบาท แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าประเทศลดการลงทุน เพราะยังมีการลงทุนผ่านเครื่องมืออื่น ทั้งงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ มูลค่า 2.86 แสนล้านบาท โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public Private Partnership) หรือ PPP จำนวน 4 หมื่นล้านบาท และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Future Fund – TFFIF) อีก 1 หมื่นล้านบาท รวมเม็ดเงินลงทุนเพิ่มเติมมากกว่า 3.3 แสนล้านบาท

    เธอย้ำว่า นโยบายของภาครัฐเน้น เน้นดูแลคนตัวเล็ก ผู้สูงอายุ ชุมชน การศึกษา เอสเอ็มอี การค้า เศรษฐกิจสีเขียว ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และการลงทุนที่สร้างอนาคต โดยมีงบด้านสวัสดิการ การศึกษา และสาธารณสุขที่ส่งตรงถึงชีวิตประชาชน 6.39 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท พร้อมปิดท้ายว่า โครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลนั้นไม่ใช่การหว่านเงิน แต่เป็นงบที่มีการจัดลำดับความสำคัญให้แม่นยำขึ้น

    ปัญหาเก่าที่ยังรอการสะสาง

    รายงานวิเคราะห์งบการเงินปี 2570 ของ สงธ. ที่บีบีซีไทยได้อ้างอิงไปแล้วก่อนหน้านี้ พบว่า นับแต่ปี 2561 เป็นต้นมาจนถึงร่าง พ.ร.บ.งบฯ ฉบับล่าสุด มีรายจ่ายลงทุนเฉลี่ยอยู่แค่เพียง 21.6% ของงบประมาณทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งนับว่ามากกว่า ค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2551-2560 ที่ตกลงไปอยู่เพียง 19% แต่ยังต่ำกว่าทศวรรษก่อนหน้า ระหว่างปี 2541-2550 ที่มีสัดส่วนรายจ่ายลงทุนสูงถึง 25.4%

    คำถามคือเหตุใดไทยถึงมีรายจ่ายลงทุนในสัดส่วนที่ไม่สูงนัก ทั้ง ๆ ที่เม็ดเงินตรงนี้สามารถนำมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ขณะเดียวกันงบรายจ่ายประจำกลับสูงขึ้นและกินพื้นที่ส่วนใหญ่ของงบประมาณทั้งหมดไป

    ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ชี้ว่าคำตอบนั้นมี 2 ส่วน ส่วนแรกคือไทยจัดเก็บรายได้ได้น้อย และส่วนที่สองคือปัญหาโครงสร้างราชการไทยที่ยังคงใหญ่ เทอะทะ “แต่ไม่ได้ทำงานแบบโดดเด่นเป็นพิเศษ”

    ต่อมิติแรกของปัญหานั้น นายภูเบต เส็นบัตร นักวิเคราะห์งบประมาณชำนาญการ สงธ. กล่าวไว้ในงานสัมนาวิชาการเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ว่าหากไปดูแนวโน้มรายได้ภาครัฐไล่มาตั้งแต่ปี 2533 – 2568 จะพบว่ามีรายได้โตขึ้นกว่า 8 เท่า ในรอบ 35 ปี

    อย่างไรก็ดี เขาชี้ว่าเมื่อลงมาวิเคราะห์ในรายละเอียดจะพบว่าสัดส่วนรายได้สุทธิหลังหักจัดสรรซึ่งคือรายได้สุทธิที่แท้จริงของรัฐบาลต่อจีดีพีของไทยกลับมีกราฟที่สวนทางอย่างน่าเป็นกังวล และ สงธ.ประเมินว่า สัดส่วนดังกล่าวนั้นจะลดลงเหลือเพียง 14.89% สำหรับปีงบประมาณ 2570 โดยนี่เป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าการประเมินจากแผนการคลังระยะปานกลางของรัฐบาลซึ่งประเมินไว้ที่ 14.96%

    อย่างก็ดี ตัวเลขทั้งสองนี้นับว่าน้อยจนเกือบลงไปแตะสถิติต่ำสุดในรอบ 35 ปี ที่ 14.57% ต่อจีดีพี ซึ่งเป็นสถิติของปี 2565 ตอนที่เกิดวิกฤตการระบาดโรคโควิด-19

    ตัวเลขสัดส่วนการจัดเก็บรายได้ของไทยต่อจีดีพีนั้นถูกนับว่าอยู่ในระดับที่มีปัญหาสำหรับธนาคารโลกเช่นเดียวกัน โดยธนาคารโลกระบุไว้ว่า “ประเทศรายได้ต่ำราว 74% และประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างราว 48% จัดเก็บภาษีได้น้อยกว่า 15% ของจีดีพี ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำเกินกว่าจะสนับสนุนบริการสาธารณะที่จำเป็นและบรรลุการเติบโตอย่างยั่งยืนได้”

    Arnun Chonmahatrakool

    ที่มาของภาพ, Arnun Chonmahatrakool

    คำบรรยายภาพ, อัตราการเกิดของไทยก็แตะจุดต่ำสุดในรอบ 75 ปี ในปี 2568 โดยมีตัวเลขเด็กเกิดใหม่เพียง 4.16 แสนคน ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 5.59 แสนราย

    นายภูเบต ชี้ว่า การจัดเก็บรายได้ของภาครัฐไทยนั้นกว่า 66.5% มาจากกรมสรรพากร ซึ่งประกอบไปด้วยภาษีที่สำคัญ 3 รายการ คือ 1. ภาษีมูลค่าเพิ่ม สัดส่วน 27.61% 2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล สัดส่วน 22.75% และ 3. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สัดส่วน 11.78%

    เขาชี้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างนี้คือสัดส่วนภาษีก้อนที่ใหญ่ที่สุดมาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มภาษีทางอ้อม หมายความว่าหากเศรษฐกิจเติบโตภาษีตัวนี้ก็จะโตตาม ในทางกลับกันหากเศรษฐกิจชะลอตัวก็จะเกิดปัญหาจากรายได้ที่ขาดหายไป นอกจากนี้ ภาษีประเภทนี้ยังอ่อนไหวต่อมิติทางการเมืองเช่นเดียวกัน โดยเขายกตัวอย่างว่าความพยายามในการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มอาจนำไปสู่ประเด็นทางการเมืองที่เข้าไปขัดขวางจนไม่สามารถขึ้นอัตราภาษีได้จริง

    ประเด็นต่อมาคือฝั่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นภาษีทางตรงที่ไทยเก็บได้น้อยมากเนื่องจากประชากรไทยมี 66.05 ล้านคน เมื่ออ้างอิงข้อมูลจากกรมสรรพากรและสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2568 โดยในจำนวนนี้แบ่งเป็นกำลังแรงงานที่มีงานทำ 40.09 ล้านคน จากตัวเลขข้างต้นนี้ ประชากรถึง 28.21 ล้านคน กลับอยู่นอกระบบภาษี ส่วนที่เหลือในระบบภาษี ก็มีที่ต้องจ่ายภาษีเงินได้จริง ๆ แค่ 4.73 ล้านคน ดังนั้นศักยภาพในการจัดเก็บภาษีเงินได้ของไทยจึงยังต่ำอยู่มาก

    ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้น คือแนวโน้มประชากรไทยในวัยแรงงานต่อจำนวนประชากรทั้งหมดยังลดลงอย่างต่อเนื่อง จากตัวเลข 66.6% ในปี 2559 ลงมาเหลือเพียง 63.7% ในปี 2568 ขณะเดียวกันอัตราการเกิดของไทยก็แตะจุดต่ำสุดในรอบ 75 ปี ในปีเดียวกันนี้ โดยมีตัวเลขเด็กเกิดใหม่เพียง 4.16 แสนคน ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 5.59 แสนราย

    นอกจากรายได้ของรัฐบาลจะมีปัญหาแล้ว ฝั่งรายจ่ายรวมไปถึงหนี้สาธารณะก็ยิ่งที่ให้สถานการณ์ไม่สู้ดีขึ้นไปอีก

    หากแบ่งงบประมาณปี 2570 ของภาครัฐออกมาตามกลุ่มรายจ่าย ตามข้อมูลจาก สงธ. จะแบ่งได้เป็น 7 กลุ่ม คือ รายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ รายจ่ายบุคลากร รายจ่ายงบกลาง รายจ่ายเพื่อชำระหนี้ภาครัฐ รายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน รายจ่ายบูรณาการ รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินทุนสำรองจ่าย

    จากทั้งหมด 7 กลุ่มนี้ รายจ่ายด้านบุคคลากร กินสัดส่วนถึง 22.5% ของงบทั้งหมด หรือคิดเป็นตัวเลข 8.52 แสนล้านบาท ซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 8.20 แสนล้านบาทด้วย โดยในจำนวนนี้กว่า 56.1% คือเม็ดเงินที่จ่ายให้กับข้าราชการเป็นหลัก

    สงธ. ชี้ว่า จากงบดังกล่าวนี้ ตัวเลขรายจ่ายบุคลากรภาครัฐโดยรวมยังนับว่าอยู่ในระดับสูง และมีความยืดหยุ่นต่ำ รวมถึงยังเป็นภาระผูกพันต่อเนื่อง และแม้ที่ผ่านมาภาครัฐจะมีจำนวนกำลังคนในภาพรวมลดลง แต่นั่นอาจไม่ได้หมายความว่าตัวเลขงบประมาณที่จำเป็นต้องใช้จะลดลงตามไปด้วย จึงยังควรต้องมีการพิจารณาความเหมาะสมเพิ่มเติม

    ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ เสริมว่า ที่ผ่านมา รายจ่ายประจำคือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติ แต่การใช้เม็ดเงินเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจะเป็นตัวกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตต่อได้แม้จะเป็นในทางอ้อมก็ตาม

    “เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ 70% นี้ทำให้ข้าราชการทำงานแบบโดดเด่นเป็นพิเศษขึ้นมา มันจะทำอะไรได้เยอะเลย ยุทธศาสตร์การใช้งบประจำจึงเป็นเรื่องสำคัญเพราะมันคือการทำให้เงินที่ลงไปเกิดประโยชน์สูงสุด ทำยังไงให้จ่ายเงินเดือนครู แล้วมีวิธีการประเมินคุณภาพครูที่ดี ทำยังไงที่การประเมินวัดจากผลลัพธ์จริง ๆ แล้วเดี๋ยวมันจะทำให้ทุกอย่างขยับไปได้” ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

    อีกหนึ่งมิติที่คอยบดบังเม็ดเงินสำหรับการลงทุนของภาครัฐคือฝั่งหนี้สาธารณะ ซึ่งตัวเลข ณ เดือน มี.ค. 2569 อยู่ที่ 66.38% ต่อจีดีพี ขณะที่เพดานหนี้สาธารณะตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐฉบับล่าสุด ลงวันที่ 22 ก.ย. 2564 ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ในฐานะประธานกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ กำหนดไว้ที่ 70% ต่อจีดีพี

    สงธ. ชี้ว่า เมื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงถึง 7 สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต พบว่าในปี 2573 ไม่มีสักสถานการณ์ไหนเลยที่หนี้สาธารณะของไทยจะไม่เกินเพดาน และในกรณีเลวร้ายที่สุดที่มีภาวะเศรษฐกิจถดถอย หนี้สาธารณะของไทยจะพุ่งสูงถึง 78.71% ต่อจีดีพี

    ปัจจุบันแต่ละประเทศมีเกณฑ์หนี้สาธารณะต่อจีดีพีแตกต่างกันออกไป อาทิ สหภาพยุโรปกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 60% เช่นเดียวกับเกาหลีใต้

    นายฐากูร กล่าวต่อไปเพิ่มว่า หาไปดูข้อมูลงบประมาณโดยสังเขป ของปีงบประมาณ 2570 พบว่า ไทยมีรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้อยู่ที่ 1.51 แสนล้านบาท ขณะที่รายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐอยู่ที่ 4.62 แสนล้านบาท คิดเป็น 12.2% ของวงเงินรวม แต่กลับมีพฤติกรรมก่อหนี้ถึง 7.88 แสนล้านบาท

    “เวลาเราดูชำระคืนต้นเงินกู้ หลายคนคิดว่าดอกเบี้ยคงไม่เท่าไหร่ แต่ภายใต้การบริหารหนี้สาธารณะ การชำระหนี้ของเรา ดอกเบี้ยอยู่ที่สามแสน เงินกู้อยู่ที่แสนห้า ก้าวแรกก็เจอแล้ว สี่แสนหก”

    นายฐากูร ทิ้งท้ายว่า “เวลาประเทศไหนมีหนี้สาธารณะสูง สิ่งที่เขาจะทำคือ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้แต่สิ่งที่ผมกลัวคือออกนโยบาย ในเมื่อใกล้เพดานคือเพิ่มเพดาน อันนี้เป็นสิ่งที่กลัว” โดยเขาเสริมว่ายิ่งมีหนี้เยอะขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นภาระต่องบประมาณของประเทศเอง

    ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ทิ้งท้ายว่า ต่อคำถามว่า ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปีประจำปี 2570 จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้ดีขึ้นจนนำพาคนไทยไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงได้จริงไหม คำตอบสุดท้ายอยู่ที่ผลลัพธ์จากเม็ดเงินทุกส่วนที่ลงไปจริง ๆ

    แต่ถ้าทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม คำตอบสั้น ๆ ก็คือ “ไม่”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c982qmj69e2o&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yyypyecexFrsKsqerqmZA